ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

แฮกเกอร์มือดีจับ’เซนโฟน2’รัน’วินโดวส์7/8′ (มีคลิป) สิงหาคม 22, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2558 เวลา 13:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375409

แฮกเกอร์มือดีจับ'เซนโฟน2'รัน'วินโดวส์7/8' (มีคลิป)

 

แฮกเกอร์มือดีจับมือถือ’เซนโฟน2’รันระบบปฏิบัติการ’วินโดวส์7/8′

นับว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามและความคิดสร้างสรรค์เล็กๆ ของแฮกเกอร์มือดีรายหนึ่งจาก ‘XDA-Developers’ นามว่า ‘Yua Ca Van’ ที่ได้ทำสมาร์ทโฟนขวัญใจชาวไทยอย่าง ‘เอซุส เซนโฟน 2’ (Asus ZenFone2) มาแฮกเพื่อเปลี่ยนมารันระบบปฏิบัติการ ‘วินโดวส์ 7’ และ ‘วินโดวส์ 8’ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นค่อนข้างน่าประทับใจเลยทีเดียว คือแม้จะไม่ได้ลื่นไหลดั่้งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ก็สามารถใช้งานโดยรวมได้อย่างไม่มีปัญหาเลย

แฮกเกอร์รายนี้ได้ใช้ aSpice KVM Virtual Machine เป็นแอพฯ จำลองระบบปฏิบัติวินโดวส์ โดยใครสนใจสามารถเข้าศึกษาได้ที่เว็บไซต์ http://forum.xda-developers.com/zenfone2/general/zf2-running-windows-7-using-kvm-t3153299

แต่งานนี้ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดนะจ้ะ

ที่มา : androidpolice, https://www.youtube.com/watch?t=66&v=g2Smcq8qLEY, https://www.youtube.com/watch?v=i0V1ycrz_6U

 

‘เฟซบุ๊ก’เปลี่ยนไอคอน เสริมความเท่าเทียมชาย-หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2558 เวลา 20:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375337

'เฟซบุ๊ก'เปลี่ยนไอคอน เสริมความเท่าเทียมชาย-หญิง

 

‘เฟซบุ๊ก’เปลี่ยนไอคอนต่างๆ เพื่อเสริมความเท่าเทียมชาย-หญิง

หลังจากที่ทางโซเชียลมีเดียมีเดียดังอย่าง’เฟซบุ๊ก’เพิ่งจัดแจงปรับเปลี่ยนฟอนท์โลโกให้ดูทันสมัยขึ้นเล็กน้อยแล้ว ล่าสุด’เคียทลิน วินเทอร์’ผู้จัดการฝ่ายดีไซน์ของเฟซบุ๊กยังได้เผยว่า ทางเฟซบุ๊กยังได้ปรับเปลี่ยนไอคอน’Friend’ด้านขวาบนหน้าจอซึ่งเดิมทีเป็นชายนำหน้าหญิงแถมยังตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย ให้ตัวผู้หญิงและผู้ชายมีขนาดเท่ากัน พร้อมปรับแต่งทรงผมของผู้หญิงให้ดูทันสมัยขึ้นด้วย (เพราะถูกติงมาว่าศีรษะของไอคอนหญิงแบบเก่านั้นคล้ายกับหมวกดาร์ทเวเดอร์ ซึ่งเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่องสตาร์วอร์)

เคียทลินเผยว่า ไอคอนแบบเดิมถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความสวยงามทางศิลปะเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไปทางเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเพศเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ถูกตำหนิจนในภายหลังต้องปรับเปลี่ยนเป็นอย่างที่เห็น

ทั้งนี้เฟซบุ๊กยังได้ปรับเปลี่ยนไอคอนปุ่มเพื่อนจากเดิมที่มีชายนำและมีชายหญิงอยู่ด้านหลัง ให้กลายเป็นผู้หญิงนำและชาย 2 คนตามหลัง

ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยที่หลายคนจะสังเกต แต่ก็เป็นการแสดงออกมุมมองความเท่าเทียมของชายหญิงที่น่าสนใจไม่น้อย

ที่มา : abcnews, facebook, medium

 

สนุกออนไลน์ชิงอีบุ๊ก ตอบโจทย์ฐานลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2558 เวลา 06:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375122

สนุกออนไลน์ชิงอีบุ๊ก ตอบโจทย์ฐานลูกค้า

 

โดย..ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ธุรกิจอี บุ๊กมีการเติบโต หรือธุรกิจหนังสือบนช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ เห็นได้จากในสหรัฐอเมริกาที่มียอดขายถึง 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดขายหนังสือจริงอยู่ที่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะเกิดขึ้นมาเพียง 5-6 ปี

ขณะที่ในประเทศไทยธุรกิจอี บุ๊กเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ปี มียอดขายรวมประมาณ 500-600 ล้านบาท หรือประมาณ 1.5% ของยอดขายหนังสือเล่มที่ยังสูงถึง 2.64 หมื่นล้านบาท ทำให้เห็นได้ว่าเป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ บริษัท สนุก ออนไลน์ ผู้จัดทำเว็บไซต์ให้บริการข้อมูลข่าวสารและสาระบันเทิง มองเห็นโอกาสที่จะเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว โดยร่วมมือกับ 4DBOOK คลังหนังสือออนไลน์ พัฒนา 4DBOOK แอพพลิเคชั่นขึ้นเพื่อเจาะช่องทางดังกล่าว

จักรพันธ์ พวงแก้ว ประธานฝ่ายสื่อโฆษณาออนไลน์ บริษัท สนุก ออนไลน์

 

จักรพันธ์ พวงแก้ว ประธานฝ่ายสื่อโฆษณาออนไลน์ บริษัท สนุก ออนไลน์ กล่าวว่า ภาพรวมการเข้าอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์ของสนุก จะเป็นรูปแบบของการใช้งานคลังหนังสือทั้งหมดที่มีอยู่ การพัฒนาแอพนี้ขึ้น เบื้องต้นเพื่อตอบโจทย์คนที่ใช้งานสนุกที่มีกว่า 30 กว่าล้านคน เนื่องจาก 1 ใน 5 อันดับของความสนใจเข้าชมเว็บไซต์สนุก คือการเข้ามาอ่านหนังสือ

จากฐานลูกค้าของสนุกออนไลน์เอง ก็มีลูกค้าใช้งานกว่า 35 ล้านคน โดย 25% จากผู้ใช้งานทั้งหมด มาจากคนที่ใช้สนุกเพื่ออ่านข่าวสารทุกวัน และมีพฤติกรรมอ่านในระยะยาวและบอกต่อเพื่อน คาดว่าคนกลุ่มนี้จะมีความสนใจในสนุกบุคมากกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินไปซื้อที่หน้าร้าน

