ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก “กองพันสัตว์ต่าง” ภารกิจปิดทองหลังพระ 2012/05/11

http://www.naewna.com/scoop/6332

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยถึงเหล่าทหารหาญผู้เปรียบดังรั้วของชาติ หากถามลูกผู้ชายหลายๆ คนว่าถ้าจะเป็นทหารอยากสังกัดเหล่าไหน บางคนอาจจะบอกว่าอยากเป็นทหารราบเพราะเป็นหน่วยหน้าสุดยามเข้าสู่สนามรบ (เป็นพระเอกนั่นเอง) บ้างก็อาจจะบอกว่าอยากเป็นทหารม้าเพราะได้ฝึกใช้ทั้งรถถัง รถหุ้มเกราะ หรือแม้กระทั่งทหารปืนใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในการถล่มฐานที่มั่นหลังแนวข้าศึกด้วยปืนใหญ่อันทรงอานุภาพ

ทว่า…นอกจากนี้แล้ว ทหารเหล่าอื่นๆ ไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักมากนัก รวมไปถึง กองพันสัตว์ต่าง ในสังกัดของกรมการสัตว์ทหารบก ดังนั้นวันนี้ สกู๊ปแนวหน้า จะพาทุกท่านไปรู้จักพวกเขากัน

กองพันสัตว์ต่างหรือมีชื่อค่ายว่า ค่ายตากสินตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ความเป็นมาของค่ายนี้โดยย่อคือจัดตั้งเมื่อปี พ.ศ.2514  มีหน้าที่หลักในการใช้สัตว์พาหนะลำเลียงยุทโธปกรณ์หรือเสบียงอาหารตามภูมิประเทศเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนที่ยานพาหนะทั่วไปไม่ว่าทางบกหรืออากาศเข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยอันเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขา ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ช่วงชิงมวลชนในยุคสมัยที่ยังมีการแพร่ระบาดของลัทธิคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบทและปัญหาชาวเขานิยมปลูกฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดร้ายแรงชนิดหนึ่ง

หลังจากที่มีโครงการพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวเขาโดยให้หันมาปลูกพืชเมืองหนาวอื่นๆ แทนฝิ่น กองพันสัตว์ต่างก็ได้มีบทบาทมากในการนำพืชผลของชาวเขาลงมาจำหน่ายด้านล่าง สร้างรายได้ให้กับพวกเขาจนไม่จำเป็นต้องปลูกฝิ่นอีกต่อไป ในเวลาต่อมา กองพันสัตว์ต่างได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพลเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2524 จึงได้ถึงเอาวันที่ 19 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนาหน่วยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

“ที่นี่เราเน้นการใช้ล่อเป็นพาหนะหลักครับ ซึ่งล่อนั้นเป็นสัตว์ที่ผสมกันระหว่างลากับม้า ทำให้ได้ทั้งความอดทนแบบลา และความว่องไวแบบม้าครับ”  เป็นคำบอกเล่าเบื้องต้นของ พ.ท. สมรรถชัย ณ พัทลุง ผู้บังคับกองพันสัตว์ต่าง

พ.ท.สมรรถชัย กล่าวว่า ที่กองพันแห่งนี้มีล่อจำนวนกว่า 500 ตัว โดยในยุคแรกที่ก่อตั้งกองพันฯ นั้นเราอาศัยผู้รู้จากโปรตุเกสที่เกาะมาเก๊า (อาณานิคมของโปรตุเกสในอดีต ปัจจุบันคืนให้จีนแล้ว) โดยพื้นที่ปฏิบัติการหลักๆ  จะอยู่ตามชายแดนด้านเหนือและตะวันตกที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน โดยภารกิจล่าสุดคือ เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อปีก่อน กองพันสัตว์ต่างได้เข้าร่วมการค้นหาด้วยอีกแรงหนึ่ง โดยข้อดีของล่อ นั้นคือสามารถเดินทางได้ 12-15 กิโลเมตร ด้วยน้ำหนักบรรทุก 60-80 กิโลกรรม นับว่าเป็นสัตว์ที่มีความทรหดเป็นเยี่ยมทีเดียวหากต้องอยู่บนภูมิประเทศที่ทุรกันดารเช่นนั้น

สำหรับกระบวนการฝึกนั้น ทางหน่วยจะใช้เวลาราว 10 สัปดาห์ โดยเริ่มฝึกจากการใช้กระสุนไม่มีหัว (ลูกแบล็งก์) ยิงให้เกิดเสียงดังจนล่อเกิดความคุ้นเคยไม่ตื่นกลัว ซึ่งล่อที่อายุเหมาะสมกับการใช้งานจะอยู่ที่ 7 ปี และจะปลดระวางเมื่ออายุครบ 16 ปี ซึ่งถือเป็นวัยชราสำหรับอายุขัยของล่อ  

โดยในวันที่  สกู๊ปแนวหน้า เข้าเยี่ยมชมนั้นทางหน่วยได้มีการสาธิตการใช้ล่อลำเลียงทั้งยุทโธปกรณ์และผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ ซึ่งก็ยังเป็นภารกิจหลักในปัจจุบันเนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือนั้นเป็นเทือกเขา เมื่อเกิดฝนตกสิ่งที่ตามมาคือดินโคลนถล่ม ถนนและสะพานถูกตัดขาด การลำเลียงประชาชนผู้บาดเจ็บหรือลำเลียงเสบียงอาหาร วัสดุอุปกรณ์สำหรับสร้างสะพานชั่วคราวจึงต้องเป็นหน้าที่ของทหารหน่วยนี้เป็นหน่วยแรกเสมอ

นอกจากนี้แล้ว อีกหนึ่งภารกิจที่น่าสนใจคือ หลักสูตรอาชาบำบัด สำหรับเด็กออทิสติก กล่าวคือเป็นการนำเด็กออทิสติกมาฝึกทรงตัวบนหลังม้า ทำให้เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว โดยจะมีแพทย์จาก สถาบันราชนครินทร์ เข้าร่วมดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กองพันแห่งนี้ยังเป็นอีกหนึ่งหน่วยทหารที่มีโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองสำหรับฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับการบำบัดแล้วเป็นจำนวนมากโดยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น แต่ก็มีบ้างที่อายุมากกว่า 30 ปีและมากที่สุดคือ 50 ปี

“ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่นนี่ล่ะครับ แต่ก็เคยเจออายุมากสุดคือ 50 ปี”  พ.ท.สมรรถชัยเล่าต่อพร้อมกับแสดงความเป็นห่วงถึงผู้รับการบำบัด ซึ่งก็มีไม่น้อยที่เมื่อออกไปแล้วก็หันกลับไปเสพยาเสพติดอีก  “ปัญหาที่เราพบนะครับคือผู้รับการบำบัดกลับออกไปแล้วไปเจอสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ก็จะมีโอกาสกลับไปเสพยาได้อีก ซึ่งตอนนี้เรากำลังประสานกับทางแรงงานจังหวัดว่าเป็นไปได้ไหมที่จะหาสถานที่ทำงานใหม่ให้กับพวกเขาในพื้นที่ที่ ยาเสพติดไม่ระบาดเหมือนกับที่พวกเขาอยู่ในปัจจุบัน”

และหลายท่านคงมีข้อสงสัย ล่อเหล่านี้หากปลดประจำการจะไปอยู่ที่ไหน นายทหารวิทยากรอีกท่านหนึ่งได้บอกกับเราว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสวนสัตว์ในสังกัดจังหวัดทหารบก นำไปเลี้ยงดูต่อจนสิ้นอายุขัย ขณะที่ล่อที่เสียชีวิตในหน้าที่ ทางหน่วยก็มีการเก็บเถ้ากระดูกมาทำเป็นอนุสรณ์สถานในพื้นที่ของหน่วยเพื่อยกย่องและให้กำลังพลของหน่วยระลึกถึงคุณงามความดี ที่ถึงแม้จะเป็นสัตว์ แต่ก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญไม่ต่างจากทหารที่เป็นมนุษย์แม้แต่น้อย

จะเห็นได้ว่าหน่วยทหารทุกหน่วยต่างก็มีความสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แม้บางหน่วยจะเป็นหน่วยรบออกหน้าที่ใครๆ ต่างก็รู้จัก แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วก็ยังมีบางหน่วยงานที่ทำงานกันแบบปิดทองหลังพระ แม้จะไม่มีใครเห็น แต่ก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป

ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนร่วมแผ่นดิน สมกับคำปฏิญาณของกองทัพที่ว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน นั่นเอง

SCOOP@NAEWNA.COM

 

คุ้มจริงหรือ? วัคซีน HPV ฉีดป้องกันมะเร็งปากมดลูก เด็ก ป.6 2012/05/11

http://www.naewna.com/scoop/6052

วันอังคาร ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 08.06 น.

“เชื่อไหมครับชุดตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกวันนี้ราคาแค่ชุดละร้อยกว่าบาท ถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับวัคซีนซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีผลวิจัยใดๆ รับรองเลยว่าเมื่อฉีดแล้วจะไม่ต้องตรวจคัดกรองอีก เพราะหากวันนี้เราฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปี กว่าจะรู้ผลก็ต้องรออย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป

เป็นเรื่องที่กลับมาพูดถึงกันอีกครั้งในวงการแพทย์ เมื่อ นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีแนวคิดเสนอให้ ครม. อนุมัติงบประมาณเพื่อการจัดหาวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกสำหรับฉีดให้กับเด็กหญิงอายุ 12 ปี ที่กำลังเรียนชั้นประ ถมศึกษาปีที่ 6 และยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งทั่วประเทศมีปีละประมาณ 400,000 คน ในอัตราชุดละ 1,500 บาทต่อ 3 เข็ม  สำหรับเด็กหญิง 1 คน ท่ามกลางความสงสัยว่าคุ้มค่าหรือไม่?

เชื้อ HPV (Human  Papilloma Virus) เป็นไวรัสที่พบได้ทั่วไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย  เชื้อ HPV นี้มีมากมายมากกว่า 100 ชนิดที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นอันตราย เช่นชนิดที่ทำให้เกิดหูดที่มือ และเท้า  แต่ HPV บางชนิดทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ และนำไปสู่มะเร็งปากมดลูก เซลล์ผิดปกติของปากมดลูก และหูดที่อวัยวะเพศ ทำให้ในหมู่บริษัทยาและเวชภัณฑ์มีการพัฒนาวัคซีน เพื่อหวังว่าเมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้  และเมื่อร่างกายไม่ติดเชื้อก็จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ซึ่งเชื้อ HPV นี้ติดต่อกันหลักๆ ในทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งในเพศชายหากได้รับเชื้อแม้จะไม่แสดงอาการ แต่ก็จะกลายเป็นพาหะนำโรคไปสู่เพศหญิงได้หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

“ก็เป็นโครงการที่เริ่มกันมาช่วง 6 -7 ปีก่อน มีหลายประเทศสนใจโดยเชื่อกันว่าป้องกัน HPV ได้”

เป็นคำบอกเล่าของ ดร.นพ. ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้านักวิจัยประจำโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก่อนจะเล่าต่อไปถึงเรื่องของราคา ที่เมื่อเริ่มวางจำหน่ายใหม่ๆ มีราคาสูงถึงชุดละ 15,000  บาท ซึ่ง 1 ชุดมี 3 เข็ม เฉลี่ยเข็มละ 5,000 บาท ซึ่งถือว่าแพงมากในขณะนั้น

ขณะที่ทุกวันนี้ราคาเฉลี่ยที่จำหน่ายกันตามสถานพยาบาลอยู่ที่ประมาณเข็มละ 2,000 บาท เมื่อต้องฉีด 3 เข็มจึงเท่ากับชุดละ 6,000 บาท แต่ขณะเดียวกันก็มีกองทุนที่เรียกว่า GAVI ซึ่งเป็นการลงขันกันของมูลนิธิ Bill & Melinda Gates(ผู้ก่อตั้ง บ.ไมโครซอฟท์) กับรัฐบาลของประเทศ ในสหภาพยุโรปเพื่อซื้อวัคซีนป้องกัน HPV แจกจ่ายให้ประเทศยากจนทั้งในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งไทยนั้นเป็นประเทศที่มีฐานะปานกลางจึงไม่ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทว่าประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่วัคซีนที่ GAVI ซื้อนั้น ราคาอยู่ที่ 5 ดอลล่าร์สหรัฐ (30 บาท) ต่อเข็ม หรือชุดละเพียงแค่ 150 บาท (3 เข็ม) เท่านั้น

เท่ากับว่าต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด?

ที่น่าตกใจกว่าคือการโฆษณาชวนเชื่อของบริษัทยาและคลินิกบางแห่งจนเกิดกระแสพูดกันปากต่อปากว่าฉีดแล้วป้องกันได้ 100% แน่นอน ซึ่ง นพ.ยศ  เล่าให้เราฟังต่อไปอีกว่าเชื้อ HPV มีเป็นร้อยสายพันธุ์ แน่นอนว่าสายพันธุ์หลักๆ ที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกคือสายพันธุ์ 16 กับ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาพัฒนาวัคซีนในปัจจุบัน แต่จากสถิติแล้ว ก็มีผู้ป่วยไม่น้อยเลยที่พบไวรัส HPV สายพันธุ์อื่นๆ เช่นสายพันธุ์ 20 และ 21

“บริษัทยาไม่ได้โกหกหรอกครับ เขาแค่บอกความจริงเราไม่หมด คือถ้าสายพันธุ์ 16 กับ 18 น่ะป้องกันได้จริง แต่ถ้าสายพันธุ์อื่นๆ เช่น 20 หรือ 21 หรืออื่นๆ ล่ะ?  ที่น่าสนใจกว่านั้นคือผู้ป่วยบางรายเราพบมะเร็งปากมดลูก แต่กลับไม่พบเชื้อ HPV นี่หมายความว่าอะไร? แสดงว่าเชื้อ HPV อาจไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก แต่ยังมีสาเหตุอื่นได้อีกหรือเปล่า?”

เมื่อถามถึงประเด็นความคุ้มค่าและราคาเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าที่ประเทศมาเลเซียฉีดกันเข็มละไม่เกิน 400 บาท เท่ากับว่าการฉีดให้ครบ 1 ชุดหรือ3 เข็ม จะใช้ เงินเพียงไม่เกิน 1,200 บาทต่อหัวเท่านั้นซึ่งต่ำกว่าราคาที่กำลังจะเสนอเข้า ครม. ถึงเข็มละ 100 บาท แต่เหนืออื่นใด ไม่มีวิธีใดป้องกันและรักษาได้ดีไปกว่าการเข้ารับการตรวจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งควรทำเมื่อผู้หญิงมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป

“มะเร็งปากมดลูกนั้นแสดงอาการช้ามาก เฉลี่ยตั้งแต่เริ่มเป็นจนถึงเริ่มแสดงอาการนั้นใช้เวลาถึง 10 ปี ดังนั้นหากผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปมาตรวจคัดกรองสม่ำเสมอคือทุกๆ 5 ปี หากเป็นมะเร็งจริงๆ ยังไงก็ต้องตรวจพบมะเร็งก่อนระยะแสดงอาการ ซึ่งนั่นเราสามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตนั้นมักจะอยู่ขั้นแสดงอาการคือเป็นมาเกิน 10 ปีแล้วทั้งสิ้น ก็เข้าสู่ระยะที่เรียกว่ามะเร็งระยะสุดท้ายนั่นละครับ”

นพ.ยศ อธิบายระยะอาการของมะเร็งให้เราฟัง ซึ่งอุปสรรคที่ทำให้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยไม่ครอบคลุมทั่วถึงคือผู้หญิงส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะอายแพทย์จึงไม่กล้ามาตรวจ จึงอาจได้รับเชื้อโดยไม่รู้ตัว รู้อีกทีก็อาการหนักจนรักษาไม่ได้แล้ว

“เชื่อไหมครับชุดตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกวันนี้ราคาแค่ชุดละร้อยกว่าบาท ถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับวัคซีนซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีผลวิจัยใดๆ รับรองเลยว่าเมื่อฉีดแล้วจะไม่ต้องตรวจคัดกรองอีก เพราะหากวันนี้เราฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12 ปี กว่าจะรู้ผลก็ต้องรออย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ดังนั้นเราถึงทำสรุปรายงานเสนอไปตั้งแต่รัฐบาลก่อน  สมัยคุณจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  เป็น รมว.สาธารณ สุขแล้วว่าราคาที่เหมาะสมคือ 190 บาทต่อเข็ม

ซึ่งสมัยนั้นมีบริษัทยาเสนอมาว่าจะขายให้ 200 บาทต่อเข็ม ตอนนั้นทางกระทรวงยังไม่เอาด้วยซ้ำ ว่ากันว่าบริษัทยาดังกล่าวรู้สึกเสียหน้ามาก เพราะเขาเชื่อว่าถ้าขายให้รัฐบาลไทยได้ เขาก็จะเอาไปอ้างอิงในการขายให้กับประเทศอื่นๆ ได้เพราะบ้านเรานับเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงประเทศหนึ่งด้านสาธารณสุข   น.พ. ยศกล่าวทิ้งท้าย  ซึ่งโดยสรุปแล้วทาง HITAP ไม่ได้ปฏิเสธการใช้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก แต่ควรจะประเมินถึงราคาคุ้มค่า และที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งให้ความรู้ และสร้างค่านิยมให้ผู้หญิงไทยกล้าที่จะเข้ามารับการตรวจคัดกรองมากขึ้น เพราะเป็นการป้องกันที่ตรงจุดและได้ผลที่สุด

ในไม่ช้านี้ ประเด็นดังกล่าวจะถูกบรรจุเข้าที่ประชุม ครม. อย่างแน่นอน

คนไทยจะได้ใช้วัคซีนที่มีคุณภาพสมราคา หรือจะเสียรู้เล่ห์เหลี่ยมบริษัทยาข้ามชาติจนต้องเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาลโดยเปล่าประโยชน์

อีกไม่นาน…คงได้รู้กัน

                                                    SCOOP@NAEWNA.COM

 

พระอาจารย์ รักเกียรติ รักขิตะธัมโม ‘ปราบทุจริต ต้องตัดวงจรอุบาทว์’ 2012/05/11

http://www.naewna.com/scoop/5964

วันจันทร์ ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

ชีวิตที่แสนผกผันของคนคนหนึ่ง จากจุดที่สูงที่สุดในชีวิต หล่นลงมาสู่จุดที่ต่ำที่สุด จากนักการเมืองดาวรุ่งที่พุ่งแรงถึงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี กลายมาเป็นนักโทษในคดีทุจริต และในปัจจุบัน ได้อาศัยร่มกาสาวพัสตร์ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และนำประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต มาใช้สอนใจเตือนสติผู้คนไม่ให้เดินหลงผิด เฉกเช่นที่เคยประสบมาก่อน

พระอาจารย์รักเกียรติ รักขิตะธัมโม หรือชื่อในครั้งเป็นฆราวาส คือ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 7 สมัย รัฐมนตรีอีก 5 สมัย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์แนวหน้า เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในแวดวงการเมืองไทย

สู่เส้นทางนักการเมือง

พระอาจารย์รักเกียรติ เริ่มต้นการสนทนาด้วยการเล่าถึงการใช้ชีวิตในช่วงวัยหนุ่มว่า เป็นชีวิตที่ดำเนินไปอย่างผิดพลาด ใช้ชีวิตโดยความประมาท โดยเฉพาะการเข้ามาเป็นนักการเมือง เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง เข้าสู่ตำแหน่งที่มีความจำเป็นในการใช้จ่ายเงิน

“การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการเลือกตั้ง ไต่เต้าทางการเมืองประสบความสำเร็จ และเข้ามาเล่นการเมืองก็ดูรุ่นพี่ ระบบการเมืองไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ ผู้ใหญ่ทางการเมืองอุปถัมภ์ผู้น้อย นักการเมืองใหม่ๆ เข้ามารับการอุปถัมภ์จากเขา ที่สำคัญมาดูว่าเขาต้องทำอย่างไรจึงจะได้เป็น สส. ได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้องมีเงิน ความจำเป็นในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองก็คือการใช้เงิน”พระอาจารย์รักเกียรติ กล่าว

วัฒนธรรมการเมืองทำอุดมการณ์เปลี่ยน

“อาตมาเข้าสู่การเมืองตั้งแต่หนุ่ม เป็นเด็ก เป็นคนมีอุดมการณ์ สมัยเรียนปริญญาตรีก็อยู่ในช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความเข้มข้น คือช่วง 14 ตุลา 16 เรียนจบก็ปี’19 ตอนเรียนถูกปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง อยากทำงานการเมืองตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย มีอุดมการณ์ที่ร้อนแรงมาก ใฝ่ฝันมุ่งมั่นอยากเป็นแต่นักการเมือง ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่นเลย” พระอาจารย์รักเกียรติ
เล่าให้ฟังถึงช่วงที่เป็นนักศึกษา ซึ่งลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น

“แต่จากคนที่มีอุดมการณ์แรงกล้า กลับต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเข้าสู่วัฒนธรรมทางการเมือง เข้าสู่วงจรอำนาจทางการเมือง เข้าสู่วงจรอุบาทว์ อุดมการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะเห็นคนที่อยู่ในวงการมาก่อนก็อยากเป็น อยากได้ อยากมีเหมือนเขา นักการเมืองก็ต้องมีมติพรรค ก็ต้องว่าไปตามเขา อุดมการณ์ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นอยากได้
อยากเป็นก็ยอมทำทุกอย่าง นักการเมืองส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้”

“พ่อค้า-นักการเมือง-ขรก.”องค์ประกอบคอร์รัปชั่น

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น ในวงการการเมืองว่าเป็นอย่างไร พระภิกษุผู้เคยคว่ำหวอดอยู่กับแวดวงการเมือง ตอบว่า การทุจริตเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่ง องค์ประกอบมี 3 ฝ่าย คือ พ่อค้า เป็นผู้เสนอ นักการเมือง เป็นผู้สนอง และข้าราชการ เป็นผู้ดำเนินการ จะขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้

“การเมืองทำได้ทุกอย่าง เริ่มจากพ่อค้าที่ต้องการเงินเพื่อเป็นทุนสำหรับเข้าสู่ตำแหน่ง จากนั้นก็ถอนทุนคืน ตอบแทนทุน ส่งคนของตัวเองเป็นรัฐมนตรี และเตรียมทุนสำหรับสืบทอดอำนาจ นักการเมืองไทย ตั้งพรรคขึ้นมาไม่มีใครบอกจะเป็นฝ่ายค้าน เพราะต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐ นักการเมืองทำได้ทุกอย่างเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ ทั้งที่จริงแล้ว ประชาธิปไตยต้องทำทุกอย่างเพื่อประชาชน แต่ทุกวันนี้ กลายเป็นว่า การจัดตั้งพรรคการเมือง คือ เอาความไว้วางใจจากประชาชน มาเป็นพลังในการตั้งพรรค”

“ซื้อเสียง”ภัยร้ายของประเทศ

พระอาจารย์รักเกียรติกล่าวว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างเช่น เกาหลีใต้ มีองค์กรตรวจสอบที่แข็งแกร่งจนสามารถจับนักการเมืองมาติดคุกได้หลายคน เขาพัฒนาการเมืองได้ ไม่มีปฏิวัติ ไม่มีซื้อเสียงโปร่งใส ไม่มีถอนทุนคืน เขาตัดวงจรอุบาทก์ทางการเมืองได้ แต่ในสังคมไทยมองนักการเมืองแบบเหยียดหยาม ซึ่งการเข้ามาโดยการซื้อเสียง ก็ถือเป็นอันตรายต่อประเทศ เหมือนลงทุนซื้ออำนาจ เพื่อเข้าสู่ผลประโยชน์ การทุจริตเป็นวิวัฒนาการ พรรคไหนมาก็ทุจริตหมด เราไม่สามารถไปตัดตอนการเลือกตั้งได้

“เรื่องการซื้อเสียงมันมีที่มา ซึ่งเมื่อปี 2526 ยังไม่มีการซื้อเสียงตอนนั้นเรียกประชาธิปไตยครึ่งใบ ป๋าเปรม(พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)ไม่จำเป็นต้องซื้ออำนาจ ป๋าเปรมบอกพอแล้ว จากนั้นในปี 2531 ชาติชาย (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ)มา เราก็บอกว่า นายกฯ ต้องมาจากเลือกตั้ง ก็เกิดการแข่งขัน สส.ก็ต้องใช้เงินในการลงรับเลือกตั้ง สส.ก็มีค่าตัวในการลงสมัคร ชนะได้อำนาจ แพ้เสียอำนาจ มันมาจากพรรคการเมืองเอาเงินไปแข่งขันกัน เหมือนนักมวยต้องเอาคนไปสู้ ก็เกิดการแข่งขันขึ้น ต่อมาในปี 2544 สมัยทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เป็นนายกฯ ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น สร้างนิสัยชาวบ้าน จนกลายเป็นเงินไม่มา กาไม่เป็น บางทีดูว่าใครให้มากกว่าก็เลือกคนนั้น”

ชี้ต้องตัดวงจรอุบาทว์

พระอาจารย์รักเกียรติ กล่าวถึงการแก้ปัญหาทุจริตว่า ต้องตัดตอนวงจรอุบาทว์ องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ต้องเข้มแข็ง มีกำลังคน มีอำนาจ มีงบประมาณ สามารถจับนักการเมืองเข้าคุกได้ ผู้ที่คิดกระทำผิดก็จะเกิดความเกรงกลัว

“มีหลวงพ่อคนเดียวที่ติดคุก คนอื่นเขาก็หนีไป ไม่ติด เราต้องให้ดูอย่างเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง องค์กรอิสระ เมืองไทยเคยเห็นมั้ย เราไม่เคยเห็นจับพ่อค้า ข้าราชการ จับนักการเมืองทุกที แต่ก็ปล่อยไปทุกที เพราะการทุจริตไม่มีหลักฐานเขาใช้เงินสดกัน”

เผยกลยุทธ์“รัฐบาลทักษิณ”แข็งแกร่ง

พระอาจารย์รักเกียรติกล่าวว่า ในปี 2544 ระบอบทักษิณแข็งแกร่งมาก ใช้หลักรัฐบาลต้องเข้มแข็ง เสียงท่วมท้น สร้างความมั่นใจให้รัฐบาล โดดเดี่ยวฝ่ายค้านให้อ่อนแอ ประชาธิปัตย์อ่อนแอมีเสียงไม่พอเปิดอภิปรายนายกฯ นี่คือระบบเผด็จการรัฐสภาที่ลอกมาจากสิงคโปร์ ถ้ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จต้องเข้มแข็งเสียงท่วมท้น โดดเดี่ยวฝ่ายค้านให้อ่อนแอ แทรกแซงองค์กรอิสระถึงจะบริหารงานได้ เขาเชื่ออย่างนั้น

“นักการเมืองไทยทุจริตมากที่สุดแต่ไม่ติดคุก ทุจริตกันทั้งบ้านทั้งเมืองแต่จับไม่ได้ ม.157 ระบุว่า ผู้กระทำผิดต้องถูกจำคุก 5 ปี ถ้าเป็นนักการเมืองต้องลงบทหนัก คือหนักกว่า ประชาชน 3 เท่า” พระอาจารย์รักเกียรติกล่าว และย้ำว่า การจัดการกับการทุจริตต้องตัดตอนพ่อค้า ข้าราชการนักการเมือง ซึ่งเดี๋ยวนี้น่ากลัวยิ่งขึ้น เพราะทั้งสามกลุ่มรวมเป็นกลุ่มเดียวกันแล้ว กลายเป็นว่า เป็นองค์ประกอบ “วันสต็อป คอร์รัปชั่น” หรือการทุจริตครบวงจรไปในจุดเดียวเลย

ต้องส่งเสริมให้องค์กรอิสระเข้มแข็ง

นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริมองค์กรอิสระให้เข้มแข็ง ต้องให้ ป.ป.ช., กกต. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เขาจะแทรกแซงองค์กรอิสระพวกนี้ เพราะหากองค์กรอิสระเข้มแข็งก็จะสามารถควบคุม รัฐบาลได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทุกรัฐบาลไม่ต้องการสนับสนุนให้องค์กรอิสระมีความเข้มแข็ง

“ต้องให้อำนาจฟ้องได้ และไม่มีขาดอายุความ ทำไมต้องมีอายุความ ทำไมไม่ให้อำนาจทางกฎหมายแก่องค์กรอิสระ ถ้าเราปฏิรูปการเมืองใหม่ เราต้องปราบการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง”

เตือนนิรโทษกรรมตัวเองบ้านเมืองลุกเป็นไฟ

พระอาจารย์รักเกียรติ ยังได้กล่าวถึงบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญทางการเมือง และไม่ได้อยู่ในประเทศไทยว่า เป็นต้นเหตุความเลวร้ายที่เกิดขึ้น เป็นผู้ที่ทำให้ระบบสามระบบมารวมกัน ที่เขาเรียกว่าทุนสามานย์ที่ทำให้การเมืองไทยมาถึงจุดนี้ ทุจริตครั้งละแสนแสนล้าน เขาอยู่เหนือนักการเมืองแล้ว นักการเมืองยังเป็นเหมือนกลุ่มพนักงานบริษัท เขาเอาสามกลุ่มมารวมกัน

“จะกลับมาก็ได้ แต่บ้านเมืองเกิดสงคราม วุ่นวาย เคยให้ความเห็นแนะนำว่า พอเถอะอำนาจวาสนาผ่านมามากแล้ว ความโลภ โกรธหลง เท่าไหร่ก็ไม่พอ ความโลภเป็นอกุศลกรรม ไม่ทำให้ชีวิตเจริญ รู้จักพอ กลับมาพิสูจน์ตัวเอง ถ้ามีอำนาจที่สุดไม่พิสูจน์ตอนนี้จะพิสูจน์ตอนไหน จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยกความผิดให้ตัวเองมันทำไม่ได้ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ” พระอาจารย์รักเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

ชมคลิปสัมภาษณ์พระอาจารย์ รักเกียรติ รักขิตะธัมโม http://www.naewna.com/politic/clip/47

SCOOP@NAEWNA.COM

 

ตามดู รพ.สต.ไกรนอก เปิดตำรานวด-กดจุดรักษาโรค 2012/05/11

http://www.naewna.com/scoop/5890

วันอาทิตย์ ที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือบุคคลทั่วไปรู้จักในนาม รพ.สต.คือการพัฒนายกระดับคุณภาพสถานีอนามัยในตำบลต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพรวมถึงแนวทางการพัฒนาระบบการบริการสาธารณสุขให้แก่ชุมชนหรือชาวบ้านในท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพของชาวบ้านให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการให้บริการแก่ประชาชนที่ยากจน

เป้าหมายหลักของการทำหน้าที่ รพ.สต. คือการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและให้คำแนะนำเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง

ที่ตำบลไกรนอก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ถือเป็นตำบลศูนย์เรียนรู้สุขภาวะชุมชน โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง โดยนำการนวดแพทย์แผนไทยผนวกกับการรักษาผู้ป่วยด้วย

สุนันทา สีขาว ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) เล่าว่า เดิมเคยเรียนการนวดตามหลักสูตรแพทย์แผนโบราณจากผู้เฒ่าผู้แก่มา 20 กว่าปี เมื่อเข้ามาทำงานด้าน อสม.มีโอกาสได้เรียนการนวดแบบแพทย์แผนไทยอีก 1 ปี เพื่อนำความรู้มาปรับใช้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไกรนอก

“ส่วนใหญ่คนในพื้นที่มีอาชีพเกษตรกรรม หลังเลิกงานชาวบ้านมักมีอาการปวดเข่า ปวดแขนขา ยกแขนไม่ขึ้น หรือปวดหลัง แล้วมาขอยาแก้ปวดไปรับประทาน เราจะแนะนำให้ผู้ป่วยนวดแผนไทยเสียก่อน นวดตามจุดที่ปวด เพื่อลดการปวด และลดการรับประทานยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้ปวดไปในตัว เพราะการรับประทานยาปฏิชีวนะมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อกระเพาะได้ แต่การนวดนั้นหาก 1 อาทิตย์ผ่านไป อาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยสามารถกลับมานวดซ้ำได้” สุนันทา กล่าว

การนวดแผนไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1.นวดแบบเชลยศักดิ์เป็นการนวดผ่อนคลายนวดธรรมดา เช่น ตึงตามข้อ ปวดแขนขา ปวดหลัง

2.นวดแบบราชสำนักคือ การนวดรักษาขั้นพื้นฐาน เช่น ปวดท้องประจำเดือนโรคท้องผูก ไหล่ติด ข้อติด อัมพาตครึ่งซีก คอตกหมอน เป็นต้น อีกทั้งต้องมีความรู้ด้านเส้นทางเดินพลังในการนวดแผนไทยหรือเส้นประธานสิบ มีชื่อเรียกตามจุด ดังนี้ อิทา, ปิงคลา, สุมนา, กาลทารี, สหัสรังษี, ทุวารี, จันทภูสัง, รุทัง, สิขินี และสุขุมัง

สุนันทา เล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นของการนวดรักษาโรค คือนวดเปิดประตูลมและตามด้วยกดจุด พร้อมกับเอาเส้นประธานสิบเข้ามารักษาโรค ก่อนทำการนวดต้องถามคนไข้ก่อนว่าเป็นอะไรมา ปวดตรงไหน ถ้าปวดเมื่อยทั้งตัวก็ใช้การนวดแบบเชลยศักดิ์ แต่ถ้าลูกสะบ้าไม่กลิ้งก็นวดราชสำนัก เป็นต้น ส่วนการนวดสามารถนำมาผสมผสานกันได้ทั้ง 2 ประเภท อย่างบางคนไม่ชอบนวด ก็เอาเชลยศักดิ์นวดเบาๆ แล้วต่อด้วยการกดจุดราชสำนัก ผลตอบรับจากการนวด 70 เปอร์เซ็นต์ คนป่วยชอบและติดใจ สนใจมานวดซ้ำอีก นอกจากการนวดแล้ว เราจะแนะนำคนไข้ด้วยว่าควรปฏิบัติตัวแบบไหน ทำตัวอย่างไร รวมถึงการดูแลตัวเองไปในตัว

การนวดแผนไทยของชาวตำบลไกรนอก ถือเป็นการรักษาคนในชุมชน ซึ่งไม่ต้องรับประทานยาแก้ปวด แต่เปลี่ยนมาใช้ภูมิปัญญาการนวด และการใช้แพทย์ทางเลือกในการใช้สมุนไพรแทน โดยทีม อสม.หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไกรนอกปลูกจิตใต้สำนึกของชาวไกรนอกด้วยการใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบัน

“การนวดแผนไทย ไม่ได้นวดเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำสมุนไพรเข้ามาร่วมในการรักษาโดยนำลูกประคบ มาประคบส่วนที่ปวดเมื่อยหลังการนวดอีกครั้ง บางครั้งยังนวดนอกเวลาทำการด้วย หากชาวบ้านคนไหนต้องการนวด เราก็นวดให้ โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทอง แต่อยู่ที่ชาวบ้านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และที่สำคัญคือการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนวดแผนไทยพร้อมกับการใช้สมุนไพรเข้าด้วยกัน” สุนันทา เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

ในอนาคตอันใกล้ การนวดแพทย์แผนไทยอาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในการรักษาผู้ป่วยได้โดยตรงพร้อมกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านให้คงอยู่สืบต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

 

ตามดู “หมอภาษารุ่นจิ๋ว”แก้ปัญหาเด็กไทย “อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้” 2012/05/11

http://www.naewna.com/scoop/5711

วันศุกร์ ที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

               ภาษาไทยนั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ เพราะแบบเรียนวิชาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม หรือประวัติศาสตร์ ล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาไทยทั้งสิ้น หากเด็กๆ อ่านภาษาไทยไม่ออก เขียนภาษาไทยไม่คล่อง ก็จะส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของครู และการเรียนรู้ของตัวเด็กในทุกกลุ่มสาระวิชา

ทุกวันนี้ยังมีเด็กไทยอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต้องประสบกับปัญหาในการอ่านภาษาไทยไม่คล่องและเขียนภาษาไทยไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพราะภาษาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการเปิดประตูสู่การเรียนรู้ในทุกสาระวิชา

โรงเรียนบ้านถ้ำลา อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ก็เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่สุดของจังหวัด และประสบกับปัญหาเด็กนักเรียนในชั้นประถมศึกษาตอนต้น “อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้”  ที่มีสาเหตุมาจากปัญหาความสนใจวิชาพื้นฐานของเด็ก รวมถึงการละเลยดูแลเอาใจใส่ทบทวนการเรียนหนังสือของผู้ปกครอง ซึ่งหากปล่อยไว้ก็จะส่งผลเสียกับการเรียนในวิชาอื่นๆ

ครูนิลวรรณ ชูวิวัฒน์รัตนกุล   “ครูสอนดี” จากโครงการ “สังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ เชิดชู ยกย่อง ครูสอนดี” ของ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จึงได้ออกแบบโครงการและกิจกรรม “หมอภาษา”  ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กนักเรียนให้หายขาด  โดยทำให้การเรียนรู้ภาษาไทยเป็นกิจกรรมที่แสนสนุก

โครงการหมอภาษา เกิดขึ้นจากการพบว่ามีเด็กนักเรียนที่อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ในโรงเรียนบ้านถ้ำลา ประมาณ 20 คน โดยเป็นนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ประมาณ 10 กว่าคน และเป็นนักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการเขียนอีก 10 คน “ครูนิลวรรณ”  จึงค้นหาแนวทางที่จะทำให้เด็กนักเรียนกลุ่มนี้อ่านออกเขียนได้ เพราะเขาจะต้องใช้การอ่านและเขียนในการเรียนวิชาต่างๆและใช้ในชีวิตประจำวัน จึงไปสืบค้นข้อมูลและกิจกรรมต่างๆ จากอินเตอร์เน็ต แล้วก็นำมาประยุกต์เป็นโครงการหมอภาษา เพื่อนำมาใช้พัฒนาการเรียนรู้ภาษาไทยให้กับเด็กๆ ในโรงเรียน

“การเรียนการสอนภาษาไทยนั้นมีความสำคัญมาก เพราะภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ แล้วยังมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ ถ้าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็ไม่สามารถเรียนวิชาอื่นๆได้ แล้วก็มีความสำคัญในการใช้ในชีวิตประจำวันเพราะใช้ในการสื่อสาร” ครูนิลวรรณ เล่าถึงความสำคัญของภาษาไทยที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กๆ

ครูนิลวรรณ บอกว่า “หมอภาษา” เป็นกิจกรรมที่จำลองรูปแบบของการเรียนภาษาไทยให้เป็นเหมือนคลินิกรักษาคนไข้ โดยใช้ห้องแนะแนวนำมาจัดตั้งเป็น “ร้านหมอ” มีการตั้งโต๊ะรับบัตรคิว ซักประวัติคนไข้ ก่อนส่งตัวทำไปทำการรักษา โดยคลินิกแห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวันในช่วงพักเที่ยงเวลา 12.00-12.30 น. และหลังเลิกเรียนเวลา 14.30-15.30 น. โดยวันจันทร์ จะเป็นการฝึกทักษะของเด็กนักเรียนในเรื่องของการอ่าน วันอังคารฝึกทักษะด้านการเขียน โดยจะสลับกันไปในวันพุธและพฤหัสบดี ส่วนในวันศุกร์ก็จะเป็นฝึกในเรื่องของการคัดลายมือให้ถูกต้อง

“รูปแบบเราก็คือจะมีหมอและผู้ป่วย หมอก็คือนักเรียนที่อ่านออกและเขียนได้ ที่อ่านคล่องก็จะเป็นนักเรียนชั้น ป.5 และ ป.6 มาเป็นคุณหมอ แล้วก็นักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็จะมาจากการคัดกรอง กิจกรรมของเราก็คือผู้ป่วยจะต้องมาหยิบบัตรคิว โดยมีนักเรียนรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยง แล้วก็ขานชื่อว่าบัตรคิวที่หนึ่งชื่ออะไร แล้วก็มาซักประวัติ พอซักประวัติเสร็จแล้วเราก็จะส่งตัวไปให้กับคุณหมอทำการรักษาในเรื่องของการอ่านและการเขียน” ครูนิลวรรณเล่าถึงการทำงานหมอภาษา

ด.ช.ปฏิวัติ ทองบุญยัง หรือ “น้องโดม” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีจิตอาสามาช่วยสอนการอ่านภาษาไทยเล่าถึงหน้าที่ของ “หมอภาษารุ่นจิ๋ว” ว่าจะช่วยบอกน้องๆ ให้อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง โดยจะบอกวิธีการสะกดและออกเสียงที่ถูกต้อง แล้วให้น้องออกเสียงตาม โดยใช้หนังสือคู่มือ หรือแบบเรียนของน้องนำมาอ่านให้น้องฟังแล้วให้น้องอ่านตามออกเสียงตาม

ด้าน ด.ญ.พัชรี เกตเอียด หรือ “น้องปัท” นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มาช่วยแก้ปัญหาการเขียนไม่ได้บอกว่า “จะสอนให้น้องเขียนตัวหนังสือต่างๆ โดยสะกดให้เขียนตาม เช่นถ้าจะให้เขียนคำว่าไก่ ก็จะบอกน้องว่า ก่อไก่-สระไอ-ไม้เอก-ไก่ แล้วก็ให้เขาสะกดตาม อ่าน แล้วก็ให้น้องเขียนตามให้ถูกต้อง”

ถึงแม้การที่มาช่วยงานคุณครูด้วยการทำหน้าที่เป็น “หมอภาษา” ในตอนพักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียนจะทำให้ไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนๆ ก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็มีความสนุกที่ได้ช่วยน้อง โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือน้องให้สามารถอ่านหนังสือออก-เขียนหนังสือได้”

โดยนักเรียนที่อ่านไม่ออกหรือเขียนไม่ได้เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมก็จะได้รับประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาในด้านของการอ่านและการเขียน ทำให้สามารถอ่านออกและเขียนได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังจะมีความสนุกสนานในกระบวนการเรียนการสอนวิชาอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นไม่เฉพาะแค่ภาษาไทยอย่างเดียว

“เพราะบางครั้งการที่ครูสอนในห้องเรียน เด็กก็จะเกิดความเครียด แล้วก็ตามคนอื่นไม่ทัน แต่สำหรับกิจกรรมนี้ เขาสามารถที่จะเรียนไปกับคุณหมอตัวต่อตัว เขาก็จะมีความเป็นกันเองสื่อสารกันได้ ในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนกลุ่มนี้ก็ดีขึ้น ในส่วนของตัวคุณหมอก็จะเป็นการฝึกความเชี่ยวชาญ ความชำนาญในการอ่านการเขียนภาษาไทย เป็นนักเรียนที่มีจิตอาสามีจิตสาธารณะ รู้จักที่จะช่วยเหลือเพื่อนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเป็นพี่เป็นน้องมีความสามัคคีกลมเกลียวกันในโรงเรียน” ครูนิลวรรณระบุ

นายสมพงศ์ ยุทธการ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านถ้ำลา เล่าให้ฟังว่า ภาษาไทยนั้นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ เพราะแบบเรียนวิชาต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม หรือประวัติศาสตร์ ล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาไทยทั้งสิ้น หากเด็กๆ อ่านภาษาไทยไม่ออก เขียนภาษาไทยไม่คล่อง ก็จะส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของครู และการเรียนรู้ของตัวเด็กในทุกกลุ่มสาระวิชา

“กิจกรรมนี้นอกจากจะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้แล้ว ยังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อครูติดภารกิจต้องออกไปนอกโรงเรียน ก็สามารถฝากให้ทำกิจกรรมกันเองได้โดยไม่ต้องมีครูคอยดูแล ซึ่งเป็นการปลูกฝังและสร้างความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นกับเด็กๆ” ผอ.สมพงศ์กล่าว

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่จะช่วยให้เด็กไทยอ่านออก-เขียนได้  เพื่ออนาคตของพวกเขาและประเทศชาติ !!       

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เดินดู”ถนนข้าวสาร” หลายชีวิตหลังข่าววินาศกรรมหาดใหญ่ (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=308337

วันที่ 16/4/2012


 พูดถึงเทศกาลสงกรานต์ สถานที่หนึ่งที่ใครๆ ก็ต้องนึกถึง เป็นแห่งแรกๆ คงหนีไม่พ้น “ถนนข้าวสาร” สถานที่ท่องเที่ยว ที่คนไทยหลายๆ คนนิยมมาเล่นสาดน้ำ เพราะที่นี่มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่อื่น นั่นคือนอกจากคนไทยแล้ว นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกไม่ว่าจะเป็นฝรั่งผิวขาว แอฟริกันผิวดำ คนเอเชียและอื่นๆ ต่างมารวมตัวกันที่นี่ ไม่ว่าจะด้วย เหตุผลใดก็ตาม

 อ้างอิงข้อมูลจาก Wikipedia.org ถนนข้าวสารถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ.2435 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมที่นี่เป็นแหล่งขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดของฝั่งพระนคร โดยข้าวสารจำนวนมากถูกลำเลียงมาจากฉางข้าวหลวง สะพานช้างโรงสี ริมคลองคูเมืองเดิม (คลองหลอดในปัจจุบัน) เลียบมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นที่ท่าเรือบางลำพู ทำให้ที่นี่มีชุมชนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

 ทว่าจุดเปลี่ยนของถนนข้าวสารกลับเริ่มต้นในปี พ.ศ.2525 ปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราวของสื่อมวลชนต่างชาติ ที่เดินทางมาทำข่าวงานเฉลิมฉลองดังกล่าว และนั่นคือจุดเริ่มต้น ของคำว่า “เกสต์เฮ้าส์” (Guest House) บ้านพักราคาประหยัดของนักเดินทางที่ทำให้ถนนข้าวสารกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน ถึงขนาดมีนิตยสาร Khaosaner วางจำหน่าย แก่นักท่องเที่ยวเพื่อประชาสัมพันธ์การเดินทางจากถนนข้าวสารไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทย


 นอกจากนี้ในเวลาปกติ ถนนข้าวสารยังเป็นแหล่งหนังสือมือสอง (ภาษาอังกฤษ) ที่ใหญ่มาก นักท่องเที่ยวนิยมนำหนังสือที่ตนอ่านจบแล้วเข้ามาขายให้ร้านเหล่านี้ และร้านเหล่านี้ก็จะนำมาขายต่อกับลูกค้าคนอื่นๆ อีกทีหนึ่ง ขณะที่นักท่องเที่ยวที่สนใจศิลปะการต่อสู้ประจำชาติอย่างมวยไทย ถนนข้าวสารด้านฝั่ง สน.ชนะสงคราม ยังอยู่ใกล้กับค่ายมวย ส.วรพินอีกด้วย

 เบ็น หนุ่มอังกฤษที่วันนี้พาภรรยาที่เพิ่งผ่านประตูวิวาห์มาหมาดๆ มาเดินเที่ยวบนถนนข้าวสารในช่วงฉลองฮันนีมูน เล่าให้ทีมสกู๊ปของเราฟังถึงความประทับใจในถนนข้าวสารว่า พวกเขามาที่นี่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว “สิ่งที่ประทับใจที่สุดสำหรับถนนข้าวสารและประเทศไทย คือ ความเป็นมิตรของผู้คน คนไทยนั้นยิ้มง่าย สนุกสนานร่าเริง”

 เช่นเดียวกับ โรแบร์โต้ หนุ่มอิตาเลียนที่อาชีพหลัก ในบ้านเกิดของเขาเป็นช่างเทคนิคระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (IT Support) ที่วันนี้ลางานได้จึงตัดสินใจเดินทางมาที่ ถนนข้าวสาร “ผมเคยมาที่นี่ 2 ครั้งแล้วครับ และครั้งนี้ตั้งใจจะอยู่ยาวสัก 1 เดือน” แน่นอน เขายังบอกอีกว่าถ้ามีโอกาส ก็จะกลับมาอีก เพราะเขาชอบความง่ายๆ สบายๆ ของคนไทย

 ต่อข้อซักถาม ความเชื่อมั่นในฝ่ายความมั่นคงของไทย หลังเกิดเหตุวินาศกรรมที่หาดใหญ่ แม็ดดี้ สาวแคนาดาที่พาทั้งลูกสาวตัวน้อยและครอบครัวมาเที่ยว เธอยังคงเชื่อมือรัฐบาลและหน่วยงานข่าวกรองในการรักษาความปลอดภัย

 ”เรารู้จักที่นี่จากปากต่อปากบนเครือข่ายอินเตอร์เนต ซึ่งมันมีชื่อเสียงมาก โดยส่วนตัวฉันมาที่นี่ได้ 3 ครั้งแล้ว ถามว่าเห็นข่าวระเบิดที่หาดใหญ่แล้วกลัวไหม? ฉันไม่กลัวเพราะเชื่อว่ารัฐบาลและตำรวจไทยจะทำหน้าที่ได้ดีค่ะ” แม็ดดี้ กล่าวกับเราก่อนที่จะพาลูกสาวและครอบครัวกลับที่พักเพราะในเวลานั้นก็ดึกมากแล้ว

 เช่นเดียวกับ สตีฟ หนุ่มอังกฤษอีกคนที่รายนี้คงจะชินกับข่าววินาศกรรมไปเสียแล้วเพราะเคยทำงานเป็นช่างก่อสร้างในอัฟกานิสถาน ดินแดนที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ณ เวลานี้ จากการสู้รบของกลุ่มตาลิบันกับกองทัพสหรัฐอเมริกา บอกกับเราว่าไม่กลัว และเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความปลอดภัยของตำรวจไทยว่าจะรับมือเหตุร้ายได้

 ”ผมผ่านงานในอัฟกานิสถานมาแล้ว คิดว่าที่นี่ไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเลือกมาที่นี่ เพราะผมชอบทุกอย่าง อาหารไทยอร่อยมากและผู้คนก็เป็นมิตรครับ” หนุ่มอังกฤษผู้ผ่านสมรภูมิเดือดมาแล้วกล่าวทิ้งท้าย

 นอกจากชาวต่างชาติที่เข้ามาแล้ว คนไทยที่ประกอบอาชีพ ทำมาหากินในพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นสีสันไม่น้อย “พี่ชัย” คนขับสามล้อเครื่อง (ตุ๊กตุ๊ก) สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของไทย ที่รู้จักไปทั่วโลก เล่าให้เราฟังว่าอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว เฉลี่ยรายได้ก็พอประมาณ พออยู่ได้ “พี่อยู่แถวนี้มาก็สิบกว่าปีแล้วนะ รายได้ขับสามล้อก็เฉลี่ยวันละ 300-500 บาท ถามว่าวันนี้กลัวระเบิดไหม? ก็กลัว แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน ก็ทำมาหากิน ที่นี่ก็ต้องสู้ต้องทนกันไป”

 ป้าจุรี แม่ค้าขายไก่ทอดย่านถนนข้าวสาร ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ใช้ถนนแห่งนี้เป็นที่ประกอบอาชีพ เธอเล่าว่าขายไก่ทอดที่นี่มาได้สักสองปีแล้ว รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วได้เฉลี่ยวันละ 300-400 บาท

 ”ถามว่ากลัวไหม ก็กลัวกันทุกคนนะ แต่เราทำมาหากินที่นี่ ยังไงก็ต้องอยู่ ตอนนี้ตำรวจ สน.ชนะสงครามก็ดูแลความปลอดภัยอยู่ โดยส่วนตัวก็ยังเชื่อมือตำรวจที่นี่นะ” ป้าจุรีกล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่เธอจะหันกลับไปยังรถเข็นของเธอ ที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวที่เริ่มทยอยออกมาจากร้านนั่งดื่มทั้งหลายมารอซื้อไก่ทอดอยู่แล้ว

 สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม ผู้ซึ่งแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่บนถนนสายท่องเที่ยวแห่งนี้ไว้

 ”ผมอยู่ที่นี่มานานแล้วนะ ก็ตั้ง 18 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคที่สะพานพระราม 8 ยังไม่สร้าง ตอนนั้นสงกรานต์จะเล่นกระจายๆ ไปถึงย่านวิสุทธิกษัตริย์ แต่พอสะพานพระราม 8 สร้างเสร็จ ทุกคนก็มารวมตัวที่ข้าวสารกันหมด เมื่อก่อนนั้นแถวนี้ 2 ทุ่มก็เงียบแล้ว แต่ทุกวันนี้คนเดินกันทั้งวันทั้งคืน” นี่คือเสียงบอกเล่าจาก ด.ต.สมจิตร์ ศิริประโชติ เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ประจำ สน.ชนะสงครามมาอย่างยาวนาน ที่ยอมรับว่ารู้สึกผูกพันกับถนนข้าวสารเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

 และเมื่อเราบอกเล่าถึงเสียงจากประชาชนกับนักท่องเที่ยว ที่ฝากความหวังไว้กับ สน.ชนะสงคราม ด.ต.สมจิตร์ ก็ตอบว่า ที่นี่ไม่น่าจะใช่เป้าหมายการก่อการร้ายเหมือนที่หาดใหญ่ ทั้งนี้ ทาง สน.ชนะสงครามก็ไม่เคยประมาท ดังจะเห็นได้จากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ทำมาแล้วหลายปีและได้ผล

 ”เมื่อก่อนนี้ตีกันเยอะ และแต่ละครั้งแรงๆ ทั้งนั้น ยึดมีด ยึดไม้ได้เป็นจำนวนมากตลอด แต่ระยะหลังๆ ตั้งแต่เราห้ามขายเหล้ากับห้ามยานพาหนะเข้าพื้นที่ เหตุร้ายต่างๆ ลดลงไปเยอะมาก และความรุนแรงของการวิวาทก็แค่ชกต่อยเท่านั้น ไม่มีอาวุธให้เห็นอีกเพราะเราตั้งจุดตรวจเข้ม ดังนั้นไม่มีอะไรน่าห่วง สิ่งของอันตรายยากที่จะหลุดเข้าไปได้อย่างแน่นอน” ด.ต.สมจิตร์ฝากถึงประชาชนที่มาท่องเที่ยวให้สบายใจได้

 จะเห็นว่าไม่ว่าจะสงกรานต์ปีใด เสน่ห์ของถนนข้าวสารยังคงมีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง ซึ่งยังคงดึงดูดใจนักท่องเที่ยว เสมอ ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติก็ตาม และเชื่อว่าคงจะเป็น เช่นนี้…ไปอีกนานแสนนาน

 ตราบเท่าที่ “ประเพณีเล่นน้ำสงกรานต์” ยังมีอยู่ในประเทศไทย

SCOOP@NAEWNA.COM

 

“รุนแรง-ลวนลาม” อีกงานหนักของตำรวจช่วงสงกรานต์ (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=308255

วันที่ 15/4/2012
 ”ที่นี่ก็มีตีกันบ้างละครับ แต่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิตเนื่องจากเรามีจุดตรวจ 5-6 จุด โดยประสานกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่สำคัญเลยคือเราห้ามขายและดื่มเครื่องดื่มมึนเมาในพื้นที่เล่นน้ำอย่างเด็ดขาด ทำให้ 1-2 ปีมานี้อาชญากรรมทั้งเรื่องลวนลามและทะเลาะวิวาทลดลงไปมาก ซึ่งที่น่าเป็นห่วงจะมีเพียงปัญหาการจมน้ำตายของผู้ที่ลงไปว่ายน้ำเล่นในคูเมืองเท่านั้น” 

 ชุ่มฉ่ำกันถ้วนหน้า สำหรับ “เทศกาลสงกรานต์” ที่ ณ เวลานี้ ผู้คนจากทั่วสารทิศ กำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน และแทบจะทุกปีปัญหาที่ยากจะหลีกเลี่ยงนั่นคือ การทะเลาะวิวาท และทำอนาจาร

 ในวันนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” ขอนำเสนอพื้นที่เล่นน้ำที่ขึ้นชื่อว่า “เสี่ยง” ในหลายๆ จุด ผ่านมุมมองของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ที่ต้องลงพื้นที่ทำงานในช่วงเทศการสงกรานต์

 เริ่มจากพื้นที่ “สีลม” ที่ปีก่อนมีกรณี 3 สาววัยรุ่นเต้นเปลือยอกโชว์จนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เจ้าของพื้นที่อย่าง ด.ต.ประสาร อยู่ประเสริฐ ผบ.หมู่ ป. สน.ยานนาวา แสดงความเป็นห่วงว่า วัยรุ่นที่เข้ามาเล่นน้ำเป็นจำนวนมากอาจจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันได้

 ”ที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่แค่ตีกัน แต่อาจจะถึงขั้นยิงกัน อย่างไรก็ดีทาง สน.ยานนาวาได้เตรียมการรับมือเหตุร้ายไว้แล้ว ส่วนนโยบายภาพรวมคงต้องรอทางผู้บังคับบัญชา ชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง” ด.ต.ประสาร กล่าว

 ตามมาด้วยพื้นที่ “โชคชัย 4″ ที่วัยรุ่นชาวกรุง ขนานนามให้ว่า “ดุที่สุด” ในเขต กทม. ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่ทาง สน.โชคชัย เจ้าของพื้นที่ก็ยังยอมรับว่าหนักใจไม่น้อย โดย ส.ต.อ.อนวัช อุนอิน ผบ.หมู่ ป. สน.โชคชัย ให้ข้อมูลกับเราว่าที่นี่มีเหตุวัยรุ่นตีกันทุกปี เนื่องจากมีผู้มาเล่นน้ำเป็นจำนวนมาก เฉลี่ย 3 วันต่อปีนับได้หลักหมื่นคน แต่สองปีหลังมานี้เหตุรุนแรงลดลงไปบ้างเนื่องจากทาง สน.โชคชัยประกาศห้ามนำยาน พา หนะ ทุกชนิดเข้ามาในพื้นที่เล่นสงกรานต์ ทำให้การลักลอบพกพาอาวุธเข้ามาก่อเหตุทำได้ยากขึ้น

 ”อยากจะฝากเตือนน้องๆ ที่เข้ามาเล่นน้ำสงกรานต์ในพื้นที่ อยากให้เล่นกันแบบสุภาพ น่ารักๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น” ส.ต.อ.อนวัช ฝากเตือนวัยรุ่นทิ้งท้าย

 ออกมาดูโซนปริมณฑลกันบ้าง พื้นที่ฝั่งตะวันตกที่ผู้คนนิยมไปเล่นน้ำก็หนีไม่พ้น “ถนนพุทธมณฑลสาย 4″ ที่มักมีเรื่องร้องเรียนเรื่องการจำหน่ายสุราริมถนนทั้ง 2 ฝั่งและปัญหาเด็กวัยรุ่นซิ่งรถมอเตอร์ ไซค์ป่วนเมือง (เด็กแว้น) ตามมาด้วยการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ ด.ต.บรรจง นาหนองขำ ผบ.หมู่ ป. สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ได้ให้ข้อมูลว่าโดยปกติทาง สภ.โพธิ์แก้วได้เข้มงวดเรื่องการห้ามจำหน่าย สุราบนถนนในพื้นที่อยู่แล้ว

 ”โดยปกติเราก็เข้มงวดกันทุกปีอยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าควบคุมได้ยากเนื่องจากร้านค้าโดยรอบมีเป็นจำนวนมากถ้าเทียบกับกำลังเจ้าหน้าที่ ส่วนเรื่องวัยรุ่นซิ่งรถนั้นเราก็ได้ตั้งด่านทุกปี และกวดขันจับกุมได้ทุกปีเช่นกัน” ด.ต.บรรจง ยังกล่าวเสริมอีกว่าปีนี้จะเพิ่มสิ่งที่ต้องเข้มงวดอีก 2 เรื่องคือ การจำหน่ายดินสอพองและการนำน้ำที่ไม่สะอาดจากข้างทางขึ้นมาจำหน่ายกับผู้คนที่ผ่านไปมา

 ขึ้นเหนือไปที่เชียงใหม่ ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่บริเวณคูเมืองที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินิยมไปเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ดีเด่นด้านการลดอุบัติเหตุและอาชญากรรมในช่วงเทศกาล โดย ด.ต.นนท์ปวิธ ศรีกุณะ ผบ.หมู่ ป. สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์อย่างภูมิใจว่าในพื้นที่รอบคูเมือง จ.เชียงใหม่ แม้จะมีเหตุทะเลาะวิวาทกันบ้างแต่ก็ไม่ถึงชีวิตเพราะมีการตั้งจุดตรวจเข้มงวดรอบบริเวณคูเมือง โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีทั้งจากเทศบาลและประชาชนในพื้นที่

 ”ที่นี่ก็มีตีกันบ้างละครับ แต่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิตเนื่องจากเรามีจุดตรวจ 5-6 จุด โดยประสานกับทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่สำคัญเลยคือเราห้ามขายและดื่มเครื่องดื่มมึนเมาในพื้นที่เล่นน้ำอย่างเด็ดขาด ทำให้ 1-2 ปีมานี้อาชญากรรมทั้งเรื่องลวนลามและทะเลาะวิวาทลดลงไปมาก ซึ่งที่น่าเป็นห่วงจะมีเพียงปัญหาการจมน้ำตายของผู้ที่ลงไปว่ายน้ำเล่นในคูเมืองเท่านั้น”

 ปิดท้ายที่ภาคใต้ แม้ว่าที่หาดใหญ่ จ.สงขลา จะเกิดเหตุวินาศกรรมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ก็มีการยืนยันแล้วว่างานสงกรานต์ที่หาดใหญ่จะยังคงจัดเช่นเดิม ซึ่ง ด.ต.ใสว รัตนาคม ผบ.หมู่ ป. สภ.หาดใหญ่ ฝากบอกไปยังนักท่องเที่ยวว่าขอให้มาเที่ยวกันเยอะๆ โดยทาง สภ.หาดใหญ่เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่

 ”ที่นี่ก็มีตีกันบ้างเป็นธรรมดาของที่ๆ คนมารวมกันเยอะ และก็มีการจราจรติดขัด แต่ปีนี้ที่เพิ่มมาคือการก่อความไม่สงบด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เรามีการประสานกันของทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นร่วมกันเพิ่มจุดตรวจและเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ผมขอให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันมากๆ ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเราเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความปลอดภัยครับ” ด.ต.ใสว กล่าวทิ้งท้าย

 สงกรานต์ทุกปี ตำรวจทำงานหนัก ทั้งเมาแล้วขับ และอำนวยการจราจร บางพื้นที่ก็ต้องรับมือกับการก่อความไม่สงบ แต่ปัญหาเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจคือการทะเลาะวิวาทและอนาจารในการเล่นน้ำ ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็ยอมรับว่ายากจะดูแลและระงับเหตุได้ทั่วถึง จึงต้องฝากพี่น้องประชาชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเจ้าหน้าที่ และช่วยกันเตือนลูกหลานของท่าน ให้เล่นน้ำอย่างสุภาพ ไม่ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น

 เพื่อที่ภาพลักษณ์ของประเพณีของเราจะได้ไม่กลายจาก “สงกรานต์” เป็น “สงคราม”

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เทคนิคเดินทาง-เล่นน้ำสงกรานต์ ’55 รถพร้อม-คนพร้อม- มีสติไม่ประมาท (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=308076

วันที่ 13/4/2012
 เวียนมาบรรจบอีกรอบ สำหรับ เทศกาลสงกรานต์…เทศกาลปีใหม่ของไทย นับถึงเวลานี้ประชาชนจำนวนมาก ทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาไปท่องเที่ยว และเล่นน้ำสงกรานต์ตามจังหวัดต่างๆ ทำให้สภาพการจราจรในเส้นทางต่างๆ หนาแน่น ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงปกติ 3-4 เท่า เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย มีข้อแนะนำการเดินทางในช่วงสงกรานต์ ดังนี้..

การเตรียมพร้อมด้านยานพาหนะ

 ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เช่น ยางรถยนต์ ด้วยการตรวจสอบลมยาง ดอกยาง และรอยฉีกขาด ระบบเบรก หม้อน้ำ แบตเตอรี่ เกียร์ รวมทั้งตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำ ระดับน้ำกลั่น และระดับน้ำมันเครื่องให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตามค่ามาตรฐานที่กำหนด ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ใบปัดน้ำฝน สัญญาณไฟรวมถึงกระจกหน้ารถ กระจกมองข้างและกระจกมองหลัง หากพบว่ามีร่องรอยน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรกหรือน้ำในหม้อน้ำรั่วซึมจากใต้ท้องรถ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ชำรุด ให้รีบซ่อมแซมทันที รวมทั้งนำอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น แม่แรง เชือกสลิงลากจูงรถ ไฟฉาย สายชาร์จแบตเตอรี่ ยางอะไหล่ เป็นต้น เพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

การเตรียมความพร้อมด้านเส้นทาง

 ควรวางแผนล่วงหน้าในการเดินทาง โดยสามารถหาข้อมูลได้จากการศึกษาแผนที่ สอบถามข้อมูลล่วงหน้าจากศูนย์ข้อมูลจราจร หรือผู้รู้ จากคู่มือการท่องเที่ยว หรือเว็บไซต์ www.high way.police.go.th รวมทั้งเลือกใช้เส้นทางที่มีความปลอดภัยที่สุด สภาพเส้นทางไม่เป็นหลุมบ่อ อีกทั้งเตรียมเส้นทางสำรองในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือการจราจรติดขัด และในระหว่างขับรถ ควรหมั่นสังเกตเครื่องหมาย ป้ายและสัญญาณต่างๆ บนเส้นทาง เพราะการไม่คุ้นเคยเส้นทาง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้

การเตรียมความพร้อมของผู้ขับรถ

 ผู้ขับรถควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อจะได้สดชื่น แจ่มใส และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลก อฮอล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ปฏิกิริยาตอบสนอง และประสิทธิภาพในการขับรถลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงถึง 8 เท่า และในระหว่างการเดินทาง ผู้ขับขี่ควรขับรถด้วยความระมัด ระวังและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด อีกทั้งขับรถด้วยอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนด และคาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่เดินทาง ไม่ว่าเดินทางระยะใกล้-ไกล เพื่อลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตกรณีประสบอุบัติเหตุหากต้องขับรถในระยะทางไกลเกินกว่า 200 กิโล เมตร ควรมีผู้ขับรถอีกคนหนึ่งเพื่อคอยผลัดกันขับรถและหยุดรถพักเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย แต่ถ้าขับรถเพียงคนเดียวและมีอาการง่วงนอน ควรจอดพักในบริเวณที่ปลอด ภัย เช่น สถานีบริการน้ำมัน จุดพักรถ ที่จอดรถริมข้างทาง เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ ล้างหน้า ดื่มน้ำ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น แล้วจึงค่อยขับรถต่อไป

“การเช่ารถรับจ้าง”

 สำหรับผู้ที่ใช้บริการรถเช่า เช่น รถตู้โดยสาร รถโดยสารประจำทาง ควรเช่ารถกับบริษัทที่มีมาตรฐานในการดำเนินงาน มีการคัดเลือกพนักงานอย่างเป็นระบบ รถที่ให้บริการอยู่ในสภาพสม บูรณ์พร้อมใช้งาน มีอุปกรณ์นิรภัยครบครัน เช่น เข็มขัดนิรภัย ค้อนทุบกระจก ถังดับเพลิง ประตูฉุกเฉินที่สามารถเปิดใช้งานได้ดี ไม่มีประวัติการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงและควรกำชับให้เจ้าของรถเช่า นำรถไปตรวจสภาพก่อนการใช้งาน รวมทั้งจัดพนักงานที่มีความชำนาญเส้นทาง มีทักษะในการขับรถและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นอย่างดี มีใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะ มีความชำนาญสภาพเส้นทาง และอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขับรถ ไม่มีอาการง่วงซึมหรืออ่อนเพลีย ทั้งควรหมั่นสังเกตกิริยาอาการของพนักงานขับรถ หากเหยียบเบรกบ่อยๆ นั่งนิ่งนานๆ หรือหาวบ่อยครั้ง ควรสั่งให้หยุดจอดพักรถในบริเวณที่ปลอดภัย

 เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นไปด้วยความปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรเตรียมความพร้อมด้านยานพาหนะ โดยตรวจสอบความเรียบร้อยของสภาพเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ พักผ่อนให้เพียงพอและไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ควรสังเกตอาการของคนขับ หากเห็นว่าคนขับรถมีอาการอ่อนเพลียหรือง่วงนอน ควรให้หยุดรถพักทันที เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ

เทคนิคเล่นน้ำปลอดภัย

 นอกจากการเดินทางที่ปลอดภัยแล้ว ประเด็นที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องคือ รูปแบบการเล่นน้ำสงกรานต์ ที่ผิดรูปแบบไปจากเดิม จนทำลายวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม มีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ถึงขั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบ่อยครั้งโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) แนะนำหลักการเล่นสาดน้ำสงกรานต์อย่างปลอดภัยว่า

 1.ควรแต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะสุภาพสตรีไม่ควรแต่งกายล่อแหลม ที่เห็นกันบ่อยๆ คือเสื้อยืดสีขาวบางๆ ที่เมื่อถูกน้ำแล้วจะมองเห็นภายในได้ชัดเจน หรือกางเกงขาสั้นรัดรูปจนมองเห็นของสงวน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะยั่วยุให้เกิดการลวนลาม อนาจารหรือแม้แต่คดีข่มขืนได้ง่าย 2.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วไปเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะจากสถิติคดีทะเลาะวิวาทในช่วงเทศกาลนี้ส่วนใหญ่เกิดจากความคึกคะนองขณะมึนเมาทั้งสิ้นเนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเหล่านี้มักทำให้ขาดสติในการยับยั้งชั่งใจ

 3.หากใช้รถบรรทุกถังน้ำไปเล่นสงกรานต์ไม่ควรนั่งบนขอบท้ายกระบะเพราะอาจเกิดอันตรายพลัดตกลงมาได้โดยเฉพาะเวลาเบรกเนื่องด้วยขอบกระบะมักจะลื่นเนื่องจากเปียกน้ำ และ 4. ช่วยกันเป็นหูเป็นตา แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพื้นที่ เนื่องด้วยส่วนใหญ่พื้นที่เล่นสงกรานต์มักจะมีพื้นที่กว้าง การดูแลอาจไม่ทั่วถึงจึงต้องอาศัยพี่น้องประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการเข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

 สงกรานต์ปีนี้ เราหวังให้เป็นเทศกาลที่มีแต่ความสุข ครอบครัวที่แยกย้ายกันไปทำงานได้กลับมารวมตัวเฉลิมฉลองกันอย่างพร้อมหน้า ไม่กลายจาก “งานสุข” เป็น “งานโศก” และหวังว่าสถิติอุบัติเหตุปีนี้คงลดลงกว่าปีก่อน

 ทั้งนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร 1784 หรือสายด่วนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669 ตลอด 24 ชม.

SCOOP@NAEWNA.COM

 

“บ้านถ้ำเสือ”ชุมชนร่วมใจ ต้นแบบวิถีเศรษฐกิจพอเพียง (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307903

วันที่ 11/4/2012
 ”หมู่บ้านนี้มีความเข้าใจถึงปัญหาของตนเอง ซึ่งการไม่เข้าใจปัญหาตนเอง จะไม่สามารถพัฒนาไปไหน ทั้งนี้ พัฒนากรในท้องที่จะต้องไปให้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ แต่ทางชาวบ้านก็ต้องร่วมกันหารือและเข้าใจปัญหาของตัวเองด้วย หากคนในระดับหมู่บ้านไม่มีปัญหา ชาวบ้านรากหญ้ามีความสุข ไม่มีการเรียกร้องใดๆ ประเทศก็ไม่มีจุดแตกหักใดๆ เกิดขึ้น” 

 แม้จะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรเพียง 680 คน จาก 128 ครัวเรือน แต่ “บ้านถ้ำเสือ” หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ที่หมู่5 ต.อ่าวลึกใต้ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ กลับมีแนวทางความเป็นอยู่ที่น่านำเอาไปเป็นแบบอย่าง เนื่องจากได้รับการยกย่องให้เป็น หมู่บ้านวิถีเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ

 ทีมข่าวแนวหน้า ได้รับเชิญจาก กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ให้ไปเยี่ยมชมหมู่ บ้านดังกล่าว ได้พบเห็นความเป็นอยู่ ได้ไปเยี่ยมชมกลุ่มอาชีพเสริมรายได้ ต่างๆ อาทิ กลุ่มทำผ้าบาติก กลุ่มผลิตดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มแกะหนังตะลุง รวมไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางอาหารต่างๆ กลุ่มนวดแผนโบราณ ที่มาร่วมจัดแสดงเป็นตลาดนัดภูมิปัญญา ที่ไร่ปรีดา โฮมสเตย์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยมชมหมู่บ้านนี้

 วรชัย คำมี ผู้ใหญ่บ้านถ้ำเสือ เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านถ้ำเสืออยู่กันแบบพอเพียง ปลูกพืชสวนครัวไว้รับประทานเองมานานแล้ว แต่เรานำมาจัดระบบกันใหม่ ด้วยการสร้างกลุ่มอาชีพต่างๆ ขึ้น มา แต่เดิมคนที่นี่ส่วนใหญ่ทำสวนยางพาราที่ทำรายได้ดีอยู่แล้ว ตอนเช้ากรีดยางเสร็จก็มีเวลาเหลือ จึงเกิดการหาอาชีพเสริมขึ้นมา ประกอบกับในปี 2552 มีโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ โดยใช้ธรรมชาติเป็นจุดขายของหมู่บ้าน จากนั้นจึงมีการอบรมเพื่อฝึกการเป็นมัคคุเทศน์ ฝึกกิจกรรมนันทนาการของเด็กๆ สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว

 ”เราจะมีการประชุมหมู่บ้านทุกเดือน โดยจะมาคุยกันว่าเราจะจัดโครงการ จัดกิจกรรมอะไร หากลูกบ้านอยากได้อะไร ก็จะเสนอมา แล้วมาคุยจะกัน หรือขณะนี้มีปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็มาช่วยกันคิดว่าแก้ไขอย่างไร แม้ว่าจะมีคนที่ให้ความร่วมมือและไม่ร่วมมือ ผมจึงบอกเขาว่าทุกอย่างที่ทำเพื่อหมู่บ้าน ไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง และต้องทำให้เขาเห็นผลลัพธ์ก่อนว่าเราทำได้จริง”

 ผู้ใหญ่บ้านถ้ำเสือ ยอมรับว่าในช่วงแรก ตอนประชุมหมู่บ้าน มีชาวบ้านมากันน้อย แต่ในที่ประชุมเราจะมีหน่วยงานจากภาครัฐมาอบรมและสอนความรู้ต่างๆ คนที่มาก็กลับไปบอกคนที่ไม่ได้มา พูดกันปากต่อปาก จากนั้นจำนวนผู้เข้าประชุมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยส่วนตัวคิดว่า ผู้นำที่ดีต้องรับฟังความเห็นของคนอื่น พูดคุยกันด้วยเหตุผล หากบ้าอำนาจ ก็ไม่สามารถครองใจคนได้

 นันทพงศ์ นาคฤทธิ์ เลขานุการเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนอ่าวลึก เล่าว่า หมู่บ้านของพวกเขาเน้นจุดขายคือการบริการแก่นักท่องเที่ยว ไม่เน้นการขายทรัพยากร เราจะใช้สิ่งที่มีในการดึงดูดนักท่องเที่ยว มีงานศิลปะผ้าบาติก ดอกไม้ประดิษฐ์ อาหารทะเลสด มีหาดทรายร้อน และอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่างถ้ำผีหัวโต ที่มีภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ถ้ำรอด โดยหมู่บ้านละ แวกใกล้เคียง ต่างก็ได้ร่วมมือกันเพื่อบริหารการต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะมาสถานที่ดังกล่าว

 นอกจากนี้ คนบ้านถ้ำเสือยังใส่ใจกับเยาวชน โดยผู้ใหญ่บ้านวรชัย อธิบายว่า เราให้ความสำคัญกับเยาวชน เพราะเขาคือบุคคลที่จะต้องโตมาเพื่อพัฒนาหมู่บ้านเป็นรุ่นต่อไป จึงต้องให้เขาเห็นความสำคัญ โดยความร่วมมือจากพ่อแม่เด็ก โรงเรียน และชุมชน ได้มาคุยกัน เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ รักหมู่บ้าน การดำรงชีวิตแบบพอเพียงของพ่อกับแม่ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทำให้เขาเกิดความภูมิใจว่าหมู่บ้านเรามีสถานที่ท่องเที่ยว และทรัพยากรที่ดีอยู่แล้ว พวกเขาต้องร่วมกันรักษาต่อไป เมื่อโตขึ้นไปเด็กๆจะได้ไม่ทิ้งหมู่บ้าน

 นันท์พงศ์ เสริมต่อว่า เราเน้นให้เยาวชนทำกิจกรรมหลายรูปแบบ อาทิ เป็นมัคคุเทศก์น้อย ฝึกการนันทนาการ นำเด็กมาร้องรำทำเพลงต้อนรับนักท่องเที่ยว สอนการแสดงการละเล่นที่เป็นวัฒนธรรมของหมู่บ้าน ทำกิจกรรมเช่นนี้บ่อยๆให้เขาเกิดความชอบ และปิดโอกาสเขาที่อาจไปรับรู้กับสิ่งไม่ดี หากนำมาจับกลุ่มบ่อยๆ ให้ซึมซับเข้าไปเพื่อให้เขาเติบโตมาเป็นเด็กมีที่มีทัศนคติที่ต่อสังคม กล้าแสดงออก มีคุณธรรมจริยธรรมให้เด็กได้ พ่อแม่บางคนก็ให้เด็กได้ฝึกอาชีพ เราประสงค์ว่าถ้าเขาอยู่ตรงนี้ทุกวัน เราเชื่อว่าเบ้าหลอมที่ดี ย่อมหลอมภาชนะออกมาเป็นสิ่งที่ดี

 ขณะที่ ประภาศ บุญยินดี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวหลังจากที่ได้มาเห็นความเป็นอยู่ของคนบ้านถ้ำเสือ ว่า ชาวบ้านมีความเข้าใจในหลักการเศรษฐกิจพอเพียงและรู้ปัญหาในพื้นที่ ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง สามารถช่วยกันเป็นอย่างดี เพราะหากหมู่บ้านใดไม่เข้าใจในตัวเอง การทำงานก็จะไม่มีระบบ

 ”หมู่บ้านนี้มีความเข้าใจถึงปัญหาของตนเอง ซึ่งการไม่เข้าใจปัญหาตนเอง จะไม่สามารถพัฒนาไปไหน ทั้งนี้ พัฒนากรในท้องที่จะต้องไปให้คำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ แต่ทางชาวบ้านก็ต้องร่วมกันหารือและเข้าใจปัญหาของตัวเองด้วย หากคนในระดับหมู่บ้านไม่มีปัญหา ชาวบ้านรากหญ้ามีความสุข ไม่มีการเรียกร้องใดๆ ประเทศก็ไม่มีจุดแตกหักใดๆ เกิดขึ้น”

 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ยังได้เล่าถึงเป้าหมายที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นว่า หน้าที่หลักของกรมการพัฒนาชุมชน ต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง หากชุมชนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องมาร่วมกันหาสาเหตุว่าเกิดขึ้นจากอะไร แล้วนำสาเหตุที่ได้มาประมวลว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนนั้นเข้มแข็ง

 ”เราต้องปรับเปลี่ยนบทบาท จะเข้าไปสั่งการให้ชาวบ้านต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้ หากเขาทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เราจะต้องเข้าไปร่วมทำประชาคมเพื่อรับฟังความต้องการของคนในชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยประคับประคองให้ประชาชนสามารถลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ผมอยากเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนมากกว่า หากเรื่องใดเหลือบ่ากว่าแรง ภาครัฐถึงเข้าไปช่วยเหลือ”

 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า รู้สึกประทับใจวิธีการปลูกฝังเยาวชนของที่นี่ให้รู้จักทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องปลูกฝังให้รู้เขาจักกับสิ่งที่ถูกต้องอย่างจริงจัง เพราะเด็กบางคนมีโอกาสเห็นพ่อแม่กระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ง่ายๆ และเมื่อเห็นเข้าบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องปกติชินชา ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย หากเด็กต้องโตมาด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ ก็จะไม่สามารถเป็นกำลังที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศชาติได้

 ณ จุดเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ปลายด้ามขวานของแผนที่ประเทศไทย ที่แห่งนี้มีการจัดการตน เองบนหลักของความร่วมมือร่วมใจ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดี ให้ที่อื่นๆ และสังคมใหญ่ที่ตอนนี้ยังมีความแตกแยก ได้มาเรียนรู้ และนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป

พิสิฐ ภูตินันท์
SCOOP@NEAWNA.COM

 

“วิทยุสื่อสาร”ดาบสองคม ? จาก “บึ้มภาคใต้” ถึง” แก๊งรถซิ่งหนี ตร.” (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307839

วันที่ 10/4/2012

   อัตราโทษเกี่ยวกับวิทยุสื่อสารตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ได้ระบุโทษสำหรับผู้ที่ครอบครองหรือใช้วิทยุสื่อสารที่ไม่ได้รับอนุญาต (เครื่องเถื่อน) ไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำ เข้า นำออก หรือค้าซึ่ง เครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

 ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมาก เรามีอินเตอร์เนตความเร็วสูงหรือโทรศัพท์ มือถือที่สมรรถนะไม่ต่างไปจากคอมพิวเตอร์พกพา สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่คนส่วนใหญ่ขาดไม่ได้ แน่นอนว่าในหลายครั้ง เทคโนโลยีจำพวกโทรศัพท์มือถือ (Mobile Phone) ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะการใช้จุดชนวนระเบิดแทบทุกครั้งของเหตุการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ระยะหลังๆ เมื่อทางฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐใช้วิธีการตัดสัญญาณมือถือ ทำให้ระเบิดหลายลูกไม่ทำงานจนสามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบจึงหันกลับไปใช้เทคโนโลยีที่เก่ากว่าแต่ได้ผล นั่นคือ…

 ”วิทยุสื่อสาร”

 ทั้งนี้เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถตัดสัญญาณวิทยุได้ ครั้งล่าสุดคือเหตุคาร์บอมบ์ที่หาดใหญ่เมื่อสิ้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

 พูดถึงวิทยุสื่อสาร เราๆ ท่านๆ คงคุ้นเคยกันดีจากภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจพกเจ้าเครื่องทรง กระบอกสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำ มีเสาที่ยาวเกือบหนึ่งเมตร พูดตอบโต้กันด้วยรหัสสัญญาณแปลกๆ เดี๋ยว ว.2 , ว.5 ทราบแล้วเปลี่ยน ฯลฯ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าใช้ยาก เข้าใจยาก ดังนั้นวันนี้ สกู๊ปแนวหน้าจะขอนำท่านไปทำความรู้จักกับเจ้าเครื่องมือสื่อสารเก่าแก่ ทว่ายังขลังและใช้ได้เสมอแม้พื้นที่ๆ สัญญาณมือถือไม่สามารถเข้าถึงได้

 จากเว็บไซต์ www.100watts.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์หลักของนิตยสาร 100 วัตต์ นิตยสารที่คนเล่นวิทยุสื่อสารในบ้านเราต้องรู้จัก ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดประเภทของวิทยุสื่อสารตามคลื่นความถี่ไว้คร่าวๆ ดังนี้…

 สำหรับวิทยุสื่อสาร ที่ประชาชนทั่วไปสามารถมีไว้ในครอบครองได้โดยไม่ต้องสอบใบ อนุญาตนั้นเรียกว่า วิทยุ CB (Citizen Band) หรือที่บางคนอาจจะเรียกกันเล่นๆ ติดปากว่า “ว.แดง” เพราะตัวเครื่องรุ่นนี้ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ใช้ย่านความถี่ 245 MHz วิทยุสื่อสารประเภทนี้ไม่ต้องสอบ เพียงแค่ซื้อเครื่องแล้วทำใบอนุญาตครอบครองกับ กสทช. เสียค่าธรรมเนียม 500 บาทเพียงครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดอายุของเครื่อง ซึ่งเจ้า ว.แดงนี้นิยมใช้กันมากในงานรักษาความปลอดภัยของเอกชน (ยามหรือ รปภ.) หรือการติดต่อสื่อสารทั่วไปภายในโรงงาน – สำนักงานที่ต้องการความรวดเร็ว ติดต่อถึงกันได้ครั้งละหลายเครื่องและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร

 ส่วนวิทยุสื่อสารอีกประเภทหนึ่งที่มีตัวเครื่องเป็นสีดำ ที่เราๆ ท่านๆ เรียกมักจะติดปากกันว่า “ว.ดำ” นั้นแบ่งความถี่เป็น 2 แบบย่อยๆ คือ 144.00-146.00 MHz เป็นย่านความถี่สำหรับนักวิทยุสมัครเล่น (VR ย่อมาจาก Voluntary Radio) ซึ่งจะต้องผ่านการสอบและได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. เสียก่อน รวมถึงผู้ใช้จะต้องมีรหัสเรียกขาน (Callsign) กับความถี่ 136-174 MHz ที่เป็นวิทยุสื่อสารสำหรับหน่วยงานราชการโดยเฉพาะเท่านั้นเช่นตำรวจจึงมีสิทธิ์ใช้ได้ ซึ่งระยะทำการนั้นได้ตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเมตรไปจนถึงหลายๆ กิโลเมตรขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและเสาอากาศที่ใช้

 แต่ถึงจะมีระเบียบออกมาเช่นนี้ ในความเป็นจริงนั้นก็ยากแก่การควบคุม ดังจะเห็นได้จากเว็บขายของบนอินเตอร์เนต ที่เมื่อเราค้นหาจาก www.google.com โดยระบุคำว่า “วิทยุสื่อสาร” เราจะพบว่าสามารถหาซื้อวิทยุสื่อสารเหล่านี้ได้ทั่วไป เรียกว่าซื้อขายกันอย่างเปิดเผย ไม่นับแหล่งจำหน่ายเก่าแก่ย่านคลองถม-บ้านหม้อ อันเป็นที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน และเพราะเป็นเครื่องเถื่อนซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน ราคาจึงค่อนข้างถูกกว่ายี่ห้อดังๆ เกือบเท่าตัว แค่มีเงินหลักสองพันบาทต้นๆ ก็หามาครอบครองได้แล้วโดยไม่ต้องกรอกเอกสารใดๆ เหมือนอาวุธปืนหรือยานพาหนะ

 และตราบใดที่ไม่กดพูด (ภาคส่ง) เจ้าหน้าที่รัฐย่อมไม่รู้เลยว่าใครเป็นผู้ครอบครอง ยิ่งระยะหลังๆ มีรุ่นที่รับได้ทั้งย่าน CB และ VR สามารถฟังได้ทั้งคลื่นตำรวจและอาสาสมัครต่างๆ จึงกลายเป็นที่ต้องการในหมู่นักซิ่งกวนเมือง (เด็กแว้น) ไว้ดักฟังความเคลื่อนไหวของตำรวจ ดังจะเห็นจากข่าวการจับกุมเด็กแว้น หลายครั้งมักจะยึดวิทยุสื่อสารทั้งแบบพกพาและแบบติดรถยนต์ได้ด้วย ซึ่งพวกเขาก็สารภาพว่ามีไว้ดักฟังตำรวจเพื่อที่จะได้หนีก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง

 ถึงกระนั้นแม้จะมีคนเอาไปใช้ในทางที่ผิดๆ ไม่ว่าจะเอาไปจุดชนวนระเบิดหรือเอาไว้ดักฟังตำรวจตั้งด่านก็ตามที แต่หากใช้ในทางที่ถูกที่ควร ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาล ดังเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา การติดต่อผ่านวิทยุสื่อสารกลายเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้ประสบภัยได้มากที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมสูงจนต้องตัดกระแสไฟฟ้า และเสาสัญญาณโทรศัพท์ได้รับความเสียหายทำให้ระบบการสื่อสารปกติทั้งโทรศัพท์และอินเตอร์เนตกลายเป็นอัมพาต

 ”ในระหว่างน้ำท่วมเนี่ย พวกเราไปมาหลายที่เลย ทั้งที่บางใหญ่ นนทบุรี หรือที่เขตหนองแขม กทม.”

 นี่คือสิ่งที่ นายปรีชา เกื้อคราม ประธานที่ปรึกษาชมรมวิทยุสมัครเล่น กรุงเทพ 19 สัมพันธ์ กล่าวกับเราอย่างภาคภูมิใจ เพราะในภาวะที่หลายๆ พื้นที่ไฟฟ้าดับ บางพื้นที่ก็ไม่มีสัญญาณมือถือ แต่ทางชมรมฯ ก็ยังสามารถใช้วิทยุสื่อสารติดต่อประสานงานระหว่างคนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่ภาย นอกได้

 และเมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นกรณีที่หลายๆ ครั้งในการจับแก๊งรถซิ่งแล้วพบว่านักแข่งบางคนใช้วิทยุสื่อสารในการดักฟังความเคลื่อนไหวของตำรวจ ท่านประธานชมรมได้บอกกับเราว่ารู้สึกไม่สบายใจ เพราะทำให้วงการวิทยุสมัครเล่นเสื่อมเสียกันไปทั้งหมด

 ”อยากฝากถึงน้องๆ หน้าใหม่ที่สนใจวิทยุสื่อสารนะครับ พวกเราไม่ได้พกกันเท่ๆ ไม่ได้มีไว้แค่คุยเล่นเท่านั้น วิทยุสื่อสารถ้าใช้ให้เป็นมันจะเกิดประโยชน์มหาศาล อยากให้น้องๆ ที่สนใจไปสอบให้ได้ใบอนุญาตนะครับ แบบนี้เท่แน่ๆ เพราะจะได้รับ Call sign หรือรหัสขานนามคนเดียวในโลกแบบไม่ซ้ำใครด้วย” นายปรีชา เจ้าของรหัส E21JFS (อ่านว่า “เอ็คโค่21จูเลียทฟ็อกซ์ทร็อทเซร่า”) กล่าวฝากทิ้งท้าย

 ทั้งนี้อัตราโทษเกี่ยวกับวิทยุสื่อสารตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ได้ระบุโทษสำหรับผู้ที่ครอบครองหรือใช้วิทยุสื่อสารที่ไม่ได้รับอนุญาต (เครื่องเถื่อน) ไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำ เข้า นำออก หรือค้าซึ่ง เครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 ดังคำโบราณที่เขาว่า “ดาบสองคม มีคุณก็มีโทษ” ถึงแม้ภาพของวิทยุสื่อสารจะถูกมองว่าเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่ในยามคับขัน มันได้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน

 ขอเพียงภาครัฐสามารถหามาตรการควบคุมไม่ให้ตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี เท่านั้นเอง

SCOOP@NAEWNA.COM

 

บุกรุกป่า8ลุ่มน้ำเกรดเอ กรมป่าไม้เร่งฟื้นฟู-ป้องกันอุทกภัย (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307742

วันที่ 9/4/2012


 เป็นที่น่าสังเกตว่าขณะนี้ข่าวคราวการบุกรุกทำลายป่า มีแทบทุกวัน และทั่วประเทศ ซึ่งผู้ที่บุกรุกได้นำพื้นที่ส่วนรวมไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว อาทิ ปลูกสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน หรืออื่นๆ อันส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยา เนื่องจากการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ป่าต้นน้ำซึ่งเป็นแหล่งดูดซับน้ำตามธรรมชาติถูกบุกรุกทำลายอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในฤดูฝน และการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ได้ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะวิกฤติมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณกว้างในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

 กรมป่าไม้ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลทรัพยากร ป่าไม้ ได้เตรียมจัดโครงการจัดการทรัพยากรป่าไม้แบบบูรณาการใน 8 พื้นที่ลุ่มน้ำหลัก โดย นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่าพื้นที่เป้าหมายที่ต้องเร่งฟื้นฟู ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง, วัง, ยม, น่าน, ป่าสัก, สะแกกรัง, เจ้าพระยา และท่าจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม รวม 8.46 ล้านไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่สามารถฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ และป่าเสื่อมโทรมที่ต้องมีการป้องกันดูแลรักษาโดยการ มีส่วนร่วมตามแนวพระราชดำริ

 สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม มีวิธีการดำเนินงาน 2 รูปแบบ คือ ปลูกฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศน์ และรณรงค์ส่งเสริม ให้ชาวบ้าน เอกชน และหน่วยงานราชการอื่นๆ ปลูกต้นไม้ โดยมี วิธีการดำเนินงาน 3 รูปแบบ คือ

 1.วิธีปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศน์ โดยชุมชนท้องถิ่น

 2.วิธีส่งเสริมปลูกป่าชุมชน

 3.วิธีรณรงค์ส่งเสริมราษฎร เอกชน หน่วยงานราชการอื่น ปลูกต้นไม้

 โดยกรมป่าไม้ได้วางแนวนโยบายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ในระบบนิเวศน์ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และส่งเสริม ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้อย่างยั่งยืนคือ


 - “การปลูกป่าในใจคน” เป็นหลักการสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ ที่เสื่อมโทรมซึ่งจะต้องสร้างจิตสำนึกให้ราษฎรมีความตระหนักถึง คุณค่า มีความรักในทรัพยากรป่าไม้ก่อนจึงได้รับความร่วมมือ เปรียบเป็น การปลูกป่าในใจคนก่อน โดยใช้หลักการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง และปล่อยให้ป่าเจริญเติบโดขึ้นมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องปลูก

 - “การปลูกฟื้นฟูป่าและการปลูกป่าทดแทน” ในพื้นที่ป่าที่มีการเสื่อมโทรม และจำเป็นต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ด้วยแนวคิดการปลูกไม้ 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ปลูกไม้ที่ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง เป็นพืชอาหารของทั้งคนและสัตว์ เป็นไม้ฟืนและถ่านเพื่อให้พลังงาน รวมถึงประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อมในการช่วยปกคลุมหน้าดิน และการเก็บรักษาน้ำในดินเพื่อปล่อยลงสู่แม่น้ำลำธาร และให้ราษฎรเข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกและรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโต ทั้งยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ราษฎรเห็นความสำคัญของการปลูกป่า

 - “ป่าเปียก” เป็นทฤษฎีการฟื้นฟูป่าไม้ โดยใช้ความชุ่มชื้นเป็นหลักสำคัญในการสร้างแนวป้องกันไฟป่า โดยใช้ไม้โตเร็วคลุมร่องน้ำเพื่อให้มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ร่วมกับการสร้างฝายอนุรักษ์ต้นน้ำ (Check Dam) โดยใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นและประหยัด เพื่อชะลอการไหลของน้ำ ทำให้ระยะเวลาการไหลของน้ำเพิ่มมากขึ้น และมีผลให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น ทำให้พืชพรรณมีการแพร่พันธุ์เกิดสภาพความเขียวชอุ่ม รวมทั้งยังช่วยกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลสู่ลุ่มน้ำตอนล่าง ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น สำหรับในพื้นที่ตอนกลางและปลายน้ำ ก็อาจพิจารณาการสร้างฝายแบบเรียงด้วยหินค่อยข้างถาวร (ฝายกึ่งถาวร)หรือฝายแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก (ฝายถาวร) ตามความเหมาะสม

 - “การปลูกหญ้าแฝก” ตามแนวขวางความลาดชันและ ร่องน้ำบนภูเขา เพื่อลดความรุนแรงในการไหลของน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และยึดดินไม่ให้ถูกกัดชะและพังทลาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการเก็บกักอินทรียวัตถุในดินและดูดซับสารเคมี ไม่ให้ลงสู่แหล่งน้ำตอนล่าง และการส่งเสริมพัฒนาอาชีพตามแนวพระราชดำริ รวมถึงการ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน การเพิ่มผลผลิตด้านเกษตรกร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น


 อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า การนำแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติ ได้คำนึงถึง “หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ใน 3 ส่วนสำคัญ คือ สังคม เศรษฐกิจ และนิเวศธรรมชาติ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน หากจะรักษาระบบนิเวศน์และสมดุลธรรมชาติ จะต้องให้ความสำคัญกับคนและชุมชน ซึ่งเป็นผู้ใช้ประโยชน์และได้รับผลกระทบจากทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ให้ชุมชนจึงเป็นส่วนสำคัญ ในการเฝ้าระวัง ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 นายสุวิทย์ กล่าวเสริมว่า การดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการในลุ่มน้ำหลัก ประกอบด้วย

 1.กิจกรรมเตรียมความพร้อมของชุมชน โดยการจัดฝึกอบรม ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ อปท. และเยาวชน รวม 176 รุ่น เพื่อเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึก ความรู้ ความเข้าใจในความสำคัญ และประโยชน์ของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ช่วยลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า

 2.กิจกรรมส่งเสริมและบริหารจัดการป่าชุมชน การปลูกป่าชุมชน ในพื้นที่เป้าหมาย 390 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 50 ไร่ การส่งเสริมคนอยู่กับป่าตามแนวพระราชดำริ ได้แก่ การทำนาขั้นบันได และไร่นาป่าผสมในรูปแบบระบบเกษตร ในพื้นที่ 11 ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำละ 300 ไร่ และการส่งเสริมพัฒนาเครือข่ายป่าชุมชน เพื่อส่งเสริมเรื่องคน อยู่กับป่าอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 3.กิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟู และส่งเสริมการปลูกป่า ได้แก่ การจัดทำฝายแบบกึ่งถาวร จำนวน 4,000 แห่ง การจัดทำฝายแบบถาวร จำนวน 1,520 แห่ง การจัดทำแอ่งเก็บน้ำขนาดเล็ก 11,000 แห่ง การปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ จำนวน 20,000,000 กล้า การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศชุมชน จำนวน 80,000 ไร่ การปลูกหวายเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ จำนวน 20,000 ไร่ การเพาะชำกล้าไม้ทั่วไป จำนวน 76 ล้านกล้า การเพาะชำกล้าไม้ขนาดใหญ่ จำนวน 9 ล้านกล้า เป็นต้น และได้มีการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ป่าไม้ของเรากลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

 การอนุรักษ์ป่าไม้ มิใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง หาก แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

“เศรษฐกิจพอเพียง” เทรนด์นี้ ไม่มี OUT แค่เข้าใจและใช้เป็น (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307627

วันที่ 8/4/2012
 ”หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นเรื่อง ที่ถูกกล่าวถึงในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนต่างน้อมนำแนว พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้กับงานของตนเองอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกฝังไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนให้เข้าใจลึกซึ้งถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้นำไปใช้ในอนาคต

 สำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว…อะไรคือเศรษฐกิจพอเพียง? คงต้องไปฟังความคิดเห็นของเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งจากการประชุมประจำปี เรื่อง “อะไร คือเศรษฐกิจพอเพียง” โดยความร่วมมือของ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักสนับสนุน สุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ(สสส.) ตัวแทนเด็กและเยาวชนได้สะท้อนถึงเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองของพวกเขาให้ได้ฟังกัน

 ธนพิพัฒน์ ธำรงสุธัญยุทธ์ อนุกรรมการขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประธานกลุ่มปลาดาว สมาชิกเครือข่ายเยาวชนโลก เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้พบจากการ เดินทางไปยังต่างแดนว่า ในละแวกประเทศ ใกล้เคียงกับประเทศไทย พบว่าหลายๆ ประเทศได้นำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงของ ในหลวงไปใช้ ทำให้เกิดคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเด็กไทยไม่ทำเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง”

 ”เป็นเพราะว่าเวลาเด็กๆ ไปถามเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับผู้ใหญ่ ก็จะได้รับคำตอบว่า ปลูกผักสิ ใส่เสื้อผ้าดิบ มันทำให้เด็กไม่เข้าใจชัดเจนว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร ทั้งๆ ที่เราได้ยินบ่อยมาก อีกทั้งคนที่สอนเราเรื่องพอเพียงบางครั้ง ก็ไม่พอเพียง เราจึงต้องนิยามคำว่าพอเพียง สำหรับตัวเองให้ได้ ซึ่งความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงในมุมมองของผมคือ การใช้จ่ายไม่เกินตัว มีความซื่อสัตย์ และต้องรู้จักแบ่งปัน” ธนพิพัฒน์ สรุปนิยามคำว่าพอเพียงในมุมมองของคนรุ่นใหม่

 ประธานกลุ่มปลาดาว ขยายความ ต่อไปว่า สำหรับเด็กๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นชีวิตพอเพียงได้อย่างไร ขอให้ตั้งต้นที่ “การออม” หรือการแบ่งรายได้ที่ตนเอง มีเก็บออมไว้ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้พอเพียงแล้ว

 ”ในประเทศญี่ปุ่นมีกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่กลับไปทำเกษตรกรรมที่บ้านเกิด แต่เขาคิดเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ทันสมัยกลายเป็นกิจกรรมของวัยรุ่น ซึ่งแนวคิด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในสมัยเสมอ และหากวัยรุ่นไทยอยู่ในกระแสเศรษฐกิจ พอเพียง เราจะสามารถเป็นชนชั้นนำของโลกได้อย่างแน่นอน” ธนพิพัฒน์ กล่าวย้ำอย่างหนักแน่น

 ด้าน น.ส.ปวีณา ชิ้นสุภร หรือน้องแอมแป นักเรียน โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย กล่าวว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสอดคล้องกับหลักธรรมของพุทธศาสนา นั่นคือ “ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์” คือ ธรรมที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน ได้แก่ อุฏฐานสัมปทา มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจหน้าที่การงานหรือการศึกษา เล่าเรียน อารักขสัมปทา รู้จักรักษาทรัพย์ ที่หามาได้ กัลยาณมิตตา คบเพื่อนที่ดี หรือ ทำให้เพื่อนดีขึ้น และสมชีวิตา ใช้จ่ายเลี้ยงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะ ไม่ฟุ่มเฟือย หรือสุรุ่ยสุร่าย แต่ไม่ตึงไปหรือหย่อนไป

 ”คนรุ่นใหม่หากเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะง่ายต่อการขับเคลื่อน สังคมไปด้วยกัน และความพอเพียงนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช้อะไรเลย แต่ใช้ อย่างรู้จักการบริหารจัดการความอยากของ เราเอง ไม่ใช้จ่ายเกินตัวหรือเกินความจำเป็น อีกทั้งหลักเศรษฐกิจพอเพียงเริ่มต้น จากพ่อหลวงของไทยที่ทั่วโลกนำไปใช้ เด็กและเยาวชนไทยก็ควรนำมาใช้ด้วย

 ซึ่งวัยรุ่นไทยปัจจุบันเสพสื่อเยอะ เพราะฉะนั้นก็ต้องร่วมกันสะท้อนไปถึงผู้ใหญ่ว่า หากสื่อของเรากระตุ้นหรือรณรงค์ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้มากขึ้น ด้วยภาษาง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ก็จะทำให้เด็กๆ เคยชินว่าสิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตประจำวัน และเป็นพื้นฐานชีวิตของเรา หากใครไม่ตามกระแสก็ต้องบอกว่า out และเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติก็ต้อง เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้วยค่ะ”

 มาถึงน้องเล็ก น้องไข่มุก-วิไลภรณ์ บุญตวง นักเรียนหญิงตัวน้อยจากโรงเรียนวัดม่วงแค นำประสบการณ์พอเพียงที่ตนเอง ทำอยู่ที่โรงเรียนมาแบ่งปันว่า ตนเอง ได้ทำขนมเบื้องประยุกต์ขายที่โรงเรียน โดยมีอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นที่ปรึกษา ซึ่งขนมเบื้องประยุกต์นี้ จากเดิมมีเพียง หน้าฝอยทองและหน้ากุ้ง ได้ประยุกต์เอาลูกเกดและลูกพลับแห้งมาใส่ ทำให้เพิ่มมูลค่าได้ และเมื่อได้รับส่วนแบ่งจากการขายขนมก็จะจดบันทึกลงรายรับ-รายจ่ายประจำวัน หากรายจ่ายมากเกินไป ก็ต้องหา รายรับมาเพิ่มเติม เป็นการใช้หลักพอเพียง เช่นกัน

 ส่วน ศุภกร ดำรงธรรมคุณ หรือน้องผอม จากโรงเรียนสถาพรวิทยา เปิดเผยว่า ตนได้ทำกิจกรรมเกษตรกรรมกับทางโรงเรียน และช่วยพ่อแม่ทำที่บ้าน ซึ่งการทำเกษตรก็ต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวคือต้องมีความรู้ รู้ว่าจะปลูกพืชแบบไหน พืชแต่ละชนิดเติบโตต่างกันอย่างไร ให้ผลผลิตอย่างไร ต้องพอประมาณไม่ทำอะไรที่เกินตัวและมีภูมิคุ้มกัน เมื่อผลผลิตที่ออกมาไม่ได้ตามที่มุ่งหวังก็ต้องไม่ท้อแท้

 ”ผลผลิตที่ได้มานั้นสร้างรายได้ให้กับผม ซึ่งผมตั้งเป้าหมายว่า เมื่อขาย ผลผลิตได้จะเก็บทุนออมไว้ 1 ส่วน และ เอาไว้ใช้จ่าย 1 ส่วน หากเราอยากได้อะไรเพิ่มเติม เช่น อยากได้มือถือก็ต้องหารายได้มาเพิ่มเติม หรือออมเงินเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่นลง แต่ ไม่ใช่การไปขอให้พ่อแม่ซื้อให้ เป็นหลัก เศรษฐกิจพอเพียงที่ผมนำมาใช้ได้ง่ายๆ ครับ” น้องผอมบอกด้วยความภาคภูมิใจ

 ได้ฟังแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จากเด็กและเยาวชนไทยหลายๆ คนแล้ว คงต้องบอกว่าเรื่องการเปิดใจหรือทำความ เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของวัยรุ่น คงไม่ใช่ปัญหา แต่ทำอย่างไรให้แนวคิด ที่ถูกต้อง ชัดเจนถูกส่งผ่านไปยังกลุ่ม คนรุ่นใหม่ได้อย่างมีพลัง แล้วปล่อยให้วัยโจ๋ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวไปพร้อมกับยุคสมัยของเขาเอง

SCOOP@NAEWNA.COM

 

ตามดู “หนังใหญ่ วัดขนอน มรดกวัฒนธรรมดีเด่นของโลก” (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307474

วันที่ 6/4/2012
 ”หนัง ที่ใช้ทำตัวหนังใหญ่ จะใช้หนังวัว และส่วนใหญ่จะใช้เป็น หนังผืนใหญ่ ผืนเดียว เพราะ หนังวัว เมื่อทำการทำความสะอาด ขูดผิวหนัง ขูดขน ขูดผังพืดออกแล้ว มันจะมีความสวย มันจะมีความใสทำให้แสงสว่าง สามารถส่องผ่านตัวหนังได้ ทั้งนี้ไม่นิยมใช้หนังควาย ทำหนังใหญ่ เพราะเนื้อมันหยาบเมื่อทำการขูดขน ทำความสะอาดแล้วมันก็ยังขุ่น สู้หนังวัวไม่ได้”

 คุณทราบหรือไม่ว่า ?

 ”หนังใหญ่” มหรสพเก่าแก่ ที่ถือเป็นนาฏศิลป์ขั้นสูงของประเทศไทยและเป็นต้นแบบของการเล่นโขนในปัจจุบัน มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย และเผยแพร่เข้ามาในราชสำนักสยาม ราวปี พ.ศ.2001 หรือ กว่า 550 ปีล่วงมาแล้ว

 ในอดีตกาลตัวหนังใหญ่ มีขนาดเล็ก แกะสลักจากหนังวัว หรือ หนังควาย นำมาฉลุ เป็นรูปตัวละครเรื่อง “รามเกียรติ์” ต่อมาภายหลังได้มีการเพิ่มปราสาท ราชวัง ต้นไม้ ป่า ฯ เพื่อให้สามารถเล่นจบภายในตอนเดียว ครูช่างสมัยโบราณ จึงรังสรรค์ทำให้แผ่นหนังมีขนาดใหญ่มากขึ้น จึงเรียกกันจนติดปากว่า “หนังใหญ่”

 ผู้คนที่เข้ามาชมหนังใหญ่ จะได้ลิ้มรส ศิลปะชั้นสูง 5 แขนง คือ 1.หัตถศิลป์ (การทำตัวหนังใหญ่ ) 2. นาฏศิลป์ ( การแสดง การเชิดหนังใหญ่ ดูคนเชิด ดูตัวหนัง ) 3. คีตศิลป์ ( การเล่นดนตรีที่ใช้ประกอบในการแสดง ) 4. วาทศิลป์ ( คำพากย์- คำเจรจา ) และ 5.วรรณศิลป์ ( เรื่องรามเกียรติ์ ฯ )

 ทว่าเมื่อโลกหมุนเปลี่ยน ความบันเทิงชนิดเก่าหลายอย่าง ก็ถูกแทนที่ด้วยความบันเทิงรูปแบบใหม่ ไม่เว้นแม่แต่หนังใหญ่ ที่วันนี้กำลังจะสูญหายไปจากแผ่นดินไทย และหากเราๆ ท่านๆ อยากจะชมหนังใหญ่ ณ เวลานี้พอจะหาชมได้เพียง 3 แห่งในประเทศไทยคือ วัดขนอน จ.ราชบุรี วัดบ้านดอน จ.ระยอง และวัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี

 พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เล่าว่า หนังใหญ่วัดขนอน ได้รับการเผยแพร่มาในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยผู้ที่ริเริ่มในสมัยนั้น คือ “หลวงปู่กล่อม” หรือ พระครูศรัทธาสุนทร “หนังใหญ่” ชุดแรก คือ ชุดหนุมานถวายแหวน ทั้งนี้ในปัจจุบันวัดขนอน มีหนังใหญ่ทั้งหมด 9 ชุด 313 ตัว โดยเมื่อปี พ.ศ. 2532 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นคุณค่าของศิลปะการ แสดง หนังใหญ่ จึงมีพระราชดำริให้ทางวัดขนอนช่วยกันอนุรักษ์ โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรรับสนองพระราชดำริสร้างหนังใหญ่ชุดใหม่แทน และทรงพระราชทานให้คณะเชิดหนังใหญ่วัดขนอน นำไปใช้ในการแสดง แทนชุดเก่าที่ทรงโปรดให้เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์

 ”ปัจจุบันทางวัดได้จัดทำพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอนขึ้น เพื่อเปิดเป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษา ที่สำคัญได้ฝึกสอนให้กับเยาวชนที่สนใจ ขณะนี้มีสมาชิก ประมาณ 50 คน

 และ ทางวัดขนอน ยังเปิดการแสดงหนังใหญ่ ให้บุคคลทั่วไปชมทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. และมีการแสดงรอบพิเศษหากมีคณะทัวร์ หรือ คณะศึกษาดูงาน เดินทางมาเยี่ยมเยือน นอกจากนี้ยังรับแสดงนอกสถานที่อีกด้วย”เจ้าอาวาสวัดขนอน กล่าว

 พระครูพิทักษ์ศิลปาคม อธิบายว่า สำหรับเรื่องที่จะนำมาแสดงในหนังใหญ่นั้น แต่เดิมมีอยู่หลายเรื่อง แต่เนื่องด้วยตัวหนังเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทำให้เหลือตัวหนังที่ใช้แสดงได้แต่เฉพาะเรื่อง รามเกียรติ์ และที่ผ่านมาทางวัดขนอน ก็พยายามทำหนังใหญ่ตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นการอนุรักษ์อย่างเต็มที่

 และผลของการตั้งใจอนุรักษ์มหรสพเก่าแก่ ของวัดขนอน ก็ทำให้ในปี 2550 คณะเชิดหนังใหญ่วัดขนอน ได้รับรางวัลจาก องค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) โดยยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลก ที่มีผลงานในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู มรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม

 ”หนัง ที่ใช้ทำตัวหนังใหญ่ จะใช้หนังวัว และส่วนใหญ่จะใช้เป็น หนังผืนใหญ่ ผืนเดียว เพราะ หนังวัว เมื่อทำการทำความสะอาด ขูดผิวหนัง ขูดขน ขูดผังพืดออกแล้ว มันจะมีความสวย มันจะมีความใสทำให้แสงสว่าง สามารถส่องผ่านตัวหนังได้ ทั้งนี้ไม่นิยมใช้หนังควาย ทำหนังใหญ่ เพราะเนื้อมันหยาบเมื่อทำการขูดขน ทำความสะอาดแล้วมันก็ยังขุ่น สู้หนังวัวไม่ได้” หลวงพ่อว่า

 และเพื่อให้ “หนังใหญ่” ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงขั้นสูง ได้มีการเผยแพร่ไปสู่ชุมชนและบุคคลทั่วไปได้เห็นและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ ทางวัดขนอน ได้ร่วมกับ จังหวัดราชบุรี จัดงาน “เทศกาลหนังใหญ่ วัดขนอน ครั้งที่ 7″ ระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย. ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. บริเวณลานกลางแจ้งวัดขนอน ท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุควิถีชีวิตไทยโบราณ พร้อมกันนี้ยังมีการแสดง วัฒนธรรม 4 ภาค อาทิ โขนล้านนา หุ่นละครเล็ก หุ่นคน หุ่นกระบอก ดิเกร์ฮูลู หนังตะลุง และลิเกย้อนยุค เป็นต้น

 นับว่าเป็นโอกาสดีที่ ประชาชนทั่วไปจะได้รับชม การแสดง “หนังใหญ่” ซึ่งถือได้ว่าเป็น ศิลปะชั้นสูง เป็นการละเล่นของหลวง ที่ในสมัยก่อน ซึ่งจะใช้แสดงเฉพาะในรั้วในวังเท่านั้น และการจัดงานนี้ก็มีเจตนาดีที่จะเป็นการเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมของชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เอ็กซเรย์ SME ‘รอด-ดับ’ หลังปรับค่าจ้าง 300 บาท (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307316

วันที่ 4/4/2012
 “ค่าจ้างขั้นต่ำเดิมอยู่ที่ 215 บาท วันนี้มาเปลี่ยนเป็น 300 บาท ที่นี้โรงงานผมใช้มีดขูดเกล็ดปลาทูน่า ผมบวกค่าใช้มีดแล้ว 15 บาท ค่ายืนทำงานอีก 20 บาท ทำงานในห้องร้อนก็บวก ทำงานในห้องทำความเย็นก็บวกเพิ่มอีก รวมกับโอทีที่ทุกคนต้องทำอีก 2 ชั่วโมง ตกแล้วหนึ่งวันต้องจ่ายเกือบ 500 บาท ปวช. ปวส. ปริญญาตรีรุ่นเก่าหลบไปเลย ส่วนปริญญาตรีรุ่นใหม่ไม่ต้องพูดถึง ไม่รับเท่านั้นเอง”

 ข้อมูลจากศูนย์ข่าวสาร นโยบายสาธารณะ รายงานว่า ไม่ว่าจะ ‘เห็นด้วย’ หรือ ‘คัดค้าน’ กับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท แต่ ณ วันนี้ นายจ้างใน 7 จังหวัด กรุงเทพฯ ภูเก็ต นนทบุรี ปทุมธานี นคร ปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ก็ต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายอย่างเสียไม่ได้ เพราะเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่มีตัวบทกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

 เส้นทางธุรกิจต่อจากนี้ จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีแต้มต่อน้อยกว่ารายใหญ่

ปิดฉาก รอด หรือสาหัส

 นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บจก.ไทย คาเนตะ ผู้ผลิตเสื้อเชิ้ตส่งออก ย่านทุ่งสองห้อง กรุงเทพฯ ประกาศตัวเสียงดังฟังชัดว่าเขาคือ เอสเอ็มอีตัวจริง ที่ผ่านมาก็สู้ไม่ถอย ฝ่าฟันอุปสรรคหลายอย่างเพื่อให้ธุรกิจยืนอยู่ได้

 ”ผมพยายามหาจุดเด่นเป็นของตนเอง วางตลาดสินค้าใหม่ โดยไปค้าขายแข่งกับตลาดอิตาลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น แทนที่จะเลือกแข่งขันกับประเทศที่ผลิตสินค้าราคาถูกอย่างจีน เวียดนาม เพื่อหวังสร้างอำนาจต่อรองให้กับตัวเอง” เขาเล่าสั้นๆ ถึงส่วนหนึ่งของการปรับตัวในเชิงธุรกิจ

 แต่เมื่อมีปัจจัยภายนอก นั่นคือ ‘นโยบายค่าจ้าง 300 บาท’ ที่เขาเห็นว่า มาจากวิธีการแทรกแซงทางการเมือง โดยใช้นโยบาย300 บาทมาเป็นตัวนำในการหาเสียง ก็เริ่มออกอาการกลัวๆ ว่า อนาคต ใครอยากชนะก็เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ออกนโยบายหาเสียง โดยไม่ได้ทำวิจัยก่อนว่า จะส่งผลกระทบต่อประเทศ หรืออุตสาหกรรมอย่างไร

 ”หากวิเคราะห์ในเชิงลึก ปัจจุบันจังหวัดที่มีค่าแรงต่ำกว่า 175 บาทมีอยู่ประมาณ 50 จังหวัด ซึ่งหมายความว่า การปรับค่าจ้างครั้งนี้ขึ้นทีเดียวมหาศาล และถ้าย้อนไปดูนโยบายในบ้านเราจะพบว่า ผู้ ประกอบการรายใหญ่มักถูกเชื้อเชิญไปตั้งโรงงานในต่างจังหวัด เพื่อกระจายงาน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยใช้วิธีกำหนดค่าจ้างที่ถูกกว่า ชดเชยกับอัตราค่าขนส่ง ซึ่งเมื่อบวกลบต้นทุนแล้ว บริษัทยังสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้”

 เท่านั้นยังไม่พอ เขายังมองการปรับขึ้นค่าจ้างของไทย เทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้านไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ฟิลิปปินส์ เคยขึ้นค่าแรงทีเดียวหลายสิบเปอร์เซ็นต์ คล้ายคลึง หรืออาจมากกว่าไทยในเวลานี้ แต่ผลสุดท้ายประเทศกลับถดถอย เกิดความสูญเสียในการพัฒนาประเทศไปหลายปี…

 และเพื่อมองแบบใจเป็นกลาง ผู้จัดการหนุ่มรายนี้ ได้หยิบยกการปรับขึ้นค่าจ้างของจีน ที่ปรับฐานขนานใหญ่ แต่ทำแล้วรอด!! ว่า เป็นเพราะเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี จัดสรรอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม พวกที่ใช้แรงงานเข้มข้นก็ย้ายไปอยู่ในท้องที่ที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นไม่มาก พร้อมกับจัดสวัสดิการช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ และประเทศเดินหน้าต่อไป

 ขณะที่เส้นทางของประเทศไทยนั้น “สุวรรณชัย” ไม่ได้สรุป เพียงแต่ให้ลองนึกภาพเองว่า…ทิศทางของบ้านเรากำลังเดินเข้าไปใกล้กับประเทศใดมากกว่ากัน?

 แต่ตัวเขาเผยความในใจทิ้งท้ายคือ 7 จังหวัด น่าจะพอแล้ว ส่วนที่เหลืออย่าไปแตะเลย…

ขึ้นค่าจ้าง แถมเงินให้กับ ‘ข้างบ้าน’ ฟรีๆ

 ไม่ต่างกันกับผู้คว่ำหวอดในแวดวงอาหารแช่แข็ง ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานบริหาร บจก. ซีแวลู ที่มองว่า การขึ้นค่าจ้างครั้งนี้เป็นไปแบบมัดมือชก เพื่อตอบสนองภาคการเมือง โดยไม่ได้ดูว่า เอกชนจะอยู่อย่างไร

 ”ค่าจ้างขั้นต่ำเดิมอยู่ที่ 215 บาท วันนี้มาเปลี่ยนเป็น 300 บาท ที่นี้โรงงานผมใช้มีดขูดเกล็ดปลาทูน่า ผมบวกค่าใช้มีดแล้ว 15 บาท ค่ายืนทำงานอีก 20 บาท ทำงานในห้องร้อนก็บวก ทำงานในห้องทำความเย็นก็บวกเพิ่มอีก รวมกับโอทีที่ทุกคนต้องทำอีก 2 ชั่วโมง ตกแล้วหนึ่งวันต้องจ่ายเกือบ 500 บาท ปวช. ปวส. ปริญญาตรีรุ่นเก่าหลบไปเลย ส่วนปริญญาตรีรุ่นใหม่ไม่ต้องพูดถึง ไม่รับเท่านั้นเอง” เขาแจกแจง

 พร้อมมองต่อไปว่า การปรับค่าแรงครั้งนี้ จะเป็นการไปแถมเงินให้กับ ‘ข้างบ้าน’ ฟรีๆ ราวปีละ 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากมีข้อมูลระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวที่ถูกและไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยประมาณ 4 ล้านคน และจากประสบการณ์ที่สัมผัสกับลูกจ้างต่างด้าว พบว่า คนเหล่านี้ใช้เงินในประเทศไทยไม่เกิน 40% ที่เหลือโอนกลับบ้านหมด

 ซึ่ง ดร.พจน์ การันตีได้ว่า ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น จะไม่ได้ถูกนำมาใช้จับจ่ายในประเทศไทย แต่จะถูกส่งกลับไปให้ ‘ข้างบ้าน’ ใช้สร้างความแข็งแกร่ง สร้างจีดีพี รวมทั้งสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแข่งกับประเทศไทย!! พร้อมมองด้วยว่า การปรับค่าแรงครั้งนี้ จะการเกิดลูกระนาบขึ้นมาในสังคม เพี้ยนทั้งระบบตั้งแต่หัวถึงหาง

 อย่างไรก็ตาม เมื่อค่าจ้าง 300 เกิดขึ้นแล้ว ในสายตาของเขา ได้แต่มองว่า สิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ‘ทำใจ’

 ”ภาคธุรกิจต้องมานั่งจัดโครงสร้างงานใหม่ ปรับตัว ไม่ต้องสนใจเรื่องคนตกงาน จะตัดขั้นตอน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพของคนอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะหวังจะไปปรับราคาขาย พูดได้คำเดียวว่า ‘ขี้โม้’ ความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้น” พร้อมฝากทิ้งท้ายสั้นๆว่า “ขอเป็นครั้งสุดท้าย ขั้นตอนต่อจากนี้ ภาคการเมืองอย่างเข้ามาแทรก หรือเอาผลทางการเมือง”

 ด้าน นางสาวพลอย นราธัศจรรย์ กรรมการผู้จัดการ บจก.วีแอนด์พีจิวเวลรี่ ผู้ผลิตและส่งเครื่องประดับ ทองคำฝังเพชร และอัญมณีไปทั่วโลก เปิดเผยว่า สำหรับธุรกิจประเภทนี้ มีรายได้ 95% จากการส่งออก ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือที่ต้องฝึกทักษะ 10-15 ปีกว่าจะเชี่ยวชาญ โดยภาพรวมเมื่อบริษัทเป็นเอสเอ็มอี ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก ใช้แรงงานประมาณ 200 คน การขึ้นค่าแรง 300 บาทจึงไม่ได้กระทบมากนัก เพราะแรงงานฝีมือเหล่านี้มีค่าแรงมากว่า 300 บาทอยู่แล้ว

 ”บริษัทเรามีแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งเป็นเด็กฝึกงาน ที่ต้องปรับขึ้นค่าแรงไม่ถึง 5 คน ประกอบกับภาวะปัญหาเศรษฐกิจ ราคาทองคำ ราคาเพชรเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจจิวเวลรี่ หยุดชะงัก เราจึงไม่ได้รับพนักงานใหม่” เธออธิบาย พร้อมบอกว่า

 แม้ฟังดูผิวเผินเหมือนกับธุรกิจอัญมณีไม่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ แต่จริงๆ แล้วกระทบ เมื่อปรับฐานทั้งหมด ต่อไปเราคงต้องปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานในระบบด้วย เพราะถูกบีบจากฐานค่าแรงด้านล่างที่ปรับขึ้น

 อย่างไรก็ตาม เธอฉายภาพให้ฟังด้วยว่า ธุรกิจจิวเวลรี่บ้านเรานั้น กำลังถูกตีตื้นและแย่งชิงลูกค้า โดยอิตาลี ฮ่องกง ที่ผลิตและขายสินค้าในราคาไม่ต่างจากเรามากนัก ตราสินค้าจึงดึงดูดใจมากกว่า หรืออินเดียที่เริ่มพัฒนาตนเองดีขึ้น ค่าแรงถูก รวมทั้งรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมาก

 ”ตรงนี้ต่างจากบ้านเรา นอกจากไม่มีนโยบายชัดเจนมาสนับสนุนอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีวิกฤตการเมือง และเรื่องต่างๆ ที่มาทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ถูกดึงถอยหลัง” เธอตัดพ้อ และบอกด้วยว่า ไม่ว่าวิกฤตเล็กหรือใหญ่ วิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ รวมถึงค่าจ้าง 300 บาท เชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถผ่านไปได้ แต่อยากให้รัฐบาลผลักดันประเทศไปให้ถูกทาง จะส่งเสริมหรือพัฒนาด้านใด รัฐบาลต้องหันกลับมามองความสามารถของประเทศ แล้วเราจะเดินหน้าต่อไปได้

รีดภาษีคืนจากรัฐ เอาตัวรอดในทางที่ถูก

 ส่วนเรื่องเงินๆ ทอง ๆ ที่ต้องนับนิ้วนับผลประโยชน์ นางสุปราณี กิตติกรณ์ ที่ปรึกษาด้านภาษีอากรเครือธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า เรื่องนโยบายการเมือง เป็นเรื่องปวดหัว อย่าไปแตะ แต่เราในฐานะผู้ประกอบ การ ต้องรู้จักหนามยอก เอาหนามบ่ง ต้องรู้จักใช้ในสิ่งที่รัฐให้ เช่น การลดภาษีนิติบุคคล การจัดฝึกอบรมและนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สิ่งเหล่านี้ต้องทำมาใช้ให้หมด

 โดยเธอมองว่า “ถ้ารัฐรีดจากเรา เราก็ต้องรีดจากรัฐ” แต่จากประสบการณ์คาดการณ์ได้เลยว่า เรารีดจากรัฐไม่เป็น ได้แต่บ่นเก่ง ต่อไปต้องจัดกระบวนใหม่ สิ่งที่รัฐให้ต้องใช้ เพราะวิธีการดังกล่าวเป็นการเอาตัวรอดในทางที่ถูก ไม่ได้เอาเปรียบรัฐ หรือแรงงานต่างด้าวแต่อย่างใด…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

“ซูโดอีเฟดรีน” รักษาโรคร้ายหรือกลายเป็นยาเสพติด 2012/04/03

http://www.naewna.com/scoop/2622

วันอังคาร ที่ 03 เมษายน พ.ศ. 2555, 02.23 น.

    จากคำที่เรียกยาก ไม่คุ้นหูคุ้นปากคนไทย กลายเป็นคำพูดที่เราได้ยินกันจนชินไปแล้ว สำหรับ “ซูโดอีเฟดรีน” (PseudoEphedrine) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ยาซูโด

มันเริ่มเป็นที่รู้จักหลังตรวจพบการลักลอบนำยาแก้หวัดสูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีนออกจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการตั้งคณะทำงานตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด เนื่องจากยาดังกล่าวสามารถนำไปทำเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดได้

การตรวจสอบการลักลอบยักย้ายถ่ายเทยาซูโดอีเฟดรีนยิ่งลึก ก็ยิ่งพบว่า มีความเกี่ยวโยงกับบุคคลระดับใหญ่ มิใช่เพียงแค่ปลาซิวปลาสร้อย จากนั้นก็เป็นข่าวใหญ่โตต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน

ส่วนการลักลอบนำเข้ายาแก้หวัดสูตรผสมซูโดอีเฟดรีนจากต่างประเทศก็เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยในปี 2553 มีการจับกุมสูงถึง 33 ล้านเม็ด เป็นการลักลอบนำเข้ากว่า 30 ล้านเม็ด

สำหรับวิธีการลักลอบนำเข้ามีมากมาย ซึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ การส่งผ่านมาทางคลังสินค้าแต่แจ้งว่าเป็นสินค้าชนิดอื่นซึ่งไม่เป็นที่น่าสนใจ บางครั้งก็ลักลอบนำเข้าทางชายแดนภาคใต้ และภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนเส้นทางที่นำเข้าจากประเทศที่ถูกจับตาอย่างเคร่งครัดไปยังประเทศอื่นที่ไม่มีการเข้มงวด เรียกได้ว่า ผู้กระทำผิดได้เปลี่ยนกลวิธีไปเรื่อยๆ จนยากต่อการติดตาม

ขณะที่ตัวการใหญ่ในขบวนการนี้มีหลายราย ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดปริมาณที่ต้องผลิตให้ได้ในแต่ละปี จากนั้นจะใช้ตัวกลางหลายคนทำหน้าที่เป็นผู้รับช่วงต่อในการรวบรวมยาแก้หวัดให้ได้ ปริมาณตามเป้าที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ ขบวนการรวบรวมยาแก้หวัดเพื่อนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติด จะส่งนายหน้าออกไปเป็นสายๆ ติดต่อกับ ร.พ.หลายแห่ง ในหลายจังหวัด โดยในภาคอีสานมีจุดนัดหมายอยู่ที่ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อรวบรวมได้มากพอก็จะส่งมารวมกันที่ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนส่งออกชายแดนไปสู่กระบวนการผลิตยาเสพติดต่อไป และเจ้ายาเสพติดเหล่านี้ก็ไม่ได้ไปไหน มันจะถูกส่งกลับมาสู่บ้านเราในเวลาต่อมา

ย้อนกลับมาที่ซูโดอีเฟดรีน เจ้ายาตัวนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่า สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นที่ในการผลิตยาบ้าหรือยาไอซ์ แต่บางคนก็อาจยังไม่รู้ หรือหลงลืมไปว่า ด้านที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์ของซูโดอีเฟดรีน คือ การใช้รักษาโรค ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลัก
บางคนก็เกิดความสงสัยว่า หากซูโดอีเฟดรีนมีสารตั้งต้นที่สามารถนำไปผลิตยาเสพติดได้ แล้วหากคนทั่วไปที่ใช้เป็นประจำจะมีโอกาสเสพติดยาตัวนี้ได้ด้วยหรือไม่

ถ้าอย่างนั้น มาทำความรู้จัก”ซูโดอีเฟดรีน” กันหน่อย

ซูโดอีเฟดรีน เป็นสารออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติในร่างกายเราที่เรียกว่า ซิมพาเธติก เป็นระบบประสาทที่ทำหน้าที่เมื่อมนุษย์เกิดความตื่นเต้น ตกใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เพื่อตอบโต้ทันสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้ หรือออกกำลังกาย

ซูโดอีเฟดรีนออกฤทธิ์โดยการไปกระตุ้นปลายประสาทอัตโนมัติประเภทซิมพาเธติก ซึ่งอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อของหลอดเลือด มีผลทำให้หลอดเลือดเกิดการหดรัดตัว ทำให้น้ำคัดหลั่งภายในหลอดเลือดไหลออกไปเนื้อเยื่อของจมูกน้อยลงและลดการสร้างน้ำมูก

ผลที่ได้ก็คือช่วยลดอาการบวมเยื่อบุจมูก ลดอาการคั่งของเลือดในเนื้อเยื่อ ลดอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มการระบายออกของสารคัดหลั่งจากไซนัส และยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบของช่องหูตอนกลาง ช่วยให้ท่อนำลมที่เชื่อมระหว่างหลังจมูกกับหูส่วนกลางที่อุดกั้นเปิดออกได้ จึงเป็นยาเสริมสำหรับนักดำน้ำหรือผู้ที่ขึ้นเครื่องบินแล้วมีอาการหูตัน

ซูโดอีเฟดรีน มีทั้งแบบชนิดกินทั้งเม็ดและน้ำ และแบบใช้เฉพาะที่ คือพ่นเข้าไปในจมูก หรือหยอดจมูก ยาพ่นชนิดใช้เฉพาะที่ ไม่ค่อยใช้บ่อยนัก ยกเว้นในกรณีที่ต้องการให้เกิดการหดตัวของเยื่อบุจมูกอย่างรวดเร็ว เช่น มีไซนัสอักเสบเฉียบพลัน หรือมีอาการปวดหูตอนเครื่องบินลง แต่ไม่ควรใช้ยาแบบพ่นหรือหยอดนี้ ติดต่อกันเป็นนานกว่า 3-5 วัน เพราะจะทำให้เกิดอาการคัดจมูกอย่างทันทีเมื่อเลิกใช้ และทำให้จมูกอักเสบแย่ลงไปอีก

การใช้ซูโดอีเฟดรีน อาจมีผลข้างเคียงคือ กระตุ้นประสาทให้เกิดอาการหงุดหงิด ตกใจง่าย มึนงง นอนไม่หลับ ใจสั่น และในบางรายอาจเกิดอาการประสาทหลอน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง ชัก ลำไส้ใหญ่อักเสบจากการขาดเลือด

การใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ หรือใจสั่นหากได้รับยาในขนาดสูง

ส่วนผู้ที่ผู้ป่วยเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ต่อมลูกหมากโต ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ และต้อหินบางชนิด รวมทั้งผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก่อนการใช้ยา ต้องระวังผลข้างเคียง ซึ่งแพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาอื่นๆ ที่ปลอดภัยกว่า อาทิ ใช้ยาแบบเฉพาะที่ หรือการใช้น้ำเกลือพ่นจมูกหรือล้างจมูกแทนจะปลอดภัยกว่า

จากข้อมูลจากสำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ซูโดอีเฟดรีน จัดเป็น 1 ใน 14 ของสารตั้งต้น รวมถึงสารประกอบที่ใช้ในการลักลอบผลิตยาเสพติดที่กำหนดตามอนุสัญญาสหประชา ชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดให้โทษ และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ.1988

โครงสร้างทางเคมีของซูโดอีเฟดรีน มีลักษณะคล้ายคลึงกับ เอฟิดรีน และสารเมธแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) เป็นอย่างมาก จึงสามารถนำมาใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาไอซ์หรือยาบ้าได้

นั่นคือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ ซูโดอีเฟดรีน ถูกจัดเป็นยาให้โทษประเภทที่ 4 ของประเทศไทย สามารถใช้ได้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น และปัจจุบัน กำลังจะถูกประกาศให้เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทไปแล้ว

สารซูโดอีเฟดรีน เป็นสารชนิดหนึ่ง ที่มีฤทธิ์อย่างรุนแรงต่อระบบประสาท ซึ่งหากนำไปใช้มากเกินความจำเป็น ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้ โดยหากรับประทานยาแก้หวัดสูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีนเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ก็จะทำให้มีอาการเสพติดเหมือนยาบ้าได้

ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าสารซูโดอีเฟดรีนมีโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับสารแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของยาบ้า และที่สำคัญคือ สารซูโดอีเฟดรีนมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทเช่นเดียวกับยาบ้า แต่สารซูโดอีเฟดรีน มีฤทธิ์อ่อนกว่า และต้องใช้ความเข้มข้นเป็น 40 เท่าของสารแอมเฟตามีนในยาบ้าจึงจะทำให้เกิดผลลัพธ์เท่ากัน

จากการทดดลองของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า เมื่อนำสารซูโดอีเฟดรีนไปฉีดให้หนูทดลอง พบว่า มีปฏิกิริยาคือ หนูเกิดความชื่นชอบและมีอาการเสพติด ซึ่งการทดลองดังกล่าวได้ฉีดยาให้หนูเพียง 2 ครั้ง หนูก็กลายเป็นผู้เสพติดสารชนิดนี้แล้ว

ดังนั้น ในส่วนของมนุษย์ หากรับประทานยาแก้หวัดลดน้ำมูกที่มีส่วนผสมของสารซูโดอีเฟดรีนเข้าไปในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสที่จะเสพติดตัวยาได้เช่นกัน ซึ่งจะมีผลเสียต่อระบบประสาท ที่ทำหน้าที่เก็บความจำและควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้แก่ การเคลื่อนไหว การทรงตัว และการถ่ายทอดความรู้สึกทำให้ตื่นตัว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ได้มีความพยายามจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ในการสกัดกั้นการนำสารซูโดอีเฟดรีนไปเป็นส่วนประกอบเพื่อสร้างยานรกมอมเมาประชาชน ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ โดยความพยายามในเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงการปราบปราม ไล่เบี้ยเอาผิดกับคนที่มีเอี่ยว ทั้งปลาซิว ปลาสร้อย หรือใหญ่ขนาดปลาวาฬเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการป้องกันด้วย

ตัวอย่างของการป้องกันก็คือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันพบการนำยาซูโดอีเฟดรีน สูตรผสมไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยนำไปสกัดเอาซูโดอีเฟดรีน ออกไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ทำให้เงื่อนไขไม่เข้าข่ายของการเป็นวัตถุตำรับ ยกเว้นตามมาตรา 61(2) (3) และ (4) จึงไม่อาจประกาศให้ตำรับยาสูตรผสม (ยาแก้หวัด) ที่มีซูโดอีเฟดรีนผสมอยู่เป็นวัตถุตำรับยกเว้นได้ ดังนั้นคณะกรรมการวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทจึงได้ประชุมกันในวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำประกาศเสนอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามให้ซูโดอีเฟดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

สรุปได้ว่า ซูโดอีเฟดรีน เป็นยาที่มีประโยชน์และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันถูกขบวนการค้ายาเสพติดนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าและยาไอซ์ ทำให้เราได้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า บางสิ่งก็เป็นเหมือนดาบสองคม มีประโยชน์อนันต์ แต่อีกด้านก็อาจมีโทษมหันต์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลอยู่กับเราว่าจะนำมาใช้อย่างไร

และแม้ว่า ในตอนนี้ จะยังไม่มีความชัดเจนว่า ใครกันแน่ที่เป็นตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังขบวนการยักย้ายถ่ายเทยาที่มีส่วนประกอบของสารซูโดอีเฟรดีนไปสู่กระบวนการสร้างยาเสพติด แต่เป็นเรื่องที่สังคมเฝ้ารอคอยคำตอบ และเป็นที่คาดกันว่า ข้อข้องใจทุกอย่างจะมีความกระจ่างในเวลาไม่นานนับจากนี้

 

เสียงจากคน 6 ทุ่ง น้ำกำลังจะมาแต่หาความชัดเจนไม่ได้ 2012/04/03

http://www.naewna.com/scoop/2479

วันอาทิตย์ ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555, 19.51 น.

 

  •              จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครฟันธงเรื่องพื้นที่รับน้ำ เงินชดเชยเยียวยา ซ้ำร้ายข้อมูลที่ไปลงถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเต็มๆ วันนี้ดูจะยังไม่มีอะไรชัดเจน…มาฟังคำร้องทุกข์จากชาวบ้าน 6 ทุ่งรับน้ำในวันนี้
  •           ข้อมูลจาก ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ภายหลังคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)จัดหาพื้นที่แก้มลิงจำนวน 3.7 ล้านไร่ป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ กรุงเทพ มหานคร งบดำเนินการ 60,000 ล้านบาทใน 19 จังหวัด 609 ตำบลคือ…
  •               กำแพงเพชรมีพื้นที่รับน้ำ 3 อำเภอ 5 ตำบล ฉะเชิงเทรา 2 อำเภอ 8 ตำบล ชัยนาท 4 อำเภอ 25 ตำบล นครนายก 1 อำเภอ 5 ตำบล นครปฐม 3 อำเภอ 27 ตำบล  นครสวรรค์ 7 อำเภอ 39 ตำบล 3 อำเภอ ปทุมธานี 6 ตำบล พระนครศรี อยุธยา 14 อำเภอ 143 ตำบล 10 อำเภอ 61 ตำบล พิษณุโลก 6 อำเภอ 38 ตำบล ลพบุรี3 อำเภอ 34 ตำบล สมุทรปราการ 1 อำเภอ พิจิตร6 ตำบล สระบุรี 7 อำเภอ 28 ตำบล สิงห์บุรี 6 อำเภอ 43 ตำบล สุโขทัย 5 อำเภอ 7 ตำบล สุพรรณบุรี 7 อำเภอ 52 ตำบลอ่างทอง 7 อำเภอ 73 ตำบล อุตรดิตถ์ 3 อำเภอ 7 ตำบล และอุทัยธานี 1 อำเภอ 2 ตำบล
  •              การทำโครงการพื้นที่แก้มลิง จะต้องประกาศเป็นกฎหมายตามอำนาจของนายกรัฐมนตรี  เพื่อที่สามารถใช้อำนาจบังคับให้เกษตรกรพักทำการเกษตรในพื้นที่รับน้ำนอง ประชุมชี้แจงให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและเห็นถึงความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งอนุมัติจ่ายเงินเยียวยาที่เป็นธรรม ล่าสุดนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 19 จังหวัดตรวจสอบพื้นที่รับน้ำนองทั้งหมดและประชาสัมพันธ์กับประชาชนเรื่องพื้นที่รับน้ำนอง อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และป่าต้นน้ำ ให้ชาวบ้านเข้าใจถึงระบบชลประทานในการป้องกันน้ำท่วม
  •           “ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน” ได้สัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำนองบางส่วน เพื่อติดตามถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยที่จะมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่าพวกเขาเตรียมพึ่งตนเองและรัฐบาลอย่างไร และถึงขณะนี้คนในพื้นที่มีความชัดเจนแค่ไหนในสิ่งที่พวกเขาเผชิญ “คนทุ่งรับน้ำ”
  •                   ชาวบ้านชี้รัฐยังไม่ชี้แจงความคืบหน้าใดๆ
  •             ประชาญ มีสี รองประธานองค์กรชุมชน ต.บางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด ชลประทานยอมรับว่าสิงห์บุรีไม่ได้อยู่ในแผนแก้มลิงของรัฐบาล แต่ตัวเมืองสิงห์บุรีมีแม่น้ำเจ้า พระยาผ่ากลาง ปกติพื้นที่ชาวบ้านที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำจะเป็นแก้มลิงอยู่แล้วเพราะระดับตลิ่งมันต่ำ  ตอนที่นายกรัฐมนตรีลงมามีการเสนอโครงการ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกัน และ โครงการบูรณซ่อม แซมแต่สิ่งที่ชาวบ้านเป็นห่วงคือ พื้นที่ใกล้เคียงคือทุ่งท่าวุ้ง ลพบุรี บางบาล อยุธยาที่ติดสิงห์บุรีที่อยู่ติดกัน อะไรคือคันกั้นน้ำระหว่างสิงห์บุรีกับลพบุรีเพราะมันเป็นผืนน้ำเดียวกัน ระดับต่างของพื้นที่เป็นระดับเดียวกันความสูงต่ำ เพราะฉะนั้นจะเป็นท่าวุ้งหรือสิงห์บุรีก็ทุ่งเดียวกัน เพราะพื้นที่มันคาบเกี่ยว แม้กระทั่งทุ่งบางบาลกับอ่างทองก็มีลักษณะคล้ายๆกัน เพราะเป็นพื้นที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่มีรายละเอียดเหล่นนี้ออกมาชี้แจงประชาชนแม้แต่น้อย
  •          “ตอนนี้ภาครัฐมีหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งๆที่การจ่ายเงินชดเชยค่าน้ำท่วม 5,000 บาทปีที่ผ่านมายังไม่จบ บางคนยังไม่ได้ บางคนค่าเสียหายทั้งหลัง ได้ค่าชดเชย 2,000-3,000 ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ส่วนค่าชดเชยอื่นๆทั้งไร่นาสวนก็ยังไม่จบ วันนี้ยังไม่เห็นทั้งแผนตั้งรับ แผนเยียวยา ชดเชยยังไม่มี นอก เหนือจากน้ำท่วม ถ้าผลกระทบเกิดจากแก้มลิงมาถึงสิงห์บุรี ต้องคุยให้ชัดเจนเมื่อเอาน้ำเข้ามาปุ๊บน้ำจะออกเมื่อไหร่ ช่วงที่ชาวบ้านประกอบอาชีพไม่ได้ เขาจะทำอะไร การมีส่วนร่วมกับชาวบ้านเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่มีส่วนร่วมช่วงสุดท้าย คุณทำแผนเสร็จเรียบร้อย คุณค่อยมาถามชาวบ้านว่าเอาไม่เอา มันไม่ใช่ คุณต้องประชาพิจารณ์ชาวบ้านก่อน คุยต้องเปิดข้อมูล คุณต้องมาคุยกับชาวบ้านก่อนที่จะลงมือทำ” รองประธานองค์กรชุมชน ต.บางกระบือ กล่าว
  •             อำนวย โฉมมิตร ชาวตำบลบางนา อ.มหาราช จ.อยุธยา กล่าวว่า อำเภอมหาราชเป็นเหมือนแอ่งกระทะน้ำจากที่ต่างๆจะลงมหาราชก่อนแล้วถึงจะระบายไปที่อื่น ซึ่งมีแม่น้ำคลองบางแก้วที่แยกจากเจ้าพระยาอ่างทองมาบรรจบกัน แม่น้ำสายลพบุรี  ส่วนบางบาลเลยเส้นมหาราชไปแต่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสายจึงกระทบรุนแรง ปกติมหาราชท่วมสูงประมาณ 2 เมตรแต่ปีที่ผ่านมาระดับน้ำสูงกว่า 5 เมตร สำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วมปีนี้ ยังไม่มีหน่วยงานไหนมาคุยกับชาวบ้าน รวมทั้งค่าชดเชยหรือการดำเนินการใดๆจากภาครัฐ
  •       “แม้ยังไม่รู้ข้อมูลใดๆจากทางราชการ แต่ชาวบ้านก็เตรียมสู้ นาปีจะไม่ทำแล้ว จะปรับทำแค่นาปรัง ส่วนเรื่องค่าชดเชยเราทำประชาคมเพื่อทำข้อมูลเสนอรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบปีที่ผ่านมา ที่การช่วย เหลือจากภาครัฐเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ใช้วิธีแบบพวกมึงพวกกู บางบ้านเสียหายน้อยได้เงินชดเชยมาก บางบ้านเสียหายมากได้เงินชดเชยน้อย มันเหมือนเป็นการเมืองเข้ามาครอบงำ ซึ่งก็ไม่รู้มีนอกมีในเรื่องงบประมาณหรือเปล่า” อำนวย โฉมมิตร กล่าว
  •              ความกำกวมของคำว่าเยียวยาทุ่งรับน้ำ
  •          ประมวล คล้ายทอง ผู้ใหญ่บ้านม. 2 ต.เขาแก้ว อ.ทับพระยา จ.ชัยนาท กล่าวว่า ทุ่งเชียงรากมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 50,000 ไร่ ชาวบ้านในพื้นที่ยอมรับที่จะให้มีการนำพื้นที่ไปทำทุ่งรับน้ำ แต่อยากให้ทางรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อวิถีชีวิตชาวนาปรับเปลี่ยนไปจะทำอย่างไร ช่วงน้ำหลากชาวบ้านยอมให้เอาน้ำเข้าทุ่งได้ แต่ต้องจัดสรรน้ำให้ทำนาได้ 2 ครั้งแต่ความต้องการชาวบ้านไม่เคยมีเจ้าหน้าที่เข้ามารับฟัง รวมทั้งไม่มีความชัดเจนใดๆจากรัฐบาลในเรื่องค่าชดเชยว่าจะให้เท่าไหร่และจะดำเนินการอย่างไร
  •             “ทุกคนยอมรับและจะปรับวิถีชีวิตช่วงไม่ได้ทำนามาหาปลาเพื่อเสริมรายได้ให้กับครัวเรือน ซึ่งเราก็ยังไม่แน่ใจว่าที่รัฐจะเข้ามาช่วยยกบ้านขึ้นหนีน้ำหรือยกระดับถนนให้สูงขึ้นให้สัญจรไปมาได้ก็ไม่รู้ว่ารัฐจะทำยังไง” ผู้ใหญ่ประมวล กล่าว
  •           สำรวย ศรีกลัด ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลหาดทะนง อ.เมือง จ.อุทัยธานี กล่าวว่า จังหวัดอุมัยธานีพื้นที่ที่กำหนดไว้ทราบมาว่าประมาณ 26,000 ไร่ ชาวบ้านมีข้อกังวลว่าวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไป การผันน้ำเข้ามาในพื้นที่จะมีเงื่อนไขและความชัดเจนอย่างไร เนื่องจากผลกระทบปีที่ผ่านมา อาชีพทำสวนไม้ยืนต้น เช่น สวนส้ม มะนาว ฝรั่ง มะม่วง มีความลำบากมาก ทางออกหรือการดูแลชาวบ้านในปีนี้จะมีวิธีการอย่างไร ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนจากภาครัฐ แต่ถ้าให้อุทัยธานีเป็นพื้นที่รับน้ำ แน่นอนต้องมีผลกระทบกับวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระยะเวลาการฟื้นฟูสวนต้องใช้เวลานาน ถ้าท่วมทุกปีเราจะทำอะไรไม่ได้เลย อีกอย่างฝั่งตรงข้ามเป็นฝั่งชัยนาทที่เขามีคันกั้นน้ำไม่ให้น้ำเข้าพื้นที่การเกษตรแต่ ฝั่งอุทัยธานีไม่มีคันกั้นและด้านหลังยังมีแม่น้ำสะแกกรังอีกหนึ่งสายที่โอบล้อมเข้ามา
  •         “ตอนนี้นโยบายต่างๆยังไม่มีความชัดเจน ยังมีการปรับแผนกันอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างยังไม่นิ่ง การเกิดผลกระทบทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มานั่งเครียดว่าจะเริ่มต้นกันอย่างไรสำหรับเจ้าของสวนหลายๆสวนความรู้สึกจะไม่เหมือนชาวไร่ชาวนาที่ปลูกพืชระยะสั้นที่มีปฏิทินหลบหลีกตามฤดูกาลได้ รวมทั้งค่าชดเชยก็ยังไม่ชัด ไม่ว่าจะเป็น 3 พันหรือ 5 พันก็ยังไม่ชัด” สำรวย ศรีกลัด กล่าว
  •                เลี่ยงสนามกอล์ฟเอื้อนักการเมือง
  •           บัณฑิต ประหัช ประธานประชาคมระดับตำบล ต.ชุมพล อ.องครักษ์ จ.นครนายก กล่าวว่า พื้นที่ตำบลชุมพล อ.องครักษ์ติดปทุมธานี ปีหนึ่งให้ชาวนาทำนาครั้งเดียว ฤดูน้ำหลากให้ประชาชนหยุดการทำนามีทั้งผลดีผลเสีย ถ้ามีการจ่ายค่าชดเชย คนที่เช่าที่ดินทำนาหรือเจ้าของที่นาจะเป็นผู้ได้รับก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะถ้าให้เจ้าของที่นา คนที่เช่านาทำจะทำยังไง จะอยู่อย่างไรในช่วงที่น้ำท่วม ยังคงไม่มีข้อตกลงในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เข้ามาทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้ ส่วนเรื่องพื้นที่รับน้ำนอง ยังไม่มีใครเข้ามาทำความเข้าใจแจ้งให้ชาวบ้านทราบ รู้แต่เพียงการทำฟลัดเวย์จากคลองรังสิตตั้งแต่คลองหนึ่ง คลองสองถึงคลอง 16 ซึ่งมีการสำรวจแล้ว มีการทำแผนที่ออกมาแล้ว แต่ชาวบ้านมีข้อสงสัยว่าทำไมไม่ทำเป็นเส้นตรงไปแต่มีการกำหนดพื้นที่ให้เลี้ยวออกจากแนวสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณไปตัดที่นาชาวบ้าน
  •           “ขณะนี้ชาวบ้านหลายคนต้องการร้องเรียนในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรัฐทำไม่ถูกต้อง เป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังไม่มีการชี้แจงใดๆทั้งสิ้น พื้นที่รับน้ำจะอยู่ตรงไหน ฟลัดเวย์ทำไมกำหนดออกจากพื้นที่สนามกอล์ฟที่มีนักการเมืองบางคนมีเอี่ยว และค่าชดเชยต่างๆ ชาวบ้านไม่รู้เรื่องทั้งสิ้นเพราไม่เคยมีการทำประชาคม ผมเป็นประธานระดับตำบลผมรู้ดี” ประธานประชาคมระดับตำบล ต.ชุมพล กล่าว
  •                  ชีวิตที่ไม่โมเดลของ “บางระกำโมเดล”
  •            สงัด มายัง ชาวบ้านบ้านตะโม่ ม.5 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ในฐานะจังหวัดที่ถูกยกให้เป็นต้นแบบแก้ปัญหาน้ำท่วม กล่าวว่า รัฐจะใช้พื้นที่บึง 3 แห่งเป็นพื้นที่รับน้ำคือบึงจะเคร็ง บึงละมาน และบึงขี้แล้ง ซึ่งบึงจะเคร็งและบึงละมานเริ่มขุดแล้วแต่มีปัญหาที่บึงละมานเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะมีการนำดินไปถมในที่ชาวบ้าน จะมีการฟ้องร้องศาล แต่รัฐบาลก็ยังไม่หยุด ไม่มีแนวทางแก้ไขชัดเจน แต่ในความเป็นจริงในพื้นที่ชาวบ้านเขาไม่กลัวน้ำท่วมแต่กลัวภัยแล้งมากกว่า
  •             “หลังน้ำท่วมปีที่ผ่านมา ชีวิตบางระกำก็อยู่กันปกติ บอกได้เลยว่าไม่ต้องมาแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม เพราะบางระกำท่วมทุกปี ท่วมมากท่วมน้อยไม่รู้ แต่ถ้าบางระกำแล้งไม่ดีแน่ สิ่งที่ควรแก้คือแก้ปัญหาน้ำแล้งทำยังไงจะกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ทำยังไงจะเอาแม่น้ำยมที่ไหลไปหมดเอาเก็บไว้ใช้ได้บ้าง อยากให้รัฐเข้ามาดูแล แต่ไม่อยากให้มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ ป่า วิถีชีวิต ชุมชน” สงัด มายัง กล่าว
  •              นั่นคือเสียงสะท้อนของคนลุ่มน้ำ วันนี้ยังคงรอความชัดเจนจากผู้มีอำนาจ เพราะหากเป็นไปตามแผนของรัฐบาลที่วางไว้ พื้นที่ทำการเกษตร วิถีชีวิตของพวกเขาย่อมเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกไม่กี่เดือนน้ำจะมา  หลายคนจึงหวังว่าพวกเขาจะยังมีเวลาเตรียมตัวอยู่บ้าง

SCOOP@NAEWNA.COM

 

“ดงพญาเย็น-เขาใหญ่” ผืนป่ามรดกโลก…ใกล้ตัวคุณ 2012/04/03

http://www.naewna.com/scoop/2427

วันอาทิตย์ ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555, 03.35 น.

 

  •      ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ คือป่าขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก เช่น จระเข้น้ำจืด ช้างป่า เสือโคร่ง กระทิง ชะนีมงกุฎ ชะนีมือขาว วัวแดง นกเงือก ฯลฯ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2548  นับเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติอันโดดเด่นแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก
  •      ป่าแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเทือกเขาอันเป็นขอบรอยต่อของที่ราบลุ่มภาคกลางที่ราบสูงโคราช ซึ่งประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่รวมทั้งสิ้นราว 3,874,863 ไร่ หรือ 6,155 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ใน 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์
  •      ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จึงมีสิ่งมีชีวิตทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ป่านานาชนิดอันเป็นคุณสมบัติในหลักเกณฑ์ที่ได้เป็นมรดกโลก คือ “การเป็นถิ่นอาศัยทางธรรมชาติที่สำคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ และการอนุรักษ์ในระดับสากล”
  •      เมื่อช่วงที่ผ่านมา “สกู๊ปแนวหน้า” ได้รับเทียบเชิญจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ร่วมกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) ให้ไปร่วมสัมผัสประสบการณ์ในผืนป่าที่ถือได้ว่า ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งในส่วนของระบบนิเวศธรรมชาติ พันธุ์ไม้ต่างๆ รวมไปถึงบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในป่าและยังคงมีวิถีการดำรงชีพที่เป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
  •      โดยทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จัดเส้นทางการสำรวจไว้ 3 เส้นทาง ด้วยกัน คือ 1.เส้นทางทางศึกษาธรรมชาติ กองแก้ว เป็นเส้นทางที่จะได้สนุกกับเรื่องราวของกลไกธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตามอิทธิพลของน้ำ ลม และแสงแดด ระยะทาง 1,200 เมตร 2.เส้นทางทางศึกษาธรรมชาติ กม.33-หนองผักชี เป็นเส้นทางที่บอกเล่าความยิ่งใหญ่ของป่าดงดิบ ระยะทาง 3 กิโลเมตร และ 3.เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ผาเดียวดาย เป็นผืนป่าดิบเขาที่ชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ และมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี ระยะทาง 450 เมตร แต่น่าเสียดายที่เส้นทางสายนี้ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ปิดปรับปรุงเส้นทางในการเดินทางขึ้นไป จึงทำให้ทีมสำรวจของเราอดที่จะได้พบความหลากหลายในการเดินป่าในครั้งนี้
  •      คณะเดินทางของเราได้รวมตัวกันที่ ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ หรือ เจ้าพ่อปลัดจ่าง ซึ่งมีเรื่องราวเล่าขานกันว่าเมื่อราว 70-80 ปีก่อน ในป่าผืนใหญ่แห่งนี้ ได้มีราษฎรเข้ามาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ แต่เนื่องจากการคมนาคมเข้า-ออก ที่ไม่สะดวกสบาย จึงทำให้บริเวณนี้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของโจรผู้ร้าย ต่อมาทางราช การจึงได้ส่ง ปลัดจ่าง นิสัยสัตย์ เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านให้อยู่กันได้อย่างสงบสุข ทำให้ได้รับความศรัทธาจากชาวบ้าน ต่อมาปลัดจ่าง ได้เสียชีวิตลงด้วยไข่ป่า ด้วยวัย 75 ปี ชาวบ้านจึงได้ตั้งศาลแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อเชิดชูคุณงามความดีของท่าน โดยตั้งชื่อว่า “ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่” ซึ่งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่เข้าไปที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะต้องสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งให้เจ้าพ่อเขาใหญ่ช่วยดูแลรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆเวลาที่อยู่ในอุทยานแห่งนี้ด้วย
  •      จากนั้นทีมสำรวจได้เริ่มออกเดินทางทันที โดยเส้นทางแรกที่ได้เลือกเดิน คือ เส้นทางทางศึกษาธรรมชาติ กองแก้ว เป็นเส้นทางที่ทางเดินทำด้วยอิฐตัวหนอน ซึ่งสามารถเดินได้ค่อนข้างง่าย จึงเหมาะสำหรับการสำรวจธรรมชาติแบบครอบครัวที่สามารถนำเด็กๆ มาร่วมสัมผัสธรรมชาติได้ ในเส้นทางสายนี้จะได้พบกับอ่างเก็บน้ำสายศร (มอสิงโต)  ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากจุดหนึ่ง เดินมาสักพักจะมีทางให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พบกับหอดูสัตว์มอต้นจาน ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าที่เหมาะแก่การจะซุ่มศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่าที่จะมากินโป่ง
  •      สัตว์ที่จะสามารถพบได้ในจุดนี้ คือ เก้งและกวาง เดินต่อมาอีกสักพักจะพบน้ำตกสูงประมาณ 10 เมตร ที่มีดงกล้วยไม้หวายแดงอยู่ ซึ่งน้ำตกแห่งนี้มีชื่อว่า น้ำตกผากล้วยไม้ และไฮไลท์ของเส้นทางสายนี้คงจะหนีไม่พ้น น้ำตกเหวสุวัต เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร ซึ่งเป็นน้ำตกที่เกิดจากห้วยลำตะคอง โดยบริเวณรอบๆ จะเป็นป่าดงดิบแล้งที่ร่มรื่น ทำให้เพลิดเพลินในการชมเป็นยิ่งนัก
  •      เส้นทางที่สองที่ทีมคณะสำรวจได้เดินทาง คือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กม.33-หนองผักชี โดยเส้นทางดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเส้นทางนี้จะได้พบการบอกเล่าความยิ่งใหญ่อลังการของป่าดงดิบแล้ง ที่มีความยาวของเส้นทางประมาณ 3 กิโลเมตร และจะได้พบกับพรรณไม้นานาชนิดที่อยู่รายล้อม
  •      หลังจากที่ได้เดินป่าดงดิบแล้งระยะ 3 กิโลเมตร ทีมคณะสำรวจก็ได้มาถึง หอดูสัตว์หนองผักชี เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางทุ่งหญ้าที่มีโป่งขนาดใหญ่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ดังนั้น บริเวณแห่งนี้จึงเป็นแหล่งหากินของสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ช้าง เก้ง กวาง และหมาใน ซึ่งทีมคณะสำรวจโชคดีมากที่ได้พบกับช้างโขลงหนึ่งที่กำลังลงมากินโป่งในบริเวณนี้ ไปพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์ที่กำลังอัสดงพ้นขอบฟ้าไปอย่างช้าๆ ทำให้ภาพดังกล่าว สร้างความประทับใจและติดตรึงอยู่ในใจคณะสำรวจของเราตลอดไป
  •      ถือได้ว่าผืนป่า “มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่” แห่งนี้ เป็นเส้นการศึกษาธรรมชาติที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานคร แต่ยังคงมีความสดใหม่ของธรรมชาติอยู่ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศที่ยังคงหมุนเวียน สับเปลี่ยนได้อย่างเป็นระบบ สัตว์น้อยใหญ่ที่ยังคงใช้วิถีชีวิตคล้ายกับอยู่ในป่าใหญ่ โดยนักท่องเที่ยวมีมาศึกษาธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นี้ จะได้รับอรรถรสในการเรียนรู้ธรรมชาติที่หาได้ยาก แต่ใช้เวลาเดินทางมาสัมผัสได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ถือได้ว่าสามารถมาพักผ่อนและหาความรู้ได้ง่ายจริงๆ
  •      นายกฤษฎา หอมสุด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศบริเวณฝืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แห่งนี้ ปีละ 1.3 ล้านคน ซึ่งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวราว 700,000-800,000 คนต่อปี โดยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากกว่า 50 ล้านบาท ดังนั้น การช่วยปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ยังส่งผลดีไปถึงประเทศไทยทั้งในด้านของการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงระบบนิเวศและการอนุรักษ์ทรัพยากร
  • ธรรมชาติอีกด้วย
  •      ผืนป่ามรดกโลก  ดงพญาเย็น-เขาใหญ่  มิใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์
อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์
SCOOP@NAEWNA.COM
 

Google Street View สร้างสรรค์- ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ? 2012/04/03

http://www.naewna.com/scoop/2109

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555, 10.47 น.

เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เมื่อเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลในโลกของอินเตอร์เนตนามว่า “Google” ได้เปิดตัว “Google Street View” ในเมืองไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการแผนที่ “Google Maps” ที่ให้ผู้ใช้งานได้เห็นภาพในมุมมอง 360 องศา ณ สถานที่ต่างๆ ที่ต้องการ เสมือนกับได้ยืนอยู่ ณ จุดนั้นจริงๆ

งานนี้คนไทยได้ใช้ Google Street View เป็นอันดับที่ 35 ของโลก และอันดับสองของอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น…

Google ได้ใช้เทคนิคการเก็บข้อมูล Street View โดยการใช้รถยนต์ติดกล้องบันทึกภาพแบบ 360 องศา โดยรถดังกล่าวจะติดตั้งกล้องไว้ที่ด้านบนหลังคา และบันทึกภาพขณะที่รถวิ่งไปทั่วทุกตรอกซอกซอย

สำหรับความชัดเรียกได้ว่า เห็นแทบจะเห็นทุกรูขุมขนเลยทีเดียว

แม้ Google Street View จะสร้างความตื่นตาตื่นใจ และง่ายดายต่อผู้ใช้ แต่จากการทดลองใช้งานในหลายประเทศ รมถึงประเทศไทย ก็เริ่มมีเสียงบ่นว่า ภาพที่เผยแพร่ผ่าน Google Street View ถือเป็นการรุกล้ำสิทธิ์ส่วนบุคคล เนื่องจากภาพส่วนตัวของประชาชนในบริเวณนั้นจะถูกบันทึกไปด้วย และเมื่อ Google นำภาพเหล่านั้นไปใช้ ก็เท่ากับเป็นการเผยแพร่กิจกรรมส่วนตัวของผู้ที่ติดอยู่ในภาพไปทั่วโลก!!

สุดอายโชว์ชุดชั้นอล่างฉ่าง
ยกตัวอย่างเมื่อปี 2553 สาวญี่ปุ่น ฟ้องร้อง Google ฐานแสดงภาพชุดชั้นในที่เธอตากไว้บนอินเตอร์เนต โดยสาวนางนี้ตัดสินใจฟ้องทันทีที่พบว่าชาวออนไลน์ทั่วโลกสามารถมองเห็นชุดชั้นในที่เธอแขวนตากไว้บนราวตากผ้าได้เมื่อใช้งานบริการแผนที่ออนไลน์ Street View เช่นเดียวกับที่เธอได้เห็นมาแล้ว

สาวแดนอาทิตย์อุทัย รายนี้เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ Telegraph ว่าใช้บริการ Street View เพื่อมองหาที่อยู่บ้านของเธอเอง เมื่อพบภาพบ้านและสวนหลังบ้านของตัวเองก็ได้พบภาพชุดชั้นในของตัวเองที่แขวนตากไว้ด้วย เธอจึงตัดสินใจฟ้อง Google เพื่อเรียกค่าเสียหาย 7,000 เหรียญสหรัฐ ฐานที่ทำให้เธอตกอยู่ในความเสี่ยงของการเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ

สาวญี่ปุ่น รายนี้ยังระบุว่า เพราะความวิตกกังวลทำให้เธอต้องออกจากงานและย้ายที่อยู่ใหม่ เนื่อง จากบริการแผนที่ออนไลน์ของ Google นั้นชัดเจนมาก จนทำให้ใคร ก็ได้สามารถค้นหาบ้านของเธอพบโดยง่าย ทั้งนี้ Google ได้ลบภาพชุดชั้นในเจ้าปัญหาออกไปแล้ว

หนุ่มเมืองน้ำหอมถูกถ่ายตอน “ฉี่”
โดยก่อนหน้านี้ชายชาวฝรั่งเศส วัย 50 ปี ให้ทนายความยื่นฟ้อง Google เรียกค่าเสียหาย โดยกล่าว หาว่า Google ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขา จากการเผยแพร่ภาพผ่าน Street View ขณะเขายืนปัสสาวะริมรั้วของสวนหน้าบ้านตัวเอง ในเมืองแมงเนต์ลัวร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ถูกเพื่อนบ้านและคนรู้จักล้อเลียน ผู้เสียหายรายนี้เปิดเผยว่า เขาได้ ปิดประตูบ้านก่อนที่จะยืนปัสสาวะอย่างสบายอารมณ์เพื่อไม่ให้ใครเห็น ทว่าเลนส์กล้องของ Google ที่ติดอยู่บนหลังคารถสามารถจับภาพข้ามรั้วเข้าไปได้

เปลือยหลังรถนอนกับหมา
นอกจากนี้ยังมีกรณี หนุ่มเยอรมันนิรนามคนหนึ่ง ต้องกลายเป็นตัวตลกในโลกออนไลน์ หลังจากที่กล้องของ Google Street View ถ่ายภาพของเขาในสภาพเปลือย ขณะที่พยายามจะปีนขึ้นไปนอนบนในกระโปรงหลังรถ โดยที่มีสุนัขนอนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งรถของเขาจอดอยู่หน้าบ้านในเมืองแมนเฮม ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่า เรื่องราวหรือความเป็นมาของภาพนี้เป็นอย่างไร รู้เพียงแค่ว่า ภาพนี้นำมาจากเว็บไซต์ของ Google Street View

ใช้ให้ถูกเชื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

แต่ก็ใช่ว่า Google Street View จะมีด้านลบเพียงอย่างเดียว ในด้านบวกก็มีหลายเรื่อง เช่น ในปี 2554 Google ได้รวบรวมข้อมูลพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ โดยการขับรถ Street View ไปทั่วพื้นที่ประสบภัย เพื่อบันทึกภาพพาโนรามาแบบ 360 องศา ผ่านบริการ Google Street View ในชื่อ “Build the Memory” สร้างความทรงจำ ที่สามารถชมพร้อมเปรียบเทียบภาพก่อนและหลังของเมืองต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ภาพเหตุการณ์ผ่านบริการ Street View แสดงให้ทราบอย่างละเอียดว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้ได้เปลี่ยน แปลงสภาพชุมชนไปมากมายเพียงใด แสดงให้เห็นพื้นแผ่นดินเรื่อยไปยังทางชายฝั่งทะเล จากชุมชนเมืองกลายเป็นสถานที่รกร้าง ที่เต็มไปด้วยภูเขาที่เกิดจากเศษหิน อิฐ และขยะมากมาย

นอกจากนี้ Google ยังเตรียมขยายบริการไปยังสถานที่ที่ลึกลับห่างไกลที่สุดในโลกอย่างป่าอะเมซอนและแม่น้ำริโอเนโกรในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของบราซิล ในโครงการความร่วมมือระหว่าง Google

และองค์กรการกุศลเพื่อความยั่งยืนของลุ่มน้ำอะเมซอน (FAS) โดยจะเปิดอบรมการถ่ายภาพแก่คนท้องถิ่น รวมทั้งจะให้อุปกรณ์การทำงานแก่ชุมชนด้วย โดยจะแพร่ภาพความละเอียดสูงของลุ่มน้ำอะเมซอน เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นผลของความล้มเหลวในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลของการตัดไม้ทำลายป่าในเขตพื้นที่ดังกล่าว

คุณแม่ วัย 40 ปี ชาวเมืองมาเรีย โด โซคอร์โร่ ดา ซิลวา เมนดอนกาให้สัมภาษณ์ว่า แม้ตนจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอินเตอร์เนตหรือ Google มาก่อนแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นกับโครงการนี้เพราะคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมาก เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนซึ่งไม่เคยได้รับการเผยแพร่ที่ไหนและไม่มีใครในโลกที่รู้ว่าพวกเราอาศัยกันอยู่ที่นี่จะได้รับการประชาสัมพันธ์ออกไป

ข้อมูลจาก Google ระบุว่า สารบัญภาพดิจิตอลเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ให้กับนักวิจัย และนัก วิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาผลกระทบของภัยธรรมชาติครั้งนี้ และยังเชื่อว่าภาพถ่ายเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อทุกคนที่ต้องการเห็นภาพและเข้าใจขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้นการได้เห็นภาพพื้นที่และชุมชนที่เกิดความเสียหายในระดับถนน สร้างความกระจ่างและให้ความมั่นใจว่าความทรงจำของหายนะครั้งนี้จะคงอย่างชัดเจนตลอดไปจนถึงรุ่นต่อๆ ไป

สำหรับในประเด็นเรื่อง ภาพที่เผยแพร่ผ่าน Google Street View เป็นการรุกล้ำสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้น Google ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเบลอใบหน้าบุคคล ทะเบียนรถ รวมถึงบ้านเลขที่ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะค้นหาภาพและทำให้ “เบลอ” โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ภาพที่ ปรากฏบน Google Street View ก็มิได้ ทำการอัพเดตแบบ real time และหาก เห็นภาพไม่เหมาะสม หรือในกรณีอยากให้บ้านตนเองถูกถอดออกจากแผนที่ ก็สามารถ กดตรงที่ “Report of problem” (รายงานปัญหา) ได้เลย

เทคโนโลยี มีทั้ง “ข้อดี”และ “ข้อเสีย” อยู่ที่ว่า เราจะเลือกใช้มันไปในทิศทางใด…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

มิติใหม่”ตำรวจจราจรหญิง” ครบเครื่องเรื่องทำคลอดบนรถ-ถนน-เรือ (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/03/28

http://www.naewna.com/news.asp?ID=306572

วันที่ 28/3/2012

“ถึงแม้ว่าจะผ่านการทำคลอดมากว่า 30 ครั้งแล้ว ความตื่นเต้นอาจจะลดน้อยลง แต่สิ่งที่ต้องคำนึงเพิ่มมากขึ้น สำหรับการทำคลอดของตนในแต่ละครั้ง คือ ความไม่ประมาท เพราะเราคือตำรวจจราจร ไม่ใช่ผู้ชำนาญการ ไม่ใช่แพทย์ ที่มีความชำนาญ ดังนั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องอยู่บนหลักของความไม่ประมาทเท่านั้น” 

 ท่ามกลางสถานการณ์การจราจรบนท้องถนนในกรุงเทพมหานครที่แสนจะติดขัด ได้มีเสียงหญิงสาวซึ่งร้องด้วยความเจ็บปวดว่า “โอ๊ย…โอ๊ย…ปวดท้อง ไม่ไหวแล้ว จะออกอยู่แล้ว” เสียงร้องครวญครางของหญิงท้องแก่ใกล้คลอด นับว่าเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นตลอดในสังคมบ้านเราที่หากเกิดขึ้นทีไรก็จะเป็นที่สนใจของคนทั่วไป

 ในหลายๆครั้งที่ผ่านมา…ผู้ที่ได้ช่วยเหลือสาวท้องแก่ที่ต้องการความช่วยเหลือบนท้องถนนก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชายที่ปฏิบัติหน้าที่บนท้องถนนเป็นประจำ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเริ่มคุ้นชินกับการทำคลอดบนท้องถนนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชาย

 แต่เมื่อไม่นานมานี้ ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ได้พบกับความแปลกใหม่ในการใช้เส้นทางสัญจรบนถนน เพราะจะเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิง ที่ได้รับการคัดเลือกมาเพื่อให้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชาย ในการทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยถือว่าเป็นแนวคิดริเริ่มของ พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) ดูแลงานด้านจราจร ซึ่งได้เล็งเห็นว่าเจ้า หน้าที่ตำรวจหญิงก็สามารถมาตากแดด ตากลม อำนวยความสะดวกด้านนี้ได้เช่นกัน

 ล่าสุด พล.ต.ต.วรศักดิ์ ได้ผุดไอเดียใหม่ขึ้น โดยได้จัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงทั้ง 18 นาย เข้าร่วมอบรมในโครงการ “การอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยคลอดลูก ครั้งที่ 6″ ซึ่งร่วมกับทางโรงพยาบาลกรุงเทพ

 พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงเหล่านี้ นอกจากจะต้องลงไปคอยอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนในด้านการจราจรแล้ว จะต้องสามารถให้บริการประชาชนในด้านการนำผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้หญิงตั้งครรภ์ใกล้คลอดส่งโรงพยาบาลหรือสามารถทำคลอดได้เองหากเกิดความจำเป็น ซึ่งการอบรมในปีนี้ได้เพิ่มหลักสูตรการทำคลอดบนเรือ ในสถานการณ์น้ำท่วมหากเกิดอุทกภัย เพราะต้องการให้ตำรวจจราจรทั้งหญิง และชาย ที่เข้าอบรมสามารถช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เมื่อพบผู้ประสบเหตุ โดยเฉพาะการดำเนินการส่งต่อผู้ป่วยได้อย่างถูก ต้องก่อนถึงมือแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน

 ส.ต.ท.หญิง วิจิตรา แสงศรี ช่วยราชการ บก.จร. หนึ่งในจราจรหญิงนำร่องรุ่นแรกของโครงการ กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมอบรมในโครงการดังกล่าวว่า ในฐานะเป็นตัวแทน 1 ใน 18 นาย ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงที่ได้เข้ามาร่วมอบรมโครงการนี้ รู้สึกว่านอกจากจะคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชา ชนในเรื่องของการจราจรแล้ว ควรจะต้องทำให้ได้ทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน เราควรจะเรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อช่วยให้สถานการณ์ในเวลาเร่งด่วนคลี่คลายลงไป โดยการอบรมในครั้งนี้ ช่วยทำให้เข้าใจถึงหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยคลอดลูก หากเกิดสถานการณ์จริงขึ้น ทำให้ทราบว่าควรจะทำอย่างไร มีวิธีอะไรบ้างในการช่วยคลอดลูกให้ปลอดภัยทั้งแม่และเด็กทารก

 ”พี่น้องประชาชนคงเข้าใจดีว่า กรุงเทพมหานครมีปริมาณรถค่อนข้างเยอะ และมีสภาวะรถติดอย่างหนัก หากสมมุติว่าเกิดเหตุมีผู้หญิงท้องแก่ใกล้คลอด ต้องการความช่วยเหลือบนท้องถนนที่มีการจราจรติด ขัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงอย่างพวกเรา ก็พร้อมที่จะสามารถไปช่วยเหลือได้ ซึ่งจากการอบรมในครั้งนี้ พวกเราคาดว่าจะสามารถทำคลอดได้จริงและช่วยให้ประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย” ส.ต.ท.หญิง วิจิตรา กล่าว

 ด้าน ด.ต.พิเชษฐ์ วิเศษโชค ผบ.หมู่จราจรโครงการพระราชดำริ บก.จร. เจ้าของฉายา “มือปราบสาวท้องแก่” กล่าวว่า การอบรมในครั้งนี้ที่ได้มีการนำตำรวจจราจรหญิงทั้ง 18 นาย ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในฐานะที่ตนเป็นผู้ที่เคยทำคลอดมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญที่อยากจะฝากไปถึงน้องๆจราจรหญิง สำหรับการช่วยเหลือประชาชนในกรณีดัง กล่าวนั้น ที่ต้องตระหนักมากที่สุด คือ การรักษาสิทธิ์ของประชาชนที่ได้รับการทำคลอดจากตน เพราะจะมีการถ่ายภาพ บางครั้งอาจจะเกิดภาพที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น เกรงคนอื่นจะนำภาพของผู้ที่ถูกทำคลอดไปโพส ตามสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ซึ่งต้องระวังจุดนี้เป็นพิเศษ

 ด.ต.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนการอบรมการทำคลอดนั้น ต้องขอเรียนให้ประชาชนทราบว่าเจ้าหน้าที่มีการอบรมกันอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงปีแรกๆจะอบรมกันที่โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลราชวิถี แต่ในช่วงหลังที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนมาอบรมที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งต้องขอขอบคุณทางผู้บริหารโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก ที่ได้ช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกในการอบรม รวมทั้งช่วยเหลืออุปกรณ์ในการทำคลอดกลับไปด้วย

 ”ถึงแม้ว่าจะผ่านการทำคลอดมากว่า 30 ครั้งแล้ว ความตื่นเต้นอาจจะลดน้อยลง แต่สิ่งที่ต้องคำนึงเพิ่มมากขึ้น สำหรับการทำคลอดของตนในแต่ละครั้ง คือ ความไม่ประมาท เพราะเราคือตำรวจจราจร ไม่ใช่ผู้ชำนาญการ ไม่ใช่แพทย์ ที่มีความชำนาญ ดังนั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องอยู่บนหลักของความไม่ประมาทเท่านั้น” ด.ต.พิเชษฐ์ กล่าว

 เจ้าของฉายา มือปราบสาวท้องแก่ ผู้นี้ บอกว่า การอบรมในครั้งนี้ได้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงเข้าร่วมด้วยก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก และอยากจะเล่าประสบการณ์ให้น้องๆตำรวจจราจรหญิงฟังว่า เวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ในการทำคลอดครั้งแรก ตนได้ทำคลอดให้แก่ประชาชนเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2545 ที่ซอยเสือใหญ่อุทิศ ตรงข้ามศาลอาญา รัชดา จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น จวบจนมาถึงวันนี้ได้ทำคลอดให้แก่ประชาชนรวมแล้วรวมแล้ว 30 ราย ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนที่ได้ทำคลอดให้ได้รับความปลอดภัย 100เปอร์เซ็นต์

 ”ครั้งแรกที่ได้ทำคลอดนั้น รู้สึกตื่นเต้นมาก มือไม้สั่นไปหมด ทำอะไรไม่ถูกเลย ขนาดสวมถุงมือนิ้วชี้กับนิ้วกลางยังรวมติดกันเลย แต่ก็ต้องตั้งสติว่าเราได้รับการอบรมมาอย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถช่วย เหลือประชาชนได้ ซึ่งตนได้รับการอบรมอย่างถูกต้องจากผู้ชำนาญ ไม่ใช่ว่าไม่ได้รับการสอนแล้วจะไปทำได้เลย โดยหลังจากได้ทำคลอดในครั้งต่อๆมา เริ่มมีความชำนาญเพิ่มมากขึ้น มีคนมาถามว่า ใช้เทคนิคอะไรหรือเปล่า ซึ่งตนก็บอกกลับไปว่า ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษแต่อย่างใด เราเพียงต้องช่วยให้เด็กที่คลอดออกมาสามารถหายใจเองได้

 ต้องสังเกตว่าตามปากหรือจมูกของเด็กอาจจะมีน้ำคล่ำอยู่ซึ่งจะต้องดูดออกให้หมดเพราะเด็กอาจ จะหายใจไม่ออกได้ นอกจากนี้จะต้องกระตุ้นให้เด็กร้อง และต้องเช็ดตัวเด็กตามซอกรักแร้ ขาหนีบ สามารถเช็ดตัวแรงๆได้เพราะการเช็ดตัวแรงๆอาจจะทำให้เด็กเกิดการจักจี้และร้องออกมาได้ การจับเท้าห้อยหัว ตีก้นเด็กเด็ก ถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด บางคนเคยถามว่ามีญาติๆของผู้หญิงท้องแก่ที่จะคลอดปฏิเสธการคลอดจากตนบ้างไหม ที่ผ่านมายังไม่เคยรับการปฏิเสธสักรายเดียว เพราะสถานการณ์ในช่วงนั้นคงไม่มีใครอยากจะปฏิเสธเสียเท่าไร” มือปราบสาวท้องแก่ บอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมา” ด.ต.พิเชษฐ์ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ด.ต.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยผ่านการทำคลอดบนท้องถนนมามากมาย ก็หวังว่าการทำคลอดในครั้งต่อไปจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงเป็นผู้ทำคลอดให้แก่ประชาชนบนท้องถนน และปรากฏภาพข่าวออกสู่สายตาประชาชนบ้าง ซึ่งตนก็ยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหญิงต่อไป…

 ท่ามกลางวิกฤตจราจรในเมืองหลวง และความไม่แน่นอนในสถานการณ์อุทกภัย

 อย่างน้อยๆ ประชาชนชาวกรุง ก็พออุ่นใจได้ว่า ยังมีตำรวจจราจรหญิง ที่มีศักยภาพในการบำบัดทุกข์ของประชาชน รวมถึงการทำหน้าที่เป็นหมอตำแย…

อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์
SCOOP@NAEWNA.COM

 

เปิดปมปัญหาน้ำท่วม กลุ่มทุนรุกป่าใช้ที่ดินผิดประเภท (สกู๊ปแนวหน้า) 2012/03/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=306329

วันที่ 26/3/2012 


 ”ประเทศไทยโชคดีที่ไม่ค่อยประสบกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ”

 เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทว่าวันนี้ประโยคดังกล่าวกลับจางหายไป เพราะตลอด 2-3 ปีมานี้ คนไทยต้องประสบกับภัยทางธรรมชาติทั้งอุทกภัย และดินโคลนถล่มในเกือบทุกพื้นที่อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางรายต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะทรัพย์สินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตได้ถูกกระแสน้ำกวาดหายไปในชั่วพริบตา

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่การช่วยเหลือ เยียวยาผู้ประสบภัย มาตรการช่วยเหลือ ของรัฐบาลทยอยออกมาเป็นระยะๆ แต่กลับ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะดูเหมือนไม่มีหน่วยงานใดหยิบยกสาเหตุหลักที่เป็น ต้นตอของการเกิดภัยทางธรรมชาติมาหารือเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 ”เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์” หนึ่งในกรรมการปฏิรูปและอนุกรรมการปฏิรูปที่ดิน ฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และน้ำ ในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มมาจากปัญหาโครงสร้างของที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปมการกระจายถือครองที่ดิน และการวางผังเมือง สิ่งที่เกิดขึ้น กับประเทศไทยในเวลานี้จึงถือเป็นสัญญาณ ที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าถึงเวลาที่จะต้อง มีการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ

 โดยในห้วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยสูญเสียป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ ถึง 80 ล้านไร่ ซึ่งทำให้ระบบนิเวศน์ป่าซึ่งมีความ หลากหลายทางชีวภาพ ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก ผ่าน “กลโกง” ของนายทุน ทั้งการถางป่าแล้วนำไปสร้างหลักฐานกู้เงินจากสถาบันการเงิน เมื่อที่ดินถูกยึดขายทอดตลาด ก็สามารถซื้อกลับ มาได้เป็นที่ดินที่ถูกกฎหมาย รวมไปถึงการกว้านซื้อที่ดิน “ผ่านนอมินี” ของชาวต่างชาติ

 ที่สำคัญยิ่งคือปัญหาการจัดสรรที่ดิน โดยโครงการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือคนจนที่ไร้ที่ดินต่างๆ ของรัฐ ถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของนายทุน และผู้ครอบครองที่ไม่ได้ไร้ที่ดินทำกินมากกว่าครึ่ง ทำให้เกษตรกรผู้เคยได้รับการจัดสรรที่ดินจากรัฐ ต้องกลับไปถางป่าใหม่เมื่อพื้นที่ป่าถูกทำลาย ทำให้ไม่มีต้นไม้ที่คอยชะลอการไหล ของน้ำจึงทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างที่เกิดขึ้น

 ”เพิ่มศักดิ์” ยังมองว่า การที่อำนาจการจัดการทรัพยากรที่ดินอยู่ในอำนาจของรัฐหรืออยู่ในกลไกตลาด โดยที่ไม่ได้อยู่ในมือของเกษตรกร ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ลำบาก

 ”เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่นายทุน เมื่อเป็นเพียงคนเช่าที่นา ก็ทำให้ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกัน กลไกของการชลประทานอยู่ในมือของกรมชลประทาน ซึ่งไม่ได้รับฟัง ความเห็นของเกษตรกรแต่อย่างใด ซึ่งการจะดำเนินการผันน้ำหรือใดๆ มาจากความคิดของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น” อนุกรรมการปฏิรูป ที่ดินฯ ระบุ

 อย่างไรก็ตาม อาจารย์เพิ่มศักดิ์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อขาดข้อมูลรอบด้าน ขาดการคานอำนาจระหว่างเกษตรกรและ ผู้ตัดสินใจ ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจึงเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นระบบ

 นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ดินในประเทศไทยอีกประเด็นหนึ่งคือ…

 ข้อพิพาทในการถือครองที่ดินวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการจัดการที่ดินของรัฐและปัญหาในเชิงกฎหมายที่เรื้อรังมานาน ที่ดินวังน้ำเขียวในทุกวันนี้มีทั้งที่ดินที่บุกรุกเขตอุทยาน และพื้นที่ที่ผู้ครอบครองไม่มีสิทธิตามกฎหมายต้องถูกเพิกถอนสิทธิ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นในพื้นที่ทั่วประเทศ ในลักษณะคล้ายๆ กันนั่นก็คือ…

 ชาวบ้านได้ที่ ส.ท.ก. (หนังสืออนุญาตให้ทำกินในที่ดินป่าสงวน แห่งชาติเป็นการชั่วคราว) หรือที่ ส.ป.ก. (เอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน) แล้วขายสิทธิให้แก่นายทุน โดยผู้มีอิทธิพลที่มีนักการเมืองหนุนหลัง จะนำเอาที่ ส.ป.ก. ไปออกหนังสือเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ซึ่งถือเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์เดิม โดยภาระก็ต้องกลับมาตกอยู่ที่รัฐที่ต้องหาที่ดินทำกินใหม่ให้กับเกษตรกร ทรัพยากรของชาติก็จะตกไปอยู่ในมือนายทุน และผู้มีอิทธิพล วงจรนี้จะหมุนเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด

 วงจรปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ที่ผ่านมา คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ได้เสนอทางออกผ่านข้อเสนอการปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรไว้หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายและการกำหนดเพดานการถือครองที่ดินที่จะสามารถจำกัดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้และขจัดปัญหานายทุนครอบครองที่ดินโดยมิชอบได้

 ”หัวใจสำคัญคือมาตรการจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ที่ถือครองที่ดินได้ทำการ ถือครอง และใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง อันจะส่งผล ให้เกิดแรงจูงใจในการผลิต มีความเป็นธรรม มีความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเกษตรรายย่อยและเกษตรกรรายใหญ่หรือกลุ่มธุรกิจให้น้อยลง” อาจารย์เพิ่มศักดิ์กล่าวย้ำถึงหัวใจ ของการปฏิรูปที่ดิน

 ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะควบคู่ ไปกับการส่งเสริมสนับสนุนการเกษตร ทั้งระบบอย่างครบวงจร ด้วยการจำกัดการ ถือครองที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวอย่างจริงจัง และไม่เลือกปฏิบัติ แต่หากจะมีการทำการเกษตรขนาดใหญ่ในรูปของสหกรณ์หรือบริษัท ก็สามารถทำได้เพียงแต่ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า กล่าวคือแทนที่กลุ่มนายทุนจะถือครองที่ดินจำนวนมากแล้วใช้วิธีจ้างเกษตรกรเป็นลูกจ้างโดยจ่ายค่าแรงราคาถูก สามารถปรับเปลี่ยนมาเป็นวิธีกระจาย ที่ดินออกไปให้เกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นเป็นผู้ถือครองที่ดิน แล้วบริษัทใช้หลักธุรกิจ ในการบริหารจัดการให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน มีการเสนอแผนการผลิตการตลาดที่จูงใจเกษตรกรทําการผลิต ทําสัญญาว่าจ้าง ที่เป็นธรรมและไม่เอารัดเอาเปรียบ

 วิธีการดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อย มีอํานาจต่อรอง เพราะมีการกระจายที่ดินให้เกษตรกรผู้ผลิตเป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งบริษัทและเกษตรกรรายย่อย มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน ส่วนมาตรการทางภาษีเพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินที่ถือครองเกินขนาดจํากัดในอัตราก้าวหน้านั้น ได้กำหนดไว้ว่าที่ดินขนาดต่ำกว่า 10 ไร่ ซึ่งเป็นขนาดที่จําเป็นต่อการ ทํากินยังชีพให้เสียภาษีในอัตราต่ำ ร้อยละ 0.03 ต่อไร่ ที่ดิน 10-50 ไร่ เสียภาษีอัตราปานกลางร้อยละ 0.1 สําหรับที่ดินปล่อยทิ้งร้างหรือส่วนที่เกินจาก 50 ไร่ ให้เสียภาษีอัตราก้าวหน้าสูง ร้อยละ 5 ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการสากลที่ทั่วโลกใช้กัน

 ข้อเสนอดังกล่าวนี้ ได้ถูกบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำพร้อมกัน โดยการปฏิรูปการจัดการที่ดินให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยใช้มาตรฐานทางภาษี ควบคู่ไปกับการจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย ตลอดจนพิจารณาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ที่ดินทิ้งร้างทางราชการ ปกป้องที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินทุ่งเลี้ยงสัตว์ ห้ามการปิดกั้นชายหาดสาธารณะ และผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิของชุมชน ในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน

 นโยบายดังกล่าวอยู่ในแผนการทำงานภายในช่วงระยะเวลา 4 ปี ของรัฐบาลชุดนี้ ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จในก้าวแรกของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปในการผลักดันเรื่องนี้

 ต่อจากนี้ไปจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันทวงถาม “สัญญา” ที่รัฐบาลให้เอาไว้ ก่อนที่สถานการณ์ที่ดินใน ประเทศไทยจะเลวร้ายยากเกินที่จะเยียวยา!

SCOOP@NAEWNA.COM