Big Idea

All posts tagged Big Idea

หุ่นยนต์ตัวแรกของโลก มาจากลานนาฬิกา

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

หุ่นยนต์ตัวแรกของโลก มาจากลานนาฬิกา

ก่อนที่จะมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน มนุษย์รู้จักสร้างหุ่นยนต์ตัวแรกมาตั้งแต่ 300 ปีที่แล้ว

เป็นหุ่นยนต์ที่เกิดจากเหล่าช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์นาฬิกา ถือเป็นการสร้างโรบอตรุ่นบุกเบิกโดยใช้กลไกลานนาฬิกาในการขับเคลื่อน

ตามความเข้าใจของคนในยุคนี้ หุ่นยนต์ หรือ โรบอต (robot) เป็นเครื่องจักรกลชนิดหนึ่ง มีลักษณะโครงสร้างและรูปร่างแตกต่างกัน แต่ละประเภทจะมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน โดยมนุษย์จะเป็นผู้ควบคุมกลไกระบบต่างๆ ให้ทำงานแทนแบบอัตโนมัติ

โดยทั่วไปหุ่นยนต์ถูกสร้างขึ้นสำหรับงานที่มีความยากลำบาก เช่น งานสำรวจพื้นที่พิเศษที่มนุษย์ทำไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่อันตรายอย่างงานสำรวจดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิต และใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่เป็นหลัก ปัจจุบัน มีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานใกล้ชิดชีวิตคน เช่น หุ่นยนต์ในทางการแพทย์ใช้ผ่าตัด หรือแม้แต่หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเล่นของมนุษย์ จนเดี๋ยวนี้เราสามารถพัฒนาให้หุ่นยนต์มีลักษณะคล้ายมนุษย์มากขึ้นทุกวันเพื่อให้อาศัยอยู่ร่วมกันได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เจ้าหุ่นอาซิมอฟ ซึ่งเป็น android หุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ของบริษัทฮอนด้า

หุ่นยนต์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการใช้งานคือ หุ่นยนต์ชนิดที่ติดตั้งอยู่กับที่ (fixed robot) เคลื่อนที่ไปไหนได้ด้วยตัวเองไม่ได้ มีลักษณะเป็นแขนกล สามารถขยับและเคลื่อนไหวได้เฉพาะแต่ละข้อต่อภายในตัวเองเท่านั้น มักนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ กับหุ่นยนต์ชนิดที่เคลื่อนที่ได้ (mobile robot) สามารถเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองโดยใช้ล้อหรือขา ซึ่งประเภทนี้ยังเป็นงานวิจัยอยู่ มีแบบจำลองบ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถผลิตออกมาใช้งานได้จริง

ในบ้านเราเวลานี้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่งก็มีเยาวชนไทยหันมาสร้างหุ่นยนต์กันมากขึ้น แต่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นบุกเบิกเท่านั้น

……………

คำว่า Robot มาจากคำว่า Robota ในภาษาเช็ก แปลว่า การทำงานเสมือนทาส ถูกใช้เป็นครั้งแรกในละครเวทีเรื่อง “Rassum”s Universal Robots” บทประพันธ์ของกาเรล ชาเปก ในปี ค.ศ. 1920 เนื้อหาเกี่ยวพันกับจินตนาการของมนุษย์ในการใฝ่หาเครื่องมือช่วยทำงาน จึงประดิษฐ์คิดค้นหุ่นยนต์ขึ้นให้เป็นทาสคอยรับใช้ ในละครเรื่องนี้การใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์ดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งหุ่นยนต์มีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับมนุษย์ จนเกิดการต่อต้านไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้มนุษย์กดขี่ข่มเหงอีก

ในปี ค.ศ. 1942 คำว่า robot เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกอีกครั้งเมื่อ ไอแซก อาซิมอฟ นักเขียนนวนิยายไซไฟ เขียนเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์ในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง I-Robot นับแต่นั้นหุ่นยนต์ก็กลายเป็นจุดสนใจของนักวิทยาศาสตร์และกระตุ้นแนวคิดจินตนาการในการประดิษฐ์คิดค้นหุ่นยนต์ในโลกอนาคตจนสำเร็จ

แต่ก่อนจะมาถึงยุคหุ่นยนต์กลไกอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนเหมือนทุกวันนี้ ช่างกลสมัยโบราณเขารู้จักการสร้างกลไกหุ่นยนต์มานับพันปีแล้ว โดยคิดค้นพัฒนาขึ้นจากนาฬิกาแดดและนาฬิกาทราย จนได้ นาฬิกาน้ำ เป็นกลไกรุ่นแรกที่มนุษย์รู้จักตั้งแต่ยุคอารยธรรมกรีกเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ใช้พลังน้ำเป็นตัวผลักฟันเฟืองให้กลไกนาฬิกาทำงานอัตโนมัติ ถือเป็นเครื่องจักรเครื่องแรกที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับทำงานแทนมนุษย์

หลังจากนั้น ระบบลานฟันเฟืองนี้ก็พัฒนาต่อเนื่องมาตลอด โดยยุคแรกชาวกรีกเรียกมันว่า ออโตมาตา (automata) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “อัตโนมัติ” นั่นเอง

แรกเริ่มสิ่งประดิษฐ์ออโตมาตานิยมทำเป็นของเล่นสำหรับกษัตริย์ ชนชั้นสูง และเครื่องบูชาในทางศาสนาเพื่อให้คนนิยมเลื่อมใส เช่น แท่นบูชาที่ขยับขึ้นลงได้เอง หรือรูปเคารพที่หันซ้ายขวาได้ เป็นต้น

ในตำนานของชาวยิว ระบุว่า สมัยกษัตริย์ซาโลมอน บัลลังก์ของพระองค์เป็นบัลลังก์วิเศษ เมื่อเสด็จขึ้นประทับนกอินทรีจะวางมงกุฎลงบนพระเศียร วัวและสิงโตสีทองจะยืดเท้าออกให้เหยียบเป็นขั้นบันไดขึ้นไปสู่บัลลังก์ ทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องกลที่ประดิษฐ์ขึ้นเหมือนกับที่เราเห็นกันบ่อยตามภาพยนตร์ล่าสมบัติ ที่มักจะมีประตูกลที่เปิดปิดเองได้ คอยซ่อนขุมสมบัติเหล่านั้น

ออโตมาตา โด่งดังที่สุดในยุคศตวรรษที่ 18 เมื่อช่างประดิษฐ์นาฬิกาในยุโรปหันมาสนุกกับงานออโตมาตากันอย่างกว้างขวาง คราวนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกของมนุษย์ได้เต็มปาก เพราะสร้างขึ้นเป็นรูปมนุษย์ ลักษณะหน้าตาเหมือนคนทุกอย่าง สามารถเคลื่อนไหวได้ เขียนหนังสือและวาดรูปได้ โดยใช้กลไกลานนาฬิกาที่ออกแบบอย่างซับซ้อนเป็นตัวบังคับ

หุ่นตัวนี้คือ Draughtsman-Writer (หุ่นยนต์ช่างเขียน) เป็นผลงานการประดิษฐ์ของ อองรี เมลลาร์เดต์ (Henry Maillardet) ช่างนาฬิกาชาวสวิสคนเดียวกับที่สร้างหุ่นกลหนอนไหม ที่เขียนเล่าไปในฉบับก่อนนั่นเอง

หุ่นยนต์ตัวนี้สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1800 ที่กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของเมลลาร์เดต์ เป็นงานกลไกซับซ้อนชิ้นเอกที่สร้างขึ้นเหมือนมนุษย์มาก ปัจจุบัน จัดแสดงอยู่ที่สถาบันแฟรงคลิน ฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา โดยทางสถาบันได้รับมอบหุ่นตัวนี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1928 ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมีร่องรอยถูกไฟไหม้เป็นบางส่วนและตอนแรกไม่รู้ที่มาที่ไป แต่หลังจากซ่อมแซมจนสามารถกู้ชีพหุ่นขึ้นมาได้และให้ทดลองเขียนหนังสือ

ทุกคนต้องประหลาดใจมาก เพราะเขาระบุท้ายประโยคที่เขาเขียนว่า “written by the automaton of Maillardet”

หุ่นยนต์ช่างเขียนของเมลลาร์เดต์ สามารถเขียนบทกวีได้ 3 ชิ้น เป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส วาดรูปได้ 4 รูป เดิมวาดด้วยปากกาขนนกจุ่มหมึก ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นปากกาหมึกซึมแทน

ก่อนหน้าที่หุ่นยนต์ช่างเขียนจะปรากฏขึ้น มีคนออกแบบตุ๊กตากลมาก่อนหน้าแล้วหลายชิ้น แต่ยังไม่มีชิ้นใดลักษณะเหมือนหุ่นยนต์ได้ชัดเจนเท่ากับหุ่นยนต์ช่างเขียนนี้

หุ่นกลรุ่นแรกๆ ลักษณะเป็นตุ๊กตา เช่น “นักเป่าขลุ่ย” Flautist สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1783 โดยวิศวกรฝรั่งเศสชื่อ Jacques de Vaucanson สามารถเป่าขลุ่ยได้ถึง 12 เพลงไพเราะ มีการขยับนิ้วมือที่ทำด้วยไม้และมองเห็นหน้าอกตุ๊กตาขยับขึ้นลงได้ในระหว่างเป่าขลุ่ยด้วย เสียดายที่ไม่มีภาพให้เห็นแล้ว แต่ยังมีงานชิ้นหนึ่งของเขาที่เป็นผลงานชิ้นเอกและมีการจำลองกลไกมาให้ดูในปัจจุบันคือ “เป็ด Vaucanson” สร้างขึ้นด้วยกลไกชิ้นส่วน 400 ชิ้น ที่ทำให้เป็ดขยับปีกเคลื่อนไหว กินอาหารได้ และยังสามารถออกไข่ได้ด้วย โดยไข่เหล่านั้นทำจากมุกหรืออัญมณีต่างๆ ที่บรรจุเข้าไปภายในตัวเป็ด ใช้กลไกไขลานบังคับระบบการทำงานทุกส่วนซึ่งจะทำให้เป็ดออกไข่ได้ภายใน 1 นาที เป็นของเล่นคนชั้นสูงที่สร้างความเพลิดเพลินอย่างยิ่ง

หุ่นกลอีกตัวหนึ่งที่เป็นงานชิ้นเอกเช่นกันคือ “หงส์เงิน” The Silver Swan สร้างขึ้นโดยช่างชาวเบลเยียม John Joseph Merlin (1735-1803) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบวส์ ในอังกฤษ (Bowes Museum, Barnard Castle, Teesdale, County Durham, England) เป็นผลงานศิลปะสะสมของนายจอห์น โบวส์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์

หงส์เงินตัวนี้มีขนาดเท่าของจริง ทำงานด้วยกลไกลานนาฬิกา พร้อมกล่องดนตรีที่ซ่อนอยู่ด้านในตัวหงส์ สามารถขยับลำคอขึ้นลงเหมือนกำลังมุดน้ำลงไปกินปลาและหันไปด้านหลังเพื่อไซ้ขนได้ ลักษณะการเคลื่อนไหวงดงามสมจริงราวกับหงส์มีชีวิต และเพื่อรักษาสภาพกลไกไม่ให้ทำงานหนักเกินไป พิพิธภัณฑ์จึงจัดแสดงหงส์เพียงวันละครั้งเท่านั้น โดยการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลา 32 วินาที

ของเล่นกลอีกชิ้นหนึ่งที่โด่งดังมาก มีคนสร้างขึ้นถวายสุลต่านทิปปูแห่งอินเดีย ในปี ค.ศ. 1795 เรียกกันว่า “พยัคฆ์แห่งไมซอร์ (The Tiger of Mysore)” เป็นรูปเสือโคร่ง ทำด้วยไม้ ภายในมีออร์แกนซ่อนอยู่ ตัวเสืออยู่ในท่าหมอบตะปบทหารอังกฤษที่นอนแผ่หรา พอหมุนก้านยนต์ที่ไหล่เจ้าเสือก็จะขยับเคลื่อนไหวพร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามส่วนทหารเคราะห์ร้ายก็ดิ้นรนและร้องโหยหวน ซึ่งเสียงต่างๆ นี้เกิดจากออร์แกนที่มีการอัดลมเอาไว้นั่นเอง ปัจจุบัน พยัคฆ์แห่งไมซอร์จัดแสดงอยู่ที่วิกตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต มิวเซียม

ในยุคนั้นอุปกรณ์ของเล่นกลเหล่านี้นิยมทำกันมาก ไม่ใช่เฉพาะชาวยุโรปเท่านั้น แต่มีแพร่หลายในจีนและญี่ปุ่นด้วย ในญี่ปุ่นเรียกกันว่า คาราคูริ- karakuri เป็นตุ๊กตาสาวเสิร์ฟนํ้าชาที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ในสมัยเอโดะ เมื่อเจ้าของบ้านวางถ้วยนํ้าชาลงบนถาดที่ตุ๊กตาหุ่นถืออยู่ นํ้าหนักถ้วยจะไปกดกลไกด้านล่าง หุ่นก็จะเริ่มออกเดินช้าๆ ไปหาแขกผู้มาเยือน เมื่อแขกยกถ้วยนํ้าชาขึ้นจากถาด มันก็จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ พอแขกดื่มแล้ววางถ้วยคืนบนถาด เจ้าตุ๊กตาจะหมุนตัวกลับแล้วเดินไปอยู่ที่เดิมของมัน…สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับทั้งเจ้าของบ้านและแขก

แต่ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดไกลกระทั่งว่า วันนี้เราจะสามารถมีหุ่นยนต์ที่ไม่เพียงเป็นเพื่อนเล่นสร้างความเพลิดเพลิน แต่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้จริงๆ

Advertisements

สุดยอดอัญมณีหนอนไหม เคลื่อนไหวได้เหมือนหนอนจริง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

สุดยอดอัญมณีหนอนไหม เคลื่อนไหวได้เหมือนหนอนจริง

เมื่อ พ.ศ. 2556 สถาบันประมูลศิลปะโซเทอบีส์ได้นำเอาอัญมณีหนอนไหม หรือหนอนแก้วที่เรียกกันว่า “หนอนเอธิโอเปีย” The Ethiopian Caterpillar ซึ่งเป็นงานออกแบบอัญมณีชั้นสูงต้นศตวรรษที่ 19 อายุราว 200 ปีมาเปิดประมูล

โซเทอบีส์ตั้งราคาประเมินไว้ที่ 150,000-200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏว่าการประมูลสิ้นสุดลงภายในเวลา 3 วัน มีเศรษฐีชาวเอเชียนักสะสมศิลปะคนหนึ่งเคาะราคาประมูลสูงกว่าราคาประเมินไปเท่าตัว ที่ 415,215 ดอลลาร์ หรือราว 13.7 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาท ต่อดอลลาร์)

ราคาสูงขนาดนี้ หนอนหุ่นยนต์ต้องเป็นของล้ำค่า ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

อองรี เมลาเดต์ (Henri Maillardet) ช่างทำนาฬิกาชาวสวิส เป็นผู้สร้างสรรค์เจ้าหนอนเอธิโอเปียแสนล้ำค่านี้ในราวต้นปี ค.ศ. 1800

ยุคนั้นเป็นยุคทองของนาฬิกาและเครื่องกลไกในระบบไขลานที่ชาวยุโรปมีความเชี่ยวชาญอย่างสูง นายช่างนาฬิกาคนเก่งๆ ต่างแข่งขันกันสร้างสรรค์นาฬิกาและงานศิลปะชั้นสูงที่ใช้กลไกลานนาฬิกามาเป็นส่วนประกอบ

และหนอนเอธิโอเปียนี้ก็เป็นหนึ่งในงานออกแบบอันประณีตมหัศจรรย์นั้น

ใครๆ ก็รู้ว่านาฬิกาชั้นดีที่มีชื่อเสียงก้องโลก ราคาแพงลิบลิ่วล้วนมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนพากันเชื่อว่าประเทศนี้เป็นแหล่งกำเนิดนาฬิกาของโลก แต่ความจริงแล้วชาวสวิสไม่ใช่ชาติที่ผลิตนาฬิกาขึ้นเป็นชาติแรกหรอกนะ

ถ้าย้อนกลับไปดูตำนานนาฬิกา ก็จะพบว่านาฬิกาเรือนแรกที่มนุษย์รู้จักคือ ดวงอาทิตย์ โดย เฮโร โดตัส นักประวัติศาสตร์คนสำคัญ ได้บันทึกไว้ว่ามนุษย์รู้จักใช้นาฬิกาแดดตั้งแต่ 3,500 ปีก่อน ตามมาด้วยนาฬิกาน้ำที่คิดค้นโดยชาวกรีกและโรมันโบราณ แต่นาฬิกาน้ำมีข้อจำกัดในฤดูหนาวที่น้ำแข็งตัวบอกเวลาไม่ได้ จึงมาถึงยุคของนาฬิกาทราย

และนาฬิกาแบบมีเข็มบอกเวลาเป็นชั่วโมงเรือนแรกของโลกคือ De Dondi”s clock สร้างโดย กิโอวานนิ เดอ ดอนดิ (Giovanni de Dondi) ชาวอิตาลี ปัจจุบันมีการจำลองแบบไว้ที่สถาบันสมิทโซเนียน วอชิงตัน โดยเขาใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 16 ปีกว่าจะสำเร็จใน ค.ศ. 1362 เป็นนาฬิกาเชิงกลชั้นเยี่ยมเรือนแรกมีชื่อเสียงมากในยุโรปยุคนั้น แต่นาฬิกาของเขามีขนาดใหญ่ เนื่องจากมีลูกศรบอกตำแหน่งของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้ง 5 ดวงด้วย นาฬิกาของกิโอวานนิ เดอ ดอนดิ จึงเป็นต้นแบบที่ทำให้มีการประดิษฐ์นาฬิกางดงามขึ้นมากมายใน 2-3 ศตวรรษต่อมา

สรุปแล้วประเทศอิตาลีได้หน้าตาชื่อเสียงในเรื่องนี้ไปเต็มๆ ในฐานะสร้างนาฬิกากลไกได้สำเร็จ

จากนั้นก็มาถึงยุคของกาลิเลโอที่ค้นพบหลักการสร้างนาฬิกาแบบลูกตุ้มหรือนาฬิกาเพนดูลัม แต่ไม่ทันได้ลงมือทำก็เสียชีวิตก่อน ต่อมาในปี ค.ศ. 1656 ไฮเกนส์ (Christian Huygens) นักดาราศาสตร์ชาวฮอลแลนด์ ได้อาศัยความคิดของกาลิเลโอมาสร้างนาฬิกาจักรกล ใช้ลูกตุ้มน้ำหนักเป็นเรือนแรก ซึ่งให้ความแม่นยำดีขึ้นมากและสามารถนับเวลาเป็นวินาทีได้ นับแต่นั้นความก้าวหน้าทางวิชาการดาราศาสตร์ก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้น ความนิยมประดิษฐ์นาฬิกาก็แพร่หลายไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะในอิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และฮอลแลนด์ โดยประเทศเหล่านี้ต่างผลิตนาฬิกาเพื่อเป็นเครื่องประดับสูงค่าสำหรับชนชั้นเจ้านายในราชสำนัก สุดท้าย การผลิตนาฬิกาแพร่หลายมาสู่เมืองเจนีวาในศตวรรษที่ 17 และกลายเป็นว่าช่างนาฬิกาฝีมือดีทั้งหลายต่างชุมนุมกันอยู่ที่นี่ จนเจนีวากลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตและจำหน่ายนาฬิกาของโลกในปัจจุบัน

สำหรับ อองรี เมลาเดต์ เกิดในครอบครัวช่างนาฬิกาชาวสวิส เขาจึงได้ขลุกอยู่กับการทำนาฬิกามาแต่เล็กจนเชี่ยวชาญ พอโตขึ้นเขาข้ามไปทำงานกับช่างนาฬิกาใหญ่อีกคนในกรุงลอนดอน เกาะอังกฤษที่มีชื่อเสียงด้านการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ด้วยกลไกลานนาฬิกา เขาผู้นั้นคือ ปิแอร์ จาเกต์ โดรซ์

อองรี เมลาเดต์ ได้ฝึกฝนการทำหุ่นกลด้วยลานนาฬิกาอย่างเชี่ยวชาญขึ้นที่นี่จนสามารถสร้างสรรค์งานฝีมือที่ได้ชื่อว่าเป็นหุ่นยนต์รุ่นแรกของมนุษย์นั่นคือ “The Draughtsman-Writer” หรือ The Drawing Boy หุ่นยนต์ช่างเขียน ซึ่งมีขนาดเกือบเท่าคนจริง ปัจจุบัน จัดแสดงอยู่ที่สถาบันแฟลงคลิน ฟิลาเดลเฟีย

หุ่นตัวนี้สร้างขึ้นราวปี ค.ศ. 1800 และเป็นแรงบันดาลใจในนิยายแฟนตาซีเรื่องหนึ่งซึ่งต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Hugo โดยผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี ลักษณะที่น่าสนใจคือตัวหุ่นคล้ายคนจริงมาก ทำจากทองเหลือง มีความสวยงามและกลไกซับซ้อน การหมุนฟันเฟืองตรงข้อต่อทองเหลืองที่แขนทำให้หุ่นเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมชาติ สามารถวาดเส้นทแยงมุม เส้นโค้ง จนเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ เช่น เรือใบ ทิวทัศน์ และเขียนข้อความได้อย่างน่าทึ่งในเวลาประมาณสองสามนาที และยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปภาพหรือข้อความได้อีกด้วย เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกลไกเล็กน้อย

ที่น่าทึ่งคือ กลไกทุกชิ้นส่วนในตัวหุ่นเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยมือทั้งสิ้น นอกจากการเคลื่อนไหวที่มือแล้ว ดวงตาและศีรษะของหุ่นยังเคลื่อนไหวได้ด้วย เวลาวาดภาพลักษณะท่าทางเหมือนคนกำลังก้มหน้าวาดภาพ ไม่ได้แข็งทื่อเหมือนหุ่นยนต์สมัยใหม่ที่เราเห็น

ต่อมา อองรีได้ประดิษฐ์หุ่นยนต์หนอนแก้วขนาดเล็กใกล้เคียงกับหนอนไหมตามธรรมชาติ ทำด้วยทองคำประดับด้วยอัญมณีหลายชนิด เพื่อขายให้กับเหล่าขุนนางและราชสำนักจีน โดยใช้ลานนาฬิกาเป็นกลไกขับเคลื่อนหนอนโรบอตซึ่งเดินได้ด้วยล้อคู่ด้านล่างตัวหนอน โดยออกแบบปล้องตัวหนอนหุ่นยนต์แยกจากกัน 11 ชิ้นเชื่อมด้านข้อต่อและฟันเฟืองที่ออกแบบให้หนอนไหมกลเคลื่อนไหวกระดึบไปได้ทีละน้อย และแต่ละปล้องขยับขึ้นลงไล่กันไปเหมือนหนอนจริงตามธรรมชาติ

จึงเป็นงานศิลปะที่งดงามล้ำค่า น่าตื่นตะลึงที่สุดในยุคนั้น

นับเป็นงานสร้างสรรค์เลียนแบบธรรมชาติทั้งขนาด ลวดลาย สีสัน และการเคลื่อนไหวของหนอนไหมพันธุ์เอธิโอเปีย และอองรีได้นำออกแสดงแก่สายตาชาวโลกครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ในปี ค.ศ. 1772 ซึ่งช่วงนั้นเป็นยุครถไฟของยุโรปและการประดิษฐ์เครื่องกลไกต่างๆ ด้วยระบบลาน โดยเฉพาะนาฬิกากำลังเป็นที่นิยมแพร่หลาย

ราคาขายหนอนหุ่นยนต์เมื่อครั้งนำออกแสดงครั้งแรกเพียงแค่ 5.7 ปอนด์

ปัจจุบันเชื่อว่า หนอนไหมล้ำค่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในตลาดนักสะสมเพียง 6-7 ตัวเท่านั้น ตัวที่โซเทอบีส์นำออกมาประมูลนี้มีขนาดความยาว 7.3 เซนติเมตร พร้อมกุญแจไขลานอันเล็กๆ ทำด้วยทองคำ ขลิบขอบปล้องด้วยไข่มุกเม็ดเล็กๆ ลงยาและประดับพลอยสีต่างๆ รวมทั้งเพชรกุหลาบ และดวงตาหนอนทั้ง 2 ข้างทำด้วยทับทิม

หนอนเอธิโอเปียอื่นๆ อยู่ในความครอบครองของนักสะสมและปรากฏในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของบริษัทแซนดอซ 2 ตัว และในพิพิธภัณฑ์ปาเต๊ะ ฟิลิป 2 ตัว

นอกเหนือจากอัญมณีหนอนกลแล้ว อองรียังสร้างอัญมณีรูปสัตว์อื่นๆ ที่มีกลไกให้เคลื่อนไหวได้เหมือนธรรมชาติ ได้แก่ กบ งู กิ้งก่าอียิปต์ หนูไซบีเรีย และแมงมุม แต่ของชิ้นเล็กเหล่านี้เหลือตกค้างมาถึงปัจจุบันน้อยชิ้นมาก เนื่องจากความเปราะบางของชิ้นส่วนต่างๆ ทำให้ชำรุดและสูญหายไป

เห็นงานอลังการในอดีตแบบนี้แล้ว ช่างฝีมือรุ่นใหม่ได้อายกันไปเลยทีเดียว

รวมฮิตห้องน้ำสาธารณะสุดฮิป

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

รวมฮิตห้องน้ำสาธารณะสุดฮิป

เดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ต้องให้มี “จุดขาย” ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อการกุศล หรือแม้แต่การให้บริการสาธารณะ

ฉบับนี้ก็เลยจะชวนกันไปเที่ยวชมห้องน้ำสาธารณะสุดฮิป 3 แห่งเป็นไอเดียให้ม่วนซื่น 2 แห่งอยู่ย่านแก่งคอย สระบุรี ส่วนอีกแห่งชวนข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปไกลถึง สปป.ลาว เลยทีเดียว

ห้องน้ำทั้ง 3 ที่มีจุดขายที่แตกต่างกันไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องของห้องน้ำสวยและสะอาดอย่างเดียว แต่ยังแฝงแนวคิดอันแยบยลไว้ในนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและการน้อมนำให้คนเกิดจิตกุศลเผื่อแผ่ความเมตตาไปถึงผู้อื่นด้วย

ห้องน้ำสวยในสวนมิ่งมงคลฯ

คนที่สัญจรไปมาผ่านเส้นทางนครราชสีมา-กรุงเทพฯ คงจะเห็นสวนสาธารณะแห่งใหม่นี้โผล่ขึ้นมาในย่านโรงปูนแก่งคอยกันบ้างแล้ว ถ้ามาจากโคราชจะเข้ากรุงเทพฯ สวนอยู่ฝั่งซ้ายมือ หลังจากลงเนินมวกเหล็ก (สเต๊กครูต้อ) มาได้สักพัก ขับรถผ่านโรงปูนนกอินทรีที่อยู่ฝั่งขวามือ (ขาออก) ก็เริ่มชิดซ้ายได้ พอผ่านสะพานยูเทิร์นเกือกม้า จะเห็นสวนอยู่ด้านซ้ายมือ มีป้ายบอกทางชัดเจน

“สวนมิ่งมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา” คือชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโครงการ CSR ของปูนตรานกอินทรี ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ สร้างขึ้นด้วยงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พร้อมด้วยความตั้งใจที่อยากจะพัฒนาสิ่งแวดล้อมและชุมชนสู่ความยั่งยืน ออกแบบโดย 49GROUP ทั้งในเรื่องของตัวอาคาร การวางผัง และด้านแลนด์สเคป

แนวคิดการออกแบบสวน เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติ และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า พื้นที่สวนจำลองภูมิประเทศของจังหวัดสระบุรีมาใช้สร้างความกลมกลืนระหว่างบรรยากาศภายในกับสภาพพื้นที่ด้านนอกที่มีภูเขาโอบล้อม มีลักษณะเป็นที่ราบสูง และเนินดินลดหลั่นกันไป เป็นต้นแบบสวนประหยัดพลังงาน โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ปลูกต้นไม้ที่ทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น ต้นเฟื่องฟ้า วัชพืชพื้นบ้าน และพืชตระกูลถั่ว ไปจนถึงแปลงปลูกข้าวสาธิต

นอกจากงานภูมิสถาปัตยกรรมแล้ว กลุ่มอาคารต่างๆ ก็โดดเด่น โดยเฉพาะอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เน้นถึงความเรียบง่ายด้วยรูปทรงที่ดูไร้การแต่งเติม สอดคล้องกับเรื่องความพอเพียง การจัดวางผังอาคาร นำแนวคิดเรื่องที่ว่างและกลุ่มก้อนอาคารของหมู่บ้านในชนบทมาใช้ โดยมีธรรมชาติโอบล้อมไว้ และมีพื้นที่ว่างส่วนกลางเป็นจุดเชื่อมเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม ชาวสระบุรีจึงเข้ามาใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย รวมถึงเป็นจุดพักรถขาเข้ากรุงเทพฯ และเป็นแหล่งขายสินค้าโอท็อปของชุมชนด้วย

ไฮไลต์ที่เป็นจุดขายเชิญชวนคนเข้ามาเดินเที่ยวสวนคือ ห้องน้ำ ที่เน้นการประชาสัมพันธ์ว่าสวยที่สุดในย่านนั้น ซึ่งเมื่อแวะเข้าไปใช้ก็เห็นด้วยกับคำโฆษณาทุกประการ เป็นห้องน้ำที่ตั้งใจออกแบบให้กลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ สร้างป่าเขียวครึ้มและสวนสวยแบบจังเกิลขึ้นมาโอบล้อมไว้ ภายในห้องน้ำก็ออกแบบเปิดโล่งให้มากที่สุด โดยเฉพาะห้องสุขาที่ไม่มีฝากั้นด้านนอกเปิดมุมมองให้ชมสวนและเพลินกับบ่อเลี้ยงปลาคาร์พที่ทอดยาวตลอดแนว ที่สำคัญ เป็นห้องน้ำสะอาดมาก ทุกจุดเลย

ดูรูปแล้วหลายคนคงอดใจไม่ไหว อยากแวะไปสัมผัสเดี๋ยวนี้เลย

……………

RESTROOM 20 ของ ปตท.

ย่านแก่งคอย สระบุรีเช่นเดียวกัน ขอแนะนำห้องน้ำกิ๊บเก๋อีกแห่งหนึ่ง คราวนี้เป็นถนนมิตรภาพฝั่งขาออกไปเขาใหญ่ คือห้องน้ำสะอาดเพื่อการกุศล RESTROOM 20 หรือ “ห้องน้ำ 20 บาท” ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ซึ่งเป็นปั๊มขนาดใหญ่อยู่ริมถนนมิตรภาพ

ความพิเศษของห้องน้ำที่นี่คือ ผู้ใช้บริการต้องเสียค่าใช้จ่าย 20 บาท ต่อคน โดยค่าบริการทุกบาททุกสตางค์จะนำไปบริจาคเป็นทุนการศึกษา อาหารกลางวัน และซื้ออุปกรณ์การเรียนรู้ให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน และโรงเรียนวัดหนองบัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดสระบุรี

เข้าห้องน้ำแล้วได้ทำบุญด้วยราคา 20 บาท กลายเป็นเรื่องไม่แพงเลยสำหรับการเข้าใช้ห้องน้ำที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นหอมกรุ่น สะอาดสะอ้านมาก ราวกับอยู่ในโรงแรมหรู แถมได้รู้ว่าค่าบริการความสุขนั้นส่งไปถึงเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน

RESTROOM 20 เป็นห้องน้ำในปั๊มน้ำมันที่ทุกคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เหมาะมากที่จะแวะล้างหน้าล้างตา ทำธุระหนักเบาอย่างสบายใจท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สะอาดสวยงาม มีที่นั่งเล่นเป็นโซฟาเบดนุ่มๆ ให้พักรอนานแค่ไหนก็ได้ พร้อมทีวีและนิตยสารอ่านเล่น

ที่เด่นมากๆ คือห้องน้ำคนพิการ ขนาดห้องใหญ่กว้างขวางสำหรับวีลแชร์พร้อมกับคนดูแล เข้าไปทำภารกิจพร้อมกัน หรือเข้าคนเดียวก็สะดวก เพราะมีราวจับในจุดสำคัญทุกจุด นอกจากนั้น ที่ห้องน้ำหญิงยังมี Baby Watch สำหรับอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทารกด้วย ซึ่งบริการนี้ในโรงแรมหรูยังไม่มีเลย แต่เห็นบ้างในห้างสรรพสินค้าบางแห่ง

RESTROOM 20 หาไม่ยากค่ะ พอรถเลี้ยวขวาสระบุรีได้ไม่นาน ผ่าน makro สระบุรีมาหน่อย ก็เป็นปั๊ม PTT Park แต่ไกลเลย

ห้องน้ำเหยียบเมฆ พูคูนภูเพียงฟ้า

บนเส้นทางหมายเลข 13 ของ สปป.ลาว ที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงพระบาง ออกจากวังเวียงมาประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนถึงสามแยกพูคูน จะมีจุดชมวิวพูคูน (Phou Khoun) หรือ ภูเพียงฟ้า ที่อยากแนะนำให้แวะพักชมวิว รับประทานอาหาร ดื่มกาแฟ และเข้าห้องน้ำกัน (ระยะทางคร่าวๆ จากนครหลวงเวียงจันทน์ ไปถึงพูคูนประมาณ 260 กิโลเมตร)

แถบถิ่นพูคูนนี้เป็นที่อยู่ของชนเผ่าลาวสูงและลาวเทิง ซึ่งสร้างบ้านเรือนเกาะกลุ่มกันติดถนนเป็นส่วนใหญ่ และชุมชนหลักกระจุกตัวอยู่บริเวณสามแยกพูคูน มีตลาดสด ร้านค้าริมทางคึกคักทีเดียว ส่วนทางหลวงหมายเลข 13 นี้สร้างขึ้นแต่สมัยฝรั่งเศสครองเมือง ด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานยุโรปในสมัยนั้น ซึ่งแม้จะวิ่งวนเวียนไต่ตามยอดเขาไปตลอดแต่ก็มีมุมชันในองศาที่ไม่สูงน่าหวาดเสียวมากนัก เป็นการเพิ่มระดับความสูงขึ้นไปทีละน้อย ทำให้สามารถชื่นชมความงามระหว่างสองข้างทางได้อย่างเบิกบานสำราญใจ

ที่นี่อากาศเย็นสบายตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวจะหนาวมากเพราะอยู่บนยอดเขาสูงถึง 1,324 เมตร ส่วนในฤดูฝนนั้นจะเห็นเมฆหมอกลอยเรี่ยต่ำอยู่รอบตัว เหมือนกำลังเดินอยู่บนก้อนเมฆกันเลยทีเดียว

เห็นจุดพักรถของลาวแล้ว ยอมรับว่า ไม่ธรรมดาเลย อยู่ในทำเลสวยงามมาก สามารถเห็นวิวทิวทัศน์ภูเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงรายงดงามอลังการโอบกอดคนไปเยือนไว้ได้แทบทุกทิศทาง พื้นที่ก็กว้างขวางใหญ่โต สามารถจอดรถได้เพียบ มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะ มีร้านอาหารใหญ่อยู่บนยอดเขา รองรับคนผ่านทางพร้อมกันได้เป็นร้อยชีวิต จะสั่งอาหารที่ร้านทานก็ได้ หรือเอาอาหารกล่องมานั่งปิกนิกก็ไม่ว่ากัน

หรือจะนั่งละเลียดกาแฟร้อนๆ…จิบเบียร์เย็นๆ ไม่มีใครเร่ง ไม่มีคนไล่ และสุดประทับใจก็คือ ที่นี่มีห้องน้ำสุดพิเศษไว้บริการ แยกส่วนห้องน้ำชาย-หญิงชัดเจน

ห้องน้ำสตรีด้านในสุด ตั้งอยู่บนหน้าผา หันหน้าเปิดออกสู่วิวภูเขาพาโนรามากว้างขวางสุดสายตา เป็นห้องน้ำสมัยใหม่ ปูกระเบื้องสะอาดสะอ้าน ผนังด้านในเปิดโล่งทั้งหมด ลมโกรกเย็นสบาย แต่ก็มิดชิดปลอดภัยจากสายตาบุคคลที่สามแน่นอน

โถส้วมแบบชักโครกด้วยนะ…ทันสมัย แสนสะดวกสบาย ค่าบริการคุ้มค่าสุดๆ แค่คนละ 1,000 กีบเท่านั้นเอง

สาวๆ หลายคนเข้าห้องน้ำแล้วอยากนั่งแช่อยู่ตรงนั้นทั้งวันกันเลยทีเดียว

แม่บ้านสมองไวกับประโยชน์ของทิชชู

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

แม่บ้านสมองไวกับประโยชน์ของทิชชู

ฉบับที่แล้ว พาไปทำความรู้จักกับชนิดของกระดาษทิชชูประเภทต่างๆ โดยละเอียดแล้ว แต่เรื่องราวความน่าสนใจของทิชชูยังไม่หมดค่ะ เลยต้องเอามาว่าต่อในคราวนี้อีกครั้ง

เป็นเรื่องการใช้ประโยชน์กระดาษทิชชูที่มีมากกว่าความคุ้นเคยเดิมๆ ที่เรามักจะใช้ทิชชูเช็ดสิ่งสกปรก ซับคราบน้ำ คราบสกปรก เครื่องสำอาง เช็ดมือ เช็ดปากหลังรับประทานอาหาร หรือบางทีอาจใช้หุ้มห่อของชิ้นเล็กชิ้นน้อยกันกระแทกบ้าง

แต่เชื่อไหมว่ายังมีประโยชน์ใช้สอยของทิชชูอีกมากมายที่อาจนึกไม่ถึงมาก่อน ลองอ่านดูนะ อันนี้มีผู้รวบรวมเอาไว้ไปอ่านเจอเข้าก็เลยขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่ออีกครั้ง ส่วนช่วงท้ายข้อ 10 จะเป็น Tips ที่นึกไม่ถึงในการทำความสะอาดพื้นบ้านเก็บกวาด เก็บเส้นผมที่ตกหล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีฝุ่นฟุ้งให้น่ารำคาญระหว่างเก็บกวาด แค่ใช้ทิชชูเป็นเครื่องมือเท่านั้น ง่ายนิดเดียว

มาดูประโยชน์ของกระดาษทิชชูกันก่อน

1. กำจัดเส้นใยในฝักข้าวโพดดิบ

ในฝักข้าวโพดดิบจะมีขนหรือไหมเส้นใยข้าวโพดอยู่เต็มไปหมด แต่เราสามารถใช้กระดาษทิชชูชนิดแผ่นหนาหรือกระดาษอเนกประสงค์ที่ใช้ในครัวกำจัดออกง่ายดาย ด้วยการใช้กระดาษเพียง 1 แผ่นชุบน้ำให้พอเปียกแล้วถูกระดาษไปตามฝักของข้าวโพด ใยข้าวโพดจะติดกระดาษทิชชูออกมาจนหมด

2. ซับไขมันออกจากน้ำซุป

เวลาที่เราต้มน้ำซุปจะสังเกตเห็นไขมันจากเนื้อสัตว์ลอยเด่นอยู่เหนือผิวน้ำซุป หลายคนใช้ทัพพีค่อยๆ ช้อนไขมันออก ต่อไปนี้ทำได้ง่ายขึ้นมากด้วยการใช้กระดาษทิชชูช่วยซับไขมันออก เริ่มด้วยการเตรียมหม้ออีกใบและกระชอนไว้ใกล้หม้อซุป นำกระดาษทิชชูชนิดแผ่นหนารองกระชอนไว้ จากนั้นค่อยๆ เทหม้อน้ำซุปลงหม้อที่เตรียมไว้ โดยให้น้ำซุปไหลผ่านกระชอนจนหมดหม้อ ไขมันที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำซุป จะตกค้างอยู่บนกระดาษทิชชูและเราสามารถนำไปทิ้งได้เลย…ง่ายนิดเดียว

3. รักษาความสดใหม่ให้ผักผลไม้

หากอยากให้ผักและผลไม้ที่ซื้อเก็บไว้ในตู้เย็นยังคงความสดใหม่ได้ยาวนาน ให้ใช้กระดาษทิชชูห่อก่อนนำไปแช่ตู้เย็น เพื่อให้กระดาษทิชชูช่วยซับไอน้ำและความชื้นซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผักและผลไม้เน่าเสีย เพียงเท่านี้ ผักและผลไม้ในตู้เย็นก็จะมีอายุยาวนานมากกว่าเดิม และยังคงความสดใหม่จนกว่าคุณจะหยิบมารับประทานเลยแหละ

4. ทำความสะอาดที่เปิดกระป๋อง

ที่เปิดฝากระป๋องมักจะมีคราบสกปรกติดอยู่แน่นหนา และวิธีทำความสะอาดด้วยการใช้กระดาษทิชชูชุบน้ำเช็ดตามปกติก็ดูจะทำความสะอาดได้ไม่ล้ำลึก ให้ทำแบบนี้นะ กางกระดาษทิชชูออกแล้ววางที่เปิดกระป๋องไว้ตรงขอบของกระดาษทิชชู ให้ปลายด้ามจับไปบรรจบกับขอบกระดาษอีกด้านหนึ่ง จากนั้นก็หมุนหัวเกลียวเข้าคล้ายกับการเปิดกระป๋องตามปกติ ให้เกลียวบิดเอากระดาษทิชชูเข้าไป เพื่อทำความสะอาดเกลียวเปิดกระป๋องให้หมดจด

5. คงความสดใหม่ของขนมปัง

หลายคนนิยมนำขนมปังไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งเพื่อคงรสชาติให้เหมือนตอนอบเสร็จใหม่ๆ แต่ก็มักจะพบปัญหาขนมปังฉ่ำน้ำจากไอเย็นอยู่เสมอ ต่อไปนี้ก่อนจะนำขนมปังไปแช่ตู้เย็นให้วางกระดาษทิชชูชนิดแผ่นหนาเข้าไปในถุงขนมปังด้วย หรือจะวางทิชชูโอบล้อมรอบขนมปังก็ได้ เอาไว้คอยซับไอน้ำและความชื้นจากไอเย็นเพื่อให้ขนมปังยังแห้งสนิท คงรสชาติอร่อยไว้ได้อย่างครบถ้วน

6. อบเบคอนแบบไร้น้ำมัน

เบคอนเป็นอาหารจานโปรดของหลายคนแต่ไขมันเยอะมาก ดังนั้น จึงมีคนพลิกแพลงไล่น้ำมันด้วยวิธีการอบในไมโครเวฟแทนการทอดบนเตา โดยก่อนจะอบให้นำกระดาษทิชชูชนิดแผ่นหนาจำนวน 2 แผ่นมาวางรองจานก่อน เสร็จแล้ววางเบคอนมาเรียงเท่าจำนวนที่ต้องการ ปิดท้ายด้วยกระดาษทิชชูชนิดแผ่นหนาอีก 2 แผ่นมาวางทับประกบด้านบน นำเข้าไปอบด้วยอุณหภูมิสูงประมาณ 1 นาที เปิดดูเป็นระยะเพื่อเช็กความกรอบเกรียมของเนื้อเบคอน ถ้ายังไม่กรอบพอให้นำเข้าไปอบต่ออีกประมาณ 3-4 นาที โดยต้องคอยระวังเบคอนไหม้ด้วย พออบเสร็จแล้วจะได้เบคอนกรอบอร่อยแบบไร้น้ำมันเยิ้มๆ

7. ป้องกันสนิมเกาะกระทะเหล็ก

วัสดุที่ทำด้วยเหล็กหรือโลหะย่อมต้องเสี่ยงจะเกิดสนิมโดยเฉพาะกระทะเหล็ก แต่เราสามารถป้องกันการเกิดสนิมได้ด้วยการดูแลรักษากระทะเหล็กให้ดี หลังจากล้างทำความสะอาดกระทะทุกครั้ง ให้ใช้กระดาษทิชชูวางรอบๆ กระทะเหล็กวางเน้นที่บริเวณขอบกระทะเหล็กด้วย เพื่อให้กระดาษทิชชูซับความชื้นและน้ำที่ซึมลงไปในกระทะเหล็กออกให้หมด นอกจากนี้ ควรจะใช้กระดาษทิชชูห่อกระทะเหล็กก่อนจะแยกเก็บต่างหากจากเครื่องครัวชิ้นอื่นด้วย

8. เช็กการงอกของเมล็ดพันธุ์

สำหรับใครที่เพิ่งค้นเจอซองเมล็ดพันธุ์ที่เคยซื้อเก็บไว้และมีแผนจะนำไปเพาะปลูก แต่ไม่แน่ใจว่าเมล็ดพันธุ์ที่เจอนั้นจะหมดอายุหรือยัง ให้ทดสอบแบบง่ายๆ โดยนำกระดาษทิชชู 2 แผ่นไปชุบน้ำพอชื้นและนำเมล็ดพันธุ์มาวางให้ทั่วแผ่นกระดาษ จากนั้นก็นำกระดาษทิชชูเปียกน้ำอีก 2 แผ่นมาปิดทับอีกครั้ง รอจนครบ 2 สัปดาห์ค่อยมาเปิดดูเมล็ดพันธุ์อีกรอบ แต่ระหว่างที่รอให้ครบ 2 สัปดาห์หมั่นรดน้ำให้กระดาษทิชชูเปียกชื้นอยู่เสมอด้วย และถ้าหากพบว่าเมล็ดพันธุ์เจริญเติบโต ก็แสดงว่าเมล็ดพันธุ์พืชซองนั้นสามารถนำไปเพาะปลูกได้ตามปกติค่ะ

9. ขจัดคราบสกปรกบนจักรเย็บผ้า

จักรเย็บผ้าเองก็มีสิทธิ์เกิดคราบสกปรกจากฝุ่นและเศษผ้าได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องทำความสะอาดจักรเย็บผ้าอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ผ้าที่เราจะเย็บต้องติดคราบเปื้อนกลับมาด้วย วิธีทำความสะอาดอย่างง่ายคือ นำกระดาษทิชชูชนิดแผ่นหนาประมาณ 1 ปึกเล็กมาใช้แทนผ้าและเดินจักรเย็บผ้าตามปกติ จนเย็บกระดาษทิชชูไปได้สัก 2-3 ฝีเข็ม เท่านี้ก็สามารถทำความสะอาดจักรเย็บผ้าไปได้พอสมควรแล้ว

10. แม่บ้านสมองไวกวาดบ้าน

อันนี้ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่ทดลองมาแล้วได้ผล เอามาพิสูจน์ต่อปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาดจริงๆ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีแม่บ้าน ต้องทำงานบ้านทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ไม่ค่อยอยากเสียเวลาปัดกวาดเช็ดถูบ้านทุกวัน หลายคนรังเกียจการถูบ้านมาก แค่ปัดกวาดอย่างเดียวก็ไม่ชอบที่ฝุ่นจะปลิวฟุ้งไปทั่วห้อง จะใช้เครื่องดูดฝุ่นก็ยุ่งยากวุ่นวายเสียเวลา

มาทางนี้เลยค่ะ ใช้ได้ดีจริง สะดวก และสนุก

อุปกรณ์มีแค่ไม้กวาดกับกระดาษทิชชูเท่านั้น จะเป็นกระดาษชนิดไหนก็ได้

เท่าที่ทดลองกับตัวเองพบว่ากระดาษชำระสำหรับเช็ดก้นเปื่อยยุ่ยเกินไปไม่ค่อยเวิร์ก (แต่ถ้าไม่มี กระดาษอื่นก็ใช้ได้) กระดาษเช็ดหน้าก็เหนียวไปหน่อย ที่เหมาะยิ่งนักคือกระดาษทิชชูอเนกประสงค์ที่ใช้กันในครัว ไม่เหนียวเกินไปไม่ยุ่ยเกินการ

วิธีการก็คือนำกระดาษไปชุบน้ำให้เปียกแล้วเอามาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หว่านไปบนพื้นทั่วห้องบริเวณที่เราจะทำความสะอาด วัตถุประสงค์คือต้องการกวาดบ้านและเช็ดบ้านในเวลาเดียวกันเพื่อเก็บเศษละอองฝุ่นที่เคลือบอยู่บนพื้นผิว โดยเฉพาะเศษเส้นผมตกหล่นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ว แต่เรามักจะมองไม่เห็นจนกว่าจะเริ่มเก็บกวาดนั่นแหละ

พอหว่านทิชชูเปียกน้ำทั่วแล้วก็เริ่มกวาดเลยค่ะ จะตีลังกากวาดหรือเต้นจังหวะไหนก็เอากันให้สนุกไปเลยนะ ค่อยๆ กวาดให้เศษทิชชูเหล่านั้นมารวมกัน แบบนี้ฝุ่นจะไม่ฟุ้งเลย

เราจะพบว่ากระดาษทิชชูเปียกน้ำมีคุณสมบัติซับฝุ่นละอองและเศษเส้นผมเส้นใยอะไรต่างๆ ได้ดีมาก น้ำที่ชุ่มพอหมาดๆ จะทำหน้าที่เป็นตัวดูดฝุ่นมาติดกระดาษ บริเวณพื้นที่กวาดก็จะมีรอยเปียกชื้นเหมือนถูพื้นใหม่ๆ พอเสร็จแล้วเราก็จะได้ห้องที่สะอาดเอี่ยมโดยไม่ต้องลงแรงถูพื้นให้เหนื่อยอีกรอบ

ตอนที่โกยเศษทิชชูลงถังขยะลองก้มดูหน่อยนะว่ามีเศษขยะอะไรติดมาบ้าง แบบนี้ดีกว่าเยอะเลยใช่ไหม

ขอให้สนุกกับงานบ้านและงานการในชีวิตนะคะคุณสาวๆ

กระดาษทิชชู เรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้าม

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 372

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

กระดาษทิชชู เรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้าม

ทิชชู

ทุกท่านคงรู้จักกันดีอยู่แล้วนะว่ามันเป็นของใช้สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเราขนาดไหน

เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน ตั้งแต่ห้องส้วมถึงห้องอาหารและห้องนอน ตั้งแต่ใบหน้ายันปลายเท้า ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับกระดาษทิชชูทั้งนั้น

บางคนจึงติดทิชชูถึงขนาดที่ว่า ถ้าออกจากบ้านโดยไม่พกทิชชูติดตัวนี่ไม่ได้เด็ดขาดเลย

BIG IDEA ฉบับนี้ ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากเรื่องสร้างสรรค์หนักๆ มาเป็นเรื่องสนุกเบาๆ เกี่ยวกับกระดาษทิชชูที่หลายท่านอาจมองข้าม

ว่ากันว่าคนไทยนั้นเป็นชาติที่สามารถประยุกต์การใช้กระดาษทิชชูได้มากที่สุดในโลก จนประเทศที่เขาพัฒนาแล้วถึงกับออกมาค่อนขอดว่า ในสังคมไทยเราใช้กระดาษชำระม้วนเดียวที่เขาออกแบบมาไว้เช็ดก้นในห้องน้ำ เอามาใช้ประโยชน์กับทุกเรื่อง

ตั้งแต่ใช้เช็ดอะไรบนร่างกายได้หมดสิ้น ตั้งแต่ปาก หน้า ก้น และส้นเท้า ไม่เว้นแม้กระทั่งเอามาใช้ซับน้ำมันในอาหารแบบไม่ยอมสิ้นเปลืองไปเลือกใช้ให้ถูกประเภท ตามที่คนผลิตทิชชูเขาออกแบบมาให้ใช้เลย

เรื่องนี้ถึงขนาดเป็นประเด็นใหญ่โต เมื่อคราวหนึ่ง กรมอนามัยออกโรงเตือนเรื่องการใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากอาหาร ว่าอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารก่อมะเร็งได้ จนในที่สุด นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มเยื่อกระดาษต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ว่าข้อสังเกตนั้นไม่เป็นความจริง กระดาษทิชชูในห้องน้ำอาจไม่เหมาะสำหรับใช้ซับน้ำมันในอาหารก็จริง แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแน่นอนถ้าเรายังไม่ถึงขั้นกินมันเข้าไป

อย่างไรก็ตาม การใช้ทิชชูควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์คือ ใช้ภายนอกเท่านั้น และควรเลือกใช้ให้เหมาะสมตามชนิดของทิชชู อย่ามักง่ายหรือประหยัดจนน่ารังเกียจเพราะไร้วัฒนธรรม

กระดาษทิชชู มีอยู่ 4 แบบ ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่

กระดาษชำระ (Bathroom tissue) เป็นกระดาษทิชชูแบบม้วนที่เราเห็นกันประจำวัน อยู่ในห้องน้ำ ออกแบบเอาไว้สำหรับเช็ดก้น แต่เรามักจะเห็นปรากฏอยู่ในกล่องพลาสติกกลมบนโต๊ะอาหารตามภัตตาคารทั่วไปในบ้านเมืองเรา คุณสมบัติของกระดาษเช็ดก้นคือ มีความอ่อนนุ่มพอสมควร บาง และย่อยสลายน้ำได้ดี

กระดาษเช็ดหน้า (Facial tissue) มีลักษณะเป็นแผ่น บรรจุในกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้สำหรับเช็ดหน้า เช็ดเครื่องสำอาง หรือเช็ดน้ำหลังจากล้างหน้า คุณสมบัติของกระดาษเช็ดหน้าคือ ความนุ่มนวล เรียบเนียน ปราศจากฝุ่นละออง และต้องเหนียวพอที่จะไม่ยุ่ยง่ายเมื่อเปียกน้ำ

กระดาษเช็ดปาก (Napkin) พบบ่อยตามร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม โดยทั่วไปมี 3 แบบคือ dinner napkin/cocktail napkin/mini napkin กระดาษเช็ดปากนี้ใช้สำหรับอาหารเย็นตามวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งจะต้องมีผ้ากันเปื้อนตอนรับประทานอาหารเสมอ เรียกว่าผ้าแนปกิ้น ปัจจุบัน เพื่อความสะดวกก็เลยเปลี่ยนเป็นกระดาษแทน กระดาษของ dinner napkin จะค่อนข้างหนา เมื่อคลี่ออกมาขนาดราว 14 นิ้วขึ้นไป cocktail napkin ใช้สำหรับพันแก้วเครื่องดื่มค็อกเทลตามงานเลี้ยงต่างๆ หรือใช้เช็ดปาก ซับน้ำได้ดี ความกว้าง 12 นิ้ว ส่วน mini napkin นั้นเป็นกระดาษเช็ดปากแผ่นจิ๋ว บางกว่ากระดาษเช็ดปากบนโต๊ะอาหารเล็กน้อย มีขนาดแผ่นเล็กกว่ากระดาษเช็ดหน้า นิยมใช้ตาม food center หรือ ร้านอาหาร ที่เราเห็นทั่วไปมี 2 สีคือ สีขาวกับสีชมพู (กระดาษรีไซเคิล) คุณสมบัติสำคัญต้องเหนียวและไม่ยุ่ยน้ำ

กระดาษเช็ดมือ (Hand towel) ส่วนมากไม่ค่อยใช้กันตามบ้านเรือน แต่จะพบทั่วไปตามห้องน้ำสาธารณะของห้างสรรพสินค้าหรือตามโรงแรม ส่วนใหญ่ถูกบรรจุในกล่องติดผนังข้างอ่างล้างมือ คุณสมบัติต้องเหนียว ไม่ยุ่ยน้ำ และซึมซับได้ดี ไม่เน้นที่ความนุ่มนวลเหมือนกระดาษเช็ดหน้า

ทิชชูอีกตัวหนึ่งที่ควรจะกล่าวถึง แม้จะยังไม่มีการใช้มากนักคือ กระดาษอเนกประสงค์ (Kitchen towel) เป็นทิชชูชนิดหนา หน้าตาเหมือนกระดาษชำระ 2 ม้วนยาวต่อกัน นิยมใช้เช็ดสิ่งสกปรกในครัว ส่วนกระดาษซับน้ำมันจากการทอดอาหารนั้นเป็นกระดาษอีกชนิดหนึ่งไม่ใช่ทิชชู

รู้จักชนิดของกระดาษทิชชูกันแล้ว แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าหน้าตาของกระดาษที่เราเห็นอยู่เป็นไปตามคุณสมบัติที่เข้าใจหรือไม่ ให้ลองพิสูจน์ได้เลย ด้วยการเอากระดาษทิชชูไปละลายน้ำค่ะ

ถ้ากระดาษละลายน้ำง่าย ก็จะเป็นแบบเช็ดก้นโดยเฉพาะ อย่าเผลอเอามาเช็ดหน้าล่ะ

อีกอย่างต้องรู้ด้วยว่า ทุกวันนี้กระดาษชำระและทิชชูบางชนิดทำขึ้นมาใหม่จากกระดาษรีไซเคิล หมายถึงเอากระดาษเก่าที่ใช้แล้วมาฟอกใหม่อีกรอบ ใส่สาร ใส่สี ทำหน้าตาให้ดูสะอาดสวยงามขึ้น แต่อาจจะไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์เหมือนกระดาษที่ทำมาจากเยื่อกระดาษชั้นต้น

กระดาษทิชชูรีไซเคิลนี่สังเกตง่าย ว่ากันว่ายกเว้นสีขาวแล้วกระดาษทิชชูที่เป็นสีสันต่างๆ ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นกระดาษรีไซเคิลทั้งหมด แล้วแต่ว่าโรงงานจะย้อมสีอะไร ตัวอย่างเช่น กระดาษของร้านกาแฟดังที่ฮิตกันมากนั้น ทิชชูสีน้ำตาลของเขาก็ทำมาจากกระดาษรีไซเคิล

แต่ไม่ว่ากระดาษทิชชูจะเกรดไหนก็ย่อมมีสิ่งปนเปื้อนได้ทั้งนั้น เพียงแต่เขาควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำได้ อย่างน้อยก็สะอาดกว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่มีหมึกพิมพ์ปนเปื้อนสารตะกั่วอยู่เต็มแผ่น

คนไทยอาจฉลาดในการประยุกต์ใช้ทิชชูชนิดเดียวกับวัตถุประสงค์หลากหลายแบบครอบจักรวาล ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกและประหยัด เพราะกระดาษชำระมีราคาต่ำกว่ากระดาษชนิดอื่น แต่การใช้งานผิดประเภทนั้นอาจมีต้นทุนแฝงโดยไม่รู้ เช่น ถ้าใช้กระดาษทิชชูม้วนในห้องน้ำมาเช็ดหน้าที่เปียก เนื่องจากทิชชูม้วนยุ่ยง่ายคุณอาจต้องใช้ในปริมาณที่มากกว่ากระดาษเช็ดหน้าถึง 2 เท่าตัว เมื่อคำนวณออกมาเป็นความสิ้นเปลืองแล้ว แทบไม่ได้ประหยัดเงินอย่างที่คิดเลย

หรือถ้าใช้กระดาษเช็ดหน้ามาเช็ดก้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ อย่าลืมว่า กระดาษเช็ดหน้าละลายน้ำยาก ถ้าใช้มากๆ และทิ้งลงโถส้วม อีกไม่นานส้วมที่บ้านคุณก็จะตันได้

รู้แบบนี้แล้ว ใช้ทิชชูให้ถูกประเภทจะดีกว่านะคะ

โดยเฉพาะร้านอาหารและภัตตาคารที่นิยมเอากระดาษเช็ดก้นมาให้ลูกค้าใช้เช็ดปากบนโต๊ะอาหาร เลิกเสียเถอะค่ะ

ร้านน้ำชากลางดงเหล้า ม.รังสิต Rotee Numcha ชนะได้เพราะกล้าฉีก

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

ร้านน้ำชากลางดงเหล้า ม.รังสิต Rotee Numcha ชนะได้เพราะกล้าฉีก

ในสูตรสำเร็จทางการตลาด เรามักจะเชื่อว่า สินค้าประเภทเดียวกันถ้าอยู่ในทำเลที่ตั้งเดียวกันจะเป็นแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดสูง เพราะลูกค้าสามารถเดินทางไปที่เดียวก็มีของให้เลือกได้ทุกอย่างตามต้องการ ในลักษณะ All in One

แต่สำหรับร้าน Rotee Numcha-โรตี น้ำชา สูตรสำเร็จนี้คงใช้ไม่ได้

“ติ๊ก” พาชื่น ศรีประพันธ์ กับ ก้อย พลอยเอี่ยม หุ้นส่วน 2 สาวกอดคอกันตีฝ่าวงล้อมของดงเหล้าร้านอาหารกึ่งผับ บาร์ เป็นร้อยแห่งที่อยู่รายรอบมหาวิทยาลัยรังสิต ภายในหมู่บ้านเมืองเอก ย่านปทุมธานี ได้สำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

โดยไม่ได้ขายเหล้า เบียร์ ไวน์ ไม่ได้ขายอาหารโก้เก๋ หรูหรา นานาชาติ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น หรือแม้แต่อาหารไทยชาววังที่ใครๆ นิยมกัน

ร้านโรตี น้ำชา ขายแค่โรตีกับน้ำชา และกาแฟ เท่านั้นค่ะ!

และยังเป็นร้านอาหารฮาลาลอีกต่างหาก นั่นหมายความว่า เป็นร้านที่ผ่านการการันตีแล้วว่าอาหารที่ขายสะอาดถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ไม่มีของต้องห้ามและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด

“โรตี น้ำชา” เพิ่งมาเปิดร้านในหมู่บ้านเมืองเอกได้เพียง 3 ปี หลังจากคนแถวนี้ฟื้นคืนชีวิตใหม่มาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แต่ตำนานของร้านโรตีมีมาก่อนหน้านี้แล้วกว่า 17 ปี ในหมู่บ้านริเวอร์ ปาร์ค รังสิต

ครอบครัวของพาชื่นเป็นมุสลิม บรรพบุรุษอาศัยอยู่ที่ชุมชนบ้านครัว ย่านมหานาค มาแต่ดั้งเดิม จนถึงรุ่นโต๊ะ (ยาย) กับ แช (ตา) การหากินอยู่กรุงเทพฯ ลำบากจึงอพยพไปจับจองที่ทำกินแถวอำเภอทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์ แชเป็นมุสลิมคนแรกที่ไปปักหลักสร้างกำปงขึ้นที่นั่นและชักชวนคนอื่นไปอยู่ในชุมชนด้วยกัน จนได้เป็นโต๊ะอิหม่ามและเป็นผู้สร้างสุเหร่าของกำปง

วัฒนธรรมอิสลามต้องมีโรตีและน้ำชาไว้รับแขกเสมอ ในวันออกบวชหรือมีศาสนกิจชาวมุสลิมจะทำอาหารไปแบ่งปันกันทานที่สุเหร่า ประกอบกับครอบครัวโต๊ะอิหม่ามมักมีแขกไปมาหาสู่อยู่เรื่อย ทำให้แม่ของพาชื่นต้องฝึกฝนทำโรตีเป็นของรับแขกจนเชี่ยวชาญ

ต่อมา เมื่อแม่ออกเรือนและต้องเลี้ยงลูกตามลำพังเมื่อพ่อเสียชีวิตตอนพาชื่นอายุได้ 11 ขวบ ครอบครัวของพาชื่นต้องไปเปิดแผงลอยขายโรตีที่หน้าตลาดทับสะแกเลี้ยงชีพ ทำให้พาชื่นได้ฝึกฝนการทำโรตีสูตรคุณยายจากแม่มาอย่างช่ำชอง จนกระทั่งเธอเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อจนจบด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แล้วแต่งงาน มีลูก เมื่อลูกเข้าโรงเรียน จึงคิดอยากทำอะไรเป็นอาชีพ

“ติ๊กช่วยแม่ขายโรตีตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ตื่นตี 4 ตี 5 ไม่ได้ตั้งใจอยากจะได้วิชาโรตีหรอกนะ อยากเรียนมหาวิทยาลัยออกไปประกอบอาชีพเหมือนคนอื่นมากกว่า ตอนเช้าขายที่ตลาดแล้วยังไม่พอ 10 โมงแม่ยังนัดไปส่งโรตีใส่ห่อให้ที่หลังโรงเรียนอีก เอาไปขายเพื่อนได้ทุกวันสี่สิบห้าสิบห่อ”

วิญญาณแม่ค้าอยู่ในสายเลือดขนาดนั้น พอลูก 3 ขวบ เข้าเรียนอนุบาลเธอก็ไม่มีอะไรทำเริ่มเหงา จึงคิดทำอะไรที่บ้าน ลองขายโรตีของที่ถนัดนี่แหละ

บังเอิญทำเลหน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่หมู่บ้านริเวอร์ ปาร์ค เป็นสนามเทนนิส มีพื้นที่ว่างใช้จัดตลาดนัดทุกวันพฤหัสบดี เธอเริ่มทำโรตีขายด้วยการวางโต๊ะ 1 ตัวที่หน้าบ้าน ใช้เตาแก๊สปิกนิกและกระทะแบน 1 ใบ ทอดโรตีขายอยู่ตรงนั้นให้คนผ่านทางไปมาแวะซื้อ

ริเวอร์ ปาร์ค เป็นหมู่บ้านเปิด คนมาใช้เป็นทางผ่านเยอะ โรตีของเธอจึงขายดีเป็นที่นิยมมาก ภายในเวลาไม่นานก็จำเป็นต้องปรับปรุงโรงรถให้กลายเป็นร้านโรตี-น้ำชาเล็กๆ ตั้งโต๊ะได้ 4 ตัว ติดป้ายชื่อร้านที่หน้าบ้านให้เป็นร้านโรตีโฮมเมดชัดเจน และต่อมาอีกสองสามปีก็ซื้อห้องข้างๆ ขยายเป็นร้านใหญ่ใช้โต๊ะ 8 ตัว กว้างขวาง ตกแต่งสไตล์เรโทรสวยงาม และช่วงนี้เองที่ได้ ก้อย พลอยเอี่ยม มาเป็นหุ้นส่วน เพราะก้อยเป็นเจ้าของห้องติดกันที่เธอขอซื้อมานั่นเอง

ขายโรตี-น้ำชา ที่หมู่บ้านริเวอร์ ปาร์ค นานถึง 14 ปีจนถึงน้ำท่วมใหญ่ 2 สาวคิดอยากเปิดโลกบ้าง อยากลองดูว่า ทำร้านโรตีเล็กๆ ในหมู่บ้านได้สำเร็จจนเป็นร้านในดวงใจผู้คนแล้ว จะสามารถออกไปโตในโลกกว้างที่อื่นได้บ้างไหม…ทั้ง 2 คนตัดสินใจเลือกหมู่บ้านเมืองเอก สนามปราบเซียนเพราะการแข่งขันสูงมาก ถ้าร้านอาหารไม่มีเอกลักษณ์จริงก็จะอยู่ไม่รอด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

“เลือกเมืองเอกเพราะอยากลองเสี่ยงดู กลุ่มลูกค้าเก่าของเราเป็นเด็กนักเรียนมัธยมในหมู่บ้าน ร้านโรตี-น้ำชา เป็นร้านที่ปลอดภัยไว้ใจได้สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ยอมให้ลูกมานั่งนานๆ ได้ ก็เลยคิดกันว่า ถ้าเราขายเด็กมัธยมได้ก็น่าจะขายกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน และมันท้าทายมากที่เราจะเอาอะไรที่แปลกแตกต่างมาอยู่ท่ามกลางดงเหล้า ร้านผับบาร์ซึ่งมีมากมายเต็มไปหมดรอบมหาวิทยาลัย”

พาชื่นกับก้อย ทำได้สำเร็จจริงๆ แค่ย่างเข้าปีที่ 3 ร้านโรตี-น้ำชาของพวกเธอก็ฮิตติดลมบน มีลูกค้านักศึกษาหนุนเนื่องเข้าร้านตลอด โดยเฉพาะนักศึกษามุสลิมที่ไม่มีร้านเฉพาะให้ไปนั่งแฮงเอาต์ กลายเป็นว่าร้านโรตีที่ไม่มีแอลกอฮอล์ขายเลยกลับกลายเป็นจุดดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่ไม่นิยมดื่มเหล้าเบียร์มานั่งชิลกันในร้านตั้งแต่เปิดตอน 5 โมงเย็นจนถึง 5 ทุ่มทุกวัน

ช่วงใกล้สอบกันร้านนี้จะแน่นขนัดไปด้วยบรรดานักศึกษาที่มานั่งติววิชาต่างๆ กัน เพราะเจ้าของร้านยินดีสนับสนุน แถมมีไว-ไฟ อินเตอร์เน็ตให้ใช้ฟรีตลอดเวลา คนที่ชื่นชอบก็เลยเอาไปพูดปากต่อปาก กลายเป็น ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง ที่ได้ผลอย่างคาดไม่ถึง

จากร้านโรตีในบ้านที่เริ่มต้นขายแผ่นละ 5 บาท ใส่ไข่ 8 บาท มะตะบะ 25 บาท ปรับราคาขึ้นมาเรื่อยตามสภาวะเศรษฐกิจ จนบัดนี้ราคาโรตีแผ่นละ 30 บาทแล้วก็ยังขายได้ขายดี ประกอบกับร้านโรตี-น้ำชา ได้นำแผ่นโรตีมาปรับประยุกต์เป็นอาหารจานพิเศษต่างๆ ที่เพิ่มมูลค่าโรตีราคาถูกให้กลายเป็นของมีค่าน่าทานขึ้นมาได้หลากหลายรายการ

เช่น โรตีพิซซ่า โรตีสอดไส้ผักโขม โรตีปูอัด โรตีแกงเขียวหวาน โรตีกรอบ @วิป ซึ่งเป็นของหวานยอดนิยมประจำร้าน ทานคู่กับน้ำชาและกาแฟซึ่งมีให้เลือกมากมาย

พาชื่น บอกว่า โรตีของเธอรับสูตรมาจากแม่ก็จริง แต่ได้ประยุกต์เพิ่มเติมเป็นสไตล์ของตัวเองคือ เธอใส่นมข้นหวานเติมเข้าไปในเนื้อแป้งโรตี ซึ่งปกติจะมีแต่ เนย ไข่ แป้งสาลี เกลือ น้ำตาล เท่านั้น เคล็ดลับที่ได้มาจากแม่คือการนวดแป้ง ต้องนวดให้หนัก นวดให้นานเป็นพิเศษถึงจะได้รส

โรตี น้ำชา จึงเป็นร้านสวยน่านั่งที่ไม่เหมือนใคร ใส่ใจในรายละเอียดการตกแต่งให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนมาบ้านเพื่อน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้ราคาอาหารจะเพิ่มสูงกว่าร้านเดิม 30-40 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีต้นทุนค่าเช่าร้านแพงแต่ก็ยังขายได้ เพราะเมื่อลูกค้าพอใจเสียแล้ว ราคาเท่าไหร่ก็ยอมจ่าย

ใครจะเชื่อว่าของทานเล่นอย่างโรตีที่เราคุ้นเคยกับพ่อค้ารถเข็นข้างถนนธรรมดา จะยกระดับขึ้นมาเป็นร้านโรตีขายดิบขายดีขนาดนี้ได้

ซึ่งคงไม่ใช่แค่ความแปลกและแตกต่างเท่านั้นที่เป็นแม่เหล็ก ยังมีเรื่องของงานบริการ คุณภาพอาหาร ราคาที่จ่ายได้ และความสะดวกสบายน่านั่งด้วย

ทั้งร้านรับลูกค้าได้ราว 100 คนพร้อมกัน แต่บางวันนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิตทั้งคณะเคยมาขอปิดร้านจัดงานรับน้อง อัดกันอยู่ร่วม 200 คนก็เคยมีมาแล้ว

มาที่ร้านนี้ 1 อิ่ม อาหาร 1 จานอยู่ที่ 85 บาท บวกเครื่องดื่มอีก รวมทั้งหมดไม่เกิน 120 บาทก็นั่งได้หลายชั่วโมง

เฟอร์นิเจอร์กระดาษหนังสือพิมพ์

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

เฟอร์นิเจอร์กระดาษหนังสือพิมพ์

เขียนต้นฉบับนี้ในห้วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้น วันนักข่าว 5 มีนาคม มาหมาดๆ

ใครๆ ก็ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจอัสดงคต มองไม่เห็นความหวังว่าจะรุ่งเรืองอีกแล้ว เพราะคนอ่านลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ตามกระแสความนิยมของยุคสมัย

หลังจากที่มีสื่อทางเลือกอื่นมาให้บริโภคมากมาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ที่เริ่มตั้งแต่เว็บไซต์ข่าว เว็บบล็อก สื่อสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือแม้แต่แอพพลิเคชั่นในการรายงานข่าวสารเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลในกลุ่มไลน์ เป็นต้น

ครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือด้านวิชาชีพสื่อ ต่างก็ยอมรับกันว่า ความเป็น “สื่อ” หรือ ข่าวสาร นั้นไม่ได้หายไปไหนหรอก คนจะยังคงหิวกระหายเสพข่าวสารอยู่เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีความอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ไม่สิ้นสุด เพียงแต่ยุครุ่งอรุณจนแดดกล้าของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นหมดสิ้นลงไปแล้ว

ในฐานะคนที่เคยทำสื่อสิ่งพิมพ์ และเป็นนักหนังสือพิมพ์มาตลอดชีวิตก็รู้สึกใจหายไม่น้อย อดนึกไม่ได้ว่าในอีกสี่สิบห้าสิบปีข้างหน้าจะยังมีหนังสือพิมพ์กระดาษเหลือให้อ่านอีกไหม หรือว่าเราจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภคข่าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องมือสื่อสารที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคตอีกมากมายที่ยังไม่รู้จักแต่เพียงอย่างเดียว

คิดย้อนกลับไปถึงยุคอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อน ที่เริ่มมีการผลิตกระดาษใช้และคนได้บันทึกอะไรต่างๆ มากมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร บัดนี้จะถึงกาลสูญสิ้นการบันทึกลงบนกระดาษแล้วหรือไร

……………

ระหว่างรอคอยการเปลี่ยนผ่านนี้ เรามาทำอะไรสนุกกับกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าที่จะเอาไปทิ้งดีกว่า

มีคนออกแบบไอเดียไว้หลากหลาย เพื่อจะนำกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าไม่ใช้แล้ว หรือกระดาษนิตยสารที่พิมพ์ 4 สีสวยงาม กลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำอีกครั้ง

แทนที่จะเอากระดาษเหล่านี้ทิ้งไปเปล่าๆ หรือเอาเข้าโรงงานเพื่อผลิตเป็นกระดาษรีไซเคิลแล้ว เรายังสามารถนำมันมาทำเป็นชิ้นงานได้อีกมากมายได้อย่างคาดไม่ถึงเลยนะ

ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ ม้านั่ง เครื่องประดับ แจกัน ของตกแต่งบ้าน หน้าตาสวยงาม มีดีไซน์

สิ่งเดียวที่จะต้องใช้คือความคิดสร้างสรรค์และการลงแรงเปลี่ยนแปลงกระดาษเปื้อนหมึกและเปื้อนสี ให้กลายเป็นข้าวของเครื่องใช้ตามต้องการ โดยให้ออกมาเป็นงานฝีมือล้วนๆ

ภาพชุดเฟอร์นิเจอร์จากกระดาษหนังสือพิมพ์นี้รวบรวมมาจากหลากหลายที่ ต่างรูปแบบ ต่างแนวคิด และยากง่ายต่างกันตามแต่ความสามารถในการสร้างสรรค์ของช่างฝีมือแต่ละคน

ที่ใช้มือทำล้วนๆ

ชิ้นงานที่น่าสนใจมากคือ การนำเอาหนังสือพิมพ์มาม้วนวางชิดกันเป็นแท่ง แล้วมัดรวมกันให้แน่น ก็สามารถใช้เป็น Coffee table เก๋ๆ ได้ด้วยลวดลายของม้วนหนังสือพิมพ์ ซึ่งถ้าต้องการได้ความรู้สึกต่างกันชัดเจนก็ให้เลือกไปเลยระหว่างหนังสือพิมพ์ขาวดำกับหนังสือพิมพ์ 4 สี

ม้วนมัดให้แน่นแล้วจะเอากระจกวางด้านบนสักหน่อยเพื่อเพิ่มการใช้งานให้ได้สะดวก คงทนยิ่งขึ้น ก็จะเก๋ไก๋กลายเป็นงานเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยได้เลย และยังสามารถปรับให้เป็นเก้าอี้เข้าชุดกันได้อีกต่างหาก แค่ม้วนกระดาษให้โค้งไปตามเส้นวงกลมอีกชั้นหนึ่งสำหรับทำเป็นพนักพิง ก็จะได้เก้าอี้ทันสมัยสุดฮิปอีก 1 ตัว

ปัญหาคือต้องอาศัยความชำนาญในการลองประดิษฐ์ให้ม้วนกระดาษทำได้เรียบร้อย สวยงาม ประณีต และมัดติดกันได้แน่นสนิทได้โดยไม่หลุดหรือคลายตัวง่าย โดยเฉพาะในส่วนพนักพิงที่ต้องยึดให้แน่นกับฐานเก้าอี้ด้านล่าง

เพราะถ้าม้วนกระดาษคลายตัวออกแค่ชิ้นเดียว งานทั้งหมดก็จะเสียหายไปเลย

เรื่องนี้คงต้องอาศัยฝีมือและทักษะในงานช่างกันพอสมควรทีเดียว

งานม้วนกระดาษเป็นแท่งๆ แล้วเอาไปมัดรวมกันให้แน่นยังสามารถประยุกต์เป็นม้านั่งแบบสตูล เคลื่อนไหวง่าย ใช้งานสะดวกได้อีกด้วย

เทคนิค คือบังคับให้ม้วนกระดาษอัดแน่นอยู่ในโครงที่เป็นวัสดุทรงกลม อาจทำด้วยหวาย ไม้ไผ่ หรือพลาสติกก็ได้ แต่ยังคงใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มด้วยการสานแบบม้วนพันโปร่งๆ ให้เกิดเท็กซ์เจอร์ที่น่าสนใจและสวยงาม

ไอเดียคล้ายคลึงกับที่เอาไปทำม้านั่ง (รูปผู้หญิงอ่านหนังสือพิมพ์) แค่เปลี่ยนจากการม้วนกระดาษกลมแน่นๆ มาเป็นการพับให้ได้รูปร่างลักษณะเท่ากัน แล้วนำมาเรียงต่อกันขึ้นเป็นโครงม้านั่งแสนสบายและสวยงาม ดูโก้ ทันสมัยมาก อันนี้น่าจะเป็นงานยากอยู่แต่ก็ดูดีและรู้สึกได้ถึงความแข็งแรงทนทาน

อีกอันที่สวยงามมากๆ คือการพับจีบกระดาษหนังสือพิมพ์นำมาเรียงซ้อนกัน ติดกาวให้แน่น ขึ้นรูปเป็นกรวยแหลม ด้านบนวางกระจกทำเป็นโต๊ะข้าง หรือโต๊ะกาแฟที่งามบรรเจิด เห็นปุ๊บก็รู้สึกได้เลยว่าเป็นงานฝีมือสูงค่า แต่กว่าจะสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานนี้ได้ ผู้ประดิษฐ์คงใช้เวลาและความเพียรพยายามอย่างยิ่ง

เห็นแล้วนึกถึงการพับธนบัตรเป็นรูปต่างๆ ที่คนไทยแสนเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

เทคนิคอีกอย่างที่ทำให้การใช้กระดาษเก่ามาดัดแปลงเป็นข้าวของเครื่องใช้ สามารถเพิ่มความแข็งแรงทนทานมากขึ้นก็คือ การนำกระดาษมาตัดเป็นริ้วแล้วถักเปียยาว จากนั้นค่อยนำเปียกระดาษเหล่านั้นมาสร้างสรรค์งานขึ้นรูปเป็นงานเฟอร์นิเจอร์หลากหลายรูปแบบอีกที เช่น ฉากกั้นห้อง เก้าอี้ กรอบรูป เป็นต้น

หรือจะเอามาพับเป็นแผ่นกว้างหน่อย สำหรับใช้สานหุ้มห่อวัสดุอื่น เช่นในภาพที่เห็น สานเป็นรูปลูกเต๋า ใช้เป็นเก้าอี้นั่งเล่นได้สบาย

สุดท้าย งานง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ คืองานเปเปอร์มาเช่ เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาฉีกและแปะกาวลงบนภาชนะหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ต้องการ เสร็จแล้วพ่นเคลือบรักษาเนื้อกระดาษไม่ให้เปื่อยยุ่ย สามารถนำไปใช้งานได้หลายรูปแบบ

ขอให้ทุกท่านที่ยังสนุกกับการอ่านหนังสือพิมพ์ ช่วยกันอุดหนุนสื่อสิ่งพิมพ์กันต่อไปเรื่อยๆ นะคะ เรา (นิตยสารเส้นทางเศรษฐี) จะได้อยู่ต่อกันไปได้นานๆ

พันผูกร้อยรัดมัดให้เป็นศิลป์

Published กรกฎาคม 27, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 368

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

พันผูกร้อยรัดมัดให้เป็นศิลป์

เคยเห็นงานประดับตกแต่งสถานที่จัดงานเลี้ยงหรืองานพิธีการด้วยของพื้นๆ แต่ได้ผลออกมาเป็นงานศิลปะที่งดงามด้วยรูปแบบและความคิดสร้างสรรค์ไหมคะ

ตามมาดูงานชุดนี้กันเลย

เป็นการจัดดอกไม้ด้วยพืช ผัก ผลไม้ เชือก หญ้า ทำออกมาไม่ต่างไปจากงานศิลปะจัดวาง หรือ Installation เลย

งานชิ้นนี้เกิดจากฝีมือของ อาจารย์ดุลย์พิชัย โกมลวานิช ศิลปินผู้เชี่ยวชาญศิลปะสมัยอยุธยา ผู้ก่อตั้งสถาบันอยุธยาศึกษา และปัจจุบัน อาจารย์ก็ทำงานเป็นนักวิชาการประจำสถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

ใครที่ได้เคยรู้จักพูดคุยกับอาจารย์ดุลย์พิชัย ย่อมทราบดีว่าท่านเป็นศิลปินทั้งตัวและหัวใจโดยแท้ คุยไปคุยมาเผลอๆ อาจคิดว่ากำลังได้สนทนาอยู่กับท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ กวีใหญ่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เพราะลีลาอารมณ์และสำบัดสำนวนของทั้ง 2 ท่านละม้ายคล้ายกันเหลือเกิน

อาจารย์ดุลย์พิชัย เป็นคนอยุธยาโดยสายเลือด จึงรักและทุ่มเทให้กับการดูแลรักษาท้องถิ่นบ้านเกิดของท่านแบบสุดตัว ถึงขั้นอุทิศชีวิตฝังตัวอยู่ในพื้นที่หลายปีมาแล้ว

บ่อยครั้งที่ท่านเป็นหัวหอกลุกขึ้นมาปกป้องอยุธยาเมืองมรดกโลกไม่ให้มัวหมอง ด้วยการพัฒนาแบบไร้สำนึกจนทำลายทัศนียภาพของเมืองในหลายพื้นที่ หลายครั้ง หลายหน

นั่นคือบทบาททางสังคม แต่ในบทบาทความเป็นศิลปิน ท่านสร้างสรรค์ความงามประดับโลกนี้ไว้มากมายเหลือเกิน นี่คือส่วนเล็กๆ เท่านั้น

เห็นภาพการจัดดอกไม้ชุดนี้แล้วอึ้งไปเลยใช่ไหม

อาจารย์ดุลย์พิชัย ช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ และกล้าหาญนำเอาสิ่งของพื้นๆ ดูไร้ค่าไร้ราคาในท้องถิ่น มาร้อยรัดมัดผูก รวมเข้าด้วยกัน สร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่งดงามได้อย่างน่าประทับใจ

งานชุดนี้จัดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้ว เพื่อเฉลิมฉลองปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับ คุณดำรง พุฒตาล อดีตสมาชิกวุฒิสภา เจ้าของหนังสือ “คู่สร้างคู่สม” ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของประเทศมายาวนาน

นอกจากนั้น คุณดำรงยังเป็นประธานมูลนิธิดำรง พุฒตาล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย

คุณดำรงกับอาจารย์ดุลย์พิชัย เป็นมิตรสนิทกันมาหลายปีแล้ว เนื่องจากอาจารย์เป็นผู้ออกแบบบ้านพักผ่อนให้กับคุณดำรงที่จังหวัดเชียงราย พอจะมีงานฉลองดุษฎีบัณฑิต อาจารย์ดุลย์พิชัยก็เลยอาสาออกแบบแนวคิดและสร้างสรรค์ให้พร้อมสรรพ โดยมีทีมงานนักศึกษาในอยุธยาที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ดุลย์พิชัย และ ดร.ยุวนุช โกมลวานิช ภริยาช่วยเป็นลูกมือให้

เหมือนกับทุกครั้งที่คุณดำรง พุฒตาล เปิด “บ้านเวียงเหล็ก” ที่อยุธยา จัดงานเลี้ยงต้อนรับอาคันตุกะ ทูตานุทูต ทั้งไทย ฝรั่ง จีน แขก ทั้งที่เป็นแขกเมืองและแขกบ้าน อาจารย์ดุลย์พิชัยกับอาจารย์นุชก็จะช่วยกันสร้างสรรค์ออกแบบบรรยากาศงานเลี้ยงให้สวยงาม สะท้อนความเป็นศิลปะไทยพื้นถิ่นอยุธยาเสมอ

เข้าใจว่าอาจารย์ดุลย์พิชัยคงไม่รับงานจัดดอกไม้ทั่วไปค่ะ

แนวคิดของงานชุดนี้คือ คุณค่าความเป็นไทย ความรักความภาคภูมิใจในถิ่นเกิด วิถีชีวิตแบบชาวอยุธยาซึ่งเป็นเมืองน้ำ

ดังนั้น อาจารย์ดุลย์พิชัยจึงไม่ยอมใช้ดอกไม้ตามแนวนิยมของสากลที่นักจัดดอกไม้ทั้งหลายใช้กัน โดยเฉพาะดอกไม้นำเข้าจากต่างประเทศราคาแพงๆ ทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งดอกไม้ไทยที่ต้องซื้อหามาในราคาสูง

แต่เลือกใช้ไม้น้ำพื้นๆ อย่างต้นกก ซึ่งเป็นพืชตระกูลหญ้าขนาดใหญ่ขึ้นตามบึงหรือแหล่งน้ำขังซึ่งมีอยู่ทั่วไปในจังหวัดมาเป็นไม้หลักในการจัดโครงสร้างและทำเป็นภาชนะรองรับพืชผลดอกไม้ และวัสดุชนิดอื่นที่นำมาประกอบขึ้นเป็นงานประดับตกแต่งทั้งหมด

นอกจากนั้น ยังเลือกพืชน้ำอื่นที่เห็นชินตาอยู่ทั่วไปตามห้วยหนองคลองบึงคือ ดอกผักตบชนิดตูม กับ ดอกบัวหลวง สายบัว และกระจับ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าของกินเล่นอย่าง “กระจับ” สีดำทะมึน หน้าตาไม่ได้สวยสะอะไรเลยจะเอามาประดับตกแต่งแทนดอกไม้ได้

ไม่เพียงแค่นั้นนะ ยังมีพืชหัวอื่น ได้แก่ มันเทศ ซึ่งใช้ทั้งสีแดงและสีขาว ตามด้วยมะนาว สับปะรด มะละกอดิบ มะเฟือง ฝรั่ง ดอกกระเจี๊ยบ ดอกบานไม่รู้โรย กลีบดาวเรือง กลีบกุหลาบ ฯลฯ

วัสดุที่ใช้ประกอบเป็นโครงก็มีตั้งแต่ร่มขนาดใหญ่ เรือ โครงเหล็ก ลำไม้ไผ่ (ที่จงใจเลือกเอาลำที่มีกิ่งย่อยรกๆ) กระด้ง กระจาด ถาดขนมชั้น ใบตอง ใบบัว ตอก เชือก ฯลฯ

สิ่งของที่เลือกมาใช้แต่ละอย่างเมื่อเอ่ยชื่อออกมาไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ แต่เมื่อพันผูกร้อยรัดจัดวางเข้าด้วยกันตามจังหวะ ท่วงทำนองของสีสันและรูปลักษณ์ที่ควรจะเป็นแล้ว ก็ทำให้ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมในวันนั้นโดดเด่นมีชีวิตชีวาด้วยบรรยากาศพื้นถิ่นที่โก้และเก๋แต่ไม่เชยเลย

วิธีการสร้างสรรค์ของศิลปินด้วยการใช้วัสดุแบบผสมผสานให้ผู้ชมตีความงานศิลปะได้อย่างอิสระนั่นเองคือเสน่ห์ของงานออกแบบชุดนี้

น่าสนใจที่สุดก็คือการเอาเชือกมาสานขึงไขว้กันไปมาในโครงเหล็กสี่เหลี่ยมวางไว้เหนือภาชนะบรรจุกลีบดอกดาวเรืองสีเหลืองเข้ม แล้วผูกมันเทศสีแดงไว้กับเชือกให้ดูเสมือนเป็นการย่างมันเหนือเตาอั้งโล่ ที่ถ่านกำลังคุโชนร้อนแดง

รอบภาชนะทรงกลมบรรจุกลีบดอกดาวเรืองนั้นยังพันผูกไว้ด้วยต้นกกประดับมะนาว ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ในครัวของบ้านอันอบอุ่นในฤดูหนาวที่ทุกคนรอคอยกินมันเผาร้อนๆ สุกใหม่จากเตา

บนโต๊ะกลางห้องจัดเลี้ยงส่วนรับประทานอาหาร เจียนใบตองเป็นทรงกลมวางรองเทียนกลมเล็กๆ จุดไฟประดับวอมแวมสะท้อนสิ่งประดิษฐ์และธรรมชาติที่อยู่ด้วยกันได้อย่างผสมกลมกลืน

ตรงบันไดทางขึ้นห้องจัดเลี้ยงชั้นแรกแทนที่จะเป็นซุ้มดอกไม้สดอลังการ กลับเป็นถาดดอกไม้ขนาดใหญ่ วางกลีบดาวเรืองสีเหลืองสลับลายกับกลีบกุหลาบสีแดงสด แล้วยังเล่นสนุกกับสับปะรด มะเฟือง ดอกกระเจี๊ยบ มีกอกกมัดใหญ่ผูกโบด้วยดอกบานไม่รู้โรยสีม่วงเข้มเสียบลูกปัดมะนาววางเคียงคู่เป็นฉากหลังเด่นสะดุดตา

บันไดอีกชุดหนึ่งวางร่มสีแดงไว้ตรงกลางชานพัก แล้วทอดลำไม้ไผ่เสียบดอกบานไม่รู้โรยแทนดอกไม้ปลายกิ่ง ให้ความรู้สึกทั้งเข้มแข็ง ทั้งอ่อนหวาน

ข้างๆ ขาตั้งวางภาพเหมือนเจ้าของงาน วางกระจาดไม้ไผ่ ประดับด้วยบัวสายที่ม้วนผูกง่ายๆ ด้วยตอกคู่กับลูกมะละกอ ทั้งหมดนั้นเป็นของที่รับประทานได้ ที่จริงต้องบอกว่าเป็นอาหารพื้นถิ่นของชาวบ้าน

ทุกอย่างที่นำมาใช้ล้วนมีความหมาย งดงาม ลึกซึ้ง และให้อิสระเต็มที่ในการตีความ

สมแล้วกับที่เป็นงานออกแบบระดับศิลปินใหญ่ ผู้สมควรได้รับการประดับชื่อเป็นศิลปินแห่งชาติอีกคนหนึ่ง

“ผมแค่อยากสื่อให้รู้ว่า เราต้องรู้จักภูมิตนเอง เหมือนกับสมัยก่อนที่ชาวบ้านรู้ว่า เมื่อไหร่น้ำหลาก เมื่อไหร่น้ำลด รู้จักการกินการอยู่ในแต่ละฤดู รู้จักการกินตามน้ำ และกินตามลม นั่นหมายถึงภูมิความรู้ที่ต้องนำมาใช้ในการดำรงชีวิต”

บ้านประกอบเอง

Published กรกฎาคม 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 367

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

บ้านประกอบเอง

เรือนไทยนั้นได้ชื่อว่าเป็นบ้านที่ออกแบบสร้างสรรค์ด้วยภูมิปัญญาไทยอันชาญฉลาด ด้วยระบบการใช้ลิ้นเข้าเดือยชิ้นส่วนต่างๆ จนกลายเป็นบ้าน 1 หลังที่สวยงาม โดยไม่ต้องใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว

นอกจากการก่อสร้างที่ทำได้สะดวกรวดเร็วแล้ว บ้านไทยยังเหมาะกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในท้องถิ่น โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่ประชากรยังไม่มาก และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมยังมีทรัพยากรให้แบ่งปันกันได้พอเพียง

เมื่อบ้านเมืองพัฒนาขึ้น เราก็รับอิทธิพลฝรั่งเข้ามาใช้ในงานสถาปัตยกรรมมากขึ้นเพราะอยากทันโลกทันสมัย ประกอบกับต้นทุนการปลูกสร้างเรือนไทยในปัจจุบันราคาสูงมาก เพราะเราขาดแคลนไม้เนื้อแข็งในการสร้างบ้าน โดยเฉพาะไม้สัก หลังจากปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างมากมายมายาวนาน

สุดท้าย บ้านไทยกลายเป็นของสูงค่าราคาแพง มีแต่เศรษฐีคหบดีผู้มั่งคั่งเท่านั้นที่สามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้

แต่ในระหว่างนี้ก็มีสถาปนิกยุคใหม่นำเอาแนวคิดแบบการก่อสร้างบ้านไทยหรือเรือนไทยไปออกแบบทำเป็นบ้านสำเร็จรูป “บ้านน็อกดาวน์” ที่สามารถประกอบสร้างชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างง่ายๆ ใช้เวลาในการปลูกสร้างสั้น ราคาประหยัด อยู่สบายสำหรับคนมีรายได้น้อย

กลายเป็นแนวคิดที่อยู่อาศัยยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง มีให้เลือกหลายระดับราคา ตั้งแต่หลักหลายล้านบาทลงมา จนถึงเรือนหมื่นบาทแล้วแต่แบบ ขนาด ความหรูหรา ความประณีตพิถีพิถัน และวัสดุที่นำมาใช้

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าแนวคิดในการสร้างบ้านสำเร็จรูป ราคาประหยัด ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มีการพัฒนารูปแบบและวิธีการให้มีความสะดวก รวดเร็ว แข็งแรง และง่ายในการติดตั้งมากขึ้น โดยออกแบบประโยชน์ใช้สอยให้สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

หลังจากยุคของบ้านดินทรงกลมยอดนิยมในช่วงหนึ่งของผู้ที่รักการอยู่อาศัยแอบอิงธรรมชาติ หรือผู้ที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียงชอบที่จะสร้างที่อยู่อาศัยด้วยมือตัวเอง จนแนวคิดบ้านดินฮิตติดตลาดมาหลายปี ถึงตอนนี้เราจะเห็นว่าบ้านทรงกล่อง หรือทรงเหลี่ยมง่ายๆ เป็นที่สนใจอย่างมาก

ตู้คอนเทนเนอร์เก่าที่ใช้บรรทุกสินค้า จึงถูกจับมาขัดสีฉวีวรรณใหม่ให้กลายเป็นบ้านกล่องราคาสมเหตุสมผล มีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยและเพิ่มมุมมองให้ความเป็นกล่องทึบหมดไป กลายเป็นบ้านหลังเล็กหน้าตาดีที่มีผู้นิยมกันมาก แต่เมื่อตลาดบ้านตู้คอนเทนเนอร์ขยายตัวมาก กลับปรากฏว่าราคาตู้คอนเทนเนอร์เก่าปรับสูงขึ้นจนจับกันไม่ลง ทำให้นาทีนี้บ้านตู้คอนเทนเนอร์กลายเป็นของแพงไปแล้วเช่นกัน

สำหรับบ้านสำเร็จรูปที่นำมาให้ชมนี้ เรียกว่า “Liina Shelter” เป็นบ้านสำเร็จรูปที่ทำจากวัสดุราคาถูก น้ำหนักเบา จำพวกไม้อัดและแผ่นลามิเนต ออกแบบชิ้นส่วนแยกกันขึ้นมาเป็นแผ่นๆ แล้วค่อยนำมาประกอบเข้าด้วยกันด้วยกรอบไนลอน (Nylon)

กรอบไนลอนนี่เองเป็นที่มาของชื่อบ้าน ซึ่งในภาษาฟินแลนด์เรียกว่า Liina

โครงการนี้เป็นงานออกแบบของกลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัลโต้ (Aalto University) แห่งประเทศฟินแลนด์ ในโครงงานที่แข่งขันกันนำไปจัดแสดงในงานเอ็กซ์โป Helsinki”s Railway Square World Village Festival 2011 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์

ทีมนักศึกษาที่ช่วยกันออกแบบบ้านหลังนี้มีกว่า 20 คน มาจากหลายชาติ ทั้งฟินแลนด์ นอร์เวย์ สเปน บราซิล ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลี เซอร์เบีย รวมพลังกันตั้งแต่พวกที่เชี่ยวชาญงานออกแบบสถาปัตย์ งานโครงสร้าง วิศวกรรม งานไม้ จนสำเร็จออกมาเป็น Liina

แนวคิดในการสร้างบ้านแบบประกอบเองได้ง่ายที่สุดนี้ มาจากปัญหาของจำนวนผู้อพยพที่มีปริมาณมากขึ้นทุกปี โดยคาดว่าภายในปี ค.ศ. 2050 นี้จะมีผู้อพยพกระจายกันอยู่ทั่วโลกราว 1,000 ล้านคน การอพยพโยกย้ายถิ่นมาจากสาเหตุต่างๆ มากมายทั้งทุพภิกขภัย และภัยสงคราม

บ้าน Liina ที่ออกแบบมาให้ง่ายที่สุดและถูกที่สุดต้องการตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เพื่อให้ผู้อพยพทั่วโลกได้มีที่อยู่อาศัยชั่วคราวที่มั่นคงแข็งแรงพอสมควร สุขสบายตามอัตภาพ และมีราคาประหยัด ใช้อยู่อาศัยได้สะดวก สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่นนั้นๆ

นักศึกษากลุ่มนี้จึงเลือกวัสดุไม้ประกอบบ้านขึ้นทั้งหลัง ต้นแบบของบ้านเน้นปลูกสร้างให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศของเมือง Ararat ในประเทศตุรกี

กรอบไนลอน เป็นอุปกรณ์สำคัญในการใช้ยึดกรอบชิ้นส่วนทั้งหมดให้ติดเข้าด้วยกัน และนี่เองคือที่มาของชื่อผลิตภัณฑ์ตัวนี้

และเมื่อแผ่นไม้ทั้งหมดขนาดชิ้นละ 60×60 เซนติเมตร ประกอบขึ้นเป็นบ้านเสร็จแล้วก็จะถูกหุ้มห่อด้วยวัสดุคล้ายกับเต็นท์เพื่อให้มันกันแดดกันรังสี UV และกันฝนได้

บ้านทั้งหลังสามารถประกอบเสร็จโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้าใดๆ เลย และมันก็มีน้ำหนักเบาขนาดที่ว่าใช้ผู้ใหญ่เพียง 2 คนเท่านั้นก็สามารถประกอบบ้านหลังนี้ได้สำเร็จทั้งหลัง โดยใช้เวลาทั้งหมด 6 ชั่วโมงเท่านั้น

บ้านหลังนี้ใหญ่โตโอ่โถงพอสมควร ออกแบบมาให้สามารถอยู่กันได้ไม่อึดอัดสำหรับครอบครัวขนาด 4-5 คนแบบสบายๆ ด้วยพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านขนาด 18 ตารางเมตร มีส่วนห้องนอน 2 ส่วน พื้นที่ครัว ที่รับประทานอาหาร และห้องนั่งเล่นเล็กๆ ถือว่าไม่เลวร้ายนักสำหรับมาตรฐานการอยู่อาศัยของผู้อพยพที่องค์การสหประชาชาติช่วยเหลืออยู่ด้วยการจัดสรรที่อยู่อาศัยให้ในขนาด 3.5 ตารางเมตร ต่อ 1 คน

บ้านหลังนี้ยังเพิ่มเติมส่วนระเบียงใต้หลังคาอีก 7 ตารางเมตร ให้อยู่อาศัยได้สบายขึ้น ออกแบบโครงสร้างความแข็งแรงให้รองรับแผ่นดินไหวได้ และอยู่อาศัยได้อย่างน้อย 5 ปีต่อเนื่องโดยไม่ชำรุด สามารถอัพเกรด ขยายพื้นที่ได้ รื้อและขนย้าย เคลื่อนที่ไปพร้อมกับเจ้าของไปปลูกสร้างใหม่ในที่อื่นได้สะดวก

สำหรับใครที่ชอบสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ลองเอาแนวคิดนี้ไปออกแบบดูนะคะ เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับบ้านชั่วคราวหรือบ้านเฉพาะกิจในโอกาสต่างๆ เช่น ใช้อยู่อาศัยในระหว่างการรอซ่อมบ้าน หรือย้ายหนีน้ำชั่วคราว เป็นต้น

แต่ภูมิอากาศแบบเมืองไทย คงต้องปรับประยุกต์กันสักหน่อย เพื่อจะได้อยู่สบายขึ้น

ตึกร้องเพลงได้ในวันฝนตก

Published กรกฎาคม 6, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010258&srcday=2015-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 366

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

ตึกร้องเพลงได้ในวันฝนตก

ถ้าคุณหรือใครก็ตามไปยืนอยู่หน้าตึกหลังนี้ในขณะที่สายฝนกำลังโปรยปราย เชื่อไหมว่า คุณจะได้ยินกำแพงตึกแห่งนี้ส่งเสียง…เป็นเสียงเพลง

ตึกหลังนี้ไม่ใช่ตึกธรรมดา มันเป็นงานศิลปะที่ใครๆ เรียกกันว่า “The Singing Drain Pipe of Kunsthofpassage”

เป็นอาคารเก่าแก่ไม่ใหญ่โตนัก ในย่าน Neustadt ของเมืองเดรสเดน (Dresden) ประเทศเยอรมนี นำมาปรับปรุงใหม่โดยนักศึกษาศิลปะกลุ่มหนึ่ง ร่วมกับเจ้าของตึก ช่วยกันออกแบบไอเดียบรรเจิด จนสุดท้ายกลายเป็นที่กล่าวขานโด่งดังไปทั่วโลก

ตั้งแต่ปรับปรุงแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2001!

……………

ตึกร้องเพลงหลังนี้ตั้งอยู่ในย่านที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นโซนเมืองใหม่ หรือเมืองมหาวิทยาลัย ซึ่งนักท่องเที่ยวจะไม่มีทางหาพบง่ายๆ ในหนังสือไกด์บุ๊กหรือแผนที่นำเที่ยวทั่วไป เพราะยังเป็นสถานที่ลี้ลับที่ชาวเมืองอยากเก็บรักษาเอาไว้ไม่ให้คนไปวุ่นวายมากนัก

ที่ตั้งตัวตึกอยู่ระหว่างถนน Alaun กับถนน Gorlitzer ซึ่งคนต่างชาติต่างถิ่นอาจลำบากหน่อยถ้าคิดจะไปเที่ยวชมเพราะไม่ใช่จะจิ้มแผนที่แล้วมุ่งหน้าไปได้เลย ถ้าจะให้สะดวกจริงก็ต้องไปเช่ารถขับเสาะหาไปเรื่อย

Kunsthofpassage เป็น 1 ใน 5 ของโปรเจ็กต์นักศึกษาศิลปะในเมืองเดรสเดน ที่ต้องการนำเสนอการออกแบบคอร์ตยาร์ด หรือลานบ้านแบบสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยพวกนักศึกษาจะไปเสาะหาตึกเก่า เข้าไปคุยกับเจ้าของตึกว่าสมัครใจจะเข้าร่วมโครงการด้วยกันหรือไม่ เสร็จแล้วก็ออกแบบแนวคิดเอามาตกแต่งปรับปรุงตึกใหม่ ใส่แนวคิดด้านศิลปะแง่มุมต่างๆ เข้าไปเพื่อให้เกิดจุดเด่นน่าสนใจขึ้นมา

โครงการทั้งหมดประกอบด้วยตึก 5 หลัง 5 แนวคิด ได้แก่

The Courtyard of the Element (ตึกร้องเพลง)

The Courtyard of Light

The Courtyard of Animals

The Courtyard of the Mythical Creature

The Courtyard of the Metamorphoses

โครงการนี้เป็นงานศิลปะในชื่อ Ginkgo Project ของเหล่านักศึกษาศิลปะและดีไซเนอร์ พวกเขาตั้งใจเลือกเอาตึกเก่ามาออกแบบใหม่เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะบนผนังตึกขึ้นมาให้มีรูปแบบเฉพาะของแต่ละอาคาร ทำเสร็จไปในปี ค.ศ. 2001 และตึกที่ได้รับความสนใจมากที่สุดก็คือ The Courtyard of the Element ซึ่งเป็นตึกร้องเพลงได้หลังนี้นี่เอง

ลักษณะพิเศษของตึกร้องเพลง Kunsthofpassage ก็คือ ยามสายฝนตกลงมา น้ำฝนจะนำพาเสียงน้ำไหลจากชายคาที่มีรางน้ำฝนรองรับบังคับให้น้ำไหลผ่านท่อรางน้ำที่ออกแบบติดตั้งไว้ด้านหน้าอาคารหลายรูปแบบเพื่อให้เกิดเสียงไพเราะ จนฟังดูเป็นเสียงเพลง ประหนึ่งว่าตึกทั้งหลังกำลังขับกล่อมดนตรีท่ามกลางสายฝนไม่ต่างจากการบรรเลงของวงซิมโฟนีออเคสตราเลยทีเดียว

ตึกร้องเพลงเป็นศิลปะแนวทดลองของประติมากรชื่อ Annette Paul ร่วมกับ 2 ดีไซเนอร์คือ Christoph Rossner และ Andre Tempel ซึ่งช่วยกันจัดวางท่อให้รองรับเสียงน้ำหลายๆ จังหวะท่วงทำนอง แถมยังสร้างสรรค์ท่อน้ำให้เป็นประติมากรรมในรูปแบบคล้ายคลึงกับเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง เราจะเห็นว่าการออกแบบเส้นสายของท่อ ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเหมือนเครื่องเป่าชนิดหนึ่ง

เมื่อฝนเริ่มตก ท่อรับน้ำฝนเหล่านี้ก็จะส่งต่อหยดน้ำที่ไหลรี่ผ่านลงเป็นสายออกไปตามระบบท่อต่างๆ ที่วางรองรับไว้ กลายเป็นเพลงหยดน้ำ

งานชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดที่โด่งดังของ Rube Goldburg นักวาดการ์ตูนและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันที่สร้างสรรค์ Rube Goldburg Machine ขึ้นมา ซึ่งเครื่องกลนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ประกอบด้วยกลไกย่อยต่างๆ ที่ซับซ้อนในการสร้างเสียงให้เกิดท่วงทำนองแตกต่างกันมากมาย

ใครที่เคยอยู่บ้านหลังคาสังกะสี จะนึกภาพออกว่าเวลาที่ฝนตก เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีจะเป็นอย่างไร จะดังค่อยหรือดังแรง กระชั้นถี่หรือแผ่วเบา ย่อมขึ้นกับลักษณะการตกของฝนขณะนั้น ซึ่งเสียงเพลงจากสายฝนที่ดังออกมาจากตึกหลังนี้ก็จะคล้ายคลึงกับเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีนั่นเอง เพียงแต่งานออกแบบท่อรับน้ำทำให้เกิดจังหวะ ท่วงทำนองดนตรีและตัวโน้ตต่างๆ ผสมผสานกันออกมาได้ราวกับซิมโฟนีออเคสตราทั้งวงกำลังบรรเลงอยู่

หลายคนจึงเรียกขานตึกหลังนี้ว่าเป็น “ตึกร้องเพลง” เพียงแต่มันจะส่งเสียงได้ก็เฉพาะตอนฝนตกเท่านั้น คนที่ไปเยี่ยมชมจึงต้องรอคอยการมาถึงของฤดูฝน

Kunsthofpassage เป็นตึกร้องเพลงเพียงแห่งเดียวในเมืองเดรสเดน และเชื่อว่าน่าจะมีเพียงแห่งเดียวในโลกนี้ที่ส่งเสียงได้ในยามฝนตก ถือเป็นความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ที่เสริมส่งให้ประเทศที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ ศิลปะ และประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างเยอรมนีน่าสนใจยิ่งขึ้น

สำหรับคอร์ตยาร์ดทั้งหมดในโครงการนี้ ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน เป็นศูนย์รวมของร้านค้าเล็กๆ คาเฟ่ แกลลอรี่ ที่มีบรรยากาศเชิญชวนให้มาเดินเที่ยวเล่น ช็อปปิ้ง และนั่งทอดหุ่ยจิบกาแฟในวันพักผ่อนสบายๆ ตามร้านกาแฟริมทางเดิน ซึ่งมีสตรีตอาร์ตให้ชมเป็นอาหารตามากมาย

เดรสเดน (Dresden) นั้นเป็นเมืองหลวงเก่าของเยอรมนีและเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอลเบ (Elbe) มีอายุเก่าแก่กว่า 800 ปีแล้ว เป็นเมืองที่สถาปนาขึ้นในยุคใกล้เคียงกับกรุงสุโขทัยของเรา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีเขียว เต็มไปด้วยสวนสาธารณะและป่าเขียวชอุ่มริมแม่น้ำ

กษัตริย์ผู้ทำให้นครเดรสเดนเป็นศูนย์กลางศิลปะระดับแนวหน้าของยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 คือ ฟรีดริค ออกุสต์ ที่ 1 (Friedrich August I) หรือเป็นที่รู้จักในนาม August the Strong (ออกุสตัสจอมพลัง) เพราะนอกจากเป็นผู้ครองแคว้นแซ็กโซนี่แล้ว ยังเป็นกษัตริย์ของโปแลนด์อีกด้วย

ปัจจุบัน เดรสเดนเป็นเมืองหลวงของแคว้นแซ็กโซนี่ (Saxony) เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์บาโรก (Baroque) และนับเป็นเมืองหนึ่งที่มีทรัพย์สมบัติทางศิลปะอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงโอเปร่าที่มีชื่อเสียง พระราชวังสวิงเงอร์ (Zwinger) ซึ่งแต่เดิมถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นสวนส้ม และพื้นที่สำหรับจัดงานสังสรรค์รื่นเริง และต่อมาได้รับการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ปัจจุบัน พระราชวังสวิงเงอร์กลายเป็นสัญลักษณ์ของนครเดรสเดน เพราะเป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรกที่งดงามที่สุดในประเทศเยอรมนี

%d bloggers like this: