ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

‘วูลเวิร์ธ’ เล็งตั้งออฟฟิศในไทย หนุนช่องทางกระจายสินค้าส่งออก กรกฎาคม 29, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439781

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 29 ก.ค. 2557 20:30

“วูลเวิร์ธ” ห้างฯ อันดับ 1 ออสเตรเลีย เล็งตั้งสำนักงานจัดหาสินค้าเอเชียแปซิฟิกในไทย พร้อมถกเจรจาจับคู่ธุรกิจกับเอกชน 60 บริษัท นำเข้าสินค้าไทยไปกระจายในออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 57 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมมือกับ บริษัท วูลเวิร์ธ ลิมิเต็ด จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า “วูลเวิร์ธ” อันดับ 1 ของออสเตรเลีย ที่มีสาขาในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กว่า 3,000 สาขา เปิดเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย โดยกรมฯ ได้เชิญผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น กลุ่มไลฟ์สไตล์ กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เข้าร่วมเจรจาด้วย

ทั้งนี้ มีเอกชนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 60 บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้ ราว 80% อยู่ในกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแช่แข็ง และแปรรูป ผักและผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป จากบริษัท สุรพลซีฟู้ดส์, พรานทะเล, ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์, สามร้อยยอด, กว้างไพศาล รวมถึงบริษัท ปทุมไรซ์ ที่เป็นผู้ส่งออกข้าว ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความสวยงาม และเสื้อผ้า

“ในอนาคตอันใกล้ ห้างฯ มีแผนจะจัดตั้งสำนักงานจัดหาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งวูลเวิร์ธสนใจประเทศไทยเป็นพิเศษ นอกเหนือจากปัจจุบันที่มีสำนักงานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างพันธมิตรการค้าระยะยาวที่มีคุณภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทย และขยายช่องทางการกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้สามารถผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ ซึ่งคณะผู้บริหารของห้างวูลเวิร์ธ ที่เดินทางเยือนไทยครั้งนี้ นอกจากจะเจรจาซื้อขายสินค้าแล้ว ยังพร้อมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทย เกี่ยวกับแนวโน้มสินค้าในตลาดเป้าหมายอีกด้วย”

นางนันทวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การค้าไทยกับออสเตรเลียภายใต้เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 3 เท่า (จากปี 48 ที่เริ่มทำเอฟทีเอ) โดยในปี 56 มีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เป็นต้น.

 

ธปท.เตือนแบงก์พันปลอมระบาด หมายเลข 9ฉA 3828862-63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439788

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 20:30

ธปท.เตือนแบงก์พันปลอมระบาด หมายเลข 9ฉA 3828862 และ 9ฉA 3828863 เข้ามาในระบบ ให้สังเกตด้วยตาเปล่า ไม่ปรากฏลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พร้อมแนะ 3 วิธีทั้งสัมผัส ยกส่อง พลิกเอียง…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 57 มีรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ขณะนี้ ธปท.ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพบการใช้ธนบัตรปลอมชนิด ราคา 1,000 บาท โดยได้ตรวจสอบ และพบว่ามีธนบัตรปลอมชนิดราคา 1,000 บาท หมายเลข 9ฉA 3828862 และหมายเลข 9ฉA 3828863 เข้ามาในระบบ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากธนบัตรจริง และที่สำคัญสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า คือ ไม่ปรากฏลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์

ทั้งนี้ ธปท.ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวิธีสังเกตธนบัตร พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน ให้เพิ่มความระมัดระวังและสังเกตก่อนรับธนบัตรด้วยวิธีง่ายๆ 3 วิธี โดยวิธีที่ 1 การสัมผัส โดยเนื้อกระดาษธนบัตร เป็นกระดาษชนิดพิเศษ มีความเหนียว แกร่ง ทนต่อการพับดึง และให้ความรู้สึกแตกต่างจากกระดาษทั่วไป และการสัมผัสตัวเลขแจ้งราคา และคำว่า รัฐบาลไทย จะรู้สึกสะดุดกับหมึกพิมพ์

ส่วนวิธีที่ 2 คือ การยกส่อง ซึ่งเมื่อยกธนบัตรส่องกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในเนื้อกระดาษอย่างชัดเจน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงรูปลายไทยขนาดเล็กที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ และแถบสีโลหะฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ บนแถบมีตัวเลขแจ้งชนิดราคา หรือตราสัญลักษณ์ฯ ด้วย และวิธีที่ 3 คือ การพลิกเอียง ซึ่งบริเวณมุมของธนบัตร พิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษ เมื่อพลิกธนบัตรไปมาสีของตัวเลขจะเปลี่ยนสลับจากสีหนึ่งเป็นอีกสีหนึ่งได้

สำหรับผู้ที่ได้รับธนบัตรปลอม หรือสงสัยว่าเป็นธนบัตรปลอม ขอความร่วมมือไม่นำออกใช้ เพราะจะมีความผิดตามกฎหมาย แต่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากการแจ้งเบาะแสนี้นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดฐานปลอมแปลงธนบัตร ผู้แจ้งจะได้รับรางวัลนำจับ.

 

‘สรรพากร’ เรียก สนง.บัญชีติวเข้มทำงบดุล อุดช่องภาษีรั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439773

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 19:39

“สรรพากร” พบจัดเก็บภาษีรั่วไหล ธุรกิจขนาดเล็ก กว่า 7% ประเมินรายได้ผิดพลาด พรุ่งนี้เรียกสำนักงานบัญชีติวเข้ม ทำบัญชีงบดุลให้ถูกต้อง หวังให้ภาคเอกชนเสียภาษีตามความเป็นจริง…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า การรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีปัจจุบันยังมีจำนวนมาก จึงต้องการรณรงค์ให้ทุกส่วนเสียภาษีตามความเป็นจริง โดยเฉพาะการประเมินรายได้ของธุรกิจขนาดเล็ก สำหรับการแจ้งยอดภาษีครึ่งปีต้องประเมินได้ว่า ควรมีรายได้เท่าใด โดยกรมสรรพากร ต้องการให้ประเมินยอดทั้งปี เพราะปัจจุบันพบว่า ธุรกิจขนาดเล็กประเมินยอดรายได้ผิดพลาดจากรายได้ตามจริง ถึงร้อยละ 7 ของจำนวนผู้เสียภาษีนิติบุคลลที่มีประมาณ 400,000 ราย จึงต้องการให้ข้อผิดพลาดเหล่านี้หมดไป และให้เอกชนเสียภาษีตรงตามความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (30 ก.ค.) กรมสรรพากร เชิญสำนักงานบัญชีที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการทำบัญชีให้แก่นิติบุคคลมาชี้แจงแนวทางการตรวจสอบ และจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากร เน้นสำนักงานที่มีลูกค้ามากกว่า 30 รายขึ้นไป ประมาณ 10,000 รายทั่วประเทศ เพื่อให้สำนักงานบัญชีจัดทำรายได้ รายจ่าย การทำบัญชีงบดุลให้ครบถ้วนถูกต้อง

ทั้งนี้ ยอมรับว่าขณะนี้การบริโภคเริ่มฟื้นตัว เอกชนจะประเมินรายได้เหมือนปีที่ผ่านมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาการเมืองคงไม่ถูกต้อง ดังนั้น หากพบว่ามีการเสียภาษีขาดหายไปมากกว่าร้อยละ 25 จากที่ประเมินไว้ กรมฯ จะมีมาตรการเรียกเงินค่าปรับอีกร้อยละ 20 ของเงินภาษีที่ชำระขาดด้วย นอกเหนือจากที่ต้องมาเสียภาษีให้ครบถ้วนแล้ว เพราะเงินค่าปรับดังกล่าวกรมสรรพากรไม่ต้องการได้รับจากภาคเอกชน แต่ต้องการให้เสียภาษีอย่างถูกต้อง.

 

‘พีทีทีจีซี’ งง! ผู้ประกอบการเกาะเสม็ด ฟ้องค่าเสียหายทั้งที่มีสิทธิ์อุทธรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439776

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 19:10

“พีทีทีจีซี”งง! สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ฟ้องเรียกค่าเสียหายพันล้าน จากเหตุน้ำมั่นรั่ว ทั้งที่มีสิทธิ์อุทธรณ์เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มอยู่แล้ว หากไม่พอใจเงินเยียวยา หลังจ่ายผู้รับผลกระทบไปแล้ว 800 ล้าน…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายปฏิภาณ สุคนธมาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจ ต่อกรณีการฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1 พันล้านบาท จากสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวเกาะเสม็ด และผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 10 คน เนื่องจากผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุท่อน้ำมันรั่วไหลในทะเล จ.ระยอง หากไม่พอใจมีสิทธิ์อุทธรณ์เรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ได้รับการเยียวยาจากบริษัทฯ ไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การพิจารณาการจ่ายค่าเยียวยาต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบในทุกๆ ด้าน ทางจังหวัดระยองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาบุคคล ร้านค้า เรือประมงที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ โดยที่ผ่านมา บริษัทได้จ่ายเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแล้วประมาณ 800 ล้านบาท รวมทั้งจ่ายเงินในการกำจัดคราบน้ำมันดิบรั่วไหลบนชายหาดอ่าวพร้าว การฟื้นฟูปะการัง และติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศวิทยาบนเกาะเสม็ดไปแล้ว 1 พันล้านบาท โดยมีการกำหนดเป็นมาตรการระยะสั้น กลางและยาว เพื่อแสดงความรับผิดชอบในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ทางบริษัทจะขอพิจารณารายละเอียดคำฟ้องร้องก่อน ส่วนผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลงไปในช่วงนี้ คงต้องมีการพิสูจน์กัน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดน้อยลงไป สำหรับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ยอมรับว่าทางบริษัทยังไม่ได้รับเงินจากบริษัทประกันภัย ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณารายละเอียดในการชดเชยค่าเสียหายดังกล่าวว่ามากน้อยเพียงใด เบื้องต้นยื่นไป 1 พันล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะได้รับเงินค่าประกันบางส่วน.

 

‘เทสโก้ โลตัส’ เอาใจสาวกฮีโร่ ด้วยของสะสมดีไซน์ 8 ฮีโร่ดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439785

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 18:40

เพียงซื้อสินค้าที่ “Tesco Lotus Express” ครบ 50 บาท รับแสตมป์ฮีโร่ทันที 1 ดวง

“เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส” เอาใจสาวกฮีโร่ ด้วยของสะสมสุดจี๊ด ดีไซน์ 8 ฮีโร่ดัง ซุปเปอร์แมน, ซุปเปอร์เกิร์ล, แบทแมน, โรบิน, วอลเดอร์ วูลแมน, เดอะ แฟลช, กรีน แลนเทิร์น และ แคท วูแมน แลกรับง่ายๆ เพียงซื้อสินค้าที่ Tesco Lotus Express ครบ 50 บาท รับแสตมป์ฮีโร่ทันที 1 ดวง – เมื่อสะสมพลังแสตมป์ครบ 5 ดวง + 1 บาท รับแผ่นเช็ดหน้าจอมือถือ 1 ชิ้น (มี 8 แบบให้สะสม) – เมื่อสะสมพลังแสตมป์ครบ 50 ดวง + 1 บาท รับกระเป๋าอเนกประสงค์ 1 ใบ (มี 4 แบบให้สะสม) – เมื่อสะสมพลังแสตมป์ครบ 100 ดวง + 1 บาท รับร่ม 1 คัน (มี 4 แบบให้สะสม)

นอกจากนี้ เมื่อสะสมพลังแสตมป์ครบ 300 ดวง + 1 บาท รับกระเป๋าเป้ 1 ใบ (มี 4 แบบให้สะสม) – เมื่อสะสมพลังแสตมป์ครบ 300 ดวง + 1 บาท รับชุดเก้าอี้ปิกนิก 1 ชุด (มี 4 แบบให้สะสม) เริ่มภารกิจได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 19 พ.ย. 57 ที่ Tesco Lotus Express ทุกสาขา! ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่www.tescolotus.com/heroeswithattitude/

 

คสช. อนุมัติแผนโครงสร้างพื้นฐาน ใช้งบในประเทศ เพิ่มรถไฟทางคู่ 2 เส้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439772

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 18:35

คสช. เห็นชอบยุทธศาสตร์ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปีงบ 58-65 รวม 4 ด้าน 5 แผนงาน หวังเชื่อมโยงประตูการค้า พัฒนาท่าเรือ-สนามบิน เพิ่มโครงการรถไฟทางคู่เส้นใหม่ 2 เส้นทาง เผยหางบประมาณในประเทศ…

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมระยะ 8 ปีในระหว่างปี 58-65 โดยมุ่งเน้นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การสร้างรากฐานความมั่นคงทางสังคม 2. การสร้างมาตรฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 3. การสร้างโอกาสสำหรับการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการเป็นประชาคมอาเซียน และ 4. เสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย แผนพัฒนา 5 แผนงาน ได้แก่ 1. การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง 2. การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3. การเพิ่มขีดความสามารถทางหลวงเพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 4. การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และ 5. การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการขนส่งทางอากาศ กำหนดระยะเร่งด่วนปีงบประมาณ 57-58 เพื่อเชื่อมโยงประตูการค้าของประเทศ และพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินภูเก็ต และสนามบินอู่ตะเภาที่จะใช้ในเชิงพาณิชย์

นางสร้อยทิพย์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้นำเสนอต่อที่ประชุม คสช. ถึงโครงการเร่งด่วน คือ รถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ได้แก่ 1. เส้นทางจิระ (โคราช)-ขอนแก่น ซึ่งผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว 2. เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 3. เส้นทางนครปฐม-หัวหิน 4. เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ 5. เส้นทางมาบกะเบา-จิระ (โคราช) และ 6. เส้นทางหัวหิน – ประจวบฯ รวมระยะทาง 887 กิโลเมตร ใช้งบประมาณราว 127,472 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน จะเพิ่มโครงการรถไฟทางคู่เส้นใหม่อีก 2 เส้นทางที่ได้ปรับมาจากโครงการรถไฟความเร็วสูง โดยจะใช้รางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตร และใช้ความเร็ว 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งต่ำกว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ใช้ความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยจะเริ่มก่อสร้างใน 2 เส้นทางก่อน คือ 1. เส้นทางหนองคาย-โคราช-สระบุรี-แหลมฉบัง-มาบตาพุด รวมระยะทาง 737 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 392,570 ล้านบาท และ 2. เส้นทางเชียงของ-เด่นชัย-บ้านภาชี-แหลมฉบัง รวมระยะทาง 655 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 348,890 ล้านบาท รวมทั้งจะมีการปรับปรุงทางหลวงให้เป็น 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับการค้าชายแดนด้วย

“ในระยะเร่งด่วนเราจะทำรถไฟทางคู่ที่เป็นทางรถไฟเดิมที่รางกว้าง 1 เมตร และจะมีทางคู่ที่เป็นรางมาตรฐานโลกขนาด 1.435 เมตร เป็นการต่อยอดจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ สนข.ได้ศึกษาไว้ โดยกลับมาทบทวนแบบและใช้ความเร็วแค่ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตรงนี้จะเป็นการขนทั้งคนและสินค้า และจะเป็นทางเชื่อมขึ้นไปทางเหนือ จีน ลาว และยังลงมาเชื่อมต่อทางมาเลเซีย และสิงคโปร์ได้” ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุม คสช.ยังได้อนุมัติจัดตั้งคณะทำงานในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการในระยะเร่งด่วนปี 57-58 ซึ่งจะมีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.เป็นประธาน โดยมีกรอบเวลาการทำงาน 30 วัน โดยคาดว่า จะหางบประมาณจากในประเทศ ไม่เกิน 15 วัน จะได้ข้อสรุปและจะสามารถดำเนินการได้ในต้นปี 2558 และคาดว่าไม่เกิน 4 ปี โครงการจะเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ จะมีการสั่งซื้อหัวรถจักรและโบกี้โดยสารรถไฟเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประกวดราคา คาดว่าจะได้รับมอบหัวรถจักรและโบกี้โดยสารในเดือน ส.ค.57 ซึ่งจะนำมาใช้ในเส้นทางฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง รวมทั้งจะมีการสั่งซื้อหัวรถจักรใหม่ ซึ่งเป็นการได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่าการซ่อมบำรุงไม่คุ้มค่าในช่วง 3 ปีนี้ จำนวน 50 หัวรถจักร และให้เปลี่ยนไปซื้อหัวรถจักรใหม่ที่คาดว่าจะซื้อได้ราว 36-37 หัวจักร โดยใช้งบประมาณเดียวกันจำนวน 3,056 ล้านบาท รวมทั้งจะมีการปรับเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณมาเป็นระบบไอที ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ม.) ได้เตรียมพร้อมโครงการรถไฟฟ้าในเส้นทางสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี, สายสีชมพู ช่วงแคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง นำเสนอต่อ คสช.ไว้แล้ว ขณะที่สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (บางซื่อ-ท่าพระ/หัวลำโพง-บางแค) มีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปมากแล้ว ส่วนสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ คาดว่าปลายปี 58 จะเริ่มทดลองวิ่ง 6 เดือน จากนั้นจึงจะให้บริการได้.

 

สิ้นสุดรถคันแรก ฉุดยอดขายรถในประเทศปีนี้ ร่วง 30.9%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439757

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 18:05

โตโยต้า คาดยอดขายรถยนต์ในประเทศปีนี้อยู่ที่ 9.2 แสนคัน ลดลง 30.9% หลังสิ้นสุดรถคันแรก และ ศก.ชะลอตัว ขณะที่ มิ.ย. มีปริมาณขาย 7.3 หมื่นคัน ลดลง 30.4% โดยโตโยต้ายังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1…

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด คาดการณ์ว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งปี 57 จะอยู่ที่ 9.2 แสนคัน ลดลง 30.9% โดยในช่วง 6 เดือนแรก มียอดขาย 440,911 คัน ลดลง 40.5% เป็นผลจากการปรับเข้าสู่สมดุลของตลาดรถยนต์ หลังสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สถานการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลกระทบทางจิตวิทยา ส่วนครึ่งปีหลังคาดแนวโน้มดีขึ้นจากเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ขณะที่ยอดขายของตลาดรถยนต์รวมในเดือน มิ.ย. 57 มีปริมาณการขาย 73,799 คัน ลดลง 30.4% โดยโตโยต้าครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง ที่จำนวน 27,543 คัน หรือ 37.3% ขยายตัวลดลง 27.6% ทั้งนี้ แม้ยอดขายตลาดรถยนต์ในประเทศจะปรับตัวลดลง แต่ยังดีกว่าช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ ที่มียอดขายรวมแค่ 8 แสนคันเท่านั้น

สำหรับกรณีที่ตลาดรถยนต์ในประเทศหดตัวลง บริษัทฯ ได้ปรับสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ผลิตเพื่อส่งออกและผลิตขายในประเทศ อยู่ที่ 50:50 มาเป็น 60:40 โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาดู ได้แก่ 1.การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว เนื่องจากความกังวลกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะผ่อนคลายลง 2.แนวโน้มการเปิดปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อราคาผลผลิตทางการเกษตร และ 3.สถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง

ส่วนสถานการณ์ในปี 58 คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า จีดีพีจะขยายตัวที่ระดับ 4-5% นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายรถยนต์รวมในประเทศอยู่ที่ 1 ล้านคัน.