dhamma

All posts tagged dhamma

พระครูดีโลด ผู้ปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม (จบ)

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2558 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/390546

พระครูดีโลด ผู้ปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม (จบ)

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ถัดจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวการซ่อมแซมองค์พระธาตุพนมกำลังเข้มข้น ว่าที่สุดแล้วจะมีใครสามารถปรับแต่งซ่อมแซมองค์พระธาตุพนมที่ทรุดโทรมได้หรือไม่ หลังจากพระครูสีทา วัดบูรพา อาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์หนู เจ้าอาวาสวัดสระปทุม ได้เดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่ในป่ารอบสะพังโบราณ บริเวณวัดพระธาตุพนม และแนะนำให้ชาวพระธาตุพนมลงไปเชิญท่านพระครูวิโรจน์ (หลวงปู่รอด) ขึ้นมาเป็นหัวหน้าดำเนินการซ่อมแซมองค์พระธาตุพนม ซึ่งท่านเจ้าประคุณหลวงปู่รอดก็ยินดีรับและมาตามความประสงค์

พลันหลังจาก “หลวงปู่รอด” เดินทางขึ้นมาถึงวัดพระธาตุพนม ตรงกับเดือนอ้ายข้างขึ้น ก่อนจะร่วมประชุมกับผู้นำชาวบ้านและชาววัดว่าจะให้ท่านทำอย่างใด ชาวบ้านทั้งหลายต่างประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ท่านช่วยซ่อมแซมลานพระธาตุก็เพียงพอ เพื่อหวังไว้กราบไหว้บูชาเท่านั้น

เวทีการประชุมถูกขมวดในประเด็นการซ่อมแซมและบูรณะ จากเสียงของประชาชน “หลวงปู่รอด” จึงสวนกลับไปว่า ถ้าเราซ่อมแซมตั้งแต่พื้นดินจนถึงยอด และตั้งแต่ยอดถึงพื้นดินแล้วท่านจะทำ ชาวบ้านจึงพากันคัดค้านไม่ยอม แล้วกล่าวหาหลวงปู่รอดไม่ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย เพราะจะรื้อพระเจดีย์ตัดโพธิ์ศรีออกลอกหนังพระเจ้าซึ่งเป็นบาปอย่างยิ่ง และถ้าปล่อยให้ท่านทำตามที่กล่าวไว้ เทวดาอารักษ์พระบรมธาตุจะรบกวนเบียดเบียนชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของหลวงปู่รอด ก่อนที่หลวงปู่รอดและคณะของท่านจะชี้แจงเหตุผลต่างๆ แต่ไม่เป็นผล ไม่สามารถตกลงกันได้สำเร็จ

ท้ายที่สุด “หลวงปู่รอด” จึงแจ้งให้ชาวบ้านรับทราบว่า ถ้าญาติโยมไม่ยอมให้ทำการซ่อมแซมดังกล่าวแล้วก็จะกลับ จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านจึงเรียนท่านว่า “จะกลับก็ตามใจ” แล้วก็พากันเลิกประชุมแยกย้ายกันกลับบ้าน จากนั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับชาวบ้านบางคน มีคนทรงเจ้าถูกเจ้าเฮือน 3 พระองค์ เข้าสิงและบ่นว่าดุด่าอาฆาตผู้นำชาวบ้านที่ขัดขวางการไม่ให้ “หลวงปู่รอด” ซ่อมแซมองค์พระธาตุพนม

จากเหตุการณ์ประหลาดในเวลานั้น ชาวบ้านจึงต่างตกใจและรีบเดินทางกลับไปวัดกราบไหว้ขอขมาโทษต่อ “หลวงปู่รอด” พร้อมขอไม่ให้ท่านเดินทางกลับ จ.อุบลราชธานี โดยชาวบ้านทั้งหลายต่างตกลงปลงใจเห็นพ้องกันว่าไม่ขัดข้องใจและยินยอมให้หลวงปู่รอด ทำทุกอย่างและพร้อมปฏิบัติตามทุกสิ่ง ทำให้หลวงปู่รอดตอบตกลงยอมรับที่จะอยู่ปฏิบัติงานซ่อมแซมบูรณะพระธาตุพนมต่อไป

ครั้นเวลาขึ้น 14 ค่ำ เดือนอ้าย หลวงปู่รอดพร้อมลูกศิษย์ได้ลงมือเริ่มทำความสะอาดพระธาตุพนม และตั้งเครื่องสักการบูชาขอขมาองค์พระธาตุ ก่อนค่อยๆ รื้อนั่งร้านถอนต้นไม้ หญ้าและกะเทาะส่วนที่หักพังออก แต่กลับไม่มีชาวคนไหนกล้าเข้ามาช่วยทำแม้แต่คนเดียว เพราะกลัวเทพาอารักษ์ที่รักษาอยู่จะทำอันตราย เพราะแม้แต่พระเณรในวัดก็ต่างพากันปิดประตูกุฏิไม่กล้ามองดู เหตุเกรงอันตรายเช่นกัน จะหาคนมาช่วยก็ยากมาก การซ่อมแซมล่วงเลยมา 7 วัน เริ่มมีชาวบ้านมายืนดูห่างๆ จำนวน 9-10 คน จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กระทั่งถึงวันเพ็ญเดือน 3 ชาวบ้านหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ พากันช่วยตัดหญ้าและปลูกปะรำจนถึงริมบึงหน้าวัด เงินทองไหลมาจนผิดความคาดหมาย กากอิฐเศษปูนที่เหลือจากการกะเทาะจากองค์พระธาตุเจดีย์ หลวงปู่รอดสั่งให้ก่อเจดีย์เล็กบรรจุไว้ต่างหาก โดยไม่ทิ้งไว้เรี่ยราด เพราะชาวบ้านถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากเป็นที่สักการบูชาของชาวบ้านและตามหัวเมืองต่างๆ ในภาคอีสาน ดังนั้นวัดไหนจะสร้างเจดีย์ก็จะพากันนำเครื่องสักการะมาไหว้ขอเศษอิฐปูนไปบรรจุเพื่อความสิริมงคลจนถึงทุกวันนี้

สำหรับงานที่หลวงปู่รอดได้ทำในครั้งนี้ คือ การเซาะทรายพระธาตุ กำจัดหญ้าตัดแต่งต้นไม้จนหมด แล้วทำการโบกปูนใหม่ตั้งแต่ยอดพระธาตุลงมาจนถึงพื้นดิน ก่อนประดับด้วยกระจกและปิดทอง ประดับดอกไม้ที่ทำด้วยดินเผาติดแผ่นจังโกทองคำที่บริเวณยอดพระธาตุ ซ่อมกำแพงชั้นกลางให้มีความสูงขึ้นอีก 1 แขน และโบกปูนใหม่ เมื่อเสร็จแล้ว หลวงปู่รอดจึงให้มีการจัดงานฉลองสมโภช ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชาพอดี

ครั้งนั้นมีประชาชนและภิกษุสามเณรจากทั่วทุกทิศมาร่วมประชุมหลายหมื่นคน จนที่พักอาศัยแน่นขนัด และนับว่าเป็นงานมโหฬารงานหนึ่ง ครั้นเมื่อซ่อมพระธาตุเสร็จสิ้นท่านได้เดินทางกลับ จ.อุบลราชธานี

เข็มนาฬิกาแสดงเวลาและหมุนเดินไม่หยุด ส่งผลให้หลวงปู่รอดได้มรณภาพลงวันที่ 1 ธ.ค. 2484 ณ วัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี สิริอายุได้ 88 ปี ศิษยานุศิษย์และญาติโยมทั้งหลายจึงได้ร่วมจัดพิธีฌาปนกิจถวายแด่หลวงปู่รอดอย่างยิ่งใหญ่ ในเดือน ก.ย. 2485 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้เป็นผู้อุปถัมภ์นำศพท่านบรรจุไว้ในหีบไม้ลงรักปิดทองแบบโบราณ ตั้งบนหลังนกหัสดีลิงค์ภายใต้เมรุอันวิจิตรงดงามตระการตาสมเกียรติแก่คุณงามความดีของหลวงปู่รอดทุกประการ

หลวงปู่รอดทิ้งไว้เพียงคุณงามความดีแก่สาธุชนรุ่นหลังและผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

 

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (1)

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2558 เวลา 15:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/390543

วิธีทำสมาธิเบื้องต้น (1)

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

ต่อไปนี้จะอรรถาธิบายข้อปฏิบัติ ในทางสมาธิภาวนาว่าจะต้องทำกันอย่างไร ก่อนที่จะทำกิจเบื้องต้นนั้น ให้นั่งคุกเข่าประนมมือด้วยความตั้งใจ นอบน้อมถึงพระรัตนตรัยแล้วเปล่งวาจา ดังต่อไปนี้

อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา, พุทธัง ภควันตัง อภิวาเทมิ (กราบลงหนหนึ่ง นี้ ไหว้พระพุทธ)

สวากขาโต ภควตา ธัมโม, ธัมมัง นมัสสามิ (กราบลงหนหนึ่ง นี้ ไหว้พระธรรม)

สุปฏิปันโน ภควโต สวากสังโฆ, สังฆัง นมามิ (กราบลงหนหนึ่ง นี้ ไหว้พระสงฆ์)

ลำดับนี้ตั้งใจปฏิบัติบูชาด้วยกาย วาจา ใจ กล่าวคำนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า นโม ตัสส ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 หน) แล้วปฏิญาณตนถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกของตน ที่เรียกว่า พระไตรสรณคมน์ ว่าตามบาลีดังนี้

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ

ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ต่อนั้นให้อธิษฐานใจถึงพระไตรสรณคมน์ให้มั่นก่อน ว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าองค์พระอรหันต์ผู้ละกิเลสขาดจากสันดาน กับพระธรรมเจ้า กล่าวคือ คำสอนของพระองค์ที่เป็นปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม กับพระสงฆ์เจ้า กล่าวคือ พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหันต์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกนับถือของข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าชีวิตข้าพเจ้านี้แล

พุทธัง ชีวิตัง ยาว นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

ธัมมัง ขีวิตัง ยาว นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

สังฆัง ชีวิตัง ยาว นิพพานัง สรณัง คัจฉามิ

ต่อจากนั้นให้เจตนาวิรัติและเว้นในส่วนองค์ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือศีล 227 ตามภูมิของตนที่สามารถจะรักษาได้ แล้วว่าคำสมาทานรวมลงในที่แห่งเดียวกันอีกว่า

1.อิมานิ ปัญจ สิกขาปทานิ สมาทิยามิ (ให้ว่า 3 หน นี้สำหรับศีล 5) แปลว่า ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งสิกขาบททั้งหลาย 5 คือ ปาณาฯ ไม่ฆ่าสัตว์ อทินนาฯ ไม่ลักทรัพย์, กาเมฯ ไม่ประพฤติผิดในกาม มุสาฯ ไม่กล่าวคำเท็จ, สุราฯ ไม่ดื่มสุราเมรัย (เป็น 5 ข้อ)

2.อิมานิ อัฏฐ สิกขาปทานิ สมาทิยามิ (ให้ว่า 3 หน นี้สำหรับศีล 8) แปลว่า ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งสิกขาบททั้งหลาย 8 คือ ปาณาฯ ไม่ฆ่าสัตว์, อทินนาฯ ไม่ลักทรัพย์, อพรหมจริยาฯ ไม่ประพฤติร่วมสังวาสกับหญิงชายทั้งปวง, มุสาฯ ไม่พูดเท็จ, สุราฯ ไม่ดื่มสุราเมรัย, วิกาลโภชนาฯ ไม่กินอาหารในเวลาตะวันบ่ายไปแล้ว, นัจจคีตมาลาฯ ไม่ดูการละเล่น ตกแต่งประดับประดาอัตภาพร่างกาย เพื่อความสวยงามต่างๆ, อุจจาสยนาฯ ไม่นั่งนอนบนเตียงตั่งที่สูงเกินประมาณ และฟูกเบาะที่ยัดด้วยนุ่นและสำลี (เป็น 8 ข้อ)

3.อิมานิ ทส สิกขาปทานิ สมาทิยานิ (ให้ว่า 3 หน นี้สำหรับศีล 10) แปลว่า ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งสิกขาบททั้งหลาย 10 คือ ปานาฯ อทินนาฯ อพรหมจริยาฯ มุสาฯ สุราฯ วิกาลโภชนาฯ นัจจคีตมาลาฯ อุจจาสยนาฯ ชาตรูปรชตปฏิคคหณาฯ ไม่ให้รับเงินทองใช้สอยด้วยตนเอง (เป็น 10 ข้อ)

4.ศีล 227 ให้ว่าดังนี้

ปาริสุทโธ อหัง ภันเต
ปาริสุทโธติ มัง พุทโธ ธาเรตุ

ปาริสุทโธ อหัง ภันเต
ปาริสุทโธติ มัง ธัมโม ธาเรตุ

ปาริสุทโธ อหัง ภันเต
ปาริสุทโธติ มัง สังโฆ ธาเรตุ

เมื่อทำความบริสุทธิ์ของตนด้วยกาย วาจา ใจ ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า แล้วกราบลง 3 หน แล้วจึงค่อยนั่งราบลง ประนมมือไหว้ทำใจให้เที่ยงแล้วเจริญพรหมวิหาร 4 ถ้าแผ่ไปไม่เจาะจงเรียกว่า อัปปมัญญา พรหมวิหาร ว่าโดยคำบาลีย่อๆ ให้สะดวกแก่ผู้จำยากก่อนดังนี้

เมตตา คือ จิตคิดเมตตารักใคร่ ปรารถนาให้ตนและสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขทั่วหน้ากัน

กรุณา คือ จิตคิดกรุณา เอ็นดู สงสารตนและคนอื่น

มุทิตา คือ จิตอ่อนน้อม พลอยยินดีในกุศลของตนและคนอื่น

อุเปกขา คือ จิตคิดวางเฉยในสิ่งที่ควรปล่อยวาง

ต่อนี้ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นอย่าให้ฟั่นเฟือนประนมมือไหว้แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในใจว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า, ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า, สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า แล้วว่าซ้ำอีกว่า พุทโธๆ ธัมโมๆ สังโฆๆ แล้วปล่อยมือลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาแต่คำเดียวว่า อรหัง 3 หน

ต่อจากนี้ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้ พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง 10 ครั้ง แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า พุทโธ หนหนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง 6 หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้าลมออกให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปจนถึง 5 หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่งให้ภาวนา พุทโธ 3 คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ 3 วาระของลมเข้าและลมออก

ต่อจากนั้นให้บริกรรมแต่อรหังคำเดียวไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบายทำใจให้นิ่งๆ ไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก เมื่อลมเข้าอย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบาน แต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ทำให้ใจสบายๆ เหมือนเราหายใจออกไปในอากาศโปร่งฉะนั้น

ทำจิตให้นิ่งอยู่เหมือนเสาที่ปักไว้ริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้น เสาก็ไม่ขึ้นตาม น้ำทะเลลงเสาก็ไม่ลงตาม เมื่อทำจิตนิ่งสงบได้ในขั้นนี้แล้ว ให้หยุดคำภาวนาอรหังนั้นเสีย

กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจ แล้วค่อยขยับจิตเลื่อนเข้าไปตามกองลม คือ กองลมที่สำคัญๆ อันจะทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ เช่น ทิพพจักขุ ตาทิพย์, ทิพพโสต หูทิพย์, เจโตปริยญาณ รู้ใจคนอี่น, ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้, จุตูปปาตญาณ รู้จักความเกิดตายแห่งสัตว์ต่างๆ, นานาธาตุวิชชา วิชาความรู้ในเรื่องของธาตุต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องถึงอัตภาพร่างกาย อันจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ธาตุเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นจากรากฐานของลมหายใจ ฐานที่ 1 ให้ตั้งจิตไว้ที่จมูก แล้วค่อยเลื่อนไปกลางหน้าผาก อันเป็นฐานที่ 2 ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง ทำจิตให้นิ่งไว้ที่หน้าผากราวกับคนขึ้นภูเขาฉะนั้น ทำให้ได้สัก 7 เที่ยว ก็นิ่งไว้ที่หน้าผาก อย่าให้จิตลงมาที่จมูกอีก

ต่อนั้นให้ตามเข้าไปในฐานที่ 3 คือกลางกระหม่อมข้างนอก แล้วหยุดอยู่ที่กลางกระหม่อม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวาง สูดลมในอากาศเข้าไปในศีรษะกระจายลม ครู่หนึ่งจึงกลับลงมาที่หน้าผากกลับไปกลับมา ในระหว่างหน้าผากกลับกลางกระหม่อมอยู่เช่นนี้สัก 1 เที่ยว แล้วก็นิ่งอยู่กลางกระหม่อมตามเข้าไปในฐานที่ 4 อีก คือลงในสมองที่กลางกะโหลกศีรษะ ให้นิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง จึงเลื่อนจิตให้ออกไปที่กลางกระหม่อมข้างนอก กลับไปกลับมาติดต่อกันในระหว่างกลางสมองกับกลางกระหม่อมข้างนอก แล้วก็นิ่งอยู่ที่สมอง ทำความรู้สึกให้กว้างขวาง กระจายลมอันละเอียดจากสมองให้ลงเบื้องต่ำ

เมื่อทำจิตมาถึงตอนนี้แล้ว บางทีจะเกิดนิมิตของลมขึ้น เป็นต้นว่ารู้สึกขึ้นในศีรษะ แลเห็นหรือรู้สึกให้เสียวๆ ให้เย็นๆ ร้อนๆ ให้เป็นไอเป็นหมอกสลัวๆ ขึ้น บางทีก็มองเห็นกะโหลกศีรษะของตัวเอง ถึงอย่างนั้นก็อย่าให้มีความหวั่นไหวไปตามนิมิตที่ปรากฏ ถ้าเราไม่ปรารถนาที่จะให้เป็นเช่นนั้น ก็ให้สูดลมหายใจเข้าไปยาวๆ ถึงหัวอก นิมิตเหล่านั้นก็จะหายไปทันที เมื่อเห็นนิมิตอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งสติรู้อยู่ที่นิมิต แต่ให้เอานิมิตเดียว สุดแท้แต่นิมิตอันใดเป็นที่สบาย

 

ศาสนา (ฮินดู,พุทธ) ในเวทีการเมืองโลก ที่น่าศึกษา!!

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2558 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/389111

ศาสนา (ฮินดู,พุทธ) ในเวทีการเมืองโลก ที่น่าศึกษา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : เนื่องมาจากการจัดประชุมนานาชาติที่นครเดลี/อินเดีย ในชื่อ Global Hindu-Buddhist Initiative on conflict avoidance and environment consciousness เมื่อวันที่ ๓-๕ ก.ย.ที่ผ่านมา

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …ในธรรมส่องโลกฉบับที่แล้ว ได้เขียนวิสัชนาในเรื่อง การนำศาสนา (ฮินดู-พุทธ) มาช่วยในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และการสร้างความตระหนักรู้ในสิ่งแวดล้อม เพื่อการนำโลกไปสู่สันติสุข ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลอินเดีย ในการนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี โดยการร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ในเอเชียและทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศพุทธศาสนาจากสามสิบกว่าประเทศทั่วโลก

การเปิดยุทธศาสตร์ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา เพื่อปลุกเร้าให้ประชาชนที่ดำเนินชีวิตในฐานะศาสนิกชนของแต่ละศาสนา กลับคืนสู่กรอบความคิด การพูด การกระทำ ที่อยู่ภายใต้อำนาจของศีลธรรม …จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ลุ่มลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของชาวเอเชียและประชาคมโลก ที่ให้ความสำคัญในด้านศาสนาว่าเป็นเสาหลักของชีวิตและสังคมประเทศชาติ

การปลุกเร้าให้ประชาคมโลกโดยเฉพาะในเอเชีย ตื่นขึ้นมาตระหนักรู้ด้วยความสำนึกชอบต่อการสร้างความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมให้มีดุลยภาพโดยธรรม เพื่อความยั่งยืนแห่งความ

สงบสุขที่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอีกครั้ง เพื่อสังคมสันติสุข

การเปิดการประชุมโดยนายกรัฐมนตรี โมดี แห่งอินเดีย ทำให้บรรยากาศการเรียกร้องหาสันติภาพอย่างถูกต้อง ด้วยหลักการทางศาสนา (ฮินดู-พุทธ) เพื่อนำไปสู่การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในหมู่มนุษยชาติ และการสร้างความสำนึกตระหนักรู้ในด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ได้ถูกกระตุ้นขึ้นอย่างน่าสนใจ ด้วยคำพูดที่เป็นปรัชญาโวหารจากนักการเมืองระดับแนวหน้าของโลก ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในเอเชียปัจจุบัน

สิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้บรรยากาศหล่อหลอมเข้าสู่หัวข้อการประชุมที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ได้แก่ การยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เมื่อผู้นำรัฐบาลอินเดียเดินทางมาร่วมงาน โดยเฉพาะในวันที่ได้เดินทางร่วมไปกับผู้นำในด้านต่างๆ ของแต่ละประเทศ ด้วยเที่ยวบินพิเศษสู่พุทธคยา…

จากสนามบินนานาชาติคยา รัฐพิหาร ไปสู่พุทธคยา ณ มหาโพธิมหาวิหาร สถานที่ตั้งของพระศรีมหาโพธิ์ฯ ได้มีการจัดวางกำลังรักษาความปลอดภัยไปตลอดเส้นทาง พร้อมกับการก่อสร้างไม้ปักปันแนวเขต สร้างแนวรั้วกีดขวาง ต่อเนื่องไปคล้ายคอกวัวควายบ้านของเราไปตลอดสองข้างทางจนถึงพุทธคยาที่เงียบสงบ ด้วยมีคำสั่งให้ปิดร้าน-แผงลอยสองข้างทางทั้งหมด โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มหาโพธิมหาวิหาร พุทธคยาฯ สถานที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าระดับสูงสุด ด้วยการห้ามบุคคลโดยทั่วไป ไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาสเข้าไปในเขตมหาโพธิมหาวิหาร เว้นแต่บุคคลที่มีบัตรอนุญาตเข้าร่วมงานนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งทราบว่าในเขตพุทธคยาได้มีการนิมนต์พระภิกษุหัวหน้ามหาวิหารประมาณสิบวัดจากทุกชาติเข้ามาร่วมงาน ต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากนครเดลีในครั้งนี้

การปาฐกถาของนายกฯ โมดี ณ เขตแดนตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้แฝงไปด้วยนัยทางการเมือง แต่ก็น่ายินดียิ่งต่อการให้ความสำคัญในพระพุทธศาสนา ที่เชื่อมั่นว่า เป็นศาสนาที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติของการสร้างความสุขและสันติภาพให้แก่ประชาคมโลก จึงไม่แปลกที่นายกฯ โมดี ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “รัฐบาลอินเดีย ภายใต้การนำของข้าฯ จะพัฒนาสังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก…” (อ่านตอนต่อไป)

เจริญพร

 

เนื่องจากการประชุม ทางศาสนา…เพื่อสันติภาพ ณ กรุงนิวเดลี/อินเดีย!

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2558 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/387793

เนื่องจากการประชุม ทางศาสนา...เพื่อสันติภาพ ณ กรุงนิวเดลี/อินเดีย!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามุ่งตรงสู่พระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา …อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้ไม่รู้ว่าอะไรๆ คืออะไร… หลักธรรมซึ่งสั่งสอนให้เราทั้งหลายพึงรู้ในเหตุปัจจัยที่นำไปสู่อะไรๆ ในโลกนี้… ไม่ว่าอะไรดังกล่าวจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมให้ผลตามความเป็นธรรมดา… แล้วตอบแทนคืนกลับผู้กระทำนั้นๆ… แม้ไม่รู้อะไรๆ…

เมื่อวันที่ ๓-๕ ก.ย.ที่ผ่านมา ดังที่เขียนเล่าไปแล้วว่า ได้ไปร่วมงานประชุมระดับนานาชาติที่นิวเดลี/อินเดีย สนับสนุนการจัดงานโดยรัฐบาลอินเดีย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นิเรนทรา โมดี ที่กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมโลก ในบทบาทการนำที่แหลมคมและแยบคาย ในนโยบายการเมืองทั้งภายในประเทศและเวทีนานาชาติ…

จริงๆ แล้ว การจัดประชุมทางวิชาการศาสนา เพื่อการคิดหาหนทางให้โลกได้เกิดสันติสุข… สันติภาพนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ดังจะเห็นว่า มักจะมีข่าวสารจัดประชุมสัมมนาในเรื่องดังกล่าวกันบ่อยๆ…

แต่การที่สังคมโลกให้ความสนใจในการจัดประชุมทางวิชาการ ภายใต้ชื่อว่า GLOBAL HINDU-BUDDHIST INITIATIVE ON CONFLICT AVOIDANCE AND ENVIRONMENT CONCIOUSNESS ระหว่างวันที่ ๓-๕ ก.ย. ๒๕๕๘ ที่ New Delhi India ในครั้งนี้มาก เพราะบทบาทการนำของนายกรัฐมนตรีแห่งอินเดีย ที่ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงความขัดแย้งจากปัญหาการก่อการร้ายในมิติของการใช้ศาสนา…

จึงเห็นการแสดงสุนทรพจน์อย่างแหลมคมและแยบคายบนเวที ท่ามกลางสายตาของบุคคลสำคัญจากรัฐบาล นักการทูต และผู้นำจิตวิญญาณทางศาสนาจากแต่ละประเทศ ในวันเปิดการประชุมสัมมนา ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด…

สำหรับผู้นำทางจิตวิญญาณทางศาสนา ได้รับการสรรหาคัดเลือกผ่านทางสถานทูตอินเดียในประเทศนั้นๆ โดยตรง ไม่ผ่านองค์กรใดๆ พร้อมทั้งรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลงานศาสนา และสื่อมวลชนอาวุโสที่มีชื่อเสียงในประเทศของเรานั้น สถานทูตอินเดียได้เชิญ คุณสุทธิชัย หยุ่น ไปร่วมประชุม ซึ่งอาตมาได้เห็นการทำงานในฐานะสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่ใช้ทุกโอกาส เวลา ต่อการเก็บทุกเม็ดทุกประเด็นจากบุคคลสำคัญในทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้นายกฯ โมดี แห่งอินเดีย ที่ยากต่อการเข้าถึงตัวในท่ามกลางสาธารณชนเช่นนั้น

หากเจาะลึกลงไปเบื้องหลังการทำงาน ที่ใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อย ใช้บุคลากรจำนวนมาก ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือที่ระดมเข้ามา เพื่อการบริหารจัดการให้งานดังกล่าวเป็นไปอย่างเรียบร้อย ได้ผลคุ้มค่า ตรงตามวัตถุประสงค์… อาตมาเชื่อว่า คงใช้เงินจำนวนมาก… เอาเฉพาะเครื่องบินเที่ยวพิเศษจากนิวเดลีสู่พุทธคยา ที่นำผู้เข้าร่วมประชุม มีทั้งรัฐมนตรี นักการทูต ผู้นำจิตวิญญาณจากศาสนา และผู้ติดตามที่ได้รับอนุญาตจากประเทศต่างๆ …ไม่นับเที่ยวบินพิเศษของท่านนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย ก็หมดไปหลายล้านแล้ว… จึงไม่ต้องกล่าวในเรื่องที่พัก โรงแรมชั้นหนึ่ง อาหารการกิน รถ ลา ม้า ช้าง …ตลอดจนสรรพสิ่ง-สรรพกำลังทั้งหลาย ที่รัฐบาลอินเดียทุ่มเทมาเพื่อการจัดงานครั้งแรกนี้ให้ประสบความสำเร็จ ก่อนส่งต่อให้กับประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปีหน้า…

อะไรเกิดขึ้น …การประชุมให้ผลสรุปเป็นอย่างไร  …อะไรเป็นประเด็นเก็บตกที่น่านำมาพิจารณา อันสืบเนื่องมาจากการประชุมครั้งที่หนึ่ง… เพื่อสันติภาพโลกในครั้งนี้ ณ กรุงนิวเดลี/อินเดีย ฉบับหน้าจะนำมาเขียนเล่าให้ได้รับทราบต่อไป

 

เนื่องจาก… การประชุมนานาชาติ เพื่อสันติภาพ ณ นครเดลี อินเดีย!

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2558 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/386408

เนื่องจาก... การประชุมนานาชาติ เพื่อสันติภาพ ณ นครเดลี อินเดีย!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา การจัดประชุมนานาชาติ เพื่อการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และการสร้างสำนึกทางสิ่งแวดล้อมร่วมกัน โดยอาศัยศาสนา (ฮินดู-พุทธ) เมื่อวันที่ ๓-๕ ก.ย. ๒๕๕๘ ณ นครเดลี/อินเดีย ในฐานะที่พระอาจารย์เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ได้เสนอแนวทางอะไรไปบ้างในด้านพระพุทธศาสนา…

วิสัชนา เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ในยามที่กำลังเพียรภาวนาอยู่บนภูเขาหลวง เทือกเขาบรรทัด เขตแดน จ.นครศรีธรรมราช (ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นเก่าของพรรคคอมมิวนิสต์ภาคใต้ บัดนี้เต็มไปด้วยสวนทุเรียน มังคุด จำปาดะ ฯลฯ ช่างน่ารื่นเริงใจยิ่งนัก โดยเฉพาะสายลมที่หอบความเย็นมาจากธารน้ำไหลในหุบเขา ที่สาดซัดกัดเซาะแก่งหินให้ส่งเสียงล้อลมเล่น กังวานไปทั่วหุบเขา

โดยเฉพาะยามตื่นขึ้นมาเดินจงกรมตอนตี ๓-๔ ต่อเนื่องด้วยบริหารกาย-ใจแบบโยคะ บวกกำลังภายในของเส้าหลิน ตามตำรับวิชาของปรมาจารย์ตั๊กม้อ ที่เชี่ยวชาญทางด้านการภาวนาในวิธีการทำฌาน… จึงทำให้ร่างกาย-จิตใจแข็งแกร่ง มั่นคง เมื่อทำวัตรเช้าจบ ต่อเนื่องด้วยเจริญภาวนาทำสมถะให้เข้มแข็ง จะได้เป็นฐานเจริญวิปัสสนาญาณ ก็พอดีรับรุ่งอรุณ ได้เวลาออกหาอาหารแบบนกน้อยทั้งหลาย ที่เรียกว่า เที่ยวบิณฑบาตโปรดญาติโยม… เพื่อให้ญาติโยมได้ทำบุญถวายทาน สักการบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์… และมีส่วนในบุญกุศลที่เกิดในธรรมที่ก่อขึ้นในจิตใจของพระภิกษุที่มุ่งประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงอยู่ในพระธรรมวินัย ไม่เสียศีล… ไม่ขาดธรรม… ไม่ประพฤติผิดพระวินัยเป็นอาจิณณกรรม จนเป็นพวกทุมมังกุ… เก้อยาก…

 

พระพุทธศาสนา คือ พระธรรมวินัย ที่ว่าด้วยการประพฤติตามคำสั่ง (ศีลหรือวินัย) …คำสอน (ธรรม…หลักธรรม) เพื่อพัฒนาและควบคุมปกครอง กาย วาจา ใจ ให้ดำรงแน่วแน่อยู่ในเส้นทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อันมีทิศมุ่งหน้าไปสู่สันติภาพแห่งจิตใจ ที่ให้ความเป็นอิสรเสรีชั่วนิรันดร์…

คำถามที่ว่า อาตมาได้เสนอแนะแนวทางอะไรไปบ้างนั้น ในการเข้าร่วมประชุมนานาชาติ ณ นครเดลี/อินเดีย เมื่อวันที่ ๓-๕ ก.ย. ๒๕๕๘ ในชื่อการจัดงานที่ว่า “GLOBAL HINDU-BUDDHIST INITATIVE ON CONFLICT AVOIDANCE AND ENVIRONMENT CONCIOUSNESS…” …หากจะตอบยาวๆ คงเปลืองหน้ากระดาษ ก็ต้องสรุปสั้นว่า… ได้นำเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปทั้งสองระดับ เพื่อการสร้างสันติภาพและความสุข อันเป็นไปในบริบทของหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยมิกล้าหาญรับรองว่า ศาสนาฮินดู หรือศาสนาอื่นใด สามารถสร้างความสุขและสันติภาพได้จริงตามหรือไม่… แต่ได้ชี้แจงแสดงให้เห็นว่า “ศาสนาใดมีหลักศีลธรรมมั่นคงในเบื้องต้น ยึดแนวทางอหิงสาธรรมจริงๆ เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม สั่งสอนให้ประชาชนปฏิบัติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้จริง …คำสอนของศาสนานั้นๆ ย่อมสามารถสร้างความสุขและสันติภาพให้มนุษยชาติได้เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา…”

สำคัญอย่างยิ่ง อาตมาไม่เคยลืมที่จะกล่าว อริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นความจริงอันประเสริฐ ที่ตรัสรู้ด้วยพระปัญญาอันชอบของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นหนทางอันนำไปสู่ความสุขและสันติภาพของมนุษยชาติได้อย่างแท้จริงแน่นอน

ในการประชุมในครั้งนี้ อาตมาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วในฐานะพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ที่ไม่ทรยศต่อคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า และรักษาไว้ซึ่งฐานะของสมณะในพระพุทธศาสนา… จึงมั่นใจว่า การไปปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ ได้กระทำคุณประโยชน์อันยิ่งทั้งต่อตนเองและมนุษยชาติ ด้วยการบูชาธรรมสมควร…แก่ธรรม

เจริญพร

 

หลวงปู่เม้าผู้ถือมั่นในความบริสุทธิ์

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2558 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/386405

หลวงปู่เม้าผู้ถือมั่นในความบริสุทธิ์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในบรรดานักสะสมพระเครื่องในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมพระเครื่องรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ตาม ต่างก็หันกลับมานิยมสะสมเหรียญใหม่กันอย่างคึกคัก เพราะเหรียญใหม่ ซึ่งมีราคาถูกกว่าของเก่าหลายสิบเท่า และมีประสบการณ์และอภินิหารมากมายไม่แพ้ของเก่า เนื่องจากได้รับการแผ่เมตตาอธิษฐานจิตจากพระอาจารย์ที่เรืองวิทยาคม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันนี้ก็มีหลายรูปด้วยกัน ต่างก็เป็นพระเถระที่มีความเมตตาและถือความบริสุทธิ์เป็นที่ตั้ง จึงทำให้วงการเหรียญใหม่นี้คึกคักขึ้น ต่างเสาะหาเหรียญพระอาจารย์ชื่อดังอย่างมากมาย

หลวงปู่เม้า พลวิริโย วัดสี่เหลี่ยม อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่จัดอยู่ในชั้นแนวหน้าของพระคณาจารย์เรืองวิทยาคมทั้งหลาย ของดีแต่ละชนิดที่ท่านสร้างขึ้นแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์ปรากฏคุณวิเศษนานาประการ จนเป็นที่นิยมแสวงหาของนักสะสมพระเครื่องทั่วๆ ไป ท่านยังเป็นพระเถระที่สาธุชนโดยทั่วไปเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยจริยาวัตรที่หมดจดงดงาม ไม่บกพร่องด่างพร้อยแต่ประการใด อีกทั้งเป็นพระเถระที่มีความเชี่ยวชาญในวิทยาคม และเคร่งครัดในการวิปัสสนากรรมฐานที่สูงยิ่งอีกรูปหนึ่ง แม้ในช่วงนั้นท่านมีอายุครบ 100 ปี แต่ก็ยังแข็งแรงสมบูรณ์เดินเหินได้คล่องแคล่วไม่แพ้คนหนุ่มสาวเลย นับว่าท่านเป็นพระเถระที่มีอายุยืนและมีวาสนามากอีกองค์หนึ่ง

สำหรับหลวงปู่เม้า พลวิริโย ท่านถือการธุดงควัตรเป็นนิจสิน ท่านได้เดินออกธุดงค์ไปจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่แถบภาคอีสานเป็นเวลานานหลายสิบปี ในขณะธุดงค์นั้นท่านยังได้ศึกษาอาคมจากอาจารย์ต่างๆ มากมายหลายรูป อาทิ พระอาจารย์นิลพระอาจารย์เพรียน พระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ เป็นต้น โดยเฉพาะพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระรูปนี้ก็เป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตะ พระเถระผู้ซึ่งมีลูกศิษย์โด่งดังมากมาย

หลังจากที่หลวงปู่เม้าเดินธุดงควัตรอยู่เป็นเวลานานปี ก็ได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดใหม่เรไรทอง หลังจากนั้นท่านก็ได้สร้างพระอุโบสถและเสนาสนะสงฆ์ในวัดต่างๆ มากมายหลายวัดจนไปถึงการพัฒนาวัดสี่เหลี่ยม ต.หนองสี่เหลี่ยม อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เม้าใช้สำหรับจำพรรษาอยู่ด้วย

จากความที่ท่านเป็นพระผู้ที่มีความเมตตาต่อลูกศิษย์ลูกหาทุกคน โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะยากดีมีจนท่านก็ให้ความเสมอภาคเท่ากันหมด ลูกศิษย์ต่างๆ ของท่านทั่วทุกสารทิศในประเทศไทย จึงได้ร่วมจิตร่วมใจกันจัดองค์ผ้าป่าและกฐินนำติดตามไปทอดยังวัดต่างๆ ที่หลวงปู่เม้ากำลังพัฒนาอยู่ทุกแห่ง เพื่อเป็นการสนองพระคุณที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ญาติโยมที่เดินทางไกลไปนมัสการท่าน หลวงปู่เม้าก็ให้เข้าพบโดยมีได้รังเกียจกีดกันใดๆ แม้แต่น้อย โดยที่ท่านมีเมตตาต่อญาติโยมที่ต้องเดินทางมาไกล ท่านก็จะช่วยปัดเป่าความเดือดร้อนให้เขาเหล่านั้นได้สมความหวังที่ตั้งใจไว้ หลวงปู่เม้าจะรดน้ำพระพุทธมนต์ให้อยู่เย็นเป็นสุข และยังมอบเครื่องรางของขลังให้ไว้บูชา โดยไม่คิดราคาแม้แต่บาทเดียว เพื่อสนองความศรัทธาทุกคนที่มีต่อหลวงปู่เม้า เมื่อทำการรดน้ำพระพุทธมนต์เสร็จแล้วท่านจะอบรมสั่งสอนธรรมะ เพื่อเตือนใจ เตือนสติ และนำไปปฏิบัติ นั่นทำให้ประชาชนที่เคารพรักและศิษย์ทั้งหลายทุกคนตื้นตันใจ

วันที่ 4 มิ.ย. 2517 เป็นวันดีอีกวันของการทำบุญฉลองครบ 100 ปี บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายพร้อมสาธุชนได้พร้อมใจจัดงานสมโภชขึ้น และจัดสร้างเหรียญรูปเหมือนของหลวงปู่เม้าขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อหารายได้นำมาบูรณปฏิสังขรณ์ สร้างพระอุโบสถ และด้วยบุญญาธิการที่เปี่ยมล้นในคืนที่ท่านจะปลุกเสกเหรียญได้เกิดเหตุการณ์จันทรุปราคาขึ้น ในโบราณกาลถือว่าเป็นฤกษ์ดีที่สุดในการปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่างๆ และพอท่านนั่งปรกปลุกเสกเหรียญดังกล่าว เกิดเหตุการณ์ฝนตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ ท่ามกลางพระสงฆ์สามเณรและสาธุชนจำนวนมาก ซึ่งเป็นฝนที่ไม่ได้ตั้งเค้ามาก่อน อีกทั้งยังเป็นช่วงหน้าแล้งมาก และเมื่อหลวงปู่ เม้าปลุกเสกเหรียญแล้ว พื้นที่ใน อ.นางรอง ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก เพียงพอกับการต่ออายุพืชผลเกษตร สวนทางกับพื้นที่เขตอำเภอใกล้เคียงและจังหวัดอื่นในภาคอีสานกับแล้งขาดแคลนน้ำอย่างหนัก

ด้วยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ศิษยานุศิษย์ของท่านทั้งหลายได้ตื่นตากับเหตุการณ์นั้น ส่งผลให้เหรียญท่านได้รับความนิยมอย่างสูงและหมดลงอย่างรวดเร็ว และไม่เพียงพอต่อลูกศิษย์หลวงปู่เม้าที่มีอยู่ในประเทศไทย

 

ปุจฉาจากกรณีศึกษา ศาสนาเพื่อสันติภาพโลก!!

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2558 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/385045

ปุจฉาจากกรณีศึกษา ศาสนาเพื่อสันติภาพโลก!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… มีปุจฉาจากโยมศิริกาญจน์ ในกรณีฮินดูและพระพุทธศาสนา มีคำสั่งสอนในพื้นฐานให้มีศีลและหิริโอตตัปปะเป็นเครื่องผูกมัดพันธะสัญญาจิตในระดับคุณธรรมว่า จะไม่เบียดเบียนกัน (วิหิงสา) ไม่อาฆาตเอาคืนย่อมเป็น Inner peace – true peace… ในศาสนพุทธ เรายังมีคุณธรรมระดับพรหมวิหาร เข้าใจเรื่องของกรรมนิยาม และรู้ให้อภัยแบบไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ อันนี้จะมีในศาสนาฮินดู ด้วยหรือไม่เจ้าคะ!?

จากปุจฉาดังกล่าว เกิดขึ้นด้วยอาตมาได้เขียน เรื่อง การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งด้วยศาสนา (พุทธและฮินดู) …สู่การสร้างสันติภาพโลก ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Can Religions Interaction (Hinduism – Buddhism), Lead to Global Peace… ซึ่งเป็นหัวข้อที่จะนำไปสู่การประชุมทางวิชาการ ในระหว่างวันที่ ๓-๕ ก.ย. ๒๕๕๘ นี้ สนับสนุนการจัดงานดังกล่าวโดยรัฐบาลอินเดีย…

รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญกับการจัดประชุมในครั้งนี้ นับว่าอยู่ในระดับสูงสุด ดังที่ทราบว่า นอกจากมีรัฐมนตรีในรัฐบาลอินเดียที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลตลอดรายการแล้ว …ท่านนายกรัฐมนตรี โมดี ของอินเดีย ยังอยู่ร่วมรับฟังการบรรยายตลอดรายการ และจะร่วมนำคณะผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาแต่ละประเทศไปสู่พุทธคยาด้วยเครื่องบินเที่ยวพิเศษ ในวันที่ ๕ ก.ย. ๒๕๕๘ เพื่อร่วมกันถวายสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา/อินเดีย โดยมีองค์กรและสถาบันการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในเขตนาลันทา-พุทธคยา มาร่วมต้อนรับอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะมหาโพธิสมาคมฯ ศูนย์พุทธคยา/อินเดีย

อาตมาได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมใหญ่ในครั้งนี้ ที่นครเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ด้วย และเป็นผู้บรรยายในหัวข้อเรื่อง Can Religions Interaction… ตามที่กล่าวมา ในวันที่ ๓ ก.ย. ๒๕๕๘ เวลาประมาณบ่ายโมง ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุม และคงอยู่ร่วมประชุมด้วยทุก Session ตลอดจนถึงร่วมเดินทางเที่ยวบินพิเศษ ไปถวายสักการะสังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยาฯ ด้วย…

จึงนับว่าเป็นมงคลชีวิตอันยิ่งใหญ่ ที่ได้มีโอกาสไปถวายสักการบูชาในระหว่างพรรษา พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยเฉพาะการมีโอกาสนำเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อการสร้างสันติภาพโลก

ดังบทความที่ได้นำเสนอไปในเรื่อง ศาสนา…กับการสร้างสันติภาพโลก ด้วยการจำเพาะลงไปที่พระพุทธศาสนา-ฮินดู จนมาสู่คำถามดังกล่าว

จริงๆ แล้ว การปฏิรูปตนเองของแต่ละศาสนาในชมพูทวีปนั้น เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพระพุทธศาสนา ที่แผ่กว้างไปทั่วชมพูทวีป โดยวางหลักสันติธรรม เพื่อสันติภาพ-สันติสุขไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลักวิหิงสาธรรม ซึ่งต่อมาฮินดูที่ปฏิรูปตนเองมาจากพราหมณ์ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ได้รับหลักธรรมดังกล่าว แล้วนำไปบูรณาการเข้ากับแนวทางของความเชื่อตามลัทธิเทวนิยม จึงเป็นอหิงสาแบบฮินดู… มีการปลูกฝังความเชื่อมั่นไปในกฎแห่งกรรม …แต่เป็นไปในแนวกรรมลิขิต จึงยังปรากฏระบบวรรณะให้แลดูรู้ว่านี่คือ พราหมณ์แปลงร่าง…

ดังนั้น แม้ว่าจะมีชื่อหลักธรรมที่คล้ายกัน… แนวปฏิบัติใกล้เคียงกัน ด้วยการลอกเลียนจนกลืนกันระหว่างศาสนา แต่มิใช่ว่าความหมายแห่งธรรมจะเหมือนกัน แม้ว่าในขั้นพื้นฐานระดับศีลธรรมจะมีความใกล้เคียงกัน แต่ความละเอียดประณีตของคำสั่งสอนนั้นต่างกัน และอย่างสิ้นเชิงเมื่อแสดงถึงที่สุดแห่งธรรมะ ด้วยความเชื่อที่อยู่ตรงข้ามกัน แม้เป็นเส้นตรงที่ดูเหมือนไปในแนวเดียวกัน แต่จุดมุ่งหมายในทิศทางนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน …จึงต้องพิจารณาให้ลึกละเอียดลงไปในสารธรรมที่แท้จริงของแต่ละศาสนา เพื่อการเข้าใจถึงความเหมือนในความต่าง… และความต่างในความเหมือน แม้ว่าในระดับศีลธรรมจะสามารถนำไปสู่สันติสุข-สันติภาพได้เช่นเดียวกัน!!

เจริญพร

 

ตำนานหลวงปู่คำพันธ์ เกจิลุ่มน้ำโขง

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2558 เวลา 09:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/385043

ตำนานหลวงปู่คำพันธ์ เกจิลุ่มน้ำโขง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ (พระสุนทรธรรมากร) แห่งวัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม นับเป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีวิชาอาคมอันเข้มขลัง มีปฏิปทาอันน่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นพระนักพัฒนา ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดธาตุมหาชัย รวมทั้งคณะสงฆ์ในจังหวัด และใกล้เคียงอีกจำนวนมาก นับเป็นพระเถราจารย์ที่น่ากราบไหว้อย่างที่สุด

มีตำนานเรื่องเล่าว่า สมัยหนึ่งแผ่นดินลาวร้อนระอุ เพราะเกิดภาวสงครามกลางเมืองจากการแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน ทำให้เดือดร้อนมาถึงประเทศไทยต้องส่งกำลังทหารไปตรึงกำลังตามแนวชายแดนเลียบแม่น้ำโขงเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำอธิปไตยของไทย โดยระหว่างที่ทหารไทยว่างเว้นจากเวรยาม กลุ่มทหารจำนวนหนึ่งทราบข่าวว่าที่วัดป่าแห่งหนึ่งในเขต อ.ปลาปาก มีพระอาจารย์ชื่อดังรูปหนึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในแถบนั้นมาก จึงได้พากันออกเดินทางไปกราบเพื่อขอพรจากท่าน (หลวงปู่คำพันธ์) ทันที

เมื่อกลุ่มทหารเดินทางไปถึงวัดป่าแห่งดังกล่าวที่ชาวบ้านและทหารกล่าวถึง หลวงปู่คำพันธ์ บอกว่า “อาตมาไม่มีอะไรให้หรอกโยม อาตมามีแต่ธรรมะคำสั่งของพระพุทธเจ้าเท่านั้น” นั่นคือประโยคแรกที่หลวงปู่คำพันธ์กล่าวกับญาติโยมและกลุ่มทหารหาญที่คอยปกป้องรักษาแนวแม่น้ำโขงหลังดั้นด้นเดินทางมาและได้เอ่ยปากขอของดีจากท่าน (หลวงปู่คำพันธ์)

หลวงปู่คำพันธ์ นับเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ชาวบ้านและกลุ่มทหารกล้าเหล่านั้นได้นั่งห้อมล้อมหลวงปู่คำพันธ์ บนศาลาหลังเก่าแก่ ลักษณะเป็นชั้นเดียวเพื่อไว้ใช้สำหรับแสดงธรรมเทศนาในช่วงวันสำคัญๆ หรือวันพระ  อีกทั้งยังใช้เป็นที่ฉันภัตตาหารเช้าของพระภิกษุสงฆ์และเณรที่เป็นญาติธรรมของท่านหลวงปู่คำพันธ์  บรรยากาศในศาลาวัดที่ห้อมล้อมด้วยชาวบ้านและทหารที่ล้วนแน่วแน่ในศรัทธาในหลวงปู่คำพันธ์ เริ่มมีเสียงอ้อนและร้องขอของดีจากท่านเป็นเสียงเดียวกันของผู้มาเยือนอย่างพร้อมเพรียง

ท่าน (หลวงปู่คำพันธ์) จึงเอ่ยปากขึ้นว่า “โน่น…ไปเอาเม็ดทรายกลางแม่น้ำโขงโน่น” เมื่อคำพูดของหลวงปู่ฯ สิ้นสุดลง นั่นหมายความว่าท่านได้บอกใบ้ไปแล้ว  ชาวบ้านรู้ทันทีว่า หลวงปู่ฯ ให้ไปเอาเม็ดทรายกลางแม่น้ำโขงมาให้ท่านปลุกเสกแผ่บารมีให้อย่างแน่นอน  ทั้งหมดจึงกราบลาหลวงปู่ฯ แยกย้ายกลับบ้าน ถัดมารุ่งขึ้นกลุ่มทหารและชาวบ้านเดินทางมากราบหลวงปู่ฯ อีกครั้งพร้อมกับนำเม็ดทรายจากกลางแม่น้ำโขงมาให้ท่านได้ปลุกเสกด้วย โดยท่านมีเมตตาได้แผ่พลังจิตปลุกเสกให้ตามที่พวกเขาต้องการและแจจ่ายทุกคนในที่นั้น

หลวงปู่ฯ ได้นำเอาเม็ดทรายกลางแม่น้ำโขงมาเสกแปรธาตุเช่นเดียวกับที่ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้เคยทำมาแล้ว จึงนับว่าหลวงปู่คำพันธ์ได้นำแบบอย่างมาทำเป็นคนแรกในภาคอีสาน  เมื่อกลุ่มทหารนำเม็ดทรายกลางแม่น้ำโขงมาพกไว้ติดตัวแล้ว ปรากฏว่าเมื่อเกิดการปะทะกันขึ้นกับทหารฝั่งลาว แต่ทหารไทยที่รักษาแนวแม่น้ำโขงไม่ได้รับอันตรายใดๆ แม้แต่น้อย  จึงสร้างความอัศจรรย์ใจแก่คณะทหารเหล่านั้น

ตั้งแต่นั้นเรื่อยมาทหาร ตำรวจ และชาวบ้านใกล้เคียงต่างหลั่งไหลไปขอของดีอย่างเม็ดทรายศักดิ์สิทธิ์จากหลวงปู่คำพันธ์ไม่ขาดสาย  จนทำให้ชื่อเสียงของท่านถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว  ด้วยเพราะอำนาจบารมีอันสูงส่งของหลวงปู่ฯ นั่นเอง

ต้องยอมรับว่าแม้แต่เม็ดทรายเม็ดเล็กๆ ยังมีความศักดิ์สิทธิ์สามารถปกปักรักษาให้แคล้วคลาดจากภยันอันตรายต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์ใจ และเมื่อท่านหลวงปู่คำพันธ์ได้จัดสร้างพระกริ่งของท่าน ทุกวันจะมีเม็ดทรายกลางแม่น้ำโขงที่ท่านได้ปลุกเสกอธิษฐานจิตแล้วนำมาบรรจุไว้ที่ใต้ฐานพระทุกองค์

แม้วิชาอาคมของท่านหลวงปู่คำพันธ์ จะแกร่งกล้าสร้างความพิศวงให้กับลูกศิษย์ลูกหามามากมาย หลวงปู่คำพันธ์ยังเป็นพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่ แถมยังมาสายพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ให้การอบรมวิปัสสนากรรมฐานประจำที่วัดป่ามหาชัย วัดป่ามหาชัย จึงเป็นวัดต้นแบบของการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในเขต จ.นครพนม

สำหรับวัดป่ามหาชัยถือเป็นวัดที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมประชาชน เมื่อปี 2529 เป็นต้นมา และได้พระภิกษุจากอาวาสต่างๆ ใน จ.นครพนม สนใจแนวทางการปฏิบัติกรรมฐาน เข้ามาเรียนรู้และลองปฏิบัติ จนเกิดความเข้าใจในหลักพระกรรมฐาน ได้นำไปเผยแผ่ในเขตอาวาสของตน การปฏิบัติธรรมกรรมฐานได้แพร่หลายใน จ.นครพนม จนถึงปัจจุบัน และยังได้นำพาศิษยานุศิษย์จัดปฏิบัติธรรมกรรมฐานในสถานที่ต่างๆ สืบต่อไปไม่รู้จบ

หลวงปู่คำพันธ์ ได้ละสังขารในกุฏิจำพรรษาด้วยโรคชราภาพ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย. 2546 ที่วัดธาตุมหาชัย สิริรวมอายุได้ 89 พรรษา  สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับผู้ที่เคารพอย่างยิ่ง

 

บูชาแม่ บูชาพระ…บูชาธรรมเนื่องในวันแม่แห่งแผ่นดิน!! (จบ)

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2558 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/383650

ธรรมส่องโลก

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ดังการก้าวสู่ความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ที่จะต้องใช้ความเพียรพยายามอันสูงสุด… ใช้กำลังสติปัญญาอันสูงสุด… ใช้กำลังขันติธรรมอันสูงสุด ภายใต้การบริหารจัดการชีวิตให้สามารถใช้โอกาส… เวลา… กาลเทศะ ได้อย่างมีจุดสมดุลในความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน ดังปรากฏการณ์ในสมัยสุดท้ายเมื่อถือกำเนิดเกิดมาในความเป็นชาติกษัตริย์ สกุลศากยวงศ์ และในโคตรแห่งโคตมะ สำเร็จสมบูรณ์ด้วยเพศอันอุดมในความเป็นมหาบุรุษ… ก็ยังต้องรอกาลเวลาอันเหมาะสมจนได้โอกาสความเป็นมหามงคล ถึงพร้อมด้วยกาลเทศะที่ถูกต้องออกอภิเนษกรมณ์บรรพชาบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง ๖ ปี จนอินทรีย์แก่กล้าพร้อมสมบูรณ์ จึงได้โอกาสสำคัญที่จะต้องตรัสรู้ในเวลาอันอุดมสมฐานะความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

บนความเพียรอันชอบ… ขันติธรรมอันเป็นเลิศ… สติปัญญาอันบริสุทธิ์ จึงทำให้การขับเคลื่อนชีวิตเป็นไปตามธรรม ถูกธรรมวิธี จนบรรลุผลความสัมฤทธิ์ สมความเป็นสามัญญผล…

แม้การเผยแผ่พระพุทธศาสนา… เผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนเพื่อประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้คงดำรงอยู่ต่อไปในโลกนี้ เพื่อประโยชน์โดยธรรมแก่สัตว์น้อยใหญ่ที่ยังมีวาสนาบารมี ก็ยังต้องรู้จักการใช้เงื่อนไขในโอกาส… เวลา… กาลเทศะ ให้เหมาะควร บนความรู้เข้าใจในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติว่า… ธรรมทั้งหลายเป็นเช่นนี้เอง!

จึงขอสาธุชนได้พึงบริหารจัดการชีวิตให้เป็นไปอย่างมีศาสตร์-ศิลป์ที่ถูกต้องตรงธรรมตามที่กล่าว ก็ย่อมสามารถดำเนินการให้ชีวิตก้าวสู่โอกาสแห่งเวลาที่ควร… กาละที่เหมาะสม ด้วยอำนาจแห่งสัมมาทิฏฐิ

เรื่องสัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะบ่งบอกคุณภาพจิตที่มีคุณค่าของปัญญา โดยเฉพาะการเป็นชาวพุทธที่ต้องดูเรื่อง สัมมาทิฏฐิ นี่แหละเป็นสำคัญ ซึ่งหากยังเชื่อในคุณวิเศษของเดรัจฉานวัตถุ โดยเฉพาะความงมงายตามระบบเทวนิยมของพราหมณ์ดังเที่ยวสวมใส่น้ำตาพระศิวะ น้ำลายพระอินทร์ ขี้-อุจจาระของพระพรหม… ไอ้แบบนี้ ไม่ควรเรียกตนเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนในพระศาสนาแห่ง พระธรรมวินัย นี้…

เจริญพร

 

บูชาแม่ บูชาพระ…บูชาธรรม เนื่องในวันแม่แห่งแผ่นดิน!! (๑)

Published พฤศจิกายน 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2558 เวลา 10:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/382240

บูชาแม่ บูชาพระ...บูชาธรรม เนื่องในวันแม่แห่งแผ่นดิน!! (๑)

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในห้วงแห่งกาลเวลาของการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหา มหาราชินี… ชาวไทยทุกหมู่เหล่า ล้วนมุ่งหน้าสู่ถนนแห่งความกตัญญูกตเวทิตาธรรม…

การเดินทางไปกราบเท้าแม่… กราบตักแม่… กราบขอพรจากมือสองข้างที่สร้างโลกมาอย่างแข็งแกร่งของแม่ เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ยากที่จะหามือ-เท้าคู่ใดมาเปรียบได้…

การได้บูชาแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ นับเป็นลาภอเนกอนันต์ ยากเกินกว่าจะแจกแจงบรรยายถึงมวลมหามงคลที่บรรจุในคำว่า… พระคุณแม่

จึงขออนุโมทนากับศรัทธาสาธุชนที่ยังมีโอกาสในเวลาอันสำคัญของชีวิต ที่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อประกอบการกุศลอันยิ่ง ในกาลเทศะอันเป็นมหามงคลเนื่องในวันเฉลิมฉลองบูชาพระคุณของแม่แห่งแผ่นดิน…

โอกาส… เวลา… กาลเทศะ สามคำนี้มีคุณค่าความหมายกับการพัฒนาชีวิต เพื่อก้าวย่างไปสู่ความสำเร็จประโยชน์โดยธรรม…

การบริหารจัดการให้ โอกาส… เวลา… กาลเทศะ สอดคล้องสัมพันธ์กัน เกื้อกูลกัน เพื่อสมประโยชน์ที่ประสงค์ จึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่เป็นเหตุปัจจัยอันจะนำไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ… ประตูแห่งชัยชนะต่อการจะต้องก้าวผ่านเรื่องราวต่างๆ นานา ที่มากไปด้วยปัญหาและอุปสรรค

การจะผ่านพ้นปัญหา-อุปสรรค… การจะก้าวย่างไปสู่ความสำเร็จแห่งชีวิต เพื่อความมีอิสรเสรี เพื่อการพบกับสันติภาพ-สันติสุขได้นั้น มันช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก &O5532;

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

 

%d bloggers like this: