ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

2012/01/30

จับตาเฟดออก QE3 ดันตลาดหุ้นเกิดใหม่สดใส

http://www.thairath.co.th/content/eco/234647

30 มกราคม 2555, 21:28 น.

Pic_234647

‘มาร์ค โมเบียส’ คาดตลาดหุ้นเกิดใหม่สดใส หากเฟดออกมาตรการ QE3 เพราะเงินลงทุนจะหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก เชื่อสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นจีนแจ่มหลังปิดทำการมาตลอดสัปดาห์

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาร์ค โมเบียส ประธานเท็มเพลตั้นแอสเซ็ทแมเนจเมนท์ กองทุนลงทุนขนาดใหญ่ของโลก คาดว่า ตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่จะได้รับประโยชน์จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ หรือ QE3 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดครั้งใหม่ โดยตลาดหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดได้แก่ ตลาดหุ้นจีน รัสเซีย และไต้หวัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเบน เบอร์นันกี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด เปิดเผยว่า เฟดพร้อมจะดำเนินมาตรการซื้อหลักทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจรอบใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินมาตรการ QE3 หลังจากได้ซื้อหลักทรัพย์มาแล้ว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในการดำเนินมาตรการ QE1 และ QE2

“QE3 จะส่งผลดีต่อตลาดเกิดใหม่อย่างมากทีเดียว เพราะหมายความว่า ปริมาณสภาพคล่องจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ระบบ ผมคาดว่า เงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันจะไหลเข้าตลาดหุ้นอย่างมาก และแน่นอนว่า ตลาดหุ้นของตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน” นายโมเบียส กล่าว

นอกจากนี้ นายโมเบียส คาดว่า ตลาดหุ้นจีนจะมีภาวะการลงทุนที่สดใสในสัปดาห์นี้ หลังปิดทำการมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องในเทศกาลตรุษจีน

“จีนจะใช้นโยบายการเงินอย่างผ่อนปรนอย่างไม่ต้องสงสัยในปีนี้ โดยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน
และสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดหุ้นจีนเป็นกลุ่มน่าลงทุน” นายโมเบียส กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 21:28 น.

หวังสร้างอนาคตท่องเที่ยว นายกฯ จับมือเอกชนวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน

http://www.thairath.co.th/content/eco/234641

30 มกราคม 2555, 21:00 น.

Pic_234641

“ยิ่งลักษณ์” พร้อมร่วมมือเอกชนทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมทองเที่ยวในอนาคต แนะเอกชนสร้างรายได้จากไทยเป็นเจ้าภาพประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม กลางปีนี้-มิ.ย. ด้านสมาคมแอตต้าระบุที่ผ่านมาท่องเที่ยวโตด้วยตัวเอง แต่ดีใจที่นายกฯ สนใจจะสนับสนุน

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายรัฐบาลต่อการท่องเที่ยวไทย…ในอนาคต” ที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) ว่า การท่องเที่ยวในอนาคตมีการแข่งขันกันสูง จึงเห็นว่าควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมท่องเที่ยวในอนาคตให้ชัดเจน จะได้เตรียมตัวเปิดประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ถึง 600 ล้านคน และจะเป็นโอกาสดึงความมั่นใจต่อประเทศไทยกลับคืนมา รัฐบาลก็จะพยายามให้เห็นจุดเน้น จุดเด่น จุดขายของประเทศไทยไปร่วมกับภาคเอกชน

“จากการเดินทางไปเยือนประเทศอินเดีย ทำให้ได้ข้อคิดว่าประชากรอินเดียมี 1,200 ล้านคน ขอเพียงแค่ 10% ของคนชั้นกลาง 120 ล้านคนและคนรวย 1% หรือ 12 ล้านคน หากมาเมืองไทยส่วนหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น และการที่คนอินเดียชอบมาจัดพิธีแต่งงานในไทยได้ช่วยให้ธุรกิจต่อเนื่องได้ รับผลดีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ทัวร์ และร้านค้าทั่วไป”

ขณะที่การเดินทางไปเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม เห็นได้ว่าตลาดประชุมและสัมมนามีความสำคัญเช่นกัน เห็นได้จากเมืองดาวอสเป็นเมืองที่เล็กมากเมื่อมีผู้นำเดินทางมา 1 คน มีผู้ติดตามมากมาย ทำให้ร้านอาหาร การขายของเต็มหมด โรงแรมในพื้นที่ถูกจองเต็ม และเกิดการท่องเที่ยวคึกคักขึ้นด้วย และจากที่ไทยเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ครั้งที่ 2 ของปีนี้ วันที่ 30 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ จึงอยากเห็นทุกภาคส่วนใช้โอกาสนี้ในการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องเหมือนเช่นกับที่ตนเองได้เห็นภาพในเมืองดาวอสด้วย

“ประเทศไทยมีจุดเด่นเรื่องเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และระยะหลังเริ่มมีจุดขายใหม่ที่น่าสนใจ เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญด้านการท่องเที่ยว การทำธุรกิจกับประเทศในอาเซียน ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลจะเน้นแสดงจุดขายนี้ให้เห็นชัดเจนขึ้น เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวในอาเซียนด้วยกัน และจากประเทศอื่นทั่วโลกเดินทางมามากขึ้น รองรับการแข่งขันที่มากขึ้นหลังเป็นเออีซี อย่างไรก็ตาม อยากให้เอกชนเร่งพัฒนาบุคลากรด้านการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเพื่อรับมือด้วย”

ด้านนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการรายได้ท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องให้งบประมาณสนับสนุนการท่องเที่ยวระยะยาวไม่ใช่ตั้งงบปีต่อปี และอยากให้รัฐบาลเน้นวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 2 เรื่อง คือ การบำรุงรักษาสินค้าท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว เช่น หาดทราย ชายทะเล และการเร่งลงทุนแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (แมนเมด) เพราะหากไทยยังขายแต่สินค้าท่องเที่ยวเดิมๆ อนาคตหลังจากเปิดเสรีแล้ว การแย่งชิงตลาดจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศในอาเซียนก็มีสินค้าท่องเที่ยวทางธรรมชาติเหมือนๆ กับที่ไทยมี

“ถ้าไทยมีศักยภาพ ควรดึงดิสนีย์แลนด์มาสร้าง หรือมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นสำหรับการท่องเที่ยวระยะยาว โดยจะต้องเริ่มวางแผนได้แล้ว เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งหากทำได้จะสร้างกระแสท่องเที่ยวได้มาก เพราะท่ีผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยเติบโตขึ้นมา ไม่ได้จากผลงานของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน ยังไม่โดดเด่น การเติบโตนักท่องเที่ยวในปี 2554 ที่ 19 ล้านคนเศษเป็นไปตามธรรมชาติและเศรษฐกิจของประเทศรอบข้่างดี ไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล แต่ก็ดีใจที่นายกรัฐมนตรีมาบอกว่า สนใจเรื่องท่องเที่ยวและเออีซี ซึ่งสำคัญต่อธุรกิจท่องเที่ยวมาก”

ทั้งนี้ อยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาทำงานร่วมกับ นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา สนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง มีเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา สานต่อ

ขณะที่ นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนาคต ควรเป็นแผน 4 ปี จากปี 2555-2558 และควรเร่ิมเปิดตัวครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งเป็นปีมิราเคิล ไทยแลนด์เยียร์ ในเทศกาลสงกรานต์ โดยทำให้ย่ิงใหญ่และเป็นอีเวนต์ระดับโลกให้ได้ แต่คงเป็นมิราเคิลไทยแลนด์เยียร์ทั้ง 4 ปีไม่ได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 21:00 น.

เจ้าท่าออกโรง เบรกเรือด่วนเจ้าพระยาห้ามขึ้นราคาเด็ดขาด

http://www.thairath.co.th/content/eco/234650

30 มกราคม 2555, 20:58 น.

Pic_234650

กรมเจ้าท่าไม่อนุญาตขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาในขณะนี้เด็ดขาด เหตุฐานการคำนวณน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้เมื่อสูงกว่าลิตรละ 33 บาท

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมการเรือโดยสารประจำทาง ที่กรมเจ้าท่ารับผิดชอบอยู่ จะยังไม่มีการอนุมัติให้ผู้ประกอบการเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ให้บริการโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ปรับราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกช่วงละ 2 บาท/ช่วงอย่างเด็ดขาด เนื่องจากในปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 31.39 บาท/ลิตรเท่านั้น และการจะให้ปรับได้ราคาน้ำมันจะต้องเกินกว่าลิตรละ 33 บาท/ลิตร เนื่องจากในปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ในช่วง 29-33 บาท/ลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการยังรับได้

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าแม้ว่ากรมเจ้าท่าจะยังไม่ให้ปรับราคาค่าโดยสารกับเรือด่วนเจ้าพระยา ผู้ประกอบการก็ยังอยู่ได้ เพราะฐานการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายนั้น จะคำนวณว่าหากราคาน้ำมันไมเกิน 33 บาท/ลิตร ผู้ประกอบการจะยังมีกำไรอยู่ประมาณ 20% แต่หากคำนวณต้นทุนน้ำมันขณะนี้ที่ 31.39 บาท/ลิตร เชื่อว่าผู้ประกอบการจะยังมีกำไรอยู่แต่อาจจะลดลงเหลือ 6-7% เท่านั้น ซึ่งยังอยู่ได้ แต่อาจจะไม่มีเหลือพอที่จะนำมาปรับปรุงให้ดีมากขึ้นเท่านั้นเอง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 20:58 น.

ธกส.ทุ่มพันล้านให้โรงงานแปรรูป ช่วยพยุงราคาสับปะรด

http://www.thairath.co.th/content/eco/234625

30 มกราคม 2555, 18:24 น.

Pic_234625

ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เป็นเวลา 3 เดือน ให้โรงงานแปรรูปพยุงราคาสับปะรดส่วนเกินจากเกษตรกร แต่ต้องทำเอ็มโอยูราคารับซื้อหน้าโรงงาน ไม่ต่ำกว่ากิโลละ 4 บาท

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้มีมติให้ ธ.ก.ส.เข้าร่วมโครงการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสับปะรด ซึ่ง ธ.ก.ส.พร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่อ Packing Credit ในวงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 3 เดือน ให้กับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนวียนของกิจการและเสริมสภาพคล่องในการรับซื้อสับปะรดส่วนเกินจากเกษตรกร ในการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำสับปะรดเข้มข้นไว้รอการจำหน่าย

สำหรับเงื่อนไขผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปสับปะรดที่เข้าร่วมโครงการ ต้องจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในเรื่องการกำหนดราคารับซื้อสับปะรดขั้นต่ำ ณ หน้าโรงงานในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท กับเกษตรกร สถาบันและภาคราชการ ในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.54 ถึงวันที่ 29 ก.พ.55 โดยผู้ประกอบการจะได้รับชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา 3% ต่อปี จาก คชก. เป็นระยะเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. และสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 พ.ค.55 ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 7.725 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยดอกเบี้ย Packing Credit ระยะเวลา 3 เดือน วงเงิน 7.5 ล้านบาท ค่าบริหารจัดการโครงการของกรมส่งเสริมการเกษตร วงเงิน 0.225 ล้านบาท

นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2554 มีผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาดประมาณ 2.59 ล้านตัน เทียบจากปีที่ผ่านมา มีเพียง 1.47 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 31.47% ทั้งนี้ เพราะช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรขายสับปะรดได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6-7 บาท ทำให้มีการขยายพื้นที่การเพาะปลูก ประกอบกับสภาพอากาศเอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลผลิตในภาพรวมเพิ่มขึ้น เช่น ในช่วงเดือน พ.ย. มีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณวันละ 11,000-12,000 ตัน ขณะที่โรงงานแปรรูปมีกำลังการผลิตวันละ 10,000 ตัน ทำให้มีผลผลิตส่วนเกิน ประกอบกับผู้นำเข้าในตลาดต่างประเทศลดปริมาณการสั่งซื้อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้โรงงานมีสต็อกสินค้ามาก ราคาซื้อขายสับปะรดจึงตกต่ำลง เหลือเพียงประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม การดำเนินโครงการดังกล่าว นอกจากเป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำแล้ว ยังเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรด และเพิ่มอำนาจต่อรองของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยในตลาดต่างประเทศด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 18:24 น.

‘พาณิชย์’ ยอมแพ้ดึง ‘ไอซีที’ ช่วยปราบเว็บละเมิดลิขสิทธิ์

http://www.thairath.co.th/content/eco/234618

30 มกราคม 2555, 17:55 น.

Pic_234618

“พาณิชย์” ดึง “ไอซีที” ปราบสินค้าละเมิด ลั่นลุยบล็อกเว็บไซต์ที่ปล่อยสินค้าละเมิดขายเกลื่อน หลังพบสถิติจับกุมปี 54 ได้ของกลางลดลง เพราะเปลี่ยนช่องทางขายผ่านเว็บแทน

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประสานไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อขอความร่วมมือในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต เบื้องต้นขอบล็อกสัญญาณไปยังหน้าเว็บไซต์ ที่ปล่อยให้มีการขายสินค้าละเมิดบนหน้าเว็บไซต์ของตนเอง รวมถึงอาจพิจารณาให้บล็อกทั้งเว็บไซต์ ที่มีการขายสินค้าละเมิดด้วย เพราะปัจจุบันปัญหาการละเมิดได้เปลี่ยนรูปแบบจากการขายผ่านร้านค้า ไปขายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมาก

ทั้งนี้ สังเกตได้จากสถิติการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปี 54 พบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จับกุม 5,368 คดี ลดลง 3.19% เทียบกับปี 53 ที่จับกุมได้ 5,545 คดี โดยสามารถยึดของกลางได้ 2.23 ล้านชิ้น ลดลง 46.54% จากปี 53 ที่ยึดของกลางได้ 4.18 ล้านชิ้น โดยของกลางทยึดได้จำนวนลดลงมาก เพราะผู้ขายสินค้าละเมิดนำสินค้าไปขายผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้จำนวนของกลางที่วางขายอยู่ตามหน้าร้านปกติลดน้อยลง

อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวต่อว่า แนวทางดังกล่าว จะเป็นแผนการปราบปรามเร่งด่วน และสามารถดำเนินการได้ทันที ก่อนที่การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ครอบคลุมถึงการป้องกันการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ และป้องกันการละเมิดทาง อินเทอร์เน็ตจะแล้วเสร็จ และจะนำเสนอให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 17:55 น.

ปตท.เล็งตั้งบริษัทย่อยเอ็นจีวี เลี่ยงครหาหมกเม็ด

http://www.thairath.co.th/content/eco/234620

30 มกราคม 2555, 17:54 น.

Pic_234620

ปตท.เล็งดึงธุรกิจเอ็นจีวีตั้งเป็นบริษัทย่อย หลีกเลี่ยงข้อหาหมกเม็ดราคาต้นทุนเอ็นจีวี เผยที่ผ่านมามีการตรวจสอบบัญชีโดยสถาบันการปิโตรเลียม และ สตง.มาตลอด ยืนกรานแบกรับภาระราคาเอ็นจีวีจริง…

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.(PTT) เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะแยกธุรกิจเอ็นจีวี โดยการจัดตั้งเป็นบริษัทย่อย เพื่อความชัดเจนทางบัญชี และไม่ถูกกล่าวหาว่ามีการหมกเม็ด ทั้งๆ ที่การประเมินราคาเอ็นจีวี มีสถาบันการปิโตรเลียม ซึ่งเป็นสถาบันกลางในการประเมิน และยังมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบงบกำไรขาดทุนของบริษัท ซึ่งราคาเอ็นจีวีที่ผ่านมา ปตท.ต้องแบกรับภาระ ประกอบกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีแนวคิดที่จะจัดตั้ง Social Enterprise ในการนำบริษัทที่ไม่ได้สร้างกำไรเข้าจดทะเบียน ซึ่งมีการพุดคุยกันในเรื่องนี้ และอาจมีผู้ถือหุ้นไม่หวังผลกำไร และต้องการทำเพื่อสังคม

สำหรับความคืบหน้าโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้า ในพม่า ยังคงเดินหน้าในการศึกษา แต่ต้องรอการประเมินปริมาณปิโตรเลียมในแหล่ง M3 ที่ บมจ.ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) กำลังดำเนินการอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในครึ่งหลังปี 2555 และหลังจากนั้นก็จะดำเนินการต่อไปได้ ส่วนการที่รัฐบาลพม่าต้องการปริมาณก๊าซธรรมชาติใช้ในประเทศเพิ่มมากขึ้นนั้น ในส่วนของ ปตท.ไม่มีปัญหา เนื่องจากเป็นข้อตกลงร่วมกันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าปริมาณก๊าซจะมีเพียงพอที่จะกลับมาใช้ประเทศไทย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 17:54 น.

หวั่นหนี้กรีซไม่จบ กดดัชนีฯ ปิดตลาดลด 1.58 จุด

http://www.thairath.co.th/content/eco/234633

30 มกราคม 2555, 17:27 น.

Pic_234633

หุ้นไทย 30 ม.ค. 55 ปิดตลาดที่ระดับ 1,074.71 จุด ลดลง 1.58 จุด รวมมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 28,674.57 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 168 หลักทรัพย์ ลดลง 284 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 155 หลักทรัพย์

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2555 ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 1,074.71 จุด ลดลง 1.58 จุด รวมมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 28,674.57 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 168 หลักทรัพย์ ลดลง 284 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 155 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  กล่าวว่า ภาพรวมดัชนีฯ ในวันนี้ พบว่าดัชนีฯ เริ่มมีเเรงขายทำกำไรหลังดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนมีความวิตกกังวลหลังประเทศกรีซยังไม่สามารถเจรจาปรับ โครงสร้างหนี้กับภาคเอกชนได้ ขณะที่ธนาคารกลางจีนประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR)  เพื่อผ่อนคลายสินเชื่อไม่ให้เกิดภาวะตึงตัวและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจ ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ปรับตัวลดลงโดยดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 20,160.41 จุด ลดลง 341.26 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 8,793.05 จุด ลดลง 48.17 จุด และ ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 7,407.41 จุด เพิ่มขึ้น 173.72 จุด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 17:27 น.

‘โต้ง’ แย้มเตรียม 5 แนวทางถก ธปท.เก็บค่าต๋งเย็นนี้

http://www.thairath.co.th/content/eco/234597

30 มกราคม 2555, 16:46 น.

Pic_234597

เย็นนี้ “โต้ง” ถกผู้ว่าการ ธปท. เก็บค่าต๋งแบงก์พาณิชย์ใช้หนี้กองทุนฯ พร้อมข้อเสนอ 5 แนวทาง แต่ขออุบไว้ก่อน เห็นด้วยที่แบงก์รัฐจะหลีกเลี่ยงแข่งขันระดมเงินฝากกับเอกชน แต่จะวางกรอบเข้มงวด จับตาข้อเสนอ ธปท. 2 แนวทาง เก็บค่าต๋งทั้งแบบอัตราเดียวระหว่าง 0.55-0.6% และขั้นบันไดจากมากไปหาน้อยไม่เกิน 0.6% …

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ ในการแก้ปัญหาหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในเย็นวันนี้ (30 ม.ค.) ว่า ได้เตรียม 5 แนวทางร่วมหารือกับ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่คงยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับแนวทางให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับธนาคารเอกชน เพื่อให้ธนาคารเอกชนปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ ส่วนธนาคารของรัฐดูแลรายย่อยในแต่ละกลุ่ม ในเรื่องนี้คงไม่จำเป็นต้องวางกรอบที่เข้มงวดเกินไป เพราะหากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อไม่ครอบคลุม หรือตามความต้องการของลูกค้า ธนาคารรัฐสามารถเข้าไปปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมได้  เพื่อให้ได้รับเงินที่เพียงพอ แต่ไม่ได้เข้าไปแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในการหารือครั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท. จะมีการเสนอให้ธนาคารพาณิชย์เลือกวิธีการจัดส่งค่าธรรมเนียม เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ใน 2 แนวทาง คือ 1.เก็บเงินนำส่งอัตราเดียวตลอดการชำระหนี้ จากฐานเงินฝาก 7.7 ล้านล้านบาท และตั๋วแลกเงิน หรือ บีอี 2 ล้านล้านบาท รวม 9.7 ล้านล้านบาท จากธนาคารพาณิชย์ โดยเก็บในอัตราคงที่ ร้อยละ 0.55-0.60  หรือ 2.เก็บแบบขั้นบันได จากมากไปหาน้อย แต่ไม่เกินร้อยละ 0.60 จากปัจจุบันที่เก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 0.4 เข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คาดเริ่มจ่ายได้ในเดือน ส.ค.ปีนี้

นอกจากนี้ มีการคาดว่าจะมีการหารือกรณีข้อกังวลของสมาคมธนาคารไทยที่มองว่า การแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์เอกชนและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จะมีความเหลื่อมล้ำได้เปรียบเสียเปรียบกันมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ไม่มีภาระต้องนำส่งเงินคุ้มครองเงินฝาก ทำให้มีความได้เปรียบ และสามารถเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากแก่ประชาชนในอัตราที่มากกว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน ทำให้ฐานเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 16:46 น.

ธปท.รับทำงานหนัก หลังฝ่ายค้านยื่นศาลรธน.ตีความพรก.เงินกู้

http://www.thairath.co.th/content/eco/234596

30 มกราคม 2555, 16:20 น.

Pic_234596

ธปท.เตรียมถกคลังเย็นนี้ 3 เร่ืองก่อนนัดนายแบงก์หารืออีกครั้ง ขณะที่แบงก์นอก จับตามองกระบวนการในไทยก่อนตัดสินใจมาลงทุน เพราะทำให้ภาระต้นทุนสูงขึ้น แข่งธนาคารรัฐยาก

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเหตุผลที่ยกเลิกการประชุมทางไกลผ่านระบบวีดิโอ กับผู้บริหารสมาคมธนาคารไทยในช่วงเช้าของวันนี้ (30 ม.ค.) ว่า ควรจะได้รับฟังนโยบายของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง คนใหม่ ในช่วงเย็นวันนี้ก่อนว่าจะมีแนวคิดในเรื่องการเก็บเงินนำส่งของธนาคารพาณิชย์เพื่อใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินอย่างไร ซึ่งเชื่อว่า รมว.คลัง จะมีแนวทางมาหารือด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากที่หารือในครั้งนี้แล้ว คงจะได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อีกครั้ง

ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า นอกจากเรื่องแนวทางการจัดเก็บเงินนำส่งของธนาคารพาณิชย์แล้ว ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ว่า ทางกระทรวงการคลังจะพิจารณาข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยที่จะให้เก็บเงินนำส่ง จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐด้วยหรือไม่ รวมทั้ง แนวทางการดำเนินการหลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ด้วย

“ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องดังกล่าว กระบวนการในส่วนนี้ ธปท.ก็ดำเนินการต่อไป ทั้งการหารือแนวทางการจัดเก็บเงินนำส่ง แต่คงจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการออกเกณฑ์ และการเริ่มเก็บเงินนำส่ง เพราะหากเงินเก็บมาแล้วจากภาคเอกชน แล้วสุดท้ายเรื่องตกไป ต้องคืนเงินจะเป็นปัญหาที่ยุ่งยากมาก และมีความเสี่ยง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องหารือกับรมว.คลังด้วย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจ และน่าจะพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว ใช้เวลาไม่นาน เพราะทางเราเองก็มีเวลาอีกหลายเดือน กว่าจะเริ่มจัดเก็บเงินนำส่งในงวดเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้”

ต่อข้อถามว่า การเก็บเงินนำส่งเพิ่ม ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย มีผลทำให้สถาบันการเงินต่างชาติที่สนใจจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ไม่มั่นใจหรือไม่ นายเกริก กล่าวว่า เมื่อ พ.ร.ก.ออกมา สถาบันการเงินต่างประเทศเหล่านั้น ก็ทราบแล้วว่า ต้นทุนเงินนำส่งจะเพิ่มขึ้น และมีความเสียเปรียบในการแข่งขันกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งนำไปเป็นส่วนในการตัดสินใจเข้ามาหรือไม่เข้ามาอยู่แล้ว แต่ในขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการอย่างไร เพราะเชื่อว่า สถาบันเหล่านี้คงกำลังรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ว่า ในที่สุดแล้วผลของ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้ฯ ฉบับนี้จะเป็นอย่างไร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 16:20 น.

ธ.ก.ส.โชว์ผลงานปี 54 ฟันกำไรเฉียด 5 พันล้าน

http://www.thairath.co.th/content/eco/234581

30 มกราคม 2555, 15:55 น.

Pic_234581

ธ.ก.ส.โชว์ผลงานปี 2554 มีรายได้ 39,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 6,259 ล้านบาท มีกำไรสุทธิรวม 4,949 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. ในช่วง 9 เดือน หรือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 (1 เม.ย.-31 ธ.ค.2554) ว่า ได้จ่ายสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคชนบทไปแล้ว 379,781 ล้านบาท ทำให้มียอดสินเชื่อรวม 726,659 ล้านบาท ขยายตัวจากต้นปีบัญชี 149,068 ล้านบาท หรือ 25.81% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัว 9.18% ทั้งนี้มาจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ทำให้สินเชื่อนโยบายรัฐขยายตัวจากต้นปี 66,740 ล้านบาท ขณะเดียวกันสินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส. เติบโตเพิ่มขึ้น 82,328 ล้านบาท

ทั้งนี้ ด้านเงินฝากมียอดรวมจำนวน 789,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีบัญชีจำนวน 63,123 ล้านบาท หรือ 8.69% จากผลิตภัณฑ์เงินฝากโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการเงินฝากดอกเบี้ยทันใจ 10 โครงการเกษียณอายุ เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ออมทรัพย์ทวีสิน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าจากการที่ ธ.ก.ส.ขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น 25.81% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินฝากที่ 8.69% ส่งผลให้อัตราเงินให้สินเชื่อต่อเงิน รับฝาก (L/D Ratio) เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่ 79.50% เป็น 92.02% และทำให้อัตราสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมลดลงจากต้นปีซึ่งอยู่ที่ 23.02% เป็น 11.30%

ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงาน ณ 31 ธันวาคม 2554 มีรายได้รวม 39,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 6,259 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากดอกเบี้ย 37,551 ล้านบาท รายได้จากค่าธรรมเนียมและการบริการ 1,156 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 701 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายมีจำนวน 34,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 6,176 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 10,362 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 13,173 ล้านบาท หนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 10,925 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 4,949 ล้านบาท โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลจำนวน 57,168 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม 8.78% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่

อย่างไรก็ตาม จากผลการดำเนินงานดังกล่าวทำให้ ธ.ก.ส. มีสินทรัพย์รวมจำนวน 950,717 ล้านบาท เพิ่มจากต้นปีบัญชี 51,699 ล้านบาท หนี้สินรวม 867,778 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50,489 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 82,939 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 15:55 น.

คลัง สั่ง สศค.ศึกษาแนวทางตั้งงบอุ้มนิคมฯ สร้างเขื่อนกันน้ำท่วม

http://www.thairath.co.th/content/eco/234573

30 มกราคม 2555, 15:41 น.

Pic_234573

คลัง เล็งชง ครม. ขยายเวลานิคมฯ จ่ายหนี้ธนาคารออมสิน เพื่อสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมออกไปเป็น 15  ปี จากเดิม 7 ปี พร้อมสั่งสศค.ศึกษาแนวทางตั้งงบประมาณเพื่อเป็นเงินให้เปล่าแก่นิคมฯ ในการสร้างเขื่อน

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) ในการขอขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้ของธนาคารออมสินที่เตรียมจะปล่อยกู้ให้แก่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อใช้สำหรับสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม วงเงิน 15,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% ซึ่งเดิมมีระยะเวลาในการชำระหนี้ 7 ปี แต่ขอขยายเป็น 15 ปี

นอกจากนี้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้มอบนโยบายให้ สศค.ไปศึกษาแนวทางการจัดเงินงบประมาณ เพื่อเป็นเงินให้เปล่าแก่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม โดยเป็นเงินงบประมาณ 2 ใน 3 ของวงเงินที่ใช้ในการลงทุนก่อสร้าง ซึ่งระหว่างนี้ สศค.กำลังศึกษาข้อกฎหมายว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากปกติการใช้งบประมาณของรัฐบาล จะต้องใช้เพื่อโครงการของรัฐบาลเท่านั้น จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อทำข้อตกลงให้นิคมอุตสาหกรรมบริจาคพื้นที่สร้างเขื่อนป้องกันน้ำให้เป็นพื้นที่ของรัฐ เช่น อบต.

“ในหลักการ รมว.คลัง ได้ให้นโยบายที่รัฐบาลจะจัดเงินให้เปล่า 2 ใน 3 ของเงินกู้ที่จะใช้สร้างเขื่อน แต่กำลังดูว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะเป็นเอกชน ตอนนี้การนิคมฯ กำลังดูอยู่” นายสมชัย กล่าว

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อช่วยในการสร้างเขื่อนดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าจะทำให้แต่ละนิคมอุตสาหกรรมไปเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากการสร้างเขื่อนแต่ละโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในอัตราที่ต่ำลงได้ เนื่องจากการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วมของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะถูกผลักเป็นภาระให้แก่โรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 15:41 น.

‘จารุพงศ์’ แบ่งงาน 2 รมช.คมนาคมยันเหมาะสม

http://www.thairath.co.th/content/eco/234583

30 มกราคม 2555, 15:33 น.

Pic_234583

“จารุพงศ์” แบ่งงาน 2 รมช.คมนาคมแล้ว โดยดึง ทอท. ทางหลวงและรถไฟฟ้าดูเอง มอบ “ชัจจ์” คุมการบินไทยและทางหลวงชนบท ส่วน “ชัชชาติ” ดูแลด้านขนส่งทางบก ยันเป็นการแจกงานที่ใช้คนตรงกับงานมากที่สุด…

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันนี้ (30 ม.ค.) ตนจะลงนามในคำสั่งแต่งตั้งแบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ เบื้องต้นแบ่งงานของหน่วยงานแต่ละหน่วยให้ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เรียบร้อยแล้ว โดยตนจะกำกับดูแล บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กรมทางหลวง หรือ ทล. การทางพิเศษแห่งประเทศไทยไทย (กทพ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ส่วน พล.ต.ท.ชัจจ์ กำกับดูแล กรมทางหลวงชนบท หรือ ทช. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด หรือ บทด.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า นายชัชชาติ จะกำกับดูแลหน่วยงานขนส่งทางบกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น กรมการขนส่งทางบก หรือ ขบ. บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. นอกจากนั้น นายชัชชาติ จะเข้ามาช่วยดูแลงานด้านเทคนิคของรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งการแบ่งงานดังกล่าว ถือเป็นการแบ่งอำนาจหน้าที่ในความรับผิดชอบ และใช้คนให้ตรงกับงานมากที่สุด เพื่อให้การผลักดันโครงการต่างๆ สำเร็จตามนโยบายพรรคเพื่อไทย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 15:33 น.

สศค. หวังนโยบายรัฐกระตุ้นจีดีพีปี 2555 โต 5%

http://www.thairath.co.th/content/eco/234560

30 มกราคม 2555, 15:12 น.

Pic_234560

สศค. เผย หลังน้ำท่วมเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี เชื่อปี 55 จีดีพีจะโต 5% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน แนะจับตาเศรษฐกิจโลกที่อาจจะเลวร้ายต่อ

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ธ.ค. 2554 มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นภายหลังผ่านพ้นปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ขณะที่การส่งออกปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเดือนธ.ค.ถือว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดรุนแรงจากเดือน พ.ย. และเริ่มฟื้นตัวได้แล้ว

ทั้งนี้ ประเมินว่าไตรมาส 4/54 เศรษฐกิจจะยังหดตัวถึง 5% และทำให้ทั้งปี 54 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 1.1% ขณะที่ทั้งปี 55 ยังคงคาดว่า อัตราการเติบโตจะขยายตัว 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยไตรมาส 1/55 คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 2% และเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ไตรมาส 2 และ 3 ขยายตัวประมาณ 5% และจะขยายตัวสูงสุด 7% ในไตรมาส 4 ของปี 55 โดยแรงผลักดันเศรษฐกิจมาจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาล เช่น การปล่อยสินเชื่อ การลงทุนของภาครัฐ

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ในปี 2555 ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือ ปัญหาเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรปที่คาดว่าสถานการณ์ยังคงเลวร้าย เบื้องต้นคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจยุโรปจะติดลบ 0.8% แต่หากยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในยุโรป โดยเฉพาะกรีซก็จะยิ่งมีผลกระทบมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเมืองต่างประเทศ ที่ปีนี้จะมีการเลือกผู้นำใหม่หลายประเทศ รวมทั้งการเกิดความขัดแย้งของหลายประเทศ เช่น อิหร่าน และสหรัฐฯ ส่วนปัญหาภัยธรรมชาติในปีนี้มีการคาดกันว่าในภูมิภาคเอเชียจะมีสถานการณ์ฝนตกมาก จากผลของลานินญ่า ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศนั้น มองว่ายังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน ซึ่งหากสถานการณ์การเมืองนิ่งจะเป็นผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 15:12 น.

รมว.คมนาคมฝันหวาน ยกระดับตลาดนัดจตุจักรเทียบสากล-เปิดไนท์บาซาร์

http://www.thairath.co.th/content/eco/234555

30 มกราคม 2555, 14:52 น.

Pic_234555

“จารุพงศ์” โปรย ยาหอมผู้ค้าตลาดนัดจตุจักรให้จ่ายค่าเช่าราคาเดิมไปก่อน พร้อม ยกระดับเทียบชั้นระดับสากล ติดแอร์-ปรับอาคาร-ไม่เก็บค่าแป๊ะเจี๊ยะขายของได้ทุกวันทั้งกลางวัน-คืน พร้อมโวลั่น จะอุดรูรั่ว-ทำรายได้เข้ารถไฟกว่า 2 พันล้านบาท/ปี

เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันที่ 30 ม.ค. มีรายงานว่า กลุ่มผู้ค้าจากตลาดนัดจตุจักรกว่า 100 คน ได้เข้าแสดงความยินดีกับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและกำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมสอบถามถึงความคืบหน้าการเข้าไปแก้ไขปัญหาตลาดนัดจตุจักร

นายจารุพงศ์ กล่าวว่า การเข้ามากำกับดูแล รฟท. แทน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงคมนาคมนั้น เนื่องจากในสมัยรับราชการตนเคยเป็นรองผู้อำนวยการตลาดนัดจตุจักร ดังนั้นปัญ หาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดนัดจตุจักรจึงรู้ดีทุกอย่าง ยืนยันว่านโยบายจะยังคงให้ผู้ค้ารายเดิมที่เคยค้า ขายในตลาดจะยังคงเดิม รวมถึงคงเก็บราคาค่าเช่าในอัตราเดิมต่อไปก่อน จนกว่าขั้นตอนการจัดตั้งบริษัท ตลาดนัดจตุจักร จำกัด จะแล้วเสร็จ

สำหรับการบริหารจัดการตลาดนัดจตุจักรนั้น จะพัฒนาเปิดตลาดให้ผู้ค้าขายสามารถขายของได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือ เรียกว่า ไนท์บาซาร์ และยกระดับให้ทันสมัย สะดวกสบายทั้งปรับรูปแบบอาคารร้านค้าให้สูงโปร่งทันสมัย และติดแอร์เพื่อให้เป็นสากลมากขึ้น และตั้งเป้าหมายหลักจะให้ ตลาดนัดจตุจักร พัฒนาตัวเองและทำรายได้ให้กับ รฟท. เฉลี่ยปีละกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งการตั้งเป้ารายได้ นโยบายจะไม่ให้กระทบกระเทือนกับผู้ค้ามากที่สุด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 14:52 น.

บอร์ดไฟเขียว ธกส.กู้ซอฟต์โลน ธปท.ช่วยเกษตรกรน้ำท่วม

http://www.thairath.co.th/content/eco/234530

30 มกราคม 2555, 12:52 น.

Pic_234530

บอร์ด ธกส.ไฟเขียวกู้เงินซอฟต์โลนแบงก์ชาติ 6 หมื่นล้าน ดอก 0.01% ระยะ 5 ปี ช่วยเหลือเกษตรกรน้ำท่วมและปล่อยกู้ให้ประชาชนไม่เกินล้านบาท และผู้ประกอบการไม่เกิน 30 ล้าน…

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. นายลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส.ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส.กู้เงินดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ระยะเวลา 5 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเงินกู้ดังกล่าวจะนำมาสมทบกับเงินทุนของ ธ.ก.ส.อีก 30% เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนทั่วไป รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท และผู้ประกอบการรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3%

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ธ.ก.ส.ยังเห็นชอบให้ลดหย่อนหลักประกันเงินกู้นอกเหนือจากข้อบังคับ ธ.ก.ส. โดยกรณีใช้หลักประกันรับรองรับผิดลูกหนี้ร่วมกัน หรือใช้บุคคล 2 คนขึ้นไปค้ำประกันหนี้เงินกู้ ให้กู้ได้ไม่เกินรายละ 1 แสนบาท โดยให้แยกวงเงินค้ำประกันตามมาตรการนี้ต่างหาก จากวงเงินค้ำประกันปกติของธนาคาร กรณีใช้อสังหาริมทรัพย์จำนองเป็นประกันพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้ขยายวงเงินกู้จากหลักเกณฑ์ปกติที่กู้ได้ไม่เกิน 50% ของวงเงินจดทะเบียนจำนอง เป็นกู้เงินได้ไม่เกินวงเงินจดทะเบียนจำนอง และกรณีใช้อสังหาริมทรัพย์จำน้อง และสิ่งปลูกสร้างที่จะเกิดจากการใช้สินเชื่อ ให้กู้ได้ตามมูลค่าที่ดิน ส่วนทรัพย์ที่เกิดจากการใช้สินเชื่อ ให้กู้ได้ไม่เกิน 80% ของมูลค่าจริงของทรัพย์ที่เกิดจากการใช้สินเชื่อ

ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวต่อว่า สำหรับลูกค้าที่ขอกู้เงินเพื่อนำไปฟื้นฟูการผลิต ทั้งกรณีกู้แล้วและเตรียมกู้ใหม่ จะได้รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ย 3% เพื่อแบ่งเบาภาระการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ การสร้างโอกาสการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มรายได้ โดยผู้กู้จะต้องส่งชำระคืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยภายในเวลา 5 ปี หรือไม่เกินปี 2561 ตามข้อกำหนดของ ธปท. หากเกินกำหนด ธปท.จะให้คิดดอกเบี้ย MRR และเพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำดังกล่าวครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส.จะหารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และธปท.ในรายละเอียดการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรอีกด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 12:52 น.

ปิดตลาดเช้าหุ้นไทยปรับเพิ่ม 3.24 จุด อยู่ที่ 1,079.53 จุด

http://www.thairath.co.th/content/eco/234538

30 มกราคม 2555, 12:48 น.

Pic_234538

ปิดตลาดเช้าวันที่ 30 ม.ค. 55 หุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,079.53 จุด เพิ่มขึ้น 3.24 จุด รวมมูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 12,346.50 ล้านบาท

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำเช้าวันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2555 ปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 1,079.53 จุด เพิ่มขึ้น 3.24 จุด รวมมูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 12,346.50 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 209 หลักทรัพย์ ลดลง 174 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 170 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 12:48 น.

น้ำท่วม-ก่อการร้าย กดดัชนีเชื่อมั่น ศก.ไทยต่ำสุดรอบ 18 เดือน

http://www.thairath.co.th/content/eco/234528

30 มกราคม 2555, 12:26 น.

Pic_234528

กรุงเทพโพล เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ต่อดัชนีความเชื่อม่ันเศรษฐกิจไทยใน 3-6 เดือนข้างหน้า ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งยังอยู่ในสถานะอ่อนแอต่ำสุดในรอบ 18 เดือน จากผลกระทบน้ำท่วม และเตือนภัยก่อการร้าย…

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพหรือกรุงเทพโพล  เปิดเผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ  32  แห่ง จำนวน 72 คน เรื่อง “ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยใน 3-6 เดือนข้างหน้า” พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อสถานะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ที่ ระดับ 28.41  เป็นระดับที่ต่ำกว่า  50 ซึ่งหมายความว่า นักเศรษฐศาสตร์เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในสถานะอ่อนแอ

นอกจากนี้ค่าดัชนีความเชื่อมั่นในระดับดังกล่าวยังต่ำสุดในรอบ 18 เดือน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อมั่นในด้านการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ที่ลดลงเป็นสำคัญ (ดัชนีฯ เท่ากับ  20.00  20.71  และ 23.24  ตามลำดับ) การปรับตัวลดลงดังกล่าวได้รับผลกระทบจากวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงปลาย ปี 2554 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ การส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคม 2555  มีการประกาศเตือนภัยก่อการร้ายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ ต่อเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ในระดับ 63.41 และเมื่อมองออกไปในอีก 6 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก็ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 72.19 ซึ่งค่าดัชนีฯ ที่ระดับดังกล่าวอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 หมายความว่า นักเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้า จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน

โดยปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญใน 3 – 6 เดือนข้างหน้า คือ การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ปัจจัยการส่งออกแม้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ถือเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่นๆ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 12:26 น.

เงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมากตามสกุลยูโร

http://www.thairath.co.th/content/eco/234526

30 มกราคม 2555, 11:30 น.

Pic_234526

แนวโน้มบาทแข็งค่า ตามสกุลเงินยูโร วันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.10 บาท ต่อดอลลาร์…

นักบริหารเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รายงานค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 31.04-31.09 บาทต่อดอลลาร์ โดยถือว่าค่าเงินบาทเเข็งค่าค่อนข้างมาก ตามค่าเงินยูโร

ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหววันนี้ที่ 31.00-31.10 บาทต่อดอลลาร์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 11:30 น.

ทองไทยวันแรกของสัปดาห์ ราคาลดลง 50 บาท

http://www.thairath.co.th/content/eco/234494

30 มกราคม 2555, 09:49 น.

Pic_234494

ราคาทองคำไทยเช้าวันนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์ปรับลดลง 50 บาท แท่งขายบาทละ 25,450 รูปพรรณ 25,850 บาท…

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. มีรายงานว่า สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาขายทองคำอ้างอิงในประเทศไทยเมื่อเปิดทำการเช้าวันที่ 30 ม.ค. 2555 ปรับลดลงจากราคาเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 25,350 บาท ขายออกบาทละ 25,450 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 24,983.68 บาท ขายออกบาทละ 25,850 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มกราคม 2555, 09:49 น.

เปิดสูตรไล่รีดค่าต๋งแบงก์ ธปท.นำทัพระดมสมองใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู

http://www.thairath.co.th/content/eco/234431

30 มกราคม 2555, 05:45 น.

Pic_234431

เปิด 2 แนวทางเก็บค่าต๋งธนาคารพาณิชย์ใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เก็บเงินนำส่งอัตราเดียวตลอดการชำระหนี้ หรือเก็บแบบขั้นบันได สูตรการเรียกเก็บ 0.55–0.6% ระยะเวลา 10–25 ปี นำร่องปีนี้ จ่ายดอกเบี้ย 20,000–30,000 ล้านบาท นัดประชุมกับสมาคมธนาคารไทยวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ในการประชุมระหว่างผู้บริหาร ธปท.และผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ผ่านระบบการประชุมทางไกล หรือวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ จะเป็นการหารือและขอคำตอบจากธนาคารพาณิชย์ว่าจะเห็นอย่างไรต่อข้อเสนอในการขอเพิ่มอัตรา

การจัดเก็บเงินนำส่ง จากเดิมที่กำหนดให้ส่งในอัตรา 0.4% ของฐานเงินฝาก ขึ้นเป็นอัตรา 0.55-0.6% ของยอดเงินฝากบวกตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วบีอี เพื่อให้สามารถจัดทำแผนการใช้หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ตาม พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ของกระทรวงการคลังที่กู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตามราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน

สำหรับในวันนี้ (30 ม.ค.) จะเป็นการหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่สมาคมธนาคารไทยได้หารือร่วมกับผู้บริหาร ธปท.ในวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น ซึ่ง ธปท.ได้มีข้อเสนอขอเก็บเงินนำส่งเพิ่มใน 2 แนวทาง โดยแนวทางแรก คือ เก็บอัตราเดียวตลอดเวลาการชำระหนี้ ซึ่งได้มีการคำนวณและชี้แจงข้อดีข้อเสียในแต่ละอัตราให้ธนาคารพาณิชย์รับทราบ โดยแยกเป็น 1.การจัดเก็บในอัตรา 0.55% 2.จัดเก็บในอัตรา 0.56%

3.จัดเก็บในอัตรา 0.57% 4.จัดเก็บในอัตรา 0.58% 5.การจัดเก็บในอัตรา 0.59% และสุดท้าย 6.การจัดเก็บในอัตรา 0.6% ซึ่งแต่ละอัตราจำนวนเงินนำส่งจะแตกต่างกัน 900-1,000 ล้านบาท ซึ่งตามข้อเสนอนี้ เงินนำส่งที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องจ่ายในอัตราใหม่ จะมียอดเงินต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 49,500 ล้านบาทต่อปี และยอดเงินนำส่งสูงสุดจะอยู่ที่ 54,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอัตราที่แตกต่างกันนั้น จะส่งผลให้ระยะเวลาในการชำระคืนหนี้เงินต้น 1.14 ล้านล้านบาท จนครบจำนวนแตกต่างกันด้วย เช่น หากเก็บค่าต๋งในอัตรา 0.6% ต่อปี จะส่งเงินต้นหมดภายในระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่เริ่มส่งเงินต้น แต่หากคิดในอัตรา 0.55% จะใช้เวลา 25 ปีในการชำระหนี้เงินต้น

ทั้งนี้ นอกจากอัตราการจัดเก็บที่แตกต่างกันแล้ว ธปท.ยังมีอีกแนวทางคือ จะไม่จัดเก็บอัตราเดียวต่อเนื่อง แต่จะลดลงเป็นขั้นบันได เช่น อาจจะเก็บในอัตราที่สูงในช่วงต้น และในช่วงต่อไปเมื่อฐานเงินฝากเพิ่มขึ้น หรือมีเงินรายได้จากส่วนอื่นมาส่งสมทบ เช่น กำไรที่เพิ่มขึ้นจากบัญชีผลประโยชน์ประจำปีของ ธปท.อาจจะมีการปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินนำส่งลง ซึ่งแนวทางนี้จะมีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์น้อยกว่า แต่อาจจะมีข้อไม่แน่นอนในเรื่องเวลาสิ้นสุดการชำระคืนหนี้เงินต้น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การคำนวณนั้น ธปท.ได้ยึดหลัก 3 ข้อ คือ 1.จะต้องไม่เป็นภาระต่อธนาคารพาณิชย์มากจนเกินไป จนต้องผลักภาระจำนวนมากไปที่ประชาชน 2.เงินต้นและดอกเบี้ยไม่ควรกลับไปเป็นภาระของรัฐบาล ดังนั้น อัตราที่จัดเก็บควรได้เงินมากเพียงพอในการชำระหนี้ และ 3.แผนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจะต้องมีเสถียรภาพ และมั่นใจได้ว่าจะชำระหนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งกระทรวงการคลัง ว่าจะเห็นอย่างไร เพราะ ธปท.คงตัดสินใจหน่วยงานเดียวไม่ได้

ส่วนการดำเนินการชำระดอกเบี้ยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ตาม พ.ร.ก.ในปี 2555 นี้ ตามที่ตกลงกับกระทรวงการคลังนั้น งบประมาณที่ตั้งไว้ชำระดอกเบี้ยให้ก่อน ตั้งแต่เดือน ม.ค.จนถึงสิ้นเดือน ก.ค. ซึ่งจะเป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินนำส่งในอัตราใหม่ให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ และตั้งแต่เดือน ส.ค.2555 เป็นต้นไป จะเป็นภาระของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในการจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่ง ธปท.คาดว่าจะสามารถจ่ายได้อย่างแน่นอน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มกราคม 2555, 05:45 น.
หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 84 other followers