ดังนั้น การเข้ามาทำธุรกิจด้านอีบุคจะช่วยตอบสนองคนใช้งานให้เยอะขึ้น สร้างความแตกต่างทางธุรกิจคือ มีความหลากหลายในเรื่องคอนเทนต์ มีหนังสือมากกว่า 1 หมื่นเล่ม และ 41 หมวดหมู่ เช่น แมกกาซีน พ็อกเก็ตบุค นิยาย มีทั้งไทยและต่างประเทศหนังสือที่ขายจึงมีความหลากหลาย โดยเน้นในเรื่องคอนเทนต์เป็นหลัก และยังขายถูกกว่าหน้าร้าน 30-50% ทำให้เพิ่มจุดเด่นในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น

“การเติบโตอย่างรวดเร็วของอี บุ๊ก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าถึงได้สะดวกและมากขึ้นของอุปกรณ์ดีไวซ์ ไม่ว่าจะเป็นพีซี สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่ง 4DBOOK มีความพร้อมให้บริการในดีไวซ์ทุกแพลตฟอร์ม” นายจักรพันธ์ กล่าว

พีรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร 4DBOOK

ด้าน พีรศักดิ์ จันทร์สิวานนท์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร 4DBOOK กล่าวเสริมว่า การที่เว็บไซต์สนุกมีลูกค้าใช้งานจำนวนมาก การทำอีบุ๊กจะตอบสนองทั้งลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เพิ่มขึ้น โดยเน้นความแตกต่างจากอีบุ๊กรายอื่น ที่มีความหลากหลายของคอนเทนต์ โดยมีกว่า 1 หมื่นเล่ม แบ่งเป็น 41 หมวด ตั้งเป้าฐานลูกค้า 1% จากผู้ใช้เว็บสนุกในปีแรก หรืออยู่ที่ 3 แสนคน ตั้งเป้าราคาซื้อเฉลี่ย 100 บาทต่อผู้ใช้งานต่อเดือน

ฟีเจอร์เด่น ของแอพนี้คือ มีระบบบริหารจัดการไฟล์ที่ดี รูปแบบการดาวน์โหลดไม่ใช่โหลดทั้งเล่มเพื่อรออ่าน แต่สามารถกดและอ่านได้ทันที ใช้เวลาโหลดโดยเฉลี่ยไม่เกิน 1 นาที (ขึ้นอยู่กับสัญญาณอินเทอร์เน็ตในขณะนั้น) เพื่อใช้อ่านแบบออฟไลน์ แต่ในขณะเดียวกันจะเก็บไว้บนคลาวด์ได้ด้วย มีพื้นที่จัดเก็บให้เลือกโหลดหนังสือได้แบบอันลิมิต ทำให้ไม่ต้องเปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บ ทั้งยังเลือกหนังสือที่ต้องการอ่านได้กับทุกดีไวซ์ คือ สมาร์ทโฟน แท็บเลตและพีซี เช่น โหลดหนังสือที่ต้องการเก็บไว้บนระบบคลาวด์ เมื่อต้องการอ่านผ่านดีไวซ์ใด ก็กรอกยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดเพื่อเข้าไปเลือกอ่านจากช่องทางที่ต้องการได้ ถือว่าเป็นการตอบโจทย์การใช้งานได้แบบมัลติสกรีน

นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายปีแรกจะมีส่วนแบ่ง 10% หรือราย ได้ 55 ล้านบาท จากตลาดรวมอีบุ๊ก 550-600 ล้านบาท ในปีที่ 3 จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 20% มีรายได้ 200 ล้านบาทจากตลาดรวมมูลค่าเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท และในปีที่ 5 นับจากให้บริการจะมีส่วนแบ่ง 20% ขณะที่ตลาดรวมเติบโตเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอุ๊คบีเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 90%

“เราต่างจากเจ้าตลาดตรงที่อุ๊ คบีจะเน้นแมกกาซีนเป็นหลัก แต่เราจะมีคอนเทนต์หลากหลายกว่า เพราะมีทั้งแมกกาซีนและพ็อกเกตบุ๊ก มีระยะเวลาในการอ่านมากกว่า และจะเน้นโปรโมชั่นที่แตกต่าง โดยเฉพาะราคาจะถูกกว่าโดยเฉลี่ย 30-50% เมื่อเทียบจากการซื้อ
หน้าร้าน” พีรศักดิ์ กล่าว

จักรพงษ์ คงมาลัย หัวหน้าฝ่ายธุรกิจเนื้อหา บริษัท สนุก ออนไลน์

 

จักรพงษ์ คงมาลัย หัวหน้าฝ่ายธุรกิจเนื้อหา บริษัท สนุก ออนไลน์ กล่าวว่า แม้อีบุ๊กจะเติบโตรวดเร็ว  แต่เชื่อว่าเทรนด์การอ่านหนังสือแบบเล่มจะยังเป็นความชื่นชอบของผู้บริโภค เช่นเดิม จึงคาดว่าจะมีการใช้บริการทั้งสองช่องทาง คืออ่านจากทั้งดีไวซ์และเก็บต้นฉบับแบบเล่มไว้

“ราคาหนังสือโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 50-500 บาท และลูกค้าสามารถเข้าถึงลิ้งที่จะเข้าไปดาวน์โหลดได้ หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น books.sanook.com , http://www.4dbook.com/index.php , แอพพลิเคชั่น 4dbook ซึ่งหลังจากเปิดให้ใช้งานมา 6 เดือนแล้วมีคนเข้าใช้งานจากอังกฤษ ไทยและจีนสูงมากทั้งที่ไม่มีการโปรโมตใดๆ มาก่อนหน้านี้ ซึ่งเราจะใช้กลยุทธ์แจกหนังสือให้ดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรีบางส่วน เพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้งานอีบุคกันมากขึ้นก่อน และถ้าต้องการซื้อหนังสือก็สามารถทำได้ทั้งช่องทางออนไลน์ บัตรเครดิตและเคาน์เตอร์เซอร์วิส”
ต้องจับตาการเข้ามาชิงตลาดอี บุ๊กของรายใหญ่อย่างสนุก ออนไลน์ และการปรับตัวรับมือของอีบุ๊กผู้นำตลาด เชื่อแน่นอนว่าสมรภูมิการแข่งขันจะดุเดือดขึ้นแน่นอน

 

คนท้องถิ่นใช้งานโซเชียลเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2558 เวลา 06:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375121

คนท้องถิ่นใช้งานโซเชียลเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจ

 

เผยผลการสำรวจการใช้งานออนไลน์ของคนต่างจังหวัด  พบว่าคนท้องถิ่นมีการใช้งานโซเชียลมีเดียมากขึ้น

ศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น กล่าวว่า ตลาดดิจิทัลเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นทุกปี และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจในพฤติกรรม ผู้บริโภคในยุคสื่อดิจิทัลที่ผู้บริโภคใช้สื่อแบบบูรณาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“การทำผลสำรวจเชิงเจาะลึกที่ ครอบคลุมภาคกลาง เหนือ ตะวัน ออก และอีสาน ผ่านการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต พบว่าการทำตลาดอย่างหนักของแบรนด์จากประเทศจีนและค่ายมือถือต่างๆ ทำให้เกิดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคสื่อหลักและสื่อออนไลน์เปลี่ยนไปจากเดิม” ศิวัตร กล่าว

ด้าน วรวิล สนเจริญ รองผู้ อำนวยการ แผนกวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2554 ที่ประเทศไทยเริ่มมีการใช้งานโซเชียลมีเดีย และจากการเริ่มใช้งานสมาร์ทโฟนและ 3จี มากขึ้น ทำให้การใช้งานออนไลน์และแอพพลิเคชั่นเกิดความตื่นตัว ขณะที่ในปี 2556 ที่มีการเปิดตัวยูทูบประเทศไทย ยังทำให้เกิดคอนเทนต์โพรไวเดอร์จำนวนมาก โดยไทยเป็นประเทศที่ผลิตคอนเทนต์บนยูทูบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

“มีการค้นหาข้อมูลข่าวสารผ่าน โมบายกว่า 55% และค้นหาผ่านคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อป 45% และยังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าใน 2 ปีข้างหน้า การค้นหาผ่านโมบายอาจจะสูงขึ้นถึง 79% โดยในปีที่ผ่านมามีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 5 ชั่วโมง มากกว่า 52.2% ในขณะที่ดูสื่อหลักอย่างทีวีเพียง 16.2%” วรวิล กล่าว

ซึ่งเทรนด์จากการเข้าไปทำวิจัยทำให้ทราบอย่างชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่ม mobile first คือ มีประสบการณ์อินเทอร์เน็ตครั้งแรกผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่เคยใช้อีเมล์มาก่อนและไม่ทราบว่าคืออะไร ไม่เคยใช้งานแม้กระทั่งเว็บเบราว์เซอร์  เริ่มต้นใช้งานออนไลน์ คือ แอพพลิเคชั่นที่มีการติดตั้งมาให้พร้อมกับเครื่องที่ซื้อมา ถือว่าเป็นสิ่งที่ใช้งานได้ง่ายและเรียนรู้การใช้งานได้แบบทันทีและสะดวกต่อการเรียนรู้ครั้งแรกกับคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายอย่างฉลาด เพราะรายได้ไม่แน่นอน ไม่มีเครดิตการ์ดและใช้เงินสดในการซื้อสินค้าทั้งสิ้น และมีความเชื่อว่าสมาร์ทโฟนจะเข้ามาช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้ชีวิตดีขึ้น มองว่าขนาดหน้าจอยิ่งใหญ่ยิ่งดี เพราะบ่งบอกถึงความคุ้มค่า ดังนั้นจึงเลือกดีไวซ์ที่เน้นเรื่องของความคุ้มค่าเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสองก็ไม่สำคัญ คนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อจะเป็นคนในครอบครัว ใช้งานดีไวซ์แบบ Multi-Screeners คือ นอกจากมีพฤติกรรมที่คุ้นเคยกับสื่อเดิม เช่น ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ แต่การใช้สื่อหลักเหล่านี้เปลี่ยนไป เสพสื่อผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น ฟังข่าวจากทีวีน้อยลง เลือกฟังวิทยุผ่านยูทูปและเลือกเพลงที่ตัวเองชอบ มากกว่าการฟังผ่านคลื่นวิทยุที่มีโฆษณาและดีเจพูด  การใช้งานสื่อเดิมที่ยังใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง คือ ละครหลังข่าว

ขณะที่การเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟน มาเป็นสมาร์ทโฟน เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าคนในสังคมที่ใกล้ชิดของตัวเองเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ต มากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่เคยใช้งานอีเมล เว็บเบราเซอร์ หรือช่องทางออนไลน์มาก่อน และเริ่มต้นใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ผู้ให้บริการติดตั้งมากับดีไวซ์เพื่อพร้อม ใช้งาน เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน ใช้เงินสดในการใช้จ่ายและเชื่อว่าสมาร์ทโฟนจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ขนาดหน้าจอยิ่งมาก ยิ่งรู้สึกว่าคุ้มค่า นอกจากนี้ การที่โอเปอเรเตอร์รายใหญ่เข้าไปเจาะกลุ่มคนต่างจังหวัด ยังส่งผลให้เกิดการใช้งานโทรศัพท์เพื่อพูดคุยลดลง โดยจากเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 500-600 บาท เหลือเพียง 200-300 บาท เป็นผลมาจากการใช้ไลน์คอลในการสื่อสารแทนการโทรแบบเสียเงิน ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ณัฐวีร์ ณีว มาวิจักขณ์ ผู้อำนวยการแผนกวางแผนกลยุทธ์และการสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น กล่าวว่า การใช้งานสมาร์ทโฟนครั้งแรกของคนกลุ่มนี้ ส่งผลให้เข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคสื่อหลักเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง (Consume) สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อนเก่าและลดค่าใช้จ่ายได้ (Connect) และเป็นโอกาสในการหารายได้และเป็นช่องทางการใช้เงินมากขึ้น (Commerce)

เหตุผลที่คนท้องถิ่นเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟนมาเป็นสมาร์ทโฟนนั้น จะต้องตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้มากกว่าเดิม Improving Career ค้นหาโอกาสใหม่ๆ จากการใช้งานมือถือทำงานมากกว่าการเอนเตอร์เทนเท่านั้น เช่น กรณีของพนักงานที่สมัครเข้าทำบัญชีของบริษัทรายย่อย ผู้บริหารต้องการพนักงานที่รู้จักใช้งานโซเชียลในการทำงาน คือ ประชุมงานผ่านไลน์ ส่งเอกสารผ่านอีเมล์ และตอบข้อความของลูกค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารต้องการทักษะในการใช้งานไอทีของพนักงานมากขึ้น

Improving Business ใช้มือถือและออนไลน์ในการขายของ เช่น แม่ค้าปลาทู ที่หาโอกาสสร้างรายได้ด้วยการถ่ายภาพและโพสต์ข้อความลงในเฟสบุค เมื่อมีลูกค้าเห็นและสั่งซื้อจนเกิดเป็นโอกาสในการขายของและยังจัดส่งให้แก่ลูกค้าได้แบบทันท่วงที ถือว่าเป็นการนำโซเชียลมีเดียมาพัฒนาและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น

Improving skill ใช้โซเชียลในการค้นหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพให้ดีขึ้น เช่น คนขับสามล้อ ที่มีอาชีพเสริมเป็นการเล่นดนตรีตอนกลางคืน โดยในเวลากลางวันที่ยังไม่มีลูกค้า และมีเวลาว่างก็จะค้นหาคอร์ดเพลงและแกะโน้ตเพลงโดยดูจากคลิปวีดีโอที่มีคนแชร์ในยูทูป ถือว่าเป็นการเพิ่มทักษะในการเรียนรู้มากขึ้น

“ปัจจุบันคนในท้องถิ่นเริ่ม รู้จักวิธีการขายของออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กและไลน์มากขึ้น แต่การจับจ่ายอาจยังไม่สูง ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 500 บาท แต่ถ้าแพงกว่านั้นจะยังเกิดความลังเลและไม่กล้าซื้อ ขณะที่คนวัยทำงานในกรุงเทพฯ จะมีกำลังซื้อมากกว่า แต่ก็ยังเฉลี่ยไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนใหญ่จะเป็นการค้นหาและซื้อสินค้าผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ไลน์แชตและอินสตาแกรม มากกว่าการใช้แพลตฟอร์มที่ทางผู้ให้บริการเตรียมไว้”

ทั้งนี้ วรวิล แนะนำว่า เจ้าของธุรกิจต้องสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น พัฒนาสติ๊กเกอร์ไลน์เฉพาะกลุ่ม ภาษาที่สื่อสารได้ง่าย เป็นต้น แบรนด์ต้องรู้จักปรับตัวให้ไดนามิก หาโอกาสจากโซเชียลมีเดียมาปรับใช้เป็นแผนการตลาด เพราะมีผู้ใช้งานไลน์จำนวนมาก เลือกที่จะบล็อกออฟฟิเชียลของแบรนด์หากไม่มีคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ หรือสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะกลายเป็นเสียโอกาสทันที

วรวิล สนเจริญ รองผู้อำนวยการ แผนกวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น

แบรนด์ ต้องรู้จักพัฒนาโอกาสจากสิ่งเหล่านี้

Relavancy นั่นคือการสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนที่เราต้องการสื่อสาร หรือพูดภาษาเดียวกันกับคอนซูเมอร์ เช่น สติกเกอร์เฉพาะกลุ่ม เช่น สติกเกอร์ภาษาท้องถิ่น พัฒนาคาแรคเตอร์ของแบรนด์ในเข้ากับโลกของโซเชียลมีเดีย จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเข้าถึงได้ง่าย โดยปรับคอนเทนต์จากไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

Adaptive แบรนด์ต้องมีความไดนามิค คือสื่อสารให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไวรัลคลิปเหนียวไก่, ไอซ์บัคเก็ต ถือว่าเป็นการนำโลกของโซเชียลมีเดียมาปรับใช้งานให้เข้ากับแบรนด์ ถือว่าเป็นเรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง จะทำให้เกิดกระแสส่งต่อและสร้างโอกาสให้คนเห็นแบรนด์ของเราเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ครีเอทีฟเองก็ต้องแอคทีฟและตามโลกออนไลน์ให้ทัน รู้จักจับกระแสในขณะนั้นมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสินค้าแบรนด์ที่เราดูแลอยู่ในขณะนั้น

Connectivity : การสร้างโอกาสในการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ให้แก่ผู้ใช้งานฟรี หรือเป็นตัวกลางเชื่อมต่อการใช้งานก็จะสร้างโอกาสใหม่ๆได้  เช่น ร้านกาแฟ แจกฟรีไวไฟให้ลูกค้าใช้งาน ถึงแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่คนในสังคมนั้นสนใจ ยิ่งคนที่ติดการใช้งานออนไลน์ จะยิ่งเป็นการสร้างทราฟิกให้ลูกค้าเข้ามาใช้งานในร้านมากขึ้น การแจกของฟรีหรือของรางวัลเล็กน้อยที่คนในสังคมสนใจ ก็จะช่วยดึงดูดคนให้เข้ามาสนใจแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรรู้จักเลือกใช้ช่องทางใหม่ๆ และหาโอกาสอย่างเหมาะสม

วรวิล ยังกล่าวเสริมอีกว่าสมาร์ทดีไวซ์ในชีวิตคนท้องถิ่น เข้ามาทดแทนในเรื่องต่างๆ ดังนี้

Consume : ช่วยให้การค้นหาข่าวสารเร็วขึ้น เพราะการอ่านผ่านโซเชียลจะทำให้ทราบเรื่องราวต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องรอแต่การรายงานข่าวจากสื่อเดิมเพียงอย่างเดียว ทำให้ พฤติกรรมการอ่านหนังสือพิมพ์ลดลงอย่างชัดเจน วิทยุ : การใช้งานลดลงมาก เพราะลูกค้าเลือกใช้เป็นการฟังเพลงผ่านยูทูปมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลา เทรนด์สื่อวิทยุในท้องถิ่นถือว่าลดลงอย่างชัดเจน เรียกได้ว่าแทบจะหายไปเลย อีกทั้งยูทูปเข้ามาเป็นทีวีส่วนตัว จากเดิมเป็นการใช้งานทีวีร่วมกัน ตอนนี้แทบจะไม่มีทีวีวางบนแผงเหมือนเดิม แต่เป็นสมาร์ทดีไวซ์ที่ดูรายการที่ต้องการได้ ไม่ต้องดูโฆษณา ค้นหาอะไรก็เจอ , กูเกิล จึงถือว่าเป็นโลกที่มหัศจรรย์ เพราะช่วยให้การค้นหาข้อมูลเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวดารา ดูดวง เช็คหวย กลายเป็นพฤติกรรมที่คนคุ้นเคย ดังนั้น คนจึงเลือกที่จะเข้าถึงเรื่องของดิจิทัลคอนเทนต์มากกว่าและแบรนด์เองก็ควรจะมีคอนเทนต์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

Connect: ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโทร โดยลดการคุยแบบเสียเงินมาเป็นคุยผ่านแอพ (LINE Call) ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า เพราะใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้ฟรีอยู่แล้ว , อีกทั้งไลน์ยังมีบทบาทในเรื่องของการทำงานมากขึ้น จากเดิมที่ต้องทำผ่านกระดาษ หน่วยงานราชการหรือเอกชนบางส่วนก็เลือกที่จะประกาศและสื่อสารผ่านไลน์กรุ๊ป เพื่อให้งานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะสื่อสารกันได้รวดเร็วขึ้น ลดการใช้งานกระดาษ รวมทั้ง กรุ๊ปแชทเองก็เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้มีอารมณ์ความรู้สึกในการสื่อสารมากขึ้น ดังนั้น นักพัฒนาจึงต้องสร้างแอพพลิเคชั่น ที่ดึงดูดให้คนในสังคมหรือผู้ใช้งานหันมาใช้แอพเดียวกันจำนวนมาก เพราะคนจะเลือกใช้งานแอพใดนั้น จะดูจากมีเพื่อน ครอบครัว คนรู้จักใช้งานในอีโคซิสเต็มส์เดียวกันมากน้อยแค่ไหน

Commerce: สร้างโอกาสในการซื้อขายสินค้าได้มากขึ้น เพราะเมื่อมีลูกค้าติดต่อผ่านไลน์ได้มากขึ้น ก็จะขยายโอกาสให้ซื้อขายสินค้าได้หลากหลายขึ้น ไม่จำเป็นต้องกลุ่มคนรุ่นใหม่เท่านั้น คนรุ่นเก่าที่รู้จักใช้งานเทคโนโลยี ก็ไม่ต่างกับสตาร์ตอัพ เรื่องของการโอนเงินผ่านมือถือนั้น ถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่ที่มีความกังวลสูง การโอนเงินจำนวนมากผ่านช่องทางออนไลน์จึงต้องใช้เวลาอีกสักพัก เพราะข่าวสารเรื่องข้อมูลรั่วไหลและการโอนเงินที่ไม่มีความชัดเจนถือว่าเป็นอุปสรรคในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างมาก โดยในต่างจังหวัดการใช้จ่ายไม่เกิน 500 บาทผ่านช่องทางออนไลน์ลูกค้ายังกล้าที่จะจ่าย แต่ถ้ามากกว่านั้นต้องการให้โอนผ่านช่องทางเดิม

ศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น

 

อย่างกับหนัง! หุ่นยนต์ญี่ปุ่น-มะกันเตรียมเปิดศึกดวล1-1 (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2558 เวลา 18:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375100

อย่างกับหนัง! หุ่นยนต์ญี่ปุ่น-มะกันเตรียมเปิดศึกดวล1-1 (มีคลิป)

 

บริษัทญี่ปุ่นรับคำท้าสหรัฐฯดวลศึกหุ่นยนต์ยักษ์หนึ่งต่อหนึ่งเร็วๆนี้

คงเป็นเสมือนหนึ่งเรื่องที่สานความฝันของหนุ่มๆ และผู้ที่ชื่อชอบการ์ตูนภาพยนตร์แนวหุ่นยนต์สู้รบทั่วโลก เมื่อบริษัท Suidobashi Heavy Industries บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นคิดค้นและพัฒนาหุ่นยนต์ยักษ์สำหรับสู้รบนั้นได้รับคำท้าจากบริษัท MegaBots ของสหรัฐฯ เปิดศึกดวลหุ่นยนต์รบ 1-1 เพื่อพิสูจน์ว่าหุ่นยนต์จากชาติไหนเจ๋งกว่ากันเร็วๆ นี้

หุ่นยนต์จากสัญชาติสหรัฐฯ นั้นมีชื่อว่า MegaBot Mark II ซึ่งมีความสูง 15 ฟุต หนักกว่า 6,000 กิโลกรัม ขับเคลื่อด้วยระบบรางเลื่อน 2 ข้าง ขณะที่หุ่นยนต์ฝั่งจาก Suidobashi’s mech มีความสูง 13 ฟุต หนักกว่า 3,000 กิโลกรัม ขับเคลื่อนด้วยระบบสี่ล้อ

ด้านนาย ‘โคโกโร่ คูราตะ’ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Suidobashi Heavy Industries กล่าวตอบโต้คำท้าจากบริษัทอเมริกาว่า “เราจะไม่ยอมให้ชาติไหนชนะเราได้ หุ่นยนต์รบยักษ์เป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่น”

เชื่อได้เลยว่าศึกครั้งนี้ต้องเร้าใจแฟนๆ หุ่นยนต์รบจากทั่วโลกเป็นแน่ ขอให้ทั้งสองนักพัฒนาเตรียมตัวกันอีกสักนิด เราคงได้ชมศึกหุ่นยนต์ครั้งนี้ร่วมกันในไม่ช้า

ที่มา : ibtimes, suidobashijuko

ฝั่งญี่ปุ่น

ฝั่งอเมริกา

 

 

คสช.อุ้มลูกค้าทรูมูฟ-ดีพีซีให้ซิมไม่ดับจนกว่าจะได้ผู้บริการใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2558 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375077

คสช.อุ้มลูกค้าทรูมูฟ-ดีพีซีให้ซิมไม่ดับจนกว่าจะได้ผู้บริการใหม่

 

คสช. คุ้มครองผู้ใช้บริการมือถือคลื่น1800 ให้ซิมยังไม่ดับจนกว่าจะได้ผู้ให้บริการรายใหม่

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ขณะนี้ คสช. ได้มีคำสั่งให้ กสทช. ขยายระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ของทรูมูฟ และดีพีซี ให้ใช้งานไอย่างต่อเนื่อง ซิมไม่ดับ ไปจนกว่าจะมีการประมูลและได้ผู้ให้บริการรายใหม่ โดยให้นำประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์และใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ คสช. ได้มีคำสั่งฉบับที่ 94/2557 ให้ กสทช. ชะลอการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ออกไป 1 ปี และให้คุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองในวันที่ 17 ก.ค. 2558 เวลา 24.00 น. และสำนักงาน กสทช. ได้เคยประกาศให้ทราบว่าหลังจากเวลานั้นแล้วซิบจะดับ จะยุติมาตรการเยียวยา นั้น ซึ่งต่อมาสำนักงาน กสทช. ได้รายงานให้หัวหน้า คสช. เพื่อทราบในแนวทางการดำเนินงาน และขอรับนโยบาย ซึ่งทางหัวหน้า คสช. ได้มีหนังสือแจ้งรับทราบแนวทางการดำเนินของ กสทช. ที่ผ่านมา และสั่งการให้ กสทช. คุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีการประมูลและได้ผู้ให้บริการรายใหม่ โดยให้นำประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 มาใช้บังคับโดยอนุโลม จึงขอให้โอเปอเรเตอร์ที่เกี่ยวข้องทั้ง ทรูมูฟ และ ดีพีซี ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ของตนทราบโดยทั่วกัน

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กรณี สายหลุดที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงเวลานี้ หลังจากที่ได้เชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 5 รายมาประชุมเพื่อหารือแนวทางแก้ไข และขอประชาชนร้องเรียนปัญหาดังกล่าวเข้ามายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200 นั้น ขณะนี้ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ พบว่าตั้งแต่วันที่ 2-7 ก.ค. 2558 มีประประชาชนแจ้งร้องเรียนเรื่องปัญหาสายหลุดบ่อย เข้ามารวม 58 เรื่อง

ทั้งนี้แบ่งการแจ้งเป็น DTAC 26 เรื่อง โดยเป็นสายหลุดบ่อยในพื้นที่ กรุงเทพฯ ระยอง สมุทรปราการ พิจิตร ปทุมธานี สงขลา มหาสารคาม และภูเก็ต แจ้งเป็นเครือข่าย AIS 16 เรื่อง โดยเป็นสายหลุดบ่อยในพื้นที่ กรุงเทพฯ พัทลุง ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สกลนคร กาญจนบุรี และสงขลา  แจ้งเป็นเครือข่าย TRUE MOVE 15 เรื่อง โดยเป็นสายหลุดบ่อยในพื้นที่เขต กรุงเทพฯ ชัยภูมิ ปทุมธานี นครศรีธรรมราช ร้อยเอ็ด ปราจีนบุรี และภูเก็ต  และแจ้งเป็นเครือข่าย CAT 1 เรื่อง โดยเป็นสายหลุดบ่อยในพื้นที่เขต กรุงเทพฯ

หลังจากนี้สำนักงานจะมีหนังสือแจ้งไปยังโอเปอเรเตอร์ให้ทราบถึงการร้องเรียนเพื่อให้โอเปอเรเตอร์ทำการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการให้พื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียน และสำนักงาน กสทช. จะยังคงติดตามปัญหากรณี สายหลุดบ่อยนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ขอฝากไปยังประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่พบปัญหาสายหลุดขณะใช้บริการช่วยร้องเรียนเข้ามายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1200 (ฟรี) โดยให้แจ้งค่ายมือถือที่ใช้ วัน เวลา และสถานที่ที่พบปัญหาสายหลุดเข้ามาด้วยเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการแก้ไขปัญหา

 

เผยโฉม “ซูซูกิ เซียส ใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2558 เวลา 15:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/375010

เผยโฉม "ซูซูกิ เซียส ใหม่"

 

ซูซูกิ เปิดตัว “ซูซูกิ เซียส ใหม่” ดึง นาวิน ต้าร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมเปิดราคาเริ่มต้นที่ 4.84-6.25 แสนบาท

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัว “ซูซูกิ เซียส ใหม่” รถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ 4 ประตู (ซีดาน) ภายใต้คอนเซปต์ “เหนือระดับอย่างสง่างาม” ชู 3 จุดเด่น ได้แก่ 1.ดีไซน์หรูหรา 2.ห้องโดยสารกว้างขวาง 3.ความประหยัด

ทั้งนี้ มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 565 ลิตร และ ฟังก์ชั่นที่เพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์คุณภาพสูง ระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Start ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth สำหรับการรับและวางสายโทรศัพท์ ช่องต่อ USB และ AUX ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เงียบและนุ่มนวลด้วยระบบ NVH ลดเสียงรบกวนและดูดซับแรงสั่นสะเทือน ปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อม EBD ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมกุญแจรีโมทเปิดกระโปรงท้าย เป็นต้น

พร้อมทั้ง เครื่องยนต์เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิ K12B ขนาด 1.25 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาว์ลแปรผันทั้งไอดีและไอเสีย (VVT) ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 118 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร

ขณะที่ได้เลือก นาวิน ต้าร์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ที่สะท้อนบุคลิกหนุ่มสมาร์ทความสามารถรอบตัว มีบทบาท สถานภาพ และภาพลักษณ์ทางสังคม

New Suzuki Ciaz มีให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่ GLX CVT, GL CVT, GL MT และ GA MT โดยมีสีที่ดูภูมิฐาน 5 สี คือ Snow White Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Grey Metallic, Super Black Pearl และสีใหม่ Dignity Brown Pearl Metallic ราคาเริ่มต้นที่ 4.84-6.25 แสนบาท ซึ่งสามารถจองรถและรับรถได้ทันทีได้ตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมซูซูกิทั้ง 99 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนั้น สำหรับผู้ที่สนใจและทดลองขับระหว่างวันที่ 8 ก.ค. – 31 ส.ค. 2558 รับทันทีบัตรชมภาพยนตร์ 2 ใบ (จำนวนจำกัด) หรือร่วมกิจกรรมพิเศษ ถ่ายภาพคู่กับ ซูซูกิ เซียส พร้อมพิมพ์ข้อความแสดงความรู้สึกหลังจากได้สัมผัส ซูซูกิ เซียส โดยระบุอีเมล์ ใส่แฮชแท็ค #SUZUKICIAZ และอัพโหลดผ่าน Instagram หรือ โพสผ่านหน้า Facebook ของซูซูกิที่ www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand แล้วแชร์ออกไปยัง Facebook ของตัวเอง มีสิทธิ์ลุ้นรับ Apple Watch จำนวนทั้งสิ้น 99 รางวัล รวมมูลค่ารวม 1,336,500 บาท

 

 

เล่นเกมจนรวย!ซุปตาร์ยูทูป’PewDiePie’โกยเงิน240ล้านในปี2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2558 เวลา 12:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/374929

เล่นเกมจนรวย!ซุปตาร์ยูทูป'PewDiePie'โกยเงิน240ล้านในปี2014

 

ซุปตาร์ยูทูป’PewDiePie’เกมเมอร์ชาวสวีเดนวัย24ปีทำรายได้กว่า240ล้านบาทในปี2014จากการเล่นเกมโชว์

เรียกได้ว่าฉีกความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า”เล่นเกมแล้วจะไม่มีอนาคต”ไปเลยทีเดียว เพราะล่าสุดหนังสือพิมพ์ข่าวExpressenจากประเทศสวีเเดนได้รายงานว่า ในปี2014ที่ผ่านมา นาย’ฟิลิกต์ เจลเบิร์ก’หนุ่มชาวสวีเดนวัยเพียง 24 ปี หรือที่ชาวโลกออนไลน์รู้จักกันดีในชื่อของ’PewDiePie’สามารถทำรายได้จากการเล่นวีดีโอเกมผ่านช่องยูทูปตัวเองและจากการจัดตั้งบริษัท PewDiePie Productions ได้มากสูงสุดถึง 7.4 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 240 ล้านบาทเลย เรียกได้ว่าอนาคตไกลสุดลูกหูลูกตาจนกลายเป็นเศรษฐีไปแล้วทีเดียว!

แต่ถึงแม้ว่าจะกวาดรายได้จากการเผยแพร่คลิปยูทูปหลายล้านดอลลาร์ นายฟิลิกต์ก็ยังใจบุญจัดงานการกุศล ‘Let’s Play’ จนสามารถรวบรวมเงินได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์เพื่อนำไปบริจาคให้กับหน่วยงานและองค์การกุศลต่างๆ เช่น World Wildlife Fund, Save the Children, St. Jude Hospital และ Charity: Water กระทั่งสามารถช่วยประชาชนนับหมื่นชีวิตในรวันดามีน้ำสะอาดดื่ม

นายฟีลิกต์ยังมีโปรเจกต์ต่อไปคือการวางจำหน่าย ‘This Book Loves You’ ที่รวบรวมคำพูดสร้างแรงบันดาลใจของตัวเองตลอดหลายปีที่อยู่ในวงการไว้ อาทิเช่น “อย่าเป็นตัวของตัวเองนัก จงเป็นพิซซ่า เพราะทุกๆ คนรักพิซซ่า!”

ก็ถือเป็นหนึ่งตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า’เด็กติดเกมก็มีอนาคตสดใส’ได้นะจ้ะ อย่างไรก็ควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมด้วยเพราะอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมไม่ส่งผลดี

ที่มา : engadget, expressen, destructoid, https://www.youtube.com/user/PewDiePie, https://www.youtube.com/watch?v=CrGa54rpvF4

 

แวร์เอเบิลคึก รับแอปเปิ้ลวอตช์ลุยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2558 เวลา 21:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/374860

แวร์เอเบิลคึก รับแอปเปิ้ลวอตช์ลุยไทย

 

จับตาสมาร์ทวอตช์และแวร์เอเบิล จะเข้ามาเพิ่มสีสันในกลุ่มสมาร์ทโฟน

เทรนด์รักสุขภาพที่มีกระแสดีตั้งแต่ปีที่แล้ว กลับมีแบรนด์สินค้าที่โดนใจคนใช้งานเพียงไม่กี่แบรนด์ ก่อนหน้านี้ข้อมูลวิจัยไอดีซี ระบุว่า ปี 2563 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีอุปกรณ์หรือดีไวซ์ที่ใช้เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอทีทั่วโลก ประมาณ 5 หมื่นล้านเครื่อง หากลงมามองที่ตลาดเอเชียนั้น คาดว่ารวมกันจะมี 40 ล้านชิ้น ในปี 2562 ส่วนในไทยนั้นยังเป็นโอกาสเติบโตไปพร้อมกับกลุ่มสมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 3% และในปีหน้ามีโอกาสโตถึง 3 เท่า ซึ่งกระแสแอปเปิ้ล วอตช์อาจจะเป็นตัวเต็งในการเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญที่จะช่วยปั่นกระแสสินค้ากลุ่มนี้ให้แรงขึ้น

อภิวัฒน์ พิทักษ์ศิลป์ ทีมวิศวกรผู้ออกแบบ บริษัท เวลโลกราฟ ซึ่งเป็นแบรนด์ไทยรายเดียวในตลาดแวร์เอเบิล กล่าวว่า ผลตอบรับสืบเนื่องจากปีที่ผ่านมาถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลโลกราฟ จะเป็นแวร์เอเบิลสำหรับคนรักสุขภาพหรือฟิตเนสแทร็กเกอร์อย่างแท้จริง ดังนั้น การเข้ามาของแบรนด์ต่างชาติไม่ได้กระทบเรื่องความเชื่อมั่นในแบรนด์เท่าไรนัก

“มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างวัดการนอน วิเคราะห์ความเครียดเข้าไปในอุปกรณ์ และเพิ่มสีสันใหม่เข้าไป เพื่อให้โดนใจผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ยอดขายถือว่าดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากทำแผนตลาดร่วมกับคนดังมากขึ้น ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับคนที่มีความต้องการในสินค้ากลุ่มแวร์เอเบิลอยู่แล้ว”อภิวัฒน์ กล่าว

ถึงแม้ว่าจะมีผลตอบรับที่ดีจากงาน CES 2015 ในการเป็นแบรนด์ไทย แต่เน้นในเรื่องของนวัตกรรมมากกว่ากลุ่มลูกค้า ซึ่งถือว่าเป็นการหาพาร์ตเนอร์เข้ามาเติมเต็มในเรื่องของช่องทางการขายมากกว่า ส่วนการเข้ามาทำตลาดในไทยของแอปเปิ้ลวอตช์นั้น ไม่ได้กระทบกลุ่มลูกค้าที่มีในปัจจุบันแน่นอน

“การเข้ามาของแอปเปิ้ล วอตช์อาจจะช่วยเพิ่มสีสันในเรื่องของการเป็นแบรนด์นาฬิกาแฟชั่นที่เสริมการทำงานของสมาร์ทโฟน แต่ไม่ได้เหมาะกับคนที่ต้องการนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ดังนั้น เราจึงไม่กังวลในการเข้ามาทำตลาดของแบรนด์ต่างชาติ เพราะฐานลูกค้าในไทยและต่างประเทศของเรานั้นค่อนข้างแข็งแรงมาก” อภิวัฒน์ กล่าว

ทางด้าน เจมี ฮาร์ดลีย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฟิตบิท มองตลาดผู้ใช้งานอุปกรณ์แวร์เอเบิลในไทย ว่าจะมีไลฟ์สไตล์ในด้านสุขภาพเป็นหลัก และเชื่อว่าในอีก 3 ปี ตลาดแวร์เอเบิลทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตกว่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.32 แสนล้านบาท ซึ่งแบรนด์ฟิตบิทมีส่วนแบ่งตลาดแวร์เอเบิลในอเมริกากว่า 85% ส่วนในไทยเพิ่งเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการ เชื่อเทรนด์คนรักสุขภาพตามไลฟ์สไตล์ รวมทั้งการเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น บนสมาร์ทโฟนจะเป็นโอกาสของฟิตบิทในการบุกตลาดอย่างจริงจัง

ขณะที่แบรนด์นำเข้าแอกเซสซอรี่ในไทยมานานหลายปี ก็เริ่มเข้ามาจับตลาดแวร์เอเบิลมากขึ้นแล้ว โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้มีแผนทุ่มงบอีก 30 ล้านบาท เพื่อเสริมฐานสินค้าไลฟ์สไตล์ให้แข็งแกร่งมากขึ้นตั้งเป้าโต 10% และมั่นใจว่าจะยังเป็นผู้นำในกลุ่มแวร์เอเบิลดีไวซ์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี กล่าวว่า ถึงช่วงครึ่งปีแรกจะเจอผลกระทบเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังจากนี้สินค้าในกลุ่มแวร์เอเบิล จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกมือถือ คาดจะสามารถตอบโจทย์การทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน ช่วยหนุนให้สินค้าทั้งสองกลุ่มนี้โตไปด้วยกันในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ปัจจุบันมีสินค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกันแล้วกว่า 10 แบรนด์ เช่น Jawbone, Beats, Gear4, Jabra, Philips, NudeAudio, iUi, Uniq, Maxell, Gigaset ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง จึงเชื่อว่าจะเพิ่มยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์แวร์เอเบิลได้แน่

ทั้งนี้ ต้องคอยติดตามว่าหลังจากที่แอปเปิ้ลได้ฤกษ์วางขายสมาร์ทวอตช์ในไทยอย่างเป็นทางการ จะช่วยหนุนให้เทรนด์แวร์เอเบิลคึกคักจริงหรือไม่ โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 1.35 หมื่นบาท แบ่งการใช้งานออกเป็น 3 รุ่น เพื่อหวังแซะกลุ่มคนได้หลากหลาย เริ่มกันที่ แอปเปิ้ล วอตช์ สปอร์ต เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพราคาเริ่มต้น 1.35-1.55 หมื่นบาท แอปเปิ้ลวอตช์แบบสเตนเลสสตีล ราคา 2.05-4.15 หมื่นบาท และแอปเปิ้ลวอตช์ อิดิชั่น เริ่มต้นที่ 3.95-5.85 แสนบาท คาดจะมีการวางขายตามร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 17 ก.ค.นี้

นอกจากนั้น ยังมีสมาร์ทวอตช์สำหรับกลุ่มที่ต้องการใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนอีกหลายแบรนด์เช่น เอเซอร์ เอซุส ซัมซุง แอลจี แต่แบรนด์ที่จะไม่นำสมาร์ทวอตช์เข้ามาขายแน่นอนก็คือ ไอโมบาย เพราะมองว่าสินค้ากลุ่มนี้ยังไม่เหมาะกับฐานลูกค้าที่มีในมือ จึงให้แบรนด์อื่นทำตลาดกันไปก่อน ถึงแม้ว่าตลาดจะซบเซาก็ยังมองว่าสมาร์ทโฟนเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าชาวไทยแล้ว ต้องคอยติดตามว่าสมาร์ทวอตช์และแวร์เอเบิล จะเข้ามาเพิ่มสีสันในกลุ่มสมาร์ทโฟนและสร้างยอดขายให้ไอทีได้แค่ไหน

 

‘พานาโซนิค’คลอดแท็บเล็ตสุดอึด เจาะกลุ่มตลาดองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2558 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/374685

'พานาโซนิค'คลอดแท็บเล็ตสุดอึด เจาะกลุ่มตลาดองค์กร

 

‘พานาโซนิค’คลอดแท็บเล็ตแบบสมบุกสมบัน Toughpad FZ-E1 และ Toughpad FZ-X1 เจาะองค์กร

นายสาทิพย์ กองจันทรา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ทัฟบุ๊คโซลูชั่นทีม พานาโซนิค ซิสเต็ม โซลูชั่น เอเชีย แปซิฟิก เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียและกลุ่มคนทำงานแบบโมบายในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น ทำให้องค์กรธุรกิจทบทวนกลยุทธ์ด้านโมบิลิตี้ของตนมากขึ้น เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานเชื่อมต่อระบบได้ปลอดภัยทุกที่ทุกเวลา ขณะที่พานาโซนิคได้ออกแบบ Toughpad FZ-E1 และ Toughpad FZ-X1 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตประเภทใช้งานสมบุกสมบัน ให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมทุกรูปแบบ เพื่อให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ทันท่วงที ขณะเดียวกันได้พัฒนา Toughbook CF-54 โน้ตบุ๊คแบบกึ่งสมบุกสมบันให้มีรูปลักษณ์แข็งแกร่งขึ้น แต่น้ำหนักเบาลง พกพาสะดวกกว่าเดิม

สำหรับแท็บเล็ตสมบุกสมบัน Toughpad FZ-E1 และ Toughpad FZ-X1 จำหน่ายในไทยราคา 5.5 หมื่นบาท พร้อมรองรับการจัดเส้นทาง การขนส่งสินค้า การตรวจสภาพเครื่องจักร การบริหารคลังสินค้า งานภาคสนามและงานขาย การบริหารใบแจ้งงาน-ใบสั่งงาน การเก็บหลักฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ ไปจนถึงการบริหารสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยแท็บเล็ตทั้ง 2 รุ่นออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของกลุ่มผู้ที่ทำงานแบบโมบาย ทั้งในสายงานโลจิสติกส์ งานด้านคลังสินค้า การบริการสาธารณะ ธุรกิจค้าปลีก โทรคมนาคม และทหาร โดย Toughpad FZ-E1 ทำงานบนโปรเซสเซอร์ 2.3GHz quad-core Snapdragon 800 (MSM8974AB) ขณะที่ Toughpad FZ-X1 มาพร้อมกับโปรเซสเซอร์ 1.7GHz  quad-core Qualcomm S4 Pro (APQ8064T)

ด้านคุณสมบัติอื่นของทัฟแพดรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นที่เหมือนกัน ได้แก่ ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ, หน้าจอเอชดีขนาด 5 นิ้ว (1280×720 พิกเซล), RAM ขนาด 2GB, หน่วยความจำในตัว 32GB, รองรับหน่วยความจำเสริมผ่าน microSD card, เชื่อมต่อกับเครือข่ายผ่าน 3G, Wi-Fi, บลูทูธ, จีพีเอส และเอชดีเอ็มไอ, ฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนและลำโพงคู่ด้านหน้า, หน้าจอเอชดี (1280×720) แบบมัลติทัช รับคำสั่งได้จาก 10 จุด ตัดแสงสะท้อนและมองเห็นได้ในแดดจัด ทำงานได้แม้ขณะสวมถุงมืออุตสาหกรรมและขณะฝนตก, กล้องหลัง ความละเอียด 8 เมกะพิกเซล พร้อมแฟลช, กล้องหน้า ความละเอียด 1.3 เมกะพิกเซล, แบตเตอรี่ขนาด 6200mAh พร้อมฟังก์ชั่นสับค่าความร้อน ใช้งานได้นานสูงสุด 14 ชั่วโมง และปรับแต่งคุณสมบัติได้หลากหลาย เช่น ติดตั้งตัวอ่านบาร์โค้ด 1D/2D ในตัวแท็บเล็ต และตัวอ่านแถบแม่เหล็ก ทำให้องค์กรสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบให้แก่พนักงานได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของ Toughbook CF-54 โน้ตบุ๊คกึ่งสมบุกสมบัน ราคาเริ่มต้น 7.5 หมื่นบาท ออกแบบมาเพื่อผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมการวินิจฉัยยานยนต์ รวมถึงงานภาคสนามที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงและตรวจสภาพ แข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยดีไซน์แบบ “รังผึ้ง” มาพร้อมหน้าจอ IPS แบบฟูลเอชดี (1080×1920 พิกเซล) ขนาด 14 นิ้ว, โปรเซสเซอร์ Intel Core i5-5300U vPro รุ่นที่ 5 (3 MB cache, 2.3GHz ถึง 2.9GHz พร้อมเทคโนโลยี Intel Turbo Boost), RAM 4GB, ฮาร์ดดิสก์ขนาด 500GB และระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 Pro นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเสริมหลากหลาย เช่น ตัวรับ-ส่งสัญญาณจีพีเอส, ตัวรับ-ส่งสัญญาณโทรศัพท์ความเร็วสูง พร้อมสัญญาณจีพีเอสจากดาวเทียม, ช่องเสียบเสาอากาศ, ตัวอ่านสมาร์ทการ์ดแบบธรรมดาและแบบไร้สัมผัส, ช่องใส่แบตเตอรี่สำรอง พร้อมฟังก์ชั่นสับค่าความร้อนโดยไม่ต้องปิดเครื่องหรือใช้โหมดไฮเบอร์เนต นอกจากนี้ ทัฟบุ๊ครุ่นนี้ยังผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810G เช่นเดียวกับทัฟแพด 2 รุ่นล่าสุดอีกด้วย

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,334 other followers

%d bloggers like this: