ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ปาฏิหาริย์ เพ็งสุข เท่หล่อดูดีมีลุค

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2558 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/สัมภาษณ์คนดัง/364091/ปาฏิหาริย์-เพ็งสุข-เท่หล่อดูดีมีลุค

ปาฏิหาริย์ เพ็งสุข เท่หล่อดูดีมีลุค

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มหล่อวัยละอ่อนแค่ 21 ปี “ปั๊บ” ปาฏิหาริย์ เพ็งสุข ฮอตแซ่บแค่ไหนมะรู้ เห็นแต่เวลาเดินออกจากท่ามหาราชด้วยกันมีเจ้าหนูคนหนึ่งเดินมาจับมือทักทายอย่างคุ้นเคย พี่ครับๆ สวัสดีครับ ผมจำพี่ได้ ทำเจ้าตัวปลื้ม พอถึงปากซอยตรงข้ามวัดมหาธาตุมีสาวๆ 5-6 คนออกปากแซวกันในกลุ่มมิวายให้เจ้าตัวได้ยินด้วย อุ๊ยหล่อ ดารามั้ง เฮ้ย จำได้คนนี้

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมทั้งเด็กทั้งสาวถึงรู้จักเขา เฉลย…เพราะในวันเปิดท่ามหาราช แถวท่าพระจันทร์ เขาได้รับเชิญไปโชว์ในชุดมวยไทยแล้ววันนั้นเขาก็โดดเด่นออร่ามากจนใครๆ ต่างขอถ่ายรูป สาวๆ และเด็กคงไปงานด้วยจึงจำเขาได้ ว่าแต่งานวันนั้นก็ผ่านมานานคนก็จดจำเขาได้ (คิดดูละกัน) ถ้าเปรียบเป็นสินค้าคงเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าจำขึ้นใจไม่ลืม (ฮ่า)

ทุกวันนี้เขาเป็นนายแบบ เดินแบบ ถ่ายโฆษณา และพิธีกรตามงานอีเวนต์ ล่าสุดได้รับการคัดเลือกเป็นพิธีกรทีวี รายการ mad it รายการดีๆ มีสาระเกี่ยวกับไอที คู่กับ “รอย ภูมินทร์” ทางช่อง 34 HD อมรินทร์ทีวี ออกอากาศทุกวันศุกร์ เวลา 18.15-18.45 น. แมงโก้หวานดูแล้วผ่านฉลุย เข้าขากันดีกับคู่หู ดูเพลินและได้ความรู้เรื่องไอทีมากๆ

ปาฏิหาริย์คือเด็กหนุ่มจาก จ.เลย ที่พกพาความมุ่งมั่นออกมาเดินตามฝันคือการเป็นนักแสดงอย่างที่หลายๆ คนปรารถนา เขาผ่านการประกวดมาหลายเวที มีทั้งได้รางวัลและพลาดหวัง เช่น การประกวดเดือนมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เดินแบบที่เอสพละนาด การประกวดมิสเตอร์พัทยา เป็นพรีเซนเตอร์ให้เมืองพัทยา ได้อันดับ 4 เป็นต้น

แม้ยังไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดที่ต้องการ แต่ตอนนี้ต้องบอกว่าเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงทุกขณะ ล่าสุดก็คือการเข้าประกวดเวที Freshy Boy & Girl 2014 by Medicare เพื่อหานักแสดงหน้าใหม่ที่ฉายแววเจิดจรัสกับช่อง 7 เมื่อปี 2557 ถือเป็นเวทีที่เข้าใกล้ความจริงมากที่สุด และเขาสามารถคว้าตำแหน่งพรีโมเดลมาครองด้วย

“เวทีนี้ผมผ่านเข้ารอบสุดท้ายครับ แม้ไม่ได้ตำแหน่งเฟรชชี่บอยซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุด แต่ก็ได้รับตำแหน่งพรีโมเดล ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษสำหรับผู้ที่มีสุขภาพผิวพรรณดี แค่นี้ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แม้จะยังไม่ถึงฝั่งฝันสูงสุดก็ตาม แต่จากการเข้าประกวดครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้ว่าโอกาสของผมมีมากกว่าแต่ก่อนเยอะ”

 

เจ้าของตำแหน่งพรีโมเดลบอกว่า แม้เป้าหมายการเป็นนักแสดงจะค่อนข้างยาก ทุกอย่างต้องอยู่ที่ความสามารถ แต่โอกาสก็เป็นเรื่องสำคัญและไม่ได้มาหาง่ายๆ ดังนั้นแม้ไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องพยายามต่อไป ทำให้ดีที่สุดเมื่อได้โอกาส และพยายามฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่ตลอด

“ทุกวันนี้ถ้ามีงานที่ใช้ความสามารถ ความกล้า ไม่ว่าจะเดินแบบ ถ่ายโฆษณา งานพิธีกร หรือการไปแคสต์งานผมพร้อม ถือเป็นการเพิ่มประสบการณ์ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ โอกาสที่เขามอบให้สำคัญกว่า และโดยส่วนตัวผมชอบหาอะไรใหม่ๆ ทำ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ล่าสุดได้เป็นพิธีกรรายการ mad it เป็นรายการไอที คู่กับพี่รอย ทางช่อง 34 HD อมรินทร์ทีวี สนุกมากครับ ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส”

เมื่อถามถึงการดูแลหุ่น นายแบบและพิธีกรหนุ่มบอกว่า ช่วงนี้แม้ไม่ได้ออกกำลังกายทุกวันเหมือนตอนประกวด แต่ก็หาโอกาสไปออกกำลังกายอยู่บ่อยๆ ด้วยการวิ่ง เข้าฟิตเนส เล่นเวต บางครั้งก็ไปเล่นบาสเกตบอล ชอบกระโดดเพราะอยากสูง และชอบวิ่งมาราธอน ขณะที่อาหารกินทุกอย่างที่มีประโยชน์ แต่รู้จักประมาณในการกินและพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

ถึงบรรทัดนี้ต้องขอเป็นกำลังใจให้ก้าวไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ และก็เชื่อมั่นว่าความฝันของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญยิ่ง

คติประจำใจ : คิดทำอะไรต้องทำเต็มที่ไม่ท้อถอย

ความสามารถอื่นๆ : รำมวยโบราณ, รำดาบ โดยมีคุณแม่ซึ่งเป็นครูนาฏศิลป์สอน

การศึกษา : เคยศึกษาสาขาวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ถึงชั้นปีที่ 2 (พอประกวดเฟรชชี่บอยเลยต้องหยุดเรียน) ปัจจุบันตั้งใจจะศึกษาที่มหาวิทยาลัยรังสิต

 

มิถุนายน 30, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เซบาสเตียน ไรเชอร์ ‘ทำงานให้หนัก แล้วจะถึงจุดหมายเร็วกว่าคนอื่น’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2558 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/H44MT7

เซบาสเตียน ไรเชอร์ 'ทำงานให้หนัก แล้วจะถึงจุดหมายเร็วกว่าคนอื่น'

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถึงจะเพิ่งย้ายมาประจำการที่ห้องอาหารไฟร์เพลส กริลล์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ในฐานะหัวหน้าพ่อครัว แต่ภายใต้บุคลิกขี้เล่นของ เซบาสเตียน ไรเชอร์ เชฟหนุ่มจากออสเตรียคนนี้ กลับมีอะไรที่น่าค้นหาตั้งแต่ยังไม่ได้นั่งสัมภาษณ์ ยิ่งพอเขาแย้มไต๋ให้รู้ว่า สามารถฟังและเข้าใจภาษาไทยได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในตัวเชฟหนุ่มตรงหน้าขึ้นไปอีก

หลังเก็บภาพเรียบร้อย ถึงเวลาทำความรู้จักเชฟอย่างเป็นทางการ เซบาสเตียนเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารักในการทำอาหารคือ การได้มองคุณแม่ของเขาทำอาหารบ่อยๆ เขาจำได้ว่าตอนอายุได้ 6-7 ขวบ ความรักในการทำอาหารก็ก่อตัวขึ้นในใจแล้ว จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นั้น เขาอาศัยครูพักลักจำเพื่อสั่งสมความรู้ในการทำอาหารมาตลอด จากคุณแม่บ้าง จากรายการทำอาหารที่เขาโปรดปรานบ้าง

“พออายุได้ 12 ปี ผมเริ่มอยากลงมือทำอาหารเอง ผมดูส่วนผสมที่จำเป็นต้องใช้จากในทีวี แล้วให้คุณแม่ไปซื้อให้ เชื่อไหมส่วนผสมบางอย่างคุณแม่ผมยังไม่รู้จักเลย แต่ผมก็ขอร้องให้แม่ไปซื้อให้จนได้ เพราะตอนนั้นเด็กอายุ 12 ปี อย่างผมไม่มีเงินพอจะไปซื้อเองได้ (หัวเราะ)”

ความรักในอาหารของผมก่อตัวขึ้นรื่อยๆ จนพอเรียนจบไฮสกูล เซบาสเตียน ตัดสินใจไม่เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยต่อ เพราะเขาคิดว่าเขาได้เจอสิ่งที่เขาชอบในชีวิตแล้ว โดยเขาเลือกเข้าเรียนต่อด้าน Cooking and Hotel Management เพื่อเรียนรู้การทำงานในโรงแรมและร้านอาหาร

“ด้วยความที่ผมจบไฮสกูลช้ากว่าเด็กคนอื่น พอมาเรียนที่นี่ผมเลยกลายเป็นคนที่อายุมากที่สุดในคลาส เพื่อนๆ ร่วมชั้นอายุ 15 ปี แต่ผมอายุ 19 ปี แต่ผมก็ไม่กดดันนะ เพราะโชคดีที่การเรียนที่นี่เน้นไปฝึกงานจริงมากกว่านั่งเรียนในห้อง ปีหนึ่งจะมาเข้ามาเรียนแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น พอไปทำงานผมก็ได้เจอเพื่อนร่วมงานที่อายุเยอะกว่าหมด เลยไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จะติดปัญหาคือเรื่องเงิน เพราะค่าตอบแทนที่ได้รับในช่วงฝึกงานสำหรับเด็ก 15 ปี อาจจะมาก แต่สำหรับผมเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้ว เงินที่ได้ตอบแทนนั้นน้อยมาก (หัวเราะ)”

หลังเรียนจบ เซบาสเตียนได้มีโอกาสไปทำงานเป็นเชฟเต็มตัวในภัตตาคารเล็กๆ แห่งหนึ่งในออสเตรีย ก่อนจะมีโอกาสเดินทางมาทำงานกับร้านอาหารภัทราที่ประเทศไทย

“ด้วยความที่ร้านภัทรามีสาขาอยู่ที่กรุงเทพฯ ลอนดอน เวียนนา และสิงคโปร์ ช่วงนั้นทางร้านอยากได้เชฟต่างประเทศมาร่วมงาน ที่สำคัญอยากได้เชฟจากยุโรปเพื่อจะได้ง่ายต่อการเดินทางไปดูแลสาขาต่างๆ ผมเลยโชคดีได้มีโอกาสเข้ามาทำงานที่นี่ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางและแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำอาหารกับเชฟไทย ผมเลยสามารถทำอาหารไทยได้หลายเมนู แต่ถ้าพูดถึงเมนูที่ผมชอบที่สุดต้องยกให้แกงอ๋อม เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ชอบแกงที่ใส่กะทิ”

 

ในฐานะที่สามารถทำได้ทั้งอาหารตะวันตกและอาหารไทย ถามว่าความแตกต่างของอาหารสองชาติคืออะไร เชฟเซบาสเตียนตอบว่า สำหรับเขาอาหารตะวันตกเน้นความพิถีพิถันในการตระเตรียมส่วนผสม เน้นการตกแต่งจาน ส่วนอาหารไทยเน้นอาหารสุขภาพ คนไทยชอบอาหารรสจัด ซึ่งในฐานะเชฟตะวันตกอย่างเขาเลยมีข้อจำกัดการชิมบางเมนู

หลังจากชิมลางในการอยู่ร้านอาหารไทยได้ 2 ปี ก็ย้ายมาอยู่ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เชฟบอกว่า หลังจากโลดแล่นอยู่ในอาชีพเชฟมาสักระยะ เขาพบว่าเสน่ห์ของอาชีพนี้ คือ ได้พบปะผู้คนมากมายและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเขามองว่า คนที่จะมาเป็นเชฟที่ดีต้องมีแพชชั่นในสิ่งที่ทำ ถ้าทำสิ่งที่ชอบแน่นอนผลลัพธ์ย่อมออกมาดี แต่ถ้าไม่ชอบก็จะทรมานกับสิ่งที่เป็นอยู่

“ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ อย่างตัวผมเองเมื่อไหร่ที่ไม่ชอบ ไม่อยากทำงานนี้แล้ว ผมเลือกจะหยุด ไม่ฝืน”

สุดท้ายก่อนเชฟจะขอตัวไปเข้าครัว เชฟเล่าถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ยังรักในอาชีพนี้และสนุกกับการมีส่วนร่วมเปิดร้านอาหารใหม่ๆ รวมทั้งชอบที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตด้วยการเดินทาง ถามว่ามีแผนจะเปิดร้านอาหารของตัวเองหรือไม่ เขาบอกว่า ถ้าบอกว่ามีแผนตอนนี้คงเร็วเกินไป แต่ถามว่าอยากมีไหม แน่นอน แต่ร้านอาหารในใจเขาคือ ร้านอาหารเล็กๆ มีที่นั่ง 10 โต๊ะพอ

 

มิถุนายน 30, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นิศามนี เลิศวรพงศ์ แค่ยอมรับตัวเองได้ก็มีความสุข

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/vxeSNf

นิศามนี เลิศวรพงศ์ แค่ยอมรับตัวเองได้ก็มีความสุข

โดย…กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

จากเด็กผู้ชายตุ้งติ้งที่ล้างจานอยู่หลังบ้านที่แม่ขายอาหาร วันหนึ่งชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อพี่เลี้ยงนางงามมาเป็นลูกค้าและทาบทามเข้าสู่วงการประกวด จากเด็กที่ไม่เคยแต่งตัวแต่งหน้าหรือไปเที่ยวนอกบ้าน ถูกแปลงโฉมให้เป็นนางงามเดินสาย ประกวดและคว้าสายสะพายมาแล้วตั้งแต่เวทีสาวประเภทสอง หรือแม้กระทั่งเวทีที่ประกวดรวมกับสาวแท้ และเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต มิสมิโมซ่า ควีน ไทยแลนด์ ปี 2014 ที่เพิ่งพ้นวาระไป ทำให้โอกาสและพื้นที่ยืนของ “นิศามนี เลิศวรพงศ์” กว้างขวางมากกว่าพื้นที่หลังบ้านเป็นไหนๆ แต่กว่าจะผ่านมาถึงวันนี้ เธอฝ่าฟันอะไรมาบ้าง

ตกลงจะเป็นลูกสาว

นิศามนี หรือ นัท สาวประเภทสองที่มีนัยน์ตาเหมือนหญิงสาวที่กำลังเป็นสาวเต็มตัว เธอเล่าว่า รู้ตัวว่าอยากใส่กระโปรง อยากเล่นกับเด็กผู้หญิงตั้งแต่เด็กๆ โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะส่งผลมาถึงตอนที่เข้าประถมในโรงเรียนชายล้วนว่าจะโดนล้อ เสียใจและเสียน้ำตา “แรกๆ เพื่อนผู้ชายจะล้อเราว่า อีตุ๊ดอีตุ๊ด ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเป็นคืออะไร เพราะเราแค่รู้สึกว่าเราเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ร้องไห้ ไม่เข้าใจว่ามาล้อเราทำไม แต่ไม่เคยตอบโต้เลย และด้วยบุคลิกเราค่อนข้างเป็นคนเรียบร้อย ก็ทำตัวนอบน้อม เพื่อนก็ล้อได้แค่ปีเดียว จากนั้นก็เลิกล้อเพราะว่าเราไม่ใส่ใจคำล้อของเขาแล้ว หลังๆ มาก็จะกลายเป็นดาวโรงเรียนแทน (ยิ้ม)”

นัท บอกว่า เธอช่างเป็นเด็กโชคดีที่รู้ตัวเร็วว่าอยากเป็นอะไรโดยไม่โกหกตัวเองและครอบครัว ทำให้เธอเตรียมตัวที่จะเป็นผู้หญิงได้เร็ว และครอบครัวก็ยอมรับตัวตนของเธอได้ในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน “ตอนเรียนประถมคุณแม่กดดันหนักมาก เพราะนัทเป็นลูกชายคนโตในครอบครัวคนจีน และลูกพี่ลูกน้องส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ญาติพี่น้องก็จะมากดดันเราตลอด ถามเราว่า สรุปจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ห้ามเป็นนะ ถามแต่ก็เหมือนแกมบังคับว่าอย่าเป็นกะเทย สุดท้ายเราก็ตัดสินใจบอกทุกคนไปว่าอยากเป็นผู้หญิง ทางบ้านทุกคนเงียบไปเลย แต่วันต่อมาคุณแม่ซื้อชุดนอนลายพาวเวอร์พัฟเกิร์ลมาให้ แค่นี้เราก็รู้แล้วว่าท่านยอมรับ แต่อาจจะไม่ได้พูดตรงๆ หลังจากนั้นก็ไม่เคยว่าอะไรอีกเลย แล้วเวลาไปเจอเพื่อนแม่หรือใครก็ตามท่านก็จะบอกว่าเราเป็นลูกสาว

“ส่วนคุณพ่อ พอเราเริ่มโตเรื่องการเรียนไม่เคยบกพร่อง และเราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าการที่เราจะอยู่ในเพศที่นอกเหนือไปจากชายหญิงไม่ได้เสียหาย เขาจะคอยมองห่างๆ ก็คอยเตือนเสมอว่าจะเป็นอะไรก็ได้ แต่จะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน คือจะเป็นประโยคคลาสสิกมาก แต่ว่าเป็นกฎเหล็กของตัวเองว่าเราจะไม่ทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะต่อให้เราเป็นผู้ชายเราก็ไม่มีสิทธิไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนเหมือนกัน พอยึดกฎนี้ที่พ่อบอกไว้เสมอ จนท่านยอมรับเราแล้วพ่อก็จะบอกทุกคนว่าเราเป็นลูกสาวเหมือนกัน เป็นความสุขเล็กๆ ที่ท่านมอบให้เรา

ไม่รู้เหมือนกันว่าชาติที่แล้วทำบุญด้วยอะไร เพราะว่าที่บ้านไม่ค่อยกีดกัน ปกติลูกชายคนโตในครอบครัวคนจีนจะได้รับความกดดันมากๆ เรื่องนี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าพอหันหลังให้เราท่านสองคนจะกอดคอกันร้องไห้หรือเปล่า แต่ต่อหน้าเราท่านไม่กดดัน ยิ่งทำให้เราอยากจะเป็นคนดี และไม่ทำให้ทั้งสองท่านเสียใจที่เราเลือกทางเดินแบบนี้”

 

ความรู้คืออาวุธและหลักประกัน

มิสมิโมซ่า ปี 2014 บอกว่า สิ่งที่เธอพยายามทำให้ดีที่สุดในฐานะลูก คือการหาความรู้ใส่ตัวให้ได้มากที่สุด เพราะเธอคิดเสมอว่าความรู้คือสิ่งที่สามารถยึดเป็นหลักได้ ยิ่งเป็นเพศทางเลือกด้วยแล้ว หากมีวุฒิภาวะน้อยและความรู้น้อยด้วย ที่ยืนของเธอจะยิ่งแคบลง “ขนาดชายจริงหญิงแท้ถ้าวุฒิภาวะน้อย หรือความรู้น้อยยังหาที่ยืนยาก นับประสาอะไรกับเรา ดังนั้น นัทต้องหาสิ่งที่จะเอาไปสู้กับพวกเขา สิ่งนั้นคือความรู้ การศึกษา นัทเป็นคนเรียนหนักมาก อาจจะเพราะโดนหลอกมาตั้งแต่เด็กว่า ถ้าเกรดไม่ถึง 3 จะให้เลิกเป็นกะเทย ตอนเด็กๆ กลัวมาก พอย้อนกลับไปก็ขำว่าเออ จะเป็นหรือไม่เป็นมันอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่เกรด (หัวเราะ) ตอนนั้นพอโดนขู่บ่อยๆ เข้าก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียน

“คุณแม่อยากให้เรียนวิชาการ เพราะเขากลัวว่าเราจะเอาตัวรอดยากถ้าเรียนศิลปะ แต่ถ้าจะเรียนศิลปะท่านก็บอกว่าให้หาเงินเรียนพิเศษเอง ก็เลยทำให้ต้องหางานพิเศษทำเพื่อเอาเงินมาเรียนพิเศษ จึงได้เรียนรู้ว่าถ้าอยากได้อะไรต้องหาด้วยตัวเองแล้วเราจะรู้ซึ้งในคุณค่าของมัน เพราะว่าวิชาที่แม่จ่ายเงินค่าเรียนให้เราไม่ได้ตั้งใจเรียนเลย แต่พอวิชาที่เราหาเงินเพื่อมาเรียนเองจะตั้งใจเรียนมาก จนทำให้เราเรียนจบด้านศิลปะมาจนตอนนี้”

 

นอกจากเป็นนางงามเดินสาย นัททำงานหลายอย่างมาตั้งแต่เด็ก ทุกเสาร์อาทิตย์เธอจะทำงานพาร์ตไทม์เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเรียนพิเศษ ปิดเทอมก็ต้องทำงานและเดินสายประกวด เมื่อเริ่มเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็ออกแบบเสื้อผ้าและเปิดขายทางอินเทอร์เน็ต เมื่อได้สวมมงกุฎจากเวทีมิสมิโมซ่า เธอก็ได้ทำงานเบื้องหน้ามากขึ้น ทั้งพิธีกร นางแบบโฆษณา และนางเอกมิวสิควิดีโอ และสิ่งที่เธอตั้งใจเรียนมาโดยตลอดก็ผลักดันให้เธอมีอีกหนึ่งบทบาทคือ การเป็นติวเตอร์ให้กับน้องๆ ที่อยากเดินบนเส้นทางแฟชั่น

“นัทเป็นคนอยากรวย อยากให้คุณพ่อคุณแม่สบาย เลยทำงานหนักตั้งแต่เด็ก เราคิดว่าเรื่องความสวยความงามคงอยู่กับเราไม่นาน เพราะอีกไม่กี่ปีมันก็ไป ก็เลยมองหาสิ่งที่จะเป็นวิชาชีพติดตัวเราไป ก็นำความรู้ด้านดีไซน์ที่จบมาทำแบรนด์เสื้อผ้าร่วมกับน้องสาวในชื่อแบรนด์ Fratellinn

“ชีวิตเรามีหลายด้านอยู่กับเพื่อนๆ ก็เฮฮาเป็นสายตลกไป แต่พออยู่ในฐานะติวเตอร์ก็ต้องสุขุมหน่อย เป็นพิธีกรก็อีกแบบหนึ่ง นางงามเราก็ต้องยิ้มหวาน พูดน้อย แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ต้องขอบคุณปัญหาที่เข้ามาตอนเด็กๆ ก็เลยต้องทำงานพิเศษ มันทำให้เราแกร่งขึ้น โตขึ้น และสิ่งที่เราเคยทำมาทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่ใช้ต่อยอดถึงตอนนี้ เจอคนหลายรูปแบบ ฝึกภาษา ทำให้ทักษะการเอาตัวรอดของเราในสังคมได้ดี”

 

ยอมรับตัวเองก่อนขอให้คนอื่นยอมรับ

เมื่อถามนัทว่า การยอมรับจากคนรอบข้างสำคัญกับเธอแค่ไหน เธอบอกว่า “อันดับแรกก็คือ ถ้าเราอยากได้การยอมรับจากคนข้างนอกหรือคนในบ้านก็ตาม เราต้องยอมรับตัวเองก่อน เพราะถ้าวันนั้นเราไม่บอกแม่ว่าเราอยากเป็นผู้หญิง แม่ก็จะไม่เข้าใจเรา ญาติๆ ก็จะไม่ยอมรับเรา เพราะเรายังโกหกตัวเองเลย เราลองเรียงลำดับใหม่ ต้องยอมรับตัวเอง ต้องรู้ตัวเองว่าเราอยากเป็นอะไร ชอบอะไร อยากทำอะไร เมื่อเรารับรู้และต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็นก่อนด้วย คิดบวกกับตัวเองก่อนที่คนอื่นจะคิดบวก พลังบวกจะส่งถึงคนใกล้ตัว ไม่นานเขาก็จะยอมรับเรา รวมถึงสังคมด้วย เรื่องความรักก็เหมือนกัน ถ้าเรายอมรับตัวเองเราจะเจอคนที่รักและยอมรับเรา

การเป็นชายหรือหญิงไม่ได้การันตีว่าเราจะมีรักแท้ที่มั่นคงหรือเปล่า พ่อแม่อาจจะห่วงลูกๆ ที่อยู่ในเพศทางเลือกว่าจะมีความมั่นคงในชีวิตไหม เพราะแบบแผนความรักไม่เหมือนชายหญิงทั่วไป แต่เราต้องมองหาความมั่นคงของสิ่งที่จะทำให้เรามีงาน ไม่ใช่เพศ แต่คือคุณภาพที่เรามีให้กับสิ่งที่เขาต้องการจะจ้าง ดังนั้น การศึกษาสำคัญที่สุด” มิสมิโมซ่า ปี 2014 หยอดทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มที่สดใส

 

มิถุนายน 30, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

พอดีในแบบที่ปรึกษาด้านการเงิน นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/363183/พอดีในแบบที่ปรึกษาด้านการเงิน-นิภาพันธ์-พูนเสถียรทรัพย์

พอดีในแบบที่ปรึกษาด้านการเงิน นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์

โดย…วราภรณ์

บุคลิกคล่องแคล่ว กระชับกระเฉง คือ ภาพลักษณ์ของ โค้ชนิ-นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ อดีตผู้จัดการแผนกวางแผนธุรกิจ กลุ่มธุรกิจพลังงาน ที่ผันตัวเองสู่งานที่รักคือที่่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล วิทยากรพิเศษที่อยู่ในวงการที่ปรึกษาด้านการวางแผนการเงินมานาน 4 ปี เธอมีลูกค้าเข้ามารับบริการวางแผนการเงินส่วนบุคคลประมาณ 100 ราย อีกทั้งยังเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตรวางแผนการเงินส่วนบุคคลและเขียน Mind Map ให้กับหลากหลายองค์กรชั้นนำ นอกจากนี้ เธอยังออกรายการทีวีมากมายและยังเขียนหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ เปลี่ยนชีวิตสู่ความมั่งคั่งด้วยการวางแผนการเงินและมีเงินล้านด้วยการวางแผนการเงิน เป็นต้น

แม้เป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนทางการเงิน แต่โค้ชนิให้ความสำคัญกับการดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองมาก เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น เธอจึงต้องมีเพอร์เซอร์นัล สไตลิสต์ คู่ใจที่จะช่วยปรับภาพลักษณ์ให้เธอดูเป็นนักวางแผนการเงินที่ทรงประสิทธิภาพและก้าวสู่ความเป็นสากลมากขึ้น

โค้ชนิกล่าวถึงแรงดึงดูดที่ชักนำสู่อาชีพนี้ เพราะเธอคิดว่าการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับทุกคนเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เพราะคนเราวงจรชีวิตตั้งแต่เกิดกระทั่งเสียชีวิตไม่มีช่วงไหนเลยที่มนุษย์เราไม่ต้องใช้เงิน

 

“แต่งงานไม่มีลูกก็ต้องทำกิฟต์ก็ต้องใช้เงิน พอลูกโตก็ต้องให้การศึกษากับลูก พอบั้นปลายชีวิตเราก็ต้องเตรียมเงินไว้ในวันเกษียณ วันสุดท้ายก็ยังต้องใช้เงิน หากเรารักการวางแผนการเงินที่ดี จะส่งผลทำให้เราหาเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ทำให้การดำเนินชีวิตทุกช่วงปลอดภัยมากขึ้น และทำให้มนุษย์เราเกิดความสงบสุขทางใจ เพราะชีวิตเรามั่นคงจากการมีการวางแผนทางการเงินที่ดี สุดท้ายคือ ทำให้เราคิดถึงความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่หากเกิดอย่างไม่คาดคิด เช่น จากไปก่อนวัยอันควรของทั้งพ่อและแม่ หากพ่อแม่ไม่มีการวางแผนไว้เลย ลูกๆ จะอยู่กันอย่างลำบาก ทำให้ลูกไปไม่ถึงฝั่งฝันเกิดปัญหาสังคมตามมา แต่หากเราอยู่อายุยืนกว่าที่คาด ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อเราอายุยืนมากขึ้น หากเราไม่ได้เตรียมเงินหลังเกษียณแล้วเราดันอายุยืนอีก อาจเป็นภาระสังคมได้เช่นกัน เรื่องที่สามคือประสบอุบัติเหตุแล้วเสียชีวิตเลยก็เข้าข้อแรก แต่หากไม่เสียชีวิต เกิดภาวะพิการหารายได้ไม่ได้ แต่ค่าใช้จ่ายยังมี สี่คือ โรคร้ายแรงต่อเนื่องยืดเยื้อ สี่เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้พวกเราต้องตระหนัก และรับมือกับความเสี่ยงไว้ได้ดีมากขึ้น”

สำหรับการเป็นที่ปรึกษาการวางแผนด้านการเงิน เรื่องความรอบรู้เรื่องการเงินและการลงทุนอย่างเดียวคงไม่พอ เรื่องภาพลักษณ์เป็นเรื่องที่เธอต้องใส่ใจ จากเมื่อก่อนเธอเชื่อว่า หากมีเพียงความรู้ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า มีการเก็บข้อมูลที่ดีความรู้ความสามารถที่ทำให้ลูกค้าเชื่อถือในตัวเธอ ซึ่งเป็นพื้นฐานการเป็นที่ปรึกษาการวางแผนการเงินที่ดีก็เพียงพอแล้ว แต่พอได้พบปะกับเพอร์เซอร์นัล สไตลิสต์คู่ใจ นก-กรกนก สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ทำให้เธอตระหนักว่า ภาพลักษณ์ การแต่งตัวให้ดูดี แต่งหน้าแต่งตาให้สวยงาม เสื้อผ้าหน้าผมควรสวยงามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ไม่เพียงแต่กับอาชีพนี้แต่จำเป็นกับทุกอาชีพก็ว่าได้

“นิจบวิศวะมาเรื่องภาพลักษณ์เราไม่คิดถึงมาก เมื่อก่อนไม่ได้รักสวยรักงามเลย แค่แต่งตัวให้รู้จักกาลเทศะก็พอ แต่พอมาเจอพี่นก พี่นกบอกว่าเวลาทำงานไปสักพักให้หันมาดูแลภาพลักษณ์ อย่างออกรายการสมาร์ท มันนี่ มีนักวางแผนทางการเงินมาร่วมรายการเยอะมาก เราได้เจอพิธีกรดำเนินรายการที่แต่งตัวสวยๆ ดูคล่องแคล่วทุกคนแต่งตัวสวยเวลาเราออกรายการ ต้องพูดต่อหน้าผู้คน สายตาหลายร้อยคู่มองมาที่เรา ที่สำคัญเขาไม่ได้รู้จักพื้นฐานนิสัยของเรา ดังนั้น เฟิร์ส อิมเพรสชั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนได้เห็นเรา ก่อนที่เราจะเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาเสียอีก คนจึงจดจำเราได้จากการแต่งตัว ทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าเราต้องดูแลความดูดี พอมาเจอพี่นก เขาช่วยหาคาแรกเตอร์แล้วดึงความเป็นตัวตนของเราออกมา พี่นกแนะนำเรื่องเรารูปร่างแบบนี้ เราควรจะใส่ชุดแบบไหน เช่น รูปร่างเล็กควรแต่ง กระโปรงให้อยู่พอดีเข่า ห้ามยาวกรอมเท้า เพราะจะทำให้เราดูตัวไม่สูงนัก เป็นต้น” เดิมเธอชอบใส่รองเท้าเปิดส้น ทำให้ดูลำลองเกินไป กูรูด้านการแต่งกายแนะนำเธอว่าให้ใส่รองเท้าปิดส้นและผู้หญิงเราควรลงทุนกับรองเท้าที่ดีมีคุณภาพใส่แล้วไม่กัด

“สไตลิสต์ส่วนตัวนิ ฝึกให้นิใส่คัตชูไม่มีส้นแต่ว่าปิดหลังเท้า เรามีข้อกำหนดระหว่างกันว่าเมื่อเจอกันห้ามใส่รองเท้าแตะ นิค่อยๆ ฝึกจากใส่รองเท้าจากไม่มีส้นมาใส่มีส้นนิ้วหนึ่ง สองนิ้ว ปัจจุบันสามารถใส่รองเท้าสูงสี่นิ้วได้สบายแต่ต้องมีแพลตฟอร์ม การใส่รองเท้าส้นสูงมากขึ้น ช่วยส่งให้รูปร่างเราดูเพรียวมากขึ้น” ส่วนการแต่งกาย สำหรับผู้หญิงที่มีน่องนิดหนึ่ง ควรใส่กางเกงสลิมฟิตเข้ารูปขาแล้วต้องใส่กับรองเท้าส้นสูงเท่านั้น จะช่วยเสริมให้ผู้หญิงเราดูมีรูปร่างเพรียวมากขึ้น

 

“การใส่ส้นสูงจะทำให้การเดินดูสง่ามากขึ้น แต่ต้องฝึกเดิน พอได้ปรับลุคแล้วจากที่ตัวเราเองไม่เคยตัดสินใจจากภายนอก แต่เมื่อเราแต่งกายดี เราจะรู้สึกมั่นใจจากอินเนอร์ความเป็นคนดีของเราจากข้างใน ยิ่งทำให้คนที่มองเรายิ่งเชื่อมั่นเราอย่างก้าวกระโดด จากความมั่นใจข้างในของเรา หลังจากนี้เราแต่งอะไรเราก็จะยิ่งมั่นใจ” ดังนั้น การปรับเรื่องลุคเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่อินเนอร์ความมั่นใจจากข้างในก็ต้องใส่ใจไม่แพ้กัน

“คนเราต้องดูดีจากข้างในสู่ข้างนอก หากเราเชื่อมั่นในตัวเอง มีความคิดมุมมองในแง่บวก จะทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ตัวเองก่อน เมื่อปรับแล้วก็จะยิ่งช่วยเสริมให้เรามีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น” อีกทั้งเพอร์เซอร์นัล สไตลิสต์ยังแนะนำอีกว่า หน้าผมก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้การแต่งกาย เพราะใบหน้าและผมก็เป็นเฟิร์ส อิมเพรสชั่นที่คนจะพบเห็นเป็นอันดับแรกก่อนพูดคุยกันเสียอีก” แต่ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตามแฟชั่นตลอดเวลา แต่การเลือกเสื้อผ้าต้องมีรสนิยม ควรเลือกใส่เสื้อผ้าไฮเอนด์ เพื่อนำเสื้อผ้าที่ออกแบบและคัตติ้งเนี้ยบมามิกซ์แอนด์แมตช์อย่างเข้าใจ

“ทำไมต้องเลือกเสื้อผ้าแบรนด์เนมเพราะเสื้อผ้าจะดีและมีคุณภาพ คัตติ้ง ดีไซน์ดูดีก็จะยิ่งเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ และเมื่อคนเชื่อว่าลุคเราเป็นแบบนี้แล้ว คนจะไม่จับผิดว่าเราใส่เสื้อผ้าของใคร หลังจากนั้นเราต้องรู้จักมิกซ์แอนด์แมตช์ อะไรใส่แล้วเข้ากันดูดี แต่เสื้อผ้าทุกชิ้นไม่จำเป็นต้องแพง ขึ้นอยู่กับการรู้จักมิกซ์แอนด์แมตช์เลือกอะไรที่เข้ากับเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กันไป”

สไตล์เสื้อผ้าที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของนิภาพันธ์ ได้แก่ ดีเคแอนด์วาย ซีเค พอล สมิธ เพราะการแต่งกายที่ดีจะนำพาไปพบกับลูกค้าที่ดูดี ซึ่งสิ่งเหมือนกันจะดึงดูดกัน

 

อย่างไรก็ดี ในฐานะเป็นที่ปรึกษาวางแผนด้านการเงิน นิภาพันธ์แนะนำถึงการช็อปปิ้งของผู้หญิงอย่างมีสติว่า ไม่ควรช็อปปิ้งสิ่งของอะไรที่ไม่ได้ชื่นชอบอย่างแท้จริง อย่าซื้อเพราะเป็นสินค้าที่คนอื่นนิยมซื้อกัน สินค้าชิ้นไหนที่คิดว่าซื้อแล้วไม่ค่อยได้ใช้อย่าซื้อ ถึงแม้จะไปในประเทศที่เป็นเจ้าของแบรนด์ก็ตาม

“ไปเที่ยวต่างประเทศ จะออกไปช็อปปิ้งให้ประหยัดเวลาก็ต้องซื้อสินค้าตามลิสต์ช็อปปิ้ง เพื่อวิเคราะห์ว่าของในลิสต์เป็นสินค้าที่เราอยากได้จริงๆ หรือไม่ หรือซื้อแล้วรกบ้าน ซื้อมาควรได้ใช้ อย่าวางกอง สินค้าราคาถูกแต่เราไม่ได้ใช้ก็ไม่ควรซื้ออีก อีกทั้งคนที่ช็อปปิ้งควรดูเงินในกระเป๋าเรา ซื้อของเป็นเซตแล้วได้ใช้ทั้งคู่ก็ซื้อ อย่าซื้อสินค้าเป็นแพ็กเพราะเห็นแก่ส่วนลด คนเข้าใจการลงทุนจริงๆ สังเกตเขาจะไม่ใช้ของแพง เพราะเขารู้ว่าเขาสามารถนำเงินไปต่อยอดการลงทุนได้ ดังนั้น ผู้หญิงอย่าชื่นชอบการช็อปปิ้งมากนัก ต้องรู้จักประมาณตน”

สุดท้ายนิภาพันธ์อยากเสริมว่า สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวไว้ว่า อย่าตัดสินหนังสือจากปก สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่มักมองคนจากภายนอก ซึ่งไม่ควร เช่นเดียวกัน เราจึงอย่าเพิ่งตัดสินใจคนจากการแต่งกาย แต่เพื่อความน่าเชื่อถือในอาชีพหน้าที่การงาน เราจึงต้องแต่งตัวเราให้ดูดี จริงใจกับลูกค้าทำงานให้มีคุณภาพ เพราะต่อให้เราแต่งตัวดีแค่ไหน แต่หากเป็นคนลวงโลก คนก็จะจับได้อยู่ดี

“คนเราควรแต่งกายให้ดูดีสมฐานะ เงินเดือนหมื่นแต่ใช้กระเป๋าใบละแสนก็ไม่ใช่ จริงๆ เสื้อผ้ามีหลายเลเวล ก็เลือกแบบดูเก๋ เลือกสีที่เหมาะกับเรา ใส่แล้วดูดีค่ะ”

 

มิถุนายน 30, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ หนุ่มพลับไฟแรง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2558 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/363020/จุฑาภัทร-เหล่าธรรมทัศน์-หนุ่มพลับไฟแรง

จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ หนุ่มพลับไฟแรง

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

หายจากหน้าจอไปเกือบ 10 ปี วันนี้ พลับ-จุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ คืนจออีกครั้งกับบทบาทใหม่พร้อมตำแหน่งผู้บริหารรีสอร์ทห้าดาวที่กาญจนบุรี หลายคนยังติดภาพ “น้องพลับ” นักร้องเด็กเจ้าของสถิติยอดขายเทป 1 ล้านตลับ แต่วันนี้เขาอายุ 22 ปี กลับจากอเมริกาในฐานะบัณฑิตจบใหม่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

หลังจากคุยจนหายคิดถึง ภาพเด็กชายพลับในความทรงจำกลายเป็นเพียงอดีต เพราะผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคือหนุ่มนักบริหารไฟแรงที่มีชีวิต 2 ด้าน ด้านหนึ่งติดเมือง อีกด้านติดดิน เขาใช้ชีวิตสุดทางสร้างประสบการณ์ให้ตัวเอง ซึ่งบางเรื่องครอบครัวยังทึ่งว่า “พลับทำได้”

เด็กเรียน

เมื่อได้สืบประวัติการศึกษาของพลับอยากจะยกให้เป็นเด็กอัจฉริยะ เพราะหลังจากจบเกรด 10 ที่โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย เขาก็ไปศึกษาต่อที่อเมริกาตั้งแต่นั้นมา พลับสอบได้ที่ ฟิลลิปส์ เอ็กเซ็กเตอร์ อะคาเดมี่ (Phillips Exeter Academy) โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเข้ายาก แถมเข้าไปแล้วต้องเรียนหนักเพราะเป็นโรงเรียนรวมเด็กหัวกะทิ ซึ่งพลับเป็นคนไทยคนที่ 2 ในรอบ 14 ปี ที่โรงเรียนรับเข้าไป และจบมาด้วยเกรดเฉลี่ยสูงลิ่ว

จากนั้นช่วงมหาวิทยาลัยพลับสอบติดหลายแห่ง แต่ตัดสินใจเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) คณะคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกและอยู่ในเมืองแมนฮัตตันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ส่วนสาเหตุที่เลือกคณะนี้เพราะพลับอยู่กับตัวเลขมาตั้งแต่เด็ก ต้องบริหารจัดการเงิน อีกทั้งครอบครัวมีธุรกิจส่งออก ธุรกิจโรงแรม และโดยส่วนตัวพลับชอบลงทุน

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัยพลับติดเกมออนไลน์” เขากล่าว “แต่ก็หาเงินได้จากมัน คือเวลาเล่นได้ถึงขั้นสูงๆ พอเบื่อก็จะขายแอคเคานต์ต่อให้คนอื่น เราก็ได้ทั้งเงินและได้เปลี่ยนไปเล่นเกมอื่นด้วย” แต่เกมออนไลน์ก็สร้างปัญหาเช่นกัน เขาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทีวีช่องหนึ่งว่าสาเหตุที่ต้องเลิกกับแฟนส่วนหนึ่งก็เพราะเกมออนไลน์ นอกจากนี้เขายังเคยหารายได้พิเศษจากการเป็นไกด์ทัวร์มหาวิทยาลัยตัวเองให้กับกรุ๊ปคนไทยด้วย

นักเรียนอาสา

ช่วงปิดเทอมใหญ่ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีแรก พลับเดินทางไปบังกลาเทศเพื่อฝึกงานในธนาคารคนจนกรามีนแบงก์ของมูฮัมหมัด ยูนูส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ให้คนจนกู้โดยไม่ต้องค้ำประกัน เพื่อนำเงินไปสร้างธุรกิจของตัวเอง ธนาคารตั้งอยู่ที่เมืองจิตตะกองซึ่งเป็นเมืองที่ยากจนที่สุดในเอเชีย เป็นย่านที่มีไฟฟ้าใช้วันละ 4 ชม. แต่นักเรียนนอกอย่างพลับก็สามารถอยู่ได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับกองทัพแมลงสาบเวลาอาบน้ำก็ตาม

“ตอนที่ไปวันแรกแม่พลับไปส่ง” เขาเล่าให้ฟัง “แม่ยังบอกกับพลับเลยว่าเราอยู่ไม่ได้หรอก แต่พลับก็ขอลองดู แล้วมันก็อยู่ได้จริง”

นอกจากการฝึกงาน พลับยังได้พบเจอกับคนหลากหลายทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไป “คนจิตตะกองน่ารักมาก” เขากล่าว “พวกเขามีชีวิตที่มีความสุขในแบบของเขา ไม่มีไอโฟน ไม่มีไฟฟ้าตลอดเวลา ก็ยังมีความสุข” เขารู้เลยว่าความสุขของแต่ละคนต่างกัน

งานนี้พลับใช้ชีวิตอยู่ที่บังกลาเทศ 7 อาทิตย์ ไปมาระหว่างเมืองหลวงธากากับจิตตะกอง ถ้าวันไหนหยุดไม่ต้องทำงานก็จะมาอยู่โรงแรมในธากา ซึ่งเป็นช่วงเวลากลับมาหาชีวิตในเมือง เขายังเล่าด้วยว่า เพราะการเปลี่ยนที่นอนบ่อยตามคำชักชวนของชาวบ้านทำให้มีปรสิตติดผมจนผมร่วงอย่างรุนแรง ซึ่งนับเป็นอีกเรื่องที่เขาจะไม่ลืม

นอกจากนี้ พลับยังเคยเป็นอาสาสมัครที่ค่ายอพยพประเทศจีนขององค์การสหประชาชาติ (UN) ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้ลี้ภัย ทำให้เขาได้เห็นชีวิตคนที่ต่างกันและเข้าใจชีวิตมากขึ้น

 

หนุ่มนักบริหาร

กิจการของครอบครัวที่พลับเข้ามาดูเต็มตัว คือ เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กาญจนบุรี ที่จริงแล้วไม่ใช่โรงแรมใหม่ แต่คนเพิ่งรู้จักมากขึ้นตั้งแต่พลับเข้ามาบริหารและใช้ตัวเองเป็นพีอาร์

“ตอนนี้ทุ่มไปที่โรงแรม” เขากล่าว “เพราะโรงแรมทำมานาน 8 ปี แต่ทำไมถึงไม่มีคนรู้จักเลย มันจึงต้องมีการบริหารจริงจัง” วิชาที่เรียนมาถูกนำมาใช้กับสนามจริงก็คราวนี้ ส่วนเรื่องว่าจะกลับมาเป็นนักร้องอีกหรือไม่ พลับยังไม่ฟันธง เพราะตอนนี้กำลัง “เอนจอยกับงาน”

ถามถึงเวลาว่างของนักบริหาร สำหรับเขาเลือกที่จะไปหาของกินกับเพื่อนๆ “ผมชอบไปหาสถานที่กิน (หัวเราะ) เช่น ไปเยาวราช และตบท้ายด้วยร้านเดอะ สปีกอีซี่ (Speakeasy) ในโฮเต็ลมิวส์ ถ้าไม่อยากไปไหนก็จะอ่านหนังสือ เล่มที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้คือวรรณกรรมเรื่อง ดิ อัลเคมิสท์ (The Alchemist) ของ เปาโล โคเอโย (Paulo Coelho)”

ส่งท้ายเอาใจสาวๆ ด้วยสเปกสาวของพลับ “ผมชอบผู้หญิงไม่จู้จี้ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คุยด้วยแล้วสนุก” สาวๆ คนไหนอยากเจอพลับลองไปเที่ยวกาญจนบุรีบ่อยๆ เพราะเห็นว่าช่วงนี้พลับไปๆ มาๆ กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เป็นว่าเล่น

 

มิถุนายน 30, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

คาริสม่าแบรนด์ คิด และ โตแบบเศรษฐศาสตร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2558 เวลา 11:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/362870/คาริสม่าแบรนด์-คิด-และ-โตแบบเศรษฐศาสตร์

คาริสม่าแบรนด์ คิด และ โตแบบเศรษฐศาสตร์

โดย…กองทรัพย์ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

สาวร่างบาง ส่วนสูงระดับนางแบบ วัย 22 ปี ดีกรีว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “อาภามาศ มงคลพรอุดม” หรือมิ้น เจ้าของแบรนด์ คาริสม่า (Charisma) มาในชุดลำลองที่เธอออกแบบด้วยตัวเอง และขายผ่านออนไลน์อย่างอินสตาแกรมในชื่อ CharismaClothing ที่เปิดมานานกว่า 2 ปี และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า แต่ละคอลเลกชั่นที่ออกมาก็ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว

มิ้น เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการขายเสื้อผ้าบนโลกออนไลน์ว่า เริ่มต้นจากการเป็นร้านรับพรีออร์เดอร์จากต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากการแข่งขันสูง ประกอบกับเกิดปัญหาหาเสื้อผ้าที่ชอบใส่ยาก จึงคิดว่าน่าจะเริ่มทำเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง “เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนเป็นช่วงที่ตลาดพรีออร์เดอร์แข่งขันกันสูง และเสื้อผ้าจากอเมริกามีราคาแพงหลักพัน คนซื้อก็ไม่ได้ซื้อบ่อย ก็เลยตัดสินใจทำร้านของตัวเอง เพราะมิ้นเป็นคนชอบซื้อเสื้อผ้า แต่ว่าเป็นคนสูง เสื้อผ้าที่อยากใส่ก็ใส่ไม่ได้ และคิดว่าต้องมีคนที่รู้สึกเหมือนเรา ก็เลยอยากลองทำเสื้อผ้าที่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะกำลังมองหาอยู่”

 

ด้วยความที่ไม่ได้เรียนด้านการออกแบบมาโดยตรง การออกแบบจึงเน้นใช้แรงบันดาลใจจากสิ่งใกล้ตัว โดยเลือกแบบเสื้อผ้าที่อยากใส่ผสมผสาน แล้วร่างแบบจากนั้นก็ส่งต่อให้ช่าง โดยเลือกผ้าที่ใส่แล้วให้ความรู้สึกสบาย ซึ่งใช้พื้นฐานจากการเป็นคนที่ช็อปปิ้งมาก่อน “มิ้นพอจะรู้ว่าเนื้อผ้าแบบไหนที่ใส่แล้วรู้สึกสบาย แบบไหนที่ไม่แพงแต่คุณภาพดี และได้สินค้ามาในแบบที่ลูกค้าพอใจในราคาสมเหตุสมผล จึงค่อนข้างขายดี จริงๆ แล้วร้านมิ้นไม่ได้ขายของตามเทรนด์แฟชั่น ถ้าเราทำในสิ่งที่ในตลาดมันมีเยอะอยู่แล้ว ก็เหมือนวิ่งตามเขา เราต้องเป็นคนเริ่ม ก็ทำของเราไปแบบนี้ ก็คงเป็นจุดเด่นของร้านด้วย ดังนั้นกลุ่มลูกค้าเราจึงมีตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา จนไปถึงวัยทำงาน”

หลายคนคิดว่าการรับพรีออร์เดอร์มาก่อน จะทำให้มีฐานลูกค้าเป็นทุนเดิม เมื่อคาริสม่าเปิดตัวบนโลกออนไลน์ไม่ใช่แบบนั้น มิ้น บอกว่า เธอต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่หาลูกค้าใหม่ๆ เพราะลูกค้าเป็นคนละกลุ่ม มิหนำซ้ำยังต้องเผชิญกับปัญหาทางการผลิตที่ช่างไม่ผลิตออร์เดอร์ตามคิว

“เราเป็นรายใหม่ในตลาด และไม่ได้มีลูกค้ามากถึงขนาดที่จะสั่งเป็นหลักหลายร้อยตัว ช่างก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรามาก เช่น ได้สินค้าช้ามาก หรือถ้าจะทำเพิ่มก็ชอบปฏิเสธไม่ทำให้ หรือช่วงแรกการไม่มีตัวตนของแม่ค้าเป็นสิ่งสำคัญ ลูกค้ายังไม่เชื่อถือ ก็ทำให้ขายไม่ได้ เหลือสต๊อกเยอะ และเมื่อเราเริ่มออกหน้าร้านคาริสม่าก็เริ่มพีกขึ้น เริ่มบูธครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2557 ตอนแรกคิดเยอะมากว่าจะออกดีไหม จะคุ้มไหม แต่ก็ตัดสินใจออกหน้าร้าน แรกๆ ขายราคาเต็ม แต่พอมาคิดอีกทีเราต้องมีลดราคาเพื่อให้ลูกค้าสนุกในการช็อปปิ้งมากขึ้น”

“ส่วนเรื่องเงินลงทุน ในตอนแรกอาจจะน้อย เพราะว่าได้ทุนมาจากร้านพรีออร์เดอร์ แต่ทุกวันนี้เงินลงทุนต่อรอบค่อนข้างเยอะ เพราะว่าจะมีการออกบูธตามงานต่างๆ บ้าง ซึ่งค่าเช่าสถานที่ก็แล้วแต่ผู้จัดงาน ซึ่งถ้ามองความคุ้มทุนกับการออกบูธแต่ละครั้งกำไรจะน้อยกว่าขายผ่านอินสตาแกรมที่เราได้เต็มๆ เพราะว่าออกบูธจะมีส่วนลด แต่การออกหน้าร้านก็มีข้อดี คือเราจะได้ลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น มีตัวตน สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ เหมือนเราเสียค่าโฆษณาให้ร้านตัวเองไปในตัว ให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า แล้วเขาก็จะกลายเป็นลูกค้าเรายาวๆ”

 

“กลุ่มลูกค้าเราเป็นผู้หญิงที่สนุกที่จะแต่งตัว เพราะเสื้อผ้าร้านเราสามารถนำไปมิกซ์กับอะไรก็ได้ในตู้ของคุณ แรกๆ ก็จะเน้นทำสีขาว สีดำ เพื่อให้เข้ากับอย่างอื่นง่าย แต่หลังๆ ก็หาอะไรใหม่ๆ บ้าง แค่คงคอนเซ็ปต์ว่าจะต้องใส่ง่าย ผ้าต้องนิ่ม ใส่สบาย ก็ลองเปลี่ยนตัวเองกลับไปเป็นคนซื้อว่า ถ้าเราจะซื้อต้องการเสื้อผ้าแบบไหน”

เมื่อถามว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนอยู่ช่วยเรื่องการทำธุรกิจเสื้อผ้าของมิ้นอย่างไร หญิงสาวตอบว่า “เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่สอนแต่เรื่องการเงิน เรื่องหุ้น หรือคิดวิเคราะห์อย่างเดียว แต่เขาสอนให้เรารู้จักพฤติกรรมการตัดสินใจของเราบางอย่างก็มีผลเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่ราคาที่จะทำให้คนตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ แต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน และเราในฐานะผู้ขายจะตอบโจทย์ตรงนั้นได้หรือเปล่า เขาสอนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เรานำมาใช้ได้ ซึ่งถ้าเราไปเรียนออกแบบโดยตรง เราอาจจะเก่งเรื่องออกแบบเสื้อผ้า แต่สิ่งที่เราออกแบบมา อาจจะไม่ตอบสนองต่อลูกค้าก็ได้”

 

“อีกเรื่องหนึ่งคือ ช่วยเราเรื่องตั้งราคา บวกกับเราเป็นคนซื้อเสื้อผ้ามาก่อน ก็ไม่อยากได้ของแพง และราคาแพงก็ไม่ได้บ่งบอกคุณภาพเสมอไป ก็ตั้งราคาตามที่คนมีกำลังจะจ่าย ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นคนที่มีเงินเท่านั้นจะซื้อได้ คนในระดับกลางซึ่งมีจำนวนมากได้เลือกซื้อเสื้อผ้าสวยๆ และพอใจที่จะได้มันในราคาที่สมเหตุสมผล ราคาส่วนใหญ่ของร้านจะเริ่มต้นที่ 490 บาท สูงสุดก็ไม่เกิน 1,000 บาท”

สำหรับรายรับของเด็กปี 4 เรียกว่าไม่ธรรมดาสำหรับอายุขนาดนี้ เพราะเธอบอกว่า ถ้าออกบูธแต่ละครั้ง รายรับได้กว่าครึ่งแสนทีเดียว “รายได้แต่ละครั้งขึ้นอยู่กับว่าเดือนนั้นมีออกบูธหรือเปล่า ถ้าออกบูธแน่นอนว่ารายได้จะเข้ามาเยอะเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งก็ราวๆ ห้าหมื่นบาทที่ยังไม่ได้หักต้นทุน ถ้าขายปกติทั้งเดือนก็ประมาณ สามหมื่นถึงสี่หมื่นบาทหักต้นทุนแล้ว เรียกว่าทุกวันนี้ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่แล้ว ตอนนี้ค่าเรียนก็ใช้เงินตัวเอง ส่วนกำไรที่ร้านได้มา มิ้นจะให้เงินเดือนตัวเองทุกเดือน แล้วที่เหลือก็จะเก็บเป็นทุนเพื่อลงทุนต่อไป ส่วนที่เป็นเงินเดือนตัวเองก็จะเอามาใช้และเก็บออมด้วย แบบนี้จะทำให้เงินเป็นสัดเป็นส่วน”

 

ท้ายที่สุดแล้ว มิ้นไม่ได้คาดหวังว่าจะได้กำไรมากมาย แต่เธอวัดความสำเร็จจากการซื้อซ้ำและความสม่ำเสมอของการซื้อจากลูกค้า “ทุกครั้งที่เราวัดความสำเร็จจะไม่ได้วัดจากตัวเงิน การออกบูธทำให้เราเห็นลูกค้าใส่เสื้อผ้าที่ร้านมาให้ดู พาเพื่อนมา ซึ่งตรงนี้ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ

“ความคิดตอนนี้ก็คือ ทำร้านนี้ไปเรื่อยๆ พอเรียนจบก็อยากไปทำงานประจำเพิ่มเติม เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานในองค์กรใหญ่ๆ เพื่อให้รู้ว่าเขามีขั้นตอนการทำงานอย่างไร ดูแลคนอย่างไร ถึงจะเริ่มธุรกิจของตัวเองที่ใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งคิดไว้ว่าน่าจะทำงานประจำควบคู่กับแบรนด์เสื้อผ้าของเราไปก่อน”

 

มิถุนายน 30, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“จบข่าว” เพจมาเเรงสะท้อนสังคมหงุดหงิด “Clickbait”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2558 เวลา 15:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/373266/จบข่าว-เพจมาเเรงสะท้อนสังคมหงุดหงิด-clickbait

"จบข่าว" เพจมาเเรงสะท้อนสังคมหงุดหงิด "Clickbait"

1 เเสนไลค์ในชั่วข้ามคืน บ่งบอกความนิยมของเพจ “จบข่าว” ที่สะท้อนอารมณ์หงุดหงิดของคนเสพสื่อออนไลน์

ต้องบอกว่าร้อนเเรงเเละถูกกล่าวถึงสนั่นโลกออนไลน์ สำหรับ “จบข่าว” เพจที่ทำให้ ชาวออนไลน์ ไม่ต้องเสียเวลาเเละหงุดหงิดไปกับ “การพาดหัวล่อกด (Clickbait)” อีกต่อไป โดยแอดมินของเพจนี้ได้สรุปเนื้อหาเเละประเด็นสำคัญของข่าวที่มีการพาดหัวแบบล่อให้กด ออกมาแบบสั้น กระชับเเละเข้าใจในไม่กี่บรรทัด

หลังเปิดเพจเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. เพียงชั่วข้ามคืน เพจดังกล่าวมีผู้คนเข้าไปกดถูกใจเเล้วกว่า 1 เเสนไลค์เเละไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์  คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กระเเสตอบรับอย่างล้นหลามของเพจ “จบข่าว” สะท้อนให้เห็นถึงความหงุดหงิดของคนเสพข่าวที่ได้เจอะเจอกับการพาดหัวล่อกด (Clickbait) อย่างเเพร่หลายจนรำคาญ ซึ่งการพาดหัวลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นวิสัยในการเขียนพาดหัวข่าวในรูปเเบบเดิม

“การพาดหัวข่าวในอดีตจะมีลักษณะ เป็นการสรุปประเด็นสำคัญที่สุดของข่าว เเต่สำหรับโลกออนไลน์อาจจะมีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนไปบ้างอย่างที่เราได้เห็น  เเต่ Clickbait มันเป็นการบอกไม่หมดเเละยั่วให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งพอมันเริ่มเเพร่หลายไปยังสำนักข่าวหลักมากขึ้น คนก็จะเริ่มหงุดหงิดที่เจอเเต่การพาดหัวลักษณะนี้ เเละนานเข้าก็จะเริ่มรู้สึกว่า การคลิกเข้าไปนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ความอยากรู้ของเขาได้ทุกอย่าง กลับกันยังรู้สึกเสียเวลา”

ดร.มานะ กล่าวอีกว่า ถ้า Clickbait ไม่เยอะจนเกินไป คนอ่านน่าจะยังรู้สึกรับได้ เเต่เมื่อมันเยอะมากขึ้น โดยเฉพาะหากสำนักข่าวหลักเริ่มนำมาใช้เพื่อดึงยอดไลค์ คนจะเริ่มตั้งคำถามเเละสะสมความหงุดหงิด จนสำนักข่าวสูญเสียความน่าเชื่อถือไป

“ในอนาคตผมคิดว่า สำนักข่าวน่าจะมีการปรับตัวกลับไปใช้การพาดหัวข่าวลักษณะเดิม หรือ อาจจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการพาดหัวในลักษณะล่อกับการพาดหัวที่สรุปประเด็นข่าว ทำอย่างไรให้มีความสมดุลมากขึ้น เเละไม่สร้างความน่ารำคาญให้กับผู้อ่าน” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย  กล่าว

ขณะที่ แอดมินเพจ “จบข่าว” ได้เผยถึงที่มาที่ไปในการสร้างเพจผ่านเว็บไซต์ droidsans.com ว่า เป็นเพราะความผิดหวังกับสื่อไทยจำนวนหนึ่ง คือจุดเริ่ม ของเพจ “จบข่าว”

“แอดมินของเพจก็เป็นหนึ่งในคนที่หงุดหงิดกับการพาดหัวข่าวแบบล่อกด เกริ่นให้อยากรู้ แต่พอกดเข้าไปแล้วกลับไม่มีเนื้อข่าวอะไร เสียเวลา เปลืองเน็ต จึงอยากทำเพจขึ้นมาเพื่อสรุปข่าวสั้นๆให้คนได้อ่านกันโดยไม่ต้องกดเข้าไป ไม่ต้องเสียเวลารอโหลด ซึ่งก็จะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เว็บบางเว็บเท่านั้น แต่ว่าจะรวมไปถึงบทความที่เขียนมายาวเหยียด แต่ว่ามีแต่น้ำ กระทู้ หรือบทความที่เยิ่นเย้อด้วย แต่จุดที่ทำให้แอดมินหงุดหงิดที่สุดจนต้องตัดสินใจเริ่มทำเพจคือ เหล่าสื่อหลักเริ่มหากินด้วยการทำพาดหัวและเนื้อหาแบบเดียวกัน”แอดมินเพจจบข่าวระบุ

 

มิถุนายน 29, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

อีเบย์หนุนเอสเอ็มอีไทยค้าออนไลน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2558 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/pr0LQi

อีเบย์หนุนเอสเอ็มอีไทยค้าออนไลน์

อีเบย์ ลุยเจาะเอสเอ็มอีไทยดันสินค้าขายตลาดโลกผ่านตลาดออนไลน์ของอีเบย์ คว้าอานิสงค์ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เป็นโอกาสสินค้าอัญมณี ชิ้นส่วนรถยนต์และแฟชั่นที่ปัจจุบันทำยอดขายสูงสุดจากไทย

นายเอกชัย รุกขจันทรกุล หัวหน้าฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีเบย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีผู้ค้าปลีกส่งออกผ่านอีเบย์ไปสู่ตลาดทั่วโลกเฉลี่ยถึง 46 ประเทศ (ผู้ค้าปลีกส่งออกของอีเบย์คือผู้ที่มียอดขายจำนวน 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐในตลาดทั่วโลก โดยขายให้ผู้ซื้อที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทย) ถือเป็นจำนวนที่มากกว่าผู้ค้าปลีกส่งออกจากสิงคโปร์ถึง 5 ประเทศและจากสหรัฐอเมริกาถึง 10 ประเทศ

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีจำนวนผู้ค้าปลีกส่งออกภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ซื้อขายบนอีเบย์มากที่สุด สินค้าที่ประเทศไทยส่งออกบนอีเบย์มากที่สุด 3 ประเภท ได้แก่ เพชรพลอยและอัญมณี ชิ้นส่วนรถยนต์ และเสื้อผ้า รองเท้าและเครื่องประดับ

“สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดการค้าอันดับหนึ่งของผู้ค้าปลีกส่งออกจากประเทศไทย เงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น คือแรงผลักดันสำคัญของการเติบโตนี้” นายเอกชัยกล่าว

สำหรับแนวโน้มที่น่าสนใจและกำลังมาแรงเป็นอย่างมากสำหรับนักธุรกิจไทยที่กำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ใหม่ คือความเร็วในการที่ผู้ประกอบการสามารถผันตนเองไปเป็นผู้ค้าปลีกส่งออกผ่านอีเบย์ เห็นได้จากในปีที่ผ่านมาพบว่า 13% ของผู้ค้าปลีกส่งออกรายใหม่จากประเทศไทยสามารถทำยอดขายได้ถึง 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐบนอีเบย์ในปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายเล็กก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจการส่งออกผ่านตลาดออนไลน์อีเบย์ได้

ปัจจุบันอีเบย์มีผู้ซื้อกว่า 157 ล้านคนทั่วโลก และพร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยการให้บริการแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยในการส่งมอบสินค้าและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการใช้งานสมาร์ทโฟนที่มากขึ้นบวกกับบริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ในราคาที่ไม่สูง ทำให้ปัญหาเรื่องการเข้าถึงธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตและอุปสรรคต่างๆ ที่เคยมีลดลง ทั้งนี้ แพลตฟอร์มธุรกิจแบบอีเบย์นั้นมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันและให้โอกาสที่เท่าเทียมกันแก่ผู้ประกอบการขนาดเล็ก

ขณะที่ 5 ประเทศที่ผู้ค้าปลีกส่งออกจากประเทศไทยส่งสินค้าออกไปมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร แคนาดา และรัสเซีย

 

มิถุนายน 29, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“ไลน์” เผย10สุดยอดสติ๊กเกอร์ขายดีฝีมือคนไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2558 เวลา 20:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/4asG3N

"ไลน์" เผย10สุดยอดสติ๊กเกอร์ขายดีฝีมือคนไทย

ไลน์ ฉลองครบรอบ 1 ปี นักวาดภาพ พร้อมเผยสุดยอดคาแรคเตอร์ขายดี

เอก อัครประเสริฐกุล หัวหน้าฝ่ายออกแบบ บริษัท ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดสติกเกอร์มีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ หลังเปิดตัวรูปแบบธุรกิจนี้อย่างเป็นทางการตลอด 1 ปีที่ผ่านมา  มีการเติบโตแบบ 100% โดยสติกเกอร์ขายดี 10 อันดับ ได้แก่ จัมบุคก้า, ติดลม, โมโม่ (ภาษาไทย), หัวกะลา (ภาษาไทย), น้องมาย จอมแก่น, จุ๊จุ๊ เดอะแพนดี้ไลฟ์, คิงดอมออฟไทเกอร์, โมโม่กับจุนเพียว, ฮิมแอนด์เฮอร์และ โมโม่ II (ภาษาไทย)

“ปัจจุบัน ไลน์มีผู้ใช้งานกว่า 33 ล้านไอดีทั่วโลก ถือว่ามีฐานลูกค้าจำนวนมาก และสติกเกอร์ ถือเป็นลูกเล่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง หลังจากเปิดแพลตฟอร์มให้นักออกแบบเข้ามาทำสติกเกอร์ขาย ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 1 เดือน ปัจจุบันอาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ 2-3 เดือน เพราะมีผู้ให้ความสนใจ ส่งสติกเกอร์เข้ามาจำนวนมาก” เอก กล่าว

รายได้ของนักออกแบบ สำหรับสติกเกอร์ที่ติดอันดับท็อปเท็นนั้น มีค่าเฉลี่ยรายได้ ไม่ต่ำกว่า 27 ล้านบาททั่วโลก ส่วนรายได้ของนักออกแบบไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ล้านกว่าบาท โดยรายได้จะแบ่ง 50% กับทางไลน์หลังจากหักค่าใช้จ่ายจากทางช่องทางชำระเงินไปแล้ว โดยราคาสติกเกอร์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 50 คอยน์หรือ 30 บาท

“ถือว่าเป็นช่องทางการหารายได้รูปแบบใหม่ สำหรับคนที่มีความชื่นชอบในการวาดรูปหรือมีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจ เพราะถ้าคุณมีคาแรคเตอร์ที่โดนใจผู้ใช้งานจริงๆ ถึงอย่างไรก็ขายได้แน่นอน” เอก กล่าว

สำหรับประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนนักออกแบบมากที่สุดเป็น อันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น และคาแรคเตอร์ที่ใช้การสื่อสารแบบภาษาท้องถื่น รูปแบบกวนๆ จะโดนใจผู้ซื้อ ไม่แพ้คาแรคเตอร์ที่น่ารักสดใสเลยทีเดียว

นาโอโตโมะ วาตานาเบะ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนสติกเกอร์ ไลน์คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า รูปแบบของสติกเกอร์ยอดนิยมนั้น จะต้องสื่อสารได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น กล่าวคำทักทาย หรือคำยอดฮิตต่างๆ และสื่ออารมณ์ชัดเจน โดยสติกเกอร์ยอดนิยมในตอนนี้ จะเป็นภาษาท้องถิ่น และแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของนักออกแบบได้อย่างชัดเจน

“จำนวนสติกเกอร์ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมดมีมากกว่า 1 แสนชุด ซึ่งแต่ละประเทศจะมีความต้องการคาแร็คเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน ของญี่ปุ่นจะเป็นตัวการ์ตูนน่ารักสดใส ไต้หวันจะนำการ์ตูนตาหวานที่ดูกวนๆ คนไทยชอบแนวน่ารัก ผู้หญิงตาโต และอินโดนีเซียชอบคาแรคเตอร์ที่ดูสมจริง” วาตานาเบะ กล่าว

 

 

มิถุนายน 29, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ญี่ปุ่นขนหุ่นยนต์สุดไฮเทคโชว์ตีปิงปองกับคน(มีคลิป)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2558 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ดิจิตอลไลฟ์/372539/ญี่ปุ่นขนหุ่นยนต์สุดไฮเทคโชว์ตีปิงปองกับคน-มีคลิป

ญี่ปุ่นขนหุ่นยนต์สุดไฮเทคโชว์ตีปิงปองกับคน(มีคลิป)

เปิดตัวหุ่นยนต์สุดล้ำโชว์ตีปิงปองกับคนอย่างสนุกสนาน ในแมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป2015

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. งานมหกรรมเครื่องจักรเพื่อนักอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ หรือแมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป2015 (manufacturing expo 2015)  ได้นำหุ่นยนต์สุดไฮเทคผลงานการพัฒนาของ Omron แห่งประเทศญี่ปุ่น มาโชว์ตีปิงปองร่วมกับมนุษย์ โดยหุ่นยนต์ตัวนี้ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน CEATEC ประเทศญี่ปุ่น

หุ่นยนต์ตัวนี้ใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 6 เดือน สูง 2.7 เมตร น้ำหนัก 600 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนขาสามขา และมีโครงสร้างที่ใหญ่โต มีจุดเด่นอยู่ตรงการใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจจับการเคลื่อนไหวทั้งของลูกบอล ตัวผู้เล่น และไม้ตีลูกที่จะมาจากฝ่ายตรงข้าม เพื่อคำนวณหาวิถีโคจรที่ลูกบอลจะตกกระทบ พร้อมทั้งคำนวนแรงว่าจะต้องตีโต้กลับไปให้ตกในจุดที่ผู้รับฝ่ายตรงข้ามจะรับได้ง่ายที่สุด

ชมคลิป https://www.youtube.com/watch?v=sICuwuGUDus&feature=youtu.be

มิถุนายน 29, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,255 other followers

%d bloggers like this: