Health Me

All posts tagged Health Me

รักษาสายตายาวตามอายุ

Published มิถุนายน 7, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : รักษาสายตายาวตามอายุ.

  • 07 มิถุนายน 2554 เวลา 19:50 น.

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาสายตายาวตามอายุ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงมีผลข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนน้อย…

เรื่อง….อณุศรา ทองอุไร

ปัจจุบันแนวโน้มปัญหาผู้มีสายตาผิดปกติจะพบได้มากขึ้น อันเนื่องมาจากการดำเนินชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งการทำงานที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การใช้แสงในชีวิตประจำวันโดยไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากภาวะสายตายาวสูงอายุ ซึ่งทุกคนต้องประสบ เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

ในคนปกติที่อายุน้อยกว่า 40 ปี เลนส์ตายังสามารถปรับเปลี่ยนโฟกัสได้ชัดทั้งไกลและใกล้ แต่พออายุมากขึ้นความสามารถในการปรับโฟกัสจะลดลง ทำให้ต้องใส่แว่นช่วยในการอ่านหนังสือหรือมองระยะใกล้ซึ่งต้องใช้กำลังโฟกัสมากแต่ยังสามารถมองไกลได้ดีเรียกว่าเป็นสายตายามตามอายุ การแก้ไขโดยใช้แว่นสายตาแล้ว

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาสายตายาวตามอายุ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงมีผลข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนน้อย เช่น Intracor ความล้ำหน้าล่าสุดในการรักษาสายตายาวสูงอายุ

น.พ.นพรัตน์ สุจริตจันทร์ ผู้อำนวยการแพทย์ ศูนย์เลสิคและรักษาสายตารัตนิน-กิมเบล กล่าวว่า เป็นการรักษาสายตายาวสูงอายุ ด้วยเลเซอร์ชนิดพิเศษ Femtosecond LASER โดยไม่ต้องผ่าตัดแต่จะใช้แสงเลเซอร์ ซึ่งมีความแม่นยำสูงยิงตรง เข้าไปภายในกระจกตาชั้นในที่เรียกว่าชั้นสโตรม่า (Stroma) ให้เป็นลักษณะวงแหวนบริเวณกึ่งกลาง ของกระจกตา ทำให้เกิดเป็นวงแหวนหลายๆชั้น ส่งผลให้เนื้อกระจกตาตรงกลางนูนขึ้นเกิดการ เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยต่อความโค้งของกระจกตา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้คนไข้สามารถ มองเห็นในระยะใกล้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาแว่นสายตายาว หรือไม่ต้องใช้อีกต่อไป

เป็นการรักษาสายตายาวสูงอายุที่มีความแม่นยำสูงและเป็นการรักษาเฉพาะเจาะจง ตามลักษณะเฉพาะของตาแต่ละดวง แต่ยังคงรักษารูปร่างของกระจกตาใกล้เคียง ธรรมชาติของดวงตาได้มากที่สุด ใช้เวลาในการยิงเลเซอร์เพียง 20 วินาที โดยผู้ที่เข้ารับการรักษา สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้อย่างรวดเร็ว และสามารถขับรถได้หลังการรักษาเพียง 1 วัน โดยไม่ต้องทำการผ่าตัด ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียของเนื้อเยื้อของดวงตา และสามารถใช้สายตาอ่านหนังสือโดยไม่ต้องใช้แว่นสายตา ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังการรักษา สร้างความมั่นใจในบุคคลิกใหม่ที่ไม่ต้องสวมใส่แว่นเพื่อการอ่านหนังสืออีกต่อไป

เตรียมตัวก่อนการตรวจสายตา

1.งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 7 วันก่อนวันตรวจสำหรับเลนซ์ชนิดนิ่มและงดใส่อย่างน้อย 3 สัปดาห์สำหรับเลนซ์แบบแข็ง

2. ในวันตรวจไม่ควรขับรถมาเองเพราะแพทย์จะทำการขยายม่านตาทำให้การมองเห็นเปลี่ยนไปจนกว่าจะผ่าน 5 ชั่วโมงไปแล้ว

3. ใช้เวลาในการตรวจอย่างละเอียดราว 3 ชั่วโมง

ขั้นตอนการตรวจ

1.แพทย์จะวัดความหนา ความโค้งของกระจกตาและทำแผนภูมิของกระจกตาเพื่อดูว่ามีความหนา ความโค้งที่เหมาะสมสำหรับการรักษาหรือไม่

2.จักษุแพทย์จะทำการลองแว่นตาหรือคอนแทคเลนซ์ชั่วคราวเพื่อจำลองการมองเห็น

3.จักษุแพทย์จะขยายม่านตาและตรวจสภาพตาอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าดวงตาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงพอไม่มีโรคตาอื่นๆที่เป็นอุปสรรคต่อการรักษา เช่น โรคต้อหิน ต้อกระจก และโรคเกี่ยวกับจอประสาทตา

หลังจากนั้นจักษุแพทย์ จะนัดมาทำการรักษาตามความเหมาะสมกับปัญหาสายตาแต่ละคน เมื่อมีการเลเซอร์เรียบร้อยแล้วจะนัดตรวจเพื่อติดตามดูความเรียบร้อยของสภาพดวงตาและวัดค่าสายตาของท่านจำนวน 6 ครั้ง คือ 1 วัน, 1 สัปดาห์, 1 เดือน , 3 เดือน, 6 เดือนและ 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าผลการรักษาสายตาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความพอใจสูงสุด

รู้จักรายจ่ายของตัวเอง

Published มิถุนายน 7, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : รู้จักรายจ่ายของตัวเอง.

  • 06 มิถุนายน 2554 เวลา 18:13 น.

บันทึกรายจ่ายเพื่อการรู้จักตนเอง อย่างน้อยของอย่างน้อยที่สุด ก็พอจะเห็นแววว่า จะพัฒนาหรือเปลี่ยนไปในทางที่รวยได้ยังไง ถึงจะ(ยัง) ไม่รวย แต่ก็ไม่จนไปกว่านี้!

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

แม้เงินจะซื้อทุกอย่างในชีวิตไม่ได้ แต่เงินก็ซื้อหลายๆ อย่างในชีวิตได้ ที่สำคัญคือมันให้โอกาสเราในการเป็นผู้เลือก และใช้ชีวิตอย่างที่เลือก เงินซื้อได้ไม่ทั้งหมดก็จริง แต่ถ้าพูดกันตามจริงเงินก็ซื้อได้เป็นส่วนใหญ่ สำหรับผู้เขียนแล้วเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็จริง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนึ่งในท็อปไฟว์

ศิลปะของคนใช้เงินเป็น คือรู้ว่าจะใช้ซื้ออะไร ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของคนจน ซึ่งใช้จ่ายเงินเหมือนกระเชอก้นรั่ว คนที่ชอบบ่นว่าสิ้นเดือนไม่มีเงินเหลือ ชอบบ่นว่าค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตทำไมถึงได้สูงปรี๊ด (อย่าลืมรีบไปรีไฟแนนซ์นะ) พวกนี้คือพวกไม่รู้จักนิสัยในการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่รู้จักตัวเอง และไม่มีเป้าหมายการออม ถ้าไม่อยากเป็นแบบนี้ ก็ต้องทำในสิ่งตรงกันข้าม

ทำความเข้าใจกับตัวเองผ่านรายจ่าย ก่อนอื่นขอให้ลองสำรวจตัวเองว่า มีการใช้จ่ายทำนองนี้บ้างหรือไม่

 

1.มื้อเที่ยงกินข้าวแกงจานละ 20 บาท ไม่ใส่ไข่ดาวนะ จะได้ประหยัด แต่ขากลับก่อนขึ้นออฟฟิศ ขอแวะซื้อกาแฟแบรนด์นอกถ้วยละ 100 กว่าบาท แหม…ก็มันติดกาแฟอ่ะ จริงๆ บนออฟฟิศก็มีบริการกาแฟฝาแดงให้ชงฟรีนะ แต่ไม่อยากกินเพราะรสชาติไม่คุ้นลิ้น

2.ช็อปปิ้งที่ตลาดนัดข้างตึกทุกวัน ถือเป็นการผ่อนคลายความเครียด และรักษาสมดุลชีวิต ซื้อเสื้อผ้าถูกๆ ใส่ แค่ตัวละ 159 บาท แต่สัปดาห์หนึ่งต้องซื้อไม่ต่ำกว่าสี่ซ้าห้าตัว จะได้เอาไปสลับแบบสลับสีกับเสื้อกระโปรงที่มีอยู่แล้ว (เต็มตู้เสื้อผ้าที่บ้าน) ถามว่าเสียดายเงินไหม-ก็ไม่นะ ตัวล่ะไม่กี่สตางค์…เศษเงินอ่ะ…ขำขำ

3.จากบ้านนั่งมอเตอร์ไซค์ออกมาที่ถนนใหญ่ ต่อแท็กซี่มาลงเรือ ขึ้นจากเรือแล้วไปรถไฟฟ้า ต่อจากรถไฟฟ้าขึ้นแท็กซี่เข้าออฟฟิศ รวมค่าเดินทางไป-กลับวันละไม่ต่ำกว่า 400 บาท

4.เนื้อตัวเหนียวกว่าคนทั่วไป ต้องให้คนอื่นอาบน้ำให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1,500-3,000 บาท แถมต้องเตรียมเงินไว้คอยทิปอีกครั้งละ 300 บ้าง 500 บ้าง (กลัวถูกหาว่าไม่ป๋าไง)

5.สังคมจัดสุดสุด เย็นวันนี้สังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มนี้ เย็นพรุ่งนี้สังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มโน้น ศุกร์สุดสัปดาห์มีนัดรียูเนียนกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมประถมอนุบาล ฯลฯ ตกค่าสังสรรค์วันเว้นวัน เหยียบสัปดาห์หนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 บาท

6.วันหยุดก็ไม่หยุด ไม่อยากพักผ่อนที่บ้าน แต่ตะลอนๆ ออกไปไม่เว้น ชอบเปิดโลกกว้าง ดูหนังฟังเพลง ไปเล่นกอล์ฟ โยนโบว์ลและอื่นๆ ถ้าไม่ค่ำถ้าไม่มืดไม่กลับบ้าน

7.คลั่งเทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด รุ่นใหม่ออกต้องตามติด เพราะกลัวเอาต์! เปลี่ยนมือถือหรือ PDA ทุก 3 เดือน ซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ ซื้อคอมพ์ใหม่ทุกครั้งที่มีงานสินค้าไฮเทค

8.บอกใครๆ ว่าชอบอ่านหนังสือ แต่จริงๆ แล้วชอบดูแต่รูป ซื้อแมกกาซีน วารสารไทยเทศมาจนเต็มบ้านเต็มห้อง แต่ไม่เคยเปิดอ่าน (พลิกดูแต่รูป-มีคนอย่างนี้จริงๆ)

9.ชอบกินอาหารหรูๆ อย่างต่ำก็ต้องเดลิเวอรีสั่งมากินที่บ้าน

10.สมัครบัตรเครดิตเรื่อยไป ประมาณว่าอยากได้ของแถม (บางยี่ห้อก็แจกมาได้แค่ตุ๊กตาสตึๆ แต่ก็มีคนอยากได้แฮ่ะ) สมัครไปเถอะ เดี๋ยวค่อยบอกเลิกทีหลัง แต่ขอโทษเถอะ เงินเดือนแค่หมื่นสองหมื่น แต่วงเงินบัตรรวมกันทั้งหมดมากกว่ารายได้รวมกันสามปีเสียอีก (ไม่รู้ผ่านอนุมัติมาได้ยังไงเนี่ย)

สรุปแล้วคือการไม่ประมาณตน ตัวเอง (มีปัญญา) จ่ายแค่ไหน ก็ควรวางแผนบริหารจัดการรายจ่ายให้เหมาะสม หมั่นเตือนตัวเองและทำบัญชีค่าใช้จ่าย ขอแนะนำการบันทึกรายจ่ายง่ายๆ แบบ Spread Sheet ในคอมพิวเตอร์ ขอให้ทำทุกวันโดยแบ่งเป็นหมวดๆ อย่างชัดเจน เช่น หมวดอาหาร หมวดค่าขนส่ง หมวดงานสังสันท์ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ หมวดเสื้อผ้าเครื่องประดับ หมวดภาษีสังคม (นานาซองทั้งหลาย) ฯลฯ

ที่สำคัญคือต้องลงบันทึกทุกวัน หรือในทันทีที่ทำได้ ทุกรายจ่ายที่จ่ายจริง-จดเลย เล็กน้อยแค่ไหนก็จำไว้ว่าต้องจด เช่น ให้เงินขอทานหน้าปากซอย 5 บาท หยอดกระป๋องมูลนิธิหมาพิการ 17 บาท ใส่ซองผ้าป่า 200 เงินหาย 500 ฯลฯ หลักการคือตามจริง และขอให้บันทึกต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน แล้วใช้โปรแกรม Spread Sheet เพื่อดูแพตเทิร์นการจ่าย หรือแบบแผนการใช้เงินของตัวเองว่า สุรุ่ยสุร่ายในหมวดใดสูงสุด รองลงมาๆๆๆ หรือหมวดไหนที่มีปัญหาวิธีนี้เราจะเช็กตัวเองได้ และสกัดกั้นการจ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างน้อยก็จะรู้จักรายจ่ายของตัวเอง จับต้องได้ว่าใช้จ่ายด้านไหนเกินตัว จากนั้นวางแผนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายที่ควรลดมากที่สุดคือค่าใช้จ่ายผันแปร (ค่าดูหนัง, ค่าเอนเตอร์เทน เป็นต้น) ส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ส่วนใหญ่เป็นภาระหนี้สิน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ก็ควรมองหาโอกาสที่จะทำให้ลดลง

บันทึกรายจ่ายเพื่อการรู้จักตนเอง อย่างน้อยของอย่างน้อยที่สุด ก็พอจะเห็นแววว่า จะพัฒนาหรือเปลี่ยนไปในทางที่รวยได้ยังไง ถึงจะ(ยัง) ไม่รวย แต่ก็ไม่จนไปกว่านี้!

หยุด!! สูบบุหรี่กันเถอะ

Published มิถุนายน 1, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : หยุด!! สูบบุหรี่กันเถอะ.

  • 31 พฤษภาคม 2554 เวลา 12:11 น.

หยุดสูบบุหรี่เสียในวันที่คุณยังมีโอกาสเลือก อย่ารอจนสายเกินไป หรือรอให้เจ็บไข้ได้ป่วยก่อนถึงยอมเลิก เพราะสภาพร่ายกายรับไม่ไหวอีกแล้ว…

เรื่อง….มัลลิกา นามสง่า

23 ปีแล้ว ที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 31 พ.ค.ของทุกปี เป็น “วันงดสูบบุหรี่โลก” เพื่อกระตุ้นให้ทุกๆ ประเทศตระหนักถึงอันตรายและความสูญเสียทั้งทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ในปีนี้ทางประเทศไทย โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รณรงค์โดยชูสโลแกน “พิทักษ์สิทธิตามกฎหมาย มุ่งสู่สังคมไทยปลอดบุหรี่”

บุหรี่ ฆาตกรเงียบ

การรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่ทำกันทุกๆ ปี แต่ในทุกๆ ปี ทุกๆ เดือน ทุกๆ วัน ก็ยังมีคนเจ็บป่วยและร่ำไห้กับการสูญเสียที่เกิดจากพิษภัยของ “บุหรี่” วันนี้จึงนำข้อมูลจาก “คลินิกเลิกบุหรี่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา” มาย้ำให้ตระหนักกันอีกครั้งว่า การสูบบุหรี่ “ทำให้” เกิดผลร้ายใดกับร่างกาย

 

อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจสูงขึ้นเป็น 2 เท่า

อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคถุงลมโป่งพองสูงขึ้นเป็น 6 เท่า

อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอดสูงขึ้นเป็น 10 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีอาการและลักษณะของคนสูบบุหรี่ ซึ่งไม่น่าพิศมัย เช่น เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฟันเหลือง ตาแดง เล็บเขียว มีกลิ่นตัวและกลิ่นปากรุนแรง เป็นมะเร็งช่องปาก รวมถึงฟันและลิ้น เป็นมะเร็งหลอดลมและหลอดอาหาร เป็นมะเร็งกล่องเสียง เป็นมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพองจนไม่สามารถหดตัวกลับได้ มีผลทำให้หายใจติดขัด หอบ จนถึงตายได้ โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล โรงตับแข็ง เช่นเดียวกับการดื่มสุรา โรคปริทนต์ (ฟันเน่าเละ) โรคโพรงกระดูกอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง ประสาทในการรับรสแย่ลง มีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก บางครั้งไอถี่มากจนไม่สามารถหลับนอนได้

หยุด!! ทำร้ายคนรอบข้าง

ทำให้เด็กในครอบครัวป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หอบหืด หูชั้นนอกอักเสบเพิ่มมากขึ้น สามี-ภรรยาของผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคู่สมรสที่ไม่สูบบุหรี่ 2 เท่า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ 3 เท่า และเสียชีวิตเร็วกว่าปกติถึง 4 ปี นอกจากในครอบครัวแล้วผู้คนที่อยู่ในบริเวณที่มีผู้สูบบุหรี่ ยังเกิดอาการเคืองตา ปวดศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการหอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบ ก็จะทำให้มีอาการของโรคเพิ่มมากขึ้น

ฮึด!!เลิกบุหรี่

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายามของมนุษย์ สิ่งสำคัญอันดับแรกอยู่ที่ “ใจ” ของผู้สูบ และการตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้อย่างเด็ดขาด เมื่อคิดดีได้แล้วมาดูกันว่ามีหนทางไหนบ้างที่จะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้เด็ดขาด

ทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ให้หมด ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ ที่เขี่ยบุหรี่ และไฟแช็ก

ตัดความเคยชิน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่มักจะทำร่วมกับการสูบบุหรี่ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คุมอาหารด้วยการเลือกรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ให้มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ยาในการรักษาการติดนิโคติน การใช้ยาสามารถช่วยลดความทรมานจากการติดทางร่างกายได้ ทำให้เราสามารถทุ่มเทกำลังใจในการต่อสู้กับการติดทางจิตใจได้เต็มที่ แผ่นแปะนิโคตินและหมากฝรั่งนิโคติน หลักการคือการให้สารนิโคตินในระดับต่ำ เพื่อระงับอาการขาดนิโคติน อาทิ หงุดหงิดง่าย กระวนกระวาย ซึ่งการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

กลยุทธ์รับมืออาการอยากบุหรี่

ถ่วงเวลา เมื่ออยากสูบบุหรี่ อย่าเพิ่งเปิดซองบุหรี่หรือจุดบุหรี่ เมื่อผ่านไป 5 นาที ความอยากจะลดลง แล้วความตั้งใจของคุณที่จะเลิกก็จะกลับมา

หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ 3-4 ครั้ง

ค่อยๆ จิบน้ำและอมไว้สักครู่ให้รู้รสน้ำแล้วจึงกลืนลงคอ

อย่าเกรงใจเมื่อผู้อื่นให้บุหรี่คุณ

พยายามใช้มือทำโน่นทำนี่ อย่าปล่อยให้มือว่าง เอากุญแจมาขยำ หรือนับลูกประคำก็ได้

อย่าคิดเรื่องการสูบบุหรี่ เปลี่ยนอิริยาบถไปทำอย่างอื่นเสีย เช่น ฟังเพลง ไปเดินเล่น หรือไปหาเพื่อนฝูง

ขอให้ใจแข็ง การกลับไปสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวจะเป็นผลทำให้กลับไปสูบใหม่ คุณต้องต่อสู้กับความอยากให้ได้

จดจำเหตุผลที่คุณตัดสินใจเลิกบุหรี่ไว้ให้ขึ้นใจ เพื่อเป็นกำลังใจเวลาท้อ

ตั้งสติให้มั่น เข้มแข็งเมื่อมีอาการหงุดหงิด

อดเป็นวันๆ ไป โดยพยายามตั้งใจให้วันผ่านไปโดยไม่สูบบุหรี่

เตือนตนเองอยู่เสมอว่า “คุณไม่สูบบุหรี่แล้ว”

หยุดสูบบุหรี่เสียในวันที่คุณยังมีโอกาสเลือก อย่ารอจนสายเกินไป หรือรอให้เจ็บไข้ได้ป่วยก่อนถึงยอมเลิก เพราะสภาพร่ายกายรับไม่ไหวอีกแล้ว…

รมณ์บ่จอย นอยด์และเหวี่ยง

Published พฤษภาคม 27, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : รมณ์บ่จอย นอยด์และเหวี่ยง.

  • 25 พฤษภาคม 2554 เวลา 19:35 น.

เรื่อง : นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine

ไข่ที่ขึ้นราคา ค่าเทอมลูกที่จ่อมา ราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด รถติดสุดๆ แล้วยังมีสิทธิถูกคนเมายาบ้าไล่ยิง ทำให้อารมณ์คนทั่วไปเกิดอาการ “นอยด์” และ “เหวี่ยง” ได้ง่ายๆ

ตกที่ไหนคนใกล้ก็รับไป

ในช่วงที่อารมณ์กำลังผันผวนตามอากาศ เกิดอาเพศเปลี่ยนถ่ายอำนาจกันพลันให้เกิดพายุฤดูร้อนเพราะความกดอากาศย้อนแปรปรวนชวนให้คิดว่าแกนโลกเอียง ขั้วใหม่จะกลายเป็นขั้วเก่าทำเอาร้อนกันจนต้องเล่นกีฬาสีกันอีกหรือเปล่า
อุ้ย…ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะคร้าบ เพราะเรื่องความเครียดไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้วจนเกิดเป็นความอึดอัดตันใจ ทำให้บางท่านเชื่อผิดว่าถ้าไม่ได้นอยด์เสียบ้างจะกลายเป็นเก็บกดไป เลยปล่อยของเสียจนสุดใจ

นอยด์เพราะ “ฉัน”

การใช้อารมณ์จนชินจะทำให้เป็นคน “ขึ้นง่าย” ครับคือถูกกระตุ้นจนของขึ้นปรี๊ดอยู่เสมอซึ่งทำให้ชีวิตสั้นลง แต่ก็เข้าใจครับว่าหลายครั้งมันเป็นการยากเหลือเกิน เลยอยากขอนำเทคนิคแก้อาการนอยด์ง่ายๆ มาฝากไว้ เพราะการใช้อารมณ์ออกมาแบบผิดวิธีจะยิ่งไปกระตุ้นให้หงุดหงิดจิตตกมากขึ้น ลองสังเกตว่าคนที่โมโหจนบ้าคลั่งนั้นมันจะไม่หยุดง่ายนอกจากจะหมดแรงไปเองเพราะ “ธาตุเครียด” มันถูกกระตุ้นออกมาเสียจนเบรกไม่อยู่

ถ้าอยากรู้ทันก่อนเหวี่ยงจัดขอให้ดูที่คู่มือระงับอารมณ์ 3 ข้อต่อไปนี้ครับ

– ลด “ฉัน” สำคัญสุด ความร้อนในใจทั้งปวงล้วนเกิดจาก “ฉัน” ทั้งนั้น การถือตัวตนมั่นจะทำให้โรคมาหาด้วย ขอให้คิดออกนอกตัว อย่ากลัวที่จะมีกิจกรรมทำให้ไม่ต้องอยู่คนเดียว ถ้าไม่เกี่ยวกับอัตตาได้จะสุขเบาขึ้นเยอะครับ

– อย่าหยุดความเด็ก โกรธเมื่อไรให้นึกถึงวัยเด็กแสนสุขเข้าไว้เพราะเด็กน้อยนั้นโกรธง่ายหายเร็ว กินอิ่มนอนหลับ และให้มองคนที่น่าโกรธว่า “เหมือนเด็ก” เสีย เพราะเขาอยากได้ก็จะเอา หิวก็จะกิน อยากได้มากหน่อยก็หยิบเอาหรือคอร์รัปชันเอา ใครๆ ก็เหมือนเด็กครับแล้วใจเราจะเย็นลงได้บ้าง

– เช็กต่อมสุข ให้ดูว่าวันนี้ต่อมสุขทำงานดีหรือยังโดยยิ้มดูหน้ากระจก ถ้าปากยิ้มแต่ตายังบึ้งดูไม่ “ตายิ้ม” ยิบหยีแสดงว่ายังไม่สุขแท้เพราะไม่ได้ยิ้มจากข้างใน ไม่เป็นไรครับ ใช้เทคนิคฝึกยิ้มกระตุ้นต่อมสุขให้ยิ้มไปและดวงตาก็ยิ้มสุกใสไปด้วยแล้วมันจะกระตุ้นต่อมสุขข้างในเองครับ

ทั้งสามเทคนิคนี้ เป็นสิ่งที่ผมใช้อยู่ทุกวัน แล้วก็เลยนำมาแยกเป็นข้อเผื่อท่านผู้อ่านที่รักได้ใช้ประโยชน์บ้าง เพราะหน้าที่การงานของผมนั้นจำเป็นต้องเกี่ยวกับความเครียด อย่างแรกเลยคือ “สอน” ที่จุฬาฯ เรื่องการจัดการความเครียด ส่วนอย่างที่สองนั้นคือการทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน ตั้งแต่ เขียนข่าว เล่าสคริปต์และจัดรายการเองจึงทำให้รู้ว่า “อารมณ์” และ “สีหน้า” เป็นเรื่องสำคัญมาก

ตัวอย่างง่ายคือถ้าเราเผลอขมวดคิ้วเสียแล้วผู้ชมทางบ้านก็จะอดไม่ได้ที่ขมวดคิ้วไปด้วยยิ่งทำให้เรื่องที่เราพูดดูเครียดโดยไม่รู้ตัว น่ากลัวมากมายครับ เพราะมันจะติดเป็นนิสัยแล้วดึงโรคภัยเข้ามาในชีวิตไม่หยุดหย่อน

เหมือนถูกป้อนยาพิษทุกครั้งที่นอยด์

*******************************

นพ.กฤษดา ศิรามพุช นายแพทย์แห่งศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้เกียรติเป็นคอลัมนิสต์รับเชิญ สลับสับเปลี่ยนร่วมเขียนงานดีๆ กับคอลัมนิสต์ชีวิตรื่นรมย์ท่านอื่นๆ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพูดคุยกับคุณหมอได้โดยตรงที่ drkrisda@gmail.com

5 วิธีเยียวยาเด็กจากภาวะช็อก ตกใจ กลัว

Published พฤษภาคม 27, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : 5 วิธีเยียวยาเด็กจากภาวะช็อก ตกใจ กลัว.

  • 24 พฤษภาคม 2554 เวลา 12:15 น.

เด็กที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายระทึกขวัญ หากไม่ได้รับการเยียวยาดูแลหลังเกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายในทันที ไม่เป็นผลดีกับเด็กอย่างแน่นอน

เรื่อง…วรธาร

เด็กที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายระทึกขวัญ เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือโศกนาฏกรรม ย่อมได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจและเกิดภาวะต่างๆ ได้ เช่น ภาวะช็อกทางจิตใจ ภาวะตกใจและหวาดกลัว กลายเป็นคนตกใจง่ายจากเสียงดัง ขาดสมาธิ และมักจะมีอาการเงียบ สับสน งง อารมณ์เฉยชา ขาดการตอบสนอง หากไม่ได้รับการเยียวยาดูแลหลังเกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายในทันที ไม่เป็นผลดีกับเด็กอย่างแน่นอน

อาการที่เกิดจากภาวะช็อก ตกใจ

พญ.อังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ภาวะจิตใจหลังภัยพิบัติ อุบัติเหตุ เด็กรอดชีวิตมาได้จากการเผชิญเหตุการณ์โดยตรง เช่น ถูกคลื่นหรือกระแสน้ำพัดพาแยกจากพ่อแม่พี่น้อง จะเกิดอาการหวาดกลัว ตกใจง่ายเหมือนตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น หรือถ้าในเด็กโตบางคนจะรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ และคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ชักชวนให้ไปเที่ยวที่นั่น ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการเยียวยารักษาก็อาจทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตายได้

พญ.อังคณา

คุณหมออังคณา กล่าวต่อว่า อาการที่ปรากฏจะซึมเศร้าต่อเนื่อง 2 สัปดาห์แรก และมักเกิดอาการหลายอย่าง เช่น ไม่ร่าเริง เบื่อหน่าย ท้อแท้ ขาดความสุข เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ สมาธิสั้น หมดแรง เหนื่อยหน่าย คิดว่าตัวเองเป็นภาระผู้อื่น เบื่อชีวิต คิดมาก อยากตาย และคิดฆ่าตัวตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจมีผลต่อการเรียนหรือพัฒนาการบุคลิกภาพในระยะยาวอย่างแน่นอน

“เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้จะรู้สึกว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้ เกิดความกลัว แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลให้เขารู้สึกปลอดภัย มั่นคง จะดีขึ้น ค่อยๆ ดีขึ้น ทุกคนต้องช่วยกันพร้อมให้ความช่วยเหลือเขา ส่วนเด็กที่มีลักษณะกังวลมากๆ ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงต่ออาการทางจิตเวช เรียกว่า Posttraumatic Stress Disorder (PTSD) ซึ่งตรงนี้จะเป็นภาวะที่รุนแรง จะมีลักษณะตื่นตระหนกและตกใจง่าย เหมือนได้ยินเสียงอะไรที่ทำให้ตกใจก็จะตกใจอย่างง่าย รวมถึงภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นได้”

วิธีปฏิบัติอย่างถูกวิธี

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ได้แนะวิธีการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ต่างๆ โดยพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดควรปฏิบัติดังนี้

1.เบี่ยงเบนความคิดของเขา ทำให้เขามีอารมณ์ที่สนุกสนาน ร่าเริงมากขึ้น อาจจะเป็นการเล่น หรือทำกิจกรรมอะไรที่สนุกสนาน เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับเขา

2.ให้ความช่วยเหลือ โดยให้ความสุขเกิดขึ้นในใจเด็กก่อน เราประคับประคองจิตใจของเขา เช่น เขาอยากเล่าอะไร ก็ให้เขาเล่าตามความต้องการของเขา หรือเขาอาจจะเล่าในเรื่องของความสูญเสีย

3.ไม่ควรถามเด็กในเรื่องที่เกิดขึ้นแบบซ้ำๆ ในกรณีที่มีคนมาพูดมาถามในเรื่องที่เกิดขึ้นแบบซ้ำๆ อันนี้ต้องระวังด้วย เพราะบางครั้งผู้ใหญ่จะให้เด็กเล่าเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ วนไปวนมา ถ้าเด็กมีจิตใจค่อนข้างอ่อนไหวอยู่แล้วก็จะเกิดเป็นบาดแผลที่ลึกมากขึ้น แทนที่จะเยียวยาก็จะกลายเป็นเกิดบาดแผลขึ้นมาแทน

4.ไม่ควรห้ามว่าอย่าไปพูดถึง อย่าไปสนใจ หรืออย่าเสียใจ เพราะเป็นการปิดกั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น ตอนนี้หนูคิดยังไง รู้สึกยังไง ถ้าเด็กอยากพูด ผู้ใหญ่ก็ต้องฟัง พร้อมเข้าหาเด็กด้วยท่าทีที่พร้อมจะเข้าใจ พูดกว้างๆ พอเด็กรู้สึกว่าได้รับความเป็นมิตร ได้รับความห่วงใยจากคนที่เข้าไปหาแล้วก็จะเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย หรือมีความรู้สึกว่ามีคนที่พร้อมจะช่วยเขา หรือเป็นที่พึ่งให้กับเขาอยู่ข้างๆ

5.หาญาติหรือคนสนิทสนมคอยปลอบ ในกรณีที่เด็กสูญเสียพ่อแม่ ถ้าเราหาคนที่สนิทสนม เช่น ญาติพี่น้องที่สนิทที่ยังเหลืออยู่ หรือคุณครู หรือใครก็ได้ที่เด็กมีความสัมพันธ์ที่ดี ก็จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยได้มากขึ้น ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยอาจจะสอนเขาในเรื่องของการผ่อนคลาย เช่น เมื่อไรที่เขาเกิดเครียด กลัว หรือวิตก ก็ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การหายใจ ให้เด็กเข้าใจว่าการที่เขาเกิดอาการกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครๆ ก็เป็นกัน ไม่ใช่มีเขาคนเดียวที่เป็น ให้เด็กทำความเข้าใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น สามารถที่จะจัดการกับอารมณ์นั้นที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง พอเด็กผ่อนคลายและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว ความรู้สึกที่ดีๆ ต่างๆ จะกลับมาได้

พญ.อังคณา ย้ำว่า สิ่งสำคัญในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือเด็ก โดยเฉพาะพ่อแม่จะต้องมองอะไรในด้านบวก มองปัจจุบันให้เป็นด้านบวก แทนที่จะคิดด้านลบ เช่น ตายแน่เลย ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ประมาณว่าบ้านก็ไม่เหลือ อะไรก็ไม่เหลือ อนาคตคงแย่แน่

“เพราะถ้าเริ่มต้นจากตรงนั้น สิ่งที่พ่อแม่จะให้กับลูกก็จะออกมาเป็นด้านลบ แต่ถ้าเริ่มจากการคิดในมุมบวก เช่น ยังดีนะที่ลูกไม่เป็นไร ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน ยังได้เจอหน้ากัน ซึ่งการที่มีมุมมองเป็นบวกอย่างนี้ ก็จะทำให้เด็กหรือลูกมีกำลังใจ ฉะนั้นคำพูดที่ควรพูดกับลูกเช่นว่า เราได้อยู่ด้วยกันต่อไป เดี๋ยวเราค่อยๆ สร้างบ้านกันใหม่ อาจจะรอนิดนึง แต่ก็เชื่อว่าเราจะทำตรงนี้ได้ ตอนนี้ยังดีที่ลูกยังปลอดภัย ไม่เป็นอะไร มีหลายคนที่พร้อมช่วยเรา” พญ.อังคณา ย้ำเตือน

เรื่องดีๆ ของสมุนไพรในบ้าน

Published พฤษภาคม 23, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : เรื่องดีๆ ของสมุนไพรในบ้าน.

  • 22 พฤษภาคม 2554 เวลา 16:22 น.

วันนี้ จะชวนคนอ่านลงไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ชมนกชมไม้ สำรวจพื้นที่ว่างเพื่อปลูกขมิ้นชัน สมุนไพรใกล้บ้านใกล้ตัวที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีถึง 80 เท่า

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

วันนี้ จะชวนคนอ่านลงไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ชมนกชมไม้ สำรวจพื้นที่ว่างเพื่อปลูกขมิ้นชัน สมุนไพรใกล้บ้านใกล้ตัว ที่หลายคนอาจจะลืมๆ ไป นอกจากจะนำมาใช้ในการแต่งกลิ่นแต่งรสในอาหารหลายชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็นแกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ หรือไก่ทอดขมิ้นแล้ว ขมิ้นชัน ยังถือเป็นสมุนไพรในกลุ่มเครื่องเทศ ข้อมูลจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ระบุว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินอีถึง 80 เท่า จึงนำมาใช้ในโรคที่คาดว่าจะเกิดจากอนุมูลอิสระ เช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ และโรคหัวใจหลอดเลือด

ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญด้านเภสัชกรรมการผลิต โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงรายงานโรคมะเร็ง ซึ่งขมิ้นมีฤทธิ์ลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจาย และยังช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ปกติเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการเติบโต หรือการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เซลล์มะเร็งหลายๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับอ่อน

“ดังนั้น จึงเป็นข่าวดีของผู้ป่วยมะเร็งที่เริ่มรับประทานกันในรูปแบบของการนำมาปรุงอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่สะดวกและปลอดภัยที่สุด เช่น ในรูปของแกงกะหรี่ หรือผสมผงขมิ้นชันในเครื่องดื่มก็ได้ แต่ถ้าต้องการจะรับประทานในรูปแบบของอาหารเสริม อาจต้องระวังเล็กน้อยสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในช่วงที่ได้เคมีบำบัด เพราะบางรายมีรายงานการวิจัยว่ารบกวนประสิทธิภาพของยา”

ขมิ้นชันยังมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งการรักษาแผลในกระเพาะอาการ ผู้ป่วยต้องได้รับขมิ้นชันติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ โดยขมิ้นชันมีน้ำมันหอมระเหย ที่ช่วยลดแก๊สในทางเดินอาหาร ลดการหลั่งกรด เพิ่มการหลั่งของสารที่มาช่วยเคลือบทางเดินอาหาร ไม่ให้ถูกทำร้ายจากกรด มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดี ซึ่งน้ำดีมีความจำเป็นในกระบวนการย่อยของไขมัน แต่ในผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตันนั้น ไม่ควรรับประทานขมิ้นชัน เพราะอาจทำให้น้ำดีซึ่งหลังออกมามากจากการรับประทานขมิ้นแล้ว ตกตะกอนในถุงน้ำดี อาจทำให้อุดตันมากขึ้น

ปัจจุบันมีการค้นพบสรรพคุณใหม่ๆ ของขมิ้นชันอีกมากมาย เช่น การป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด การชะลอความแก่ การเป็นสารต้านมะเร็งและเนื้องอกต่างๆ การกินอาหารผสมขมิ้นสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ผ่านมาทางอาหารได้ รวมทั้งสามารถป้องกันมะเร็งจากสารก่อมะเร็งต่างๆ และยังมีคุณสมบัติในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดปฏิกริยาการแพ้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้และเป็นหวัดบ่อยๆ สามารถกินอาหารที่ใส่ขมิ้นทุกวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

“สำหรับวิถีชีวิตปัจจุบัน ที่เราทุกคนมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ขมิ้นชันเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถใช้เพื่อทั้งการรักษาและป้องกันมะเร็งได้”

ส่วนการเลือกขมิ้นชันมาใช้ในการปรุงอาหารให้มีสรรพคุณทางยา เพื่อการป้องกัน และรักษาโรค ควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ คือขมิ้นชันต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน จึงสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้ และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหายหมด และต้องเก็บให้พ้นแสง เพราะแสงจะมีปฏิกริยากับสารเคอร์คิวมิน อันเป็นสารสำคัญในขมิ้นชัน

ไหนๆ ก็ไหน เมื่อทราบสรรพคุณไปแล้ว ก็น่าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสูตร และวิธีปรุงอาหารที่เข้าขมิ้น ถือเป็นสูตรอาหารต้านโรคที่นำมาฝากกัน

************************

ต้มโคล้งรวมมิตร

เครื่องปรุง

1.ตะไคร้ 5 ต้น
2.ข่า 1 กำมือ
3.ขิง 1 กำมือ
4.ขมิ้นชัน 5 ท่อน
5.หอมแดงเผา ทุบพอแตก
6.มะขามอ่อน 1-2 ฝักหรือยอดมะขามอ่อน 1 กำมือ
7.เกลือ 1 ช้อนชา
8.น้ำ 3 ลิตร
9.กะเพรา 1 กำมือ
11.พริกขี้หนูตามชอบ และพริกเผาแห้ง 2 เม็ด

วิธีทำ

นำเครื่องปรุงมาต้มให้เดือดสักพัก ถ้าไม่ต้องการเปรี้ยวมาก เอาฝักมะขามอ่อนออกเสียก่อน ต่อไปแบ่งน้ำและเครื่องปรุงที่ต้องการรับประทานมาต้มกับปลากรอบ หรือเติมน้ำซุปไก่ลงไป ประมาณ 1 ต่อ 4 แล้วเติมกะเพรา พริก ก่อนยกลงจากเตา ปรุงรสตามชอบ

อันตรายจากการนอนคุดคู้

Published พฤษภาคม 17, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : อันตรายจากการนอนคุดคู้.

  • 17 พฤษภาคม 2554 เวลา 14:12 น.

นอกเหนือไปจากท่านอนในแบบต่างๆ ยังมีท่านอนที่ยังมีผู้คนมากมายมักใช้โดยไม่รู้ตัวก็คือ “ท่านอนแบบคุดคู้” ที่ทำร้ายกระดูกสันหลังของเรามาก

เรื่อง – ปวศร พิทักษ์

ช่วงเวลาของการนอน ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ร่างกายจะได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เพราะขณะที่เรานอน ร่างกายจะทำการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังที่จะออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

แต่ถ้าหากว่าช่วงเวลาของการนอนนั้นมีอุปสรรคในการนอน เช่น ที่นอนแข็งไป หมอนนิ่มไป หรือแม้แต่การนอนในท่าที่ผิดลักษณะของการนอนที่ดี ก็อาจจะทำให้ช่วงเวลาของการนอนนั้นพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

นอนคุดคู้ ทำลายกระดูกสันหลัง

นพ.พูนศักดิ์ อาจอำนวยวิภาส ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกและข้อ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้ว่า นอกเหนือไปจากท่านอนในแบบต่างๆ ยังมีท่านอนที่ยังมีผู้คนมากมายมักใช้โดยไม่รู้ตัวก็คือ “ท่านอนแบบคุดคู้” ซึ่งท่านี้ นพ.พูนศักดิ์ บอกว่า เป็นท่าที่ทำร้ายกระดูกสันหลังของเรามาก และอาจทำให้มีอาการปวดหลังได้มากที่สุดด้วย

“เนื่องจากการนอนแบบคุดคู้จะต้องก้มศีรษะ โก่งหลัง งอสะโพก งอเข่า การก้มคอทำให้กล้ามเนื้อคอตึงตลอดเวลา ทำให้เกิดการอักเสบอันนำมาซึ่งอาการปวดคอ นอกจากนี้กระดูกคอก็ยังงออีกด้วย ทำให้เพิ่มแรงดันภายในหมอนรองกระดูก และมีผลทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกอักเสบได้หากนอนท่านี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ และในที่สุดอาจก่อให้เกิดปัญหาหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนในอนาคต”

นอกจากนั้นแล้ว หลอดลมที่อยู่ด้านหน้าคอก็จะงอมากกว่าปกติ ทำให้หายใจลำบากกว่าเดิม ในเรื่องของหลังที่โก่งงอออก ก็จะทำให้กล้ามเนื้อหลังถูกยืดออกจนตึง รวมทั้งในส่วนของกระดูกสันหลังด้วย และเช่นกันก็จะทำให้มีอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อหลังอักเสบ และหมอนรองกระดูกอักเสบตามมา อาการปวดอาจเป็นที่หลังช่วงเอว หรือยาวไปถึงก้นกบได้ นอกจากนี้การงอสะโพกและงอเข่าเป็นเวลานานๆ ในขณะที่นอนหลับก็ก่อให้เกิดการกดทับเส้นเอ็นที่ใช้ในการงอสะโพกและเข่า ทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและเข่าอักเสบ

“การนอนคุดคู้ก็ยังก่อให้เกิดการปวดที่หัวไหล่ และสะโพกด้านข้างอีกด้วย เนื่องจากการนอนลักษณะนี้ต้องเป็นการนอนตะแคง ซึ่งมีผลให้เกิดการกดทับที่บริเวณหัวไหล่ และสะโพกทำให้เส้นเอ็นไหล่และสะโพกอักเสบ การนอนคุดคู้จึงไม่เหมาะกับสรีระร่างกายของมนุษย์เราเป็นอย่างยิ่ง การนอนที่ถูกต้องจึงเป็นการนอนหงาย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดหลังแล้วไม่สามารถนอนหงายได้ ก็ควรนอนในลักษณะกึ่งคว่ำ กอดหมอนข้างขนาดใหญ่ก็พอจะลดอาการปวดหลังได้บ้าง”

นอนท่าไหน ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ท่านอนเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการสำหรับสุขภาพการนอน ท่านอนท่าไหนส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ไปดูกัน

– ท่านอนหงาย นพ.พูนศักดิ์ ว่าเป็นท่านอนที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เราหายใจสะดวก และไม่มีอาการปวดตามร่างกายหลังตื่นนอน เนื่องจากการนอนหงายนั้นน้ำหนักตัวเราจะกระจายไปทั้งแผ่นหลัง ไม่มีการกดทับที่ใดเป็นพิเศษ กระดูกสันหลังก็อยู่ในแนวตรง ไม่มีการบิดเบี้ยว การนอนหงายที่ถูกต้องควรมีหมอนหนุนใต้ข้อเข่า ให้ข้อสะโพกงอเล็กน้อย ท่านี้ถือว่าเป็นท่านอนที่เหมาะ หรือเป็นท่าที่ลดแรงกดของหลังได้ดี

– ท่านอนตะแคง เป็นท่าที่ดีอีกท่าหนึ่ง โดยเฉพาะหากได้งอเข่าข้างหนึ่ง และมีหมอนข้างกอดไว้ สำหรับหมอนที่ใช้หนุนในท่านี้ควรมีความหนามากพอที่จะให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว หากใช้หมอนเตี้ยเกินไป ศีรษะจะเอียงลงหรือหาหมอนที่มีความสูงเท่า หรือใกล้เคียงกับระยะจากระดับด้านข้างของศีรษะไปถึงแนวระดับไหล่ เมื่อหนุนแล้ว จึงทำให้แนวของกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนอกและส่วนเอว

– ท่านอนคว่ำ ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดี เพราะการนอนคว่ำนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น นอกจากนี้เวลาเรานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย

– ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดีเช่นกัน ซึ่งท่านี้ส่วนใหญ่มักใช้ในผู้สูงอายุเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ได้โดยมีหมอนพยุงแผ่นหลังและรองใต้เข่า ซึ่งไม่ควรใช้ท่านี้เป็นท่านอนพักผ่อนประจำ เพราะศีรษะหรือลำตัวอาจจะเอนไปมา อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่หลังได้

นอกจากนี้ องค์ประกอบอื่นๆ อย่างหมอนหรือที่นอน ก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหลังของคนเราด้วยเช่นกัน

การเลือกหมอนนั้นควรเลือกที่มีความนุ่มและขนาดพอดี โดยทั่วไปหมอนมาตรฐานควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนคอสั้นหรือคอยาว เพราะถ้าคุณเป็นคนคอยาวมากไป การใช้หมอนมาตรฐานก็จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าที่แหงนมากเกินไป แต่การที่จะบอกว่าหมอนแบบไหนหรือใบใดที่จะเหมาะกับใคร เห็นทีจะยากสักหน่อย แต่ก็มีหลักง่ายๆ คือเมื่อคุณหนุนหมอนใบไหนแล้วรู้สึกสบายคอ หรือตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดเมื่อยต้นคอให้เป็นที่รำคาญใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องที่นอน หรือเตียงนอนนั้น บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าการนอนที่นอนที่แข็ง เช่น บนไม้กระดาน เสื่อ หรือนอนกับพื้นจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วอาจจะไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะที่นอนที่ถูกควรมีลักษณะที่เรียกว่าแน่น หรือเป็นที่นอนที่ยัดนุ่น เพราะไม่แข็ง หรือนุ่มจนเกินไป แต่สำหรับที่นอนฟองน้ำที่ใช้กับเตียงสปริงถือว่าเป็นที่นอนที่ไม่เหมาะกับสุขภาพหลัง หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะมีความนุ่ม หรืออ่อนตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ผิดปกติ การนอนที่นอนนุ่มเกินไปจะทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง จึงเกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่างได้ง่าย

เพียงแค่นอนให้ถูกท่าถูกทาง รวมถึงการเลือกเครื่องนอนที่เหมาะสม ก็ช่วยให้การนอนพักผ่อนของคุณเต็มไปด้วยคุณภาพและตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว

สร้างความแตกต่างตั้งแต่เริ่มคิด

Published พฤษภาคม 17, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : สร้างความแตกต่างตั้งแต่เริ่มคิด.

  • 16 พฤษภาคม 2554 เวลา 13:28 น.

ยิ่งในยุคการแข่งขันที่มีสูง ประกอบกับความปรวนแปรของเศรษฐกิจจากภัยการเงินการลงทุน และภัยธรรมชาติ การปรับตัวในยุคนี้จึงต้องมีอยู่สูง….

เรื่อง : รัฐพร คำหอม

“สิ่งที่คิดกำหนดสิ่งที่เป็น หากจะแตกต่างต้องเริ่มตั้งแต่ วิธีคิด อย่าปล่อยให้ความคิดลอยนวล” คำนิยามน่าสนใจจาก สมชาติ ลีลาไกรศร ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้เพิ่มบทบาทลองเป็นนักเขียน นำประสบการณ์จากการได้ร่วมแนะนำ ดูแล ช่วยเหลือ แก้ปัญหา ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมกับโครงการธนาคารกสิกรไทย มาเป็นผลงานหนังสือที่ชื่อว่า …คิดออกนอกหน้า

สมชาติ เล่าว่า เขาให้ความสำคัญนับตั้งแต่การเริ่มคิดหากจะทำธุรกิจขึ้นมาสักอย่าง หากจะแตกต่างอย่าเพียงสักแต่ทำให้ดูต่าง ต้องไปเริ่มตั้งแต่วิธีคิดทั้งกระบวนการ หากจะสร้างนวัตกรรมก็ไม่ใช่แค่ทำสิ่งที่ยังไม่มีในโลก ทุกสิ่งเริ่มต้นจากความคิด เพราะว่าสิ่งที่คิดกำหนดสิ่งที่เป็น เมื่อขบคิดค้นหาสิ่งที่มี ตั้งโจทย์ที่ใช่ ปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนยุคนี้ คำตอบที่นำทางไปสู่ความสำเร็จอาจอยู่ตรงหน้านั่นเอง

เขามองว่า ธุรกิจนั้นคล้ายการเดิมพันอยู่เหมือนกัน หลายคนลงเงินไปแล้วได้กำไรกลับแบบน่าพอใจ แต่ก็มีหลายคนไม่ใช่แค่ลงแล้วหายแต่เป็น เสียแล้วก็เสียอีก ซึ่งหลายอย่างก็ขึ้นอยู่กับ จังหวะ และ โอกาส แต่ทั้งสองสิ่งก็ไม่ได้จะมาพร้อมกัน สิ่งที่เขาแนะนำในการทำธุรกิจที่ควรเตรียมพร้อมไว้เสมอก็คือ ทำสินค้าให้โดนใจตลาดอยู่เสมอ พัฒนาประสิทธิภาพบุคลากรและการบริการให้เหนือคู่แข่ง เพิ่มแรงจูงใจด้วยการมอบส่วนลด แต่ถ้าทำทั้งหมดแล้วความสำเร็จยังมองไม่เห็น ก็คงต้องพึ่งอะไรสักอย่าง และสมชาติบอกว่า เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่หลายคนจะหันไปหาความเชื่อ พลังลี้ลับ ที่หวังจะช่วยให้ธุรกิจพลิกฟื้นขึ้นมา ซึ่งอาจเคยได้ยินกันถึงคำว่า ชะตาฟ้า ชะตามนุษย์ และชะตาดิน แต่ถ้าให้เขามองในแง่ธุรกิจ คิดแล้วนำมาปรับใช้ได้

ชะตาฟ้า เปรียบเสมือนกับทรัพย์สินมรดกที่ตกทอดกันมา ใครเกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง หรือพ่อแม่ปูทางธุรกิจมาให้แล้ว ก็ถือว่าวาสนาดี มีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบของการแข่งขัน – Competitive Advantage

ชะตามนุษย์ ก็คือคุณลักษณะของแต่ละคน ทักษะความสามารถในการบริหารจัดการ ความขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาชีพ ถือเป็น ประสิทธิภาพ-Capability หรือความสามารถที่มี-Competency ของบุคคลนั้นๆ

ชะตาดิน คือการปรับธาตุต่างๆ ให้สมดุลและเข้ากับสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ถ้าเป็นบ้านอยู่แล้วมีสุข ถ้าเป็นธุรกิจประกอบกิจการรุ่งโรจน์ลงตัว เงินทองไหลมาเทมา นั่นก็คือกลยุทธ์-Strategy

ยิ่งในยุคการแข่งขันที่มีสูง ประกอบกับความปรวนแปรของเศรษฐกิจจากภัยการเงินการลงทุน และภัยธรรมชาติ การปรับตัวในยุคนี้จึงต้องมีอยู่สูง สมชาตินำเสนอว่า การที่มีกลยุทธ์การตลาดโดยยึดหลัก 4P Product Price Place และ Promotion อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะเดิมนั้นทำตลาดแบบใช้ตลาดเป็นตัวนำ แต่ยุคนี้ต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

ดังนั้นจาก 4P ก็ควรหันมาสนใจเพิ่มกับ 4C ได้แก่ Customer Need-สังเกตพฤติกรรมและเข้าใจความต้องการของลูกค้า Costing-รู้จักคำนวณราคาต้นทุน หาจุดที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจ Channel-ช่องทางที่จะเข้าถึงลูกค้าที่หมายรวมในทุกๆ ช่องทาง ไม่ใช่สถานที่เพียงแค่ ตลาด ห้างสรรพสินค้า หรือซูเปอร์มาร์เก็ต Communication-รวมหมดถึงการประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมกับลูกค้า ไม่ใช่ใช้เพียง ลด แลก แจก แถม

ข้างต้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการรวบรวมการ คิดนอกหน้า ออกมาเป็นเล่ม ยังมีเทคนิคอีกเพียบ พร้อมด้วยตัวอย่างจากเหตุการณ์จริง เมื่อยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับ สมชาติ ลีลาไกรศร โดยตรง ก็สามารถหางานเขียนของเขาไปศึกษาและลองต่อยอดก่อนได้

อยู่ให้ดีและมีความสุข

Published พฤษภาคม 16, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : อยู่ให้ดีและมีความสุข.

  • 12 พฤษภาคม 2554 เวลา 20:45 น.

มาพูดกันถึงเรื่องเคล็ดลับสร้างสุขอย่างง่ายๆ แต่หนุ่มๆ อาจจะยังไม่เคยทำ….

เรื่อง เจ้าชายกบ

มาพูดกันถึงเรื่องเคล็ดลับสร้างสุขอย่างง่ายๆ แต่หนุ่มๆ อาจจะยังไม่เคยทำ

เปลี่ยนงานอดิเรกใหม่ๆ ทุก 3 เดือน
งานอดิเรกเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณสดชื่น กระปรี้กระเปร่า การหมุนเวียนเปลี่ยนกิจกรรมงานอดิเรกไปเรื่อยๆ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้หนุ่มๆ ทั้งหลายตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ในทุกๆ 3 เดือน (อันเป็นกุญแจสำคัญของความสุข) แค่ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำนั่นทำนี่ให้สำเร็จก็มีความสุขแล้ว งานอดิเรกใหม่ๆ ยังเปิดโอกาสให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ มีสังคมใหม่ๆ (กุญแจสำคัญอีกดอกของความสุข) แม้ว่างานอดิเรกที่เลือกอาจจะเป็นสิ่งที่ต้องใช้สมาธินั่งง่วนทำอยู่คนเดียว แต่เชื่อเถอะว่าอย่างน้อยหนุ่มๆ ก็ต้องอยากจะเข้าเว็บบอร์ดไปพูดคุยกับชุมชนที่มีกิจกรรมเดียวกันอยู่ดีๆ อย่างน้อยก็ได้เพื่อนใหม่ทางออนไลน์ล่ะครับ

วางแผนออกสังคม 4 วันล่วงหน้า
บางคนอาจจะหาว่าบ้าหรือเวอร์ ทว่าการวางแผนเตรียมพร้อมสำหรับงานสังคม แม้กระทั่งแค่การนัดพบกับเพื่อนฝูงขำๆ ก็ตาม การวางแผนแบบมีเป้าหมายชัดเจนช่วยให้เมโทรกายของเรามีความสุข มากกว่าที่จะปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ ซึ่งการเห็นภาพแบบเป็นรูปเป็นร่างก่อนในอนาคต จะเป็นเหตุช่วยขับเน้นความสุขให้เพิ่มพูน เพราะว่าจะมีการแบ่งเวลา มีการวางแผนสำหรับกิจกรรมดีๆ การใส่ใจดูแลคนที่เรารัก หรือกับหนุ่มโสดก็เป็นการวางแผนไปปาร์ตี้เพื่อเจอกับสาวใสๆ รายใหม่ๆ ไม่มีอาการไปแบบเบลอๆ ไปหาไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งมักจะคว้าน้ำเหลวเป็นประจำ

เตรียมวันพักผ่อนล่วงหน้า 2 เดือน
คงไม่ต้องบอกว่าวันหยุดพักจากหน้าที่การงานบ้างนั้นดีขนาดไหน แต่ลองดูผลวิจัยของประเทศฮอลแลนด์ ปี ค.ศ. 2010 นี่เอง ที่สรุปออกมาว่าชาวดัตช์ที่เดินทางไปพักผ่อนกลับไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นเลย ก็เพราะว่าอยู่ดีๆ พวกเขาก็ปุบปับเดินทางไปเที่ยว หรืออย่างดีแค่วางแผนการเดินทางเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้น หลายๆ อย่างก็เลยไม่เข้าที่เข้าทาง ไม่ได้ดั่งใจสักเท่าไร เพราะฉะนั้นวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือนนะครับ หนุ่มๆ

จัดตารางอาหารล่วงหน้า 1 สัปดาห์
ชายหนุ่มทั้งหลายอาจจะเคยได้ยินเรื่องวิตามินนั้น วิตามินนี้จะช่วยเสริมเติมเต็มความสุข จริงๆ แล้วไม่ต้องไปหาซื้อวิตามินมากินให้เปลืองสตางค์หรอกครับ แค่สนุกสนานกับการจัดตารางอาหารล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ก็น่าจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้ว ก็ลองนึกเปรียบเทียบอารมณ์ตอนตื่นนอน เช้ามาต้องควานหาของกินในตู้เย็น กับอารมณ์ที่มีการเตรียมเมนูเอาไว้แล้วก็ได้ว่าห่างไกลกันลิบลับขนาดไหน ไม่มีทางอารมณ์เสียแน่นอน นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางในการเตรียมอาหารให้มีคุณภาพ รับประทานให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ แต่ละวันอีกต่างหาก

ลิสต์สิ่งที่ต้องทำแต่ละวัน สร้างสรรค์เป้าหมายระยะสั้น-ยาว
ดับเบิลยู. เบรัน โวล์ฟ นักจิตวิทยาชาวออสเตรียน เขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของเขาว่า หากต้องการสังเกตลักษณะของคนที่มีความสุขจริงๆ “คุณจะเห็นเขาต่อเรือ เขียนโน้ตดนตรี สอนหนังสือลูกชาย ปลูกต้นดาเลียไว้ในสวน หรือไม่ก็ออกไปตามหาไข่ไดโนเสาร์ที่ทะเลทรายโกบี” – เขาหมายถึงคนมีความสุขมักจะมีกิจกรรมอะไรทำอยู่เสมอ พวกเขามักชอบที่ตั้งเป้าหมายในชีวิต และจะต้องทำให้สำเร็จ

ชีวิตห่างไกลริดสีดวง

Published พฤษภาคม 12, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : ชีวิตห่างไกลริดสีดวง.

  • 10 พฤษภาคม 2554 เวลา 13:16 น.

ปัจจุบันนี้โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นง่ายๆ หากไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดี โดยเฉพาะโรคที่มาจากเรื่องอาหารการกิน เช่น โรคริดสีดวงทวาร…

เรื่อง…..อณุศรา ทองอุไร

ปัจจุบันนี้โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นง่ายๆ หากไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดี โดยเฉพาะโรคที่มาจากเรื่องอาหารการกิน เช่น โรคริดสีดวงทวาร ที่หากรับประทานหนักแต่เนื้อสัตว์ แป้ง และไขมัน แต่บริโภคผักและผลไม้สดน้อย ก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก ถ่ายยาก จนส่งผลให้เป็นโรคดังกล่าวได้

นพ.ณรงค์ จรัสวิโรจน์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ประจำโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ มาให้ความรู้ในเรื่องนี้ คุณหมอกล่าวว่า เพราะโรคนี้เป็นกันมากขึ้นในเด็กวัยรุ่น ที่พบอายุน้อยสุดในวัยเพียง 13 ปี และในวัย 40 ปี เริ่มเป็นมากขึ้นในกลุ่มหญิง-ชาย ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไปควรไปตรวจลำไส้ใหญ่ตอนปลายเพื่อตรวจหาริดสีดวงทวาร หรือมะเร็งลำไส้ หรือมะเร็งทวารหนัก ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

สาเหตุของโรค

โรคริดสีดวงทวารหนัก เป็นโรคที่มีสิ่งผิดปกติยื่นออกมาจากร่างกาย ส่วนที่ยื่นออกมานั้นมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อ และตำแหน่งที่เกิดคือบริเวณทวารหนักที่เป็นทางขับถ่าย ติ่งเนื้อที่ผิดปกตินี้เกิดจากการบวมและอักเสบของหลอดเลือดดำที่ผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุด หากเกิดกับเส้นเลือดดำที่ใต้ผิวหนังบริเวณปากทวารหนักอาจจะมองเห็นได้จาก ภายนอกเรียกว่า “ริดสีดวงภายนอก” แต่ถ้าเกิดกับเส้นเลือดดำที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในของลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเรียกว่า “ริดสีดวงภายใน”

สาเหตุของริดสีดวงส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมในการขับถ่ายอุจจาระที่ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อยๆ และนานๆ ซึ่งเกิดจากอาการท้องผูก การชอบอ่านหนังสือในขณะขับถ่าย การยืนหรือนั่งท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานๆ การกลั้นอุจจาระ เป็นต้น

การเบ่งถ่ายอุจจาระนานๆ ทำให้แรงดันในช่วงท้องเพิ่มขึ้น หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักจึงเกิดการยืด โป่งพองขึ้นเป็นติ่งเนื้อ ความหนาของผนังเส้นเลือดดำจะน้อยลง เมื่อเกิดการเสียดสีกับอุจจาระที่หยาบและแข็งจะทำให้หลอดเลือดดำเกิดปริแตกหรือฉีกขาดได้ จึงเห็นเป็นเลือดสดๆ ออกมาจากทวารหนัก นอกจากนี้การร่วมเพศทางทวารหนัก ท้องผูกเรื้อรัง อาการท้องเสียเรื้อรัง ชอบใช้ยาระบายหรือยาสวนทวารอย่างพร่ำเพรื่อ ก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารหนักได้

อาการของโรค

คือเวลาถ่ายอุจจาระจะเจ็บปวดรอบทวารหนัก มีก้อนเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนัก รอบทวารหนักจะเปียกแฉะและคัน หลังการถ่ายอุจจาระจะมีเลือดสดๆ ออกมาทางทวารหนัก หากคลำดูบริเวณรอบๆ ทวารหนักจะรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อนูนหรือเป็นติ่งยื่นออกมา

ระยะของโรค

1.ระยะเริ่มแรกที่ติ่งเนื้อยังอยู่ภายในทวารหนักจะไม่ค่อยเจ็บ แต่อาจจะมีเลือดออกเป็นบางครั้งเมื่อเบ่งถ่าย
2.ระยะที่ติ่งเนื้อเริ่มโผล่ออกมาขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และจะหดตัวกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เอง
3.ระยะที่ติ่งเนื้อโผล่ออกมาขณะเบ่งถ่าย แต่ไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้มือดันกลับเข้าไปในทวารหนัก
4.ระยะที่ติ่งเนื้อยื่นออกมาและใหญ่จนไม่สามารถกลับเข้าไปเองได้ ถึงแม้จะใช้มือช่วยดันแล้วก็ตาม

การรักษา

โรคริดสีดวงทวารหนัก ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค ริดสีดวงในระยะที่ 1 หากมีการดูแลรักษาปฏิบัติตามคำแนะนำอาการเจ็บปวดและเลือดออกก็จะทุเลาและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นริดสีดวงระยะที่ 2 และ 3 จะใช้วิธีรักษาโดยการปฏิบัติตามคำแนะนำควบคู่ไปกับการใช้ยา สำหรับริดสีดวงในระยะที่ 4 (รุนแรง) มีเลือดไหลอยู่เรื่อยๆ ต้องรักษาโดยการผ่าตัด

การรักษาโดยการใช้ยา ยาเหน็บทางทวารหนักเป็นยาใช้ภายนอก ประกอบด้วย ยาบรรเทาอาการปวด (ยาชา) ยาช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ยาปฏิชีวนะและยาลดการอักเสบ ยาโรคริดสีดวงมีทั้งชนิดขี้ผึ้งและชนิดแท่ง ใช้เหน็บวันละครั้ง

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและรักษาโรค

1.เลือกกินอาหารที่มีเส้นใยสูงเช่น ธัญพืช ผัก-ผลไม้ต่างๆ เพื่อช่วยให้ถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น
2.ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วเป็นอย่างน้อยทุกวัน
3.อย่าปล่อยให้เกิดอาการท้องผูก การเบ่งอุจจาระจะเป็นการเพิ่มอาการริดสีดวงให้มากขึ้น
4.อย่าฝืนเบ่งอุจจาระโดยที่ไม่รู้สึกปวดถ่าย
5.อย่าทำให้เกิดการระคายเคืองต่ออาการริดสีดวงโดยการถูรอบๆ ทวารหนักอย่างรุนแรง
6.การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น
7.นั่งแช่ในน้ำอุ่น 10-15 นาที เพื่อลดอาการปวดริดสีดวงและการอักเสบ หากปวดมากให้กินยาแก้ปวด-อักเสบ
8.ใช้ยาเหน็บวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอนจะช่วยให้อาการริดสีดวงดีขึ้น
9.กินยาช่วยลดอาการคั่งของเลือด
10.ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ให้ปรึกษาแพทย์

%d bloggers like this: