ไลฟ์สไตล์

All posts tagged ไลฟ์สไตล์

เจ๋ง!ชมคลิป”ดาบเลเซอร์”ทำมือ แรงบันดาลใจจาก”สตารร์วอร์”

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 15:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/405728

เจ๋ง!ชมคลิป"ดาบเลเซอร์"ทำมือ แรงบันดาลใจจาก"สตารร์วอร์"

ชมคลิป”ดาบเลเซอร์”ทำมือ-ใช้งานได้(เกือบ)จริง แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ดัง”สตาร์วอร์”

สำนักข่าวต่างประเทศได้เผยแพร่คลิปวีดีโอผลงานประดิษฐ์สุดล้ำของนาย’เอเลน แพน’เป็น”ดาบเลเซอร์”ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์อมตะอย่าง”สตาร์วอร์”

อุปกรณ์ดังกล่าวใช้ส่วนประกอบของเมทานอลและบิวเทน จึงสามารถปล่อยเปลวไฟออกมาได้อย่างที่เห็น อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ชิ้นนี้ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนในภาพยนตร์ คือยังคล้ายปืนยิงเปลวไฟออกมามากกว่าที่จะใช้แกว่งเป็นดาบจริงๆ

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ต้องยอมรับเลยว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สร้างความหวังให้กับแฟนๆ สตาร์วอร์ว่าอนาคตอันใกล้นี้คงมีโอกาสได้เห็นดาบเลเซอร์เหมือนในหนังจริงๆ

ที่มา businessinsider

“แจสฯ-ทรูมูฟ”คว้าคลื่น 900 มูลค่า 1.5 แสนล้าน

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 07:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/405619

กสทช. แถลง แจสโมบาย-ทรูมูฟ  ชนะการประมูลใบอนุญาต คลื่น 900 MHz ราคารวม 2ใบอนุญาต 151,952 ล้านบาท  หลังเคาะราคาต่อเนื่องยาวนาน 4 วัน

การประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 15 ธ.ค.2558 ได้สิ้นสุดลงแล้ว เมื่อเวลา 00.15 น.วันที่ 19 ธ.ค. 2558 ในรอบการประมูลที่ 199 ไม่มีการเคาะราคาเพิ่ม หลังจากนั้นบนหน้าจอขึ้นแสดงผลการประมูลขึ้นว่า Auction Concluded ยืนราคาที่รอบ 198  ซึ่งช่วงคลื่นที่ 1 มีผู้เคาะประมูล 1 ราย – ราคา 75,654 ล้านบาท ช่วงคลื่นที่ 2 มีผู้เคาะประมูล 0 ราย – ราคา 76,298 ล้านบาท ราคารวม 2 ใบอนุญาตอยู่ที่ 151,952 ล้านบาท

พ.อ. ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า ผู้ที่ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ในช่วงคลื่นที่ 1  คลื่น 895-905 MHz คู่กับ คลื่น 940-950 MHz ได้แก่ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท จัสมิน ส่วนช่วงคลื่นที่ 2  คลื่น 905-915 MHz คู่กับ คลื่น 950-960 MHz ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ภายใต้บริษัท ทรูมูฟ เอช

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ในช่วงคลื่นที่ 1 เมื่อเทียบจำนวน MHz ต่อประชากร จะอยู่ที่ 56.5 บาท และคิดเป็น 470% ของราคาตั้งต้นประมูลที่ 100% ส่วนในช่วงคลื่นที่ 2 เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร จะอยู่ที่ 56.9 บาท คิดเป็น 474% ของราคาตั้งต้นประมูลที่ 100% ขณะที่ทางบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทลูกของเอไอเอส เสนอราคาประมูลสุดท้ายในช่วงคลื่นที่ 2 ที่ราคา 75,976 ล้านบาท ส่วนทาง บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัทลูกของ ดีแทค เสนอราคาครั้งสุดท้ายในช่วงคลื่นที่ 1 ที่ราคา 70,180 ล้านบาท  ใช้เวลาในการประมูลทั้งสิ้น 65 ชั่วโมง 55 นาที โดยไม่ได้รวมช่วงพักการประมูล โดยนับการจบประมูลที่รอบ 198 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันที่ 15 ธันวาคม – 00.15 น. ของวันที่ 19 ธันวาคม 2558

 

 

ประมูลคลื่น900ทะลุ1.5แสนล้านบาท

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2558 เวลา 20:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/405612

ประมูลคลื่น900ทะลุ1.5แสนล้านบาท

ประมูล4จี ดุเดือด! ความถี่ย่าน 900 MHz ราคารวมทะลุ 150,342 ล้านบาท

การประมูลความถี่ย่าน 900 MHz เดินทางมาถึงรอบที่ 195 เมื่อเวลา 19.55 น. ราคารวมในขณะนี้อยู่ที่ 150,342 ล้านบาท แบ่งเป็น ล็อตที่ 1 ราคา 74,688 ล้านบาท และล็อตที่ 2 ราคา 75,654 ล้านบาท

ทั้งนี้ การประมูลในช่วงหัวค่ำ ผู้ชนะการประมูลชั่วคราวในล็อตที่ 2 เริ่มมีการหยุดเสนอราคาในรอบที่ 189 เพื่อหยั่งเชิงกันว่าจะมีการสู้ราคากันต่อหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในรอบที่ 190 ก็มีคู่แข่งเข้ามาสู้ราคาอีก ทำให้การประมูลที่คาดว่าจะจบในเร็วๆนี้ ยังต้องเดินหน้าสู้กันต่อไป

 

รวมพลซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้มีแค่ใจรัก แต่ต้องกล้า และบ้าทำความดี

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408310

รวมพลซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้มีแค่ใจรัก แต่ต้องกล้า และบ้าทำความดี

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข, อภิชาติ จินากุล, ชนัสถ์ กตัญญู, ธนารักษ์ คุณทน

ไม่ต้องรอให้ค่ายดีซีหรือมาร์เวลออกภาพยนตร์ภาคใหม่ เพราะตัวละครในโลกการ์ตูนกำลังออกมาโลดแล่นขี่มอเตอร์ไซค์ หรือเดินข้างถนนจริงๆ ที่เมืองไทย เพียงแต่พวกเขาไม่ใช่คนที่มีพลังพิเศษ และไม่ใช่เศรษฐีมาจากที่ไหน เป็นคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงเหมือนกับพวกเราทุกคน แค่ใส่ชุดซูเปอร์ฮีโร่ที่พวกเขารัก แล้วออกมาทำความดีให้เรารู้สึกรักพวกเขาอีกทีหนึ่ง แต่อะไรที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ตัดสินใจใส่ชุดซูเปอร์ฮีโร่แล้วออกมาทำความดีกัน

แบทแมน คลองถม

“สังคมไทยเราขาดความยุติธรรม ความถูกต้องจะอยู่ที่ฝ่ายคนมีเงิน หากเราหาความยุติธรรมในสังคมไม่ได้ ผมนี่แหละจะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความถูกต้องนั้นเอง”

คำแรกที่ แบทแมน คลองถม กล่าวเสียงเข้มภายใต้หน้าสีดำทะมึน จนเราอดคิดไม่ได้ว่านี่เรากำลังสนทนากับแบทแมนตัวจริงหรือเปล่า? เพียงแต่สิ่งแวดล้อมรอบข้างเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ ในโครงการบ้านเอื้ออาทรแห่งหนึ่ง ไม่ใช่บ้านของมหาเศรษฐี บรูซ เวย์น

กัมปนาท จันทร์แก้ว คือนามจริงของแบทแมน คลองถม เขามีอาชีพขายของเล่นเกรดพรีเมียม และของเล่นหายาก กัมปนาท บอกกับเราว่า

 

“จุดเริ่มต้นการแต่งตัวเป็นแบทแมนของผมนั้น เริ่มมาจากสมัยเด็กมีความชอบในตัวแบทแมนอย่างมาก ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน ก็คือแบทแมนเป็นคนธรรมดา ที่ฝึกฝนตัวเองจนสามารถสู้กับเหล่าร้าย ต่อสู้กับความยุติธรรมต่างๆ

“ครั้งหนึ่งในห้องเรียนคุณครูถามผมว่า โตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ผมตอบคุณครูไปว่า ผมอยากเป็นแบทแมน ผมตอบเพราะผมอยากเป็นจริงๆ แต่ครูคิดว่าผมพูดเล่นให้ผมตอบใหม่ว่าอยากเป็นอะไร ผมเลยตอบไปว่าผมอยากเป็นทหาร ก็ได้คำตอบที่ครูพอใจ แต่ผมฝังใจกับเรื่องนั้นมาก

“พอเรียนจบออกมาทำงาน ผมก็ทำร้านขายของเล่นที่ผมชอบ แน่นอนว่าของเล่นแบทแมนก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ผมรัก และมีอยู่หลายเวอร์ชั่น ออกเวอร์ชั่นไหนมาก็ตามไปเก็บสะสม จนวันหนึ่งผมมาคิดว่าทำไมเราไม่ลองทำของตัวเองขึ้นมาดูในสิ่งที่ทำเพื่อตัวเราเอง ไม่อยากเก็บของเล่นแล้ว อยากทำเป็นชุดของตัวเองออกมาเลย ชุดแบทแมนชุดแรกของผม สิ่งที่ซื้อคือหมวกที่เขาทำสำเร็จแล้วมาใส่ จากนั้นก็ไปซื้อเสื้อเกราะของตำรวจมาดัดแปลงเป็นชุดแบทแมน

 

“ชุดแบทแมนของผมมีหลายชุด แต่มีคอนเซ็ปต์เดียวกันก็คือต้องเป็นชุดที่สามารถใช้งานได้จริง ออกปฏิบัติการได้จริง หลังทำชุดแรกเสร็จ สิ่งที่ผมตั้งใจก็คือ จะออกไปขี่มอเตอร์ไซค์เล่นตอนกลางคืน ขี่ผ่านๆ ไป ไม่อยากให้คนเห็นมาก ไม่อยากเป็นเป้าสายตาใคร ผมแค่อยากใส่ชุดแบทแมนแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ตอนกลางคืน

“หลังๆ พอมีเหตุการณ์เด่นๆ ที่ทำให้ผมเป็นที่รู้จักก็คือเหตุการณ์คลองถมไปช่วยพ่อค้าแม่ค้าเรียกร้องความยุติธรรม ผมคิดว่าถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่เดือดร้อนไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่างๆ ผมก็จะเข้าไปช่วย จากเหตุการณ์นั้นผู้คนก็เรียกผมว่า แบทแมน คลองถม อีกเหตุการณ์ก็คือเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่ผมกับกลุ่มฮีโร่คนอื่นๆ เดินจูงมือกันไปถือป้ายบอกนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติว่าอย่ากลัวการก่อการร้าย เพราะขนาดพวกเราคนไทยยังไม่กลัวเลย และพวกคุณก็ไม่ต้องกลัว เราใส่ชุดฮีโร่เป็นจุดเด่น ถ้าผมเห็นว่ามีเรื่องอยุติธรรมเกิดขึ้น ผมก็จะใส่ชุดแบทแมนออกไปยืนเคียงข้าง ผมไม่ได้เป็นคนที่มีพลังมีเส้นสายใหญ่โตจะช่วยคุณได้ แต่เมื่อผมใส่ชุดแบทแมนยืนอยู่ข้างคุณ สปอตไลต์จะพุ่งเป้ามาให้ความสนใจ แล้วคุณจะไม่ได้สู้กับความอยุติธรรมเพียงลำพัง”

โรบิน ฮีโร่ของเด็กด้อยโอกาส

“ผมเองก็เป็นคนอ่อนไหวกับกับเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว คนยากจน พอเห็นแล้วเราก็รู้สึกสงสาร บางทีมองเฉยๆ ผมก็น้ำตาไหลออกมา ผมก็เลยอาสาแต่งตัวเป็นโรบินหนึ่งในตัวละครที่ผมชอบ ออกไปช่วยงานสังคมร่วมกับแบทแมน โรบินมีมุมมองดราม่าของชีวิตที่ไม่แพ้แบทแมนเหมือนกันตามท้องเรื่องของโรบิน เขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็นเด็กกำพร้าแล้วได้รับความอนุเคราะห์จากแบทแมน เขาถูกชุบเลี้ยงมาให้เป็นคนดีของสังคมแม้จะเป็นจะเป็นเด็กกำพร้า เป็นเด็กยากจนก็สามารถทำตัวให้เป็นคนดีได้”

โรบิน เดนเจอร์ คือนามในกลุ่มเฟซบุ๊ก ส่วนนามในชีวิตจริงคือ ณัฏวุฒิ สุขสอาด อาชีพเชฟร้านอาหาร เล่าถึงที่มาของการแต่งชุดซูเปอร์ฮีโร่ออกไปช่วยงานสังคมแก่เด็กๆ ชีวิตของโรบินกับณัฏวุฒิ จะมีจุดหนึ่งที่คล้ายกันก็คือการเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว ณัฏวุฒิเผยชีวิตที่ผ่านมาตัวเองว่า

“ผมอยู่ตัวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ เรามีปัญหาทางครอบครัว พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูผมมาแต่เกิด และฐานะทางบ้านยากจนมาก ทำให้ผมต้องต่อสู้ดิ้นรน สร้างเนื้อสร้างตัวจนมีทุกวันนี้ ผมจึงเข้าใจความรู้สึกของเด็กกำพร้าดี ความรู้สึกที่ไม่มีใครดูแล ความยากจน ไม่ได้รับโอกาสดีๆ เหมือนคนอื่นๆ

 

“พอถึงจุดที่เราจะสามารถกลับไปให้ความสุขกับเด็กๆ เหล่านี้ได้ ผมก็จะทำ ในกลุ่มคนที่แต่งตัวเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ผมเป็นคนที่มีเวลาออกงานน้อยที่สุดเฉพาะวันพฤหัสฯ ผมทำงานเป็นเชฟภัตตาคาร ที่ทำงานทุกคนจะรู้จักผมดีว่าผมทำอะไร เวลามีการขอบริจาคสิ่งของก็จะได้รับการตอบรับที่ดีจากเพื่อนร่วมงานทุกคน เพราะเขารู้ว่าเราแต่งตัวออกไปมอบของบริจาค แต่ส่วนใหญ่เวลาที่เราออกงาน ก็มีบางคนพูดว่าเราบ้าหรือเปล่าใส่ชุดแบบนี้ออกงาน นั่นก็เป็นเสียงของผู้ใหญ่ที่เขาไม่ได้ดูการ์ตูนเหมือนพวกเรา

“แต่เมื่อครั้งที่ผมไปมอบของบริจาคให้กับเด็กๆ ที่ จ.กาญจนบุรี ผมมอบตุ๊กตาแค่ตัวเดียวกับเด็กที่เป็นออทิสติก เด็กคนนั้นดีใจมากกอดผมอยู่นานเหมือนกับเขาอยากจะพูดขอบคุณ แต่เขาแสดงออกไม่ถูก ได้แต่แสดงอาการดีใจ ผมรู้สึกว่าคนเราเกิดมามีไม่เท่ากัน แต่ว่าน้องคนนี้ไม่เท่ากับคนปกติแล้ว ยังเป็นออทิสติก พ่อแม่ไม่มี ชีวิตเขาอยู่อย่างลำบากมากที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติ อนาคตต่อไปในเส้นทางนี้ผมคงทำต่อไป แต่ไม่อยากให้ใครคิดว่าเราอยากดังในทางนี้ เราอยากปิดทองหลังพระ ที่มอบความสุขให้กับคนอื่นๆ มากกว่า”

 

ซูเปอร์แมน ความกล้าย่อมสร้างความแตกต่าง

เขาคือซูเปอร์ฮีโร่ที่มีคนจำหน้าได้มากที่สุดในกลุ่มฮีโร่จิตอาสา และเมื่อได้พูดคุยกับเจ้าตัวก็รู้ว่าเขาต้องอาศัยความกล้าไม่น้อยที่จะใส่ชุดซูเปอร์แมน ซึ่งเราก็ไม่แปลกใจในจุดนี้มากนัก เพราะขนาดค่ายดีซีเจ้าของลิขสิทธิ์ซูเปอร์แมนยังต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการตามหาคนที่จะมารับบทซูเปอร์แมน แต่ทำไมเขา เกรียงกฤตย์ ดุรงค์ปิศิษฏ์กุล เจ้าของกิจการส่วนตัว จึงเลือกที่จะใส่ชุดซูเปอร์แมน

“ผมมีความคิดเรื่องการใส่ชุดซูเปอร์ฮีโร่มาตั้งแต่อยู่ต่างประเทศ สังคมของเขาจะเห็นการแต่งตัวแบบนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไป เป็นการสร้างสีสันให้กับงานต่างๆ กลับมาถึงเมืองไทยผมก็คิดว่าเราน่าจะมีฮีโร่ที่เป็นตัวแทนในการทำเรื่องดีๆ และการที่เรารวมกลุ่มกันทำความดีต่างๆ ก็เป็นการช่วยสร้างสีสันเสริมภาพลักษณ์ให้ประเทศ ว่าประเทศเราก็มีคนที่แต่งตัวเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบนี้อยู่เหมือนกัน แล้วพอกลับมาทำงานในเมืองไทยก็มาเจอกับกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่จิตอาสา ผมจึงเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ทำตามความคิดเดิมที่เคยมี จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม

“ตอนแรกผมก็คิดจะใส่ชุดแบทแมน แต่ในกลุ่มมีแบทแมนอยู่แล้ว 2 คน ครั้นเราจะไปใส่ซ้ำก็ยังไงอยู่ สุดท้ายเราก็เลยต้องกล้าเสี่ยงใส่ชุดซูเปอร์แมนเลยดีกว่า ซึ่งยากเหมือนกันในการใส่ชุดฮีโร่ตัวนี้เพราะมันเปิดหน้าออกมาเลย ผมจึงเป็นฮีโร่ในกลุ่มที่มีคนจำได้มากที่สุด เวลาไปไหนมาไหนก็มีคนจำได้ สำหรับผมแล้วเวลาเราไปร่วมงานไหนงานนั้นก็มีสีสันขึ้นมาทันที หากเปรียบกับก๋วยเตี๋ยว พวกเราก็เหมือนเครื่องปรุงรสที่ทำให้มีรสชาติขึ้นมา”

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของสมาชิกกลุ่มฮีโร่จิตอาสา ซึ่งปัจจุบันมีซูเปอร์ฮีโร่เข้ามาร่วมทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสไปเดอร์แมน ไอ้มดแดง พรีเดเตอร์ ซูเปอร์วูแมน วันเดอร์วูแมน แคทวูแมน ฯลฯ และในแต่ละสัปดาห์ก็มีภารกิจโชว์ตัวไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน เสียงหนึ่งจากแบทแมน คลองถม ทิ้งท้ายกับเราว่า

“เราไม่จำเป็นต้องมีพลังเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ แต่ขอให้เรามีความกล้าที่จะทำความดีในแบบของเราเอง ครั้งหนึ่งผมก็ไม่คิดว่าจะมีคนอยากแต่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่ออกมาทำความดี แต่พอผมเริ่มต้นคนที่มีใจรักในสิ่งเดียวก็พร้อมใจกันออกมาร่วมทำความดีกับเรา”

 

ดราม่าเปลี่ยนชีวิต พรนพรัตน์ หาญสุจินต์

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408045

ดราม่าเปลี่ยนชีวิต พรนพรัตน์ หาญสุจินต์

โดย…กองทรัพย์ ภาพ พรนพรัตน์ หาญสุจินต์

“ชีวิตคนเราจะบัดซบได้สักแค่ไหนกันเชียว” วลีที่สาวร่างเล็กชื่อ กุ๊กไก่-พรนพรัตน์ หาญสุจินต์ ผู้ประกาศข่าวบันเทิงช่องไบรท์ทีวี เอ่ยกับเราในวันที่เมฆหมอกที่เคยหนาจนบังตาจางไปแล้ว ช่วงเวลาที่เลวร้ายของเธอไม่ได้โถมมาแค่วันหรือสองวัน แต่กินเวลายาวนานร่วมปี หรือไม่แน่อาจจะตลอดช่วงที่กุ๊กไก่เติบโตมาเสียด้วยซ้ำ สาวร่างเล็กวัย 31 ปีที่ผ่านเรื่องราวมาหลากหลายรูปแบบ พ่อเสียชีวิตกะทันหัน ตกงาน 4 จ๊อบรวด โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และอีกสารพัดที่โถมเข้ามา กุ๊กไก่บอกว่าเธอผ่านช่วงที่มืดมนมาได้ด้วยหัวใจนักสู้ล้วนๆ

พ่อไม่รัก ปมใจที่ผูกเอง

กุ๊กไก่เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง ย่านพระรามสาม ทันทีที่จำความได้ก็พบว่าในบ้านมีสมาชิก 5 คน คือ พ่อ พี่สาว ตัวเธอ แม่เลี้ยง และน้องสาวที่เกิดจากแม่เลี้ยงซึ่งห่างจากเธอ 13 ปี สิ่งที่รับรู้ตลอดมาก็คือพ่อเธอมีภรรยามาแล้ว 6-7 คน ไม่แน่ใจจำนวน มีลูกมาก่อน 10 คน พี่สาวเธอเป็นคนที่ 11 และตัวเธอเป็นคนที่ 12 เธอเติบโตมาโดยปราศจากความทรงจำเกี่ยวกับแม่บังเกิดเกล้า จนกระทั่งวันหนึ่งวันที่แม่กลับมา

 

“ตอน ป.3 อายุ 9 ขวบ เคยหนีออกจากบ้านพร้อมพี่สาว เพราะแม่แท้ๆ มาปรากฏตัว เขามาแล้วทำให้เราหนีไปอยู่กับเขา ตอนนั้นเราเด็กมาก พอแม่มาก็หนีตามแม่ไปสองอาทิตย์ เขาจับเรากับพี่สาวแยกกัน ให้พี่สาวไปอยู่บ้านญาติ กุ๊กไก่ไปอยู่กับแม่ ซึ่งแม่ก็มีสามีใหม่ ตอนนั้นจำได้ว่ากลัวมาก ไม่เข้าใจสิ่งที่แม่ทำว่าทำไมจะต้องให้เราอยู่กับสามีใหม่ของแม่ แล้วทำไมต้องจับเรากับพี่แยกกัน ฉากต่อมาก็คือสามีใหม่แม่พยายามจับเนื้อจับตัว ลวนลามเรา เรายิ่งกลัวใหญ่เลย สุดท้ายก็ได้หนีกลับมา รายละเอียดปลีกย่อยจำได้ไม่ชัด แต่ก็มีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่พักหนึ่ง แล้วจากนั้นแม่ก็หายไปไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย”

การไปอยู่กับแม่แค่สองอาทิตย์ทำให้ความคิดหนึ่งฝังหัวกุ๊กไก่กลับมา นั่นคือ “พ่อไม่รัก พ่อรักแต่พี่สาว” นั่นทำให้กุ๊กไก่พยายามทำทุกอย่างให้ได้รับความสนใจจากพ่อ แต่เหมือนจะไร้ผล “กุ๊กไก่เป็นนักกีฬาลีลาศ รุ่นเยาวชนของกรุงเทพฯ ได้เหรียญรางวัลมากมาย พยายามเรียนให้เก่ง พยายามทำให้สปอตไลต์ฉายมาที่ตัวเองเพื่อให้พ่อยินดีกับเรา แต่ยิ่งเราเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อเป็นตลอดมาคือพ่อไม่เคยรักเราเลย”

 

ปมที่สร้างในใจทำให้กุ๊กไก่ผลักดันตัวเองให้หารายได้ส่งเสียตัวเองเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เก็บเล็กผสมน้อยได้ค่าเทอมหนึ่งเทอม ผ่านไปแต่ละปีด้วยความต้องการเอาชนะ ขณะที่เธอแข็งแกร่งด้วยตัวเอง ความสัมพันธ์กับพ่อกลับเลวร้ายลง “เรื่องที่ทะเลาะกับพ่อจะหนีไม่พ้นเรื่องในบ้าน เรื่องแม่เลี้ยง พอเราบอกว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จะส่งตัวเองเรียน และอยู่แบบไม่คุยกับพ่อเป็น 2 ปี เพราะโกรธพ่อว่าปล่อยให้เราต้องไปฝ่าฟันชีวิตของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดก็คิดเอง แต่หลังจากที่ไม่คุยกับพ่อเลย 2 ปี พอจะขึ้นปี 3 ก็สังเกตว่าพ่อแก่ลงไปมาก ตอนนั้นเริ่มเข้าวัดเพราะอกหัก ไม่ได้ลึกซึ้ง แต่ชอบบรรยากาศในวัด กลับจากเข้าวัดหนนั้นก็หันกลับมามองพ่อ เรารู้สึกว่าเขาแก่แล้วไม่มีสิทธิไปโกรธเขา ก็เข้าไปคุยกับเขา”

ลูกที่ล้มเหลว

ในท่าทีที่สนุกสนาน กุ๊กไก่ที่เล่าเรื่องราวของตัวเองได้ออกรสพอๆ กับนั่งเมาท์เพื่อนสมัยมัธยม ขณะที่มือไม้กางสลับกับทุบโต๊ะในแววตาของเธอยังมีน้ำตาที่คลอให้เห็น “พอเรียนจบก็ได้ทำงานที่คลื่นวิทยุ เซ็นเตอร์พ้อยท์ สยามสแควร์ ช่องทรูไลฟ์ ดาราเดลี่ ช่องแม็กซี่ทีวี สาระแนแชนแนล บางอ้อแชนแนล โอกาสดีมีมาเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นช่วงพีกมากเรื่องงาน และคิดว่าชีวิตดีมากเลยล่ะ ชีวิตก็ดำเนินไปค่อนข้างปกติ แต่อยู่ดีๆ ก็อยากไปปฏิบัติธรรม อยากไปอยู่วัดป่านาน 7 วัน ไม่สนใจโลก ปิดมือถือ ปิดวาจา เพราะปกติเป็นคนพูดตลอดเวลา จากนั้นก็จัดการลางานเข้าวัดป่าที่ จ.สระบุรี

 

“เพียงแค่วันแรกก็รู้สึกทันทีเลยว่าชีวิตที่รู้สึกว่าช่างดีมากมายขณะนั้น แท้จริงแล้วเราโคตรทุกข์เลย เพราะอะไร? เพราะก่อนหน้านี้กุ๊กไก่ทะเลาะกับพ่อรุนแรงมาก และไม่คุยกับพ่ออยู่ 4 เดือน แม้จะทะเลาะกันด้วยเรื่องเดิมๆ คือเรื่องแม่เลี้ยง แต่กุ๊กไก่ก็ยังเป็นลูกที่จบลงที่ไม่คุยกับพ่อ วันแรกเจอหลวงตาเทศน์คำแรกน้ำตาก็ไหล ท่านบอกว่าคนเราต่อให้ทำบุญมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจรั่วก็คือเติมความรักให้พ่อให้แม่ไม่เต็มก็ไม่มีประโยชน์ ท่านเทศน์เรื่องพ่อแม่ เรารู้สึกว่าเหมือนท่านกำลังจิ้มที่กลางกบาลเราราวจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเธอนะ กุ๊กไก่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงนั้น และคิดว่ากลับจากวัดจะมาขอขมาพ่อ จำได้ว่าคำสุดท้ายที่พูดกับพ่อก่อนออกมาจากบ้านคือ ‘ป๋า หนูไม่มีสิทธิโกรธป๋าเพราะป๋าเป็นพ่อ แต่อยากให้รู้ไว้เลยว่าที่หนูออกจากบ้านวันนี้เพราะป๋า’ แล้วก็เดินออกมาจากบ้านไปอาศัยอยู่บ้านเพื่อนสนิท จนพ่อพูดกับพี่สาวว่าจะต้องรอให้เขาตายก่อนใช่ไหมถึงจะกลับมา”

เจ็ดวันที่วัดทำให้เธอคิดว่าอยากกลับมาขอขมาพ่อ อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่อาย ธุระที่ต้องสะสางยุ่งเหยิงไปหมด ผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน สามวัน และเช้าวันที่สี่ วันที่เธอกำลังสอบใบขับขี่รถยนต์ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอคว่ำหน้าจอลงและมีสมาธิกับการขับเพราะกลัวว่าจะไม่ผ่าน “วันนั้นโทรศัพท์ดังทั้งวัน แม่เลี้ยงโทรมาสลับกับพี่สาว ยิ่งไม่อยากรับเพราะคิดว่าสองคนจะต้องทะเลาะกันและให้เราเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่มันผิดพี่…เพราะวันนั้นเป็นวันที่พ่อเสียชีวิต กุ๊กไก่สอบใบขับขี่ที่หมอชิต พ่อถูกรถชนที่วิภาวดี ซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อไปโรงพยาบาลรามาธิบดี เราไม่รับโทรศัพท์ หลังจากสอบใบขับขี่เสร็จก็ไปจัดรายการสดสาระแนแชนแนล วันนั้นจัดรายการสนุกมาก แต่โปรดิวเซอร์รายการเดินมาบอกข่าวว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว วินาทีนั้นมันช็อกเหมือนปลาที่ยังไม่ตายถูกโยนลงไปในหม้อน้ำเดือดๆ ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากร้องไห้เป็นคนบ้า นั่งรถตู้ไปรับศพพ่อที่โรงพยาบาลก็ปิด ต้องรับศพวันรุ่งขึ้น สรุปก็คือกุ๊กไก่ไม่มีโอกาสเห็นหน้าพ่อเลย ไปซื้อรองเท้าใหม่ ซื้อชุดให้พ่อใส่ตอนเขาอยู่ในโลง ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยซื้อให้เลย ตอนมีชีวิตอยู่พ่อใช้รองเท้าหนังคู่ละ 800 บาท ใช้จนมันพังแล้วพังอีก แล้วพ่อก็ซื้อใหม่ แต่พอเขาเสียเราซื้อคู่ละ 4,000 บาทให้ ยืนด่าตัวเองว่าซื้อให้เพื่อ” น้ำเสียงที่หนักแน่นตลอดมา เริ่มขาดห้วง เหมือนกุ๊กไก่กำลังกลืนความเจ็บปวดลงไปในลำคอ

 

“เช้าวันรุ่งขึ้นไปรับศพ ความรู้สึกที่วิ่งชนกุ๊กไก่ก็คือสี่ห้าเดือนที่โกรธพ่อนั้นเราทำอะไรอยู่ เพราะตอนนี้ชีวิตพ่อตอนเป็นตอนตายยังไม่ได้เห็น เห็นตอนสุดท้ายก็คือเป็นวันที่โกรธกัน และสุดท้ายก็มาเจอพ่อนอนอยู่โดยปราศจากลมหายใจ ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย หรือต่อให้พูดในสิ่งที่รู้สึกเขาก็ไม่ได้ยิน ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเราอยู่คนขับรถให้พ่อก็คือเรา ถ้าเราอยู่พ่อคงไม่เป็นแบบนี้ คิดวนเวียนอยู่แต่คำว่า ถ้าเรา ถ้าเรา คิดถึงความผิดตัวเอง ประกอบกับพี่สาวก็ด่า แม่เลี้ยงหอบญาติมารุมด่า เราเครียดมาก แต่งานศพพ่อ เราต้องปาดน้ำตาแล้วจัดการทุกอย่างเพื่อพ่อ เวลาร้องไห้มีเวลาเดียวคือตอนขับรถคนเดียวหลังพวงมาลัย”

มรสุมลูกใหญ่ในครึ่งชีวิต

หลังจากการเสียชีวิตของพ่อ ชีวิตของกุ๊กไก่ก็เริ่มขมุกขมัว เธอเริ่มศึกษาธรรมะมากขึ้น ดูตัวอย่างจากคนอื่นว่าเขาผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตไปได้อย่างไร แต่ขณะเดียวกันชีวิตตอนนั้นก็เริ่มเปลี่ยน หมอกที่แค่รางๆ กลายเป็นเมฆมรสุมชุดใหญ่โถมมาใส่เธออีกครั้ง…เมื่อเธอตกงาน!!

 

การเข้ามาของทีวีดิจิทัลทำให้วงการพิธีกรสั่นสะเทือนพอสมควร การเปลี่ยนถ่ายทำให้หลายช่องทีวีเคเบิลที่กุ๊กไก่ทำงานอยู่หลายช่องต้องปิดตัวลง ทำให้เธอตกงานทีเดียว 4 จ๊อบ เพราะช่องโทรทัศน์ปิดตัวลง เธอตกงานอยู่ 6 เดือนเต็ม แต่เท่านั้นไม่พอ ระหว่างที่ตกงาน ยังโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสามปีอีกเกือบสองแสนบาท เพราะความไม่รู้และไม่เคยศึกษาข้อกฎหมายของการจ่ายภาษีจริงจัง กอปรกับไว้ใจให้คนอื่นจัดการให้ จึงโดนเรียกเก็บ

“อะไรมันจะขนาดนี้ใช่ไหมคะ ตอนนั้นกุ๊กไก่เก็บของออกจากบ้านพ่อมาแล้ว พี่สาวกุ๊กไก่กำลังจะแต่งงานและต้องย้ายไปอยู่บ้านสามี ดังนั้นเราทั้งสองคนจึงต้องออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่มีอะไรติดมือมาเลยนอกจากรูปถ่ายที่เคยถ่ายกับพ่อ กุ๊กไก่ตกงาน โดนภาษีย้อนหลังเกือบสองแสนบาท ต้องผ่อนรถ ไม่มีที่อยู่ แต่โชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่เพื่อนสนิทไปต่างประเทศ เขาเลยให้ไปเฝ้าบ้านให้

 

“ช่วงที่ตกงานเราไม่กล้าใช้เงินเลย กุ๊กไก่กอดเงินไว้แน่นมาก นั่งเปิดสมุดบัญชีดูเลยว่าเราจะมีชีวิตอยู่ต่อได้นานแค่ไหนถ้าไม่มีรายได้เพิ่มมาระหว่างนี้ และตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ระหว่างนั้นก็พยายามทำทุกอย่างที่จะหาเงินมาได้ เอาเสื้อผ้าไปขาย ลงทุนก็ขาดทุน สะเพร่าลืมบัตรเอทีเอ็มไว้ในตู้ รู้ตัวอีกทีก็มีคนเอาบัตรไปกดเงินออกไปเกือบ 5 หมื่นบาท แล้วจากนั้นรถก็มาชนกันอีก เป็นช่วงเวลาที่บัดซบของชีวิตกุ๊กไก่เลย ณ ตอนนั้น เวลาที่จะหมดไปแต่ละวันช่างว่างเปล่า คิดว่าเราศึกษาธรรมะนะ เรารักษาศีลนะ ทำไมการเป็นคนดีมันยากจังวะ เพ้อเจ้อ! มากตอนนั้น

“ท้ายที่สุดเรากลับมามองดูตัวเอง แล้วฮึดสู้ใหม่ ตัดสินใจแจ้งกับกรมสรรพากรไปตรงๆ ว่าขอผ่อนชำระภาษี เพราะเราไม่มีเงินก้อน และเขาก็ช่วยพอสมควร บทเรียนครั้งนั้นทำให้ทุกวันนี้กุ๊กไก่รู้เรื่องภาษีเยอะมาก เพราะเราได้ศึกษาใหม่ ทำเองทุกใบ คิดเองทุกบาท กรอกเอกสารหมดทุกอย่าง เราไม่เข้าใจก็ถามผู้รู้ แค่เรากลับมาศึกษาและให้เวลากับตัวเอง เราก็เข้าใจอะไรถ่องแท้ขึ้น”

 

ปมในใจคลายก็ยิ้มได้

หลังจากสูญเสียพ่อไปบวกกับตกงานอีกราว 6 เดือน ทั้งหมดกินเวลาเป็นปีๆ กว่าเธอจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่ไบรท์ทีวี “เงินบาทสุดท้ายของกุ๊กไก่หมดก่อนหน้าที่เงินเดือนเดือนแรกของที่นี่จะออก ตอนนั้นน้ำเย็นแก้วเดียวก็มีค่าสำหรับเรา ตอนนี้ชีวิตมันค่อยๆ ดีขึ้น แต่รายรับมันไม่พอดีกับหนี้ที่จะต้องจ่าย แต่ถือว่ากลับมาเซตตัวได้นี่ดีมากแล้ว กุ๊กไก่ใช้วิธีของธรรมะบวกกับแนวคิดเรื่องการคิดบวกมาใช้ด้วยกัน เพราะเราไปรู้จักกับโค้ชจิมมี่ (The Life Coaching) ซึ่งรู้จักเขาก่อนที่คุณพ่อจะเสีย ตอนที่ไปถ่ายรายการกับพี่เขา โจทย์ที่เราได้รับคือ ไปบอกรักพ่อ แต่เราก็ยังไม่ได้ทำจนกระทั่งท่านเสีย จริงๆ แล้วปมของกุ๊กไก่จะคลี่คลายทันทีถ้าได้บอกรักพ่อ แต่เรายังไม่เคยบอกจนวันที่พ่อตายก็ยังไม่เคยคิดจะบอกว่ารักเขา”

วันที่ตั้งหลักได้มีงานทำ ใช้หนี้จนหมด และเริ่มเก็บเงินดาวน์คอนโดของตัวเอง ในคอนโดใหม่จู่ๆ ภาพของเด็กตาหยีกับชายสูงวัยหน้าคล้ายกันก็ผุดขึ้นมา “กุ๊กไก่เห็นภาพพ่อทำอาหาร ให้กินข้าว แต่งตัวไปโรงเรียนให้เรา มองเราจากข้างหลัง เขากอดเรา ไปเที่ยวด้วยกัน มีพี่มีน้องมีพ่อ และรอยกอดที่พ่อให้ในวันรับปริญญา ภาพเหล่านี้วนเวียนกลับมา เป็นภาพที่เราไม่เคยนึกถึงเลย เรามองข้ามภาพเหล่านี้ไปเพราะมัวแต่ไปคิดเรื่องที่ไม่ดี คิดแต่ว่าพ่อไม่รัก พ่อรักพี่มากกว่า เรามาเห็นภาพดีๆ ตอนที่มันสายไปแล้ว” กุ๊กไก่เสียงเครือ เธอพยายามกลั้นน้ำตาที่รื้นออกมา “วันนั้นดีใจมาก ร้องไห้ไม่หยุดเลย เหมือนปมในใจมันคลี่คลาย เรารู้แล้วว่าพ่อรักเรามาตลอด เรากล้าที่จะพูดว่ารักพ่อโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรแล้ว” กุ๊กไก่ในวัย 31 บอกอย่างเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ทุกวันนี้กุ๊กไก่ขอบคุณตัวเองที่ต่อสู้เรื่องราวต่างๆ มาได้ สิ่งที่ไม่เคยลืมเลยสำหรับกุ๊กไก่ก็คือทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ทำให้เป็นเราที่เข้มแข็งในวันนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่จะทำให้มันมีความสุข ถ้าถามว่าอยากย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไหม ก็ไม่เพราะมันมาขนาดนี้แล้ว เราทำมาเท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะทำได้ เมื่อเมฆครึ้มหายไป น้ำตาเหือดแห้ง สายตาของเราก็มองโลกได้สบายขึ้น

 

 

 

 

 

 

ยิว (ผู้กลมกลืน) แห่งบูรพาทิศ

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 11:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/408029

ยิว (ผู้กลมกลืน) แห่งบูรพาทิศ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ผมไม่ได้กำลังพูดถึงหนังสือที่มีเนื้อหาต่อต้านชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองไทยสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ถ้าจะบอกว่าไม่เกี่ยวเลยก็คงไม่ใช่

ผมกำลังจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาวยิวที่เคยมาตั้งรกรากในจีนเมื่อนานนม แต่เพิ่งมีคนค้นพบพวกเขาเมื่อต้นศตวรรษที่ 20

กลุ่มชาวยิวนี้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองไคเฟิง เมื่อศึกษาแล้วจึงค้นพบว่าพวกเขาเข้ามาตั้งรกรากในจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ชาวยิวกลุ่มนี้เป็นพ่อค้าที่เดินทางมาจิ้มก้องที่จีน ด้วยแพรพรรณที่นำมาจิ้มก้องถูกใจฮ่องเต้ จึงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งรกรากที่จีน

ชาวจีนไม่ได้เรียกกลุ่มชนนี้ว่าชาวยิว แต่เรียกว่าพวกหุยหมวกน้ำเงิน

“หุย” คือ คำเรียกคนมุสลิมแบบเบลอๆ ของชาวจีนมาตั้งแต่โบราณ เปรียบเทียบได้กับคำว่า “แขก” ในภาษาไทย แขกในภาษาไทยมีนัยว่ากลุ่มชนกลุ่มหนึ่งซึ่งดูแขกๆ จะอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา หรือแม้แต่อินโดนีเซียไปถึงอาหรับ เราก็เรียกแขกหมด และสำหรับคนทั่วไปก็เหมาๆ ว่าเขาคงนับถือศาสนาคล้ายๆ กัน มีประเพณีคล้ายๆ กัน แต่หากจะแยกแยะอีกนิด ก็แค่เพิ่มคำลงท้ายไปว่า แขกซิกข์ แขกฮินดู

หุยหมวกน้ำเงิน ก็เป็นคำเรียกชื่อชาวยิว ทั้งที่ชาวยิวไม่ได้เป็นมุสลิม และก็คงเป็นเพราะหน้าตาคล้ายๆ กันในสายตาชาวจีน แต่มีเอกลักษณ์ตรงที่หุยกลุ่มนี้ชอบใส่หมวกสีน้ำเงิน เลยถูกเรียกง่ายๆ ว่า หุยหมวกน้ำเงิน ส่วนจะมีลัทธิข้อห้ามความเชื่ออะไรแตกต่างกับหุยอื่น จีนคงไม่ได้ใส่ใจ

วันเวลาผ่านไป แต่กลับไม่มีใครรู้ว่ามีชาวยิวอยู่ในเมืองไคเฟิงเลย ไม่ใช่เป็นเพราะชาวหุยหมวกน้ำเงินสูญหายไปหมด หรือหลบซ่อนอยู่ในหลืบเขา แต่เป็นเพราะว่าชาวหุยเหล่านี้แทบจะกลายเป็นชาวจีนไปเกือบหมดแล้ว

ความเป็นยิวของชาวหุยหมวกน้ำเงินถูกผสมปนเปทั้งทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม หุยหมวกน้ำเงินแต่งงานกับชาวฮั่นจนหน้าตาเป็นชาวจีน ฉลองตรุษจีน ไหว้พระจันทร์ ส่วนเรื่องข้อห้ามทางศาสนาที่เคร่งครัดกันในหมู่ชาวยิวในยุโรป เรื่องการทานหมู หรือสัตว์เท้ากีบ กลับไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับชาวหุยหมวกน้ำเงินยุคปัจจุบันแต่อย่างใด จะมีบ้างก็เป็นคติความเชื่อเล็กๆ น้อยๆ เช่น ในเทศกาลปัสคา ชาวหุยหมวกน้ำเงินบางบ้านยังคงนำเลือดไก่มาทาประตู (ชาวยิวในยุโรปใช้เลือดแกะ)

อันที่จริงในต้นศตวรรษที่ 16 บาทหลวง แมทธิโอ ริซซี่ เคยพบกลุ่มชาวหุยหมวกน้ำเงินที่ไคเฟิงโดยบังเอิญ และแปลกใจที่พระเจ้าของคนกลุ่มนี้มีประวัติและชื่อเรียกคล้ายๆ ของชาวยิว จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาชาวหุยหมวกน้ำเงิน

จนเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 จึงพบว่าที่แท้พวกเขาคือลูกหลานของชาวยิวที่มาตั้งรกรากทำการค้าที่จีน ตัวตนความเป็นชาวยิวของลูกหลานชาวหุยหมวกน้ำเงินที่ถูกลืมเลือนจึงค่อยๆ ถูกรื้อฟื้นกลับมาอีกครั้ง

แน่ล่ะ ก็นับเวลาจากยุคราชวงศ์ซ่งถึงปัจจุบันก็กว่า 700 ปีมาแล้ว ความเชื่อพวกนี้จะไปเหลืออะไร

ข้ามฟากไปดูชาวยิวในยุโรป ประวัติศาสตร์ชาวยิวในยุโรปในอดีตมีแต่ร่องรอยการถูกเกลียดชัง ถูกต่อต้าน หวาดระแวง ตั้งแต่ยุคฟาโรห์ จนถึงยุคนาซี ชาวยิวมีอิสรภาพและไม่ตกเป็นเหยื่อของความเดียดฉันท์ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ความเกลียดชังรอบด้านหายใจรดพวกเขาแทบตลอดประวัติศาสตร์ ชาวยิวไม่มีแม้กระทั่งแผ่นดินจะอยู่

เรียกได้ว่าชาวยิวคือชนชาติที่ลำบากลำบนยืดเยื้อยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก แต่ชาวยิวก็ยังไม่หมดไป บางจังหวะชาวยิวจำนวนนับร้อยต้องอยู่ท่ามกลางชาวยุโรปจำนวนนับหมื่นนับแสน แต่กลุ่มชาวยิวในยุโรปก็ยังคงรักษาเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความเป็นยิวได้อย่างมั่นคง

ชาวยิวอยู่รอดท่ามกลางความกดดันและเกลียดชังนับ 2,000 ปี….Strong!

คำอธิบายต่างๆ ออกมารองรับความเข้มแข็งของชาวยิว… เพราะชาวยิวเกาะกลุ่มอยู่แต่ในกลุ่มของตน… ชาวยิวมี DNA ที่ฉลาด… ชาวยิวมีค่านิยมรักการศึกษา…

ผมเคยรู้สึกว่าทั้งหมดล้วนมีส่วนจริง จนกระทั่งหันกลับมาดูชาวหุยหมวกน้ำเงิน จึงเห็นว่านั่นอาจจะจริงแค่บางส่วน หรือเป็นความจริงที่ปลายเหตุ

สิ่งที่ทำให้ชาวยิวยังเป็นชาวยิวอยู่ได้คือความเกลียดชัง และการกีดกันจากคนรอบตัว ยิ่งกลุ่มชาวยิวโดนเกลียดชังและกีดกัน ความเป็นชาวยิวยิ่งเป็นปึกแผ่นและเข้มแข็ง เพราะนั่นคือหนทางในการอยู่รอด

เพราะทิ้งความเป็นชาวยิวไปพึ่งพาใครก็ไม่ได้ เพราะแค่มีเชื้อยิวก็โดนรังเกียจ การเกาะกลุ่มและร่วมมือกันระหว่างชาวยิวจึงเป็นทางออกเดียว

และต้องยอมรับด้วยว่าความมีคุณภาพของวัฒนธรรมก็มีส่วนในการส่งเสริมความเข้มแข็งนี้ด้วย ตลอดยุคกลางชาวยิวมีอัตราการรู้หนังสือเยอะกว่าชาวคริสต์ ความรู้ด้านต่างๆ ของชาวยิวเป็นความรู้ที่สืบต่อมาตั้งแต่อดีตไม่ถูกตัดตอน หากจะทิ้งตัวตนจากวัฒนธรรมที่มีคุณภาพไปหาวัฒนธรรมที่คุณภาพต่ำกว่าย่อมไม่ง่ายนัก

นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยิวไม่ถูกลบเลือนหรือกลืนไป

กลับมาเมื่อครั้งชาวยิวเข้ามาจีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง สภาพสังคมจีนหลังจากนั้นหลายร้อยปี ไร้ซึ่งการกีดกันทางศาสนาและเรื่องความรังเกียจในความต่างทางประเพณี เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีใครสนใจ

หากจะมีการกีดกันทางศาสนาในประวัติศาสตร์จีน ก็มักเป็นเพราะมันสะเทือนถึงความมั่นคงต่อบัลลังก์ฮ่องเต้เป็นส่วนใหญ่ โดยภาพรวมแล้วขอเพียงแต่ไม่ก่อเรื่อง ไม่วุ่นวาย ศาสนาอะไร ไม่สนใจ พระเจ้าของใครไหว้กันไปไหว้กันมาไม่เห็นแคร์

บวกกับวัฒนธรรมที่มีคุณภาพ หลากหลาย และน่าสนใจเพียงพอของจีน (เทียบกับวัฒนธรรมอื่นๆ ยุคนั้น) ชาวยิวจึงน่าจะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของจีน

ที่น่าสนุกกว่านั้นคือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยุคหลังๆ ที่ชาวหุยหมวกน้ำเงินบันทึกไว้บนศิลาจารึกปรากฏว่ายิ่งอยู่แผ่นดินจีนนานๆ ไป ก็ยิ่งอ้างว่า พวกเขาตั้งรกรากอยู่ที่จีนมาตั้งนานนมขึ้นเรื่อยๆ จากอยู่มาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง เป็นยืดย้อนไปเป็นราชวงศ์ฮั่น เวลาผ่านไปอีกก็มาบันทึกใหม่ว่าที่จริงพวกเขาอยู่มาตั้งแต่ราชวงศ์โจว

คือต้องการประกาศตัวว่ามีตัวตนและส่วนร่วมกับชาวจีนมานานขึ้น ลึกซึ้งขึ้น

ยุคสมัยยิวแห่งบูรพาทิศของไทย ก็เห็นมีแต่ชาวจีนโพ้นทะเลจะรวมกลุ่มและกลมเกลียวกันมากขึ้น พอเลิกยุคต่อต้าน อาตี๋อาหมวยก็โลดแล่นตามกระแสเสรีภาพ และวัฒนธรรมใหม่ในเมืองไทย เริ่มไหว้เจ้าไหว้บรรพบุรุษกันผิดๆ ถูกๆ จดจำเทศกาลจีนหรือแม้แต่ชื่อแซ่จีนของตัวเองไม่ค่อยได้

คงไม่ใช่เพราะชาวยิวมี DNA พิเศษต่างจากชนชาติอื่น แต่เพราะมนุษย์มี DNA อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือเมื่อกลุ่มชนที่ตนร่วมมีตัวตนอยู่ถูกกดดัน ย่อมพยายามสร้างตัวตนให้เข้มแข็งและเคร่งครัดขึ้นร่วมกันเพื่อพากลุ่มชนรอด

นี่แหละคือวิธีสร้างความรักชาติ รักศาสนา รักครอบครัวและสายเลือด แต่ถ้ามากเกินไปจะถูกแทนด้วยความคลั่งและไม่ยอมอยู่ร่วมกับชาติ ศาสนา และครอบครัวอื่น

ทั้งนี้ ผมไม่ได้สนับสนุนการกลืนกินกลุ่มชนหรือวัฒนธรรมใดๆ แต่เพียงอยากบอกว่าปัญหาความแตกแยกจนอยู่ร่วมกันไม่ได้ที่มากขึ้นจนกลายเป็นภัยอันตราย มีความรังเกียจ กีดกันและปิดกั้น เป็นอาหาร และการตั้งแง่จ้องทำลายล้างซึ่งกันและกัน มันกลับทำให้เกิดแรงต่อต้านที่ไม่มีวันจบสิ้น

ละเลิกการรังเกียจ กีดกัน และทำวัฒนธรรมของตนให้มีคุณภาพ คือหนทางที่มั่นคงของความกลมกลืนและกลมเกลียว

 

เลือกลงทุนในกองทุนรวม

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 11:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407933

เลือกลงทุนในกองทุนรวม

โดย…

ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นซบเซา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำ หากมนุษย์เงินเดือนต้องการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนจากเงินฝากและมีมืออาชีพบริหารจัดการให้ ต้องเลือกลงทุนในกองทุนรวม

โสดทางเลือกลงทุนมาก

สำหรับคนโสดสามารถเสี่ยงลงทุนได้มากกว่าคนวัยเกษียณ จึงมีทางเลือกสำหรับลงทุนในกองทุนหลายประเภทดังนี้

กองทุนรวมที่เสนอขายในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทแรก แบ่งตามลักษณะการซื้อขายหน่วยลงทุน แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ กองทุนปิดและกองทุนเปิด

ประเภทที่สอง แบ่งตามนโยบายการลงทุน แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ โดยลักษณะแรก คือ กองทุนรวมทั่วไป ซึ่งจะมีนโยบายการลงทุนอยู่ 3 แบบ คือ แบบที่ 1 กองทุนรวมตราสารทุน ซึ่งจะมีนโยบายการลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของทรัพย์สินสุทธิ แบบที่ 2 กองทุนรวมตราสารหนี้ จะเป็นกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในตราสารหนี้ประเภทตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ภาคเอกชน แบบที่ 3 กองทุนรวมผสม คือ กองทุนรวมที่เป็นการผสมผสานระหว่างตราสารทุนกับตราสารหนี้

ลักษณะที่ 2 คือ กองทุนรวมพิเศษ ซึ่งกองทุนรวมลักษณะนี้จะมีพื้นฐานมาจากกองทุนรวมทั่วไป แต่จะมีการเพิ่มลักษณะเฉพาะบางอย่างเข้าไปในนโยบายการลงทุน โดยบางกองทุนก็จะมีการกำหนดเงื่อนไขพิเศษต่างๆ

ยกตัวอย่างเช่น

กองทุนรวมตลาดเงินจะเป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น การลงทุนในเงินฝาก การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งจะมีอายุของตราสารหนี้ไม่เกิน 1 ปี แต่จะมีสภาพคล่องสูง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนนั้นสามารถซื้อหรือขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะมีนโยบายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า อพาร์ตเมนต์ต่างๆ หรือการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ โดยกองทุนรวมนั้นก็จะหาผลประโยชน์ได้จากรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) หรือกองทุนรวมอาร์เอ็มเอฟ จะเป็นกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการจะลงทุนนั้นสามารถออมเงินไว้ใช้หลังการเกษียณอายุ หากผู้ลงทุนปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนที่กรมสรรพากรกำหนด ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) หรือกองทุนรวมแอลทีเอฟ กองทุนรวมนี้จะมีนโยบายการลงทุนในหุ้น และจะต้องเป็นการลงทุนระยะยาว โดยภาครัฐก็อนุมัติให้ผู้ลงทุนในกองทุนรวมแอลทีเอฟ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากผู้ลงทุนปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดเช่นเดียวกับกองทุนรวมอาร์เอ็มเอฟ

 

เตรียมเกษียณด้วยอาร์เอ็มเอฟ

อาร์เอ็มเอฟนั้นมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีการออมเงินไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ โดยแนวคิดนี้มาจากทฤษฎี 3 เสาหลักของธนาคารโลก ซึ่งระบุว่า ประชาชนจะต้องสร้างหลักประกันให้กับตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบากในวัยที่เกษียณอายุแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานและไม่เป็นภาระของภาครัฐ โดย 3 เสาหลักนี้ ได้แก่ เสาหลักที่ 1 คือ ระบบสวัสดิการสังคม เสาหลักที่ 2 คือ การออมภาคบังคับ เสาหลักที่ 3 คือ การออมภาคสมัครใจ

สำหรับผู้ประกอบอาชีพที่อยู่ในภาคเอกชนของประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีกองทุนประกันสังคมที่เป็นเสาหลักที่ 1 แต่ยังไม่มีการออมภาคบังคับซึ่งเป็นเสาหลักที่ 2 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับเสาหลักที่ 3 ที่เป็นกองทุนรวมภาคสมัครใจ โดยกองทุนรวมภาคสมัครใจนี้จะจัดตั้งในรูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นกองทุนที่นายจ้างกับลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จะมีข้อจำกัดว่าลูกจ้างจะไม่สามารถออมมากกว่านายจ้างได้ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น นักประพันธ์ ชาวนา ชาวสวน ก็ไม่มีโอกาสจะจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ ดังนั้น การลงทุนผ่านกองทุนรวมอาร์เอ็มเอฟและแอลทีเอฟ จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างความปลอดภัยทางสังคมให้กับตัวเองในวัยเกษียณได้ในระดับหนึ่ง

การพิจารณาระดับความเสี่ยงของแต่ละกองทุนนั้น จะพิจารณาจากนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมว่านำเงินลงทุนส่วนใหญ่นั้นไปลงทุนในตราสารการเงินประเภทใด ถ้าเน้นการลงทุนในตราสารทุนก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนื้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า หรือหากเป็นการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นหุ้นกู้ภาคเอกชน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ภาครัฐ

 

แตกต่างแต่ลงตัว คู่ซี้บนทางสายดนตรี

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407928

แตกต่างแต่ลงตัว คู่ซี้บนทางสายดนตรี

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

แม้จะมีความต่างในการทำงานคนละสาขาอาชีพ แต่ด้วยความรักและความชอบ “งานดนตรี” ที่เหมือนกันของ 2 ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง แป๊ก-วรรคสร โหลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย กับ แพ-พชระ วิจิตรานนท์ กรรมการบริหาร บริษัท วิจิ คอร์ป ที่ได้ทำงานร่วมกันหลังจากเป็นเพื่อนกันมากว่า 10 ปี

 

แป๊ก-วรรคสร โหลทอง ความต่างเสริมศักยภาพกันและกัน

แป๊ก เล่าให้ฟังว่า หน้าที่รับผิดชอบของตนนั้น คือบริหารงานดูแลในส่วนของธุรกิจสื่อดิจิทัลมีเดียของบริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย ในเครือบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท ส่วนแพทำงานด้านการจัดออร์แกไนเซอร์คอนเสิร์ตในต่างประเทศ

“ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสร่วมงานกันในส่วนของการโปรโมทงานอีเวนต์ต่างๆ ผ่านสื่อในเครือของสยามสปอร์ต จนถึงวันหนึ่งที่มานั่งคุยกันว่าทำไมเราถึงไม่มาทำงานร่วมกัน เพราะในส่วนของความรับผิดชอบที่แม้จะมีความแตกต่างกัน แต่ด้วยความถนัดของเราทั้งคู่น่าจะสามารถที่จะมาต่อยอดเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้”

จากนั้นจึงได้เริ่มต้นงานแรกกับคอนเสิร์ตดีเจระดับโลกชื่องาน อาร์มาด้า ไนท์ ซึ่งมีขนาดการจัดงานไม่ใหญ่มากนัก แต่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการจัดงานเป็นอย่างมากจากผลตอบรับของผู้เข้าร่วมงาน จึงได้ต่อยอดนำไปรวมกับนิตยสารเอฟเอชเอ็ม (FHM) ในส่วนของงานสร้างความบันเทิงในการประกวดรอบตัดสินของนิตยสารดังกล่าว

ส่วนตัวมองว่าเราทั้งคู่มีไลฟ์สไตล์ มุมมอง แนวคิด ที่คล้ายกัน แม้จะมีความถนัดที่แตกต่างกันในสายงาน แต่ด้วยจุดพอดีบางอย่างในแนวทางเดียวกันจึงทำให้ 10 ปีที่รู้จักกันเหมือนผ่านไปเพียงไม่นานบนความสนุกสนานของการทำงานที่ทำให้เวลาที่ได้รู้จักกันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อนคนนี้นั้นเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มนุษยสัมพันธ์ดี ใส่ใจในรายละเอียด พูดจาสุภาพ ใจเย็น มีความตั้งใจสูง ทำให้แต่ละงานที่ได้ร่วมงานกันผ่านไปได้อย่างราบรื่น ด้วยการแชร์ไอเดียความคิด และการบริหารงานในภาพรวมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งรายละเอียดในทุกส่วนของการทำงานนั้นจะให้ความสำคัญในรายละเอียดอย่างเป็นขั้นตอน และระบุออกมาเป็นไทม์ไลน์ ทำให้งานเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

การที่นำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน ทำให้เสริมมุมมองทางธุรกิจและทำให้การดำเนินธุรกิจร่วมกันเป็นไปได้ด้วยความสำเร็จ เพราะสิ่งสำคัญคือ “ความสุขของกลุ่มผู้เข้าร่วมงาน คือ ความสำเร็จของงานเรา”

 

แพ-พชระ วิจิตรานนท์ ความเป็นเพื่อน ไม่เป็นปัญหาการทำงาน

แพ เล่าให้ฟังว่า ความเชื่อของใครหลายคนจะมองว่าการเป็นเพื่อนกันนั้น หากมาทำงานร่วมกันอาจจะมีความกังวลถึงปัญหาหลายอย่างได้ และเมื่อทำกันไปแล้วเกิดความเข้าใจผิดหรือผิดใจกันก็อาจทำให้ความเป็นเพื่อนที่มีต่อกันต้องหายไป หรืออีกมุมหนึ่งในความป็นเพื่อนที่ร่วมงานกันนั้นอาจมีบางมุมที่อาจจะขาดความเกรงใจกันได้ ไปจนกระทั่งการไม่พูดสิ่งที่คิดออกมา ทำให้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อาจสะสมกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ แต่การร่วมงานกับเพื่อนคนนี้ถือเป็นโอกาสเปิดมุมมองการทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งความเป็นเพื่อนนั้นไม่เป็นปัญหาในการทำงานเลย เพราะเราปรึกษากันทันทีเมื่อปัญหากำลังจะเกิดขึ้น และรีบหาทางแก้ไขเพื่อให้ทุกสิ่งเดินหน้าต่อไปได้

“10 ปีกับความเป็นเพื่อน และ 2 ปีที่เป็นเพื่อนร่วมงานกันมา ยอมรับว่าความแตกต่างของงานที่ต่างคนต่างรับผิดชอบนั้น เมื่อนำมารวมกันแล้วทำให้มีความลงตัว และความสำเร็จจากทุกงานที่ผ่านมาล้วนมาจากจุดเริ่มต้นคือการบริหารงานในส่วนงานที่เรามีความถนัด ซึ่งแป๊กจะดูแลในส่วนมาร์เก็ตติ้ง และผมเองจะดูแลในส่วนโอเปอเรชั่น”

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ความเป็นเพื่อนของเราเหนียวแน่นและร่วมงานกันได้อย่างราบรื่น คือ การที่เพื่อนคนนี้เป็นคนใจเย็น ไม่หงุดหงิดง่าย ไม่โกรธง่าย ทำให้เขาเป็นคนที่มีคนรักและเคารพเยอะ รวมถึงการที่มีการจัดระบบงานที่ดี มีความยืดหยุ่น ให้เวลาและทุ่มเททุกอย่าง และที่สำคัญเป็นคนที่มีแนวคิดทันสมัย นำเสนอสิ่งใหม่อยู่เสมอ นอกจากนั้นยังเป็นคนที่คิดเร็วทำเร็ว แต่มีความรอบคอบสูงและทำงานเป็นทีมได้ดี ด้วยการเปิดรับความคิดเห็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็น ซึ่งก่อให้เกิดทีมเวิร์กที่ดี

ดังนั้น เมื่อนำจุดเด่นมารวมกัน ทำให้การทำงานเกิดความสนุกและได้สร้างสรรค์สิ่งบันเทิงต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ด้วยความตั้งใจของเพื่อนกัน

ล่าสุดจึงได้เตรียมการจัดงานคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ โดยได้นำศิลปินชื่อดังจากต่างประเทศแวดวงแนวเพลงแจ๊ซ อย่าง ไดอานา ครอลล์ (Diana Krall) ซึ่งถือเป็นความท้าทายของเพื่อนคู่นี้อย่างยิ่ง เนื่องด้วยขนาดของการจัดงานนั้นไม่ได้โฟกัสเฉพาะกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทย แต่จะเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังภูมิภาคอาเซียนในโอกาสการเปิดเสรีเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะทำให้การเคลื่อนไหวของประชากรสะดวกมากยิ่งขึ้น

แต่เชื่อว่าความสนิทสนมของเพื่อนคู่นี้อย่างเป็นทีมเวิร์กและการวางแผนที่ดี อีกทั้งการเติมเต็มศักยภาพในความถนัดของแต่ละสายงานบนความชื่นชอบในไลฟ์สไตล์เดียวกัน จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางความคิดมุมมองที่มีในฐานะเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังระดับโลกในครั้งนี้อย่างแน่นอน

คงต้องจับตาความตั้งใจของเพื่อนคู่นี้ที่จะถ่ายทอดออกมาผ่านการจัดงานคอนเสิร์ตบนพื้นฐานความชอบบนเส้นทางดนตรีสายนี้ ถึงแม้จะมีความถนัดที่แตกต่างกัน แต่กลับส่งเสริมกันได้อย่างลงตัว

 

หนังสือสร้างสมดุลชีวิต

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407926

หนังสือสร้างสมดุลชีวิต

โดย…วารุณี อินวันนา

การคลายเครียดจากการทำงานเพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตและอารมณ์ มีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความชอบ โอกาสเอื้ออำนวย ใครที่ทำให้ความสมดุลเกิดขึ้นได้ ย่อมนำมาซึ่งความรื่นรมย์

วสุมดี วสีนนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายพัฒนามาตรฐานการกำกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย วัย 48 ปี เล่าว่า เวลาว่างจะอ่านหนังสือและออกกำลังกาย เพราะครอบครัวเป็นคนชอบอ่านหนังสือกันทั้งบ้าน อ่านแล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และได้ใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากแล้ว

การอ่านจะเป็นลักษณะอ่านแบบเป็นการผ่อนคลาย อ่านไปแล้วก็คิด และจินตนาการไปด้วย ให้มันค่อยๆ ซึมซับ ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาอ่านให้จบ หรือต้องขีดเส้นใต้ จดบันทึก เพราะไม่เคยนำอะไรแบบตรงๆ จากหนังสือมาใช้ แต่หนังสือทุกเล่มให้ข้อคิดทุกอย่าง เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาไหนอยากหยิบข้อคิดเหล่านั้นมาปรับใช้ประโยชน์อย่างไร

วสุมดี เล่าว่า ชอบหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งกลุ่มที่ต้องอัพเดทตัวเองตลอดเวลา เช่น แมกกาซีน ซึ่งพวกนี้ไม่ได้อ่านทุกหน้า กลุ่มที่ให้ความรู้ใหม่ๆ เป็นการพัฒนาตัวเอง จะอ่านจนจบเล่มปีละไม่ต่ำกว่า 10 เล่ม หนังสือนิยาย หนังสืออาหารที่สอดแทรกวัฒนธรรมเข้าไปด้วย

“นิยายสืบสวนชอบมากเพราะมีพล็อตเรื่อง และยังกระตุ้นต่อมคิด มีมุมที่น่าติดตามว่ามันจะไปอย่างไรต่อไป เพราะเป็นคนจะทำอะไรต้องคิดนิดหนึ่ง จึงชอบอ่านอะไรที่ซับซ้อนนิดหนึ่ง บางทีก็อ่านนิยายรักด้วย” วสุมดี กล่าว

ในการอ่านหนังสือไม่ถึงกับว่าหยิบเล่มใดมาอ่านแล้วจะต้องให้จบในครั้งเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับอารมณ์และงานในช่วงนั้นๆ หากรู้สึกว่าชีวิตหนักมาก หรือเครียดมากๆ ก็จะอ่านนิยายเพื่อปรับสมดุลให้ชีวิต

ขณะที่หนังสืออาหารชอบอ่านเพราะซึมซับจากวัฒนธรรมในครอบครัวที่มีการทำอาหารไทยสืบต่อกันมายาวนาน มีความหลากหลายของสูตรอาหารไทย คุณแม่ทำอาหารได้อร่อยและขึ้นชื่อ เป็นที่กล่าวขาน แต่จะเป็นหนังสืออาหารที่มีการสอดแทรกวัฒนธรรมเข้าไปด้วย นอกเหนือจากองค์ประกอบของอาหารที่ทำให้อยากรู้อยากเห็นหน้าตาของเครื่องเทศว่าเป็นอย่างไร

“อย่างก่อนหน้านี้ คุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เวลาพูดเรื่องข้าวหมกไก่ จะยกตัวอย่างที่บ้านพี่ว่า มีอาหารที่แม่พี่เอาไปให้ท่าน คนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นข้าวหมกไก่ แต่จริงๆ แล้วเป็นข้าวบุหรี่ ซึ่งใส่แซฟฟรอน มีกลิ่นหอม พี่ชอบอ่านงานเขียนคุณวิษณุ เพราะเวลาท่านศึกษาเรื่องอะไร จะมีมุมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมมาด้วย” วสุมดี กล่าว

วสุมดี ออกตัวว่า ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะคุณพ่อคุณแม่จะคอยย้ำเตือนตลอดเวลาว่าให้เที่ยวในประเทศ จะได้ช่วยประเทศ ยามว่างๆ ก็จะขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วก็ไปช่วยซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพื่อช่วยชาวบ้าน

นอกจากจะชอบอ่านหนังสือ พาคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด เธอยังออกกำลังกายสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3 วัน ด้วยการวิ่งลู่ในฟิตเนส เล่นเวตบ้าง และปฏิบัติธรรม สวดมนต์

“พยายามสร้างสมดุลให้ชีวิตมากเลย เพราะงานที่ทำเครียดมาก เราไม่อยากออกกฎอะไรให้บริษัทเดือดร้อน แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ” วสุมดี ทิ้งท้าย

 

ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร… แฮปปี้ นิว เยียร์ และตลอดไป

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407915

ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร... แฮปปี้ นิว เยียร์ และตลอดไป

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ… นนทณากรณ์ เทพสา

เมื่อปีใหม่มาถึงทีไร สัญญาณบอกให้เราได้รู้ว่า ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่ได้แล้วนะ ปรับปรุงตัวเองได้แล้วนะพยายามทุกข์น้อยลง แต่มีความสุขให้เพิ่มมากขึ้นได้แล้วนะ ก็จะเวียนมาอีกครั้ง ปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่สัญญาณบอกได้มาพร้อมกับชายหนุ่มผู้ที่พกพาความสุขและความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า

ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร นั่นเอง

ชายหนุ่มคนนี้เรียนจบด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันเขาเป็นคอลัมนิสต์ วิทยากร และนักเขียนด้านสมอง การพัฒนาชีวิต จิตวิทยา พุทธปรัชญา ศาสตร์แห่งความสำเร็จ และทักษะการสื่อสาร รวมทั้งเป็นเจ้าของผลงานหนังสือ รู้มากไปทำไม รู้ “ใจ” ก่อนดีกว่า และ สมองเศรษฐี

 

ว่ากันว่า เขาคือคนรุ่นใหม่ที่มีอะไรๆ น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย และวันนี้ เขาจะมาเผยเคล็ดลับการทำให้ในปีใหม่นี้ (รวมทั้งตลอดไป) เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

“คนที่จะมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตเขาต้องค้นพบความหมายของชีวิต ซึ่งความหมายของชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเป็นความรัก บางคนเป็นครอบครัว บางคนเป็นหน้าที่การงาน ในส่วนของการทำงาน เชื่อไหมว่า คนที่ทำงานแล้วมีความสุขที่สุด เขาไม่ได้มีความสุขที่สุดเพราะได้ตำแหน่งดี หรือได้เงินเยอะ แต่ชีวิตเขามีความสุขที่สุด เพราะเขาได้ทำให้คนอื่นมีความสุข มีทนายความท่านหนึ่ง เขาทำงานได้เงินเป็นล้าน เขาก็แค่รู้สึกดีใจ แต่เขาไม่ได้มีความสุขที่สุดเท่ากับการที่เขาได้เป็นทนายความที่ต่อสู้คดีจนทำให้คนที่ได้รับความอยุติธรรมสามารถชนะคดีได้ สิ่งนี้ถึงกับทำให้เขาร้องไห้ เพราะเขาได้ช่วยเหลือคนอื่น”

ในส่วนของขุนเขา เขาบอกเล่าว่า เขามีความสุขมากที่สุดที่ได้ช่วยเหลือผู้คนผ่านตัวหนังสือ “เคยมีคนบอกผมว่า เมื่อเขาได้อ่านงานเขียนของผม ชีวิตของเขาได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งเมื่อผมได้รับรู้ ผมก็อิ่มใจไปเป็นเดือนๆ เขาเหล่านี้ทำให้ผมได้รู้ว่า สิ่งนี้นี่แหละ คือความสุข คือความหมาย คือรางวัลที่แท้จริงสำหรับชีวิต”

 

ขุนเขาเชื่อว่า คนทุกคนในทุกอาชีพมีตรงนี้หมด เพียงแค่หาจุดตรงนี้ให้เจอ แล้วเราจะมีความสุขที่ในทุกๆ วันได้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิต “เวลาเราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แน่นอนว่า เราต้องเจอตัวเองในกระจก การที่เราได้เจอตัวเองในกระจก ย่อมหมายถึงการที่เราได้มองเห็นตัวเราเอง ได้รู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ อยากทำอะไร อยากมีชีวิตในรูปแบบไหน อยากก้าวเดินไปเส้นทางใด เราคือสิ่งที่ใกล้ชิดตัวเรามากที่สุด ทว่า ตัวเรากลับกลายเป็นสิ่งที่รู้เกี่ยวกับตัวเองน้อยที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเหลือเกิน”

สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรต้องตระหนักถึง นั่นคือการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ขุนเขาได้ยกตัวอย่างชาวนาคนหนึ่งขึ้นมาว่า ชาวนาคนนี้ได้ถูกหวย ด้วยความที่เขารวยทางลัด และใช้เงินไม่เป็น ไม่อาจคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ สองปีหลังจากนั้น เขาได้ฆ่าตัวตาย เพราะโดนโกง โดนขโมย จนเกิดความเครียด ไม่รู้จะจัดการปัญหานี้อย่างไรดี “นี่ถือเป็นความรวยที่มาเร็วเกินไป และมันก็น่ากลัวกว่าความจนเสียอีก ซึ่งหากชาวนาคนนั้นคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เขาจะรู้ว่า เมื่อเขาถูกหวย เขาจะจัดการเงินที่ได้มาได้อย่างไร และจะใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไรหลังจากนั้น”

ขุนเขาเผยว่า การที่เราได้พบเจอความผิดพลาด ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะชีวิตของเราทุกคนคือการทดลอง และเราก็คือนักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เป็นเด็กทารก “สังเกตไหมว่าทารกมักชอบกัด ชอบแทะ ชอบทดลองไปทั่ว ต้องรู้ต้องลองกับทุกสิ่งให้สุดๆ พอเราโตขึ้นมา ด้วยครอบครัว การศึกษา คำสบประมาท หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้เราเลิกทดลอง ซึ่งการที่เราจะมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต เราต้องทดลองให้เยอะ เรียนรู้ให้เยอะ ผิดพลาดให้เยอะ แล้วเราจะมีปัญญาเพิ่มมากขึ้น เมื่อเรามีปัญญา เราก็จะรู้ว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด มันคือการที่เราได้สร้างความสุขและความสำเร็จให้กับตัวเราเอง สร้างได้ด้วยตัวของเราเอง ไม่ใช่ใครหรือสิ่งใดจะมาให้หรือมาสร้างให้กับเรา อย่าลืมว่า ความสุขเป็นตัวขับเคลื่อนมนุษย์มาโดยตลอด แม้ความสุขจะมีหลายระดับ หรือความละเอียดอ่อนแตกต่างกัน แต่สุดท้าย มันก็เป็นแรงขับเคลื่อนอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น คนที่จะขับเคลื่อนความสุขให้กับตัวเราได้นั้น สุดท้ายก็คือตัวเราเองอย่างที่ผมได้บอกไป”

 

กับคนที่ยึดติดกับอะไรบางอย่าง ยึดติดจนไม่ยอมปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลง ขุนเขาเผยว่า สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับสมองที่ไม่อยากเปลี่ยนโดยตรง “เนื่องจากสมองเป็นอุปกรณ์ที่ถูกสร้างมาให้รักษาพลังงาน สมมติว่า มันเคยเดินจากจุดเอไปยังจุดบี เดินด้วยเส้นทางนี้โดยตลอด วันนี้เดินแบบนี้ วันต่อไปก็จะเดินแบบเดิม ที่เป็นแบบนี้เพราะสมองต้องการประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับคนเรา เมื่อคุ้นชินกับอะไรบางอย่าง ก็จะทำแบบนั้นอยู่อย่างนั้น ถ้าเกิดเราอยากมีความเจริญ เมื่อเราทำอะไรจนคุ้นชินไปสักพัก เราต้องถามตัวเราเองว่า มีทางอื่นอีกมั้ย ถ้าไม่ถาม ตัวเราจะแย่ เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด”

ด้วยเหตุนี้ ขุนเขาจึงได้แนะนำว่า เราทุกคนต้องพยายามก้าวออกจากพื้นที่สบายหรือปลอดภัยหรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่าคอมฟอร์ตโซนอยู่เป็นระยะๆ “คอมฟอร์ตโซน มันเป็นพื้นที่ที่อันตรายมาก หากเราใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่สบายหรือปลอดภัยนานเกินไป เราจะคุ้นชิน จนกลายเป็นย่ำอยู่ที่เดิม และอาจเผลอยึดติดความคุ้นชินนั้นไปโดยไม่รู้ตัว พอมารู้ตัวอีกที โลกของเราก็แคบลง เราก็จะกลายเป็นกบที่อยู่ในกะลา ที่มองเห็นแค่ฝากะลาของตัวเอง ซึ่งฝากะลาใบนั้นมันเล็กลงเรื่อยๆ ด้วยนะ”

ขุนเขาได้แนะนำวิธีที่จะเปิดฝากะลาออกมาดูโลกไว้ว่า เราต้องลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นชินด้วยปัญญา “เราต้องลองเสี่ยงกับเส้นทางใหม่ๆ อย่างมีปัญญา แล้วเราจะเจออะไรที่สดใหม่น่าสนใจ เมื่อเราคิดจะออกจากคอมฟอร์ตโซน ก็ต้องออกมาด้วยปัญญา แล้วเราจะรู้สึกสนุก รู้สึกมีความสุข และมีพลังในการใช้ชีวิต”

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยทำให้เราทุกคนสามารถค้นพบความสุข ขุนเขาเผยว่า มันคือการได้อยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย “ถามว่าโลกใบนี้ มันสร้างความสุขให้กับเราได้จริงหรือ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า สมองของคนที่เล่นโซเชียลมีเดีย มีส่วนคล้ายสมองของคนที่เล่นกาสิโน ในตอนที่เราโยกสลอตแมชชีนหรือกดปุ่มเพื่อจะได้แจ็กพอตนั้น ถ้าเราได้ เราก็ดีใจ แต่ถ้าไม่ได้ เราก็แค่ลองโยกหรือกดใหม่ ก็เหมือนเวลาเราเล่นโซเชียลมีเดีย ที่เวลาอ่านข้อความของคนอื่น แล้วรู้สึกเบื่อหน่าย เราก็แค่เลื่อนผ่าน แต่ถ้ามีคนมากดไลค์ข้อความของเรา เราก็ดีใจ ยิ่งคนที่เราแอบชอบมากดไลค์หรือมาคอมเมนต์ เรายิ่งดีใจมากเป็นพิเศษ ความสุขความดีใจนี้มันไม่ต่างกับการเล่นกาสิโน เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไปโลกโซเชียลมีเดียจะมีอิทธิพลกับเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย มันกลับกลายเป็นเรื่องดี ตรงที่เราสามารถหาความสุขจากโลกใบนี้ได้มากขึ้นอีกหนึ่งช่องทางนั่นเอง”

ในฐานะที่เราทุกคนคือมนุษย์ที่ต้องออกจากบ้านไปใช้ชีวิต ต้องพบเจอผู้คนมากมาย ต้องเจอแรงกระทบหรือแรงกดดันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ชีวิตเรามีบาดแผลเล็กๆ อยู่ในใจ ขุนเขาเผยเคล็ดลับดีๆ ทิ้งท้ายไว้ว่า เราต้องอยู่กับตัวเองให้บ่อยขึ้น และต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างถูกต้อง

“เพียงแค่ 2 คำถามเท่านั้น นั่นคือ 1.ทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ และ 2.ทำอย่างไร เราถึงจะรู้สึกดีขึ้นกว่านี้ หากเราอกหักผิดหวัง เราต้องถามตัวเราเองว่าทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างนี้ เราก็จะได้คำตอบว่า เพราะเรามัวแต่เอาความสุขไปฝากไว้ที่คนอื่น พอเขาจากไป เราจึงเจ็บปวด ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่ได้ ปล่อยให้ความเห็นแก่ตัวครอบงำ เพราะอยากครอบครอง อยากยื้อ อยากดึงรั้ง คำถามต่อมา ทำอย่างไรเราถึงจะมีความสุขมากขึ้น เราก็จะได้คำตอบว่า เราต้องรู้จักคุณค่าของตัวเอง แล้วการจะรู้จักคุณค่าของตัวเอง เราต้องทำอย่างไร เราก็จะค้นพบคำตอบว่า เราต้องก้าวข้ามความกลัว ต้องรู้จักทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พอเราทำได้ ก้าวข้ามความกลัวได้ เราก็จะกล้าหาญมากขึ้น เก่งมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ใครทิ้งเราไป เราก็จะไม่เจ็บปวดมาก ไม่เสียใจมาก เพราะเรามีทางเลือกเยอะ”

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,717 other followers

%d bloggers like this: