SME มีแวว

All posts tagged SME มีแวว

SME มีแวว : DIY ไอเดีย แปลงของธรรมดาให้ทำเงิน (ชมคลิป)

Published มีนาคม 1, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/eco/406628

  • 28 กุมภาพันธ์ 2557, 05:30 น.

eywwb5wu57mynkovyi3r412rlcwsezmstu75ceeirj8fzi7ml7kl2q

DIY ไอเดีย แปลงของธรรมดาให้ทำเงิน

หมวกธรรมดาๆ เมื่อนำมาแปลงร่างตกแต่งด้วยเครื่องประดับสไตล์วินเทจ กลายเป็นสินค้า D.I.Y ที่โดนใจสาวๆ ได้ไม่ยาก…

ทัณฑธร ชัยวัฒน์ เจ้าของร้าน Estre de la dress หรือ estre vintage ใช้หนึ่งสมองและ 2 มือของเขา สร้างหมวกธรรมดาให้กลายเป็นหมวกวินเทจสวยงามแบบมีใบเดียวในโลก จากนั้นก็ถ่ายรูปอัพขึ้นโซเชียลมีเดีย จากหมวกแสนธรรมดาก็เพิ่มมูลค่าเป็นใบละ 1,200 บาท

eywwb5wu57mynkovyi3r412rlcwsezmstu75ceeirj8fzi7ml7kl2q

ทัณฑธร เล่าว่า สินค้าทั้งหมดของ Estre de la dress ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า เคสไอแพด เสื้อผ้า มีแนวคิดมาจากนิสัยส่วนตัวที่ชอบหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัว มาประดิษฐ์เป็นของใช้ เมื่อเริ่มเห็นแววทำกำไร จึงเริ่มลงไปหาตลาด เริ่มต้นขายแบบแบกับดิน ครั้งแรกใช้เงินลงทุน 500 บาท แต่เกินคาดที่ผลกำไรตอบกลับมาถึง 6,700 บาท

แต่แล้วก็ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ร้านค้าแบบโอเพนแอร์ หรือ แบกับดิน แทบขายไม่ได้ ทำให้สินค้าค้างสต็อกและไม่มีรายได้ เจ้าของแบรนด์ Estre de la dress จึงหันหน้าเข้าหาโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่เฟสบุ๊ค จนถึง อินสตาแกรม ในชื่อ Estre vintage โพสต์ขายสินค้าอย่างจริงๆ จัง ผลปรากฎว่า ช่องทางนี้ ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม เพราะลูกค้าบอกต่อกันแบบปากต่อปาก  โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าสาวๆ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน ไม่เว้นแม้แต่ดาราเซเลบหลาย ๆ คน ทำให้สินค้าขายดิบขายดี

eywwb5wu57mynkovyi3r412rlcwsezmstu75ceeirj8fzi7ml7kl2q

ทัณฑธร ยังใช้กลยุทธ์ดารามาร์เก็ตติ้ง ผสมผสานไปกับการบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอาศัยความสนิทสนม กับคนในวงการบันเทิงหลายคน เมื่อมาอุดหนุนสินค้า ก็ขอให้ถ่ายภาพกับสินค้า แล้วแชะ แอนด์ แชร์ เพียงเท่านี้ ก็สร้างกระแสนิยมจากลูกค้าดาราที่มาช่วยรีวิวสินค้าได้ไม่ยาก

“กลยุทธ์ดาราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่ตลอดระยะเวลา 3 ปี ของการสร้างแบรนด์ คือ ไอเดีย ดีไซน์ การใช้วัตถุดิบมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม และบริการหลังการขาย” นี่คือสิ่งที่ทัณฑธร ถ่ายทอดออกมาและมองว่า ทั้งหมดคือความลงตัวที่ทำให้สินค้าและแบรนด์ของเป็นที่ติดตลาดแม้แข่งขันจะสูงก็ตาม

<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 กุมภาพันธ์ 2557, 05:30 น.
โฆษณา

SME มีแวว : ตอน ลูกอมยาหอม…ต่อยอดสร้างความสำเร็จ (ชมคลิป)

Published กุมภาพันธ์ 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/eco/404760

Pic_404760

การทำธุรกิจที่มีเจตนารมณ์เป็นจุดเริ่มต้น แม้รายได้จะยังน้อยนิด แต่หากรู้จักหยิบสิ่งใกล้ตัวมาต่อยอดด้วยความมุ่งมั่น ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทุก 1 คน ก็ชี้วัดผลความสำเร็จได้ และอาจนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคตได้

“ภาสินี ญาโณทัย” ทายาทรุ่นที่ 4 ของผู้ผลิตยาตำรับไทย 4 ตำรับ ที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ คือ ยาหอมสุรามฤทธิ์ ยาหอมอินทรโอศถ ยาหอมประจักร์ และยาหอมสว่างภพ มาดัดแปลงเป็น “ลูกอมชื่นจิตต์” และ “ยาหอม” ตำรับบ้านหมอหวาน

“รู้สึกเสียดาย ไม่อยากเห็นมรดกที่บรรพบุรุษสร้างไว้ต้องจบลง” เป็นสิ่งที่จุดประกายความคิดให้ ภาสินี เรียนแพทย์แผนไทย และเรียนรู้ข้อจำกัดเกี่ยวกับการปรุงยาแผนโบราณ เพื่อหวังจะต่อลมหายใจของยาแผนโบราณที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น”

ภาสินี เลือกดึงคุณสมบัติเด่นของยาหอม มาพัฒนาให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และดึงเสน่ห์ของสิ่งรอบๆ ตัวมาเป็นจุดขาย เช่น คงบรรยากาศร้านให้เป็นแบบดั้งเดิม คือ บ้านหมอหวาน สไตล์โคโลเนียล ที่มีอายุนับ 100 ปี

ภาสินี ต้องการเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มองว่า ยาหอมเชย เป็นยาโบราณ จึงปรับสูตรการปรุงยาให้เหมาะกับความต้องการในยุคปัจจุบัน ส่วนแพ็กกิ้ง หรือบรรจุภัณฑ์ ปรับให้เรียบหรู ด้วยไอเดียขวดยาโบราณ มาใช้เป็นเสน่ห์ในการสื่อสาร ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิม คือ พิมพ์ฉลากด้วยตัวอักษรไทยโบราณ และเลือกใช้สีเขียว ชมพู ตามสีของบ้าน

ส่วน “ลูกอมชื่นจิตต์” ที่ผลิตออกมา ต่อยอดจากตำรับยาเก่า จากสูตร ยาหอมประจักร์ แต่คงสรรพคุณที่สำคัญ คือ ช่วยให้สดชื่น แก้จุกเสียด แน่นท้อง เหมาะกับทุกวัยที่ชื่นชอบดูแลสุขภาพแบบคลาสสิก แต่ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ห่อยาด้วยกระดาษธรรมดา แต่แบบใหม่ บรรจุซองแบบฉีกง่าย และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำตัวสินค้า

ภาสินี ยอมรับว่า ธุรกิจนี้คุ้มทุนได้ยาก และมีอุปสรรคจากการหาสมุนไพร แต่การตั้งราคาขายที่เหมาะสมกับคุณภาพ จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ได้รับการตอบรับอย่างดี แถมลูกอมชื่นจิตต์ ยังทำรายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

“แม้ว่ารายได้จากการขายยาหอมจะยังไม่คุ้มทุน แต่ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทุก 1 ราย ถือว่าความมุ่งมั่นสานต่อกิจการของครอบครัวประสบความสำเร็จ จากเดิมที่ลูกค้าเก่าไม่เกิน 20 ราย แต่ทุกวันนี้ มีลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ภาสินีเล่าอย่างมีความหวัง

สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจด้วย ภาสินี ให้ข้อคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า เพียงแค่เริ่มจากการมองหาอะไรใกล้ตัว หยิบจับมาต่อยอด และสร้างความแตกต่าง ก็จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 21 กุมภาพันธ์ 2557, 05:30 น.

SME มีแวว : ต่อยอดธุรกิจค้าข้าวด้วยคุกกี้-พายข้าวหลามไรซ์เบอร์รี่ (ชมคลิป)

Published กุมภาพันธ์ 10, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/eco/401844

  • 7 กุมภาพันธ์ 2557, 05:30 น. 

Pic_401844

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นสินค้าส่งออกขายดีในต่างประเทศ แต่เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายใต้แบรนด์ ข้าวไทของเรา ต้องหันมามองตลาดในบ้าน และต้องหากลยุทธ์ ที่จะทำให้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้รับการยอมจากผู้บริโภคชาวไทย

โจทย์ข้อสำคัญในการเจาะตลาดลูกค้าชาวไทย ก็คือ การทำให้ลูกค้ารู้จักคุณประโยชน์ และหันมานิยมบริโภคสินค้าที่พวกเขาไม่คุ้นเคย

วรพล ดาราพงศ์สถาพร เจ้าของแบรนด์ ข้าวไทของเรา ตัดสินใจแปรรูปข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นขนมคุกกี้ และพายข้าวหลาม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เริ่มรู้จักข้าวชนิดนี้ โดยการเปิดบูธทำคุกกี้ให้ชิมกันสดๆ เรียกความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ไม่น้อย

ด้วยกลยุทธ์การขายสินค้าแปรรูปจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทำให้ความนิยมของข้าวชนิดนี้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวด้วย อย่างปกติข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนาดถุง 1 กิโลกรัม ขาย 125 บาท แต่คุกกี้หนึ่งถุง ขายได้ถึงถุงละ 130 บาท ทั้งที่ใช้ข้าวในกระบวนการผลิตไม่มากนัก

ทั้งคุกกี้และพายข้าวหลาม เราต้องการจะเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพราะระยะหลังๆ คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงตอบโจทย์ด้วยการนำข้าวไรซ์เบอรรี่ที่มีคุณสมบัติพิเศษต่อต้านอนุมูลอิสระมาผลิต เราต้องการจะทำให้คนไทยนำไปชิมและรู้จักแบรนด์มากขึ้น วรพลกล่าว

วรพล เล่าว่า ที่ผ่านมาครอบครัวทำธุรกิจผลิตข้าวสารบรรจุถุง เพื่อส่งออกไปต่างประเทศมายาวนานถึง 40 ปี เมื่อเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดต่างประเทศ จึงต้องปรับกลยุทธ์การตลาด หันมาปรับแพ็กเกจจิ้ง ผลิตข้าวสารบรรจุถุงส่งออก ภายใต้แบรนด์เรดซัน ส่งออกมานาน 8 ปี ก็ประสบความสำเร็จ

เมื่อหันมาทำตลาดในประเทศ ความอยู่รอดก็คือการสร้างความแตกต่างจากผู้ผลิตข้าวถุงในประเทศกว่า 200 ราย เพื่อให้แข่งขันได้

หลังจากที่ลูกค้าเริ่มรู้จักข้าวไรซ์เบอร์รี่มากขึ้น เจ้าของแบรนด์ ข้าวไทของเรา จึงเปิดร้านค้าจำหน่ายในลักษณะของช็อป เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามารู้จักตัวสินค้าอื่นๆ มากขึ้น ทั้งข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้อง เพื่อให้พนักงานพูดคุย อธิบายสรรพคุณ และกระบวนการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานสากล จนกระทั่งลูกค้าเริ่มยอมรับและสมัครเป็นขาประจำ

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของวรพล ก็คือการควบคุมการผลิต ทุกๆ ขั้นตอน คิดและออกแบบแพ็กเกจให้ดึงดูด ให้ข้าวถุงสามารถมอบเป็นของขวัญตามเทศกาลต่างๆ หรือส่งออกไปต่างประเทศได้

โลกของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของผู้บริโภค การไม่หยุดคิด ไม่หยุดสร้างความต่างของสินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความนิยมในตัวสินค้าเป็นสิ่งที่ วรพล ฝากไปถึงเพื่อนนักธุรกิจ ที่คิดจะสานต่อกิจการให้เติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่
<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 7 กุมภาพันธ์ 2557, 05:30 น.

SME มีแวว ไม้ยางพาราตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่ ‘เล่น’ เพิ่มไอคิว

Published มกราคม 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/eco/398422

  • 23 มกราคม 2557, 21:00 น.

Pic_398422

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กรุ่นใหม่ทุกวันนี้ใช้เวลายามว่างไปกับมือถือ เพื่อเล่นเกม เข้าอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น ทั้งที่ของเล่นประดิษฐ์จากไม้ ช่วยฝึกสมาธิ และฝึกพัฒนาการกล้ามเนื้อเด็ก และเพิ่มทักษะการสื่อสารได้ดีกว่า…

ไม้ยางพารา คือ วัสดุหลักที่จะแปรรูปกลายเป็นของเล่นเสริมทักษะเด็ก ผลิตโดยบริษัท พิณ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้แบรนด์ “พิณทอย” จากประสบการณ์ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าของเล่นไม้ยางพารา ยาวนานเกือบ 30 ปี

นายดิลภัทร์ เลาติเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท พิณ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ระบุว่า ที่ผ่านมาบริษัทดำเนินธุรกิจของเล่นเด็กจากไม้ยางพารา โดยมีสัดส่วนส่งออก 80% เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ต่างๆ 20%

จุดเด่นของ “พิณทอย” คือ การตอบโจทย์ตลาดผ่านการดีไซน์ ที่ต้องคำนึงถึงผู้บริโภค ที่ต้องส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ให้กับเด็ก รวมถึงเทรนด์ของสินค้าต้องอยู่ในความสนใจตลาด ที่สำคัญ คือ คุณภาพ ซึ่งมีความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จึงคำนึงถึงคุณภาพ ความคงทน ไม่เป็นอันตรายกับเด็ก แม้กระทั่งสีที่ใช้ ก็ต้องเป็นสีปลอดสารพิษเท่านั้น โดยราคาจะเริ่มตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับสินค้า

“ด้วยความที่บริษัททำธุรกิจแบบส่งออกมานาน และเพิ่งจะเริ่มสร้างแบรนด์ของตนเองได้ไม่นานนัก ตอนนี้เราจึงต้องพยายามสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยใช้โซเชียลมีเดียเข้าช่วย ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ยูทูบ เฟซบุ๊ก และกำลังมีแผนที่จะออกงานอีเวนต์อีกด้วย” ดิลภัทร์ กล่าว

นายดิลภัทร์ บอกว่า ช่วงที่ผ่านมายอมรับว่า ยอดขายลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว บริษัทฯ จึงต้องปรับตัวด้วยการลดต้นทุนการผลิต โดยการผลิตจะพยายามใช้จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งการเข้าร่วมกับโครงการภาครัฐ อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเข้าสู่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนแนวโน้มอุตสาหกรรมของเล่นเด็ก นายดิลภัทร์ ยอมรับว่า อนาคตอุตสาหกรรมของเล่นเด็กตลาดจะแคบลง เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่สังคมวัยชรา นั่นหมายความว่า จำนวนผู้สูงอายุจะมีมากขึ้น ฉะนั้น ทางบริษัทฯ จึงต้องปรับตัวด้วยการเตรียมจะขยายไลน์สินค้ามากขึ้น โดยจะเน้นไปที่กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จากไม้ยางพารามากขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 23 มกราคม 2557, 21:00 น.

SME มีแวว : “Just Jela ปั้น “ไอศกรีม” ให้เป็นตัว (การ์ตูน)”

Published มกราคม 17, 2014 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/396872

  • 17 มกราคม 2557, 17:56 น.

Pic_396872

ไอเดียสร้างสรรค์อยู่ได้ทุกที่ และมีมูลค่า ไม่เว้นแม้แต่ไอศกรีมที่ปั้นไอศกรีมขึ้นมาเป็น “การ์ตูน”

ไอศกรีมเฟอร์บี้ หมีบราวน์ กระต่ายโคนี่ มินเนี่ยน และคัพเค้กไอศกรีมหมีพูห์ เหล่านี้เป็นไอศกรีมแบรนด์ Just Jela ไอศกรีมกึ่งเบเกอรี่ ที่ใครเห็นแล้ว คิดอยากจะลอง!!

จุดเริ่มต้นธุรกิจมาจากอุปนิสัยส่วนตัว ที่ชื่นชอบไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจ “กุลณัฐฐา วีวัยวุธภิญโญ” จึงได้บินไปร่ำเรียนวิชาถึงประเทศอิตาลี นำสูตรที่ได้มาปรับเปลี่ยนให้เข้า กับผู้บริโภคชาวไทย จึงกลายเป็นไอศกรีมแบบเนื้อแน่น เหนียวหนืด ปราศจากน้ำตาล ทำจากนมโคสด และมีจำนวนไขมันเพียง 1 ใน 3 เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย และสาวๆ คนที่กลัวเรื่องน้ำหนัก

ส่วนเงินลงทุนก้อนแรก ใช้ไปกับการซื้อเครื่องจักรหนัก 6-7 ล้านบาท รองรับการผลิตไอศกรีมได้ 400-500 กิโลกรัมต่อสัปดาห์

“ความต่าง” มาจากโจทย์ของลูกค้า ที่อยากได้อะไรแปลกใหม่ จึงได้ลงมือทำตามออเดอร์หลากหลาย และเปิดช่องทางการขายผ่านเฟซบุ๊ก จากนั้นจึงเริ่มหาทำเลในย่านธุรกิจ ลดต้นทุนในการจัดส่ง โดยให้ลูกค้ามารับที่ร้าน

“… ถ้าอยากอยู่รอดทางธุรกิจ เราต้องหาจุดแตกต่าง หาช่องทางการตลาดเล็กๆ เราได้ตั้งสโลแกน Just jela More than just Gelato ไอศกรีมที่ไม่เหมือนในท้องตลาด จึงกลายเป็นที่มาของสินค้าในร้านที่มองภายนอกเหมือนเบเกอรี่แต่ภายในเป็นไอศกรีม …”

ตั้งจุดยืนในตลาด เป็นไอศกรีมระดับพรีเมียม ดังนั้น กลยุทธ์การตั้งราคาขายจะพยายามไม่ให้สูงเกินไป โดยเริ่มที่ 59 บาท ไปจนถึง 1500 บาท อย่างเค้กไอศกรีมคิตตี้ แต่สินค้าขายดี คือ ไอศกรีมแท่ง ที่มีราคาขาย 79 บาท ต่อแท่ง

การสำรวจตลาดก่อนทำธุรกิจ เป็นสิ่งที่ กุลณัฐฐา ทำมาตลอด ซึ่งพบว่าการแข่งขันในตลาดไอศกรีมมีสูงมาก และมีเจ้าใหม่ ๆ เข้ามาเสมอ

“แต่การทำธุรกิจไอศกรีม ต้องสร้างความแตกต่าง ทั้งรสชาติที่ต้องคิดสูตรโดนใจ-ถูกปากผู้บริโภค หน้าตาของไอศกรีมต้องไม่ซ้ำใคร ราคาขายสมต้องเหตุสมผล แม้แต่ทำเลที่ตั้งของร้านก็มีส่วนสำคัญ ”

ผลที่ได้ เพียง 6 เดือนของการเปิดร้าน … “Just Jela” มีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด และคาดว่าจะคืนทุนได้ใน 3 ปี

<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 17 มกราคม 2557, 17:56 น.

SME มีแวว : สบู่แฟนซี ไอเดียใช้ก็ดี-โชว์ก็เริ่ด!

Published มกราคม 4, 2014 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/393300

  • 3 มกราคม 2557, 05:30 น.

Pic_393300

ทุกวันนี้ธุรกิจเกี่ยวกับสบู่หอม สบู่แฟนซี มีมากขึ้นทุกวัน แต่ละแบรนด์จึงต้องงัดกลยุทธ์ฉุดยอดขายกัน แต่แบบไหนจะโดนใจตลาดนั้น เอสเอ็มอี มีแวว วันนี้ รับรองไม่ธรรมดา เพราะจะพาไปสัมผัสกับสบู่แฟนซี โดยมีเอกลักษณ์เป็นผลไม้ไทยๆ ภายใต้แบรนด์ ใหม่ สบู่แฟนซี

ภาพ ของมะม่วงสุกทองอร่าม ทุเรียนพูแน่นน่ากิน มะเฟือง แอปเปิ้ล สับปะรด ที่เห็นทานไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผลไม้ แต่เป็นสบู่หอมในรูปของผลไม้

ใหม่ เลิศชัยสหกุล เจ้าของไอเดียสบู่แฟนซี จากร้านใหม่ บอกว่า เธอทำธุรกิจสบู่มานานกว่า 15 ปี เมื่อตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นธุรกิจนี้ จึงไปเข้าคอร์สเรียนทำสบู่โดยเฉพาะ เมื่อมีพื้นฐานแล้ว สิ่งที่คิดต่อไปคือการสร้างความต่างด้วยการคิดสูตรเฉพาะของตัวเองขึ้นมา

สบู่ของร้านนี้ ไม่ใส่สารเคมีที่ทำให้ผิวขาว เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ไม่นิยมสบู่ที่ผสมสารเคมี ที่สำคัญสบู่แฟนซีมีเอกลักษณ์ด้านความหอม ที่ให้กลิ่นดึงดูดใจได้มากกว่าสบู่ทั่วไปอีกด้วย

เจ้าของร้าน เล่าวว่า จุดเด่นของสบู่อยู่ที่รูปทรง และกลิ่น ที่เน้นมากเรื่องความหอม เพราะถือเป็นจุดขายหนึ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างมากว่าจะขายดีไม่ดี ความหอมสำคัญมาก แต่การเลือกกลิ่นนั้น ต้องรู้จักตลาดด้วย เช่น ลูกค้าชาวจีนโซนเอเชีย จะชอบกลิ่นวานิลลา กลิ่นมะลิ ลาเวนเดอร์ กลิ่นกุหลาบพวกนี้ แต่ยุโรป ชอบกลิ่นตะไคร้หอม เป็นต้น

ขณะที่รูปแบบของสบู่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เจ้าของร้านจึงต้องออกแบบดีไซน์ให้แตกต่างจากสบู่ก้อนสี่เหลี่ยมทั่วไป โดยก่อนหน้านี้ เธอเคยขายสบู่แกะสลักเป็นรูปดอกไม้ แต่ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ตัวเองมากขึ้น ในที่สุดจึงมาลงตัวที่แบบผลไม้นานาชนิด เริ่มจากสบู่มะม่วง ซึ่งผลตอบรับดีเหนือความคาดหมาย ทำให้ทยอยดีไซน์แบบใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น จนทุกวันนี้มีมากกว่า 30 แบบ

นอกจากนี้ เจ้าของร้าน ยังเล่าด้วยว่า ไอเดียที่ได้บางส่วนมาจากการดูหนังสือบ้าง หรือบางครั้งลูกค้าก็เป็นคนมาแนะนำเอง อย่างเช่น ลูกค้าบอกว่าทำไมไม่มีรูปมะพร้าว ก็กลายเป็นไอเดียให้ทางร้านเพิ่มรูปแบบมะพร้าวเข้ามา อย่างนี้เป็นต้น

….ลูกค้าร้านสบู่แฟนซี มีทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทย หลักๆจะเป็นลูกค้าชาวจีนที่ออเดอร์อย่างต่อเนื่อง ส่วนลูกค้าชาวไทยมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น ภูเก็ต และกระบี่ เนื่องจากว่า สบู่ลักษณะนี้ขายดีมากในแหล่งท่องเที่ยว แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ก็มีลูกค้านิยมเข้ามาซื้อเพื่อนำไปเป็นของขวัญของฝากกันไม่น้อย

ด้าน นลินรัตน์ เชาว์เรื่องฤทธิ์ ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสบู่บอกว่า เธอชอบในเรื่องของสไตล์ แล้วก็ความเหมือนของสินค้า แล้วยังมีความหลากหลาย และประหยัด เพราะสบู่ที่ซื้อไปนั้น จะนำไปเป็นของขวัญ โดยราคาที่ซื้อ 3 ชิ้น 200 บาท ซึ่งสามารถให้ได้ ถึง 3 คน

ที่สำคัญ การให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ กลับมีคุณค่าทางจิตใจเกินราคาแน่นอน

ทั้งนี้ เจ้าของร้านยอมรับว่า ทุกวันนี้การแข่งขันตลาดสบู่มีสูงมาก ฉะนั้น เคล็ดลับที่จะทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ต้องยึดคุณภาพมาเป็นอันดับแรก สบู่ของร้านนี้เป็นงานแฮนเมด มีกำลังผลิตที่วันละ 2,000 ก้อน และการตั้งราคาต้องไม่แพงเกินไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 3 มกราคม 2557, 05:30 น.

SME มีแวว : ROCK ME งานหินดีไซน์ไม่ธรรมดา

Published ธันวาคม 30, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/391973

  • 27 ธันวาคม 2556, 09:00 น.

bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju

เครื่องประดับทุกวันนี้ มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะตลาดของหินสีที่แต่ละแบรนด์ต้องหาจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ อย่าง “เอสอ็มอี มีแวว” วันนี้เป็นเครื่องประดับจากหินสี ที่เป็นสไตล์โมเดิร์น ฉีกจากรูปแบบเดิมๆ อย่างแน่นอน

ฐนิจย์ ทวีสุข ดีไซเนอร์ และเจ้าของแบรนด์ ROCK ME วัย 27 ปี เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอทำงานเป็นดีไซเนอร์ให้กับบริษัทฯ ที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องประดับ แต่วันหนึ่งเธอรู้สึกว่าอยากจะดีไซน์เครื่องประดับที่เป็นสไตล์ของตัวเธอเองจริงๆ จึงตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju

ฐนิจย์ ใช้เงินลงทุนครั้งแรก 1 แสนบาท โดยมีเป้าหมายคือลูกค้าตลาดบน วัสดุหลักที่ใช้เป็นวัสดุจำพวกเงิน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง หลังจากเปิดตัว แม้ว่าจะพอมีลูกค้า แต่ผลตอบแทนกลับไม่เป็นตามที่คาด โดยยอมรับว่า ตอนนั้นแทบไม่มีเงินเหลือติดบัญชี เนื่องจากนำไปลงทุนแล้วไม่ได้กำไรกลับคืนมาเท่าที่ควร

ประสบการณ์ครั้งนี้ เจ้าของแบรนด์ ROCK ME ถือเป็นบทเรียนของการทำธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ สอนให้เธอรู้ว่าการตั้งราคาเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม รวมทั้ง การหาช่างฝีมือ ไปจนถึงวิธีการลดต้นทุนการผลิตในรูปแบบต่างๆ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่ง

วัสดุหลักที่ ROCK ME เลือกใช้ จะเป็นพลอยแท้จากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก มีทั้งพลอยในประเทศ อย่างพลอย เมืองจันทบุรี/นิล จากเมืองกาญจนบุรี ไปจนถึงนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อะเมทิสจากแอฟริกา นามีเบียอะเมทิส ทั้งนี้ สาเหตุที่บางส่วนต้องนำเข้ามา เนื่องจากว่าพลอยแต่ละแห่ง จะมีลักษณะ สีสันที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ

bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju

ทั้งนี้ วิธีการเลือกพลอย ไม่ได้เลือกจากสีสัน แต่วิธีคิดของ ROCK ME กลับมีวิธีเลือกจากตัวเรือนที่ดีไซน์ออกมาก่อนว่า พลอยแบบไหนที่มีความสอดคล้อง หรือส่งเสริมระหว่างกันได้ดีที่สุด

ร้านจิวเวอรี่ทั่วไป เมื่อได้วัตถุดิบมาแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการนำพลอยไปเจียระไนให้เกิดมิติที่สวยงาม แวววาวมากที่สุด แต่สำหรับ ROCK ME กลับทำตรงกันข้าม นั่นคือ พลอยที่ได้มารูปแบบไหนใช้แบบนั้นตามธรรมชาติ  จึงกลายเป็นความโดดเด่น ทำให้เครื่องประดับแต่ละชิ้นมีรูปทรงที่แตกต่างไม่เหมือนกันแม้แต่ชิ้นเดียว

ฐนิจย์  กล่าวว่า เสน่ห์ของงานหินคือความเป็นธรรมชาติ ที่เราแทบไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องปรุงแต่อะไร ถ้าเป็นวัยรุ่นจะชอบแบบที่มีสีสันน่ารัก สีสันหวานๆ สีฟ้าหรือชมพู จะเป็นพวกทัวร์มาลีน โรสควอตซ์ อะไรพวกนี้

bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju

นอกจากความสวยงามของอัญมณีหินสีแล้ว เหตุที่ทำให้เครื่องประดับแนวนี้ได้รับความสนใจ ยังมาจากความเชื่อโบราณ ที่เชื่อกันว่า หากใส่เครื่องประดับหินสีจะส่งผลให้เกิดโชคลาภความสุข เช่น โรสควอตซ์ หินสีชมพู ก็เป็นหินตัวแทนแห่งความรัก หรือจิตใจที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น หรือหินเทอร์ควอยซ์ ถือเป็นเครื่องลางนำโชค นำมาซึ่งความสุข ปกป้องอันตรายต่างๆ แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือรูปแบบดีไซน์ที่ต้องดึงดูดใจได้มากที่สุด

จุดเด่นของสินค้า คือดีไซน์ เพราะงานหินร้านอื่นๆ ก็มี แต่ดีไซน์อาจจะไม่เยอะเท่า เช่น พลอยโกน ก็คือเหมือนว่าเอามาเจียรแต่ว่าเจียรยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการดีไซน์ที่ยังไม่มีที่ไหนทำ

bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju
bkqkpjhbmggyxc7vavmoaqjb3k75xao0gyho8tc91iswovzfmzdju

สำหรับราคาของเครื่องประดับแต่ละชิ้นจะเริ่มตั้งแต่ 290 ไปจนถึง 1,790 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ขณะที่ผลตอบรับจากลูกค้า เจ้าของแบรนด์ ROCK ME บอกว่า ปัจจุบันยอดขายดีขึ้นตามลำดับ โดยกลุ่มลูกค้ามีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ นอกจากนี้ ยังบอกด้วยว่าการเริ่มต้นธุรกิจ ขอเพียงมีใจรัก และใส่ใจในสิ่งที่ทำ แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปได้เอง อย่างก่อนหน้านี้ เธอเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนที่รายได้เพียง 15,000 บาท แต่หลังจากตัดสินใจมาทำธุรกิจเป็นของตนเองแล้ว ปรากฏว่าผลตอบแทนรายได้มากกว่าหลายเท่าตัว

หากว่าใครสนใจเครื่องประดับแปลกๆ แต่เก๋ เชิญได้ที่ ROCK ME ทั้ง 2 สาขา ได้แก่ สาขาจตุจักร ห้อง 196 โครงการ 4 ซอย 50/1, สาขาเทอมินอล 21 ชั้น 3 หรือโทร. 080-4919163 FB : Rock Me Jewelry

<video_embed id=”id”>

SME มีแวว : ชุดของขวัญสไตล์วินเทจ Fair Lady (ชมคลิป)

Published ธันวาคม 20, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/390451

  • 20 ธันวาคม 2556, 05:30 น.

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

ลวดลาย วินเทจ ที่คงความคลาสสิก หยิบจับขึ้นมาทำข้าวของเครื่องใช้ เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย เป็นสินค้าที่ใครๆ มองแล้วต้องเหลียวหลังกลับมาหยิบจับและซื้อหา…

“ลวดลายสไตล์วินเทจ ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีๆ ก็ยังคงความนิยมไม่เสื่อมคลาย…ยิ่งถ้าลายไปอยู่บนกระเป๋า โคมไฟ หรือข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มความสวยงามและมูลค่าเพิ่ม ให้สินค้านั้นได้เป็นอย่างดี” ยงยุทธ แซ่จู เจ้าของแบรนด์ Fair Lady เล่าให้ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ฟัง ถึงที่มาของการที่ตัดสินใจหยิบจับลวดลายเหล่านี้มาไว้บนสินค้าของเขา

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

ยงยุทธ บอกว่า ลวดลายสไตล์ยุโรป แฝงความอ่อนหวานด้วยสีสันโทนอ่อน ที่ลงตัวกับความสวยงามของดอกไม้ ทำให้ชุดแก้วน้ำชา กลายเป็นสินค้าขายดี ที่เหมาะแก่การมอบเป็นของขวัญ

สินค้าของขวัญของใช้สไตล์วินเทจ ที่ขายดีเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ดาวเด่น คือ แก้วน้ำชา แก้ว MUG บรรจุในกล่องสวยหรู ดูหวานตามสไตล์วินเทจ ลูกค้าบางรายถูกใจ ซื้อครั้งหนึ่งนับร้อยชุด มากสุดถึงห้าร้อยชุด ด้วยเพราะดีไซน์ที่ต้องใจ ความสดใหม่ของสินค้า และราคาไม่แพง ภายใต้คุณภาพที่ผ่าน CQ ทุกชิ้น

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

“ใหม่ สวย สดตลอดเวลา เราจะมีแบบใหม่ตลอด ปีหนึ่งจะมีแบบใหม่ 2 รอบ แล้วก็ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่แพง โดยเฉพาะเมื่อมาออกงานแบบนี้เราจะทำราคาพิเศษให้เลย ไม่มีกั๊ก” ยงยุทธ บอก

Fair Lady อิงเทรนด์การออกแบบมาจากต่างประเทศ เพราะนอกจากขายในไทย ยังส่งออกต่างประเทศ ในสัดส่วน 50 ต่อ 50 และสินค้าที่มี ไม่ใช่แค่แก้ว … ยังมีกระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ ตลอดจนของตกแต่งบ้าน

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

ธุรกิจมาจากความชื่นชอบของคุณแม่ ที่ชอบสะสมของสวยงาม ต่อยอดมาเป็นธุรกิจส่งออก จนกลายมาเป็นแบรนด์ Fair Lady จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็กว่า 20 ปีแล้ว แต่เส้นทางไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เพราะมีปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และการก๊อบปี้สินค้า แต่ยงยุทธก็ยึดหลักที่ว่า … ดี สวย และซื่อสัตย์ ทำให้ยืนหยัดได้จนถึงวันนี้

“3 อันดับแรก คือ ความใหม่ ความสวย เรื่องราคา และความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซึ่งสำคัญมาก เพราะลูกค้าจะกลับหรือไม่กลับขึ้นอยู่กับว่าเค้าชอบหรือไม่ชอบด้วย ถ้าเราทำตัวไม่น่ารักกับลูกค้า ต่อให้สินค้าสวยแค่ไหนลูกค้าก็ไม่เอา”

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

สินค้า Fair Lady เริ่มที่ชิ้นละ 100 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น คลิกไปชมได้ที่ www.facebook.com/fairladydecor หรือติดต่อคุณยงยุทธ ได้โดยตรงที่ โทร.089-444-2012

ชมคลิป
<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 20 ธันวาคม 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : ‘แคนดี้ แคน’ ต่อยอดธุรกิจจากสิ่งรอบตัว (ชมคลิป)

Published ธันวาคม 14, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/388832

  • 13 ธันวาคม 2556, 05:30 น.

Pic_388832

กระเป๋าดีไซน์เก๋ สีสันสดใสเหล่านี้ ผลิตขึ้นจากชิ้นส่วนประกอบของธุรกิจสิ่งทอหลายๆ ชนิด ทั้งแถบริบบิ้นสีสันต่างๆ มารวมกันเป็นสินค้าใหม่ ภายใต้แบรนด์ แคนดี้ แคน…

ภัคจิราภร เอกโอฬารวงศ์ เจ้าของไอเดีย กล่าวว่า แคนดี้ แคน เป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุดของ บริษัท เอ็ม ซี ซี รวมอุปกรณ์ การ์เมนท์ จำกัด รับผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนประกอบในธุรกิจสิ่งทอ มีตลาดหลักอยู่ที่ต่างประเทศ กระทั่งประมาณปี 2552 บริษัทได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้ยอดขายหายไปกว่าครึ่ง อีกทั้งยังถูกแย่งตลาดโดยสินค้าจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่า ทำให้ไม่สามารถที่จะแข่งขันในสินค้าเดิมได้ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตทั้งค่าแรง ค่าวัสดุต่างๆ แต่ด้วยความที่อยู่ในวงการนี้มานานกว่า 30 ปี จึงพยายามประคับประคองให้บริษัทอยู่ต่อไปให้ได้

และทางรอด ณ เวลานั้น คือ การระบายสินค้าในสต๊อกออกสู่ตลาด และในระหว่างนี้เองที่ ‘ภัคจิราภร’ เกิดไอเดีย นำสินค้าที่คงค้างสต๊อกมาแปรเป็นสินค้า โดยใช้ชื่อว่า แคนดี้ แคน โดยยอมรับว่า ความตั้งใจในเวลานั้น เพียงแค่ต้องการให้พนักงานมีงานทำ ระหว่างที่บริษัทไม่มีออเดอร์

แคนดี้ แคน เปิดตัวครั้งแรกด้วยกระเป๋าลดโลกร้อน ที่ทำขึ้นเพื่อแจกลูกค้าของบริษัทเท่านั้น ทว่าผลตอบรับกลับดีเกินคาด เนื่องจากมีเสียงตอบรับชื่นชอบไอเดียที่นำสิ่งที่มีอยู่มาประยุกต์ จึงเป็นที่มาของแบรนด์ แคนดี้ แคน

สำหรับรูปแบบดีไซน์ เกิดจากแนวคิดของภัคจิราภร ที่นำสิ่งที่เห็นเจนตาทุกๆ วัน มาปรับประยุกต์ แล้วนำสินค้าในสต๊อกที่มีอยู่ มาเนรมิตขึ้นเป็นสินค้า หน้าตาแปลกๆ ขึ้นมา เช่น ผลไม้รูปแบบต่างๆ โดยมีจุดเด่นในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ อย่างผลส้ม รูปแบบจงใจให้เป็นส้มผ่าครึ่ง เพื่อจะได้เล่นรายละเอียดภายในผลส้มให้ได้ความสวยงามมากกว่าผลส้มกลมๆ ธรรมดา ที่สำคัญ หลักการออกแบบให้โดนใจตลาดอย่างแรก ต้องคำนึงถึงการใช้งานได้จริงเป็นอันดับแรก

สำหรับหลักในการออกแบบนั้น จะคิดถึงหลักความเป็นจริง การใช้ชีวิตประจำวันของเรา อะไรที่อยู่ใกล้ตัว อย่างอาหาร ผลไม้ เราทานทุกวัน พอเราเห็นปุ๊บมันก็เกิดไอเดีย แล้วก็มีการนำมาใส่ดีเทลให้มากขึ้น

สินค้าของ แคนดี้ แคน ประกอบด้วย กระเป๋ารูปแบบต่างๆ ไปจนถึงหมอนดีไซน์ผลไม้ ใช้ได้ทั้งหนุนนอน ประดับตกแต่งได้ในคราวเดียวกัน โซฟาบีนแบ็ก เม็ดโฟม เอ็นโมโน โดยวัสดุหลักประกอบด้วย เส้นใยโพลีเอสเตอร์ เส้นเอ็นโมโน ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นด้านความเหนียวทนทานเป็นพิเศษ สามารถซักทำความสะอาดได้ นำหนักเบา และสีไม่ตก นอกจากนี้ สินค้าภายใต้แบรนด์เป็นงานแฮนเมด ทำชิ้นต่อชิ้น จึงมั่นใจได้ในเรื่องของคุณภาพที่เหนือใคร

จุดเด่นของสินค้าอยู่ที่สีสันสดใส รูปแบบแตกต่าง ขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบา ทำให้มีลูกค้าประจำมากมาย นอกจากนี้ ความแตกต่างของแคนดี้ แคน มีข้อได้เปรียบที่มีโรงงานผลิตวัตถุดิบเป็นของตัวเอง ฉะนั้น ลวดลาย สีสัน แคนดี้ แคน สามารถกำหนดได้เองอย่างไร้ขีดจำกัด

เคล็ดลับความสำเร็จนั้น “ภัคจิราภร” บอกว่า ให้เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว อยากทำอะไรให้ทำ อย่าตีกรอบตัวเองด้วยคำว่า ไม่ได้ อย่าหมดกำลังใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้มีความพยายาม ตั้งใจ อดทน และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

สนใจสินค้า Candy Cane สามารถหาซื้อได้ที่ช็อปบีทูเอส ร้านลอฟท์ และเซเว่น อีเลฟเว่น หรือโทร.0-2729-2728

ชมคลิป
<video_embed id=”id”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐทีวี
  • 13 ธันวาคม 2556, 05:30 น.

SME มีแวว : “กระเป๋ายางพารา แบรนด์ Rubberly” (ชมคลิป)

Published ธันวาคม 7, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/387640

  • 7 ธันวาคม 2556, 12:00 น.

Pic_387640

สินค้าไลฟ์สไตล์ สีสันสะดุดตา ฝีมือคนไทย ที่ดูผิวเผินแล้วไม่น่าเชื่อว่า… ใช้วัสดุจาก “ยางพารา”

นายภิญโญ คงสุภาพศิริ อดีตอินทีเรียดีไซเนอร์ ที่ได้นำความรู้ด้านการออกแบบที่ร่ำเรียนมาหยิบจับยางพารา วัตถุดิบมหัศจรรย์ ที่หาได้ง่ายในไทย มีความทนทาน และยืดหยุ่นสูง ผ่านการออกแบบ ผสมสี และฝีมือ จนกลายเป็นแบรนด์ Rubberly

“เราทำธุรกิจเกี่ยวกับยางพารามาแล้ว 30 ปี แต่เมื่อก่อนทำเป็นของเล่น และส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ตลาดในไทยน้อยมาก แต่เราเห็นว่า ยางพารา เป็นสินค้าที่มีคุณประโยชน์มาก ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก แต่เราส่งออกเพียงยางดิบ ฉะนั้น เราจึงอยากพัฒนาเป็นสินค้าหลักของประเทศ สามารถส่งออกไปได้ทั่วโลก”

จุดเด่นของ Rubberly คือ สีสันแปลกตา แต่เรียบเก๋ไม่ซ้ำใคร ออกแบบเพื่อใช้งานได้ตามความต้องการของผู้บริโภค ดูแล รักษา และทำความสะอาดได้ไม่ยาก ทั้งอายุการใช้งานยาวนานหลายสิบปี และด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์เป็นตลาดที่กว้างมาก ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม จึงทำให้ช่วงทดลองตลาด Rubberly กลายเป็นที่ต้องการทั้งลูกค้าไทยและต่างประเทศ ชนิดที่เรียกว่า ปิดรับออเดอร์สำหรับปีนี้ เพราะผลิตไม่ทันต่อความต้องการ

“สินค้าเริ่มต้นเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เราได้มีการเวิร์กช็อปในโรงงาน แล้วหลังจากนั้นได้เข้าร่วมกับโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันพระจอมเกล้าธนบุรี ช่วยกันคิด และแก้ไขพัฒนาสินค้าขึ้นมา ก่อนนำมาออกบูธในงาน BIG&BIH 2013 ช่วงนั้นเป็นช่วงทดสอบสินค้าที่ดีที่สุด เราได้รู้ฟีดแบ็กจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่เขาชื่นชมและชื่นชอบ”

ยางพารา เป็นผลิตผลที่มีราคาต่ำ แต่เมื่อผ่านกรรมวิธีสร้างมูลค่าเพิ่ม ก็ทำให้แผ่นยางธรรมดา เป็นสินค้าส่งออกได้ ซึ่งสินค้าแต่ละชิ้นของ Rubberly มีกำไรจากราคาขายถึงร้อยละ 20 แต่เห็นอย่างนี้ ในด้านราคา ผู้บริโภคสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้สบาย เริ่มที่ร้อยต้นๆ ไปจนถึงหลักพัน

องค์ความรู้และความประณีต เอาใจใส่ในผลงาน ระยะเพียง 5 เดือน แบรนด์ Rubberly ก็ประสบความสำเร็จในระดับที่นายภิญโญพอใจ แต่การพัฒนานวัตกรรม กระบวนการผลิต และสินค้า จะยังคงมีต่อไป เพื่อให้ Rubberly ขึ้นเป็น “โกลบอลแบรนด์” ในอนาคต

Rubberly ไม่มีหน้าร้าน แต่หากใครสนใจสินค้า สามารถเข้าไปชมได้ที่ www.rubberly.com หรือ ตามงานแฟร์ อย่างงานBIG&BIH ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม โทรถามโดยตรงได้ที่ 080-9995523

ชมคลิป
<video_embed id=”id” class=”mceNonEditable”>

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 7 ธันวาคม 2556, 12:00 น.
%d bloggers like this: