Pet Care

All posts tagged Pet Care

ยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหาร คืออะไร (ตอนที่1)

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/196608

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ ผมมั่นใจเลยว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายท่าน คงเกิดความสงสัย เมื่อพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ แล้วได้ยามาป้อน และเมื่ออ่านซองยาก็พบว่า ยาบางชนิดให้ป้อนก่อนอาหาร บางชนิดให้ป้อนหลังอาหาร โดยเฉพาะบางชนิดให้ป้อนพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารทันที ยิ่งทำให้งงเข้าไปใหญ่ ยาเหล่านี้มีข้อแตกต่างกันอย่างไร ทำไมจึงต้องป้อนในเวลาที่แตกต่างกัน วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ จากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากกันครับ

(1) ยาก่อนอาหาร

โดยปกติ เราจะป้อนให้สัตว์เลี้ยงตอนท้องว่าง (ตอนที่ไม่มีอาหารในกระเพาะอาหาร) นั่นคือ “อย่างน้อย 30 นาที ก่อนที่ท่านจะให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยง” เนื่องจากในช่วงท้องว่างนี้ ความเป็นกรดในกระเพาะและทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยงนั้นจะน้อยกว่าเมื่อสัตว์ได้รับอาหาร (ช่วงหลังอาหารนั้น กระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูงกว่า เนื่องจากการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารออกมาย่อยอาหารนั่นเอง)

● ทำไมต้องให้ยา “ก่อนอาหาร” ?

เหตุผลที่ต้องให้ยาแก่สัตว์ในช่วงท้องว่างนั้นมีหลายอย่าง ได้แก่

– ยาบางชนิดอาจถูกทำลายหรือทำให้การออกฤทธิ์ของยาลดน้อยลง เมื่อยาสัมผัสกับกรดในปริมาณมากที่ถูกหลั่งออกมาหลังมื้ออาหาร ดังนั้นการให้ยาสัตว์เลี้ยงในช่วงที่ท้องว่างนี้ ทำให้ยาไม่ถูกทำลายและการออกฤทธิ์ของยายังคงอยู่ได้

– ยาบางชนิดถูกทำลาย หรือถูกดูดซึมได้น้อยลง เนื่องจากอาหารและส่วนประกอบของอาหารบางอย่างไปทำปฏิกิริยากับยา หรือขัดขวางการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ระดับยาในเลือดไม่สูงพอที่จะรักษาอาการต่างๆ ของสัตว์เลี้ยงได้ เช่น ยาต้านจุลชีพ, ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม enrofloxacin และ doxycycline ดังนั้นการให้ยาสัตว์เลี้ยงในช่วงที่ท้องว่าง จึงเป็นการลดโอกาสการเกิดปัญหาดังกล่าว ทำให้ยาถูกดูดซึมได้ตามปกติ และยาออกฤทธิ์ได้ตามที่ควรจะเป็น

– ยาหลายชนิดมีผลต่อการเคลื่อนไหวและการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาลดกรด ยาระงับอาการอาเจียน รวมทั้งยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินซูลิน จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก่อนที่จะออกฤทธิ์ ดังนั้นการป้อนยาให้สัตว์เลี้ยงของท่านก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที จึงเป็นเสมือนการเตรียมพร้อมให้ระบบทางเดินอาหาร ก่อนที่สัตว์จะกินอาหาร

● แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ ถ้าสัตว์เลี้ยงกินอาหารไปแล้ว แต่เราลืมป้อนยาก่อนอาหาร

หากเกิดกรณีนี้ขึ้นให้ท่านป้อนยาดังกล่าวให้สัตว์เลี้ยง “หลังจากให้กินอาหารไปแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง” แทน นั่นคือเพื่อให้ได้รับยาเมื่ออาหารที่กินเข้าไปถูกผลักออกจากกระเพาะไปแล้ว หรือในตอนที่ท้องว่างแล้วนั่นเอง (อย่าให้ “ยาก่อนอาหาร” ทันทีที่นึกขึ้นได้หลังจากสัตว์กินอาหารไปแล้วล่ะกันครับ)

● แล้วจำเป็นหรือเปล่า ที่ต้องให้อาหารสัตว์เลี้ยง หลังจากได้รับยาก่อนอาหาร

มีหลายครั้งที่สัตวแพทย์จ่ายยาก่อนอาหารให้สัตว์กิน วันละ2-3 ครั้ง ถ้าเป็นอย่างนี้ เราไม่ต้องให้กินอาหารหลังกินยาวันละ 2-3 มื้อ เลยเหรอ???

โดยทั่วไปยาที่ให้ก่อนอาหารนั้นสามารถให้ได้โดยไม่เกี่ยวกับมื้ออาหาร เพียงแต่ต้องให้ตอนท้องว่างเท่านั้น

ยาที่ให้ก่อนอาหารและมีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารหลังจากได้รับยา มีเพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ กลุ่มของยาที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวและการทำงานของระบบทางเดินอาหาร เช่น ยาลดกรด ยาระงับอาการอาเจียน หรือยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินซูลิน เป็นต้น ซึ่งท่านเจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถปรับลักษณะการให้อาหารสัตว์ในช่วงที่ต้องป้อนยาได้ โดยแบ่งให้อาหารเป็น 2-3 มื้อ ตามที่สัตวแพทย์สั่งยา และปริมาณอาหารรวมในแต่ละวันที่ได้เท่ากับปริมาณอาหารเดิมที่เคยให้ต่อวัน (สัตว์เลี้ยงจะได้กินอาหารในปริมาณเท่าเดิมเพียงแต่กระจายออกเป็นจำนวนหลายมื้อเท่านั้นเองครับ)

ยังไม่หมดแค่นี้ครับสัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันต่อว่ายาหลังอาหาร ยาพร้อมอาหาร และยาหลังอาหารทันที นั้นมีวิธีการกินและข้อจำกัดอย่างไร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แพ้สัตว์เลี้ยง?แพ้อะไร? : พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151227/219407.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2558
แพ้สัตว์เลี้ยง?แพ้อะไร? : พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง

แพ้สัตว์เลี้ยง?แพ้อะไร? : พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดยปานเทพ รัตนากร

           “โอ๊ย จามแทบเป็นแทบตาย เพราะฉันแพ้ขนแมว !”

“หนู (ที่เป็นคน) คันทุกครั้งที่อุ้มกระต่ายค่ะ”

“บ้านผมเลี้ยงกระต่าย ตา (ที่เป็นอวัยวะ) ผมจะแดงและแสบทุกเช้าเลย”

“ดิฉันน้ำตาไหล และจามทุกเช้าหลังจากเข้าไปให้อาหารในกรงนกแก้ว”

ฯลฯ

อาการเหล่านี้เป็นอาการแพ้ หรือภูมิแพ้ต่อสารก่อ หรือสารกระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างเกินกว่าปกติในลักษณะต่างๆ ที่ปรากฏข้างต้น เจ้าสารกระตุ้นการแพ้เหล่านี้มีอยู่ในตัวสัตว์ชนิดต่างๆ แตกต่างกันไป แต่ละคนก็มีความอ่อนไหว ไวต่อการแพ้หรือปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารเหล่านี้แตกต่างกันไป ขึ้นกับแต่ละบุคคล จากเพียงไอ จาม น้ำมูกไหล จนถึงรุนแรงขนาดช็อกเสียชีวิตก็มี

เรื่องแพ้สัตว์เลี้ยงไม่ใช่เล่นๆ นะครับ แต่ถ้ารู้เท่าทันก็สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยง หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เราก็จะอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงแสนรักต่อไปได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

ชนิดสัตว์                                 สารก่อการแพ้
แมว                                   ต่อมน้ำมัน สารคัดหลั่ง / น้ำลาย / รังแค / ฉี่
หมา                                   รังแค / ต่อมน้ำมัน สารคัดหลั่ง /น้ำลาย / ฉี่
นก                                    เศษขน / ฝุ่นขน / อึ
กระต่าย                               น้ำลาย /รังแค / ฉี่
เฟอร์เร็ท                               ฉี่ / รังแค
เจอร์บิลส์                              รังแค / ฉี่
แกสบี้                                  ฉี่ / น้ำลาย / รังแค
แฮมสเตอร์                             ฉี่ / รังแค
ชินชิลล่า                                ฉี่ / รังแค
หนูถีบจักร / หนูพุก                     ฉี่
ม้า                                     รังแค / ฉี่

ที่ว่าแพ้สัตว์เลี้ยงนั้นมันเป็นอย่างไร ? อาการที่แสดงออกมีได้ดังนี้ :-
1.อาการที่ปรากฏทางตา ได้แก่ ตาแดง ตาเยิ้ม (ตาฉ่ำด้วยน้ำตา) คันตา
2.คันจมูกและลำคอ
3.น้ำมูกใสๆ ไหล หรือคัดจมูก
4.มีน้ำมูกไหลลงคอ
5.จามบ่อยครั้ง
6.คันเพดานปาก และในลำคอ
7.เจ็บคอเรื้อรัง
8.หายใจสั้นๆ ไม่เต็มปอด หายใจขัดลำบาก หรือมีเสียงหวีด
9.คันบนผิว ผื่นลมพิษ แพ้สัมผัสเมื่อจับต้องกับตัวสัตว์ หรือถูกสัตว์เลีย

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วแม้แพ้สัตว์เลี้ยงก็ยังคงเลี้ยงสัตว์ได้ โดยหลีกเลี่ยงสารก่อการแพ้จากสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นก็จะบรรเทาอาการลง คงเป็นเพื่อนของคุณต่อไปได้ครับ

โซนรักสัตว์วันอาทิตย์27ธ.ค.58

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151227/219305.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2558
โซนรักสัตว์วันอาทิตย์27ธ.ค.58

โซนรักสัตว์วันอาทิตย์27ธ.ค.58 : โดย – เม่นแคระ

             +++ “เม่นแคระ” เปิดโซนกันด้วย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชวนทุกท่านชม WILD RANGE รื่นรมย์เรื่องราวของส่ำสัตว์ นิทรรศการภาพถ่ายมากมาย หลากหลายมุมมอง ที่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจจากป่าลึก โดยบารมี เต็มบุญเกียรติ กำหนดการจัดแสดง ตั้งแต่วันนี้-7 มกราคม 2559 ณ ห้องศิลป์สห+ภาพ ถ.พระสุเมรุ กรุงเทพฯ เปิดจัดแสดงช่วง 11.00-19.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) … ท่านใดที่สนใจร่วมเข้าชมงานติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่โทรศัพท์ 0-2629-2841 ครับ!

+++ ต่อด้วย มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เชิญชวนทุกท่านร่วมทำความดีช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ด้วยการช่วยเหลือสัตว์ สุนัขและแมวพิการได้ที่มูลนิธิ 15/1 หมู่ 1 ซอยพระมหาการุณย์ ถ.ติวานนท์ ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี…พบกิจกรรมประจำปี “ปาร์ตี้น้องหมา” การจำหน่ายสินค้าการกุศล สอยดาว ชมการแสดงของสุนัขแสนรู้…สนใจร่วมกิจกรรมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.0-2584-4896, 0-2961-5625 หรือบริจาคช่วยเหลือสัตว์พิการได้ที่มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ธ.กรุงเทพ เลขที่บัญชี 059-0-12305-5 ออมทรัพย์ สาขาสรงประภา และ ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 105-2-18418-1 ออมทรัพย์ สาขาเชิดวุฒากาศ …

+++ ปิดท้าย “สวนสัตว์อุบลราชธานี” เปิดแล้วโครงการนำนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์ฯ ในประเภทไป-กลับ 1 วัน และประเภทค่ายเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน ทั้ง 2 ออปชั่นฟรีบัตรผ่านประตู นั่งรถชมสัตว์ อาหารพร้อมน้ำดื่ม และวิทยากร…สถาบันการศึกษาใด (ในพื้นที่) สนใจนำน้องๆ หนูๆ เข้าเยี่ยมชม ติดต่อได้ที่ฝ่ายการศึกษา สวนสัตว์อุบลราชธานี โทรศัพท์ 08-4831-9311 หรือดูรายละเอียดที่ WWW.Ubon-zoo.com ครับ!

‘ฟิล่า บราซิลเลียโร่’ตูบ…ดุที่สุดในโลก!!

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151227/219308.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2558
'ฟิล่า บราซิลเลียโร่'ตูบ...ดุที่สุดในโลก!!

‘ฟิล่า บราซิลเลียโร่’ตูบ…ดุที่สุดในโลก!! : โดย – เม่นแคระ

             บรรดากูรูสุนัขทางฟากฝั่งทวีปอเมริกา เรื่อยมาจนถึงยุโรป ว่ากันว่าสุนัขพันธุ์ “ฟิล่า บราซิลเลียโร่” ตูบพันธุ์พื้นเมืองของชาวบราซิเลียนนั้น นับว่าดุที่สุดในโลก!! จริงไม่จริงอย่างไรไม่มีบทสรุปที่แน่นอน ทว่า ในบ้านเรายังมีเลี้ยงกันน้อยมาก

“ฟิล่า บราซิลเลียโร่” แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าถิ่นกำเนิดของพวกมันนั้นคือประเทศบราซิล แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่ยุคสมัยไหน เท่าที่พอจะมีหลักฐานปรากฏเห็นจะเป็นยุคต้นปี ค.ศ.1671 ที่ว่าพวกมันเป็นสุนัขล่าเนื้อ ถูกเลี้ยงในไร่ขนาดใหญ่เพื่อขับไล่เสือหรือหมีก่อนจะถูกนำมาเลี้ยงตามบ้าน

ก่อนที่พวกมันจะถูกพัฒนาขึ้นมาให้เป็นสุนัขใช้งานที่มีรูปร่างขนาดใหญ่และแข็งแรง เพื่อตอบสนองความต้องการของพวกฝรั่งนักล่าอาณานิคม โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจในยุโรป ทว่า การพัฒนาสายพันธุ์เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อ 35 ปีมาแล้ว โดยชาวดัตช์ได้นำสุนัขมาด้วย เมื่อเดินทางมาถึงบราซิล สุนัขฟิล่าเลี้ยงไว้เพื่อล่าสัตว์จำพวกเสือ และสัตว์ดุร้ายอื่นที่กินเนื้อเป็นอาหาร

ส่วนบรรพบุรุษของพวกมันไม่มีการยืนยันว่ามาจากสายไหน แต่บรรดากูรูสุนัขเห็นพ้องต้องกันว่า พวกมันเกิดจากการผสมกันของสุนัข 3 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ โอลด์อิงลิช บลูด็อก (Ancient Bulldog) มาสทีฟ (Mastifsfs) และบลัดฮาวน์ (Bloodhounds)

รูปร่างที่ใหญ่โต โครงสร้างหัวกะโหลกที่ใหญ่ ลำคอโตล่ำสัน แนวสะโพกที่ลาดต่ำ โคนหางใหญ่ จิตใจที่กล้าหาญ มาร์คกิ้งสีดำที่หน้า และสีลำตัว เหล่านี้ คือสิ่งที่ได้รับมาจากสุนัขมาสทิฟฟ์ หนังที่ย่นได้มาจากสุนัขบลัดฮาวน์ ที่เป็นเครื่องป้องกันกรงเล็บของเสือ หนามแหลมคม ส่วนความสามารถต้อนฝูงวัว ทนต่อบาดแผลความเจ็บปวด ดุดันกล้าหาญเป็นคุณสมบัติที่ฟิล่าได้จากบูลด็อก

ในโปรตุเกส คำว่า “ฟิล่า” หมายถึง การจับแล้วยึดไว้อย่างมั่นคง นั่นก็คือ ถ้าฟิล่าได้กัดอะไรไว้ในปากแล้ว โอกาสที่มันจะปล่อยนั้นยากมาก เข้าตำรากัดไม่ปล่อย บวกกับถ้าใครไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับพวกมันเท่าที่ควร มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะมองคนคนนั้นแปลกหน้า และด้วยเหตุผลนี้กระมัง บรรดากูรูสุนัขจึงมองว่ามันเป็นสุนัขที่ดุที่สุดในโลก!

ขณะเดียวกัน ถ้าฟิล่าได้รับการเลี้ยงดูมาร่วมกันกับสัตว์ชนิดอื่น มันก็จะนับสัตว์นั้นเป็นสมาชิกในครอบครัวด้วย อีกทั้งมันยังจะให้การปกป้องสัตว์นั้นให้ปลอดภัยจากการถูกรังแกด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้สนใจจะเลี้ยง สนนราคาค่าตัวของพวกมันหากเป็นลูกสุนัขตัวละ 1.5-4.5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับเกรดของลูกสุนัขที่คุณต้องการ ถ้าโตเต็มวัย มีรูปร่าง เชื้อสายที่ดีนั้น ราคาอาจจะสูงเป็นแสนบาทก็ได้

เรื่องการดูแลนั้นไม่ยาก อาบน้ำ แปรงขน สัปดาห์ละครั้ง แต่ที่ต้องทำเป็นประจำคือ พามันออกกำลังกายในพื้นที่กว้าง โล่ง ทุกวันยิ่งดี เพราะมันเป็นน้องหมาที่มีพละกำลังมาก ใช้พลังเยอะ ฉะนั้นการที่ให้พวกมันอยู่นิ่งๆ อาจพาล ทำให้มันหงุดหงิดได้

เป็นน้องหมาที่อึด อดทน ไม่ค่อยมีโรคภัย ทว่า โรคกระดูกเป็นเพียงโรคเดียวที่พบว่ามันเป็นบ่อย คุณผู้เลี้ยงจึงต้องพามันไปตรวจเช็กร่างกายเดือนละครั้ง ปฏิบัติเป็นประจำ จะช่วยให้มันมีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้นครับ!

——-
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/File:Fila_Brasileiro_(dog).jpg http://www.petvale.com.br/cachorros/racas-caninas/fila-brasileiro/

ควันหลงปีใหม่ : ข้อควรระวังสำหรับสัตว์เลี้ยงในช่วงเทศกาล

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/195484

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ก่อนอื่นคงต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่ 2559” ขอให้แฟนคอลัมน์ “PET CARE ดูแลสัตว์เลี้ยง” ทุกท่าน รวมถึงสัตว์เลี้ยงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรงตลอดปีด้วยครับ

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นเทศกาลแห่งการรื่นเริงและการเลี้ยงฉลอง แต่สิ่งที่เรานำมาฉลอง เพื่อให้เกิดความสนุกสนานในกลุ่มครอบครัวและมิตรสหายนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้มาทำอันตรายกับสัตว์เลี้ยงของเรานะครับ สัปดาห์นี้ผมคงจะยกเรื่องที่ควรระวังสำหรับสัตว์เลี้ยงในช่วงเทศกาลมาคุยกันครับ

สิ่งแรกที่ควรระมัดระวังนั่นก็คือ “เสียงดังการจุดพลุและประทัด”จะพบว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ตรุษจีน หรือลอยกระทงจะเป็นเทศกาลที่มีการฉลองโดยการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ และประทัดที่เกิดเสียงดัง ในช่วงนี้ทุกปีที่ผ่านมาจะมีสุนัขวิ่งเตลิดหายไปจากบ้าน เนื่องจากตกใจเสียงดังของประทัดเป็นจำนวนมาก ตามกลับมาได้บ้าง หายสาบสูญไปก็มาก เนื่องจากสุนัขจะมีปฏิกิริยาไวต่อเสียงดัง จะมีอาการกระวนกระวาย ตื่นเต้น และหวาดกลัว สิ่งที่เราควรทำคือ พยายามปลอบและดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วงที่มีการจุดประทัด ที่สำคัญ อย่าลืมที่จะปิดประตูและกั้นช่องทางต่างๆ ที่สุนัขสามารถลอดผ่านออกมาและวิ่งเตลิดหายออกไปนอกบ้านได้ครับ

ถัดมาคือเรื่อง “อาหาร ขนม และของกิน” ที่เราฉลองกันในช่วงเทศกาล หลายอย่างเป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยงครับ ตัวอย่างสิ่งที่มาเป็นผลดีต่อสุขภาพสุนัขมีดังนี้ครับ

1.ขนมเค้กและคุกกี้ช็อกโกแลต ขนมหวานแสนอร่อย ที่ทำมาจากผงโกโก้ จะมีส่วนผสมของสารธีโอโบรมีน (theobromine) และ กาเฟอีน(caffeine) อยู่ โดยสารทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นองค์ประกอบของเมธิลแซนทีน (methylxanthine) ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและระบบไหลเวียนโลหิต ผลก็คือจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง เกิดอาการกระวนกระวาย ตื่นเต้น ตื่นตัวมากกว่าปกติ หากได้รับปริมาณมากเกินไปอาจทำให้หายใจหอบ ปัสสาวะมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ไปจนถึงชักได้

2.องุ่นและลูกเกด (raisin) ในเค้กผลไม้ อาจทำให้สุนัขและแมวเกิดภาวะไตวายได้ครับ สัตว์จะอาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวสั่น ขาดน้ำ ปัสสาวะน้อย จนกระทั่งไม่มีปัสสาวะเลย โดยมักเริ่มแสดงอาการหลังกินเข้าไป 6-12 ชั่วโมง  สารที่คาดว่าทำให้เกิดพิษคือ ฟลูออไรด์ (fluoride) ถึงแม้ว่าจะยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด แต่ก็อาจทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ เราควรต้องระวังครับ

3.กระดูกไก่ และก้างปลา เนื่องจากลักษณะฟันของสุนัขและแมวไม่ได้สร้างมาเพื่อการเคี้ยวอาหาร ดังนั้นสุนัขและแมวจะฉีกหรือกัดอาหาร เพียงแค่พอให้แตกให้พอกลืนได้ แล้วสัตว์จะกลืนเลย จะสังเกตได้ว่ากระดูกไก่ (โดยเฉพาะส่วนกระดูกน่อง) เมื่อกัดหรือถูกทำให้แตก จะมีลักษณะที่แหลม และพร้อมที่จะทิ่มตำทางเดินอาหารได้ง่าย ซึ่งเป็นอันตรายมากครับ

4.หัวหอมและกระเทียม เนื่องจากมีส่วนประกอบของ thiosulphate ซึ่งสุนัขและแมว ไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยสารนี้ เมื่อได้รับสารนี้เข้าไป จะไปทำปฏิกิริยากับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้ผนังเม็ดเลือดแดงอ่อนแอ อายุสั้น และแตกในที่สุด จะเกิดภาวะโลหิตจาง เกิดอาการหอบ หายใจลำบาก เหงือกซีด หัวใจเต้นเร็ว (ส่วนกระเทียม จะมีส่วนประกอบของ thiosulphate น้อยกว่าในหัวหอม จึงอาจมีพิษน้อยกว่า)

@ แต่ถ้าหากเจ้าตูบ-เจ้าเหมียวของเราเผลอไปกินอาหารต้องห้ามเหล่านั้นเข้าไปแล้ว เราก็มีหลักในการจัดการเบื้องต้น ดังนี้ครับ

– อย่าให้เจ้าตูบกินเข้าไปเพิ่มขึ้น  โดยรีบเอาของอาหารเหล่านั้นที่ยังคาอยู่ที่ปากออกมา

– พยายามทำให้สุนัขอาเจียนเอาอาหารที่กลืนเข้าไปแล้วออกมา (แต่ต้องทำภายใน 1-2 ชม. แรกเท่านั้นนะครับ เพราะเราหวังผลว่าสารพิษเหล่านั้นยังไม่ถูกดูดซึมมากนัก) แต่หากทิ้งระยะเวลาไว้นานกว่านี้ สารเคมีเหล่านั้นถูกดูดซึมไปมากแล้ว การทำให้สัตว์อาเจียนตอนนั้น จะไม่มีผลอะไร เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นถูกดูดซึมไปมากแล้ว

– ส่วนสารบางประเภทที่มีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหารมากๆ อาจต้องใช้วิธีลดการดูดซึมสารพิษในทางเดินอาหารสู่กระแสเลือดแทนที่จะให้ขย้อนออกมา โดยการป้อนผงถ่าน (activated charcoal) แล้วรีบพาไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจนอาการแย่นะครับ จะทำให้การรักษายากมากขึ้น  และที่สำคัญต้องพยายามให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคุณหมอให้มากที่สุด เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงทีครับ

เมื่อเราทราบถึงอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว เราจึงควรระมัดระวัง และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วยครับ ตัวการสำคัญก็คือ “ตัวเราเอง” เมื่อฉลองปีใหม่หรือรับประทานอาหาร ขนม และผลไม้ ที่มีส่วนประกอบของสารที่กล่าวมาแล้วละก็ ห้ามเผลอและห้ามใจอ่อนเอาของเหล่านั้นให้กับน้องหมา-น้องแมวเด็ดขาด ไม่ว่าเขาจะส่งสายตาออดอ้อนแค่ไหนก็ตาม และที่สำคัญควรเก็บอาหารเหล่านั้นให้มิดชิด ไม่ให้สัตว์เลี้ยงรื้อค้นได้ด้วย หรือแม้แต่เศษที่เหลือทิ้ง ก็ควรทิ้งในที่ที่สัตว์เลี้ยงไม่สามารถคุ้ยเขี่ยมากินได้  เพียงเท่านี้เราก็สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงจะได้รับสารที่เป็นอันตรายในอาหารในช่วงเทศกาลได้แล้วล่ะครับ

ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของนิสิตสัตวแพทย์จุฬาฯ

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/194848

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา “ชมรมต่อต้านพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้พานิสิตไปทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมมา จึงอยากนำมาเสนอกิจกรรมดีๆ ของเด็กๆ สัตวแพทย์ที่เกี่ยวกับการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ากัน มาให้ท่านผู้รักสัตว์ได้ทราบกันสักนิดครับ

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่เกิดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว คน โค กระบือ สุกร กระต่าย จิงโจ้บิน และกระแต (ไม่รวมกระรอกนะครับ เพราะกระรอกเป็นสัตว์ตระกูลฟันแทะ) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หาย และมีอันตรายถึงชีวิต จากการเป็นอัมพาตของระบบทางเดินหายใจ แต่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันครับ

เนื่องจากโรคนี้เป็นอันตรายต่อคน ดังนั้นทางชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า จึงจัดโครงการนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 18-20 ธันวาคม ที่ผ่านมา (หลังจากที่นิสิตสอบเสร็จกันหมาดๆ) นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ พร้อมด้วยคณาจารย์จำนวนเกือบ 100 คน ได้ร่วมกันออกหน่วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้สุนัขและแมวในเขตชุมชน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยความร่วมมือของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์กบินทร์บุรี คุณกนกวรรณ วิลาวัลย์ สมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯ (ปราจีนบุรี) มูลนิธิสัจจะพุทธธรรม (ปราจีนบุรี) กรมปศุสัตว์ จังหวัดปราจีนบุรี ครับ

ในส่วนของชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มี ชนาพร ลีลาขจรกิจ นิสิตชั้นปีที่ 3 เป็นหัวหน้าโครงการ มี ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และมีคณาจารย์เข้าร่วมดังนี้ ผศ.น.สพ.ดร. วุฒิชัย กลมเกลียว, อ.สพ.ญ.ดร.จุฑามาศ เบ็ญจนิรัตน์, อ.น.สพ.ดร.กิตติพงษ์ ทาจําปา, ผศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์ กิจถาวรวรรัตน์ และ ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

การออกหน่วยที่แม้อากาศช่วงเช้าจะเย็นสบาย แต่พอช่วงสายๆ แดดก็แผ่รังสีความร้อนมาเต็มที่ แต่นิสิตและคณาจารย์ก็ “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้น้องหมา-น้องแมว” ตั้งใจทำงานกันเรียกได้ว่า ไม่กลัวแดดกันเลยทีเดียววันนั้น มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวได้กว่า 500 ตัว งานนี้ทั้งนิสิต คณาจารย์ รวมถึงสุนัข-แมว และเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสุข ความอบอุ่นทั้งกายและใจไปอย่างถ้วนหน้ากันครับ

ปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าและสุนัขจรจัดนี้ ในฐานะของ “สัตวแพทย์” ก็ได้แต่หวังว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม ของนิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้านี้ จะช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนได้บ้างแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ก็ตาม

ปัญหาหลักของโรคพิษสุนัขบ้า มักเกิดในสุนัขและแมวจรจัด ที่เป็นตัวนำโรคมาสู่คน สู่สุนัขและแมวที่มีเจ้าของ ซึ่งปัญหาสุนัขและแมวจรจัดที่เป็นปัญหาโลกแตกในบ้านเรานั้น การป้องกันการเกิดสุนัขและแมวจรจัดที่ทำได้ง่ายที่สุด ก็คือการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ในครอบครัวของเราเอง ให้ตระหนักถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ คิดอย่างละเอียดก่อนที่จะหามาเลี้ยง และเมื่อตัดสินใจเลี้ยงแล้ว ก็ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดีจนสิ้นอายุขัยของเขา ไม่แก้ปัญหาด้วยการ “ทิ้ง” หรือ “ปล่อย” ให้เป็นภาระของสังคมครับ หากทำได้อย่างนี้ แม้จำนวนสุนัขจรจัดจะไม่ลดลงในทันที แต่จำนวนก็จะไม่เพิ่มขึ้นครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคไตในสุนัขและแมว(ตอนจบ)

Published ธันวาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/193773

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้คุยกันถึงเรื่องโรคไตในสุนัขและแมวกัน ท่านผู้อ่านคงได้ความรู้พื้นฐานเรื่องโรคไต อาการ และสาเหตุกันไปพอสมควรแล้ว สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงวิธีการรักษาและการป้องกันโรคนี้กันครับ

การรักษาโรคไตวายนั้น ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ไม่มียาที่ใช้จำเพาะ แต่เราจะพยายามช่วยให้ไตพักการทำงาน ให้ไตทำหน้าที่ได้โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ให้สารหรือฮอร์โมนที่ขาดทดแทน ภาพรวมจะเป็นการรักษาตามอาการ รักษาแบบพยุงและบำรุงร่างกาย ได้แก่

การให้สารน้ำ (น้ำเกลือ) แก่สัตว์ (ทางเส้นเลือดดำหรือทางใต้ผิวหนัง) เนื่องจาก สัตว์ป่วยเป็นโรคไตมีสภาพการขาดนํ้า ดังนั้นจำเป็นต้องทำให้สัตว์ได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอก่อน เพื่อเพิ่มการขับของเสียออกไป แต่การให้น้ำเกลือนี้ สัตวแพทย์จะพิจารณาอย่างละเอียด เพราะในภาวะไตระยะเฉียบพลัน สัตว์อาจปัสสาวะออกมาน้อย หากให้น้ำเกลือไปมากๆ โดยสัตว์ขับปัสสาวะออกมาน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย ก็จะเป็นสาเหตุให้มีน้ำในร่างกายเกิน เกิดอาการบวมน้ำ หรือเกิดอาการนํ้าท่วมปอดได้

การให้ยาอื่นที่จำเป็น เช่นยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาบำรุงต่างๆ และอาจมีการให้ฮอร์โมน เพราะมีภาวะโลหิตจาง เนื่องจากสุนัขและแมวที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังจะขาดฮอร์โมนที่สร้างจากไต ชื่อ Erythropoietin
(Epo) ฮอร์โมนนี้จะมีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้นสัตว์ที่ขาดฮอร์โมนนี้จึงมักจะมีปัญหาเรื่องโรคโลหิตจางร่วมด้วย

การให้นํ้ามันปลา (Fish oil) ก็จะช่วยลดขบวนการอักเสบที่ไต และทำให้สารเคมีที่เกิดจากขบวนการอักเสบ และเป็นพิษต่อไตลดลง

การให้ยาลดความดัน ในกลุ่ม Angiotensin Converting Enzyme (ACE) inhibitor จะช่วยลดความดันในหลอดเลือดที่ไต และช่วยชะลอความรุนแรงของโรคไตวายได้

การให้ยาในกลุ่มแอลฟาคีโทแอซิด เช่น คีโทสเทอริล (Ketosteril) จะช่วยลดการสร้างยูเรียซึ่งเป็นของเสีย ซึ่งเป็นการช่วยทางอ้อม

อาจมีการให้วิตามิน E และ C ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และการให้ยาบำรุงเลือด โดยเฉพาะการจัดการอื่นๆ เช่น ให้อาหารโปรตีนตํ่า เพื่อลดของเสียลง เป็นต้น

สุนัขที่เป็นโรคไต ควรกินอาหารเฉพาะของโรคไต หรืออาหารที่มีโปรตีนตํ่า (โปรตีนที่ได้รับ ผมแนะนำว่าควรเป็นจากไข่ขาวและปลาน้ำจืด) การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงจะเร่งการสร้างยูเรีย ทำให้ของเสียในร่างกายยิ่งมีมากขึ้น โดยเฉพาะกรดอะมิโนบางตัวในโปรตีนจะมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไต จะเพิ่มอัตราการกรองของไต ทำให้ภาวะไตวายมีอาการรุนแรงขึ้น

เมื่อได้รับการรักษาจนดีขึ้นแล้ว สัตว์ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาหารโปรตีน และสภาพน้ำในร่างกาย  และทำการตรวจเลือดเพื่อเช็คสุขภาพเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการเสื่อมของไต มีการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะเป็นระยะ เพื่อดูการทำหน้าที่ของไตและสภาวะน้ำในร่างกาย และที่สำคัญต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการให้อาหารที่มีเกลือต่ำ รวมถึงพิจารณาการให้ยา โดยเฉพาะยาที่ขับออกทางไตอีกด้วย

อยากเรียนย้ำว่า โรคไตวายเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือโอกาสเป็นปกติค่อนข้างน้อย ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การให้ยาต่างๆ และการเลือกอาหารจึงมีความสำคัญมาก อาหารที่สะดวกต่อเจ้าของและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น ตับไก่ย่างรสเด็ดและปลาทูรสเลิศที่ขายเป็นเข่งนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับสุนัขและแมว ผมไม่ได้หมายความว่าตับไก่ย่างหรือปลาทูนึ่งจะเป็นของไม่ดี แต่อยากให้พิจารณาว่าสารปรุงรสและของเสียที่ตกค้างอยู่ในอาหารเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เรื่องการปรุงอาหารให้มีรสชาติจัดจ้านตามที่เจ้าของชอบนั้นเพราะคิดว่าสุนัขและแมวจะชอบด้วยนั้น ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เนื่องจากสุนัขและแมวเลือกอาหารที่กลิ่นมากกว่ารสชาติครับ ดังนั้นหากให้อาหารสดแล้ว การอุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยให้อาหารมีกลิ่นที่ชวนให้สุนัขและแมวกินได้ดีขึ้นครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคไตในสุนัขและแมว (ตอนที่2)

Published ธันวาคม 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/192713

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้พูดกันถึงอาการและสาเหตุของโรคไตกันไปแล้ว ซึ่งสาเหตุของโรคไตวายนั้น คือการได้รับสารพิษสารเคมีในอาการ หรือการได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูงเป็นเวลานาน ได้แก่ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ที่ใช้รักษาการติดเชื้อที่ผิวหนัง และหูเป็นต้น ยาในกลุ่มลดอักเสบที่ไม่ไช่สเตอรอยด์ (Non-Steroidal Antiinflammatory Drugs) หรือ NSIADs ซึ่งใช้รักษาโรคกระดูก ข้อ และเป็นยาลดปวด ซึ่งเป็นอันตรายถ้าให้ร่วมกับยาขับปัสสาวะ โดยเฉพาะให้ในสัตว์อายุมาก

ไตวายเรื้อรังส่วนใหญ่มักเกิดในสุนัขอายุมาก สัตว์มีสภาวะร่างกายที่เสื่อมถอยลง ส่วนใหญ่พบในสุนัขที่ได้รับอาหารซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ แทบจะตลอดชีวิต เช่น ตับไก่ย่าง (ตับช่วยบำรุงเลือดก็จริง แต่ก็เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขจัดสารตกค้างและเป็นที่สะสมสารพิษในร่างกายไก่ ประกอบกับการปรุงรสที่เค็มและเข้มข้นจากผู้ปรุง) และในแมวที่กิน ปลาทูเข่ง (เป็นปลาทูที่ถูกต้มในน้ำเกลือแล้วเอามาวางเรียงใส่เข่งขายตามท้องตลาด) เป็นประจำทุกมื้อติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับเกลือและสารตกค้างที่ทำให้เกิดภาวะไตวายได้สูงมาก

อาการของสัตว์ที่มีปัญหาเรื่องไตที่เราสังเกตได้ ที่ได้เกริ่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือ สัตว์จะซึม เบื่ออาหาร ร่างกายทรุดโทรม ผิวหนังเหี่ยวขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากภาวะแห้งน้ำ (dehydration) ขนแห้งหยาบน้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว มีกลิ่นปาก อาเจียน และอาจเกิดการชักได้

การตรวจวินิจฉัย

ในการตรวจวินิจฉัยนั้น นอกจากสัตวแพทย์จะสอบถามจากประวัติ และอาการแล้ว การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจเลือดและปัสสาวะ รวมถึงการทำอัลตร้าซาวนด์ จะเป็นการช่วยยืนยันสภาพความผิดปกติของไตได้เป็นอย่างดีครับ การตรวจดูค่าทางเคมีของเลือดตัวหลักๆ ได้แก่ การตรวจดูค่า Creatinine และ BUN

Creatinine เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อ สารนี้จะเกิดขึ้นทุกวัน และมีค่าคงที่ เท่าๆ กันทุกวัน ซึ่ง creatinine นี้ จะถูกกรองที่ไตและขับออกทางปัสสาวะ  แต่ถ้าไตทำงานผิดปกติ หรือเสื่อมลง จะทำให้การกำจัดสาร Creatinine จะลดลง  ดังนั้น ค่า Creatinine ในกระแสเลือดจะสูงกว่าปกติ (ค่าปกติในสุนัขประมาณ 0.5-1.4 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในแมวประมาณ 0.7-1.8 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

BUN มาจากคำว่า “Blood Urea Nitrogen” ซึ่งมีความหมายว่า ไนโตรเจนจากสารยูเรียที่มีอยู่ในกระแสเลือด ยูเรีย (urea) เป็นสารประกอบของของเสีย ซึ่งเป็นผลิตผลสุดท้ายจากการย่อยสลายโปรตีนโดยตับ เบื้องต้นของเสียจะอยู่ในรูปของแอมโมเนีย (NH3) และสร้างเป็นสารยูเรีย เพื่อขับออกมาโดยไตในรูปของน้ำปัสสาวะ น้ำปัสสาวะจึงมีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย ดังนั้นหากกินเนื้อสัตว์มากๆ ปัสสาวะก็มียูเรียมาก ไตก็จะทำงานหนัก หากไตทำหน้าที่บกพร่อง หรือทำงานหนัก สารยูเรีย และไนโตรเจน ก็จะค้างอยู่ในกระแสเลือด เมื่อตรวจเลือดจะพบว่า ค่า BUN สูงกว่าปกติ (ค่าปกติในสุนัขประมาณ 7-25 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในแมวประมาณ 18-33 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) ซึ่งก็หมายถึงการทำงานของไตลดลง

นอกจากนี้ การปัสสาวะและการตรวจค่าเลือดอื่นๆ เช่นเม็ดเลือดสมบูรณ์ และระดับโปแทสเซียมในเลือดก็จะช่วยให้การประเมินได้ผลที่แน่นอนขึ้นครับ

โรคไตในสุนัขและแมวยังไม่จบแค่นี้ สัปดาห์หน้าเรามาคุยถึงเรื่องวิธีการรักษาและการป้องกันโรคนี้กันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคไตในสุนัขและแมว (ตอนที่ 1)

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/191723

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
หลายๆ ท่าน คงเคยมีประสบการณ์ที่สัตว์เลี้ยงเป็น “โรคไต” ซึ่งเป็นโรคและสภาวะที่ทำให้สัตว์มีสภาพทรุดโทรม สัตว์ต้องเข้าๆ ออกๆ คลินิกและโรงพยาบาลสัตว์กันเป็นประจำ แล้วก็ลงท้ายด้วยการเสียชีวิต เจ้าของที่รักสัตว์หลายๆ คนก็จะทำใจต่อการสูญเสียนั้นไม่ได้ วันนี้เรามารู้จักโรคนี้รวมถึงสาเหตุและการป้องกันโรคนี้คร่าวๆ กันครับ

ไต เป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายคนและสัตว์ มี 2 ข้าง ซ้ายและขวา ลักษณะคล้ายเม็ดถั่ว ทำหน้าที่สำคัญในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ได้แก่ กรองน้ำ เกลือแร่ สารเคมีส่วนเกินที่เป็นของเสียที่อยู่ในกระแสเลือดออกจากร่างกายในรูปของน้ำปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย และสร้างฮอร์โมนบางชนิด โดยเฉพาะ erythropoietin ที่ทำหน้าที่กระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงด้วย

โรคไต ที่หลายคนพูดกัน หมายถึงโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของไต ในการขับของเสียออกจากร่างกาย นั่นคือไม่สามารถรักษาความสมดุลของเกลือและน้ำในร่างกายได้เหมือนปกติได้

โรคไตที่พบในสัตว์เลี้ยงมีหลายประเภท ได้แก่ ไตวายเฉียบพลัน  ไตวายเรื้อรัง ไตอักเสบ นิ่วหรือถุงน้ำที่ไต รวมถึง เนื้องอกที่ไตเป็นต้น ส่วนใหญ่ที่พบมักจะเป็น ไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง

สาเหตุ โรคไตที่พบมักมีสาเหตุที่สำคัญมาจาก“การกิน” จาก “อาหาร” ที่เจ้าของเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจจะปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี สารแต่งกลิ่น รส สารกันบูด รวมถึงสารเคมีที่ใช้กับตัวสัตว์ จากยา จากสารป้องกันและกำจัดเห็บหมัด จากกรรมพันธุ์ รวมถึงความเสื่อมที่เกิดจากอายุของสัตว์ด้วย และที่สำคัญคือ รสชาติเค็มที่ได้จาก เกลือ/น้ำปลา/ซอสปรุงรสที่เข้มข้น โดยการเตรียมของเจ้าของ (เพราะคิดว่าจะทำให้อาหารอร่อยขึ้น) ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์ทำให้เกิดโรคไตโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นเอง

อาการ อาการและความรุนแรงของโรคที่แสดงออกนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความเสื่อมของไต เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ ก็จะไม่สามารถขับของเสีย เช่น ยูเรีย ออกจากร่างกายได้ ของเสียเหล่านั้นจึงปะปนอยู่ในกระแสเลือด เลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็จะเต็มไปด้วยของเสีย เมื่อกระจายไปทั่วร่างกาย ก็จะมีสภาพความเป็นกรดในกระแสเลือดสูง สัตว์จะซึม เบื่ออาหาร กินอาหารลดลง สภาพร่างกายทรุดโทรม ขนแห้งหยาบ น้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว มีกลิ่นปาก อาเจียน และอาจชักเนื่องจากของเสียในเลือดสูงมากได้เป็นต้น

ก็ได้ทราบสาเหตุและอาการของโรคไตกันไปแล้ว คราวหน้าเรามาคุยกันเรื่องวิธีการวินิจฉัย การรักษา และอาหารที่ควรเลี่ยง รวมถึงวิธีการดูแลสุนัขและแมวที่เป็นโรคไตกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ปาปิยอง’ไหวพริบเป็นเลิศ…ดื้อเงียบ

Published ธันวาคม 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150412/204598.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2558
'ปาปิยอง'ไหวพริบเป็นเลิศ...ดื้อเงียบ

‘ปาปิยอง’ไหวพริบเป็นเลิศ…ดื้อเงียบ : โดย – เม่นแคระ

            นับเป็นอีกสุนัขสายพันธุ์ต่างประเทศ ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียวในบ้านเรา สำหรับเหล่า “ปาปิยอง” (Papillon)  น้องหมาในกลุ่มทอยส์ ที่มีไซส์เล็ก กะทัดรัด ว่ากันว่ามันมีไหวพริบเป็นเลิศ สวยสง่า น่ารัก ทว่า บางจังหวะก็เข้าขั้นดื้อเงียบ เอาแต่ใจตนเองก็เป็นเหมือนกัน… แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใด ที่แน่ๆ มันเป็นน้องหมาที่เป็นมิตรและรักเจ้าของแบบสุดๆ

น้องหมาพันธุ์นี้ สันนิษฐานกันว่า บรรพบุรุษของมันก็คือ สุนัขสเปเนี่ยลพันธุ์แคระจากจีน ก่อนถูกส่งมายังประเทศสเปน กระทั่ง คริสตศตวรรษที่ 16 มีการค้าขายสุนัขพันธุ์นี้กันอย่างกว้างขวางในยุโรป โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์ใหญ่สุดอยู่ที่แดนกระทิงดุแห่งนี้ ซึ่งมักนิยมเลี้ยงกันในหมู่สตรีผู้สูงศักดิ์ และเชื้อพระวงศ์ เห็นได้จาก พระนางมารี อังตัวเนท และมาดามเดอ ปอมปาดัวร์ ที่เป็นเจ้าของสุนัขพันธุ์นี้ ดังปรากฏในภาพวาดมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ตามสื่อต่างๆ

จากลักษณะเด่นของน้องหมาสายพันธุ์นี้ ที่ หูกาง ขนยาว และแผ่ออกคล้ายปีกผีเสื้อ อีกทั้งหูจะกระดิกคล้ายกับผีเสื้อบิน ทำให้ได้รับชื่อว่า “ปาปิยอง” (PAPILLON) ซึ่งเป็นคำในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง “ผีเสื้อ”

ด้วยถูกจัดอยู่ในสุนัขกลุ่มทอยส์ คือตัวเล็ก มันจึงสูงเฉลี่ย 20-28 เซนติเมตร น้ำหนักตัวเฉลี่ย 4-4.5 กิโลกรัม มีขนดกยาวละเอียด เงางามคล้ายเส้นไหมอ่อนๆ สีขนเป็นสีขาว หรืออาจมีสีอื่นแซมเป็นหย่อมๆ ซึ่งสีที่พบบ่อยคือ สีดำ สีน้ำตาล หรือสีแดง มีหูปรกยาว มีช่วงชีวิตเฉลี่ย 10-16 ปี

ด้านอุปนิสัย เป็นน้องหมาที่มีความฉลาดเฉลียว ไหวพริบเป็นเลิศ หูไว ตาไว เป็นน้องหมาเฝ้าเวรยามได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นมิตร รักเด็ก รักครอบครัว เชื่อฟังคำสั่ง มีความสามารถในการทำโชว์การแสดงต่างๆ ร่าเริงเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว หรือคนแปลกหน้าได้เป็นอย่างดี ขี้เล่น เหมาะเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนรักของครอบครัว แต่ในบางอารมณ์ก็เอาแต่ใจตัวเอง เรียกร้องความสนใจ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และดื้อเงียบ

ทว่า เสน่ห์ดึงดูดอีกประการของน้องหมาพันธุ์นี้ นอกจากสวยสง่าของรูปลักษณ์แล้ว พวกมันยังฉลาดติดอันดับ 1 ใน 10 ของสุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก อีกทั้งมันยังขึ้นชื่อเรื่องความจงรักภักดี พร้อมจะปกป้องเจ้าของจากผู้บุกรุกชนิดยอมตายถวายชีวิตเลยทีเดียว

ท่านที่คิดจะเลี้ยง “ปาปิยอง” ควรมีรั้วรอบขอบชิด เพราะมันเป็นน้องหมาที่ซุกซน ควรหมั่นพาออกไปเดินเล่น พาไปออกกำลังกาย โดยเฉพาะหัดให้มันยืน 2 ขา เต้นระบำ หมุนตัว เป็นต้น เพราะมันเป็นสุนัขที่มีความถนัดด้านนี้มากๆ ที่สำคัญผู้เลี้ยงต้องคอยให้ความรัก ความเอ็นดูมันเป็นประจำ และการพามันเข้าสังคมก็เป็นอีกสิ่งที่จำเป็นของน้องหมาพันธุ์นี้

ด้วย “ปาปิยอง” มีขนที่ค่อนข้างยาว ผลัดขนบ่อย รักความสะอาด จำเป็นต้องได้รับการแปรงขนเป็นประจำทุกวัน ควรอาบน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทำความสะอาดหูเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดการอักเสบได้ง่าย

ฝากถึงผู้คิดจะเลี้ยง ด้วยน้องหมาปาปิยองมีกระดูกขาที่ค่อนข้างเล็กและเปราะบาง จึงควรระมัดระวังอุบัติเหตุ เช่น วิ่งชนตู้ โต๊ะ เตียง อีกส่วน ที่ควรระมัดระวังคือ บริเวณกลางกะโหลกศีรษะ ควรป้องกันไม่ให้ได้รับการกระทบกระเทือน

ทว่า ขอบอก เจ้าตัวเล็กนี้สามารถพาไปไหนมาไหนได้โดยสะดวกโยธินมากๆ มันจะไม่ขัดเรื่องการเดินทางไกล ทั้งยังปรับตัวได้กับทุกสภาพอากาศ

ห่วงก็แต่เรื่องสุขภาพของมัน เพราะอย่างที่บอก ปาปิยองมีจุดอ่อนเรื่องกระดูกขาไม่ค่อยแข็งแรง ซึ่งผู้เลี้ยงต้องหมั่นตรวจดูความผิดปกติในการเดินหรือวิ่งของมันชนิดเป็นประจำ ก็ดีครับ!

ที่มา : http://nextranks.com/dogs-breeds/papillon.html

%d bloggers like this: