ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เท่ รวย ชีวิตดี มีซิกซ์แพ็ก มีนาคม 21, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2558 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wTaMf6

เท่ รวย ชีวิตดี มีซิกซ์แพ็ก

โดย…นกขุนทอง

มีสุภาษิตว่าไว้ “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” แล้วถ้าอยากดูผู้ชาย… ให้แน่ ให้ดูที่ตรงไหน หล่อ เนี้ยบ เท่ รวย มีซิกซ์แพ็ก หรือจิตใจดี๊ดี ที่ผู้หญิงสักคนอยากเห็น

มีโอกาสได้ร่วมฟังวงสนทนา ในงาน ชนชั้นกลวง ของ “วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์” ที่เชิญเหล่าคนดังมาร่วมงานในวันเปิดนิทรรศการศิลปะของเธอ และมีวิทยากร 4 ท่าน คือ “โตมร ศุขปรีชา” บรรณาธิการอำนวยการGM “ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บลจ.เมย์แบงก์ “ภาณุ บุรุษรัตนพันธ์ุ” บรรณาธิการบริหาร Esquire และ ไตร ปราโมช ผู้บริหาร Bike Zone มาพูดคุยกันในหัวข้อ “เท่ รวย ชีวิตดี มีซิกซ์แพ็ก” แต่งานนั้นเสวนาฮาเฮในประเด็นเสียดเย้ยเสียมากกว่า

แต่หากมองกันในสังคมปัจจุบัน การอยากใช้ชีวิตให้เท่ ให้รวย มีชีวิตดี หุ่นล่ำมีซิกซ์แพ็ก หรืออีกนัยคือมีสุขภาพที่ดี ไม่ได้เป็นเพียงหัวโขน ที่นำมาสวมให้ดูมีชีวิตยกระดับทางสังคมเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง “ผู้ชาย” ถ้ามีสิ่งเหล่านี้ได้ มันมีความหมายในชีวิตกับตัวเองได้มากกว่าไว้ให้คนอื่นมอง…

ภาณุ บุรุษรัตนพันธ์

 

เท่…ผู้ชายต้องแต่งตัว

หากยังมีผู้ชายที่คิดว่า ลากรองเท้าแตะออกจากบ้านได้ ใส่กางเกงขาสั้นเดินเตร็ดเตร่เที่ยวห้างได้ทั้งวัน เสื้อยืดคือตัวเก่งไปได้ทุกที่แล้วละก็ งานนี้ขอให้คิดอีกนิด ว่าหมดยุคผู้ชายอะไรๆ ก็ได้เสียแล้วละมั้ง

“ภาณุ บุรุษรัตนพันธ์ุ” ได้พูดถึงความเท่ ที่สะท้อนมาจากการแต่งกาย “ผมขอพูดเรื่องไม่เท่ดีกว่า จากความไม่เท่ น่าจะมองกลับทางกันเอง เพราะความเท่คือเรื่องของความไม่มี จุดเด่นไม่เกิดหรอก ถ้าไม่มีจุดด้อย จำได้ 2-3 เดือนแรกที่ทำงาน ผมไปงานไม่ยอมใส่เสื้อนอก มีความดื้ออยู่ในตัวอยู่ คิดว่าเราทำงานมันออกมาจากอินเนอร์ ไม่ใช่เอาเตอร์ คนต้องสนใจเราในเรื่องของจิตใจมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก แต่เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีหน้าที่ จะมาทำตัวกะโปโลอยู่ไม่ได้ ก็ค่อยๆ หาความรู้ คุยกับช่างตัดเสื้อ แบรนด์เสื้อผ้า แต่ผมอายุมากแล้วความตั้งใจวิ่งตามแฟชั่นจะไม่คึกคักเหมือนคนหนุ่มๆ แต่พยายามมองหาอะไรที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น คิดไปแบบนั้น หลังๆ พอแต่งตัว ทำตัวถูกต้อง ก็รู้สึกสนุก”

ด้านศิลปินนักแสดงที่มีสไตล์การแต่งตัวที่โดดเด่น “แกงส้ม-ธนทัต ชัยอรรถ” คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการแต่งตัว

“ผมว่าเรื่องการแต่งกายสำคัญ คนเรามองกันครั้งแรกก็ที่การแต่งกายก่อน หลายคนที่ผมรู้จัก หลังจากที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว สิ่งที่เขาต้องการเพิ่มคือลุค เขามีความสนุกสนาน มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะแสดงออกมายังไง พอเขาประสบความสำเร็จ เขาอยากเปลี่ยนแปลงลุคตัวเองที่ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

แกงส้ม-ธนทัต ชัยอรรถ

 

สมัยนี้ผู้ชายแต่งตัวเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเด็กวัยรุ่น หรือคนวัยทำงาน ค่อนข้างหันมาให้ความสนใจเยอะเหมือนกัน ผมว่ามันสำคัญนะ ยิ่งคนทำงานไปแล้ว การแต่งตัวบอกถึงทัศนคติของการใช้ชีวิตได้ด้วย อย่างเด็กวัยรุ่น ทำงานในวงการบันเทิง การแต่งตัวบอกตัวตนว่าเขาชอบอะไร เป็นคนยังไง มีคาแรกเตอร์ยังไง”

แกงส้มจัดเป็นผู้ชายที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดของการแต่งกาย และสไตล์ที่เป็นแกงส้ม คือ สตรีทแฟชั่น

“ผมชอบแต่ง คือ สไตล์สตรีท ซึ่งมันกว้างมากให้เราได้สนุกกับการแต่งตัว อย่างไปเที่ยวเล่นผมก็แต่งแบบฮิปฮอป เสื้อกางเกงตัวใหญ่ได้ เวลาไปออกงานก็เป็นสตรีทที่คลาสซี่ขึ้นมา ดูเนี้ยบขึ้นมา เป็นเสื้อเชิ้ตไม่ทางการมาก ใส่สแล็กส์ทำให้การแต่งตัวแบบสตรีทเข้าไปได้ในหลายอาชีพ อย่างในอังกฤษมีสตรีทออฟฟิศ แต่งตัวเนี้ยบเหมือนพนักงานออฟฟิศแต่ดูมีคลาส แต่ถ้าไปงานทางการมาก แนวสตรีทแฟชั่นอาจจะไม่เหมาะ

แกงส้ม-ธนทัต ชัยอรรถ

 

ผมขอเล่าประสบการณ์ มีพี่ที่สนิททำธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งตัว ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ สแล็กส์บ้าง แล้วเขาเริ่มอยากสนุกกับชีวิตมากขึ้น ก็มาถามเราว่าจะแต่งแบบไหน อยากได้ลุคที่เข้ากับตัวสินค้า สนุกไม่หลุดทางการเกินไป ผมก็แนะนำให้ใส่สูทแต่เสื้อข้างในมีลูกเล่น ให้ความสำคัญกับรองเท้า เติมแอกเซสซอรี่ให้สนุกขึ้น”

แน่นอนว่า มีผู้ชายชอบแต่งตัว ย่อมมีคนไม่ชอบแต่งตัว แต่ถ้าจะลุกขึ้นมาปรับลุคตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก แกงส้มมีข้อแนะนำว่า

“คือถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ผมแนะนำให้ดูนิตยสารแฟชั่นเลยครับ เห็นเล่มไหนแล้วชอบ หยิบเล่มนั้นมาเลย มันจะบอกสไตล์คุณเอง มีเรียง สีแบบนี้ รูปนี้ มันจะค่อยๆ เริ่มบอกว่าคุณชอบอะไร แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ตามเขาเป๊ะ ทุกวันนี้มีเสื้อผ้าให้เลือกเยอะจริงๆ ที่ไหนก็ได้ ที่เรามั่นใจ ใส่แล้วดูโอเค เพราะหลายๆ คนต้องใช้ลุคในการทำงาน ก็ค่อยๆ ขยับความกล้าของตัวเองมาทีละนิด แต่ถ้าคนไม่ชอบแต่งตัวจริงๆ แต่งแล้วไม่มีความสุขกับการแต่งตัว ขอให้แต่งถูกต้องตามกาลเทศะละกัน”

ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ

 

แค่ไหนเรียกว่า…รวย

“ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ” พูดถึงความรวยไว้ว่า “คนรวย คือ เขาใช้โอกาสที่เขาได้รับจากอะไรก็ตาม ความรู้ โอกาสที่สังคมให้ ใช้โอกาสที่จะใช้ไขว่คว้าหาเพิ่มเติมเข้ามาในชีวิต และการปล่อยโอกาสให้บางอย่างไป เข้าใจถึงผลตอบแทนและความเสี่ยง

ผมมีความเชื่อในความเพียร ความพยายามมากกว่า ใครรวยได้ใน 7 วัน ผมไม่เชื่อในโชค เพราะโชคไม่สามารถคอนโทรลได้ โชคก็ปล่อยให้โชคมันวิ่งไป สิ่งที่เราทำได้ ถ้าเราอยากรวย เราต้องทำเอง เริ่มจากตัวเรา การออม การใช้ให้น้อยกว่าการหา เริ่มเก็บ เริ่มซื้อสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่ามากขึ้น”

ด้าน “จิระศักดิ์ ตันวงศ์วาล” รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระบบ บริษัท เว็ลธ์ แมเนจเมนท์ ซิสเท็ม บอกว่า รวยเป็นเรื่องของความพึงพอใจส่วนตัว แต่ถ้าจะให้บอกว่าแบบไหนไม่รวย มีสัญญาณบอก

“ใช้เงินเดือนชนเดือน เจ็บป่วยทีก็รูดบัตรเครดิต อยากซื้อของ ไปเที่ยวก็รูดบัตร ไม่มีเงินสดจ่าย เกิดฉุกเฉินอะไรไม่มีเงินสำรอง เงินออมไม่มี เงินลงทุนไม่มี ผมว่าความรวยกับการออมเป็นของคู่กัน”

จิระศักดิ์

 

ลงทุนในตลาดหุ้น เส้นทางรวยของคนรุ่นใหม่

จิระศักดิ์ ให้มุมมองสู่เส้นทางรวยของคุณผู้ชายไว้อย่างน่าสนใจ “ผู้ชายมีเงินไว้ก็ดี เพราะเราเป็นผู้นำ เรามีเงินสำรองไว้ มันสร้างความมั่นใจให้ครอบครัวได้ หมดยุคสมัยพาคนรักไปกัดก้อนเกลือกินแล้ว อย่างผมนอกจากทำงานมีเงินเดือน ผมก็ซื้อกองทุนมาได้ 9 ปีแล้ว มีซื้อประกันชีวิตเก็บไว้เป็นเงินเก็บบั้นปลาย กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนที่ได้รับ ถ้าเราเทียบกับการเอาเงินไปฝากธนาคาร ผมทำได้ 12-13 เปอร์เซ็นต์/ปี ถ้าฝากธนาคารได้ 3 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รวมเอาเงินซื้อลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลอีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือ เมื่อเรามีรายได้ ทำให้เรามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต เราไม่ต้องอยู่บนความเสี่ยง”

เมื่ออยากรวย ช่องทางรวยที่หลายคนมองมา คือ การลงทุนในหุ้น “ผมว่าการลงทุนเป็นเรื่องของเวลา คือการเอาเงินไปทำงาน คือเราใช้ชีวิตแบบคนจนประหยัด อดออม แต่มีความคิดเหมือนคนรวย ให้เงินทำงานแทน เราก็จะเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น ผู้ชายทุกคนพออายุมากขึ้น ก็เริ่มคิดถึงอนาคตตัวเองมากขึ้น มีเป้าหมาย อยากได้บ้าน รถ มีครอบครัว มีลูก เงินเดือนพอใช้ไหม ไม่พอ จุดตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้หันมาลงทุน การลงทุนก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งของการทำงานที่ไม่ลงแรง ให้เงินทำงานแทนเราแบบ Passive income

การลงทุนเป็นช่องทางใหม่ของคนรุ่นใหม่ แต่ต้องรู้ตัวเองก่อนว่า รับความเสี่ยงได้แค่ไหน อย่างในเว็บไซต์ www.wealthmagik.com มีแบบสอบถามความเสี่ยงในการลงทุน พอรู้จักความเสี่ยงของตัวเอง ต้องลงทุนอะไร หรือมายแพลนที่เราวางไว้ เงินจ่ายค่าบ้าน แต่งงาน การศึกษาลูก เก็บเดือนละหมื่นบาท มันพอจริงไหม ถ้าไม่พอต้องทำยังไง จะมีซัคเซสแพลนให้ ปรับเปลี่ยนให้ประสบความสำเร็จ แต่ต้องกรอกข้อมูลตามความจริง คนที่รับความเสี่ยงได้เยอะ ก็อาจจะรวยได้ไวกว่า แต่บอกได้ว่า ถ้าทุกคนรู้จักการลงทุน รู้จักความเสี่ยง เรื่องของการขาดทุนจะเป็นเรื่องที่เขาสามารถบริหารจัดการได้”

ไตร ปราโมช

 

สุขภาพดี มีซิกซ์แพ็ก

“ไตร ปราโมช” นักไตรกีฬา ที่หลงเสน่ห์ของการออกกำลังกาย มองว่าตอนนี้เทรนด์ของการออกกำลังกายกำลังมา “ผมคิดว่าโลกมันเปลี่ยนไปเยอะ คนมีอายุยืนขึ้น ต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น แล้วตอนนี้คนที่อายุ 30-45 ก็หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น เมื่อก่อนคนไม่ค่อยสนใจสุขภาพ โดยเฉพาะคนเอเชีย ปีที่แล้วผมจัดงานไตรกีฬาที่ชะอำมีคนมา 400 คน แต่ปีนี้มี 800 คน”

การออกกำลังกายนอกจากให้ผลดีต่อสุขภาพแล้ว ไตร มองว่า การออกกำลังกายกำลังเป็นกระแสโซเชียล “เมื่อก่อนเราปั่นจักรยานคนเดียว วิ่งคนเดียว แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ทุกคนไปวิ่งกันเป็นกลุ่มถ่ายรูปลงอินสตาแกรม คนนี้เห็นเราต้องไปวิ่งบ้างแล้ว มันเป็น
กระแสขึ้นมา ซึ่งผมว่าเป็นสิ่งที่ดี การที่คนหันมาทำสิ่งเดียวกัน การออกกำลังกายแน่นอนว่าได้เรื่องสุขภาพ แต่มันมีผลดีอีกมาก ในเรื่องของการทำงาน การใช้ชีวิต ทำให้เรามีพลัง”

ขึ้นชื่อเป็นนักไตรกีฬาตัวยง ต้องมีซิกซ์แพ็กแน่นอน ไตรหัวเราะก่อนตอบว่า “เรื่องซิกซ์แพ็กเป็นผลพลอยได้ ผู้ชายไม่จำเป็นต้องมีซิกซ์แพ็ก แต่ถ้ามีก็ดี ขอแค่เรามีสุขภาพที่ดี มีรูปร่างที่ดี มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หัวใจได้ออกกำลังกายก็พอแล้ว อย่างผมออกกำลังกายทุกวัน บางวันก็ว่ายน้ำ วิ่ง วันละชั่วโมงครึ่ง ถ้าวันหยุดก็เล่นทั้งสามอย่าง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง วันละ 2-3 ชั่วโมง”

โตมร ศุขปรีชา

 

ชีวิตดี…ใช้ชีวิตอย่างไรดี

มาถึงผู้ชายที่เล่าเรื่องการใช้ชีวิตดีในแบบฉบับ “โตมร ศุขปรีชา”

“ผมอ่านเจอในนิตยสารเล่มหนึ่ง ชอบมาก คนที่อยากรวย จะใช้ชีวิตเหนือรายได้เฉลี่ยของตัวเอง คนอยากรวยจะใช้รถที่ดูให้ตัวเองเป็นคนรวย แต่คนรวย ไม่จำเป็นใช้รถอะไรก็ได้ ใช้ชีวิตไม่ได้สนใจแสดงสถานภาพของตัวเอง ผมว่าคนที่อยากรวย อยากเท่ อยากมีชีวิตดี คนพวกนี้ชีวิตมันแย่ ไม่ดี เพราะต้องดิ้นรนสารพัดเลย ผ่อนบ้านรถ ได้เงินมาก็ซื้อนั่นนี่ ชีวิตแบบนี้ไม่มีวันรวย คำถามคือว่า แล้วใครทำให้เกิดคนเหล่านี้ หรือคนเหล่านี้เกิดมาในสังคมแบบไหน คนทำแบบนั้นถูกปลูกฝังแบบไหน”

ไลฟ์สไตล์เทอราปี ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางสู่การใช้ชีวิตดี

“ตอนนี้ที่จุฬาฯ ก็ทำเรื่อง วอล์ก ซิตี้ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เดินได้ ต้องกลับมาถามว่า เรามีวัฒนธรรมการเดิน การใช้จักรยานไหม แม้กระทั่งการใช้รถขนส่งสาธารณะ ผมเคยคุยกับเอเยนซีในเมืองไทยที่หาคอนโดให้ฝรั่งอยู่ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาไม่อยู่ติดรถไฟฟ้า ขออยู่ห่างพอเดินไปทำงานได้ เพราะการเดินผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา นี่เขามีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องอยากมีชีวิตที่ดี มันคือไลฟ์สไตล์เทอราปี ก็คือการบำบัดชีวิตแบบหนึ่ง

แค่ใช้จักรยานออกกำลังกายก็ดีแบบหนึ่ง อย่างผมใช้จักรยานเพื่อการเดินทางในเมือง เป็นส่วนทำให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นจริงๆ ผมขายรถทิ้ง 8 ปีที่แล้ว ใช้จักรยาน ผมมีสิทธิใช้พื้นที่บนถนนเท่ากับทุกคน เวลาขี่จักรยานคนจะกลัวถนนกรุงเทพฯ ผมเชื่อว่าคนขับรถคงไม่อยากทับหัวคนขี่จักรยานหรอก 90 เปอร์เซ็นต์ ไม่คิดว่าคนขี่จักรยานมารุกล้ำถนน นี่ก็เป็นการแบ่งปัน สิ่งที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น”

 

 

O-net ย่ำแย่ แก้ที่ใคร คลิปแนะครูไทย เปลี่ยนวิธีสอนเด็กแบบ ท่อง-จำ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2558 เวลา 16:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/353551/o-net-ย่ำแย่-แก้ที่ใคร-คลิปแนะครูไทย-เปลี่ยนวิธีสอนเด็กแบบ-ท่อง-จำ

O-net ย่ำแย่ แก้ที่ใคร คลิปแนะครูไทย เปลี่ยนวิธีสอนเด็กแบบ ท่อง-จำ

โดย…ptmagz2013@gmail.com

นศ.มจธ.ทำคลิปแนะครูไทยแก้ปัญหาการศึกษาไม่ต้องรอนโยบาย หยุดโทษเด็กแล้วมาเริ่มต้นที่ “ตัวครู” เปลี่ยนมุมมอง ความคิด วิธีสอน และวิธีประเมิน นำเสนอด้วยเนื้อหาที่ทำให้ครูเกิดความตระหนักหากยังสอนเด็กแบบเดิม เด็กท่องได้ จำได้ แต่ใช้ไม่เป็นความรู้ก็สูญเปล่า

“การศึกษาไทย” เป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องเร่งแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งกำลังตระหนักกับปัญหานี้ทั้งในระดับนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่รับรู้อยู่กับเรื่องปัญหาการศึกษาอย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและแก้ไข

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นสถาบันการศึกษาที่ยึดหลักการเรียนรู้แบบ Active Learning มาโดยตลอด ซึ่ง ดร.ปกรณ์ สุปินานนท์ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มจธ. เป็นหนึ่งในบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างครู กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบ Active Learning ผู้เรียนต้องสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองผ่านกิจกรรม เกม และทุกสิ่งรอบตัว หรือ Case Study ต่างๆ  โดยมี “ครู” เป็นจุดเริ่มต้น

“สำหรับ Active Learning ที่แท้จริงผมมองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การประเมินผลผู้เรียนเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากเราไปนั้น เขาสามารถจัดการกับความรู้ที่ได้ไปอย่างถูกต้องตามจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้หรือไม่ หรือสามารถแจกแจงและต่อยอดความรู้ไปอย่างไร ดังนั้นการประเมินที่ธรรมดาทั่วไปมันจะไม่สร้างคุณค่า และเพื่อให้เกิดความท้าทายความรู้จึงต้องหาเวทีเพื่อให้คนนอกเป็นผู้ร่วมชี้วัด” ดร.ปกรณ์ กล่าว

 

เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบและการประเมินผลที่ชัดเจน วศินี ตัวลือ  นันทรัตน์ อัศวภักดี และปราณี แก้วใหญ่  3 นักศึกษาปริญญาโท จากสาขาเทคโนโลยีการเรียนรู้และสื่อสารมวลชน คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจธ. ได้รวมตัวกันภายใต้ทีมที่ชื่อว่า “นกแก้วนกขุนทอง” เพื่อเข้าแข่งขันการประกวดคลิปวิดีโอในแนวคิด “การศึกษาไทย เอาไงดีวะ!?” ซึ่งจัดขึ้นโดย iLAW หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โดยคลิปดังกล่าวสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศมาได้สำเร็จจากจำนวนผู้เข้าประกวดทั้งสิ้น 24 ทีมทั่วประเทศ

“สำหรับโจทย์การแข่งขันเกี่ยวกับวิธีการหรือแนวคิดที่จะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาไทยในปัจจุบัน และเนื่องจากเราทุกคนเรียนครู เราเป็นครู ดังนั้นเราจึงมองปัญหาในมุมของครู ซึ่งพบว่าปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเด็กจริง แต่ไม่ได้เกิดจากเด็กโดยตรง เราเห็นคะแนนสอบ O-net ของเด็กต่ำกว่าเกณฑ์ทั้งๆ ที่เราก็ตั้งใจสอนเต็มที่แต่ทำไมเด็กถึงทำคะแนนสอบไม่ได้ดี” ปราณี กล่าว

 

นันทรัตน์ กล่าวเสริมถึงการนำเสนอในคลิปวิดีโอนี้ว่า ได้แนวคิดจากการเรียนแบบ Active Learning ในห้องเรียน มีกระบวนการสอนที่หลากหลายและสามารถนำมาบูรณาการเพื่อให้เกิดเป็นผลงานขึ้นมา “การที่ครูสอนด้วยวิธีเดิมๆ สอนตามหนังสือเรียนเน้นการจดและท่องจำนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กขาดการคิดและวิเคราะห์ เพราะเด็กท่องได้ จำได้แม่น แต่นำไปใช้ไม่เป็น และบทเรียนนั้นก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นคลิปวิดีโอนี้จึงทำขึ้นมาโดยมีเนื้อหาเพื่อเตือนสติให้ครูได้กลับมาย้อนดูวิธีการสอนของครูเอง ให้ลองเปลี่ยนวิธีการคิด วิธีการสอน เพราะจากการเปลี่ยนแปลงของครูอาจนำมาซึ่งหลายสิ่งที่ดีขึ้นก็เป็นได้”

“O-net ย่ำแย่ แก้ที่ใคร ”… เป็นชื่อคลิปวิดีโอของน้องๆ นักศึกษาทีมนกแก้วนกขุนทอง เป็นการนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนถึงปัญหาการศึกษาในมุมมองของครู นอกจากปัจจัยภายนอกในด้านภาระงานต่างๆ ที่เบียดเบียนเวลาการสอนของครูแล้ว ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ตัวครูเองที่ยังติดกับรูปแบบการสอนแบบเดิมๆ ดังนั้นจุดประสงค์ของคลิปวีดีโอชุดนี้ คือสร้างความตระหนักให้กับครูเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง…

 

ดร.ปกรณ์ ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษากล่าวเสริมแนวคิดของคลิปวิดีโอนี้ว่า การจะพัฒนาชาติหลายคนว่าต้องพัฒนาที่เด็ก แต่หากย้อนกลับไปที่ต้นตอจริงๆ ครูต่างหากที่ต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เกิดการสอนที่มุ่งไปข้างหน้า “สอดคล้องกับเป้าหมายหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัย คือวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนที่ครู เพราะหากครูยังติดอยู่กับการสอนแบบเดิมๆ การจดและท่องจำแบบที่ผ่านมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การศึกษาไทยไม่ก้าวหน้า ดังนั้นการจะสอนคนให้เป็นครูนั้น เราต้องเป็นต้นแบบของครูให้ได้เสียก่อน”

ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาชมคลิปวิดีโอของทีมนกแก้วนกขุนทองได้ทาง Youtube โดยพิมพ์คำว่า “O-net ย่ำแย่ แก้ที่ใคร” และคลิปวิดีโอนี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของครูอีกหลายคนเพื่อการพัฒนาลูกศิษย์ต่อไปก็เป็นได้

 

 

จุดเถิด จุดดอกไม้ไฟในตัวให้เปล่งประกาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2558 เวลา 12:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wKNwja

จุดเถิด จุดดอกไม้ไฟในตัวให้เปล่งประกาย

เพลงบางเพลง เมื่อเราใช้หัวใจฟัง

บางครั้งมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเพลงเพลงนั้น

เหมือนในวันที่ผมรู้สึกเหนื่อยล้าท้อแท้ใจมองไปทางไหน กลับค้นพบว่าทุกทิศทุกทางที่มองไปช่างแสนเดียวดาย ว่างเปล่า และมืดมน จนเมื่อผมได้ฟังเพลง Firework จากนักร้องสาว เคที่ เพอร์รี่ ผมถึงกับค้นพบอะไรบางอย่าง ที่ช่วยฉุดดึงผมขึ้นมาจากภาวะของคนหมดสิ้นพลังกำลังใจ จนหลุดพ้น เข้มแข็งและก้าวเดินต่อไปได้อย่างสง่างาม

สิ่งนั้นคือ การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

เมื่อไรก็ตามที่เรายังคงสามารถมองเห็นคุณค่าในตัวเองได้ แม้จะยังจ่อมจมอยู่ในภาวะหมดสิ้นพลังกำลังใจ เราจะมีคำถามเกิดขึ้นเหมือนที่เนื้อหาของเพลงนี้ได้ตั้งคำถามไว้ว่าเราจะยอมให้ตัวเราเองเป็นเหมือนถุงพลาสติกว่างเปล่าที่ล่องลอยตามลมอย่างนั้นหรือ? เราจะยอมให้เราฝังกลบตัวเราเองไว้ในความมืดมนจนมองไม่เห็นใคร อยากกรีดร้องส่งเสียงให้ใครได้ยิน แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน อย่างนั้นหรือ?

ผมเชื่อในสิ่งที่เพลงเพลงนี้ได้บอกกับเราว่าเราทุกคนคือดอกไม้ไฟ ที่คนที่จะจุดไฟในตัวให้เปล่งประกาย และเป็นอิสรภาพจากทุกความมืดมนได้ คนคนนั้นคือตัวเราเอง เราต้องให้โอกาสตัวเราได้ปลดปล่อยทุกความเหนื่อยล้าท้อแท้ใจออกไป ไม่ใช่ปิดกั้นโอกาสตัวเองในการจุดไฟในตัวขึ้นมา หรือปิดประตูทุกบานที่จะนำไปสู่ความสดใสของชีวิต

การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง คือประตูทุกบานนั้น

และการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ก็คือดอกไม้ไฟดอกนั้น

เวลาที่เราเหนื่อยล้าท้อแท้ใจ เรามักจะเผลอพาลกับทุกสิ่งของชีวิต เผลอพาลกับตัวเราเอง เผลอพาลกับคนรอบข้าง เผลอพาลเสียจนมองไม่เห็นว่า ที่เราเป็นทุกข์เพราะเราทำร้ายตัวเราเอง ด้วยการใช้อารมณ์ร้ายๆ มาบดบังการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งทางออกอันแสนง่ายดาย มันมีรออยู่แล้ว นั่นคือ ให้เวลาตัวเองได้หยุดพัก นอนนิ่งๆ หลับตา และปล่อยให้ตัวเองได้หลับใหลไปสักชั่วครู่ยาม เมื่อตื่นขึ้นมา เราจะค้นพบว่า เรายังเดินทางไปได้ต่อเรายังยิ้มให้กับชีวิตได้ต่อ ไม่ใช่มัวแต่จมปลักอยู่กับความเหนื่อยล้าท้อแท้ใจ จนต้องสูญเสียการมองเห็นคุณค่าในตัวเองนี้ไป

หากในวันนี้ คุณกำลังเหนื่อยล้าท้อแท้ใจ แล้วเผลอพาลจนมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง มองไม่เห็นประตูทางออกที่เมื่อเราผลักประตูออกไป ความสดใสกำลังรอเราอยู่เบื้องหน้า หรือมองไม่เห็นดอกไม้ไฟที่มีอยู่แล้วในตัวเราเอง ซึ่งมันพร้อมรอให้เราจุดมันขึ้นมาอย่างท้าทาย ลองให้โอกาสตัวเราเองเข้าไปฟังเพลงFirework ดูที่ https://www.youtube.com/watch?v=QGJuMBdaqIw เชื่อแน่ว่า ความรู้สึกฮึกเหิมจะบังเกิดขึ้น เมื่อเราได้ฟังเพลงนี้

ผมชอบคำนี้จัง “ความรู้สึกฮึกเหิม” มันเป็นถ้อยคำที่ทำให้เรารู้สึกอยากกระโดดๆ อยากชูไม้ชูมือ อยากพุ่งทะยานไปข้างหน้า ไม่อยากฉุดรั้งตัวเองเอาไว้กับความเหนื่อยล้าท้อแท้สิ้นหวัง เอาเป็นว่า ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณค้นพบคุณค่าในตัวคุณเอง และค้นพบความรู้สึกฮึกเหิมที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวคุณเอง

อย่าลืมนะครับว่า…

คุณมีดอกไม้ไฟอยู่แล้วในตัวคุณเองและคุณเท่านั้น

คือผู้ที่จะจุดแสงไฟให้ได้เปล่งประกายสู่โลกใบนี้

 

 

ความสุขเปลี่ยนชีวิต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2558 เวลา 12:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GGir06

ความสุขเปลี่ยนชีวิต

โดย…ดรุณี สุทธิพิทักษ์ เรียบเรียง แจนยูอารี

การก้าวมายืน ณ จุดนี้ได้ ในฐานะเงาเสียงนักร้องดัง เป็นทั้งความสุขและเกินความคาดหวังเพราะตัวเองก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นเงาเสียงได้ ต้องขอบคุณจริงๆ ต้องขอบคุณจากใจ ขอบคุณพวกนักร้องดังเหล่านั้น ขอบคุณรายการทีวี “กิ๊กดู๋สงครามเพลงเงินล้าน” “ตีสิบ ดันดารา” ที่ชวนเราไปออกรายการ ทำให้เรามีวันนี้ มีคนรู้จักและมีฉายาติดตัวว่า “เป๊กกี้ ศรีธัญญา”

คนอื่นจะมองเรายังไง จะตลกโปกฮา จะบ้าบอ จะเพี้ยนสติเลอะเลือน เราน้อมรับ เรายินดีกับเสียงติชม เสียงชื่นชม เสียงวิจารณ์ เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร เป็นอะไร

ฉายา “เป๊กกี้ ศรีธัญญา” ฟังดูอาจจะแรงแต่ส่วนตัวรู้สึกชอบนะ ชอบที่มันซื่อๆ ตรงๆ ดี แล้วมันก็เป็นคำที่สะท้อนความเป็นตัวเราได้ดี คือเราเป็นคนสนุก เฮฮา เสียงดัง บ้าบอ ชอบสร้างเสียงหัวเราะให้คนรอบข้าง เพราะฉะนั้นฉายานี้เราก็เลยชอบและเริ่มจะรักละ

เสียงหัวเราะทำให้คนมีความสุข เราว่าจริงตลอดชีวิตของเรา เราเพิ่งมาเจอเสียงหัวเราะหรือความสุขก็เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก่อนเสียงหัวเราะมีน้อยมาก ไม่ใช่ไม่ชอบนะเสียงหัวเราะชอบแต่เหมือนชีวิตตอนนั้นมันไม่ค่อยมีเวลามาให้นั่งหัวเราะ ไม่มีเวลามาทำอะไรสวยๆ งามๆ ชีวิตต้องดิ้นรนทุกอย่าง ครอบครัว พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ ต่อมาคุณแม่ก็มาจากเราไป มันเศร้าแต่มันคือเรื่องจริง

พอชีวิตเคว้ง ความฟุ้งซ่านก็แล่นเข้ามา มันอยู่กับเราพักใหญ่ๆ กลายเป็นเพื่อนเราโดยไม่รู้ตัว ฟุ้งซ่านไปเรื่อย คิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ยังเก็บมาคิด ประเดประดังเข้ามาอัดอยู่ในสมองเราจนไม่เป็นอันทำมาหากิน แต่แล้ววันหนึ่งเราก็ค้นพบว่าชีวิตมันต้องก้าวต่อ อดีตก็คืออดีต ชีวิตที่เคยท้อแท้และสิ้นหวังก็ต้องสลัดมันทิ้งไป ต้องเริ่มใหม่ คำที่เราพูดกับตัวเองและให้กำลังใจตัวเองเสมอ คือชีวิตข้างหน้ายังมีอยู่ ต้องเดินต่อและต้องดีกว่าเดิม

แล้วเราก็มาค้นพบว่าความสุขของเราคืองานงาน แล้วก็งาน เราทำงานหนักมาก โดยเฉพาะร้องเพลง เราร้สู ึกว่าเสียงเพลงทำ ให้เรามีความสุข พอเราร้องออกไป เห็นคนฟังยิ้ม หัวเราะ นั่นก็เท่ากับว่าเขาก็สามารถที่จะสัมผัสความสุขจากเราได้

อย่างการมาเป็นเงาเสียงนักร้องดัง ซึ่งเราเรียกงานนี้ว่างานเอนเตอร์เทน เพราะเรารู้ว่าเราไม่ใช่คนเสียงดี แต่อาศัยใจกล้าและบ้าบอ ชอบเลียนแบบคนนั้นคนนี้ เราก็ว่าเรามีความสุขมากๆนะเวลาที่อยู่บนเวที

 

นี่แหละคืองานที่เราทำแล้วมีความสุข งานไหนที่เราเอนเตอร์เทนผู้ชมหรือผู้ฟังแล้วทุกคนชอบ มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้ม มีคำชื่นชม หรืออาจมีคำด่าปนมาด้วยก็ตาม เราก็พลอยมีความสุขตามไปด้วย เพราะเรารู้ว่าเราทำสุดฝีมือ เราทำเพราะเรามีความสุขที่จะทำ

ชีวิตคนไม่ว่าจะรวยหรือจน จะเรียนสูงหรือไม่จบอะไรเลย ทุกคนต้องหาความสุขให้เจอ ความสุขอยู่ใกล้ๆ เรา อยู่ไม่ไกลเลย บางทีเราอาจมองข้ามไปก็ได้ เพราะคิดไปไกล คิดแต่เรื่องใหญ่ๆไกลตัว คิดถึงสิ่งที่ยังไม่มีและยังไม่มา จนมองข้ามเรื่องเล็กๆ เรื่องใกล้ตัว เรื่องที่เรารู้ว่าเราทำได้ดี เรื่องที่เราถนัด

วันนี้ความสุขของเราคืออะไร เราว่าเราเจอละ คนอื่นที่ยังไม่เจอก็ยังต้องตามหาต่อไป บางครั้งอาจจะต้องใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากัน บางคนเจอไว บางคนเจอช้า แต่ไม่ว่าจะช้าหรือไวมันต้องหาให้เจอ เพราะถ้าเจอแล้วมันจะเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรมากมายก่ายกอง อย่างตัวเราพอชีวิตเจอความสุข เจอสิ่งที่ใช่ ชีวิตก็เปลี่ยนไป แล้วมันก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีและดีขึ้นๆ

 

 

ความรักของชาย ผู้หาค่ำกินเช้า (2)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2558 เวลา 12:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wKG1Zw

ความรักของชาย ผู้หาค่ำกินเช้า (2)

โดย…เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข eak@mirror.or.th ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พูดถึงความเหนื่อยล้าแล้ว เป็นธรรมดาที่งานหาค่ำกินเช้าอย่างพวกเรา จะง่วงเหงาหาวนอนในระหว่างทำงาน เวลาผมง่วงนอนหรือเหนื่อยมากๆ ผมจะทำเหมือนเข้าส้วมและนั่งหลับบนโถส้วมสักครู่หนึ่งให้พอหายอยาก เรื่องจะนอนฟุบหลับที่โต๊ะในร้านอย่าได้หวัง ยิ่งร้านของคนไทยเชื้อสายจีน ยิ่งถือเคล็ดห้ามนอนในร้านขายของ มีหวังฟุบหลับไปคงโดนตบกบาลเป็นแน่แท้

5.ช้างสดใสร่าเริง เปิดตัวเองมากขึ้น  อาจไม่ใช่เพราะเขาปรับตัวได้แล้วเพียงอย่างเดียว แต่นั่นเพราะอิทธิพลของความรักด้วย   ใช่แล้ว…ผมทำงานมานานจนพอมองออกว่า เขากำลังคบหาดูใจอยู่กับเด็กเสิร์ฟสาวสวยคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานก่อนหน้าเขาไม่นานนัก ความรักมันผลิบานเร็วปานดอกเห็ด เพราะงานมันใกล้ชิดและเห็นกันตลอดเวลา สาวเจ้าจะทำอะไรแขกเยอะต้องรีบชงเหล้า ต้องยกอาหาร ยกจานหนัก ช้างจะรีบทิ้งล็อกตัวเองเข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจนถูกพวกเราแซวไม่ขาดปาก  แหม่…ความรักมันช่างมีพลังเสียจริงๆ

เรื่องราวความรักในร้านอาหารไม่ได้มีแต่ช้างหรอก  บางทีมันเป็นค่ำคืนของคนเหงา คนที่มองตากันแล้วถูกใจหรือเข้าใจกันชั่วขณะ ซึ่งบางทีเป็นความรักรีบด่วนชั่วข้ามคืน ตื่นมาแล้วแยกทางก็มีให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ  แม้กระทั่งความรักที่เรี่ยราดหนีบ้านมาเที่ยวก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอด เมียมาตามผัว อาละวาดอยู่หน้าร้าน มีบางครั้งเกิดการตบตีแย่งชิงผู้ชายขี้เมาคนหนึ่งระหว่างเมียหลวงกับนักร้อง เป็นสิ่งที่ผมเคยตื่นเต้นตกใจจนกลายเป็นคุ้นชินตาในที่สุดเพราะเห็นบ่อย  ซึ่งท้ายสุดจบลงด้วยความพ่ายแพ้และน้ำตาของนักร้องในร้านอาหารกลางคืน  มุมมืดในร้านที่ช้างเคยนั่งเหงา จะมีนักร้องสาวผู้พ่ายรักไม่แท้ไปนั่งร้องไห้อยู่เสมอ (บางทีผมยังแอบสงสาร แต่ก็คอยเตือนตัวเองเสมอว่าเรายังเด็กและความสงสารมันเป็นบ่อเกิดความรัก 555)

6.เสียดายในช่วงเวลานั้นเพลงรักแท้ในคืนหลอกลวง ของวิด ไฮเปอร์ยังไม่ดัง ไม่งั้นมันจะเข้ากับโศกนาฏกรรมความรักของช้างเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางแสง สี เสียงในร้านอาหารยามค่ำคืน ช้างกลับไปนั่งซึมเศร้าที่มุมเดิมของเขาในร้านอีกครั้ง  ในฐานะเด็กเสิร์ฟด้วยกันผมเข้าใจเขาดี ว่าเราแทบต่ำต้อยที่สุดในร้าน การบังอาจไปรักใครคือการทุ่มเทจิตใจทั้งหมด เรียกว่าทุ่มทั้งชีวิตให้เลยก็ว่าได้  แต่น่าเสียดายในขณะที่คนรักของเขา ซึ่งอาจคิดในทำนองเดียวกับพวกเรา ว่าสักวันหนึ่งต้องหลุดพ้นจากคำว่าเด็กเสิร์ฟ จะได้มีวาสนานั่งกินอาหารดีๆ มีคนมาคอยเสิร์ฟ คอยเอาใจบริการบ้าง  เธอจึงเลือกที่จะเลิกอาชีพเสิร์ฟอาหารมุ่งหน้าสู่ชีวิตที่น่าจะดีขึ้น  ไม่รู้ว่าเธอเตรียมการตอนไหน รู้ตัวอีกทีตอนเธอหายจากร้านไป ไม่ลา ไม่บอกใคร และไม่กลับมาทำงานอีกเลย…

การหายหน้าออกจากงานในร้านหรือการสลับสับเปลี่ยนคน เป็นวิถีอย่างหนึ่งของงานกลางคืน บางคนมาทำงานได้วันเดียวก็หายไปเลย อาจเพราะมาลองงานแล้วไม่ชอบ หรือไม่เป็นไปตามที่คิดไว้  บางครั้งก็เห็นการพัฒนาจากเด็กเสิร์ฟกลายมาเป็นนักร้องในร้าน แต่การจะเปลี่ยนตำแหน่งแบบนี้ได้ หน้าตาต้องดีเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว  แต่พัฒนาการที่ผมเห็นมากที่สุด คือคนมาตั้งต้นงานแรกจากเด็กเสิร์ฟอาหาร ไม่นานนักก็พอจะหาลู่ทางไปทำอย่างอื่น โดยเฉพาะผู้หญิงที่หน้าตาดีก็จะเริ่มหัดเรียนนวดและไปทำงานนวดแผนโบราณในที่สุด สาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องจากแขกจำนวนหนึ่งที่มาใช้บริการร้านอาหาร ซื้อเวลาหมอนวดพาออกมากินข้าวที่ร้าน การได้มองเห็นคนแต่งตัวสวยๆ บนโต๊ะอาหารที่เราต้องบริการ แถมเป็นคนบ้านเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง ก็เกิดการชักชวนและแนะนำ ผมจึงเห็นเพื่อนเด็กเสิร์ฟหลายคนผันตัวเองเข้าสู่การทำงานกลางคืนเต็มรูปแบบอย่างไม่มีวันกลับมาเป็นเด็กเสิร์ฟได้อีกเลย

7.ช้างนั่งเหงาอยู่ที่มุมเดิมของเขาอย่างนั้นนานพอสมควร  พิษรักมันคงบาดลึกและอาจมีเพียงตัวเขาเองที่จะเยียวยารักษาตัวเองให้หายขาดได้และดูเหมือนเขาเริ่มจะดีขึ้น แต่แล้ววันหนึ่งคนรักของช้างกลับมาที่ร้านในฐานะของแขกที่มากินอาหารในร้าน เธอมาพร้อมกับชายวัยกลางคนแขกประจำของร้านที่พวกเราคุ้นหน้า เขาและเธอคงได้เจอกันเป็นประจำ จนความรักมันผลิบานซ้อนตอนไหนก็ไม่ทราบได้  พวกเรายกมือไหว้เธอในฐานะแขกของร้าน สถานะคนเรามันเลื่อนไวเหลือเกินจากเพื่อนกลายเป็นคนที่เราต้องยกมือไหว้  ดูเหมือนเธอก็พอใจในที่สิ่งที่เธอได้รับการปฏิบัติเช่นกัน (พวกเราก็หวังว่าจะมีโอกาสได้รับการปฏิบัติแบบนี้เหมือนกัน-เธอถึงฝั่งฝันก่อนพวกเราแล้ว)

ที่มุมเดิม – ช้างชายตามองเธอเป็นระยะๆ พวกเรากังวลว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นหากช้างจะไปทวงขอความรักของเขาคืน  แต่ดูเหมือนว่าตัวช้างเองจะยอมรับสภาพและเข้าใจว่าเธอย่อมเลือกสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งแน่นอนชายคนนั้นดีกว่าช้าง อย่างน้อยที่สุดเธออยู่กับเขาคงสบายกว่าอยู่กับช้าง

อยู่ๆ ช้างที่นั่งในมุมเงียบๆ ก็ตะโกนสั่งผมว่า “เบียงสิงห์ขวด”

ผมรีบเดินไปเปิดบิลเอาเบียร์มารินใส่แก้วให้ช้าง

ตอนนั้นช้างเลื่อนฐานะจากเด็กเสิร์ฟ เขาผันตัวเองชั่ววินาทีเป็นแขกของร้านที่ผมต้องบริการ แม้ว่าเขาจะยังอยู่ในยูนิฟอร์มของเด็กเสิร์ฟก็ตาม…

ผมได้แต่ลุ้นว่า คืนนี้ช้างจะให้ทิปผมเท่าไหร่!!!!

 

 

เรือเอียงดิ่งกลางมหาสมุทร นาทีเฉียดตายของ สมรัชนะ มูลสาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2558 เวลา 11:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GGeWqC

เรือเอียงดิ่งกลางมหาสมุทร นาทีเฉียดตายของ สมรัชนะ มูลสาย

โดย…กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน/สมรัชนะ มูลสาย

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีบนเรือสำราญที่เดินทางมาแล้วรอบโลกมากกว่า 90 ประเทศของผู้ทำหน้าที่ให้บริการบนเรือสำราญชาวไทย ชื่อ โอม-สมรัชนะ มูลสาย แม้เขาจะแทนตัวเองว่าเขาเป็น “บ๋อย” แต่นี่ไม่ใช่บ๋อยธรรมดา เพราะเขานี่แหละเป็น “มือเสิร์ฟเงินล้าน” สมญานามที่ใครๆ ต่างบอกว่าเหมาะสมกับเขาที่สุด

การล่องเรือไปปักหมุดในสถานที่อันซีนในโลกหลายแห่ง นอกจากจะทำให้เขามีเรื่องเล่าผ่านการเขียนบันทึกและจดหมายที่ส่งมายังเมืองไทยแล้ว ประสบการณ์ที่ท้าทายทั้งในระหว่างทาง หรือเมื่อถึงปลายทางแต่ละแห่งของเขาก็มีท่วงทำนองที่น่าฟัง อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นนักสื่อสารที่ดีคนหนึ่ง

 

เส้นทางมือเสิร์ฟเงินล้าน

โอม เล่าว่า เส้นทางการก้าวเข้าสู่อาชีพ “บ๋อย” บนเรือสำราญของเขาเริ่มต้นขึ้นหลังจากเขาคว้าปริญญาตรีจากรั้วพ่อขุนแล้ว แม้จะจบมาไม่เกี่ยวกับงานบริการ แต่เขานำประสบการณ์จากการทำงานในโรงแรมระหว่างที่เรียนมหาวิทยาลัยมาเป็นใบเบิกทางสู่เส้นทางอาชีพพนักงานเสิร์ฟบนเรือสำราญ ทั้งภาษาอังกฤษและทักษะงานบริการถูกนำมาใช้ จนในที่สุดเขาผ่านการคัดเลือกและเดินทางไปกับเรือสำราญ

“ผมมีความฝันว่าอยากเดินทางท่องเที่ยว พยายามฝึกฝนภาษาอังกฤษตั้งแต่ตอนเรียน ม.ปลาย พอเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ไปสมัครทำงานในโรงแรมในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ตอนนั้นได้เงินเดือน 3,000 กว่าบาท ทำงานด้วยความอดทน ทำให้เรามีแรงผลักดันให้ตัวเอง แล้วยังมีแรงผลักดันคือพ่อแม่ เรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหงภายในเวลา 3 ปี

 

พอดีช่วงนั้นมีข่าวการประกาศรับพนักงานบนเรือสำราญ และรับเฉพาะคนที่มีประสบการณ์ด้านโรงแรมเท่านั้น ก็เลยไปสมัคร ต้องสอบภาษาอังกฤษ ทดสอบทักษะด้านวิชาชีพ ถ้าคนไม่เคยทำงานจะไม่รู้ ซึ่งแต่ละตำแหน่งจะมีคำถามการสอบแตกต่างกัน พอสัมภาษณ์เสร็จก็ต้องทดสอบ และตรวจร่างกายเพื่อพร้อมในการทำงาน สรุปว่าสอบผ่านทุกด่าน จึงตัดสินใจว่าจะออกท่องโลกกว้าง จากวันนั้นจนวันนี้ก็ทำงานบนเรือสำราญมากว่า 15 ปีแล้ว”

สมรัชนะ เล่าว่า ยังจำครั้งที่ลงเรือครั้งแรกได้ติดตา “เดินเข้าไปในเรือครั้งแรกแทบไม่เชื่อว่าเรือมันใหญ่มาก เรือลำนั้นออกจากเมืองแวนคูเวอร์ซึ่งเป็นปากทางที่จะไปสู่อลาสกา มันใหญ่จนเรารู้สึกว่าเราเป็นมดหนึ่งตัว สัญญาของเรา 1 ปีจะทำงาน 9 เดือน แต่เมื่อก่อนการสื่อสารจะไม่เหมือนสมัยนี้คือยังไม่มีอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัย พอขึ้นฝั่งทีก็ต้องต่อแถวเพื่อรอโทรศัพท์กลับบ้าน

 

เรารู้สึกว่า คำว่าคนละโลกนี่มันมีอยู่จริงๆ ในตอนนั้น เคยคิดว่าจะไม่กลับไปอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปแล้วไปอีก สิ่งที่สนุกสำหรับการเป็นลูกเรือในเรือสำราญ คือ วันนี้อยู่ที่ประเทศนี้ วันพรุ่งนี้ก็อยู่อีกประเทศหนึ่ง เหมือนว่าวันนี้อยู่อิตาลี พรุ่งนี้อาจจะไปอยู่ฝรั่งเศส มะรืนก็อยู่สเปน เป็นรีสอร์ทเคลื่อนที่”

เฉียดตายแค่เสี้ยวลมหายใจ

หลายคนอาจสงสัยว่าใช้ชีวิตเกือบทั้งปีอยู่บนเรือแบบนี้ ไม่กลัวเรื่องอุบัติเหตุหรือ โอม บอกว่าเคยผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาแล้วถึง 2 ครั้ง เหตุการณ์แรกเป็นอุบัติเหตุในปี 2548 เป็นเรือสำราญที่ออกจากรัฐเท็กซัสมุ่งหน้าสู่ทะเลแคริบเบียน ที่มีผู้โดยสาร 3,600 คน ลูกเรือ 1,200 คน เป็นเหตุการณ์เรือโคลง

 

“เหตุการณ์เกิดเวลาหนึ่งทุ่ม ผมกำลังทำงานในห้องอาหาร พอเรือเริ่มโคลงเคลงไปมา แขกวิ่งกันหน้าตาตื่น แตกกระเจิง เราอยู่ในห้องอาหารเราจะเห็นภาพของการวิ่งหนีตายชัดเจนที่สุด เหตุการณ์ตอนนั้นอยู่กลางทะเล แต่ก็แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพราะเหตุเกิดจากห้องควบคุม เรารอดมาได้เพราะสติของกัปตัน

ผมผ่านการเฉียดตายมาหลายครั้ง ผ่านมาทุกรูปแบบ แต่ที่ไม่เคยลืมเลยคือเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน เป็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวดังทั่วโลก คือเรือสำราญที่ออกจากฟลอริดา มุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก ที่เอียงดิ่งเกือบจมเพราะความผิดพลาดของมนุษย์ ซึ่งสำนักข่าว CNN ออกข่าวไปทั่วโลก เพราะเรือสำราญชื่อ Crown Princess ลำนี้เป็นเรือใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึง 2 เดือนในขณะนั้น”

 

มือเสิร์ฟเงินล้าน บอกถึงลางบอกเหตุก่อนเรือเอียงหนึ่งคืนก่อนเกิดเหตุว่า เขาฝันเห็นภาพตัวเองและลูกเรือคนอื่นๆ ลากกระเป๋าเดินทางออกจากเรือ แต่เหตุการณ์จริงคลาดเคลื่อนจากความฝันเล็กน้อยคือ ในฝันลูกเรือลากกระเป๋า แต่ความเป็นจริงคือต้องนำผู้โดยสารออกจากเรือทั้งหมดแทน

“จำได้ดีว่าวันนั้นเป็นตอนบ่ายของวันที่ 18 ก.ค. 2549 เรือไปจอดที่แหลมคานาวารอล (Canaveral) ที่รัฐฟลอริดา เพื่อพาผู้โดยสารไปเยี่ยมชมฐานปล่อยยานอวกาศขององค์การนาซ่า ตอนนั้นเป็นเวลาพักของผม ก็เลยออกมาโทรศัพท์ทางไกลหาแม่ใกล้ๆ ท่าเรือ แต่ยังคุยกันไม่ได้ใจความดีเท่าไหร่ ยังไม่ทันได้ร่ำลาอะไรกัน สายก็โดนตัดไป ซึ่งการจะต่อสายใหม่ก็ลำบาก จึงตัดสินใจวางสาย และเดินเข้าเรือไปเพื่อนอนพักผ่อนก่อนจะเริ่มทำงานอีกครั้งตอนห้าโมงเย็น

 

เรือออกจากท่าตอนประมาณบ่ายโมงครึ่ง ตอนนั้นผมก็หลับไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็สะดุ้งตื่นเพราะคิดว่านาฬิกาปลุกไม่ทำงาน แต่ผลปรากฏว่าเราตื่นก่อนนาฬิกา ขณะที่ตื่นเป็นเวลาบ่าย 3 โมง เปิดม่านดูจากห้องนอนเห็นว่ายังไม่ค่ำ ก็พยายามจะนอนเอาแรงต่อ ช่วงที่กำลังพยายามหลับก็รู้สึกว่าเรือมันเอียง ตอนนั้นพยายามคิดว่าเราฝันไป แต่เรือมันค่อยๆ เอียง เอียงไปทางขวาเรื่อยๆ ผมก็สะดุ้งตื่น ลุกจากเตียงตอนนั้นคิดว่าไม่ได้ฝันแล้ว เรื่องจริงแน่นอน” สมรัชนะ ฉายภาพในอดีตด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขาเล่าแบบไม่ตกหล่น เหมือนเหตุการณ์ที่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ว่ากันว่า คนหนีไฟไหม้สามารถยกตุ่มที่น้ำเต็มได้ในพริบตาฉันใด การหนีเอาตัวรอดในนาทีที่เรือดิ่งของลูกเรือสำราญก็เป็นฉันนั้น มือเสิร์ฟเงินล้าน เล่าย้อนต่อ “นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นจะหวาดเสียวก็หวาดเสียว กลัวตายก็เรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังมีเรื่องให้ต้องตลกตัวเอง ปกติผมเป็นคนที่เวลานอนจะต้องถอดเสื้อผ้าให้หมด พูดง่ายๆ คือนอนเปลือย เพราะต้องการอิสระ ตอนนั้นเกือบจะวิ่งออกมาทั้งๆ ที่ไม่ได้ใส่อะไรเลยนั่นแหละ ลืมไปเลยว่าโป๊อยู่ ความรู้สึกตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะได้กลับเมืองไทยไหม เราจะตายไหม แต่พอรู้สึกตัวก็รีบหาเสื้อผ้าใส่ แล้ววิ่งออกมาออกมาข้างนอก

 

พอออกมาจากห้องนอนได้เราก็รีบวิ่งไปด้านหน้าของเรือซึ่งมีสระน้ำ เวลานั้นเรือมันดิ่งเร็วมาก เรือเอียงดิ่งไปทางขวา ลองนึกภาพดูนะว่าบนดาดฟ้าเรือมีสระว่ายน้ำ เก้าอี้อาบแดดเรียงราย เวลาบ่ายแขกจะมาอาบแดด ว่ายน้ำ พักผ่อน มีผู้โดยสารอยู่มากมาย พอเรือเอียงเท่านั้นแหละ เหมือนทุกอย่างถูกเทและผลักออกจากตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่ น้ำในสระซัดเหมือนคลื่นย่อมๆ คนที่ตั้งตัวไม่ติดก็จะถูกเรือเทกองมาไว้อีกฟากหนึ่ง ทุกอย่างลอยกลับไปกลับมา โต๊ะเก้าอี้ลอยไปฟาดผู้โดยสาร ตอนนั้นคิดเลยว่าเราจะมาจบชีวิตกลางมหาสมุทรเหรอ จะไม่ได้กลับเมืองไทยเหรอ ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าเราจะตายแล้วเหรอ? อีกนิดเดียวก็จะคว่ำจมแล้ว”

สมรัชนะ บอกว่า การวิ่งของเรือบนน้ำไม่เหมือนกับรถที่วิ่งบนนถนน ถ้าน้ำสามารถประคองเรือไม่ให้จมได้ น้ำก็สามารถปัดเรือให้จมภายในเสี้ยววินาทีได้เช่นกัน ดังนั้น องศาการเอียงของเรือขณะนั้นเรียกได้ว่าอีกไม่กี่องศา เรือก็พร้อมคว่ำได้ตลอดเวลา แต่ขณะที่เหตุการณ์ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งรอเวลาบอกลาโลกใบนี้ เสียงกัปตันก็ดังขึ้น

 

“กัปตันขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เขาบอกว่าสามารถแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวได้แล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆ สงบ เป็นความโชคดีที่พบว่าไม่มีใครได้รับอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บเยอะมาก หนักบ้าง เบาบ้าง ความรู้สึกผมตอนนั้นคือ เหตุการณ์มันน้องๆ ไททานิคเลย โชคดีที่เราได้รับบาดเจ็บไม่มาก”

เหตุการณ์ครั้งนั้นสำนักข่าว CNN นำเสนอข่าวและสกู๊ปอุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเวลา 7 วัน มีภาพข่าวและปากคำจากผู้โดยสารในเรือลำดังกล่าวในมุมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารในเรือสำราญของสหรัฐด้วย

 

ไม่สูญเสีย แต่ก็เสียศูนย์

หลังแก้ไขเหตุการณ์ให้กลับมาอยู่ในความสงบได้แล้ว ก็พบว่าสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์เรือดิ่งในครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ซึ่งไม่มีใครออกมาระบุว่าเป็นฝีมือของพนักงานคนใด เพราะขณะนั้นตัวกัปตันไม่ได้อยู่ในห้องควบคุม

“เรารู้แต่ว่าไม่ใช่กัปตันแน่ๆ เพราะขณะที่ผมวิ่งออกมาจากห้องนอน กัปตันก็วิ่งออกมาจากห้องนอนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจว่าใครผิด เพราะหน้าที่ของเราที่ถูกฝึกมาก็คือ พนักงานทุกคนมีหน้าที่จะต้องดูแลผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผมอยู่ในส่วนที่ต้องช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้โดยสาร ซึ่งจะเห็นสภาพคนเจ็บป่วย เสียงร้องโอดโอยจากความเจ็บปวด หลายคนเลือดไหล ความรู้สึกเราเหมือนเห็นซีนในหนัง ภาพมันเคลื่อนที่ช้าเราเห็นแต่ละคนเลือดไหลเต็มเลย จิตตัวเองก็ตกอยู่แล้ว แต่ก็จำเป็นต้องเรียกสติตัวเองกลับมา ทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด”

 

เหตุการณ์ต่อมาหลังทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติคือ เรือ Crown Princess ต้องแล่นกลับมาจอดที่ท่าเรือเดิมในฟลอริด้า ต้องพาผู้โดยสารออกจากเรือให้หมด ส่งไปโรงพยาบาลและส่งทุกคนกลับบ้าน หลังจากนั้นกรมท่าเรือของสหรัฐเข้ามาทำการตรวจสอบสภาพเรือว่าจะอนุญาตให้วิ่งต่อได้หรือไม่ บริษัทเรือสำราญต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง

“บริษัทถามความสมัครใจของลูกเรือว่า คนไหนจิตตกไม่สามารถทำงานได้บ้าง คนไหนอยากกลับบ้านเขาก็จะส่งกลับ ผมตัดสินใจทำงานต่อ แต่ก็ต้องสารภาพตามตรงว่าช่วงนั้นจิตตกมาก เพราะว่าเรือเวลาวิ่งในน้ำจะไม่ได้นิ่งตลอดก็ต้องมีโคลงเคลงบ้าง ซึ่งเวลาเรือโคลงทุกครั้งใจเราจะหล่นตุ๊บมาอยู่ตาตุ่ม ตุ๊มๆ ต่อมๆ คิดเลยว่านี่อาจจะเป็นการเดินเรือครั้งสุดท้ายของเรา พอเราเจออะไรหนักๆ มาปุ๊บใจเราก็จะหลอน ภาพมันก็จะวนเวียนกลับมาให้เรารู้สึกหดหู่อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว กว่าสภาพจิตใจจะกลับมาเป็นปกติ

 

จริงๆ ตอนนั้นเราจะกลับบ้านก็ได้ เพราะหัวหน้าก็ถามความสมัครใจของพนักงานว่า ใครสมัครใจจะทำงานต่อ แต่เพราะคิดว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งถ้าจะตายก็ต้องตาย ถ้าเรากลับมาเมืองไทยเดินๆ อยู่บนถนนอาจจะมีเหตุการณ์ให้เราต้องตายก็เป็นไปได้เหมือนกัน จึงตัดสินใจทำงานต่อ”

เมื่อใกล้ความตาย จะไม่กลัวความตาย

เมื่อถามว่า สิ่งที่เยียวยาสภาพจิตใจที่เสียศูนย์ไปตอนนั้นคืออะไร สมรัชนะ บอกว่า ศาสนาคือสิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจเขาสงบ บวกกับคำสอนของพ่อแม่ที่ติดตัวมา ทำให้เขามีเรี่ยวแรงที่จะทำงานต่อไป “ร่างกายกับจิตใจต้องสัมพันธ์กัน เราคิดว่าจะกลัวอะไรมากมายในเมื่อร่างกายเรายังพร้อม ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายถ้าเทียบกับคนอื่นๆ จิตใจต้องใช้เวลานาน ถามว่าใช้เวลาเยียวยาสภาพจิตใจตัวเองนานไหม? ก็ยอมรับว่านานเหมือนกัน 2 เดือนเลยนะ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อใกล้ความตายมาแล้วก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีก ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อจนจบสัญญาปีนั้น”

 

สมรัชนะ กล่าวสรุปว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งที่ใหญ่ในชีวิตครั้งหนึ่งตั้งแต่ทำงานกลางมหาสมุทรมาหลายปี แต่กระนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาไม่ได้ผ่านมันมาคนเดียวเพราะมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเป็นร้อยเป็นพันคน การโชคดีมีชีวิตรอดกลับมาเล่าเรื่องให้คนบนฝั่งฟังได้ ถือว่าเป็นกำไรครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตแล้ว

“ผมถือว่าเราได้ใช้ต้นทุนของเราไปหมดแล้วตั้งแต่รอดชีวิตกลับมาได้ ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่ตอนนี้ถือเป็นกำไรที่เรามีลมหายใจ เพื่อให้กลับมาสร้างบุญสร้างกุศลต่อไป การเฉียดตายหลายๆ ครั้งทำให้เรามองเห็นความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ ว่าเราจะต้องใช้ทุกลมหายใจให้มีคุณค่าต่อตัวเอง และคนอื่น และสุดท้ายแล้วการที่เรามาก้มกราบแผ่นดินแม่อีกครั้งคือที่สุด ถ้าไม่มีจุดเปลี่ยนก็จะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเมืองไทยของเรานี่แหละดีที่สุด” สมรัชนะ กล่าวเสียงเครือในตอนท้าย

 

 

สตีเว่น คิม อาหารเหมาะกับการแบ่งปัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2558 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1x77WDl

สตีเว่น คิม อาหารเหมาะกับการแบ่งปัน

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

เป็นเชฟหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการและมีประสบการณ์ด้านอาหารค่อนข้างมาก สำหรับเชฟ “สตีเว่น คิม” Executive Sous Chef แห่งโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ที่เพิ่งร่วมงานกับทางโรงแรมเมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

เขาจบการศึกษาเกี่ยวกับด้านอาหารโดยตรงจากสถาบัน Dubrulle International Culinary & Hotel Institute of Canada ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงของประเทศแคนาดา และเป็นสถาบันที่เชฟชื่อดังระดับโลกหลายคนเคยจบมา สำหรับเขามีโอกาสได้เรียนเพราะครอบครัวย้ายจากเกาหลีไปอยู่แคนาดาตั้งแต่เขาอายุ 11 ขวบ ทว่าแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เขาสนใจด้านอาหาร คือการได้เห็นคนอื่นที่มาโบสถ์ในวันหยุดนำอาหารมาแชร์กัน ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดความประทับใจ

 

“ผมเกิดที่เกาหลี แต่พอ 11 ขวบ ครอบครัวก็ย้ายไปอยู่แคนาดา เดิมทีไม่ได้สนใจเรื่องอาหาร ด้วยความที่นับถือคริสต์ ทุกวันอาทิตย์ต้องไปโบสถ์ ผมได้เห็นแต่ละคนที่มานำอาหารมาแชร์กัน เป็นสังคมเล็กๆ ที่เห็นแล้วประทับใจ จากจุดนี้ทำให้ผมสนใจทางด้านอาหาร และได้ไปเรียนที่ Dubrulle International Culinary & Hotel Institute of Canada”

หลังจากเรียนจบได้เริ่มงานที่โรงแรมดับเบิ้ลยู โซล วอล์คเกอร์ฮิลล์ ประเทศเกาหลีใต้ ในตำแหน่งผู้ช่วยเชฟเป็นที่แรก ทว่าด้วยความกระตือรือร้นที่ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้านอาหารที่หวังไว้ คือ ตำแหน่ง Executive Chef จึงได้ย้ายไปหาประสบการณ์เพิ่มเติมที่โรงแรม Sheraton Grade Tianjin ประเทศจีน ในตำแหน่ง Junior Sous Chef Management Trainee

“หลังจากที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในระดับหนึ่ง ได้ย้ายไปอยู่ดูไบในตำแหน่ง Demi Chef de Partie และได้รับการโปรโมทให้เป็น Chef de Partie ต่อมาในเวลาไม่นาน หลังจากนั้นก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่โรงแรม The Wynn Resort ที่มาเก๊า ในตำแหน่งเดิม 2 ปี และเดินทางกลับมาอยู่ที่เกาหลีใต้อีกครั้ง”

 

การกลับมาเกาหลีใต้ครั้งนี้ เขาได้ร่วมงานกับโรงแรม Banyan Tree Club and Spa Seoul เขาก้าวขึ้นรับตำแหน่ง Outlet in-charge Chef กับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดและสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการสั่งซื้อของ การฝึกอบรมให้กับพนักงาน รวมไปถึงการคิดโปรโมชั่นสำหรับห้องอาหารต่างๆ

ประสบการณ์เชฟของเขามากขึ้นเรื่อยๆ กระนั้นคิมก็ไม่หยุดที่จะเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ให้กับตัวเอง เพราะต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงาน ประกอบกับตั้งใจไว้ว่าวันหนึ่งในอนาคตจะต้องมีร้านอาหารของตัวเอง จึงพยายามหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้มากที่สุด ดังนั้น จึงย้ายมาที่ประเทศไทยและร่วมงานกับโรงแรม Banyan Tree ใน จ.ภูเก็ต ในตำแหน่ง Executive Sous Chef

“ผมทำที่บันยันทรี ภูเก็ต 3 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ เมื่อ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา เลือกที่นี่เพราะเคยร่วมงานที่ดับเบิ้ลยู โซลมาแล้ว ทำให้รู้เกี่ยวกับดับเบิ้ลยูเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความล้ำสมัยและแตกต่างจากที่อื่นๆ ยิ่งได้มาอยู่ในห้องอาหาร เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ที่คอนเซ็ปต์อยู่ที่การแชริ่งยิ่งประทับใจ คืออาหารแต่ละจานของที่นี่เยอะนะ กินคนเดียวก็หมด แต่ถ้ามาสองคนก็ได้แชริ่งกันอย่างมีความสุข ผมว่าอาหารเหมาะกับการแชร์ครับ”

นอกจากจะมีใจรักในการทำอาหารแล้ว เชฟสตีเว่นยังชอบการทำงานเป็นทีม ซึ่งเขาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ และพยายามอยู่เสมอที่จะช่วยผลักดันทีมให้สามารถบรรลุผลและประสบความสำเร็จได้ในด้านต่างๆ เช่นกัน ส่วนเมนูที่เชฟคิมอยากนำเสนอและอยากให้ทุกคนได้ลิ้มลองวันนี้คือ “พาสต้าเฟตตูชินี่กุ้งล็อบสเตอร์กับเฟนเนลและไข่ปลาแซลมอนในซอสครีมเพอนอด” หนึ่งในซิกเนเจอร์เมนูของเดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ที่พลิกโฉมเมนูอาหารใหม่สไตล์โมเดิร์นบิสโทร

เชฟคิม บอกว่า เมนูนี้เขาเลือกกุ้งล็อบสเตอร์ที่ขึ้นชื่อที่สุดในโลกจากรัฐเมน (Maine) สหรัฐ ซึ่งเนื้อจะหวาน มาปรุงแต่งกับครีมซอสที่มีความเบาเฉพาะตัว เพิ่มกลิ่นด้วยเหล้า Pernod ซึ่งเข้ากันได้ดีกับเฟนเนลซอยละเอียด ตัดรสด้วยความเค็มปะแล่มจากไข่ปลาแซลมอนที่อิมพอร์ตจากญี่ปุ่น เพิ่มความกลมกล่อมให้กับพาสต้าจานนี้จนใครชิมก็ต้องร้องว้าว

เชิญไปลิ้มลองความอร่อยได้ทุกวันที่ เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ชั้น 2 โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันสำหรับมื้อเช้า เที่ยง และเย็น ตั้งแต่เวลา 06.30–22.30 น. สอบถามเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02-344-4000

 

เฟตตูชินี่กับล็อบสเตอร์

ส่วนผสม

– เส้นเฟตตูชินี่ 200 กรัม

– เฟนเนล 50 กรัม

– ผักชีลาว 10 กรัม

– เนย 10 กรัม

– ล็อบสเตอร์ 1 ตัว

– ไข่ปลาแซลมอน (สำหรับตกแต่ง) ส่วนผสมซอส

– วิปปิ้งครีม 120 มิลลิลิตร

– ไวน์ขาว 30 มิลลิลิตร

– น้ำสต๊อก 30 มิลลิลิตร

– เพอนอด (Pernod) 10 มิลลิลิตร

– น้ำมะนาว 5 มิลลิลิตร

– เกลือ พริกไทยปรุงรส

วิธีทำ

1.นำเฟนเนลไปลวกในน้ำสต๊อกจนนิ่มดี นำมาหั่นเป็นลูกเต๋า พักไว้

2.ลวกเส้นเฟตตูชินี่ในน้ำร้อนที่ใส่เกลือและน้ำมันมะกอก เป็นเวลา 5 นาที แล้วพักไว้

3.ย่างกุ้งล็อบสเตอร์จนสุก แล้วพักไว้

4.เริ่มทำซอสโดยการผัดเฟนเนลในกระทะแล้วเติมไวน์ขาว เฟรมจนกระทั่งแอลกอฮอล์หมดแล้วจึงเติมน้ำสต๊อก เคี่ยวอีกสักพักจึงเติมครีมนำเส้นเฟตตูชินี่ใส่ในกระทะผัดให้เข้ากัน เติมเนยแล้วจึงเติมเหล้าเพอนอด ผักชีลาว ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย น้ำมะนาว5.จัดใส่จาน ตกแต่งด้วยกุ้งล็อบสเตอร์ย่างไข่ปลาแซลมอน และผักชีลาว

 

 

คฑา ชินบัญชร ‘ความรักของผมไม่มองทั้งชายและหญิง’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2558 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1H0xEtd

คฑา ชินบัญชร ‘ความรักของผมไม่มองทั้งชายและหญิง’

โดย…ปอย

ยืนยันความสำเร็จในอาชีพหมอดู คฑา ชินบัญชร เพิ่งจัดทอล์กโชว์รูปแบบดราม่าขึ้นเป็นครั้งแรก “โฮโรไลฟ์” ทอล์กโชว์ตีแผ่ละครสะท้อนดวง นำละครมาผสมผสานกับการพยากรณ์ได้อย่างสนุกลงตัว เรียกว่าทุกราศี นักษัตร มาฟังก็ได้รับแผนที่ชีวิตและข้อคิดคมๆ ติดตัวกลับไป เป็นการอัพเดทผลงานของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

แม้วงการนักพยากรณ์ไพ่ยิปซีจะมีคลื่นลูกใหม่ๆ เข้ามาเสมอ หากแต่ใน พ.ศ.นี้ คฑาก็ยังครองแท่นตำแหน่งเบอร์ต้นๆ ของวงการหมอดูไพ่ยิปซีชื่อดังระดับประเทศไว้ได้อย่างแรงดีไม่มีตก

เขมชาติ ปริญญานุสรณ์ เป็นชื่อ-นามสกุลจริง ส่วนชื่อเล่นคือ เอ นอกจากเป็นนักพยากรณ์ไพ่ยิปซีแล้ว อีกงานที่คฑาภาคภูมิใจมาก คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ครีเอททริปใหม่ๆ ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปไหว้พระกับหมอดูคนดัง

สนุกกับงานและการค้นพบ : “ปีนี้ผมแนะนำคนเกิดในปีนักษัตร จอ ขาล มะเมีย ไปไหว้ศาลเจ้ากวนอูเก่า เดินเข้าไปได้เลยนะครับ หลังวัดอนงคารามวรวิหาร (คลองสาน) ทะลุด้านหลังอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ศาลอยู่ริมน้ำ ศาลนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ศาลเจ้าเยาวราชก็ต้องไปเดินธูปมาที่นี่ แล้วมีคำบูชา ‘แบ้ก่าว เส่งกง’ เป็นคำกลอนบูชาเทพเจ้าม้า แปลว่าเมื่อม้ามาถึง ทุกสิ่งสำเร็จ

ผมเป็นลูกหลานคนจีน ผมขอบคุณพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่คอยบอกเล่าลูกหลานว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ศาลเจ้าที่นั่นที่นี่ ผมก็ต้องไปดูไปค้นหาตามที่ท่านบอก ไปดูว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างไรบ้าง แล้วก็เป็นการค้นพบใหม่ๆ คลังสมองที่ติดเนื้อติดตัวมาจากครอบครัว”

คฑาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเป็นเด็กกรุงเทพฯ เป็นลูกคนจีนเกิดที่ประตูน้ำ อยู่ในครอบครัวอบอุ่น ไม่ได้ร่ำรวย เริ่มต้นเรียนที่อนุบาลรัศมีแถวอนุสาวรีย์ แล้วไปต่อ ม.1-ม.6 ที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิก เป็นเด็กที่จัดอยู่ในกลุ่ม “เกรียน” เคยสร้างวีรกรรมทำรูปปั้นนักบุญดอมินิกจากประเทศอิตาลีแตกกระจาย แต่ไม่เกเรไปไกลกว่านี้ ต้องขอบคุณครอบครัว วันเสาร์-อาทิตย์ คุณลุง คุณยาย คุณพ่อคุณแม่จะสลับกันพาไปศึกษาภัณฑ์ ทำให้เป็นนักอ่านตัวยง แล้วก็พาไปวัด ซึมซับเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระเป็นกิจวัตรตั้งแต่วัยเด็ก

 

เกิดจากหมอฮวงจุ้ย-โหงวเฮ้ง : “ไพ่ยิปซีเพิ่งมาทีหลังนะครับ ผมเกิดมาจากซินแสฮวงจุ้ย ภัตตาคารมังกรหลวงนี่ก็เป็นการดูฮวงจุ้ยของผมเอง ช่วงเรียนจบปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ เอกคหกรรม สาเหตุที่เรียนคณะนี้ เพราะว่าชอบอ่านการ์ตูนเรื่องโต๊ะโตะจัง ชอบแบบที่ไม่ได้เรื่องเท่าไร เรียนไปเล่นไปก็เลยถูกจริตกับคณะนี้ เรียนจบมาก็เป็นช่วงที่ค้นหาตัวเอง แม่ก็อยากให้ทำงานค้าขายกับครอบครัว แต่เราก็ไม่รู้จะทำงานอะไรดี วันหนึ่งเพื่อนเอาไพ่ยิปซีมาดูดวงกันเล่นๆ สัมผัสแรกรู้สึกชอบความงามของศิลปะบนลายไพ่ ก็เลยลองศึกษาตำราของ ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา แล้วเราก็พูดเก่งสื่อสารเข้าใจง่าย เลยลองดูคนรอบตัวปากต่อปากก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่น

วันหนึ่งเพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าของโรงแรมชาลีน่า ซอยมหาดไทย ก็ชวนมาประจำดูที่นี่เริ่มต้นด้วยการคิดค่าดูคนละ 200 บาท แล้วจู่ๆ ความรู้สึกมันเกิดขึ้นมาเองว่า ‘เกิดมาเป็นหมอดู’ เพราะว่าคนที่มาต่อคิวดูดวงแน่นขนัดตั้งแต่วันแรก และช่วงนี้ที่เป็นจุดเริ่มต้นของหมอดูชื่อดัง ชอบสวดมนต์ไหว้พระจึงใช้ชื่อ คฑา ชินบัญชร”

ไพ่ประจำตัว : 9 ถ้วย และไพ่เดวิล คือไพ่ยิปซีประจำตัวของหมอดูชื่อดังเคยจับให้ตัวเอง คฑาบอกว่านั่นเป็นอดีตไปแล้ว แล้วถ้าไปค้นบทสัมภาษณ์เก่าๆ ก็เคยตอบคำถามที่ว่าชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย?!! คำตอบก็ชัดเจนว่าไม่ได้ชอบผู้หญิงในเชิงชู้สาว ถามกี่ทีก็บอกแบบนี้เสมอๆ เพราะไม่รู้จะปิดบังไปทำไม? เพราะฉะนั้นเมื่อถามถึงไพ่ประจำตัวในวันนี้ คฑาตอบชัดเจนว่าคือไพ่ฤๅษีหรือไพ่สังฆราช ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การชอบไหว้พระสวดมนต์เป็นมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ก็ไม่มีเปลี่ยน

“…ความรักที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก มันไม่มีเพศ ในศาสนาคริสต์เชื่อว่าผู้หญิงคือกระดูกข้างขวาของผู้ชาย แสดงถึงการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อนที่โลกใบนี้แยกหญิงแยกชาย ความรักที่ดีก็คือความรู้สึกที่ดีให้ใครสักคนหนึ่งโดยไม่มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นอย่าไปตีความว่าผู้ชายคนหนึ่งรักผู้ชายคนหนึ่งเป็นเกย์หรือไม่ เพราะถ้าวันหนึ่งเกย์คนนั้นอาจหันมารักผู้หญิงหมดใจได้เช่นกัน ความรักมีทั้งวันในอดีต และวันที่เป็นปัจจุบัน ใครเป็นเกย์จึงไม่ได้ตัดสินใจได้เพียงแค่ ณ วันนี้

กะเทยคนหนึ่ง หรือเกย์คนหนึ่ง อาจพบรักกับผู้หญิงคนหนึ่งได้อย่างหมดหัวใจ พร้อมใช้ชีวิตคู่แต่งงานแต่งการไปโดยไม่หันมามองผู้ชายได้อีกเลย” คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์ไพ่ยิปซีชื่อดังให้นิยามในเรื่องความรักของหญิงและชาย ซึ่งจะว่าไปก็นับเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่ว่าใครๆ เดินเข้ามาปรึกษาหมอดู ก็ต้องขอปรึกษาเรื่องนี้

เมื่อถามถึงเรื่องความรัก?!! : “ไม่มี้…” คฑา หมอดูโด่งดังบอกพร้อมหัวเราะเสียงดัง คอนเฟิร์มที่เคยให้สัมภาษณ์ทุกครั้งว่า “ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีแฟนเลย…!!!” วันนี้ไม่ได้โฟกัสเรื่องความรัก เน้นสนุกกับงานและการค้นพบทริปใหม่ๆ ไหว้พระให้ ททท. ชีวิตนี้ก็เปี่ยมพลังมากมายแล้ว

 

 

นฤเบศ สุขตระกูล เข้าใจในวิถีตัวเอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2558 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1x2C7vc

นฤเบศ สุขตระกูล เข้าใจในวิถีตัวเอง

โดย…โจนาสเตเชีย  ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เขาเป็นคนเปิดเผยพอสมควร เราบอกกับเขาไปตรงๆ ว่า จะถามทุกเรื่องที่อยากรู้ จะคุ้ยทุกสิ่งที่สงสัย เขาตอบกลับ “ได้เลยครับ เพราะผมเปิดอยู่แล้ว”

ริว-นฤเบศ สุขตระกูล ยอมรับอย่างแมนๆ ว่า “เป็นเกย์” และความเป็นเกย์ก็ไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ที่ปัจจุบันเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ขณะที่ครอบครัว พ่อแม่ยอมรับในตัวเขา เข้าใจ และเข้าถึงความเป็นเกย์ของลูกชายคนโต ส่วนเรื่องความรัก ริวไม่ปิด เปิดยิ่งกว่าเปิดซะอีก เพราะวันที่เราเจอกับเขา แฟนเขา “พี่แซค” ก็ปรากฏตัวอย่างไม่เหนียมอาย เห็นแล้วอิจฉา น่ารักทั้งคู่…

“จะคบกับใครผมก็จะถามเลยว่า ชอบผมมั้ย แล้วถ้าจะคบเป็นแฟนกันมั้ย โอเคมั้ย ลองใช้ชีวิตร่วมกัน ถ้าใช่มันก็อยู่ยาว ไม่ใช่ก็ทางใครทางมัน เพราะผมคิดว่าแต่ละคนต่างก็มีความต้องการต่างกัน มีรสนิยม มีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน อย่างพี่แซคนี่มันมีอะไรที่คลิกกัน เหมือนกันหลายๆ อย่าง ตอนนี้ก็ 7 ปีแล้วละครับที่คบเป็นแฟน ผมว่าชีวิตคู่ทัศนคติสำคัญนะ ถ้ามันไม่คลิกกันก็ยากนะที่จะอยู่กันยืด”

วัยเด็ก ชีวิตริวก็ไม่ต่างกับเด็กผู้ชายทั่วไป มีวีรกรรมแสบมากมาย ทั้งยังมีความคาดหวังจากครอบครัว พ่ออยากให้เป็นนักบิน อยากให้เป็นทหารเหมือนพ่อ แต่เขาก็ไม่สามารถทำให้พ่อสมใจ เมื่อค้นพบว่าตัวเองชอบภาษา ชอบงานบริการ นั่นทำให้เขาตัดสินใจมุ่งสู่สายการโรงแรม

“ผมยอมรับเลยครับว่าตอนเด็กๆ ผมแสบมากกกกก วีรกรรมเยอะครับ เกเร ไม่ตั้งใจเรียน ย้ายโรงเรียนบ่อย เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นว่าเล่น แต่พอผมตัดสินใจไปเรียนที่สิงคโปร์ ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป ความคิดผมเปลี่ยน ชีวิตที่สิงคโปร์สอนผมหลายๆ เรื่อง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใช่เลยครับ ทำให้ผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเอง รวมทั้งชีวิตเกย์ก็ด้วยครับ

เรื่องเป็นไม่เป็นนี่ ผมว่าผมรู้ตัวเองนะครับว่าเป็นตั้งแต่เด็กๆ ไม่ได้แอ๊บ ไม่ได้อะไรเลย ก็ปกติ เป็นเด็กผู้ชายเรียบร้อยคนหนึ่ง พอ ม.4 ม.5 ก็เริ่มละ เริ่มเข้าใจในเพศสภาพของตัวเอง แต่ยังไม่บอกพ่อแม่นะ แอบไปเข้ากลุ่มเกย์กลุ่มเล็กๆ ไปเที่ยวเฮฮาตามประสา”

หลังจบ ม.6 เส้นทางเกย์ของริวก็ถูกเปิด ทางสว่างจากความต้องการของเขาเองนำไปสู่ชีวิตอิสระ เขาเลือกเดินทางที่เลือกเอง เรียนต่อการโรงแรม คบหากับผู้ชาย พาแฟนเข้าบ้าน ทุกอย่างคล้ายจะราบรื่นและชื่นมื่นดี ไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ในสายตาคนใกล้ชิด แต่ช้าก่อน ชีวิตย่อมมีอุปสรรค ไม่ว่าจะชีวิตเกย์หรือไม่เกย์ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่เข้าใจในบางกระทำก็ทำให้บางอย่างจบไม่สวย

เรื่องลูกชายเป็นเกย์มาโป๊ะแตกในวันที่แม่เข้ามาทำความสะอาดห้อง ริวทำเสียงตื่นเต้นและเล่าย้อนให้ฟัง วันนั้นแม่มาเจอคอสตูมและแอกเซสซอรี่ครบองค์พร้อมสรรพสำหรับแต่งหญิง แม่ตกใจเล็กน้อยและอึ้งอยู่พักใหญ่

“ภาพนั้นยังติดตาผมเลยครับ แม่ยืนนิ่ง มองไปที่ชุดผู้หญิง น้ำตาแม่ก็ไหล ผมก็ตกใจครับ ทำอะไรไม่ถูก พอตั้งสติได้ ผมก็วิ่งเข้าไปกอดแม่ ตอนแรกก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของผม เป็นของเพื่อนผู้หญิงฝากไว้ แต่เรื่องไม่จบง่ายๆ แม่เรียกพ่อมาคุยว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คืออะไร สุดท้ายผมก็บอกว่าเป็นของผมเอง ทีนี้พ่อก็บอกว่าจะพาไปหาหมอ (หัวเราะ) เพราะเขาคิดว่าเป็นแบบนี้คือคนป่วยทางจิต มันรักษาได้ แล้วเขาก็พาผมไปหาหมอจริงๆ ซึ่งผมก็ไปนะ ไม่ขัดขืนหรือต่อต้านเลย แต่พอไปแล้ว หายมั้ย… ไม่หาย (หัวเราะร่วน)”

โชคดีอย่างหนึ่งของริว ครอบครัวเข้าใจในเพศสภาพของเขา แม้เขาจะยังไม่เปิดปากและประกาศบอกว่าเป็นเกย์ แต่เหมือนทุกคน พ่อแม่และน้องสาว 2 คน ก็ไม่ได้ปิดหูปิดตาในสิ่งที่ริวเป็น ตรงกันข้าม กลับมองเห็นความดีงามที่ริวมี และสามารถนำความภาคภูมิใจมาสู่ครอบครัว ยิ่งเฉพาะการทำงาน การสร้างฐานะ ตลอดจนความคิดความอ่านและทัศนคติการมองโลก

“สำหรับผม ผมถือว่าโชคดีมากๆ ที่ครอบครัวเข้าใจ มันก็เลยทำให้ผมเข้าใจตัวเองไปด้วย ว่าการเป็นเกย์ก็สามารถที่จะมีความสุขและใช้ชีวิตแบบปกติได้ พ่อแม่ผมไม่เคยจะนำประเด็นเกย์มาขยี้ซ้ำ เขาก็ปล่อยผ่าน แม้ว่าจะยังไม่ได้ยินจากปากผมก็ตาม ก็มีแค่แซวขำๆ ว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน  มีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ อย่างพี่แซคผมก็ใช้ชีวิตกับเขา อยู่บ้านเดียวกัน แชร์รถ แชร์บ้าน พ่อแม่ก็รู้จัก และชอบบอกว่าฝากดูแลผมด้วยนะ ดูแลกันดีๆ นะ ก็รู้สึกดีนะครับที่พ่อแม่เข้าใจในสิ่งที่ผมเป็นและเข้าใจคนที่ผมรัก”

กับประเด็นเป็นแต่ไม่เปิด ริวมองว่าเป็นเรื่องลำบากใจหากจะให้ตัดสิน เพราะบางคนอาจมีเหตุผลต่างกันไป เปิดแล้วไม่ดีต่อชีวิตและคนรอบข้าง ก็ไม่ควรจะเปิด สู้เป็นเกย์แบบแอบๆ ดีกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาว่าการปิดต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะนั่นจะเป็นการสร้างตราบาป

 

“ก็มีเพื่อนบางคนนะครับที่เคยใช้ชีวิตแบบเกย์ ที่บ้านเขาก็ไม่รู้หรอกว่าลูกชายเป็นเกย์ แล้วจู่ๆ วันหนึ่งเขาก็บอกว่าจะเลิกเป็นเกย์ จะไปแต่งงานกับผู้หญิง จริงๆ ถามว่าเขาอยากทำแบบนั้นมั้ย คงไม่หรอก แต่เพราะมีเงื่อนไขคือความต้องการของครอบครัว เขาก็เลยต้องยอมทำตาม  เป็นการจำยอมที่ต้องทำเพื่อคนที่เขารัก โดยที่ลืมความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ถามว่าผิดมั้ย ตอบยากนะครับ ไม่เจอกับตัวก็จะไม่มีคำตอบเลย ซึ่งถ้าเป็นครอบครัวผมทางออกคงไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ”

วันนี้ริวยังสนุกกับการทำงาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นอาชีพที่เขาเลือก แล้วมันก็ใช่สิ่งที่เขาถวิลหา 5 ปี ไม่มากไม่น้อย ส่วนหนึ่งเพราะชอบเดินทาง ริวย้ำว่าจะทำงานที่เขารักจนกว่าจะหมดแรง แต่ระหว่างนั้น หากโอกาสดีๆ ที่ถูกหยิบยื่นให้ เขาก็พร้อมขยับขยายและสยายปีกไปทำอย่างอื่น

“งานที่ทำอยู่ อย่างที่รู้ๆ แหละครับ ก็มีเกย์ทำกันเยอะ แต่จะเปิดหรือไม่เปิด นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ ผมว่าเกย์เป็นได้ และไม่กระทบต่อหน้าที่การงาน แต่ต้องรู้จักกาลเทศะ การวางตัวต้องให้เหมาะสมกับสถานที่และเวลา ไม่ใช่เปิดตัวซะจนน่าเกลียด แบบนั้นก็ไม่น่ารักนะครับ

ข้อดีของการเป็นเกย์ ผมว่าในงานบริการ เกย์จะมีใจบริการสูงนะครับ เหมือนมันรวมไว้ซึ่งผู้หญิงและผู้ชายในคนคนเดียว มีความเป็นผู้นำแบบผู้ชาย แต่ไม่แข็งกร้าวเท่า มีความอ่อนหวานแบบผู้หญิง แต่ไม่นุ่มนิ่มจนเกินไป เข้ากับคนง่าย ผู้โดยสารก็จะชอบ ยิ่งประเภทอารมณ์ดี เฮฮา คนก็จะยิ่งชอบ และผมว่ามันก็เหมาะมากๆ กับงานบริการ”

 

 

‘เอสเธอร์’ เธอคือ นางเอก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2558 เวลา 16:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GVSk5n

‘เอสเธอร์’ เธอคือ นางเอก

โดย…นกขุนทอง ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพาณิช

“เอสเธอร์  สุปรีย์ลีลา” เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่น่าจับตามอง ได้เห็นฝีไม้ลายมือการแสดงมาแล้วหลายเรื่อง ตั้งแต่ยังเป็นสาวน้อยแรกแย้ม จนโตสะพรั่งเป็นสาวสวยพราวเสน่ห์ ทว่าบทบาทของเธอก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน กับตำแหน่ง “นางเอก” เสียที เฉียดไปเฉียดมา แวบไปเล่นบทร้ายก็มี

จนล่าสุดกับละครเรื่อง “เล่ห์รตี” ทางช่องวัน เอสเธอร์ได้รับบทเป็นนางเอก ก่อนหน้านี้เอสเธอร์เคยเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 แต่ในที่สุด เธอเลือกไม่ต่อสัญญา ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ขืนอยู่ต่อไปก็ไม่ได้เป็นนางเอกเสียที ซึ่งหลังจากออกจากสังกัดเดิม เอสเธอร์ก็ได้เป็นนางเอกละครทันที ยิ่งตอกย้ำข่าวนี้ แต่จริงเท็จเป็นเช่นไร ให้นางเอกป้ายแดงเป็นคนบอกเองดีกว่า

 

“ตอนนี้ยังเป็นนักแสดงอิสระอยู่ค่ะ เอสเธอร์หมดสัญญากับที่เดิมพอดีเป็นช่วงทีวีดิจิทัลกำลังมา ทำให้เรามองเห็นโอกาสหลายๆ ที่ น่าจะลองดู ที่เดิมเอสเธอร์ก็มีงานเรื่อยๆ ช่องให้อะไรมาเราก็เล่นตามนั้น เพราะช่องให้มาก็เป็นบทที่ดี ตัวละครทุกตัวก็มีความสำคัญเหมือนกันหมดค่ะ คนอื่นอาจจะมอง ความคิดห้ามกันไม่ได้ ที่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาไม่เกี่ยวกับว่าไม่ได้เป็นนางเอกเสียที คิดแค่อยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะตอนที่เข้ามาทำงานตอนนั้นอายุ 15 เอง พอเราโตขึ้น ก็อยากลองร่วมงานกับหลายๆ ที่ดู ตอนนี้นอกจากทางเอ็กแซ็กท์ ก็มีทางพีพีทีวีที่ติดต่อมา”

เอสเธอร์เป็นนักแสดงเจ้าบทบาท จะแก่นเซี้ยว ร้ายลึก เรียบร้อย น่ารัก ก็ตีบทผ่านฉลุย แม้จะเล่นมาหลายเรื่อง แต่คำว่านางเอกค้ำคอก็ทำให้กดดันได้เหมือนกัน

“ในเรื่องรับบทเป็น เคท ค่ะ ค่อนข้างมองโลกแง่บวก รักครอบครัว และเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองอยู่เสมอ ตอนแรกคิดว่าบทนี้ไม่ยากนะคะ แต่พอมาอ่านบทแบบเต็มๆ คิดหนักเหมือนกันว่า เรารับละครผิดเรื่องหรือเปล่า เพราะคิดว่ามันเป็นละครโรแมนติกคอมเมดี้ทั่วๆ ไป ที่ไหนได้ค่อนข้างจะหนักไปทางดราม่า ยอมรับว่าแอบกดดันเหมือนกัน เพราะเป็นอีกบทบาทที่ไม่เคยเล่นมาก่อน”

 

ไม่เพียงได้เป็นนางเอก แต่พอมาร่วมงานกับค่ายใหม่ ก็ได้เจอพระเอก (ฌอห์ณ จินดาโชติ) เคมีก็ดันเข้ากั๊นเข้ากัน จนเกิดอาการปิ๊งๆๆ นอกจอหรือเปล่า

“รู้สึกว่าโชคดีมากที่ได้มาเล่นคู่กับพี่ฌอห์ณ เพราะมีหลายคนชมว่าเราเคมีตรงกัน เล่นด้วยกันน่ารักดี ทำให้ทำงานกับพี่ฌอห์ณแล้วลดความกดดันลงไปได้เยอะเลย พี่ฌอห์ณเป็นคนเฟรนด์ลี่ ทำให้เราค่อนข้างสนิทกันเร็ว และด้วยการถ่ายทำละครใช้เวลานานหลายเดือน เราเจอกันในการทำงานเยอะ ก็ต้องสนิทกันอยู่แล้ว พี่เขาเป็นสุภาพบุรุษเหมือนพี่ใหญ่ในกอง ถามไถ่น้องๆ ซื้อขนมมาให้กินบ้าง เราคุยกันเรื่องงาน ส่วนเรื่องอื่นคนอื่น เป็นเรื่องส่วนตัวพี่เขา เราคุยกันแค่เรื่องการทำงานของเรา เวลาถูกถามเรื่องความรัก เราก็ไม่ได้คุยกันก่อน ต่างตอบในมุมของเรา ตอนนี้คนก็จับตาเรื่องความรักด้วย ก็ไม่อึดอัดค่ะ เพราะเราก็สนิทกันจริง ทำงานด้วยกัน เป็นเรื่องธรรมดาที่เจอกันบ่อย อีกอย่างเอสเธอร์โตขึ้นด้วยมั้งค่ะ เมื่อก่อนเวลาโดนถามจะอาย แต่ตอบคำถามไปเรื่อยๆ ฝึกตัวเองเหมือนกัน มีไหวพริบมากขึ้น เลือกที่จะตอบ แต่ตอนนี้ไม่กดดันค่ะ ก็มองว่าเป็นอีกมุมหนึ่งในชีวิตเราที่ต้องตอบ ส่วนตัวก็ไม่ได้เขินมากค่ะ”

 

ในเรื่องนี้ต้องมีจูบจริงด้วยนี้สิ เอสเธอร์ก็ยอมเล่นจริง จูบจริง เพราะไว้ใจพระเอก “มีบทจูบจริงเอสเธอร์ก็หายห่วง เพราะพี่ฌอห์ณเขาจะคอยดูแลเราตลอด คอยถามก่อนตลอดว่าเราโอเคหรือเปล่า แต่สำหรับเอสเธอร์คิดว่าการเล่นจริง จูบจริง มันมีผลต่อการรับส่งอารมณ์ด้วย ถ้าเล่นจริงได้มันจะทำให้เราเข้าถึงตัวละครได้ดีกว่าค่ะ”

ณ ตอนนี้เอสเธอร์ยังเป็นนักแสดงอิสระ ซึ่งเธอได้สัมผัสโอกาสที่หลากหลาย แม้ว่างานอาจจะไม่แน่นอน แต่ที่มีเข้ามา ทำให้เธอได้แสดงความสามารถ และพิสูจน์ตัวเองว่า สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ผ่านมา และประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้เธอมีความรับผิดชอบ นึกถึงใจเขาใจเรา และต้องทำเต็มที่ในหน้าที่ของตัวเอง

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,060 other followers

%d bloggers like this: