Star Retro

All posts tagged Star Retro

star retro : ‘นุสบา ปุณณกันต์’ กับวันที่ต้องสวมหมวกสองใบ!?

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/196625

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
tags : star retro
จากอาชีพนักแสดง สู่บทบาทการเป็นภรรยานักการเมือง และการเป็นคุณแม่ “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้นำทุกท่านไปอิ่มเอมกับความรักความอบอุ่นของ “นุสบา ปุณณกันต์” และครอบครัว

✪ กระแสตอบรับจากบทหญิงใหญ่ แห่งบ้านทรายทอง พจมาน สว่างวงศ์?

เป็นละครรีเมคที่มีรายละเอียดแตกต่าง โดยเฉพาะคาแร็กเตอร์หญิงใหญ่ที่นุสเล่น ต้องพยายามทำการบ้านพอสมควร เพื่อถ่ายทอดออกมาให้เป็นหญิงใหญ่ที่ยังคงตามบทประพันธ์ ดีใจค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของละครอมตะซึ่งมีความคลาสสิก ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ก็สะท้อนให้เห็นว่านี่คือวิถีแบบไทยจริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะมีความกดดัน ถือเป็นเกียรติกับเราที่ได้เล่นผลงานประพันธ์ชิ้นเอกของคุณ ก.สุรางคนางค์ แล้วก็มีการรีเมคมาหลายยุคหลายสมัย เป็นวรรณกรรมที่คนจะเอาไปพูดถึงหลังจากนั้นอีกหลายต่อหลายปี รู้สึกดีใจที่เราได้เข้าไปอยู่ในวรรณกรรมของละครชุดนี้ นุสเชื่อว่าใครจะเล่นบทไหนก็ตาม แต่หลังจากนั้นอีกสิบ-ยี่สิบปี คนเขาก็จะพูดถึง เหมือนที่เรายังจำได้สมัยที่เป็นหนังว่ามีใครบ้างที่เล่น ทีนี้ก็จะมีชื่อเราในนั้นแล้ว ดูอยู่บนหิ้งดีค่ะ (หัวเราะ)

✪ อีกหนึ่งความภาคภูมิใจระดับเอเชีย ?

นุสเพิ่งได้รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง “ลีลาวดีเพลิง” ในการประกาศผลรางวัล Asian Television Award 2015 ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครทำเป็นละครมาก่อน เป็นนิยายที่เก๋มาก คือสนุกมาก เป็นแนวสืบสวนฆาตกรรมลึกลับซับซ้อน และตัวละครที่นุสเล่นค่อนข้างซับซ้อนมาก พลิกตอนท้าย ช่วงแรกต้องเล่นให้คนคิดว่าเราเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของการตายทั้งหมด แต่ตอนจบพลิกว่าเป็นคนที่ดีที่สุดแล้วก็เพราะรักลูกรักครอบครัว เป็นอีกศาสตร์หนึ่งของละครที่
นุสได้ฝึกฝนในการบาลานซ์ข้างนอกกับข้างในไม่เคยเล่นแบบนี้มาก่อน เพราะละครไทยไม่ค่อยมีบทบาทแบบนี้ด้วย ซึ่งเรตติ้งที่ออกมาก็คือดีมาก แฟนของกิ่งฉัตรก็เยอะ เขาเขียนได้สนุกมาก มีการพลิกเกมส์ไปเรื่อยๆ เล่นละครนุสจะดูเรตติ้งตลอดเลย ถามทางช่องทางทีมงานบ้าง เพราะเราอยากรู้ว่าฟีดแบ๊กเราเป็นยังไง มีคนสนใจไหมเขาดูรู้เรื่องไหม ชอบกันไหม เหมือนเราสอบ แล้วอยากดูสมุดพก (หัวเราะ) ถ้าไม่ดีเราก็จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขในซีนต่อไป พอเราได้รางวัล นุสก็ถามเขาเหมือนกันว่าดูจากอะไร คือช่องเป็นคนส่งไปค่ะ ซึ่งส่งเยอะมาก ทุกช่องส่งหมดใครมีของดีก็พยายามส่ง นุสเชื่อว่าเราในฐานะละครไทยก็อยากจะไปสร้างชื่อยังต่างประเทศ แต่ก็ไปโดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราจะได้หรือไม่ได้รางวัล สาบานเลยว่าไม่รู้ ซึ่งอยากรู้มาก เพราะว่าการที่เราไปเวทีอย่างนั้น เราต้องเตรียมตัว เท่าที่ไปสัมผัสเหมือนเขามองว่านักแสดงละครไทยเล่นแต่ในเมืองไทย แต่พอไปเวทีสากลแล้วเรื่องของการเอ็กซ์โพสตัวเองยังสู้เขาไม่ได้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่ชาติตะวันตกมาลงทุนเยอะ ละครเขาไม่ได้เก่งกว่าเรา แต่ว่าบุคลากรและการสื่อสารเขาง่ายกว่าค่ะ

✪ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ?

นุสเข้าวงการมาตั้งแต่ประมาณ ปี พ.ศ. 2534-2535 เรียกว่าเกินความคาดหมายมาก เพราะว่าตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักแสดง คิดว่าอยากไปทำงานเป็นทูต เพราะว่าชอบภาษา พอเข้าวงการ เราก็คิดว่าเล่นแค่เรื่องเดียว“รักในรอยแค้น” ก็คงจะไม่มีต่อแล้วมั้ง คงจะเป็นเรื่องเดียวและเรื่องสุดท้าย และกลับไปเรียน เพราะว่าเรียนหนักมาก ตอนนั้นเรียนอักษร จุฬาฯ สุดท้ายก็ดูสิคะ ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เหมือนโชคชะตาชีวิตเรา ถูกกำหนดไว้แล้ว ถ้าดวงชะตาเราจะต้องเป็นก็ต้องเป็น นุสเคยแว่บไปทำงานประจำเหมือนกัน ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ อยากลองว่าสมมุติถ้าเราตัดใจจากตรงนี้ไปเผื่อตรงนั้นจะใช่ สุดท้ายระหว่างทำงานก็ถูกเรียกกลับมาเล่นละคร และก็ใจอ่อน ตอนนั้นทำงานบริษัทเกี่ยวกับไมโครชิพเป็นบริษัทฝรั่ง ก็ชอบนะคะทำไปได้ 2 ปี แต่ทำในลักษณะไม่ได้ยืนขาเดียวยังแว่บมาเล่นละคร เลยทำให้เห็นว่าเป็นอะไรที่ตัดไม่ขาด หรือแม้กระทั่งไปมีครอบครัวแล้ว มีลูกยั้วเยี้ย (หัวเราะ) ก็กลับมาอีก ยังอยู่โยง(หัวเราะ)

✪ ภาพสาวผมหยิกที่ทุกคนจดจำได้ ?

นุสเป็นคนธรรมชาติๆ ไม่แต่งตัวแบบบูติกประโคม ชอบผจญภัยท่องเที่ยวพเนจร ชอบเขียนหนังสือ ชอบไปขวนขวายอะไรที่เป็นโลกภายนอก เพราะว่าชอบเปิดโลกทัศน์ เลยมีเพื่อนต่างชาติเยอะ นุสเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวเยอะไม่ค่อยออกงานสังคม เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้วคือถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทที่เราเกรงใจแล้วไปช่วย ก็จะไม่ค่อยไปถ่ายรูปแล้วลงหนังสือ จนบางคนเขาเลิกชวนไปแล้ว แต่กับสังคมในกองถ่ายก็สนุกสนาน ถ้าไม่ได้ต้องใช้สมาธิกับบท เวลาอยู่กับทีมงานก็จะแหย่ล้อเล่นกัน นี่คือโลกของนุสค่ะ

✪ กับคู่ขวัญทางการแสดง ?

น่าจะเป็น พี่แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเล่นรักในรอยแค้น, เคหาสน์ดาว และ มังกรเดียวดาย ด้วยกัน 3 เรื่อง นอกนั้นก็เป็นรับเชิญบ้าง เราเหมือนเป็นพี่น้องที่ร่วมงานกัน เพราะว่าตอนนั้นพี่แท่งก็อาวุโสกว่านุสเยอะนะ นุสยังเรียนหนังสืออยู่เลย เราเข้ามายังงงๆ ทำตัวไม่ถูก วางตัวไม่เป็น มาแบบเด็กเนิร์ดค่ะ ว่างพักก็นั่งอ่านหนังสือ ไม่ได้เก๊ก ไม่ได้แอ๊บนะคะ แต่ว่าเรียนหนักจริงๆ พ่อแม่ก็บอกว่าเล่นละครได้แต่ห้ามให้การเรียนเสีย เราก็รับปากสัญญา เลยกดดัน อีกทั้งเพื่อนและครูก็จับตามอง เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีจากเด็กเนิร์ดเรียนหนักๆ มาเป็นนางเอกละคร เลยเป็นแรงกดดันให้เราขยัน จนได้เกียรตินิยมมา แต่ต้องขยันหัวฟูเลยนะคุยกับใครก็ไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) คนอื่นเขาจะคิดว่าเราหยิ่งแต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก คือภาระเราเยอะค่ะ

✪ พรสวรรค์ในการแสดง ?

กลายเป็นว่าเราชอบ รู้สึกว่าเราไม่ต้องพยายามหนักหนาสาหัส หรือต้องท่องบททั้งวันทั้งคืน อาจจะเพราะพรสวรรค์และความสามารถบวกกัน เราสามารถคิดและเรียบเรียงแล้วแสดงออกมาได้อย่างง่าย โดยที่ไม่รู้สึกว่าเครียดหรือเป็นภาระ เราก็เล่นสบายๆ และนุสไม่เล่นอะไรที่มันเค้นเกิน เป็นอารมณ์ที่เรารู้สึกจริงๆ อย่างเรื่อง “เถ้ากุหลาบ” ก็เครียดเพราะนางเอกเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด มีความกดดัน แก้แค้นแทนพ่อ “คุณหญิงนอกทำเนียบ” ก็หนัก นุสมักจะเจอเรื่องหนักๆ ไม่รู้เป็นไง ไม่ค่อยได้เล่นเรื่องเบาๆ ซึ่งเคยขอไปหลายครั้ง เราก็เป็นคนขำๆ ฮาๆ ซึ่งพี่บอยก็บอกว่าในวัยนุสตอนนั้นคนที่เล่นบทหนักๆ ไม่ค่อยมีใคร แต่ที่เล่นขำๆ มีเยอะ

✪ ผลงานสุดประทับใจ ?

นุสประทับใจทุกเรื่องนะคะ คือการรับงานจะต้องเกิดจากพื้นฐานคืออ่านแล้วรู้สึกเห็นอนาคตของตัวละคร เราเล่นแล้วเราสนุกกับมัน ตั้งแต่เด็กรับเรื่องไหน เราต้องอ่านแล้วรู้สึก เฮ้ย! มันใช่เลย มันสามารถที่จะขยายเล่นไปได้แบบนั้นแบบนี้ แต่ที่ส่งมานุสก็ไม่ได้รับทุกเรื่อง บางเรื่องรู้สึกว่ามันไปไม่ได้ เราไม่รู้จะเล่นอะไร ก็ไม่ได้รับ เลือกบทที่เข้ากับเรา ใจเราต้องรู้สึกอินสนุกกับมัน เพราะเราต้องอยู่กับมันเป็นเดือนๆ เป็นคนชอบทำอะไรท้าทาย รุ่นหลังๆ มาเนี่ย “ลีลาวดีเพลิง” ถือว่าเป็นละครที่นุสประทับใจที่สุด ถ้าย้อนไปเรื่องแรก “รักในรอยแค้น” ก็ประทับใจเพราะว่าเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่อง “คุณหญิงนอกทำเนียบ” นุสได้เล่นถึง 2 เวอร์ชั่น คือครั้งแรกได้เล่นเป็นตัวศจี ที่เป็นนางเอก และอีกครั้งที่ช่อง 8 นำมารีเมค เราได้เล่นเป็นคุณหญิงอรุณวตี ซึ่งแต่ก่อนนุสคิดว่าจะไม่เล่นรีเมคละครที่ตัวเองเคยเล่นไว้ เพราะเราเล่นไปแล้ว ก็สุดๆ ของเราแล้ว เลยไม่อยากกลับมาเสี่ยง อย่างเรื่องนี้ที่นุสเล่น เพราะว่าเป็นบทที่ส่ง คือตัวละครหลักๆ มีอยู่ 3 ตัว การที่เรากลับมาเล่นอีกครั้ง ไม่ได้น่าเกลียดเลย ตอนที่พี่แก้วเล่นเขาก็พีคมากจากลำยอง เขาก็ดันเราส่งเราไว้ดีมาก นุสก็ประทับใจเพราะว่าเป็นเรื่องแรกที่มาเล่นช่อง 7 และเป็นเรื่องที่ดีมากๆ จนกระทั่งป้าอี๊ด-ทมยันตี เคยบอกว่าเขามองไม่เห็นใครเลยนอกจากนุส นุสเป็นตัวศจีที่ใช่มากผู้ประพันธ์บทมาพูดกับเราแบบนี้ มันยิ่งกว่ารางวัลอีก ถ้าคนอื่นพูดจะเฉยๆ เลยจำมากเรื่องนี้ จะมีการรีเมคอีกไหม ใครจะมาเล่นตัวที่เราเล่น รอมาเป็นเวลา 20 ปี เลยถือว่า “รักในรอยแค้น” กับ “คุณหญิงนอกทำเนียบ” เป็น 2 เรื่องที่ประทับใจ (การข้ามมาร่วมงานกับช่อง 7 ?) นุสเป็นนักแสดงที่ไม่เคยเซ็นสัญญา แต่ว่ามีอะไรก็จะปรึกษาหารือพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) แล้วการที่มาเล่นก็ปรึกษาหลายคน ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุน เพราะเป็นบทที่ดีและช่อง 7 ก็มีความแข็งแรง และดีกับเราตรงที่ตลาดกว้างขึ้น เพราะว่า “รักในรอยแค้น” พีคจริง แต่ว่าเป็นการเปิดตลาดเมืองและคนรุ่นใหม่ ส่วนตลาดของช่อง 7 จะกว้างกว่า เราก็เลยทำงาน 2 ระบบสลับกันตลอด เอาเทคนิคของอีกที่มาปรับใช้ เป็นการหล่อหลอม ผสมผสาน นุสว่าไม่ค่อยมีใครได้ทำแบบนี้หรอก ถ้าเล่นสไตล์เอ็กแซ็กท์ จะไม่เหมือนกับช่อง 7 เราต้องปรับตัวให้ได้เหมือนมี 2 โหมดค่ะ

✪ บทบาทการเป็นคุณแม่ ?

นุสเลี้ยงลูกเองค่ะ ลูกชาย 2 คน น้องปุณณ์อายุ 15 เป็นหนุ่มแล้ว ตัวสูงกว่านุสอีก เวลาไปเดินเที่ยวเหมือนนุสไปเดินกับชายหนุ่ม เสียงแหลมๆหายไปแล้ว มาแบบตัวยักษ์ใหญ่ เวลาเราโอบ เรากอด ก็รู้สึกแปลกๆ ไม่เหมือนเด็กน้อยของเราแล้ว ส่วนกับน้องกันต์ 8 ขวบ ยังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันได้อยู่ค่ะ เราจะให้เวลากับลูกเต็มที่ นุสเป็นแม่ที่สอนหนังสือลูกเองด้วยนะ ตั้งแต่ที่เขาเด็กๆ ทั้งคู่ สอนแบบจริงจังเลย เพียงแต่ว่าพอโตขึ้นเขาจะมีอะไรที่ยากขึ้น เวลาเราน้อยลง หรือไม่ก็เขาจะมีความเกรงอกเกรงใจ เหมือนกับพอเป็นแม่มาสอนลูกในวัยที่กำลังวัยรุ่น เราจะรู้สึกว่าให้ครูที่เป็นติวเตอร์หรือครูที่โรงเรียนอบรมสั่งสอนดีกว่า เขาจะได้ถามได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องรู้สึกว่า เดี๋ยวตอบผิด แล้วแม่จะด่าไปสิบวัน (คุณแม่ดุขนาดนั้นเลย ?) ไม่ค่ะ เขาคิดเองเหมือนสมัยเราเด็กๆ เราก็ไม่อยากเรียนกับแม่ เดี๋ยวแม่จะรู้ว่าเราแข็งอ่อนอะไร แล้วก็จะเอาไปบ่น คิดฝังใจว่าเราไม่เก่ง นุสก็เข้าใจตรงนี้เลยให้เขาเรียนกับครูในช่วงที่เขาโตค่ะ นุสจะชอบอ่านหนังสืออ่านนิทานให้ลูกฟังท่องศัพท์ให้ความรู้เขาเท่าที่เราจะให้ได้

✪ สไตล์ในแบบน้องปุณณ์ น้องกันต์ ?

เขาเป็นคนว่านอนสอนง่าย อ่อนโยน เข้าสังคมมนุษยสัมพันธ์ดีมากกับทุกรุ่นทุกวัย เป็นคนไนซ์ หาเรื่องคุยได้ กับผู้ใหญ่เขาก็เข้าได้ กับรุ่นเด็กก็คุย ดูแลมีน้ำใจกับเพื่อน นุสถึงไม่แปลกใจที่ปุณณ์มีเพื่อนเยอะมาก เวลาไปเรียนต่างประเทศก็เอาตัวรอดได้ แม้แต่ครูฝรั่งก็รัก ไม่ได้รักเพราะซนหรือน่ารักนะคะ แต่เขามีความเป็นผู้ใหญ่เกินเด็ก คอยดูแลเป็นตัวแทนไปแข่งกีฬา ครูก็แฮปปี้ยิ้ม (ปลูกฝังเขายังไง ?) นุสคิดว่าครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องให้เขาเจอคนเยอะๆ การที่ลูกได้อยู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ก็มีส่วน เขาได้ซึมซับ เขาไม่เขิน ไม่รู้สึกว่าตัวเองประหลาด รู้ว่าผู้ใหญ่ชอบอะไร เราจะต้องคุยเรื่องอะไร ส่วนคนเล็กอาจจะยังเด็กอยู่ มีความแก่นเป็นตัวของตัวเอง มีอารมณ์ดื้อ ไม่ว่านอนสอนง่ายเหมือนพี่ แตกต่างกันเลย 2 คนพี่น้อง นุสไม่ได้มีกรอบสำหรับเขามากนะให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ในวัยเด็กให้มั่นใจในสิ่งที่ทำ กล้าคิดกล้าทำ แต่ทั้งคู่นุสจะสอนแบบไทยๆ แม้ว่าจะไปอยู่เมืองนอกบ้าง เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่ให้เขามีความเป็นไทย เจอใครก็มือไม้อ่อนไหว้ทุกคน อยู่บ้านต้องพูดไทย ไม่ใช่ติดพูดฝรั่งคำไทยคำ ไม่เอาไม่ชอบ และต้องเรียนรู้วัฒนธรรมไทยทุกวันนี้อย่างคนเล็กนุสนั่งอ่านสุดสาครให้ลูกฟัง ซื้อหนังสือที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทยมาให้เขาอ่าน ปลูกฝังเรื่องสถาบันความจงรักภักดีก็จะอ่านให้เขาฟัง อ่านไปหันมาอีกทีหลับ แต่ไม่เป็นไร ค่อยอ่านอีกวัน ค่อยๆ ซึมซับไปนุสเชื่อว่าเราเป็นคนไทยอย่างน้อยเราก็อยากให้ลูกเรามีวัฒนธรรมแบบไทยๆ ไม่ใช่ถูกกลืนกันไปหมด

✪ เริ่มฉายแววตามคุณพ่อ-คุณแม่บ้างหรือยัง ?

ต้องดูก่อนนะคะว่าเขาชอบสไตล์ไหน ไม่รู้ว่าเขาจะไปสายการเมืองเหมือนพ่อเขา หรือจะมาสายนักแสดงแบบเราตอนนี้ยังดูไม่ออก เขาเหมือนมีจุดที่ไปได้ทั้ง 2 ทาง อาจจะเพราะว่าเขาเห็นพ่อแม่เป็นตัวอย่าง สำหรับคุณพ่อเขาสมัยนั้นก็เคยพาไปลงพื้นที่บ้าง เขาก็สนุกนะ ชอบเดินทักคนนั้นคนนี้ ไปหาเยี่ยมเยียนคนในหมู่บ้าน แต่แอบบ่นว่าเหนื่อยเนาะ (หัวเราะ) เราก็บอกว่าเห็นไหมไม่มีอะไรที่มันนั่งอยู่เฉยๆแล้วสบายหรอก (เคยพามากองถ่ายไหม?) เคยค่ะ คืออยากให้เขารู้ว่าแม่ทำงานยังไง จะได้รู้ว่าที่แม่กลับดึกเพราะอะไร วันหยุดทำไมไม่อยู่บ้าน ก็เลยพาไปดูตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นไม่มาอีกเลย เขาบอกว่าไม่รู้จะทำอะไร พอเราไปทำงาน เขาก็นั่งอยู่เฉยๆ นั่งมองคนนั้นคนนี้ที ที่วิ่งเล่นก็ไม่มี เตะบอลก็ไม่ได้ เดี๋ยวไปโดนไฟเขา แต่ว่าเวลาไปถ่ายโฆษณาด้วยกัน เขารู้สึกสนุก แอบถามแม่ว่าหล่อหรือยัง เริ่มเป็นห่วงภาพตัวเอง เริ่มสังเกตว่าเราทำงานยังไง แล้วที่ถ่ายโฆษณาล่าสุดกับนุส โอวัลตินเขาก็เดินมาบอกนุสว่า “แม่…ยูอเมซิ่งมาก ทำได้ยังไง ปุณณ์ทำตั้งหลายเทคยังไม่ได้เลย แม่ทำไม่กี่ครั้งแป๊บเดียวผ่าน” เราก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร แต่สำหรับคนไม่เคย มันก็ยาก เขาก็ส่ายหัวบอกว่ามันยาก แต่พอเห็นผลงานแล้ว เขาก็ตื่นเต้น เป็นอะไรที่เขาได้เรียนรู้ได้ลอง ส่วนน้องกันต์อาจจะยังเด็ก ถ้าจะให้ทำอะไรต้องหลอกล่อ มีข้อต่อรอง แต่เขาก็ทำออกมาเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเก๊ก มีหลุดอะไรที่มีเสน่ห์ออกมาเองค่ะ

✪ คุณพ่อในแบบของ บี-พุทธิพงษ์ ?

เขาค่อนข้างมีระเบียบวินัย ลูกจะกลัวเขามากกว่า คือนุสจะเล่น เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน เขาเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ ถ้าจะดุก็คือจะอธิบายด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็คุยเรื่องระเบียบวินัย แต่ถ้ายังไม่ฟังกันอีก นุสก็จะเดินไปฟ้องพี่บี เหมือนเราเป็นลูกคนโต พี่บีเลยมีลูก 3 คน (หัวเราะ) นุสเลี้ยงลูกได้ซนมาก พากันเล่นจนบางทีโดนดุทั้ง 3 คน เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ลูกก็จะรู้แกว บางครั้งไม่ฟัง นึกว่าเราอำเล่น เพราะว่าเราเล่นกันมากเกินไป แต่ถ้าพี่บีพูดนี่คือจบ

✪ บทบาทภรรยานักการเมือง ?

เวลาทำอะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ได้หมายถึงว่าจะพิเศษนะคะ แต่ผลลัพธ์รับที่ออกไปจะกระทบกับความรู้สึกของคนได้ง่าย ได้ลึกกว่าถ้าเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องคิดให้ดี เพราะจะมีผลกระทบไปสู่ภาพรวมแล้วก็ทั้งองค์กร เลยต้องทำอะไรให้รอบคอบและละเอียด บางทีมากเกินไปก็ไม่ได้ น้อยเกินไปก็ไม่ดี ต้องหาจุดที่พอดีๆ อย่างจะทำตัวหวือหวามากเกินไป หรือทำตัวสบายๆเกินไปก็ไม่ได้ กาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องง่ายๆบางทีเรามองข้ามไป อาจจะกระทบความรู้สึกของคนก็ต้องระวัง พูดง่ายๆ ว่าเราจะต้องระวังตัวมากกว่าที่เราเป็นนักแสดงคนธรรมดา เพราะเราใส่หมวกอยู่สองใบ เวลาเขามีตำแหน่งเราก็ต้องทำตัวให้เหมาะสม ในใบที่เหมาะสม เวลาเราอยู่กับเขา เวลาเราเป็นนักแสดงเราก็ต้องสวมหมวกอีกใบให้มีความคุ้นเคยเข้ากับทุกคนได้ในฐานะนักแสดง

✪ โอกาสที่จะลงเล่นการเมือง ?

คนถามบ่อยมากค่ะ นุสก็จะตอบเหมือนกันทุกครั้งว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่ถามวันนี้นุสยังไม่มีไอเดีย ยังไม่คิดถึงตรงนั้น เพราะว่ายังสนุกกับการเป็นนักแสดง แล้วก็ยังรู้สึกผูกพันและรักในงานศิลปะนี้ รวมถึงความถนัดของเรา แต่ถ้าคิดว่าวันหนึ่งมันถึงเวลา หรือว่าวันหนึ่งเราเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา อยากทำอะไรสักอย่างที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ได้คิดถึงตัวเองก่อนก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ ณ ตอนนี้นุสอยากให้เป็นหน้าที่ของเขาคนเดียว แล้วเราก็อยู่เป็นคนซัพพอร์ทที่ดี ดีกว่าค่ะ

✪ เคล็ดลับการมีสุขภาพที่ดี ?

นุสเป็นคนชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก เล่นแบบบ้าบอจริงจังมาก แล้วใจชอบด้วย ชอบการแข่งขัน อยากทำให้ได้ดีเหมือนงานแสดง จริงจังไม่ใช่เล่นๆแบบเล่นกีฬาสร้างภาพ คือเล่นให้เชี่ยวชาญไปหาความรู้เพิ่มเติมฝึกฝน เทนนิส ขี่ม้า นี่คือชอบมาก ยังเรียนฝึกอย่างเสมอ มันเป็นสไตล์ของเรา วันว่างจากถ่ายละครว่างจากทำงานก็ไปเล่นกีฬา นุสถือว่าเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งนะ มันทำให้ปอด หัวใจและสมองได้ทำงานเต็มที่ เลือดลมไหลเวียนดีพลังก็โฟล การที่เราจะไปทำงานหรือว่าแสดงอะไรต่างๆ ก็มีพลัง ทำให้ไม่ติดขัดค่ะ

✪ ยังคงก้าวเดินในเส้นทางสายบันเทิง ?

เคยคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราเห็นตัวเองหมดพลัง รู้สึกไม่พอใจแล้ว หน้าตาไม่สวยแล้ว หรือถึงจุดที่ว่าทำไมเราเล่นได้เท่านี้ ใจมันเท่านี้ ร่างกายสังขารไม่ไป สุขภาพไม่ดี ก็คิดว่าคงไม่ใช่แล้ว พลังในการแสดงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องมีในปริมาณที่มาก ถึงจะสามารถถ่ายทอดออกไปได้ พี่บอย-ถกลเกียรติ เคยบอกนุสว่า ต้องพยายามดู เมอรีล สตรีป ที่เขาจะมีบทแปลกๆเป็นบทเด่นบทนำ ไม่ใช่แค่บทเข้าพระ-เข้านาง แล้วก็เป็นแค่พระเอก-นางเอก ต้องขายฝีมือด้วยความแปลกของบท แล้วก็เล่นขยายให้มันลึกไปกว่าปกติ เท่าที่เราจะจินตนาการได้ ผู้ใหญ่บอกใครบอกมา เราก็รับฟัง แล้วก็หาจุดของเรา ลองฝึกฝน ทุกอาชีพ ประสบการณ์ชั่วโมงบินจะเป็นสิ่งที่สอนเรา นุสไม่เชื่อว่าเวลาสั้นๆ การเรียนรู้ที่น้อยๆ จะทำได้ดีมากกว่าคนที่สะสมมันมาเป็นเวลานาน เราต้องเปิดใจ

“ทุกวันนี้นุสอยู่มา 20 ปี นุสก็ยังต้องเชื่อฟังผู้กำกับมุมมองแนวคิดของเขา โดนติโดนแก้ตลอดเวลา บางทีสิ่งที่เราคิดเราว่ามันถูก แต่คนที่อยู่ในตำแหน่งผู้กำกับเขาสั่งแก้มา เราก็ต้องทำ เราจะดื้อด้านว่าเรารู้ดีกว่า เขาเด็กกว่า มันไม่ใช่ นุสทำงานกับผู้กำกับที่อายุน้อยกว่ามาหลายเรื่อง แต่นุสก็ต้องทำตัวไร้เดียงสา พร้อมรับฟังเขา พร้อมที่จะปรับเปลี่ยน เถียงได้แต่สุดท้ายก็ต้องจบที่ว่าเราต้องฟังเขา เพราะว่าเขาเป็นคนที่เห็นภาพ”

และนี่คือมุมมองของ “นุสบา ปุณณกันต์”ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักแสดงธรรมดาคนหนึ่ง

กุหลาบสีเงิน

โฆษณา

star retro : เจค-ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เพลย์บอยสุดเจ้าชู้ สู่แฟมิลี่แมนแสนอบอุ่น

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/195481

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“จากที่ผมเที่ยวเกือบทุกวัน กินเหล้าเกือบทุกคืน อยู่ๆ ก็หยุดเองได้ทุกอย่างวันหนึ่งเคยไปเที่ยวกันเองกับภรรยา เพราะคิดอยากสนุกเหมือนเมื่อก่อนบ้าง แต่พอไปปุ๊บ เฮ้ยไม่สนุกว่ะ ไม่ใช่ที่ของเราแล้วล่ะฟังเพลงแล้วรู้สึกรำคาญ เลยชวนกันกลับบ้าน”

นี่คือบทสนทนาที่เราได้ฟังจากอดีตเพลย์บอยหนุ่มอย่าง เจค-ศตวรรษ ดุลยวิจิตร กับความเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่เกิดขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเจคเองก็งงและหาคำตอบให้ตัวเองยังไม่ได้ จะเป็นเรื่องอะไรและสำคัญแค่ไหน วันนี้สตาร์เรโทร อาสาพาไปค้นความ
กระจ่าง พร้อมอัพเดทความสัมพันธ์ระหว่างลูกชาย ภีม-ภาคิน ที่หลายคนจับตามอง

จากเด็กอ้วนไล่จับปลา สู่ดารานายแบบชื่อดัง

ผมเป็นคนจังหวัดลำพูน เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมอ้วนมากๆ อ้วนจนไม่รู้จะอ้วนยังไงดี อยู่บ้านก็ชอบแอบพ่อไปหาปลามาขาย โดนตีบ้างอะไรบ้าง ผมจะดื้อมากๆ ตอนหลังพ่อซื้อจักรยานให้ปั่นไปโรงเรียนทุกวันระยะเกือบ 30 กิโลฯ ไป-กลับผอมเลย ตอนนั้นผมเรียนที่เชียงใหม่ ชีวิตวัยรุ่นอยู่ที่เชียงใหม่หมดเลย ไม่มีอะไรมากครับ เรียนอย่างเดียว พอเรียนใกล้จะจบได้ไปดูเขาประกวดโดม่อน แล้วมีคนเห็น เขาก็เลยจับขึ้นเวที ตอนนั้นใส่รองเท้าแตะ เสื้อยืด ไปแบบไม่ได้แต่งตัวอะไรเลย พอขึ้นประกวดกลายเป็นว่าได้ตำแหน่งนายแบบของจังหวัดเชียงใหม่หลังจากนั้นก็เข้ามาประกวดในกรุงเทพฯ ได้อันดับรอง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ล่าสุดเพิ่งโดนเพื่อนแซวในเฟซบุ๊คว่า “เคยใส่รองเท้าแตะขึ้นประกวดนะจำได้ไหม” (หัวเราะ)

พอเดินแบบไปสักประมาณปีหนึ่งในสัญญามีว่าต้องถ่ายละครด้วย แต่ตอนนั้นผมไม่เอาเลยนะ ผมชอบถ่ายแบบ เดินแบบมากกว่า เขาเอาบทมาให้ถึงที่บ้าน โทร.ตาม ทำทุกอย่างจนเขาขู่ว่า มีข้อตกลงเป็นกฎระเบียบตามสัญญากองประกวด เลยต้องยอมไปเล่นละคร คือตอนนั้นผมคิดว่าการเป็นนายแบบเท่มาก มีชื่อเสียงและโด่งดังกว่าการถ่ายละครเล่นละคร บวกกับตัวเองไม่ชอบที่สำคัญถ่ายแบบเงินดีกว่าด้วย(หัวเราะ)ไปถ่ายละครเรื่องแรกบทพระเอก ได้ตอนละ 2,500 บาท ในขณะที่ถ่ายแบบครั้งหนึ่งผมได้ 5,000 บาท แต่สุดท้ายก็ต้องเล่นละคร เรื่องแรกคือ “ตำรับรัก” ครับ

งานมาแบบจับพลัดจับผลู

มีละครเข้ามาเรื่อยๆ รวมทั้งงานเดินแบบ ถ่ายแบบ เล่นมิวสิกวีดีโอ ตอนนั้นผมจะดังกับการเล่นมิวสิกวีดีโอมากกว่า อย่างของ อัสนี-วสันต์ เพลง “ได้อย่างเสียอย่าง” ตอนแรกเกือบไม่ได้เล่น เขาติดต่อมาขอร้องอ้อนวอนยังไง ผมก็ไม่เอา ไม่อยากเล่น ใครคือ อัสนี-วสันต์ ตอนนั้นไม่รู้จัก ยังไงก็ไม่เอา จนเที่ยงคืนก่อนวันถ่ายทำโทร.มาอีก ผมเลยแกล้งเรียกค่าตัวสูงๆเพื่อตัดปัญหาเขาจะได้ไม่เอา ปรากฏว่าเขาเอา สุดท้ายได้ไปถ่าย ผมไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร พอตอนหลังเพลงเขาดังมากๆ ก็ยัง งง.. เอ๊ะ..ทำไมเราไม่รู้จักเขาเลยล่ะ ตอนนั้นเป็นไปได้ยังไงคือผมเหมือนจับพลัดจับผลู เมื่อก่อนไม่มีผู้จัดการส่วนตัว เราต้องดูแลตัวเอง โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี ต้องติดต่อกันทางโทรศัพท์บ้านตอนนั้นเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ อยู่อพาร์ทเม้นท์กับพวก มอริส เค อยู่กินเที่ยวด้วยกันทุกวันทุกคืน ทำงานก็ทำด้วยกัน เดินแบบที่ไหนก็ไป มอริสพาไปเที่ยวไปเต้น คือเขามากับผมเขาสบายใจไง ตอนนั้นมอริสอยู่ที่ไหนผมอยู่ที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เจอกันแล้วครับ ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่กันไป

ความเห็นจากทางบ้าน กับการทำงานในวงการ

ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ที่บ้านเฉยๆ เพียงแค่อยากให้เราเรียนให้จบ แค่นั้นพอแล้วขอให้เราเอาตัวรอด แต่ผมเริ่มทำให้เขาปวดหัว ตอนที่เข้าวงการมาสักพัก คือผมเป็นคนที่เขามองว่าเป็นเกย์ไปแล้วเรียบร้อยเหมือนผู้หญิง พอมาอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกอย่างเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยน ทำให้เรากร้านขึ้น ต้องปากกัดตีนถีบ เริ่มจากเรื่องแฟน เรื่องผู้หญิง ทุกอย่างที่บ้านก็เคลียร์ให้หมดเพราะเขาคิดว่าเราเป็นเด็ก ถึงแม้เราจะโตแค่ไหน ผมมีพี่น้องสองคน พี่สาวอายุห่างจากผมเท่าหนึ่ง ตอนนี้ก็เหลือกันสองคนพ่อ-แม่เสียหมดแล้ว พี่สาวก็จะดูแลผมทุกอย่างดีใจครับที่มีพี่สาวเพราะเขาช่วยดูแล ครอบครัวผมทุกอย่าง ทั้งลูกๆ ผมสองคน แต่ตอนนี้เขาเจ็บขาพักฟื้นอยู่เชียงใหม่ก็ยังไม่มีเวลาไปหาเลย

ผลงานชิ้นโบแดง

ผมยกให้เรื่อง “ตะวันชิงพลบ” ครับเล่นกับ ลูกศร-ธนาภรณ์ กับ นิด-อรพรรณ เป็นเรื่องที่ดี สนุก ชิงไหวชิงพริบ ในกองก็สนุกเป็นกลุ่มใหญ่ มีพี่ตา-ปัญญา ด้วย ผู้กำกับ พี่เป๊ะ (จรูญ ธรรมศิลป์) แกเพิ่งเสียไป ซึ่งผมเป็นพระเอกของพี่เป๊ะกว่า20 เรื่องได้นะ อีกเรื่องที่ประทับใจคือเรื่อง “ฟ้าใหม่” เป็นละครที่ดีมากๆ ครับ

แผนการรับงานในวันนี้

ผมโชคดีอย่าง คือบทที่ผมได้รับไม่ว่าจะเล่นเป็นพ่อ หรือตัวร้าย ผมจะเทคิวให้เขาหมดเลย ถ่ายเสร็จผมก็ไม่มีอะไรแล้ว รับเรื่องใหม่ได้ ให้คิวทีเดียวจบทั้งอาทิตย์อย่างมากก็เดือนหนึ่งเสร็จ เพราะบทอย่างผมสถานที่ในการถ่ายทำจะเป็นที่ที่เดียว น้อยครั้งที่จะออกจากบ้านหรือไปที่ไหน แต่บทบู๊ในเรื่อง เพชรฆาตดาวโจร นี่สุดๆ ละ ผมเล่นเป็นหัวหน้าผู้ร้ายไปทุกที่เลย ไม่ได้บู๊กับเขานะ สั่งการ แต่ต้องไปทุกที่ต่างจังหวัดทั้งนั้น (หัวเราะ)

จากพระเอกกลายมาเป็นพ่อ

เป็นไปตามอายุขัยครับ ไปเรื่อยๆตามกาลเวลา กับพระเอกรุ่นใหม่ๆผมไม่มองว่าเขาเป็นพระเอกหรืออะไรผมมองว่าเขาคือ นักแสดงทั่วไป ทุกคนเหมือนกัน เอ๊ะ..หรืออาจจะเพราะเราเคยผ่านจุดที่เป็นพระเอกมาก่อนแล้ว เลยเฉยๆ แต่ถ้าถามว่าเล่นตัวไหนสนุกมันส์ บอกได้เลยว่าตัวร้าย สนุกกว่าพระเอกเยอะ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่คิดว่าลำบากแต่ผ่านมาได้

ช่วงที่คนคิดว่าผมลำบาก แต่แปลก ผมมักจะเจออะไรที่ดีเข้ามา อย่างช่วงผมมีปัญหากับอดีตภรรยา ผมมีงานเข้ามาแน่นมากๆ หรือปีไหนที่เขาบอกว่าปีชงผมนะ งานผมกลับตรงข้ามเลย งานนี่เข้ามาเยอะมาก ส่วนปีที่ไม่ดีของผมคือทำธุรกิจแล้วเจ๊ง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เจ๊งนะ ผมเคยเปิดร้านอาหาร ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี แต่งานการแสดงเข้ามา ทำให้ผมไปดูแลร้านไม่ได้ ก็ต้องเลิกไป หรืออย่างทำคอนโดฯที่พัทยาก็เจ๊ง คือทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ไม่รุ่ง เลยคิดว่าผมเล่นละครนี่แหละได้กำไรที่สุดแล้ว แต่มีอีกอย่างขาย อาหารเสริมลดความอ้วน “ฮักซีเนีย” ที่ผมทำอยู่ไม่เจ๊งนะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ดีเลย ทำกับอาโน้ต กับเจี๊ยบ เชิญยิ้ม ไม่มีวางขาย แต่มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดครับ

ความผิดพลาดในชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ

ตอนนั้นความรักยังไม่มี แต่ว่าเราพลาด ไปเที่ยว ไปมีอะไรแล้วเกิดมีลูกเขาหายไป 4-5 เดือนแล้วโทร.กลับมาบอกว่าเขาท้อง เราก็ดูแลรับผิดชอบ ส่งเสียตามกำลังที่มี คือเราไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามี-ภรรยา

นำไปสู่ปัญหาฟ้องร้องเรื่องลูกกับอดีตภรรยาเก่า

ตอนนั้นผมเลี้ยงเด็กแล้วเกิดความผูกพัน ภีมประมาณ 3 ขวบ ส่วนลูกคนที่สองไม่ถึงขวบ พอเกิดความผูกพันปุ๊บก็เกิดปัญหาว่าเราอยากได้ลูกไว้ดูแล แม่เขาก็อยากได้เด็กไปเลี้ยง แย่งกันไปแย่งกันมาเลยมีปัญหา คือมีลูกสองคนแต่เราไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัว จนสุดท้ายลูกก็อยู่กับทางแม่ทั้งสองคน

ครอบครัวใหม่ในวันนี้

กับคุณทราย(โรสณานี เศรษฐสิริน-ภรรยา) เราอยู่ด้วยกันมาเกือบ 6 ปีแล้วครับมีลูก 2 คน เราไม่ได้แต่งงานทำพิธีอะไร แต่ผู้ใหญ่รับรู้อยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นประมาณปีสองปีก็มีลูกกัน คนแรกตอนนี้ย่าง 4 ขวบแล้วครับ ชื่อ โรสมัสสิริน เศรษฐสิริน หรือ น้องไทย่าฟอง อีกคนผู้ชาย ชื่อ ศิริณวรรษ เศรษฐสิริน หรือน้อง เจชอง ผมตั้งชื่อเองหมดเลยครับ จับชื่อคนโน้นคนนี้มาผนวกกัน

เมื่อต้องสวมบทบาทคุณพ่อลูกอ่อนอีกครั้ง

เหนื่อยครับ เหมือนคู่แฝด สองคนนี้ผมเลี้ยงเต็มๆ เวลาว่างก็จะเลี้ยงตลอด24 ชั่วโมง เปลี่ยนผ้าอ้อม ดูแลทุกอย่างเองตลอด ฉี่ อึ เราทำเองหมด ทำกับข้าวให้เขากินด้วย เราเลี้ยงกันเอง ไม่ได้จ้างใคร แล้วสองคนนี้ก็เหมือนแฝด คนพี่ชอบทำอะไร คนน้องมักจะทำตาม น้องทำอะไรพี่ก็ทำตามเวลาเกเรนึกอยากจะชกต่อยกันก็ทำ แล้วอยู่ดีๆก็รักกัน ทะเลาะกันประจำครับ แต่แป๊บเดียวก็โอ๋กัน ดีกัน เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ค่อยดุเขานะ เขาจะกลัวแม่มากกว่า เพราะคุณแม่ดุ

แบ่งเวลาให้ลูกๆ อย่างไรบ้าง

ถึงงานจะเยอะแต่ผมก็มีเวลาที่อยู่กับเขาเยอะเหมือนกันนะ ล่าสุดผมเพิ่งไปถ่ายละครที่ขอนแก่นมา เขานอนไม่หลับเลยทั้งคู่ เพราะเราอยู่ด้วยกันตลอดไง จะเข้านอนเขาจะไปเปิดประตูดูทุกวันเลย แม่เขาบอกว่าเดี๋ยวแป๊บเดียวไปเปิดประตูดูพ่อ ว่ามายังถ้าคุยโทรศัพท์ก็ต้องคุยเห็นหน้าตลอด ไม่เคยห่างกัน และไม่ใช่แค่เขาติดผม ผมก็ติดเขาเหมือนกันนะ

เกือบเสียลูกไปเพราะความประมาท

คนเล็กนี่ผมเกือบขับรถทับเขา คือเขาวิ่งตาม แล้วผมไม่รู้ ผมสตาร์ทเครื่องเสร็จเรียบร้อยเตรียมเคลื่อนรถออก เขามุดไปเอาของใต้ท้องรถ แล้ววันนั้นเป็นอะไรไม่รู้ ผมยังไม่ออกรถ แม่เขาร้องเสียงดังลั่น พอออกมาดูโอ้โห..เกือบไปแล้ว ใจหายเลยครับ ส่วนคนโตเกือบตายทีหนึ่งเหมือนกัน ไปกินก๋วยเตี๋ยวกันแล้วตอนนั้นเขาประมาณ 3 เดือน เอาไว้ในรถ สตาร์ทเครื่องไว้ หลังจากนั้นไปกินก๋วยเตี๋ยวกลับมาเปิดไม่ได้ประตูล็อก แต่โชคดีผมเปิดช่องลมไว้นิดหนึ่ง คนร้านก๋วยเตี๋ยวเข้ามามุงเต็มเลย ช่วยกันเอาออกมา ต้องขอบคุณทุกคนในวันนั้นด้วย เราประมาทกันจริงๆ ครับวันนั้น

สุขภาพในวันนี้ที่ต้องดูแลและใส่ใจ

ผมเคยเป็นไทรอยด์ คือจะไม่มีแรง บางวันลุกไม่ขึ้น แต่พอได้ไปหาหมอกินยาตลอดก็ดีขึ้น มีครั้งหนึ่งถ่ายละครอยู่ดีๆ ขาอ่อนแรงทรุดเลย หรือตอนเช้าลุกไม่ขึ้น กล้ามเนื้อทุกส่วนดีหมดแต่ขาไม่มีแรง พอไปหาหมอก็ดีขึ้น เติมน้ำเกลือ ส่วนอื่นๆ ก็ดีหมดครับไม่มีอะไร สุขภาพแข็งแรง คือจริงๆ ที่เป็นแบบนี้คงเป็นเพราะกรรมพันธุ์ด้วย เพราะพี่สาวก็ผ่าเข่า

ชีวิตเปลี่ยนเมื่อมีลูก

ตั้งแต่ลูกคนแรกคลอดออกมาผมหยุดเที่ยว หยุดกินเหล้า ขนาดพ่อกับแม่บอกว่าเลิกกินเหล้า เลิกเที่ยวได้แล้วนะจนพ่อแม่ตาย ผมยังไม่หยุด (หัวเราะร่วน)แต่น้องไทย่าฟองคลอดออกมาปุ๊บ ทำให้ผมหยุดได้ ไม่รู้ทำได้ไง จากที่ผมเที่ยวเกือบทุกวัน กินเหล้าเกือบทุกวัน อยู่ๆ ก็หยุดไปเองทุกอย่าง หยุดมาได้ 3-4 ปีแล้วครับ เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป จนเพื่อนหายไปเอง เมื่อก่อนเพื่อนมารับถึงบ้าน แต่เดี๋ยวนี้มาก็ไม่ไป ทุกคนรู้ว่ายังไงผมก็ไม่ออกไปแน่ๆไม่รู้เพราะอะไร ไม่อยากไป เคยไปเที่ยวกันเองกับภรรยา อยากจะสนุกเหมือนเมื่อก่อนบ้าง พอไปปุ๊บ เฮ้ย..ไม่สนุกว่ะ ไม่ใช่ที่ของเราแล้ว กลับดีกว่า ฟังเพลงแล้วรู้สึกรำคาญ ตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้วว่าจะหนีเที่ยว เพราะไม่มีเลย ผมเสร็จงานผมรีบบึ่งกลับบ้าน แต่เขาก็คงกลัวบ้างแหละ เพราะตอนที่เราคบเขา ก็เคยมีเถลไถลบ้าง แอบมีกิ๊กมีอะไร เขาก็คงระแวง แต่ตอนหลังเราก็ไม่มีแล้วนะ (อะไรทำให้เปลี่ยนได้ขนาดนี้)ผมก็ไม่รู้ งงตัวเองอยู่เหมือนกัน ซึ่งพอเปลี่ยนได้ก็มีความสุขอีกแบบหนึ่งนะ ไปวัดบ้าง ไปสร้างพระบ้าง พอดีมีพี่สาวที่ช่วยดึงด้วย ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะครับ เยอะมากๆ ขอโทษนะ หลังตีนเป็นหน้ามือ เลยก็ว่าได้ครับ เปลี่ยนสุดๆ เคยที่ไหน เมื่อก่อนนะเลิกงานไปเที่ยวต่อกับเพื่อน บางทีงานยังไม่เสร็จเหลืออีกนิดหน่อยโทร.นัดเพื่อนไว้ก่อน แต่เดี๋ยวนี้นะบางทีเพื่อนโทร.มาผมไม่รับสายเลยนะ ไม่รู้ไม่อยากไปไหน คือเราอยู่บ้านเราก็ไม่ได้ไปเล่นกับลูกเยอะแยะมากมายนะ แค่ได้เห็นหน้า ได้ดูว่าเขาทำอะไร ก็มีความสุขแล้วครับ

และนี่คือคำสารภาพของเพลย์บอยสุดเจ้าชู้ “เจค” ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ที่พลิกหน้าที่เป็นแฟมิลี่แมนในปัจจุบัน

กุหลาบสีเงิน

star retro : จากนักร้องเพลงดัง สู่นักแสดงฝีมือดี แพร เอมเมอรี่ (แพร Bubble Girls)

Published ธันวาคม 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/194844

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
tags : star retro
แรกเริ่มเดิมที แพร เอมเมอรี่ ก้าวสู่วงการบันเทิง ด้วยการเป็นหนึ่งในสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวง Bubble Girls ปัจจุบันเธอเป็นนักแสดงมากความสามารถ ที่เพิ่งสร้างความประทับใจไว้ในละครเรื่อง “เลื่อมสลับลาย” ทางช่อง 7สี.. ไปดูกันว่า กว่าแพรจะเฟ้นความเป็นนักแสดงในตัวออกมาได้นั้น ยากเพียงใด รวมถึงกระซิบถามถึงเรื่องหัวใจ ที่กำลังเป็นสีชมพู สัปดาห์นี้เรามีมาฝากแบบครบครันเช่นเคยค่ะ

งานในความรับผิดชอบ

มีละคร โนราห์, คุณนายสายลับ, นางฟ้าเปื้อนฝุ่น ทางช่อง 7 ที่กำลังถ่ายทำค่ะ คาแรกเตอร์เรื่องล่าสุดที่ต้องเล่นจะออกแนวร้ายนิดๆ แต่ไม่ได้ร้ายมาก สนุกดีค่ะ สามเรื่องร้ายคนละแบบ บางเรื่องอาจจะร้ายแจ๋นๆ บางเรื่องอาจจะร้ายเพราะว่าเหตุผลบางอย่าง แต่ตอนนี้ที่รับสามเรื่องนี้ร้ายหมดเลย (หัวเราะ) (สนุกกับการได้เล่นร้าย?) สนุกค่ะ ชอบทุกแบบ เพราะได้ใช้พลังเยอะดีค่ะ

นอกจากเล่นละครตอนนี้ก็มีทำแบรนด์เสื้อผ้าด้วยค่ะ ชื่อว่า Emeryandjames (แอมเมอรี่แอนด์เจมส์) ตอนนี้ทำขายใน IG คือทำด้วยกันกับคุณเจเจ ช่วยกันออกแบบ ช่วยกันคิด ทำเองขายเองคิดเอง เพิ่งทำมาไม่นานค่ะ คือจริงๆ เริ่มจากเราชอบออกกำลังกาย แล้วคิดว่าอยากจะมีเสื้อผ้าแนวที่ใส่ออกกำลังกายได้ แล้วก็ใส่ออกไปเที่ยวเล่นได้ด้วย เป็นกางเกงวอร์ม แล้วก็จะมีเสื้อที่ใส่ออกกำลังกายหรือใส่เล่นก็ได้

ย้อนวัยความสนุก สมัยเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ป

สนุกค่ะ และต้องบอกว่าสนุกมากด้วย บวกกับตอนนั้นเราเด็ก วัยกำลังซน ต้องออกทัวร์ต่างจังหวัดไปกันทั่วประเทศสนุกสนานมาก ไปไหนไปกันไปมันส์ทุกที่ เพื่อนก็เยอะด้วย แล้วมีตอนที่รวมวงกับพี่ๆ ซาซ่า ก็ยิ่งสนุกกันไปใหญ่เพราะมีคนเยอะ (ชอบโมเม้นท์ไหนตอนที่เป็นนักร้องตอนนั้น) ชอบโมเม้นท์เวลาเราอยู่บนเวที แล้วคนดูข้างล่างเขาฟังเราอยู่ แล้วเขาก็สนุกกับเรา คือเหมือนกับว่าเราส่งเอ็นเนอร์จี้ ให้เขาไปแล้ว เขาได้รับสิ่งนั้น ยิ่งเห็นเขาร้องเพลงเราตามด้วยแล้วก็ยิ่งสนุก คือเห็นคนสนุก เราก็ยิ่งสนุกกว่า (อยากจะสัมผัสโมเม้นท์แบบนั้นอีกไหม) ถ้าจะให้กลับมาเป็นแบบเดิม คงยากนะคะ เพราะแต่ละคนมีภารกิจของตัวเอง พี่ลิซ่าก็อยู่ต่างประเทศ พี่แซมก็ทำงานประจำ แต่ถ้ามีคอนเสิร์ตพิเศษรียูเนียนกันนิดๆ หน่อยๆ ก็น่าสนใจ (ยิ้ม)

วางไมค์ถาวร แต่เรื่องร้องยังมีอยู่

ตอนนี้ไม่ได้ร้องเลยค่ะ แต่จะมีในละครที่ได้ใช้บ้างนิดหน่อย คือมีต้องเล่นเป็นนางเอกลิเก ก็ต้องขุดวิชาร้องออกมาใช้บ้าง อย่างละครเรื่องใหม่ ได้เล่นเป็นนักร้องลุกทุ่ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าต้องร้องมากน้อยแค่ไหนนะคะ ก็ได้ฝากเนื้อฝากตัวกับรุ่นพี่ที่เขาเป็นนักร้องลูกทุ่งจริงๆ ไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ

เพื่อนๆ วง บับเบิลเกิร์ล 

คิดถึงนะคะ ล่าสุดตอนนั้นไปคอนเสิร์ตรวมวงที่มีการรียูเนี่ยนกัน พอเราได้กลับไปขึ้นคอนเสิร์ตทำให้เรานึกถึงอารมณ์เก่าๆ ที่แบบเราต้องไปซ้อมเต้นกันตลอดเวลา ไปซ้อมบล็อกกิ้งเวที หรือว่าจะเป็นฟีลลิ่งตอนที่อยู่หลังเวทีก่อนที่เราจะขึ้นแสดงบนเวที ก็คิดถึง

เพลงไหนของตัวเองที่ชอบ

เพลง “เป็นหนึ่งคนนั้น” ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้คิดเลย ว่าเพลงนี้คนจะชอบ เพราะว่าเพลงที่เขาโปรโมทหลักๆ คือเพลงพี่แซม แต่ว่าพอมาตอนนี้เพิ่งรู้ว่า คนก็ชอบเพลงนี้เยอะเหมือนกัน แล้วเพื่อนๆก็บอกว่า ทางวิทยุชอบเอาเพลงเธอมาเปิดนะ เราก็เหรอ..เพิ่งรู้นะว่าเพลงดัง (หัวเราะ)

ย้อนดูเอ็มวีเพลงเก่าๆ 

ภาพเก่าๆ ย้อนกลับมาค่ะ นั่งดูเอ็มวีแล้วก็คิด วันนั้นเราเราเป็นยังไงกันตอนถ่าน เป็นเด็กที่ต้องอดหลับอดนอน ดูในเอ็มวีจะเห็นเลยว่าหน้าเนือยมาก อยากจะหลับอยู่แล้ว แต่พอดีเป็นเพลงเศร้าของพี่แซมก็เลยพอดี แต่จริงๆ คือง่วงมาก (มีอารมณ์เด็กไม่อยากทำงานบ้างไหม?) มีค่ะ เหนื่อยแล้วก็เหวี่ยง หงุดหงิด กลับมาบ้านก็หงุดหงิดใส่คนนั้นคนนี้ แล้วคุณน้าเขาก็สอนว่า เธอเหนื่อยงานมา แต่เธออย่าเอามาลงที่บ้าน คนอื่นเขาไม่ได้รับรู้ด้วยนะ อย่าทำแบบนี้นะ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจำเลยว่า ต่อให้เราเหนื่อยกับงานแค่ไหน เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอามาลงกับคนอื่น เหมือนว่าความเหนื่อยในอดีตก็มาสอนความเหนื่อยในปัจจุบัน เหมือนเราทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ เราจะได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะฉะนั้นการทำงานก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีเหนื่อยมีท้อ มีวันที่ต้องผิดพลาดบ้าง ซึ่งตอนเด็กๆ อาจจะหนื่อยกว่าพอโตมาเราก็ได้รู้แล้วล่ะว่าความเหนื่อยนั้นเป็นอย่างไร แล้วจะรับมือกับมันอย่างไร

ช่วงที่หายหน้าไปจากวงการบันเทิง 

ผลงานสุดท้ายก่อนพักไป น่าจะเป็นอัลบั้มที่ออกรวมกันลายๆ คน ชื่อ เชียร์ ค่ะ หลังจากนั้นแพรก็ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ด้านศิลปะ อาร์ตๆ ไปอยู่ที่โน่นเรียนเทียบเท่ามัธยมปลาย ตอนที่ไปเรารู้สึกไม่ชอบและอยากจะกลับมาอยู่เมืองไทยมากกว่า คิดถึงเมืองไทย ตอนนั้นไปอยู่ 4 ปีค่ะ  (เป็นอย่างไรกับชีวิตในต่างแดน) ได้ประสบการณ์แปลกใหม่เยอะนะคะ เด็กที่โน่นเขาทำงานกันเอง เราก็ทำ ไปทำงานร้านอาหาร ทำอยู่ในบ้านแคร์โฮม ไปดูแลทำความสะอาด ทำหลายๆ หน้าที่ คือในนั้นจะเป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ๆ ที่มีคนแก่มาอยู่รวมกัน แล้วเราก็สับเปลี่ยนหน้าที่ไปมา ถ้าเขาขาดคนตรงไหน ในครัวก็เคยไปทำมาแล้ว ก็ทำอยู่ตรงนั้นนานเหมือนกันนะ แล้วก็รู้สึกว่าเราได้อะไรมาเยอะนะ เป็นการทำงานที่แบบว่าบางทีเราไม่ได้ชอบ แต่เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ

กลับมาเล่นละครได้อย่างไร

พอดีมีพี่ที่ชื่อพี่แก้ว เขาทำงานอยู่ในแกรมมี่ พอจะรู้จักกันตอนนั้น แพรกลับมาจากเรียนต่อ เขามาชวนว่าลองไปแคสต์เข้าช่อง 7 ไหม ก็เลยลองดู และเป็นจุดที่ทำให้เราได้เข้ามาอยู่ช่อง 7 ค่ะ

เรื่องแรกที่ได้เล่นกับงานแสดง

เรื่อง “สูตรรักกับดักหัวใจ” เป็นละครตอนบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์ ได้รับบทผู้หญิงโก๊ะๆ เปิ่นๆ ตลกเฮฮากันไป เป็นเรื่องที่สนุกมากๆ แต่ยอมรับว่าตอนแรกเกร็งนะ เพราะเราไม่ได้มาทางด้านนี้มาก่อน ที่เข้าฉากด้วยก็จะมี พี่เอมี่ กลิ่นประทุม แต่ทุกคนในกองถ่ายน่ารักและให้คำแนะนำแพรด้วยดีค่ะ มีพี่ๆ ผู้ใหญ่ก็คอยสอน เรื่องสอง เรื่องสาม ก็ค่อยๆ ตามมาหลังจากนั้น เริ่มคุ้นเคยกับการทำงานแบบนี้ เกิดความสนุกกับการได้เล่นละคร เป็นอะไรที่ไม่รู้สึกเบื่อเลย ที่จะต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน เพื่อที่จะไปกองถ่าย บางทีต้องตื่นตีห้าเพื่อไปโลเคชั่นไกลๆ ออกต่างจังหวัด แต่แพรสนุกที่ได้ออกไปนะ ได้ทำงาน แล้วอีกอย่างเวลาอยู่ในกองไม่ได้มีแค่เรายังมีทีมงานคนอื่นๆ อีกหลายๆ ที่ทุกคนต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้งานออกมาดีและมีคุณภาพ

บทแจ้งเกิดให้กับแพร

จริงๆ แพรเล่นละครมาเรื่อยๆ นะ แต่ที่ทำให้ทุกคนจำได้ล่าสุดเลยเพิ่งจบไปคือ “เลื่อมสลับลาย” คือพอเล่นเรื่องนี้เสร็จปุ๊บ คราวนี้บทบาทที่ได้รับหลังจากนี้จะร้ายๆ แรงๆ เพราะคนชอบ ทำให้คนรู้จักเราจากบทนี้เยอะขึ้น และดีใจที่มีโอกาสได้รับบทที่เหมาะกับเรา ได้เจอผู้กำกับที่เขาสามารถสื่อสารให้เราออกมาเป็นตัวเรา ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวละครนั้นด้วย ทำให้คนดูรู้สึกว่า นี่มันจริงนะเออ ดูสมจริงสมจัง กลายเป็นเราก็จะได้รับบทร้ายๆ เหวี่ยงๆ

ฟีตแบคระหว่างงานร้อง กับงานแสดง

คือจริงๆ ก็ได้ฟีลลิ่งคล้ายๆ กันนะแต่ว่า พอเป็นนักร้องจะมีฟีลลิ่งที่พอขึ้นเวทีแล้วเราเจอแฟนเพลงที่ดูเราอยู่ข้างล่างเวทีแล้วเราได้รับฟิตแบค ณ ขณะนั้น เดี๋ยวนั้นเลย แต่การเป็นนักแสดงเราถ่ายละครไปแล้วทุกคนจะได้เห็นผลงานเราก็ต่อเมื่อละครออนแอร์ออกไปแล้ว พอมีฟีคแบคจากคนดูกลับมา ถามว่าดีใจกว่ากันไหมก็จะเป็นคนละแบบนะ ถ้าเราเป็นนักร้องเราได้ความมันส์ความสนุกได้ ณ ตรงนั้น แต่ว่าการแสดงจะมาเห็นได้และสัมผัสถึงก็ต่อเมื่อเราเดินออกไปข้างนอกแล้วเจอคนทักแล้วพูดกับเราว่า เฮ้ยพี่ดูเรื่องนั้นนะชอบมากเลย เล่นดีมากเลย

ยามเหนื่อยและท้อใจ

แพรเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ เมื่อก่อนจะชอบอ่านพวกธรรมะ แล้วแพรก็จะเป็นคนที่ไม่ค่อยยึดกับสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจ คือบางทีเรารู้แหละว่าเราเหนื่อยเราท้อเราก็ระบายอารมณ์นี้ไป อาจจะร้องไห้ ซึมเศร้าไปแป๊บหนึ่ง แต่เราก็ต้องรู้ว่ามันผ่านมาเดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เพราะว่าวันใหม่ก็คือวันที่สดใส (ช่วงเวลามีปัญหา?) อย่างเวลาเราถ่ายละครแล้วเหนื่อย แต่เราก็ต้องถ่าย ทั้งที่ในใจก็เหนื่อยนะไม่อยากทำแล้ว อยากจะพักแล้ว อย่างแพรเป็นคนร้องไห้ไม่ค่อยเก่ง แต่ต้องเข้าฉากร้องไห้ เราก็จะแบบ ทำไมร้องไห้ไม่ได้สักทีนะ ทีมงานคนอื่นเขาก็รอ กลายเป็นว่าร้องจริงไปซะเลยแล้วกัน คือร้องจริงๆ ที่ทำให้คนอื่นเขามารอ หรือกรณีที่เรามีปัญหาจริงๆ แล้วถ้าเรามีใครสักคนหนึ่งที่เราได้คุยได้ระบายออกมา ก็เป็นการช่วยได้มากๆ เลยนะ จริงอยู่ว่าคนที่เราคุยด้วยอาจจะไม่ได้ช่วยเราแก้ปัญหากับเราหรอก แต่ว่าการที่เราได้พูดก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง

ความรักตอนนี้

มีคนที่คอยเป็นกำลังใจให้เรา คอยแนะนำเราไปในทางที่ดีขึ้น ถือว่าดีค่ะที่ได้เจอคนแบบนี้ เขาเข้ามาทำให้เราดีขึ้น (โรแมนติกกันแค่ไหน) ไม่รู้สึกนะ อยู่ด้วยกันแล้วเป็นคนที่เข้ากันได้ ทุกวันที่มีความสุขก็คือการที่เราเติมความหวานให้ตัวเองให้ชีวิตเรา บางครั้งไปออกกำลังกายด้วยกัน เข้าฟิตเนส เพราะตอนนี้เจเจเขาเปิดฟิตเนตอยู่ที่รางน้ำ เดี๋ยวจะเปิดใหม่ที่พัฒนาการ แพรก็เข้าไปร่วมหุ้นด้วยนิดหน่อย คบกันมาประมาณ 1 ปีได้ค่ะ ก็ดูๆ กันไปยาวๆ เขาเองก็เป็นคนที่วางแผนอนาคตที่ค่อนข้างจะเป็นผู้นำสูง เราก็คิดว่าถ้าวันหนึ่งเราลงเอยกับเขา ก็เป็นเรื่องที่ดี ได้มีคนดีๆ คอยนำเรา ความรักแฮปปี้มีความสุขดีค่ะดูกันไปเรื่อยๆ (ยิ้ม)

ช่วงเวลาในวันว่าง

ส่วนใหญ่ใช้ไปกับการทำแบรนด์เสื้อผ้าของเรานี่แหละค่ะ ต้องติดต่อคนตัดเย็บ เลือกผ้า ออกแบบใหม่ๆ วิธีที่เราจะโปรโมทของ ง่วนอยู่กับงานตรงนี้ค่ะ หวังว่าเราจะได้ความรู้ในด้านนี้เพิ่มพูลให้ตัวเอง เดี๋ยวก็คงจะมีออกวางจำหน่ายตามบู๊ธต่างๆ เพราะเริ่มติดต่อไว้เหมือนกันค่ะ เริ่มขยายช่องทางให้คนรู้จักและเห็นในแบรนด์ของเราให้มากขึ้น  ช่วงนี้กระแสตอบรับดีนะคะ เราทำเป็นกางเกงวอร์มที่ใช้สกรีนคำพูด ที่โดนใจคน เท่ๆ เก๋ๆ วัยรุ่นก็จะชอบ ใส่ได้ตลอดตั้งแต่เด็กวัยรุ่นยันผู้ใหญ่ ก็มีออกไปขายเองด้วย เป็นงานที่สนุกดีนะคะ ได้เจอคน บางทียืนยิ้มจนปวดหน้าแต่ก็สนุก (ยังอยากจะทำอะไรอีกไหม) เมื่อก่อนเคยคิดนะว่าอยากจะทำอาชีพทุกอาชีพในโลกนี้ แต่ว่าก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ก็เลยคิดว่าถ้ามีอะไรใหม่ๆ มาให้เราทำก็อย่าไปกลัวที่จะทำมัน ถามว่าตอนนี้อยากลองอะไรที่สุด คงจะเป็นการเล่นโยคะจนถึงที่เขาทำท่ายากๆ ได้สำเร็จ

วางแผนชีวิตในวงการ

เรื่องของบทบาทการแสดง แพรรู้สึกว่าแพรชอบงานแบบนี้นะ เราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องดังเปรี้ยงปร้างหรือถ้าไม่ดังก็ไม่อยากทำ แพรคิดว่าเป็นความสนุกที่เราเอ็นจอย เราชอบก็คิดว่าอยากจะทำไปเรื่อยๆ เราก็มองคนที่เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ที่วันนี้เขาสูงอายุแล้วแต่ก็ยังทำการแสดงได้  เราก็คิดนะว่าวันหนึ่งเราก็อยากเป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน อยากที่จะอยู่ในวงการบันเทิง  เล่นละครไปจนแก่ คือไม่ใช่ว่าเขาทำงานหนักนะ เหมือนกับว่าเขามาแสดงเล่นละครแล้วเขามีความสุข เขาก็เลยทำ จำได้ว่าเคยถามนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ หลายคนว่าไม่เหนื่อยเหรอคะ เขาบอกว่าเขามีความสุขก็เลยยังต้องทำตรงนี้อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงและไม่แน่นอนเท่าไหร่ ช่วงนี้จึงหันมาลองทำธุรกิจเสริมดูบ้าง ก็ได้รับคำแนะนำจากคุณเจเจ เข้ามาวางแผนให้ ว่าต้องมีอะไรยังไงก็ช่วยกัน เราจะมาหวังพึ่งทางนี้อย่างเดียวก็ไม่ได้

มุมมองชีวิตในยุคปัจจุบัน

ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอน อะไรที่เราคิดว่าดีแล้ว แต่สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด หรืออะไรที่เราเคยคิดว่าเฮ้ยแย่นะ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับกลายเป็นดี ไม่มีอะไรแน่นอน เพราะฉะนั้นแพรจะไม่ถึงกับยึดติดมาก วันนี้เรามีดีเท่านี้ แต่แพรก็จะไม่ยึดติดว่าจะต้องดีแบบนี้ตลอดไป คือเราก็พร้อมถ้าวันหนึ่งจะไม่ดี เราก็รับไหว เราเตรียมใจและเตรียมตัวเราให้พร้อมที่จะรับมือกับทุกๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นและเข้ามา แล้วเราก็จะได้ไม่เครียดจนเกินไปหรือกดดันตัวเองจนเกินไปค่ะ

เพื่อให้ทันโลกในวันนี้เราต้องรู้จักป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ และมีสติรับรู้ทุกเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังและรับรู้ว่าทุกอย่างที่จะเข้ามาหาเราได้เสมอไม่ว่าจะร้ายหรือดี

กระแตน้อย

star retro : ‘เต้-นันทศัย พิศัลยบุตร’ ถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง คงเป็นนักกีฬาทีมชาติไปแล้ว

Published ธันวาคม 21, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/193765

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
tags : star retro

จากเด็กหนุ่มที่รักและหลงใหลในกีฬา แต่โชคชะตานำพาให้เขาได้มาโลดแล่นบนถนนสายบันเทิง สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ขอนำทุกท่านร่วมย้อนวันวานไปกับอดีตหนุ่มบอยแบนด์กล้ามล่ำ “เต้-นันทศัย พิศัลยบุตร”

J ผลงานยังคงต่อเนื่อง

ที่กำลังออกอากาศคือละคร “มรสุมสวาท” และที่กำลังถ่ายทำอยู่มีเรื่อง“กาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ” ของคุณเติ้ล-ตะวัน บทบาทตอนหลังมานี้ ผมมักจะได้แนวบู๊หรือไม่ก็โชว์บอดี้ครับ ที่เพิ่งจบไปก็ “เทวดาฟันน้ำนม”, “ตะพดโลกันตร์” เหมือนเป็นจังหวะด้วยครับ ที่พอผมได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง ได้เล่นฟิตเนสเข้ายิมเปลี่ยนแปลงสรีระตัวเองให้ดีขึ้น บทบาทที่ได้รับมันก็เปลี่ยนไป จากเป็นเด็กธรรมดา หรือเป็นพนักงานออฟฟิศ ก็ได้รับบทที่แข็งแรงขึ้น เข้าทางเลยครับ

J ค้นพบว่าชอบออกกำลังกายตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ 6 ขวบเป็นนักกีฬาของโรงเรียน วิ่ง ปิงปอง บาสฯ ฟุตบอล เล่นเป็นหมด และผมเคยไปแข่งวิ่งเขต เล่นเทนนิสตั้งแต่สิบขวบ เพราะว่าคุณพ่อผมเป็นแชมป์เทนนิสประเทศไทย เลยกลายเป็นครอบครัวนักกีฬา โตมา
ถ้าผมไม่ได้เป็นนักแสดงก็คงเป็นนักกีฬาไปแล้ว (กีฬาที่เล่นได้ดีที่สุด ?) ฟุตบอลกับเทนนิสครับ ทุกวันนี้ผมก็ยังเล่นอยู่ ตีเทนนิสทุกอาทิตย์ ฟุตบอลก็เล่นเรื่อยๆ กับเพื่อนๆ และผมออกกำลังกายมาตลอด แต่ว่าความเฟิร์มของร่างกายเราไม่มีนะ เพราะว่าเราไม่ได้คุมอาหารเลยไม่มีกล้ามเนื้อที่สวยงาม เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็เลยตัดสินใจเข้ายิมเล่นเวท คุมอาหาร และหาโค้ชมาดูแลเรื่องนี้ ตั้งเป้าว่าจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ เพราะว่าผมก็ 34 แล้ว ถ้าไม่พัฒนาตัวเองอยู่กับที่ก็จะมีแต่ตกลงๆ เด็กรุ่นใหม่มา เด็กกว่าหน้าใสกว่าดูพร้อมสดกว่า ก็เลยพัฒนาตัวเองทั้งรูปร่างหน้าตาการทำงาน 2 ปีผ่านไปก็เลยได้หุ่นแบบนี้มาครับ (ยิ้มปลื้ม) แล้วเชื่อไหมครับว่าแรงบันดาลใจของผมคือเพื่อนผมเอง ซึ่งผมได้ไปดูคอนเสิร์ตของอาร์เอส เพื่อนผมคุณกำปั้น บาซู กระชากเสื้อเต้นแล้วคนทั้งฮอลล์กรี๊ด เราก็รู้สึกว่า โห! ทำไมมันเท่จังวะ…กล้ามนี่คือแน่นมาก คือก่อนหน้านี้ เราก็เห็นเขาเล่นกล้ามเล่นเวท แต่ว่าเราไม่สนใจ ผมเห็นแล้วยอมรับเลยว่าเพื่อนเราเท่มาก แต่ผมนี่ย้วยเลย หลังจากคอนเสิร์ตวันนั้น ผมก็ติดต่อหาโค้ชเลยครับ ซึ่งผมก็ได้ คุณบิว เดชอดุลย์ ซึ่งตอนนี้เป็นนักเพาะกายทีมชาติมาเป็นโค้ชให้ตอนนี้เลยมาเล่นด้วยกันเป็นแก๊งไปแล้วครับ มีผม กำปั้น จิม-เจจินตัย

J แอบภูมิใจเบาๆ กับสรีระที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

ผมรู้สึกดีใจ คือผมได้เป็นหนึ่งแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน ในการเปลี่ยนตัวเอง การที่ผมโพสต์รูปถอดเสื้อหนึ่งรูป แล้วมีคนเข้ามาสนใจ ขอคำแนะนำ แค่นี้ก็รู้สึกดีใจแล้ว ผมยังจะเล่นต่อไปเรื่อยๆ ทิ้งไม่ได้ครับ ทำมาขนาดนี้แล้ว ยอมรับว่าเมื่อก่อนผมนี่ตัวเที่ยวเลย ขาดื่ม ไม่ห่วงสุขภาพเลย ทุกวันนี้ดื่มครับ แต่ว่าเราดื่มเพื่อสังคม แล้วก็พักผ่อน พรุ่งนี้ออกกำลังกายนะไม่ใช่กินแล้วนอน ผมควบคุมอาหารจนทุกวันนี้ทำอาหารขายเองเลย ทุกเมนูเอามาจากประสบการณ์ของผม ต่อยอดให้ได้หมดทำใช้ชีวิตมีอะไรมากขึ้น เหมือนเป็นการเอาประสบการณ์ดีๆ ของตัวเองมาแชร์

J ถ้าไม่เข้าวงการบันเทิงคงเป็นนักกีฬาทีมชาติ

อย่างที่บอกว่าผมเป็นนักกีฬาโรงเรียน ทุกเย็นจะต้องไปวิ่งรอบสนามสิบรอบเอาล้อรถบรรทุกมาพันยางแล้วเอาเชือกผูกที่เอววิ่งลากขึ้นตึกทุกวัน กลับบ้านหกโมงเย็นทุ่มหนึ่ง ด้วยความที่พ่อผมเป็นนักเทนนิสทีมชาติด้วยมั้งครับ เลยซึมซับการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ ผลการเรียนก็กลางๆ จะชอบกีฬามากกว่า จนมา ม.2 อายุ13 ไปเดินสยามแล้วมีแมวมองติดต่อมาให้ไปแคสโฆษณา ตอนนั้นเป็นโฆษณากล้องโพลารอยด์ ผมก็ไปแคสดู แล้วได้ค่าตัวมาสองพันบาท หลังจากนั้นทางบริษัทดัชมิลล์ที่เขาจะมีโปรเจกท์โฆษณา ซึ่งเป็นพี่เต๋ากับพี่มอสเล่นอยู่แล้ว มีคนส่งรูปผมไปให้ พี่คิง-สมจริง ศรีสุภาพ ซึ่งเป็นผู้กำกับโฆษณาตัวนั้น พี่คิงก็สนใจเลยเรียกเข้ามาดูอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมาก็ได้ถ่ายเลย เล่นกับพี่เต๋า พอดัชมิลล์มีการจัดประกวดดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล เป็นครั้งแรกปี 1997 แต่ในปี 1996เป็นรุ่น พี่เขตต์ ฐานทัพ พี่อ้น-สราวุธ เป็นการแต่งตั้ง ทางดัชมิลล์ก็ถามผมว่าจะประกวดไหม ถ้าประกวดก็ต้องเสี่ยงนะ แต่ถ้าไม่ประกวดเขาก็จะแต่งตั้งให้เลย สรุปเขาก็คงไม่อยากมีปัญหาถ้าประกวดแล้วผมเกิดได้ขึ้นมา เขาเลยแต่งตั้งผมกับ เอมี่-อาทิตยา คู่กัน ส่วนที่ได้ตำแหน่งปีนั้นก็มี อั้ม-อธิชาติ เจี๊ยบ-ชมพูนุช อ้น-ทรงวุฒิ เลยเป็นการเข้าวงการเต็มตัว เพราะว่าได้ทำงานพิธีกรเรื่อยๆ จนอายุ 16 ทางดัชมิลล์ก็ส่งผมไปทำสกรีนเทสต์ที่แกรมมี่ ได้ออกเทป BKK เติ้ล เต้ ติว เป็นงานที่สร้างโปรไฟล์สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองอย่างจริงจัง

J เกินความคาดหมาย เมื่อได้เป็นนักร้อง

การเป็นนักร้องเป็นอีกหนึ่งความฝันครับ แต่เรานึกถึงช่องทางไม่ออกว่าเราจะเข้ามาเป็นได้ยังไง เราเป็นแค่เด็กธรรมดา เรียนหนังสือ เล่นกีฬา จนมาวันหนึ่งเราก็ได้มาเป็นนักร้อง ก็โอเคครับสนุก ได้ออกแค่อัลบั้มเดียว แต่เป็นอัลบั้มที่ผมภูมิใจนะ สนุกเป็นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต ผมได้ไปทัวร์คอนเสิร์ต ได้ขึ้นเวทีใหญ่ๆ กับนักร้องรุ่นใหญ่หลายๆ คน เพื่อนร่วมรุ่นแกรมมี่ผมมี พี่ปีเตอร์, ทีนเอจเกรดเอ, แจมป์,นาวิน ต้าร์, บับเบิ้ล เกิร์ลส์, ไบรโอนี่ ออกเทปตอนอายุ 16 หลังจากนั้นปีนึงก็มีค่ายละครติดต่อมา ได้เล่นละครเรื่องแรกในชีวิตคือ“หน้าต่างบานแรก” ทางไอทีวี เป็นละครสะท้อนสังคมบทดีมาก ผมเรียนการแสดงกับทางดัชชี่อยู่แล้ว เรียนเยอะมากก็เอามาใช้ในเรื่องนี้ พี่ตั้ม-อิทธิพัทธ์ ผู้กำกับซึ่งตอนนี้เสียไปแล้ว ก็น่ารัก สอนเราทุกอย่าง คือผมประทับใจเรื่องนี้มากได้เล่นกับ พลอย-เฌอมาลย์กับยอดฝีมือทุกคน พ่อคือ พี่หนุ่ม-สันติสุข, พี่แดง-ธัญญา เล่นเป็นแม่ อีกฝั่งก็ อาโย- ทัศน์วรรณ, อาเอ็ด-กรุง เป็นการแจ้งเกิดทางการแสดงของผม และได้เข้าชิงรางวัลดาวรุ่งของท็อปอวอร์ด หลังจากนั้นผมก็ได้เล่นละครของไอทีวีมาอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาไม่ได้ทำละครต่อ ทางพี่ตั้ม ผู้กำกับก็พาผมมาเล่นช่อง 3 เรื่อง “ดื้อนักรักซะเลย” ของอาร์เอส หลังจากนั้นก็ได้มาเล่นช่อง 7 เรื่อง “สายลมกับสามเรา” ของพี่ตั้ว-ศรัณยู และเล่นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้โลโก้เราก็เป็นช่อง 7 ไปแล้ว ทั้งที่ผมก็ไม่ได้เซ็นสัญญา ทางผู้ใหญ่ให้โอกาสมาตลอด ยอมรับว่ามีช่อง 3 ติดต่อมาเหมือนกัน แต่ว่าเราไม่กล้าไป ด้วยความที่ผู้ใหญ่ทางช่อง 7 ให้โอกาสเราอยู่เสมอ บทก็หลากหลายขึ้นมีทั้งดีและร้ายสลับกันไป

J เริ่มชอบการแสดงเมื่อไหร่

ผมรู้สึกว่าชอบการแสดงตั้งแต่เล่นเรื่องแรกเลยครับ เพราะว่าผมเล่นแล้วรู้สึกอินแต่ผมจะชอบเล่นบทเด็กมีปัญหา บทแบบเก็บกดดราม่า รู้สึกว่ามันได้ถ่ายทอดได้ใช้อารมณ์ในการเล่นเรื่องแรกถือว่าครบเลย แต่อีกเรื่องนึงที่ครบกว่านั้น คือ “ทะเลสาบนกกาเหว่า” เป็นเรื่องดราม่ามาก แต่เป็นการทำงานที่สนุก พี่ต้อ-มารุต ผู้กำกับก็น่ารัก ผมได้โชว์การแสดงที่เป็นบทดราม่าหนักๆ อีกครั้ง (เคยนับผลงานการแสดงตัวเองไหม?) ไม่เคยนับเลยครับ จำไม่ได้เลยว่าแสดงมาแล้วกี่เรื่อง แต่ก็รวมแล้วคือเล่นละครตั้งแต่อายุ 16 ตอนนี้อายุ 33 ก็ 17 ปี ในการมาเล่นละคร ซึ่งถ้าผู้ใหญ่ยังให้โอกาสอยู่ ผมก็จะยังเล่นละครต่อไปเรื่อยๆ ครับ รวมทั้งเรายังมีแรงมีศักยภาพพอในการเล่น และตอนนี้ผมก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว เปิดเนิร์สเซอรี่กับแฟน ผมทำอาหารคลีนขาย เป็นธุรกิจรองรับอนาคตถ้าเราหยุดงานแสดงไปก็ยังคงมีเหล่านี้ที่รองรับอยู่ ว่างจากละครผมก็เข้าครัวไปดูคุมการผลิตทุกอย่าง เราทำอะไรเราต้องรู้ทุกอย่าง รู้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกยันขั้นตอนสุดท้าย ส่วนงานอื่นๆ ในวงการ เติ้ลเคยชวนทำละครเหมือนกัน ผู้ใหญ่ทางดัชชี่ก็เคยชวน แต่ผมยังไม่พร้อม เพราะว่าการเป็นผู้จัดมันเหนื่อยนะ ก็เลยขอเล่นไปก่อนและทำธุรกิจที่เป็นทางของผมไปก่อน ขอทำอะไรเพื่อสุขภาพให้ดี เพราะว่าเพิ่งจะเริ่มต้นด้วย

J กับสมาชิกอีก 2 หนุ่มแห่ง BKK

แยกย้ายกันไปทำภารกิจของตัวเองครับ แต่ผมยังมีเจอกับเติ้ลบ้างในฐานะนักแสดงด้วยกัน และฐานะที่เค้าเป็นผู้กำกับ เติ้ลเป็นคนรักเพื่อนพ้องนะมีอะไรก็จะนึกถึงผมทุกวันนี้เขาให้ผมมาเป็นนักแสดงของค่ายเขา เรามีสัญญาใจกันครับ เล่นละครเขาเป็นหลัก ซึ่งในเรื่อง “กาลครั้งหนึ่ง…ในหัวใจ” เขาก็มากำกับเองด้วย และยื่นบทดีๆให้ผมอีก เติ้ลเขาบอกผมเองเลยว่าให้มาเป็นนักแสดงในสังกัดเขา แต่ไม่ต้องเซ็นสัญญาอะไร และเขาก็จัดหาผู้จัดการดูคิวให้ผมเลย แต่กับติวไม่ค่อยได้เจอ เพราะว่าเขาออกจากวงการไปเลยไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ถ้าเจอกันความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิมครับ (มีโอกาสจะรวมตัวกันทำโปรเจกท์พิเศษๆไหม ?) ผมว่าคงยากครับ เพราะว่าอย่างติวตอนนี้น้ำหนักเยอะ คือเขาเล่นบอลแล้วพลาดเอ็นเข่าขาดช่วงพักฟื้นก็เลยทานเยอะไปหน่อยทีนี้ก็เลยลดไม่ลง

J ความรักที่สุกงอม

เราคบหากันมา 13 ปีแล้วครับ และจริงๆ ผมคุกเข่าขอเขาแต่งงานที่อเมริกา สวมแหวนเรียบร้อยแล้วนะ แต่ตอนนี้แฟนผม
เขาบอกเลยว่าไม่อยากจัดงาน เขาเสียดายตังค์ เอาเงินมาลงทุนทำธุรกิจก่อนดีกว่า แต่ที่ผมวางแผนไว้คือจะพาเขาไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมายในต้นปีหน้าครับส่วนงานพิธีการไว้ถ้าพร้อมค่อยว่ากัน แฟนผมเป็นคนนอกวงการครับ อาจจะเคยเล่นละครมาบ้างตอนเด็กๆ เขาเป็นญาติกับทางดาราวีดีโอ และตอนนี้ก็เป็นนักพากย์อยู่ที่ช่อง 3 และช่องทรู คุณแม่เขาเป็นหัวหน้าทีมพากย์ด้วยครับ

J ระดับความหวาน

13 ปีความรักเราไม่เคยลดลงเลยครับ ยิ่งรักเขามากขึ้นๆ ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เราอยู่ด้วยกันทุกวันเหมือนสามีภรรยากันแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่แต่งงานจดทะเบียนกันเท่านั้นเอง เขาโตกว่าผมด้วย อายุมากกว่าผม 6 ปี แต่เราไม่รู้สึกว่ามันมีช่องว่างระหว่างวัยเลย หน้าเขาเด็กด้วยมั้งครับ(หัวเราะ) ตอนไปจีบเขา ผมอายุ 20 นึกว่ารุ่นเดียวกัน แต่เขารู้สึกภูมิใจนะที่เขาได้กินเด็ก (หัวเราะ) ครอบครัวเขาหน้าอ่อนกว่าวัยทุกคนเลยนะ ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องอายุเลย สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกดี ที่เขาโตกว่า คือเมื่อก่อนผมเกเรมาก ตัวเอ้เลยครับ ตอนที่เป็นแฟนกันแรกๆ ผมยังเที่ยวเตร่กินเหล้ากับแก๊งเด็กนรกอยู่ ผมยอมรับเลยว่าถ้าไม่มีเขาผมอาจจะหลุดไปจากวงการแล้วก็ได้เขาค่อยๆ ดึง ปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติในการใช้ชีวิตของผม ทำให้ผมโตขึ้น มีทุกวันนี้ผมยกให้เขาเลยครับ เขาให้ผมเก็บตังค์สมัยก่อนทำงานได้มาเท่าไหร่หมดกับการกินเที่ยวเลี้ยงเพื่อน พอเขามาอยู่ด้วย ทุกวันนี้เงินอยู่กับเขา ผมจะมีบัญชี 3 บัญชี บัญชีใหญ่อยู่ที่เขา เงินมาโอนเข้าหมด บัญชี 2 บ้านรถที่ต้องผ่อน เงินมาก็จะแชร์เข้าตรงนี้เพื่อตัด แล้วอีกบัญชีเป็นเงินเดือนผมเดือนละสามหมื่นเอาไว้ใช้ ก็พยายามประหยัดครับ แต่ผมไม่มองว่าเขาจำกัดเรานะ คือมองว่าดีเพราะถ้าเราไม่พอใช้เขาก็จะโอนให้

J งานแต่งงานในฝัน

ผมอยากแต่งงานแบบจัดไม่ใหญ่เอาเฉพาะเพื่อนสนิทญาติ แต่ในความจริงไม่ได้หรอกถ้าเกิดไม่ชวนคนนั้นคนนี้ก็จะงอน มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็เลยเป็นปัญหาของผมกับแฟนว่าอย่าจัดเลยตัดปัญหา ถ้าจัดมันต้องลงทุนเยอะอยู่แล้ว ถ้าจะมาจัดเล็กๆ ก็ไม่ได้แต่ถ้าถามว่าผมอยากจะจัดงานแต่งงานยังไงอยากมีงานที่ไม่ใหญ่มาก จัดริมทะเลบนหาดทราย ทุกคนถอดรองเท้ามาแบบชิลๆ บรรยากาศกันเอง ครอบครัว เพื่อนๆ ปาร์ตี้กัสนุกๆ พิธีการน้อยๆ สัญญาว่าจะรักกันไม่ต้องเลย เพราะว่าผมอยู่ด้วยกันแล้ว มันเลยจุดนั้นมาแล้ว ผมคบกันจนรู้ด้านมืดของกันแล้ว รู้จุดต่ำสุดของเขา และเขาก็เห็นจุดต่ำสุดของผม แต่ดีอย่างคือ 13 ปี ที่คบกันผมไม่เคยนอกใจเขาเลย มีมองๆ แซวๆ บ้างตามประสาผู้ชาย เวลาถ่ายละครก็มีผู้หญิงเข้ามาบ้างแต่เราก็จะบอกไปว่าเรามีแฟนแล้ว น้องน่าจะเกิดเร็วกว่านี้อีกสักสิบปี ก็พูดขำๆไปครับ

J วางแผนการมีน้องหรือยัง

ผมคิดตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ ว่าอยากมีลูกสักตอนอายุ 25 อยากจะมีลูกทันใช้อยากเล่นกีฬาด้วยกัน แต่ตอนนี้ผมกับแฟนก็คุมมาตลอด แล้วตอนนี้แฟนผมอายุจะ 40 แล้ว ถ้ามีลูกอาจจะอันตราย คือก็ต้องปรึกษาหมอแล้วล่ะ ต้องดูอีกทีหนึ่งครับ เท่าที่เราคุยกัน ใจผมอยากมีลูก แต่พอได้คุยกับแฟนได้แชร์ความรู้สึกกัน เขาก็บอกว่าถ้าไม่มีเป็นอะไรไหม ผมก็เลยรู้สึกว่างั้นไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะผมเชื่อว่าชีวิตผมถ้าแก่ตัวไปเราอยู่กันสองคนตายายเราก็อยู่ได้ ดูแลกันและกันไป

J วงการนี้ให้อะไรกับเราบ้าง

ให้ชีวิตครับ เพราะเมื่อก่อนผมก็เป็นเด็กคนนึงตื่นมาก็ไปโรงเรียน เตะบอลกลับบ้านทำการบ้านไปโรงเรียน ความรับผิดชอบไม่มี แต่พอเริ่มเข้าวงการทุกวันที่ผมตื่นมาแทนที่จะไปโรงเรียนอย่างเดียว เรามีหน้าที่รับผิดชอบเพิ่มเข้ามา ไปเป็นพิธีกรก็ต้องอ่านบท ทำให้ผมโตขึ้น มีระเบียบวินัยมีความรับผิดชอบกล้าแสดงออก ทำให้รู้จักวิธีการทำงาน รู้จักการเข้าสังคมรู้จักกาลเทศะ เพราะว่าสังคมในวงการบันเทิงระเบียบวินัยการมาตรงต่อเวลาเป็นอันดับหนึ่ง วงการทำให้ผมมีชีวิตที่ดี วงการนี้ขัดเกลาผม บอกได้เลยว่าวงการนี้จริงๆ ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ทุกคนเห็น ข้างในมีการแข่งขันตลอดเวลา ใครเจอดีก็ดีไป เจอคนไม่ดีก็เสียใจ แต่เราทำไงได้อยู่ตรงนี้แล้วก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป อันไหนดีเราก็เอามาใช้ ในวงการผมมีรุ่นพี่มีผู้ใหญ่หลายๆ คน ผมเจอ พี่เต๋า-สมชาย,พี่ต๊ะ บอยสเกาท์, พี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ซึ่งถือเป็นไอดอลผมเลย อะไรที่ดีที่ผมเห็นแล้วผมดึงมาใช้มันเลยทำให้ผมได้รู้การใช้ชีวิต (ละม้ายคล้าย เต๋า-สมชาย มาก ?) คนทักตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ ผมไม่ได้ก๊อบพี่เต๋าเลยนะ ก็มีโอกาสร่วมงานแรกๆ ในวงการกับพี่เต๋าด้วยก็เป็นความภูมิใจเลยครับได้ร่วมงานกับไอดอลพี่เต๋าเท่นะเป็นนักร้องนักแสดงในดวงใจก็ดีใจครับที่โตมาได้ร่วมงานได้หยิบชีวิตในส่วนดีๆ ของพี่เต๋ามาใช้

J จากฝันแรกที่จะเป็นนักกีฬาแต่มาเป็นนักแสดงแทน

ไม่รู้สึกเสียโอกาสเลยครับไม่เป็นไรเลย แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมได้ทำมาตั้งแต่เด็กๆ การซ้อมกีฬาหลังเลิกเรียนมันทำให้ผมมีวินัย ทำให้ผมมีความอดทน ซึ่งเอามาใช้ในการทำงานได้ ทุกอย่างมันเป็นสิ่งดีหมดถ้าเรามีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่ดี ดึงเอาสิ่งที่ดีมาใช้ ตอนนี้มีนักแสดงมาให้ผมไปช่วยเทรนด์ให้แล้วนะ ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะได้เป็นเทรนเนอร์ให้กับนักแสดงก็ได้นะครับ

“วงการบันเทิงเมื่อก่อนเข้ายาก เพราะช่องทางยังน้อย เข้ามาแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าคุณมีศักยภาพแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะอยู่ตรงนี้ได้นาน ก็คือความมีระเบียบวินัย กาลเทศะ ถึงคุณจะหล่อสวยเก่งแต่คุณไม่มีระเบียบวินัยไม่มีความรับผิดชอบ
ผู้ใหญ่ก็ไม่เอาและอยู่ได้ไม่นาน”และนี่ก็คือ เต้-นันทศัย” อดีตเด็กเสเพล ที่ไม่ได้เกเรไปวันๆ

กุหลาบสีเงิน

star Retro : ‘ป๊อบ’ พลรัตน์ รอดรักษา จากฝันร้ายสู่ความจริงที่อิ่มสุข

Published ธันวาคม 13, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/192729

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ พาไปพูดคุยกับนักแสดงหัวใจแกร่ง “ป๊อบ” พลรัตน์ รอดรักษา หลังผ่านเรื่องราวทั้งร้ายและดีในวงการบันเทิงมา “ป๊อบ” ค้นพบกับคำว่า “หัวใจพองโต” อีกครั้ง อะไรหรือใครเป็นผู้จุดชนวน วันนี้เราจะได้ทราบกัน รวมถึงเรื่องราวครอบครัวสุขสันต์ กับสักขีพยานรักฝาแฝดทั้งสองคน

l บันไดสู่การเป็นนักแสดง

ตอนนั้นผมประกวดโดม่อนตกรอบแรกยืนน้ำตาซึมอยู่ที่ห้างไดมารู ปีนั้น เจค- ศตวรรษ ได้ หลังจากนั้นไปผมก็ไปประกวดของแบรนด์เสื้อผ้า เจฟ็อกซ์ เป็นคนสุดท้ายของงานประกวด ได้เลขที่สุดท้าย ใส่กางเกงยีนส์ รองเท้าแตะ เสื้อยืด แล้วจังหวะเขาเรียก ปรากฏว่าคนแรกไม่มา จากคนสุดท้ายผมได้ไปอยู่คนแรก โดยที่เราก็ไปยืมรองเท้าคนอื่นเขามาใช้ และสิ่งที่ได้รับวันนั้นคือ รางวัลทุกรางวัลที่เขามี ผมได้หมดเลยหลังจากนั้นก็ได้เข้ามาถ่ายแบบของหนังสือแพรว จนพี่ป๋อ (ศิริพงศ์ อรุณไพโรจน์) พาผมไปเซ็นสัญญาช่อง 3 เสร็จปุ๊บผมก็ไปเที่ยวกับเพื่อนที่เดอะพาเลซ ไปเจอพี่ไก่ (วรายุฑ มิลินทจินดา) พี่ไก่บอก “ไปลดความอ้วนซะนะ ได้ข่าวว่ามาเซ็นสัญญาที่ช่อง 3 แล้ว อีก 1 เดือนมาเล่นละครของฉัน”หลังจากนั้น 1 เดือนเป๊ะ พี่ไก่ก็ให้ผู้กำกับรายการโทร.เข้ามาบอกว่าให้ไปเล่นละครเรื่อง“ใครกำหนด” ตอนนั้นชีวิตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กลายเป็นดารา

l จุดเริ่มต้นคือพระเอก

ผมแจ้งเกิดจากบทน่าสงสาร เรื่องแรก“ใครกำหนด” ตอนนั้นเล่นกับพี่ตุ๋ย (มนฤดี ยมาภัย) จากนั้นส่วนใหญ่ผมได้รับบทที่ออกแนวน่าสงสารหมด มีช่วงหลังนี่แหละที่ได้บทร้ายๆ แต่จะมีบทดีอยู่เรื่องหนึ่งอย่างตอนนี้เลย เรื่อง “เพชรตัดเพชร” ช่อง 7มาเล่นเป็นพ่อของขวัญ (อุษามณี ไวทยานนท์)เป็นรัฐมนตรีที่ค่อนข้างเข้มแข็ง แล้วก็มีอีกบทหนึ่งที่เล่นของป้าแจ๋ว (ยุทธนาลอพันธุ์ไพบูลย์) เรื่อง “ลูกผู้ชายเลือดเดือด” ช่อง 3 เรื่องนี้ดีมากๆ มีหนวดมีเคราด้วยได้ร้องไห้ เป็นคนดีจัดเลยนะเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็จะมีหลายๆ คนมองภาพว่าผมต้องเล่นเป็นตัวร้าย อาจจะเพราะหน้าตาร้าย คือส่วนใหญ่เขาจะติดภาพว่าเราต้องร้าย ต้องดุ

l กลายเป็นร้ายพารุ่ง

เคยมีคนพูดแบบนี้ แต่บทดีเราก็เล่นได้ อย่างเรื่อง “ลูกผู้ชายเลือดเดือด” เป็นครูเดช อดีตครูมวยเก่า ไปอยู่ต่างจังหวัดมีหนวดมีเครา เวลานั่งต้องไม่นั่งตัวตรงเวลาเดินก็ต้องเดินแบบคนต่างจังหวัด เราจะต้องไม่เดินมีมาดอย่างตอนเป็นนายพล ต้องทิ้งมาดนั้นไป เราต้องยอมรับว่าเราหากินเรื่องเดียวไม่พอ อดตาย ฉะนั้นผมจะดีไซน์ทรงผมท่าเดิน หรือแม้กระทั่งแววตา คำพูด ต้องดีไซน์ ผมจะพยายามไม่ให้ทุกอย่างเหมือนกันหมด เพราะส่วนใหญ่คนอาจจะเห็นเราในบทเดียวคือร้าย ถึงยังไงผมก็ว่าทุกอย่างก็หนีไม่พ้นหรอก อย่างตัวโน้ต โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด ก็มีอยู่แค่นี้ แล้วทุกตัวสามารถทำเพลงให้ได้ 4-5 นาที ก็เหมือนตัวละครของเราเช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่ผมหวังและอยากให้ทุกคนที่ดูได้คืออิ่ม ถ้าใครดูผมเล่น ให้รู้ว่าร้าย ผมร้ายจริงๆ นะ เพราะถ้าผมไม่ร้ายใครจะสงสารพระเอก-นางเอก ถ้าเรามัวแต่จะเก๊กหล่อแข่งกับพระเอก-นางเอกก็ไม่ใช่ เพราะเรารับบทเป็นตัวร้าย ฉะนั้นเราต้องรู้หน้าที่ตัวเอง

l ร้ายที่ถูกจริต ป๊อบ-พลรัตน์

แน่นอนร้ายแบบมีเหตุผล ร้ายแบบรัก ช่วงชิง ร้ายแบบต้องการได้มา แต่สุดท้ายมีความรู้สึกสำนึกอะไรบ้าง อย่างเช่นเรื่อง “รอยรักแรงแค้น” ตอนแรกที่เล่นไปคนด่ามาก ทำไมโหดอย่างงั้นล่ะ แต่ทุกอย่างมีเหตุผล และต้องยอมรับด้วยที่สำคัญเลยคือ คนเขียนบท อย่างพี่ตั้ว เขาเขียนบทเอง กำกับเอง ถือเป็นเรื่องที่ภูมิใจนะ และเราได้เล่นทุกหน้า ความเจ้าชู้ เศร้า โหด ร้าย เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า โอกาสน้อยมากที่จะได้รับบทอย่างงี้ จริงๆ แล้วตัวนี้ไม่มีอะไรเลย พี่ตั้วบอกว่าป๊อบมายืนเท่เล่นเป็นนายพลธรรมดานะที่คอยตักเตือนลูก บท 1-5 พี่ตั้วเขียนบทมาเรียบร้อย แต่ตั้งแต่ ตอนที่ 5-16 พี่ตั้วปรับหมดให้มีสีสัน จนเราร้อง เฮ้ย..เป็นงานที่โอ้โหตื่นเต้นตลอดเวลา

l จาก พระเอก ตัวร้าย สู่บทพ่อ เลือกเองหรือเขาเลือกให้

ทางกองถ่ายเป็นคนเลือกก่อนว่าต้องเป็นเรา แต่ผมบอกกับทุกกองเลยว่า ผมจะรับเชิญอะไรก็แล้วแต่ ขอให้มีบท คือมีอะไรได้เล่น ถ้าหากมีอะไรที่แค่เดินผ่านเฉยๆ ไม่ต้องมาจ้างให้เปลืองสตางค์หรอกครับ ไปจ้างคนอื่นดีกว่า และอีกอย่างผมเองก็ไม่แฮปปี้ ไม่สนุกเลยกับการทำงาน พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) เคยสอนผมว่า “ป๊อบ มึงรู้ไหมว่าบทบางบทเล่นแค่ฉากเดียวก็มีความหมายได้ แต่เขาต้องมีอะไรให้เราได้เล่น คือเรามีอาชีพนักแสดง” ต้องขอขอบคุณเลย ผมถึงบอกกับตัวเองเสมอว่า ผมมีอาชีพรับจ้างเป็นพ่อ รับจ้างเป็นตัวร้าย รับจ้างเป็นนายพล เป็นรัฐมนตรี อะไรก็แล้วแต่ แต่การรับจ้างของผมคือ เอาตัวเองและกางเกงในตัวเดียวไปใส่ชุดของกองถ่าย แล้วไปเล่นบทนั้น เป็นตัวนั้น โดยไม่ต้องบอกว่า ป๊อบ-พลรัตน์ เล่นเรื่องนั้น เล่นเรื่องนี้ ต้องบอกว่า ป๊อบไปรับหน้าที่เป็นตัวนั้น เป็นตัวนี้

l อาชีพนี้ให้อะไรกับพลรัตน์

ให้สังคม ให้คนรู้จักเรา แต่ถ้าเราวางตัวไม่ดี คนอื่นเขาก็จะไม่ศรัทธา ถึงเราไปเล่นเป็นตัวร้าย ถ้าเกิดเราทำตัวดี ไม่ตอแหล ไม่เสแสร้ง ไม่ทำตัวเกเร คนร้ายอย่างเราก็มีคนรักได้ อยากให้ทุกคนในวงการบ้านเราเห็นคุณค่าของนักแสดงอาวุโสบ้างเถอะ ไม่ต้องมาเชิดชู ไม่ต้องมาเอาอกเอาใจ แต่แค่เห็นคุณค่า และอยากให้คนที่ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงศรัทธาซึ่งกันและกัน

l ความสุขในวันเก่า กับ ณ วันนี้

ตอนนี้สุขกว่าครับ กล้าบอกเลยว่าตอนนี้ผมมีความสุขมาก รู้ไหมว่าคำว่า บรรลุ บางครั้งไม่ใช่ว่าซื้อมาได้ด้วยเงินนะ ผมเพิ่ง
มานึกขึ้นได้ตอนเล่น “รอยฝันตะวันเดือด” ไอ้คำว่า อิ่ม มีคนอยู่ในเว็บไซต์พันทิปคนหนึ่ง ผมใช้คำตามเขานะ เขาบอกว่า “ดิฉันรู้สึกว่าอิ่มที่ได้เห็นคุณพลรัตน์ เล่นละครเรื่องนี้” โอ้โห..พออ่านเจอความเห็นอันนี้ปุ๊บ พลังมาจากไหนไม่รู้ หรือแม้กระทั่งตอนเล่นละครเรื่อง “รอยรักแรงแค้น” เขาบอก อยากเห็นคุณพลรัตน์ ขึ้นไปรับรางวัลสมทบชายยอดเยี่ยมหรือรางวัลใดรางวัลหนึ่งจากละครเรื่องนี้แค่นี้ผมก็ดีใจมากๆ แล้ว เป็นสิ่งที่ดีใจยิ่งกว่าได้รับรางวัลเสียอีก

l วางแผนให้ชีวิต

ผมเคยคิดว่าอยากจะมีค่ายมวย ก็มีแล้ว อยากจะมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด ตอนนี้ก็ดูที่ไว้อยู่ครับ หลายที่เหมือนกัน อุทัยธานีอุตรดิตถ์ แล้วก็เคยคิดว่าอยากจะอยู่บนเขา มีบ้านบนเขา แล้วเห็นนักมวยวิ่งรอบเขา โดยเบี้ยวเราไม่ได้นะว่าวิ่งกี่รอบ (หัวเราะ) นั่นก็เป็นความสุข เชื่อเถอะครับบั้นปลายชีวิตของทุกคน ไม่ได้จบที่อายุ 100 ปี คือเวลาเกิดเรารู้นะแต่เวลาตายเราไม่รู้ ฉะนั้นเราต้องไม่โกรธกันนะ เราต้องรักกัน และรักกันด้วยความศรัทธา ไม่เกลียดกัน มีอะไรให้อภัยกัน ทุกคนมีเหตุจำเป็น และเหตุสุดวิสัยของชีวิตหมดทุกคนมีความทุกข์ แต่เราก็ไม่อยากคุ้ยความทุกข์ของใคร เราปล่อยผ่านไป อะไรที่ผ่านได้ ให้แต่ความสุข มีคนบอกว่าผมพลังเยอะจัง ก็ไม่มีอะไรครับก็ผมสนุก เล่นไปก็สนุกกับบทนั้นๆ แต่พอจบเราก็ถอดออกจากบทนั้น ไม่มีอะไรมาก

 

l วันว่าง

ส่วนใหญ่ผมจะดูมวย ออกกำลังกาย ตอนนี้ผมทำค่ายมวยด้วย ชื่อ “ยอดมวยพลรัตน์” ที่สระบุรี ผมก็จะซ้อมอยู่ที่ค่าย และคัดเลือกเด็ก โดยดูที่อย่างแรกคือ มีหัวใจสู้ สองต้องแข็งแรง สามต้องไม่ทรยศต่อวิชาชีพ คือไม่ล้มมวย เท่านั้นเองผมคัดเพื่อไปต่อยตามเวทีต่างๆ เวทีมวยราชดำเนิน เวทีมวยลุมพินี ผมทำตรงนี้มาเกือบ 20 กว่าปีแล้วครับแต่ก็มีช่วงหยุดไปพักหนึ่งเพิ่งเริ่มกลับมาทำหนักๆอีกครั้ง ผมเคยต่อยมวยตอนเด็กๆ ไม่กี่ครั้งเอง คุณพ่อให้ต่อยเพื่อที่จะดูแลสุขภาพ แล้วก็ให้รู้จักความมีน้ำใจนักกีฬา ทำให้ชอบมวยมาตั้งแต่นั้น

l กรณีเสิร์ซชื่อ ป๊อบ-พลรัตน์ แล้วเจอแต่ข่าวด้านลบ

เป็นผลมาจากตอนนั้นผมไปออกรายการหนึ่ง เขาโปรยหัวโฆษณาว่าผมทิ้งลูกทิ้งเมีย ทำบ่อนการพนัน ทั้งที่เนื้อหาใน
รายการไม่มีอะไรเลย แต่เขาพาดหัวซะจนคนเข้าใจผิด ผมอยากจะบอกเขาว่าอย่าทำธุรกิจอย่างงี้อีกเด็ดขาด เพราะสิ่งที่คุณทำ ทำให้คนคนหนึ่งเป็นตราบาปไปชั่วชีวิต ผมไม่ได้แค้นอะไรคุณหรอก แค่อยากจะบอกว่าคุณได้ทำร้ายชีวิตของผมไปค่อนชีวิต และอย่าคิดจะทำวิธีนี้กับใครอีก ให้ผมเป็นเคสสุดท้าย ผมมีชีวิตยืนอยู่รอดในทุกวันนี้ได้ผมก็ต้องขอบคุณหัวใจของผมเอง ที่แกร่งมาได้ขนาดนี้ บางคนบอก อยากให้คนที่คิดฆ่าตัวตาย ได้มาคุยกับผม เขาจะได้ไม่ต้องฆ่าตัวตาย

l ครอบครัวในวันนี้

ผมมีลูกสาวฝาแฝด 2 คน อายุ 25 ปี เรียนจบทำงานแล้วครับ ผมเลิกกับแม่ของลูกมานานแล้ว มีคนบอกว่าผมทิ้งลูกทิ้งเมียผมอยากจะบอกว่า ลูกอยู่กับผมมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนแม่ของลูกก็ไม่ได้ทิ้ง แต่เราเลิกกันไปได้ 20 กว่าปีแล้ว ภรรยาเก่าผมเขามีครอบครัวใหม่ไปแล้วด้วยซ้ำ ส่วนตอนนี้จริงๆ ผมมีคนคุยด้วยอยู่ เขาเป็นคนน่ารักครับ ด้วยวัยผมเองก็ 50 แล้วการอยู่ด้วยกันไม่ใช่ความพิศวาส เราอยู่กันด้วยความรัก และแน่นอนต้องศรัทธากัน เชื่อใจ เชื่อมั่นกัน ลูกสาวสองคนก็ได้ดั่งใจครับเขาไม่เคยกระทบหรือหวั่นไหวกับข่าวต่างๆ นานาที่ออกมา เขารู้ดี (ฉายแววมาทางพ่อไหม)มีหลายคนเอาไปเทสต์นะ เขาร้องไห้น้ำตาเป็นเม็ด แต่เขาไม่ชอบ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือเราจะให้เขามาเหมือนเราไม่ได้ หรือบังคับให้อยู่วงการนะลูก แล้วจะได้อย่างงั้นอย่างงี้ไม่ได้ มันเป็นทางเดินของเขา ให้เขาเลือกเองผมจะไม่บังคับ แต่จะคอยเตือนเขาในบางเรื่องเท่านั้น เขามีดื้อบ้าง เพราะเราก็ดื้อ(หัวเราะ) ด้วยความที่เขาเป็นผู้หญิง บางครั้งความดื้อที่มีอยู่ในตัวก็สามารถที่จะเป็นเกราะคุ้มกันเขาได้ อย่าลืมว่าความเป็นผู้หญิง ถ้าคุณไม่มีเกราะคุ้มกันเลย คุณอันตรายนะ

l พ่อป๊อบของลูกๆ

ไม่ดุนะ ผมเป็นคนที่เข้าใจลูก เพราะลูกเข้าใจเรา ผมสอนธรรมดาทั่วไป รู้จักรักธรรมชาติ เอื้ออาทร อย่าไปพูดให้ร้ายคนอื่น สิ่งสำคัญเลยอย่าพูดให้ร้ายคนเด็ดขาดใครพูดไม่ดีใครจะนินทาอะไร หนีไว้ลูก หรือว่าไม่ต้องไปเออออกับเขา ยิ้มแล้วถ้ามีโอกาสก็ถอยให้ห่าง

l ท่องเที่ยวสไตล์พลรัตน์

ผมชอบไปนั่งทานข้าวร้านที่ไม่มีเสียงดังต่างกันเลยไหม สมัยเด็กๆ วัยรุ่น โอ้โหไม่ดังไม่ได้ต้องตื๊ดๆ ต้องไปให้ได้ แต่สมัยนี้นะพอดังแล้วหงุดหงิด เคยได้ยินคำนี้ไหมครับว่าคนที่เล่าความหลังนั่นคือคนแก่ แต่นี่คือเรื่องจริงนะ เชื่อผมเถอะ รู้ไหมว่าถ้าวันหนึ่งคุณอายุเกือบ 50 หรือ 40 ขึ้นไป เราจะเริ่มนึกถึงความหลัง นึกถึงเรื่องราวที่เป็นความสุขส่วนความหลังที่ไม่เป็นความสุขมันก็… แต่ผมเป็นคนที่ไม่แคร์อยู่แล้ว เชื่อเถอะโบร่ำโบราณที่เขาบอกไว้ไม่มีผิดหรอก คนแก่ชอบพูดถึงเรื่องความหลัง ทุกคนพูดหมด เพราะบางเวลาที่ดีๆ ผ่านเรามาเมื่อตอนที่เราหนุ่มๆ แต่เวลาที่ดีๆ อีกเหมือนกันบางครั้งก็อยู่ในช่วงเวลาที่เราแก่ๆ อย่าไปคิดว่าแก่แล้วรอวันตาย..ไม่ใช่

       

l สิ่งที่อยากทำ

อยากมีชีวิตที่ได้เจอเพื่อนที่ดี อยากเจอคนอยู่ข้างกายที่ดี เท่านั้นเองครับ และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน คือบางทีเราอาจจะทำให้ใครก็แล้วแต่ไม่มีความสุขหรือไม่สบายใจด้วยคำพูดของเรา เราไม่ใช่พระ ซึ่งพระเองก็ยังทำให้คนไม่มีความสุขได้ก็มี บางทีท่านไม่รู้ อาจจะสอนไปๆ เสร็จปุ๊บอาจจะทำให้คนไม่ชอบใจนี่แหละคือสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากให้ใครเขาทุกข์ แต่ผมไม่เคยเสแสร้ง ก็จะอยู่ในวงการไปเรื่อยๆจนกว่าเขาจะเลิกจ้างแหละครับ (หัวเราะ) แต่ใครที่จะจ้างผมก็โปรดเข้าใจว่าผมจะยินดีทำงานให้คุณอย่างเต็มที่ โดยไม่อิดออด เพียงแต่คุณดูบทให้เรานิดหนึ่ง ให้มีอะไรให้เราได้เล่นบ้างก็พอแล้ว ละครจะดังไม่ดังทั้งหมดขึ้นอยู่กับองค์ประกอบโดยรวม

l นิยามความสุขในวันนี้

อยู่กับวันนี้ให้ดีที่สุด ทำวันนี้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต ผมจะทำให้ทุกคนที่ผมอยู่ด้วย เหมือนเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะมีชีวิตอยู่ตลอดเวลา

l ประสบการณ์ที่อยากถ่ายทอด

ทุกอย่างต้องช่วยเหลือกัน รุ่นน้องไหว้เรา เราก็ต้องทำให้เหมาะสมกับที่เขาได้ไหว้ ไม่ใช่สักแต่ไหว้เพราะคุณอายุมากกว่า โปรดไหว้เราด้วยความที่ศรัทธาเรา แต่เราก็ต้องทำตัวให้เขาเคารพด้วยนะ

การแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ถือเป็นกิริยาที่น่าชื่นชม ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงมากไป ก็ทำให้เป็นเสน่ห์ สร้างให้เป็นนิสัย แต่อย่าลืมว่าต้องทำด้วยใจด้วยเช่นกัน

กระแตน้อย

star Retro : เล็ก-วิวัฒน์ ผสมทรัพย์ หน้าตาและอาชีพ คือ ใบเบิกทาง!?

Published ธันวาคม 7, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/191730

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
บ่วงนฤมิต, ลูกไม้ไกลต้น, แสงเทียน,คนละขอบฟ้า, ริษยา, รักพลิกล็อค นี่คือรายชื่อผลงานละครที่จ่อคิวออกอากาศในปีพ.ศ.2559 ของนักแสดงรุ่นใหญ่“เล็ก-วิวัฒน์ ผสมทรัพย์” ที่ต้องบอกว่าฮอตยิ่งกว่าพระเอก-นางเอก แต่ชีวิตของเขาไม่ได้เอกเขนก สตาร์เรโทรฯ สัปดาห์นี้พาไปกะเทาะ เซาะทุกแง่มุมของ เล็ก-วิวัฒน์ ที่คนส่วนใหญ่รู้จักเขาแต่เพียงหน้าตา

เรื่องบังเอิญ

สมัยก่อนเสื้อผ้าส่วนมากจะต้องตัด ไม่ค่อยมีขายสำเร็จรูป วันหนึ่งผมก็ไปตัดที่ร้านเลอบาตอง แถวสะพานควาย ก็ไปเจอ
“พี่กนกพร” ที่เป็นเจ้าของร้าน แล้วเขาก็ชวนไปถ่ายแบบเสื้อผ้าให้ เราก็ตื่นเต้นนะ ตอนนั้นเรียนใกล้จะจบพอดี เลยไปถ่ายที่เกตุวดีคนที่ถ่ายรูปคู่ด้วยครั้งแรกคือ “ตั๊ก-มยุรา”ถ่ายเสร็จ “คุณเล็ก” เจ้าของเกตุวดีก็ตัดผมให้แล้วพี่กนกพรก็บอกว่าจะแวะคุยกับ
“พี่กนกวรรณ ด่านอุดม” ซึ่งทำละครให้กับช่อง 5 และกำลังถ่ายทำเรื่องสี่แผ่นดิน เราก็ได้ไปพูดคุยรู้จักกับพี่กนกวรรณด้วย พี่เขาก็บอกว่าผมเสียงดีนะ เลยชวนให้มาเล่นละคร จำได้เลยว่าวันที่มาถึงกองถ่าย เขาก็เอาบทให้อ่าน แล้วให้เราไปนั่งอยู่ในห้องแต่งตัวได้เล่นเป็นชายน้อยในสี่แผ่นดิน โชคดีที่ว่าเราเป็นคนเรียบร้อยพูดจามีคะขาก็เลยพอจะเล่นได้ คือในบทจะต้องมีนั่งพับเพียบ พูดจาเรียบร้อย เลยพอจะเอาตัวรอดได้ แต่ว่ามือนี่สั่นเลย(หัวเราะ) แล้วเจอ “แม่กัณฑรีย์สิมะเสถียร” ซึ่งดุมาก สรุปว่าได้เล่นละครเรื่องแรกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ทันตั้งตัว จับมาเล่นสดๆเลย ถือเป็นก้าวแรกของผมในวงการละคร

พอเรื่องต่อมาพี่กนกวรรณก็ให้มาเล่นกับ “พี่อ๊อด-ภิญโญ ทองเจือ” เรื่องฟ้าเปลี่ยนสี ให้เรามาเป็น ท.ส. ตามพระเอก แต่ประทับใจที่สุด คือพี่อ๊อดพาไปสักน้ำมัน ไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คง ซึ่งเขาก็ว่าสักเพื่อเมตตามหานิยม แต่รู้สึกว่าจะมีเรื่องเจ้าชู้เข้ามาด้วย (สาวมาตรึมเลย ?) ไม่รู้ (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็มีผลงานมาเรื่อยๆ บทบาทที่โดดเด่นมากๆ เป็นเรื่องน้ำตาลไหม้ ของ
“พี่ไก่-วรายุฑ” ซึ่งเรื่องนี้นักแสดงจะเยอะมาก มีหลายคู่ มี “เบิร์ด-ธงไชย” “พี่ตู่-นพพล”เราเล่นคู่กับ “พี่ตุ่ม-ชลิต” บทจะออกแนวตุ้งติ้งหน่อย แล้วอีกเรื่อง คือเรื่องนางเอก ที่ “บุ๋ม-รัญญา” เป็นนางเอกเรื่องแรก เราก็ได้เป็นพระเอกคู่ แล้วคาแร็กเตอร์ที่เราได้รับ มักจะเป็นแนวเรียบร้อยผู้ดีนิดๆ จนหลังจากนั้นก็ได้ลองมาเล่นเป็นตัวร้าย เพราะตัวร้ายที่เป็นผู้ดีไม่ค่อยมี ซึ่ง “คุณอารีย์
นักดนตรี” เป็นคนแนะนำ ในยุคนั้นจะมีนักแสดงรุ่นๆเดียวกันเข้ามาอีกหลายคน เช่น คุณดิลก ทองวัฒนา, คุณอภิชาติ หาลำเจียก,สมมาตร ไพรหิรัญ

ห้องเรียนการแสดงที่กว้างใหญ่

เรียนจากรอบตัวเราเลยครับ คืออาศัยครูพักลักจำ ได้ผู้กำกับเก่งๆ สอน แต่ละท่านหวังดีและเอ็นดูเรา และมีเหตุการณ์หนึ่ง
ที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คือน้าอารีย์ใช้ให้ไปเอาบทกับ “แม่สุภาว์ เทวกุล” เราไปถึงบ้านก็มองหาว่าแม่อยู่ไหนนะ เราไม่รู้จักหรอกนะได้ยินแต่ชื่อ มีคนมาเปิดประตูและถามว่ามาทำอะไร เราบอกมารับบท เขาก็เชิญให้ไปนั่งและเขาก็ไปรดน้ำต้นไม้ไปตัดต้นไม้เลี้ยงปลาเราก็นั่งรอ สังเกตดูสักพัก นึกได้ว่านั่นมันแม่สุภาว์นี่นา เลยทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตที่แม่สุภาว์ทำ คือท่านกำลังบิ้วอารมณ์อยู่ผมประทับใจตรงที่ว่าเราได้รู้ว่าชีวิตคนเขียนบทเป็นอย่างนี้นี่เอง ครั้งหนึ่งที่เราได้เจอบรรยากาศแบบนี้ ก็รู้สึกประทับใจ บางทีก็มาเล่าให้ลูกฟังว่าสมัยก่อนเป็นแบบนี้นะ

นึกถึงวันวานแล้วสุขใจ

เป็นเรื่องราวที่ย้อนไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 ถึงตอนนี้ก็ 35 ปีแล้ว ผมดีใจที่ผมได้มาอยู่จุดนี้ ตอนหลังได้มาสนิทกับ “พี่หนิง-
นิรุตติ์” พี่หนิงก็พาไปสักน้ำมันอีก ฉะนั้นสมัยก่อนที่ผมเจ้าชู้นี่ไม่ใช่เพราะตัวเรานะ เพราะอาจารย์ (หัวเราะ) (สรุปว่าเมื่อก่อนเป็นคนเจ้าชู้จริงๆ ?) ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้มาก พอจะมีสาวๆ ในวงการที่คบกันบ้าง “พี่ตู่-นพพล” ยังแซวกันอยู่ถึงทุกวันนี้เลยครับ คืออาจจะด้วยความที่เราเป็นคนชอบเทคแคร์ ดูแลคนรอบข้าง เวลาไปงานต่างๆ เราจะชอบดูแลผู้สูงอายุ เขาก็เลยจะเอ็นดูเรา เพราะเราเป็นคนแบบนี้ เป็นห่วงเขา ทั้งการเดินการนั่ง ถ้าภรรยาไปพบปะญาติแล้วไม่มีเรา เขาจะถามถึงแล้วว่าทำไมเล็กไม่มาด้วย คือพอเราไปแล้ว แทนที่เราจะไปนั่งคุยกับพวกวัยรุ่น ผมชอบไปนั่งคุยกับผู้สูงอายุครับ

ผลงานที่ประทับใจ

ประทับใจเกือบทุกเรื่องนะ เพราะว่าผมเป็นคนที่มีความสุขกับการทำงาน แต่ถ้าเวลาเราเล่นไปแล้ว และเราย้อนกลับมาดูตัวเอง จะมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่เล่นอย่างนั้นนะ ทำไมไม่เล่นอย่างนี้ มันจะมีคำถามอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะถามว่าผมประทับใจ
เรื่องไหนที่สุดนั้นไม่มี นักแสดงคู่ขวัญก็ไม่มีครับผมจะเล่นสลับไปเรื่อยๆ พอเรามาเล่นเป็นตัวรองแล้ว เราจะไม่มีคู่ เรียกว่ายุคนั้นเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง คือผู้ร้ายจะดูดีดูรวย แต่งตัวเท่ใส่สูท (แทบไม่เคยเห็นเล่นเป็นคนจนเลย ?)นั่นสิ.. ไม่เคยเล่นจริงๆครับ ถ้าเป็นละครยาวไม่เคยเลย แต่ถ้าละครสั้นรับเชิญพอจะมีบ้าง

ครอบครัวใหญ่ที่แสนสุขสันต์

ผมเจอกับภรรยาตอนอายุ 35 ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองอายุมากแล้ว เลยคิดที่จะมีครอบครัว แฟนผมเป็นลูกนายทหารครับ หม่อมหลวงจิราวดี ชยางกูร ชีวิตคู่เราตอนนั้นไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ว่าไม่เป็นข่าว เพราะว่ายุคนั้นยังไม่มีปาปารัซซี่ และนักข่าวส่วนใหญ่ก็รู้จักเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เลยเงียบๆ แล้วเราก็เป็นคนปิดเก่งด้วยมั้งอะไรที่ไม่ดีนี่ปิดเก่งเลย (หัวเราะ) พูดเล่น
เราแต่งงานแบบเปิดเผย แต่ว่าไม่ได้จัดใหญ่โตอะไร ก็สัญญากับแม่เขา ว่าจะดูแลอย่างดี(ข่าวคราวที่ว่าเราเจ้าชู้แฟนก็พอจะรู้?)
เขารู้ดีเลยครับ แต่ว่าเขาเป็นคนดื้อ เหมือนว่าเขาจะต้องเอาชนะคนเจ้าชู้อย่างเราให้ได้ซึ่งเราก็เจ้าชู้ไม่จริงหรอก (เสียงอ่อน) มีแต่ข่าวเท่านั้นแหละ คือภรรยาผมเขาเป็นคนหึงหวง แต่ก็ไม่แสดงออก ไม่เคยตาม ไม่เคยถามว่ากลับบ้านกี่โมง แล้วอาชีพอย่างเรานะ เขารู้ว่าทำงานไม่เป็นเวลา พอมีลูก เขาก็ทุ่มเทเวลาให้กับลูก ลูกคนแรกเป็นผู้ชายเราก็ว่าเขาทุ่มเทหนักแล้วนะ แต่พอมีลูกคนที่ 2 ยิ่งทุ่มหนักใหญ่ คือไปนอนแยกห้องอยู่กับลูกจนทุกวันนี้เลย

ตอนนั้นคุณแม่ภรรยาก็มาอยู่ด้วย เหมือนว่าเห่อหลานสาว แล้วก็มาคอยทำกับข้าวให้ทาน แล้วคุณพ่อก็ตามมาอีก เลยกลายเป็นครอบครัวใหญ่ ระหว่างนั้นเราก็ยังแสดงอยู่ แต่ว่ามีช่วงหนึ่งในชีวิตนักแสดงที่ผมอยากจะบอกรุ่นน้องว่า เราจะต้องเตรียม
ตัวไว้ คือช่วงคนอายุก่อน 40 หน่อยๆ กับหลัง 40 จะเป็นช่วงที่วัยมันก้ำกึ่ง เราจะหายหน้าไปจากจอ เพราะจะเล่นเป็นเพื่อนพระเอกก็ไม่ได้ จะเล่นเป็นพ่อก็ยังไม่เหมาะ บางคนจะตกใจตรงนี้นิดหนึ่ง เราเลยเงียบหายไปสักพัก ไปทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว เลี้ยงลูก และพื้นฐานเราคือพ่อ-แม่ก็เลี้ยงลูกกันเองอยู่แล้ว ทุกวันนี้พ่อ-แม่ผม ยังอยู่ด้วยกัน พ่ออายุ 85
แม่อายุ 83 เขาก็เป็นคู่ที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กส่วนคุณพ่อของภรรยาเพิ่งเสียไปเมื่อ 2 ปี อยู่กับเรามา 20 ปี ที่เรามีผู้ใหญ่มาอยู่ที่บ้านด้วย คือหวังว่าลูกจะซึมซับจิตใจอ่อนโยนคนสมัยก่อนจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ลูกๆ จะได้ดูแลท่านด้วย

หวนคืนจออีกครั้ง

พี่ตู่-นพพล โทร.มาครับ ว่าให้มาเล่นละครให้หน่อย เพราะว่าเปิดบริษัทผลิตละครเอง “เป่าจินจง” เรื่องแรกหัวใจและไกปืน เล่นรับเชิญเป็นพ่อ “อเล็กซ์ เรนเดลล์” เป็นเรื่องแรกที่กลับมารับ หลังจากหายไปนาน เพราะกับพี่ตู่เราโตมาด้วยกัน เป็นกลุ่มเพื่อนกัน แต่ตอนนั้นข่าวก็ออกไปว่าเราเลิกเล่นละครแล้ว พองานนี้ออกไปคนเขาก็รู้แล้วว่าเรากลับมา ผมเล่นทั้งบทดีและร้ายคือชอบหมดครับ เพราะว่าเราสนุก มาเล่นมาอยู่กองได้หัวเราะเราก็มีความสุขแล้ว ไม่ห่วงเรื่องทางบ้าน เพราะว่าภรรยามีคนช่วยเลี้ยงลูกอีกคน คือพี่สาว เขามาอยู่ที่บ้านด้วย เราจะกลับตรงเวลากลับดึกเขาก็ไม่ว่า

นักแสดงเป็นอาชีพในฝันหรือเปล่า

ตอนนั้นไม่ทันนึกหรอกครับ คือพอเรียนจบจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คิดว่าจบไปก็คงจะรับราชการอะไรสักอย่าง แต่พอมันพลิกผันได้เดินแบบ และได้ค่าจ้างเป็นเสื้อผ้า คือได้ชุดที่เราใส่นั่นแหละมาใส่ ได้มาเล่นละคร ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราชอบและเรารัก (ให้หยุดเล่นละครได้ไหม?) ทำไม่ได้หรอก เราทำตรงนี้มีความสุขมากๆ คือ
สมมุติว่าถูกลอตเตอรี่ได้เงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหาเงินอีกแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ เรายังอยากที่จะมาเจอเพื่อนๆ คือผมเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ เวลาเจอกันส่วนใหญ่เขาจะชอบพูดว่าเบื่อ คือเบื่อทำงานที่นี่แล้ว เบื่อทำงานบริษัท เบื่อเจ้านายบ้าง เบื่อลูกน้องบ้าง แต่เรายังโชคดีที่เราไม่เคยเบื่อเลย เราเจอคนหลากหลาย แล้วถึงแม้ว่าเราจะเจอเพื่อนคนเดิมแต่เราก็ตื่นเต้นที่เราเจอกันในบทบาทใหม่ๆ เราเปลี่ยนทั้งคนทั้งสถานที่องค์ประกอบเยอะมาก

ครอบครัวมีข้อจำกัดในการรับงานแสดงไหม

เขาไม่ได้ขออะไรครับ เพียงแต่ว่าเขาจะห่วงเรื่องสุขภาพผม เขาเหมือนจะรู้สึกภูมิใจในตัวพ่ออยู่ไม่น้อยนะสำหรับลูกๆ คือด้วยความที่เราเป็นดารา หน้าเราจะบอกอยู่แล้วว่าเราไม่ได้จะไปปล้นไปจี้ใครแน่นอน หมายความว่าเราจะไปติดต่ออะไรก็แล้วแต่ หรือว่าไปไหนมาไหน เราเดินในบ้านใครสักคนไปเคาะประตู หรือว่าถามทาง เขาก็ออกมาคุยกับเราได้เลย ไม่ว่าสถานที่ราชการอะไรส่วนใหญ่จะมีแต่รอยยิ้ม จะได้เปรียบตรงนี้ที่อาชีพเราและหน้าเรามาการันตีตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นความสุขของผมและครอบครัวครับ เวลาไปทานข้าวไปซื้อของเขาก็มีลดเปอร์เซ็นต์ให้

ความภูมิใจในฐานะคุณพ่อ

คือลูกชายคนโตเพิ่งเรียนจบครับที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เป็นผู้แทนบัณฑิตในการนำกล่าวถวายคำปฏิญาณด้วย เราก็แอบปลื้มใจเล็กๆ นะ ส่วนลูกสาวเพิ่งจะเข้าแพทย์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องยอมรับว่าลูกๆ ได้แม่เขาดูแลอย่างดี เลยทำให้เราคนเป็นพ่อพลอยมีความสุขและปลื้มใจไปด้วยถ้าถามว่าเขามีแววที่จะมาเป็นนักแสดงเหมือนเราไหม ผมว่ายังไม่มีนะ เขาจะเน้นเรื่องเรียนกันมากกว่า แต่ลูกสาวเขาจะมีกิจกรรมรำไทยอะไรควบคู่ไปด้วย พอโตขึ้นมาก็ไปเป็นหรีด มีกิจกรรมบ้าง ไม่เน้นวิชาการอย่างเดียว เขาเป็นนักกิจกรรมพอสมควร และผมก็ยังเชื่อว่าคนเรามีอะไรที่ลิขิตไว้นะ
(สิ่งที่ห่วงลูกๆ?) ลูกชายเขาเรียนจบแล้วก็จริง แต่ว่าก็ยังจะต้องเรียนต่อ เราก็ต้องดูพัฒนาการของเขา ส่วนลูกสาวถึงแม้จะสอบติดแพทย์ แต่ความรู้สึกเรามองว่าเรียนยากนะ ต้องเรียนหนัก แต่อนาคตการันตีเขาแล้วว่าจบออกมาเขาจะประกอบอาชีพอะไร

สิ่งที่อยากจะทำในวงการบันเทิง

ผมอาจจะมาลุ้นเรื่องลูก เพราะว่ามีลูกช้า คนอื่นลูกเขาโตกันหมดแล้ว ดังนั้นเราก็เลยกำลังสนุกกับเขา อนาคตเราไม่ค่อย
นึกถึงแล้วล่ะ แต่ก็แอบคุย แอบแซวกันกับ หมู-ดิลก ว่าเมื่อไหร่จะเป็นผู้จัดละครบ้างเขาก็ถามเรากลับเหมือนกัน เลยบอกไปว่า
เดี๋ยวอีกปีเราค่อยมาคิดใหม่แล้วกัน เพราะว่าเราอายุเท่ากัน ปีหน้า 60 ค่อยมาคิดกันแต่ ณ วันนี้คือยังไม่คิดที่จะทำครับ

คติในการดำเนินชีวิต

ผมวิเคราะห์ตัวเอง คิดว่าตัวเองโชคดีที่ไม่อิจฉาริษยาใคร พยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกนี้ว่าเราไม่อิจฉาไม่ริษยาใคร แล้ว
เราก็พยายามเรียนรู้ว่าเรากำลังจะเจอกับอะไร เราอย่าไปหวังสูงมากเพราะถ้าไม่สมหวังเราจะเสียใจ และจะไปมองเขาต่ำไปก็ไม่ดี แต่ถ้าคนที่สูงๆ เก่งๆ เราก็พยายามเรียนรู้จากเขาพร้อมที่จะเรียนรู้จากเขา เพราะว่าชีวิตเราไม่ได้อยู่แค่นี้ เราต้องก้าวเดินไป ส่วนใหญ่จะเน้นทำให้ครอบครัวมีความสุข ถ้าครอบครัวมีความสุขก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราลำบากแล้วล่ะ

คงต้องรอลุ้นกันว่าจะมีผู้จัดละครหน้าใหม่ที่ชื่อ “เล็ก-วิวัฒน์ ผสมทรัพย์”มาสร้างสรรค์ผลงานหน้าจอโทรทัศน์บ้านเราหรือไม่!?

star Retro : ‘โต’ วีรชน ศรัทธายิ่ง : ว่าที่คุณพ่อลูก 4 กับวิธีการจัดการชีวิต เมื่อเพลงเป็นสิ่งที่ผิด!?

Published พฤศจิกายน 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/190696

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
คนส่วนใหญ่รู้จักเขาในชื่อ โต ซิลลี่ฟูลส์ (Silly Fools) อดีตนักร้องนำวงออลเทอร์นาทิฟร็อกที่โด่งดังช่วงปี พ.ศ.2540 วันนี้เขาเลือกที่จะหยุด หันหลังให้กับวงการ เพื่อเดินทางสายใหม่ ทางที่เขาเชื่อและมั่นใจกับการเป็น “โต” วีรชน ศรัทธายิ่ง ในทุกการกระทำ

l “โต” สมัยเด็ก

คุณแม่เล่าว่าผมโดนครูที่โรงเรียนทักเสมอว่า ชอบนั่งคนเดียว แล้วก็เหม่อคิดอะไรไม่รู้คนเดียว ผมว่าทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นอยู่บ้างนะ(หัวเราะ) นั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ สมองไม่ค่อยได้หยุด เท่าที่ผมจำได้คือเป็นวัยเด็กที่สนุกมีความสุข เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป มีซนมีเรียบร้อยตามสถานการณ์ ถ้าจะเงียบก็คือขี้เกียจพูดมากกว่า(หัวเราะ) เวลาซน ก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่ชอบเล่นอะไรแปลกๆ กัน ที่เด็กปกติเขาไม่ค่อยเล่นกัน อย่างพื้นไม่ลื่น ก็ไปเอาแฟบมาสาดพื้น แล้วเอาไม้กระดานมาสไลด์เล่นกัน อันนี้ตอน 7-8 ขวบนะครับ คุณแม่ผมชอบให้แอ๊กทีฟ แล้วพื้นฐานการเรียนเมืองนอก เขาจะสอนให้เด็กมีกิจกรรม เขาจะไม่เน้นการเรียน จนกว่าจะ 8-9 ขวบ ซึ่งช่วงนั้นผมจะอยู่ที่ต่างประเทศ เขาก็จะให้เล่น ยิ่งเล่น เด็กยิ่งสร้างสรรค์

l เรียนรู้และเติบโตในหลายวัฒนธรรม

ผมเกิดที่กรุงเทพฯ แล้วก็ไปโตเมืองนอก แล้วก็กลับมาเมืองไทย แล้วไฮสคูลก็ไปเมืองนอกอีกกลับมาไทยช่วงมหา’ลัย เรียนที่เอแบค จนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจและการโฆษณา แล้วก็ยาวเลยครับ ครั้งแรกที่ไปเมืองนอกคือไปอเมริกา ไปต่อที่ซาอุฯ ตามครอบครัวไปครับ เพราะคุณพ่อเป็นแพทย์ของกษัตริย์ซาอุฯ แล้วก็มีไปฝึกที่อเมริกา ส่วนตอนไฮสคูลไปเรียนที่เทือกเขาหิมาลัย ประเทศอินเดีย อันนี้ผมเลือกไปเอง

ผมกับพี่น้องแตกต่างกันเลยครับ เพราะผมเป็นคนชอบลองของ ลองผิด ลองถูก ผมมีน้องสาวคนหนึ่ง เขาจะเป๊ะมาก เป็นหนอนหนังสือ เรียนเก่ง จบเกียรตินิยม ผมจะรู้สึกว่าการเรียนเสียเวลา ประสบการณ์สำคัญกว่าน้องชายก็จะเป็นอีกอย่าง เขาจะพูดเก่ง เน้นทางโลกคือสามพี่น้องคนละแนวเลย แต่ว่าลุยๆ เหมือนกันเพียงแต่ลุยคนละทาง คนละสายครับ ผมจะไปทางปรัชญา คิดไกล คิดลึกมากกว่า น้องสาวผมเขาจะไปทางด้านเศรษฐศาสตร์ น้องชายจะเป็นทางโลก เขาจะเก่งเรื่องค้าขาย เรื่องการดิวกับคน คนละวิชั่นกันครับ แต่ทุกคนกล้าหมด เพราะคุณแม่เลี้ยงมาให้กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะชน

l เริ่มเข้าสู่เส้นทางสายดนตรี

งานเพลงมาเริ่มตอนผมอยู่มหา’ลัยปี 2-3 ครับ ผมชอบเพลงอยู่แล้ว ตั้งแต่ ป.6ชอบที่จะแต่งเพลง แต่งทำนอง คือการเลี้ยงของแม่ผมชอบให้ใช้ความคิดมาก กลับบ้านแม่ผมจะให้เขียนเรียงความ 1 หน้ากระดาษทุกวัน การจินตนาการสำหรับผมเลยเหมือนกับเป็นนิสัยไปเลย ชอบแต่ง ชอบเขียน จนมาเรื่องเพลงผมคิดว่าตอนนั้นวงการเพลงไทยค่อนข้างล้าหลังมาก เลยตัดสินใจทำเอง ทำสิ่งที่ผมคิดว่ามีมาตรฐานที่ดีกว่า หลังจากนั้นก็ทำคู่กับการเรียนมาเรื่อย พอเป็นวง ผมก็ไปเล่นงานกลางคืน เป็นเมทัลบาร์แบบจริงจัง หลังจากนั้นเริ่มคิดทำงานของตัวเอง แทนไปเล่นเพลง coverจากนั้นก็เอางานไปเสนอค่ายเพลง(เลี้ยงตัวเองได้แล้ว ตั้งแต่เรียนมหา’ลัย?) ไม่นะครับได้เงินน้อยมาก แต่อยากจะเล่น เพราะว่ามีเรื่องของศักดิ์ศรี แล้วก็กระแส ส่วนรายได้ แค่ค่าแท็กซี่ไปทำงานก็หมดแล้วครับ

l ความเห็นจากทางบ้าน

พ่อผมไม่เห็นด้วยครับ พ่อผมเป็นหมอ แม่ผมเฉยๆ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน ผมก็ทำเพลงไปเรื่อย มีความสุขที่ได้ทำ ได้พัฒนาฝีมือของตัวเอง

l ยุคทองของการเป็น โต ซิลลี่ ฟูลส์

ผมไม่ได้คิดว่าเป็นยุคทองหรืออะไร ผมแค่ทำในสิ่งที่อยากทำ และผมก็พูดตั้งแต่วันแรกๆ ของการให้สัมภาษณ์แล้วว่า ถ้าผมเบื่อ ผมก็เลิก ผมหมดความสนใจ ผมก็จะเลิก ที่ผมทำ เพราะว่าชอบ และเมื่อผมได้ความรู้ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ รู้จักชีวิตมากขึ้น ผมก็เลิก แค่นั้นครับไม่ได้หมายความว่าผมต้องการจะแสดงให้โลกรู้ว่าผมมีความสามารถหรือเป็นยุคทองอะไร แต่ถ้าถามว่าดีไหม ดีครับ มีเงินใช้เยอะดี (หัวเราะ) และก็ไม่ต้องคิดมากเรื่องของเงิน จะใช้ทำอะไรก็ได้ ผมเป็นคนที่ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่มีเล่นยามั่วสุม เพราะผมพอใจในตัวเอง ไม่ต้องมีของพวกนั้นมาทำให้ตัวเองรู้สึกดี ผมจะสนุกกับการพาครอบครัวไปเที่ยว ซื้อของให้ครอบครัว กำจัดหนี้สินให้ครอบครัว จะได้ไม่ต้องมีเรื่องคิดมาก ขอแค่ให้สภาพจิตใจมีความนิ่ง ผมซื้อตรงนี้มากกว่าครับ ผมเป็นคนไม่ฟู่ฟ่า เพียงแต่คนไม่ค่อยรู้ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมแต่งงานเมื่อไหร่ ผมค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงคำว่ายุคทอง ผมว่าผมมียุคทองตั้งแต่วันแรกที่ผมเกิดแล้วครับ เพราะผมค่อนข้างพอใจในตัวเอง

l ความโด่งดัง และกระแสความคลั่งไคล้จากแฟนๆ

ผมไม่รู้แฟนๆ คิดอย่างไรกับตัวผมนะครับ แต่สำคัญที่สุดคือที่บ้าน ครอบครัวพ่อ-แม่พี่น้องพอใจกับงานผมรึเปล่า ถ้าเขาตินี่ผมจะกลุ้มมาก เพราะแม่ผมก็เป็นนักกวีนักเขียนกลอน น้องผมก็จบอักษรฯ เป็นนักปรัชญาแต่ละคนมาตรฐานสูงมาก เขาจะวิจารณ์แบบเสียหายเลย ถ้าไม่ได้เรื่อง สำหรับแฟนๆ ผมเฉยๆครับ แต่ถ้าทำงานแล้วที่บ้านพอใจ คนรู้จักเข้าใจงานผมได้ ผมก็จะรู้สึกดี อันนั้นคือเป้าหมายสูงสุด ส่วนแฟนเพลงจะคิดอย่างไร เป็นเรื่องที่เขาสามารถเลือกได้เองครับ

ผมเองไม่ค่อยได้เที่ยวมากเท่าไหร่เคยลองเที่ยวอยู่ปี 2 ปีช่วงที่ดังๆ ว่าชีวิตเป็นยังไง ก็เบื่อ เพราะผมคิดว่าซ้ำซาก สุดท้ายก็เลิกเที่ยว และก็ไม่ค่อยได้เข้าสังคม ไม่ไปงาน ไม่มีข่าว เพราะผมพูดจริงๆ คือ ขี้เกียจยิ้มเยอะ เหมือนอย่างที่บอก ชอบอยู่คนเดียวมากกว่า เพราะบางทีมันเหนื่อยนะครับ กับการที่ต้องทำให้ผู้คนรอบข้างสนุกตลอดเวลา

l ซ้ำซาก เบื่อ ถึงได้หยุด?

นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักนะครับ เป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ เพราะถ้าผมคิดถึงเรื่องของการมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมคงไม่เลิก ซ้ำๆ ซากๆไปก็ได้ เพราะผมเขียนเพลงได้เรื่อยๆ ถือเป็นพรสวรรค์ที่ผมได้มา ผมคิดไม่เหมือนกับคนอื่นที่ทำงานดนตรี คือตราบใดที่ไม่ตันก็สามารถทำได้เรื่อยๆ แต่สำหรับผม เงินหรือชื่อเสียงไม่ได้สำคัญ ประเด็นคือความพอใจมากกว่า

l จุดเปลี่ยนของการเปลี่ยนแปลง

ผมเริ่มเรียนรู้ เริ่มมีเวลาคิดเยอะเริ่มคิดว่าตกลงชีวิตคืออะไร เรากำลังทำอะไรอยู่เขียนเพลงแล้วเราเปลี่ยนสังคมได้จริงๆ รึเปล่า คุณค่าของความเป็นคนคืออะไร คนมายังไงอยู่เพื่ออะไร ตายไปไหน คำถามพวกนี้เริ่มเข้ามา ทำให้ผมเริ่มค้นหาสัจธรรม พอจะหาสัจธรรมหาความจริง ก็ต้องมาไล่หาศาสนา ผมเริ่มค้นหาทุกศาสนา เริ่มจากไบเบิ้ลที่เขาเก็บตามข้างเตียงในโรงแรม ผมอ่านคัมภีร์ของทุกศาสนา ดูพระเทศน์ในทีวี. ดูสารคดี แล้วก็คิดๆ สุดท้ายมาสรุปที่ศาสนาอิสลาม หาอัลกุรอานแปลมาเริ่มอ่านที่นี้มาโดนตรงที่อัลกุรอานต่างจากคัมภีร์อื่นๆผมเริ่มเข้าลึก หาว่ามนุษย์มายังไง ทุกอย่างมายังไง ถ้าจะนั่งเฉยๆ แล้วคิดว่าทุกอย่างอยู่ๆ ก็มาผมว่าผมรับตรงนี้ไม่ได้ หรือวิทยาศาสตร์จะบอกว่าเรามาจากลิง อันนี้ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน ผมศึกษาหมด ทั้งทางวิทยาศาตสตร์ ทางสังคม จนมาสรุปท้ายสุด ศาสนาที่ผมเลือกคือศาสนาอิสลาม ซึ่งก่อนนั้นถ้าถามว่าผมศาสนาอะไรผมบอกได้เลยว่าผมไม่มีศาสนา คือก็เหมือนคนทั่วไป พูดว่ามีศาสนาแต่ไม่ได้คิดลึกซึ้ง ไปสนใจทางโลกมากกว่า ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักศาสนาก็ถือว่าไม่ใช่คนศาสนานั้น เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนไม่มีศาสนา ผมค่อนข้างจะยอมรับความจริงครับ ก็เลยเลือกแล้วก็ค้นหา และเข้าถึงปรัชญาศาสนาอิสลาม มีหลายอย่างที่ตอบคำถามผมได้เยอะมาก เพราะความเชื่ออื่นเขาค่อนข้างจะเป็นทางธรรมกับทางโลกแยกกันไม่มีมาบรรจบกัน แต่อิสลามไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม กฎหมาย เป็นสิ่งที่ผมหาข้อจับผิดไม่ได้ และสามารถตอบคำถามผมได้หมด ผมเลยกลายเป็นเชื่อว่าโลกนี้มีมากกว่าการสิ้นลมแล้วจบ ทุกอย่างเกิดจากการออกแบบมาทั้งหมด ใครเป็นผู้ออกแบบ ผมได้คำตอบหมดแล้วจากอัลกุรอาน ผมเลยเลือกเดินตามในสิ่งที่ผมเชื่อ และใช้เวลากับมัน

พอผมรู้ว่างานเพลง ทำให้คนลืมที่จะคิดเรื่องของสัจธรรม ทำให้คนมัวเมา ไม่มีเวลา
คิดว่าเราเกิดมายังไง เวลาเราจะหมดเมื่อไหร่
มีบัญญัติว่าผิดที่เราทำให้คนหลงทาง ไม่เห็นโลกของความจริง หลงมัวเมา ต้องหยุดนะ ผมก็หยุด

l เกิดกระแสวิจารณ์ “โต หลุดโลก”

ถ้าอย่างนั้นคน 2 พันล้านคนบนโลกนี้ก็หลุดโลก เพราะมุสลิมมี 2 พันล้านกว่าคนบนโลกใบนี้ครับ มีหลายคนที่ยิ่งกว่าผมอีก เขาไม่ได้มีพื้นฐานทางศาสนาอิสลามเลย แต่เขามารับอิสลาม ยิ่งมีคนพยายามใส่ร้ายอิสลามมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็ยิ่งรับมากขึ้น เพราะต้องการค้นหาความจริง ว่าเลวร้ายจริงหรือเปล่า แล้วเขาก็จะพบเองว่าจริงๆ ไม่ใช่

หลุดโลกไหม ผมยอมรับว่าผมหลุดจากสังคมที่ผมอยู่แน่นอน ดูจากงานเพลงผมก็จะหลุดจากทุกคน เพราะผมจะไม่เดินตามใครผมไม่เดินซ้ำรอยเท้าคนอื่น เพราะว่ามันน่าเบื่อ ตั้งแต่เพลง ความคิด การพูด ผมว่าผมมีทางของผม ถ้าบอกว่าผมหลุดโลกในแง่นี้ ผมยอมรับนะเพราะผมไม่ได้ถูกเลี้ยงมาให้เป็นเหมือนสิ่งที่มีอยู่แล้ว หลุดไหมหลุด บ้าไหม ไม่ มาวัดความรู้ผมได้ครับ ผมว่าผมเอาชนะได้ 80-90% ถ้าผมมีความรู้ในเรื่องนั้นนะ เพราะผมหลุดอย่างมีเหตุผล หลุดที่จะคิด

l หมดงาน แต่ไม่หมดเงิน

พอไม่ได้ร้องเพลง ผมก็ไม่มีรายได้ครับ แต่ผมมีเงินเก็บ อย่างที่บอก ผมไม่ได้เที่ยว พอหยุดผมก็หยุดจริงๆ โดยไม่ได้คิดเรื่องเงินมาเป็นข้อแม้ เพราะผมว่ามีอะไรยิ่งกว่านี้อีกเยอะ ที่ผมต้องแลก แต่สิ่งที่แปลก ที่ผมจะพูดคือเงินที่เราได้มาจากสิ่งสกปรก คือสิ่งที่ผมเคยทำมา ผมถือว่าเป็นเงินสกปรก มันหายไปได้ยังไงไม่รู้เร็วมาก หมดเร็วมาก แล้วผมก็อยู่อย่างนั้น จนถึงตอนนี้

l ผันสู่การเป็นพ่อค้าขายเนื้อ

ผมเริ่มธุรกิจนี้มาประมาณ 1 ปีครับ ผมใช้เงินที่เหลืออยู่อย่างมัธยัสถ์ พอเลิกงานเพลงปั๊บ ผมเลือกทำงานกับศาสนาเป็นหลัก โดยการไปบรรยายตามมหาวิทยาลัย ตามที่ที่เขาเชิญผมไปทั่วประเทศ ให้เขารู้จักว่าจริงๆ อิสลามคืออะไรทำรายการทางช่องทีวี.มุสลิม นำความรู้ที่ผมมีมาบริหารงานช่องทีวี.มุสลิมให้เกิดความน่าสนใจ ไม่ใช่นั่งเทศน์แล้วคนก็ไม่ดู พอทำไปสักพักเริ่มรู้สึกว่าต้องขยับละ ก็มาเจอเพื่อนผม เขาเป็นนายธนาคารมาก่อน เขาก็เลิกทุกอย่างที่ทำเรามานั่งคิดกันว่าต้องหารายได้ ไม่งั้นทำงานศาสนาต่อไม่ได้ คนพยายามทำให้อิสลามกับพุทธแตกกันเยอะมาก ซึ่งมีคนจากเมืองนอกมาอยู่เบื้องหลัง ทำให้ประเทศเราเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่มีตังค์ ก็จะทำอะไรลำบาก คนอื่นเขาใช้สื่อระดับโลกประโคม เราเลยต้องคิดทำอะไรสักอย่าง จนมาได้หุ้นส่วนช่วยกันคิด สุดท้ายเลยมาเจอธุรกิจนี้ ที่เหมือนถูกจัดวางไว้ แล้วก็เป็นธุรกิจที่ผมชอบ ผมชอบเนื้อ ผมรอมาเกือบ 7 ปีที่ไม่รู้จะทำอะไรดี ทำแต่งานด้านศาสนา เพราะผมทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่ชอบ ต้องชอบก่อน เพราะไม่งั้นพอไม่รักก็ทำได้ไม่ดี ทำได้แป๊บเดียวผมทิ้งแล้ว

พอเริ่มปุ๊บ ทุกอย่างก็เติบโตขึ้นมาเร็วมาก ภายในปีหนึ่งผมว่าคนรู้จัก Company Bค่อนข้างจะเยอะ สินค้าที่ผมทำ ไม่มีใครทำมาก่อนในเมืองไทย ผมชอบทำในสิ่งที่คนไม่ทำ คือเป็นเนื้อ dry beef ซึ่งเมืองไทยไม่มี ของผมคือเนื้อไทย ที่พัฒนาโดยการบ่ม 30 วัน จนคุณภาพเนื้อไทยไม่ต่างจากเนื้อฝรั่ง และมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา

ชื่อบริษัท Company B โดย B มาจากคำว่า บารากัส ในภาษาอาหรับ หรือ blessing ความหมายคือการได้พรจากพระเจ้า ธุรกิจอิสลามิกซ์ไฟแนนซิ่ง ผมอยากทำให้คนได้เห็นว่าธุรกิจที่ถูกต้อง ใสสะอาดจริงๆ เป็นยังไง การไปบรรยายเรื่องศาสนา ผมไม่ได้ยัดเยียดเรื่องศาสนานะครับ ผมพูดภาษาปกติ เรื่องสัจธรรมเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนสื่อสารกันได้ เขาอาจจะไม่ใช่คนมุสลิมก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเขาฟังแล้วเขามีแนวคิดแบบนี้ เขาจะมีวิถีชีวิตที่สบายขึ้นสำหรับตัวเขาเองครับ ถ้าเขาคิดดีได้ ก็จะดีสำหรับเขาดีสำหรับเมืองไทย สำหรับโลก

แม้ยังไม่มีกำไร แต่เส้นทางสดใส

ที่ผ่านมาปีหนึ่ง หลายๆ อย่างเริ่มลงตัว ถึงแม้จะยังไม่ได้กำไร แต่มีค่าใช้จ่ายในการเดินหน้าธุรกิจได้ ผมถือว่าโอเคแล้วครับ หลังจากนี้เป็นเรื่องของกำไร และคืนทุน ที่ผมกับหุ้นส่วนระดมมา เพราะนักการศาสนา เงินที่เข้ามาจะต้องสะอาด ไม่ใช่เงินสกปรก เพราะฉะนั้นผมต้องเช็คแบ๊กกราวนด์ทุกคนที่ลงทุนกับผม ว่าเขาทำอาชีพอะไร เงินสะอาดรึเปล่า เพื่อที่จะมาลงทุนธุรกิจนี้ผมกับหุ้นส่วนเริ่มธุรกิจนี้ในรูปแบบอิสลามมิกลอว์ คือใช้กฎหมายของอิสลามิกตั้งแต่แรก กลุ่มคนที่เข้ามาทำ การดิวกับลูกค้า ต้องสะอาดหมด เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่มีประโยชน์สำหรับผม เพราะผมหนีมาแล้ว จากตรงที่สกปรก แต่ธุรกิจผมไม่ได้ค้าขายแต่เฉพาะกับมุสลิมนะครับผมติดต่อกับทุกศาสนา แต่ว่าทำยังไงให้เขาพอใจ ให้เขารู้สึกว่าทำงานกับมนุษย์ ไม่ได้แก่งแย่งเล่นแง่ไม่มีการใช้เล่ห์เหลี่ยม ผมจะไม่ใช้วิธีนั้นเด็ดขาด

พนักงานเราให้เขาเต็มที่ทางปัจจัยแต่เขาต้องได้ทางวินัย ไม่จำเป็นว่าเขาต้องเป็นมุสลิมนะครับ แต่เขาต้องเข้าใจวิถีทางมุสลิม ห้ามกินเหล้า ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามเล่นการเมืองกันในนี้ ผมเอาออกทันที เล่นยาผมเอาออกทันที สัจจะต้องมี จะไม่มีการใช้งานเหมือนทาส เพราะบริษัทนี้ถูกก่อตั้งมาเพื่อทำงานสังคม เขาต้องเข้าใจเรื่องของการใช้ชีวิตในสังคมด้วย เขาต้องมีเวลากับที่บ้าน ผมพยายามจะออกแบบให้ทุกคนมี space ในการใช้ชีวิต

l มีความสุขกับทุุกสิ่งที่ทำ

ผมสุขมาตลอดครับ แต่การใช้ชีวิตมันไม่มีวันหยุด จนกว่าเราจะหมดลม ต่อไปจะมีอะไรอีกไม่รู้ เรื่องราวผมอาจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมไม่มีอะไรต้องโกหกกับสังคม พ่อแม่ผมเลี้ยงมาแบบนั้น ไม่มีแม้สักอย่างเดียว เพราะผม
คิดว่าการโกหก เหนื่อยนะ ที่จะต้องจำสิ่งที่โกหก
เพื่อไม่ให้เราเสียหน้ากับคนอื่น เพราะฉะนั้น
อย่าทำผิดดีกว่า จะได้ไม่ต้องโกหก

l บทบาทการเป็นคุณพ่อ

ผมเป็นคุณพ่อลูก 3 ที่เดือนหน้า (ธันวาคม) กำลังจะเป็นคุณพ่อลูก 4 แล้วครับ ผมแต่งงานตั้งแต่ตอนยังเป็นนักร้องอยู่ คือแต่งก่อนที่จะมีลูกคนแรก 8-9 ปี ผมเจอกับภรรยาโดยบังเอิญ ผมขอกับพระเจ้าแล้วก็ได้เจอเขา เราแต่งกันเงียบๆ มีเพื่อนๆในวง พี่ๆที่แกรมมี่บางคนทราบ คือให้คนที่จำเป็นจะต้องรู้ ได้รู้ว่าผมมีภรรยาแล้ว และผมก็ไม่มีลูกมาเกือบ 8 ปี คือ
ปล่อยธรรมชาติมาตลอด มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี แต่ 8 ปี
ที่ผ่านมาไม่มี เพิ่งจะมามีคนแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คนแรกเป็นผู้ชาย คนที่ 2 กับ 3 ผู้หญิง และ
คนที่4 น่าจะเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งครับ คือมาก็
มาทีเดียวเลยครับ(หัวเราะ)

ผมว่าการเป็นพ่อคนทำให้เรารู้จักตัวเองทุกวันนี้เรากำเริบเราคิดว่าตัวเองเจ๋ง แต่จริงๆเรามาจากช่องคลอดเหมือนกัน การเฝ้าดูเขา ทำให้ผมได้ย้อนดูความเป็นมนุษย์ของตัวเองผมเหมือนกับเขาทุกอย่าง ได้เฝ้ามองวิวัฒนาการของมนุษย์ ลูกผมให้อะไรผมเยอะมาก คำถามที่เด็กยิงมาแต่ละอย่างมันสะอาด ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นผมต้องตอบให้ดี นอกจากที่เขาเรียนรู้จากผมแล้ว ผมก็ได้เรียนรู้จากเขาด้วย

l คุณพ่อโต เป็นแบบไหน? ดุ, ใจดี หรือฟรีสไตล์

ผมว่าคนเราฟรีสไตล์ไม่ได้ครับ จะกลายเป็นเสียคน แต่ว่าเล่นก็คือเล่น ดุก็คือดุ แต่ว่าลูกจะรักผมมาก ถ้าเขาผิดเขาจะกลัว แต่ไม่กลัวที่จะตอบโต้ เพราะเขารู้ว่าผมฟังเหตุผล เพราะฉะนั้นเขาจะกล้าพูดกล้าถาม ลูกชายถามผมว่าทำไมฟ้ามีอันเดียว แต่ดาวมีหลายอัน แปลว่าอะไร เขาถามผมตอนเขา 3 ขวบ คำถามแปลกๆพวกนี้เราต้องตอบให้ดี และเราต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ ซึ่งในอัลกุรอานมีคำตอบในเรื่องนี้หมด วิทยาศาสตร์เป็นยังงี้ แล้วเด็กเขารับได้เร็วมากนะครับ หลายๆ คำถามที่ลูกถาม ผมจะเอามา
โพสต์ในเพจผม เป็นคำถามต่อให้กับผู้ใหญ่ให้ได้คิด เพราะผมได้อะไรเยอะมากจากลูกๆ ครับ

l จะได้ยินเสียงเพลงจาก “โต” อีกไหม

ไม่แล้วครับ ผมรู้ว่าผมทำอะไรผิดผมไม่ทำอีก (ได้ติดตามความคืบหน้าของวงซิลลี่ฟูลส์บ้างไหม?) ผมไม่ได้เปิดทีวี. ไม่รู้เรื่องดนตรีเลยครับ ไม่ใช่แค่ผมไม่ทำดนตรีนะครับ ผมไม่ฟังด้วย ไม่ฟังของใครเลย ผมมองว่าเสียเวลา (กับเพื่อนๆ ในวงการ ) ผมไม่ได้ติดต่อใครเลยครับ นานๆ ทีจะโทร.คุยบ้าง สำหรับคนที่รู้จักผมจริงๆ ต้องการแนวคิดจากผม เขาจะโทร.มามีอยู่ไม่กี่คนครับ แต่คนที่คบกับผมเพราะความเป็นนักร้อง เขาก็จะหายไปเอง เพราะผมคงไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเขาแล้ว

l วันนี้สุขกว่าเมื่อวาน?

สุขกว่าไหม ไม่รู้ แต่สงบกว่า นิ่งกว่า คือวิชั่นของโลกชัดเจนกว่าตอนวัยรุ่น ผมไม่ได้ทำเพราะความคึกคะนอง ตอนนี้ในใจผมนิ่งผมรู้สึกตัวเองมีประโยชน์กับสังคมมากขึ้น พอใจในตัวเอง อันนี้เรารู้ด้วยตัวเองนะครับ ไม่ใช่รู้จากคนอื่น ถ้าคนอยากจะหาความสุข ต้องหาจากตัวเองว่าเราพอใจรึเปล่า ซึ่งตอนนี้ผมพอใจมากครับ เวลาไปบรรยาย ไปพูดเรื่องสัจธรรม แล้วเห็นคนฟังเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมไม่คิดว่าผมจะทำได้ มันไม่เหมือนกับเพลง ขึ้นไปร้องเพลง คนดีใจ หัวเราะ กลับไปจบ แต่อันนี้เราให้ข้อมูล ทำให้เขาเปลี่ยนชีวิตเขา อุดมการณ์เขา ครอบครัวเขา เขากลายเป็นคนที่มีคุณค่าในสังคม พ่อ-แม่มาขอบคุณผมที่เห็นลูกกลายเป็นคนที่มีค่าของสังคม

l กิจวัตรประจำวัน

ข้อแรกผมต้องมีเวลาให้กับลูกครับผมจะมาทำงานเลทนิดหนึ่ง เพื่อใช้เวลาอยู่กับเขาตอนเช้า ให้เขาเห็น เขาเล่นปีนคอผม กระโดดไป-มา ผมจะยังไม่ให้ลูกเข้าโรงเรียนจนกว่าจะ7 ขวบ เพราะผมอยากให้เขาบ่มนิสัยจากพ่อ-แม่ก่อน ผมไม่รู้จะให้รีบเรียนกันทำไม ความรู้ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับผม ความเป็นคนสำคัญกว่าความรู้นี่ ลูกผมรู้มากกว่าเด็กที่ไปเรียนอีกนะครับ ทั้งที่ยังไม่เข้าเรียน แต่อ่านหนังสือเป็นแล้วผมว่าพื้นฐานความเป็นคน จะดีหรือไม่ดีอยู่ที่7 ปีแรกของชีวิต เก่งไม่เก่งไม่เกี่ยวกับผม อยู่ที่ว่าเขาจะดีหรือเปล่า อันนี้เป็นหน้าที่ของพ่อ-แม่

ผมกับภรรยาเลือกที่จะเลี้ยงลูกเอง จริงๆ ภรรยาผมหนักสุด ต้องให้เครดิตคนเป็นแม่เพราะผมออกมาทำงาน เขารับเละเลย (ไม่ได้จ้างพี่เลี้ยง?) ไม่ครับ เขาหนักมาก แฟนผมเขาอึดมากครับ(หัวเราะ) เพราะถ้าให้พี่เลี้ยงดู ก็จะกลายเป็นลูกของพี่เลี้ยง ผมว่าถ้าเราจะมีลูกเราก็ต้องรับผิดชอบทุกสิ่งของเขา

เวลาไปบรรยายส่วนมากจะเป็นศุกร์-เสาร์ หรืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ บางทีอังคาร-พุธ ผมจะหยุดงานไปถ่ายรายการต่างจังหวัด เพราะผมอยากให้คนเห็นความสวยงามของประเทศไทย และพูดเรื่องของอิสลามในบรรยากาศที่แตกต่างจากเดิม วันศุกร์มีรายการสด ที่เหลือทำงานผมพยายามกลับบ้าน 5 โมง เล่นกับลูกจนถึง2 ทุ่ม แต่จริงๆ ไม่ได้เล่นอะไรกับเขามากนะครับ ผมก็เหนื่อยเหมือนกัน เด็กๆแรงเยอะ(หัวเราะ) ผมก็แค่นั่งให้เขาเห็นหน้า เขาถามอะไรก็ตอบ ลูกๆ ก็วิ่งเล่นกันไป และในหนึ่งสัปดาห์ต้องมีวันที่ผมหยุดเพื่อพาภรรยาและลูกไปจับจ่าย เที่ยวบ้าง ให้เขาได้เห็นธรรมชาติ

ผมว่าเราทำได้กันทุกคน ถ้าเรามีเป้าหมายแต่ที่คนทำไม่ได้ เพราะเขาไปตั้งเป้าหมายผิด เข้าใจว่าเอาเวลาไปทำงานหาเงินเพื่อให้ลูก ลูกไม่ได้ต้องการเงินครับ แต่ต้องการเรา อยากหาเงินส่งลูกเรียนโรงเรียนแพงๆ ผมว่าโรงเรียนที่ดีที่สุด 7 ปีแรกคือเลี้ยงเองครับ

l สมาชิกตัวน้อยในบ้าน

คาแร็กเตอร์ภรรยาผมเขาจะใจดี ง่ายๆ สบายๆ ซึ่งตรงนี้ลูกคนที่ 3 ได้แม่ครับ คนโต จะนิ่งๆ ช่างคิด และก็ใจดีเหมือนแม่ คนที่ 2 ซีเรียสมาก คนนี้น่าจะเหมือนผมมาก ไม่ค่อยพูด นั่งเล่นคนเดียว ส่วนคนที่ 4 คลอดเดือนหน้า(ธันวาคม) ยังไม่รู้เลยครับว่าจะเหมือนใคร

ตลอดการนั่งพูดคุย สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากรอยยิ้มของผู้ชายคนนี้ คือเขามีสุขกับทุกวินาทีที่ได้ก้าวเดิน เพราะวันนี้เขารู้แล้วว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร ส่วนระยะทางจากนี้ จะเป็นเช่นไร “โต” วีรชน ศรัทธายิ่ง ยกให้ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ.. (ส่วนท่านที่มองหา ภาพครอบครัว “โต” ขอเก็บเป็นภาพส่วนตัวค่ะ)

star retro : ‘บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์’ จากสิ่งที่แม่บังคับ สู่อาชีพหลัก เลี้ยงดูครอบครัว

Published พฤศจิกายน 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/189602

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
tags : star retro
กับนักแสดงเรื่องขอเป็นเจ้าสาวฯ

จากงานแสดงเบื้องหน้า ที่พร่ำบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไปเพราะเงิน และไม่ใช่สิ่งที่ชอบเลยสักนิด แต่กลับเป็นสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุด ด้วยความสามารถ บวกกับความตั้งใจ และพรสวรรค์ บัดนี้กลายเป็นอาชีพที่เธอรักโดยไม่รู้ตัว ต่อด้วยการเป็นแอ๊กติ้งโค้ช ผู้ที่มาช่วยเสริมทัพให้ละครสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และอีกก้าวสำคัญกับการเป็นผู้กำกับการแสดง “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้พาท่านไปรู้จักตัวตนของสาวเก่ง “บุ๋ม-รัญญา ศิยานนท์”

l ก่อนเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท

จริงๆ ไม่ชอบ ไม่อยากเป็นดาราเลยนะคะ อยากเป็นพยาบาล แต่ว่าแม่ให้หยุดเรียนปีหนึ่ง ก็น้อยใจเสียใจ แล้วแม่ก็บอกว่าโรงเรียนการแสดงช่อง 3 เขาเปิดสอนฟรี อยากให้เราไปเรียน ย้ำนะคะว่าเรียนฟรีไม่เสียเลยสักบาท แต่ใจเราไม่อยากไปเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นดารา จะให้ไปเรียนทำไม ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็เลยไปค่ะ แล้วพอดีว่าได้ตังค์ด้วย เพราะว่าจะมีโมเดลลิ่งติดต่อให้ไปงานนู่นนี่นั่น อีเว้นท์ถ่ายแบบเดินแบบ เมื่อ 30 ปีที่แล้วได้วันละพัน นี่ไม่น้อยนะคะ เราก็เลยไปหลังจากนั้นก็เรียนต่อไปเรื่อยๆ

ได้เล่นเป็นตัวประกอบของ “พี่จิ๋ม- มยุรฉัตร” ของ “แม่แดง-รัตนาภรณ์”, “พี่ตุ้ย- วรยุทธ” หลายคณะมากค่ะ ที่เป็นผู้จัดของช่อง แล้วเขาคงเห็นมั้งคะว่าเราเล่นได้ แต่ก็ยังไม่ได้ชอบนะ แค่รู้สึกว่าได้ตังค์(หัวเราะ) เป็นอาชีพที่ได้เงินเร็วและง่าย เราก็เอาเงินไปให้แม่ให้น้อง แล้วชีวิตเราไม่ได้ง่ายเลย คือลำบาก ต้องเช่าบ้านอยู่ เลยรู้สึกว่างานนี้มันได้เงิน เลยทำ และอยากทำให้มันได้ดี เพื่อที่จะได้เงิน แล้วตั้งแต่นั้นมาก็เล่นมาเรื่อยๆ จนถึงขั้นแอดวานซ์และเรียนรวมกับรุ่นอื่นๆ จนมีอยู่วันหนึ่ง “พี่ไก่-วรายุฑ”
เขาจะเปิดละครเรื่อง “นางเอก” อีก 2 อาทิตย์จะเปิดกล้อง แต่ตอนนั้นเราไม่ค่อยชอบพี่ไก่นะมีความรู้สึกว่าเขาเหวี่ยงๆ ไม่อยากเล่นเลย (ยิ้ม) แต่ก็โอเค เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของนักเรียนการแสดงช่อง 3 ที่ถึงเวลาเราจะต้องไปเล่นละคร แล้วก็ต้องมาเล่าให้ครูในโรงเรียนฟังว่าเราไปเล่นเป็นตัวนี้ๆ แล้วเป็นเป้เป็นยังไง ปรากฏว่ารับบทนางเอก ชื่อเรื่องก็นางเอกด้วย ตกใจมาก ขึ้นมาหาครูใหญ่ (อาจารย์สดใส พันธุมโกมล) บอกครูว่า “ครูขาเป็นนางเอก หนูไม่เล่นได้ไหม หนูกลัวมากเลย หนูไม่อยากเล่น” (หัวเราะ)ก็บ่นๆไปค่ะ ซึ่งครูก็บอกว่าไม่ได้ เธอต้องเล่น แล้วทำไมถึงจะไม่เล่นล่ะ มีคนอยากจะได้บทนี้เยอะแยะ ก็เลยโอเคเล่น

เรื่อง “นางเอก” เป็นพระ-นางคู่กับ “พี่เล็ก- วิวัฒน์” แต่เรื่องนี้นักแสดงเยอะมาก มีทั้ง “พี่จุ๋ม- อุทุมพร” ซึ่งเป็นนางเอกที่ดังมากตอนนั้น “พี่ตุ่ม-ชลิต”, “อากำธร สุวรรณปิยะศิริ”, “พี่หมู-สมภพ”, “พี่ตุ๊ก-ดวงตา” ทุกคนดังมาก เราก็เครียด จำบทไม่ได้ ปากคอสั่น ถ่ายวันแรกแค่ 2 ฉาก เดินขึ้นบันไดไม่มีบทพูด ปรากฏว่าเราเดินตกบันได ของตก แบบเล่นไม่ได้เลย กลัวไปหมด เลยกลับไปที่โรงเรียนให้ครูซ้อมการแสดงให้ใหม่ แล้วก็กลับมาเล่นจนจบ แล้วหลังจากนั้นชีวิตก็มาจนถึงวันนี้ค่ะ

l ผลงานแจ้งเกิด

เรื่อง “นางเอก” เลยค่ะ และได้เป็นนางเอกของพี่ไก่อยู่ประมาณ 2-3 เรื่อง ไปเล่นรัชฟิล์มก็ยังเป็นนางเอกอยู่ เล่นนางเอกสลับกับนางร้ายไปเรื่อย บางทีก็เล่นเป็นตัวตลก เราไม่ได้ยึดติดกับบทนางเอก พี่ไก่สอนมาอย่างนี้ แล้วบุ๋มเองก็ไม่ได้นึกเลยว่าฉันจะต้องเป็นนางเอก แต่นึกแค่ว่ามันเป็นอาชีพ ที่เล่นละครเรื่องไหนจะต้องทำงานเรื่องนั้น แล้วก็ต้องได้รายได้ คือทำทุกอย่าง บทไหนก็เล่น หนังก็เล่นด้วยค่ะ ของไฟว์สตาร์ เล่นของ “อารุจน์ รณภพ” นั่นก็ดังอีกเหมือนกัน เล่นเป็นบทคนใช้ที่ได้กับเจ้านาย คือ “พี่แซม-ยุรนันท์” เรื่อง “ดงดอกไม้”

l กับความคิดที่ไม่อยากเป็นดารา

ถึงตอนนี้ลืมไปเลยค่ะ เพราะความที่เป็นอาชีพ และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราดีขึ้นมีการพัฒนาการในเรื่องของการแสดงตลอดเวลาและเราเพิ่งรู้ว่าเราชอบการแสดง เพราะเราทำได้เยอะมาก อาจจะเป็นพรสวรรค์ด้วยนะคะ ยิ่งได้ไปเล่นละครเวที ยิ่งเสริมประสบการณ์ให้เราเข้าไปอีก เลยรู้สึกว่าเราคงทำอาชีพอื่นไม่ได้แล้วล่ะนอกจากทำอาชีพนี้

l มีวันนี้เพราะแรงผลักดันจากแม่

แม่บอกว่าเขาเห็นอยู่แล้ว ว่าเราทำได้ เพราะเวลาอยู่โรงเรียน เราก็ได้เล่นละครได้ช่วยเขาคิดและทำอะไรมากมาย อย่างละครสั้นๆ ที่โรงเรียน หรือคิดท่าเต้น เวลาแม่ไปทอดกฐินที่วัดแล้วอยากมีการแสดง เราก็เอาเพลงมาฟังและช่วยคิดท่าเต้น และเอาเด็กๆ ในชุมชนแถวนั้นมาช่วยกันเต้น พากันนั่งรถกระบะไปโชว์ที่งานวัดแม่เขาเห็นตั้งแต่เด็ก

l ผลงานละครที่ประทับใจ

น่าจะเป็นเรื่องนางเอกนี่แหละค่ะ เพราะว่าเป็นจุดเริ่มต้น และบทดีด้วย บทดีมาก คือนางเอ๊กนางเอกจริงๆ และได้เล่นทุกอย่างได้เล่นดนตรี เล่นกีตาร์ และร้องเพลง ได้เล่นเป็นนางเอกที่เป็นดารา ได้เล่นบทที่ถูกฉีดยาแล้วเป็นบ้า เรื่องมันเยอะมากสำหรับตัวละครตัวนี้ค่ะ

l ความชอบระหว่างบทนางเอก กับนางร้าย

ชอบเล่นบทร้ายค่ะ มันไม่เหนื่อย (แต่ต้องปล่อยพลังเยอะนะคะ?) ไม่เหนื่อยค่ะ รู้สึกว่าได้ปลดปล่อย รู้สึกมีความสุขมากเวลาเล่นบทร้ายๆ หมั่นเขี้ยวดี ถ้าเล่นบทเรียบร้อยจะรู้สึกว่ารำคาญตัวเอง อย่างตอนที่เล่นเรื่อง “เลือดสามสี”เล่นเป็นแม่ “ไชยา มิตรชัย” ซึ่งหงุดหงิดมากไม่อยากเล่น เพราะว่าจะต้องเล่นเป็นคนตาบอด ชีวิตรันทดหดหู่ ซึ่งเหนื่อยมาก อึดอัด พักหลังมานี่เลยรับแต่บทปรี๊ดๆ มีความรู้สึกว่าชัดในความเป็นตัวเอง

l จากเบื้องหน้าสู่งานเบื้องหลัง

บุ๋มเริ่มจากการเป็นแอ๊กติ้งโค้ชค่ะโดย “พี่จิ๋ม-มยุรฉัตร” ส่งเด็กมาให้ช่วยดู คือ “แอฟ-ทักษอร” และ “ลดา เองชวะเดชาศิลป์” ตอนนั้นพี่จิ๋มจะทำเรื่องริษยา นานมากแล้วค่ะ เกือบ 20 ปีแล้ว นั่นคืองานแรกที่ทำ พอเริ่มงานนั้นปุ๊บก็เหมือนมีมาเรื่อยๆ แล้วสมัยนั้นจะมีดาราเพิ่มเข้ามาเยอะแยะ นักแสดงส่วนใหญ่จะเล่นละครไม่เป็น บางทีผู้กำกับอาจจะดูแอ๊กติ้งไม่ทั่ว เขาก็เลยเอาแอ๊กติ้งโค้ชเข้าไปช่วย เลยเริ่มมีอาชีพแอ๊กติ้งโค้ชประจำกองต่างๆ ทำมาเรื่อยๆ และที่หนักๆเลยคือมาทำให้กับกองพี่ไก่ แทบทุกเรื่องเลย (เหนื่อยไหม ?) ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ชอบที่สุด เพราะหนึ่งเราได้เปรียบคนอื่น เพราะเราเรียนมาสองเราเป็นนักแสดง เราจะเข้าใจวิถีของนักแสดงด้วยกันว่าเขาอยากรู้แบบไหน และอธิบายแบบไหนให้เขาเข้าใจมากที่สุด ก็เลยชอบ

l ก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับการแสดง

เป็นสิ่งที่ไม่อยากเป็นอีกเหมือนกันค่ะ เรื่องแรก “คุณแม่จำแลง” ที่ “ชาคริต แย้มนาม”เล่นเป็นผู้หญิง ซึ่ง “แม่หนู-สรวงสุดา ชลลัมพี” เป็นคนผลักดันให้มากำกับ คือก่อนหน้านั้นเขาทำเรื่อง “สวัสดีคุณครู” แล้วบุ๋มไปแอ๊กติ้งโค้ชให้ ถูกใจกันมาก เลยชวนให้มากำกับ แต่เราก็ปฏิเสธตลอด เพราะว่าเราไม่รู้เรื่องไฟ เรื่องกล้องอะไรเลย แต่แม่หนูบอกว่าไม่ต้องกลัวให้เราทำแอ๊กติ้งอย่างเดียว เหมือนที่ทำเนี่ยแหละ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น กำกับเรื่องแรกบุ๋มร้องไห้ทุกวันเลย เชื่อไหมคะ ลาออกจากแม่หนูทุกวัน มันเหนื่อยมาก และกดดันทุกอย่าง เป็นงานโปรดักชั่นที่เราต้องรับผิดชอบ มีเด็ก มีสลิง ชาคริตต้องแต่งเป็นหญิง คือมีทุกอย่างที่ยากๆ โอ้โห! ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะเหนื่อยขนาดนี้ กลับบ้านไปเหมือนโดนต่อย แรงหมด บุ๋มบอกกับตัวเองทุกวันว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิตที่กำกับ (แต่แล้วยังคงกำกับมาเรื่อยๆ ?) ไม่ถึง 10 เรื่องนะคะ ทำน้อยมาก


บุ๋มกับอาจารย์สดใส

l มาดผู้กำกับในแบบของบุ๋ม

ไม่มีค่ะ เราเป็นในแบบเรา แบบนี้เลย (คนจะมองว่าจริงจัง ?) ใช่ค่ะ เป็นคนที่จริงจัง เรื่องงานนะคะ เพราะว่าทุกคนควรจริงจังเรื่องงานแต่ไม่ได้ซีเรียส เครียด ถ้ามองตัวเองรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชอบทำทุกอย่างด้วยความสุข สดชื่น ไว และรู้สึกว่าตัวเองต้องเป๊ะพอสมควร คือทุกฝ่ายจะต้องมีการประชุม เราจะค่อนข้างละเอียด เลยรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้กำกับที่เยอะ (หัวเราะ) เรื่องเครียดก็คงเป็นปกติของผู้กำกับ เพราะว่าทุกคนก็ต้องการที่จะให้งานออกมาดี มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ที่เราจะทำๆ ไปให้มันเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานของเรา หรืองานของคนอื่นเราก็จะต้องทำให้มันเป็นงานของเราให้ได้ เรารู้สึกว่าทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่จะต้องทำร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปในทิศทางเดียวกัน มันก็จะออกมาดีจริงๆ

l ครูพักลักจำการคนต้นแบบ

บุ๋มจะเอาความรู้ ที่เราได้เรียนมาจากครูบาอาจารย์ทั้งหมด ตั้งแต่ “อาจารย์สดใส พันธุมโกมล”, “อาจารย์ Hans” ซึ่งสอนทางด้านบุคลิกภาพคาแร็กเตอร์ แล้วก็ความเชื่อ รวมทั้งอาจารย์ทุกคนที่สอน ตอนนั้นจะบอกว่าเราไม่ได้เมมโมรี่นะ แต่ตอนนี้เราจำได้แล้ว พอมาเป็นนักแสดงก็เจอ “อาอดุลย์ ดุลยรัตน์” เรื่องแรกจะใช้การดูสังเกตและก็จำมา คนที่ละเอียดมากๆ จำความละเอียดของเขาได้ก็คือ “พี่นะ-ชนะ คราประยูร” เพราะจะโดนบ่อยมากในความไม่ละเอียดของเรา เวลาเป็นนักแสดง “อ่านบทหรือเปล่า ทำไมไม่พูดตามบทที่เขาเขียน ทำไมไม่ตีความ ทำไมไม่อ่านว่าบทมาจากไหนและกำลังจะไปไหน ทำไมต้องให้คนมาบอก” แล้ว “พี่ดุล- อดุลย์ บุญบุตร” ก็จะเป็นอะไรที่ภาพสวยเขาจะมีมุมกล้องมุมภาพ บุ๋มพยายามไปดู แต่ว่าเราก็โง่ๆเซ่อๆ อยู่นะคะ เรื่องภาพ เพราะว่าเราไม่ค่อยรู้เรื่องมุมกล้อง เราจะมีแอ๊กติ้งเป็นหลัก ส่วน “อาชู-ชูศักดิ์ สุธีรธรรม” ก็จะทำให้ยากเป็นง่าย คือบางอย่างที่มันยากเกินไป นักแสดงทำงานยาก เสี่ยงเกินไป เราก็ปรับให้มันง่ายขึ้น อย่าง “แม่หนู-สรวงสุดา” ก็จะเล่าอะไรกระชับฉับไวมาก เราจะเอาของหลายๆ คน มารวมกัน

l ผลงานการกำกับฯที่ประทับใจ

เรื่องล่าสุดที่เพิ่งจบไปค่ะ “ขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ” ทุกอย่างดีหมดเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เจอนักแสดง ผู้จัดฯที่แบบเป็นลูกเจ้านาย นึกว่าเขาจะเอาแต่ใจตัวเอง แต่เขาแมนมาก เจอโปรดิวเซอร์ที่น่ารัก เจอทีมอาร์ตที่มุ่งมั่นที่สุด ทำงานง่ายมาก เจอนักแสดงที่ทุ่มเททุกคน เจอฝ่ายเสื้อผ้าที่ทุ่มเท ตีความกับเราจริงๆ มานั่งอ่านบทด้วยกัน เจอคนเขียนบทที่เขายอมแก้บทให้เรา เพื่อที่เราจะได้ทำงานง่ายขึ้นเจอผู้ช่วย1-2 ที่ทำงานคลิกกัน แต่เรื่องนี้บุ๋มเปลี่ยนผู้ช่วย 1 ไป 4 คนนะคะ ยังคงเป็นผู้กำกับที่ไม่มีผู้ช่วย เพราะว่าเรารู้ว่าเราเยอะ แต่เรามีความรู้สึกว่าคนที่จะเป็นผู้ช่วยเรา วันหนึ่งเขาจะขึ้นมาเป็นผู้กำกับ แล้วเขาจะเข้าใจเรา ว่าทำไมเราถึงไล่บี้เขาอยู่คนเดียว…เรื่องรักปาฏิหาริย์ ต้องบอกว่าเป็นละครที่บุ๋มรัก รู้สึกสวยงาม เรื่องดีเพลงเพราะ บุ๋มเป็นคนชอบถ่ายละครต่างจังหวัด รู้สึกว่าได้รีแล็กซ์เป็นช่วงชีวิตที่สบาย…ส่วนเรื่องเรตติ้งก็น่าจะเป็นเรื่องมารยาริษยา เพราะว่าแรงที่สุด แซ่บ แต่ถ้าโดยรวมแล้วเรารักละครทุกเรื่องที่เราทำนะเพราะว่าเราไม่ได้มีผลงานเยอะ อยู่มา 30 ปี เพิ่งได้มากำกับละครและกำกับไม่ถึง 10 เรื่อง เริ่มกำกับละครตอนปี’50 ตกปีละประมาณเรื่อง เพราะว่าไม่สามารถรับคู่กันได้ และขณะที่กำกับละครก็ไม่สามารถที่จะรับเล่นละครได้ค่ะ


บุ๋มกับคุณแม่

l นักแสดงที่ได้กำกับแล้วเกิดความประทับใจ

ประทับใจมาก คือ “เกรท-วรินทร” เพราะรู้สึกว่าเขามีความทุ่มเทตั้งใจ เชื่อและศรัทธาในเรา เขาพร้อมที่จะเปิดใจรับตัวละครตัวนี้ที่เราบรีฟด้วยกัน เกรทเป็นเด็กที่เราเจอกันมาตั้งแต่เขาธรรมดามากๆ แล้วพอวันนี้เราเห็นเขาเติบโตและพัฒนาทุกอย่างทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและอินเนอร์ นี่แหละคือนักแสดงที่เราอยากเห็นการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเขา

l สิ่งที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ

ตอนนี้เหรอคะ ไม่อยากทำอะไรแล้ว (หัวเราะ) บุ๋มเคยพูดว่าละครเรื่อง “เจ้าบ้านเจ้าเรือน”เป็นความฝันสุดท้ายของบุ๋ม คือหมายถึงว่าจากนี้ไปถ้าไม่ได้กำกับละคร หรือว่าไม่มีใครจ้างให้กำกับแล้ว บุ๋มก็ไม่แคร์ ไม่ใช่ว่าเราอิ่มแล้วนะคะรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนไปเป็นนักแสดงบ้าง รู้สึกโหยหาการแสดง อยากจะกลับไปเล่นละครบ้าง อยากจะไปเต็มที่กับการแสดงละครจริงๆ ไปเป็นนักแสดงที่ไปฟังคนอื่นเขาบรีฟบ้าง เก็บกดมาก อยากปล่อยของ ตอนนี้มีละครติดต่อเข้ามาให้ไปกำกับเยอะ แต่ก็ปฏิเสธไปทั้งหมด ตอนเป็นนักแสดงก็ไม่ใช่ว่าไม่มีใครจ้างเรานะ เพียงแต่เราอยากจะมาทำเบื้องหลังเอง โดยรับค่าตัวน้อยมาก เป็นคนอื่นคงไม่ทำ เพราะว่าเราต้องเลี้ยงชีพใช่ไหม แต่เราไม่สน เรามีความรู้สึกว่าเราจะได้เรียนรู้ และเราก็ลงทุน อยากไปรีชาร์จตัวเองบ้าง คือเราทำงานเหมือนเดิมทุกวัน แม้ว่าตัวละครจะเปลี่ยน แต่เราอยากพลิกไปอีกด้านหนึ่งไปฟังคนอื่นไปมองคนอื่น แล้วเราจะได้รู้ว่าถ้าเรากลับมาเป็นผู้กำกับอีกครั้ง เราจะได้มีไฟมากขึ้นการมองด้านเดียวนานๆ มันอาจจะขาดตกบกพร่องไปก็ได้ค่ะ

ตอนนี้กำลังจีบพี่ไก่อยู่ว่าอยากให้ทำละครรีเมคของตัวเองสักเรื่องได้ไหม คืออยากให้พี่ไก่ทำเรื่อง “นางเอก” บุ๋มอยากกลับมากำกับเรื่องนี้ที่ตัวเองเคยเล่น แต่พี่ไก่ยังเงียบๆ อยู่ค่ะเพราะว่าไม่เคยทำรีเมคละครของตัวเองเลย ส่วนตัวเองคงจะเป็นนักแสดง ทำการแสดงเป็นแอ๊กติ้งโค้ช ไปเรื่อยๆ จริงๆ ก็อยากร้องเพลงนะเคยเป็นนักร้องเหมือนกัน คือมันก็เป็นกระแสที่เขาเอานักแสดงมาเป็นนักร้อง ดาราทุกคนไปเป็นนักร้องกันหมด เราก็ได้ออกอัลบั้มเดียว และไม่ดังด้วย เราก็ไม่เสียใจนะ เพราะรู้สึกว่าเพลงไม่เหมาะกับเรา และหนึ่งสิ่งที่ยังคาใจเป็นแผลในใจที่บอกกับตัวเองว่าจะไม่เล่นอีกแล้วคือละครเวทีมิวสิคัล เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดี เคยเล่นบัลลังก์เมฆ เดอะมิวสิคัล แล้วก็แม่นาค เดอะมิวสิคัล แล้วหลอนมาก เลยรู้สึกว่าไม่เอาอีกแล้ว มีแต่นักร้องเล่น แต่เราไม่ใช่ กลัวว่าจะทำละครเขาพัง (บทบาทในฝันที่อยากจะเล่น ?) อยากเล่นบทเย็นๆ เยือกๆ อำมหิต แต่ว่าไม่มีใครรู้ คือแบบที่คนเห็นภายนอกว่าเมตตา แต่จริงๆ แล้วเลือดเย็นมาก โรคจิต เชื่อหรือยังคะว่าบุ๋มเก็บกดอยากเล่นละคร(หัวเราะ)

l เรื่องของการมีเหย้ามีเรือน

อย่าถามถึงเรื่องเหย้าเรือนกันในตอนอายุ 47 เลยค่ะ (หัวเราะร่วน) คือเราก็อยู่กับแม่ หลานแล้วก็พี่น้อง มีบ้างที่เหงา แต่ว่าเราก็ไม่เคยไม่มีแฟนไงคะ ที่ผ่านมาในชีวิตมีแฟนมาตลอด เป็นผู้ชายบ้าง เป็นทอมบ้าง แต่ก็จะมีช่วงที่บุ๋มเคยรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวไม่ได้ ก็เลยต้องมีแฟนมาตลอด เลิกกับคนนี้กระโดดเกาะคนนู้น เพราะว่ากลัวเหงา แต่ว่าวันหนึ่งเราก็ได้บอกกับตัวเองว่าเอาล่ะการมีแฟนแล้วเราไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ มันต้องมีอะไรผิดสักอย่าง แต่คิดว่าเป็นเรามากกว่า ลองไม่มีดูไหม ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ค่อยมี ก็ 2 ปีแล้วที่ไม่มีแฟน ยังรู้สึกชอบผู้ชายเคยชอบคนนั้นคนนี้ แต่ว่าพอไปแล้วมันไปไม่ถึง (แต่ ณ ปัจจุบันนี้เราได้ไปอัพเดทสเตตัสหัวใจของเธอมาแล้ว เห็นว่ากำลังมีรีเรชั่นชิฟกับหนุ่มรุ่นน้องที่เธอเองก็ยังไม่พร้อมจะเปิดตัว…ว้าวววว)

บุ๋มเป็นคนเพื่อนเยอะด้วยค่ะ คือไม่รู้จะขอบคุณอะไรดี บุ๋มมีกัลยาณมิตรมากมายอยู่รอบตัวมีเพื่อนทุกกลุ่ม ทั้งเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ เพื่อนทำบุญ เพื่อนทำงาน เพื่อนคุยกันสาระไม่สาระ เพื่อนแก่ เพื่อนลูกน้อง ทุกคนเป็นเพื่อนได้หมด แล้วบุ๋มเป็นคนไม่มีวรรณะ ไม่แบ่งชั้นใครก็เป็นเพื่อนกับเราได้ แล้วพอวันหนึ่งเรารู้สึกว่าตรงนี้มันคือมิตรภาพที่ดี มันไม่ต้องตีความอะไรแล้ว (คุณแม่บ่นอยากอุ้มหลานไหม?) อยากมาก อยากให้แต่งงาน เพราะว่าเราเป็นคนเดียวในบ้านที่ไม่ได้แต่งงาน แม่เขาก็เป็นห่วง บางทีนั่งๆ ดูทีวี. เขาก็จะถามแล้ว ว่าเหงาไหม เราก็บอกว่ามาอยู่กับแม่แล้วไงไม่เหงา และเพื่อนก็มีเยอะต่อคิวกินข้าวทุกวันเลยเนี่ย และคุณแม่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงค่ะ แต่เป็นคนอึดมาก อารมณ์ดี มีความสุข ชอบทำกับข้าว


พี่ไก่ บุ๋ม ติ๊ก กองละครเจ้าบ้านเจ้าเรือน

l ฝากแง่คิดถึงคนรุ่นใหม่

ปีนี้เป็นปีที่ 30 ที่พี่ไก่ปั้นบุ๋ม (ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2528) และบุ๋มก็ได้มากำกับละครพี่ไก่ บุ๋มไม่มีแง่คิดที่ดีนะ แต่บุ๋มมีแง่คิดของตัวเองได้ไหมคะ สำหรับชีวิตบุ๋มการทำงานในวงการบันเทิงเชื่อว่าหัวใจสำคัญที่สุด คือ หัวใจที่รักในการทำงาน เมื่อหัวใจเรารักแล้ว เราจะทุ่มเทและมีวินัยในการทำงาน แล้วเราจะเผื่อแผ่ความรักในการทำงานนั้นไปสู่คนอื่นด้วย บุ๋มเชื่อว่าอาชีพนี้เราต้องทำให้มันเป็นอาชีพ เราอย่าทำเพื่อให้มีชื่อเสียง เพราะถ้าเราทำมันได้ไม่ดี ความมีชื่อเสียงก็จะหายไปในที่สุด ถึงแม้ว่าบุ๋มจะไม่ได้ดังระเบิดเถิดเทิง เป็นพลุแตกตลอดระยะเวลา 30 ปี แต่เชื่อว่าทุกครั้งที่บุ๋มเดินไปไหน คนจะจำบุ๋มได้ จำว่าเรากำกับละครเรื่องนี้ แค่คนเดียว ก็ทำให้เรามีความสุขได้ เพราะฉะนั้นความสุขเหล่านี้ เงินซื้อไม่ได้ค่ะ ชื่อเสียงก็แลกไม่ได้ ทุกวันนี้ยังมีคนทักเราในบทบาทการแสดงอยู่ ถ้าเป็นรุ่นที่แก่กว่าเรา ก็จะทักเรื่อง “นางเอก” และ “ทรายล้อมมุก” แต่ถ้าไปต่างจังหวัด จะทักเรื่อง “ดาวพระศุกร์” เพราะเป็นแม่มารศรีตัวร้าย ผลงานกำกับที่คนพูดถึงคือ “มารยาริษยา” แค่นี้บุ๋มก็สุขใจแล้วค่ะ

แม้จะสวมหมวกหลายใบ แต่เพราะทำด้วยหัวใจ จึงทำให้ผลงานทุกชิ้นของเธอออกมามีคุณภาพและประสบความสำเร็จเสมอ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ชีวิตสุดแซ่บของ “ปิ๋ม ซีโฟร์” กับภาวะ..ร้องไห้เป็นอาชีพ

Published พฤศจิกายน 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/188502

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
เป็นหญิงเก่งและแกร่งที่ผ่านเรื่องราวชีวิตมาร้อยแปดเล่มเกวียน ทั้งสุขและทุกข์ แต่ “ปิ๋ม ซีโฟร์” ไม่เคยนึกท้อ เธอทำหน้าที่คุณแม่ที่เลี้ยงดูลูกชายถึง 2 คน และอีกหนึ่งบทบาทที่ไม่เคยรู้จักเหน็ดเหนื่อย คือการเป็นลูกที่เลี้ยงดูบุพการี  “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้พาไปรู้จักกับผู้ออกแบบท่าเต้น ฝีมือระดับต้นๆของประเทศ และการที่ได้รับเกียรติให้เป็น “ครูปิ๋ม” ของศิลปินนักร้องหลายๆคน

ย้อนวันวานก่อนที่จะมาเป็น “ปิ๋ม ซีโฟร์”

ชื่อเล่นชื่อ “ปิ๋ม” ค่ะ แต่ชื่อนามสกุลจริงอย่าได้ถาม เพราะว่าหลักฐานการเปลี่ยนชื่อมีเยอะมาก เอาเป็นว่ารู้จักกันในชื่อ “ปิ๋ม ซีโฟร์” ที่มาของชื่อนี้ คือตอนที่เซ็นสัญญาเป็นนักร้องในสังกัดบีอีซีเทโร เมื่อปีพ.ศ. 2542 เขาให้ทำอะไรเราก็ทำ เรามารู้ว่าเราชื่อ “ปิ๋ม ซีโฟร์” ก็วันที่อัลบั้มออก คือรู้พร้อมๆกับคนอื่น ก่อนหน้านั้นเราคือ “ปิ๋ม ติงนัง” เพราะว่าออกแบบท่าเต้นและเต้นให้กับ “รุ่ง สุริยา” เพลงเขาฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง เราก็เลยกลายเป็น “ปิ๋ม ติงนัง” และใช้ชื่อนี้หากินมาหลายปีก่อนที่จะเป็นศิลปิน จริงๆก่อนหน้านี้ออกแบบท่าเต้นให้นักร้องเยอะมากค่ะ แต่ว่าที่เปรี้ยงที่สุดคือของพี่รุ่ง และก็มีข่าวกุ๊กกิ๊กกันด้วยตอนนั้น แต่แล้วไปแล้วนะคะ จนมีข่าวว่าแดนเซอร์ของ “รุ่ง สุริยา” รถคว่ำเสียชีวิตทั้งหมด คนก็คิดว่าเป็นปิ๋ม ซึ่งจริงๆแล้วแดนเซอร์ที่ถ่ายมิวสิคกับที่เดินสายเป็นคนละคนกัน หนังสือพิมพ์ก็เลยเอาไปขึ้นหน้า 1 เพื่อยืนยันว่ายังไม่ตาย เวลารับงานเดินสาย งานทัวร์คนเดียว ตามผับตามสถานที่ต่างๆก็จะขึ้นป้ายว่า ปิ๋ม ติงนัง คือเราไปในฐานะแดนเซอร์เท่านั้นค่ะ

ศิลปินลูกทุ่งเบอร์แรกของบีอีซีเทโร

คือเขาอยากจะได้นักร้องที่ร้องได้ เต้นได้ ซึ่งเขามี “ทาทา ยัง” คนเดียว แล้วต่อมาก็คือ ปิ๋ม ตอนหลังบีอีซีเทโรเซ็นสัญญากับโซนี่มิวสิค เลยกลายเป็นโซนี่มิวสิคบีอีซีเทโร ในขณะที่กำลังเปรี้ยงมาก เพลงกำลังเกิด เพราะว่าเพลงแนวนี้ไม่มีใคร แต่แล้วเราก็มีปัญหาชีวิตและสุขภาพ คือโดนยิง งานทุกอย่างดร๊อปหมด คอนเสิร์ตทัวร์ทั่วประเทศหยุดหมด ตอนนั้นปิ๋มได้รับเลือกจากโซนี่มิวสิคที่อเมริกาให้ไปร้องเพลง อาเซเดเฮ่ เวอร์ชั่นภาษาไทย ซึ่งเพลงนั้นดังมากทั้งท่าเต้นและเนื้อร้อง เขาก็เลยอยากได้ศิลปินท้องถิ่นของแต่ละประเทศที่โซนี่มีสาขาอยู่ให้ไปร้อง ซึ่งเพลงอยู่ในอัลบั้มก็กำลังดังขึ้นมาเลย กำลังโปรโมท ขนาดอยู่โรงพยาบาลนะคะ อัลบั้มยังขายดีมาก ปิ๋มนอนอยู่โรงพยาบาลไปไหนไม่ได้เกือบปี แต่เรามีสตางค์ค่าใช้จ่าย เพราะเงินจากการขายอัลบั้มชุดนี้ แล้วก็ต้องบอกว่าเจ้านาย คุณไบรอัน มาร์คาร์ ไม่เคยทิ้งเลย ออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ตอนที่โดนยิง เราท้อง 3 เดือนด้วย แต่เรายังไม่เปิด ไม่มีใครรู้ ระหว่างที่ดูแลรักษาตัวเองก็คลอดลูกและเลี้ยงลูกด้วย แต่ 3 เดือนหลังคลอด คุณไบรอันก็เรียกให้ไปออกอัลบั้มอีก 2 อัลบั้ม

ชอบไหมกับชื่อ ปิ๋ม ซีโฟร์

ไม่รู้ค่ะ มึนๆอะไรก็ได้ จะเป็นคนอย่างนี้ค่ะ อะไรก็ได้หมด แต่บทจะเยอะก็เยอะมากไม่มีใครเทียบ แล้วต้องยอมรับว่าเราเป็นคนมีบุญนะ คือจะเป็นคนที่มีบุญเรื่องบริวาร เพื่อน กัลยาณมิตร มีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนที่ดีมาก เช่น วันดีคืนดีนอนอยู่มูลนิธิปวีณา จะไม่เอ่ยถึงท่านก็ไม่ได้ เพราะท่านช่วยชีวิต ให้บ้านอยู่ ให้ที่กิน ดูแลความปลอดภัยทุกอย่าง ไปไหนมาไหนมีตำรวจดูแลตลอดเวลา แล้วต่อมา พี่ไก่ วรายุฑ ก็ให้พี่จอย ทีมงานโทร.ไปที่มูลนิธิ บอกว่าอยากให้เราไปเล่นละคร เราจะจบชีวิตนักร้องแล้ว เพราะว่างานเพลงก็คือไม่ได้เปรี้ยงแล้ว เพราะว่าเหล็กมันต้องตีตอนที่กำลังร้อน ด้วยความที่เราหยุดไปนาน ก็คงจะไปต่อไม่ได้ อยู่ๆพี่ไก่ก็ยื่นมือเข้ามาให้เล่นละครเรื่อง ราชินีหมอลำ ซึ่งเปรี้ยงเลยค่ะ กลับมาเกิดเลย กับบทงามตา เป็นตัวโกงของเรื่อง จากที่เราจะจบชีวิตนักร้องแล้ว ไม่รู้ว่ารอดไม่รอด พอพี่ไก่ยื่นมือมาปุ๊บ คือดึงขึ้นไปเลย ก่อนหน้านี้เราก็แสดง เล่นมาหลายเรื่องแล้วค่ะ เพียงแต่ว่าไม่ได้รับบทเด่น เป็นแค่รับเชิญ ถือว่าพี่ไก่ชุบชีวิตเลย และหลังจากนั้นมาพี่แหม่ม ธิติมาก็ให้บทนางร้าย เรื่องเรือนรักเรือนทาส ตอกย้ำความร้ายอีก พี่ไก่ก็ให้เล่นละครอีกเรื่อยๆ

อยากจะบอกว่า มีลูกบอกลูกมีหลานบอกหลาน พี่ไก่สอนคำนึงว่า…อีปิ๋มถ้ามึงเป็นคนดีมึงอยู่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกลัว…คำนี้ใช้ได้จริงๆ ถ้าเราเป็นคนไม่ดี ใครก็ไม่เอาเราหรอก อยู่ได้ทุกวันนี้ พี่ขอข้าวกินหน่อย พี่ของานหน่อย ถ้าเราไม่ดีจริง ใครเขาจะให้ ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นเราต้องดี แม่ปิ๋มก็สอน ผู้ชายจะว่าเรายังไง ดีไม่ดีก็ไม่ต้องไปตอบโต้

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจคือการสอนและออกแบบท่าเต้น

ดีใจที่ทำให้คนอื่น ทำให้ลูกศิษย์ดัง และก็มีส่วนที่ทำให้ลูกศิษย์ได้ไปต่อ ได้มีอนาคตตามที่เขาอยากจะเป็น และเราก็เชื่อว่าบุญกุศลนี้น่าจะทำให้เราอยู่ได้ (ช่วยเอ่ยชื่อลูกศิษย์ที่ผ่านมือครูปิ๋มสักนิด?) เอาชื่อคนที่ไม่ได้สอน ง่ายกว่านะคะ ทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่อีกล่ะ ปิ๋มไม่ได้สังกัดค่ายอาร์สยาม แต่ว่าจะสอนที่นี่ประจำ ที่ท๊อปไลน์ด้วย และค่ายอื่นๆที่เขาเรียกใช้ แต่จะมีคนที่ไปพูดต่อๆกันว่าปิ๋ม ซีโฟร์ ค่าตัวแพง จะพูดยังไงล่ะ คือจ้างแค่ส้มตำจานเดียวก็ไปแล้วนะ ถ้าถูกใจถูกคอและอยากจะทำ แต่ถ้าเรารู้จักกันใหม่ๆ ก็ต้องตามเรทไปก่อน

ท่าเต้นที่แจ้งเกิด

เต้นให้กับศิลปินของอาร์เอสมาหลายคน คือเมื่อก่อนอาร์เอสยังไม่มีลูกทุ่ง เราก็จะเต้นให้กับ โดม,ทัช,เจอาร์ วอย,แร็พเตอร์ เอางี้ดีกว่าค่ะ ปิ๋มเป็นแดนเซอร์ประจำเอ็มบีเคฮอลล์ ศิลปินทุกคนในค่ายอาร์เอส เวลาออกเทปจะต้องไปขึ้นคอนเสิร์ตที่เอ็มบีเคฮอลล์ เราก็ต้องไปกินนอนอยู่ที่นั่น เต้นให้กับศิลปินทุกคน ดิฉันเป็นเพื่อนโดมนะคะ “จะดื้อ จะดื้อ อย่ามาห้าม” แล้วก็ได้ไปเต้นให้กับทางแกรมมี่ พี่ก๊อต จักรพันธ์ ซึ่งพี่ก๊อตก็เปรี้ยงมาก ล่ำลือเรื่องแดนเซอร์ด้วย บังเอิญพี่ก๊อตก็ให้โอกาสเรากับน้องอีกคนนึงเต้นประกบ ไปต่างประเทศเลยขึ้นหน้าขึ้นตา แล้วมีโอกาสได้ออกแบบท่าเต้นให้กับนักร้องสตริงในแกรมมี่ด้วย วงไทม์ เพลง “ขอใจเธอคืน” พี่ลูกน้ำ พาเมล่า หลายคนในแกรมมี่

แล้วก็จับพลัดจับผลู ถูกดึงมาเต้นให้โดม เรียกว่าเป็นช่วงพลิกผันก็ได้ กลับมาอาร์เอสอีกครั้ง อยู่ๆ “ดาว มยุรี” ก็เข้ามา เพลง “มีเมียแล้วไม่เอา” ซึ่งเราก็คิดแล้วว่าเราจะเต้นให้ลูกทุ่งคนเดียวแค่พี่ก๊อต ถ้าคนอื่น เราคงคิดแล้วคิดอีก “ดาว มยุรี” เป็นใคร ไม่นะ ฉันไม่อยากเต้น อันนี้คือพูดต่อหน้านางเลยนะ แล้วพี่ที่ออกแบบท่าเต้นให้นาง ก็ขอร้องเรา ให้ไปถ่ายเอ็มวีให้หน่อย ขอร้องหลายวันมาก ข้ามวันข้ามคืน เราเลยไปก็ไป ออกจากกรุงเทพตีหนึ่งไปถึงพัทยาตี 3 กว่าจะได้เต้นตี 4 แต่เราก็มีข้อแม้ว่าไม่อยากเอาหน้าออกลูกทุ่งเลย ขอเอาผ้าปิดหน้า เลือกมากที่สุดแล้ว ก็ได้ผ้าขาวบางมาปิดหน้า แต่ตอนนั้นเรามีรอยสักที่แขนเป็นรูปคนเต้นระบำ แล้วคนที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับดาว เขาก็ถ่ายปิ๋มถ่ายดาวสลับกันอยู่ 2 คนเยอะมาก วินมอเตอร์ไซค์ทุกคนเวลาเดินไปไหนเขาก็จำรอยสักได้

หลังจากนั้นมา พี่วิทยา ศุภพรโอภาส ก็เลยให้โอกาสบอกว่า มีศิลปินคนนึงดังมากจากเพลง “วอนพ่อตากสิน” ซึ่งเราไม่รู้จักหรอกว่าใคร พอไปเจอกันเราก็รู้สึกปิ๊ง เพราะเรารู้สึกว่าคนนี้มีแววจะต้องดัง เลยตัดสินใจเลย (แต่กับดาวมยุรีปฏิเสธเสียงแข็ง?) ใช่แล้ว ไม่ขอโทษด้วยนะคะ ทุกวันนี้ยังไม่ยอมขอโทษ เพื่อนกันต้องรับได้ทุกเรื่อง ทั้งดีไม่ดีนะคะ แล้วพอเราไปออกแบบท่าเต้นให้กับ รุ่ง สุริยา เพลงติงนังก็ดังเปรี้ยงขึ้นมา ไม่ดังเฉพาะเพลง เราก็ติดสอยห้อยตามเขาดังไปด้วย และมีข่าวกันอีก รายการทุกรายการตอนนั้นเกมส์โชว์ ทอร์คโชว์จะต้องมีปิ๋มอยู่ในรายการ

หลังจากนั้นมา นักร้องลูกทุ่งทุกคน กล้าพูดได้ว่าทุกคนผ่านมือปิ๋มหมด มาเปรี้ยงอีกทีกับอาร์สยาม เพลงช่างมันเต๊อะ กระแต,เพลงชิมิ บลูเบอรี่,โปงลางสะออน,ใบเตย,บิว กัลยา,บ่าววี, จินตหรา พูนลาภ ปิ๋มก็เต้นให้ตั้งแต่เพลงแรกตั้งแต่อยู่มาสเตอร์เทป เพลง “รักสลายดอกฝ้ายบาน” ชัวร์ออดิโอทั้งค่ายนะคะ แพรวา พัชรี ซึ่งจะเป็นเจ้าแม่เพลงช้า แต่ก็พลิกมาเป็นแดนซ์ เราก็พลิกโฉมให้เขา ออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมท่าเต้นให้ ก็ต้องรอดู แล้วก็มีบัว กมลทิพย์ นักร้องใหม่ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ (สอนเยอะคิดเยอะแบบนี้ ไม่ซ้ำกันบ้างเหรอ?) แล้วแต่ดนตรีค่ะ ไม่เหมือนกันแน่นอน ปิ๋มคิดคนเดียว สอนคนเดียวค่ะ แต่ถ้าเราจะทำงานของเราเอง จะต้องมีทีมช่วย ทำคนเดียวไม่ได้ค่ะ คิดไม่ออก เพราะจะรู้สึกเกร็ง และมีบรรทัดฐานของลูกศิษย์มาค้ำด้วย

“คุณครูปิ๋ม” ของศิลปินนักร้องหลายๆคน

คำว่าครูยิ่งใหญ่เสมอค่ะ พอมีลูกศิษย์เรียกก็จะไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่นัก และไม่ถนัดเลยเรียกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ จะใช้คำแทนตัวเองกับลูกศิษย์ทุกคนว่าพี่เสมอค่ะ

กับบทบาทการเป็นคุณแม่

มีลูกชาย 2 คนค่ะ คนโตชื่อ “น้องมีดี” อายุ 12 ขวบแล้ว คนเล็ก “น้องมาชู” 3 ขวบครึ่ง เข้าโรงเรียนหมดแล้ว เราก็คอยไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียน แล้วก็เลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงทุกคนเลย ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก บอกตรงๆ แล้วปีหน้า “น้องมีดี” จะขึ้น ม.1 ก็คิดว่าตัวเองจะไหวไหมเพราะว่าเราต้องซื้อสังคมให้ลูกด้วย เรามานั่งนึกว่าลูกเราก็เรียนเก่งนะได้ที่ 1 ที่ 2 ตลอด นับจากท้ายขึ้นไปนะ คือถ้าคนที่ได้ที่โหล่ออกจากโรงเรียนนี้ไปลูกเราได้ตำแหน่งโดยปริยาย(หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลยัน ป.6 เราก็เลยคิดว่า ลูกเราน่าจะต้องอยู่ที่นี่ สองน่าจะต้องไปเรียนวิชาชีพเหมือนแม่ เพื่อที่จะได้หากินเลี้ยงตัวเองได้เลย ก็เลยคิดว่าจะให้ลูกไปเรียนที่มหิดลศาลายา นาฏศิลป์ คือเราเติบโตมากับวิทยาลัยนาฏศิลป์ อยู่บ้านพักกับครู รับใช้ครู ดูแลครู ทำงานบ้านทำนู่นทำนี่เป็นเพราะว่าอยู่กับครู คิดว่าถ้าลูกได้ไปอยู่ตรงนั้น จะเจริญรอยตามเราได้

ถามเขาแล้ว เขาโอเคจะให้เขาเรียนดนตรีสากล เขาบอกว่าชอบพละ แต่ก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะว่าใช้กับวิชาชีพลำบาก คือเขายังไม่ได้มีความโดดเด่นทางด้านกีฬาอะไร ปิ๋มมองว่าการที่เขาไปอยู่โรงเรียนประจำกับครูจะปลอดภัยในเรื่องของยาเสพติด ส่วนครูที่สอน เขาก็เป็นครูที่สอนและเลี้ยงเรามาด้วย เรียกท่านว่าแม่เลยค่ะ (สาเหตุที่ลูกเรียนไม่เก่ง?) เพราะแม่ค่ะ ยอมรับเลยว่าเราไม่มีเวลาให้เขา ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นเป็นแม่บ้าน คนอื่นเขาก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องทำมาหากิน คงจะให้เวลาลูกได้เต็มที่ พาไปเรียนพิเศษติวหนังสือ แต่ว่าเราต้องทำงาน ลูกขาดเรียนบ่อยมาก คุณแม่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเราจะบอกเขาว่าไม่เป็นไรลูก เรียนด้วยอยู่กับแม่ด้วย เพราะแม่ไม่มีเวลาก็ต้องกระเตงลูกไปด้วย เลยทำให้เขาขาดเรียน ลูกต้องอยู่กับแม่ แล้วเราก็คุยกับคุณครูว่าปัญหามันคือแบบนี้ ครูก็จะเข้าใจ ปิ๋มเองเลือกไม่ได้ ถ้าเราจะไปตะลอนๆคนเดียวต่างจังหวัดโดยที่ไม่ได้อยู่กับลูกก็ไม่ได้ (ไม่ได้หาพี่เลี้ยง?) มีค่ะ เป็นนานาชาติตลอดเลย ซึ่งเราก็ไม่ค่อยไว้ใจ ขนาดคนไทยมีทะเบียนบ้าน เราก็ไม่กล้าที่จะฝากลูกเล็กๆเราอยู่กับใคร เราก็เลยคิดซะว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมของเรา และปิ๋มก็คิดเองว่า คนเราความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดก็มีถมไป ต่อให้ลูกเรียนเก่งขนาดไหน แล้วลูกขาดความอบอุ่น เป็นคนไม่ดี ก็ไม่มีประโยชน์ เราก็ให้ลูกเรียนเพื่อรู้ ไม่ได้เรียนเพื่อจะเอารางวัล ใครจะว่ายังไงก็ว่าไป แต่ฉันจะอยู่กับลูก

ยอมเป็น “คุณแม่” ที่ไม่ได้ดีพร้อม

เราเลือกที่จะอยู่กับลูกค่ะ ใครที่ไม่เป็นเรา ไม่รู้หรอก ปิ๋มไม่ได้รับการส่งเสียจากใครเลย สามีก็ไม่ได้ส่ง ผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว 2 ครั้ง เราก็ว่าเราเลือกดีแล้วนะ คนแรกก็ว่าเลือกดีแล้ว คนนั้นคนนี้ยุว่าถ้าไม่เลือกคนนี้นะแย่มาก เราก็เชื่อ พอคนที่ 2 เราก็เข็ด ว่าจะไม่เอาใครแล้ว แต่พ่อแม่เขาเป็นเพื่อนพ่อแม่เรา ญาติพี่น้องทุกคนรู้จัก ไม่ต้องไปเริ่มต้นดูถึงไส้ถึงพุง ต่างคนต่างเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก น่าจะไม่พลาด เพราะว่ารู้กำพืดกัน แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม ประสบการณ์จากคนที่แล้ว พลาดมาแล้ว เราเลือกที่จะยอม แต่คราวนี้ไม่ยอมแล้วไง ได้กลิ่นว่าอะไรอย่างนี้ก็สู้ไงมาเลย ไม่กลัวแล้ว ขาดคือขาด เป็นคนที่ถ้าทำอะไรแล้ว สุดคือสุด และจะไม่กลับไปเสียใจ ร้องไห้เป็นอาชีพค่ะ

ลูกคนโตจะรู้ทุกอย่างของแม่ (ทำไมถึงเล่าให้ลูกฟัง?) นี่ไง คนจะถามว่าทำไม ส่วนตัวมีความรู้สึกว่า เราไม่ควรจะดูถูกเด็ก เขาควรที่จะรับรู้ ถ้าเกิดเราไปปกปิดเขา ว่าไม่มีอะไร แล้วถ้าเกิดวันนึงเขารู้ว่าแม่โกหกจะเป็นยังไง เราสอนเขาว่าจะไม่โกหกกัน มีอะไรเราจะคุยกัน ตอนที่มีข่าวใหม่ๆ ที่เด็กๆ ก็จะตะลอนเดินสายไปออกรายการกับเราตลอด เขาก็ซึมซับว่าแม่พูดว่าอะไรเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขารู้เรื่องตั้งแต่ต้นเลย ว่าเขาโดนยิงตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และเราก็จะปลูกฝังให้เขารู้ว่าการไม่มีพ่อคือเรื่องปกติ ให้เขารับได้ ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่มารู้ตอนโต แล้วเพื่อนก็มาถามว่าแม่มีดีเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เหรอแล้วเขาก็ช็อค สู้ให้เขารู้ตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า เขาจะตอบได้ด้วยตัวเอง (ลูกก็ไม่ได้รู้สึกว่าขาดพ่อ?) ใช่ค่ะ ลูกเขาชอบตัวการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ อุลตร้าแมน แบตแมน ซึ่งเราก็บอกเขานะว่าตัวการ์ตูนเหล่านี้ ก็ไม่มีพ่อ เขาโตมาได้ แล้วเขาก็เป็นฮีโร่ โดเรมอนก็ไม่มีพ่อ เขาก็เลยรู้สึกมาตั้งแต่เด็กๆเลยว่าเขาไม่จำเป็นที่จะต้องมีพ่อ แต่เขาก็แอบอยากจะมีพ่อใหม่เหมือนกัน คือตอนนั้นเขาประมาณ 5-6 ขวบ แต่พอพ่อของลูกคนที่ 2 เข้ามาในชีวิต เราให้เขาเรียกคุณลุง ไปๆมาๆเขาไปถามคุณยายก่อนว่าเรียกคุณลุงว่าพ่อได้ไหม คือเขาไม่กล้าถามเรา ยายก็เลยแอบมากระซิบเราก็เลยขำ ตอนนั้นยายบอกเขาว่าให้ไปถามแม่ แล้วเขาก็มาขอเราจริงๆ เขาบอกว่าเขาอยากมีพ่อ เพราะว่าไปโรงเรียนแล้วมีพ่อมารับมาส่งเพื่อนๆ ก็อยากจะมีพ่อเหมือนคนอื่น เราก็บอกว่าได้ แต่จะต้องไปขอคุณลุงเอง เขาก็กล้าที่จะไปขอ ทางนั้นก็บอกว่าได้ ลูกก็ดีใจร้องเย้ๆ เลยนะ ว่าลูกมีพ่อแล้ว จะไปบอกเพื่อนว่ามีพ่อ แต่พอเขาเห็นอะไรหลายๆอย่างที่มันไม่ดีทำร้ายจิตใจแม่ แล้วแม่ต้องร้องไห้ เขาก็เลยรู้สึกเองว่าคำว่าพ่อไม่เห็นดีเลย ไม่เห็นเหมือนกับที่คิดไว้เลย หลังๆเขาเลยเรียกว่าพ่อมาชู

ลูกคือสิ่งวิเศษ

การมีลูกถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากค่ะเขาเหมือนของขวัญ บางคนบอกว่าลูกเป็นภาระ มีลูกแล้วจะไม่มีเวลา ผิด!ทำไมปิ๋มมีเวลาล่ะ ทั้งที่กว่าจะออกจากบ้านได้ต้องใช้เวลาแต่งเนื้อแต่งตัว 2 ชั่วโมงนะ แต่ทำไมมีเวลาทำกับข้าวให้ลูก ไปรับไปส่งลูก ทำนู่นทำนี่ให้ลูก เราอาจจะไม่มีเวลาพาลูกไปเรียนพิเศษ แต่ว่าเราก็มีเวลาในสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อความอยู่รอดของลูก เหนื่อยมากเมื่อไหร่จะสบายก็ไม่รู้  ถ้าสบายแบบมีคนมาเลี้ยงก็เอานะ แต่มันไม่มีไง แล้วก็ไม่ได้เลี้ยงแบบไปเป็นเมียน้อยใครนะ ถ้าเขาไม่มีเมียแล้วเราก็แฮปปี้

ความสัมพันธ์กับ “ดาว มยุรี” ที่หลายคนจับตามอง 

ไปตามไอจีนางสิคะ รักซีโฟร์เสมอ คือก็ยังเป็นพี่เป็นน้องกัน ยังมีโปรเจ็คร่วมกัน นางก็เป็นคนที่รู้ใจที่สุด รู้ว่าเราชอบอะไรยังไง แล้วตอนนี้เราก็มีแอบงอนกันบ้าง นางก็จะรู้เส้นว่าเรางอน เพราะว่าเราจะไม่คุยด้วย นางก็จะง้อโดยการโพสต์ลงไอจี

ยังคงเคลื่อนไหวในวงการเพลงตลอดๆ

ไม่ได้หายไปไหนค่ะ กับผลงานตอนนี้ก็จะมีงานจ้าง งานร้องเพลง คนก็คิดว่าปิ๋มหายไปไหน แต่จริงๆไม่ได้หายนะคะ ส่วนมากนักร้องลูกทุ่งเราก็จะมีงานเดินสายของเราอยู่แล้วเพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้ออกสื่อ ส่วนงานออกแบบท่าเต้นให้กับศิลปินก็ยังคงทำอยู่ปกติ ละครก็มีค่ะที่ยังไม่ได้ออนแอร์ เรื่อง สาวน้อยคาเฟ่ กับ นางโชว์ แต่ค่าตัวได้แล้วนะ ก็แฮปปี้ค่ะ แล้วที่กำลังถ่ายทำอยู่คือ มงกุฎริษยา ทางช่อง 8 ปีหน้าค่อยมาลุยเรื่องงานเพลงชุดใหม่กันค่ะ อยากจะทำเพลงเดี่ยวของตัวเองอีก  ทำเป็นสไตล์ของตัวเองคือลูกทุ่งแดนซ์นี่แหละ เต้นจนกว่ากระดูกจะหักกันไปข้าง เต้นจนกว่าเขาจะเลิกจ้าง แล้วตอนนี้ก็มีหลายค่ายมาจีบ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรคือมาสวยตอนวัย 40 กว่า (ยิ้มภูมิใจ) คือมีนายห้างมาคุย แต่ว่าก็ยังไม่ได้ตอบตกลง เพราะว่าเราก็โตแล้วไม่อยากจะไปเริ่มต้นใหม่ การที่จะต้องไปเซ็นสัญญากับใครมันก็จะต้องเริ่มต้นใหม่ ที่มีซิงเกิ้ลออกมา คือทำกันเอง แล้วเราก็ฝากงานขายให้กับทางท็อปไลน์ไดมอนด์ ซึ่งเขาก็จะหางานโชว์ให้

คิดว่าตัวเองทำงานหนักไปไหม

ไม่เยอะไม่หนักหรอกค่ะ อยากทำอีก มีอะไรให้ทำอีกไหม คือปิ๋มอยากจะทำโครงการหางเครื่อง มีโครงการตั้งนานแล้ว แต่ว่าเรายังไม่มีเงินสนับสนุน อยากจะได้เงินสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่สักคน อยากทำหางเครื่องก้าวสู่เวทีโลก อยากให้ทั้งโลกรู้จัก เพราะว่าหางเครื่อง ไม่มีที่ไหนนอกจากเมืองไทยที่เดียว เพราะเราโตจากคำว่าหางเครื่อง ก็เลยอยากจะทำในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วอยากจะปฏิวัติวงการหางเครื่องด้วยค่ะ

เราขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับความฝันที่สวยงามของหญิงแกร่งคนนี้ “ปิ๋ม ซีโฟร์”

กุหลาบสีเงิน

star retro : ‘ตุ๊ก’ จันทร์จิรา จูแจ้ง จากนางเอกมือฉมัง สู่ผู้จัดฯสุดเนี้ยบ

Published พฤศจิกายน 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/187563

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
เล่นหรือแสดงบทไหน เป็นต้องได้รางวัล นับเป็นมาตรฐานทางการแสดงของ “ตุ๊ก” จันทร์จิรา จูแจ้ง ที่กำไรเต็มๆ ตกอยู่กับผู้ชม เช่นเดียวกับในวันที่ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดละคร เธอจึงตั้งมาตรฐานผลงานของตัวเองให้สูงขึ้นตามไปด้วย สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ ขอพาไปสัมผัสตัวตนของผู้หญิงที่ชื่อ “ตุ๊ก” จันทร์จิรา จูแจ้ง

l ผลงานการแสดงบนหิ้ง

เล่นมาหลายเรื่องมากค่ะ และทุกเรื่องก็เป็นมาสเตอร์พีซของตุ๊ก ตอบยากมาก แต่ละเรื่องที่ได้เล่นก็ใกล้กันมากเลย อย่าง
เรื่อง “จับตายวายร้ายสายสมร” อันนี้ชอบนะมีเรื่องราวเยอะ “บุญรอด” ก็ชอบ “รักแรกอุ้ม”,“พริกขี้หนูกับหมูแฮม” คือทุกเรื่องเป็นมาสเตอร์พีซหมด เพราะตุ๊กเต็มที่กับทุกบทบาทที่ได้รับ

l เรื่องที่ทำให้ได้รางวัล

ได้รางวัลจากเรื่อง “ต้องปล้น” ค่ะ เป็นหนังใหญ่ เล่นเป็นผู้หญิงหากิน พี่หนุ่ย-อำพล เป็นพระเอก เรื่องนี้เป็นเรื่องราวจริงๆ ที่เกิดขึ้น มีพี่หนึ่ง-วรเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ, พี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, อาตู่-นพพล โกมารชุน แล้วก็ตุ๊ก (พอมาทำละคร จึงชวนพี่หนึ่ง วรเชษฐ์ มากำกับฯ?) เขาน่าจะกำกับฯได้แล้วค่ะ ทำผู้ช่วยมานานแล้ว เล่นเป็นนักแสดงมาก็เยอะ ถึงเวลาแล้วล่ะ เราต้องให้โอกาสเขา ลองให้เขาทำ คุยกันว่า เขาอยากจะทำไหม ถ้าอยากทำก็โอเคลองดู เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ด้วยค่ะ

l เป้าหมายเมื่อครั้งเข้าวงการมาแรกๆ

ตุ๊กไม่มีเป้าหมายค่ะ ตุ๊กแค่สวย แล้วเขาเอามาเล่นหนัง (หัวเราะ) อันนี้เรื่องจริงนะตุ๊กไม่ได้มีเป้าหมาย เด็กรุ่นตุ๊กจะเป็นสบายๆ ไม่ได้คิดว่าเข้ามาแล้วฉันจะอย่างงั้นอย่างงี้หรือวาดไว้เลยว่าฉันจะมีเงินเท่านั้นเท่านี้แล้วแต่คนมากกว่า อย่างตุ๊กเข้าเพื่อมาเอาประสบการณ์ พอได้เล่นก็เกิดตกหลุมรักไปเองในอาชีพนักแสดง แล้วถึงเริ่มรู้ว่านี่คืออาชีพ เพราะฉะนั้นต้องทำให้ดี ต้องทำให้ประทับใจ และเข้าไปนั่งในใจคนดูให้ได้(ไม่ได้ชอบงานด้านนี้มาก่อน?) ตุ๊กอยู่ในโหมดทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แล้วเผอิญว่าวงการนี้มีเสน่ห์อย่างหนึ่งคือ พอเข้ามาแล้ว มันดึงดูด ถ้าเขารัก และเขารู้สึกว่าตรงนี้แหละสามารถเป็นอาชีพเขาได้ เขาก็สามารถอยู่ได้ ถ้าเขาอยู่ด้วยฝีมือ แต่ถ้ามาอยู่แบบเล่นๆ ไปอย่างงั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับงาน ไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพตัวเอง ตุ๊กว่าพวกนี้มาๆ ไปๆ เยอะ สำหรับตัวตุ๊กเองมาด้วยเหตุบังเอิญให้มา แต่เมื่ออยู่ๆ ไปแล้วหลงรัก จึงเลือกที่จะเป็นอาชีพ และตั้งใจทำให้ดีที่สุด จนมาถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 30 กว่าปีแล้ว ตุ๊กเริ่มเข้ามาตอนอายุ 19 ตอนนี้ตุ๊กจะ 50 แล้วนะ ก็น่าจะถึงเวลาแล้วล่ะที่เราจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับรุ่นน้อง เพราะฉะนั้นขอให้ได้รับและเข้าใจว่าเรากำลังจะบอกอะไร ขอแค่เข้าใจและทำงานให้ออกมาได้ดีจริงๆ ไม่ได้เพื่อใครเลย เพื่อตัวเขาเองทั้งนั้น

l ก้าวสู่บทบาทใหม่ กับการเป็นผู้จัดละคร

ตอนนั้นตุ๊กทำรายการ “สตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก” มีเด็กๆ อยู่ในมือ ที่เลือกทำละคร เพราะอยากเอาเด็กมาฝึก เมื่อเขาเป็นพิธีกรแล้ว เขาต้องเปลี่ยนบทบาท ต้องโตขึ้น ถ้าเกิดเราทำละคร เขาก็จะได้มีสนามให้เรียนรู้และลองทำอะไรที่แตกต่าง เราอยากหาพื้นที่ให้เขาได้ฉายแวว ได้ใช้ความสามารถ ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักนะคะ สำหรับตุ๊ก ที่จะต้องสร้างคนให้สถานี การดิวงานกับเด็กก็ไม่ง่าย เพราะละครไม่ใช่ใครเล่นก็ได้ คือต้องเล่นด้วยความเข้าใจ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเลือกเด็กที่คิดว่าทำงานได้ พร้อมถ้าไม่ได้ก็เอาไว้ก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยเล่น เพราะเมื่อละครออนแอร์ออกมาแล้ว ฟีดแบ๊กจะติดไปกับตัวเด็กตลอด (ถ้าให้เลือกระหว่างเป็นนักแสดงกับผู้จัดฯ?) ตุ๊กว่าจะกลับไปเป็นนักแสดงเหมือนเดิมแล้วค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ ถ้าไม่พร้อมเป็นนักแสดงดีที่สุด เพราะว่างานหนักนะคะสำหรับการเป็นผู้จัดฯ ไม่ใช่แค่ไปหานิยาย ไปหาคนเขียนบท ไปเสนองานแล้วได้ทำเลย จริงๆ มีอะไรมากกว่านั้นเยอะมาก

l คัดสรรงานต่างๆ ให้กับเด็กด้วยตัวเอง

ใช่ค่ะ ตุ๊กต้องดู เรียกว่าเฝ้าดูเลยก็ว่าได้คนนี้พร้อมหรือยังที่จะมาเล่นละคร พร้อมที่จะรับผิดชอบงานใหญ่หรือยัง พร้อมที่จะใช้ความสามารถหรือยัง พร้อมที่จะเข้าใจการทำงานหรือยัง แอตติจูดสำคัญมาก (เหมือนเลี้ยงลูกเลย?) ไม่มีก็เหมือนมีค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแม่ มีลูก 60 คน ต้องรับผิดชอบ(หัวเราะ)

l ผลงานการเป็นผู้จัดฯที่ภาคภูมิใจ

ทุกเรื่องนะคะ ไม่ว่าจะเป็น นางสาวผ้าขี้ริ้ว ก๊วนกามเทพ กุหลาบร้ายกลายรัก เรือนริษยา รักสุดปลายฟ้า และล่าสุด เฮฮาเมียนาวี เป็นผู้จัดมา 5 ปี ได้ปีละเรื่องซึ่งถือว่าน้อยอยู่เหมือนกันค่ะ

l ความแปลกใหม่ของ “เฮฮาเมียนาวี”

ละครไม่มีอะไรแปลกใหม่หรอกค่ะ (หัวเราะ) อยู่ที่ใครเล่าแบบไหนมากกว่า เรื่องนี้จะดูมีความเป็นครอบครัวนิดนึง น่าจะโดนใจชาวบ้าน เพราะว่าเป็นเรื่องผัวๆ เมียๆ ผัวเมียตีกัน พระเอกนางเอกขัดแย้งกัน งอนกันไม่รักกันบ้าง เดี๋ยวก็รักกันบ้าง ตัวละครมีภารกิจ มีอาชีพ มีเป้าหมาย ว่าจะต้องไปสร้างอาชีพให้กับพวกบรรดาแม่บ้านทหารเรือที่วันๆ ไม่ทำอะไร

l วิวัฒนาการของการเป็นผู้จัดฯ

เป็นผู้จัดก็ต้องจัดการ คุณต้องจัดการได้ทุกเรื่อง ต้องมองภาพรวมของงานให้ออก และมองให้ขาด คงเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงกว่าการที่เราเป็นแค่นักแสดง แล้วเดินมาเล่นเป็นบทนั้นบทนี้ แต่เพียงผู้เดียวแต่ตุ๊กต้องดูแลทีมนักแสดง ทุกคน ทุกสิ่งทุกอย่าง แก้ปัญหา ถึงแม้เราจะเตรียมแก้มาแล้วก็ตาม ยังไงเราก็ต้องเจอปัญหาใหม่อยู่ดี เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรให้งานเดินหน้าไปได้ เราจะนำพาเป็นหัวเรือที่จะต้องนำพาคนอื่นๆ ขึ้นฝั่งอย่างไร มันเป็นเรื่องของรายละเอียดที่ใหญ่มากๆ ตุ๊กว่าใหญ่กว่าการมารับเล่นละคร แล้วก็จุกจิก เพราะฉะนั้นคุณต้องแข็งแรงพอ ต้องรับสภาพความกดดันต่างๆ ให้ได้

l โอกาสที่จะได้เห็นงานแสดงของ “ตุ๊ก” อีกครั้ง

จริงๆ แล้วเวลาทำอะไร ตุ๊กจะไม่ค่อยอยากเล่นหรือแสดงนะคะ ด้วยความเป็นตุ๊กด้วยแหละมั้ง ไม่รู้ทุกคนคิดเหมือนกันหรือเปล่า ตุ๊กเล่นเรื่องไหนหรือบทอะไร ตุ๊กจะเล่นชนิดที่แบบว่า เล่นเอารางวัล เพราะฉะนั้นตุ๊กจะไม่เล่นแค่เล่น และจะไม่แบ่งสมองเพื่อไปทำอย่างอื่นนอกเหนือจากงานแสดง จดจ่ออยู่กับบท และตัวละครที่รับเล่น ตุ๊กไม่มีหรอกเล่นไปแล้วมาแว่บทำละคร ไม่สามารถที่จะยกหูโทรศัพท์ฮัลโหลแก้ปัญหาระหว่างที่เล่นละครอีกเรื่องอยู่ได้ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะไม่ได้ดีหรอกค่ะ เคยทำครั้งหนึ่ง ตอน ก๊วนกามเทพ แล้วผลที่ได้คือ ไม่ได้ดั่งที่ต้องการ แต่ว่าตอนนั้นจำเป็นที่จะต้องเล่น เพราะว่าเคมีทุกอย่างของตัวละครลงตัวพอดี ก็เลยคิดว่าเล่นเองดีกว่า เป็นละครเบาสมองเราจัดการได้เราเล่นมาเยอะไง เพราะฉะนั้นตุ๊กก็จะเข้าใจว่าจะเล่นยังไง แต่ถ้าเกิดเจอบทที่โอ้โห..ต้องใช้พลังเยอะ หมดสิทธิ์ค่ะ ตุ๊กต้องดูแลผู้กำกับ ดูแลทีม ต้องดูว่านักแสดงทุกคนเขาโอเคไหม และทุกวันก็ต้องมองข้ามช็อตว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่ใช่มองแค่วันต่อวัน

แต่ด้วยความเป็นนักแสดงนะคะ บางทีเหมือนเรามีของ ก็อยากจะเล่น ถ้าเกิดมีบทดีๆ แล้วพอที่จะเคลียร์เวลาได้ ตุ๊กก็อยากจะลองดู แต่ก็ยังคิดไม่ออกนะว่าวันนั้นมาถึงจริงๆ แล้วจะเป็นยังไง ก็มีความอยากจะปล่อยของที่มีในตัวเองเหมือนกัน เราเกิดและโตมากับการเป็นนักแสดง อยู่ในสายเลือดเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวันหนึ่งเราก็คงอยากจะเล่น เหมือนมีปี่ กลอง ระฆัง อะไรต่อมิอะไรอยู่ในหัวตลอดเวลา ก็อยากอยู่ แต่ตอนนี้ขอคอนเซนเทรทกับการเป็นผู้จัดฯก่อนค่ะ

l ช่วงชีวิตที่คิดว่าประสบความสำเร็จ

จะรู้สึกเมื่อเล่นละครแล้วคนบอกว่า เล่นละครดีจังเลย งานเยอะไม่ใช่ตัวบอกว่าตุ๊กประสบความสำเร็จนะคะ คนที่รักเราต่างหากที่เห็นเราแล้วรู้สึกรักเรา รักเวลาที่เราเล่นเป็นตัวละครตัวนั้นๆ รักที่เราเล่นละครเรื่องนี้อันนั้นตุ๊กถือว่าประสบความสำเร็จ (ถ้าอย่างนั้นได้สัมผัสมาหลายเรื่องแล้ว?) ใช่ค่ะ ตอนนั้นถามว่ารู้สึกยังไง ก็คงอิ่มเอมและชื่นใจมากๆ มากกว่าที่เราทำงานรับงานอีเว้นท์แล้วได้เงินเลยนะ ตุ๊กว่าทำงานแล้วคนมองเห็นในงานเรา และคนรักเรา อิ่มใจกว่าเยอะนะ อยากที่จะทำต่อไป เวลาเล่นทุกครั้งจะมีความรู้สึกว่าเราจะครีเอทีฟในการทำงานของเราให้ออกมายังไงให้ดี เหมือนมีกำลังใจรอเราอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเราจะพยายามครีเอทีฟอยู่ตลอดเวลา ตุ๊กว่านะนักแสดงหรือผู้กำกับ ผู้จัด ต้องมีครีเอทีฟและวิสัยทัศน์ถึงจะทำงานได้ดี

l คู่ชีวิตคนรู้ใจ

ไม่มีค่ะ เป็นคนทำงาน อยู่กับแม่สองคนมีเพื่อน ชีวิตตุ๊กมีแค่นี้ ตุ๊กเป็นคนทำงาน เป็นชีวิตที่ทำแต่งาน ชอบทำงาน หลังๆ ก็จะแบ่งเป็น งานเท่านี้นะกี่เปอร์เซ็นต์ ไปเที่ยวกี่เปอร์เซ็นต์ งานกับเที่ยวต้องไปด้วยกัน ต้องใช้ชีวิตด้วย ถ้างานอย่างเดียวก็เครียดเกินไป หรือเที่ยวอย่างเดียว แล้วงานไม่เดิน ก็ไม่ได้ (เรียกว่าไม่มีคนที่ดูๆ อยู่?) ตุ๊กไม่อยากมีแล้วค่ะ ตอนเด็กๆ เรื่องพวกนี้ก็มีนะ แต่ตอนนี้อย่างที่บอก ผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว ตุ๊กโตเกินกว่าที่จะมานั่งพูดคุยกุ๊กกิ๊กแล้วล่ะค่ะ

l มุมมองเรื่องของการแต่งงาน

ไม่มองแล้ว มันผ่านและเกินมานานล่ะค่ะ ตอนนี้อยู่คนเดียวสบายๆ ทุกอย่างผ่านไปหมดแล้ว ด้วยวัยก็ไม่ใช่แล้ว ต่อให้เรายังสวยอยู่ในสายตาของคนอื่น ตุ๊กว่ายังไงก็ไม่ใช่นะ ยากแล้วล่ะ อย่างงี้แหละดีแล้ว เราก็ปรับชีวิตเราใหม่ เรามีเพื่อน ไปเที่ยวทำงานหนักดูแลแม่ให้มีความสุขตราบที่เขายังมีอายุขัย เราทำตัวเองให้มีความสุขกับการไปเที่ยว การได้สร้างคนก็เป็นการให้ เพราะฉะนั้นเราก็มีความสุขกับการได้ให้ค่ะ

l ไลฟ์สไตล์การเที่ยวของสาวโสด

ชอบสุดเลยนะ ช็อปปิ้ง แล้วก็ชอบไปเที่ยวต่างประเทศ แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายคือไปช็อปปิ้งนั่นแหละ (หัวเราะ) ธรรมชาติยังไม่มา เพราะยังไม่แก่ขนาดนั้น เดี๋ยวพอเริ่มแก่หน่อยธรรมชาติอาจจะมาก่อน ช็อปปิ้งมาเป็นอันดับสอง ทำบุญทำทาน ชอบทำทานซะส่วนใหญ่ ไหว้พระบ้าง สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ช่วงนี้จะออกกำลังกาย เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายค่ะ ตุ๊กไม่ค่อยเป็นโรคอะไรนะ เพราะตุ๊กไม่ค่อยทำร้ายตัวเองด้วยบุหรี่ เที่ยว กินเหล้า นอนน้อย ตุ๊กมีวินัยในการดูแลตัวเองมาก ซึ่งไม่รู้ว่ามากกว่าคนอื่นหรือน้อยกว่าคนอื่นนะ ออกกำลังกายอาทิตย์ละ4 วัน วิ่งที่สวนลุมพินี วันหนึ่งก็ 7 กิโล10 กิโล บ้าง แล้วก็เทรน แล้วก็คอร์สเทรนนิ่งว่ายน้ำ (ฟิตไว้เผื่อถ่ายแบบ?) ตุ๊กถ่ายอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ก็จะเมนเทรนร่างกายไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราไม่รู้ว่า เดือนไหนเพื่อนจะมาชวนไปถ่าย ก็จะเมนเทรนรูปร่างเราไว้ พอเขาเรียกปุ๊บเราก็ไป ล่าสุดปก VOGUE ถ่าย 3 คนมีตุ๊ก พลอย (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) น้องญาดา(ญาดา วิลลาเรจ)

l ถือว่าช่วงนี้ชีวิตแฮปปี้สุดๆ

แฮปปี้ค่ะ ช่วงนี้ถือว่าชีวิตค่อนข้างสมบูรณ์ งาน สุขภาพ ครอบครัว ส่วนความรักก็ผ่านไปแล้วกัน

l สารส่งตรงถึงแฟนๆ ที่รอการหวนคืนจอ

พยายามอยู่นะคะ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาละครสักเรื่องเล่น แล้วมีความสุขเล่นแล้วคนดู ดูแล้วมีความสุข หาอยู่ ขอให้รอคอยอยู่ต่อไป ถ้าอยากดูจริงๆ เดี๋ยวก็จะพยายามเคาะสนิมออกมา แล้วก็คิดว่าการกลับมาของเรา คนก็ต้องคาดหวังแน่นอน เพราะฉะนั้นเราก็อย่าไปทำลายความคาดหวังของเขา กลับมาก็ต้องหาบทที่ต้องได้ใช้พลังงาน หรือใช้ฝีมือที่เรามีอยู่ให้ได้มากที่สุดค่ะ

ผู้จัดท่านไหนมี บทเด็ด บทแซ่บ รีบยื่นด่วนๆ คร่า..

%d bloggers like this: