พื้นที่น่าอยู่ในสังคมไทย เพื่อสุขภาพกายใจ – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
http://www.dailynews.co.th/article/728/18758
วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
“พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่สุขภาวะ หรือพื้นที่น่าอยู่ คือ การสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของชุมชนอย่างเข้าใจ และเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม สามารถสร้างความรู้สึกร่วม และก่อให้เกิดความผูกพันของชุมชน”
รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม(สสส.) กล่าวถึงคำนิยามของความหมายของพื้นที่สร้างสรรค์ในงานเวทีฟื้นฟูพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ในหัวข้อเรื่อง “แนวคิดว่าด้วยพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็ก และเยาวชน กรณีศึกษาตัวอย่างต่างประเทศ” ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมนานาชาติไบเทค บางนา เร็ว ๆ นี้
ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม (สสส.)บอกเล่าเพิ่มเติมถึงสาเหตุในการพัฒนาให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ในหลากหลายแห่งว่า เมื่อย้อนไปดูสถิติจะพบได้ชัดเจนว่า เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากในขณะนี้คือเรื่องสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ซึ่งคนไทยกว่าร้อยละ 35 มีภาวะโรคอ้วน และอีกร้อยละ 25 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน และอีกกว่าร้อยละ 60 ออกกำลังกายต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะคนในเขตเมือง ซึ่งโรคเรื้อรังนี้กำลังทำร้ายคนไทย โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึงร้อยละ 65 และ
“ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ การพัฒนาทางกาย และสุขภาพจิตค่อนข้างถอยลง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเร่งหาทางออก ซึ่งหนึ่งในการแก้ปัญหาที่ดีคือการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ มีข้อค้นพบว่าหากเด็ก หรือคนในชุมชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ก็จะนำไปสู่การพัฒนาการที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ” รศ.ดร.วิลาสินีกล่าว
รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวว่า การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ทำสำเร็จแล้วในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองควรจะนำมาเป็นต้นแบบเพื่อก่อกำเนิด เช่น เมืองโบกาตา ประเทศโคลัมเบีย ที่อดีตเคยเป็นพื้นที่อันดับต้น ๆ ของการเกิดอาชญากรรม แต่เมื่อนายกเทศมนตรีริเริ่มการปิดถนนสายหลัก และชักจูงให้คนในท้องถิ่นมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเต็มที่ เช่น ออกกำลังกาย สร้างสวนสาธารณะที่ไม่กีดกันชนชั้น ทำให้เมืองที่มีสุขภาวะต่ำกลายเป็นเมืองที่มีการพัฒนาจนได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติ
นอกจากนี้ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่อดีตเต็มไปด้วยพื้นที่ทางด่วน ถนน ซึ่งในความเป็นจริงยิ่งสร้างเท่าใดก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้เกิดแนวคิดเปลี่ยนสภาพกลายเป็นธรรมชาติ จนทำให้เกิดคุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดปริมาณฝุ่นละออง ลดจำนวนรถยนต์ เพื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และผลสุดท้ายคือ ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ ย่อมต้องอาศัยเวลา และสิ่งสำคัญที่สุดจะสำเร็จได้ คงต้องขึ้นอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย
ทั้งนี้การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการมองเรื่องการพัฒนาพื้นที่หรือเมือง ว่าไม่ใช่แค่ภาระของนักผังเมืองอย่างเดียว แต่จะเป็นภาระของทุกฝ่าย เช่น ฝ่ายสุขภาพ ฝ่ายขนส่ง ฝ่ายท้องถิ่น ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายครอบครัว ฝ่ายวัฒนธรรม ฯลฯ เพราะการเกิดพื้นที่สร้างสรรค์ในประเทศไทยนับเป็นแนวโน้มที่ดี และเกิดขึ้นในหลายพื้นที่แล้ว โดยอาศัยหลักการใหญ่คือ เอาคนเป็นที่ตั้ง
“พร้อมกับศึกษาว่าคนต้องการอะไร คิดแบบบูรณาการโดยหลอมรวมผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มาเปิดโต๊ะเจรจา ปรับทัศนคติ และใช้พื้นที่เป็นตัวสนับสนุนช่วยส่งเสริมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการส่งเสริม และเกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับพัฒนาไปในทางที่ดี เพื่อเกิดการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.วิลาสินีกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ.
กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว
http://www.dailynews.co.th/article/728/18759
วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ข้าว อาหารหลักของคนไทยมีขั้นตอนและกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร พลังงานและมลพิษมากมาย ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าว การไถ การหว่าน การใส่ปุ๋ย การกำจัดศัตรูพืช การให้น้ำ การเก็บเกี่ยว การนวด ไปจนถึงการสีข้าวและการขนส่งสู่มือผู้บริโภค ซึ่งมีกระบวนการ ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและใช้พลังงานอย่างมาก ปกติข้าวเปลือก 100 กิโลกรัม เมื่อผ่านการขัดสีจะได้ข้าวสารเพียง 48 กิโลกรัมเท่านั้น โดยมีผลพลอยได้จากการผลิต คือ ปลายข้าว รำ และแกลบ และเมื่อข้าวสารมาถึงมือผู้บริโภคแล้ว ยังต้องผ่านการทำความสะอาดและหุงให้เป็นข้าวสวย ซึ่งต้องใช้ทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า
หากคนไทย 10 ล้านคน กินข้าวเหลือ 1 ช้อน (11 กรัม) และดื่มน้ำเหลือติดก้นแก้ว (20 ml.) ในหนึ่งมื้อ จะทำให้สูญเสียน้ำ 197,179 ลูกบาศก์เมตร สูญเสียพลังงานไฟฟ้า 15,278 กิโลวัตต์ สูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิง 750.97 ลิตร เกิดขยะที่ต้องบำบัด 73.35 ตัน สูญเสียแร่ธาตุที่มีประโยชน์ในดิน 9.12 ตัน และปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 201.37 ตันคาร์บอนไดออกไซด์
ดังนั้น การรับประทานข้าวไม่หมดจาน จึงเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าและสูญเปล่า
มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ชักชวนคนไทย ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภคอย่างง่าย ๆ โดยการ “กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว”
นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เกิดการปฏิบัติซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และเห็นเป็นเรื่องปกติวิสัย โดยเฉพาะการกินข้าวไม่หมดจาน การดื่มน้ำไม่หมดแก้ว คนส่วนใหญ่ ขาดความคิดคำนึง และห่วงใยในทรัพยากรธรรมชาติ และไม่คิดว่าเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกินข้าวเหลือนิดหน่อย หรือดื่มน้ำไม่หมดแก้ว จะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสังคม
การบริโภคที่พอดีในแต่ละมื้อ ไม่ตักข้าวและกับข้าวในปริมาณที่มากจนเกินไป จะช่วยลดปริมาณข้าวสาร ผัก และเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการประกอบอาหาร ลดการใช้พลังงานและน้ำในการประกอบอาหาร การชำระล้างและการกำจัดของเสีย อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์) ที่จะเกิดขึ้นจากการย่อยสลายของเศษอาหาร
น้ำสะอาดที่เราดื่มกินในทุกวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเช่นกัน ได้แก่ น้ำดิบ สารเคมี และพลังงานที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพ การผลิตน้ำสะอาด และการบำบัดน้ำเสีย รวมถึงกระบวนการบรรจุขวดและการขนส่งในกรณีของน้ำดื่มบรรจุขวด”
เพื่อให้คนไทยเกิดความคิดคำนึงทางมูลนิธิจึงได้จัดการประกวดมัลติมีเดีย “กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว” เพื่อใช้เป็นสื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้แสดงความสามารถในการผลิตสื่อที่สะท้อนมุมมอง ความรู้สึกหรือเนื้อหาเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมด้วย สำหรับการจัดประกวดสื่อมัลติมีเดีย กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว ในครั้งนี้ ทางคณะกรรมการได้แบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภทคือ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ชิงเงินรางวัล 200,000 บาท โดยรางวัลชนะเลิศของทั้งสองประเภทจะได้รับเงินสด 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ รางวัลรองชนะเลิศ 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 20,000 บาท
สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย 16/151 เมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และประกาศผลการตัดสินวันที่ 15 พฤษภาคม 2555.
สมุนไพรเก็บจากป่ากำลัง วิกฤติ
http://www.dailynews.co.th/article/728/17643
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2555 เวลา 00:01 น.
ผลจากการรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้ยาสมุนไพรในการเยียวยาตัวเอง ตำรับยาพื้นบ้านต่าง ๆ ถูกบรรจุเข้าในบัญชียาหลัก การใช้สมุนไพรไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยารักษาโรคเท่านั้น แต่เริ่มผสมในเครื่องสำอาง เช่น แชมพู สบู่ ครีมบำรุงผิวต่าง ๆ องค์ความรู้ทางสมุนไพรของแต่ละภาคถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อจนก่อให้เกิดธุรกิจทางสมุนไพรมากมาย ทั้งการปลูกกระชายดำ ขมิ้นชัน หรือการแปรรูปสมุนไพรของชุมชน กลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มโอทอป เป็นต้น 10 ปีที่ผ่านมาการบริโภคสมุนไพรเติบโตขึ้นตามลำดับ ทำให้สมุนไพรที่ต้องหาจากป่าลดน้อยลง หมอยาต้องเดินทางเข้าป่าลึกเข้าไปอีกเพื่อให้ได้ตัวยา ขณะเดียวกันพื้นที่ป่าถูกบุกรุกจนป่าเสื่อมโทรม จากการช่วงชิงพื้นที่เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ข้าวโพด ยางพารา ปาล์ม เป็นต้น
รายงานของมูลนิธิสุขภาพ พบว่าขณะนี้สมุนไพรที่รู้จักกันดีบางชนิดเริ่มขาดแคลนเข้าขั้นวิกฤติ เช่น เถาวัลย์เปรียง โคคลาน ซึ่งนำมาใช้เข้ายาหลายชนิด เมื่อตัดมาใช้ครั้งหนึ่งต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะให้ผลผลิต สมุนไพรบางชนิดถูกขุดเก็บมาใช้ตามกระแสนิยม เช่น กวาวเครือ บุก เป็นต้น
ล่าสุดเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค และแผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้จัดสัมมนาวิชาการ “ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร” พร้อมจัดทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ปลูกยารักษาป่า เพื่อสมทบทุนการปลูกป่าสมุนไพร 12 พื้นที่ในเครือข่ายหมอพื้นบ้าน 4 ภาค
ภัสรา ชวประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตัวเลขการปลูกสมุนไพรไม่มีระบบจัดเก็บอย่างแน่นอน แต่จากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรที่มาลงทะเบียน ปี 2553 มีเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพร 11,192 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรประมาณ 4,700 ไร่ ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทลายโจร บัวบก ว่านหางจระเข้ พริกไทย และไพล ปลูกมากสุดคือขมิ้นชัน 3,000 ไร่ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศต้องนำเข้า แปรรูป ทั้งนี้ตัวเลขส่งออกสมุนไพรตั้งแต่ปี 2541-2550 ส่งเสริมการปลูก 53 ชนิด แต่ถ้าไปถามหมอยาทั้งหลายใช้ประมาณ 900 ชนิด ปลูกได้ 100 ชนิด ที่เหลือได้มาจากป่าจากธรรมชาติ ตัวเลขนำเข้าสมุนไพรปี 2541 นำเข้า 16,000 ตัน ในปี 2550 นำเข้า 82,000 ตัน
“ในปี 2558 จะเปิดเสรีอาเซียนกรมส่งเสริมการเกษตรต้องควบคุมคุณภาพเพื่อรับมือการเปิดเสรีอาเซียน นานาประเทศต้องพัฒนาคุณภาพให้เท่าเทียมกัน แต่ในทรรศนะตัวเองประเด็นเปิดเสรีเริ่มมาตั้งแต่ปี 2551เพราะปี 2551 วัตถุดิบ 23 ตัว เช่น พริกไทยเริ่มใช้ภาษี 0 เปอร์เซ็นต์ นำเข้ามาไม่ต้องเสียภาษี เช่น พริกไทยนำเข้าจากเวียดนาม ตอนนี้พริกไทยของไทยลดลงกลายเป็นพริกไทยนำเข้า แต่เราก็ยังมีสิทธิที่จะสู้กับพืชจากต่างชาติ วัตถุดิบนำเข้ามีค่าขนส่งที่เรายังสู้ได้ หากผลิตในประเทศได้ก็ดีที่สุด จึงต้องร่วมมือกัน“
ด้าน ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรพื้นถิ่น กล่าวว่า พื้นที่ป่าอันเป็นแหล่งกำเนิดของสมุนไพรกำลังหมดไปด้วยการถูกคุกคามจากพืชเศรษฐกิจ วิธีการส่งเสริมให้ปลูกป่าต้องมีความยั่งยืนเพราะป่าแต่ละภูมิภาคมีความหลากหลายต่างกัน เช่นเดียวกับการใช้สมุนไพรในแต่ภาคเช่น คนภาคอีสานตอนกลางใช้ต้นเล็บเงือกรักษาลมพิษ ภาคกลางใช้ใบพลู ขณะที่คนภาคเหนือใช้ไมยราบ เป็นต้น ดังนั้นการปลูกป่าสมุนไพรต้องศึกษาภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ
ในปี 2558 เมื่อเราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากเราไม่มีการเก็บข้อมูลด้านสมุนไพรไว้ คนไทยจะถูกฉกฉวยไปใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีความรู้และเทคโนโลยีดีกว่า ภาครัฐควรดำเนินการเก็บข้อมูล ให้ได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศภายใน 3 ปีนี้
“พื้นที่ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงแต่การบริโภคสมุนไพรสูงเช่นกัน ปัจจุบันดอกงิ้วที่เป็นเครื่องปรุงในเมนูขนมจีนน้ำเงี้ยว ต้องนำเข้าจากลาวถึงปีละ 70 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ทั้งหมด”
ด้านวีรพงษ์ เกรียงสินยศ กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสมุนไพรจากป่าที่มีปริมาณการใช้สูงขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มจะหายากขึ้นทุกวัน ควรนำสมุนไพรเหล่านี้กลับมาปลูกในพื้นที่ป่าชุมชน ในเขตวัดป่า และในครัวเรือน เพื่อเป็นการอนุรักษ์และขยายพันธุ์สมุนไพรให้เพียงพอต่อการใช้ และเป็นการฟื้นฟูป่าธรรมชาติ ขณะนี้ได้มีการจัดทำข้อมูลวิธีการการปลูกพืชจากป่า โดยมีเครือข่าย 12 พื้นที่นำร่องดำเนินการปลูกพืชเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 26,000 ต้น แยกชนิดได้มากกว่า 60 ชนิดสมุนไพรที่กำลังขาดแคลน
ขณะที่ น.ส.พะยอม ดีน้อย เครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จ.เชียงราย เล่าถึงวิธีการทำงาน การสนับสนุนให้ชุมชนหันมาเห็นความสำคัญ เริ่มจากหารือกับหมอพื้นบ้านในชุมชน เพื่อนำเรื่องเล่าหรือตำนานของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับม่อนยาหรือดอยเล็กที่มียาสมุนไพรมาเล่าให้ในชุมชนรับรู้ ทำให้ทุกคนเกิดความภาคภูมิใจในผืนป่าชุมชน คนในชุมชนจึงร่วมมือร่วมใจเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ม่อนยาไว้ให้ลูกหลาน จนเกิดเป็นการจัดตั้งเครือข่ายรักษ์ม่อนยาที่ ว่าด้วยการตั้งกฎกติกาการใช้ประโยชน์จากม่อนยา ส่งผลให้สภาพป่าที่เคยแห้งแล้งกลับมารกครึ้มและมีต้นไม้ใหญ่ สมุนไพร ปัจจุบันชาวบ้านเห็นความสำคัญของป่าสมุนไพรมาก มีการระดมเงินทุนเพื่อขอซื้อที่ดินที่เคยเป็นป่าสมุนไพรคืนจากชาวบ้านที่เคยบุกรุก
อนาคตการใช้สมุนไพรต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากเก็บเป็นปลูก จากซื้อเป็นสร้างขึ้นมา เพื่อการใช้อย่างยั่งยืนและเท่ากับการฟื้นฟูพื้นที่ป่าธรรรมชาติ.
ปัจจัยเสี่ยงในเด็กปฐมวัย ป้องกันได้ตั้งแต่เกิด – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
http://www.dailynews.co.th/article/728/17640
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
การพัฒนาการและการส่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันพฤติกรรมเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย มีความจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่หลายคนมักพูดกันว่า จะใส่อะไรให้เด็ก ก็ช่วงวัยเด็ก ช่วงปฐมวัย นี่แหละ เพราะเด็กกำลังจำ
พฤติกรรมของคนใกล้ตัว โดยเฉพาะพ่อแม่ ที่เด็กเห็นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า พฤติกรรมที่เด็กเห็นแล้วว่า ทำแล้วไม่ตาย ก็จะทำตามหรือมีพฤติกรรมเลียนแบบ ดังนั้นเราต้องทำอย่างไรให้เด็ก โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยเข้าใจปัจจัยเสี่ยงแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเริ่มต้น “โครงการพัฒนาและสร้างภูมิคุ้มกันจากปัจจัยเสี่ยงในเด็กปฐมวัย”
โดย คุณสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ให้ความรู้ว่าการอ่านสามารถทำได้ตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ มีข้อมูลที่น่าสนใจเรื่องของจิตใต้สำนึก ด้วยการใช้สื่อละเมียดละไม ให้เด็กปฏิเสธปัจจัยเสี่ยง จากการสำรวจสื่อทั่วโลกทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรีย พบว่าเด็กวัย 7 ขวบ ลงมาจะมีจิตสำนึกที่มีบทบาทสูงกว่าจิตใต้สำนึก ตัวอย่าง เด็กผู้ชายขวบต้น ๆ เล่นหลอดดูดน้ำ โดยทำท่าพ่นควัน พบว่าพ่อสูบบุหรี่ ซึ่งเด็กเห็นเป็นประจำ ดังนั้นหน้าที่ของแผนการอ่านจะส่งเสริมอย่างไรให้สื่อเข้ามาในบ้านเรามากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการแตกกิจกรรมไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ด้วย เพราะสื่อบ้านเรามีน้อยมาก วิธีการผลิตสื่อยิ่งไม่มีใหญ่เลย จึงอยากให้มีสื่อต้นแบบขึ้นมา และได้ทดลองใช้แล้ว เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ผลจริง ในแง่การปรับพฤติกรรมของจิตใต้สำนึก หนังสือดี การพัฒนาสมอง และเป็นหน้าต่างให้โอกาสพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ไม่ใส่ใจหน้าต่างนี้ก็จะหมดโอกาส
ส่วน รองศาสตราจารย์ ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร นักวิชาการด้านพัฒนาการเด็กและครอบครัว ระบุว่า เรารู้อยู่เสมอว่าเด็กเรียนรู้อย่างเร็วมากในช่วง 0-5 ขวบ เพราะสมองเป็นตัวอ่อนของมนุษย์ที่ไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ โดยผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเด็กไม่สามารถรับรู้ แต่สมองรู้หมด เมื่อสมองทำงานดี ครบถ้วน คือการเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก แต่จิตใต้สำนึกของเด็กที่มีพ่อแม่ สูบบุหรี่ เห็นในทีวี ในร้านอาหาร เด็กก็เรียนรู้ว่าสูบแล้วไม่ตาย ก็จะทำตาม เพราะในสมองมีเซลล์กระจกเงา เรียนรู้ที่จะเลียนแบบพ่อแม่สูบบุหรี่
ขณะที่เภสัชกรหญิง ดร.พัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย (BBL) ระบุว่า พบว่าวรรณกรรมเด็ก นิทาน ช่วยหล่อหลอมนิสัยบางสิ่งบาง
อย่างของเด็กได้ โดยมีหลักฐานทางวิชาการว่าการที่จะทำให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดี โดยผ่านเรื่องเล่า และนิทาน ซึ่งสมองที่รับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราเรียกว่าเซลล์กระจกเงา ซึ่งอยู่ในสมองส่วนหน้า เซลล์กระจกเงานี้จะเลียนแบบจากสิ่งที่ได้ประสบ โดยผ่านการสัมผัสทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความรู้สึก อารมณ์ พลังจิตใต้สำนึก จะช่วยให้นึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก
ตัวอย่างที่พบ มีเด็กที่มีพฤติกรรมเศร้า ทำให้สงสัยในพฤติกรรมนั้นก็พบว่า คุณแม่ของเด็กตอนตั้งท้องทานยาขับ ทำให้เด็กรู้สึกเกิดความว่าไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ต้องการของใคร รู้สึกมีความขม โดยเขารับรู้ได้ทางลิ้น พวกนี้จะมีสารเชิงลบอยู่ด้วย ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
เภสัชกรหญิง ดร.พัชราภรณ์ เล่าอีกว่า ส่วนของไทยที่เราอยากให้มี ถ้าจะทำได้ต้องมีตัวอย่างสื่อ เช่น มีหนังสือ นิทาน เพลง เป็นเครื่องมือให้ พ่อ แม่ ครู ใช้ประกอบ ที่เรารีบทำเพราะถ้าเราช้าไปเราก็จะเสร็จเขา เนื่องจากบริษัทเหล้า บุหรี่เขารู้ตรงนี้ เกี่ยวกับสมองเซลล์กระจกเงา เพราะแม่สูบบุหรี่มีเปอร์เซ็นต์ที่ลูกสูบตามสูงกว่าพ่อสูบ ดังนั้นทำอย่างไรไม่ให้ผู้หญิงสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น และพบว่าที่ผ่านมาเด็กอายุ18 ปีขึ้นไปจะสูบบุหรี่ แต่ปัจจุบันเด็กที่สูบบุหรี่กลับมามีอายุลดลงเหลือ 15-16 ปีแล้ว
“ทั้งนี้สิ่งที่เรารณรงค์ คาดหวังว่าจะได้ผล อยากให้คนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับสังคมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากให้ข้อมูลแล้วเราก็อยากให้เครื่องมือในการพัฒนาด้วย” เภสัชกรหญิง ดร.พัชราภรณ์ กล่าว.
ยูเอ็นเตือน วิกฤติน้ำทั่วโลก – E – update
http://www.dailynews.co.th/article/728/17641
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่าสหประชาชาติได้เผยรายงานและเตือนวิกฤติน้ำในหลายพื้นที่ทั่วโลก จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และหากไม่มีมาตรการลงโทษผู้ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียอย่างจริงจัง จะซ้ำเติมให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
โดยรายงานฉบับนี้เป็นฉบับที่ 4 เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เศรษฐศาสตร์ และปัญหาสังคม เพื่อเป็นคู่มืออ้างอิงสำหรับทรัพยากรน้ำ โดยก่อนหน้านี้มีออกมาแล้ว 3 ฉบับ โดยจะออกมาทุก ๆ 3 ปี ในช่วงการประชุม เวิลด์ วอเทอร์ ฟอรั่ม
รายงานของยูเอ็นยังระบุอีกว่า ปัญหาเกี่ยวกับน้ำจะมีอย่างมากมาย ทั้งการจัดหาน้ำสะอาดและถูกสุขลักษณะสำหรับคนยากจน และให้เพียงพอต่อประชากรโลกที่จะเพิ่มจาก
7,000 ล้านคน เป็น 9,000 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2050 จากความต้องการในภาคเกษตร การผลิตอาหาร และการใช้พลังงาน รวมไปถึงการตั้งรับกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน
นายบัน คีมูน เลขาธิการยูเอ็น กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กำลังรุนแรงขึ้น หากไม่มีการวางแผน และการปรับตัวที่ดี จะทำให้ประชากรหลายพันล้านคนต้องประสบภาวะเสี่ยงต่อการหิวโหย อดอยาก และขาดแคลนพลังงาน
ในรายงานยังระบุถึงการแข่งกันใช้น้ำของประชากรโลกภายในประเทศ และระหว่างประเทศในภาคต่าง ๆ อย่างไม่มีระบบ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของวิกฤติน้ำ.
1 ล้านชั่วโมง เริ่มต้นที่วัดพระราม 9 – ลดโลกร้อน
http://www.dailynews.co.th/article/728/17642
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก พระอารามหลวง วัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นปีแห่งการครองราชย์ ครบ 60 ปีพอดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกำหนดให้เป็นวัดที่เล็ก สงบเงียบ เรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหรา ไม่วิจิตรพิสดารเหมือนกับวัดทั้งหลาย มีพระราชประสงค์ให้เกิดการประหยัดในการสร้างวัดโดยให้คำนึงถึงประโยชน์เป็นที่ตั้ง สร้างเป็นวัดแล้วต้องยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นภายในวัดด้วย
โบสถ์วัดพระราม 9 ดูเผิน ๆ เหมือน ศาลาปฏิบัติธรรมธรรมดาไม่มีลวดลายใด ๆ มากมายนัก ทั้งบานประตู หน้าต่างพระอุโบสถ แต่เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางสงฆ์ได้ รอง
รับพระสงฆ์ได้ไม่ต่ำกว่า 30-50 รูปหากสร้างโบสถ์ทั่วไปหลังหนึ่งต้องใช้งบ 30 ล้านบาทขึ้น แต่หลังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า ใช้เงินแค่ 3 ล้านก็สร้างได้แล้ว ประโยชน์ได้เหมือนกับโบสถ์ทั่วไป
พระราชญาณกวี (ปิยโสภณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก บอกเล่าว่า วัดเน้นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงและทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อดูแลโลก โดยส่งเสริมให้เด็กโรงเรียนพระราม 9 ปลูกต้นไม้ปีละ 1 ต้นในวันเกิดของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีนร.อยู่ 1,600 คน เท่ากับ 1 ปีได้ต้นไม้เพิ่มขึ้น 1,600 ต้น เพื่อสร้างความร่มรื่นให้กับสถานที่แห่งนี้ เมื่อญาติโยมเข้ามาทำบุญในวัดจะรู้สึกสบายใจ แม้ส่วนหนึ่งจะได้ออกแบบอาคารเพื่อให้ลมถ่ายเทได้สะดวกแล้ว
“ในปีพิเศษนี้ครบ 26 ศตวรรษการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รณรงค์เรื่อง พุทธชยันตี (ชัยชนะของพระพุทธเจ้า) ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ 26,000 ต้นทั่วประเทศ ซึ่งทางวัดได้รับเมล็ดโพธิ์มาจากประเทศอินเดียอันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ก็จะนำมาเพาะปลูกเพื่อแจกจ่ายแก่วัดวาอาราม โรงเรียน สถานที่ราชการต่าง ๆ ให้มาขอรับได้ที่วัดพระราม 9 ในวันวิสาขบูชาซึ่งตรงกับวันที่ 4 มิถุนายน 2555”
การดำเนินกิจกรรมของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจพอเพียงของวัดพระราม 9 กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้คนได้เข้าใจได้โดยง่าย สถานที่แห่งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นกิจกรรมเพื่อส่วนรวมสาธารณประโยชน์ ล่าสุดเทสโก้โลตัสได้ใช้สถานที่ของวัด เริ่มต้นเปิด โครงการ “1 ล้านชั่วโมง ร่วมใจพัฒนาชุมชน” ปีที่ 3 ชวนพนักงานร่วมทำกิจกรรมและบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการทำความสะอาดบริเวณพื้นที่วัด พร้อมถวายเครื่องไทยธรรมแด่คณะสงฆ์ ณ วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ เนื่องในวันมาฆบูชาที่ผ่านมา
โครงการ “1 ล้านชั่วโมง ร่วมใจพัฒนาชุมชน” มีวัตถุประสงค์คือการรณรงค์เชิญชวนให้พนักงานเทสโก้ โลตัส กว่า 38,000 คน ทั่วประเทศ ร่วมบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ โดยตั้งเป้าให้พนักงานบำเพ็ญประโยชน์แก่ 1,000 ชุมชน ให้ครบ 1 ล้านชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งโครงการเปิดโอกาสให้พนักงานได้เลือกรูปแบบกิจกรรมทำความดีเองเพื่อให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน.
โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส กิจการเพื่อสังคมตอบโจทย์ปัญหาประเทศ
http://www.dailynews.co.th/article/728/16555
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 30,000 ล้านบาทอุดหนุนสนับสนุนมูลนิธิ สมาคม ภาคเอ็นจีโอต่าง ๆ เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมายทั้งการดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ยังไม่รวมกับองค์กรเอกชน ที่ทุ่มเงินลงไปทำกิจการเพื่อสังคมเช่นกันที่รู้จักกันในนามซีเอสอาร์ ที่คาดว่าพอ ๆ กันคือใช้เงิน 30,000 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่สามารถวัดผลได้ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการเยียวยาคุ้มกับเม็ดเงินที่ลงไป
มีเวทีถกเถียงกันว่าหากทำกิจกรรมเพื่อสังคมแล้วต้องรอเงินบริจาค เงินสนับสนุนจากทั้งเอกชนและรัฐ ในอนาคตจะยั่งยืนเพียงใด แล้วทำได้ตามศักยภาพเพียงใดเมื่อทุนหมดกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นก็หยุดลงไปด้วย ขณะเดียวกันการทำซีเอสอาร์ของบริษัทเอกชนนั้น ทำเพื่อหวังผลทางภาษีหรือทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ อีกทั้งไม่ได้ตอบปัญหาที่แท้จริงของสังคม อาทิ ความยากจน ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา และปัญหาอื่น ๆ ขณะที่บางบริษัทพนักงานได้รับสวัสดิภาพได้ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม แต่บริษัทกลับนำกำไรทำกิจกรรมเพื่อสังคม
นวัตกรรมใหม่ของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกแบบที่เรียกว่าโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส (Social Enterprise) นำธุรกิจเพื่อสังคมมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน หมายถึงการประกอบธุรกิจที่ตอบโจทย์ปัญหาของสังคม เช่น ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะเดียวก็มีผลกำไรจากธุรกิจด้วยในแบบพอเหมาะพอควร
ชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ (NISE หรือ Network of Impact Social Enterprise) กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้บริษัท องค์กรต่าง ๆ ทำธุรกิจในแบบที่เรียกว่า โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส การขยายผลสัมฤทธิ์ทางสังคม ย้ำปรัชญาการแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วยวิถีทางธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งการเกิดขึ้นของภาคส่วนใหม่นี้จะสร้างนิยามใหม่ของการทำธุรกิจ ที่มิได้สร้างกำไรเชิงการเงินอย่างเดียว แต่สร้างกำไรเชิงสังคมด้วย
“ธุรกิจที่มุ่งไปทางกำไรเพียงอย่างเดียว อนาคตไม่น่าจะอยู่ได้ดีนัก หรือมูลนิธิ สมาคมที่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวโดยทุนจากบริษัทเอกชนหรือรัฐบาลจะเกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เพราะตอนที่ให้เม็ดเงินลงไปเราไม่รู้หรอกว่ามูลนิธิมีความสามารถแค่ไหน ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเราบริจาคเงินจำนวนมาก แต่องค์กรที่รับเงินไปใช้เงินได้ตามประสิทธิภาพหรือไม่” ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ ให้ความเห็น
ชัยยุทธ์ บอกว่าสำหรับประสิทธิภาพทางธุรกิจในเรื่องกำไรมีตัววัดอยู่ แต่ว่าประสิทธิภาพทางสังคมปัจจุบันไม่มีตัววัด ดังนั้นการก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมไนส์จะนำระบบที่เรียกว่า GIIRS มาเป็นตัวที่ประเมินผลเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประกอบธุรกิจเพื่อสังคมตามระบบ อันประกอบด้วย ด้านธรรมาภิบาล ด้านพนักงาน ด้านชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการเพื่อสังคม
โดยบทบาทของไนส์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับบริษัทที่มีความตั้งใจทำธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้ผ่านมาตรฐานโดยตอบคำถาม 290 ข้อ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องตอบคำถามทุกข้อเหล่านี้ รวมทั้งทำหน้าที่เก็บข้อมูลของบริษัทที่เข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทเข้ามาเป็นเครือข่ายของไนส์ คือได้รับรู้ว่าข้อมูลของแต่ละบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อกิจการเพื่อสังคมด้านใดบ้าง ยกตัวอย่าง บริษัทโคโคบอร์ดที่ทำธุรกิจทำขยะฟางข้าวมาอัดเป็นพาร์ติเคิลบอร์ด หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อโคโคบอร์ดเข้ามาจะได้รับรู้ว่ามีพันธมิตรที่จะขยายผลทางธุรกิจ รับรู้จุดด้อยจุดเด่นของบริษัท การได้ขยายตลาด และการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบระหว่างกัน รวมทั้งแหล่งเงินทุน ยกตัวอย่างบริษัทสุพรีมที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลจากซังข้าวโพด ที่เชียงราย เมื่อต้องการขยายไปยังจังหวัดอื่น มีอุปสรรคเรื่องเงินลงทุน เพราะเมื่อเกิดความร่วมมือกัน จะก่อให้เกิดพลังที่ดีภายใต้แนวคิดของระบบนี้
ทั้งนี้มีบริษัทที่ทำธุรกิจกิจการเพื่อสังคมและองค์กรที่ทำเพื่อสังคม เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกจะมีค่าสมาชิกรายปี ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 9 แห่ง ได้แก่ ในภาคกสิกรรม บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด สหกรณ์กรีนเนท จำกัด บริษัท สวิฟท์ จำกัด ภาคส่วนประชาสังคม มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท บีทามส์โซลูชั่น จำกัด ด้านสื่อ ได้แก่ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด BeMagazine และด้านพลังงาน บริษัทสุพรีม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัทวังดุมเมาท์เทนแคมป์ จำกัด บริษัทโคโคบอร์ด จำกัด
สำหรับรูปแบบของบริษัทที่ทำกิจการเพื่อสังคม เช่น บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและส่งออกผักผลไม้ออแกนิกส์ สามารถพัฒนาตนเองและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยให้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีและการตลาด ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล บริษัทซองเดอร์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ธัญพืชแปรรูป เน้นใช้วัตถุดิบที่มาจากเกษตรอินทรีย์ ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ พัฒนาขีดความสามารถคนพิการ ทำให้คนพิการมีรายได้ ปัจจุบันนำคนพิการทำงานในสถานประกอบการมากกว่า 2,500 คน และนิตยสาร BeMagazine คิดโมเดลการช่วยสังคมในแบบฉบับของตัวเอง โดยเปิดให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมรับนิตยสาร BE ไปจำหน่ายในย่านชุมชน รายได้หลังจากหักต้นทุนแล้ว จะมอบให้ผู้ด้อยโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ผ่านสมาชิก มีเป้าหมายการทำธุรกิจที่ไม่ใช่การโกยเงินเข้ากระเป๋า แต่คือการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีเพื่อสังคม
ลักษณะการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเมื่อไปย้อนดูรายได้ผลตอบแทนพบว่าอยู่ได้และอยู่ได้ดี พิสูจน์ให้เห็นการทำกิจการเพื่อสังคมมีความยั่งยืนทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเอ็นจีโอหรือรอคอยเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว.
ออกแบบห้องน้ำสาธารณะ – ชีวิตกับธรรมชาติ
http://www.dailynews.co.th/article/728/16556
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร มีสภาพอากาศร้อนชื้น แสงแดดทำให้อุณหภูมิสูงกระจายไปทั่ว ขณะเดียวกันก็มีความชื้นในอากาศสูง อันเกิดจากอิทธิพลของลมมรสุมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นการออกแบบที่อยู่อาศัยไม่ให้มีความร้อนและความชื้นสะสมอยู่ภายในอาคารต้องคำนึงในแต่ละด้าน เช่น จัดวางแนวอาคารให้ด้านยาวของอาคารอยู่ในแนวแกนตะวันออก-ตก เพื่อรับลมธรรมชาติจากทางทิศใต้ และเพื่อให้ด้านแคบของอาคารรับแดดทางตะวันออกและตะวันตก ซึ่งมีความร้อนสูง และเราไม่ควรเปิดหน้าต่างหรือช่องเปิดใด ๆ ในด้านนี้
ในแต่ละพื้นที่ห้องภายในอาคาร ควรมีช่องเปิด อย่างน้อยสองด้านและกว้างเพียงพอ เพื่อให้มีการระบายอากาศตามธรรมชาติ คือมีการเข้าและออกของลม
กำหนดให้มีชายคาที่ยื่นยาวเพียงพอ เหมาะสม เพื่อให้เกิดร่มเงาแก่ช่องเปิด และการใช้พื้นที่อาคาร
พยายามจัดสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารด้วยต้นไม้พืชพรรณ เพื่อปรับอุณหภูมิของอากาศที่แวดล้อมอาคารให้ลดลงและมีความเย็น เพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าไปแทนที่ความร้อนในอาคารก่อให้เกิดความเย็นสบายในอาคาร
โดยสรุปคือการออกแบบในเมืองไทย ควรคิดถึงคำสั้น ๆ สองคำ คือ ต้อง “โล่ง” และ “ร่ม” จึงจะเย็นสบาย ในปีที่ผ่านมาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้เปิดศูนย์สถาปัตยกรรมเพื่อประชาชนและสภาพแวดล้อม หรือ SCAPE เพื่อให้บริการแจกแบบก่อสร้างอาคารสำเร็จรูปฟรี ตลอดจนให้คำปรึกษา ชี้แนะการวางผัง ตกแต่ง และภูมิทัศน์ เพื่อช่วยเหลือประชาชน ชุมชนหรือองค์กรทางสังคม ที่มีรายได้น้อย ได้มีโอกาสรับแบบที่มีมาตรฐานเพื่อนำไปใช้ในก่อสร้าง ซึ่งมีทั้งประชาชน ชุมชน รวมถึงพระสงฆ์ สนใจเข้ามาขอรับแบบบ้าน และกุฏิเพื่อนำไปสร้าง และใช้ประโยชน์กันอย่างมากมายเมื่อปีที่แล้ว
ดร.มณฑล จันทร์แจ่มใส รองคณบดีฝ่ายบริหารและแผนงาน คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับปีนี้ คณะฯ ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแจกแบบอาคารอเนกประสงค์ขนาดกลาง ที่ชุมชน หรือวัดสามารถนำไปสร้างได้ รวมถึงการออกแบบห้องน้ำสาธารณะ ที่ใช้หลักการออกแบบ Universal Design คือ การออกแบบสภาพแวดล้อม สถานที่ และสิ่งของ ที่ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้ ทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้สูงอายุ และคนพิการ ซึ่งเหมาะกับวัดที่ยังไม่มีห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน
เพราะมีการดีไซน์ครบถ้วน มีทั้งห้องน้ำ และห้องอาบน้ำในตัว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ผมอยากให้วัดมีห้องน้ำดี ๆ ที่มีการออกแบบ โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอย ถูกสุขภาวะ มีการระบายอากาศที่ดี รวมถึงมีความสวยงามด้วย ถ้าวัดไหนสนใจสามารถมารับแบบฟรีนำไปสร้างได้
รองคณบดีฝ่ายบริหารและแผนงาน กล่าวว่า ในกลางปีศูนย์ฯมีโครงการออกแบบอาคาร บ้านเรือน ที่ป้องกันภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วม โดยจะนำภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนในการสร้างบ้านที่สามารถอยู่ร่วมกับน้ำท่วมได้ สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ประกอบได้ง่าย มีโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา รวมถึงบ้านที่รองรับแผ่นดินไหว อีกด้วย
นอกจากนี้ มีโครงการที่จะออกแบบบ้านหลังวัยเกษียณ โดยเฉพาะข้าราชการวัยเกษียณ ซึ่งส่วนใหญ่ชอบใช้ชีวิตในบ้านสวน หรือต้องการมีสวนเล็ก ๆ ตามชานเมือง ที่มีความต้องการบ้านพักอาศัยขนาดกะทัดรัด อยู่กับธรรมชาติ ซึ่งมีรูปแบบที่ต้องตอบสนองกับผู้สูงอายุ ทั้งในเรื่องวัสดุ ทางกายภาพ การเดิน การเคลื่อนไหว การป้องกันอุบัติเหตุ มีห้องน้ำที่กว้างขวาง และไม่ลื่น ฯลฯ งบประมาณไม่เกิน 300,000 บาท
“คนเป็นสถาปนิก ไม่ได้มีแค่การออกแบบอาคารสูง สวย ๆ หรู ๆ หรือห้างสรรพสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานเล็ก ๆ อย่าง กุฏิ ศาลา หรือห้องน้ำ ที่มักจะถูกก่อสร้างขึ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน ซึ่งเรามักจะพบเห็นบ่อย ๆ ในกรณีของอาคารสาธารณะทั่วไป”
หากประชาชนต้องการปรึกษาเรื่องการออกแบบ รวมถึงการก่อสร้าง สามารถโทรฯมาได้ที่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โทร.0-2522-
6637.
มช.แนะแนวทางแก้หมอกควันอย่างยั่งยืน – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
http://www.dailynews.co.th/article/728/16557
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ปัญหาหมอกควันปกคลุมในพื้นที่ภาคเหนือเวลานี้สร้างผลกระทบต่อระบบสุขภาพและความเสียหายจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ปี พยายามแก้ไขด้วยการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจรวมทั้งใช้มาตรการทางกฎหมาย ล่าสุดกรมอุทยานประกาศขอความร่วมมือประชาชนงดซื้อผักหวานและเห็ดในฤดูกาลนี้เพราะเป็นอาหารที่ได้มาจากพื้นที่ถูกเผา
ผศ.ดร.ศุทธินี ดนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้รับการสนับสนุนจากแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศึกษาวิจัยเรื่อง โครงการการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่เผาจากข้อมูลเชิงพื้นที่หลายแหล่ง เพื่อการเฝ้าระวังและการป้องกันการเผาในที่โล่งในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเก็บข้อมูลจุดความร้อนจากพื้นที่พบการเผา และข้อมูลดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ตั้งแต่ปี 2550, 2553 และ 2554
พบว่าแนวโน้มปัญหาหมอกควันที่จะเกิดขึ้นในภาคเหนือโดยเฉพาะในเชียงใหม่ของปีนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เทียบเท่ากับปี 2550 และ 2553 ส่วนในปี 2554 มีปริมาณฝนตกมาก ทำให้ความชื้นสูง เกษตรกรไม่สามารถเผาใบไม้ ซังข้าว เตรียมทำการเกษตรได้ จึงมีปริมาณตกค้างจำนวนมากเมื่อรวมกับเศษซากพืชในปีนี้จึงกลายเป็นปริมาณเชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก ทำให้การเผาในเขตป่าไม้และการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรในปีนี้จะก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันรุนแรงยิ่งขึ้น
“ในปีนี้ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศเกินมาตรฐานแล้ว โดยมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง เพราะยังคงมีการเผาอยู่ เมื่อเปรียบเทียบพบพื้นที่การเผาไหม้สะสมในปี 2550 จำนวน 2.65 ล้านไร่ หรือ 19.5% และ ปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 2.96 ล้านไร่ หรือ 21.5%” ผศ.ดร.ศุทธินี กล่าว
ผศ.ดร.ศุทธินี กล่าวด้วยว่า ผลการศึกษายังพบว่า อำเภอที่มีสัดส่วนพื้นที่เผามากที่สุด เฉลี่ย 40% ของพื้นที่ในอำเภอขึ้นไปมี 9 แห่ง ได้แก่ อ.แม่แจ่ม ฮอด เชียงดาว อมก๋อย จอมทอง ดอยเต่า ฝางไชยปราการ และแม่อาย ในจำนวนนี้ เป็นอำเภอที่ยังเผาซ้ำมากกว่า 30,000 ไร่ขึ้นไป ได้แก่ อ.แม่แจ่ม ฮอด เชียงดาว อมก๋อย จอมทอง ดอยเต่า
และไชยปราการ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ สำหรับมาตรการการแก้ปัญหาการเผาในเขตป่า การเผาตอข้าวและตอซังข้าวโพดของเกษตรกร แบ่งเป็น 2 มาตรการ คือ มาตรการเฉพาะหน้า ควรจัดระเบียบช่วงเวลาการเผาของเกษตรกรทั้งการชิงเผาและการเผาไร่ โดยให้จัดช่วงเวลาสลับกันเผาในช่วงเวลาที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย ไม่ให้เผาพร้อม ๆ กันเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองมากไปกว่านี้ ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องหาอาชีพทางเลือก พบว่าหากเกษตรกรมีอาชีพทางเลือกที่ดีกว่า เช่น ปลูกลำไยได้ผลผลิตที่ดีกว่า พบพื้นที่การเผาลดลงเช่นกัน
“การแก้ปัญหาในระยะยาว ต้องเน้นให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นชุมชนลุ่มแม่น้ำ หรือกลุ่มป่าชุมชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ควรทำเฉพาะการรณรงค์ หรือสั่งการจากส่วนกลาง และต้องมีแผนการจัดการตลอดทั้งปีไม่ใช่เฉพาะช่วงเดือนที่มีการเผา คือ เดือน ม.ค.-ก.พ. อย่างไรก็ตาม กำลังดำเนินงานวิจัยต่อยอดเพื่อศึกษาการลดปริมาณเชื้อเพลิงด้วยการจัดการเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม โดยมีพื้นที่ศึกษาที่ ต.สบเตี๊ยะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ด้วย” ผศ.ดร.ศุทธินี กล่าว.
คนอเมริกันเชื่อโลกร้อนจริง – E-update
http://www.dailynews.co.th/article/728/15411
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนคนอเมริกัน ว่า คนส่วนใหญ่ 2 ใน 3 เริ่มรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าโลกมีอุณหภูมิที่ สูงขึ้น
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวเป็นของโรงเรียนนโยบายสาธารณะ เจอรัลด์ ฟอร์ด แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่จับมือกับสถาบันสำรวจความคิดเห็นแห่งวิทยาลัยเมอห์เลนเบิร์ก สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ 887 คน ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 62 เห็นว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นจริงในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยร้อยละ 26 ยังไม่เชื่อหลักฐานที่บ่งบอกว่าโลกร้อน ขณะที่อีกร้อยละ 12 ไม่มั่นใจ
สำหรับชาวอเมริกันที่เชื่อว่าโลกร้อน ระบุว่า สังเกตจากอุณหภูมิและสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้พวกเขามั่นใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวอ้างลอย ๆ
ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่สภาพอากาศเลวร้ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยเกิดภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ เช่น พายุทอร์นาโด และพายุฤดูร้อน ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสถิติของสำนักงานบริหารจัดการบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ ขณะเดียวกันข้อมูลจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า สหรัฐ มีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา
ผลสำรวจยังพบว่า แนวคิดทางการเมืองเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมองปัญหาโลกร้อนแตกต่างกัน โดยร้อยละ 78 ของคนที่สนับสนุน พรรคเดโมแครตเชื่อในหลักฐานการเกิดภาวะโลกร้อน ขณะที่ฐานเสียงพรรครีพับลิกันเชื่อภาวะโลกร้อนเพียงร้อยละ 47 เท่านั้น โดยไม่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่ ส.ส.บางคนอ้างว่า นักสิ่งแวดล้อมกุเรื่องโลกร้อนขึ้นเพื่อทำลายผลประโยชน์ทางธุรกิจ
โดยฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 2009 ชาวอเมริกันที่เชื่อปัญหาโลกร้อนมีร้อยละ 65 และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 52 ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงที่วุฒิสภาสหรัฐ คัดค้านแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอนฯ เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน.
ป่าชายเลนเพื่อโลก – ลดโลกร้อน
http://www.dailynews.co.th/article/728/15412
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

พื้นที่สีเขียวของป่าไม้ที่จัดได้ว่าเป็นแหล่งฟอกอากาศบริสุทธิ์ชั้นดีของมนุษย์เริ่มลดน้อยลงทุกขณะ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล ที่โลกของเรามีพื้นที่ที่เป็นน้ำถึงร้อยละ 70 อีกทั้งมีประเทศกว่า 120 ประเทศที่มีพื้นที่ป่าชายเลน ป่าที่จะคอยเป็นด่านแรกในการบรรเทาความรุนแรงของภัยพิบัติ อาทิ คลื่นยักษ์สึนามิและพายุไต้ฝุ่น เป็นต้น
ด้วยความมุ่งมั่นและปณิธานในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโลกอย่างจริงจังของ มร.อีฟ โรเช ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอีฟ โรเช ได้ร่วมมือกับโครงการวิจัยฟื้นฟูป่าชายเลนแบบบูรณาการในบริเวณป่าชายเลน ชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ จ.ตรัง ของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย จ.ตรัง นำโดย รศ.ณิฏฐารัตน์ ปภาวสิทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เดินทางลงพื้นที่พร้อมความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนเพิ่มเติมพื้นที่สีเขียวให้แก่ป่าชายเลน เมื่อกลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
โดยพื้นที่หนึ่งในเป้าหมายของมูลนิธิ อีฟ โรเช คือ ประเทศไทย คณะกรรมการได้ลงมติให้การสนับสนุน โครงการวิจัยฟื้นฟูป่าชายเลนแบบบูรณาการในบริเวณป่าชายเลน ชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ จ.ตรัง ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (2553-2555) ด้วยทุนจำนวน 7,153,500 บาท
ด้าน มร.จาร์ค โรเช กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้คือการสืบสานปณิธานในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและต่อเนื่องของมูลนิธิ อีฟ โรเช อีกทั้งเป็นการสานต่อกิจกรรมปลูกต้นไม้กับโครงการ แพลนท์ ฟอร์ เดอะ แพลนเน็ตและฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งความสำเร็จของ อีฟ โรเช มูลนิธิ อีฟ โรเช จึงได้ริเริ่มโครงการ “ร่วมมือช่วยกัน ปลูกต้นไม้เพื่อโลกของเรา” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ด้วยการปลูกต้นไม้ให้ได้ 50 ล้านต้นทั่วโลก เพราะการปลูกป่า นั้นไม่ใช่เพียงคำนึงถึงสภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้าไปพัฒนา ฟื้นฟูป่าชายเลนอย่างยั่งยืน ปลูกฝังพัฒนาศักยภาพชุมชนในการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ให้คนรักและหวงแหนธรรมชาติในชุมชน
อีกทั้งเป็นการเพิ่มผลผลิตทางการประมงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้อยู่ดีกินดี มีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ โดยได้ปลูกป่าในพื้นที่จังหวัดตรังที่ทางโครงการฯ ทั้งกลุ่มนักวิจัยและชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกต้นไม้กว่า 111,000 ต้น และมีการปล่อยลูกปูกว่า 25,000 ตัว.
ถึงเวลาพ่อลาคลอด – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
http://www.dailynews.co.th/article/728/15413
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553 ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ข้าราชการสามารถลาติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันทำการเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงดูหลังคลอด มติครม.ดังกล่าวได้ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่ยังไม่รับรู้แพร่หลาย มูลนิธินมแม่แห่งประเทศไทยพร้อมด้วยองค์กรภาคี ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ถึงเวลาพ่อลาคลอด” ขึ้น โดยเชิญบุคคลที่เป็นทั้งพ่อและแม่มาร่วมให้ความรู้และความคิดเห็น
ดร.สง่า ดามาพงษ์ ประธานคณะกรรมการโครงการสื่อสารฯ ศูนย์นมแม่ กล่าวว่าการส่งเสริมให้พ่อมาช่วยดูแลแม่หลังคลอดนั้นเชื่อมโยงกับการส่งเสริมให้ลูกกินนมแม่ ระหว่างที่แม่ให้นมลูกจะเกิดภาวะเครียดซึมเศร้า หลังคลอดภายในครึ่งชั่วโมงหากลูกได้ดื่มนมแม่ร่างกายจะผลิตสารโดพามีนและออกซิโทนเป็นสารที่สร้างให้ก่อเกิดความรักความผูกพัน หากไม่มีการให้ลูกดื่มนมแม่หลังคลอด ทำให้หลังจากนั้นการกระตุ้นให้ลูกดื่มนมแม่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้มเหลว นมแม่จะแห้ง ดังนั้นการส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งหมอและแม่ต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้การดื่มนมแม่เด็กสามารถดื่มนมแม่ได้จนถึง 1 ปีโดยที่ไม่ต้องให้อาหารอย่างอื่นเพราะนมแม่มีสารอาหารที่ครบถ้วน
“หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมพ่อต้องลาคลอดด้วย เพราะไม่ได้เป็นผู้ที่ตั้งครรภ์แต่ความจริงแล้วบทบาทของพ่อในช่วงที่แม่คลอดบุตรนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยเป็นกำลังใจที่ดี ไม่ได้หมายความว่าให้พ่อมาซักผ้าอ้อม หรือดูแลลูกแทน แต่แค่โอบกอดภรรยาก็ดีแล้ว”
ด้าน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและในฐานะนักกฎหมายที่ศึกษากฎหมายด้านลาคลอด ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะผู้หญิงทำงานที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวจนครบ 6 เดือนว่า ในช่วงนั้นอยู่ในภาวะกดดันอย่างหนักเพราะมีความตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ได้ ต้องใช้เวลาปรับตัวถึง 1 เดือน ต้องเผชิญกับภาวะหัวนมแตก กลางดึกต้องตื่นมาให้นมลูก ลูกร้อง ขณะนั้นจุดศูนย์กลางอยู่ที่ลูก แต่ได้กำลังใจจากพ่อ ยามที่ต้องตื่นมาให้นมลูกสามีตื่นมาใช้มือมาแตะบ่า ให้กำลังใจ แค่นี้ถือว่าดีพอ
“จุฬาฯออกกฎระเบียบตั้งแต่ปี 2551 สนับสนุนให้พ่อสามารถลาคลอดมาช่วยภรรยาเลี้ยงดูบุตรได้เป็นเวลา 10 วัน และอยากให้หน่วยงานอื่นให้สิทธิลาคลอดด้วยรวมทั้งพนักงานบริษัทเอกชน เพราะปัจจุบันสังคมไทยเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ต้องดูแลกันเองรวมทั้งสังคมต้องสร้างค่านิยมที่ดีว่าผู้ชายช่วยเลี้ยงลูกเป็นแฟมิลี่แมน”
ด้าน ศรันย์ ไมตรีเวช หรือ “ดังตฤณ” เจ้าของหนังสือ “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” ในฐานะพ่อที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้ทัศนะว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ส่งผลต่อปัญหาอาชญากรรมของประเทศ เด็กที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีทั้งอีคิวและไอคิวสูง ในสังคมไทยเชื่อว่าลูกที่มีบุญคือลูกที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่ ไม่ใช่วัดกันว่าลูกหน้าตาดีขนาดไหน เด็กถ้าจะมีบุญอยู่ที่ความเอาใจใส่ของพ่อแม่ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ลูกโตขึ้นจะไม่มีปัญหา หากคิดว่าจะมาเริ่มต้นพัฒนาความฉลาดของลูกด้วยการหาโรงเรียนดี ๆไม่มีโรงเรียนดี ๆ ยี่ห้อไหนที่จะพัฒนาความฉลาดให้ลูกคุณได้เท่ากับนมแม่
“ไม่อยากเจอปัญหาลูกไปก่ออาชญากรรม ตัดปัญหาว่าลูกจะเป็นเด็กโง่ ต้องหาทางให้ความอบอุ่นกับลูกตั้งแต่เล็ก ๆ นมแม่มีส่วนทำให้สังคมดีขึ้น นมแม่สร้างความก้าวหน้าให้กับประเทศได้ ไม่ใช่ไอแพด”
ขณะเดียวกันในระหว่างเสวนามีข้าราชการในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ได้เล่าประสบการณ์หลังจากใช้สิทธิตามระเบียบดังกล่าว แต่ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตพร้อมบอกว่าไม่รู้ถึงสิทธิดังกล่าว จึงใช้สิทธิลาพักร้อนแทน
“ตอนนี้เข้าใจว่ามีข้าราชการหลายคนไม่รู้ว่ามีสิทธิผู้ชายลาคลอดได้ ผมหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตยืนยันแต่ผู้บังคับบัญชางี่เง่าของผมไม่รับฟัง จะให้ผมทำอย่างไรภรรยาผมผ่าตัดคลอดแล้วครอบครัวเราอยู่กัน 2 คน อาชีพข้าราชการหากมีปัญหากับผู้บังคับบัญชาก็มีผลต่อขั้นที่ไม่ปรับขึ้น” ข้าราชการหนุ่มเล่าถึงปัญหาเมื่อใช้สิทธิลาคลอด
ดร.สง่า กล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยสนับสนุนให้หน่วยงานที่อยู่ในสังกัดรับรู้สิทธิของตนเอง และผลักดันให้บริษัทเอกชนเห็นความสำคัญของผู้ชายลาคลอดได้ ซึ่งแต่ละประเทศกำหนดสิทธิลาคลอดได้เช่นกัน เช่นโปแลนด์ 14 วัน พม่า 6 วัน อินโดนีเซีย 20 วัน กัมพูชา 10 วัน เคนยา 2 สัปดาห์ สำหรับประเทศไทย 15 วันแต่ไม่รวมถึงพนักงานบริษัทเอกชน
“ในอนาคตหากเป็น 1 เดือนจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวมาก” ดร.สง่า ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.
ฟื้นป่าต้นน้ำ ลำคลองงู ตามแนวพระราชดำริ นำร่องแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว
http://www.dailynews.co.th/article/728/15415
วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.
อุทกภัยใหญ่หลวงครั้งที่ผ่านมาสร้างบทเรียนที่สำคัญให้กับคนไทย การรักษาป่าต้นน้ำและปลูกป่าคือแนวป้องกันภัยธรรมชาติอย่างยั่งยืนเป็นอันดับแรก ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบคือการป้องกันน้ำท่วมทั้งภาพรวม
ในปี 2551 ได้มีการประเมินพื้นที่ป่าไม้ในเมืองไทย และพบว่าจำนวนพื้นที่ต้นน้ำลดลง โดยภาคเหนือมีพื้นที่ 106,027,680 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 46.30 ของพื้นที่ต้นน้ำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 105,533,063 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.70 ของพื้นที่ต้นน้ำ ภาคตะวันออกจำนวน 21,487,812 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.40 ของพื้นที่ต้นน้ำ และ ภาคใต้จำนวน 44,196,992 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 27.54 ของพื้นที่ต้นน้ำ รวมพื้นที่ทั้งหมด 320,696,950 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ต้นน้ำร้อยละ 24.18 ของพื้นที่ต้นน้ำ การบุกรุกทำลายป่าและเปลี่ยนพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ยังทำให้ความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าลดลงยังส่งผลให้ความสามารถการดูดซับน้ำฝนลดลงมากกว่าร้อยละ 40 อีกด้วย
โครงการ “ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ” สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยกองทัพบก เจ้าของโครงการร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการเปิดตัวนำร่องแห่งแรกในพื้นที่ต้นน้ำคลองงู บ้านเกริงกระเวีย ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทำพิธีเปิด ด้วยการปลูกต้นขานาง ต้นไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี และยิงหนังสติ๊กเมล็ดพันธุ์ไม้ร่วมกับเด็ก ๆ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวว่า “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินเสื่อมโทรมลง ป่าที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารได้ถูกบุกรุกแผ้วถาง เป็นที่อยู่อาศัยและป่าเลื่อนลอย เกิดการชะล้างพังทลายของดินทำให้ธรรมชาติเสียสมดุลและความชุ่มชื้นโดยรวม ปริมาณน้ำจากแหล่งต้นน้ำลำธารลดลง ทำให้เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรงแก่ระบบนิเวศโดยรวม ในปีมหามงคลนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จะได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี การเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความกตัญญูกตเวที ในการที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวง โดยมิทรงเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย”
แนวทางการดำเนินงาน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติ ดังนี้ “ถ้าจะปลูกต้นไม้ต้องปลูกต้นไม้ในใจคนให้ได้” หมายความว่า ต้องทำให้เข้าใจว่าเราปลูกต้นไม้ เพื่อประโยชน์อะไร และจำเป็นต่อชีวิตอย่างไร
รวมถึงต้องปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย “ปลูกต้นไม้โดยไม่ต้องปลูก” หมายความว่าถ้าเลือกได้ที่เหมาะสมแล้ว ก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย ป่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณ์ โดยไม่ต้องปลูกสักต้นเดียว แต่ต้องไม่ไปรังแกป่า หรือ ตอแยต้นไม้ เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเองเท่านั้น สำหรับในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะตอไม้จะแตกกิ่งออกมาอีก ถึงแม้ต้นไม่สวยแต่ก็เป็นต้นไม้ใหญ่ได้
รวมทั้งการ “ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง” หมายความว่า การปลูกต้นไม้ให้ราษฎรอยู่ได้จะต้องปลูกต้นไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ใช้สอยหรือไม้เศรษฐกิจ ไม้ทำฟืน และไม้กินได้ ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์ตามชื่อทั้ง 3 อย่างแล้วยังได้ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ เป็นการสร้างป่าผสมผสานเพื่ออนุรักษ์ดินและธารน้ำ
สำหรับโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ใช้ระยะเวลาดำเนินการเป็น เวลา 5 ปี ตั้งแต่มกราคม ปี2555-ธันวาคม 2559 โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนและประชาชนทั่วไปร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำ รวมทั้งสิ้น 42 พื้นที่ จำนวน 6,450 ไร่ กระจายพื้นที่ทั่วประเทศ.
“อานันท์”หวังเครือข่ายลูกโลกสีเขียว เฝ้าระวังทรัยากรธรรมชาติ
http://www.dailynews.co.th/article/728/14394
วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 07:20 น.
สืบสองปีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มอบรางวัลลูกโลกสีเขียวให้กับบุคคล ชุมชน และเยาวชน และสื่อมวลชน ที่ทำหน้าที่รักษาป่า ดูและระบบนิเวศ ทั้งดินน้ำ เพื่อจะส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติให้ถึงคนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ภายใต้กิจกรรมต่างๆ รางวัลลูกโลกสีเขียวประจำปี 2554 ในหัวข้อ “วิถีพอเพียง ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า “ปีนี้ได้ประกาศผลและเสร็จสิ้นการมอบรางวัลไปเรียบร้อยแล้วเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ครั้งนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งหมด 213 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทชุมชน 60 ผลงาน ประเภทเยาวชน 32 ผลงาน ประเภทกลุ่มเยาวชน 32 ผลงาน ประเภทงานเขียน 40 ผลงาน ประเภทความเรียงเยาวชน 44 ผลงาน
ผลงานประเภทชุมชนที่ได้รับรางวัลมี 11 ผลงานได้แก่ชุมชนบ้านแม่เชียงรายลุ่ม จ.ลำปาง สามารถฟื้นป่าด้วยงานวิจัยชุมชน ด้วยขนาดชุมชนที่ขยายตัว แต่พื้นที่ทำกินมีจำกัดเพราะอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่พริก ชุมชนบ้านแม่เชียงรายลุ่มจึงรวมกลุ่มจัดทำกระบวนการเรียนรู้เพื่อการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน นำมาสู่งานวิจัยเรื่องประโยชน์จากป่าภายใต้การร่วมแรงร่วมใจของคน 12 คุ้มบ้าน ช่วยให้คำตอบเรื่องคุณค่าและมูลค่าจากป่า นำมาสู่การฟื้นฟูผืนป่า และหนองน้ำธรรมชาติ กิจกรรมเพื่อการพึ่งตนเอง ทั้งการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาชีพ การเพาะพันธุ์ไม้และเลี้ยงสัตว์ กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลน ผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองระยองทำให้ความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมีมากขึ้น พื้นที่ป่าชายเลนลดลง การเริ่มต้นสร้างสะพานไม้ในป่าชายเลนให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ในปี 2547โดย “ลุงคิน” และ “ลุงบุญ” จนทำให้เทศบาลเมืองระยองเห็นความสำคัญร่วมสนับสนุน จนเกิดกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำระยองและป่าชายเลน
นอกจากนี้ยังมีชุมชนบ้านวังตามน จ.สุโขทัย ชุมชนต.แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม ชุมชนคนรักษ์ป่าโนนยาง เพื่อแผ่นดินแม่ จ.สุรินทร์ ชุมชนตำบลสงเปลือย จ.ยโสธร ชุมชนบ้านสว่างและบ้านซำสูง จ.ขอนแก่น ชุมชนบ้านโคกเมืองจ.สงขลา ชุมชนป่าพรุสวนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช ชุมชนบ้านแหลมมะขาม จ.ตรัง ชุมชนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 จ.นราธิวาส
ส่วนผลงานประเภทบุคคล จำนวน6 ผลงานได้แก่พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์ จ.เชียงราย พระนักพัฒนาที่ใช้หลักธรรมสอนให้ชาวบ้านรู้คุณค่าธรรมชาติ จนฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมที่วัดพระธาตุแม่เจดีย์กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และนาย ดำเนิน-นางโสภา เนตรภรรยา จ.ลำพูน คู่สามีภรรยาที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันด้วยการปกป้องผืนป่าสงวน แม่ตืน-แม่แนต หลังนายทุนใช้สิทธิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้าไปบุกรุกทำรีสอร์ท นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่ทำงานด้านป่าที่ได้รับรางวัลครั้งนี้เพิ่มเติม คือนายขาว เฉียบแหลม จ.ขอนแก่น นายคำ บุตรศรี จ.บุรีรัมย์ นายสมชาย จริยเจริญ จ.ระยอง นายสมบูรณ์ ทองด้วง จ.กระบี่
ด้านผลงานประเภทกลุ่มเยาวชน จำนวน 6 ผลงาน ได้แก่เยาวชนต้นน้ำ ร.ร.สะเมิงพิทยาคม จ.เชียงใหม่ กลุ่มเยาวชน ต.พิมาน จ.นครพนม เยาวชนกลุ่มพัฒนาและอนุรักษ์ป่าโคกบ๋าใหญ่ ชุมชนนร. นักวิจัย ร.ร.ปลาค้าววิทยานุสรณ์ จ.อำนาจเจริญ กลุ่มเยาวชนจิตอาสาพัฒนาป่าชายเลน ร.ร.บ้านเขาแดง จ.ประจวบฯ กลุ่มเยาวชนต้นกล้าน้อย ร้อยความฝัน รักษ์สิ่งแวดล้อม จ.พัทลุง กลุ่มเยาวชนบ้านบางใหญ่ จ.สุราษฎร์ธานี
นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว กล่าวภายหลังมอบรางวัล ว่าได้ทำหน้าที่มอบรางวัล ลูกโลกสีเขียวครั้งนี้เป็นปีที่ 13 ย้อนไปเมื่อในช่วงเริ่ม ตอนนั้นยังไม่มีความแน่ใจหรือเชื่อมั่นในเจตจำนงของปตท.ในอดีตในความรู้สึกคนที่ไม่มีหุ้นไม่มีผลประโยชน์ในกิจการของปตท. จะมองปตท.ว่าเป็นดาวร้ายในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องขุดน้ำมัน หรือดำเนินกิจกรรมต่างๆในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ 12 ปีที่ผ่านมาได้เข้าใจปตท.มากขึ้น แต่ก็ยังไม่คิดว่าปตท.เป็นบุคคลที่บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซนต์ในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่อย่างน้อยก็มีความมั่นใจในความจริงใจที่มีอยู่พร้อมที่จะดำเนินการต่อไป โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่หลายท่านที่อยู่ในวงการสิ่งแวดล้อม ที่มีความตั้งใจดีกับสังคมไทย ทุกคนที่ร่วมงานมา 12 ปีเป็นบุคคลที่ช่วยกันมาตนเป็นเพียงใบหน้าให้ลูกโลกสีเขียว แต่คนที่ทำงานจริงๆเป็นคณะกรรมการคัดเลือกในส่วนภูมิภาค และคนอื่นๆ
ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลก กล่าวอีกว่า อุทกภัยที่ผ่านมา3-4 เดือนเป็นประจักษ์พยานได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสู้อะไรสู้ได้อย่าสู้ธรรมชาติเด็ดขาด เพราะถ้าสู้ธรรมชาติเมื่อไรเปลืองตัว การเกิดรางวัลลูกโลกสีเขียว มุ่งหวังให้เกิดการสร้างเครือข่ายให้บุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่รับอามิสสินจ้าง ไม่เป็นศัตรูธรรมชาติหรือต้องการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับไปอยู่ในระดับที่เราเคยเห็นสมัยพ่อแม่ปูย่า ตายาย 12 ปีที่ผ่านมาเรามีจำนวนคนเครือข่ายลูกโลกสีเขียวมากกว่า 20,000-30,000 เราสามารถผลิตหนังสือการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกิดขึ้นโดยการสนับสนุของสถาบันลูกโลกสีเขียว อยากเห็นในอนาคตเครือข่ายนี้เกิดขึ้นแล้วประกอบด้วยบุคคล ผู้นำชุมชน โรงเรียน เยาวชนทั้งหลาย ไม่เป็นกระบวนการฝักไฝ่ทางการเมือง แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เข้มแข็งที่จะต่อต้านการกระทำผิดไม่ของรัฐบาลภาคธุรกิจหรือแม่แต่ประชาชนจำเป็นต้องสร้างกระบวนการลูกโลกสีเขียวให้แผ่ขยายไปทั่วประเทศทุกจังหวัด
“การพัฒนาต่างๆที่มองแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว การสร้างโครงการต่างๆที่ให้ประโยชน์ต่อบริษัทรับเหมา หรือเจ้าหน้าที่บุคลอื่น เพื่อเพิ่มรายได้ส่วนตัวเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องต่อสู้จะหวังพึ่งรัฐบาลไม่ได้ หวังพึ่งภาคเอกชนไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง เครือข่ายนี้ต้องเป็นกระบวนการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศสีเขียว สมัยผมเด็กๆได้รับการสั่งสอนว่าเมืองไทยอุดมไปด้วยป่าไม้ มีพื้นที่ป่าไม้ 65 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ ปัจจุบันเหลือ 7 เปอร์เซ็นต์”
นายอานันท์ กล่าวต่อว่า หลังจากน้ำท่วมมีโครงการต่างๆมากมาย เป็นแสนล้าน ช่วยเฝ้ามองรัฐ แม้แต่ปตท.ซึ่งเป็นวิสาหกิจของรัฐ พวกเราต้องมีหน้าที่เฝ้ามองปตท.ด้วย ว่าไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อสร้างภาพ การเฝ้าระวังเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย
“ ใครก็ตามอายุขั้นผมแล้ว ยังมีความหวังต่อประเทศชาติและยังรู้สึกว่าถึงแม้สังคมไทยจะมีปัญหามากมาย แต่ก็เป็นปัญหาที่คนเป็นผู้สร้าง และปัญหาขณะนี้ควรจะได้รับการแก้ไขหรือผ่อนปรนโดยพวกเราเอง พวกเราคือสังคมประชาธิปไตย พวกเราคือคนที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย พวกเราที่มีใจบริสุทธิ์ พวกเราที่มีความตั้งใจ พวกเราคุ้นเคยกับกับการทำความดี และขอให้ทำความดีต่อไป” ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียวกล่าวทิ้งท้าย
กรุงไทยต้นกล้าสีขาว ต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน – ชีวิตกับธรรมชาติ
http://www.dailynews.co.th/article/728/14395
วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 00:00 น.
โครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว”จัดขึ้นเพื่อสร้างทุนทางปัญญาให้ประเทศ หนุนเยาวชนนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ครั้งนี้มีนักศึกษาจาก 33 ทีม 24 สถาบันส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขัน ปรากฏว่าทีมฮักแพง แบ่งปัน จากม.เกษตรศาสตร์วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร ได้รับรางวัลชนะเลิศ ส่วนทีมรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมเซ-อิ จากสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ส่วนรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ทีมต้นกล้าจามจุรี1จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10 โครงการที่เข้ารอบหลายทีมเลือกสานต่อผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารเพื่อช่วยเหลือชุมชน ทั้งการไปพัฒนานารสชาติ การจัดทำแพคเกจจิ้ง การหาแหล่งวัตถุดิบ และจัดหาตลาดภายใต้แนวคิดแบบพอเพียงและยั่งยืน เริ่มต้นจากทีม เครื่องแกง เครื่องผสานใจชุมชน ผลงานของนศ.ม.เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ประกอบด้วยสมาชิก 5 ทีมได้แก่ พนิดา เพชรสุวรรณ,นุชนาฎ สืบ,สาวิตรี บุญเดช,ลลิตา อำนักมณี,และชมานันทน์ แก้วรัตนะ เหล่าสมาชิกของทีมช่วยกันเล่าถึงแนวคิดว่า เนื่องจากจังหวัดนครศรีธรรมราชมีวัฒนธรรมการบริโภคอาหารรสจัด ประเภทแกงส้ม แกงเผ็ด เป็นต้น ส่วนประกอบสำคัญในการทำเมนูแกงคือเครื่องแกง นอกจากนี้รสชาติของข้าวแกงคนนครศรีธรรมราชยังเป็นที่ยอมรับของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครมีร้านข้าวแกงที่มักมีโลโก้ของความเป็นข้าวแกงจากนครศรีธรรมราช เช่นครัวคน ข้าวแกงนครศรีเป็นต้น
“อาหารประเภทข้าวแกงขึ้นชื่ออยู่แล้ว ด้วยความเผ็ดความแรงจึงตัดสินใจนำเครื่องแกงไปพัฒนาขีดความสามารถให้แข่งขันกับตลาดเครื่องแกงในภูมิภาคอื่นได้” พนิดา หัวหน้าทีมบอกถึงความตั้งใจ
น้องๆจากทีมเครื่องแกงฯ ได้ลงพื้นที่ศึกษาการทำเครื่องแกงของชาวบ้านในต.บางหัน ซึ่งมีใบการันตีคุณภาพในฐานะเครื่องแกงโอทอป 4 ดาว โดดเด่นเรื่องรสชาติที่ตลาดให้การยอมรับอยู่แล้ว แต่พบว่าบริหารจัดการเรื่องของวัตถุดิบนั้นชาวบ้านต้องสั่งซื้อสินค้าจากนอกชุมชนเช่น ขมิ้น ตะไคร้ พริก กระเทียม ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อพิจารณาศักยภาพของชุมชนแล้วพบว่า สามารถปลูกเองได้ในชุมชน ในพื้นที่สวนยางและบริเวณบ้านที่อาศัยประกอบกับชาวบ้านมีเวลาว่างจากการทำสวนยางในช่วงกลางวันอยู่แล้ว โดยอาศัยต้นพันธุ์ที่ซื้อมาเช่นเหง้าของขมิ้น ตะไคร้ พริก นำมาปลูก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีความร้อนชื้นตลอดปีเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชสมุนไพรเหล่านี้
“แรกเริ่มชาวบ้านเฉยๆกับโครงการของเรา แต่เราลงพื้นที่ปลูกให้เขาเห็นโดยไปปลูกในพื้นที่บ้านของเพื่อนก่อน ชาวบ้านได้เห็นภาพและความตั้งใจจริงๆจึงให้ความร่วมมือ แม้จะไม่สามารถผลิตวัตถุดิบเองได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยทำให้มีรายได้เสริมเล็กๆน้อยๆและเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้ชุมชนเกิดการรวมตัวกัน ก่อให้เกิดความเข้มแข็งที่จะทำกิจกรรมอื่นๆต่อไป”
พนิดาบอกว่า โครงการนี้ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกวัตถุดิบเพื่อผลิตเครื่องแกงมา 6 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอสำหรับการผลิตน้ำพริกเครื่องแกงของกลุ่ม แต่อย่างน้อยจะเป็นแหล่งวัตถุดิบสำรองหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเช่นน้ำท่วม การขนส่งมีปัญหา หรือน้ำมันแพง
นอกจากทีมเครื่องแกง เครื่องผสานใจชุมชน ยังมีชื่อทีม Cuquality ใช้ชื่อโครงการว่า ทองม้วนชุมชนสองคุณจ่าพัฒนาคุณภาพชีวีชาวบ้านร่วมใจสุขี สร้างความมั่งมีแก่จิตวิญญาณชุมชน จากจุฬากลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโครงการที่ ทางกลุ่มจึงวางแผนนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชุมชน โดยมุ่งให้ความรู้ในการจัดการธุรกิจชุมชน ก่อเกิดเป็นโครงการย่อย 5 โครงการอาทิ 1 โครงการพัฒนาทองม้วนแหล่งทองคำสองคุณจ่า 2. โครงการธนาคารเยาวชนสองคุณจ่า 3.โครงการออกกำลังกาย สบายชีวา 4.โครงการสวนผักคนเมือง 5. ธรรมนำทางเพื่อสืบทอดอาชีพผลิตทองม้วนซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของชุมชนให้อยู่คู่กับชุมชนตลอดไป สร้างความแข็งแกร่งของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์
โครงการกรุงไทยต้นกล้าสีขาว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ส่งโครงการชะมดงาดำ ค้ำจุนเศรษฐกิจ สู่ชีวิตยั่งยืน โดยได้หยิบยกขนมชะมดงาดำ ขนมท้องถิ่นของชาวบ้านในชุมชน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานีมาแต่งตัว ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มช่องทางจำหน่ายและพัฒนาให้เป็นแห่งเรียนรู้ด้านขนม
“หัวใจสำคัญของโครงการกรุงไทยต้นกล้าสีขาว คือการส่งเสริมให้นักศึกษานำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชน ตลอดจนการทำกิจกรรมของนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาภูมิปัญญา การทำขนมประจำถิ่น การพัฒนาพืชผลทางการเกษตร รวมไปถึงสมุนไพรต่างๆ นอกจากเป็นประโยชน์กับตัวเองแล้วทำให้รู้จักพัฒนาความคิดที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ ทำให้รู้จักประมาณตน รู้จักความพอประมาณ จะเห็นได้ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปใช้ทั้งบริษัทใหญ่ บริษัทเล็ก และชุมชน มาจนถึงบุคคล ดังทีเด็กๆได้เรียนรู้” นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ธนาคารกรุงไทยกล่าวทิ้งท้าย
-
ล่าสุด
- พื้นที่น่าอยู่ในสังคมไทย เพื่อสุขภาพกายใจ – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
- กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว
- สมุนไพรเก็บจากป่ากำลัง วิกฤติ
- ปัจจัยเสี่ยงในเด็กปฐมวัย ป้องกันได้ตั้งแต่เกิด – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
- ยูเอ็นเตือน วิกฤติน้ำทั่วโลก – E – update
- 1 ล้านชั่วโมง เริ่มต้นที่วัดพระราม 9 – ลดโลกร้อน
- โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส กิจการเพื่อสังคมตอบโจทย์ปัญหาประเทศ
- ออกแบบห้องน้ำสาธารณะ – ชีวิตกับธรรมชาติ
- มช.แนะแนวทางแก้หมอกควันอย่างยั่งยืน – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
- คนอเมริกันเชื่อโลกร้อนจริง – E-update
- ป่าชายเลนเพื่อโลก – ลดโลกร้อน
- ถึงเวลาพ่อลาคลอด – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (2433)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS


































