ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เมาแดด เพลียร้อน อ่อนใจ เมษายน 25, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2558 เวลา 10:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1JwgpB9

เมาแดด เพลียร้อน อ่อนใจ

โดย…เพรงเทพ

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ปีนี้ฤดูร้อนช่างร้อนแรงจริงๆ

ออกไปนอกบ้านอยู่กลางแจ้ง ไม่ใช่แค่ร้อนอบอ้าว แต่มันร้อนจนแสบผิวแสบกายอย่างยากที่จะถ่ายถอน จนถึงขั้นหน้ามืดพานจะเป็นลม ต้องล้วงกระเป๋าควานหายาดมยาลมยาหม่อง แต่ก็ไม่เจอ เพราะลืมไปคิดว่ายังไม่แก่เลยไม่ได้พก…

ทำให้เกิดสติว่าต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างประมาทไม่ได้ สำหรับอากาศร้อนทะลุปรอทในปีนี้ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา วันชัย ศักดิ์อุดมไชย ออกมาประกาศชัดเจนถึงวันที่อากาศร้อนที่สุดของปีนี้ ประมาณการอยู่ที่ 44 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงมากที่สุดในรอบ 55 ปี แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นวันไหน เพราะขึ้นอยู่กับความร้อนที่สะสมมากที่สุดในช่วงนั้นๆ

พูดถึงแดดแรงร้อนก็อดไม่ได้ที่จะอ่อนเพลียแถมยังละเหี่ยใจอีกต่างหาก ไม่ออกจากบ้านก็ไม่ได้ เพราะคนเราก็ต้องมีการงานและภารกิจอื่นๆ ที่ต้องออกไปผจญภัยกลางแจ้งบนท้องถนนหรือภายนอกอาคารที่ต้องผจญกับอากาศร้อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อพูดถึงโรคที่มากับแดดและความร้อน ก็ต้องพูดถึงโรคลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งอันตรายอยู่พอสมควร หากเป็นหนักๆ รุนแรงก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้

แต่ก่อนจะพูดถึงโรคลมแดด ก็ต้องพูดถึงอาการเพลียแดด (Heat Exhaustion) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป แต่ยังไม่ถึงขั้นลมแดด เพราะยังสามารถควบคุมสติสัมปชัญญะอยู่ได้

ผู้ที่เพลียแดดจะมีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก และอาจเป็นติดต่อกันไปหลายวัน โดยทั่วไปอาการเพลียแดดไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน

การกินเกลือมากเกินไปกว่าระดับปกติที่มีในร่างกายจะทำให้เสียน้ำและโพแทสเซียมมากขึ้น และที่สำคัญคืออาจเกิดอาการเพลียแดดได้ โดยอุณหภูมิในร่างกายจะสูง เหนื่อยมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อจะอ่อนแอ น้ำหนักจะลด

การแก้อาการเพลียแดด คือ ต้องให้ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะน้ำที่มีเกลือแร่ เช่น น้ำผลไม้ต่างๆ

มาว่ากันถึงการเมาแดดหรือแพ้แดดขั้นรุนแรง นั่นก็คือ “โรคลมแดด” บ้างก็เรียกว่า “โรคอุณหพาต” หรือ “โรคลมเหตุร้อน” โดยเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2530 จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ขึ้นมาอีกโรค

 

สาเหตุการเกิดโรคลมแดดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ Classical Heat Stroke เกิดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่มีมากเกินไป ส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากและมีโรคเรื้อรัง มักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่สำคัญ คือ อุณหภูมิร่างกายสูง ไม่มีเหงื่อ

Exertional Heat Stroke เกิดจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไป มักจะเกิดในหน้าร้อนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและนักกรีฑา อาการคล้ายกับ Classical แต่ต่างตรงที่กลุ่มผู้ป่วยประเภทนี้จะมีเหงื่อออก นอกจากนี้ยังพบการเกิดการสลายเซลล์กล้ามเนื้อลาย โดยจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และพบไมโอโกลบินในปัสสาวะด้วย

สัญญาณสำคัญของโรคลมแดด ก็คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที

หากพบเจอผู้เป็นโรคลมแดดสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้ โดยนำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

ถ้าผู้ป่วยลมแดดได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถลดอัตราการเสียชีวิต และความพิการลงได้อย่างมาก

วิธีการป้องกันโรคลมแดด

– ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด

– หากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

– แม้ว่าจะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

– ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี

– ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป

– หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัดหลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน

– หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิ

 

 

มาดูแลสุขภาพช่องปากกันเถอะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2558 เวลา 16:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/สุขภาพ/360674/มาดูแลสุขภาพช่องปากกันเถอะ

มาดูแลสุขภาพช่องปากกันเถอะ

เพราะสุขภาพช่องปากเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพร่างกาย หลายท่านอาจไม่เคยทราบว่าสุขภาพช่องปากนั้น มีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก เนื่องจากในช่องปากของเราทุกคนมีเชื้อแบคทีเรียอยู่มากกว่า 600 สายพันธุ์ หากเราดูแลรักษาความสะอาดฟันและเหงือกได้ไม่ดีเพียงพอ คราบแบคทีเรียหรือไบโอฟิล์มจะก่อตัวขึ้นจนส่งผลให้เหงือกอักเสบ เป็นแผล ซึ่งเป็นทางผ่านให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด จนอาจส่งผล กระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย

ทพ.ดร.ยศกฤต หล่อชัยวัฒนา ได้ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพช่องปากในงานเปิดตัวแคมเปญ “Listerine Rinse for Life+” ว่าการดูแลสุขอนามัยช่องปากที่ดีที่สุด คือการทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดคราบไบโอฟิล์มหรือคราบพลัค หรือคราบจุลินทรีย์ ซึ่งการสะสมของคราบไบโอฟิล์ม ที่หลงเหลืออยู่บนผิวฟันอาจก่อให้เกิดโรคและปัญหาในช่องปากต่างๆ เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ กลิ่นปาก เป็นต้น

นอกจากนี้ แบคทีเรียในช่องปากไม่ได้อยู่เฉพาะบนผิวฟันที่มีพื้นที่เพียง 25% ของพื้นที่ในช่องปาก แต่อาศัยอยู่ทั่วทั้งปาก เช่น เหงือก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก และลิ้น

“สำคัญที่สุด คือต้องแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงครบทุกซี่ ทุกด้านเพื่อกำจัดไบโอฟิล์มที่สะสมบนผิวฟัน ต้องใช้เวลาในการแปรงอย่างน้อย 2 นาที และใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดบริเวณซอกฟันอย่างน้อยวันละครั้ง”

 

 

เคล็ดลับคืนความมั่นใจให้หุ่นสวยเป๊ะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2558 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/สุขภาพ/360673/เคล็ดลับคืนความมั่นใจให้หุ่นสวยเป๊ะ

เคล็ดลับคืนความมั่นใจให้หุ่นสวยเป๊ะ

สาวๆ เคยเป็นไหม? เวลาเดินช็อปปิ้งแล้วอยากซื้อชุดแบบในหุ่นโชว์กลับบ้าน ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะใส่ได้หรือเปล่า หรือเคยรู้สึกน้อยใจบ้างไหม? ว่าทำไมเราถึงไม่มีหุ่นสวยๆ “ซาบีน่า” เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมตีแผ่ปัญหาใหญ่ที่สร้างความหนักใจให้กับสาวไทย พร้อมแนะวิธีการรับมืออย่างถูกวิธี

พญ.วีรพร โรจน์ลัคนาวงศ์ (คุณหมอรุ้ง) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูตินรีเวชวิทยา โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า นิยามของการมีรูปร่างที่ดีในอุดมคติของ ผู้หญิงนั้น มองแตกต่างกันออกไปตามสมัยนิยม และมุมมองของแต่ละเพศสภาพ แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายต้อง เผชิญกับปัจจัยที่ไม่อาจควบคุม

หนึ่งในนั้นคือ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงตามธรรมชาติภายในร่างกายจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อสาวๆ ย่างเข้าอายุ 30 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งอายุประมาณ 40 ที่ระดับฮอร์โมนผันผวนอย่างชัดเจนมากขึ้น เป็นที่มาของอาการผิดปกติต่างๆ รวมทั้งสรีระของสาวๆ ลองสังเกตตัวเองดีๆ ว่า กินอาหารในปริมาณเท่าเดิมแต่ทำไมถึงอ้วนง่ายขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะอายุที่เพิ่มขึ้น ร่างกายก็จะใช้พลังงานน้อยลง ประกอบกับระบบการเผาผลาญพลังงานที่ลดลง ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมีการกระจายและสะสม ไขมันที่บริเวณหน้าท้อง สะโพกและต้นขา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับสรีระและการแต่งตัวของสาวๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิธีรับมือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นไปที่อาหารจำพวกถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ที่อุดมไปด้วยสารไฟโตเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายของสาวๆ และวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม โปแตสเซียม แคลเซียม ลดละอาหารประเภทแป้ง อาหารมันหรือมีรสหวานจัด ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วยวิธีง่ายๆ ที่สามารถหาเวลาในช่วงพักเที่ยงไม่ว่าจะเป็นการเกร็งหน้าท้อง ซิทอัพกับเก้าอี้ในท่านั่ง การบริหารสรีระทรวงอกด้วยการยกขวดน้ำดื่ม เป็นต้น

 

 

สวยสุขภาพดีย้อนวัย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2558 เวลา 10:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Jsio9C

สวยสุขภาพดีย้อนวัย

โดย…พุสดี

แม้จะเหนื่อยกายกับงานที่รัดตัวและเพลียใจกับปัญหาจราจร มลพิษ เศรษฐกิจและสังคมรอบข้าง แต่สาวๆ รุ่นใหม่วัยทำงาน ต้องอย่าหยุดสวยและไม่ลืมดูแลสุขภาพให้ฟิตแข็งแรงต่อต้านสัญญาณแห่งความร่วงโรยของวัย ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยบนใบหน้า ถุงใต้ตา จุดด่างดำ อาการผมบาง ผิวพรรณที่เริ่มหย่อนคล้อย หรือกระดูกไม่แข็งแรง “แอนลีน” มีเคล็ดลับดีๆ ในการดูแลตัวเองให้สวยสุขภาพดีแบบย้อนวัยมาฝากสาวๆ

1.ดื่มนมที่มีส่วนผสมของคุณค่าจากธรรมชาติ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินต่างๆ

2.กินอาหารคลีน คือ อาหารที่มาจากธรรมชาติมีการปรุงแต่งน้อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย วิธีการปรุงอาหารคลีน เริ่มจากการเลือกทำอาหารจากวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่ง หรือขัดสีให้น้อยที่สุด เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เลือกบริโภคโปรตีนไม่ติดมัน ไขมันดี เช่น น้ำมันปลา น้ำมันมะกอก ปรุงรสชาติเฉพาะเท่าที่จำเป็น แบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย 4-6 มื้อใน 1 วัน เริ่มจากอาหารเช้า หลังตื่นนอนภายใน 1-3 ชั่วโมง อาหารกลางวัน และอาหารมื้อย่อยๆ มื้อเย็น และมื้อค่ำ ควบคุมสัดส่วนของอาหารให้พอดี ไม่ใหญ่จนเกินไป รับประทานผักผลไม้มากๆ

3.เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เต็มไปด้วยนิโคตินและสารก่อมะเร็ง

4.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ มีผลต่อความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ทำให้สมองฝ่อ น้ำหนักเกิน ไม่ดีกับตับ มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูกในระยะยาว

5.กำจัดความเครียด ที่ทำให้แก่เร็ว และมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาทและโรคมะเร็ง วิธีง่ายๆ ก็คือ การออกกำลังกาย
อย่างสม่ำเสมอทุกวัน หรือทำงานอดิเรกที่คุณชื่นชอบ

6.พักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายด้วย ช่วงการนอนหลับช่วยให้อวัยวะส่วนใหญ่ได้หยุดพักและช่วยให้อวัยวะที่ต้องทำงานตลอดเวลา เช่น หัวใจ ปอด และสมอง ใช้พลังงานน้อยลงซึ่งเป็นการลดการเกิดอนุมูลอิสระได้ทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญต่างๆ ที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เช่น สารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต

 

 

ท่าเข็มทิศ นอนทับแขน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2558 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1b6eUyg

ท่าเข็มทิศ นอนทับแขน

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่าเข็มทิศ หรือ Compass Pose (Parivrtta Surya Yantrasana) ปกติจะทำในท่านั่ง ซึ่งจะยากกว่า ต้องอาศัยความยืดหยุ่นของเส้นใต้ขาและหัวไหล่ที่เปิดได้มากแล้ว จึงจะทำท่านั่งได้สมบูรณ์ ท่านอนทับแขนจะทำได้ง่ายกว่า เพราะไม่ต้องดึงรั้งหัวไหล่มากเกินไป แต่ประโยชน์ที่ได้จะคล้ายกัน คือช่วยยืดเปิดหัวไหล่ เปิดสะโพก และยืดเส้นที่ใต้ขา

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มด้วยท่านั่งยืดขาออกด้านหน้างอเข่าขวาตั้งเข่า สอดแขนขวาใต้เข่ามืออ้อมไปด้านหลัง หงายฝ่ามือให้ไหล่อยู่ใกล้เข่าขวามากที่สุด

 

2 หายใจเข้า เอื้อมมือซ้ายไปด้านหลังหงายฝ่ามือ วางทับมือขวา ยกขาขวาลอยจากพื้น

 

3 หายใจออก ค่อยๆ ลดหลังลงที่พื้นทับมือ

 

4 หายใจเข้าหายใจออก ค่อยเหยียดขาขวาตรง มือไม่หลุดจากกัน

 

5 จนหลังและศีรษะจรดพื้นขาเหยียดตรงไปด้านข้าง หันหน้ามองไปทางไหล่ซ้าย หายใจเข้าออก3-5 ลมหายใจ คลายท่าทำสลับข้าง

 

พิเศษ!

สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์ ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลดDVD โยคะ 50 บาทหรือเป็นส่วนลดโยคะราย 6 เดือนขึ้นไป 500 บาทโทร. 02-636-6758-9

 

 

 

นิ้วล็อก โรคยอดฮิตของชีวิตสมาร์ทโฟน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2558 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1b6e9Fi

นิ้วล็อก โรคยอดฮิตของชีวิตสมาร์ทโฟน

โดย…แพทย์จีน ธีรา อารีย์ คลินิกหัวเฉียวฯ แพทย์แผนจีน

Trigger finger : โรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกเกิดจากการหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็นโคนนิ้วมือ ทำให้การเคลื่อนที่ของเส้นเอ็นงอนิ้วมือลดลง มีสาเหตุมาจากการออกแรงในการกำมือ หรืองอนิ้วบ่อยๆ จนทำให้เกิดการหนาตัวของปลอกหุ้มเส้นเอ็นจนกดรัดการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็น โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและพบมากในช่วงอายุ 30-60 ปีมักเกิดกับมือข้างถนัดที่ใช้งาน นิ้วที่เป็นบ่อยได้แก่ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วกลาง และนิ้วนางอาจเป็นเพียงนิ้วเดียวหรือเป็นพร้อมกันหลายนิ้วก็ได้ และอาจเป็นที่มือข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ค่ะผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดบริเวณโคนนิ้วบางรายอาจคลำได้ก้อนนูนขึ้นบริเวณโคนนิ้วมือ เมื่อโรคเป็นมากขึ้นผู้ป่วยพบว่านิ้วมือติดขัดหรือล็อกเคลื่อนไหวไม่สะดวก โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอนและมีอาการปวดมาก

อาการแสดงของโรคนิ้วล็อกแบ่งได้เป็น 4 ระยะ

ระยะแรก ระยะอักเสบ ยังไม่มีอาการสะดุดขณะงอนิ้วมือชัดเจน ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณฝ่ามือและโคนนิ้วมือของนิ้วนั้นๆ การตรวจร่างกายพบว่ามีการกดเจ็บบริเวณดังกล่าวแม้เพียงออกแรงกดเบาๆ และเมื่อให้ผู้ป่วยขยับงอหรือเหยียดนิ้ว จะรู้สึกไม่ราบเรียบเหมือนปกติ แต่ยังไม่มีอาการสะดุดชัดเจน

ระยะที่สอง นิ้วสะดุด (Triggering) เมื่อพยาธิสภาพเรื้อรังมากขึ้นปลอกเส้นเอ็นโคนนิ้วมือมีการหนาตัวมากขึ้นทำให้เริ่มมีการขัดขวางการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นที่ใช้ในการงอนิ้วมือชัดเจนขึ้น นอกเหนือจากการกดเจ็บบริเวณโคนนิ้วมือเหมือนระยะแรกแล้วนั้น เมื่อให้ผู้ป่วยงอเหยียดนิ้วที่มีปัญหาสามารถสังเกตเห็นการสะดุดขณะที่ผู้ป่วยงอและเหยียดนิ้วมือ แต่ผู้ป่วยยังสามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ กรณีที่อาการสะดุดไม่ชัดเจนให้ผู้ตรวจใช้นิ้วมือกดบริเวณโคนนิ้วมือของผู้ป่วยเบาๆ ทำให้เห็นอาการสะดุดชัดเจนขึ้น

ระยะที่สาม นิ้วล็อก (Locking) การเคลื่อนไหวของเส้นเอ็นถูกขัดขวางมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการล็อก คือเมื่อให้ผู้ป่วยงอนิ้วลงมาเต็มที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถเหยียดนิ้วออกได้เอง ต้องใช้มืออีกข้างช่วยเหยียด ผู้ป่วยบางรายอาจให้ประวัติว่าไม่สามารถงอนิ้วลงมาได้เอง เนื่องจากนิ้วอยู่ในลักษณะท่างอค้างไม่สามารถงอลงมาได้และมีอาการเจ็บปวด
มากร่วมด้วย

ระยะที่สี่ Flexion contracture เมื่อพยาธิสภาพเรื้อรังมากขึ้นผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมากขณะขยับนิ้ว เมื่อใช้งานเกิดการยึดติดของเส้นเอ็นงอนิ้วซึ่งอยู่ชิดกับปลอกเส้นเอ็นโคนนิ้วมือทำให้ข้อนิ้วอยู่ในท่างอติด

 

การรักษาทางแพทย์แผนจีน

สำหรับผู้ป่วยนิ้วล็อกที่มีอาการอยู่ในระยะแรกและระยะที่สอง สามารถรักษาโดยการนวดทุยหนา (การนวดด้วยทฤษฎีแพทย์แผนจีน) ร่วมกับการแช่ยาสมุนไพรและพอกยาจีนมีผลการรักษาค่อนข้างดี สำหรับผู้ป่วยในรายที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นมากขึ้นจนทนไม่ได้ คุณหมออาจจะแนะนำให้เข้ารับการรักษาโดยวิธีผ่าตัดค่ะ

การป้องกัน

1.ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือทำงานที่มีลักษณะทำให้เกิดแรงกดหรือเสียดสีกับเส้นเอ็นแบบซ้ำซาก

2.ไม่ควรหิ้วของหนักๆ เช่น ถุงหนักๆ ถังแก๊ส ถังน้ำ กระเป๋า (ควรใช้รถเข็นลากหรือใส่ถุงมือ)

3.ไม่ควรบิดผ้าหรือซักผ้าด้วยมือเปล่าจำนวนมากๆ (ควรใช้เครื่องซักผ้าแทน)

4.ขณะกำหรือจับอุปกรณ์ต่างๆ ควรใส่ถุงมือลดแรงกดหรือเสียดสี เช่น ใส่ถุงมือเวลาจับไม้ตีกอล์ฟ กรรไกรตัดกิ่งไม้ มีดตัดต้นไม้หรือดายหญ้า

5.หากจำเป็นต้องใช้มือทำงานอย่างต่อเนื่องควรพักมือเป็นระยะๆ เช่น ทำ 45 นาที พักมือ 10 นาที

6.หากมีอาการข้อนิ้วฝืดติดขัด ควรหมั่นแช่น้ำอุ่นและบริหารด้วยการขยับกำแบมือในน้ำสามารถช่วยให้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือคล่องขึ้น

7.ไม่ควรขยับนิ้วหรือหักนิ้วเล่นบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากยิ่งขึ้น

โรคนิ้วล็อกเป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่ไกลตัวเลยใช่ไหมคะ ยิ่งในสังคมปัจจุบันคนเรามักใช้นิ้วมือในการทำงานมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นอย่ามัวละเลยนิ้วมือเล็กๆ ของเรา หมั่นให้การดูแลบริหารและป้องกัน ก่อนที่นิ้วของเรานั้นจะไม่สบายนะคะ

 

 

วิจัยชี้ยิ่งถอนผมยิ่งดก ทางป้องกันหัวล้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2558 เวลา 10:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1b6aFCI

วิจัยชี้ยิ่งถอนผมยิ่งดก ทางป้องกันหัวล้าน

งานนี้มีเฮแน่นอนสำหรับท่านชายทั้งหลายที่กังวลเรื่องผมบาง เพราะผลวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย พบว่า การถอนผมช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม โดยการถอนผมราว 200 เส้นจะทำให้มีเส้นผมเติบโตใหม่อีกราว 1,300 เส้น

เหตุเพราะการถอนจะทำให้ร่างกายรู้สึกถึงอันตราย จนเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผมใหม่นั่นเอง อีกทั้งการถอนผมเก่าออกยังเปิดทางให้เส้นผมใหม่ที่แข็งแรงกว่ามีโอกาสโตอีกด้วย

ทว่า ยังไม่มีการยืนยันว่าการถอนผมจะสามารถป้องกันอาการหัวล้านได้ 100% แต่ทีมวิจัยเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาต่อยอดต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ผลวิจัยนี้ถือว่ามีประโยชน์ทีเดียว เนื่องจากมีผู้ชายกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเสี่ยงเผชิญภาวะหัวล้านเมื่ออายุเลย 50 ปีขึ้นไป และเป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้ชายทั่วโลกหวาดวิตกกัน

 

 

เคลื่อนนิ้วในน้ำอุ่น บรรเทาปวดข้อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2558 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1b6aDLo

เคลื่อนนิ้วในน้ำอุ่น บรรเทาปวดข้อ

อาการปวดข้อรูมาตอยด์ตามข้อต่อนิ้วมือในผู้สูงวัย นับเป็นอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่ยากรักษาให้หายขาด และทำได้เพียงบรรเทาปวดตามอาการเท่านั้น

ทั้งนี้ วารสารซีเนียเรน รัตจีเบอร์ สำหรับพลเรือนอาวุโสของเยอรมนี ได้แนะนำแนวทางในการบรรเทาปวดรูมาตอยด์ว่าแนวทางเดิมในการบรรเทาปวดที่ห้ามขยับข้อนิ้วเป็นแนวทางที่ผิด และไม่ช่วยให้หายปวดแต่อย่างใด

ขณะที่หนทางแก้ไขอาการปวดที่ถูกต้องก็คือการเคลื่อนไหวหรือขยับข้อนิ้วมืออย่างนุ่มนวลในน้ำอุ่น จะช่วยทำให้อาการปวดทุเลาได้ดีกว่า

ขณะเดียวกัน การค่อยๆ ใช้นิ้วมือบีบฟองน้ำที่ซับน้ำอุ่นขณะอาบน้ำยังช่วยบรรเทาอาการปวดได้เช่นกัน

รายงานในวารสารให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวจำเป็นต่อการกระตุ้นปริมาณไขข้อตามข้อนิ้วมือ ซึ่งจะค่อยๆ ช่วยฟื้นฟูความเคลื่อนไหวของข้อต่อนิ้วมือ

 

 

ให้ทารกกินยาปฏิชีวนะ เสี่ยงโตมาอ้วน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2558 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Q02oAE

ให้ทารกกินยาปฏิชีวนะ เสี่ยงโตมาอ้วน

วารสารด้านกุมารเวชในอังกฤษเปิดเผยผลการศึกษาของนักวิจัยชาวฟินแลนด์เปรียบเทียบน้ำหนักและส่วนสูงในเด็กอายุ 2 ขวบ มากกว่า 1.2 หมื่่นคน พบว่าเด็กชาย 1 ใน 5 และเด็กหญิง 1 ใน 10 เข้าข่ายโรคอ้วน ขณะที่เด็กที่ทานยาปฏิชีวนะ ในช่วง 6 เดือนแรกของวัยทารก จะมีน้ำหนักเกินเป็นพิเศษ

งานนี้ นักวิจัยฟินแลนด์ออกโรงเตือนบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองให้หลีกเลี่ยงการให้ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะให้แก่เด็กทารก หรือหากต้องให้ทานยา ก็ต้องเป็นในกรณีที่จำเป็นและอยู่ภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยยอมรับว่ายังไม่อาจยืนยันได้ว่า ยาปฏิชีวนะส่งผลต่อโรคอ้วนในวัยเด็ก กระนั้นก็มีคำอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้การทานยาปฏิชีวนะในเด็กทำให้มีน้ำหนักเกินได้ เพราะยาปฏิชีวนะอาจส่งผลต่อแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้ที่มีผลต่อระบบการย่อย ดูดซึมและเผาผลาญ ในวัยผู้ใหญ่

 

 

อ้วนก็มีประโยชน์ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2558 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Q02tED

อ้วนก็มีประโยชน์ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม

แม้ความอ้วนจะเป็นตัวการของโรคร้ายต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน แต่ก็มีข้อดีอยู่บ้างจากการวิจัยร่วมกันระหว่างสถาบันระบาดวิทยาอ็อกโซนกับวิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนกรุงลอนดอน พบว่า คนอ้วนมีความเสี่ยงที่จะสมองเสื่อมน้อยกว่าคนผอม

ทั้งนี้ ผลสำรวจชาวอังกฤษ 2 ล้านคน อายุ 55 ปีขึ้นไปพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มีโอกาสเป็นโลกสมองเสื่อมถึง 39% ขณะที่ผู้มีน้ำหนักเกินมีความเสี่ยงที่จะสมองเสื่อมเพียง 24% เท่านั้น

นับเป็นผลที่น่าประหลาดใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้หน่วยงานด้านสมองยังแนะนำไม่ให้สูบบุหรี่และควบคุมน้ำหนักเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอาการสมองเสื่อม

ปัจจุบันภาวะสมองเสื่อมถือเป็นปัญหาเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ยังไม่พบทางรักษาหรือลดความเสี่ยงได้ และมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 จะมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วโลกถึง 135 ล้านคน

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,098 other followers

%d bloggers like this: