world

All posts tagged world

หวั่นสงครามโลกครั้งที่ 3 ปะทุ ซ้ำเศรษฐกิจสะเทือน

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 09:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/401919

หวั่นสงครามโลกครั้งที่ 3 ปะทุ ซ้ำเศรษฐกิจสะเทือน

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

การที่เครื่องบินขับไล่เอฟ 16 สองลำของตุรกี ขึ้นไปโจมตีเครื่องบินรบรัสเซีย ซูคอย SU-24 ตกลงมาจนมีนักบินเสียชีวิต 1 คนนั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องใหญ่ระหว่างตุรกีและรัสเซีย ที่ต่างก็เป็นมหาอำนาจทางการทหารของโลกระดับท็อปเทน และต่างก็ไม่ยอมรับผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ทว่า นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี ที่สมาชิกขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) เข้าโจมตีรัสเซีย นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงครามเย็นในปี 1991 เป็นต้นมาอีกด้วย และทำให้จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับนาโต้ขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เคยตึงเครียดกันมาครั้งล่าสุดจากกรณียูเครนเมื่อปีที่แล้ว

หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตุรกีก็ขอเรียกประชุมวิสามัญนาโต้ทันทีในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง พร้อมได้มติในเชิงสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเหตุระเบิดกรุงปารีส คืนวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีการประชุมของนาโต้เกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งที่ชาติสมาชิกรายใหญ่อย่างฝรั่งเศสถูกโจมตีครั้งใหญ่ถึงในบ้าน

ทั่วโลกจึงกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศในครั้งนี้ จะบานปลายออกไปเป็นระดับของสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้นมาหรือไม่

ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของรัฐบาล และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นาโต้มีกฎบัตรสำคัญอยู่ข้อหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ นั่นก็คือกฎบัตรในมาตราที่ 4 ซึ่งว่าด้วยการประชุมร่วมกันภายใต้ความเสี่ยงเรื่องบูรณภาพทางดินแดน ความเสี่ยงต่อเอกราช และความเสี่ยงทางด้านความมั่นคง

กฎบัตรสำคัญอีกข้อคือ มาตราที่ 5 ว่าด้วยการโจมตีประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่ง เปรียบเสมือนกับการโจมตีนาโต้ทั้งกลุ่มด้วย ซึ่งกฎทั้งสองข้อนี้คือการเปิดไฟเขียว ปูทางไปสู่การออกปฏิบัติการร่วมของนาโต้เพื่อถล่มศัตรูร่วมกันได้ โดยหากเกิดภัยคุกคามร้ายแรงเฉพาะหน้าขึ้นจริง นาโต้จะต้องเรียกประชุมฉุกเฉินภายใต้มาตรา 4 และนำไปสู่การพิจารณามาตรา
ที่ 5 เพื่อออกมาตรการต่อไป

ที่ผ่านมานาโต้เคยใช้มาตรา 4-5 ไปเพียงครั้งเดียว คือ เหตุวินาศกรรม 9/11 โจมตีสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2001 โดยส่งปฏิบัติการทางทหารทั้งทางบกและอากาศไปช่วยสหรัฐในสมรภูมิอัฟกานิสถาน

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างรัสเซีย-ตุรกี อาจไม่ลุกลามไปไกลถึงขนาดนั้น เนื่องจากการประชุมของนาโต้ในกรณีนี้ เป็นเพียงการประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลจากตุรกีเท่านั้น ไม่ได้อยู่ภายใต้บริบทของมาตรา 4 และ 5

ที่สำคัญก็คือ นาโต้เลือกที่จะไม่ขยายความขัดแย้งด้วยการขยับขยายกำลัง ส่งทหารไปช่วยตุรกีรักษาความมั่นคงเพิ่มเติม เหมือนเมื่อครั้งที่เคยส่งทหารไปช่วยในอัฟกานิสถาน หรือช่วยปกป้องน่านฟ้าของชาติสมาชิก แต่ทั้งนาโต้และชาติสมาชิกรายใหญ่อย่างสหรัฐ เลือกที่จะขอให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความตึงเครียดลง

สถานการณ์หลังจากนี้จึงอาจจะไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบปกติเหมือนที่ผ่านมา แต่จะเป็นการหาจังหวะตอบโต้กัน โดยมีการสั่งสอนกันพอหอมปากหอมคอ และรัสเซียเองก็ไม่ต้องการเปิดศึกหลายด้านเกินไปเช่นกัน โดยหลังจากที่เสียหน้าไปแล้ว ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ก็อาจจะหาจังหวะใช้มาตรการตอบโต้ต่างๆ เช่น การถล่มไอเอสให้หนักหน่วงรุนแรงขึ้น หรืออาจจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างการออกปฏิบัติการโจมตี หรืออาจเป็นรูปแบบของการระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจบางส่วน

“สถานการณ์หลังจากนี้จะไม่ใช่ระเบิดโจมตีกัน ไม่ใช่การขับเครื่องบินไปฆ่าคนเป็นพันคน แต่จะเป็นการสร้างความขวัญผวา กดดันทางการเมือง และเป็นการเขย่าเสถียรภาพให้เกิดการสั่นคลอนจากภายใน เช่นที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป ทำให้ภูมิภาคที่เคยมีเสถียรภาพมากที่สุดต้องสั่นคลอน กดดันนโยบายผู้อพยพ ทำให้เสียจุดยืนในมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของตัวเองไป” ปณิธาน กล่าว

ทั้งนี้ แม้สงครามเต็มรูปแบบอาจไม่ได้เกิดขึ้นง่าย แต่ก็จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมาอย่างแน่นอนทั้งในระดับ 2 ประเทศ รัสเซีย-ตุรกี และอาจขยายเป็นวงกว้างขึ้น

นอกจากรัสเซียและตุรกีจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางการทหารเบอร์ 2 และ 8 ของโลก จากการจัดอันดับของเว็บไซต์ด้านการทหาร โกลบอล ไฟร์พาวเวอร์แล้ว ตุรกียังนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากที่สุดถึงเกือบ 2 ใน 3 จากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมด 50 ล้าน ลบ.ม./ปี และรัสเซียยังเป็นประเทศคู่ค้าใหญ่สุดอันดับ 2 ของตุรกี ด้วยมูลค่าการค้ากว่า 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี มีสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส เป็นสายการบินต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย

ส่วนทางด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น นอกจากปัญหาด้านการเดินทางท่องเที่ยว ที่ปะทุตั้งแต่เหตุระเบิดปารีส เหตุระเบิดตามประเทศสำคัญๆ ทั่วโลก และประกาศเตือนการเดินทางของพลเมืองสหรัฐทั่วโลกแล้ว เบื้องต้นก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วอย่างชัดเจนผ่านตลาดทุนโลก

ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัย ร่วงลงไป 0.01% อยู่ที่ 2.23% และพันธบัตรเยอรมนี ร่วงลงไปอยู่ที่ 0.51% และยังทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนักในช่วงนี้ โดยเคยไต่ระดับขึ้นไปถึง 3% มาแล้ว พร้อมดันราคาทองที่แกว่งตัวในระดับต่ำสุดรอบ 5 ปี ให้ขยับขึ้นมาได้เช่นกัน

เพราะนักลงทุนต่างก็พร้อมใจกันหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง จนกว่าจะเชื่อมั่นได้ว่าสถานการณ์การเมืองโลกจะไม่กระหน่ำซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาเป็นทุนเดิมอยู่ และยังต้องผันผวนจากนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกต่อในปีหน้า

 

โฆษณา

“กรีซ” ยื้อไปก็ไม่รอด พื้นฐานศก.แย่-จ่อหนี้เน่า

Published กรกฎาคม 18, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2558 เวลา 13:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/373382

"กรีซ" ยื้อไปก็ไม่รอด พื้นฐานศก.แย่-จ่อหนี้เน่า

 

โดย…ก้องภพ เทอดสุวรรณ

พัฒนาการของวิกฤตหนี้กรีซดำเนินมาถึงขั้นระส่ำระสายสุดขีด รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส พยายามยื้อการเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้ให้เลยเส้นตายในวันที่ 30 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ออกไป โดยให้เหตุผลว่าจะนำข้อเสนอการปฏิรูปของกรีซไปให้ทำประชามติ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในวันที่ 5 ก.ค.นี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการฉายอย่างชัดเจนว่า กรีซได้ทิ้ง “ไพ่ใบสุดท้าย” เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเดิมพันทุกอย่างกับไพ่ใบนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้ายืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมผ่อนผันการเจรจาอีกต่อไป

เท่ากับว่ากรีซเหลือเวลาอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ก็จะเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กว่า 1,600 ล้านยูโร (ราว 6.03 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ วันดังกล่าวยังเป็นวันสิ้นสุดโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากกลุ่มเจ้าหนี้ทรอยก้าอีกด้วย

พูดอีกนัยหนึ่งคือ หากกรีซยังไม่สามารถบรรลุการเจรจาได้ภายใน 24 ชั่วโมง ก็เท่ากับกรีซจะกลายเป็นประเทศล้มละลาย มิหนำซ้ำยังขาดสภาพคล่องขั้นรุนแรง เนื่องจากไม่ได้รับเงินกู้งวดสุดท้ายอีกด้วย

กรณีดังกล่าวทำให้ประตูทางออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนเปิดกว้างและสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวนทางการเงินอย่างยิ่ง โดยล่าสุดกรีซประกาศให้สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์เป็นวันหยุดธนาคาร และจำกัดการถอนเงินออกจากตู้เอทีเอ็มเพียง 60 ยูโร (ราว 2,246.54 บาท) เท่านั้น เพื่อป้องกันภาวะสภาพคล่องไหลออก

ในวันเดียวกัน วิกฤตหนี้กรีซยังทำให้เกิดความระส่ำระสายไปทั่วโลก โดยตลาดหุ้นทั่วเอเชียเปิดตัวในแดนลบ ขณะที่สกุลเงินยูโรดิ่งตัวลงอย่างรุนแรง ทั้งโลกจึงกำลังจับจ้องไปที่วิกฤตหนี้กรีซครั้งนี้อย่างไม่คลาดสายตา และตั้งความหวังว่ากรีซกับเจ้าหนี้จะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อคืนเสถียรภาพให้กับตลาดการเงินโลกอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ตามทัศนะของ สัตยาจิต ดาส ชาวออสเตรเลียเชื้อสายอินเดีย อดีตผู้บริหารวาณิชธนกิจข้ามชาติหลายแห่ง แสดงทัศนะผ่าน มาร์เก็ตวอช ว่า ถึงแม้กรีซกับเจ้าหนี้จะสามารถบรรลุการเจรจาได้ภายในสัปดาห์นี้ แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจกลับบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “กรีซไม่สามารถชำระหนี้ได้”

สภาพปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของกรีซยังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่อย่างมาก และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็แทบไม่มีทางที่กรีซจะสามารถชำระหนี้ได้หมด โดยขณะนี้กรีซเป็นหนี้ทั้งหมดราว 3.17 แสนล้านยูโร หรือเทียบเท่ากับ 175% ของผล นอกจากนี้ คลังกรีซยังร่อยหรอลงอย่างมากนับตั้งแต่การเข้ามาบริหารประเทศของพรรคไซรีซาเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แน่นอนว่าหากกรีซไม่ได้รับเงินกู้จากกลุ่มเจ้าหนี้ ไม่เพียงแต่กรีซจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เท่านั้น แม้แต่เงินเพื่อเป็นรายจ่ายของรัฐบาลถือว่าฝืดเคืองอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลกรีซไม่สามารถออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินกู้จากนานาชาติได้เอง

ในทำนองเดียวกัน นอกจากไอเอ็มเอฟแล้ว กรีซมีกำหนดต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือพันธบัตรกรีซระยะสั้น มูลค่า 1.5 หมื่นล้านยูโร ซึ่งเท่ากับว่ากรีซต้องหาเงินเพื่อนำมาจ่ายดอกเบี้ยให้ได้ 5,000-1 หมื่นล้านยูโร ทุกปี อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพเศรษฐกิจกรีซในปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลกรีซจะหาทางเพิ่มเงินในคลังได้เพียงพอสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยดังกล่าว

ทั้งนี้ กรีซยังเผชิญกับสภาพความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจ รวมถึงความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ทุนไหลออก และความอ่อนแอในภาคการเงิน ซึ่งส่งผลให้เกิดความชะลอตัวทางเศรษฐกิจ สัดส่วนธุรกิจล้มละลายเพิ่มสูงขึ้น มีคนตกงานเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลเช่นกัน

ดาส ระบุว่า ในทางเทคนิคแล้ว มาตรการรัดเข็มขัดของทางเจ้าหนี้ทำให้เศรษฐกิจกรีซถดถอย ส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาล จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่กรีซจะสามารถทำงานประเมินเกินดุลได้ เพื่อสำรองเงินสำหรับจ่ายหนี้ตามที่กลุ่มเจ้าหนี้ต้องการ

มองในมุมกลับ การคงอยู่ในโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของกลุ่มเจ้าหนี้ต่อไปเหมือนเป็นดาบสองคมที่กรีซปฏิเสธไม่ได้ ในแง่ดีกรีซได้มีทุนจำนวนมหาศาลในทันทีสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน กรีซกลับต้องเผชิญข้อบังคับที่เข้มงวดที่ทำให้กรีซไม่สามารถออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้

เช่นเดียวกับการอยู่ในยูโรโซนต่อไป ที่ครั้งหนึ่งเคยส่งผลดีให้ประเทศเล็กๆ อย่างกรีซ สามารถออกพันธบัตรได้มากเท่าที่ต้องการเนื่องจากสกุลเงินยูโรเป็นสกุลเงินที่น่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกัน กรีซสูญเสียความสามารภในการกำหนดนโยบายทางการเงินด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่ากรีซไม่สามารถใช้มาตรการปรับลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หากกรีซสามารถใช้มาตรการดังกล่าวได้จริงจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของกรีซ

ประการต่อมา แม้จะมีการยื่นข้อเสนอเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ลดการทำงานล่วงเวลา รวมถึงการปรับลดการจ่ายเงินบำนาญและเพิ่มการเก็บภาษี แต่ปรากฏว่ารัฐบาลกรีซนำมาตรการดังกล่าวมาปฏิบัติจริงน้อยมาก อีกทั้งยังไม่มีความแน่ชัดเรื่องเวลาอีกด้วย

ปัญหาด้านความอ่อนแอของภาคธนาคารกรีซยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจกรีซ โดยก่อนหน้านี้มีการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากกว่าครึ่งและเกิดภาวะทุนไหลออกจากกรีซ โดยธนาคารกรีซเองมีพื้นฐานที่ย่ำแย่นับตั้งแต่วิกฤตหนี้กรีซเมื่อปี 2009 โดยธนาคารต้องอาศัยกองทุนเงินช่วยเหลือสภาพคล่องฉุกเฉิน (อีแอลเอ) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งใช้ไปแล้วกว่าครึ่งของวงเงินที่กำหนดสำหรับเหตุการณ์การแห่ถอนเงินของชาวกรีซ

ขณะเดียวกัน หนี้เสียยังเพิ่มสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจกรีซที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ธนาคารในกรีซยังถือเป็นผู้ถือพันบัตรรัฐบาลกรีซรายใหญ่อีกด้วย เท่ากับว่าหากรัฐบาลไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ทันตามกำหนด ธนาคารในกรีซจะเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ในปัจจุบันต้องยอมรับว่ารัฐบาลพรรคไซรีซา ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีไซปราสมีท่าทีผ่อนคลายอย่างมากจากในช่วงเดือน ม.ค. ที่ยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าจะนำพากรีซออกจากโครงการเงินช่วยเหลือของเจ้าหนี้โดยที่กรีซจะไม่ใช้เงินคืน กลับกลายเป็นการยื่นข้อเสนอเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อให้กลุ่มเจ้าหนี้ปล่อยเงินกู้งวดสุดท้าย

สถานะของรัฐบาลพรรคไซรีซาจึงอยู่ในช่วงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง ในทางหนึ่งรัฐบาลก็ไม่มีเงินมากพอสำหรับการใช้จ่าย ทั้งการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงการจ่ายบำนาญ ในทางกลับกัน รัฐบาลกรีซก็ไม่สามารถปรับลดการจ่ายบำนาญตามที่เจ้าหนี้ต้องการได้ เพราะจะทำให้รัฐบาลพรรคไซรีซาได้รับการต่อต้านจากประชาชนอย่างแน่นอน

และหากกรีซต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็เท่ากับเข้าเงื่อนไขว่ากรีซจะต้องออกจากยูโรโซนที่สุด และจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินยูโรจนสร้างความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทางฝ่ายเจ้าหนี้ยูโรโซนไม่ต้องการให้กรีซออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนเช่นกัน เนื่องจากกระทบต่อความเป็นเอกภาพของกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ออกเงินในโครงการให้เงินช่วยเหลือกรีซมากที่สุด กังวลอย่างยิ่งว่ากรีซจะกลายเป็นชนวนเหตุประเทศอื่นๆ ที่เข้ารับโครงการเงินช่วยเหลือเช่นกันออกจากยูโรโซนตามไปด้วย จนระบบยูโรโซนล่มสลาย

แต่กระนั้นหากกลุ่มเจ้าหนี้ยอมอ่อนข้อให้กรีซในครั้งนี้ ก็จะกลายเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นที่รับโครงการเงินช่วยเหลือไปด้วย ซึ่งยากที่จะทำให้เจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้จากภาษีของประชาชนได้รับเงินคืน

สถานการณ์การเจรจาหนี้กรีซในปัจจุบันได้ฉายภาพให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายได้ทิ้งไพ่จนหมดหน้าตักแล้วอย่างแท้จริง และได้เดิมพันทุกอย่างลงไปแล้ว อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับข้อเสนอของกันและกัน จนทำให้การเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงันจนเฉียดเส้นตายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้จะสามารถผ่านเงื่อนไขบางประการได้ในวินาทีสุดท้าย เพื่อต่อลมหายใจให้กรีซอยู่ในโครงการให้เงินช่วยเหลือต่อไป แต่คำถามที่ว่ากรีซจะสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตอบได้อยู่ดี

“แมคโดนัลด์” ตกบัลลังก์ คุณภาพดิ่ง คู่แข่งรุมเร้า

Published มิถุนายน 19, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2558 เวลา 22:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/NhNN1y

"แมคโดนัลด์" ตกบัลลังก์ คุณภาพดิ่ง คู่แข่งรุมเร้า

 

โดย…ก้องภพ เทอดสุวรรณ

หากกล่าวถึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกทุนนิยมแบบสหรัฐ คงหนีไม่พ้น แมคโดนัลด์ เครือข่ายร้านอาหารจานด่วน (ฟาสต์ฟู้ด) รายใหญ่ที่สุดในโลก พิสูจน์ได้ด้วยการมีสาขากว่า 3.5 หมื่นแห่ง ใน 119 ประเทศทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้น แมคโดนัลด์มีลูกค้าเข้าร้านถึงวันละ 68 ล้านคนเลยทีเดียว

นับตั้งแต่การเปิดสาขาแรกเมื่อปี 1948 ที่เมืองซานเบอร์นาร์ดิโน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แมคโดนัลด์ใช้สร้างจุดเด่นด้วยการให้บริการอย่างรวดเร็ว ผ่านระบบไดรฟ์ทรูที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องลงจากรถมาสั่งอาหาร และยังสร้างความมีมาตรฐานให้ทุกสาขามีเมนูที่มีคุณภาพเหมือนกัน ซึ่งถูกใจลูกค้าที่ไม่ต้องการเสี่ยงและไม่ต้องการใช้เวลาไปกับการพิจารณาเลือกอาหารมากนัก เนื่องจากมั่นใจได้ว่าแมคโดนัลด์ทุกสาขาจะให้การบริการเหมือนกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่แมคโดนัลด์จะสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล จนหุ้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นจาก 12 เหรียญสหรัฐ/หุ้น ในปี 2003 ทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายปี 2011

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันธุรกิจแมคโดนัลด์เริ่มคลายมนต์เสน่ห์ จากยอดขายที่เริ่มลดลงนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 ซึ่งทำให้กำไรของแมคโดนัลด์อาจดิ่งมาใกล้เคียงกับช่วง 2002

สาเหตุของยอดขายที่ลดลงของร้านฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ที่มีมาจากหลายปัจจัย แต่หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ “อุบัติเหตุความไม่สะอาด” ที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของแมคโดนัลด์ จนส่งผลให้รายได้ของแมคโดนัลด์ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนการสร้างรายได้กว่า 1 ใน 4 ของรายได้ของแมคโดนัลด์ทั้งโลก

รายงานของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ระบุว่า ยอดขายของแมคโดนัลด์ดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่พบว่ามีการแอบใช้เนื้อวัวและไก่หมดอายุและมีสารปนเปื้อนเมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว

ในช่วงเดียวกันยังมีรายงานอีกว่า ลูกค้าหลายรายในญี่ปุ่นพบชิ้นส่วนพลาสติก หรือแม้กระทั่งฟันในอาหาร ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ยอดขายแมคโดนัลด์ดิ่งลงติดต่อกัน 5 เดือน และล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัท แมคโดนัลด์ โฮลดิงส์ เจแปน ในญี่ปุ่น ก็ประกาศแผนปิดสาขา 74 แห่ง จากเดิม 3,170 แห่งทั่วประเทศ เนื่องจากลูกค้าน้อยลง

ส่วนสาขาในรัสเซียมีการปิดสาขาบางแห่งชั่วคราว จากผู้ตรวจการด้านอาหารของภาครัฐ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการตอบโต้กรณีการคว่ำบาตรรัสเซียของซีกโลกตะวันตก จากการผนวกรวมแคว้นไครเมีย นักการเมืองบางรายของรัสเซียถึงกับเรียกร้องให้มีการขับไล่แมคโดนัลด์ออกจากแดนหมีขาวไปให้หมด

นอกจากนี้ แมคโดนัลด์ยังมีปัญหายอดขายในประเทศแม่อย่างสหรัฐด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้องเผชิญกับคู่แข่งฟาสต์ฟู้ดรายอื่น เช่น เบอร์เกอร์คิง ที่ชูจุดขายความเรียบง่ายและราคาถูก ขณะที่ในด้านตลาดบน ธุรกิจอย่าง เชคแช็ค และ ชิโปเทิล เม็กซิกัน กริล กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาด จากการที่มีตัวเลือกในการซื้อมากกว่า

ขณะเดียวกัน ยอดขายของแมคโดนัลด์ยังลดลงจากการเปลี่ยนไปของกระแสโลก ซึ่งความเร็วและความสะดวกสบายไม่ใช่คำตอบสำหรับบริการด้านอาหารอีกต่อไป หากแต่เป็นกระแสการบริโภคเพื่อสุขภาพที่ทวีความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรณีนี้ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนใจแมคโดนัลด์อีกต่อไป ด้วยเหตุที่แมคโดนัลด์ไม่สามารถดิ้นหลุดจากภาพลักษณ์ของการเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ได้ทำให้แมคโดนัลด์หมดสิทธิที่จะดึงดูดลูกค้าที่เป็นเด็กรุ่นใหม่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้แมคโดนัลด์ประกาศปิดสาขากว่า 700 แห่งทั่วโลก หลังจากที่ยอดขายทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องถือว่าแมคโดนัลด์ปิดสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2015 ยอดขายของแมคโดนัลด์ปรับตัวลดลงถึง 2.3% และรายได้รวมดิ่งลง 28%

ท่ามกลางการแข็งขันที่ดุเดือดรุนแรง แมคโดนัลด์ได้เปลี่ยนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนใหม่ จากเดิมคือ ดอน ทอมป์สัน ซึ่งไม่สามารถพลิกวิกฤตของแมคโดนัลด์ได้ เป็น สตีฟ เอียสเตอร์บรูค เพื่อหวังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่แห่งนี้

เอียสเตอร์บรูคประกาศแผนการเปลี่ยนแปลงแมคโดนัลด์หลายประการในตลาดสหรัฐ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีสัดส่วนการสร้างรายได้มากที่สุด เช่น การเลิกใช้ยาปฏิชีวนะและเร่งการเติบโตกับไก่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักยังวิจารณ์ว่า แผนการมีจุดมุ่งหมายเพื่อไล่กวดคู่แข่งเท่านั้น มากกว่าการคิดประดิษฐ์เมนูอาหารใหม่ๆ เพื่อมาจับลูกค้า

นอกจากนี้ ซีอีโอคนใหม่ยังมีแผนที่จะขายสาขา 3,500 แห่งทั่วโลกให้กับผู้ประกอบการที่อยากทำธุรกิจแฟรนไชส์ภายในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ร้านของแมคโดนัลด์กว่า 90% บริหารภายใต้ระบบแฟรนไชส์ แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้แมคโดนัลด์ประหยัดต้นทุนลงและมีรายได้ที่สม่ำเสมอมากขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจฟาสต์ฟู้ดรายอื่นที่เริ่มหันไปใช้โมเดลธุรกิจแบบแฟรนไชส์มากขึ้น

ขณะเดียวกัน เอียสเตอร์บรูคยังประกาศแผนที่จะปฏิรูปองค์กรใหม่ ด้วยการแบ่งแมคโดนัลด์เป็น 4 สายการบริหารตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป โดยจะมี 1.สายสหรัฐ 2.สายนานาชาติตลาดชั้นนำ ซึ่งจะดูแลในอังกฤษและออสเตรเลีย 3.สายตลาดเติบโตเร็ว เช่น จีน และส่วนที่เหลือจะอยู่ 4.สายตลาดพื้นฐาน

แนวความคิดดังกล่าวมีขึ้นเพื่อจัดกลุ่มตลาดที่มีความท้าทายและเทรนด์ผู้บริโภคใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน แทนที่จะจัดกลุ่มตามหลักภูมิศาสตร์ นักวิเคราะห์ระบุว่า ทั้งการขายแปรรูปสาขาเป็นแฟรนไชส์ การปฏิรูปองค์กร รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในวินัยการคลัง จะช่วยลดต้นทุนให้แมคโดนัลด์ได้ถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ และให้คำมั่นว่าจะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการตัดลดต้นทุนของเอียสเตอร์บรูคกำลังถูกท้าทายจากการประท้วงของพนักงานแมคโดนัลด์กว่า 2,000 ราย เพื่อขอค่าแรงเพิ่มและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้แมคโดนัลด์มีต้นทุนสูงขึ้น ในขณะที่กำลังพยายามจะปรับลดต้นทุน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเอียสเตอร์บรูคว่าจะรักษานโยบายลดต้นทุนเพื่อเอาใจผู้ถือหุ้น หรือจะยอมปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อรักษาน้ำใจของพนักงานผู้ร่วมงาน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงเป็น 15 เหรียญสหรัฐ/ชม. หากซีอีโอแมคโดนัลด์คนปัจจุบันไม่ยอมขึ้นค่าจ้าง ย่อมเกิดข้อครหาว่า แมคโดนัลด์ดูแลพนักงานจริงอย่างที่โฆษณาไว้หรือไม่?

โรเบิร์ค แคล็ก จากสหพันธ์ศูนย์โอกาสธุรกิจร้านอาหารของสหรัฐ ระบุว่า ค่าแรงและความขาดแคลนสวัสดิการเป็นฝันร้ายสำหรับพนักงาน และกล่าวโทษว่าแมคโดนัลด์ให้ค่าแรงขั้นต่ำที่สุดแก่พนักงาน รวมถึงพยายามกีดขวางการออกกฎหมายขึ้นค่าแรงอีกด้วย

แมคโดนัลด์จึงดำเนินมาถึงยุคแห่งความท้าทายทั้งจากภายนอกและภายในองค์กรเอง จากการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มการบริโภคของโลก ซึ่งทำให้องค์กรใหญ่ๆ ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และแน่นอนว่าซีอีโอคนใหม่ต้องปฏิรูป แต่สิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างถึงที่สุดคงหนีไม่พ้นการเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องจริยธรรมของแมคโดนัลด์เองต่อทั้งผู้บริโภคและต่อพนักงานขององค์กรเอง ก่อนที่โมเดลความสำเร็จของโลกทุนนิยมจะล่มสลายไป

ลีกวนยูกับสิงคโปร์

Published มีนาคม 26, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2558 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/ต่างประเทศ/354860/ลีกวนยูกับสิงคโปร์

ลีกวนยูกับสิงคโปร์

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนโดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2555

เมื่อเอ่ยถึงสิงคโปร์สิ่งแรกที่เราต่างนึกถึงคือ “ลีกวนยู” เพราะตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่เขาดำรงตำแหน่งผู้นำสิงคโปร์เขาได้นำพาความเจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มายังเกาะเล็กๆ แห่งนี้จนทำให้กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่งในโลก

“ม้วนเดียวจบ” เมื่อบุตรชายของเขาคือนายลีเซียนลูง เข้ารับช่วงตำแหน่งต่อจากนายโก๊ะจ๊กตง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ปรากฏความไม่พอใจจากคนสิงคโปร์หรือจากผู้ร่วมงานในรัฐบาลเลย

ลีกวนยู คือผู้นำของโลกที่สามารถครองอำนาจได้นานที่สุดคนหนึ่งของโลกและเลือกเวลาก้าวลงจากอำนาจได้อย่างสวยงามแบบ ผู้ชนะ เพราะเขาเป็นผู้นำที่ รู้จักการวางตัวให้เหมาะสมทั้งในเรื่องของผลประโยชน์ ความโปร่งใส จนทั่วโลกต่างยกย่องว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุดและน่าลงทุนมากที่สุดในโลก

เมื่อปี ค.ศ.1999 สิงคโปร์ได้รับฉายา “สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกไกล” ที่มีรายได้ต่อหัวกว่า 22,000 เหรียญสหรัฐต่อปี โดยใช้เวลาเพียง 30 กว่าปีก็สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศที่ยากจนกว่าไทย แม้กระทั่งน้ำยังไม่พอใช้ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ เลย ผมมองว่าหากปราศจากลีกวนยูแล้วสิงคโปร์คงไม่มีแบบนี้ในวันนี้แน่

ลีกวนยู คือใคร

ลีกวนยู เป็นชาวจีนแคะรุ่นที่สาม ซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน เข้ามาตั้งรกรากในสิงคโปร์เมื่อ 100 ปีกว่าที่แล้ว ลีกวนยูเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่คุณพ่อของเขาคือ ลีซินคุณ ซึ่งเคยทำงานกับบริษัทน้ำมันเชลล์และต่อมามีอาชีพเป็นพนักงานในร้านขายนาฬิกาและเครื่องเพชรแถวถนนไฮสตรีทใน สิงคโปร์ คุณแม่ของลีกวนยู ชื่อ นางชัวจิมเหนียว เป็นครูสอนการทำอาหารจีนและมาเลย์ ที่มีชื่อเสียง

ลีกวนยู ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2466 พ่อของเขามีอายุเพียง 20 ปี ส่วนแม่ก็มีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น เขาเกิด ณ บ้านเลขที่ 92 ถนนกำปงยะวา สิงคโปร์ ตอนเด็กๆ ลีกวนยูเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยที่สุดในสิงคโปร์ที่ได้รับทุนเรียนที่ Raffles College เพราะเขาเป็นเด็กที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยมจนเขาได้ไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ London School of Economics ในประเทศอังกฤษ และได้โอนไปเรียนกฎหมายต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จนได้รับเกียรตินิยมในปี ค.ศ.1949 การเรียนที่เคมบริดจ์ทำให้เขาได้พบกับภรรยาชื่อ กวาเกี้ยกซู และมีบุตรร่วมกัน 3 คน คนโตคือ ลีเซียนลูง ลูกสาวชื่อ ลีไวหลิง และคนสุดท้องคือ ลีเสียนยาง

ลีกวนยู นับเป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงทั้งในด้านบุคลิกภาพ ภาษาอังกฤษของเขาคล่องแคล่วอย่างหาตัวจับได้ยากและเป็นนักคิดที่สมองฉับไว พูดได้ทั้งภาษามาเลย์ ภาษาทมิฬ ภาษากวางตุ้ง ภาษาแมนดาริน ภาษาฮกเกี้ยน และภาษาญี่ปุ่น

เมื่อเขาเรียนจบเขากลับมาเริ่มอาชีพนักกฎหมายในปี ค.ศ.1950 กับสำนักกฎหมายชื่อ Laycoch and Ong เขารู้สึกว่าตัวเองมีความสนใจและชอบการเมือง ปี ค.ศ.1954 จึงได้ตั้ง “พรรคกิจประชาชน” (People’s Action Party) อีก 5 ปี เขารับตำแหน่งเป็นผู้นำสิงคโปร์ในเมื่ออายุเพียง 35 ปี

ชีวิตวัยหนุ่มของลีกวนยู เป็นคนรักพวกพ้องและเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง พูดจาโผงผาง แข็งกร้าวต่อพวกที่บ่อนทำลายชาติ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตัดสินใจเด็ดขาด ขยันขันแข็ง อดทนและบึกบึนแต่ก็ละเอียดอ่อนมาก ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุกๆ เรื่อง แม้การขัดรองเท้าก็จะต้องสะอาดและเป็นมันเงาที่สุด

ลีกวนยู เป็นนักคิดที่คิดอย่างมีเหตุผล สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง มีวิสัยทัศน์โดยธรรมชาติของเขาเองเป็นคนที่มีเลือดนักสู้เพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้อย่างมีเหตุผล ไม่ได้ต่อสู้อย่างเลื่อนลอย เขาไม่ใช่ปัญญาชนสูงส่งประเภทที่ว่าอยู่บนหอคอยงาช้าง หรือพวกไฮโซแต่อย่างใด แต่เขาก็มีนิสัยจุกจิกจู้จี้พอสมควร เป็นคนละเอียดทำอะไรเรียบร้อย ไม่ชอบอะไรมั่วๆ หยาบๆ โดยเฉพาะในด้านความสะอาด เรียกได้ว่ามือของเขาต้องสะอาดแบบมือ ต้องเกลี้ยงเกลาอยู่ตลอดเวลา

ลีกวนยู ชอบพักผ่อนหย่อนใจด้วยการอ่านหนังสือ ชอบอยู่โดดเดี่ยว กว่าจะเป็นเพื่อนกับใครสักคนได้ต้องใช้เวลาพอประมาณและมักจะระแวงคนที่เป็นกันเองกับใครง่ายๆ ชอบที่จะดูนิสัยคนที่คบด้วยไปนานๆ ก่อนจะลงความเห็นแต่ละคนเป็นอย่างไรและควรปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นคนมีอารมณ์ขันพอสมควร

ลีกวนยู เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยเออกกำลังกายทุกเช้า รวมทั้งการวิดพื้น กระโดดเชือก ยกน้ำหนักบริหารกล้ามเนื้อ เขากินอาหารเช้าเล็กน้อยเท่านั้น จิบชาจีนตลอดวัน กินอาหารเย็นเป็นอาหารหลักประจำวัน แต่ก็กินไม่มากนัก และชอบดื่มไวน์สักแก้วสองแก้วในตอนเย็น และที่สำคัญว่ากันว่าเขาชื่นชอบการเล่นกอล์ฟมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เล่นกอล์ฟดีที่สุดในโลก

ลีกวนยู มีลักษณะผสมระหว่างความเป็นนักนิยมความจริงอย่างลึกซึ้ง ปรัชญาการบริหารการปกครองของเขาก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพต่อกฎหมายกับการมุ่งสู่เป้าหมายอย่างอิสระของประชาชน

ด้านการเมือง

เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ ลีกวนยู แก้ปัญหาต่างๆ เฉพาะหน้าได้เด็ดขาด เขาเคยเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งในการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ จนปัจจุบันคู่ปรปักษ์ทางการเมืองของเขาส่วนใหญ่เลิกราจากเวทีการเมืองไป ไม่ก็ถูกจำคุกอยู่

เมื่อปี พ.ศ.2510 พรรคกิจประชาชนของลี ได้รับเลือกเข้าครองที่นั่งในสภา ถึง 49 จาก 51 ที่ และในปี พ.ศ.2511 ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคส่งคนลงแข่งขัน 58 คน ได้รับเลือกกลับเข้ามาถึง 51 คน

ในอีกด้านหนึ่งของการวิพากษ์วิจารณ์มักมีเสียงกล่าวว่าเขาเป็นนักการเมืองการปกครองที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และบางคนอาจมองว่าเขาเป็นจอมเผด็จการที่คอยใช้อำนาจกดหัวประชาชน แต่เขาก็มักจะหลีกเลี่ยงการมีความคิดอย่างแคบๆ หรือการหลงใหลใน อำนาจความเก่งกาจของตนด้วยการออกเดินทางไปพบปะผู้คน เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น

เมื่อครั้งที่ ลีกวนยู ขึ้นมาบริหารประเทศมีปัญหาหลายประการอาทิ ระบบการศึกษาไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม, โรงเรียนมีหลายรูปแบบตามเชื้อชาติก่อให้เกิดอคติกับชนชาติอื่น, หลักสูตรการสอนมักเน้นการจำมากกว่าการใช้ความคิดวิเคราะห์ และ การเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สิงคโปร์มีเด็กนักเรียนมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

ข้อสังเกต คือระบบการศึกษาของสิงคโปร์เป็นแบบ “แพ้คัดออก” หรือระบบ “พีระมิด” ในการก้าวสู่แต่ละขั้นของพีระมิด นักเรียนต้องผ่านการสอบอย่างเข้มงวด เพราะรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับคุณภาพของการศึกษา เนื่องจากสิงคโปร์มีบุคคลหลายเชื้อชาติ รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายเรียนสองภาษา นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนภาษาอังกฤษและภาษาพ่อแม่อีกหนึ่งภาษา รัฐบาลให้ความสำคัญแก่ภาษาอังกฤษสูงสุดเพราะจะได้พูดสื่อสารและเรียนรู้จากชาวต่างประเทศได้อย่างเต็มที่

ด้านเศรษฐกิจ

นับตั้งแต่ ลีกวนยู เข้ามารับตำแหน่งนายก รัฐมนตรีครั้งแรกในปี ค.ศ.1959 ต้องพบกับปัญหาต่างๆ มากมาย คน 31% ต้องทำงานเลี้ยงคนทั้งประเทศ เพราะงานมีไม่มาก อัตราการเพิ่มของประชากรในปีนั้นก็สูงถึง 33% แต่ปัจจุบันสิงคโปร์กลับเป็นประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจที่ล้ำหน้าเกินกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่ง ลีกวนยู มีวิธีการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ดังนี้

– แยกการเมืองออกจากการบริหารเศรษฐกิจ,ปฏิรูประบบราชการ, การเจรจากับกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เช่น พ่อค้า นักลงทุน ข้าราชการ นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ให้ช่วยกันสร้างชาติ ทำโทษอย่างเด็ดขาดกับ ผู้ไม่ให้ความร่วมมือ,สร้างบรรยากาศตราพระราชบัญญัติที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน ,การจัดระบบแรงงานให้มีความมั่นคง, การสร้างหน่วยงานที่เอื้อประโยชน์ให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน, การพัฒนาระบบการเงิน

ด้านการพัฒนาสังคม

– รณรงค์การกำจัดวัฒนธรรมต่างชาติที่ไม่พึงปรารถนา เช่น สั่งปิดโรงระบำโป๊ ห้ามตู้เพลง หนังสือโป๊และสมาคมลับต่างๆ, การส่งเสริมให้มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวในความเป็นชาวสิงคโปร์มีความรักชาติ, เผยแพร่ภาพลักษณ์ของคนสิงคโปร์ยุคใหม่ ว่าเป็นคนทำงานหนักเคารพกฎหมาย มีความสุจริตใจ สุภาพ อ่อนโยนและยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน, ส่งเสริมการสร้างบ้านเมืองให้สะอาด เป็นระเบียบ จัดตั้งกระทรวงสิ่งแวดล้อม บำรุงรักษาต้นไม้ ชักชวนให้ประชาชนอนุรักษ์ต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ๆ ให้รักษาเอาไว้, กฎหมายของสิงคโปร์มีการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเฉียบขาด, จัดระบบผังเมืองที่ดีและมีการจัดระเบียบการใช้รถใช้ถนนอย่างมีประสิทธิภาพ

ลักษณะนิสัยส่วนตัวของอดีตผู้นำประเทศสิงคโปร์ได้สะท้อนออกมาในผลงานที่ทำเพื่อสังคมความเข้มแข็ง เด็ดขาด ฉลาดเฉลียวได้นำพาให้สิงคโปร์เป็นประเทศชั้นแนวหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่นักบริหารรุ่นหลังควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง

 

จีนได้เปรียบเต็มๆจากความร่วมมือเรื่องรถไฟระหว่างไทยจีน?

Published มีนาคม 26, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2558 เวลา 17:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/ต่างประเทศ/351854/จีนได้เปรียบเต็มๆจากความร่วมมือเรื่องรถไฟระหว่างไทยจีน

จีนได้เปรียบเต็มๆจากความร่วมมือเรื่องรถไฟระหว่างไทยจีน?

โดย…Zheng Xin นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนได้

วันก่อนหนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งได้ตีพิมพ์บทความในคอลัมน์พิเศษภายใต้หัวเรื่อง “มีแต่ขาดทุน” หยิบยกเอากรณีความร่วมมือเรื่องรถไฟระหว่างไทยจีน  ลำดับข้อเท็จจริงของสิ่งที่เรียกว่า “ฝ่ายจีนเรียกร้องฝ่ายไทยกู้เงินจากธนาคารจีนในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก”  “ประเทศจีนขอรับผิดชอบออกแบบโครงการเอง ก่อสร้างเอง และ เดินรถเอง” ตลอดจนฝ่ายจีนขอสิทธิในการพัฒนาและใช้สอยที่ดิน 2 ข้างทางรถไฟระยะทาง 873 กิโลเมตร” ทั้งได้ข้อสรุปว่า “จีนได้เปรียบประเทศไทยเต็ม ๆ”  แต่ว่า “ข้อเท็จจริง” เป็นเช่นนี้จริง ๆ หรือ?

ประการแรก เกี่ยวกับเรื่องที่ฝ่ายจีนขอให้ฝ่ายไทยกู้เงินจากธนาคารจีนในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ข้อเท็จจริงคือ  การใช้รูปแบบวิธีการใดในการระดมทุนเป็นสิทธิเสรีภาพของไทย  ขอเพียงแต่สามารถระดมเงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟได้ ฝ่ายจีนไม่สนใจว่าไทยจะใช้รูปแบบและวิธีการใดในการระดมทุน  ฝ่ายไทยอาจยื่นความจำนงต่อฝ่ายจีนขอเงินกู้พิเศษหรือเรียกว่า Preferential Export Buyer’s Credit หรือจะใช้วิธีส่วนหนึ่งหาแหล่งทุนจากนานาชาติอีกส่วนหนึ่งกู้ยืมจากฝ่ายจีน หรือจะใช้วิธีกู้ยืมแบบผสมผสานจากนานาชาติก็ได้ ฝ่ายไทยสามารถอาศัยความจำเป็นเลือกวิธีระดมทุนที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติตนได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

ประการต่อมา เกี่ยวกับเรื่องที่ประเทศจีนขอรับผิดชอบออกแบบโครงการเอง ก่อสร้างเอง และเดินรถเอง ข้อเท็จจริงคือ ฝ่ายจีนเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือด้วยรูปแบบ EPC ซึ่งก็คือฝ่ายไทยรับผิดชอบจัดหาเงินทุน ประเทศจีนรับเหมาก่อสร้างเสร็จแล้วมอบให้ฝ่ายไทยเดินรถ แม้แต่โครงการก่อสร้างก็ไม่ใช่ว่าบริษัทจีนรับเหมาทั้งหมด  ฝ่ายไทยอาจรับผิดชอบงานก่อสร้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน  ส่วนฝ่ายจีนรับผิดชอบงานวิศวกรรมด้านเทคนิค เช่นสัญญาณ ระบบการควบคุมเป็นต้นซึ่งมีเนื้องานค่อนข้างสูง  กล่าวได้ว่าไทยจีนสองฝ่ายร่วมมือกันดำเนินงานก่อสร้าง

ประการสุดท้าย เกี่ยวกับเรื่องที่ฝ่ายจีนเรียกร้องสิทธิในการพัฒนาและใช้สอยที่ดิน 2 ข้างทางรถไฟระยะทาง 873 กิโลเมตรนั้น  ข้อเท็จจริงคือ ฝ่ายจีนไม่เคยมีข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อน และต่อไปก็จะไม่มีข้อเสนอนี้  แน่นอน ถ้าหากรัฐบาลไทยจะทำโครงการด้านการเกษตรหรือทำ เขตอุตสาหกรรมตามเส้นทางรถไฟ  และยินดีให้บริษัทจีนเข้าร่วมด้วย  นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“ข้อเท็จจริง” ที่บทความลำดับให้เห็นนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง  ข้อสรุปที่ได้ คือ รัฐบาลไทยยินยอมให้จีนใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านเพื่อขนสินค้าจีนไม่จำกัดจำนวน โครงการนี้ จีนได้ประโยชน์มากกว่าไทยหลายเท่าตัว และไทยมีแต่ขาดทุนนั้นก็ฟังไม่ขึ้น ข้อวิพากษ์วิจารณ์ชนิดนี้  ไม่เพียงแต่บิดเบือนความจริงของความร่วมมือเรื่องรถไฟระหว่างไทยจีนเท่านั้น  ยังบิดเบือนความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างจีนไทยอีกด้วย

จีนไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ประชาชนทั้ง 2  ประเทศมีความรักความผูกพันประหนึ่งพี่น้องกัน  ปัจจุบัน ความร่วมมือที่อำนวยประโยชน์แก่กันในปริมณฑลด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า การเงิน  การซื้อขายพืชผลการเกษตรระหว่างไทยจีนกำลังพัฒนาไปอย่างคึกคัก  ประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่นำเข้าพืชผลการเกษตรของไทยมากที่สุดประเทศหนึ่ง   คนจีนจะไม่ปล่อยให้พี่น้องและคนในครอบครัวของตัวเองเสียเปรียบแน่นอน   ความจริงแล้ว  หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น การก่อสร้างทางรถไฟของจีนเปรียบเทียบตามราคา คุณภาพของจีนจะสูงที่สุด  รูปแบบยืดหยุ่นคล่องตัวที่สุด  ในความร่วมมือก่อสร้างทางรถไฟกับไทยนั้น  ประเทศจีนยังจะถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องให้แก่ไทย  ช่วยประเทศไทยฝึกอบรมบุคลากรการรถไฟ   เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอันยาวไกลของประเทศไทยทั้งสิ้น

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งยังเคยตีพิมพ์บทความเปรียบเทียบความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ญี่ปุ่นเสนอแก่ไทยนั้นดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของจีน ดังนั้นญี่ปุ่นจึงเป็นมิตรที่แท้จริงของไทย  แน่นอน ในหลายสิบปีมานี้  ขณะที่ญี่ปุ่นทำความร่วมมือกับประเทศในเอเซียตะวัตออกเฉียงใต้นั้น  จะสนองเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 2 %  ตลอดมา  แต่ในโลกนี้ไม่มีอาหารมื้อกลางวันฟรีแน่นอน ค่าตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างต่ำก็คือจะต้องนำเข้าอุปกรณ์ส่วนใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ที่มีราคาสูงบวกกับค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาต่อจากนั้น  ทำให้ค่าใช้จ่ายของโครงการทั้งโครงการเป็นมหาศาล อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ประเทศจีนให้กู้แก่ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึงแม้จะสูงกว่าของญี่ปุ่นนิดหน่อย  แต่อุปกรณ์ของจีนราคาถูกคุณภาพดี  ต้นทุนก่อสร้างโครงการและต้นทุนซ่อมบำรุงจะต่ำกว่าของญี่ปุ่นมาก

ฉะนั้นถ้าให้จีนสนองเงินกู้และดำเนินการก่อสร้างโครงการจะได้เปรียบมากกว่า และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า ฟิลิปปินส์ต่างเลือกใช้เงินกู้จากประเทศจีน  อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นคืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของตระกูลเงินเยน ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารนำเข้าและส่งออกของจีนเป็นอัตราดอกเบี้ยของตระกูลเงินเหรียญสหรัฐฯ ความได้เปรียบเสียเปรียบของอัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกัน  จะถือเอาความสูงต่ำของอัตราดอกเบี้ยมาเปรียบเทียบกันแบบง่ายๆ ไม่ได้ ต่อปัญหานี้เชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญการเงินจะมีความเข้าใจเป็นอย่างดี ความร่วมมือในโครงการก่อสร้างทางรถไฟ ก็คำนึงจากมิตรไมตรีฉันท์พี่น้องของจีนไทยทั้งสองประเทศ  รัฐบาลจีนจึงยินดีเสนองินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ไทย  ความร่วมมือชนิดนี้ได้ประโยชน์และได้กำไรทั้งสองฝ่าย ไม่น่าให้บางคนเกิดข้อเคลือบแคลงสงสัย

 

บทความพิเศษ : วันสตรีสากล

Published มีนาคม 26, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2558 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wJzqJK

บทความพิเศษ : วันสตรีสากล

โดย…นายตีแยรี วีโต เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

วันที่ 8 มีนาคมนี้เป็นวันสตรีสากล การปกป้องสิทธิสตรี การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและการต่อสู้กับ ความรุนแรงทางเพศเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญลำดับต้นๆ ของการดำเนินงานด้านต่างประเทศของฝรั่งเศสและสหภาพยุโรปในเรื่องการส่งเสริมการปกป้องสิทธิมนุษยชน

ปีนี้เราเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องสตรี ณ กรุงปักกิ่ง ที่มีประเทศเข้าร่วมมากกว่า 189 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน 2 เรื่องคือความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของสตรีทั่วโลก ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าในเรื่องของสิทธิสตรีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตาม 20 ปีหลังจากการประชุมที่ปักกิ่ง ตัวเลขมากมายทำให้เราต้องกลับมาประเมินว่ายังมีสิ่งใดอีกบ้างที่ต้องดำเนินการ สตรีหนึ่งในสามยังคงเป็นเหยื่อความรุนแรงทางร่างกายหรือทางเพศ แต่ละวันสตรี 800 คนทั่วโลกเสียชีวิตระหว่างการคลอดบุตรเนื่องจากความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิด้านการสืบพันธุ์และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ อันส่งผลต่อจำนวนเด็กกำพร้า

เด็กผู้หญิงและสตรีมากกว่า 125 ล้านคนทั่วโลกถูกขริบอวัยวะเพศ และในแต่ละปีเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 5 ปีเกือบ 3 ล้านคนมีโอกาสที่จะได้รับชะตากรรมเดียวกัน

นอกจากนี้ ในความขัดแย้งที่ใช้อาวุธห้ำหั่นกัน สตรีเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุด ฝรั่งเศสกับประเทศอื่นๆ ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติว่าด้วย “สตรี สันติภาพ และความมั่นคง” เพิ่มการคุ้มครองสตรีในความขัดแย้งและเปิดทางให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจได้อย่างเต็มที่เท่าเทียมกับบุรุษ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างและการรักษาสันติภาพที่ยั่งยืน

ในประเทศฝรั่งเศสเช่นเดียวกับในไทย มีความพยายามที่จะแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในเรื่องความเสมอภาคด้านการประกอบอาชีพและการได้รับสินจ้าง ประเทศทั้งสองพยายามบังคับใช้กฎหมายต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งยังไม่สามารถขจัดปัญหาได้สำเร็จ

จะเผชิญหน้ากับการท้าทายเหล่านี้ได้อย่างไร ก่อนอื่น ต้องเน้นย้ำสิทธิสากลของสตรีที่ยังต้องคงไว้ซึ่งมีความสำคัญต่อการเลือกวิถีชีวิตของพวกเขา นอกจากสิทธิอื่นๆ แล้ว ต้องมีสิทธิด้านสุขภาพทางเพศและสิทธิด้านการสืบพันธุ์ที่เท่าเทียมกันทั่วโลก การศึกษาสำหรับเด็กหญิงเท่าเทียมกันกับเด็กชาย รวมถึงการต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติและการเหมารวม

ประชาคมโลกต้องเน้นย้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการมีส่วนร่วมของสตรีและความสำคัญของพวกเขาในกระบวนการพัฒนา การเจรจาเกี่ยวกับวาระต่างๆ หลังค.ศ.2015 ของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นโอกาสที่

จะบรรจุเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชายไว้ในวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการพัฒนา และยกประเด็นเรื่องการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและการพึ่งพาตนเองของสตรีขึ้นมาพูดอีกครั้ง

ประเทศที่หญิงชายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด บริษัทที่จ่ายค่าสินจ้างอย่างเสมอภาคมีประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการอย่างสูงสุด ข้อตกลงสันติภาพที่เปิดโอกาสให้สตรีมีส่วนร่วมเป็นข้อตกลงยั่งยืนที่สุด รัฐสภาที่ผู้แทนสตรีมีบทบาทสำคัญออกกฎหมายเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญด้านสุขภาพ การศึกษา การต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติและการสนับสนุนเยาวชนได้มากขึ้น

20 ปีหลังจากการประชุมว่าด้วยเรื่องความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย เรื่องดังกล่าวมีความก้าวหน้าแต่ความเสมอภาคยังคงเป็นประเด็นที่จะต้องดำเนินการให้ลุล่วง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประชาคมโลกต้องทำให้ประเด็นดังกล่าวฝังรากลึกในจิตใจและกำหนดไว้ในกรอบข้อกฎหมายต่างๆ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเราทุกคน

 

ประยุทธ์เยือนญี่ปุ่นโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นของไทย

Published กุมภาพันธ์ 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 11:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1IzGh34

ประยุทธ์เยือนญี่ปุ่นโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นของไทย

โดย…พิชาย ชื่นสุขสวัสดิ์ บรรณาธิการอำนวยการ และบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

การพบปะกันระหว่างนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แห่งประเทศไทย และนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ในวันนี้ ต้องถือเป็นหมุดหมายสำคัญว่าทั้งสองประเทศได้กลับมาดำเนินความสัมพันธ์กันตามปกติแล้ว นอกจากนี้ยังต้องถือเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่ยั่งยืนยาวนานและเป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพสูง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านการระหว่างประเทศหลายสำนัก กลับแสดงความเห็นว่า ฝ่ายญี่ปุ่นยังคงต้องการคำมั่นจากผู้นำไทยว่า ในระยะยาวไทยจะกลับสู่การเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจในเร็ววัน ซึ่งนับเป็นคำถามที่ฝ่ายไทยต้องตอบให้ชัดเจน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างไทยและโลกตะวันตกไม่ราบรื่นนัก หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ฉะนั้นคำเชื้อเชิญจากญี่ปุ่นในครั้งนี้จึงได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากจากชาติสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ “จี7” เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นชาติ จี7 ชาติแรกที่เชิญให้รัฐบาลไทยเดินทางเยือนนั่นเอง

ขณะเดียวกัน สำหรับญี่ปุ่นแล้ว การเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดความเฉพาะการสานสัมพันธ์ระหว่างกันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการอ้าแขนรับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การสานสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นยังหมายรวมถึงเป้าหมายในการรักษาบทบาทในภูมิภาคเอเชีย ในภาวะที่จีนกำลังขยายอิทธิพลทางการเมืองและบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาค

สำหรับประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลญี่ปุ่นรวมถึงภาคเอกชนของญี่ปุ่น ต้องการคำมั่นจากไทยว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและการแบ่งแยกซึ่งดำเนินอย่างต่อเนื่องหลายปีได้ และไทยที่มีเสถียรภาพและความผาสุกอย่างที่ญี่ปุ่นคุ้นเคยจะหวนคืนมาในเร็ววัน

รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความสำคัญทั้งในด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ และสัญลักษณ์ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก อีกทั้งยังเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ จี7 อีกด้วย

“การที่รัฐบาลทหารไทยได้รับการรับรองจากญี่ปุ่น เท่ากับไทยเดินมาถึงครึ่งทางของการได้รับการรับรองจากโลกตะวันตกแล้ว ขณะเดียวกันการเดินทางเยือนแสดงว่ารัฐบาลไทยยังต้องการการรับรอง การยอมรับ รวมถึงจุดยืนในเวทีโลก” รศ.ดร.ฐิตินันท์ ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

นอกจากนั้น การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีไทย ยังช่วยให้ไทยสามารถดำเนินการถ่วงดุลซึ่งเป็นการวางตัวอย่างปกติตามนโยบายต่างประเทศของไทย เนื่องจากกรณีที่จีนอ้าแขนรับรัฐบาลใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรวดเร็ว หลังการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สร้างความกังวลใจให้กับฝ่ายญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แสดงความเห็นว่า ทั้งรัฐบาลแดนซามูไรและภาคเอกชนต้องการให้ฝ่ายไทยรับรองว่า ไทยจะสามารถฟื้นฟูทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

“ไทยถือเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนการแผ่ขยายของญี่ปุ่นในเอเชียมาโดยตลอด เมื่อญี่ปุ่นต้องการหาที่ตั้งโรงงานใหม่และย้ายฐานการผลิตเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก”

ถึงกระนั้นก็ตาม เหตุการณ์ทางการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผนวกรวมกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่น
ส่งผลให้ภาคเอกชนของญี่ปุ่นมีความรู้สึกไม่สบายใจ

สำหรับนายกรัฐมนตรีประยุทธ์นั้น ตระหนักถึงความต้องการญี่ปุ่นเป็นอย่างดี และมีความสนใจส่วนตัวในการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบดีว่าประวัติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีมาอย่างยาวนาน จนสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยา ซึ่งส่งผลให้ทั้งราชวงศ์ไทยและญี่ปุ่นรวมถึงรัฐบาลและประชาชนระหว่างทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

“เราช่วยเหลือกันมาโดยตลอดไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติธรรมชาติ สาธารณชนไทยได้รวบรวมความช่วยเหลือเพื่อส่งมอบให้กับญี่ปุ่นทันทีหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดฟูกุชิมาเมื่อปี 2011 ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นก็ไม่เคยทิ้งไทย แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตมหาอุทกภัยในปี 2012” เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศรายหนึ่ง กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักในการหารือกันในวันนี้ระหว่างทั้งสองประเทศ คือ ประเด็นเศรษฐกิจ  ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งมีมูลค่าการลงทุน 3 แสนล้านบาทในปี 2013 และเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่ใหญ่อันดับ 2 ที่มีมูลค่าทางการค้าราว 1.9 ล้านล้านในปีเดียวกัน

ดังนั้นภารกิจสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ คือ ต้องรับประกันกับนายกรัฐมนตรีอาเบะให้ได้ว่า ไทยจะดูแลชุมชนธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศอย่างเต็มความสามารถ

โดยในส่วนความร่วมมือในระดับภูมิภาค พล.อ.ประยุทธ์ ต้องให้การสนับสนุนโมเดล “ไทยแลนด์ พลัส วัน” ของญี่ปุ่น ในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานและศูนย์กลางการลงทุนกับญี่ปุ่น เพื่อการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม

โมเดลธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นขณะเดียวกันกับที่ไทยมีนโยบายที่จะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมแห่งอาเซียน โดยพยายามกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านผ่านการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจในอาเซียน

ดังนั้น การเตรียมตัวเพื่อการหารือกันระหว่างสองประเทศในวันนี้ ทั้งไทยและญี่ปุ่นจะต้องร่วมมือกันผลักดันให้โครงการลงทุนในการสร้างรางรถไฟเป็นความจริง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการร้อยรัดไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ในปัจจุบัน ทั้งไทย ญี่ปุ่น และพม่า กำลังเดินหน้าเพื่อให้โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้รุดหน้าไปบ้างแล้ว ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าและการสร้างถนนเพื่อเชื่อมต่อเมืองทวายกับชายแดนไทย

ทำนองเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะเชื้อเชิญให้บรรดานักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนทั้ง 5 แห่ง เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนว่าการพบปะกันระหว่างรัฐบาลไทยกับญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะไม่มีการหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองภายในของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดถอนอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  แต่ก็เชื่อว่าน่าจะมีการหารือในแผนของรัฐบาลในการจัดการเลือกตั้ง

แม้เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยจำนวนไม่น้อยที่มองว่า การเชื้อเชิญของรัฐบาลอาเบะมีความหมายว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกำลังกลับสู่ภาวะปกติ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ยังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติระหว่างทั้งสองประเทศ

“ไทยไม่ควรมองอย่างเรียบง่ายว่าญี่ปุ่นพยายามจะแข่งขันกับจีน และไม่ควรทำเหมือนว่าการเดินทางเยือนของ พล.อ.ประยุทธ์ หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ปกติ” เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการทูตฝ่ายไทยรายหนึ่ง ระบุ

กรณีดังกล่าวยืนยันได้จากท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นในการตอบสนองต่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. โดยรัฐบาลญี่ปุ่นแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทย ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศนิ่งเฉยไปชั่วขณะหนึ่ง อีกทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรึกษากับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐ  และหารือกับภาคเอกชนญี่ปุ่นก่อนที่จะตัดสินใจเชิญให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

“การตัดสินใจดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ไทยมีต่อญี่ปุ่น และยังแสดงถึงความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความไม่ลงรอยกัน ทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และไม่เคยจะทอดทิ้งกัน

ด้าน ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากการเชิญให้นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนประเทศ กลุ่มสมาชิก จี7 อื่นๆ จะจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าผลจากการเดินทางครั้งนี้คืออะไร

ญี่ปุ่นถือเป็นมิตรที่เก่าแก่ของไทย เป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้สนับสนุน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ระหว่างการเดินทางเยือนในครั้งนี้ ไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นรูปธรรมและขั้นตอนที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยต้องมีความชัดเจนในประเด็นของผลประโยชน์ที่ญี่ปุ่นจะได้รับ

“ความมีเสถียรภาพและอนาคตของไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อญี่ปุ่น ดังนั้นข้อความที่ฝ่ายไทยสื่อสารออกไปในส่วนของแผนการที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคตต้องแจ่มชัด ชัดเจนและหนักแน่น”ดร.สุรินทร์ กล่าว

 

ไขปมการบินเอเชีย ผลิตนักบินไม่ทัน อุบัติเหตุถี่ยิบ

Published กุมภาพันธ์ 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1IdTI8D

ไขปมการบินเอเชีย ผลิตนักบินไม่ทัน อุบัติเหตุถี่ยิบ

โดย…ก้องภพ เทอดสุวรรณ

เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมานั้น ได้เกิดอุบัติเหตุทางการบินบ่อยครั้งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินในภูมิภาค “เอเชีย”

เหตุการณ์ทางการบินปรากฏชัดเจนขึ้น หลังจากสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส สูญเสียเครื่องบินไป 2 ลำ เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งการหายสาบสูญของเครื่องบินเที่ยวบินเอ็มเอช 370 เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ปีที่แล้ว และกรณีเที่ยวบินเอ็มเอช 17 ที่ถูกขีปนาวุธไม่ทราบฝ่ายยิงตกที่ยูเครน และเครื่องบินของสายการบินอินโดนีเซียแอร์เอเชีย เที่ยวบินคิวแซด 8501 ที่ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.

จนล่าสุดเกิดเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินทรานส์เอเชียตกลงกลางแม่น้ำคีหลุงในกรุงไทเปของไต้หวัน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 คน ซึ่งรวมถึงกัปตันและผู้ช่วยนักบิน

กรณีดังกล่าวยิ่งตอกย้ำภาพที่เอเชียเป็นทวีปที่มีความเสี่ยงในการทำการบิน โดยผลการศึกษาของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) สะท้อนว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเอเชียนับตั้งแต่ปี 2009-2013 คิดเป็นสัดส่วน 18% ของอุบัติเหตุที่รุนแรง 94 ครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นคำถามที่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับการบินของทวีปแห่งนี้?”

มีการวิเคราะห์กันถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางการบินในเอเชียออกไปหลายแนวทาง แต่แนวทางที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดคือ “อุตสาหกรรมการบินในเอเชียนั้นเติบโตเร็วเกินไป” และการแข่งขันกันอย่างรุนแรงจนสายการบินไม่จัดสรรบุคลากรทางการบินได้เพียงพอ

ทั้งนี้ ตลาดการเดินทางทางอากาศในเอเชียรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว เพราะชนชั้นกลางขยายตัวมากขึ้น มีกำลังซื้อพอที่จะเลือกการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำซึ่งราคาแทบจะไม่ต่างจากการเดินทางทางบก มิหนำซ้ำโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมทางบกยังมีปัญหา ไม่สะดวกสบาย และรวดเร็วเท่าที่ควร

โดยบรรดาโรงงานผลิตเครื่องบินทั่วโลกผลิตเครื่องบินรวมกันทั้งหมด 1,543 ลำ เมื่อปีที่ผ่านมา เท่ากับว่ามีการสร้างเครื่องบินใหม่ 30 ลำ/สัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราการผลิตที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อป้อนให้กับสายการบินสัญชาติเอเชีย

ในกรณีสายการบินทรานส์เอเชียของไต้หวัน ทางสายการบินเพิ่มเส้นทางบินใหม่หลายเส้นทาง หลังจากจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2011 โดยมีเส้นทางบินระหว่างจีนกับเมืองอื่นๆ ในเอเชียถึง 24 เส้นทางเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ปริมาณบุคลากรทางการบินโดยเฉพาะนักบินกลับมีน้อยจนไม่เพียงพอตอบสนองต่อการขยายตัวของสายการบินต่างๆ เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ปัจจุบันก็มีสายการบินที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่กว่า 1,600 แห่ง และเอเชียก็เป็นทวีปเดียวในโลกที่ธุรกิจสายการบินยังคงเติบโต โดยข้อมูลจากไออาตา ระบุว่า สายการบินจำเป็นต้องฝึกนักบินใหม่ 10-12 คนต่อการซื้อเครื่องบินใหม่ 1 ลำ หรือบางครั้งสัดส่วนอาจจะมากขึ้นเนื่องจากสายการบินทำการบินอย่างไม่มีวันหยุดเพื่อให้คุ้มค่ากับต้นทุน

คีธ แมคไควร์  อดีตนักสืบสวนอุบัติเหตุจากคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการคมนาคมแห่งชาติของสหรัฐ ระบุว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของสายการบินในเอเชีย ทำให้ระยะเวลาของการฝึกนักบินและช่างซ่อมบำรุงอากาศยานมีความตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากต้องผลิตบุคลากรเพื่อป้อนให้แก่สายการบินให้ทันเวลา นอกจากนัั้นสายการบินในเอเชียยังมีแนวโน้มที่จะจ้างนักบินที่มีชั่วโมงบินน้อยเพื่อการประหยัดต้นทุนอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนสถานที่ฝึกสอนนักบินก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้นักบินขาดแคลนเช่นกัน โดย เดวิด กรีนเบิร์ก ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารของสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ส กล่าวว่า ขณะนี้ในสหรัฐมีสถานที่สำหรับฝึกบุคลาการทางการบินอย่างเพียงพอ ตั้งแต่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยถึงโรงเรียนสำหรับสอนการบิน แต่ในเอเชียกลับไม่มีสถาบันฝึกสอนบุคลากรให้เพียงพอรองรับความต้องการของตลาด

พร้อมกันนี้ สายการบินส่วนใหญ่ที่เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ยังต้องพยายามลดต้นทุนทำให้นักบินไม่ได้รับค่าตอบแทนเท่าที่ควร จึงเกิดภาวะ “สมองไหล” เทไปสู่สายการบินในตะวันออกกลางที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า

ฉะนั้น ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในเอเชียจึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญเกิดอุบัติเหตุทางการบินมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้

นอกจากนั้น การเติบโตที่รวดเร็วของสายการบินในเอเชียยังทำให้เครื่องบินมีแนวโน้มที่จะต้องบินถี่กว่าปกติ และบินในระยะสั้นภายในภูมิภาค ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เนื่องจากสถิติเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมักเกิดตอนเครื่องบินทำการบินขึ้นหรือร่อนลง

ในทำนองเดียวกัน การบินระยะสั้นทำให้การบินต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศของเอเชียแปซิฟิกมากกว่าสายการบินที่ต้องบินข้ามทวีป

โดยกรณีดังกล่าวสะท้อนได้จากกรณีอุบัติเหตุเครื่องบินสายการบินทรานส์เอเชียเมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 48 คน จากทั้งหมด 58 คน เนื่องจากเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นมัตโม

ขณะที่กรณีสายการบินลาวแอร์ไลน์สที่ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ก็ตกขณะเผชิญกับไต้ฝุ่น เช่นเดียวกันกับกรณีเครื่องบินสายการบินอินโดนีเซียแอร์เอเชีย เที่ยวบินคิวแซด 8501 ที่ดิ่งลงสู่ท้องทะเลชวาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ระหว่างกำลังบินหลบพายุนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวร้ายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบินในเอเชียผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า สายการบินในเอเชียกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลไออาตายืนยันในปัจจุบัน การเดินทางทางอากาศในเอเชียมีสัดส่วนถึง 31% ของจำนวนการเดินทางทั้งโลก นอกจากนั้นยังมีการคาดการณ์กันว่าอีก 2 ทศวรรษข้างหน้าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโตขึ้นอีกกว่า 42% โดยจะมีผู้โดยสารเพิ่มกว่า 1,800 ล้านคน/ปี

ด้าน โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินจากสหรัฐ คาดการณ์ว่าทวีปเอเชียแปซิฟิกต้องการนักบิน 2.16 แสนคน ในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังขยายตัว หรือเท่ากับ 40% ของความต้องการนักบินทั่วโลก

แน่นอนว่า ยิ่งตลาดการบินในเอเชียเติบโต อุตสาหกรรมแห่งนี้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้นเป็นเงาตามตัว สายการบินในเอเชียจึงควรต้องหันมาทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยใหม่ ก่อนที่อุบัติเหตุจะกลายเป็นการจุดชนวนการทำลายอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค

 

หวั่นแอร์เอเชียจมก้นทะเลพบคราบน้ำมัน-ชิ้นส่วน

Published มกราคม 12, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2557 เวลา 08:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/yrbTLK

หวั่นแอร์เอเชียจมก้นทะเลพบคราบน้ำมัน-ชิ้นส่วน

อินโดนีเซียหวั่น บินแอร์เอเชีย จมก้นทะเล ทีมค้นหาเจอคราบน้ำมันใกล้จุดหาย เจอชิ้นส่วนต้องสงสัยห่างไปกว่า 1,000 กิโลเมตร

ทีมค้นหาเที่ยวบิน คิวแซด 8501 ของสายการบิน อินโดนีเซีย แอร์เอเชีย ที่สูญหายไปตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้พบร่องรอยคราบน้ำมันลอยอยู่ในทะเลชวา ขณะที่ทางด้านเครื่องบินค้นหา ของออสเตรเลียก็พบวัตถุต้องสงสัยเช่นกัน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งคราบน้ำมัน และชิ้นส่วนต้องสงสัยนั้นเกี่ยวข้องกับเที่ยวบิน 8501 หรือไม่

พล.ร.ต.ฮาดี ตจานานโต โฆษกกองทัพอากาศอินโดนีเซีย เปิดเผยกับเมโทรทีวี ของอินโดนีเซียว่า เครื่องเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพได้สังเกตเห็นคราบน้ำมัน 2 จุด ในทะเลชวาตะวันออกใกล้กับเกาะเบลิตุง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นน้ำมันที่รั่วออกจากตัวเครื่องบิน ซึ่งทางกองทัพอากาศจะเร่งเก็บตัวอย่างน้ำมันขึ้นมาตรวจสอบว่าเป็นน้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องบินหรือไม่

ขณะเดียวกัน ทางด้าน พล.ร.ต.ดวี ปูตรันโต  กล่าวว่า เครื่องบินค้นหา “พี 3 โอไรออน” ของออสเตรเลีย ได้สังเกตพบวัตถุต้องสงสัยลอยอยู่ใกล้กับเกาะยังกา ห่างจากจังหวัดกาลิมันตันตอนกลางไปราว 160 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม จุดดังกล่าวอยู่ห่างจากจุด ที่เครื่องบินขาดการติดต่อไปถึง 1,120 กิโลเมตร ทำให้ในขณะนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นของเที่ยวบิน 8501

“อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ชิ้นส่วนเหล่านั้นเป็นของเครื่องบินแอร์เอเชียที่หายไป เรากำลังเดินหน้าตามหาในทิศทางดังกล่าวอยู่ แต่ทว่าสภาพอากาศก็เต็มไปด้วยเมฆ” ปูตรันโต กล่าว

ทั้งนี้ ทีมกู้ภัยอันประกอบด้วยเรือจากสี่ประเทศ เดินหน้าภารกิจค้นหาเครื่องบินแอร์บัส เอ 320-200  ของสายการบินอินโดนีเซีย แอร์เอเชีย เที่ยวบิน  คิวแซ8501 ในทะลชวา หลังจากเครื่องบินลำดังกล่าวขาดการติดต่อไปมากกว่า 1 วัน และยังไม่ทราบชะตากรรมของผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง 162 ชีวิต  ขณะที่ทีมค้นหาของอินโดนีเซียเชื่อว่า เครื่องบินน่าจะตกและจมสู่ใต้ท้องทะเลแล้ว

“จากการคาดการณ์ในเบื้องต้น เราเชื่อว่าเครื่องบินได้จมลงสู่ก้นทะเล” บัมบัง สุลิสตโย หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยอินโดนีเซีย กล่าวพร้อมเสริมว่า ไม่พบหรือจับสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ อย่างไรก็ดี ทางการอินโดนีเซียไม่ได้ระบุโดยละเอียดถึงที่มาของ ข้อสรุปดังกล่าว

ทีมค้นหาและกู้ภัยประกอบไปด้วยเรือ 12 ลำ  เรือยางอีกหลายสิบลำ และเรือรบอีก 6 ลำซึ่งรวมถึงเครื่องบินจากกองทัพอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ที่เข้าร่วมภารกิจค้นหาในบริเวณดังกล่าวซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.1 หมื่นไมล์ทะเล

ขณะเดียวกัน ทางด้าน ดโจโก มูเรีย โมโจ ผู้อำนวยการสำนักงานการเดินทางทางอากาศอินโดนีเซีย กล่าวว่า ศูนย์ควบคุมการบินของอินโดนีเซียได้อนุมัติคำขอของกัปตันบินเที่ยวบินดังกล่าวที่ขอเปลี่ยนเส้นทางบินเพื่อหลบสภาพอากาศเลวร้าย โดยได้อนุมัติการเปลี่ยนเส้นทางบินไปทางซ้าย แต่ไม่อนุมัติคำขอที่กัปตันขอเพิ่มเพดานบินไปที่ 3.8 หมื่นฟุต จากระดับบินอยู่ที่ 3.2  หมื่นฟุต เนื่องจากในขณะนั้นมีเครื่องบินอีกลำบินอยู่ ในเส้นทางบินเดียวกัน

ดโจโก คาดว่าเจ้าหน้าที่น่าจะสามารถสรุปบทสนทนาระหว่างหอบังคับการบินและนักบินแอร์เอเชียได้ภายในวันนี้ ขณะที่ทางด้าน ปรามินโต ฮาดี หัวหน้าการท่าอากาศยานสุราบายา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบประวัติผู้โดยสาร ตรวจสอบสัมภาระแล้ว แต่ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด

รายงานระบุว่า เครื่องบินแบบ แอร์บัส เอ 320-200 นั้นเป็นรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบ “เอคาร์ส”  ซึ่งเป็นระบบที่จะส่งข้อมูลการทำงานของเครื่องยนต์ ไปยังผู้ผลิตอัตโนมัติ ซึ่งการทำงานแบบส่งข้อมูลเป็น ระยะๆ โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะสามารถช่วยระบุเวลาที่ เครื่องได้บินต่อไปหลังขาดการติดต่อได้

ทั้งนี้ แอร์เอเชียนับเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และยังไม่เคยมีประวัติเครื่องบินตกมาก่อน หลังจากให้บริการมาได้ราว 10 ปี ขณะที่เครื่องบินแอร์บัสรุ่น เอ 320 และรุ่นใกล้เคียงอย่าง เอ 318   เอ 318 และเอ 321 เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุต่ำที่สุดในการบินยุคใหม่ โดยมีอัตราการตกเพียง 1 ครั้งจากการบิน 7 ล้านครั้งเท่านั้น

ปีม้าพยศ ยักษ์ป่วน…โลกสะเทือน!

Published มกราคม 12, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2557 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/nNgwhQ

ปีม้าพยศ ยักษ์ป่วน...โลกสะเทือน!

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

2014 ปีม้าพยศ กำลังจะผ่านพ้นไป และเป็นอีกปีที่โลกต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง และเศรษฐกิจอันยุ่งเหยิงที่สุดครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์กับการต่อสู้ การคัดง้างระหว่างขั้วมหาอำนาจ ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจโลกที่ถูกครอบงำด้วยความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด ไปจนถึงความไม่ชัดเจนในการขึ้นดอกเบี้ยของมหาอำนาจเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ ที่ทำให้กระแสทุนไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง

แต่ที่ตกตะลึงและคาดไม่ถึงคือความตกต่ำของราคาน้ำมันที่ร่วงลงหนัก จนอาจกลายเป็นการซ้ำเติมภาวะเงินฝืดของโลกอีกด้วย

เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับรัสเซียต่อปัญหายูเครนนั้นได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั่วโลก โดยเฉพาะทำให้ความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจ และ
ผู้บริโภคดิ่งเหวกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะในสหภาพยุโรป จีน หรือญี่ปุ่น

ปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองโลกนี้ได้ฉุดความมั่นใจของนักลงทุนอย่างหนักหน่วง ทำให้นักลงทุนต่างวิ่งเข้าซบเงินเหรียญสหรัฐซึ่งกำลังถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยที่สุดในระยะนี้ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นแข็งค่ามากขึ้นที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆ ของโลก

ค่าเงินรูเบิ้ลรัสเซียเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นได้อ่อนค่าลงไปแล้วถึง 53.5% ขณะที่ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลงไป 12.43% ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงไป 9.2% ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนลงไป 2.45%  ค่าเงินริงกิตมาเลเซีย อ่อนลงไป 6.04% ขณะที่ค่าเงินบาทไทยอ่อนตัวลงมากที่สุดในรอบปี แตะ 33.11 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.

ยิ่งไปกว่านี้ ตลอดปีที่ผ่านมาโลกยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายที่ไม่ปกติจากธนาคารกลางสหรัฐอย่างรุนแรงเช่นกัน แม้ว่าในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เฟดจะประกาศยุติการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ไปแล้ว แต่กระนั้นตลาดทุนโลกกลับต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่ ความไม่แน่นอนนี้ได้ทำให้เกิดการไหลออกของทุนต่างชาติในตลาดทุนประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และฉุดให้ค่าเงินของหลายประเทศดิ่งลงอย่างรุนแรงเป็นระยะๆ เช่นกัน และสำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-25 ธ.ค.นั้น ทุนต่างชาติได้ไหลออกไปแล้วมากถึง 37,313 ล้านบาท

ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงอย่างผิดปกติ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแย่งชิงตลาดกันระหว่างกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) และผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก รวมไปถึงการที่ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน หรือเชลออยล์ ในสหรัฐที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้ฉุดให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงท้ายปีนี้ โดยจากระดับราคาสูงสุดที่ราวๆ 107 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเดือน มิ.ย. ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบชนิดเบาในตลาดโลกลดลงมาอยู่ที่ราวๆ 55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น

ราคาน้ำมันที่ผิดปกติเช่นนั้น อาจจะส่งผลในเชิงบวกต่อผู้บริโภคทั่วโลก แต่กระนั้นในอีกด้านหนึ่งราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงจะยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงของเงินฝืดที่กำลังเป็นปัญหาทั่วโลกในขณะนี้ด้วย

ขณะที่รัสเซียได้กลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดในช่วงท้ายปีนี้เช่นกัน จากผลกระทบจากการถูกคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก ผนวกเข้ากับความตกต่ำของราคาน้ำมันและพลังงานอันถือเป็นรายได้หลักของรัสเซีย ได้ฉุดให้ค่าเงินรูเบิ้ลรัสเซียร่วงลงไปกว่า 50%  และคาดว่าในปีหน้าเศรษฐกิจรัสเซียจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมากกว่า 3.6%

ส่วนมหาอำนาจจีนยังคงดูเหมือนว่าจะยังคงพอใจกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเป็นผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่โดยไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 7.3% และคาดว่าในปี 2015 นี้ จีนจะสามารถเติบโตได้เพียง 7.1% เท่านั้น วันนี้จีนไม่ใช่ตลาดที่จะพึ่งพาได้อีกต่อไปนัก

ปัญหาที่เกิดขึ้นในบริบทโลกได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ดังเห็นได้จากภาคการส่งออกของไทยที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ เนื่องจากตลาดส่งออกหลายแห่งของไทยเองต่างอยู่ในภาวะซึมเซา โดยตัวเลขจากกรมการค้าระหว่างประเทศ พบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกไทยติดลบ 0.7% เฉพาะในเดือน พ.ย.การส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นปรับลดลงถึง 107% สหภาพยุโรปลดลง 5.2% ส่วนจีนลดลงไปถึง 18.7%

ปัญหาต่างๆ ที่กำลังรุมเร้าโลกในปีนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้ในเร็วๆ นี้ และยังจะส่งความวุ่นวายต่อเนื่องไปยังปีหน้าซึ่งยังจะต้องเป็นอีกปีสำคัญยิ่งที่ไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างเข้มข้นมากกว่าเดิม

%d bloggers like this: