ไหม

All posts tagged ไหม

เทคโนโลยีตรวจนับไข่ไหม

Published พฤศจิกายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/167012

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า  การพัฒนาระบบการจัดการสินค้าหม่อนไหม และการตลาดอย่างเป็นระบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการ การดำเนินการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุกรรมหม่อนไหม นวัตกรรม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เป็นภารกิจที่สำคัญของกรมหม่อนไหม การผลิตไข่ไหมพันธุ์ดี เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร ซึ่งในการบริหารจัดการไข่ไหมเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกแก่เกษตรกรนั้น จำเป็นต้องกำหนดปริมาณไข่ไหมให้ตรงตามความต้องการ แต่เนื่องจากไข่ไหมมีขนาดเล็กมาก การนับไข่ไหมให้ถูกต้องด้วยตาเปล่า การใช้วิธีประเมินจำนวนไข่ไหมที่จะจำหน่ายให้แก่เกษตรกร โดยการชั่งน้ำหนักไข่ไหมจำนวนหนึ่งแล้วคำนวณแบบประมาณการจะมีข้อผิดพลาดค่อนข้างมาก และมีโอกาสที่ไข่ไหมที่จำหน่ายจ่ายแจกนั้นไม่ครบจำนวน หรือมากเกินกว่าที่กำหนด ส่งผลให้จำนวนหนอนไหมที่ฟักตัวออกมาไม่แน่นอน การดูแลเลี้ยงดูยากขึ้น นอกจากนี้การประมาณการด้วยสายตา ยังไม่สามารถจำแนกไข่ดีและไข่เสียออกจากกันได้ อีกทั้งการเก็บข้อมูลจำนวนไข่ไหมต่อไหมแต่ละตัววางไข่ก็จะทำได้ไม่ถูกต้อง แม้ในปัจจุบันจะมีการนับไข่ไหมด้วยวิธีประเมินจากการชั่งน้ำหนัก แล้วคูณกับค่าประมาณจำนวนไข่ไหมเฉลี่ยต่อกรัมที่เคยทำการศึกษาไว้ แต่วิธีการนี้ยังมีข้อผิดพลาดสูงพอสมควร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวกรมหม่อนไหมจึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) บูรณาการความรู้ด้านหม่อนไหมและด้านคอมพิวเตอร์มาพัฒนาระบบตรวจนับไข่ไหม โดยนำเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ (Image Processing) มาช่วยในการนับไข่ไหมด้วยการสแกนแผ่นไข่ไหมด้วยเครื่องสแกนเนอร์แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประมวลผลเชิงภาพเพื่อนับไข่ไหมทั้งหมด พร้อมทั้งจำแนกไข่ดีและไข่เสียออกจากกัน โดยใช้โปรแกรมดังกล่าวหาขอบเขตและตำแหน่งของไข่ไหมทั้งหมด แยกแยะไข่ไหมที่ดีและเสีย และนับจำนวนไข่ไหมทั้งสองประเภทได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการตรวจนับด้วยตาเปล่าแบบเดิม ทำให้การบริหารจัดการไข่ไหมสู่เกษตรกรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การบริหารจัดการหม่อนไหมตั้งแต่ระบบการผลิตจนถึงระบบการตลาดทันต่อสถานการณ์ในการวางแผนและสั่งการของผู้บริหารต่อไป

ระบบการตรวจนับไข่ไหมเป็นระบบหนึ่งในโครงการอัจฉริยะไหมไทย (Smart Thai Silk) โดยในปี 2555 ได้ติดตั้งในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ศมม.) จำนวน 5 ศูนย์ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่นำร่อง ได้แก่ ศมม.สระบุรี ศมม.นครราชสีมา ศมม.ร้อยเอ็ด ศมม.น่าน และ ศมม.ชุมพร และในปีต่อไปจะขยายให้ครบอีก 16 ศูนย์ ได้แก่ ศมม.เชียงใหม่ ศมม.ตาก ศมม.แพร่ ศมม.เลย ศมม.สกลนคร ศมม.หนองคาย ศมม.อุดรธานี ศมม.ขอนแก่น ศมม.ชัยภูมิ ศมม.มุกดาหาร ศมม.บุรีรัมย์ ศมม.ศรีสะเกษ ศมม.สุรินทร์ ศมม.อุบลราชธานี ศมม.กาญจนบุรี และ ศมม.นราธิวาส.

พระราชินีทรงห่วงเกษตรปลุูกหม่อนเลี้ยงไหม

Published พฤศจิกายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/165761

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555 เวลา 11:44 น.

วันนี้ ( 9 พ.ย. ) นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวถึงการพัฒนาระบบการจัดการสินค้าหม่อนไหม ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนารถ ทรงห่วงใยเกษตรกรผู้ปลูกหม่อมเลี้ยงไหม ทรงมีพระราชประสงค์ให้ส่งเสริมสนับสนุนหม่อมไหมพันธุ์ดีแก่เกษตรกร ทรงมีพระราชเสาวนีย์จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์และคุ้มครองพันธุกรรมหม่อนไหม นวัตกรรม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เพื่อให้การผลิตไข่ไหมพันธุ์ดี ซึ่งในการบริหารจัดการไข่ไหมเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกแก่เกษตรกรนั้น จำเป็นต้องกำหนดปริมาณไข่ไหมให้ตรงตามความต้องการ แต่เนื่องจากไข่ไหมมีขนาดเล็กมาก การนับไข่ไหมให้ถูกต้องด้วยตามเปล่า การใช้วิธีประเมินจำนวนไข่ไหมที่จะจำหน่ายให้แก่เกษตรกร โดยการชั่งน้ำหนักไข่ไหมจำนวนหนึ่งแล้วคำนวณแบบประมาณการจะมีข้อผิดพลาดมาก และมีโอกาสที่ไข่ไหมที่จำหน่ายจ่ายแจกนั้นไม่ครบจำนวน หรือมากเกินกว่าที่กำหนด ส่งผลให้จำนวนหนอนไหมที่ฟักตัวออกมาไม่แน่นอน การดูแลเลี้ยงดูยากขึ้น นอกจากนี้การประมาณการด้วยสายตา ยังไม่สามารถจำแนกไข่ดีและไข่เสียออกจากกันได้

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากปัญหานี้ทางกรมฯจึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเท็ค) บูรณาการความรู้ด้านหม่อนไหมและด้านคอมพิวเตอร์มาพัฒนาระบบตรวจนับไข่ไหม โดยนำเทคโนโลยีการประมวลผลภาพ  มาช่วยในการนับไข่ไหมด้วยการสแกนแผ่นไข่ไหมด้วยเครื่องสแกนเนอร์ แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประมวลผลเชิงภาพเพื่อนับไข่ไหมทั้งหมด พร้อมทั้งจำแนกไข่ดีและไข่เสียออกจากกัน โดยใช้โปรแกรมดังกล่าวหาขอบเขตและตำแหน่งของไข่ไหมทั้งหมด แยกแยะไข่ไหมที่ดีและเสีย และนับจำนวนไข่ไหมทั้งสองประเภทได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการตรวจนับด้วยตาเปล่า ระบบการตรวจนับไข่ไหมเป็นระบบหนึ่งในโครงการอัจฉริยะไหมไทยโดยในปี 2555 ได้ติดตั้งในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถด้วย

หัวสะพาน…เสริมงานศิลปาชีพฯ รวมตัวผลิตไหมครบวงจร

Published กันยายน 6, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/288510

5 กันยายน 2555, 05:00 น.
Pic_288510

หมอนสมุนไพรและเส้นไหมคุณภาพ.

เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรให้สามารถสืบทอดจากโบราณกาลมาสู่กลุ่มชนรุ่นหลังให้มีความมั่นคง ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (บุรีรัมย์) สหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์อำเภอพุทไธสง และ เกษตรกรแม่บ้านชาวหัวสะพาน จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง สหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านหัวสะพาน จำกัด อำเภอพุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ขึ้น

นางจารุภา เนียนไธสง ประธานสหกรณ์บ้านหัวสะพานฯ เปิดเผยว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่ มีอาชีพปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะเป็นแบบต่างคนต่างผลิตแล้วส่งขายให้กับกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อถึงในหมู่บ้าน เรื่องราคาไม่ค่อยดีเท่าไรนัก จุดนี้เองทำให้บางครอบครัวเริ่มทอผ้ากันน้อยลง กระทั่งเห็นว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้ในอนาคต อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในหมู่บ้านคงสูญหายเป็นแน่ ดังนั้นต่อมาจึงรวมตัวแล้วจัดตั้งกลุ่มขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น

นางวันทนา เพียวงศ์ และนายประเสริฐ โกศัลยวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม.นางวันทนา เพียวงศ์ และนายประเสริฐ โกศัลยวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม.

นางวันทนา เพียวงศ์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฯ บอกว่า แต่เดิมชาวบ้านแถบนี้จะนิยมเลี้ยงไหมพันธุ์พื้นบ้าน กระทั่งต่อมา “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติที่อำเภอพุทไธสง” มีโครงการ “สนับสนุนพันธุ์ไข่ไหม” ทั้ง พันธุ์ไทยพื้นบ้าน ซึ่งลักษณะเด่นคือเส้นจะนุ่ม เบา พันธุ์ดอกบัว ลักษณะเส้นหนัก เมื่อทอผ้าแล้วเนื้อจะแข็ง ส่วน เหลืองไพโรจน์ เป็นไหมลาย เข้ามา

หนึ่งในขั้นตอนการสาวไหม.หนึ่งในขั้นตอนการสาวไหม.

และ…ตนคิดว่าอยากได้พันธุ์ที่มีเส้นใยมากๆ เพราะที่บ้านจะสาวไหมส่งขายเป็นกิโลฯ ดังนั้นจึงเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วทดลองเลี้ยง “ไหมพันธุ์ดอกบัว” พอครบรอบการเลี้ยงพบว่าพันธุ์ดังกล่าวให้เส้นใยมากประมาณ 2 กิโลกรัม/แผ่น หากเป็นไหมไทยพันธุ์พื้นบ้าน 1 แผ่น จะได้ 1 กิโลกรัม ดังนั้นต่อมาจึงสั่งไข่ไหมพันธุ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นใบอ่อนมา 10 แผ่นกระดาษไข่ ในราคาแผ่นละ 30 บาท (แผ่นหนึ่งมีไข่ประมาณ 20,000 ฟอง) แล้วทยอยเลี้ยงเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 500 แผ่น

สำหรับการดูแลนั้น เริ่มแรกหลังจากรับกระดาษไข่ไหมมา จะต้องเก็บใบหม่อนที่อ่อนตามวัยอย่างวัย 1 ต้องใช้ใบยอดมาเลี้ยงหากอยู่ในช่วงหน้าร้อนจะใช้เวลาเลี้ยง 18-20 วัน ช่วงฤดูหนาวใช้เวลาเลี้ยง 22-25 วัน ไข่ไหมจะสุก (การเข้าดักแด้) ต้องเก็บไหมเข้าจ่อ จากนั้น 3 วัน จึงล้วงออกมา (จกจ่อ) เพื่อทำความสะอาด คัดรังเสีย อาทิ รังแฝด รังที่ผิดรูปร่าง รังเบี้ยวออกนำมาสาวต่างหากไม่ทิ้ง

…ช่วงแรก จะขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงหมู่บ้านราคากิโลฯละ 700-800 บาท ทางกลุ่มหมู่บ้านติดกันบอกว่า ถ้าทำให้ไหมมีคุณภาพ จะสามารถส่งขายให้กับศูนย์ศิลปาชีพได้ราคาที่ดีกว่ามาก ต่อมาจึงไปปรึกษาและทางศูนย์หม่อนไหมฯได้ติดต่อเดินเรื่องให้ กระทั่งสามารถส่งไหมเข้าไปขายที่ ศูนย์ศิลปาชีพภูพาน ปัจจุบันอยู่ที่ราคากิโลฯละ 1,600 บาท ส่วน ผ้าทอจะส่งเข้าไปที่ศูนย์ศิลปาชีพที่กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ กลุ่มของเรายังมี ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หมอนแบบต่างๆ จากเศษผ้าเหลือทิ้งที่ “พัฒนาชุมชน” ได้เข้ามาอบรมสอนให้กับสมาชิก ที่ข้างในอัดด้วยใยสังเคราะห์กับสมุนไพรเครื่องเทศอย่าง ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม และอื่นๆอีกมากมาย โดยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ใบละ 180 บาท ขายคู่ละ 600 บาท

จากการพัฒนาคุณภาพและชิ้นงานที่ไม่หยุดนิ่งนี้เอง ส่งผลให้ชาวบ้านหัวสะพานมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 7,000–8,000 บาท/ เดือน สนใจสามารถติดต่อสอบถามกันได้ที่ โทร. 08-9579-8083, 08-7961-1261.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 5 กันยายน 2555, 05:00 น.

พัฒนาอาหารจากไหม จากเมนูพื้นบ้าน…สู่สากล

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/283992

17 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_283992

พายไหมทอง พายลูกหม่อน.

การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเกิดขึ้นมาหลายพันปี ควบคู่กับการ “เปิบ” ตัวหนอนไหม ที่ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งแล้วแต่ว่าประเทศใดจะแปรรูปออกมาแบบไหน แตกต่างกันไป เพียงแต่เน้นให้รสชาติเด็ดสะระตี่ถูกปากถูกใจกันเท่านั้น อย่างในบ้านเราก็มีทั้งทอด ยำ กินสดคู่น้ำพริก และเพื่ออินเทรนด์เข้ากับยุคสมัย นายวิสุทธิ์ สุภานันทร์ และ นางสาวกิจติกาญจน์  ไพรสาร นักศึกษาสาขาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น จึงคิดเมนู “พายไหมทอง พายลูกหม่อน” ขึ้น โดยมีอาจารย์อนุพรรณ สุขสมบูรณ์ คอยให้คำปรึกษา

นายวิสุทธิ์ เปิดเผยกับทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” ว่า หลังจากที่ทางทีมเราได้รับโจทย์จากคณะทำงานจัด การแข่งขันการทำอาหารจากหม่อนไหมฯ ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดย กรมหม่อนไหม ว่าให้คิดเมนูที่ใช้หม่อนไหมมาเป็นวัตถุดิบ ประกอบกับที่บ้านเปิดร้านเบเกอรี่อยู่แล้ว จึงคิดว่าการทำพายไหมทอง พายลูกหม่อนที่เวลานี้ยังไม่มีที่ไหนคิดเมนูกัน น่าจะเหมาะที่สุด ซึ่งสูตร ส่วนผสมนั้นได้ประยุกต์ มาจากที่ได้เรียนมา

นายวิสุทธิ์ สุภานันทร์ และนางสาวกิจติกาญจน์  ไพรสาร.นายวิสุทธิ์ สุภานันทร์ และนางสาวกิจติกาญจน์ ไพรสาร.

สำหรับขั้นตอนวิธีการ แสนจะง่าย เริ่มแรกต้องทำ “แป้งพาย” เตรียมไว้ก่อน ซึ่งส่วนผสมจะใช้แป้งขนมปัง 450 กรัม แป้งอเนกประสงค์ 450 กรัม น้ำตาลทราย 50 กรัม เกลือ 10 กรัม มาการีน 80 กรัม น้ำเย็นจัด 500 กรัม เนยเบเกอร์พัพ 500 กรัม จากนั้นนำทั้งหมดมาคลุกเคล้านวดกระทั่งเข้ากัน แบ่งแป้งปั้นเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสำหรับห่อพักไว้

…เสร็จแล้ว ทำไส้ โดยส่วนผสมประกอบด้วยดักแด้ 200 กรัม พริกเผา 30 กรัม หอมใหญ่หั่น 200 กรัม เผือกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 200 กรัม เกลือ 1 1/2 ช้อนชา พริกไทยป่น 1 1/2 ช้อนชา พริกไทยอ่อน 20 กรัม น้ำตาลทราย 30+1 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวโพด 20 กรัม น้ำเปล่า 30 กรัม น้ำมันผัด 20 กรัม ใบหม่อน 20 กรัม

ส่วนวิธีทำ นำดักแด้ลวกน้ำอุ่นพอสุก แล้วนำมาผัดพริกเผาใส่น้ำมันผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้ 30 นาที เพื่อให้พริกเผาซึมเข้าเนื้อ เสร็จแล้วเทน้ำมันลงกระทะ พอเริ่มร้อนให้เจียวหอมพอสุก เติมเผือกผัดจนนิ่มตามด้วยพริกเผาที่เหลือคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นเอส่วนที่ผสมก่อนหน้ามาผัดจนกระทั่งสุก เติมเครื่องปรุงอื่นๆที่เหลือตามผัดให้เข้ากันโดยใช้ไฟปานกลาง

อธิบดีกรมหม่อนไหม ยังต้องแวะชิม.อธิบดีกรมหม่อนไหม ยังต้องแวะชิม.

จากนั้นละลายแป้งกวนหรือจะใช้แป้งข้าวโพดผัดให้เข้ากัน ซอยใบหม่อนหยาบๆ นำไปทอดพอสุกทิ้งไว้ให้เย็นแล้วมาคลุกกับไส้ นำมาห่อไส้กะให้พอดี ปิดแป้งให้สนิทใช้ส้อมกดมุมขอบ แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิประมาณ 200-225 องศาเซลเซียส จนกระทั่งสุก แต่ถ้าต้องการให้กรอบ อาจลดอุณหภูมิในการอบลง โดยจะอบที่อุณหภูมิประมาณ 300 องศาฟาเรนไฮต์ (150 องศาเซลเซียส) อบจนกระทั่งกรอบดังต้องการ เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ…

ส่วนใครที่ละเว้นเนื้อสัตว์ ทางทีมงานยังเผยสูตรการทำแยมลูกหม่อนมาให้ โดยส่วนผสมจะใช้ลูกหม่อน 250 กรัม น้ำเปล่า 250 กรัม เกลือ 10 กรัม น้ำตาล 250 กรัม แป้งกวนไส้ 100 กรัม มาการีน 150 กรัม นำทั้งหมดมากวนให้เข้ากัน โดยใช้ไฟปานกลาง สังเกตพอเซตตัวจึงใส่มาการีน เสร็จแล้วพักไว้ให้เย็นจะใส่กระปุก พร้อมเปิบได้ทุกเวลาที่ท้องร้อง

สำหรับใครที่สนใจทำไว้กิน หรือจะขายเพิ่มรายได้เข้ากระเป๋ากริ๊งกร๊างรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่ โทร.08–3662–9870 ในวันเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 17 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

ประกวดเส้นไหมไทย

Published สิงหาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/151183

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดการประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มีพระราชดำริให้มีการจัดประกวดผ้าไหมเป็นประจำทุกปีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านทอลายผ้าโบราณอย่างน้อยปีละ 1 ชิ้น และยังเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ให้เยาวชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้อง ได้เกิดความเข้าใจ ภูมิใจ และตื่นตัวในการรักษาวิธีการผลิตไหมไทยที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้อยู่คู่กับชุมชนและท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ที่จะอนุรักษ์ เผยแพร่ สืบทอดภูมิปัญญาไหมไทย อันเปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และส่งเสริมเกษตรกรไทยให้มีรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป

โดยในปี 2555 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 ส.ค. 2555 ที่ผ่านมา ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริจักรพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน  มีการประกวดทั้งสิ้น 33 ประเภท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกร เยาวชน จากสถาบันการศึกษา และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าไหมไทย มีความตื่นตัวในการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการผลิตผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น และตระหนักถึงคุณค่าของไหมไทย รักษาวิถีการผลิตเส้นไหม และการทอผ้าไหมไทยให้อยู่คู่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้เยาวชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิตไหมและสินค้าไหมไทยมีความตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพสินค้า และการสร้างสรรค์ผลงานได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและตรงตามความต้องการของตลาด รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบในการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวันได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และสามารถขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ผลิตงานที่มีคุณภาพ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้ารายอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต.

กรมหม่อนไหมพบเส้นไหมธรรมชาติจากต้นดาหลาครั้งแรกของโลก

Published สิงหาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/151107

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2555 เวลา 13:01 น.

วันนี้ ( 23 ส.ค.) นายประเสริฐ  โกศัลวิตร  อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า  กรมหม่อนไหม  โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคายได้คิดค้นพัฒนาผ้าไหมจากหนอนไหมดาหลาและทอเป็นผืนผ้าได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยผ้าไหมดาหลาที่ทอได้มีลักษณะพิเศษ คือ มีลวดลายสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยสีของเส้นไหมที่ได้จะขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ของใบดาหลาที่หนอนไหมกิน

นอกจากนี้สีของเส้นไหมที่สาวได้มีสีคงตัวไม่เปลี่ยนจากสีเดิมแม้จะลอกกาวชั้นนอกออกแล้ว และในการสาวไหมชนิดนี้ไม่ต้องต้มรังไหมขณะที่มีดักแด้อยู่ในรัง แต่จะทำการผ่าเอารังมาทำการสาว ดังนั้นจึงไม่ทำให้ดักแด้ตาย และสามารถกลายเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มีความสวยงามติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และยังเป็นผีเสื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกอีกด้วย โดยเมื่อแผ่ปีกกว้างเต็มที่จะมีความยาว ประมาณ 25 – 30 เซนติเมตร

การค้นพบครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการผลิตเส้นใยธรรมชาติจากแมลงชนิดอื่นที่มีศักยภาพเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าในการผลิตผ้าไหมของไทยได้อีกด้วย  และในวโรกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี พ.ศ.2555 กรมหม่อนไหมได้เตรียมนำผ้าไหมดาหลาที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการทอขึ้นมาใหม่เป็นพิเศษ ซึ่งออกแบบการทอโดย อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

ด้านนายสุชาติ จุลพูล ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคาย  กล่าวถึงความเป็นมาของการค้นพบไหมดาหลาในครั้งนี้ว่า เมื่อต้นปี พ.ศ.2552 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคายได้ขอต้นกล้าดาหลา เพาะเมล็ดลูกผสมระหว่างดาหลาแดง และดาหลาขาวป่านราธิวาส จาก นายสุธาชีพ ศุภเกษร จังหวัดนครศรีธรรมราช นำมาปลูกในบริเวณศูนย์ฯ เพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์และเพื่อศึกษาคัดเลือกพันธุ์ดาหลาที่มีดอกสวยงาม

ในปี 2553 ต้นดาหลาได้ออกดอกสวยงามและมีหลากหลายพันธุ์ จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2554 พบว่ามีหนอนชนิดหนึ่งกัดกินใบดาหลาจึงได้ใช้ยาปรายศัตรูพืชทำลายโดยไม่คิดว่าจะเป็นไหมป่าชนิดหนึ่ง  แต่หนอนตายไม่หมดและเหลือเข้าทำรัง จำนวน 7 รัง  จึงได้ดำเนินการศึกษาวงจรชีวิตของดักแก้  ผีเสื้อ และการวางไข่ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก รศ.ชายชัย  ถาวรอนุกูลกิจ คระเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นในการจำแนกชนิดและทดลองนำรังไหมไปสาวเป็นเส้นด้วยเครื่องสาวไหม  พบว่าสามารถสาวเป็นเป็นได้ดีมีแนวโน้มที่จะใช้เป็นประโยชน์จึงได้ขยายการเลี้ยงมากขึ้นแล้วนำไปทอเป็นผืนผ้าไหมดาหลาผืนแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555

จากการวิเคราะห์คุณสมบัติในห้องปฏิบัติการ โดย คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ central leb ยังพบว่า  เส้นไหมดาหลาที่ได้ยังเป็นเส้นใยธรรมชาติที่เหนียวที่สุดในโลก  และมีกรดอะมิโนเป็นส่วนประกอบถึง 15 ชนิด อาทิ Alanine, Arginine, Lycine และ Serine เป็นต้น  ซึ่งจากคุณสมบัติเหล่านี้คาดว่าจะสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้ต่อไปในอนาคต.

สร้างครอบครัวเข้มแข็ง…จากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

Published สิงหาคม 25, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/149076

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไปนั้น กรมหม่อนไหมในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการอนุรักษ์และดูแลเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้สามารถที่จะประกอบอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมงานวิจัยพัฒนา อนุรักษ์พันธุ์ไหมไทยพื้นบ้านแจกจ่ายและจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก ตลอดจนช่วยเหลือในเรื่องของการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมด้วย

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีจำนวนลดลงมาก จากเดิมที่เคยมีประมาณ 3-4 แสนครัวเรือน เหลือเพียงไม่ถึงแสนครัวเรือน แต่หลังจากที่กรมหม่อนไหมเข้ามาส่งเสริมเรื่องนี้โดยตรง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้มีจำนวน 100,000-120,000 ครัวเรือนแล้ว อย่างไรก็ตาม อยากให้ผู้ที่มีถิ่นฐานและครอบครัวประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หันกลับมาสู่อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งผู้สนใจด้วย เนื่องจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนั้นสามารถทำได้ 6-8 ครั้ง/ปี ทำให้มีรายได้มากพอสมควร โดยในแต่ละขั้นตอนการผลิตสามารถสร้างรายได้ได้ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องทำครบวงจร อาจทำเพียงปลูกหม่อน ขายใบหม่อน กิ่งหม่อน ขายรังไหม รับสาวไหม ทอผ้าไหม หรือทำรูปแบบอื่น ๆ ตามความถนัด ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะมีรายได้เข้ามาและมีเงินเหลือเก็บมากกว่าผู้ที่ไปทำงานในต่างถิ่นเสียอีก.

เกษตรกรบ้านหัวสะพาน บุรีรัมย์ ยึดอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม – เกษตรทั่วไทย

Published สิงหาคม 25, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/147566

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

“….การเลี้ยงไหมนอกจากจะเป็นการเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และดีงามของชาติไทยที่สืบต่อกันมานานอีกด้วย ไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร การพัฒนาการเลี้ยงไหมก็ต้องดำเนินต่อไป….”  พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542

จากพระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้น เปรียบเสมือนแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีพลังในการสืบสานอาชีพนี้ต่อไป เช่นเดียวกับ สหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด ที่มีการสานต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตผ้าไหมไทยมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จากที่เคยเป็นเพียงอาชีพเสริมหรือทอใส่กันเองในครัวเรือน ปัจจุบันกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกในกลุ่มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

โดยในเรื่องนี้ นางรุจาภา  เนียนไธสง ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว โดยเฉพาะหลังฤดูเก็บเกี่ยวจะมีการทอผ้าไหมขายเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งทำแบบต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ทำให้ไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน แต่หลังจากได้มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งสหกรณ์ฯ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 โดย ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (บุรีรัมย์) ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์อำเภอพุทไธสง พร้อมด้วยสมาชิกผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านหัวสะพาน ภายใต้การสนับสนุนของกรมหม่อนไหม เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการปลูกหม่อน การเลี้ยงไหมวัยอ่อน การเลี้ยงไหมวัยแก่ และการผลิตเส้นไหมให้ได้ตามมาตรฐานเส้นไหมหัตถกรรมพร้อมการบริหารจัดการดักแด้ไหม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมของเกษตรกรในบริเวณแถบนี้ ตลอดจนถ่ายทอดภูมิปัญญาดังกล่าวต่อกลุ่มชนรุ่นหลังต่อไป

ปัจจุบันสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด มีสมาชิกทั้งหมด จำนวน 102 คน มีพื้นที่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประมาณ 500 ไร่ เลี้ยงไหมเฉลี่ย 14 รุ่น/คน/ปี ส่วนพันธุ์ไหมที่นิยมเลี้ยง คือ นางตุ่ย นางน้อย นางสิ่ว สำโรง พันธุ์พื้นบ้าน (ต่อพันธุ์เอง) พันธุ์ไทยผสม เช่น ดอกบัว เหลืองไพโรจน์เป็นต้น

ภายในกลุ่มฯ จะมีการแบ่งงานกันทำ อย่างชัดเจนตามความชอบและความถนัดของสมาชิกแต่ละคน โดยจะมีทั้งฝ่ายเลี้ยงไหมใบอ่อน เลี้ยงไหมใบแก่ ทอ มัด ย้อม การตลาด และบัญชี ส่วนผลิตภัณฑ์นั้น สามารถทำได้ทุกรูปแบบ ไมว่าจะเป็น เส้นไหม  ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง  ผ้ามัดหมี่เชิงแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ และผ้าพันคอ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปผ้าไหมเป็นหมอนสมุนไพร หมอนสามเหลี่ยม  หมอนทรงมะเฟือง หมอนทรงกระดูก และกระเป๋า โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 500-15,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ไม่แพงมากนัก เนื่องจากผลิตเองทุกขั้นตอน

หากผู้ใดสนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ นางรุจาภาเนียนไธสง บ้านเลขที่ 95 หมู่ 14 ต.บ้ายาง อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ โทร.08-7961-1261.

กรมหม่อนไหม ดึงภูมิปัญญา “ผ้าหมักโคลน” มุกดาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชาวบ้าน

Published กรกฎาคม 2, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/12552

วันจันทร์ ที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 11.25 น.

tags : ผ้าหมักโคลนภูมิปัญญากรมหม่อนไหมมุกดาหารมูลค่าเพิ่มชาวบ้าน,
นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่า จากการสำรวจมีข้อมูพบว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการทิ้งระเบิดที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ลงไปในบ่อโคลนขนาดใหญ่ ชาวบ้านได้สังเกตว่า แหที่เหวี่ยงลงในบ่อโคลนนี้ เมื่อนำขึ้นมาแล้ว แหจะมีความนุ่มและสีสันคงทน ชาวบ้านจึงนำผ้าที่ทอแล้วไปหมักในโคลน พบว่าผ้ามีเนื้อนุ่ม สีสันคงทน จึงเกิดเป็นการผลิตผ้าหมักโคลนของจังหวัดมุกดาหารขึ้น โดยโคลนถือเป็นหัวใจสำคัญในการย้อมผ้าเพราะโคลนจะช่วยจับสี ทำให้สีผ้าเข้มขึ้นและทำให้สีติดอยู่กับเนื้อผ้าทนนานมากขึ้น

ทั้งนี้ จึงมีการผลิตผ้าหมักโคลนกันเป็นจำนวนมากที่อำเภอหนองสูง โดยกลุ่มแม่บ้านที่เป็นลูกหลานของผู้ริเริ่มภูมิปัญญาผ้าหมักโคลน และขยายวงกว้างมากขึ้นทั้งในอำเภอหนองสูงและอำเภออื่นเพื่อรองรับตลาดที่มีความต้องการสูงเพราะเป็นผ้าที่มีสีสันงดงาม เนื้อผ้านุ่มกว่าผ้าพื้นเมืองทั่วไปและย้อมสีธรรมชาติซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้สวมใส่

จาการตรวจสิบยังพบว่าโคลนที่ใช้หมักผ้านี้เป็นโคลนในหนองน้ำที่มีอายุ ราว 300-400 ปี ในอำเภอหนองสูง มีคุณสมบัติพิเศษคือ เนื้อโคลนมีความละเอียดและมีเนื้อดินเหนียว มีเม็ดดินเม็ดทรายปะปนน้อยมาก โคลนในท้องถิ่นอื่นก็สามารถใช้ได้ แต่ควรใช้โคลนเหนียว เนื้อโคลนต้องละเอียด ไม่มีเศษใบไม้หรือเม็ดดินเม็ด ทรายปะปน ซึ่งผ้าหมักโคลนของอำเภอหนองสูงนั้นได้ผ่านการควบคุมมาตรฐานนกยูงน้ำเงิน ซึ่งแสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นพิษต่อผู้สวมใส่ ส่งผลให้ผ้าหมักโคลนได้รับความนิยมมากขึ้นจนผลิตไม่ทันต่อการจำหน่าย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างเช่นในช่วงฤดูหนาว ผ้าหมักโคลนจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับผู้สวมใส่ จึงได้รับความนิยมอย่างมาก สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อสินค้าและสร้างรายได้ให้กับจังหวัดตลอดมา

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น พบว่าการผลิตผ้าหมักโคลนของจังหวัดมุกดาหารในปัจจุบันยังมีปัญหาที่สำคัญคือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้มาตรฐาน ทั้งด้านการทอ การย้อมสี ปัญหาสีตก สีไม่ติดทนนาน ลวดลายผ้ายังเป็นแบบเดิมๆ ไม่สะดุดตา รวมทั้งผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของผ้าพันคอ และผ้าคลุมไหล่ ยังไม่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า  อีกทั้งกลุ่มแม่บ้านยังไม่รู้วิธีบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการส่งเสริมการผลิตให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการ ของตลาดและเพื่อการพัฒนาคุณภาพของผ้าหมักโคลนที่ทำอยู่ให้มีคุณภาพมากขึ้นและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในปัจจุบัน  กรมหม่อนไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ มุกดาหาร จึงได้ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร จัดการฝึกอบรมเพิ่มทักษะการผลิตผ้าหมักโคลนแก่กลุ่มแม่บ้านที่ผ่านการฝึกจากวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร เพื่อสร้างเสริมและต่อยอดการพัฒนาการผลิตด้านผ้าหมักโคลนให้มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าผ้าหมักโคลน ตลอดจนอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ให้สูญหาย สามารถนำไปเรียนรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การสร้างกลุ่มผู้ประกอบการของชุมชนที่บริหารจัดการด้านผ้าหมักโคลนอย่างมีส่วนร่วม เพิ่มทักษะด้านการตลาดแก่กลุ่มให้สามารถส่งจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านนายบุญมาก พ่ออามาตย์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ มุกดาหาร กรมหม่อนไหม กล่าวว่า การฝึกอบรมเน้นการให้ความรู้ เกี่ยวกับการผลิตและพัฒนากำลังคนในท้องถิ่นให้มีการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหมอย่างยั่งยืน อาทิ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม ฟอกย้อมสี การพัฒนาลวดลายผ้า ยกระดับการทอผ้า การตลาดเชิงพาณิชย์ และการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพ ทั้งในระดับเยาวชน ประชาชน และผู้สนใจทั่วไป โดยภาคทฤษฏี ประกอบด้วย ความรู้พื้นฐานการทอผ้าตามชนิดโครงสร้างผ้า ปัจจัยที่มีผลต่อการทอผ้ามัดหมี่ เทคนิคการให้สีและลวดลายบน ผืนผ้า และเทคนิคการย้อมหมี่ด้วยสีธรรมชาติ ส่วนการฝึกปฏิบัติ มีการสอนวิธีการออกแบบ การลากเส้นและการทำลวดลายบนกระดาษกราฟ การมัดหมี่เพื่อเอาลวดลายโดยวิธีการมัดหมี่เส้นยืน และเทคนิคการย้อมหมีด้วยสีธรรมชาติ  ซึ่งการฝึกอบรมจะเริ่มตั้งแต่ระยะสร้างทักษะฝีมือ ระยะยกระดับฝีมือ และปรับปรุงและพัฒนาจนสามารถไปสู่ระยะส่งเสริมสู่โอท็อปได้ในที่สุด

ผ้าหมักโคลน ผ้าทอมือมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชนเผ่าภูไทเมืองหนองสูงมาตั้งแต่โบราณกาล ที่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจ ความพิถีพิถัน สู่ศิลปะบนผ้าผืนสวยที่กลั่นกรองจากภูมิปัญญาการหมักโคลนที่มีอายุหลายร้อยปี อีกหนึ่งภูมิปัญญาอันล้ำค่าของไทยที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ด้านผ้าที่สร้างความภาคภูมิใจและเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชาวมุกดาหาร มรดกของแผ่นดินที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ต่อไป

เร่งจัดอบรมปลูกหม่อนไหม มุ่งเน้นที่คุณภาพ-มาตรฐาน

Published มิถุนายน 18, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/10606

วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : คุณภาพปลูกหม่อนไหมอบรมมาตรฐาน,
นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่า ทางกรมได้จัดอบรม หลักสูตร “ระบบส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์” ณ โรมแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหมจากทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรและเจ้าหน้าที่ของกรมหม่อนไหมให้มีความรู้ด้านระบบส่งเสริมฯ และกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เพิ่มศักยภาพขององค์กร โดยนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรและกลุ่มผู้ผลิตหม่อนไหมในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไหมให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยในการอบรมมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้และทักษะของระบบส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและการตลาดให้แก่เกษตรกรซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริม สามารถดำเนินการผลิตหม่อนไหมได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานต่อไป

%d bloggers like this: