7 วันรอบโลก

All posts tagged 7 วันรอบโลก

ปมซาอุฯงัดอิหร่าน หาใช่แค่ต่างนิกาย

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560261

โดย บวร โทศรีแก้ว 10 ม.ค. 2559 05:01

 

โกรธแค้น–ฝูงชนชาวอิหร่านเผาธงชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล ระหว่างการประท้วงรุนแรงที่หน้าสถานทูตซาอุดีอาระเบียในกรุงเตหะราน เมื่อ 3 ม.ค.2559 หลังซาอุฯ ประหารชีวิตนักโทษ 47 คน รวมทั้งชีค นิมร์ อัล–นิมร์ นักการศาสนาระดับสูงของนิกายชีอะห์ (เอพี)

กรณีพิพาทรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ระหว่าง “ซาอุดีอาระเบีย” กับ “อิหร่าน” 2 มหาอำนาจต่างนิกายที่แย่งชิงอิทธิพลในตะวันออกกลางมายาวนาน ทำให้ชาวโลกหวั่นวิตกว่าจะบานปลายเป็นสงครามหรือไม่

มูลเหตุมาจากซาอุฯ ซึ่งผู้ปกครองและชนส่วนใหญ่นับถือนิกายซุนนี ประหารชีวิตนักโทษถึง 47 คน เมื่อ 2 ม.ค. ในข้อหาก่อการร้าย รวมทั้ง “ชีค นิมร์ อัล–นิมร์” นักการศาสนาระดับสูงนิกายชีอะห์ ผู้นำการประท้วงต่อต้านราชวงศ์อัล ซาอูด ผู้ปกครองซาอุฯ ในช่วงการปฏิวัติดอกมะลิ “อาหรับ สปริง” เมื่อปี 2554

เรื่องนี้จุดชนวนให้ชาวชีอะห์ทั่วโลกโกรธแค้น โดยเฉพาะอิหร่าน แกนนำชาวชีอะห์ ถึงขั้นสถานทูตและสถานกงสุลซาอุฯ ในอิหร่านถูกบุกโจมตี ส่งผลให้ซาอุฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจบางอย่างกับอิหร่าน ขณะที่พันธมิตรของซาอุฯ อีกหลายประเทศ ก็ร่วมตัดหรือลดความสัมพันธ์กับอิหร่านด้วย

หลังศาสดาหรือนบีโมฮัมหมัดเสียชีวิตเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน ผู้นำโลกมุสลิมได้นำสาวกแยกเป็น 2 ฝ่าย คือชีอะห์กับซุนนี ส่วนซาอุฯ กับอิหร่าน แม้จะขัดแย้งเรื่องนิกายมาตลอด แต่ยุคหนึ่งเคยเป็น “พันธมิตรจำเป็น” ที่เรียกกันว่า “เสาหลักแฝด” ในตะวันออกกลาง ร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อต้านอิทธิพลของสหภาพโซเวียตในอ่าวอาหรับ

ก่อน “การปฏิวัติอิสลาม” ในอิหร่านในปี 2522 ความสัมพันธ์ก็ลุ่มๆดอนๆ และหลังการปฏิวัติฯ ซึ่งอยาตุลเลาะห์ อาลี โคมัยนี เป็นผู้นำโค่นล้ม ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี กษัตริย์องค์สุดท้าย และสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะรานถูกบุกยึด ซาอุฯ ก็ร่วมเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ งัดกับอิหร่าน

ในช่วง “สงคราม 8 ปี” ระหว่างอิรัก-อิหร่าน ในปี 2523-2531 ซาอุฯ และคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ก็สนับสนุนอิรัก แม้เกลียดผู้นำจอมเผด็จการซัดดัม ฮุสเซน

ความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้าย หลังผู้แสวงบุญชาวอิหร่านที่ไปร่วมพิธีฮัจญ์ในซาอุฯ ในปี 2530 ก่อหวอดประท้วง และปะทะกับตำรวจปราบจลาจลของซาอุฯ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 402 คน แต่อิหร่านอ้างว่ามีชาวอิหร่านตายถึง 600 คน ทำให้ชาวอิหร่านโกรธแค้น บุกโจมตีสถานทูตซาอุฯ คูเวต ฝรั่งเศส และอิรัก ในกรุงเตหะราน

ปีถัดมา ซาอุฯ ก็ตัดความสัมพันธ์กับอิหร่าน โดยอ้างเหตุจลาจลครั้งนั้น และกล่าวหาว่าอิหร่านโจมตีการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ส่วนอิหร่านตอบโต้ “บอยคอต” ไม่ไปร่วมพิธีฮัจญ์ในปี 2531-2532 แต่ 2 ปีต่อมา ทั้งสองฝ่ายก็รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกครั้ง

ชื่นมื่น–ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี แห่งอิหร่าน (ขวา) จับมือทักทายนายอิบราฮิม จาฟารี รมว.ต่างประเทศอิรัก ระหว่างการพบปะเจรจากันในกรุงเตหะราน เมื่อ 6 ม.ค. ขณะที่อิหร่านแผ่อิทธิพลเข้าไปในอิรักมากขึ้นหลังซัดดัม ฮุสเซน ถูกโค่นล้ม (เอเอฟพี)

ความสัมพันธ์ยิ่งดีขึ้น หลังโมฮัมหมัด คาตามี ซึ่งมีแนวทางสายกลาง ได้เป็นประธานาธิบดีอิหร่านในปี 2540 และมกุฎราชกุมารอับดุลเลาะห์แห่งซาอุฯ เสด็จเยือนกรุงเตหะรานในปีนั้น ส่วนคาตามี ก็ไปเยือนซาอุฯ ในปี 2542 แต่ความสัมพันธ์ก็แย่ลงอีกหลังนานาชาติ นำโดยมหาอำนาจตะวันตก รุมคว่ำบาตรอิหร่าน เพราะโครงการนิวเคลียร์เจ้าปัญหา ขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้นำหัวรุนแรงขึ้นกุมอำนาจแทนคาตามี

ปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ยิ่งแย่สุดๆ เมื่อทั้งซาอุฯ และอิหร่าน เข้าแทรกแซงสงครามกลางเมืองใน “ซีเรีย” และ “เยเมน” แต่อยู่คนละข้างกัน โดยศึกซีเรีย อิหร่าน กองกำลังฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และรัสเซีย สนับสนุนรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ขณะที่ซาอุฯ และพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ หนุนหลังกบฏหลายกลุ่มเพื่อโค่นล้มอัสซาด

ส่วนศึกเยเมน ซาอุฯ เป็นหัวหอกนำทัพพันธมิตรช่วยรัฐบาลเยเมนโจมตีกบฏ “ฮูธิ” ชาวชีอะห์ที่อิหร่านหนุนหลัง ซ้ำร้าย เมื่อ 24 ก.ย. 2558 เกิดเหตุผู้แสวงบุญในพิธีฮัจญ์ที่ซาอุฯ เหยียบย่ำกันตาย โดยซาอุฯ อ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 769 คน แต่ข่าวบางกระแสเผยว่าถึง 2,400 คน โดยอิหร่านระบุว่ามีชาวอิหร่านอยู่ด้วยถึง 464 คน และโจมตีซาอุฯ อย่างโกรธแค้นว่า “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการจัดพิธีฮัจญ์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ซาอุฯ ประหารชีวิตชีค อัล-นิมร์ ทั้งที่รู้ว่าจะทำให้ชาวชีอะห์ทั่วโลกลุกฮือ อาจเป็นการ “ส่งสัญญาณ” บางอย่าง เพราะปกติซาอุฯ หลีกเลี่ยงไม่ทำอะไรรุนแรงกับชาวชีอะห์ เพราะหวั่นเกิดความไม่สงบ หนึ่งในสัญญาณที่ว่านั้นก็คือ ก่อนปีใหม่ ซาอุฯ เป็นผู้นำจัดตั้ง “พันธมิตรทางทหารในโลกอิสลาม 34 ประเทศ” ขึ้น อ้างว่าเพื่อต่อสู้การก่อการร้าย และแน่นอนที่ไม่มี “อิหร่าน” ร่วมด้วย หลังซาอุฯ กล่าวหามาตลอดว่าอิหร่านลอบสนับสนุนกลุ่มชีอะห์หัวรุนแรงก่อการร้ายในภูมิภาค

มูลเหตุอื่นๆที่ทำให้ซาอุฯ เล่นบทแข็งกร้าว อาจรวมทั้งไม่พอใจที่มหาอำนาจ “พี 5+1” คือสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และเยอรมนี บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้การคว่ำบาตรอิหร่านถูกยกเลิก มีเงินมีกำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาคได้มากขึ้น ซาอุฯ ยังหวาดระแวงที่อิหร่านแผ่อิทธิพลเข้าไปใน “อิรัก” มากขึ้นเรื่อยๆ หลังซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำสายซุนนีถูกโค่นล้มในปี 2546 และรัฐบาลสายชีอะห์ขึ้นกุมอำนาจแทน

นอกจากนี้ ยังอาจมี “ปัจจัยภายใน” เกี่ยวข้องด้วย เป็นไปได้ว่ากษัตริย์ซัลมาน ซึ่งขึ้นครองราชย์แทนกษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่เสด็จสวรรคตปีที่แล้ว และเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน พระราชโอรส ซึ่งเป็นรองมกุฎราชกุมารและ รมว.กลาโหม ต้องการแสดงความเข้มแข็งเพื่อกระชับอำนาจ ในขณะที่ซาอุฯ แย่งชิงอิทธิพลกับอิหร่าน และเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะราคา “น้ำมัน” รายได้หลักของซาอุฯ ตกต่ำต่อเนื่อง

การงัดข้อของ 2 พญาช้างสารจะลงเอยอย่างไร ยังไม่อาจฟันธงได้ แต่ที่แน่ๆกระบวนการเจรจาสันติภาพในซีเรียและเยเมน ที่ซาอุฯ และอิหร่านเกี่ยวข้องพัวพันด้วย…ความหวังยิ่งมืดมน!

บวร โทศรีแก้ว

 

กรณีพิพาท “หญิงบำเรอ” ดูเหมือนจบแต่ยังไม่จบ

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557189

โดย บวร โทศรีแก้ว 3 ม.ค. 2559 05:01

 

สัญลักษณ์–ตำรวจยืนรักษาการณ์ใกล้ๆรูปปั้นเด็กสาววัยรุ่น ที่เรียกกันว่า “อนุสาวรีย์สันติภาพ” ซึ่งถูกนำไปตั้งที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล ตั้งแต่ปี 2554 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนหญิงบำเรอและประท้วงญี่ปุ่น (เอเอฟพี)

“7 วันรอบโลก” สัปดาห์แรกของปี 2559 ยินดีกับ “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่บรรลุข้อตกลงเรื่อง “หญิงบำเรอ” (Comfort women) ชาวเกาหลีใต้ที่ตกเป็น “ทาสกาม” ของทหารกองทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสียที หลังทำให้ความสัมพันธ์ร้าวฉานยืดเยื้อมาหลายสิบปี

ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้มีขึ้นหลังการเจรจาระหว่าง รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่กรุงโซล เมื่อ 28 ธ.ค. โดยญี่ปุ่นตกลงให้เงิน 1,000 ล้านเยน (ราว 300 ล้านบาท) เข้ากองทุนที่รัฐบาลเกาหลีใต้เป็นผู้ดูแล เพื่อช่วยเหลืออดีตหญิงบำเรอชาวเกาหลีใต้ที่ยังมีชีวิตอยู่ 46 คน ซึ่งขณะนี้มีอายุ 80-90 ปีแล้ว

นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่น ยังยอม “ขอโทษ” ขอแสดง “ความสำนึกผิดอย่างจริงใจ” และ “ความรับผิดชอบอย่างสุดซึ้ง” ต่อเหยื่อทุกคนที่มีประสบการณ์เจ็บปวดสุดคณานับ ต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลทั้งร่างกายและจิตใจชนิดไม่อาจเยียวยาได้

เขายังโทรศัพท์ถึงนางปาร์ค กึน-เฮ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยืนยันว่าญี่ปุ่นจะทำตามสัญญา และว่าความสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ตนไม่ต้องการให้คนญี่ปุ่นในรุ่นต่อไปต้องขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้จบ ส่วนนางปาร์คก็ระบุว่า ข้อตกลงนี้เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ก่อนที่อดีตหญิงบำเรอจะสิ้นบุญกันไปหมด

ทั้งสองฝ่ายยังตกลงจะไม่ยกเรื่องนี้มาโจมตีกันในเวทีโลกอีก เกาหลีใต้ยังจะถือว่าข้อตกลงนี้ “ถึงที่สุดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้” ถ้าญี่ปุ่นทำตามสัญญาโดยสมบูรณ์ และจะหาลู่ทางย้ายรูปปั้นเด็กสาววัยรุ่น ที่เรียกว่า “อนุสาวรีย์สันติภาพ” ซึ่งถูกนักเคลื่อนไหวนำไปตั้งที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนหญิงบำเรอประท้วง-ประจานญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2554

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้จุดชนวนถกเถียงขึ้นมาอีกครั้ง เพราะญี่ปุ่นประกาศว่าเงิน 1,000 ล้านเยนนี้ แม้จะมาจากรัฐบาลญี่ปุ่นโดยตรงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่จากภาคเอกชนเช่นครั้งก่อนๆ แต่ไม่ถือว่าเป็น “ค่าชดเชยอย่างเป็นทางการ” แต่เพื่อช่วย “ฟื้นฟูเกียรติยศศักดิ์ศรี” ของอดีตหญิงบำเรอที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยผ่านโครงการบรรเทาบาดแผลด้านจิตใจของเหยื่อ รวมทั้งการเยียวยาทางการแพทย์ ตรวจสุขภาพ และความสนับสนุนอื่นๆ

ญี่ปุ่นยืนยันว่า การชดเชยแก่อดีตหญิงบำเรอทั้งหมดนั้น รวมอยู่ในสนธิสัญญา ค.ศ.1965 (พ.ศ.2508) ซึ่งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกันเมื่อ 50 ปีก่อนแล้ว โดยญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่เกาหลีใต้ไปแล้วกว่า 800 ล้านดอลลาร์ (กว่า 28,000 ล้านบาท) ทั้งในรูปเงินให้เปล่าและเงินกู้

ส่วนบรรดาหญิงบำเรอที่ยังมีชีวิตอยู่ และประชาชนเกาหลีใต้ มีทั้งสนับสนุนและต่อต้านข้อตกลงนี้ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจบซะที ดีกว่าปล่อยให้คาราคาซัง แต่อีกฝ่ายเห็นว่ายังไม่พอ ญี่ปุ่นต้อง “รับผิดชอบและชดเชยทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ” ด้วย

กองทัพญี่ปุ่นยึดครองคาบสมุทรเกาหลีในช่วง พ.ศ.2453-2488 และมีการประเมินว่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มีสตรีในชาติเพื่อนบ้านที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานกว่า 200,000 คน รวมทั้งสตรีชาวเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ถูกเกณฑ์ไปเป็น “หญิงบำเรอกองทัพ” หรือ “จูกุน ลันฟู” ตาม “สถานีบำเรอ” (Comfort stations) หรือ “ซ่องทหาร” (Military brothels) ต่างๆ ตามแนวหน้า ภายใต้การบริหารจัดการของกองทัพญี่ปุ่น

นักวิชาการยังเถียงกันไม่จบว่าหญิงบำเรอทั้งหมดมีเท่าไรแน่ แต่นักเคลื่อนไหวเกาหลีใต้ระบุว่า แค่เหยื่อชาวเกาหลีใต้ก็ถึง 200,000 คนแล้ว แม้มีผู้ออกมาแสดงตัวเพียง 238 คน ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นอ้างว่ามีแค่ 20,000 กว่าคน และยังถกกันว่าควรเรียกหญิงบำเรอเหล่านี้ว่า “ทาสกาม” (Sex slaves) หรือไม่ ด้วยมีหลักฐานว่าหญิงบำเรอจำนวนมากสมัครใจทำงานนี้เอง เพราะได้ค่าจ้างสูงมาก โดยอ้างใบโฆษณารับสมัครงานนี้ในคริสต์ทศวรรษ 1930 ซึ่งหญิงบำเรอไม่น้อยก็เป็นสตรีญี่ปุ่นเอง

ประท้วงต่อ–นักศึกษาเกาหลีใต้ชูภาพของอดีต “หญิงบำเรอ” ที่เสียชีวิตแล้ว ระหว่างการประท้วงประจำสัปดาห์ ที่หน้าสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงโซล แม้รัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงเรื่องหญิงบำเรอแล้ว (รอยเตอร์)

ส่วนกองทัพญี่ปุ่นยุคโน้นอ้างว่า ตั้งสถานีบำเรอขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารญี่ปุ่นประพฤติผิด เที่ยวข่มขืนย่ำยีผู้หญิงโดยพลการ แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่า การที่หญิงบำเรอถูกกักตัวไว้ไม่ให้เลิกอาชีพนี้ก็คือ “ทาสกาม” นั่นเอง

นักวิเคราะห์ระบุว่า ข้อตกลงนี้มีขึ้นด้วยการผลักดันของ “พี่ใหญ่” สหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องการให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ยุติความขัดแย้ง หันมาร่วมมือกันมากขึ้น รวมทั้งด้านการทหาร เพื่อคานอำนาจ “จีน” ซึ่งกำลังแผ่ขยายอิทธิพลอย่างน่ากลัวในเอเชีย จนเกิดความขัดแย้งในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก และเพื่อผนึกกำลังกันรับมือภัยคุกคามจาก “เกาหลีเหนือ” ด้วย

สหรัฐฯ มีทหารประจำการอยู่ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รวมกันราว 80,000 นาย และทั้ง 3 ประเทศนี้ต่างเป็นภาคีในการเจรจา 6 ฝ่าย เพื่อยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่ชะงักงันอยู่

หมากเกมนี้ของสหรัฐฯสอดรับกับรัฐบาลญี่ปุ่นที่พยายามขยายบทบาททางทหารหลังการแก้ไข “รัฐธรรมนูญใฝ่สันติ” ที่ใช้มาตั้งแต่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังหวังได้ประโยชน์เชิงการเมืองและสัญลักษณ์ เพราะปี 2558 เป็นวาระครบรอบ 50 ปีที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต และครบรอบ 70 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี

นางปาร์ค กึน-เฮ ยังหวังใช้ข้อตกลงนี้ดึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งปี 2559 แต่ถ้ากระแสต่อต้านบานปลาย คะแนนนิยมอาจตีกลับไปที่ฝ่ายค้านจนพ่ายแพ้การเลือกตั้งได้

ที่น่าจับตาอีกอย่าง…หลังญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับเกาหลีใต้ ประเทศอื่นๆที่เคยตกเป็นเหยื่อ “ทาสกาม” ทั้งจีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เริ่มออกมาเรียกร้องกดดันให้ญี่ปุ่นทำเช่นเดียวกัน!

บวร โทศรีแก้ว

 

ประเทศดีที่สุดในโลก 12 ปีซ้อน!

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554496

โดย บวร โทศรีแก้ว 27 ธ.ค. 2558 05:01

 

มอบโนเบลสันติ-ชาวนอร์เวย์ร่วมขบวนพาเหรดคบเพลิงเพื่อสดุดีกลุ่มสานเสวนา 4 ฝ่ายแห่งตูนิเซีย ซึ่งเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2015 ในฐานะผู้เสริมสร้างประชาธิปไตยในตูนิเซีย ที่กรุงออสโล เมื่อ 10 ธ.ค. (เอพี)

“7 วันรอบโลก” สัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ ขอยกเรื่องดีๆ ไม่เครียด มาเขียนตบท้ายให้อิจฉากันเล่นๆ กรณีที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) จัดอันดับให้ “ราชอาณาจักรนอร์เวย์” เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน เป็นเครื่องการันตีว่าประเทศนี้ “เลิศเลอเพอร์เฟกต์” ไม่ธรรมดาแน่ๆ

เมื่อ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา ยูเอ็นเผยแพร่รายงาน “ดัชนีการพัฒนามนุษย์” (เอชดีไอ) ของ 188 ประเทศทั่วโลก ประจำปี 2558 ซึ่งใช้เป็นตัวจัดอันดับประเทศดีที่สุดในโลก โดยใช้ปัจจัยวัดหลายอย่าง ทั้งด้านสุขภาพ อายุขัยเฉลี่ย การศึกษา คุณภาพชีวิต และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของพลเมืองในแต่ละประเทศ

ปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 1 นอร์เวย์ได้คะแนนรวมสูงสุดที่ 0.944 โดยมีค่าอายุขัยเฉลี่ยของพลเมือง 81.6 ปี มีรายได้เฉลี่ยของพลเมืองถึง 64,992 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2,300,000 บาท) ต่อคนต่อปี

อันดับรอง 2-5 คือ ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ประเทศที่มีค่าเอชดีไอต่ำสุดคือ “ไนเจอร์” ตามด้วย สาธารณรัฐแอฟริกากลาง เอริเทรีย ชาด และบูรุนดี

ส่วน “ไทยแลนด์” ติดอันดับ 93 ร่วงลงจากปีที่แล้วถึง 4 อันดับ โดยมีค่าเอชดีไอ 0.726 มีค่าอายุขัยเฉลี่ย 74.4 ปี มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปี 13,323 ดอลลาร์ฯ (ราว 470,000 บาท) ต่ำกว่านอร์เวย์ 4.89 เท่า!

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา “องค์การช่วยเหลือเด็ก” (Save the Children) ก็จัดให้นอร์เวย์เป็น “ประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการเป็นแม่” ประจำปี 2558 โดยเอาชนะ “ฟินแลนด์” แชมป์เก่า แถมเมื่อ 20 ธ.ค. ทีมชาติ “แฮนด์บอลหญิง” ของนอร์เวย์ ก็คว้าแชมป์โลกปีนี้ได้อีกด้วย…อะไรจะขนาดนั้น!

“นอร์เวย์” เป็นประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย มีพื้นที่ 385,178 ตร.กม. มีประชากรราว 5.2 ล้านคน มีกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 เป็นองค์พระประมุข นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นสตรี ชื่อนาง เออร์นา โซลเบิร์ก เป็นสถานที่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แม้เป็นประเทศเล็กๆ แต่มีสิ่งดีๆ น่าทึ่งมากมาย

นอร์เวย์มี “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Fund) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเงินส่วนใหญ่ได้มาจากการขาย “น้ำมัน” ส่วนด้านการศึกษา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของรัฐได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งมีนโยบายให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนระดับอุดมศึกษาได้ จึงไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเอง

นโยบายนี้ยังใช้กับ นศ.ต่างชาติด้วย ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหน!

เรื่อง “ครอบครัว” เสาหลักของสังคม นอร์เวย์ก็ให้ความสำคัญมาก โดยราว 90% ของผู้ชายที่เป็น “คุณพ่อ” มีสิทธิ์ลาพักงานไปช่วยเลี้ยงดูลูกได้อย่างน้อย 12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือน ส่วน “คุณแม่” ที่มีลูกคนแรก มีสิทธิ์ลาพักงานไปเลี้ยงดูลูกถึง 12 เดือน โดยยังได้รับค่าจ้างเงินเดือนตามปกติ แถมได้รับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูลูกจากรัฐอีก

แชมป์โลก-นักกีฬาแฮนด์บอลหญิงทีมชาตินอร์เวย์เฉลิมฉลองชัยชนะ หลังพิชิตทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ในการแข่งขันแฮนด์บอล เวิลด์ แชมเปียนชิพ 2015 รอบชิงชนะเลิศ ที่เดนมาร์ก เมื่อ 20 ธ.ค. (เอเอฟพี)

เรื่องค่าใช้จ่ายในการจัด “งานแต่งงาน” และ “งานศพ” รัฐบาลก็ช่วยจ่ายให้ อย่างน้อยค่าบาทหลวงและทำพิธีในโบสถ์ ใครที่เบื่อขี้หน้านักการเมืองยิ่งไม่ต้องห่วง เพราะนอร์เวย์ห้ามการโฆษณาทางการเมืองใดๆ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ อีกทั้งมีระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงดีเยี่ยม มีนโยบายให้คนใช้รถยนต์น้อยที่สุด โดยตั้งเป้าจะให้ใจกลางกรุงออสโลเมืองหลวงเป็นเขตปลอดรถยนต์ภายในปี 2562 นี้

เรื่อง “รายได้” ไม่ใช่ความลับใดๆ ในนอร์เวย์ โดยเจ้าหน้าที่ด้านภาษีจะเผยแพร่รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนทุกปี ส่วนชาวเกย์ เลสเบียน ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ (LGBT) ก็มีสิทธิเลือกใช้ชีวิตตามรสนิยมของตนได้โดยเสรี และการแต่งงานของคนรักร่วมเพศเป็นสิ่งถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2552 แล้ว

แต่เหรียญก็มีสองด้านเสมอ สิ่งดีๆ บางครั้งต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างเช่นกัน!

นอร์เวย์เก็บ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สูงที่สุดชาติหนึ่งในโลก คือที่อัตรา 39% หรือบางกรณีสูงถึง 47.5% แต่หลังๆ เริ่มลดลง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่บอกว่าแม้จะเสียภาษีแพงหูฉี่ แต่ก็คุ้มค่ากับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐจัดให้

ส่วนใครที่ชมชอบสุราเมรัยต้องทำใจ โดยเว็บไซต์ “pintprice.com” ระบุว่าเบียร์ขนาด 1 ไพนต์ (0.57 ลิตร) ในนอร์เวย์ มีราคาแพงเป็นอันดับ 2 ของโลกถึง 10.40 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 365 บาท) เทียบกับที่ทาจิกิสถาน แค่ 0.45 ดอลลาร์ฯ (ราว 16 บาท) และแม้นอร์เวย์จะเป็นชาติผู้ส่งออกน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันก็สูงที่สุดติดอันดับต้นๆ ของโลก

ใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง และจิบูตี ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว เฉลี่ยตกลิตรละ 1.61 ดอลลาร์ (ราว 56.35 บาท) สาเหตุหนึ่งเพราะภาษีน้ำมันสูงมาก แต่ถ้าเทียบกับรายได้ของคนนอร์เวย์แล้ว ถือว่ารับได้สบายๆ

นอร์เวย์ยังมี “ด้านมืด” ที่น้อยคนจะรู้ คือมีอัตราผู้เสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาดสูงเป็นอันดับ 2 ในยุโรป เป็นรองแค่ “เอสโทเนีย” คือมีอัตราผู้เสียชีวิตที่ 70 คนต่อประชากร 1 ล้านคน เทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วยุโรปที่ 16 คน

ต่อประชากร 1 ล้านคน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะยาเสพติดในนอร์เวย์แพงมาก พวกขี้ยาจึงมักใช้วิธีฉีดเข้าเส้นเลือดแทนการสูบ เพื่อให้ออกฤทธิ์แรงที่สุด

เรื่องแปลกๆ อีกอย่างก็คือ นอร์เวย์มี “หมาป่า” หลงเหลืออยู่ในป่าน้อยมากแค่ 30 ตัวเท่านั้น แถมรัฐบาลยังออกใบอนุญาตให้ล่าหมาป่าได้ถึง 16 ตัว จาก 30 ตัวนี้

และน่าเศร้า…มีผู้ยื่นขอใบอนุญาตแล้วถึง 11,571 ราย!

บวร โทศรีแก้ว

 

ซาอุฯตั้งทัพ 34 พันธมิตร ผนึกกำลังสู้การก่อการร้าย

Published ธันวาคม 21, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551213

โดย บวร โทศรีแก้ว 20 ธ.ค. 2558 05:01

 

ศัตรูอันดับ 1—แฟ้มภาพในปี 2557 นักรบของกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) เดินสวนสนามที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ในเมืองรักกา ประเทศซีเรีย หลังยึดพื้นที่ในซีเรียและอิรักได้อย่างกว้างขวาง (เอพี)

“ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย” มหาอำนาจผู้ร่ำรวยในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ประกาศตนเป็น “หัวหอก” จัดตั้งพันธมิตรทางทหารใหม่ของโลกอิสลาม 34 ประเทศ เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย เมื่อ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รมว.กลาโหมซาอุดีอาระเบียและรองมกุฎราชกุมาร รัชทายาทลำดับ 2 พระราชโอรสของกษัตริย์ซัลมาน ทรงแถลงเรื่องสำคัญนี้ด้วยพระองค์เอง โดยพันธมิตรที่ว่าจะมีฐานบัญชาการใหญ่ในกรุงริยาด ซึ่งสมาชิกล้วนเป็นชาติที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ รวมทั้งชาติส่วนใหญ่ในอ่าวอาหรับ ไปจนถึงหลายชาติในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย

และแน่นอนที่ไม่มี “อิหร่าน” คู่อริของซาอุฯ ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ร่วมด้วย

สมาชิกทั้งหมดคือซาอุฯ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), บาห์เรน, กาตาร์, คูเวต, เลบานอน, ลิเบีย, จอร์แดน, ตูนิเซีย, เยเมน, ปาเลสไตน์, โมร็อกโก, อียิปต์, ตุรกี, ปากีสถาน, บังกลาเทศ, มาเลเซีย, เบนิน, ชาด, โตโก, จิบูตี, เซเนกัล, ซูดาน, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, กาบอง, กินี, คอโมโรส, ไอวอรีโคสต์, มัลดีฟส์, มาลี, มอริเตเนีย, ไนเจอร์ และไนจีเรีย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯเผยว่า การประกาศตั้งพันธมิตรใหม่ของซาอุฯแบบฉับพลัน ทำให้สหรัฐฯ ค่อนข้างงุนงง เพราะไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า เช่นเดียวกับ “รัสเซีย” ก็เผยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้

แต่การที่ซาอุฯสามารถดึงชาติที่มีกองทัพใหญ่และแข็งแกร่งอย่างอียิปต์ ปากีสถาน และดึงตุรกีซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เข้าร่วมด้วย แสดงว่า “ไม่ธรรมดา” แม้ชาติที่มีสงครามอย่างอิรัก ซีเรีย อัฟกานิสถาน ไม่ได้เข้าร่วมด้วย ส่วน “โอมาน” เป็นชาติเดียวในอ่าวอาหรับที่ไม่ร่วม เพราะพักหลังๆ มีจุดยืนวางตัวเป็นกลาง ขอเป็นแค่ผู้เจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในภูมิภาค

ซาอุฯยังอ้างว่ามีชาติอิสลามอีกกว่า 10 ชาติ รวมทั้งอินโดนีเซีย ชาติมุสลิมใหญ่ที่สุดในโลก แสดงความสนับสนุนด้วย ส่วนภารกิจของพันธมิตรใหม่นี้จะผนึกกำลังเป็น “หุ้นส่วน” กับทั่วโลก ต่อสู้การก่อการร้ายในทุกวิถีทาง ในโลกอิสลามทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลัทธินิกายใด ไม่ใช่มุ่งเน้นต่อสู้กับ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย ศัตรูหมายเลข 1 ของโลกในยุคนี้เท่านั้น และถ้าจำเป็นอาจส่ง “ทหารราบ” เข้ารบภาคพื้นดินด้วย

สู้ก่อการร้าย—เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รองมกุฎราชกุมารและ รมว.กลาโหมซาอุดีอาระเบีย แถลงข่าวที่กรุงริยาดเมื่อ 15 ธ.ค. ประกาศตั้งพันธมิตรทางทหารใหม่ของชาติอิสลาม 34 ประเทศ เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย รวมทั้งกับกองกำลังรัฐอิสลาม หรือ “ไอเอส” (รอยเตอร์)

จริงๆแล้วซาอุฯเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตร 65 ชาตินำโดยสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศถล่มไอเอสในอิรักและซีเรียตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้ตอนหลังจะลดบทบาทลง หลังซาอุฯเข้าแทรกแซงสงคราม

“เยเมน” เมื่อ 9 เดือนก่อน โดยรวบรวมพันธมิตรอาหรับไปช่วยรัฐบาลเยเมนโจมตีทางอากาศถล่มกบฏ “ฮูธี” นิกายชีอะห์ ที่มีอิหร่านหนุนหลัง

แต่เอาไปเอามา การปราบกบฏฮูธีซึ่งยึดครองดินแดนเยเมนได้อย่างกว้างขวางยากเย็นกว่าที่คิด และทำให้ซาอุฯต้องแบกรับภาระทั้งด้านการทหารและการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลังแอ่น

ซาอุฯถูกชาติมหาอำนาจตะวันตกตั้งแง่สงสัยมาตลอดในนโยบายต่อสู้การก่อการร้ายที่คลุมเครือ จนบางครั้งถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับการก่อการร้ายด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ซาอุฯก็รับบทบาทสำคัญในความพยายามหาทางออกทางการเมืองเพื่อยุติสงครามกลางเมืองในซีเรีย โดยสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างฝ่ายค้านกับกบฏซีเรียกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด

ซาอุฯสนับสนุนกบฏซีเรียบางกลุ่ม และต้องการให้อัสซาดสละอำนาจเช่นเดียวกับสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก ขณะที่อิหร่าน กองกำลังฮิซโบลเลาะห์ในเลบานอน และรัสเซีย หนุนรัฐบาลอัสซาดสุดตัว

ดังนั้น การที่ซาอุฯเป็นผู้นำก่อตั้งพันธมิตรทางทหาร 34 ประเทศขึ้น จึงมองได้หลายแง่มุมว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าซาอุฯหวัง “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” นั่นคือ…

1.อาจหวังขยายบทบาทอิทธิพลของตนในภูมิภาค 2.เพื่อสกัดอิทธิพลอิหร่านคู่อริที่เพิ่มขึ้นทุกวัน 3. หวังให้เหล่าชาติพันธมิตรช่วยแบกรับภาระสงครามในเยเมน และ 4.ช่วยกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรง รวมทั้งไอเอสที่เป็นภัยคุกคาม

ซาอุฯมากขึ้นเรื่อยๆ และ 5.ลบล้างข้อครหาที่ว่าซาอุฯไม่ต่อสู้กับการก่อการร้ายอย่างเข้มแข็งจริงจังเท่าที่ควร ทั้งที่เป็น “ขาใหญ่” ในโลกอาหรับ

การตั้งพันธมิตรต่อสู้การก่อการร้ายครั้งนี้ยัง “เข้าทาง” มหาอำนาจสหรัฐอเมริกา พันธมิตรเก่าแก่ของซาอุฯ ซึ่งทั้งเรียกร้องและกดดันให้ประชาคมโลกผนึกกำลังกันต่อสู้กับไอเอสและกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆมากขึ้น ดังนั้น การที่ซาอุฯเป็นผู้นำต่อสู้การก่อการร้ายในโลกอิสลาม จะทำให้มีบทบาทอิทธิพลในเวทีโลกเพิ่มขึ้นด้วย

แต่นักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า พันธมิตรทางทหาร 34 ประเทศนี้ ยังไม่มีเป้าหมาย กลไก และสายการบังคับบัญชาที่เป็นรูปธรรมชัดเจน จะมีประสิทธิภาพจริงแท้หรือไม่เพียงใด?

หรือถูกตั้งขึ้นแค่ในเชิง “สัญลักษณ์” เพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองบางอย่างเท่านั้น!

บวร โทศรีแก้ว

 

ส่องแนวคิด “โดนัลด์ ทรัมป์” อเมริกากับความแตกแยก

Published ธันวาคม 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547969

โดย บวร โทศรีแก้ว 13 ธ.ค. 2558 05:01

 

ต้านทรัมป์-ฝูงชนชุมนุมที่หน้าโรงแรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองพอร์ตสมัธ รัฐนิวแฮมพ์เชียร์ เพื่อประท้วงที่ทรัมป์เสนอห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศ หลังเหตุกราดยิงที่เมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย มีผู้เสียชีวิต 14 ราย (เอพี)

ถูกรุมประณามอื้ออึงทั่วโลก เมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” อภิมหาเศรษฐี ผู้สมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2559 เสนอให้ห้าม “ชาวมุสลิม” ทั้งหมดเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ข้อเสนอนี้มีขึ้นหลังเกิดเหตุ 2 สามีภรรยาชาวมุสลิมบุกกราดยิงที่ศูนย์บริการสุขภาพในเมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 2 ธ.ค. มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ โดยฝ่ายภรรยาประกาศสวามิภักดิ์ต่อ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) ก่อนไปก่อเหตุ

ทรัมป์อ้างโพลสำรวจความคิดเห็นของบางสำนัก ที่ระบุว่าชาวมุสลิมในสหรัฐฯ ถึง 1 ใน 4 เก็บซ่อนความเกลียดชังชาวอเมริกันไว้ ดังนั้น หากยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเกิดอะไรขึ้นและจะแก้ปัญหาอย่างไร อาจมีอันตรายเกิดขึ้นอีก ก็ควรห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯชั่วคราว แต่ไม่รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯอยู่แล้ว

ต่อมาทรัมป์ยังพาดพิงไปถึงประเทศอื่นๆ โดยระบุว่า มีบางพื้นที่ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส และกรุงลอนดอน อังกฤษ ที่คนถูกล้างสมองให้เป็นพวกมุสลิมหัวรุนแรง จนตำรวจเข็ดขยาดหวาดกลัวไม่กล้าเข้าไป

จึงไม่แปลกที่ทรัมป์จะโดนรุมจวกเละ รวมทั้งจากรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา พรรคเดโมแครตคู่อริ ชาวมุสลิมทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก ไปจนถึงภายในพรรครีพับลิกันเอง บ้างก็ชี้ว่าเขาจิตวิปริต สุดโต่ง

ปลุกปั่นให้สังคมแตกแยก ขัดแย้งกับคุณค่าของชาวอเมริกัน เพียงเพื่อ “ดึงคะแนนเสียง” โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ และเรียกร้องให้ทรัมป์ถอนตัวจากการแข่งขันชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีซะ

กร้าวตามสไตล์-โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้มือไปที่กลุ่มผู้สนับสนุนกลางฝูงชน ระหว่างการประชุมสมาคมการกุศลตำรวจนิวอิงแลนด์ ในรัฐนิวแฮมพ์-เชียร์ หลังถูกโจมตีอย่างหนักกรณีที่เขาเสนอให้ห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ (รอยเตอร์)

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯก็เตือนว่า คำพูดของทรัมป์บ่อนทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ เพราะไปส่งเสริมกลุ่มไอเอสที่ต้องการเสี้ยมให้สหรัฐฯเป็นศัตรูกับโลกอิสลาม ส่วนชาวอังกฤษเกือบ 500,000 คน ร่วมลงชื่อขอให้สั่งห้ามทรัมป์เดินทางเข้าอังกฤษ ขณะที่ผลิตภัณฑ์สินค้าของทรัมป์ในตะวันออกกลางถูกคว่ำบาตร

โดนจวกหนักเข้า ทรัมป์ออกมาแก้ตัวว่า ข้อเสนอห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศ ก็คล้ายกับนโยบายของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต่อต้านชาวญี่ปุ่น เยอรมัน และอิตาลี

จริงๆแล้วแนวคิดต่อต้านชาวมุสลิมของทรัมป์มีมานานแล้ว โดยเขาเคยกล่าวว่า หลังผู้ก่อการร้ายก่อวินาศกรรม “9/11” ถล่มสหรัฐฯ เมื่อ 11 ก.ย.2544 มีชาวอาหรับอเมริกันหลายพันคนในรัฐนิวเจอร์ซีย์ร่วมเฉลิมฉลองชัยชนะให้กลุ่มอัล เคดา แม้จะไม่มีสื่อรายงานข่าวนี้เลย

ทรัมป์ยังเคยเสนอให้มีการตรวจตราสอดส่องมัสยิดในสหรัฐฯ ให้เฝ้าติดตามชาวมุสลิม ให้ชาวมุสลิมลงทะเบียนในฐานข้อมูล เพื่อเป็นมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย และสหรัฐฯควรใช้วิธีการสอบสวนที่เข้มข้น รวมทั้งการทรมานแบบ “วอเตอร์บอร์ดดิ้ง” อันอื้อฉาวในการต่อสู้กับไอเอส โดยอ้างว่าวิธีการเช่นนี้นับว่า “เด็กๆ” เมื่อเทียบกับแท็กติกอันโหดร้ายของไอเอส เช่น การฆ่าตัดศีรษะเหยื่อและโพสต์ลงอินเตอร์เน็ต

ทรัมป์คุยด้วยว่า ถ้าตนเป็นผู้นำจะทิ้งระเบิดถล่มไอเอสให้เป็นขุมนรก ตนจะทำให้ไอเอสอ่อนแอด้วยการตัดเส้นเลือดใหญ่ นั่นคือ “น้ำมัน” ซึ่งเป็นรายได้หลักหล่อเลี้ยงให้ไอเอสเข้มแข็ง

ก่อนหน้านั้นทรัมป์ยังเผยว่า ตนจะสร้าง“อภิมหากำแพง” กั้นพรมแดนสหรัฐฯกับเม็กซิโก และชี้ว่าชาวเม็กซิกันที่เข้าสู่สหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็น “อาชญากร” และ “นักข่มขืน” นำทั้งยาเสพติด อาชญากรรมเข้าสหรัฐฯ มหากำแพงที่ว่าจะใช้สกัดกั้นผู้อพยพจากซีเรียด้วย และว่าเม็กซิโกควรช่วยจ่ายค่าสร้างกำแพง ซึ่งประเมินว่าต้องใช้งบฯ มหาศาลถึง 2,200-13,000 ล้านดอลลาร์ ยิ่งกว่านั้น จะเนรเทศผู้อพยพเข้าสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมายราว 11 ล้านคน แม้ถูกโจมตีว่าเป็นนโยบายเกลียดชังชาวต่างชาติ และต้องใช้งบฯมหาศาลถึง 114,000 ล้านดอลลาร์

นโยบายสุดโต่งเหล่านี้ถูกก่นด่าอึงมี่ แต่ทรัมป์ก็ยังมี “แฟนพันธุ์แท้” สายอนุรักษนิยมสนับสนุนอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากยังมีคะแนนนำโด่งในหมู่คู่แข่ง

หลายคนเตือนว่าอย่าไปใส่ใจอะไรมากกับวาทกรรมของทรัมป์ เขาเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ในท้ายที่สุดจะตกม้าตาย ไม่ได้เป็นผู้นำสหรัฐฯแน่ๆ เพราะถ้าชาวอเมริกันเลือกคนเช่นนี้เป็นผู้นำ ก็บ้ากันใหญ่แล้ว

การผงาดขึ้นมาของทรัมป์อยู่ในช่วงที่สหรัฐฯสับสนในเรื่องการต่อสู้กับการก่อการร้าย ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด เพราะกลุ่มไอเอสและกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ คือภัยคุกคามอันดับ 1 ของสหรัฐฯ และของโลก

แต่ชาวอเมริกันยุคนี้กลับขาดความเป็น “เอกภาพ” ในการรับมือ ต่างจากยุคหลังวินาศกรรม 9/11 ที่ชาวอเมริกันรวมใจเป็นหนึ่งเดียว สนับสนุนรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช บุกโจมตีอัฟกานิสถาน กวาดล้างกลุ่มอัล เคดา และบุกอิรัก โค่นล้มประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน

ตัวอย่างหนึ่งของความไร้เอกภาพก็คือ เมื่อประธานาธิบดีบารัค โอบามา แถลงที่ห้องรูปไข่ในทำเนียบขาว วิงวอนให้ชาวอเมริกันเป็นเอกภาพเพื่อสู้กับไอเอส ฝ่ายรีพับลิกันกลับทำเมินไม่เล่นด้วย

รีพับลิกันยังโจมตีว่าโอบามาเป็นผู้นำที่อ่อนแอ ไม่สมกับเป็น “แม่ทัพ” สู้กับไอเอสแบบครึ่งๆกลางๆ แม้จะเป็นหัวหอกพันธมิตร 65 ชาติโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสมากว่า 1 ปี แต่นั่นยังไม่เพียงพอสยบไอเอสได้ ซึ่งแน่นอนว่า
เรื่องนี้จะเป็นประเด็นร้อนในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

มีผู้เสียดสีว่าสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันแตกแยก จนน่าจะเปลี่ยนชื่อจาก “The United State of America” เป็น “The Divided State of America” ให้รู้แล้วรู้รอด!

บวร โทศรีแก้ว

 

COP21 สู้โลกร้อนก่อนสายเกิน

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544839

โดย บวร โทศรีแก้ว 6 ธ.ค. 2558 05:01

 

อนาคตโลก-จอภาพขนาดยักษ์ฉายภาพประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในวันเปิดการประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ COP21 ที่เขตเลอ บูร์เกต์ ชานกรุงปารีส (รอยเตอร์)

ช่วงวันที่ 30 พ.ย. ถึง 11 ธ.ค. 2558 กรุงปารีส ฝรั่งเศส ทั้งคึกคักและคุมเข้มเป็นพิเศษ เพราะเป็นเจ้าภาพ “การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สมัยที่ 21” (COP21) หลังปารีสถูกกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) โจมตีเมื่อ 13 พ.ย. มีผู้เสียชีวิตถึง 130 ศพ

COP21 มีผู้แทนเจรจาจาก 195 ประเทศ และผู้นำ 147 ประเทศเข้าร่วม รวมทั้งมหาอำนาจสหรัฐฯ จีน รัสเซีย อินเดีย และชาติยุโรป เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงลดการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” (จีเอชจี) และควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 18 หลังการประชุมใหญ่ครั้งก่อนที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เมื่อ 6 ปีก่อนล้มเหลว

ผลการประชุมจึงสำคัญสุดๆ ต่ออนาคตมวลมนุษยชาติ ถ้าคว้าน้ำเหลวอีกโดยไม่มีข้อตกลงที่เข้มข้นและมีผลผูกมัดจริงจัง “ภาวะโลกร้อน” ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ มีเทน และฟลูโอริเนต จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวางรุนแรง

รายงานของ “คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (ไอพีซีซี) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ถ้าโลกยังขืน “เอ้อระเหย” ไม่ผนึกกำลังต่อสู้ภาวะโลกร้อนสุดกำลัง อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3-4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งจะนำไปสู่ “หายนะ” ที่รุนแรงสุดคาดคิด

ภายใน ค.ศ.2100 หรือ 85 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลหรือมหาสมุทรอาจสูงขึ้นถึง 26- 82 ซม. จากระดับใน ค.ศ.1986-2005 หรืออาจสูงกว่านั้น เพราะแผ่นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ และที่ “กรีนแลนด์” เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแถบขั้วโลกเหนือ จะละลายเร็วกว่าปกติ ทำให้พื้นที่มหาสมุทรขยายตัวอย่างมาก

ร่วมสู้-สมาชิกเครือข่าย “ไชน่า ยูธ ไคลเมต แอ็กชั่น” ของจีน ร่วมเดินขบวนรณรงค์ต่อสู้ภาวะโลกร้อน ใกล้สถานที่จัดการประชุม COP21 ชานกรุงปารีส โดยชูแผ่นป้ายเขียนว่า “ถึงเวลาแล้ว” (เอพี)

“ไคลเมต เซ็นทรัล” องค์กรวิจัยในสหรัฐฯ ระบุว่า แค่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียสตามที่ตั้งเป้าไว้ ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นจนท่วมแผ่นดินลุ่มต่ำต่างๆ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่รวมกันถึง 280 ล้านคน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจกินเวลานานหลายร้อยปี จนถึง 2,000 ปี

ภาวะโลกร้อนยังอาจก่อให้เกิดมหาพายุ “ซุปเปอร์สตอร์ม” คลื่นอากาศหนาวและคลื่นความร้อนถี่ขึ้นรุนแรงขึ้น หลายพื้นที่จะเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม รุนแรงยาวนาน จนทำการเกษตรหรือคนอาศัยอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เชื้อโรคร้ายต่างๆ เข้มแข็งและระบาดหนักขึ้น พืชผลถูกทำลายจนทำให้ประชากรโลกยากจนมากขึ้น พืชผลที่ลดลงและการแย่งชิงน้ำอาจจุดชนวนให้เกิดสงครามหรือผู้คนโยกย้ายถิ่นฐานมหาศาล

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังจะทำให้ดินแดนที่อยู่ต่ำ เช่น หมู่เกาะมัลดีฟส์ในมหาสมุทรอินเดีย หมู่เกาะตูวาลู และประเทศฟิลิปปินส์ ในมหา-สมุทรแปซิฟิก จมน้ำ ประชาชนต้องอพยพลี้ภัยหลายล้านคน

ในการประชุม COP21 หนนี้ 183 ประเทศทั่วโลกได้นำเสนอแผนควบคุมก๊าซเรือนกระจกของใครของมัน ที่เรียกว่า “ความสนับสนุนด้วยเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นแห่งชาติ” (Intended Nationally Determinded Contributions) หรือ “INDCs” เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนโดยสมัครใจด้วย

แต่ไอพีซีซีประเมินว่าแม้แผนทั้งหมดนี้จะถูกปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิโลกก็ยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นถึง 2.7-3.5 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษที่ 21 และแค่สิ้นปี 2558 นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นถึง 1 องศาเซลเซียส หรือครึ่งหนึ่งของที่ตั้งขีดจำกัดไว้ที่ระดับ 2 องศาเซลเซียสแล้ว

นั่นเป็น “สัญญาณอันตราย” ว่ามาตรการสู้โลกร้อนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ!

ประเทศยากจนและประเทศหมู่เกาะต่างๆ ที่อยู่ในที่ต่ำจึงเรียกร้องให้ตั้งเป้าใหม่ จากเดิมที่จำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ให้เหลือแค่ 1.5 องศาเซลเซียส ประเทศกำลังพัฒนายังขอให้ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมามากมายยาวนาน “รับผิดชอบ” มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ชาติร่ำรวยพัฒนาแล้วก็เรียกร้องให้ชาติกำลังพัฒนาช่วยแบ่งรับภาระลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นเช่นกัน

ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก 10 อันดับแรก คือ 1. จีน (24%) 2. สหรัฐอเมริกา (15.5%) 3.สหภาพยุโรป หรืออียู (10.8%) 4. อินเดีย (6.4%) 5.รัสเซีย (4.9%) 6.ญี่ปุ่น (2.9%) 7.บราซิล (2.1%) 8.อิหร่าน (1.6%) 9.อินโดนีเซีย (1.6%) 10. แคนาดา (1.5%) ซึ่งล้วนเสนอแผน INDCs ของใครของมันเช่นกัน

แต่นั่นยังห่างไกลจากที่ควรจะเป็น เพราะชาติร่ำรวยรู้ดีว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างฮวบฮาบ จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของตนซึ่งยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรุนแรง ขณะที่พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เช่น แสงแดด ลม น้ำ ฯลฯ ที่พยายามผลักดันกันอยู่ ก็ไปได้ช้าและน้อยมาก ยังไม่อาจเข้ามาทดแทนกันได้ในอนาคตอันใกล้

การประชุมโลกร้อนที่เดนมาร์กเมื่อ 6 ปีก่อน หนึ่งในสาระสำคัญอันน้อยนิดก็คือ บรรดาชาติร่ำรวยให้สัญญาว่าตั้งแต่ ค.ศ.2020 เป็นต้นไป จะจัดหาเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3,500,000 ล้านบาท) ต่อปี ช่วยชาติยากจนพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังเกี่ยงกันอยู่ว่าใครจะ “ควักกระเป๋า” เท่าไหร่?

การประชุม COP21 หนนี้ ชาวโลกต้องช่วยกันลุ้นให้ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ มิฉะนั้นภารกิจ “กู้โลกร้อน” จะถูกเตะถ่วงออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดอาจสายเกินไป!

บวร โทศรีแก้ว

 

ไขปมตุรกีสอยบินรบรัสเซีย สงครามเหลื่อมซ้อนในซีเรีย

Published พฤศจิกายน 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542515

โดย บวร โทศรีแก้ว 29 พ.ย. 2558 05:01

 

ไม่กินเส้น-ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย (ซ้าย) และประธานาธิบดีเรเซป ทายยิป เออร์โดกัน แห่งตุรกี นั่งคู่กัน ขณะร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำจี-20 ที่เมืองอันทัลยา ในตุรกี เมื่อ 16 พ.ย. ก่อนที่ตุรกีจะยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดซู-24 ของรัสเซียตกในซีเรีย สร้างความขัดแย้งรุนแรง (เอพี)

ยังไม่หายขวัญผวาจากเหตุ “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) โจมตีกรุงปารีส 6 จุด เมื่อ 13 พ.ย. มีผู้เสียชีวิต 130 ศพ ชาวโลกต้องตกตะลึงอีกคำรบ เมื่อ “ตุรกี” ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิด “ซูคอย ซู-24” ของรัสเซียตก ขณะร่วมโจมตีกลุ่มไอเอสในซีเรีย เมื่อ 24 พ.ย.

แม้นักบิน 2 นายจะโดดร่มออกมาได้ แต่คนหนึ่งถูกกบฏ “เติร์กเมน” ยิงกลางอากาศเสียชีวิต อีกคนถูกทหารซีเรียช่วยชีวิตได้ รัสเซียยังเสียนาวิกโยธินอีก 1 นาย เพราะเฮลิคอปเตอร์กู้ชีพ 2 นักบินถูกกบฏโจมตีซ้ำ

เรื่องนี้ทำให้โลกร้อนระอุ หลายฝ่ายหวั่นลุกลามบานปลาย เพราะตุรกีเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ร่วมกับ “พี่เบิ้ม” สหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตก ซึ่งงัดข้อกับรัสเซียอยู่

ตุรกีอ้างว่ามีเครื่องบิน 2 ลำบินเข้าใกล้น่านฟ้าของตนใกล้เมืองเยลาดากี จ.ฮาเตย์ ทางภาคใต้สุด ตุรกีได้แจ้งเตือนผ่านช่องทางฉุกเฉินถึง 10 ครั้งใน 5 นาที ให้เปลี่ยนเส้นทาง แต่ทั้ง 2 ลำยังบินเข้าไปน่านฟ้าตุรกี 17 วินาที จากนั้นลำหนึ่งบินจากไป แต่อีกลำถูกเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 ของตุรกียิงด้วยขีปนาวุธไปตกในซีเรีย

ตุรกีอ้างว่าตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นเครื่องบินรัสเซีย และนำเทปบันทึกเสียงที่อ้างว่าเป็นการแจ้งเตือน และภาพถ่ายเรดาร์แสดงเส้นทางการบินของเครื่องบินที่ถูกยิงตกออกเผยแพร่เพื่อยืนยัน

ส่วนประธานาธิบดีเรเซป ทายยิป เออร์โดกัน แถลงว่า กองทัพตุรกีปฏิบัติการภายใต้ “กฎแห่งการสู้รบ” ที่เริ่มใช้หลังซีเรียยิงเครื่องบินตุรกีตกในปี 2555 ซึ่งระบุว่า “อะไรก็ตาม” จากซีเรียที่เข้าใกล้เขตแดนตุรกีถือว่าเป็น “ภัยคุกคามจากศัตรู” และขอให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิในการปกป้องดินแดนของตุรกีด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ตุรกีเคยเตือนที่เครื่องบินรบรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าแล้วหลายครั้ง

แต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แถลงตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราดว่า ซู-24 ไม่ได้ล่วงล้ำน่านฟ้าตุรกี แต่ถูกยิงขณะบินอยู่สูง 6,000 ม. ห่างพรมแดนตุรกี 1 กม. และตกห่างพรมแดนตุรกีถึง 4 กม.ใน จ.ลาตาเกีย ซึ่งกบฏเติร์กเมนสู้รบติดพันกับกองทัพรัฐบาลซีเรียอยู่ ส่วนนักบินซู-24 ที่รอดชีวิตก็ยืนยันว่าไม่ได้ล่วงล้ำน่านฟ้าตุรกีแม้แต่วินาทีเดียว แต่ “ถูกยิงจากข้างหลัง” โดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ

ปูตินชี้ว่ารัสเซียถูก “แทงข้างหลัง” โดย “ผู้สมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อการร้าย” จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี รัสเซียยังระงับความสัมพันธ์ด้านการทหารกับตุรกี ส่งเรือลาดตระเวนติดระบบป้องกันภัยทางอากาศ และระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานอันล้ำยุค “เอส-400” เข้าไปในซีเรีย และต่อไปเครื่องบินทิ้งระเบิดของรัสเซียในซีเรียจะมีเครื่องบินขับไล่คุ้มกันด้วยเสมอ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า “เอ็งอย่าบังอาจทำอีก”

รัสเซียยังห้ามไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางไปตุรกี ทั้งขู่จะคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจ การลงทุนต่างๆกับตุรกีขนานใหญ่ รวมทั้งการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตร และอาจระงับโครงการสร้างท่อส่งก๊าซ “เติร์กสตรีม” โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในตุรกี ไปจนถึงแผนตั้งเขตการค้าเสรี

ถ้ารัสเซีย “ลงดาบ” จริงตามที่ขู่ จะส่งผลกระทบต่อตุรกีรุนแรง เพราะรัสเซียเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 2 ของตุรกี และตุรกีเป็นประเทศที่ชาวรัสเซียไปท่องเที่ยวมากที่สุด ปีที่แล้วกว่า 3 ล้านคน

แน่นอนว่าสหรัฐฯ และนาโต สนับสนุนตุรกีพวกเดียวกัน แต่ยังดีที่รัสเซียย้ำให้ชาวโลกวางใจว่าไม่คิดขยายสงครามกับตุรกี ในช่วงที่ประชาคมโลกเร่งผนึกกำลังกันกวาดล้างกลุ่มไอเอสหลังก่อเหตุโจมตีกรุงปารีสและยิงเครื่องบินโดยสารของรัสเซียตกในอียิปต์ คนตายยกลำ 224 ศพ ทำให้การต่อสู้กับไอเอสเป็น “วาระแห่งโลก”

สอยร่วง-ภาพวินาทีเครื่องบินทิ้งระเบิด ซู-24 ของรัสเซีย (รูปเล็ก) ตกในเขตภูเขาริมชายแดนตุรกี-ซีเรีย หลังถูกเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 ของตุรกียิง โดยตุรกีอ้างว่าล่วงล้ำน่านฟ้า (รอยเตอร์)

สงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นในปี 2554 หลังการลุกฮือขับไล่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ในช่วง “อาหรับสปริง” ในตะวันออกกลาง จากนั้นมหาอำนาจก็เข้าแทรกแซง โดยสหรัฐฯและพันธมิตร รวมทั้งตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และชาติอาหรับสายกลาง มุ่งโค่นล้มอัสซาด หาว่าเขาเป็นเผด็จการจอมโหด เข่นฆ่าประชาชนกว่า 250,000 ศพ โดยพันธมิตรสนับสนุนกบฏหลายกลุ่มทั้งด้านอาวุธ การเงิน และฝึกนักรบ ขณะที่รัสเซีย อิหร่าน และกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ก็สนับสนุนอัสซาดสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะเป็นพันธมิตรกันมายาวนาน

นอกจากช่วยกบฏซีเรีย สหรัฐฯและพันธมิตร 65 ชาติ ยังโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสในอิรักและซีเรียตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตุรกีให้พันธมิตรใช้ฐานทัพอากาศของตนเป็นฐานโจมตี ส่วนรัสเซียเพิ่งร่วมถล่มไอเอสเมื่อ 30 ก.ย.ปีนี้ แต่ต่างคนต่างลุย และเกิดงัดข้อกันเมื่อสหรัฐฯ และพันธมิตรกล่าวหาว่ารัสเซียแค่โจมตีไอเอสบังหน้า แต่จริงๆ เน้นโจมตีกบฏที่พวกตนหนุนหลังอยู่มากกว่ารวมทั้งกบฏ “เติร์กเมน” ซึ่งตุรกีหนุนหลังเพราะเป็นเติร์กด้วยกัน

ส่วนรัสเซียก็กล่าวหาว่าตุรกีลักลอบซื้อน้ำมันจากไอเอสมูลค่ามหาศาล หล่อเลี้ยงให้ไอเอสเข้มแข็ง อีกทั้งนโยบายของตุรกีที่อนุญาตให้นักรบฝ่ายกบฏ การขนอาวุธ และผู้ลี้ภัย ผ่านดินแดนตุรกีได้ ก็ช่วยให้นักรบต่างชาติแทรกซึมเข้าไปช่วยไอเอสได้

ดังนั้น เมื่อตุรกียิงซู-24 ตก ปูตินจึงชี้ว่ารัสเซียถูก “แทงข้างหลัง” โดย “ผู้สมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อการร้าย” ส่วน รมว.ต่างประเทศรัสเซียชี้ว่าเรื่องนี้เป็น “การยั่วยุที่วางแผนไว้ล่วงหน้า” มีวาระแอบแฝง รัสเซียยังยืนยันจะช่วยค้ำจุนรัฐบาลอัสซาดปราบกบฏ ส่วนสหรัฐฯและพันธมิตร ยืนกรานต้องกำจัดอัสซาดให้จงได้

ห้วงเพลานี้ สมรภูมิซีเรียจึงเกิด “สงครามเหลื่อมซ้อน” ของเหล่ามหาอำนาจ ด้านหนึ่งผนึกกำลังกันขยี้ไอเอส แต่อีกทางหนึ่งแบ่งฝ่ายสู้กันเองในรูป “สงครามตัวแทน” ซึ่งทางออกยังมืดมน!
บวร โทศรีแก้ว

 

โศกนาฏกรรมที่ปารีส ไอเอสเย้ยมนุษยชาติ

Published พฤศจิกายน 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540923

โดย บวร โทศรีแก้ว 22 พ.ย. 2558 05:01

 

ไว้อาลัย-ประชาชนนำช่อดอกไม้และการ์ดมาวางที่หน้าบาตากล็อง คอนเสิร์ตฮอลล์ ในกรุงปารีส เพื่อไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุผู้ก่อการร้ายโจมตีกรุงปารีส 6 จุด มีผู้เสียชีวิต 129 ศพ บาดเจ็บกว่า 400 คน โดยที่บาตากล็องมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เกือบ 90 ศพ (เอพี)

“กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส หรือไอซิส หรือไอซิล หรือดาอิช) ในอิรัก และซีเรีย ตกเป็น “ศัตรูหมายเลข 1” ของประชาคมโลกไปทันที หลังก่อเหตุโจมตีกรุงปารีสด้วยปืนและระเบิดพลีชีพเมื่อ 13 พ.ย.

เป้าโจมตี 6 จุด รวมทั้งคอนเสิร์ตฮอลล์ สนามกีฬา บาร์ และร้านอาหาร มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 129 ศพ บาดเจ็บกว่า 400 คน โดยไอเอสเลือกเป้าหมายที่โจมตีได้ง่าย มีผู้คนหนาแน่น เพื่อฆ่าหมู่คนให้มากที่สุด

นิตยสาร “ดาอิช” ของไอเอส ยังเผยหลักฐานว่าเป็นผู้วางระเบิดเครื่องบินแอร์บัส เอ 321 ของรัสเซีย ที่คาบสมุทรไซนายในอียิปต์ เมื่อ 31 ต.ค. คนตายยกลำ 224 ศพ เพื่อตอบโต้ที่ถูกรัสเซียและฝรั่งเศสโจมตีทางอากาศ

ดาอิชยังแพร่ภาพฆ่าตัวประกันชาวจีนและนอร์เวย์ และขู่โจมตีสหรัฐฯ และยุโรปอย่างต่อเนื่อง สร้างความปั่นป่วนขวัญผวาไปทั่วโลก นานาชาติต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยโกลาหล โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งคุมเข้มอยู่แล้วหลังเหตุโจมตีนิตยสาร “ชาร์ลี เอบโด” และร้านค้าชาวยิวในปารีสเมื่อเดือน ม.ค. มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ

ก่อนโจมตีปารีสแค่วันเดียว มือระเบิดพลีชีพ 2 คนของไอเอสก็โจมตีที่ชานกรุงเบรุตในเลบานอน มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 ศพ เพื่อตอบโต้ที่กองกำลัง “ฮิสบอลเลาะห์” จากเลบานอนไปช่วยรัฐบาลซีเรียสู้กับไอเอส

นั่นบ่งชี้ว่าไอเอสปรับยุทธศาสตร์ใหม่ จากเดิมที่เน้นสู้รบขยายรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หันไปโจมตีต่างแดนด้วย ทั้งในตะวันออกกลาง ไปไกลถึงยุโรป ซึ่งมีแนวร่วมไอเอสฝังตัวอยู่มาก

สาเหตุหนึ่งที่ปรับกลยุทธ์ อาจเป็นเพราะพักหลังๆ ไอเอสเริ่มเพลี่ยงพล้ำในฐานที่มั่น โดยกองกำลังชาวเคิร์ดซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตร สามารถขับไล่ไอเอสออกจากเมือง “ซินจาร์” ในอิรักได้ อีกทั้งกองกำลังพันธมิตรชาวเคิร์ดกับอาหรับ ขับไล่ไอเอสออกจากเมืองอัล-โฮล ในซีเรียได้

สงคราม-ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แห่งฝรั่งเศส แถลงข่าวด่วน หลังเกิดเหตุโจมตีกรุงปารีส 6 จุด โดยประกาศว่ากลุ่มไอเอสกำลังทำสงครามกับฝรั่งเศส (เอเอฟพี)

ส่วนฝรั่งเศสซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มากที่สุดในยุโรป มีแนวร่วมไอเอสอยู่มาก และไม่น้อยเคยไปฝึกหรือร่วมรบกับไอเอสในอิรักและซีเรียมาแล้ว ฝรั่งเศสยังอยู่ติด “เบลเยียม” ซึ่งมีพวกหัวรุนแรงเยอะเช่นกัน โดยเฉพาะเมือง “โมเลนบีค” ชานกรุงบรัสเซลส์ ที่อยู่ของนายอับเดลฮามิด อาบาอูด ชาวเบลเยียมเชื้อสายโมร็อกโก หัวโจกผู้วางแผนโจมตีปารีส และนายบราฮิม กับนายซาลาห์ อับเดสลาม สองพี่น้องชาวฝรั่งเศสที่ร่วมโจมตีปารีส

อาบาอูดซึ่งเสียชีวิตในการไล่ล่า ไปร่วมรบในซีเรียตั้งแต่ปี 2556 เคยร่วมแผนโจมตีฝรั่งเศสหลายครั้ง ผู้ร่วมโจมตีปารีสอีกบางคนยังติดบัญชีดำของตำรวจ แต่ก็ยังเล็ดลอดไปโจมตีปารีสได้

นั่นแสดงว่าเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสยังทำงานได้ไม่ดีพอ ขณะที่เครือข่ายไอเอสเข้มแข็งสลับซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะการโจมตีปารีส ทำงานกันเป็นทีมใหญ่ วางแผนและจัดตั้งกันอย่างดี ที่สำคัญเป็นการโจมตีแบบพลีชีพซึ่งป้องกันได้ยาก แค่ซุกซ่อนอาวุธหรือทำระเบิดแสวงเครื่องผูกติดตัว ปะปนฝูงชนเข้าไปถล่มเป้าหมายได้ง่าย

การโจมตีปารีสยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างหลายมิติ ทำให้กระแสต่อต้านชาวมุสลิมและผู้ลี้ภัยจากซีเรียรุนแรงขึ้น ขณะที่ยุโรปเผชิญวิกฤติผู้ลี้ภัยรุนแรงที่สุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะผู้คนหวั่นกลัวว่าพวกไอเอสจะปะปนเข้ามากับผู้
ลี้ภัย หลังพบพาสปอร์ตผู้ลี้ภัยซีเรียใกล้ศพคนร้ายที่โจมตีปารีสคนหนึ่ง

หลังการโจมตีปารีส หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ต้องปิดหรือควบคุมพรมแดนสุดเข้มงวด ทำให้ความตกลง “เชงเกน” ของ 26 ประเทศในยุโรป ซึ่งประชาชนเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทางตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย ส่วนหลายสิบรัฐในสหรัฐฯ ก็สั่งระงับโครงการรับผู้ลี้ภัยจากซีเรีย

ในอีกทางหนึ่ง การที่ไอเอสโจมตีปารีสและเครื่องบินรัสเซีย ผลักดันให้ฝรั่งเศสและรัสเซียยกระดับการโจมตีทางอากาศถล่มไอเอสอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะที่เมืองรักกา เมืองหลวงของไอเอสในซีเรีย นอกจากนี้ยังปลุกให้มหาอำนาจอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ แม้กระทั่ง “จีน” ตื่นตัว มุ่งมั่นผนึกกำลังกันกวาดล้างไอเอสให้ได้

แต่ “พูดง่ายทำยาก” เพราะกว่า 1 ปีที่ผ่านมา พันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศถล่มไอเอสในอิรักและซีเรียแล้วกว่า 2,500 ระลอก แต่ไม่ทำให้ไอเอสอ่อนแอลงมากนัก การจะเข้าไปขุดรากถอนโคนไอเอส จำเป็นต้องมีกองกำลังภาคพื้นดินที่เข้มแข็งสนับสนุน และต้องมีการข่าวกรองเพื่อชี้เป้าหมายที่ดีด้วย

แต่ถึงขณะนี้ มหาอำนาจตะวันตกก็ยังไม่กล้าส่งทหารราบเข้าไปลุยไอเอสเต็มตัว เพราะกลัวติดหล่มสงครามเหมือนในอิรักและอัฟกานิสถาน การโจมตีทางอากาศอย่างบ้าคลั่งสะเปะสะปะ อาจส่งผลร้ายมากกว่าดี เพราะจะทำให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์ล้มตายมากมาย และผลักไสให้ประชาชนที่ทุกข์ยากหันไปเป็นพวกไอเอสมากขึ้น

การจะกำจัดไอเอส มหาอำนาจต้องผนึกกันเป็น “พันธมิตรหนึ่งเดียว” ร่วมมือกันในทุกวิถีทาง ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างลุยดังที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ ยังต้องตกลงกันให้ได้ก่อนว่าจะเอาอย่างไรกับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ซึ่งมีสงครามกลางเมืองยืดเยื้อมาเกือบ 5 ปี

สหรัฐฯและพันธมิตรต้องการให้อัสซาดทิ้งอำนาจ ขณะที่รัสเซียและอิหร่านหนุนให้เขาอยู่ต่อไป แต่ถ้าจะกำจัดไอเอสให้ได้ จำเป็นต้องให้รัฐบาลอัสซาดเจ้าของบ้านร่วมมือด้วย

คล้ายสมัยที่ต่อสู้กับ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้นำนาซีเยอรมนีจอมโหด ฝ่ายพันธมิตรก็จำใจต้องไปเป็นพันธมิตรกับ “โจเซฟ สตาลิน” ผู้นำสหภาพโซเวียตขณะนั้น ซึ่งถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนมากกว่าฮิตเลอร์ซะอีก!

บวร โทศรีแก้ว

 

รถไฟ ‘จีน’ ยังไงก็มา

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539333

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 15 พ.ย. 2558 05:01

 

คณะสื่อมวลชนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเยี่ยมชมบริษัท CRCHI ในเมืองฉางชา มณฑลหูหนานของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมหนัก รวมถึงหัวขุดเจาะอุโมงค์สำหรับก่อสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดิน โดยทางบริษัท CRCHI ได้มีการเจรจาความร่วมมือกับบริษัทเอกชนในไทยอย่างต่อเนื่อง (ไทยรัฐ)

กระแสข่าวคดี “แอบอ้างเบื้องสูง” กำลังฝุ่นตลบอบอวลในไทย ทำให้ข่าวคราวโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ในยุครัฐบาล คสช. กลายเป็นเรื่องนอกกระแสไป แม้จะเพิ่งจัดประชุมคณะกรรมการความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 8 ที่กรุงปักกิ่งของจีนไปเมื่อ 27-28 ต.ค.ที่ผ่านมา

รายละเอียดในการประชุมความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน ปลายเดือน ต.ค.ยังไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ แต่ผลสรุปการประชุมครั้งก่อนหน้าในเดือน ก.ย.ระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าเรื่องผลการศึกษา สำรวจ ออกแบบ และก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-แก่งคอย ระยะทาง 133 กิโลเมตร และช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 138.5 กิโลเมตร

ปรากฏว่ารายงาน “ยังไม่สมบูรณ์” ฝ่ายไทยจึงขอให้จีนจัดทำผลการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการประมาณราคามูลค่าการก่อสร้าง และรายได้จากการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร รวมถึงแหล่งเงินทุนและอัตราดอกเบี้ย และแนวทางการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการให้สื่อมวลชนและสาธารณชนได้รับทราบ

ด้วยเหตุนี้ ข่าวความคืบหน้าการประชุมโครงการรถไฟไทย-จีนในเดือน ต.ค.ที่ค่อนข้างเงียบในไทย จึงได้รับการนำเสนอครึกโครมจีน ทั้งในสื่อระดับประเทศและท้องถิ่น เพราะเป็นหนึ่งในความสำเร็จอีกก้าวของโครงการ One Belt, One Road ซึ่งรัฐบาลจีนตั้งเป้าเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมจากจีนไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชีย

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน รัฐบาลท้องถิ่นในมณฑลหูหนานของจีน ได้รับลูกต่อจากรัฐบาลกลางด้วยการเชื้อเชิญสื่อมวลชนจากกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เข้าเยี่ยมชมหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบในโครงการดังกล่าว ทั้งบริษัทผู้ผลิตหัวรถไฟและระบบรางต่างๆ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองฉางชา เมืองเอกของมณฑลหูหนาน ระหว่างวันที่ 24-31 ต.ค.

สื่อมวลชนได้รับฟังคำโฆษณาประชาสัมพันธ์และการยืนยันเรื่องมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วหลายชาติ ทั้งเยอรมนี สหรัฐฯ ออสเตรเลีย ทั้งยังมีตัวอย่างจากประเทศอาเซียนที่ร่วมมือกับจีน ได้แก่ มาเลเซีย ซึ่งสั่งซื้อรถไฟความเร็วปานกลางจากจีนไปใช้เชื่อมต่อเส้นทางจากสนามบินนานาชาติแห่งใหม่มายังใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงอินโดนีเซียที่เพิ่งลงนามในข้อตกลงกับจีนเพื่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วปานกลางเชื่อมต่อกรุงจาการ์ตาไปยังเมืองบันดุงเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

นายหวาง อี้ (ขวา) รมว.ต่างประเทศของจีน จับมือนายอัลเบิร์ต เดล โรซาริโอ (ซ้าย) รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ ขณะเข้าร่วมประชุมเอเปก ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ เมื่อ 10 พ.ย. (เอพี)

สื่อมวลชนจากอินโดนีเซียที่เข้าร่วมดูงานที่มณฑลหูหนานได้สะท้อนความคิดเห็นว่ารัฐบาลอินโดนีเซียได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมาเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพื่อให้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศของอินโดนีเซีย ขณะที่ข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 2 เปอร์เซ็นต์ของโครงการก่อสร้างก็เป็นการเปรียบเทียบข้อเสนอระหว่างจีนกับญี่ปุ่นควบคู่กัน โดยจะเห็นได้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียได้พยายามเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดแล้ว แต่โครงการฯ ยังต้องศึกษาผลกระทบและสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อไป

ต่อจากนั้นไม่นานก็มีการประชุมรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน (ATM) ครั้งที่ 21 จัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ตั้งแต่ 5-6 พ.ย.2558 มีประเด็นสำคัญที่ประเทศสมาชิกหารือกันอย่างจริงจัง ได้แก่ การพิจารณากรอบความตกลงด้านการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งอาเซียน (ATFA) การพัฒนาความเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่ง ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล เพื่อรองรับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต รวมถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชื่อมต่อระหว่างประเทศ, เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนานของจีนมายังประเทศสิงคโปร์ และการพัฒนาระบบโครงสร้างโลจิสติกส์ในอาเซียน

จะเห็นได้ว่า “จีน” เป็นตัวแปรสำคัญอย่างมากในโครงการคมนาคมต่างๆของอาเซียนที่ว่ามาเกือบทั้งหมด แม้แต่ประเทศที่มีปัญหาขัดแย้งกับจีนเรื่องดินแดนข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ล้วนต้องปล่อยวางความขัดแย้งและหันมาเจรจาความร่วมมือกับจีนในเรื่องนี้ก่อน

ตัวอย่างชัดสุดและล่าสุด เห็นได้จากกรณีที่ รมว.ต่างประเทศของฟิลิปปินส์จับมือกับ รมว.ต่างประเทศของจีนอย่างชื่นมื่นในการประชุมเอเปก ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ระหว่างวันที่ 10-11 พ.ย. ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายเพิ่งออกแถลงการณ์ตอบโต้กันเรื่องที่ฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องศาลระหว่างประเทศให้ช่วยพิจารณาตัดสินเรื่องดินแดนข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ขณะที่รัฐบาลจีนประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับผลการตัดสินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา

จึงไม่ใช่การกล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่ารัฐบาลจีนพยายามรุกคืบเข้ามาในประเทศอาเซียนอย่างรวดเร็วเสียจนหลายประเทศไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เมื่อประเทศเพื่อนบ้านของไทยในอาเซียนเปิดรับข้อเสนอของรัฐบาลจีนกันเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนและพิจารณาถึงข้อดี-ข้อเสียในโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น และคงต้องใช้บทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นการต่อรองเพื่อประโยชน์ของ “ทั้งสองฝ่าย” มิใช่การยอมรับเพราะถูกกดดันจากประเทศที่มีอำนาจมากกว่า.

ตติกานต์ เดชชพงศ

 

ลุ้นผลเลือกตั้งเมียนมา บีบทหารคลายอำนาจ

Published พฤศจิกายน 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537734

โดย บวร โทศรีแก้ว 8 พ.ย. 2558 05:01

 

ผู้นำตัวจริง–นางอองซาน ซูจี ผู้นำ พรรคเอ็นแอลดี แถลงข่าวที่บ้านพักในนครย่างกุ้ง และประกาศชัดเจนว่าแม้รัฐธรรมนูญห้ามเป็นประธานาธิบดี แต่เธอจะ “อยู่เหนือประธานาธิบดี” (เอพี)

วันนี้ (8 พ.ย.2558) เป็นวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 ในรอบ 53 ปีของ “เมียนมา” ซึ่งคาดว่าจะเสรีและครอบคลุมที่สุดในรอบ 25 ปี หลังการเลือกตั้งล่าสุดในปี 2553 ทำให้ได้รัฐบาลทหารกึ่งพลเรือน และประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เริ่มปฏิรูปประชาธิปไตย ส่งผลให้โลกตะวันตกยกเลิกคว่ำบาตรเมียนมา

การเลือกตั้งหนนี้มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงราว 30 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดราว 52 ล้านคน มีพรรคการเมืองลงชิงชัยกว่า 90 พรรค เพื่อชิงเก้าอี้สภาผู้แทนฯหรือสภาล่าง 330 ที่นั่ง สภาสูงหรือสภาชนชาติ 168 ที่นั่ง รวมเป็น 498 ที่นั่ง ชิงเก้าอี้สภาผู้แทนชาติพันธุ์อีก 29 ที่นั่ง และสภาท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จริงๆแล้ว สมาชิกสภาล่างและสภาสูงจะมีถึง 664 ที่นั่ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับทหารปี 2551 กำหนดให้ “ทหาร” มีเก้าอี้ในสภาล่างและสภาสูงโดยไม่ต้องเลือกตั้งถึง 25% นั่นคือทหารมีโควตา 110 ที่นั่งในสภาล่าง และ 56 ที่นั่งในสภาสูง ซึ่งทหารบอกว่า นี่คือ “ประชาธิปไตยที่มีระเบียบวินัย”

หลังการเลือกตั้ง ทั้ง 3 กลุ่ม คือ สภาล่าง สภาสูง และทหารโควตา 25% ในสภา จะเสนอชื่อตัวแทนกลุ่มละ 1 คน รวมเป็น 3 คน ไปชิงประธานาธิบดี โดยให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง 664 คนลงคะแนนเลือก ผู้ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นประธานาธิบดี ผู้แพ้ 2 คน จะได้เป็นรองประธานาธิบดี

แม้จะมีพรรคการเมืองลงชิงชัยคึกคักกว่า 90 พรรค แต่คู่ชิงหลักมีแค่ 2 พรรคใหญ่คือ “พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา” (ยูเอสดีพี) พรรครัฐบาลซึ่งกองทัพหนุนหลัง นำโดยเต็ง เส่ง และ “พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย” (เอ็นแอลดี) ฝ่ายค้านหลัก มีนาง อองซาน ซูจี ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2534 เป็นผู้นำ

นานาชาติหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แม้จะมีข้อบกพร่องเยอะ แต่อย่างน้อยน่าจะเสรีและยุติธรรมในระดับที่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของชาวเมียนมาได้ ต่างจากในปี 2553 ที่มีการโกงเลือกตั้งเยอะ และในปี 2533 ซึ่งเอ็นแอลดีชนะถล่มทลายด้วยคะแนน 52.5% ได้ที่นั่งในสภา 392 ที่นั่ง จากทั้งหมด 492 ที่นั่ง หรือเกือบ 80% แต่ทหารล้มกระดาน ประกาศให้เป็นโมฆะ และยึดอำนาจไว้เสียเอง

เมียนมาไม่มีการทำโพลเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายชี้ว่าเอ็นแอลดีจะชนะขาด ตัววัดหนึ่งคือผลการเลือกตั้งปี 2533 ดังที่ว่า และการเลือกตั้งซ่อมปี 2555 ซึ่งเอ็นแอลดีชนะฟ้าถล่มได้ 43 ที่นั่ง จากทั้งหมด 45 ที่นั่ง

ถ้าเป็นไปตามแนวโน้มนี้ เอ็นแอลดีจะชนะถล่มทลายอีก โดยเฉพาะใน 7 รัฐภาคกลาง เขตของชาวพม่าชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีที่นั่งให้ชิงกัน 291 ที่นั่ง หรือ 44% แต่ใน 7 ภูมิภาครอบนอก เขตของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีเก้าอี้ให้ชิง 207 ที่นั่งหรือ 31% อาจได้ที่นั่งน้อย เพราะชาวบ้านน่าจะเลือกพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเป็นหลัก เช่น รัฐฉาน รัฐกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด พรรคหลักๆอย่าง “พรรค หัวเสือ” และ “พรรคเสือเผือก” น่าจะโกยที่นั่งได้เยอะ

เอ็นแอลดีต้องการที่นั่งในรัฐสภา หรือ “ลูตตอ” 67% ขึ้นไปจึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากพรรคเดียวได้ ซูจีจึงเน้นหาเสียงอย่างหนักใน 7 ภูมิภาค ของกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะถ้าฉกเก้าอี้มาได้พอสมควร อาจทำให้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ แต่ถ้าไม่พอ อาจต้องไปดึงพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์มาช่วยสนับสนุน

ได้เวลาเปลี่ยน–กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีฝ่ายค้านของนางอองซาน ซูจี ตั้งเวทีที่หน้าสถานีรถไฟหลักในนครย่างกุ้ง เพื่อปราศรัยหาเสียงครั้งสำคัญ ก่อนการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ใน 8 พ.ย. ซึ่งคาดว่าพรรคเอ็นแอลดีจะชนะอย่างมีนัยสำคัญ (เอเอฟพี)

อุปสรรคหนึ่งที่อาจทำให้เอ็นแอลดีได้ที่นั่งไม่เข้าเป้า อาจเป็น “ขบวนการพุทธชาตินิยม” (มะบะทะ) อันทรงอิทธิพล ซึ่ง 18 เดือนหลัง รณรงค์ ต่อต้านซูจีและเอ็นแอลดีอย่างเข้มข้น โดยหาว่าเข้าข้างชาวมุสลิม

และถึงแม้จะชนะเลือกตั้ง ซูจีก็หมดสิทธิ์ได้เป็นประธานาธิบดี เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 59 ห้าม ผู้มีคู่สมรสหรือลูกเป็นชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดี เชื่อว่าจงใจสกัดซูจีโดยเฉพาะ เพราะอดีตสามีผู้ล่วงลับและลูก 2 คนของเธอเป็นชาวอังกฤษ

ดังนั้น ซูจีต้องหาตัวแทนไปชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี ซึ่งจะเป็นแค่ “ผู้นำหุ่น” เพราะเธอประกาศชัดว่าถ้าได้ตั้งรัฐบาล เธอจะ “อยู่เหนือประธานาธิบดี” ควบคุมการบริหารประเทศเอง ซูจียังเผยว่า ตัวแทนไปชิงประธานาธิบดีจะเป็นพลเรือน ซึ่งทำให้นายพล “สุระ ฉ่วย มาน” ประธานรัฐสภา อดีตหัวหน้าพรรคยูเอสดีพี ต้องตกไป

พักหลังๆ ฉ่วย มาน หันมาเป็นพันธมิตรกับซูจีมากเกินไป จนฝ่ายทหารไม่พอใจ ทำให้เขาถูกปลดจากหัวหน้าพรรคยูเอสดีพีในเดือน ส.ค. ซึ่งเรียกกันว่า “รัฐประหารแบบนิ่มนวล” บางคนสงสัยว่านั่นอาจเป็นเกมของทหาร ส่งเขามาเป็น “ไส้ศึก” ให้เอ็นแอลดีชูขึ้นเป็นประธานาธิบดี เพื่อต่อท่ออำนาจของทหาร

ถ้าไม่ใช่ฉ่วย มาน ตัวเลือกอื่นอาจเป็น “ทิน อู” อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดี วัย 88 ปี หรือไม่ก็เป็น “วิน เต็ง” อดีตนายทหาร คนสนิทของซูจี วัย 74 ปี แต่ทั้งคู่ ก็แก่มากแล้ว

มีข่าวลืออีกว่าทหารยื่นข้อเสนอลับให้ซูจีหนุนเต็ง เส่ง เป็นประธานาธิบดีอีก 2 ปี แลกกับคำสัญญาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากนั้นเต็ง เส่ง จะสละอำนาจให้ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.ทหารสูงสุด ต่ออีก 2 ปี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประธานาธิบดีพม่าก็ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าอย่างที่คิด เพราะ ผบ.ทหารสูงสุด ต่างหากที่เป็นผู้เลือกรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ทั้งกลาโหม มหาดไทย และกิจการชายแดน

การที่เมียนมาปฏิรูปประเทศ ก็เป็นการ “ออกแบบ” ของทหารตั้งแต่ต้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ก็จะทำไม่ได้ถ้าทหารไม่เอาด้วย ดังนั้น ทหารยังมีอำนาจสูงสุด

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าพรรคซูจีชนะถล่มทลาย อย่างน้อยจะเป็น “เสียงสวรรค์” ให้ทหาร สำนึกว่า “ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน” คืออะไร!

บวร โทศรีแก้ว

 

%d bloggers like this: