campus

All posts tagged campus

เกรดเฉลี่ย คำพิพากษา หรือ มายาสังคม?

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/536788

โดย Dr. POP 4 พ.ย. 2558 05:30

 

“เฮียครับ แม่ด่าว่าผมโง่” น้องชายคนหนึ่งในแก๊งเล่าให้ฟัง
“เฮ้ย ใจเย็น เรื่องอะไร?” ผมถาม
“ผมได้เกรดเฉลี่ย 3.25”
“ว้าว นั่นยอดมากเลย!”
“แต่แม่ผมบอกว่ายังไม่ดีพอ”
เงียบไปแป๊บ “มึงล่ะคิดว่ายังไง ทำเต็มที่หรือยัง?”
“เต็มที่แล้วครับเฮีย”
“มึงแบ่งเวลาเล่นเกม ไปเที่ยว ทำกิจกรรม อ่านหนังสือดีแล้ว ใช่ไหม”
“ใช่ครับเฮีย แต่บางวิชาผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ ครับ ผมพยายามแล้ว”
“งั้นก็จงภูมิใจนะครับ ว่าทำเต็มที่แล้ว มึงเก่งแล้ว”
“แล้วทำไมแม่ถึงด่าผมวาโง่ล่ะครับ?” น้องมันยังสงสัย
“การที่เกรดเฉลี่ยเราไม่เยอะคือโง่หรือครับ?”
ได้ยินคำถามนั้นแล้วก็หดหู่ใจ

ใช่ หลายคนด่วนตัดสินคนแบบนี้ “เกรดเฉลี่ยน้อยคือโง่ คือไม่เก่ง คือไร้ความสามารถ คือปัญหาสังคม”

คำถามคือ “เกรดเฉลี่ยใช้พิพากษาคนได้จริงหรือ?”

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกพบด้วยเรื่องแปลกที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นเท่าไหร่

“ฐาวรา เธอเก่งมากนะที่ได้คะแนนดีในวิชาหลักของสาขาโฆษณาทั้งหมดเลย” อาจารย์บอก “แต่ครูงงว่าทำไมเธอถึงเกือบตกวิชาสถิติ บัญชี ไฟแนนซ์ ทั้งที่วิชาอื่นๆ ของโฆษณาเธอได้เกรดบี กับ เอ”

“ผมไม่ถนัดครับ”

ใช่ครับ บางวิชาผมห่วยเพราะ “ผมไม่ถนัด” แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเอง “ถนัด” อะไร

ผมหาคำตอบได้ว่าผมถนัดภาษา การนำเสนอ การพูด และผมก็ตั้งใจเรียนวิชาเหล่านี้ถึงที่สุด ส่วนวิชาอื่นที่ผมไม่ถนัด ผมก็ไปติวเพิ่ม ไปอ่านเพิ่ม แม้มันจะออกมาห่วยแตก แต่ผมก็พูดได้เต็มปากว่า “ผมทำดีที่สุดแล้ว” และถามว่าการที่ผมไม่ถนัดบางวิชาซึ่งส่งผลให้เกรดไม่ดี แปลว่าผมไร้ความสามารถ หรือเป็นปัญหาสังคมหรือเปล่า ผมก็ว่าไม่ เกรดเฉลี่ยมันวัดความเข้าใจในแต่ละวิชานี่ครับ ไม่ได้ใช้วัดระดับสิ่งมีชีวิตเสียหน่อย เกรดหนึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นเปรต เกรดสี่ไม่ได้แปลว่าเป็นพระอรหันต์

และสิ่งที่ผมทำเพิ่มคือ “การหาความถนัดนอกตำรา”

ผมค้นพบว่าตัวเองถนัดการใช้ภาษา การนำเสนอ การกล้าแสดงออก การเขียน ผมใช้สิ่งเหล่านั้นในการเรียนและผลักดันตัวเองเป็นพิธีกรโรงเรียน เป็นประธานชมรมศิลปะการพูด ทำการแสดง แข่งโต้วาที แข่งพูด แถมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ด้วย (งงอ่ะดิ) จบมาผมก็มีงานทำในระดับที่เหนือความคาดหมายโดยตลอด ซึ่งเป็นผลพวงจากความถนัดทั้งด้านการเรียนและกิจกรรมของผมนี่แหละ นั่นเพราะผมเรียนรู้ว่า เราควรค้นหาความถนัดทั้งในตำราและนอกตำราไปพร้อมกัน เพื่อใช้เป็นอาวุธผลักดันความสามารถอันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ถ้าคุณเกรดไม่ดี แต่ยังใฝ่ดีหาโอกาสให้ตัวเอง คุณคือคนที่มีค่า
แต่ถ้าเกรดไม่ดีแล้ว แล้วซ้ำเติมตัวเองโดยการเหลวไหลไปวันๆ คุณคือคนที่เต็มใจลดคุณค่าในตัวเอง

เด็กบางคนเกรดไม่ดี ก็ผันตัวเองไปเป็นอันธพาล โดดเรียน ติดยา ทำตัวเป็นภาระสังคม เพราะคิดว่า “ฉันเกรดไม่ดี ฉันก็เป็นคนไม่ดี” นั่นไม่ใช่เลย เกรดเฉลี่ยไม่ได้เกี่ยวกับความดีหรือไม่ดีในตัวคุณ ทัศนคติกับการกระทำนั่นแหละที่กำหนดความดีไม่ดีของคุณ หากรู้ตัวว่าเกรดไม่ดี แล้วไปอ่านมากขึ้น ติวมากขึ้นดีไหม? ไปค้นหาความถนัดนอกตำรามาเสริมคุณค่าตัวเองมากขึ้นดีไหม? ไปเล่นกีฬา เล่นดนตรี แข่งทักษะโน่นนี่ หาโอกาสดีๆ ให้ชีวิตตัวเองบ้างดีไหม?

มีดีสักอย่างในชีวิต ก็ดีกว่าใช้ชีวิตแบบคนไม่มีดีนะ

ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเกรดเฉลี่ยเป็นเหมือน “คำใบ้ชีวิต”
มันทำให้คุณรู้ว่าเก่งอะไร คุณถนัดอะไร คุณน่าจะได้ดีด้านไหน
มันทำให้คุณได้ตั้งคำถามว่า “เฮ้ย เราทำเต็มที่ยังวะ?”
มันทำให้คุณสงสัยตัวเองว่า “เฮ้ย เราจะดีกว่านี้ได้ไหมวะ?”
และบางทีมันก็สะกิดใจให้คุณหาคำตอบว่า “เราจะเอาความถนัดด้านไหนมาเสริมตัวเองให้เจ๋งขึ้นได้บ้างวะ?”

ถ้าถามว่า “เราใช้เกรดพิพากษาคนได้ทุกด้านไหม?” โดยส่วนตัวผมคิดว่า “ไม่”

บางคนใช้นิยามของเกรดเฉลี่ยในทางที่ผิดประหนึ่งเป็นมาตรฐานตัดสินชีวิตมนุษย์ จนบางทีมันเป็นเหมือนมายาสังคมที่พรางตาจนเรามองไม่ทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของคน บางคนจริงจังกับมันมากไปจนปลูกค่านิยมการมองคนที่ “เปลือก” เราไม่สามารถวัดจริยธรรมในใจคนจากเกรดเฉลี่ยได้ หลายคนที่เก่งก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป คนที่เรียนไม่เก่งอาจเพราะเขาเกิดมาเพื่อเจ๋งด้านอื่นที่เราไม่ถึงก็ได้

การตัดสินใจคุณค่าของคนจากเกรดเฉลี่ยจึงไม่ควรทำและไม่สามารถทำได้ กระนั้นนักเรียนนักศึกษาก็ควรตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองอย่างเต็มความสามารถ เพื่อพิสูจน์ว่าคุณได้ใช้โอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มที่ ใช้เวลาไม่กี่ปีในการเรียนให้คุ้มค่าที่สุด

เกรดเฉลี่ยไม่สามารถใช้พิพากษาคนได้ทุกด้าน
แต่เกรดเฉลี่ยใช้ตัดสินบางอย่าง เช่น ความถนัด ความรับผิดชอบ ความใฝ่ดี
ไม่จำเป็นต้องสวยหรู แต่จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด
กระนั้นก็อย่าให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ผูกติดกับตัวเลขไม่กี่ตัว

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : www.twitter.com/drpoppop
Dr.Pop Ig & Line : @drpoppop

Dr. POP

 

Advertisements

สง่าเหมือนนางฟ้า! ‘ครีม วริศรา’ สวยเก่งเรียนดี ดีกรีมิสทีนไทยแลนด์

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/535408

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2558 06:05

 

ถ้าพูดถึงดาวจรัสแสงดวงใหม่ ที่กำลังจะก้าวเข้ามาประดับวงการบันเทิงไทย คงหนีไม่พ้น ‘ครีม วริศรา ศรีเพชร’ สาวน้อยหน้าหวานที่เพิ่งจะคว้ามงกุฎชนะเลิศการประกวดจากเวที Miss Teen Thailand 2015 มาหมาดๆ

สวัสดี…แคมปัส สัปดาห์นี้เลยไม่พลาดที่จะไปพูดคุยกับเธอ ถึงเส้นทางแห่งชัยชนะในการประกวดนางงามรุ่นใส รวมถึงเรื่องราวชีวิต ไลฟ์สไตล์ และการเรียนของเธอด้วย ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาชมกันเลย

แนะนำตัวกันก่อน

สวัสดีค่ะ ชื่อ ครีม วริศรา ศรีเพชร อายุ 15 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.4 สายวิทย์-คณิต โรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม จ.ประจวบคีรีขันธ์ ค่ะ

ชนะการประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2015

เส้นทางสู่เวทีมิสทีนไทยแลนด์

มาเวทีนี้ได้ยังไง? ก็คือหนูอายุถึงเกณฑ์พอดี แล้วพี่ชายก็ยุให้มาประกวด ตอนแรกก็ไม่อยากมาค่ะ เพราะว่าหนูไม่ชอบแข่งกับใคร อยากแข่งกับตัวเองมากกว่า แต่พี่หนูอยากให้ลองดู อายุก็ถึงเกณฑ์สมัคร หน้าตาก็ได้ บุคลิกก็ให้ ความสามารถก็มี พี่ก็เลยพามาประกวดค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน ทุกคนทางบ้านก็เชียร์

วันแรกที่มากรอกใบสมัครก็กังวลเลย เพราะมีแต่คนสวยๆ มากัน ตอนนั้นไม่อยากประกวด รู้สึกหวั่นๆ แต่พี่เราก็ให้กำลังใจว่ามาแล้วลองดูเถอะ เราก็ตัดสินใจทำเต็มที่ค่ะ ระหว่างเก็บตัวในกองประกวด ที่บ้านก็จะส่งข้อความมาเชียร์ในไลน์ เราก็รู้สึกดี มีกำลังใจมากเลยค่ะ

ประกายดวงตาสดใส

ทางโรงเรียนเปิดไฟเขียวให้โอกาส

โรงเรียนเพิ่งจะเปิดเทอมเมื่อไม่กี่วันนี่เองค่ะ แล้วทีนี้เขาก็บอกว่า หนูจะไปโรงเรียนเมื่อไหร่ ให้บอกก่อน 2 วัน เขาจะจัดเลี้ยงต้อนรับ ก็คือจากการร่วมประกวดในเวทีนี้ ทำให้เราสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เขาก็เข้าใจในการที่เรามาทำหน้าที่ตรงนี้ เขาก็อนุญาตให้มาประกวดตั้งแต่แรกเลยค่ะ

เดินสายพร้อมมงกุฎ

พูดถึงการเรียนกันบ้าง

พอขึ้น ม.ปลาย หนูเลือกเรียนสายวิทย์คณิตค่ะ จริงๆ ตอน ม.ต้น หนูเรียนเป็นอิงลิชโปรแกรมมา แต่พอขึ้น ม.ปลาย ก็รู้สึกว่าการเรียนสายวิทย์ มันน่าจะต่อยอดไปเรื่อยๆ ได้เยอะ น่าจะมีโอกาสทำงานได้หลากหลายอาชีพมากกว่า แต่เรื่องภาษาก็สำคัญ ก็คิดว่าเอาไว้เรียนพิเศษเพิ่มเติมควบคู่กันไปค่ะ

ส่วนเกรดเฉลี่ยเทอมที่แล้วได้ 3.33 ค่ะ แต่หนูอยากได้ 3.50 ขึ้นไป ก็พยายามทำให้ได้ค่ะ คือเทอมที่แล้วก็เสียใจที่ได้เกรดต่ำกว่าที่เราหวังไว้ พอมาเทอมนี้เรามาประกวด ติดอันดับ 1 ใน 5 แล้วได้ที่ 1 ด้วย ก็ดีใจและภูมิใจที่ได้มาประกวดเวทีตรงนี้ แต่ก็มีแอบคิดเหมือนกันว่ากลัวเกรดตกค่ะ (หัวเราะ) แต่ในเมื่อเราอยากทำงานตรงนี้ด้วย อยากเรียนให้ดีด้วย คงต้องฮึดสู้อีกเท่าตัว

สวยหวาน สดใส ในชุดนักเรียน

อาชีพที่ใฝ่ฝัน

ด้วยความที่หนูเรียนอิงลิชโปรแกรมมา ตอนแรกเลยอยากเป็นแอร์โฮสเตส พอโตขึ้นมาอีกหน่อย เหมือนความฝันมันเปลี่ยนไป เราก็อยากเป็นหมอฟัน ทำงานด้านทันตกรรม แต่ตอนนี้ก็เริ่มคิดอยากเป็นศัลยแพทย์ด้วยค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้คืออยากมุ่งไปเรียนสายแพทย์เลย

ทำไมถึงอยากเรียนหมอ

คือตั้งแต่เด็กเลย หนูกับพี่ชายจะเรียนแข่งกัน พี่ชายหนูเขาเรียนได้เกรด 3.50 ขึ้นไปตลอด เขาอยากเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ก็พยายามมุ่งเรียน ทำเกรดดีมาตั้งแต่ ม.ปลาย และเขาอยากเข้าคณะทันตแพทย์ แต่ก็ไม่ติด เขาเลยบอกหนูว่าฝากให้หนูเป็นหมอแทนเขาด้วยนะ สุดท้ายเขาก็ได้เรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์อินเตอร์เลยค่ะ ก็ภูมิใจในตัวเขา ส่วนเราเองเราก็จะพยายามไปถึงฝันนั้นให้ได้ เพื่อพี่ชาย และคุณพ่อคุณแม่ เพราะว่าที่บ้านก็อยากให้เราเรียนด้านนี้อยู่แล้ว

สวยใสวัยสาว

มุ่งมั่นในการเรียนมากๆ

ไม่ค่อยมีเวลาว่างไปเที่ยวเหมือนคนอื่นๆ เท่าไหร่ โดยมากคาบเรียนของหนูแทบจะไม่มีคาบว่างเลย แล้วครูสั่งงานมาที ก็จะแบบ…บึ้มมาเลย ทีนี้วันเสาร์วันอาทิตย์ เราก็จะต้องมาทำกิจกรรมที่โรงเรียน คือโรงเรียนเป็นเหมือนบ้านอีกหลังเลยค่ะ นานๆ ทีถึงจะมีเวลาว่าง แต่ถ้าว่างปุ๊บก็เล่นเต็มที่ (ยิ้มกว้าง)

เคยไปแลกเปลี่ยนที่ฟิลิปปินส์

ครั้งหนึ่งตอน ม.3 หนูมีโอกาสได้ร่วมโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศของทางโรงเรียน ก็มีการสอบแข่งขัน ก็ปรากฏว่าหนูผ่าน ได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศฟิลิปปินส์มา 1 เดือน เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ แม้ว่าจะไปแค่เดือนเดียว แต่ก็รู้สึกว่าได้เปิดโลกกว้าง ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ ก็สนุกและตื่นเต้นค่ะ

เป็นคทากรของโรงเรียน

คทากรคนสวยประจำโรงเรียน

ส่วนกิจกรรมในโรงเรียน หนูก็ได้รับเลือกให้เป็นคทากรประจำวงดุริยางค์ คือทางโรงเรียนจะคัดเลือกคทากรเฉพาะ ม.ปลาย ก่อนหน้านี้ช่วงประถมหนูก็เคยเป็นดรัมเมเยอร์มา พอขึ้น ม.4 ก็ได้มาทำหน้าที่นี้อีก แต่คราวนี้เราเป็นไม้หนึ่งที่คุมทั้งวงดุริยางค์เลย ในฐานะของคทากร ก็ได้ออกงานทำหน้าที่ในช่วงกีฬาสี ใครจ้างไปเดินขบวนก็ไป แล้วก็เป็นนางรำของโรงเรียน ในงานพิธีต่างๆ

ได้ถือพานในงานโรงเรียน

ทั้งเรียนทั้งกิจกรรม แบ่งเวลายังไง?

สมมติถ้าต้องรำวันแม่ ก็ต้องมีการซ้อมรำ เราก็จะขาดเรียน ถ้าไม่ได้เข้าเรียนวิชาไหนหนูจะขอให้เพื่อนๆ ช่วยเก็บชีทวิชาเรียนไว้ให้ ถ้ามีการบ้าน แล้วไม่เข้าใจ ก็จะถามเพื่อนให้เพื่อนติวให้ หรือไม่ก็ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตเอง แล้วก็อ่านหนังสือเองค่ะ

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ลุยๆ สบายๆ

หนูเข้ากับคนง่าย ถ้าได้สนิทกันหนูจะพูดเก่ง ฮาๆ ซุ่มซ่าม โก๊ะๆ แต่ถ้าไม่สนิทหนูก็จะเฉยๆ ขี้อาย แล้วเพื่อนๆ ชอบเรียกว่าเหม่ง เพราะเราหัวเหม่งๆ โก๊ะๆ

เล่นกีฬาก็สวยเหมือนกัน

สไตล์การแต่งตัว

เสื้อยืดกางเกงยีนส์ค่ะ (หัวเราะ) ก็ง่ายๆ สบายๆ ลุยๆ ก็มีคนบอกนะคะว่าทำไมไม่แต่งตัวหวานๆ บ้าง แต่หนูอยากสบายๆ มากกว่า มันแล้วแต่อารมณ์ด้วยค่ะ บางวันนึกอยากแต่งตัวสวย บางวันก็ใส่เสื้อผ้าแบบสบายๆ

สัตว์ที่เกลียด

เกลียดหนอนนกที่มันยั้วเยี้ยๆ คือเห็นก็ไม่ได้เลย กลัว แล้วก็ไม่ชอบแมลงสาบ คือหนูเคยเจอมันไปอยู่ในห้องน้ำโรงเรียน หนูก็ไม่กล้าเข้าห้องน้ำเลย เคยโดนมันไต่มาที่ข้อเท้า ตอนนั้นกรี๊ดลั่นเลยค่ะ

มุมน่ารัก ในชุดนักเรียน

ฝากเทคนิคในการเรียนไปถึงเพื่อนๆ หรือน้องๆ สักหน่อย

อยากยกตัวอย่างให้ฟังค่ะ อย่างเช่น การเรียนวิชาเคมี ก็จะมีการท่องตารางธาตุ แล้วครูเขาให้เวลาแค่อาทิตย์เดียว บอกวันจันทร์แล้วต้องมาท่องสอบในวันศุกร์ ช่วงเที่ยง หนูก็ตั้งใจท่องเลย เวลาเรียนจบคาบแต่ละวิชาก็จะหยิบมาท่อง กลับบ้านไป ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็หยิบมาท่อง อาทิตย์นั้นชีวิตจะอยู่กับตารางธาตุตลอด เข้าห้องน้ำก็ท่อง กินข้าวก็ท่อง แล้วก็ทำให้หนูประสบความสำเร็จ คือ หนูท่องได้คนแรกในห้องค่ะ ภูมิใจมาก (ยิ้มหวาน) เพราะเรามุ่งมั่นมากๆ และใส่ใจกับมันอย่างมากที่สุด เราก็เลยทำได้

ที่ผ่านมาตอนที่หนูเรียนอิงลิชโปรแกรม หนูไม่ค่อยชอบ ไม่ได้ตั้งใจกับมันเท่าไร ผลสอบเกรดเฉลี่ยรวมหนูก็ไม่ดีเท่าไร ได้มาสามกว่า แต่ก็ไม่ภูมิใจ เพราะเราคิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านั้น นั่นคือทำให้เรารู้ตัวว่าถ้าไม่ตั้งใจ ก็จะทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ ถ้าอยากทำให้ได้ ต้องตั้งใจและมุ่งมั่นกับสิ่งนั้นจริงๆ ค่ะ

สวยน่ารัก ใสๆ

สวยเริดในชุดลำลอง

ที่มาภาพบางส่วน : Varisara FC

 

แด่คุณ ผู้มีปมด้อย

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/533883

โดย Dr. POP 21 ต.ค. 2558 15:05

 

“เฮียครับ ผมไม่ไหวแล้ว” น้องชายคนหนึ่งในแก๊งผมโทรมา เสียงสะอื้นเจ็บปวด

“มึงเป็นไร ใจเย็นๆ ครับ”

“ผมทะเลาะกับแฟนมา ผมหึงที่เขาไปคุยกับผู้ชาย เขาก็ด่าผม งอนผม ไม่คุยกับผมเลย ไอ้นั่นมันหล่อ มันขาว มันดูดี มันเคยบอกผมบ่อยๆ ว่าผมดำ ผมไม่หล่อเหมือนคนอื่น ผมผิดหรือเฮียที่เกิดมาดำ ไม่ดูดีแบบมัน” ไอ้น้องชายเริ่มเกรี้ยวกราด “ผมคบกับแฟนมาหลายคน ก็โดนทิ้งเพราะเขาไปเจอคนใหม่ ที่ขาวกว่า หล่อกว่า เพื่อนๆ ก็ชอบล้อผมว่าไอ้ดำ อยู่ในโรงเรียนไม่เคยมั่นใจเลยเฮีย เฮียบอกผมทีเถอะครับ ผมจะทำยังไงให้ตัวเองขาวได้บ้าง ผมอยากขาวเร็วๆ อยากหล่อ อยากเป็นที่รักของทุกคน ผมไม่อยากเป็นไอ้ตัวอัปลักษณ์อย่างนี้ ผมรับชีวิตตัวเองไม่ไหว”

แล้วมันก็ปล่อยโฮอย่างเศร้าโศก

“เฮียมีอะไรจะแนะนำมึง เล็กๆ น้อยๆ แหละ มึงอยากฟังไหม”

“ครับเฮีย”

“เฮียจะบอกว่าปัญหาที่มึงเจออะนะ เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเลย เป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเจอ ที่อเมริกาเรื่องสีผิวนี่หนักหน่วงมาก แม้แต่เฮียก็เคยโดนแหละ ตอนเรียนอะนะ เฮียผิวดำเมี่ยมเลย เพื่อนก็ล้อเฮีย ไอ้ดำๆ ถ้าถ่ายรูปหมู่นะ เพื่อนก็จะแซว เอาไอ้ป๊อบมาอยู่หน้าจะได้โดนแฟลช ตอนนั้นเฮียโคตรหดหู่เลย เคยไปหาครีมมาใช้ก็ไม่ได้ผล เฮียเคยถึงขนาดเก็บเงินไปขัดผิวห้าพันบาท กลับมาโดนแดดดำกว่าเดิมอีก เคยซื้อสารพัดครีมมาใช้จน สิวเพียบ! เพียบแบบไม่มีพื้นที่ให้ขึ้น พอเครียด เฮียก็ตะบี้ตะบันกิน จนหนักกว่าเจ็ดสิบโล จนเพื่อนทัก ‘มีห่วงยางด้วย’ เฮียโดนมาหมดครับ ทั้ง ไอ้ดำ ไอ้สิว ไอ้อ้วน”

“เฮียโดนหนักกว่าผมอีก…”

“แต่แล้วเรื่องมันก็มาถึงจุดเปลี่ยน” ผมเน้นเสียงอย่างให้ความสำคัญ “พอเฮียเริ่มมีผลงาน มีรายได้ ความมั่นใจมันก็มา เดินไปไหนคนทักทาย ชื่นชอบเรา จิตใจเราก็เบิกบานจากข้างใน ส่งผลให้หน้าตาเราดูมีความสุขอิ่มเอมเสมอเลย ถึงเฮียจะสีผิวดำมาก ไม่ได้เจิดจ้า แต่ก็มีงานชุกตลอดสิบสามปีเลย ไปงานไหนก็ทำให้คนมีความสุขได้งานนั้น เฮียยอมรับว่าโตขึ้นมันก็ต้องมีการดูแลตัวเองบ้าง แต่เฮียก็คงไม่สามารถขาวได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ซึ่งเฮียก็ไม่เคยเดือดร้อนอะไรกับมันเลย เพราะเฮียรู้ว่าปมด้อยต่างๆ ในชีวิตเรา ไม่สามารถแผลงฤทธิ์ หากเราปรับทัศนคติชีวิต

“ยังไงครับเฮีย?”

“ถ้าเรารัก เราภูมิใจในตัวเอง จิตใจมันก็จะเบิกบาน รอยยิ้มแห่งความสุขที่จริงใจจะเผยออกมาบนหน้าเราอย่างไม่ต้องเสแสร้ง และเป็นหนทางให้ความรักความสำเร็จหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ดูพวกคนดังอย่าง บารัค โอบามา, บียอนเซ่, แซมูแอล แจ็คสัน ซิ คนพวกนี้เขาก็ไม่ได้ขาวอะไร แต่ความเก่ง ความสามารถ ความมั่นใจ ทำให้พวกเขาเฉิดฉายได้ นั่นเพราะพวกเขาภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็นไงครับ”

ผมพูดต่อ

“มนุษย์เป็นในสิ่งที่เขาเชื่อ เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นแบบไหน เขาก็เป็นแบบนั้น ถ้าเขาเชื่อว่าเขาเจ๋ง เขารวย เขามีสเน่ห์ เขาก็จะสมหวัง แต่เคล็ดลับคือต้องเชื่ออย่างแรงกล้า แล้วคำพูดสบประมาทจากใครก็ทำร้ายเราไม่ได้เลย ใครจะล้อเลียนอะไรเรา ปล่อยเขา มันเป็นปัญหาทางจิตของเขา”

“ตามทฤษฎีจิตวิทยามนุษย์ ระบุชัดเจนแล้วครับว่า คนที่ชอบล้อเลียนคนอื่น เพราะชีวิตเขาเองก็ไม่ได้ดีอะไรมากมายนัก เขาอาจไม่เคยประสบความสำเร็จ มีปมส่วนตัวที่เลวร้าย หรือ เขาอาจจะไม่พึงพอใจในบางส่วนของร่างกายตัวเอง เขาจึงพยายามทำร้ายคนอื่นให้จมดิ่งทุกข์ใจเหมือนเขา ถ้าเราเดือดร้อน ก็คือเราติดกับเขา แต่ถ้าเขาล้อมาแล้วเงียบซะ เขาก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าคันปากมากก็ลองแย๊บไปสั้นๆ ว่า ​‘ขอบใจที่ล้อกูนะ ดีใจที่มึงให้ความสำคัญกับกูมาก แต่คือกูภูมิใจจริงๆ เลย ที่เกิดมาเป็นแบบนี้แล้วไม่เคยดูถูกใคร พ่อแม่กูสอนมาแบบนี้อะ’ ก็คงจะทำให้เขาหุบปากไปได้นาน แต่เฮียแนะนำว่าเงียบไปเหอะ ยิ้มไป ถ้าเขารู้สึกว่าทำร้ายมึงไม่ได้ เดี๋ยวเขาก็เลิก”

มันเริ่มหัวเราะออก ผมพูดต่อ

เคล็ดลับพลิกปมด้อยให้กลายเป็นปมเด่น จะสีผิวอะไร หน้าตาแบบไหน ก็ยอมรับมัน ภูมิใจกับมัน แล้วให้อภัยคนที่คิดทำร้ายเรา จากนั้น ตั้งใจทำสิ่งดีๆ เพื่อตัวเอง วันใดมึงเก่ง มึงได้ดี ความมั่นใจ ความภูมิใจจะทำให้มึงดูดีขึ้นมาเองไม่ว่าจะสีผิวใด รูปร่างหน้าตาแบบไหน ทุกคนล้วนสวยงาม อย่าทำลายความสวยงามนั้นด้วยทัศนคติลบที่มีต่อตัวเอง ถ้าเราเจ็บปวดเพราะถูกล้อเลียน ถูกข่มเหง นั่นเพราะเราอ่อนแอเอง หากเราภูมิใจในตัวเอง ใครหน้าไหนก็ทำร้ายเราไม่ได้ แล้วถ้ามึงต้องเสียใครไป เพราะเขารับสีผิว หรือรูปร่างหน้าตามึงไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะครับ นั่นคือหลักฐานที่แสดงว่าคนเหล่านั้นรักมึงเพียงเปลือกนอก อย่าพกติดตัวให้ชีวิตมีมลทินเลย เอาเวลาไปให้คนที่เขารักเราด้วยใจเถอะ ถ้าใครรักเราจริง สิ่งที่เรียกว่า สีผิว น้ำหนัก รูปร่าง หน้าตา จะไม่ใช่ปัญหาของเขา”

นี่คือเรื่องราวของน้องชายผมที่เคยตกเป็นเหยื่อของคำว่า “ปมด้อย” ผมเชื่อคุณเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ หลายคนเสียศูนย์ ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ดังนั้น ผมขอฝากถึงคน 3 ประเภท

1. แด่คนที่ชอบล้อเลียนปมด้อยคนอื่น

หากคุณคิดว่าการกระทำแบบนี้น่าสรรเสริญ ดูดี มันทำให้คุณดูเจ๋งมาก ก็จงทำต่อไป เพราะผมไม่อาจบังคับต่อมสำนึกของใครได้ แต่คุณก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าที่คุณล้อเลียนคนอื่น เพราะลึกๆ คุณเองก็มีปมด้อยในใจเหมือนกัน คุณแค่พยายามกลบเกลื่อนมันด้วยการทำร้ายคนอื่นก็เท่านั้น จงจำไว้นะ คุณไม่เคยเป็นผู้ชนะ ไม่เคยน่าเชิดชู คุณแค่อ่อนแอเกินกว่าจะจมอยู่กับความด้อยของคุณเพียงลำพัง คุณแค่พวกเรียกร้องความสนใจ เพื่อชดเชยความไม่เอาไหนในตัวเอง ถ้าคิดว่าดีทำต่อไป

2. แด่คนรอบกายคนที่ถูกล้อเลียน

หากคุณรักเขาจริงก็จงให้กำลังใจ พยายามดึงความสามารถด้านดีของเขาออกมา ให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีดี มีความน่าภาคภูมิใจ เขาจะรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีด้านที่สวยงามเคียงข้างเขาอยู่ เขาจะรักตัวเองขึ้น

3. แด่คนที่ถูกล้อเลียน

ถ้าคุณ “ภูมิใจและรักในตัวเอง” เสียอย่าง ใครก็ทำร้ายคุณไม่ได้ คุณจะมาหวังให้คนอื่นเขาคอยปลอบคุณไปตลอดไม่ได้หรอก อย่าทำตัวอ่อนแอให้มาก คุณไม่ได้ว่างขนาดนั้น หัดฮึดสู้ซะบ้าง ถ้าคุณได้ดี คุณก็รู้สึกดี คนที่คุณรักก็รู้สึกดี มันเจ๋งใช่ไหมล่ะ?

คนเราจะดูดีหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับวิถีการมองตัวเองของเรา
จงพลิกปมด้อยเป็นปมเด่น รักในสิ่งที่ตัวเองเป็น
แล้ว รักดีๆ สิ่งดีๆ คนดีๆ จะเข้ามาหาเราเอง

ปล. 1 บทสนทนานี้เกิดขึ้นจริง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2015 ที่ผ่านมา
ปล. 2 วันนี้น้องชายผมรู้สึกดีกว่าเดิมแล้ว มันตกลงใจว่าจะปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปเงียบๆ เพราะรู้สึกรักตัวเองมากขึ้น และรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องง้อคนที่ไม่เห็นค่าของมันมากพอ
ปล. 3 ผมได้ขออนุญาตเขาก่อนนำเรื่องเหล่านี้มาลงแล้ว

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : www.twitter.com/drpoppop
Dr.Pop Ig & Line : @drpoppop

Dr. POP

 

หนี่ฮ่าว พราวเสน่ห์! ‘ออมสิน พริมมากรณ์’ สาวเอกจีนหน้าหวานแห่งรั้วศิลปากร

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/531380

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ต.ค. 2558 06:05

 

สมัยนี้จะเลือกทำงานด้านไหน ก็มักจะต้องมีเรื่องความสามารถทางภาษาเข้ามาเป็นตัววัดด้วยเสมอ จึงไม่น่าแปลกใจว่าในรั้วมหาวิทยาลัย น้องๆ นิสิตนักศึกษาบางกลุ่ม เขาก็ทุ่มเทเรียนเรื่องภาษาอย่างเอาจริงเอาจัง

หนึ่งในนั้นคือ ออมสิน พริมมากรณ์ ศิลปีโยดม สาวหน้าหวาน ตัวเล็ก ผมยาว ที่หลงใหลในเสน่ห์ของภาษาเข้าอย่างจัง จนทำให้เธอตัดสินใจเลือกเรียนเกี่ยวกับภาษาจีน วันนี้ สวัสดี…แคมปัส จะพาไปทำความรู้จักสาวสวยคนนี้ให้มากขึ้น พร้อมแล้วตามมาเลย

แนะนำตัวหน่อยจ้า

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชื่อ ออมสิน พริมมากรณ์ ศิลปีโยดม นะคะ อายุ 20 ปี ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ เอกเอเชียศึกษา ภาษาจีน มหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ

น่ารัก เรียนดี ขยัน

ทำไมเลือกเรียนคณะนี้


ช่วงจะเอนทรานซ์ ก็ลังเลอยู่ ตอนแรกอยากเรียนคอมพิวเตอร์กราฟิก แล้วก็ชอบภาษา อยากเรียนภาษาด้วย ก็มาชั่งใจคิดดูว่าอันไหนดี แล้วที่บ้านเขาก็ตามใจเราอยู่แล้ว คิดไปคิดมา โอเค ภาษา มันน่าจะเป็นสิ่งช่วยเราต่อยอดไปในสายงานที่หลากหลายมากกว่า เหมือนว่าเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำงานอะไร เขาก็จะเน้นภาษาเป็นหลัก ก็ตัดสินใจว่าเรียนด้านภาษาไปก่อน แล้วถ้าสนใจอะไรมากเป็นพิเศษ อาจจะไปเรียนเพิ่มเติมทีหลัง

ทำไมต้องภาษาจีน


หนูมองว่าสมัยนี้มันเป็นยุคของการลงทุน แล้วมีต่างชาติเข้ามาลงทุนในบ้านเราเยอะ แล้วคือในเอกเอเชียศึกษามันจะมีให้เลือกเรียน 3 ภาษาคือ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น หนูก็คิดว่าเกาหลียังไม่ใช่แนว ก็ตัดไป เหลือจีนกับญี่ปุ่นที่รู้สึกว่ามันสำคัญในการพูดคุยทางธุรกิจ เพราะนักลงทุนส่วนมากเป็นชาวจีนกับญี่ปุ่น ก็เลยเลือกจีน เพราะภาษาจีนมันเป็นรากฐานของหลายๆ ภาษา ถ้าจะเรียนญี่ปุ่น ก็สามารถต่อยอดไปได้ เพราะภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่นมีรากเดียวกันอยู่แล้ว

สวัสดีค่ะ ออมสินนะคะ

เรียนยากไหม

ยากมาก (หัวเราะ) อักษรศาสตร์นี่หินเลยล่ะ อย่างที่หลายคนทราบว่า ในประเทศไทยมีคณะอักษรศาสตร์อยู่แค่ 2 มหาวิทยาลัย คือ จุฬาลงกรณ์และศิลปากร หนูก็รู้สึกภูมิใจนะคะที่ตัวเองเข้าคณะนี้มาได้

วิชาบังคับอย่างภาษาอังกฤษก็ต้องเรียนด้วย จริงๆ ตอน ม.ปลาย หนูก็เรียนสายศิลป์คำนวณมา ก็เน้นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะยากมาก แต่พอมาเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยมันยากมาก ทำไมยากขนาดนี้ ยิ่งช่วงสอบ Listening จะเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงคนอินเดีย คนญี่ปุ่น เอามาให้เราสอบ แบบ…ฟังยากค่ะ นั่งนิ่งกันหมดทั้งห้อง ทุกคนบ่นว่ายากหมด

จ๊ะเอ๋! ทุกคน

ภาษาจีนก็ยากอีกเหมือนกัน แม้ว่ามีพื้นฐานมาบ้าง แต่พอเข้ามาเรียนจริงๆ มันจะต้องจำศัพท์เยอะมากๆ เราต้องเขียนเป็น อ่านออก พูดได้ อย่างภาษาไทยบางคำเรายังมีเขียนผิดเลย แล้วยิ่งภาษาจีนมันเป็นขีดๆ ต้องเรียงลำดับการขีดแต่ละเส้นให้ถูก ถ้าขีดผิดสักขีดหนึ่งก็ไม่รอด เขียนผิดไปเลย

ขนาดอยู่ปี 3 แล้ว แต่ก็ยังต้องคัดตัวจีนทุกวัน เพื่อไม่ให้ลืม เวลาอ่านภาษาจีนบางคำ เราก็อ่านออกนะ แต่พอนึกว่ามันเขียนยังไงบางทีก็นึกไม่ออกก็มีค่ะ คือลืมไปแล้ว ยากตรงนี้แหละค่ะ

เทคนิคการจำ / การเรียน

ต้องขยันคัดคำจีนบ่อยๆ สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาเลย ก็ต้องอ่านให้เยอะ เตรียมอ่านหนังสือตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ว่ามาอ่านช่วงจะสอบ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะจำได้ทุกตัว อย่างเทอมนึงเรียน 10 บท เวลาสอบมิดเทอมก็จะสอบ 5 บท ซึ่งแต่ละบทจะมีคำศัพท์เยอะมาก บทละ 40-50 ตัวขึ้นไป ก็ต้องแบ่งเวลาอ่านมาดีๆ เขียนศัพท์จนจำได้ทุกคำ เทคนิคของหนูคือ คัดบ่อยๆ ซ้ำๆ จนเราชัวร์ว่าบทนี้เราจำได้แล้วแน่นอน ก็ค่อยขยับไปอ่านบทต่อไป ยิ่งช่วงใกล้สอบจะคัดวันละ 1 บท ให้จำให้ได้ ตอนนี้เกรดเฉลี่ยก็อยู่ที่ 3.08 ค่ะ

เรียนเอกจีนต้องขยันท่องจำเป็นพิเศษ

เป็น Costume ประจำคณะ


หนูชอบทำกิจกรรมด้วย ที่มหาวิทยาลัยจะมีรับน้องรวม คือทุกๆ คณะจะมารับน้องร่วมกันที่วิทยาเขตสนามจันทร์ เราเป็นรุ่นพี่ก็ต้องช่วยงานของคณะ ซึ่งคณะอักษรศาสตร์จะโดดเด่นเรื่องของ เชียร์ลีดเดอร์ ที่แปลกกว่าที่อื่นๆ

อย่างคณะอื่นจะต้องแต่งชุดเหมือนกัน ออกมาเต้นเหมือนกัน แต่ของเราจะทำเหมือนละครเวที เชียร์ลีดเดอร์แต่ละคนจะแต่งตัวไม่เหมือนกัน แต่ละคนจะมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง แต่มาโชว์ในธีมเดียวกัน สมมติว่าธีมคือ มหาสมุทร แต่ละคนก็จะต้องแต่งตัวเป็นปลา นางเงือก ปลากระเบน ปู กุ้งหรืออะไรที่แตกต่างกันไป

ยิ้มหวานให้ทุกคน

แล้วชุดของลีดเดอร์เราจะทำมือขึ้นมาเอง ไม่ได้เช่าหรือซื้อใหม่ หนูเองก็จะอยู่ฝ่าย Costume ออกแบบชุดและตัดเย็บ ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก หนูเป็นคนชอบวาดรูปอยู่แล้วด้วย ก็เข้าทางเลย

มันสนุกตรงที่เราทำงานตั้งแต่ 3 ทุ่มยัน 7 โมงเช้าของอีกวัน แล้วต้องไปเรียน 8 โมง มันดูเหมือนว่าต้องอดหลับอดนอน แต่เป็นประสบการณ์ที่มันสุด มันต้องทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วรู้สึกดี ได้รู้จักรุ่นน้องรุ่นพี่ สนิทสนมกันมากขึ้น ได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้ฝึกการสื่อสารกับคนอื่น มีเพื่อนเยอะขึ้นด้วย มันก็แฮปปี้ค่ะ

มุมเก๋ๆ

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว


จริงๆ ส่วนตัวก็เป็นคนร่าเริง สดใส ยิ้มเก่ง คุยเก่งเวลาที่อารมณ์ดี แต่ถ้าช่วงที่อารมณ์ไม่ดีก็จะเงียบไปเลย ไม่พูดอะไรกับใครเลย ถ้าอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ ที่สนิทกัน หนูจะชอบแกล้งเพื่อน (หัวเราะ) คือในแก๊งของหนูจะมีเพื่อนสาว (เพศที่สาม) เราก็ชอบไปแกล้ง ไปแซวเค้า เราก็จะดูแมนที่สุดในกลุ่ม (หัวเราะ) แล้วก็เป็นคนง่ายๆ ลุยๆ ค่ะ

บุคลิกหวานๆ แต่ชอบเที่ยวลุยๆ


หนูชอบเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์มากๆ ค่ะ ชอบทำกิจกรรมโน่น นั่น นี่ สมมติว่าไปทะเล จะไปแค่เดินถ่ายรูปที่ชายทะเลเฉยๆ หนูรู้สึกว่ามันไม่สุดอะค่ะ มันต้องมีดำน้ำ เล่นเจ็ตสกี ไปตกหมึก หรืออะไรที่ต้องได้ทำมากกว่านั้น เหมือนเราไปเที่ยวแล้ว เราก็ต้องซึมซับประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด

หน้าหวานแบบนี้ แต่ชอบแกล้งเพื่อน

อย่างเดินป่า ปีนเขา ก็ชอบนะคะ มีช่วง ม.ปลาย หนูเคยไปเที่ยวที่ประจวบฯ มันจะเป็นเหมือนค่ายทหาร ไปกับทางโรงเรียน แล้วมันจะต้องมีปีนหน้าผา โอ้โห…สนุกมากกก (ลากเสียง) ชอบแบบนี้ค่ะ แล้วก็มีไปเที่ยวกาญจนบุรี แล้วเราก็ไปขับเจ็ตสกีกัน เพื่อนสาวก็ไม่กล้าขับ หนูก็เลยขับเองแล้วเพื่อนนั่งซ้อนข้างหลัง ขับๆ ไปหนูก็เหวี่ยงเพื่อนลงน้ำ เพื่อนก็กรี๊ดเลยแล้วตังค์ก็ร่วงลงไปด้วยสองพัน แล้วหนูก็บอกให้เพื่อนกระโดดลงไปงมขึ้นมา เพื่อนก็ไม่กล้า แล้วก็งอนบอก ไม่นั่งกับหนูแล้ว (หัวเราะ)

เคยมีไปเดินป่าที่ภูกระดึง แล้วล่าสุดก็เพิ่งไปภูทับเบิกมา จริงๆ มันมีทางให้รถขับขึ้นไปนะคะ แต่มันก็ต้องเดินต่อด้วย จะบอกว่าทางชันมากแต่เราก็ลุยเลย เหนื่อยมาก เดินป่ายปีนขึ้นไปจนถึงยอด คืออยากไปดูวิวตรงนั้นให้ได้ ซึ่งพอขึ้นไปถึงแล้วก็วิวก็สวยมากๆ ค่ะ

สาวผมยาว ตัวเล็ก

วิธีดูแลตัวเอง

จริงๆ ไม่ใช่คนผิวดีมาตั้งแต่แรก เพราะชอบเล่นกลางแจ้งมาตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้น ก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น อย่างผิวพรรณก็จะเน้นเรื่องการทาครีมกันแดดให้สม่ำเสมอ สครับผิวเป็นประจำ และมีสูตรพอกผิวให้ผิวดูกระจ่างใส คือ ใช้น้ำมะขามเปียกผสมน้ำผึ้ง มะนาว แล้วก็พอกๆ ตัวทิ้งไว้ 30-60 นาที (ใบหน้าทิ้งไว้ 5 นาที) แล้วก็ล้างออก ทานพวกวิตามินซี คอลลาเจน และใช้เครื่องสำอางที่ปลอดภัยไว้ก่อน ส่วนพวกฉีดวิตามินผิวหรือกลูต้าไม่ทำ เพราะไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัย

น่ารัก สดใส ในชุดนักศึกษา

เคยหน้าพังมาเป็นปี

เคยมีประสบการณ์การซื้อครีมหน้าใสจากในเน็ต คือ ตอนนั้นเห็นเพื่อนหน้าใสมากเลยไปขอคำแนะนำ เขาก็แนะนำให้ใช้ครีมตัวนี้ ซื้อจากในเน็ต ตอนนั้นเราก็ไม่ค่อยรู้ เราก็เอามาใช้แล้วหน้าก็ใสจริง ใช้อยู่เป็นปี แต่ช่วงหลัง รู้สึกว่าแสบหน้ามากผิดปกติ โดนแดดแป๊บเดียวก็ไม่ได้ แสบมาก จนผิวลอก เลยลองไปหาข้อมูล ก็มีคนมาเมนต์ว่าครีมบางอย่างมีสารปรอทผสมอยู่ แล้วทำให้เกิดอาการแบบนี้ๆ เราก็เลยเอะใจ

แล้วมันมีวิธีทดสอบ คือ ให้เอาครีมนั้นมาปาดลงกับทิชชู แล้วเอาผงซักฟอกผสมน้ำให้ข้นๆ หน่อย แล้วหยดลงไปที่ครีม ถ้ามีสารปรอทครีมจะกลายเป็นสีน้ำตาล แล้วเชื่อมั้ยคะ หนูลองทำดู มันกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มมาก เข้มเหมือนสีใบไม้แห้ง หนูก็หยุดใช้ครีมนั้นไป แล้วปรากฏว่าหน้าเราสิวเห่อขึ้นเยอะมาก หน้าพัง คล้ำ หนูร้องไห้เลยนะ เพราะไม่เคยเป็นขนาดนี้ ต้องไปรักษาอีกเป็นปี กว่าจะหายดีเหมือนเดิม คือครีมพวกนี้อันตรายมากๆ อยากจะเตือนทุกคนให้ระวังค่ะ

มุมนี้ก็ดูดี

เกลียดแมลงสาบเป็นที่สุด


หนูเกลียดตอนมันบิน (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ เคยเจอไต่แล้วกรี๊ดเลย คือตอนนั้นอยู่หลังบ้าน คุณแม่ใช้ให้ไปหยิบของข้างหลังบ้าน เราก็ไปหยิบแต่เรามองไม่เห็นว่ามีแมลงสาบไต่ขึ้นมา ไต่จากขามาอยู่ที่เสื้อ จนไต่เข้าไปในเสื้อ เราก็กรี๊ดลั่นบ้านเลย กลิ่นก็เหม็นสาบมาก แล้วมันไต่ มันบิน โอ๊ย…สยองมากค่ะ

อาชีพที่ใฝ่ฝัน


แต่ก่อนจะมองแอร์โฮสเตสไว้ แต่ตอนนี้รู้สึกอยากทำงานเกี่ยวกับด้านการสื่อสาร การธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะว่าหนูชอบงานที่ได้ติดต่อสื่อสารลูกค้า ชอบคุยกับคนหน้าใหม่ๆ พบปะผู้คนเยอะๆ ได้ใช้ภาษาด้วย แล้วก็ได้ใช้สกิลเกี่ยวกับด้านธุรกิจด้วยค่ะ ก็รู้สึกว่ามันเป็นงานที่ท้าทายและก็น่าทำ

สดใสในสวน

ฝากถึงน้องๆ ในการเรียน


น้องๆ ที่สนใจเข้าคณะอักษรศาสตร์ อย่างแรกต้องบอกว่ามีเพื่อนที่เข้ามาพร้อมกันแล้วซิ่วไปหลายคนมาก เพราะว่ามันไม่ง่ายเลย เป็นการจำเยอะมาก แล้วยังเจอแขนงอื่นๆ เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม เข้ามาด้วย เรียนเยอะกว่าแค่ภาษาอย่างเดียว

ต้องเป็นคนที่ชอบจริงๆ ถึงจะมีกำลังใจที่จะเรียน อยากให้เลือกจากสิ่งที่เราชอบจริงๆ อย่าเลือกตามเพื่อน หรือเลือกเพราะพ่อแม่บอกมา เพื่อนเราหาใหม่ได้ ไม่ยาก แต่ที่ยากกว่า คือ การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยกับสิ่งที่เราเรียน เพราะว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด 4 ปี แล้วก็อาจจะไปจนถึงทำงานด้วย ถ้ามันเป็นสิ่งที่เรารัก เราจะสนใจมันเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้ามันไม่ใช่ เราจะไม่มีความพยายาม เราจะเหนื่อย จะท้อมากเป็นพิเศษ ก็อยากให้คิดไตร่ตรองดีๆ ค่ะ

ชื่อเล่นว่า ออมสิน เพราะคุณแม่อยากให้เก็บตังค์เก่งๆ

น่ารักในมุมสบายๆ

สวัสดีชาวแคมปัสทุกคนค่ะ

 

“ความจริงที่ถูกแบน”

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/532203

โดย Dr. POP 14 ต.ค. 2558 11:00

 

ผมเคยถามเพื่อนว่า “เฮ้ยมึง เวลาสูบบุหรี่อ่ะ รูปน่าเกลียดๆ บนซองมันช่วยให้มึงอยากเลิกสูบมะ?”
สิ่งที่มันตอบคือ “ก็กลัวอยู่นะ แต่ก็เลิกสูบไม่ได้”
…จนหลายปีต่อมา เมื่อมันมีลูก มันก็เลิกดูดบุหรี่ได้หน้าตาเฉย
“กูแค่อยากทำสิ่งดีๆ เพื่อคนที่กูรักว่ะ” มันบอก

ผมเชื่อนะว่าสิงห์นักสูบหลายคนมีความรู้สึกอยากเลิกอยู่ในจิตใต้สำนึกลึกๆ จากภาพอันตรายบนซองบุหรี่ หรือจากความรู้เรื่องโทษของบุหรี่ตามสื่อต่างๆ เพียงแต่พวกเขากำลังรอโอกาสที่เหมาะสมก็เท่านั้น ซึ่งก็ต้องขอบคุณสื่อทุกแขนงที่กล้า “เปิดเผยความจริง” ทำให้เกิด “การรับรู้ วิเคราะห์ กระทำ และผลลัพธ์” ที่ชัดเจนกับสาธารณชน ซึ่งนั่นทำให้เราหลายคนงงว่า

ทำไมภาพยนตร์ที่กล้าตีแผ่ความจริงด้านมืดของสังคมถึงถูกแบน?

ทั้งที่หนังแบบนี้พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้นจริงในวงการศาสนาทำไมไม่ควรฉาย? ผมเข้าใจการตัดสินใจของหลายคนที่เห็นว่าเราไม่ควรตีแผ่เรื่องเหล่านี้เพราะเด็กๆ หรือบางคนอาจเอาเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี


ทำไมเราไม่คิดว่า “เปิดเผยความจริงให้พวกเขารู้ซิดี เขาจะได้รู้ว่าอะไรผิดถูกแล้วแก้ไขกันไป” ล่ะ?

ผมเชื่อว่าตอนนี้ก็มีพระมีเณรไม่น้อยหรอกที่ทำผิดศีลธรรมขัดหลักศาสนาอยู่ การที่หนังแบบนี้ออกมาผมว่ามันกลับเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทำให้พวกเขาตระหนักว่า “สังคมรับรู้และจับตามอง” อันจะส่งให้คนผิดละอายต่อสิ่งที่ทำ ระวังไม่ให้ผิดศีลด้วยซ้ำ ยิ่งกับคนที่เป็นประชาชนทั่วไปก็ยิ่งดีใหญ่ ลูกหลานจะได้รู้ว่าถ้าทำผิดพระวินัยจะได้รับผลกรรมยังไง

แม่ผมเคยให้ผมอ่านหนังสือ “เที่ยวแดนนรก” ตอนเด็ก มันเป็นเต็มไปด้วยภาพวาดสุดสยองของคนที่ทำผิดแล้วถูกลงทัณฑ์ในนรก เช่น คนมากชู้หลายเมียหลายผัวจะถูกจอบฟันไอ้จ้อนขาดแล้วให้หนูแทะชอนไชไปในแผล พวกฉ้อราษฎร์บังหลวงจะถูกจับเลื่อยตัวเป็นสองท่อน พวกชอบนินทาด่าว่าใส่ร้ายคนอื่นสนุกปากจะโดนตัดลิ้นแล้วเจาะเหล็กร้อยกรามแขวนไว้กับราว ผมอ่านแล้วกลัวจนไม่กล้าทำผิดศีลหลายๆ ข้อ นรกสวรรค์มีจริงหรือเปล่าเราไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยคำสอนนั้นก็ป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมายอันจะนำไปสู่บทลงโทษที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ซ้ำเมื่อได้เห็นเหล่าอาชญกรรับโทษเหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ยิ่งตอกย้ำให้เราหลีกเลี่ยงทำผิดเข้าไปใหญ่ นี่แหละคือการสอนแบบเอาความจริงและผลของการกระทำมาตีแผ่ให้ดูกันโต้งๆ จนสร้างจิตสำนึกได้

แทนที่จะกลัวคนเห็นความจริงด้านมืดของสังคม ลองคิดว่า “ดีเสียอีกที่ทำให้พวกเขาเห็นด้านมืดที่แท้จริง จะได้รู้ว่าไปทางสว่างไปทางไหน” ดีไหมครับ?

 

มันถูกต้องที่จะบอกว่า “สื่อมีส่วนต่อพฤติกรรมมนุษย์” แต่ก็ต้องยอมรับว่า “มันไม่ใช่ทั้งหมด” และ “คนส่วนมากไม่ได้เป็นทาสของสื่อขนาดนั้น” คนไทยเป็นชาติที่ฉลาดครับ เราคิดเป็น แยกแยะเป็น อาจจะมีคนบางส่วนที่แยกแยะไม่ได้ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสอนให้ทุกคนคิดตรงกันหมดได้ ไม่งั้นเด็กทั้งประเทศคงกลายเป็นนักเรียนโอลิมปิกกันไปหมดแล้ว ทว่าถ้าลองสังเกตกัน ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องไม่ดีของสังคมไทยออกมา มันก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่ตระหนักถึงความถูกต้องใช่หรือไม่? เวลามีข่าวฆ่ากันตาย คนส่วนมากรู้ว่าไม่ดี เขาก็ไม่ทำตาม เพราะทำแล้วโดนจับ เขาก็มีสำนึกกัน ด้านมืดของสังคมที่ถูกเปิดเผยไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียเสมอไป มันคือวัคซีนที่ใช้สร้างภูมิต้านทานในใจคนด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น เปิดเผยความจริงให้คนรับรู้เพื่อไปวิเคราะห์สร้างภูมิต้านทานชีวิตกันเองดีไหมครับ?

การรับรู้นำไปสู่การวิเคราะห์ ต่อด้วยการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ สุดท้ายคือผลลัพธ์ ไม่ว่าผลลัพธ์จะดีหรือร้ายล้วนทำให้มนุษย์เติบโตอย่างมีบทเรียน ดีกว่าไม่ได้รับรู้อะไรแล้วเติบใหญ่แบบคนหลงทาง เหมือนรูปภาพอันตรายบนซองบุหรี่นั่นแหละ มันอาจไม่ได้ทำให้นักสูบเลิกสูบได้ทันทีทันใด แต่อย่างน้อยมันก็ปลูกทัศนคติบางอย่างลงในจิตใต้สำนึกพวกเขา และผมยังเชื่อว่ามันทำให้หลายคนขยาดที่จะลองสูบบุหรี่เช่นกัน เพราะเขาเห็นชัดเจนแล้วว่าผลลัพธ์ของการกระทำนั้นจะลงเอยยังไง การเปลี่ยนแปลงในด้านที่ดีต่างๆ ของประเทศไทยก็เกิดขึ้นจากการเปิดเผยด้านมืดให้สังคมตื่นตัวไม่ใช่หรือ? แล้วใยเราจึงดิ้นรนหาหนทางปิดบังปัญหาที่มีอยู่ล่ะ?

หยุด “แบน” เพื่อหลบซ่อน เพราะการเผยแพร่ความจริงเพื่อ “สอน” ได้ผลกว่า

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter : www.twitter.com/drpoppop
Dr.Pop IG & Line : @drpoppop

Dr. POP

 

สาวน้อยนัยน์ตามุ่งมั่น ‘ปิงปอง เวธกา’ ดาวจรัสแสงแห่ง มจพ.

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527857

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ต.ค. 2558 06:05

 

ฝนฟ้าเริ่มลาเมืองกรุงไปบ้างแล้ว แทนที่ด้วยอากาศแสนสดใสเพื่อต้อนรับสุดสัปดาห์แห่งความสุขของใครหลายๆ คน จะยิ่งสุขมากขึ้นไปอีก เพราะวันนี้เราพาเหล่านิสิตนักศึกษาน่ารักสดใสมาฝากกันเช่นเคย

สวัสดี…แคมปัส สัปดาห์นี้ จะพาไปทำความรู้จัก ปิงปอง เวธกา เพ็ชรสุข สาวมากความสามารถประจำสาขาสถิติประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ทั้งเรียนดี และยังเป็นนักกิจกรรมตัวยง

ที่สำคัญเธอเพิ่งจะแจ้งเกิดสดๆ ร้อนๆ ด้วยการคว้าตำแหน่ง รองมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ 2015 ติด 1 ใน 3 คนสุดท้าย แม้ว่าจะไม่ได้คว้าที่ 1 มาครอง แต่เธอก็ได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดต่อที่เวที Miss Global Beauty Queen ประเทศเกาหลีใต้ เร็วๆ นี้ด้วย ว้าว!

งั้นอย่ารอช้า ไปทำความรู้จักสาวเก่งคนนี้กันเลยดีกว่า

ติด 1 ใน 3 คนสุดท้ายเวทีมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ 2015

แนะนำตัวเองหน่อยจ้า

สวัสดีค่ะ ปิงปอง เวธกา เพ็ชรสุข นะคะ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาสถิติประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือค่ะ

เหตุผลที่เลือกเรียนสถิติประยุกต์

จริงๆ ตอนมัธยมเรียนสายวิทย์-คณิตมา ตอนแรกอยากเอนทรานซ์เข้าคณะเภสัชศาสตร์ แต่ว่าเราทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยอาจจะหัวไม่ถึงเภสัชฯ (หัวเราะ) ก็เลยมาเรียนสถิติค่ะ เพราะเป็นคนชอบด้านตัวเลขอยู่แล้วด้วย

เรียนคณะนี้ค่ะ

สถิติมันก็ไม่เชิงว่าเป็น Pure Math ซะทีเดียว ก็อาจจะมีตัวเลขเยอะ แต่นำหลักคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้นิดๆ หน่อยๆ ค่ะ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จัก และก็ไม่ค่อยคิดที่จะเรียน อาจจะเป็นเพราะว่ากลัวว่ามันจะยาก ซึ่งปองว่าเสน่ห์ของมันอยู่ที่ความยากนี่แหละ ปองชอบ มันท้าทายตัวเองค่ะ

วันเรียนชิลชิล

จบสาขานี้ ไปทำงานด้านไหน

จริงๆ แล้วสายนี้มันทำงานได้ทุกองค์กร ถ้าเปรียบเทียบกับวงการบันเทิง งานสายนี้ก็จะเข้าไปดูเรื่องตัวเลขเรตติ้ง เราเอามาประยุกต์ได้ เช่น อีกกี่ปีข้างหน้าตัวเลขเรตติ้งของช่องจะเป็นยังไง หรือถ้าเป็นองค์กรด้านการตลาดอื่นๆ ก็เหมือนเป็นการพยากรณ์ตัวเลขให้องค์กรล่วงหน้าได้ ว่าอนาคตข้างหน้า ยอดขายจะเป็นยังไง วางแผนคำนวณตัวเลขกำไรหรือยอดขาย จากข้อมูลจากหลายๆ ปีที่ผ่านๆ มา

เรียนยากไหม

ยากมากค่ะ ต้องอ่านหนังสือหนักมากกก… เพราะมันจะมีสูตรทางสถิติที่ต้องจำเยอะมาก มีฟังก์ชั่นนู่น นี่ นั่น เยอะแยะ แล้วก็เวลาสอบ ปองอ่านหนังสือล่วงหน้าเป็นเดือน ถ้าอ่านวันต่อวันเนี่ยไม่ทัน และอีกอย่างคือ เราตั้งใจ เกรดเฉลี่ยตอนนี้ก็อยู่ 3.00 ซึ่งปองดีใจมากที่เกรดตัวเองถึงสาม เพราะเราทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ทำงานข้างนอก แล้วก็เรียนไปพร้อมๆ กัน เราก็ลุ้นอยากได้เกียรตินิยมไปให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจอีกหนึ่งอย่าง(ยิ้มกว้าง)

สวยใสในชุดนักศึกษา

เทคนิคการจำ / การเรียน

เทคนิคการจำสูตรของปองคือ รอบแรกอ่านคร่าวๆ ก่อน อ่านให้ผ่านสายตา ต่อมาอ่านรอบสอง ก็ต้องอ่านพร้อมเลกเชอร์ไปด้วย ต้องจด ต้องขีดเน้นว่าตรงไหนสำคัญ และอ่านรอบที่สาม คือ ต้องฝึกเขียนสูตร แบบไม่ดูหนังสือ เขียนบ่อยๆ ทั้งเขียนทั้งพูดจนเราชินและจำได้ ซึ่งมันได้ผลนะคะ

และอีกอย่างต้องมีความพร้อมก่อน ใจเราต้องสู้ก่อน มันถึงจะทำได้ ต่อให้เราเขียนไปกี่ล้านรอบแต่ถ้าร่างกายเราไม่ไหว ใจเราไม่พร้อม มันก็ไม่ไหว แล้วเวลาไปสอบ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ กินให้อิ่ม แล้วก็แค่อ่านที่เราเลกเชอร์ไปนิดๆ หน่อยๆ ก็พอแล้ว

สวย ใส น่ารักไปอีก

นักกิจกรรมตัวยง

ตั้งแต่ปี 1 ก็เริ่มทำกิจกรรมเลย เริ่มจากประกวดเฟรชชี่ทั่วไป และหนูได้มีโอกาสรับคัดเลือกให้เป็น ผู้อัญเชิญพระมหามงกุฎ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย เป็นพระมหามงกุฎของพระจอมเกล้า โดยงานที่จะต้องอัญเชิญมี 2 งาน คือ งานถวายสัตย์เป็นลูกพระจอมของเด็กปี 1 และอีกงาน คือ งานรับปริญญาของพี่บัณฑิต

อัญเชิญพระมหามงกุฎ

ภายในพิธี

และอีกอย่างคือถูกรับเลือกให้เป็น ดาวอะตอมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ก็คือทุกปีมันจะมีงานแข่งขันกีฬาวิทยาสัมพันธ์ อย่างปีที่หนูได้รับเลือกเป็นปีที่ 23 เจ้าภาพก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกว่าธรรมศาสตร์เกมส์

ทุกมหาวิทยาลัยที่มีคณะวิทยาศาสตร์จะต้องมาแข่งกัน มีการแข่งกีฬาหลายประเภท แล้วก็มีประกวด ดาว เดือน ดิน แล้วปองเองก็ได้ไปประกวดดาวอะตอม แล้วก็ได้ที่ 1 มา ซึ่งหนูภูมิใจมากได้เป็นดาวอะตอม (หัวเราะ)

ความสามารถอื่นๆ

เคยได้เป็นดรัมเมเยอร์ของคณะ และก็มีเล่นดนตรีไทยค่ะ ปองตีขิมได้ ฝึกเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตมาก็ฝึกเล่นอูคูเลเล่ค่ะ เอามาฝึกเล่นเองที่ห้อง เล่นเพลินๆ เวลาว่างก็หยิบมาฝึกเล่น

เป็นดรัมเมเยอร์ของคณะ

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว

ก็เหมือนนักศึกษาทั่วไปค่ะ ไปเรียน หลังเลิกเรียนก็จะไปเฮฮากับเพื่อน มีไปนั่งชิลตามร้านกาแฟบ้าง ถ้าช่วงเย็นๆ ก็ไปหลังมอ ไปนั่งร้านนม นั่งเม้าท์กันตามประสาเพื่อนผู้หญิง หรือไม่ก็ถ้าวันไหนมีกิจกรรมที่เราทำอยู่ เราก็ต้องไปซ้อมกิจกรรมตามที่นัดไว้

เทคนิคการดูแลตัวเอง

ผิวหน้าก็ต้องทำความสะอาดให้ดี เพราะเวลาเราแต่งหน้าเยอะๆ การเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดสำคัญมาก ถ้าทำความสะอาดไม่ดีก็จะเป็นสิวง่าย ส่วนเรื่องรูปร่างก็ต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ยิ่งตอนนี้ก็ต้องฟิตหุ่นมากกว่าเดิม เพราะเดือนหน้าก็ต้องไปประกวดต่อที่ประเทศเกาหลีด้วย

สวยเฉี่ยวแบบสาวมั่น

อาหารก็ต้องเลือกรับประทาน ปองจะทานพวกแป้งและไขมันให้น้อย แต่จะเน้นทานพวกผัก ผลไม้ แล้วก็มีกินวิตามินเสริมบ้าง แต่หนูไม่ชอบทานสลัดนะคะ แต่จะชอบทานน้ำพริกผักลวกมากกว่า หนูเรียกว่าเป็นซีซ่าร์สลัดไทย (หัวเราะ)

เกลียดกิ้งกือเป็นที่สุด

หนูเกลียดกิ้งกือมาก มีวันหนึ่งฝนตก อากาศชื้นๆ กิ้งกือก็ไต่ขึ้นมาบนบ้าน แล้วหนูไปเปิดประตูบ้านให้คุณแม่ อยู่ดีๆ ก็มีอะไรไม่รู้ตกมาใส่คอด้านหลัง จังหวะนั้นเรารู้สึกเหมือนยุบยิบๆ อยู่ที่คอ พอเอามือปัดมันก็ติดมาที่มือแล้วขามันก็ไต่ๆ สะบัดๆ ก็ไม่หลุด รู้สึกขยะแขยงมาก คือพอแล้ว พอเลยกับตัวนี้

เห็นรูปก็ไม่ได้ พูดถึงก็ไม่ได้เลย ขนลุกค่ะ มีครั้งหนึ่งเรียนๆ อยู่ ในหนังสือมันมีรูปกิ้งกือ เพื่อนก็เปิดใส่หน้าเรา เราก็รีบปิดไปเลย แล้วก็เคยโดนเพื่อนแกล้ง โยนกิ้งกือใส่เราจนร้องไห้มาแล้ว ก็เกลียดเพื่อนคนนั้นไปเลย

น่ารักในวันสบายๆ

อาชีพที่ใฝ่ฝัน

ก็อยากจะเป็นนักสถิติค่ะ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราเรียนมาเราก็อยากจะทำตรงนี้ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไร ก็ชอบงานในวงการบันเทิง อยากจะเข้าวงการบันเทิงค่ะ อยากเป็นนักแสดง จริงๆ ก็ร้องเพลงได้ด้วยค่ะ เพราะตอนเด็กๆ ช่วงปิดเทอมคุณแม่พาไปเรียนร้องเพลง เรียนเปียโน มาบ้าง

แบ่งเวลาเรียนและทำงาน

ปองเรียนปี 4 แล้ว ซึ่งเรียนหนัก แล้วก็ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังเตรียมตัวจะสอบมิดเทอม แต่หนูไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวมากเท่ากับคนอื่น หนูก็ต้องแบ่งเวลาตัวเองให้เป็น เวลาไหนที่เราว่างจากการทำงานอย่างนี้ เราก็ต้องรีบไปติว เวลาเรียนในห้องก็น้อยกว่าคนอื่นด้วย ก็จะมีเพื่อนและรุ่นพี่คอยติวให้

ได้รับเลือกให้เป็นผู้อัญเชิญพระมงกุฎ

น่ารักอีกมุม

เราต้องพยายามที่จะเข้าหาเขา อย่าไปรอว่าเขาจะมาช่วยเรา ต้องพยายามขวนขวายให้ได้มากที่สุด ช่วงสอบหนูก็ติวตั้งแต่เย็น จนข้ามวันไปอีกวัน ไม่ใช่ว่าเราจะหักโหมหรืออะไร แต่เวลาเราน้อย เราก็ต้องเร่งตัวเองนิดนึง

ฝากคำแนะนำถึงน้องๆ ในการเลือกเรียนต่อ

อยากจะบอกว่าเวลาเลือกคณะที่จะเรียนในมหาวิทยาลัย อยากให้เลือกจากสิ่งที่เราอยากเรียนจริงๆ ชอบจริงๆ อย่าไปตามเพื่อน อย่าคิอว่าอยากไปอยู่กับเพื่อนสนิท อยู่คนเดียวไม่ได้ หรืออะไรแบบนี้ เพราะมิตรภาพใหม่ๆ มันมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนถ้าเราวางตัวเป็น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็จะเจอเพื่อนที่ดี

สวย น่ารัก สดใส

อีกอย่างคือ กรณีที่พ่อแม่อยากให้เรียน ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้วก็ดีไป แต่ถ้าไม่ชอบก็ควรจะบอกกับพ่อแม่ตรงๆ อธิบายให้ท่านฟัง เพราะถ้าไปเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะทำออกมาไม่ดี เกรดไม่ดี ไม่มีความสุข บางคนก็ต้องเสียเวลาต้องซิ่วไปเรียนใหม่ ก็อยากให้ชัดเจนในความชอบและความถนัดของตัวเองค่ะ

ที่มาภาพ : IG pingpong_png, FB pingpong.bungearn

 

“เพราะคุณตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ ชีวิตเลยเสียศูนย​์”

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/530353

โดย Dr. POP 7 ต.ค. 2558 05:30

 

ผมเชื่อว่าคุณเคยตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ มันคือ “หายนะ” ที่คุกคามชีวิตเราหลายคน ผมก็เช่นกัน

วันก่อนขณะนั่งกินข้าวอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า
“นี่แก ฉันติดตามเพจดร.ป๊อบอยู่ ชอบมากเลยเวลาเขาโพสต์คำคม ดูมีสาระ”  ไอ้เราก็แอบยิ้มกริ่มดีใจ แต่แล้วอารมณ์ปีติยินดีก็พังทลายเมื่อได้ยินประโยคต่อมาว่า
“แก แต่เราไม่ชอบเวลา เขาโพสต์รูปตัวเอง หรือรูปไลฟ์สไตล์เลยอ่ะ เราว่ามันไร้สาระ เราไม่ไลค์”

ประโยคนั้นตามมาด้วยคำถามที่ว่า “สังคมคาดหวังอะไรจากเรากันแน่วะ?”
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนถามว่า “ทำไมเป็นนักเขียนต้องออกแสดงทอล์กโชว์ทั่วประเทศ? ทำไมเป็นนักเขียนต้องร้องเพลง ต้องเป็นพิธีกร ต้องออกงานอีเวนต์? ต้องเที่ยวห้าง?”

ประเด็นคือ ถ้าเป็นนักเรียน ต้องเรียนตลอดเวลาหรือเปล่า?
ถ้าเป็นลูกเสือ ต้องผูกเงื่อนพิรอดทั้งวันไหม?
ถ้าเป็น รด. ต้องวิดพื้นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือเปล่า?
นักร้อง ต้องร้องเพลงทุกวินาทีไหม?
หรือเป็นนักข่าว ต้องอ่านข่าวทุกห้วงลมหายใจหรือเปล่า?
คำตอบ คือ “ไม่!”

ทุกคนบนโลกนี้มันแบ่งตัวตนเป็น 2 แบบ คือ “ตัวตนที่แท้จริง” กับ “ตัวตนในหน้าที่” เวลาเราอยู่ในหน้าที่ เราก็มีหน้าที่ทำมันให้ดีที่สุด แต่เราก็มีด้านที่ต้องเป็นตัวเองเช่นกัน ตัวตนที่สนุกสนานได้ตามใจโดยไม่เบียดเบียนใคร ตัวตนที่ได้ทำสิ่งที่เรารักอย่างมีความสุข

ทว่าหลายคนกลับตายทั้งเป็นเพราะถูกคุกคามโดยหายนะที่มีชื่อว่า “ความคาดหวังจากสังคม”

หายนะที่ทำให้เด็กบางส่วนจะประสาทแตก เพราะแบกรับความหวังว่าฉันต้องเรียนดีเท่านั้นฉันจึงจะมีค่า หายนะที่ทำให้คนบางคนต้องดิ้นรนจะเป็นคนที่เพอร์เฟกต์เสมอ ดูดีเสมอ ฉลาดเสมอ แสนดีเสมอ หายนะที่ทำให้เด็กหลายคนไม่กล้าเป็นนักดนตรี ไม่กล้าเป็นนักกีฬา เพราะผู้ใหญ่บางคนบอกว่าไร้สาระ หายนะที่ทำให้เด็กหลายคนไม่กล้ายกมือแสดงความเห็น เพราะสังคมบางส่วนคาดหวังให้เขาสงบปากสงบคำอย่าอวดรู้ หลายคนสูญเสียความเป็นตัวเองและแสร้งเป็นในสิ่งที่ตอบสนองความหวังจากสังคมอย่างสิ้นศักดิ์ศรี

ผมเคยตกเป็น “เหยื่อ” ของภัยคุกคามนี้ แต่จากนี้ “ผมจะไม่ยอมจำนนให้มันอีกต่อไป”

ผม และ “คุณทุกคน” เกิดมามีชีวิตของตัวเอง และเราเท่านั้นที่กำหนดชีวิตตัวเองได้ เราเท่านั้นที่สร้างรอยเท้าบนประวัติศาสตร์ของเราเองได้ ทุกคนมีสิทธิเสนอได้ว่าเราควรไปทางไหน แต่สิทธิในการเลือกทางเป็นของเราเอง ทางที่คนอื่นบอกว่าดีเลิศประเสริฐศรี แต่ถ้ามันไม่ใช่ตัวคุณก็อย่าเดินไป ถ้าเขาบอกว่าเรียนคณะนี้ซิดี ทำงานแบบนั้นซิดี แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นมันฝืนความเป็นตัวคุณ ไม่เลือกก็ได้! เพราะหากเลือกไปก็เหมือนอมยาพิษไว้ทั้งชีวิต คอยให้มันกัดกร่อนจิตวิญญาณคุณไปทีละนิดๆ จนกว่าชีวิตจะสิ้นสลาย คุณชอบแบบนั้นหรือ?

ถ้าหากสิ่งที่คุณเป็น มันไม่ทำร้ายใคร ไม่ผิดกฎหมาย ทำไป สิทธิของคุณ!

ทำไมเราต้องพยายามจะเพอร์เฟกต์ตามความหวังของใครด้วยล่ะ
ในเมื่อคนที่คาดหวังในตัวเราก็ไม่ได้เป็นคนที่เพอร์เฟกต์เช่นกัน!

หนทางที่คุณจะหลุดพ้นจากพันธนาการของสังคมได้คือ “ความภูมิใจในตัวเอง”

มองกระจกซิ มองเงาสะท้อนที่จ้องคุณกลับมา รู้สึกซิว่ามีบุญแค่ไหนที่เกิดมาเป็นคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิด มีตัวตน มีพลังแห่งความสร้างสรรค์ เป็นรูปธรรมที่มากมายด้วยพลังอันจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ มองสองมือของเรา มองสองเท้าของเรา มองหัวของเรา นี่คือรูปแบบของวิวัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ ดีกว่าเกิดเป็นสัตว์ไหนต่อไหน คุณคือสเปิร์มหนึ่งในหลายพันล้านตัวที่วิ่งเข้าเส้นชัย แล้วไยจึงชอบดูถูกตัวเอง ไม่รักตัวเอง

พอสักที ตัวตนของคุณมันดีอยู่แล้ว หากใครจะมีปัญหา ก็เป็นปัญหาของเขา ไปแก้ที่เขาโน่น!

เป็นตัวเองในทางที่สร้างสรรค์แล้วเขาไม่ชอบ ก็ดีว่าปั้นแต่งตัวตนให้เขาชอบแต่สูญสิ้นความเป็นตัวเอง

แต่ถึงจะเป็นตัวเองแค่ไหน ก็อย่ามองข้ามคำว่า “รัก” ที่อยู่เคียงข้างเราเสมอมา

มันมีเส้นคั่นบางๆ ระหว่าง “เป็นตัวของตัวเอง” กับ “เห็นแก่ตัว” – พวกเห็นแก่ตัว คือคิดถึงแค่ตัวกู ชีวิตกู ไม่เห็นหัวใคร ไม่เคารพกฎเกณฑ์ศีลธรรมใดๆ นั่นไม่ใช่คนที่น่าคบ จะเป็นตัวของตัวเองก็เป็นไปเถอะ แต่อย่าระรานใคร อย่าทำผิดกฎหมาย หมั่นดูแล เอาใจใส่ คนที่รักเรา คนที่สู้เคียงข้างเขา ให้ใจ ให้เกียรติ ให้อภัยเขา สำนึกบุญคุณเขาว่าถ้าไม่มีเขาเราก็เป็นแค่ไอ้คนโดดเดี่ยว การมาของครอบครัว พี่น้องผองเพื่อน คือรางวัลอันใหญ่ที่ทำให้เรารู้ว่าคนแบบเราก็คู่ควรกับความรัก และที่เขารักเราก็เพราะเราเป็นเรา หากมีสิ่งใดที่จะปรับปรุงเพื่อให้ใช้ชีวิตกับพวกเขาได้สุขขึ้น ก็ควรทำ แต่ถ้าต้องถึงขนาดเปลี่ยนแปลงจนลืมตัว อย่าเลย

เชื่อผมเถอะ เมื่อคุณเป็นตัวของตัวเองในทางที่สร้างสรรค์ สักวันความภูมิใจในตัวเองจะตอบแทนคุณ!

หากเป็นตัวเอง แล้วใครไม่ like เขาไม่ love ก็ขออภัย และปล่อยเขาไป

จงเกิดและตายอย่างเป็นตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ
ดีกว่าตายไปทั้งที่ทรยศจิตวิญญาณตัวเอง มันเสียชาติเกิด

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld
Dr.Pop Twitter, IG, Line : @drpoppop

Dr. POP

 

มูจีแกพาน้องน้ำยึดอำนาจชั่วคราว! แชร์ว่อน ‘นิสิตรั้วของชาติ’ ปีนป่ายหนีน้ำบนรั้วกำแพง

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/529712

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2558 15:15

 

หลังจากเหตุการณ์โกลาหลฝนตก ‘น้องน้ำ’ ขนกำลังพี่ๆ เพื่อนๆ น้ำมายึดอำนาจกรุงเทพฯ ชั่วครั้งชั่วคราว จากอิทธิพล ‘พายุมูจีแก’ ส่งผลให้น้ำท่วมขังหลายพื้นที่ เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ส่งผลให้มีคนเดือดร้อนมหาศาล

ล่าสุด เฟซบุ๊ก ศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตรศาสตร์ มีการแชร์ภาพความเดือดร้อนกันสนั่นลั่นไปไกล โดยเฉพาะภาพนิสิตนักศึกษา และคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นอย่างมากมายได้รับผลกระทบ ซึ่งภาพที่ดูเหมือนเป็นไฮไลต์สะท้อนความลำบากได้ดีคือ ภาพนิสิต นักศึกษาที่ต้องหนีน้ำท่วมด้วยการปีนป่ายหนีน้ำกันยกใหญ่ เราเก็บสีสันพร้อมกับสะท้อนภาพความยากลำบาก และอยากส่งผ่านภาพเหล่านี้ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันป้องกันแก้ไข

อนึ่ง ประกาศกรมอุตุระบุอิทธิพลของพายุลูกนี้ว่าจะส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยในช่วงวันที่ 4-6 ตุลาคม โดยบริเวณไทยตอนบน จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก

ลำบากลำบน

ไหวไหม

หนีฝน

ลงรถมาก็เจอทะเล

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก ศูนย์ข่าวชุมชน ม.เกษตรศาสตร์

อ่านเพิ่ม : ปภ.เฝ้าระวังฝนตกหนัก เตือน 32 จ. เสี่ยงภัย ประสานจนท.รับมือ 24 ชม.

 

สวย เก่ง ยิงปืนแม่น! ‘โบนัท เหมือนฝัน’ สาวหน้าหวานน้ำตาลไต่หน้า

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527610

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2558 06:15

 

หากใครติดตามวงการประกวดนางงามช่วงนี้ ก็คงรู้กันว่าเร็วๆ นี้มีการประกวดสาวงามในเวที มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ 2015 (Miss International Thailand 2015) หรือมิสเอ็มไอที 2015 (MIT 2015) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและเพิ่งจะตัดสินการประกวดไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา

หนึ่งในสาวงามที่หลายคนจับตามองเรื่องความสามารถ คงหนีไม่พ้น โบนัท หรือว่าที่ร้อยตรีหญิง เหมือนฝัน ณ น่าน สาวสวยที่เข้าโค้ง 12 คนสุดท้ายของเวที MIT 2015 แม้จะไม่ได้คว้ารางวัลชนะเลิศ แต่เธอก็มีความโดดเด่นในเรื่องความสามารถ พร้อมความสวยที่เคยประกวดเวทีต่างๆ มาแล้วมากมาย จนมาแจ้งเกิดในเวทีนี้

แค่เห็นชื่อเสียงเรียงนาม ก็น่าสนใจขึ้นมาแล้ว เอาเป็นว่า Student Idol สัปดาห์นี้ ขอชวนคุณไปทำความรู้จักเธอคนนี้กันเลยดีกว่า

ติด 1 ใน 12 คนสุดท้าย

ชื่อ นามสกุล : ว่าที่ร้อยตรีหญิง เหมือนฝัน ณ น่าน

นิกเนม : โบนัท

ที่มาของนิกเนม : คุณพ่อเป็นคนตั้งให้ เพราะคุณพ่อใฝ่ฝันอยากได้ลูกสาว พอได้ลูกสาวจริงๆ ก็เหมือนเป็นโบนัทหรือของขวัญ ให้แก่ครอบครัว

อายุ : 23 ปี

วันเกิด : 4 พฤศจิกายน 2535

พี่น้อง : มีพี่ชาย 1 คน ชื่อ ณรงค์ศักดิ์ ณ น่าน

น้ำหนัก : 50 กิโลกรัม

ส่วนสูง : 169 เซนติเมตร

บ้านเกิด : อ.ท่าวังผา จ.น่าน

ศึกษา : กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

สถาบัน : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

ดารา/ศิลปินในดวงใจ : ใหม่ ดาวิกา

อาหารที่ชอบ : น้ำพริกอ่อง

ที่เที่ยวสุดโปรด : ดอยเสมอดาว จ.น่าน

สิ่งที่เกลียด/กลัว : แมลงสาบ

สไตล์การแต่งตัว : เท่ๆ แมนๆ ลุยได้ทุกสถานการณ์

เฟซบุ๊ก : Mueanfan N Nan Zii

อินสตาแกรมboling_bonus

สวยมั่น พร้อมไปเรียน

ทรงผมนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ

เริ่มบทสนทนาแรก กับสาวน้อยหน้าหวานจากเมืองน่านคนนี้ คงหนีไม่พ้นคำนำหน้าชื่อของเธอที่ระบุว่าเป็น ‘ว่าที่ร้อยตรีหญิง’ ทำไมถึงได้ตำแหน่งนี้มา เรามาคุยกับเธอกันเลยดีกว่า

ว่าที่ร้อยตรี ได้แต่ใดมา?

โบนัทเล่าให้เริ่มต้นไขข้อข้องใจกับเราว่า ที่มีคำนำหน้าชื่อเป็น ‘ว่าที่ร้อยตรีหญิง’ เนื่องจากสมัยเรียน ม.ปลาย เธอได้สมัครเข้าเรียน รด. เหมือนๆ กับเพื่อผู้ชาย โดยทางโรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนหญิงได้สมัครเข้าเรียนได้ด้วย

ดวงตาทรงเสน่ห์

เรียน 5 ปีกว่าจะได้มา

เห็นเป็นสาวสวยหน้าหวานๆ แบบนี้ แต่กลับมีบุคลิกที่กระฉับกระเฉง ทะมัดทะแมง และแมนมากๆ และยังสนใจอาชีพในเครื่องแบบ จนสมัครเข้าเรียน รด. อย่างที่บอก และเจ้าตัวก็ทุ่มเท่มาก เรียนติดต่อกันถึง 5 ปีเลยที่เดียว โดยเริ่มเรียนตั้งแต่ ม.4 ม.5 ม.6 และต่ออีก 2 ปี ในระดับอุดมศึกษา ในชั้นปีที่ 1 และ 2 จนในที่สุดก็ได้เป็น ว่าที่ร้อยตรีหญิง สมใจ

หน้าหวานแต่แมนมาก

แรกๆ คุณพ่อไม่สนับสนุน

พอถามว่าที่บ้านโอเคมั้ยกับการเรียนด้านนี้ เธอก็เล่าว่า
“คือคุณพ่อหนูเคยเป็นตำรวจ แต่ตอนหลังลาออกจากราชการ พอหนูไปสมัครเรียน รด. ตอนแรกคุณพ่อก็ไม่สนับสนุน ไม่อยากให้ลูกสาวไปเรียน แต่พอใช้เวลาไปเรื่อยๆ เราแสดงให้ท่านเห็นว่าเรามุ่งมั่น ตั้งใจจริงๆ ตอนนี้คุณพ่อก็เลยสนับสนุนเต็มที่เลยค่ะ”

ใสๆ ในชุดนักศึกษา

ยิงปืนแม่นมาก

ระหว่างที่เรียนนั้น ก็จะมีการสอบยิงปืนด้วย ซึ่งสาวโบนัทก็โชว์ความสามารถหรือจะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เพราะในการสอบเธอยิงเข้าเป้าทุกนัด ได้คะแนนรวมอยู่ที่ 40-50 คะแนน จนได้เป็น ‘พลแม่นปืน’ หนุ่มคนไหนอยากจีบสาวเก่งคนนี้ ต้องระวังตัวหน่อยแล้ว

สวยในชุดเครื่องแบบ

อาชีพในฝัน

สาวโบนัทบอกกับ “Student Idol” ว่า อาชีพในฝันของเธอ คือ รับราชการทหาร ด้วยเหตุผลที่ว่า

”หนูรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ท้าทาย แล้วหนูก็มาจากครอบครัวทหารตำรวจ เราเห็นพี่ชายเป็นนายร้อย เขามีวินัย มีความรับผิดชอบ และอีกอย่างคือพอเห็นเขาใส่ชุดยูนิฟอร์มแล้วเท่มาก เราก็อยากเป็นอย่างนั้นบ้างค่ะ”

และเมื่อเรียนจบในระดับปริญญาตรีแล้ว เธอก็จะมุ่งหน้าต่อ กับการสอบบรรจุเป็นข้าราชการทันที หากสอบผ่านและได้บรรจุ ก็จะได้รับตำแหน่งเป็น ร้อยตรีหญิง

มุมนี้ก็สวยหวาน

ทั้งสวยทั้งเก่งและมีอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประเทศชาติแบบนี้ Student Idol ขอปรบมือเข้าจังหวะให้แบบรัวๆ และขอเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จในเร็ววันด้วยนะคะ

เป็นนักกิจกรรมด้วย

เคยผ่านเวทีประกวดอื่นๆ มามากมาย

สวยในลุคเรียบหรู

1 ในผู้ประกวดที่น่าจับตามอง

เริ่ด เชิด สวย

สวยสะพรั่ง

ที่มาภาพ : FB : Mueanfan N Nan Zii, Ins : boling_bonus

 

ถ้าเขารักคุณจริง นี่คือสิ่งที่เขาจะทำ!

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/528735

โดย Dr. POP 30 ก.ย. 2558 05:01

 

ผมเคยคิดฆ่าตัวตายเมื่อปีก่อนเพราะผิดหวังจากความรัก

ยอมรับกันตรงๆ ผมเคยห่วยสุดๆ ทั้งขี้วีน เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ในที่สุดนิสัยเหล่านี้ก็เป็นภัยให้ผมถูกทิ้ง บางคนที่ผมเสียไป เป็นคนที่ผมอยากเขี่ยไปจากชีวิตอยู่แล้ว อันนี้ผมไม่แคร์

แต่เคยมีไหม บางคนที่เราวาดฝันว่าจะรักกันตลอดไปจู่ๆ ฝันก็สลายดังโครม อันนี้แหละเจ็บ

ทว่าในวินาทีที่ผมกำลังจะปลิดชีพตัวเองด้วยยานอนหลับ ลางสังหรณ์บางอย่างก็สั่งให้ผมเปิดมือถือ

…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สิ่งที่เจอเปลี่ยนความคิดผมไปตลอดกาล

มันคือ “ข้อความจากคนที่ผมรัก” – พ่อ แม่ เพื่อน พี่น้อง ข้อความเป็นพัน สายที่ไม่ได้รับเป็นร้อย

“เฮียอยู่ไหนครับ?”

“ป๊อบ มึงโอเคไหม ติดต่อไม่ได้ โทรกลับกูด่วน”

“เฮียผมใจไม่ดีเลย โทรหาผมทีครับ”

“กลับบ้านนะลูก”

นั่นคือส่วนหนึ่งของข้อความที่ผมอ่านทั้งน้ำตา สิ่งเหล่านี้คือคลื่นกำลังใจลูกมหึมาที่สาดซัดมาชำระมลทินในใจผม รู้สึกตื้นตัน ประทับใจ เหมือนเกิดใหม่ ให้ตาย ยังมีหลายคนที่เห็นค่าในตัวผม และผมต้องอยู่ไปเพื่อพวกเขา

และนั่นอาจเป็นนาทีแรกในชีวิตที่ผมเข้าใจว่า “รักแท้” คืออะไร?

รักแท้ ไม่ใช่แค่ เที่ยวกัน กินข้าวกัน ถือของให้กัน ซื้อของให้กัน หรือบอกรักกัน

แต่รักแท้ คือ การยอมรับในตัวตนที่ดีและร้ายของกันและกัน การพร้อมจะรับรู้ถึงความสุขความทุกข์เคียงข้างกัน การแสดงออกและเอ่ยเป็นคำพูดด้วยความรู้สึกที่สื่อไปทางเดียวกัน นั่นแหละรักแท้

กระนั้นมันก็มีเรื่องให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน…

มีหลายคนที่ผมคุยด้วย คนที่เราบอกรักกันทุกวัน แต่พอผมหายไป เขาก็ไม่ได้ตามหา?

มีคนที่ชอบไปไหนมาไหนกับผม แต่เขาไม่ได้ทำอะไรที่แสดงว่าเขาห่วงผมจริงด้วยซ้ำ?

มีคนที่ปรี่เข้ามาหาผมเวลาต้องการผลประโยชน์ แต่พอผมทุกข์ ไม่เห็นแม้แต่เงาหัว?

คนพวกนี้คืออะไร?

ยอมรับแบบแมนๆ แรกๆ ก็เสียใจนะว่า “เฮ้ยกูให้ใจ ให้อะไรๆ หลายๆ อย่าง กับมึง แต่มึงไม่เห็นค่าของกูเลยหรือวะ?” แต่พอได้สติ ฉลาดขึ้น ก็คิดได้ว่า “กูมีสิทธิไปทวงบุญคุณอะไรเขาวะ?” ก็ในเมื่อคนแบบนี้มันไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ไม่ใช่คนที่รักเราจริง “มันปัญหาของเราหรือปัญหาที่จิตเขา?”

ช่างเถอะครับ!

ถ้าคุณโดนทิ้ง เพราะคุณเลว คุณชั่ว ก็จงรู้ตัว แล้วปรับปรุง คุณจะได้เป็นรักแท้ของคนใหม่

แต่ถ้าคุณโดนทิ้ง เพราะเขาเลว เขาชั่ว ก็จงดีใจ คุณได้เคลียร์หัวใจไว้ให้รักแท้จริงๆ

ถ้าถามว่า “เราจะพิสูจน์ได้ไงว่าใครคือรักแท้ในชีวิต?” ขอตอบสั้นๆ ว่า “เวลา”

เวลาจะทำให้ต่างฝ่ายเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เวลาจะทำให้เราเห็นด้านที่น่ารักและน่ารังเกียจของกันและกันมากขึ้น เวลาจะทำให้เราพบเจออุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาทดสอบความรัก

คุณจะได้เจอพวกที่เข้ามาเห่อคุณช่วงแรกๆ แล้วจู่ๆ ก็ห่างหายไป เพราะข้ออ้าง “ไม่มีเวลา งานเยอะ” จำไว้นะ ถ้าเขารักคุณจริง “ต่อให้ไม่มีเวลา เขาก็จะหาเวลามาใส่ใจ” จะมากหรือน้อย ยังไงเขาก็มาครับ

คุณจะได้เจอพวกที่รักคุณปานจะเข้าไปสิงในขนรักแร้คุณ ต่อให้คุณอยู่ไหนมันก็จะตามกลิ่นคุณจนเจอ พวกนี้จะทำให้คุณคลั่งและเพ้อได้เลยล่ะ รอก่อน ถ้าเขาเสมอต้นเสมอปลายได้เป็นปีค่อยว่ากัน

คุณจะได้เจอพวกที่ทำดีกับคุณต่อหน้า จนคุณหลงละเมอว่ามันแสนดี แต่กลับทำร้ายคุณลับหลัง

คุณจะได้เจอพวกที่ปากหวานมาก บอกรัก พร่ำหยอกคุณทุกที แต่คือ มันก็ทำกับคนอื่นแบบนี้เว้ย!

คุณจะได้เจอพวกที่ชอบทำผิดซ้ำ และคุณก็จะโง่พอให้อภัยมันซ้ำๆ ได้เหมือนกัน ทั้งที่มันรับปากว่าไม่ผิดอีก มันก็ผิดเสมอ ก็โปรดจงเฉลียวใจคิด “ถ้าเขารักจริง เขาต้องพยายามรักษาคำพูดกับเราหรือเปล่า?”

คนที่เป็นรักแท้ของคุณจริง ความจริงใจ ความรัก ความใส่ใจจากเขา จะอยู่เหนือกาลเวลา เขาจะเสมอต้นเสมอปลาย อาจไม่มากขึ้น แต่ก็เท่าเดิม ไม่จืดจาง ไม่เลือนรางห่างหาย

มีคนกล่าวว่า “เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน” ใช่ “ไอ้คนที่เปลี่ยน ก็เพราะมันไม่ใช่รักแท้ไง”

ถ้าเขาเป็นรักแท้ของคุณ เวลาจะเปลี่ยนแปลงอะไรเขาไม่ได้เลย!

ผมมี 10 เทคนิคเล็กๆ จากหนังสือหลายเล่มในการดูสำรวจรักแท้ในชีวิตมาฝาก ลองทำ

1. เปิดเผยนิสัยแย่ๆ ของคุณให้เขารู้ ดูซิ เขายังรักคุณเหมือนเดิมไหม?

2. เวลาไปเที่ยวไหนต่อไหน เขารอให้คุณเลี้ยง หรือเขาช่วยคุณออก?

3. ลองแง้มความลับของคุณให้เขารู้ บอกด้วยว่าเขารู้คนเดียว ดูซิ เรื่องนี้แพร่งพรายไหม?

4. ลองโทรหาเขา เขารับสายไหม? ถ้าเขาไม่ว่าง เขารีบโทรกลับไหม?

5. เวลาเขารับปากอะไรกับคุณ เขาทำได้หรือเปล่า? เขาพยายามหรือเปล่า?

6. เวลาคุณมีปัญหา เขารู้ไหม? เขาช่วยแก้ไหม? เขาถามไถ่เป็นห่วงคุณไหม?

7. ลองนัดเขาไปไหนมาไหน แล้วดูว่าเขาอยากมาเจอคุณไหม?

8. เขากล้าวิจารณ์ความห่วยแตก ความไม่เอาไหนของคุณไหม?

9. เขาเคียงข้างคุณเสมอต้นเสมอปลายไหม? คุยกับคุณ หรือสื่อสารกับคุณเสมอไหม?

10. เขากล้าแสดงออกหรือบอกคุณไหมว่าเขารัก เช่น การพูด การกอด

แถมด้วยเทคนิคสำรวจภาษากายเล็กๆ ให้เอาไปลองสำรวจคนรอบตัว

1. คนที่ใจกับคุณ เวลายืนคุยกัน ปลายเท้าจะหันเข้าหาคุณ เป็นสัญชาตญาณล้านปี ฝืนไม่ได้

2. คนที่ใจกับคุณ เวลากอดคุณ คุณจะรู้ได้ว่าเขากอดแบบไม่เขินอาย

3. คนที่ใจกับคุณ จะเป็นคนที่รีบนั่งลงใกล้ๆ คุณ ไม่ว่าจะเวลากินข้าว ดูหนัง

4. คนที่ใจกับคุณ จะเดินด้วยความเร็วพอๆ กับคุณ จะไม่นำหน้า หรืออยู่หลังเกินไป

5. คนที่จริงใจกับคุณ เวลาเจอคุณแววตาจะเปล่งประกาย (ถ้าคุณสังเกตจะเห็นรูม่านตาเขาขยาย)

ทั้งหมดนี้คือวิธีที่ผมใช้สำรวจมิตรแท้ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า “มันได้ผล 100% กับผม” แต่จะได้ผลแค่ไหนกับคนรอบตัวคุณ ต้องลองเอง บางคนอาจเป็นรักแท้แม้ไม่ได้ตรงตามทุกข้อก็ได้ ทุกอย่างขึ้นกับความเชื่อ วิจารณญาณ ผนวกประสบการณ์ส่วนตัว คุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ ได้ผลยังไงก็บอกผมละกัน

จำไว้เสมอว่าทุกอย่างต้องใช้ “เวลา” อย่ารีบร้อน อย่ากระสันจะมีเขาในชีวิตจนไม่ลืมหูลืมตา จงกล้าจะเสียคนที่ไม่ใช่ไป หรือลดระดับความสัมพันธ์กับเขาเพื่อเหลือแค่คนที่เป็นตัวจริงเอาไว้ คุณไม่ใช่สโนไวท์ คุณไม่ต้องรักทุกสิ่งตั้งแต่กระรอกยันเจ้าชายหรอก รักแค่คนที่คู่ควรจะทำให้ชีวิตรู้สึกมีค่าที่ได้เกิดมาก็พอ

และขณะที่ตามหารักแท้รอบกาย ก็อย่าลืมถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ด้วยว่า

คุณล่ะเป็นรักแท้ในชีวิตคนอื่นแล้วหรือยัง?

Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld

Dr.Pop Twitter : @DrPopPop

Dr.Pop IG : @DrPopPop

Dr.Pop Line : @DrPopPop

Dr. POP

 

%d bloggers like this: