ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

โต้คลื่นไม่ง้อทะเล กับกีฬาโฟลว์ไรเดอร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2558 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/361704/โต้คลื่นไม่ง้อทะเล-กับกีฬาโฟลว์ไรเดอร์

โต้คลื่นไม่ง้อทะเล กับกีฬาโฟลว์ไรเดอร์

โดย…สมแขก

ถ้าอยากโต้คลื่นโดยไม่จำเป็นต้องไปทะเลต้องไปที่ไหน ขอเป็นที่แบบคลื่นแรง เร็ว เล่นโต้คลื่นได้ไม่อิงฤดูกาล คำตอบอยู่ที่ โฟลวเฮาส์ แบงค์คอก Beach club ใจกลางกรุงที่หลายคนเคยมาเยือนที่นี่แล้ว อาจจะแค่มานั่งซึมซับบรรยากาศจิบเครื่องดื่มพร้อมดูคนโต้คลื่นเป็นอาหารตา

แต่สำหรับคนรักกีฬาแนวใหม่ที่เรียกว่า โฟลว์ไรเดอร์ (Flowrider) ที่นี่เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักโต้คลื่นกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นนักโต้คลื่นมือเก๋า หรือนักกีฬาเอ็กซ์ตรีมมือใหม่ คุณก็จะได้รับความท้าทายและหวาดเสียวไปในปริมาณที่เท่าๆ กัน แซม-อานนท์ กาฬศร Wave Operation Manager โฟลวเฮาส์ แบงค์คอก เล่าความเป็นมาของกีฬาทางน้ำชนิดนี้ว่า โฟลว์ไรเดอร์ถือว่าเป็นกีฬาที่ใหม่มากๆ สำหรับคนไทย มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1995 เป็นการผสมผสานกีฬาหลายอย่างเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย บอดี้บอร์ด เซิร์ฟ สกินบอร์ด สโนว์บอร์ด และเวกบอร์ด ทำให้เกิดกีฬาแบบใหม่ที่ทั้งท้าทายและปลอดภัย

 

“กีฬาชนิดนี้ถูกคิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากเล่นเซิร์ฟบอร์ด แต่การเล่นเซิร์ฟเป็นกีฬาที่มีฤดูกาลของมัน ดังนั้นโฟลว์ไรเดอร์จึงสนองความต้องการของนักโต้คลื่นที่อยากเล่นเป็นประจำได้ และด้วยลักษณะการไหลลื่นของสายน้ำที่ไม่หยุด และฉีดน้ำ 1 หมื่นแกลลอน/วินาที ในความแรงขนาดมากกว่า 45-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง และความสูงของคลื่น 3-5 ซม.ตลอดเวลาไม่หยุดเลย จึงเป็นที่มาของชื่อโฟลว์ไรเดอร์”

ถามว่าความท้าทายของกีฬาประเภทนี้อยู่ที่ไหน แซมบอกว่า ความท้าทายคือการทรงตัวบนกระดาน เมื่อทรงตัวได้แล้ว การเล่นกับความแรงของน้ำแล้วครีเอทออกมาเป็นท่าต่างๆ นอกจากความท้าทายที่ได้รับแล้ว โฟลว์ไรเดอร์ทำให้ผู้เล่นได้ออกกำลังกายทุกส่วน “ถ้าเล่นบ่อยๆ จะทำให้บาลานซ์ดี ขาและแกนกลางลำตัวแข็งแรงแน่นอน แต่นอกจากนั้นจะได้การฝึกสมาธิกลับไปด้วย เพราะการฝึกทรงตัว การมองทิศทางน้ำ ทำให้คุณจดจ่อและมีสมาธิมากขึ้น”

 

สำหรับมือใหม่อาจจะหวั่นๆ อยู่บ้าง บอกเลย!! ไม่ต้องกลัว เริ่มเล่นจากท่านอน โดยเอาแผ่นอกแนบกับแผ่นบอร์ด ปล่อยตัวไปทวนกับกระแสน้ำ คิดว่าเราเป็นปลาแซลมอนที่จะว่ายทวนน้ำเพื่อไปวางไข่ (เอาเข้าไป) ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อฝึกความสมดุลระหว่างร่างกายกับบอร์ดและกระแสน้ำ แล้วค่อยๆ ขยับมาเป็นท่านั่ง ฝึกยืนทรงตัว เมื่อเก่งแล้วอยากทำท่าไหนก็ทำได้ตามใจ

แซมบอกว่า แต่ถ้ามีทักษะสกินบอร์ด สโนว์บอร์ด เวกบอร์ด สเกตบอร์ดอยู่แล้ว การเล่นโฟลว์ไรเดอร์จะยิ่งเพิ่มความสนุกให้กับคุณยิ่งขึ้นไปอีก เรียกว่าเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมที่ไม่อันตราย คำนึงถึงความปลอดภัย ได้ท้าทายแบบสุดๆ เรียกได้ว่าปลอดภัยกว่ากีฬาเอ็กซ์ตรีมอื่นๆ กว่า 99% เลยทีเดียว

 

สำหรับค่าบริการสำหรับการเล่นโฟลว์ไรเดอร์คิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 750 บาท ราคานี้รวมอุปกรณ์ทุกชนิดและครูผู้ฝึกสอนแล้ว ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องเตรียมมาก็มีแค่ชุดเล่นน้ำตัวเก่ง กับหัวใจที่พร้อมจะสนุกสุดเหวี่ยงเท่านั้น โฟลวเฮาส์ แบงค์คอก เปิดบริการ (เกือบ) 24 ชั่วโมง ทุกวันตั้งแต่ 10.00 น. ถึงเที่ยงคืน ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26

ถ้าเคยไปแล้วเอาแต่มองคนเล่นน้ำ ลองลงไปเล่นน้ำบ้างจะเป็นไร สนุกจริงๆ นะเออ…

 

พฤษภาคม 20, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทำไม ใครๆ ก็ปั่นจักรยาน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2558 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/361510/ทำไม-ใครๆ-ก็ปั่นจักรยาน

ทำไม ใครๆ ก็ปั่นจักรยาน

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพออตโต้ บัญยง พูลทรัพย์

เมื่อจักรยานไม่ใช่เทรนด์ แล้วพวกเขาปั่นเพราะอะไร เหตุผลร้อยแปดของคนปั่นจักรยานหนึ่งในนั้นอาจเหมือนกับ 3 คนนี้ คนอ้วน นักเขียน และป้า คนธรรมดาที่ชีวิตเปลี่ยนเพราะจักรยาน ซึ่งแต่ละคนมีจุดเริ่มต้นด้วยเหตุผลต่างกัน

ออตโต้ : แรงบันดาลใจคนเจ้าเนื้อ

จักรยานถูกออกแบบมาให้คนผอม แต่คนอ้วนอย่าง ออตโต้-บัญยง พูลทรัพย์ ได้ทำลายขีดจำกัด เขาเพิ่งขี่จักรยานเป็นเมื่อ ธ.ค. 2557 หลังจากไปเจอจักรยานพับของหลานในโรงเก็บของ ตอนนั้นเขาจะยกไปทิ้งแต่มันหนักเกินไปจึงนำไปเติมลมก่อนแล้วจูงไปทิ้ง แต่เมื่อสองล้อกลับมามีลมพร้อมแล่นอีกครั้ง เขาก็รู้สึกอยากลองปั่นขึ้นมา เขาฝึกด้วยตัวเองอยู่ 2 สัปดาห์ แล้วใจกล้าออกถนนไปปั่นกับเพื่อนตามแก๊งจักรยาน

“มันเกิดสังคม สร้างมิตรภาพ” ออตโต้กล่าว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เขาปั่นจักรยานไม่เคยหยุด ทั้งปั่นเที่ยวกับเพื่อนๆ หรือปั่นไปซื้อของ กินข้าว ในชีวิตประจำวัน เขาแบ่งคนปั่นจักรยานออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปั่นเพื่อออกกำลังกาย เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และเพื่อแฟชั่น สำหรับเขาถ้าให้เลือกเขาเลือกปั่นในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เขาอยากให้คนที่เริ่มยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นก่อน “ปั่นได้แค่ไหนก็เท่านั้น เราไม่ได้ไปแข่งกับใคร เราแข่งกับตัวเอง”

 

ออตโต้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอ้วนที่เคยคิดว่าไม่สามารถขี่จักรยานได้เปลี่ยนความคิดมาลอง เขามักจะเล่าถึงวินมอเตอร์ไซค์ที่ชื่อ “จุก” ตอนนั้นเขากำลังปั่นร่วมแก๊งกับเพื่อนๆ แต่ยึดลำดับรั้งท้าย ขบวนจึงได้พบกับจุกแบบตัวต่อตัว จุกตะโกนเสียงดังขณะที่เขากำลังผ่านไป “เฮ้ย ขี่ได้ไง” แค่แวบเดียวในวันนั้นเขาจำจุกได้ดีด้วยขนาดตัวที่หนักกว่า 180 กก.

หลังจากนั้น 2 วันออตโต้กลับไปหาจุก จึงได้รู้ว่าจุกไม่ได้มีแค่โรคอ้วนแต่ยังมีอาการหายใจไม่ออกและโรควูบง่าย จุกมีความคิดอยากขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกายแต่ใจไม่กล้า เพราะยังติดอยู่กับอดีตที่เคยประสบอุบัติเหตุทางจักรยาน และคำล้อเลียนจากคนอื่นว่า “ไอ้อ้วนยางแบน” แต่สิ่งที่ออตโต้ทำได้สร้างความมั่นใจ จุกบอกกับเขาว่า ถ้าคนอ้วนอย่างเขาทำได้ จุกก็ต้องทำได้

เหตุการณ์ในวันนั้นไม่เพียงทำให้จุกมีแรงฮึด แต่ยังทำให้ออตโต้รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมันสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น เขาจึงสร้างเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อ Thailand Piggy Bike โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเป็นอันดันแรก สองคือสร้างมิตรภาพและความสุข สามคือผลพลอยได้เรื่องสุขภาพ

 

“เพจอื่นเขามีการนัดปั่น แต่ของผมไม่ได้นัด อยากปั่นก็ปั่น ประเด็นของเพจนี้ผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ แต่ผมอยากให้พี่ไปเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไป พี่ไปปั่นแถวไหนก็ได้ ส่งมอบแรงบันดาลใจให้คนอื่น”

ส่วนเรื่องสุขภาพเขากล่าวตรงไปตรงมาว่า “ไม่โฟกัส” เพราะพื้นฐานของคนอ้วน ถ้าเป็นคนห่วงสุขภาพก็คงไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วน ดังนั้นหากคนในแฟนเพจชวนไปปั่นกินข้าวเขาก็ไป เหนื่อยก็หยุด หิวก็กินข้าว เขายังกล่าวด้วยว่าเมื่อก่อนเคยเล่นบาสเกตบอล แต่เล่นได้ไม่นานก็เบื่อเพราะมันเล่นอยู่กับตัวเอง ไม่เหมือนจักรยานที่ได้ไปตรงนั้นตรงนี้ ไปเจอสิ่งที่ไม่เคยเจอ และมีความสุขกับการทำ

ส่วนปัญหาระหว่างคนอ้วนกับจักรยานทำให้เขาโดนมีดหมอไปแล้ว เช่นเรื่องเบาะ “เบาะมันมาตรฐานสำหรับคนผอมแต่ไม่เหมาะสำหรับคนอ้วน” เบาะที่เล็กเกินไปไม่รับกับสรีระทำให้เขาเป็นฝีที่บั้นท้ายจนต้องไปผ่าตัด แต่เขาก็แก้ปัญหาโดยการซื้อเบาะที่ใหญ่ขึ้นและใส่กางเกงเจลเพื่อลดแรงกดทับจากน้ำหนักตัว

 

ตอนเริ่มปั่นใหม่ๆ ออตโต้หนักถึง 156 กก. ตอนนั้นเขาเก็บตาชั่งไว้ใต้ตู้ไปแล้วเพราะขึ้นชั่งเมื่อไหร่เข็มก็ตีกลับมาเลขศูนย์ทุกที จนกระทั่งหลังจากปั่นจักรยานไปสักพักเขาก็ลองขึ้นชั่ง “ปรากฏว่าชั่งได้แล้ว เข็มชี้ไม่ถึง 150″ ภายในเดือนแรกน้ำหนักลดลง 7 กก. เหลือ 148 กก. ซึ่งเป็นผลพลอยได้ เพราะเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องลดความอ้วน

เพจ Thailand Piggy Bike มีคนติดตามมากกว่า 2,000 คน มีทั้งคนอ้วนและคนไม่อ้วนเข้ามาติดตาม “ผมรู้สึกดีใจที่เป็นจุดเริ่มต้นให้คนอื่นๆ” ออตโต้ได้สร้างแรงบันดาลใจและหวังให้คนอื่นส่งต่อมันต่อไป แต่สาเหตุที่เขาปัดฝุ่นจักรยานพับมาปั่นเล่นนั้นเขาเริ่มต้นจาก “อยากลอง” และหลังจากนั้นเขาก็ปั่นเพราะ “ความสุขล้วนๆ”

ชาติ ภิรมย์กุล : เพราะความชอบส่วนตัว

“เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ชอบขี่จักรยาน” คำพูดของ ชาติ ภิรมย์กุล สะท้อนตัวเองในวัยเด็กเพื่อที่จะยืนยันว่าคนเราทำบางอย่างได้เพราะความชอบ

ถามถึงเหตุผลว่าเขาปั่นเพราะอะไร เหตุผลมีอย่างเดียวคือ “ชอบ” เขาซื้อจักรยานคันแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้วแต่ก่อนหน้านั้นก็คิดอยู่นาน ใจยังกลัวๆ กล้าๆ เพราะกลัวอันตรายบนท้องถนน แต่สุดท้ายแล้วก็ทนความชอบของตัวเองไม่ไหวจึงตัดสินใจซื้อ “เวลาเราชอบอะไร ใจเราจะนำพาไปหามัน” เขากล่าว “ผมเชื่อว่าใครที่ได้ลองปั่นจักรยานแล้วจะติดเสน่ห์ของมัน ยิ่งปั่นก็ยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัยเหมือนผม”

เส้นทางที่ชาติชอบปั่นอยู่แถวๆ บ้าน เรียกว่าเส้นทางสีเขียวหรือเส้นเกษตรเมืองนนท์ เป็นสวนทุเรียนเก่าที่สมเด็จพระเทพฯ เคยเสด็จทำให้มีถนนยาว 3 กม. “เริ่มตั้งแต่วัดโตนด ผ่านวัดบางระโหง วัดขวัญเมือง เลียบทุ่งนาสลับกับสวนของชาวบ้าน ฝั่งตรงข้ามมีบ้านไม้ริมคลองเหมือนฉากในหนังโบราณทำให้รู้สึกเหมือนอยู่คนละยุคสมัยทั้งที่ใช้เวลาปั่นไม่เกิน 20 นาที”

เขากล่าวด้วยว่ารายละเอียดสองข้างทาง เขาเห็นมันเพราะเขาเคลื่อนที่ช้าพอ นอกจากนี้ยังได้อยู่กับความคิดตัวเอง มีเวลาออกจากหน้าจอโทรทัศน์ หน้าจอโทรศัพท์ ให้ตัวเองได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ไปเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นทั้งที่มันมีอยู่ใกล้ๆ ตัว

พอจักรยานได้นำพาเขาไปเจอสิ่งใหม่ เขาจึงอยากบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้อื่นได้รับรู้ผ่านงานเขียน ชาติได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับจักรยาน 2 เล่ม เล่มแรกชื่อ “จักรยานพาไปใจบอกทาง” เล่าเส้นทางที่จักรยานได้นำพาเขาไปโดยที่ไม่ได้วางแผนแต่กลับได้รับประสบการณ์สนุกๆ มากมาย และผลงานชิ้นที่ 2 ชื่อ “จักรยานพาไปใจเป็นสุข” เป็นอารมณ์ต่อเนื่องจากเล่มแรก เพราะสิ่งที่ได้กลับมาจากการปั่นจักรยานคือ “ความสุข” เขาจึงอยากถ่ายทอดความสุขที่ได้รับให้คนอื่นๆ ได้รู้ เผื่อว่าจะมีใครอยากมีความสุขด้วยจักรยานเหมือนเขาบ้าง

 

ป้าขวัญแก้ว : ปั่นชนะโรค

ผู้หญิงวัย 42 ปี ร่างกายมีเนื้อร้าย วิ่งไม่ได้ เดินยังลำบาก แต่ ขวัญแก้ว-อรอุษา เลิศสุวรรณไพศาล ผ่านจุดนั้นไปแล้ว ซึ่งเธอผ่านมาได้อย่างสนุกสนานเพราะ “จักรยาน”

เมื่อทราบว่าร่างกายไม่แข็งแรง หมอก็แนะนำให้ออกกำลังกายแต่เพราะสุขภาพช่วงนั้นเดิน 500 ม. ยังลำบาก เธอจึงลองปั่นจักรยานตามคำแนะนำของเพื่อน “จากวันนั้นถึงวันนี้มันเหมือนหยอดกระปุกออมสิน เราค่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ จากปั่นได้ 5 กก. ก็ได้ไกลเป็น 10 จนถึง 100 กก. วันนี้สามารถปั่นติดต่อกัน 10 วันได้แล้ว”

ส่วนเรื่องสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอเล่าว่าช่วงแรกๆ หมอจะนัดเข้าไปตรวจร่างกายทุกๆ 3 เดือน พอเริ่มปั่นก็เปลี่ยนเป็น 6 เดือน ตอนนี้ 1 ปีเจอหมอ 1 ครั้ง “หมอบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” ขวัญแก้วกล่าว “ตอนนี้หน้าตาดูสดใส ร่าเริ่ง ไม่ซึมเศร้าเหมือนเมื่อก่อน ร่างกายแข็งแรงขึ้น ผลเลือดก็ออกมาดีมาก” ปัจจัยที่ทำให้สุขภาพดีต้องอยู่ในที่ที่มีอากาศดี รับประทานอาหารที่ดี อารมณ์ดี และออกกำลังกาย ซึ่งจักรยานสามารถพาเธอไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ได้พบเจอเพื่อนๆ และแน่นอนว่าได้ออกกำลัง

 

 

ขวัญแก้วเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนเล่นเว็บไซต์ thaimtb.com กับฉายา “ป้าสอง” จากแก๊ง 3 ป้า นอกจากขวัญแก้วแล้ว ยังมีป้าอ้อย อุษณีย์ จ.อุดรธานี และป้าเหมียว หรือเสือรุ่งริ่ง จ.เชียงใหม่ ทั้ง 3 ป้าไม่เคยปั่นด้วยกันแต่เพราะชอบเมาท์เรื่องจักรยานในเว็บไซต์จึงถูกเรียกว่าแก๊ง 3 ป้า เมื่อไม่นานมานี้ขวัญแก้วต้องย้ายที่อยู่จากสุราษฎร์ธานีขึ้นเชียงใหม่จึงได้พบกับป้าเหมียว และได้ไปปั่นด้วยกันมาแล้วหลายรอบ

ก่อนการเดินทางเธอจะหาข้อมูลก่อนว่าต้องผ่านอะไรบ้าง และดูในกูเกิลแมพว่ามีจุดไหนที่มีวิวสวยๆ โดยสิ่งที่ต้องมีคือ ต้นไม้สองข้างทาง ถนนสองเลน และร่มเงาของต้นไม้ “ตอนนี้อยู่เชียงใหม่ ส่วนใหญ่จะเลาะแม่น้ำปิง ขึ้นไปทางแม่ริม ไปห้วยตึงเฒ่า ขึ้นดอยสุเทพ และคิดว่าจะไปขึ้นเส้นสะเมิง”

เส้นทางที่เธอโปรดมากที่สุดคือขึ้นดอย ดอยแรกในชีวิตคือ เขาท่าเพชร จ.สุราษฎร์ธานี เธอเล่าว่าตอนนั้นมีพี่ที่ชมรมจักรยาน 2 คนไปเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งพวกเขาปั่นขึ้นเขาแบบ “ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย” เธอใช้คำนี้ ส่วนตัวเธอเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจด้วยคำมั่นกับตัวเองว่า “สักวันฉันต้องทำให้ได้”

 

ตอนนี้เธอสามารถปั่นขึ้นเขาได้แล้วและปั่นได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ทริปที่ไกลที่สุดคือ สุราษฎร์ธานี-เชียงใหม่ เธอตั้งชื่อว่าทริป 1,500 ไมล์ ระยะทางมากกว่า 2,400 กม. ยาวนาน 22 วันเธอปั่นพร้อมกับเพื่อนสูงวัยซึ่งในตอนนั้นเธออายุ 43 ปี

ขวัญแก้วยังมีเอกลักษณ์อีกอย่างคือ ปั่นไปถ่ายภาพไป เธอมักจะพกกล้องดิจิทัลเล็กๆ ติดตัวไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งเริ่มแรกก็ถ่ายแบบไม่คิดถึงเทคนิคใดๆ เพียงแต่จะรายงานให้คนทางบ้านรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน แต่เมื่อได้ไปเห็นภาพคนอื่นๆ ก็อยากเอาจริงเอาจังด้านนี้จึงเริ่มฝึกถ่ายภาพตามหนังสือสอนถ่ายภาพที่ซื้อมา จนตอนนี้ภาพถ่ายจากฝีมือขวัญแก้วสวยไม่แพ้มือโปร

“เวลาได้จับกล้องมันสร้างบันดาลใจอีกอย่าง คือความตั้งใจที่จะได้ภาพสวยๆ ทำให้เราปั่นไปได้ไกลกว่าเดิมเพื่อตามหาภาพนั้นให้เจอ” นอกจากนี้ระหว่างทางทำให้เธอรู้ว่าคนไทยไม่แล้งน้ำใจ ทั้งเลี้ยงน้ำฟรี ทั้งชวนกินข้าว การปั่นจักรยานทำให้เธอได้รับน้ำใจอยู่เสมอและได้รับมากมายจนจำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง

 

จักรยาน ทำให้คนมากมายมารวมตัวกันได้ และทำให้ชีวิตหลายคนเปลี่ยนไป ออตโต้ ชาติ ขวัญแก้ว เป็นเพียงจุดเล็กๆ ของวงการนักปั่น แต่ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้มากมาย

เรื่องดีๆ จะเกิดขึ้นกับทุกคนได้ต้องปั่นตั้งแต่วันนี้ เริ่ม!

 

พฤษภาคม 20, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

We Will Survive

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2558 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/361437/we-will-survive

We Will Survive

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คุณคิดว่า คำพูดหรือการกระทำใดที่ทรงพลังจนช่วยทำให้คนมีชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต?

สำหรับผม ผมคิดว่ามันคือคำพูดหรือการกระทำจากคนคนหนึ่ง ที่เป็นคำพูดหรือการกระทำที่ใช้บอกให้คนที่เขารักแต่ต้องลาจากเขาไปไกล อีกทั้งต้องไปเผชิญชีวิตในดินแดนที่ห่างไกลและต้องพบเจอแต่ความทุกข์ทรมานสามารถอยู่รอดกลับมา

จากนวนิยายชีวิต เรื่อง ลมหายใจที่ขาดห้วงผลงานเขียนของ แฮร์ทา มึลเลอร์ นักเขียนหญิงชาวโรมาเนียเชื้อสายเยอรมัน ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2009 ตัวละครเอกของนวนิยายเรื่องนี้ ชื่อ “เลโอ” เขาเป็นพลเมืองของประเทศที่อยู่ในฝ่ายที่แพ้สงครามครั้งที่สอง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาได้ถูกเกณฑ์ไปเป็นเชลยใช้แรงงานที่ค่ายกักกันในประเทศรัสเซีย โดยเชลยเหล่านี้มีทั้งที่เสียชีวิตและรอดกลับมาสู่อ้อมกอดของคนในครอบครัว

เลโอคือผู้ที่รอดกลับมา เป็นการรอดพ้นจากความหิวโหยที่สุดแสนจะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้จากค่ายกักกันนั้น โดยในหน้า 13 เลโอได้บอกเล่าไว้ว่า

“ย่ารู้ว่าหลานจะกลับมา ผมเผลอจดจำประโยคนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ผมนำมันเข้าไปในค่ายด้วยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมไม่รู้เลยว่ามันออกเดินทางไปพร้อมๆ กับผม ทว่าประโยคเช่นนี้มีชีวิตจิตใจของมันเอง มันแทรกซึมเข้าไปในความคิด หนักหน่วงยิ่งกว่าหนังสือทุกเล่มที่ผมพกติดตัวประโยคย่ารู้ว่าหลานจะกลับมา ได้กลายมาเป็นปรปักษ์กับทูตแห่งความหิวโหย และเนื่องจากผมรอดกลับออกมาจากค่าย ตอนนี้จึงพูดได้เต็มปากว่า ประโยคแบบนี้แหละที่ช่วยให้คนมีชีวิตรอดมาได้”

ยิ่งเมื่อผมได้อ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องใหม่ของ นักเขียนรางวัลซีไรต์ วินทร์ เลียววาริณ เรื่องน้ำเงินแท้ นวนิยายที่ผู้เขียนได้เล่าถึงผลกระทบต่อปัจจัยจากสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2476 จากมุมมองของผู้แพ้หรือฝ่ายกบฏบวรเดช โดยตัวละครเอก ชื่อ ต้นแสงสวาดวงศ์ ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองที่ถูกจับกุมตัวและถูกขังไว้ที่คุกบางขวาง พร้อมกับบุคคลจริง ไม่ว่าจะเป็น ม.จ.สิทธิพร กฤดากร, พระยาศราภัยพิพัฒ, พระยาสุรพันธเสนี, สอ เศรษฐบุตร, อรุณ บุนนาค ฯลฯ ที่โชคชะตานำพาให้เขาต้องถูกโยกย้ายไปอยู่ที่เกาะตะรุเตาสถานที่ซึ่งนักโทษต้องแย่งอาหารจากหมา แถมยังทนทุกข์จากพิษสงของไข้ป่า จากนั้นก็ถูกโยกย้ายไปที่เกาะเต่า ซึ่งทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าอีกร้อยเท่าพันทวีคูณ

จากหน้า 153 ผู้เขียนได้บรรยายถึงการร่ำลาของต้นแสงกับแม่ของเขา ก่อนที่เขาจะต้องเดินทางเข้าคุกบางขวางไว้ว่า “แม่ยื่นซองกระดาษเล็กๆ ซองหนึ่งให้ข้าพเจ้า คืนนั้นเมื่อข้าพเจ้าเปิดซองออกมา ก็พบเมล็ดมะเกลือสามเมล็ดบนฝ่ามือ เป็นอีกครั้งที่แม่ใช้เมล็ดมะเกลือเตือนสติข้าพเจ้า…อดทน! จงอดทน!”

เมื่ออ่านไปจนถึงหน้า 388 ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นแสงต้องระหกระเหินไปจนถึงเกาะเต่า ซึ่งเขาได้เพาะเมล็ดมะเกลือเมล็ดสุดท้ายไว้ที่นี่จนเติบโต (เขาเพาะไว้ที่ละเมล็ด)ผู้เขียนบรรยายความในใจของต้นแสงไว้ว่า

“ข้าพเจ้ามองดูต้นมะเกลือ แม้แต่มะเกลือก็ยังโรยราเหมือนขาดน้ำและความเอาใจใส่ของคน นาทีนี้ข้าพเจ้าอยากให้มันออกผลสักผล ข้าพเจ้าจะเอาผลมะเกลือมาคั้นเป็นน้ำ ทิ้งไว้ค้างคืนให้มันกลายเป็นยาพิษ บางทีมันอาจเป็นตั๋วเดินทางเที่ยวเดียวไปจากนรกแห่งนี้ได้ แต่แล้วข้าพเจ้าก็ระลึกถึงคำสัญญาที่ให้กับแม่ ข้าพเจ้าต้องมีชีวิตรอดต่อไป อย่าเพิ่งสิ้นหวัง! อย่าเพิ่งตาย!”

สิ่งผมได้เรียนรู้และเอามาปรับใช้กับตัวเองในทุกสถานการณ์ คือ เราต้องหาคำพูด หรือหาอะไรบางสิ่งมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่มีใครพูดกับเราหรือกระทำบางอย่างกับเรา เราก็ต้องพูดต้องบอกและต้องทำให้ตัวเราเอง หากจะดีกว่านั้น ถ้าเรามีโอกาสพูด หรือบอกหรือทำให้กับคนที่เรารัก ที่ต้องจากลาไกลเพื่อไปพบเจอกับความทุกข์ทรมาน ก็จงทำ เพราะเราไม่รู้หรอกว่า นี่อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทรงพลังเสียจนทำให้เขามีความหวัง และประคองร่างกายและจิตใจให้อยู่รอดกลับมา

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า

ไม่ว่าเราจะเจอเหตุการณ์เลวร้ายอย่างไร

เราต้องมีความหวัง เราต้องมีพลังกำลังใจ

เราต้องอยู่รอดกลับมา

เพราะเราทุกคนคือผู้อยู่รอด!

 

พฤษภาคม 20, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

‘แนน กัญดา’ ชีวิตขับเคลื่อนด้วยความสุข

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2558 เวลา 12:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/361428/แนน-กัญดา-ชีวิตขับเคลื่อนด้วยความสุข

‘แนน กัญดา’ ชีวิตขับเคลื่อนด้วยความสุข

โดย…แนน-กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ เรียบเรียง นกขุนทอง

“ความสุขแนนรู้สึกว่ามันค่อนข้างกว้าง คือมันแยกไม่ออกว่าความสุขที่ชัดเจนคืออะไร แต่ทุกอย่างในชีวิตแนนขับเคลื่อนด้วยความสุข คือถ้าทำอะไรแล้วไม่มีความสุขจะไม่ทำ อย่างเรื่องความรัก ถ้ารักแล้วทุกข์มากกว่าสุขจะไม่รักคนนั้น งานก็เหมือนกัน ถ้าค่าจ้างสูงแต่งานที่ไปทำไม่มีความสุขก็ไม่ทำ เพื่อนคนไหนคบแล้วไม่มีความสุขก็ไม่คบ เพราะความสุขเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตในทุกเรื่อง

บางคนมีเป้าหมายในชีวิต แต่แนนไม่มีเป้าหมายในชีวิต แค่ใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุขก็พอ ไม่เคยวางแผนว่าต้องมีเงินเก็บ มีบ้าน มีรถ ตอนอายุเท่าไหร่ ไม่เคยมีความฝันแบบนั้น ทุกวันที่หายใจ ทุกวันที่ทำงาน ทำเพื่อความสุขของตัวเอง คนที่รู้จักแนนจะรู้ว่าเป็นคนอารมณ์ดี ไม่คิดมาก มองโลกในแง่ดี อะไรผ่านมาเดี๋ยวก็ผ่านไป ไม่โกรธ ไม่เกลียดใคร

คนเรามีหลายแบบในการใช้ชีวิต บางคน Self Center เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง Money Center เอาเงินเป็นที่ตั้ง หาเงินอย่างเดียวทั้งชีวิต แต่แนนเป็นแบบ Happiness Center ทำทุกอย่างเพราะมีความสุข ทำเพราะอยากทำ ทำแล้วสิ่งที่ได้กลับมาคือความสุข นี่แหละมั้งคือความสุขแบบแนน

ที่จริงแล้วความสุขมันง่ายๆ เองนะคะ อะไรก็ได้ ไม่ทุกข์กับมัน ก็สุขมากแล้ว คือมองโลกในแง่ดี ไม่เอามาคิด มาเครียด ก็ไม่ทุกข์ เราก็จะมีความสุข ยกตัวอย่าง ทุกวันนี้ออกมาจากบ้านบนถนนรถติดมาก ต้องขับรถติดอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อมาทำงานตอนเช้า คนอื่นอาจเครียด หงุดหงิด แต่แนนทำใจอยู่แล้วว่าติด เลยเอาข้าวมารับประทานบนรถ แต่งหน้า ถักหมวกถวายพระ หรือทำอื่นๆ ประโยชน์อย่างน้อยคือทำให้ได้รับประทานอาหารเช้าทุกวัน แค่เราไม่ทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้นเราก็มีความสุขได้บนท้องถนนใน 1 ชั่วโมงนั้นค่ะ

ด้วยความมองโลกในแง่บวก ปัญหาสำหรับแนนจึงแทบไม่ค่อยมี เพราะเป็นคนที่เปิดรับทุกคน ปรับตัวเข้าหากัน เลยไม่ค่อยเจอปัญหาค่ะ แต่ก็มีบ้าง ปัญหาที่เกิดขึ้น เข้าใจปัญหา เจอก็พยายามแก้ไข ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ต้องทำใจ เคยมีที่วันหนึ่งรายการที่เคยมีหายไปหมด เสียรายได้ไปค่อนข้างเยอะในวันเดียว ยอมรับว่าอึ้งๆ ไปเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอกลับมานั่งคิดก็ไม่เห็นเป็นไรเลย เราเคยได้มาแล้ว ก็ใช้จ่ายจากที่สะสมมาก่อนหน้านี้ ส่วนงานที่หลุดไป คิดซะว่าทิ้งส่วนนี้ไปเพื่อจะมีโอกาสดีใหม่เข้ามา ถ้าเราตั้งใจทำงานเดี๋ยวก็มีงานเข้ามาหาเรา คือเรื่องแบบนี้ถือว่าไม่ทุกข์ ไม่เครียดค่ะ

ความสุขที่สุดสำหรับแนน ก็คือการที่ได้เกิดมาเป็นแนนนี่แหละค่ะ คนเราคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ได้มีครอบครัวที่ดี พ่อแม่น้องมีกินมีใช้ไม่อด ไม่ทะเลาะ ชิงดีชิงเด่นกัน มีกัลยาณมิตรที่ดี มีงานที่ดี คือได้มาอยู่สังกัดอาร์เอส ได้มีเจ้านายที่ดี ให้โอกาสที่ดีเสมอ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี แล้วสุขภาพที่ดี นี่สำคัญที่สุดเพราะเรามีสุขภาพดีก็จะมีแรงหาความสุขใส่ตัวได้ ถือว่าเป็นคนที่โชคดีมากที่ได้ครบหมดทั้ง 4 อย่างค่ะ”

 

พฤษภาคม 20, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชายผู้โกง ความตาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2558 เวลา 12:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/361425/ชายผู้โกง-ความตาย

ชายผู้โกง ความตาย

โดย…

นั่งอยู่ตรงหน้าเรานี้ คือ “อภิรักษ์ สัตย์ชาพงษ์”  เจ้าของฉายา “เอ ไมค์ทองคำ” อารมณ์เขาดีแบบที่แววตาเขาแสดงออก ว่าแล้วเขาก็ขอโชว์ลูกคอด้วยเพลงเอกประจำตัว “ไอ้อ้วนอกหัก” เอ… จะด่าตัวเองทำไม (555) เขาว่าเปล่าด่า เพราะเป็นเรื่องจริง เพลงนี้มาจากชีวิตเขาที่ไปหลงรักสาว แต่สาวกลับไม่สนใจ ก็ต้องอกหักดังเป๊าะเหมือนกับเนื้อเพลงนั่นไง

เห็นเออารมณ์ดีแบบนี้ เชื่อมั้ยว่าเอเคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาแล้ว “ผ่านมาได้ราวปาฏิหาริย์” ใครว่าปาฏิหาริย์ไม่มีจริง ต้องฟังเขาเล่า ในวันที่เขา “รอดพ้นจากมัจจุราชปลายกระบอกปืน” (ไทยประดิษฐ์) ต้องยกนิ้วให้ เพราะเขาคือยอดมนุษย์ “ผู้โกงความตาย”

เอเริ่มย้อนภาพวันเกิดเหตุให้ฟังเป็นฉากๆ ก.พ. 2554 เขาตั้งใจกลับไปบ้านเกิด จ.กำแพงเพชร ไปกราบแม่ ไปหาหลานที่เพิ่งลืมตามาดูโลก แถมด้วยจะได้ไปงานกล้วยไข่ประจำปี แน่นอน พบปะสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงเป็นเรื่องธรรมดา

 

พอถึงบ้าน กราบแม่งามๆ บนหน้าตัก จากนั้นก็ไปแวะทักทายหลานตัวน้อย แล้วเอก็โทรหาเพื่อนกะนัดกันไปนั่งดื่มกินตามประสาคนนานทีปีหนมาพบปะกัน แก๊งเพื่อนของเอประกอบด้วยผู้ชาย 3 รวมตัวเขา ผู้หญิงอีก 4 ทั้งหมดยกขบวนไปนั่งกินดื่มที่หาดริมแม่น้ำปิง

“ผมไปถึงที่นั่นสักประมาณ 5 โมงเย็น คนเยอะครับ บรรยากาศมันจะเหมือนหาดทรายน้ำจืด มีเสื่อปู มีโต๊ะญี่ปุ่นให้ลูกค้านั่งกิน มีร่มปักกันแดด พวกผมก็นั่งกินดื่มกันจนมืด ร่มก็ถูกเก็บไป เหลือไว้เพียงแสงสปอตไลต์จากที่สูงก็ส่องลงมา ร้านที่ผมนั่งยังมีอีกโต๊ะยังนั่งอยู่เต็มเลย ผมก็กินดื่มของผมไปเรื่อย ก็ไม่ได้สนใจ หรือใส่ใจกับโต๊ะข้างๆ เพราะไม่รู้จักกัน”

เวลาล่วงเข้าสู่เกือบ 2 ทุ่ม การสังสรรค์ทวีความสนุก แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ด้วยว่าเอกับเพื่อนๆ สัญญาว่าจะไปต่อที่คณะหมอลำเสียงอีสาน ที่เดินทางมาเปิดการแสดงในงานกล้วยไข่ เมื่อเห็นสมควรแก่เวลาทุกคนจึงพร้อมใจเรียกเจ้าของร้านคิดค่าเสียหาย

 

ยังไม่ทันที่ประโยค “ป้าเก็บตังค์ด้วยครับ” จะสิ้นเสียงจากปากผู้เรียกขาน ขวดโซดาก็ลอยหล่นลงมาแตกกลางวงสังสรรค์ของเอและเพื่อนๆ ตายละหว่า งานเข้า เอคิดในใจ ชั่วฉับพลันสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้บังเกิด เมื่อกลุ่มวัยรุ่นอีกโต๊ะวิ่งกรูเข้ามาประชิดตัวเอกับเพื่อนอีก 2 หน่อ ขณะที่เพื่อนผู้หญิงได้แต่ตะโกนก้อง วิ่งๆๆๆ

“ตอนนั้นผมได้ยินคือเสียงของเพื่อนผู้หญิงสั่งให้วิ่ง วิ่ง วิ่ง แต่ไม่ทันละครับ เพราะพวกนั้นวิ่งมาแล้ว วิ่งมาหาผมกับเพื่อน จากนั้นก็ตุบตับๆ กัน มันชุลมุนมาก ผมก็อาศัยตัวอ้วนแหวกวงล้อมออกมาได้ เพื่อนอีกคนวิ่งออกไปก่อนละ ผมก็หันกลับไปดูเหลือเพื่อนอีกคนที่โดนรุมอยู่ กะจะไปช่วยเพื่อน ระหว่างที่กำลังเอี้ยวตัวโดยในมือถือขวดเหล้าเปล่า ผมก็เห็นแล้วว่าเพื่อนคนนั้นวิ่งออกมาได้ละ แต่แก๊งวัยรุ่นก็ยังวิ่งตามมา พอเห็นผมถือขวด หนึ่งในวัยรุ่นที่มีปืนมันก็ตะโกนว่าอย่าวิ่งนะมึง ถ้าวิ่งกูยิง”

หัวใจหล่นลงมาอยู่ที่ตาตุ่ม เอบอกอย่างนั้น เมื่อได้ยินคำขู่นี้ เขานิ่ง ไม่ขัดขืน ไม่ต่อสู้ ชั่วพริบตาเดียว เสียงใครจากที่ไหน ไม่รู้ ตะโกนดังลั่น “ตำรวจมาเว้ย” ประหนึ่งฉากไฮไลต์ในภาพยนตร์ไทย ตำรวจมาเว้ย เท่านั้นละ ทุกอย่างก็ชะงักงัน แก๊งวัยรุ่นตกใจ แต่ยังไม่ล่าถอย ด้วยสัญชาตญาณการหนีเอาตัวรอด เอจึงหันหลังกลับเพื่อจะก้าวเท้าออกจากที่นั่น

 

เพียง 3 ก้าว เสียงปังก็ดังขึ้น เสียงนั้นเป็นอื่นใดไปไม่ได้ เสียงปืน เอยังจำแม่น สิ้นเสียง “ปัง” เอก็พาร่างกระโดดลงไปในหลุมทรายที่อยู่ตรงหน้า “ปัก” เสียงร่างเอกระแทกพื้น เขายังจำไม่ลืม ความรู้สึกทุกอย่างเอบอกไม่ได้ไร้สติ สติยังอยู่ครบ รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ว่ายังหายใจ

“รู้สึกตัวทุกอย่างครับ และที่รู้สึกคือจุกครับ ตอนที่กระโดดลงหลุมทราย เสียงตัวผมกระแทกพื้นดังปัก ความจุกมันแล่นทั้งร่างเลยล่ะ พูดอะไรไม่ออก แต่ในใจคิดตลอดว่า ถ้ามึงแน่ ต้องมาซ้ำให้กูตาย โดยตอนนั้นตัวเองยังหลับตานะ สักพักเสียงสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ก็ดังขึ้น ผมคิดว่าพวกมันคงหนีไปละ สักพักก็ได้ยินเสียงหวอรถโรงพยาบาลดังตามมา เพราะตรงที่เกิดเหตุมันอยู่หลังโรงพยาบาล เสียงเพื่อนเรียกก็ดังใกล้ๆ หู เอ เอ เออยู่ไหน”

สติยังมีครบ ลมหายใจยังไม่แผ่วเบา เอคลานขึ้นมาจากหลุมทรายด้วยอาการทุลักทะเล ความจุกผ่อนปรนลงไป เหลือเพียงรอยแผลที่มือเขาคลำไปเจอ เอรู้ว่าตัวเองโดนยิง ไม่ได้หนังเหนียว ไม่มีของดีพกติดตัว แต่ไม่รู้ว่าตัวเองโดนยิงที่กลางหลัง กระทั่งเพื่อนผู้หญิงเดินอ้อมมาดูหลังของเอ เธอก็อารามตกใจ ร้องไห้โฮ และบอกให้เอนอนลง ซึ่งตอนนั้นเอยิ่งงงว่าจะให้นอนทำไม เพราะยังมีอาการจุกท้องอยู่

 

“รู้นะครับว่าตัวเองโดนยิง แต่คิดว่าแค่แขน เพราะใช้มือคลำแล้วมันเจอ ส่วนหลังนี่ไม่รู้เลย มารู้อีกทีคือตอนมาถึงโรงพยาบาล หมอเอาฟิล์มเอกซ์เรย์มาแปะไว้ที่หัวเตียง ผมเห็นผมก็ยังขำเลยครับ มันเหมือนเม็ดสาคู มันกระจายอยู่ทั่วหลังกับหน้าอกผมหมดเลย ซึ่งผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าปืนลูกซองพอยิงแล้วมันจะกระจาย”

ระหว่างนั้น เขาก็ค่อยๆ ถลกเสื้อ เผยให้เห็นถึงแผ่นหลัง รอยแผลเป็นลักษณะนูน ลายพร้อยทั่วแผ่นหลัง หลังแขน บางจุดสีเข้ม บางจุดสีจาง เขาชี้จุดที่โดนยิงกลางหลัง แม้จะสะเทือนใจแต่ก็ต้องเพ่งมอง แทบไม่น่าเชื่อว่าเอจะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ เอยังบอกอีกว่าระยะห่างจากกระบอกปืนกับตัวเขา “แค่วาเดียว” ฟังเขาเล่าก็ไม่ต่างกับภาพยนตร์
แอ็กชั่น “ยิงกันระยะเผาขน”

ถือเป็นโชคดีของเอที่มาทันมือหมอ ทว่าในความโชคดีก็กลับมีความโชคร้ายตามมา เมื่อผลเอกซเรย์อย่างละเอียดพบกระสุนนัดหนึ่งทะลุปอด ซึ่งนั่นก็หมายถึงกระสุนนัดโหดจากฝีมือแก๊งวัยรุ่นที่ยิงใส่ด้านหลังของเอในวันเกิดเหตุ โอละพ่อ!!! ครานี้เอต้องเจอศึกหนักกับการเข้าสู่ห้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เพื่อนำสายยางดูดเลือดเสียออกจากปอด

 

เอเล่าถึงตอนนี้ สีหน้าเขาเจ็บปวดมากกกกก และเขาก็ยืดอกยอมรับอย่างแมนๆ ว่า ตอนโดนยิงว่าเจ็บและจุกแล้ว แต่ตอนที่โดนหมอใส่สายยางเข้าปอด “เจ็บโคตรทวีคูณ”

“หมอฉีดยาชา ผมก็นอน ความรู้สึกเหมือนเอามีดมากรีดเนื้อสดๆ เสียงดังกึดๆ ไม่เจ็บครับ แต่ความรู้สึก โห!!! สุดยอดครับ หมอก็บอกว่าเคสผมน่ะค่อนข้างล้วงเข้าไปหาปอดยาก เพราะไขมันผมเยอะ ซวยละ (หัวเราะ) ความอ้วนเป็นอุปสรรคละ ตอนนั้นผมก็เริ่มหายใจเร็วและสั้น สิ่งเดียวที่ผมอยากได้ตอนนั้นนะ คือลมหายใจ คืออยากหายใจลึกๆ รู้สึกเลยว่าผมหายใจไม่อิ่ม

หมอก็ควานหากระสุนจนเจอ ผมได้เสียงปู๊ด เหมือนเสียงผายลม ผมถึงหายใจสะดวก เวลาที่หมอทำการใส่สายยาง 20 นาทีมั้งครับ แต่ผมรู้สึกว่ามัน 2 ชั่วโมง รู้สึกว่าทำไมมันนานจัง พอหมอจัดการเสร็จ หมอบอกญาติว่าอย่าให้ขวดที่ใส่เลือดล้ม หรือแตกนะ เดี๋ยวลมจะเข้าเพราะมีผลต่อปอด”

 

นอนพักฟื้น 3 วันเต็ม อาการของเอดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ความโชคร้ายยังไม่จบไม่สิ้น เมื่อจู่ๆ สายยางเกิดหลุดออกจากปอด เอเล่าไปก็ขำไป จนอยากจะร้องเพลงเป็นภาษาอาหรับ แต่ก็ร้องไม่ออก หมอบอกให้ญาติระวังขวดใส่เลือด แต่ทุกคนกลับลืมระวังสายยางจะหลุดออกจากปอด เช่นนั้นแล้ว เอจึงต้องเข้าสู่การผ่าตัดเอาสายยางใส่ปอดอีกรอบ เป็นความเจ็บปวดคำรบที่สองที่เอไม่เคยลืมเลือน

เบ็ดเสร็จ 1 เดือนที่เอนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล นักร้องหนุ่มก็กลับไปฟื้นฟูร่างกายที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งตามประสงค์ของผู้เป็นแม่ พร้อมบริหารปอดทุกวันด้วย “การเป่าลูกโป่ง” เพื่อไม่ให้ปอดข้างที่ทะลุฝ่อแฟบ ขณะเดียวกันเขาก็ใจจดจ่อรอข่าวดีว่าตำรวจจับคนร้ายได้แล้ว แต่ก็ไร้วี่แวว กระทั่งล่วงผ่านมาถึง 1 ปีเต็ม คนร้ายก็ถูกจับมารับชะตากรรมที่ตัวเองก่อไว้

“ตอนที่รอตำรวจดำเนินคดี ผมไม่โกรธแล้วนะ ผมก็ไปทำบุญ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้เขา ก็บอกว่าชาติหน้าฉันใดอย่าได้มาเจอกัน อย่าได้มาจองเวรกันอีกนะ เชื่อมั้ยครับหลังจากนั้นชีวิตผมก็ค่อยๆ ดีขึ้น มีโฆษณาบีควิกตัวที่ 2 ติดต่อมาให้ผมเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งก่อนหน้าผมก็เคยถ่ายโฆษณาชุดนี้มาแล้วก่อนที่จะโดนยิง จากตัวที่ 2 ก็มีตัวที่ 3 ผมก็ไม่คิดว่างานจะเข้าเยอะขนาดนี้ จนมาประกวดไมค์ทองคำ
นี่ละครับ ผมถือว่าชีวิตดีขึ้นๆ เรื่อยๆ

วันที่จับคนร้ายได้ผมก็ไปชี้ตัว ไปขึ้นศาลก็ไป จริงๆ คดีผมศาลพิพากษาแล้วให้รอลงอาญา เพราะคนร้ายตอนที่ยิงผมเขายังเป็นเยาวชน แต่กลายเป็นว่าเขาต้องติดคุกเพราะโดนอีกคดี วันนั้นเขาก็เข้ามากราบขอโทษผมนะ เขาบอกไม่ได้ตั้งใจ ในใจผมนะเป็นไฟเลย ไม่ได้ตั้งใจ แล้วมึงเอาปืนจ่อกูนี่นะ อยากจะซัดให้หมอบตรงนั้นเลยนะ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะอยู่ในศาล ผมก็พยายามสงบสติอารมณ์ แล้วก็สอนเขาว่าทำอะไรต้องคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงอนาคตตัวเอง ถ้าผิดแล้วมันจะเป็นตราบาปไปจนตาย เขาก็ครับๆๆ”

กรณีของเอนับเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เยาวชนต้องตระหนักและไตร่ตรอง ก่อนจะทำอะไร สติต้องมีอยู่ครบ ความมึนเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ล้วนนำไปสู่ความผิดพลั้งครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต แก๊งเพื่อนอันธพาลคือแรงขับเคลื่อนให้กระทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างไม่หวั่นเกรงใคร มากกว่านั้น บาดแผลที่ฝังลึกในใจผู้ถูกกระทำยากนักจะลืมเลือน แม้เหตุการณ์จะจบลงแล้วก็ตาม ทว่าความโหดร้ายยังอยู่ ที่สำคัญมัน “ติดตา” และ “ติดตัว” ติดตัวของนักร้องลูกทุ่งวัย 29 จวบจนวันนี้

“ทุกวันนี้กระสุนนัดที่ทะลุปอดก็ยังอยู่ในตัวผมนะ เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้วละครับ หมอก็ยังบอกนะว่าผมน่ะโชคดีที่อ้วน (หัวเราะร่วน) เพราะตอนที่โดนยิงกระสุนมันจะกระจายใช่มั้ยครับ ดีที่มันไม่ไปโดนไขสันหลัง มันทะลุไปไม่ถึงเพราะติดชั้นไขมัน ที่ผ่าออกไปก็มี แต่หมอก็บอกว่าอะไรที่เป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายของเราจะขับออกมาเอง มันอยู่ในตัวผมได้ มันเป็นตะกั่ว จะไม่เกิดสนิม ตอนนี้บางจุดก็เริ่มปูดออกมา ก็ไปให้หมอสะกิดออก ความเจ็บไม่มีละครับ ทุกอย่างเป็นปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือผมมีลูกกระสุนอยู่ในตัว (หัวเราะลั่น)

การใช้ชีวิตก็ทำได้ทุกอย่าง กินได้ทุกอย่าง ไม่มีข้อห้ามอะไรเลยครับ เรื่องการร้องเพลงที่ต้องใช้ปอดก็ไม่มีผลอะไรนะ ก็ยังร้องเพลงได้ปกติ ใช้เสียงได้ปกติ หายใจได้ปกติ ไม่รู้นะครับในเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของผมแล้ว ผมก็ต้องใช้ชีวิตและอยู่กับมันให้ได้

ก็อาจจะมีบางอย่างที่ผมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่านะ เวลาร้อนผมจะร้อนมากกก เวลาหนาวก็หนาวมากกก ซึ่งผมไม่เคยเป็น มาเป็นหลังโดนยิงนี่ละครับ

ผมต้องขอขอบคุณเหตุการณ์วันนั้นที่ทำให้ผมต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้มากๆ เป็นบทเรียนที่ผมไม่มีวันลืมเลยละครับ”

 

พฤษภาคม 20, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

บ้านคนอารมณ์ดี ของ นวรัตน์ รุ่งสว่าง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2558 เวลา 12:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1QvcgCY

บ้านคนอารมณ์ดี ของ นวรัตน์ รุ่งสว่าง

โดย…ชายโย ภาพ วีระวงศ์ วงศ์ปรีดี

บ้านหลังนี้มีสวนสวยและเสียงเปียโนที่บรรเลงโดยเจ้าของบ้าน ให้สามีและลูกชายวัย 7 เดือนฟังช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ว่ากันว่าสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเราได้ดีที่สุดก็คือบ้าน บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยสีสัน แต่ละห้องภายในบ้านล้วนมีบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป ห้องนั่งเล่นที่ดูอบอุ่น ไปจนถึงห้องครัวที่แต่งด้วยโทนสีที่ให้ความรู้สึกสนุกสนาน และนี่คือบ้านของ แนน-นวรัตน์รุ่งสว่าง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธนาคารกสิกรไทยผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งธนาคารกสิกรไทย

แนนเล่าถึงตอนที่แต่งบ้านครั้งแรกว่า เริ่มต้นจากการแต่งสไตล์บาหลี เน้นต้นไม้ ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก แต่พออยู่ไปแล้วก็รู้ตัวว่าไม่ได้เป็นคนชอบสไตล์บาหลี ก็เลยตกแต่งบ้านใหม่เป็นสไตล์อย่างที่ชอบในสไตล์โมเดิร์นอิงลิช โดยแบ่งธีมของห้องให้มันให้บ้านรู้สึกว่ามีความสนุก อย่างห้องนั่งเล่นอยากให้เป็นห้องที่กลับบ้านมาแล้วรู้สึกอบอุ่น ใช้โทนสีครีม เฟอร์นิเจอร์โซฟาตัวใหญ่นั่งสบาย และมีเปียโนวางอยู่หลังหนึ่งสำหรับเล่นช่วงวันหยุด ห้องครัวที่มีสีฉูดฉาดเล่นสีสันให้รู้สึกสนุกสนานเวลาทำกับข้าว และแต่ละห้องจะมีบุคลิกเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน แต่โดยรวมแล้วพยายามทำให้บ้านออกมาแล้วรู้สึกว่าทุกคนในครอบครัวอยู่สบายที่สุด

 

“มุมที่ชอบที่สุดคือห้องรับแขก เป็นมุมที่อยู่แล้วรู้สึกสบายที่สุด เวลาที่เล่นเปียโนจะเปิดประตูบ้านทั้งสองด้านจะมีลมเย็นพัดเข้ามาในตัวบ้านทำให้เรารู้สึกเย็นสบายมากๆตอนท้องก็เล่นให้ลูกฟัง จนถึงวันนี้ น้องวินด์เซนต์ ลูกชายก็ชอบเวลาเราเล่นเปียโน

ทุกครั้งที่อุ้มมานั่งตักแล้วได้ยินเสียงเขาก็จะออกเสียงร้องอือออไปตามเสียงเพลง ยิ่งพอรู้ว่าลูกรู้สึกสนุกกับการได้ฟังเสียงดนตรีเราก็ยิ่งต้องจริงจังกับการเล่นให้มากขึ้นเพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น อีกอย่างทุกคนในบ้านก็มีความสุขที่ได้อยู่ ที่ได้ยินเราเล่นเปียโนอีกอย่างหนึ่งงานที่ทำอยู่ต้องใช้จินตนาการและอารมณ์ศิลป์ในการทำงานค่อนข้างมาก ทุกครั้งที่เราได้เล่นเปียโนเหมือนกับเราได้เคลียร์สมองให้พร้อมรับการงานใหม่ๆ ที่เข้ามา”นอกจากมุมเปียโนที่แนนชอบที่สุดแล้ว เธอยังบอกกับเราอีกว่า บ้านนี้เป็นบ้านที่จัดปาร์ตี้เล็กๆ กันบ่อยมาก โดยเฉพาะปาร์ตี้บาร์บีคิวในสวน เพราะเป็นบ้านที่มีพื้นที่และสะดวกกับการเดินทางของทุกคน สวนในบ้านหลังนี้จะเป็นสวนที่เน้นต้นไม้ที่มีฟอร์มใบสวย จัดวางให้ดูโล่งสบายตาแบบโมเดิร์น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความร่มรื่นชุ่มชื้นของสวนแบบทรอปิคอล และเติมสีสันฉูดฉาดให้สวนดูมีชีวิตชีวา เหมาะกับการปาร์ตี้บาร์บีคิวเป็นที่สุด

 

ท้ายสุด แนนพูดถึงความรู้สึกที่มีต่อบ้านของเธอเองว่า “บ้านหลังนี้เป็นทุกอย่างในชีวิต ทุกครั้งที่เสร็จจากงานหรือกลับจากที่ไหนก็ตาม เราจะคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัวที่รออยู่ที่บ้าน เพราะครอบครัวสำคัญกับเรามากที่สุด สำคัญมากกว่าทุกสิ่งในชีวิต เป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าอนาคตเราจะต้องทำอะไร และเราจะทำเพื่อใคร”

 

 

พฤษภาคม 2, 2015 Posted by | เยี่ยมบ้านคนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนสวยสไตล์เม็กซิกัน ของ ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2558 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Q49Zyf

สวนสวยสไตล์เม็กซิกัน ของ ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม

โดย…วราภรณ์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หนุ่มนักร้องสุดฮอต ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม ผู้เคยได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 สุดยอดนักล่าฝันรายการเรียลิตี้ โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชียซีซั่นที่ 5 เพิ่งกลับมาจากเกาหลีสดๆ ร้อนๆเพื่อลุยซิงเกิ้ลเพลงที่ 4 กับค่ายเกาหลี CJGroup ปีหนึ่งๆ ณัฏฐ์จะเดินทางไปทำงานเพลงและโปรโมทเพลงที่ประเทศเกาหลีปีละ 2 ครั้ง แต่นอกเหนือจากนั้นเขาจะใช้ชีวิตทำงานทั้งถ่ายแบบเป็นนักร้องและเป็นนักแสดงอยู่ที่เมืองไทย และวันไหนที่เขารู้สึกว่าเคร่งเครียดกับการทำงานมากเกินไป เขาจะปลีกวิเวกมาพักผ่อน ณ คอนโดมิเนียมส่วนตัว ที่แมกโนเลีย ที่เขาได้ครอบครองมากว่า 7 ปีแล้ว แต่ก็ยังดูใหม่เพราะผ่านการดูแลมาอย่างดี เพราะนอกจากณัฏฐ์จะชอบมานั่งเล่นที่นี่ยามที่ต้องการเวลาเป็นส่วนตัวแล้ว พี่สาวรวมทั้งคุณแม่ก็ชอบมานอนพักเล่นอยู่ที่นี่ด้วย

“ต้องบอกก่อนว่า ผมมีบ้านอยู่ 2 หลังคือย่านเกษตรซึ่งเราก็พักกันเป็นครอบครัวแต่ยามที่ผมอยากพักผ่อน อยากมานั่งเล่นออกกำลังกายที่ฟิตเนส หรืออยากได้ฟีลแบบพักผ่อน ผมจะเลือกมาที่คอนโดแห่งนี้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับเมกาบางนา อย่างพี่สาวผมก็ชอบมาเพราะมาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ เพราะบรรยากาศที่นี่เงียบสงบ หรือคุณแม่ก็ชอบเอาซีรี่ส์เกาหลีมานั่งดูที่ห้องนั่งเล่น เรียกว่าเวลาใครอยากมาพักผ่อนก็เลือกมาที่นี่เป็นประจำ แต่ข้อดียามที่คุณแม่มา ท่านชอบมาทำความสะอาด ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย บ้านจึงยังใหม่อยู่เสมอ มีคนถามเหมือนกันว่าทำไมไม่ขายทิ้ง ก็เพราะคุณแม่พี่สาวและผมชอบที่นี่มาก เราจึงอยากเก็บไว้ เพราะรู้สึกผูกพันกับคอนโดหลังนี้ มันมีพื้นที่รองรับในทุกสถานการณ์ สแตนด์บายไว้เพื่อเรา”

 

นอกจากคอนโดแห่งนจี้ ะอย่สู บายแล้วยังโดดเด่นด้วยการตกแต่งตะวันตกนิดๆแบบเม็กซิกัน ซึ่งเป็นสไตล์บ้านที่ณัฏฐ์รู้สึกโปรดปรานมากกว่าการแต่งบ้านสไตล์สมัยใหม่ และมุมที่ณัฏฐ์ชอบมานั่งเล่นมากๆ ยามเย็นย่ำ คือ สวนสวยที่ตกแต่งสไตล์ออริจินัลปาร์ก ของเม็กซิกัน ซึ่งเป็นการตกแต่งที่ไม่ค่อยพบเห็นได้ง่ายๆ ในเมืองไทย ดูมีมนต์ขลังด้วยก้อนอิฐ ซึ่งเป็นวัสดุที่ใกล้ธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสวยงาม

“ผมทำงานในวงการบันเทิง ซึ่งความสงบเงียบหาได้ยากมาก แต่ที่นี่ทำให้ผมเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง มันเงียบและเป็นส่วนตัวมากๆเพราะห้องของผมอยู่บนชั้นสอง แล้วสวนสวยก็ตั้งอยู่บนชั้นสอง วันธรรมดาในเวลากลางวันผมไม่ค่อยเห็นคนออกมาเดินเล่นเท่าไหร่ หากตอนเย็นผมรู้สึกเบื่อๆ ก็ออกมานั่งเล่นที่สวนกลางคอนโดได้อย่างสบายเหมือนเป็นสวนส่วนตัวก็ว่าได้ครับ”

 

เมื่อรู้สึกอุดอู้ ก็เปลี่ยนอิริยาบถมาอ่านหนังสือ รับอากาศบริสุทธิ์ในสวน ซึ่งสามารถรับแสงธรรมชาติได้สบายเพราะไม่มีหลังคาจึงเปิดโลกรับแสงอาทิตย์ได้เต็มที่ แต่ก็ไม่ร้อน ผนังของสวนก็มีภาพวาดของจิตรกรบรรจงวาดภาพธรรมชาติตกแต่งสวนแห่งนี้ให้สวยงามมากขึ้น หากเบื่อแล้วเขาจะย้ายไปพักผ่อนในห้องนั่งเล่นส่วนตัว ซึ่งเขาสามารถหาความบันเทิงให้ตัวเองอีกรูปแบบหนึ่งนั่นคือการนั่งต่อโมเดลหุ่นยนต์กันดัมที่ชื่นชอบ นั่งอ่านหนังสือการ์ตูน หรือนั่งดูทีวีรายการโปรดก็ทำได้ เรียกว่าเขาสามารถใช้ชีวิตในคอนโดหรูบนพื้นที่ 80 ตรมได้อย่างสบาย แถมยังใกล้ชิดธรรมชาติในสวนสไตล์เม็กซิกันอีกด้วย

 

 

พฤษภาคม 2, 2015 Posted by | เยี่ยมบ้านคนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

14ภาพการ์ตูนจิกกัดสังคมก้มหน้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2558 เวลา 19:47 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1DH5CiK

14ภาพการ์ตูนจิกกัดสังคมก้มหน้า

เผย14ภาพการ์ตูน เมื่อสมาร์ทโฟนกำลังมีอิทธิพลอยู่เหนือมนุษย์

สำหรับมนุษย์เมืองกรุงคงเรียกได้ว่า’โทรศัพท์มือถือ’ได้กลายเป็นปัจจัยส่วนที่ 5 ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ว่าไปที่ไหนก็จำเป็นต้องคอยใช้มันติดตามข่าวสาร แชทกับเพื่อนไกลตัว เล่นเกมฆ่าเวลา และถ่ายรูปเซลฟี่

วัฒนธรรมไฮเทคเหล่านี้ได้กลืนกินผู้คนไปอย่างไม่รู้ตัว แต่กลายเป็นสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนต่างมีปฏิสัมพันธ์ในโลกแห่งความจริงน้อยลง ทางเว็บไซต์’Boredpanda’ได้รวบรวมภาพการ์ตูนที่สะท้อนถึงสังคมก้มหน้าออกมาให้ชมกัน มาดูกันดีกว่าเรากำลังเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่

ที่มา : boredpanda

 

พฤษภาคม 2, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ของเล่นใหม่ชาวเน็ต!แอพฯทายอายุจากใบหน้าบนรูปถ่าย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2558 เวลา 16:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1QSBhrR

ของเล่นใหม่ชาวเน็ต!แอพฯทายอายุจากใบหน้าบนรูปถ่าย

‘ไมโครซอฟท์’ปล่อยแอพฯลองเล่นขำๆ’How-Old.net’ทายอายุจากใบหน้าบนรูปถ่าย

เป็นอีกหนึ่งแอพลิเคชั่นที่ผุดออกมาให้ชาวเน็ตได้เล่นขำๆ สำหรับ’How-Old.net’ ที่มีคุณสมบัติทายอายุจากใบหน้า เพียงแค่เลือกรูปของบุคคลใดๆ ที่อยากให้โปรแกรมลองทายอายุเท่านั้นเอง โดยอาจจะเป็นรูปของตัวเอง เพื่อนๆ ครอบครัว หรือแม้กระทั่งคนดัง ตัวการ์ตูน หรือตัวละครในวีดีโอเกมก็ได้ เรียกได้ว่างานนี้สนุกสุดๆ (แต่จะแม่นขนาดไหนนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ)

ทั้งนี้ How-Old กลายเป็นของเล่นใหม่ของคอโซเชียลไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งต่างมีเสียงโวยวายออกมาอย่างขำขันเนื่องจากเจ้าโปรแกรมนี้มักทายอายุออกมามากกว่าที่ควรเป็น บางครั้งก็ตรวจจับภาพผิดเพี้ยนอีกด้วย จนกลายเป็นกระแสฮิตโพสต์รูปแฮชแท็ค #HowOldRobot

ผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ทั้งหลายสามารถกดเข้า http://how-old.net/ เพื่อทดลองเล่นกันได้เลย

ที่มา : techcrunch

 

 

พฤษภาคม 2, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

กสทช.ย้ำซิมเติมเงินไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1DG8f4n

กสทช.ย้ำซิมเติมเงินไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

เลขาธิการ กสทช.ย้ำซิมเติมเงินไม่มีค่าใช้จ่ายส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการให้บริการ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ขณะนี้ยอดของการลงทะเบียนซิมแบบเติมมียอดรวมกว่า   31 ล้านเลขหมายแล้ว และจากการที่มีประชาชนสอบถามมายังสำนักงาน กสทช. ว่าพบเห็นผู้ให้บริการลงทะเบียนซิมการ์ดมีการเรียกเก็บเงินค่าบริการในการรับลงทะเบียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    มีการพบเห็นกันมาก สำนักงานจึงขอฝากเตือนไปยังผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงินทุกคนอีกครั้งว่า การลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินตามที่สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินต้องลงทะเบียนซิมการ์ดภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2558 มิฉะนั้นจะไม่สามารถโทรออก และใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้นั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ประชาชนสามารถลงทะเบียนได้ฟรี ตามศูนย์บริการของโอเปอเรเตอร์ทุกค่าย หรือตามจุดให้บริการลงทะเบียนที่มีเครื่องหมาย 2 แชะแวะลงทะเบียนซิมทั่วประเทศ และราวกลางเดือนพฤษภาคม 2558 ประชาชนจะสามารถลงทะเบียนซิมได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่น จำนวน 2,436 แห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินในการลงทะเบียน สำนักงาน กสทช. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ ออกตรวจสอบเรื่องการลงทะเบียนซิมการ์ดแบบเติมเงินด้วย.

 

พฤษภาคม 2, 2015 Posted by | ดิจิตอลไลฟ์, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,178 other followers

%d bloggers like this: