SME มีแวว

All posts tagged SME มีแวว

SME มีแวว : รองเท้าโซฟา สุขภาพดีทุกย่างก้าว (ชมคลิป)

Published ธันวาคม 3, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/385975

  • 29 พฤศจิกายน 2556, 05:30 น.

Pic_385975

แฟชั่นของรองเท้าทุกวันนี้ ไม่เพียงต้องหน้าตาดีเท่านั้น แต่ยังต้องใส่ลูกเล่นในเรื่องของสุขภาพเข้าไปด้วย อย่างรองเท้าโซฟาชูคู่นี้ ไม่ธรรดา…

โซฟาชู ภายใต้แบรนด์ ชูเบอรี่ ภายนอกอาจดูละม้ายคล้ายโซฟานั่ง ทว่าการใช้งานจริง กลับมีไว้สวมใส่เท่านั้น

รองเท้าโซฟา เกิดจากความคิดเล็กๆ ของ กรกนก สว่างรวมโชค เจ้าของแบรนด์ ชูเบอรี่ เธอบอกว่า พื้นฐานเธอชอบแต่งตัวตามแฟชั่น แต่แล้ววันหนึ่งได้เกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ข้อเท้าหัก จึงอยากได้รองเท้าที่ใส่สบาย ทว่าดูดี ในที่สุด เธอจึงแปรความต้องการใช้ส่วนตัวมาเป็นธุรกิจอย่างจริงจังขึ้นมา

กว่าจะมาเป็นรองเท้าโซฟา ที่นุ่ม คงทน คู่นี้ ต้องใช้เวลาในการหาชิ้นส่วนประกอบที่ลงตัว ลองผิดลองถูก ค้นหาดีไซน์ที่ใช่ ต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปีเต็ม

หัวใจสำคัญของรองเท้าโซฟา อยู่ที่การคัดเลือกวัสดุมาใช้อย่างพิถีพิถัน เช่น ฟองน้ำที่ใช้รับแรงกระแทก จะเป็นฟองน้ำทำที่นอน แทนฟองน้ำทำรองเท้าทั่วไป เพราะคุณสมบัติด้านความแน่น สปริงตัวได้ดี มีคุณภาพ ทำให้สวมใส่ได้ยาวนานยิ่งขึ้น 

สำหรับกระบวนการผลิตรองเท้าโซฟา เริ่มจากการวางแผนเตรียมวัตถุดิบ ออกแบบและสร้างแพทเทิร์นรองเท้า ก่อนนำไปเสริมด้วยวัสดุนวดเท้าตามจุดต่างๆ จากนั้น นำมาประกอบเป็นรองเท้าสำเร็จรูป โดยตั้งราคาขายที่คู่ละ 1,990 บาท

ด้วยความที่เท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทมากมาย โซฟาชู จึงถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติพิเศษในการนวดฝ่าเท้า ขณะเดินจะช่วยกระตุ้นอวัยวะภายใน พร้อมปรับสมดุลร่างกายในคราวเดียวกัน

วิธีการจับเทรนด์ตลาดของชูเบอรี่ ได้ไอเดียจากการนำสิ่งรอบตัว รวมทั้งการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อจะนำสิ่งที่เห็นมาประยุกต์ให้เข้ากับความนิยมของคนไทย

นอกจากจะโดดเด่นในด้านรองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพแล้ว ชูเบอรี่ยังมีรองเท้าแฟชั่น ทั้งส้นสูง คัทชู เพื่อเป็นทางเลือกกับลูกค้าอย่างครบวงจร

กุญแจสู่ความสำเร็จของ ชูเบอรี่ อยู่ที่การสร้างเอกลักษณ์​ผ่านดีไซน์รองเท้าให้ทันสมัยไม่ตกเทรนด์ ที่สำคัญคือ นวัตกรรมที่นำมาใช้ ต้องไม่เหมือนใคร และนี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้โซฟาชู กลายเป็นคู่ใจในทุกย่างก้าวของใครหลายๆ คน
ปัจจุบัน ช็อปชูเบอรี่ มีทั้งหมด 9 สาขา กระจายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น ห้างเซ็นทรัล เดอะมอลล์ เมกะบางนา สนใจสินค้า เข้าไปชมก่อนได้ที่https://www.facebook.com/Shuberry.Shoes

<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐทีวี
  • 29 พฤศจิกายน 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : จักรยานไม้วีเนียร์ ความคลาสสิกของนักปั่น (ชมคลิป)

Published พฤศจิกายน 22, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/384406

  • 22 พฤศจิกายน 2556, 05:30 น.

Pic_384406

การปั่นจักรยานออกกำลังกาย หรือเพื่อเดินทาง กลายเป็นเทรนด์ฮิตของคนยุคสมัยนี้ไปแล้ว เอสเอ็มอี มีแวววันนี้ จะพาคุณผู้ชมไปดูจักรยานที่ไม่ซ้ำแบบใคร ที่เกิดจากแนวคิดเล็กๆ ของผู้ชายคนหนึ่ง ที่อยากสร้างจักรยานไม้ด้วยมือตัวเอง

โครงไม้รูปร่างแปลกตา คือส่วนประกอบหลักของจักรยานไม้ แบรนด์ ดอท ที่ออกแบบโดยฝีมือดีไซเนอร์หนุ่มชาวไทย “กฤษณ์ พุฒพิมพ์” แม้จะไม่ใช่จักรยานไม้คันแรกของโลก แต่จักรยานคันนี้ รับรองว่า มีดีไซน์เก๋.. ไม่ซ้ำแบบใคร

ไม้ดัด หรือไม้วีเนียร์ เป็นไม้แถบสแกนดิเนเวีย จากท่อนใหญ่ถูกฝานเป็นชั้นบางๆ นำมาเรียงซ้อนกันก่อนอัดด้วยเครื่องจักรอุตสาหกรรมอีกครั้ง ส่งผลให้จักรยานมีความทนทาน ยืดหยุ่น รับแรงกระแทก และรับน้ำหนักได้มากกว่า 100 กิโลกรัม

แม้จะไม่มีสีสัน แต่ลวดลายธรรมชาติของเนื้อไม้ กลับเป็นจุดเด่นที่สวยงามลงตัวกับอะไหล่ ที่เลือกมาประกอบร่างให้ไม้ชิ้นเล็กๆ เหล่านี้ กลายเป็นจักรยานที่มีมูลค่ากว่า 4 หมื่นบาท จากต้นทุนเฉลี่ยคันละ 2 หมื่นบาท

ความแปลกที่ไม่เหมือนใคร พร้อมกับความคล่องตัว จากระบบขับขี่แบบอัตโนมัติ ทำให้จักรยานไม้คันนี้ ต้องใจกลุ่มนักปั่นที่ชอบสะสมจักรยาน และใช้งานในชีวิตประจำวัน

จักรยานไม้ แบรนด์ ดอท ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักปั่นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอิตาลี ที่ถูกใจผลงานเมื่อครั้งที่ “กฤษณ์” เคยไปแสดงผลงานในนิทรรศการที่นั่น ส่วนไทยเอง ก็ให้ความสนใจไม่น้อย เพราะทุกคนสามารถออกแบบให้จักรยานเหมาะกับตัวเองได้ ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งหลากหลายแบบ เช่น แฮนด์จักรยานไม้ ทรงวินเทจ และแฮนด์จักรยานไม้ ทรงบูลฮอน

ใครที่อยากได้ต้องอดใจรอถึง 2 เดือน เพราะทุกวันนี้ มียอดสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่คนนี้ มีกำลังใจที่จะขยายธุรกิจต่อไป

ความสำเร็จของ แบรนด์ ดอท มาจากความมุ่งมั่นท้าทาย กับคำสบประมาทที่ว่า จักรยานไม้ จะขี่ได้อย่างไร บวกกับแนวคิดสร้างสรรค์ที่มาเติมเต็ม จักรยานไม้ภายใต้ แบรนด์ ดอท จึงติดตลาดได้ภายใน 1 ปี สนใจจักรยานไม้ เชิญไปสัมผัสของจริงกันได้ที่ Pod bike shop ร้านจักรยานพีโอดี 156/3 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ชมคลิป
<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 พฤศจิกายน 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : ‘สังฆทานคิกขุ’ ลบภาพถังเหลือง ชวนทำบุญอย่างสร้างสรรค์

Published กรกฎาคม 26, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/358665

  • 23 กรกฎาคม 2556, 05:30 น.

Pic_358665

“ชุดสังฆทาน”คำๆ นี้ในภาพจำเราๆ ย่อมหนีไม่พ้น…กระป๋องเหลืองบรรจุด้วยโน่นนี่นั่น เช่น ร่มกันฝน ยารักษาโรค น้ำเปล่า ผงซักฟอก ยาสระผม ฯลฯ ผสมรวมกันอยู่ในนั้น เห็นกันจนเจนตา ทว่า SME มีแวว วันนี้ ไม่มีทางที่จะแนะนำอะไรธรรมดาๆ  ถ้าได้รู้จักกับ “การะเกด  Flowers & Gift” ก็เตรียมบอกลากระป๋องเหลืองกันได้เลย…


สลัดภาพจำสังฆทานกระป๋องเหลืองทิ้งได้เลย!

กุลจิรา ชำนิบรรณาการ เจ้าของร้านการะเกด Flowers & Gift จำหน่ายแป้งร่ำ น้ำอบไทย และรับจัดดอกไม้สด/ดอกไม้ประดิษฐ์ เธอเล่าให้ไทยรัฐออนไลน์ ฟังว่า ไอเดียชุดสังฆทานนี้ เกิดจากความรู้สึกของตัวเธอเองที่ว่า ทำไมชุดสังฆทานต้องถูกจำกัดอยู่แค่กระป๋อง หรือกล่องสีเหลือง เท่านั้น หนำซ้ำยามเธอไปวัดไม่ว่าที่ไหนๆ ก็มักเห็นเจ้ากระป๋องเหลืองมีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดื่นแทบทุกวัด บางทีการมีสิ่งนี้มากเกินไปก็ทำให้มากเกินจำเป็น ฉะนั้น มันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามั้ย ถ้าเธอจะจัดชุดสังฆทานที่ฉีกแนวออกไปไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งสำคัญ คือ สิ่งที่นำมาจัดรวมกันใน 1 ชุด เมื่อถวายพระสงฆ์ไปแล้ว ต้องมีประโยชน์ และนำมาใช้ได้จริงทุกชิ้น….นั่นคือที่มาของ ชุด ‘สังฆทานคิกขุ’ สไตล์การะเกด Flowers & Gift

“ชุดสังฆทาน จริงๆ เราทำมานานกว่า 10 ปี โดยเริ่มจากการทำขึ้นมาเพื่อนำไปถวายพระสงฆ์เองก่อน แต่พอเพื่อนๆ เห็นเข้าก็ชอบใจ ต่อมาก็เริ่มสั่งออเดอร์ จากนั้นทำไปทำมาเลยกลายเป็นสินค้าที่เป็นเสน่ห์ของทางร้านไปในที่สุด”


‘สังฆทานคิกขุ’ ชื่อนี้ได้แต่ไรมา

‘สังฆทานคิกขุ’ ชื่อนี้ ไม่ได้เกิดจากทางร้านเป็นผู้ตั้ง แต่เกิดจากเสียงแซวคนรอบข้างที่เห็นชุดสังฆทานที่ทางร้านการะเกดเป็นผู้เนรมิตขึ้นจากไอเดีย ผสมความตั้งใจ ที่ชอบตกแต่งด้วยสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นฉายาว่า  ‘สังฆทานคิกขุ’ มาถึงทุกวันนี้

เน้นใช้วัสดุพื้นบ้าน
“การจัดชุดสังฆทานแต่ละครั้ง จะเห็นว่าเราพยายามเลือกใช้วัสดุพื้นบ้านเป็นหลัก เช่น ตะกร้าหวาย ตะกร้าไม้ นอกจากจะดูสวยงาม แข็งแรง ที่สำคัญในความรู้สึกมองว่างานเหล่านี้ดูมีเสน่ห์ และเป็นฝีมือคนไทยด้วยกันจริงๆ ยิ่งนำมาตกแต่งด้วยช่อดอกไม้ นกตัวเล็กๆ ก็ยิ่งทำให้ชุดสังฆทานดูมีชีวิตชีวา ส่วนของที่นำมาใส่ในชุดสังฆทานบางครั้งก็จะขึ้นอยู่กับความต้องการลูกค้า โดยราคาที่ขายจะเริ่มตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป”

ชุดสังฆทานสำหรับช่วงเข้าพรรษา
ยกตัวอย่าง สังฆทาน 1 ชุดของร้านนี้ ประกอบด้วย ผ้าห่มพระ ผ้าแพร ผ้าอาบน้ำฝน ยารักษาโรค ต้นเทียน อุปกรณ์ที่พระสงฆ์ต้องใช้ส่วนตัว เช่น กระเป๋าใส่ของส่วนตัว ซองใส่แว่นตา ซองใส่ช้อนส้อม เป็นต้น

“สิ่งที่ต้องคำนึงในการจัดชุดสังฆทาน คือจะต้องคิดว่าทุกอย่างที่ถวายไปพระสงฆ์ท่านได้ใช้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันหากว่าลูกค้าสั่งชุดตะกร้าเพื่อนำไปเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ ของที่ใช้จัดก็ต้องเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม ทั้งนี้ในการเลือกสินค้าก็ต้องคำนึงถึงคุณภาพ และราคาที่เหมาะสมอีกด้วย”

จัดชุดสังฆทานอย่างไรให้ได้บุญ
“อันดับแรกคือต้องมีความตั้งใจ ของที่ถวายพระสงฆ์ต้องได้ใช้จริงๆ (โดยไม่กำหนดว่าต้องเป็นอะไร) ที่สำคัญในการถวายสังฆทานนั้น ที่ถูกต้องควรจะถวายพร้อมกับอาหารคาวหวาน แต่ถ้าถวายชุดของเครื่องใช้เพียงอย่างเดียวเราเรียกว่า ถวายเครื่องไทยธรรมค่ะ”

สินค้าหลักของร้านนี้ ไม่ได้มีเพียงเครื่องไทยธรรมเท่านั้น แต่ยังมีสินค้าเด่นๆ ประกอบด้วย ดอกไม้สด ดอกไม้ประดิษฐ์, ชุดพานหมั้น ขันหมาก, สวนทิพย์ สวนธรรม, ชุดกระเช้าของขวัญ, ชุดน้ำอบไทยในวังหลวง และของขวัญของชำร่วย

กุลจิรา เล่าว่า จุดเด่นสินค้าอยู่ที่ความสวยงาม ไม่เหมือนใคร ที่สำคัญของทุกชิ้นสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมกันนี้ของที่นำมาใช้ตกแต่งจะถูกทำขึ้นใหม่ด้วยมือจริงๆ เช่น พวงมาลัยดอกมะลิผ้าที่ซื้อมาเพื่อนำมาร้อยเอง ทั้งนี้ก็เพื่อความปราณีตสวยงามแตกต่าง หาที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ที่เดียว

สนใจเครื่องไทยธรรม ที่รับรองไม่เหมือนใคร ถวายแล้วได้บุญ เชิญได้ที่ร้านการะเกด Flowers & Gift ถนนงามวงศ์วาน 26 แยก 3 โทร. 02-9533020-1, 089-4884181  หรือ www.karakade.net

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 23 กรกฎาคม 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : Good/rak/ ดีไซน์กระดาษเก๋ & ขาดยากส์!

Published มิถุนายน 4, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/348892

4 มิถุนายน 2556, 05:30 น.
Pic_348892

SME มีแวว วันนี้ขอนำเสนอ….งานดีไซน์จากวัสดุแปลกๆ ซึ่งมีผิวสัมผัสคล้ายกระดาษ แต่มีน้ำหนักเบา ทนทาน กันน้ำได้  อีกทั้งยังเด่นโดนตรงลวดลายกราฟิกที่จงใจให้มีลูกเล่น มีเอกลักษณ์ ผสานความเก่าเข้ากับความใหม่…และแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขี้เล่น…ทั้งหมดนี้คือจุดเด่นของ Good/rak/


เริ่ม…เพราะหลงเสน่ห์วัสดุ

กิตติภัทร์ สุกมลสันต์ (โอ๊ค) เจ้าของงานดีไซน์ภายใต้แบรนด์ Good/rak/ เผยกับไทยรัฐ ออนไลน์ว่า Good รัก หรือ Good/rak/ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 สืบเนื่องมาจากที่ผมที่เรียนมาทาง Product Design และเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว จนมาวันหนึ่งบังเอิญได้ไปรู้จักวัสดุชนิดหนึ่ง ซึ่งสำหรับตัวผมเสน่ห์ของมันอยู่ที่ลักษณะที่คล้ายกับกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นผิวสัมผัสหรือการที่พื้นผิววัสดุสามารถย่นยับได้ แต่มีความเหนียว แข็งแรงและฉีกไม่ขาด ผมจึงได้พยายามค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ จนกระทั่งได้มาทราบว่าวัสดุชนิดนี้เรียกว่า แผ่นปะเก็น ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับที่ทำป้ายกางเกงยีนส์ จึงสามารถกันน้ำได้ นอกจากนี้ ข้อดีอีกประการของแผ่นปะเก็นก็คือ ส่วนหนึ่งทำมาจากเยื่อกระดาษซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติจึงสามารถย่อยสลายได้ อีกทั้งยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100%

ปฏิวัติซองใส่ไอแพด…ไม่ธรรมดา

เจ้าของแบรนด์เล่าต่อไปว่า “เสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครของวัสดุนี้ทำให้ผมสนใจที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นสินค้าอย่างจริงจัง แรกเริ่มทีเดียวทางเราต้องการจะผลิตกระเป๋าออกมาเป็นสินค้าชิ้นแรก แต่ยังไม่แน่ใจการตอบรับจากตลาดมากนัก เนื่องจากวัสดุที่ใช้ยังค่อนข้างใหม่ และมีลักษณะคล้ายกับกระดาษ ผู้ใช้จึงอาจจะยังมีความไม่มั่นใจบางประการเกี่ยวกับความทนทานของวัสดุ ผมจึงตัดสินใจออกแบบให้ผลิตภัณฑ์แรกของ Good/rak/ เป็นซองใส่ไอแพด ซึ่งเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ขนาดเล็กก่อนเพื่อดูผลตอบรับ ประกอบกับในขณะนั้นซองใส่ไอแพดส่วนมากที่มีอยู่ในท้องตลาดมักทำจากหนังพีวีซี หรือพลาสติกเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสินค้า IT&Gadget แบบรักษ์โลก และด้วยเหตุที่ผิวสัมผัสของวัสดุมีความคล้ายคลึงกับกระดาษเป็นอย่างมาก ผมจึงเลือกที่จะใช้คุณสมบัติดังกล่าวมาสร้างให้เป็น gimmick ให้กับผลิตภัณฑ์ โดยออกแบบให้เป็นซองใส่ไอแพด iPostcard ที่มีรูปแบบคล้ายกับซองเอกสารแบบย้อนยุค พร้อมกับมีกราฟิกด้านหน้าคล้ายกับโปสการ์ดขนาดใหญ่ โดยมี 3 ลวดลายพร้อมข้อความที่เป็นลูกเล่นเกี่ยวกับการสื่อสารและความรัก ให้เข้ากับชื่อแบรนด์สินค้าที่มีลูกเล่นของเรา (Goodรัก)”

 

ผสมผสานวัสดุเพิ่มความทนทาน

“และเพื่อเป็นความเพิ่มความคงทนแข็งแรงให้กับผลิตภัณฑ์อีกทั้งเป็นการเพิ่มคุณสมบัติในการเย็บ ผมจึงได้พยายามลองผิดลองถูกอยู่นานกับการผนวกแผ่นปะเก็นเข้ากับผ้าสักหลาด ซึ่ง Good/rak/ นับได้ว่าเป็นแบรนด์แรกที่ได้ผนวกวัสดุสองชิ้นนี้เข้าด้วยกัน การผนวกกันของสองวัสดุนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีสันสดใส และดูมี character มากขึ้นแล้ว แต่พื้นผิวสัมผัสที่นุ่มของผ้าสักหลาดยังช่วยป้องกันการขีดข่วนบนหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ การที่ผมได้ไปเห็นเศษหนังเหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องหนังซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเลือกใช้เศษหนังเหลือดังกล่าวมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษหนังที่หากไม่ได้ใช้งานก็ต้องถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์เองอีกด้วย”

 

ผลตอบรับเหนือความคาดหมาย

“สำหรับผลตอบรับของ iPostcard ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ Good/rak/ ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายจริงต้นเดือน พฤษภาคม 2011 นับว่าดีมากเหนือความคาดหมายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราได้รับเลือกลงเว็บไซต์ trendhunter.com, designboom.com และอีกหลายเว็บไซต์ งานดีไซน์ของต่างประเทศ ตลอดจนได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Lufthansa Magazin ฉบับเดือน ส.ค. 2011 มีหลายประเทศติดต่อมาเพื่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศเค้าครับ แต่มีหลายเจ้าที่เราจำต้องปฏิเสธไปเนื่องจากเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะผลิตงานแบบ mass production ตามที่เค้าต้องการ ต้องขอเรียนครับว่า working philosophy ของเราตั้งแต่เริ่มสร้างแบรนด์คือเน้นแนวคิดรักษ์โลก (eco design) และ fair trade กล่าวคือ งานของเราเป็นงานกึ่งแฮนด์เมดซึ่ง finish ด้วยมือทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์เองหรือแพ็กเกจ อีกทั้งยังเป็นงานแบบจำกัดจำนวน (limited edition) นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ผลิตแบบ mass และไม่ได้มีโรงงาน แต่ชิ้นงานทุกชิ้นผมเป็นผู้ออกแบบและขึ้นแพทเทิร์นต้นแบบด้วยตนเอง ส่วนผู้ผลิตสินค้าให้กับเราเป็นกลุ่มแม่บ้านซึ่งสำหรับผมถือว่าการผลิตรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ในอัตราที่เป็นธรรมและเหมาะสมให้กับคนในชุมชนครับ”

ต่างจากงานดีไซน์ทั่วไปที่…..

สำหรับจุดเด่นของสินค้า Good/rak/ อยู่ที่ความแปลกใหม่ของวัสดุ ซึ่งมีผิวสัมผัสคล้ายกระดาษ แต่มีน้ำหนักเบา ทนทาน กันน้ำได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ยังอยู่ที่ลวดลายกราฟิกและข้อความบนตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลายชิ้นได้ออกแบบให้มีลูกเล่นที่มีเอกลักษณ์ ผสานความเก่าเข้ากับความใหม่และแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขี้เล่น ไม่ว่าจะเป็น iPostcard ซองใส่ไอแพดที่ออกแบบให้ดูเหมือนโปสการ์ด Clutch on You ซองใส่ไอแพดที่ออกแบบให้ดูเหมือนกับหน้าปกวรรณกรรมคลาสิก incaseoflove ซองใส่ไอโฟนและสมาร์ทโฟนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูน sci-fi ยุค 70’s ซึ่ง 3 ลวดลายกราฟิกสามารถเรียงต่อกันได้เป็นซีรีส์ iBooklet ซองใส่ไอแพดมินิที่มีลวดลายกราฟิกคล้ายกับหนังสือ pocket book ประกอบไปด้วย คู่มือทำขนม ตำราชีววิทยา และแผนที่โลก หรือจะเป็นสินค้าใหม่ล่าสุด Talking Bar ซองใส่ไอโฟน5/สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นงาน 3 มิติพร้อมลวดลายกราฟิกคล้ายแพ็กเกจจิ้งช็อคโกแลตแบบย้อนยุค

…สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีลวดลายกราฟิก เช่น กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่เหรียญ (Go Cash Your Dream/ Keep up with the Change) ได้ออกแบบให้มีลูกเล่นโดยการผสานเอกลักษณ์การพับกระดาษแบบออริกามิเข้ามาใช้ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่เพียงแต่ให้รูปทรงที่โดดเด่นสะดุดตา แต่ยังเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้งานสูงสุดอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ด้วยแนวคิดรักษ์โลกและความต้องการที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เศษเหลือจากการผลิตสินค้าแต่ละครั้งยังได้รับการนำมาผลิตสินค้า Good/rak/ ภายใต้รุ่นพิเศษที่มีชื่อว่า waste-end series โดยในปัจจุบัน สินค้ารุ่นพิเศษนี้ประกอบด้วย ที่ห้อยมือถือ กระเป๋าใส่เหรียญ พวงกุญแจ และ Jew Collection ที่มีสร้อยคอและสร้อยข้อมือ โดยสินค้ารุ่น waste-end series ซึ่งเป็นสินค้า limited edition เพราะอาจมีบางสีหรือบางรุ่นเฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้น ตามที่เศษเหลือของวัสดุเป็นหลัก

ปัจจุบัน สินค้าประกอบไปด้วย ซองใส่ไอแพด/ไอแพดมินิ ซองใส่ไอโฟน/สมาร์ทโฟน กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่นามบัตร กระเป๋าใส่เหรียญ ที่ห้อยมือถือ พวงกุญแจ สร้อยคอและสร้อยข้อมือ โดยราคาอยู่ระหว่าง 249-1,545 บาท ในตอนนี้มีวางจำหน่ายที่ Loft ทั้ง 3 สาขา, Be Trend สยามพารากอน, Eco Shop by Top Pipat, Propaganda, Mintz Store

นอกจากนี้ เรายังรับผลิตสินค้าตามออเดอร์ และสำหรับในปีนี้เริ่มออกบูธเป็นครั้งแรกกับกลุ่ม Eco Design Thaiๆ ซึ่งจะจัดขึ้นในงานบ้านและสวน Mid Year ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายน นี้ ที่ Hall 102, BITEC บางนา พร้อมกับสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ในราคาพิเศษ หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจสินค้า สามารถติดต่อได้ที่ 081-375-4240  หรือเว็บไซต์ http://www.goodluckgoods.com, หรือ https://www.facebook.com/goodluckgoodsdesign

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 4 มิถุนายน 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : ‘บ้านถักทอ’… ‘เปลี่ยน’ ไอเดียทำเล่นให้เป็นเงิน

Published พฤษภาคม 9, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/343176

7 พฤษภาคม 2556, 05:30 น.
Pic_343176

…ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดีไซน์ตุ๊กตาไหมพรมให้ห่างไกลไปจากคำว่า “ลุคบ้านๆ” ได้ แต่ SME มีแวว วันนี้ภูมิใจเสนอ ‘บ้านถักทอ’ เจ้าของไอเดียตุ๊กตาไหมพรมยุคปัจจุบัน จะให้ดีมันก็ต้องเปลี่ยนได้!!

ชุมชนเข้มแข็ง ‘บ้านถักทอ’ จึงได้เกิด

สายอรุณ เวียงคำ (อ๋อย) ผู้บุกเบิกก่อตั้ง เผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ‘บ้านถักทอ’ ก่อตั้งมาได้ประมาณ 7 ปี โดยเกิดจากการรวมตัวกันระหว่างตนกับผู้คนในชุมชนที่มีใจชื่นชอบรักการทำงานฝีมือ โดยเฉพาะการถักโครเชต์ นิตติ้ง และนั่นจึงเป็นที่มาของกลุ่มบ้านถักทอบ้านพระที่นั่งดิน จ.พะเยา

“เริ่มแรกเราถักเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ สำหรับห้อยพวงกุญแจ จากนั้นจึงได้เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ กระทั่่งตุ๊กตาอยู่ในขนาดที่สามารถถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยมีลักษณะเป็นเด็กหญิงไว้ผมหน้าม้า ขณะที่คาแรกเตอร์ตรงดวงตา ที่จะมีตาหลับ ตายิ้ม ตาโต และตาขอบดำ” สายอรุณ กล่าว

 

 

ขายดะก่อนจับทางตลาด

บ้านถักทอเปิดตัวครั้งแรกที่ ถนนคนเดิน จ.เชียงใหม่ โดยเวลานั้นงานตุ๊กตาถักยังมีไม่มากนัก ฉะนั้นสินค้าในร้านจึงมีทั้งตุ๊กตาถัก หมวก เข็มขัด กระเป๋าถัก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคนในหมู่บ้านเดียวกันฝากมาขาย แต่ทว่าผลตอบรับปรากฏว่า ตุ๊กตากลับได้รับความสนใจ โดยเฉพาะชาวต่างชาติค่อนข้างมาก…ดังนั้นทางกลุ่มจึงได้หันมาทุ่มเทถักตุ๊กตากันอย่างจริงจังนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

 

แฟชั่นนิสต้าประสาตุ๊กตาไหมพรม

ความโดดเด่นของตุ๊กตาบ้านถักทอ คือ ตุ๊กตาแต่ละตัวสามารถถอด ‘เปลี่ยน’ เสื้อผ้าได้ นอกจากนี้ยังเลือกแอคเซสเซอรี่ เช่น หมวก กระเป๋า ผ้าพันคอ รองเท้า (สำหรับตุ๊กตา) ได้หลากหลาย โดยแต่ละแบบ แต่ละสไตล์ทันสมัยราวกับว่าหลุดมาจากแคตวอล์กก็ไม่ปาน

สายอรุณ เล่าว่า “ตุ๊กตาแฮนด์เมด เปลี่ยนเสื้อผ้า/แอคเซสเซอรี่ได้ ไอเดียนี้มาจากความรู้สึกที่ว่าอยากให้คนที่เล่นตุ๊กตาเขารู้สึกสัมผัสได้ เวลาที่เขาเลือกเสื้อผ้ามาแต่งตัวให้กับตุ๊กตาเด็กชาย-เด็กหญิง และอีกส่วนหนึ่งที่เราออกแบบเสื้อมาเยอะขนาดนี้เป็นเพราะว่าช่วงที่ทำแรกๆ ประมาณปี 2548 พวกเสื้อผ้าอะไรเหล่านี้ยังมีให้เลือกไม่มากนัก กระทั่งในปี 2550 ที่งานนิมมานซอย 1 จังหวะนี้เองที่เริ่มมีคนรู้จักตุ๊กตาบ้านถักทอมากขึ้น ระหว่างนี้เองที่กระแสของตุ๊กตาบลายธ์ก็กำลังได้รับความนิยม ฉะนั้นจึงมักมีลูกค้ามาถามบ่อยๆ ว่า ตุ๊กตาของเราทำไมมีเสื้อผ้าเปลี่ยนน้อยจัง…จึงเป็นจุดให้เราเริ่มปรับรูปแบบเสื้อผ้าตุ๊กตาให้ทันสมัย และมีให้เลือกหลากหลายยิ่งขึ้นมาถึงทุกวันนี้”

 

 

ฝีมือล้วนๆ

นอกจากความหลากหลายทั้ง เสื้อผ้า/แอคเซสเซอรี่ เบื้องหลังของแฟชั่นเหล่านี้ สายอรุณ เล่าว่า ชาวบ้านที่ถักชุดตุ๊กตาเหล่านี้ แต่ละคนไม่ได้มีพื้นฐาน หรือไปเรียนด้านแฟชั่นจากไหน แต่อาศัยดูเทรนด์เสื้อผ้าจากดาราในละครโทรทัศน์บ้าง ตามหนังโฆษณาบ้าง จากนั้นค่อยนำมาแอพพลายเป็นเสื้อผ้าตุ๊กตาถักขึ้นเองสดๆ ฉะนั้นเสื้อผ้าสุดชิคเหล่านี้จึงมาจากฝีมือคนทำล้วนๆ และหาแพทเทิร์นที่ไหนไม่ได้แน่นอน นอกจากนี้ความช่างคิดยังทยอยออกมาไม่หยุดหย่อน เมื่อเสื้อผ้าบางคอลเลกชั่นมีการนำวัสดุเหลือใช้ เช่น เศษผ้ายีนส์ชิ้นเล็กๆ มาแอพพลายเป็นกางเกง แต่งด้วยไหมพรมเก๋ๆ หรือเศษผ้าจากงานปักฝีมือชาวเขา ก็เอามามิกซ์กับงานโครเชต์ จนก่อเกิดเป็นดีไซน์ใหม่ที่เก๋ไม่แพ้เสื้อผ้าคนเลยทีเดียว

หลากหลายให้เลือกสรร

จุดเด่นของบ้านถักทออยู่ที่ความหลากหลาย โดยเริ่มจากจำนวนสมาชิกมีประมาณ 50 คน ซึ่ีงแต่ละคนก็จะมีความถนัดที่แตกต่างกันไป เช่น บางคนถนัดถักโครเชต์ ขณะที่บางคนถนัดถักนิตติ้ง เมื่อดึงความสามารถของแต่ละคนมารวมกันจึงทำให้ผลงานมีความหลากหลาย มีเสน่ห์ยิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้รูปแบบของตุ๊กตามีทั้งหมด 3 คาแรกเตอร์ (ทุกแบบมีทั้งเด็กชาย-เด็กหญิง) คือ 1. น้องถัก (มีลักษณะตายิ้ม/ตาหลับ) 2. น้องทอ (มีลักษณะตาโต) และ 3. น้องพอเพียง (มีลักษณะตาขอบดำ) สนนราคาเริ่มที่ 380-1,200 บาท/ตัว (เลือกเสื้อผ้าได้ 1 ชุด)

ลูกค้าส่วนใหญ่ของบ้านถักทอเป็นชาวต่างชาติ ปัจจุบันมีออเดอร์ต้องถักตุ๊กตาไม่ต่ำกว่า 300 ตัว/เดือน (ไม่รวมจำนวน เสื้อผ้า แอคเซสเซอรี่ต่างๆ) มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 50,000 บาท/เดือน

หากว่าใครสนใจ ก็ไปป๊ะกันแหม ที่ร้านบ้านถักทอ สาขา เชียงใหม่ (ใกล้อนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์),สาขาตลาดซิคาด้า หัวหิน, สาขาเอเชียทีค โกดัง 8 โทร.081-9507008 หรือhttps://www.facebook.com/bantaktor.chiangkum?ref=ts&fref=ts 

 

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 7 พฤษภาคม 2556, 05:30 น.

‘Kiss Me Doll’ ผ้าพันคอดีไซน์เก๋…ไม่ซ้ำใคร!

Published เมษายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/340397

23 เมษายน 2556, 05:30 น.
Pic_340397

ปัจจุบัน “ผ้าพันคอ” นับว่ามีบทบาทอย่างนึงสำหรับผู้หญิง สามารถนำมาเติมเป็น แอ็คเซสเซอรี่ได้อย่างลงตัว จากผู้หญิงที่แต่งตัวธรรมดา สามารถเสริมบุคลิกด้วย “ผ้าพันคอ” สวยๆสักผืน เท่านี้ก็ส่งให้ดูเก๋ เปรี้ยว ชิค ได้อย่างง่ายดาย คำถามคือ แล้วผ้าพันคอ คุณสมบัติดังว่าอยู่ที่ไหน?….SME มีแวว วันนี้ ภูมิใจเสนอ  “Kiss Me Doll” ผ้าพันคอรับลองไม่มีใครเหมือน น่ารัก มีสไตล์ในแบบเฉพาะตัว

จุดเริ่ม ‘Kiss Me Doll’

สิษฐ์ – พสิษฐ์ รัตน์จารุพงศ์ เจ้าของธุรกิจผ้าพันคอ “Kiss Me Doll” เผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า “ก่อนหน้านี้ “Kiss Me Doll” เป็นชื่อแบรนด์ตุ๊กตาผ้าผลิตเพื่อการส่งออกมาก่อน ต่อมาเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วก็มองว่างานที่เป็นแนวแฟชั่นน่าจะไปได้ดีกว่า โดยเฉพาะผ้าพันคอ คิดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ในธุรกิจมากที่สุดเพราะเรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าเราคือใคร  ดังนั้นเราจึงเริ่มมุ่งหน้ามาทำธุรกิจผ้าพันคอแทนตุ๊กตาส่งออกอย่างจริงจัง โดยตอนนั้นเราเริ่มจากการทำเป็นธุรกิจเล็กๆ  แต่ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด”

เทคนิคออกแบบให้ชิคตรงใจ

ความโดดเด่นของ “Kiss Me Doll” จะอยู่ที่โทนสี ลายการออกแบบ โดยจะออกแนวน่ารักๆ ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจได้มาจากการเก็บข้อมูลความต้องการลูกค้า ว่าเขาต้องการผ้าพันคอแบบไหน ทางทีมออกแบบก็จะตอบโจทย์นี้ได้อย่างตรงจุดมากที่สุด

แอคเซสเซอรี่ หรือของขวัญ แบบไหนก็โดน!

…“Kiss Me Doll” ถือเป็น แบรนด์ผ้าพันคอที่ออกแบบเอง โดยใช้ดีไซเนอร์จากฝีมือคนไทย และผลิตเองในประเทศไทย โดยคำนึงตั้งแต่การคัดสรร ลายผ้า ที่เหมาะกับผู้หญิงทุกสไตล์ ทั้งเปรี้ยว หวาน ชิค ทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงวัยคนทำงาน ต่อด้วย การเลือกใช้สี เราก็จะคำนึงถึงการใช้งาน ได้หลายๆ โอกาส และจะเลือกคัดสรรให้เหมาะกับการแต่งตัวของบุคลิกของคนแต่ละคน และสามารถนำมา Mix&Match ให้เข้ากับชุดได้ลายชุด นอกจากนี้ “Kiss Me Doll” คำนึงคุณภาพ วัตถุดิบ ลายที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน สามารถซื้อไปใช้เอง หรือนำไปเป็นของขวัญ ของฝาก ได้อย่างมีสไตล์ เพราะทาง “Kiss Me Doll” มีกล่องที่ดีไซน์เอง อย่างสวยงามประทับใจผู้รับแน่นอน


ผ้านุ่ม…สั่งทอเป็นพิเศษ

เจ้าของร้านเล่าต่อไปว่า “นอกจากลวดลาย สีสัน ที่ดีไซน์ขึ้นมาแบบเฉพาะตัวแล้วผ้าที่ใช้เราจะสั่งทอขึ้นมาเป็นพิเศษ ฉะนั้นผ้าชนิดนี้จะหาซื้อที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่ Kiss Me Doll ที่เดียว โดยจุดเด่นของผ้าที่เราใช้คือ เหมาะกับอากาศบ้านเรา แม้แต่ฝีจักรที่เย็บยังต้องเนี้ยบ คือ เรายอมที่จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเราต้องการให้สินนค้าของเราเป็นสินค้าที่ดีที่สุด โดยราคาขายก็สมเหตุสมผล เริ่มตั้งแต่ 400-1,600 บาท/ผืน”

ปัจจุบัน “Kiss Me Doll” แบ่งการขายออกเป็น 3 ส่วน 1. มีสาขาปัจจุบัน 8 สาขา ได้แก่ เอเชียทีค, BTS สยาม, BTS พารากอน, Union Mall, ตลาดนัดจตุจักร, Terminal 21, ห้าง Zen @Central World และ ปาลิโอ เขาใหญ่ 2.ขายตามงานแฟร์ต่างๆ อาทิ งาน BIG&BIH และงานบ้านและสวนแฟร์ 3. ธุรกิจขายผ่านออนไลน์https://www.facebook.com/kissMeDollScarf?fref=ts,http://www.kissmedollscarf.com/ และ IG: Kissmedoll

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 23 เมษายน 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : เปิดธุรกิจฮอตต้อนรับซัมเมอร์ที่สุดต้อง…Iberry

Published เมษายน 25, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/338830

19 เมษายน 2556, 12:00 น.
Pic_338830

ร้อนๆ อย่างนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าธุรกิจไหนมาแรงถ้าไม่ใช่ธุรกิจที่เกี่ยวกับการคลายร้อน อย่างเครื่องดื่มหวานเย็นชื่นใจ ไปจนถึงไอศกรีม…SME มีแวว รอบพิเศษนี้ขอแนะนำ ไอศกรีมผลไม้ไทยๆ ภายใต้แบรนด์ Iberry 

อัจฉรา บุรารักษ์ (ปลา) เจ้าของ Iberry เผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า Iberry เปิดมาได้ประมาณ 15 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มจากตอนนั้นเธอไปเที่ยวเมืองนอก ก็ได้ไปเห็นร้านขายไอศกรีมเจลลาโต้ของที่นั่น จึงเกิดเป็นไอเดียว่าน่าจะเอาร้านไอศกรีมแบบนั้นมาทำที่เมืองไทยบ้าง เพราะเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น ไอศกรีมแนวนี้ยังมีน้อยมาก กอปรกับไอศกรีมพรีเมี่ยมที่ผลิตจากผลไม้ไทยจริงๆ นั้นยังไม่มี  ช่องว่างทางตลาดนี้เองที่กลายเป็นที่มาของ Iberry

“ตอนที่เริ่มสร้างแบรนด์นี้ ไม่ได้มองถึงโอกาสความเป็นไปได้สักเท่าไหร่ ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็กอายุแค่ 22-23 เอง เลยคิดแค่ว่าถ้าเจ๊งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาอย่างอื่นทำใหม่ก็ได้ แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่ามันน่าจะไปได้นะ” เจ้าของร้าน สาวสวยกล่าว

…Iberry เปิดตัวครั้งแรกในซอยสุขุมวิท 24 โดยไอศกรีมรุ่นแรก เปิดตัวจากรสคลาสสิกทั่วไป อย่างรสวานิลลา ช็อกโกแลต สตอเบอรี่ เชอร์เบ็ต ต่อมาจึงได้แตกไลน์เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยการนำผลไม้ไทยๆ มาแปรรูปเป็นไอศกรีม โดยนำร่องด้วยไอศกรีมรสลิ้นจี่ สับปะรด กระท้อน มะยม มังคุด กะทิสดอัลมอลต์ รสกระท้อน แอปเปิ้ล รสเงาะ มะยม มะม่วงเขียว ส้ม มะขาม มะดัน น้อยหน่า กระเจี๊ยบ ระกำ ลำไย ชมพู่ บ๊วยเค็ม ละมุด ฝรั่ง แตงโม ขนุน มังคุด  ทุเรียน ฯลฯ ณะที่ไอศกรีมผลไม้บางชนิดจะเวียนกันไปตามฤดูกาล  (สนนราคา 59 บาท/สกู๊ป)

ล่าสุด Iberry เปิดตัวเมนูใหม่ “Mango Oreo Summer Breeze” เมนูเด็ด เฉพาะฤดูร้อนนี้เท่านั้น

จุดเด่นของ Iberry คือไอศกรีมของไทยที่โชว์ความเป็นผลไม้ไทย  ส่วนรสชาติของไอศกรีมผลไม้แต่ละตัวมีความโดดเด่นที่รสไหนเป็นรสนั้น เช่น ไอศกรีมน้อยหน่า หากว่าได้ทานเข้าไปแล้วจะรับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือน้อยหน่า  ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในกระบวนการผลิต Iberry เน้นคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี ใช้เป็นส่วนประกอบชนิดจัดเต็มจนคนทานสัมผัสได้ถึงรสชาติ

อนาคตจะมีไอศกรีมดอกไม้ไทยๆไหม? นั้น ทางเจ้าของร้านบอกว่า “มีความเป็นไปได้ค่ะ เพราะตอนนี้ก็เริ่มนำอัญชันเข้ามาเป็นวัตถุดิบ  โดยล่าสุดได้นำมาทำเป็นเครื่องดื่มก่อน ชื่อเมนูว่า น้ำอัญชันเจลลี่ ส่วนไอศกรีม คาดว่าจะได้ชิมกันในเร็วๆ นี้”

ปัจจุบัน Iberry ขยายไปแล้วถึง 15 สาขา ได้แก่ สาขาสยามสแควร์, Siam Paragon, Central World, J avenue, Market Place สาขาทองหล่อ,ห้าง Esplanade รัชดา, Future Park, La Villa อารีย์, ปิยะรมย์ เพลส สุขุมวิท 101, เมเจอร์ รัชโยธิน, เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต,ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 17 เชียงใหม่ (เป็นสาขาแรก-สาขาเดียวที่เป็นแฟรนไชส์)

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 19 เมษายน 2556, 12:00 น.

SME มีแวว : ช็อกโกแลต ก. ไก่…ไอเดียสร้างสรรค์ผ่านตัวอักษร

Published เมษายน 9, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/337690

9 เมษายน 2556, 05:30 น.
Pic_337690

ช็อกโกแลต ยุคนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของแท่งสี่เหลี่ยมอีกต่อไป SME มีแวว วันนี้ จะนำคุณไปรู้จักกับช็อกโกแลตที่มีหน้าตาประหนึ่งตัวอักษรบนแป้นคีย์บอร์ดที่คุณสามารถบรรจงสร้างสรรค์เรียงร้อยถ้อยคำดีๆ ผ่านช็อกโกแลตเหล่านี้ได้ทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาไทย…

จุดเริ่ม เอบีซี ช็อกโกแลต
กิตติ กิตติลดากุล เจ้าของ บริษัท เอบีซี ช็อกโกแลต จำกัด อดีตหนุ่มออฟฟิศ ที่ผันตัวเองมาสร้างธุรกิจของตนเอง เล่าให้ไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า แบรนด์นี้เริ่มมาจากความคิดที่อยากจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่เป็นของตนเอง จากนั้น เขาเริ่มต้นค้นหาธุรกิจด้วยการเปิดร้านขายกาแฟ ร้านเสื้อผ้า ร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ กระทั่งมาลงตัวที่ธุรกิจช็อกโกแลต

“ตอนนั้นผมลองผิดลองถูก เพื่อที่จะพยายามมองหาธุรกิจอะไรสักย่างที่มันไม่ซ้ำกับคนอื่น จนในที่สุดก็มาลงตัวที่ธุรกิจช็อกโกแลต โดยเริ่มจากหาสูตรทำช็อกโกแลตด้วยตนเอง ออกแบบเอง พอทำเสร็จก็ลองนำไปขายครั้งแรกที่ตลาดนัดย่านรัชดา ผลตอบรับก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง”

เจ้าของร้าน เล่าอีกว่า เริ่มทำขายครั้งแรกประมาณปี 2551โดยที่ไม่มีชื่อร้าน/ชื่อแบรนด์แต่อย่างใด คือทำออกมาก็ไปตั้งร้านขาย กระทั่ง 2 ปีต่อมา จึงได้ใช้ชื่อแบรนด์อย่างเป็นทางการว่า เอบีซี ช็อกโกแลต มาจนถึงปัจจุบันนี้

ของขวัญที่มีอิสระทางความคิด
จุดเด่น…โดยพื้นฐานช็อกโกแลต ก็เป็นอะไรที่ทุกคนชื่นชอบกันอยู่แล้ว ขณะเดียวกันด้านการดีไซน์ก็จะเห็นได้ว่าช็อกโกแลตที่นี่ถูกออกแบบมาให้มีสีสันสดใส มีรูปแบบหลากหลายทั้งตัวอักษรไทย อักษรอังกฤษ และไอคอนน่ารักๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้คนซื้อรู้สึกสนุกต่อการได้เลือกสินค้า พร้อมทั้งได้คิดหาคำความหมายดีๆ ที่เขาชอบได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้ หากว่านำไปเป็นของขวัญ/ของฝาก ในมุมของผู้รับก็จะยิ่งรู้สึกประทับใจ เพราะการสร้างคำสื่อความหมายนั้นมาจากคนให้โดยตรง …

“คอนเซ็ปต์สินค้าเราคือ ลูกค้าจะเป็นคนเลือกสร้างสรรค์ได้ด้วยตนเอง” เจ้าของร้านกล่าว

มี 3 รสชาติให้เลือก
เอบีซี ช็อกโกแลต แบ่งเป็น 3 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ Dark Chocolate – ดาร์ก ช็อกโกแลต, White Chocolate – ไวท์ ช็อกโกแลต และStrawberry Chocolate – สตอเบอรี่ ช็อกโกแลต โดยมีรูปแบบอักษรไทย-อังกฤษ ตัวเลข และไอคอนให้เลือกผสมคำ สร้างประโยคดีๆได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งนี้ สนนราคาจะอยู่ที่ชิ้นละ 7 บาท

“ด้านรสชาติเราใช้วัตถุดิบที่ดี นำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นคนทานจะรู้สึกได้เลยว่าคุณภาพรสชาติอยู่เหนือกว่าราคาอย่างชัดเจน”

ปัจจุบัน เอบีซี ช็อกโกแลต จำกัด มีฐานลูกค้าขายส่งมากกว่า 4,000 รายทั่วประเทศ ขณะเดียวกันได้มีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทั้งประเทศกัมพูชา, สิงค์โปร์, ฮ่องกง ฯลฯ พร้อมกันนี้ยังเป็นแฟรนไชส์ให้ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสร้างธุรกิจเป็นของตนเองได้ง่ายๆ โดยรูปแบบการลงทุนขายส่ง เริ่มต้นตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป หากเป็นแฟรนไชส์ เริ่มต้นที่ 49,000 บาท (จะได้รับอุปกรณ์ คีออส สินค้า พร้อมขายทันที)  ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 1-2 ปี

สำหรับผู้ที่ที่สนใจไปเจอกันได้ที่ ร้าน ABC Chocolate สาขา Crystal Design Center (CDC) ,สาขา The One Park (เดอะ วัน พาร์ค) ข้างเซ็นทรัลลาดพร้าว, สาขา Terminal 21 และสาขา Seacon Square หรือจะคลิกเข้าไปดูก่อนได้ที่http://www.abcchocolate.com และhttp://www.facebook.com/ABCChocolate.Co.Ltd โทร. 083-6869920-1

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 เมษายน 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : ออกลายสไตล์ ‘Hua-to’ สดใสรับซัมเมอร์

Published มีนาคม 27, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/334810

26 มีนาคม 2556, 05:30 น.
Pic_334810

…ต้อนรับซัมเมอร์ ฉลองอุณหภูมิ 40 องศา SME มีแวว วันนี้ไม่พลาด ภูมิใจเสนอ ‘Hua-to’ งานดีไซน์ ทั้ง เสื้อผ้า หมวก ผ้าพันคอ กระเป๋าผ้าอารมณ์พร้อมชิลล์ ณ ทะเล ทุกเมื่อ ทุกเวลา…

‘หัวโต’ ออกลาย
‘Hua-to’  หรือเด็กหัวโต คือชื่อแบรนด์งานดีไซน์อารมณ์ชิลล์ โดยต้นกำเนิดของแบรนด์นี้เริ่มมาจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่า “ธงชัย พยุงวงศ์” ซึ่งเขาเล่าถึงที่มาแห่งแบรนด์นี้ให้ไทยรับออนไลน์ ฟังว่า 

…เรื่องของเรื่อง เริ่มจากสมัยเรียน เอกนิเทศศิลป์ อยู่ที่มหาวิทยาแห่งหนึ่ง เขาก็ไอเดียเจิดจนต้องระบายมันออกมาเป็นพวงกุญแจแฮนเมดเพ้นท์สี ขายชิ้นละ 20-30 บาทเป็นงานอดิเรกเพลินๆ ระหว่างเรียน กระทั่งเรียนจบออกมา เขาก็ไปสมัครงาน พร้อมเข้าทำงานเหมืนคนอื่นๆ ทั่วไป ทว่าเขาทนทำอยู่ได้ไม่นาน เพราะในใจมันร่ำร้องว่า งานพวกนี้มันไม่ใช่!

“ตอนที่ผมไปสมัครงานพอทำๆไปแล้วมันรู้สึกว่างานที่ทำมันไม่ตรงสายกับที่ผมเรียนมา แล้วพอตลาดรถไฟเปิด ผมจึงตัดสินใจมาเปิดร้านเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า ‘Hua-to’ ขายงานแฮนเมด โดยสินค้าตอนนั้นเป็นพวงกุญแจเพ้นท์เหมืนสมัยเรียน แต่ด้วยความที่ทำเลตรงนี้มีกลุ่มคนค่อนข้างหลากหลาย ทำให้มองว่าต้องคิดงานตัวอื่นเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างความหลากหลายยิ่งขึ้นน่าจะดีกว่า” ธงชัย เล่าถึงที่มาของ ‘Hua-to’


แตกไลน์เด็กหัวโต

หลังจากคิดเพิ่มสินค้า ‘Hua-to’ จากเดิมที่เป็นพวงกุญแจเพ้นท์ ก็เริ่มมีสินค้าตัวอื่นๆ เข้ามา เช่น หมวก ผ้าพันคอ กระเป๋าผ้า เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ โดยเอกลักษณ์สำคัญของ ‘Hua-to’ คือรูปเด็กหัวโต ในชุดกะลาสีเรือนั่นเอง

ออกลายให้โดน

เจ้าของร้านเล่าต่อไปว่า “จุดเด่นของเราอยู่ที่สีสัน ลวดลายที่ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ แล้วผมจะเป็นคนออกแบบลายเองทั้้งหมดผ่านโปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงนำลายไปพิมพ์ลงบนวัสดุที่ต้องการ อาทิเช่น เสื้อยืด กระเป๋าผ้า  ผ้าพันคอ ฯลฯ เหล่านี้อีกที โดยข้อดีของงานพิมลายคือ เวลานำไปซักแล้วสีไม่ซีดจางง่าย อีกทั้งบริเวณที่เป็นลายก็จะไม่แข็งกระด้างเหมือนงานที่เพ้นท์ด้วยมือ แต่งานเพ้นท์ด้วยมือก็ยังมีอยู่นะครับ อย่างพวงกุญแจ แล้วก็งานตามออเดอร์ลูกค้า ที่บางครั้งเขาต้องการงานเพ้นท์เราก็จะทำให้เป็นกรณีพิเศษ”

สนนราคาภายในร้าน ‘Hua-to’ เริ่มตั้งแต่ 30-390 บาท (ขึ้นอยู่กับแบบสินค้า) ทั้งนี้สินค้ามาแรงที่สุดในร้านนี้ เจ้าของร้านบอกว่าต้องยกให้ กระเป๋าเครื่องสำอางจากผ้าพิมพ์ลาย ที่หลายคนนิยมซื้อเพื่อนำไปใส่ข้าวของจิปาถะ หิ้วง่าย ลายเก๋ จึงทำให้ขายดีมากคงเส้นคงวามาถึงทุกวันนี้

หากว่าใครอยากมีไว้ครอบครอง เพื่อจะเอาไว้ใช้  หรือกะจะเอาไว้ใส่ตอนไปชิลท์เอาท์ที่ริมทะเล แนะนำให้ไปสัมผัสของจริงกันที่ ตลาดนัดรถไฟ ล๊อค E.43 และร้าน BE Trend หรือติดต่อและสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-3365-9883http://www.facebook.com/pages/Hua-to/106672349466817นะจ้ะ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 26 มีนาคม 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : เพิ่มท็อปปิ้ง’รองเท้าแตะ’…เก๋-แซ่บ เลือกได้…ไอเดียสุดเจิดจาก ‘โช-อิ-เซะ’

Published มีนาคม 15, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/332363

15 มีนาคม 2556, 05:30 น.
Pic_332363

แน่ล่ะว่า…รองเท้าที่ใส่สบายที่สุดมันก็ต้อง ‘รองเท้าแตะ’ แต่คงจะดีไม่น้อย หากเราสามารถเลือกส่วนประกอบต่างๆ อย่างสีพื้นรองเท้า สีหู ไปจนถึงท็อปปิ้งสำหรับตกแต่งได้… SME มีแวว จัดให้…

รู้จัก ‘โช-อิ-เซะ’

‘โช-อิ-เซะ’ ร้านรองเท้าแตะ มีจุดขายตรงที่ลูกค้าสามารถเลือกมิกซ์ชิ้นส่วนต่างๆ ของรองเท้าให้ออกมาเป็นรองเท้า 1 คู่ได้อย่างอิสระ ตั้งแต่ 1. พื้นรองเท้า (มีพื้น 2 แบบ คือ แบบโฟม และแบบพื้นยาง พร้อมสีสันสดใสให้เลือกอีกกว่า 8 เฉดสี ) 2. หูรองเท้า (เลือกได้ 8 เฉดสี) และ 3.ท็อปปิ้ง (แอคเซสซอรี่เก๋ๆ สำหรับตกแต่งรองเท้า)…เมื่อเลือกแล้ว นั่งรอประกอบรองเท้าไม่เกิน 2 นาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย!!

อยากทำอะไรที่แตกต่าง
ปริญญา ปทุมแสง กับ อัญวีณ์ อิสระชัยนันท์ 2 หนุ่มสาวเจ้าของร้าน ‘โช-อิ-เซะ’ เผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ร้านนี้เปิดมาได้ประมาณ 6 เดือน โดยมีจุดเริ่มมาจาก ตัวของ อัญวีณ์ ที่ก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นนักวิจัยสังคม อยู่ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ต่อมาได้ลาออกเพื่อเดินทางไปเรียนเพิ่มเติม ณ ประเทศอังกฤษอยู่นานประมาณ 1 ปี  ระหว่างนั้นเธอก็ขบคิดไปด้วยว่า แท้จริงแล้วตัวเธอต้องการทำอะไรกันแน่ ซึ่งคำตอบก็คือ…เธอนั้นไม่ชอบทำงานแบบนั่งเก้าอี้อยู่กับที่ แต่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ทั้งนี้ เธอก็คิดต่อไปว่า จะต้องเป็นธุรกิจอะไรสักอย่างที่เธอชอบ และอยากจะทำมันจริงๆ

“ช่วงที่อยู่อังกฤษสภาพแวดล้อม สังคมที่นั่นถือว่าเป็นชนวนจุดประกายอย่างหนึ่งให้เราเกิดไอเดียอยากทำอะไรที่มันแตกต่าง ด้วยสังเกตว่าคนที่นั่นเขาค่อนข้างมีความคิดที่อิสระ ขณะเดียวกันทุกวันนี้สังคมไทย เด็กรุ่นใหม่ต้องยอมรับว่าเขาเองก็มีอิสระในการตัดสินใจ กล้าคิดกล้าทำกันมากขึ้น มันเลยได้ข้อสรุปว่าเราจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่มันแตกต่าง คิดไปคิดมาก็มาสรุปที่ว่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับรองเท้าแตะ เนื่องจากว่า เราเป็นคนที่โดนรองเท้ากัดง่ายมาก ใส่รองเท้าอะไรก็เจอปัญหานี้ตลอด มันเลยทำให้เราชอบใส่รองเท้าแตะมากเป็นพิเศษ เพราะรองเท้าแตะเป็นรองเท้าที่ใส่สบายที่สุด อีกทั้งพื้นฐานทางบ้านก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับส่วนประกอบรองเท้าอยู่แล้วด้วย ทำให้เรารู้ว่าแหล่งวัตถุดิบนั้นมีอยู่ที่ไหนบ้าง ประกอบกับไอเดียตอนนั้นคิดว่า ตลาดรองเท้าบ้านเรายังไม่มีที่ไหนสามารถนำรองเท้าแตะมามิกซ์แบบให้ลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบรองเท้าเช่น พื้น หูหนีบ โดยมีสีสันที่หลากหลายมาประกอบรวมกันเป็น 1 คู่ได้ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ทำให้เราตัดสินใจเปิดร้านรองเท้าแตะขึ้นมาอย่างจริงๆ จังๆ ค่ะ”

ดังนั้น จุดต่างที่สำคัญของ  ‘โช-อิ-เซะ’ จึงอยู่ที่ลูกค้าสามารถเลือกมิกซ์สีสันทุกส่วนประกอบของรองเท้าได้อย่างอิสระ  โดยเจ้าของร้าน ตั้งใจไว้ว่า เป้าหมายของร้านน่าจะเป็น กลุ่มวัยรุ่น ที่อยากได้อะไรที่ไม่จำเจ

ที่มาของชื่อ  โช-อิ-เซะ  CHO-I-CE

ชื่อร้าน โช-อิ-เซะ  หรือ CHO-I-CE มาจากคำว่า  CHOICE  ที่แปลว่า เลือกได้ …ทว่าเหตุผลที่นำมาแยกคำให้อ่านออกเสียงแล้วคล้ายภาษาญี่ปุ่นนั้น ทางเจ้าของร้านเขาอธิบายว่า เนื่องจากการตกแต่งร้านเป็นสไตล์ญี่ปุ่นจึงอยากให้ชื่อร้านเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นที่มาของนามว่า  โช-อิ-เซะ  หรือ CHO-I-CE นั่นเอง

 


กลุ่มเป้าหมายมีอยู่ทุกวัย 

“ร้าน ‘โช-อิ-เซะ’ เปิดมาได้ประมาณ 6 เดือน โดยครั้งแรกเราตั้งใจไว้ว่าจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการความแปลกแหวกแนว ทว่าพอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าลูกค้ากลับไม่ได้มีแค่วัยรุ่น แต่รวมไปถึงกลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงอายุ กระทั่งชาวต่างชาติล้วนให้ความสนใจ ทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว สินค้าของเรามันสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้ทุกกลุ่มค่ะ”

แตกไลน์แตะพื้นยาง
ในช่วงเปิดตัวนั้น ร้าน ‘โช-อิ-เซะ’ เริ่มขายจากรองเท้าพื้นโฟมก่อน หลังจากนั้นจึงเริ่มพัฒนาเพิ่มไลน์สินค้าด้วยรองเท้า พื้นยางเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่ต้องการรองเท้าแตะที่ให้ความทนทานยิ่งขึ้นด้วย

เจ้าของร้านสาวเล่าว่า “รองเท้าโฟมน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับใส่เดินภายในบ้าน ในออฟฟิศ หรือห้องน้ำแต่ถ้านำไปใส่เดินที่อื่นมากๆ อาจมีปัญหาเรื่องพื้นรองเท้ายุบตัวเร็วกว่าปกติ ดังนั้น เราจึงอยากพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น  ขณะเดียวกันเราก็อยากขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้นด้วย จึงแตกไลน์รองเท้าพื้นยางเข้ามา เพื่อให้สามารถใส่เดินเล่น นอกสถานที่ที่มันสมบุกสมบันได้สบายๆ อย่างที่ผ่านมา บางคนใส่ไปขึ้นเขาคิชฌกูฎมาแล้วก็มี คือเราพยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุดค่ะ”

ดีไซน์ใส่แล้วนิ้วไม่ตก

ปริญญา กล่าวเพิ่มเติมด้วย ว่า  “พื้นโฟมที่เราดีไซน์มา ถ้าใส่ปุ๊บเนี่ย จะรู้สึกได้เลยว่านุ่มและสบายกว่ายี่ห้ออื่น อีกทั้งน้ำหนักเบามาก ส่วนรองเท้าพื้นยาง จะนุ่ม และทนทานกว่าพื้นโฟม ทั้งนี้เป็นเพราะเราเลือกวัสดุเกรดพิเศษ สั่งโรงงานผลิตมาให้ร้านเราโดยเฉพาะ  ฉะนั้น ความนุ่มใส่สบายจึงไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน นอกจากนี้ ในส่วนของพื้นรองเท้า เราได้ดีไซน์ขึ้นมาใหม่  เพราะจากประสบการณ์เวลาใส่รองเท้าแตะ นิ้วก้อยมักตกจากพื้นรองเท้า เพราะคนไทยเราหน้าเท้ากว้าง ดังนั้นผมจึงเน้นให้พื้นรองเท้ากว้างตามขนาดหน้าเท้าจริง จึงทำให้ใส่รองเท้าได้พอดี นิ้วไม่ตก แล้วสามารถใส่ได้ทั้งผู้หญิง และผู้ชายครับ”

หนึ่งเดียวในไทย

ก่อนจะขายนั้น รองเท้าได้ผ่านการทดลองใส่จริงมาแล้วว่าต้องได้มาตรฐาน ใส่ไม่เจ็บ ไม่ลื่น พื้นต้องนุ่ม ใส่สบาย ไม่กัดเท้า ส่วนจุดดึงดูดอื่นๆ อย่างการเสริมด้วยท็อปปิ้งเลือกได้นั้น เจ้าของร้านบอกว่า

“รองเท้าแตะที่สามารถเลือกชิ้นส่วนประกอบได้เองทุกชิ้น เท่าที่รู้ยังไม่เคยเห็นที่ไหนในประเทศไทยนะ”

ที่สำคัญรองเท้าร้านนี้ยังมีจุดดึงดูดตรงสีสันสะดุดตา  อุดมไปด้วยท็อปปิ้งตกแต่งหลากหลาย ทั้งเพชร, ดาว, มุก และท็อปปิ้งจากตุ๊กตาไม้  โดยไฮไลต์อยู่ที่ผลิตขึ้นใหม่ชิ้นต่อชิ้น เรียกว่าเป็นท็อปปิ้งแฮนด์เมด  มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความชอบจุใจ พร้อมกันนี้ในส่วนของการติดตกแต่งเขาทำอย่างมืออาชีพ จึงไม่ต้องกังวลว่าเมื่อติดไปแล้วหากโดนน้ำหรืออะไรอาจทำให้ท็อปปิ้งที่อุตส่าห์เลือกมากระเด็นหายไป…ไม่มีทาง!  เพราะเขามีเทคนิคพิเศษหากเป็นตุ๊กตาไม้อาจใช้ปืนกาว (กาวชนิดพิเศษ) ติด แต่ถ้าเป็นเพชรจะใช้วิธีตอกฝังลงไปในหูรองเท้าคู่นั้นเลย

เด่นอย่างนี้ มีไว้สักคู่เหอะ!

จุดเด่น ของรองเท้าร้านนี้  คือ เป็นรองเท้าแตะที่สามารถเลือกส่วนประกอบแต่ละส่วนได้ตามใจปรารถนา และดีไซน์ใส่ได้ทั้งชาย-หญิง นิ้วไม่ตกจากพื้นรองเท้า และสามารถตกแต่งเพิ่มท็อปปิ้งได้ตามต้องการ  สีสันของรองเท้าจะให้สีสดใส ใส่แล้วไม่กัด ทำความสะอาดง่าย โดนน้ำได้ท็อปปิ้งไม่หลุดร่อน คุณภาพทนทาน

สนนราคา รองเท้าแตะพื้นโฟม 119 บาท/คู่ (ไม่รวมท็อปปิ้ง) และรองเท้าพื้นยาง 149 บาท/คู่ (ไม่รวมท็อปปิ้ง) ส่วนราคาท็อปปิ้ง ตุ๊กตาไม้ คู่ละ 29 บาท หากเป็นท็อปปิ้งสังเคราะห์ เช่น เพชร ดาว มุก ฯลฯ คู่ละ 19 บาท

ปัจจุบันนอกจากขายหน้าร้านแล้ว ยังส่งออกประจำไปประเทศโคลัมเบีย ส่วนลูกค้าที่มาซื้อเหมาไปเองก็มีบ้างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น

ล่าสุดได้แตกไลน์ เพิ่มรองเท้าสีทูโทน และรองเท้าแตะแต่งด้วยไหมพรม เข้ามาเป็นทางเลือกเก๋ๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งตอนนี้กำลังวางแผนจ่อเปิดแฟรนไชส์แน่นอน หากใครอยากสร้างธุรกิจอนาคตไกลลองเข้ามาอัพเดทข้อมูลการลงทุนได้ที่ร้าน ‘โช-อิ-เซะ’ ชั้น 2 ห้างยูเนี่ยนมอลล์  โทร.081-101-3352 หรือ http://www.facebook.com/CHO.I.CE.FANPAGE

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 15 มีนาคม 2556, 05:30 น.
%d bloggers like this: