ไม้ดอกไม้ประดับ

All posts tagged ไม้ดอกไม้ประดับ

มะค่าแต้

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

มะค่าแต้

มะค่าแต้ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดคือ สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ซึ่งแต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ หมายถึง สุรินทร์ มีศูนย์คชศึกษาที่มีช้างอยู่มาก เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุดในประเทศไทย และมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นชุมชนชาวกวย ที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุด งานแสดงช้างถือเป็นงานประจำปีระดับชาติ แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกมาร่วมชมงานนี้

ผ้าไหมงาม ผ้าไหมสุรินทร์ ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ปรากฏชัดว่า เป็นผ้าของคนโบราณ หรือคนดั้งเดิมในแถบนี้ มีความแตกต่างจากผ้าของคนเขมรในประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย และแตกต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง ลักษณะเด่นของผ้าไหมสุรินทร์ อยู่ที่คุณภาพของเส้นไหม การย้อมด้วยสีธรรมชาติและให้สีที่กลมกลืน มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ

ประคำสวย ประคำ หรือ ประเกือม หมายถึง เม็ดเงิน หรือเม็ดทองชนิดกลม ที่นำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ ลักษณะพิเศษของประคำหรือประเกือมสุรินทร์นั้น จะเน้นศิลปะลวดลายต่างๆ มากมาย และจะต้องมีการอัดครั่งข้างใน เพื่อให้มีโลหะเงินหุ้มแต่เพียงเปลือกนอก ลักษณะเช่นนี้ทำให้สะดวกในการแกะลาย และเนื้อในเงินจึงมีความบริสุทธิ์มาก

ร่ำรวยปราสาท สุรินทร์มีปราสาทกระจายอยู่มากที่สุดในประเทศไทย และมีปราสาทที่อายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยคือ ปราสาทภูมิโปน เป็นดินแดนแห่งสถาปัตยกรรมโบราณ ปราสาทและโบราณสถานที่สำรวจพบในจังหวัดสุรินทร์มีทั้งหมด 20 แห่ง ซึ่งมีคุณค่าทางด้านการศึกษาทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก สันนิษฐานว่าในสมัยขอมเรืองอำนาจ พื้นที่จังหวัดสุรินทร์คงเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางไปมาของขอม ระหว่างเขาพระวิหาร เขาพนมรุ้ง จึงมีการสร้างปราสาทขึ้นมากมายในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ มีทั้งปราสาทที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสนา ปราสาทที่ธรรมศาลา หรือที่พักของคนเดินทาง และปราสาทที่เป็นอโรคยาศาล หรือสถานที่รักษาพยาบาลผู้ป่วยในสมัยโบราณ

ผักกาดหวาน ได้รับการเผยแพร่ความรู้และปรุงรสชาติจาก นายเชียะง้วน แซ่เอ็ง คนจีนท่านหนึ่ง ซึ่งได้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มาอยู่ในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ได้นำผักกาดสดมาแปรรูปเป็นหัวผักกาดเค็ม หัวผักกาดหวาน และไชโป๊ว เป็นสินค้าจำหน่ายประจำครอบครัว และได้รับการปรับปรุงพัฒนารสชาติและคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักและนิยมของชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จีน ไต้หวัน เกาะฮ่องกง และได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นสินค้าไทยแห่งปี พ.ศ. 2532

ข้าวสารหอม สุรินทร์ เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ขึ้นชื่อ และผลิตได้ในปริมาณมากที่สุดของประเทศ เป็นสินค้าออกที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ลักษณะพิเศษของข้าวหอมสุรินทร์ คือ มีกลิ่นหอม ปัจจุบันจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่ปลอดจากสารเคมีและสารพิษ

งามพร้อมวัฒนธรรม วัฒนธรรมสุรินทร์ เกิดจากการหลอมรวมเอาวัฒนธรรม 3 สาย ปั้นเป็นเกลียวกันอย่างกระชับมั่น คือ วัฒนธรรมสายกวย สายเจนละ (เขมร) และ สายลาว จะเห็นได้ว่าจังหวัดสุรินทร์มีขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และวัฒนธรรมมากมาย เช่น วัฒนธรรมการเลี้ยงช้าง วัฒนธรรมจักสาน วัฒนธรรมการทอผ้าไหม วัฒนธรรมในการทำเครื่องประดับเงินหรือประเกือม เป็นต้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นนับเป็นของดี ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์เป็นอย่างยิ่ง แต่ยังมีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อยกว่ากันก็คือ ต้นมะค่าแต้ ต่อไปนี้เรามาทำความรู้จักกับมะค่าแต้ให้มากยิ่งขึ้นในหัวข้อต่อไปนี้

ชื่ออื่น : มะค่าหยุม มะค่าหนาม แต้ มะค่าลิง กอกก้อ กอเก๊าะ ก้าเกาะ กรอก๊อส และ แต้หนาม

ชื่อสามัญ : Ma Kha Num

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sindora siamensis Teijsm. & Miq.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE

ถ้าพูดถึงไม้ในป่าชั้นดี ทั้งไม้สัก เต็ง แดง ประดู่ ฯลฯ แล้วละก็ ยังมีต้นมะค่าอีกชนิดหนึ่งที่ต้องกล่าวถึง คำว่า “มะค่า” สอดคล้องกับคำว่า มีค่า จะโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แต่แน่นอนว่า เป็นไม้มีราคาสมชื่ออย่างแท้จริง เพราะขณะนี้ในป่าเหลือน้อยเต็มที ทำให้มีค่าดั่งทอง มิหนำซ้ำลวดลาย และเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมแดง และคนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าสวยงามอย่างยิ่ง

ต้นมะค่า มี 2 ชนิด คือ มะค่าโมง พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุโขทัย และมะค่าแต้ ที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะได้ยินการเรียกขานกันว่า ต้นมะค่า หรือไม้มะค่า ทำให้มีผู้สงสัยว่าเป็นมะค่าชนิดไหนกันแน่ คำตอบคือจะหมายถึงมะค่าโมง เพราะระหว่างมะค่าโมงและมะค่าแต้ จะมีการใช้ประโยชน์จากมะค่าโมงมากกว่ามะค่าแต้ ทีนี้เรามาดูกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไม้มะค่า 2 ชนิด ดังกล่าวนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร

โดยทั่วๆ ไปถ้าพูดถึง ต้นมะค่า ไม้มะค่า เมล็ดมะค่า ก็จะหมายถึงมะค่าโมง แต่ถ้าพูดถึง ต้นแต้ ไม้แต้ เมล็ดแต้ มะค่าหนาม ก็จะหมายถึงมะค่าแต้ มะค่าโมงเป็นไม้ที่มีลำต้นขนาดใหญ่มาก เป็นไม้ที่โตค่อนข้างช้า เนื้อไม้มีลวดลายเฉพาะตัว สวยงามมาก สีน้ำตาลแดง เสี้ยนหยาบกว่า เนื้ออ่อนกว่า น้ำหนักเบากว่ามะค่าแต้ ราคาแพงกว่า สมัยก่อนพบต้นที่มีขนาดใหญ่มากบ่อยๆ เพราะแต่ก่อนไม่ค่อยนิยมใช้ ทำให้มีต้นขนาดใหญ่เหลือให้เห็น ซึ่งสมัยนั้นนิยมเลื่อยเป็นแผ่นใหญ่ๆ ทำข้างรถกระบะ รถสิบล้อ และเมื่อรถพัง ไม้มะค่ายังดีอยู่ ไม่ได้พังไปตามสภาพรถ เจ้าของก็งัดไม้ไปขาย นับได้ว่าไม้มะค่ามีความทนทานมาก หรือบางแผ่นนิยมนำไปทำกีตาร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ต้นมะค่าขนาดใหญ่มีให้เห็นน้อยเต็มที และนิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์เป็นส่วนใหญ่

ส่วนมะค่าแต้ ซึ่งพบครั้งแรกที่จังหวัดราชบุรี โดย J.E. Teijsmann ชื่อสปีชีส์ คือ siamensis นั้น ตั้งเป็นเกียรติแก่ประเทศไทย สีของใบจะแตกต่างกับมะค่าโมง ฝักมะค่าแต้ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร จะมีหนามแหลมทั่วผิวฝัก ฝักขนาดเล็ก แบน ต้นเติบโตช้ากว่า ทำให้ต้นแคระกว่ามะค่าโมง และที่สำคัญคือไม่มี “ปม” ที่ถือว่าเป็นส่วนที่สวยที่สุดของไม้มะค่า ส่วนเนื้อไม้จะหยาบกว่า เสี้ยนตรง เนื้อแข็ง ละเอียด น้ำหนักมาก (จมน้ำ) สีออกน้ำตาลอ่อนสลับเข้ม สวย และนำมาใช้งานหลากหลาย สู้มะค่าโมงไม่ได้ แผ่นใหญ่บิด แตกง่าย ไม่ค่อยมีลาย แต่มีความแข็งและทนทานมาก น่าจะใกล้เคียงกับไม้แดง นิยมทำเสา และโครงสร้างรับน้ำหนัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เรือนยอดเป็นรูปร่ม หรือเป็นทรงเจดีย์ต่ำ กิ่งและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาล เปลือกต้นเรียบมีสีเทาคล้ำ

ใบ ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 3-4 คู่ ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบกลม หยักเว้าตื้นๆ ตรงกลางเล็กน้อย โคนใบแหลมเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบหนา ด้านบนมีขนหยาบ ส่วนท้องใบมีขนนุ่ม

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ดอกสีเหลืองแกมเขียว มีกลีบเลี้ยงหนา 4 กลีบ รูปไข่กว้าง ปลายกลีบมีหนามขนาดเล็ก ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ผล เป็นฝักเดี่ยว แบนค่อนข้างกลม ที่ผิวเปลือกมีหนามแหลมอยู่ทั่วไป รูปไข่กว้างหรือรูปโล่ โคนเบี้ยว และมีติ่งแหลม เมื่อแห้งแตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดสีดำ 1-3 เมล็ด ผลจะแก่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน

การขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา ขึ้นกระจัดกระจายในป่าเต็งรัง ป่าชายหาดทั่วๆ ไป และป่าเบญจพรรณแล้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือก ใช้ต้มแก้ซาง แก้ลิ้นเป็นฝ้า ปุ่มที่เปลือก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พยาธิ

เมล็ด เป็นยาขับพยาธิ และทำให้ริดสีดวงแห้ง

ประโยชน์อื่นๆ :

เนื้อไม้ สีน้ำตาลอ่อนหรือเป็นสีน้ำตาลแก่ เมื่อทิ้งไว้นานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น มีเส้นสีเข้มกว่า สลับกับเนื้อไม้ที่ค่อนข้างหยาบ แข็งแรง ทนทาน ทนปลวกได้ดี เลื่อย ผ่า ไสกบตกแต่งได้ยาก ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ดี แต่จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ใช้ทำเสา รอด ตง พื้น เครื่องเรือน เครื่องมือทางการเกษตร เกวียน กระดูกเรือ หรือใช้ทำโครงเรือใบเดินทะเล และไม้หมอนรถไฟ ฯลฯ

ฝักและเปลือก ให้น้ำฝาด ใช้สำหรับฟอกหนัง บางท้องที่นิยมใช้เปลือกต้นซึ่งให้สีแดง ใช้ย้อมเส้นไหม

ลำต้นและกิ่ง ใช้ทำเป็นถ่านได้ดี ให้ความร้อนสูงมาก

เมล็ดแก่ นำเนื้อข้างในมารับประทานเป็นอาหารว่างได้ โดยเนื้อจะมีลักษณะแข็ง คล้ายกับเมล็ดมะขาม และมีรสมัน

สับปะรดสี ไม้ดีๆ ของคนบางกรวย

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

ไม้ดอกไม้ประดับ

ณัชชา เต็นภูษา

สับปะรดสี ไม้ดีๆ ของคนบางกรวย

เมื่อหลายวันก่อน ผู้เขียนอยู่บ้านว่างๆ มองๆ เมียงๆ อยู่หน้าบ้านเป็นนานว่าเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เที่ยวเอานู่นนี่มาวาง จนรู้สึกว่าจะหลายอย่างเกินไปแล้ว จากต้องการที่จะให้สวย กลับกลายเป็นรกไปเสียอย่างนั้น ทีนี้จะทำอย่างไรดีกับคนงบน้อยๆ อย่างเรา แต่อยากให้บ้านสวยอย่างคนอื่นเขา

จะว่าไปเคยมีคนแนะนำมาว่า ให้หาไม้ประดับมาตกแต่งบ้านเสียบ้าง แต่ปัญหาก็คือเรื่องการดูแล เพราะปกติไม่ค่อยมีเวลามารดน้ำ ใส่ปุ๋ย ปลูกอะไรเลยไม่งามเท่าใดนัก แต่ไหนๆ ก็ว่างทั้งวันแล้ว ก็เลยคิดจะไปเดินดูเสียหน่อย เผื่อจะเจอไม้ที่เหมาะกับคนเวลาน้อยอย่างเรา

จำได้ว่าเคยขับรถผ่านร้านขายไม้ประดับอยู่เจ้าหนึ่ง แถวๆ บางกรวย มีต้นไม้สีสันแปลกตาเยอะดี เลยลองคลำทางไปอีกสักครั้ง ขับรถเลียบๆ ไปทางถนนสิรินธร เข้าแยกบางกรวยไปทางอำเภอ เห็นป้ายบอกไปทางวัดบางขนุน ขับไปเรื่อยๆ จะมีสนามกอล์ฟอยู่ทางด้านซ้ายมือ และอีกไม่ไกลนักก็ถึงจุดหมาย ร้านที่ขายไม้ประดับร้านนี้จะตั้งอยู่หน้าบ้านของตนเอง ฝั่งตรงข้ามเป็นมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ หน้าบ้านจะปลูกต้นไม้สีสันสวยๆ เต็มไปหมด ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีแต่สีเขียวจนลายตาอย่างที่เคยเห็น มองไปเห็นต้นที่มีใบเป็นกลีบแข็งๆ แผ่ออกไปรอบๆ ข้าง ซ้อนกันเป็นชั้นหลายชั้น ใบมีลวดลายและสีสันที่สวย ต่างต้นก็ต่างสี ต้นเล็กต้นใหญ่เต็มไปหมด สวยแปลกตาอย่างประหลาด ยืนด้อมๆ มองๆ อยู่นาน เลยตัดสินใจเดินเข้าไปถามเจ้าของเองเสียเลย พอเห็นมีคนเดินเข้าร้าน เจ้าของร้านก็ออกมากล่าวทักทายอย่างเชื้อเชิญและแนะนำตัวเองอย่างง่ายๆ ว่าชื่อ พี่หน่อง เป็นเจ้าของ สวนพฤกษานนท์ ร้านขายไม้ดอกไม้ประดับแห่งนี้เอง

พี่หน่อง เล่าถึงที่มาว่า ตนเองพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ บ้านอยู่แถวจรัญสนิทวงศ์ ทีแรกเรียนจบเกษตร แต่ไปทำงานธนาคาร สมัยเรียนก็ไปๆ มาๆ อยู่แถวเมืองนนทบุรี เพราะเป็นบ้านเพื่อน แล้วเห็นว่าแถวเมืองนนทบุรีนี่เขาปลูกไม้ผลกันเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยมีใครขายไม้ประดับเลย บวกกับไปเรียนการตลาดมาเพิ่ม เลยมาซื้อที่และบุกเบิกทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้ประดับเป็นเจ้าแรกๆ แต่เมื่อก่อนไม่ได้ขายที่นี่ จะใช้ที่นี่เป็นที่เพาะและขยายพันธุ์ ส่วนหน้าร้านอยู่ที่บางใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้มาเปิดขายที่บ้านที่เดียวแล้ว เพราะสะดวกกว่า

“อย่างที่ทำนี่จะเป็นบ้านพี่น้องกัน ทำกันหลายหลัง ซื้อของบ้านไหนก็ได้ไม่ว่าอะไร ไม่เคยมีปัญหากัน” พี่หน่อง กล่าวและยังคอนเฟิร์มมาว่า ไม้ประดับแต่ละบ้านสวยทุกบ้าน

ตอนนี้ผู้เขียนสนใจสับปะรดสีเป็นพิเศษเพราะเป็นสิ่งที่เราสะดุดตาและสนใจแต่แรก

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่า สับปะรดสีเป็นพืชแถบทวีปอเมริกาใต้ กลาง เหนือ กระจายตามป่าตามคาคบไม้ (ง่ามต้นไม้ที่กิ่งใหญ่กับต้นแยกกัน) ตามหน้าผาสูงชัน หรือที่ราบชายฝั่งทะเล มีลักษณะเป็นกอ สูง 5-40 เซนติเมตร มีมากมายหลายชนิด หลายขนาดและหลายรูปทรง ใบมีสีสวยจึงใช้เป็นไม้กระถางประดับโดยไม่ต้องรอดอก

พี่หน่อง บอกว่า ตอนนี้ที่สวนมีหลักๆ อยู่ 3 สกุล คือ เเอคเมีย นีโอ และดิกเกีย ใครรสนิยมเรียบหรู แนะนำเป็นเเอคเมีย เป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกันมากในหมู่ผู้นิยมต้นสับปะรดสี ตรงใบจะมีลายๆ สีขาวๆ จริงๆ ไม่ใช่ลายของใบ แต่เรียกว่า ไตรโคม มีประโยชน์กับต้นสับปะรดสีอย่างมาก เพราะช่วยดูดซับความชื้นในอากาศ เอามาหล่อเลี้ยงตัวเองโดยไม่ต้องสนใจเรื่องการรดน้ำของผู้เพาะเลี้ยง?สกุลนี้มีดอกสวยมาก แต่อาจต้องใช้เวลาในการเลี้ยงนานสักหน่อย เมื่อออกดอก หน่อใหม่ก็พร้อมจะโตขึ้นมา สามารถแยกหน่อออกมาขาย สร้างรายได้ให้กับผู้ที่นำไปเพาะเลี้ยงอีกด้วย

แต่ถ้าใครชอบสีสันจัดๆ สวยๆ ก็ต้องนีโอ สกุลนี้คนนิยมเยอะทีเดียว คนที่ชอบมากๆ ก็จะเก็บสะสม

ส่วน ดิกเกีย ใบจะเป็นหนามๆ หรือที่บางคนอาจเรียกว่า สับปะรดหนาม ดูสวยแข็งแรงๆ แปลกตาดี เรียกได้ว่าดูแข็งแรงไม่แพ้กระบองเพชรเลย อาจจะเพราะเป็นพืชทนแล้งเหมือนกัน ส่วนใหญ่คนจะปลูกไว้ดูทรง เล่นทรง

ต้นไม้พวกนี้พี่หน่องจะซื้อต้นพันธุ์มาจากหลายที่ แล้วนำมาขยายพันธุ์เอง “อย่างสับปะรดสีนี่จะแยกหน่อ พอเราแยกต้นพันธุ์เสร็จ ใครมาถามซื้อ เราก็ขายราคาทุนไป ไม่เอากำไรหรอก เพราะเราได้ต้นลูกแล้ว” พี่หน่องพูดอย่างยิ้มแย้ม โดยการขยายพันธุ์ที่นิยมมากที่สุดคือ การแยกหน่อ รองลงมาคือ การเพาะเมล็ด เหมาะสำหรับผสมพันธุ์ใหม่ ได้ลูกผสมที่อาจสวยกว่าเดิม หรือด้อยกว่า ซึ่งต้องคัดต่อไปเรื่อยๆ ให้ได้ลูกผสมที่มีลักษณะที่สวยชัดเจน ส่วนไม้ประดับประเภทอื่นๆ ก็เพาะเอง ไม้มงคลก็มีหลายชนิด ชื่อแปลก แต่เพราะทั้งนั้น ต้องลองมาดูเอง

สับปะรดสี เป็นไม้ชอบแสงรำไร ถ้าอยู่กลางแจ้งก็ต้องมีวัสดุคลุมพอให้แสงผ่านบ้าง เรื่องการดูแลไม่ต้องไปดูแลเยอะ เพราะพี่หน่องบอกว่า สับปะรดสีมันไม่ค่อยชอบให้คนไปจู้จี้มาก รดน้ำอาทิตย์ละครั้งสองครั้งก็พอ เนื่องจากต้นสับปะรดสีมีใบห่อกันเป็นชั้นๆ ตรงกลางจึงมีลักษณะห่อๆ คล้ายรูปกระบอก ก็ให้แค่ในกระบอกมีน้ำอยู่ก็พอ หากจะใส่ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยละลายช้า หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ปุ๋ย 3 เดือน ให้นิดหน่อยช่วงที่อายุได้ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ใส่มากไม่ได้ บางทีให้ปุ๋ยมากไปสีอาจเปลี่ยน ซึ่งถือว่าไม่ดีเลยสำหรับสับปะรดสี

นอกจากนั้น สับปะรดสี ยังเป็นพืชที่คายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืน และในช่วงกลางวันจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะฉะนั้น ถ้าจะนำต้นเล็กๆ ไปปลูกไว้ในห้องนอนสักต้นสองต้นก็ไม่มีปัญหา ได้ยินอย่างนี้แล้วผู้เขียนก็แทบจะตบเข่าฉาดอย่างรู้สึกถูกอกถูกใจ ต้นไม้ที่สีสันสวยงามแบบนี้ แถมรูปทรงก็ไม่ต้องมาคอยตัดแต่ง หรือไปยุ่งมากมาย ที่สำคัญคือไม่ต้องไปดูแลมาก เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาอย่างเราจริงๆ แบบนี้ก็เข้าทางเราเสียแล้ว เห็นทีจะได้เหมากันล่ะ

การดูแลต้นไม้ที่ร้านพี่หน่องเป็นคนดูแลเองกับมือทุกต้น การปลูกต้นไม้ต้องหมั่นสังเกตอาการของต้นไม้บ้าง อย่างน้อยก็อาทิตย์ละครั้ง อย่างพืชที่ทนแล้งก็จะไม่ชอบอากาศชื้นเกินไป ถ้าอากาศชื้นมากก็อาจจะเกิดเชื้อราได้ ก็ควรจะติดยากันราไว้ใช้บ้าง หรือถ้ามีเชื้อราขึ้นที่วัสดุปลูกก็เปลี่ยนใหม่ จะปลูกใหม่ก็ไม่ควรให้ต้นจมลงในวัสดุปลูกมากเกินไป ไม่ควรลึกเกินกาบใบล่าง วัสดุปลูกก็ต้องระบายอากาศได้ดี น้ำไหลผ่านได้ ไม่ท่วมขัง ในที่นี้พี่หน่องใช้กาบมะพร้าว หมั่นถอนวัชพืชอย่าง หญ้า มอสส์ เพราะขึ้นคลุมอยู่บนวัสดุปลูกทำให้วัสดุปลูกถ่ายเทอากาศได้ไม่ดี พวกแมลงก็จะพบได้บางครั้ง เป็นพวกแมลงกินใบ เพลี้ยทั่วๆ ไป ซึ่งก็กำจัดได้ไม่ยากนัก

“เราแนะนำลูกค้าด้วยตัวเอง พอลูกค้ามาซื้อเราต้องแนะนำว่าดูแลยังไงบ้างนะ ผมใส่ใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะบางคนเขาดูแลไม่เป็น ซื้อไปปลูกแล้วก็ตาย” พี่หน่อง กล่าว

นี่คงเป็นเหตุผลที่ใครๆ ที่ซื้อต้นไม้ร้านพี่หน่องไปก็ยังสวยเหมือนตอนอยู่ที่ร้าน เพราะมีการดูแลลูกค้าและให้ข้อมูลที่ถูกต้องนั่นเอง

ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้อจะมีทั้งรายย่อย รายใหญ่ และขาประจำ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นขาประจำจะเป็นกลุ่มบ้านจัดสรรที่รับไปแต่งสวน แล้วก็ลูกค้าที่รับออกแบบจัดสวน ก็จะขายราคาส่งไป พี่หน่องยกตัวย่างให้ฟังว่า “อย่างต้นใหญ่หน่อย เราก็ขาย 3,000 บาท เขาก็เอาไปขายได้ 4,000 บาท” ส่วนราคาขายที่ขายนั้น ก็จะอิงราคาตลาดเป็นหลัก และไม่ได้ขายเอากำไรมากมาย อย่างต้นสวยๆ ขนาดกำลังดีนี่กะเกณฑ์ด้วยสายตาก็คงจะแพงน่าดู กลับมาหาข้อมูลว่าเจ้าอื่นก็ขาย 300 บาท 500 บาท ก็มี แต่พี่หน่องขายราคาส่งอยู่ที่ต้นละ 80 บาท และราคาปลีกต้นละ 100 บาท เท่านั้น

ในด้านรายได้ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอเลี้ยงครอบครัวได้ ไม่หวือหวามากนัก แต่พี่หน่องก็เสริมว่า ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี อะไรๆ ก็แย่ลงไปตามๆ กัน ยอมรับว่ายอดขายลดลงถึงขั้นบางวันก็ขายไม่ได้เลย แต่ก็ยอมรับว่ามีความสุข เพราะเป็นที่ของตนเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่และเป็นงานที่รัก พอถามว่ามีแผนจะขยายร้านบ้างไหม พี่หน่องก็บอกว่ายังไม่มี อยากจะทำที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก่อน เพราะเรื่องคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ อยากจะดูแลในส่วนนี้ไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องสภาพอากาศอยู่บ้าง อย่างในช่วงฤดูร้อนต้นไม้ก็จะออกดอกไม่สวย อย่างช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ต้นไม้จะไม่ค่อยงามเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงพฤษภาคมจะเริ่มเข้าหน้าฝน จะเริ่มสวยแล้ว ตรงนี้พี่หน่องก็จะแจ้งลูกค้าไปด้วย

สุดท้ายก็ได้ติดไม้ติดมือมาหลายต้นเลยทีเดียว คิดว่าน้อยคนมากที่มาดูแล้วจะได้กลับไปแค่ต้นเดียว เพราะมีพันธุ์หลากหลายและต้นสวยๆ เยอะ ทีนี้บ้านก็ดูมีสีสัน จนคนที่บ้านชอบใจ หลังๆ เลยได้ใจไปเอามาอีก จนโดนตำหนิว่าไม่มีความพอดีเสียอย่างนั้น

ถ้าหากใครสนใจจะแวะเข้าไปชมก่อน พี่หน่องก็ยินดีต้อนรับ สามารถเดินทางไปง่ายๆ เพียงแค่ค้นหาเส้นทางไปมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ (ถนนนครอินทร์) สวนพฤกษานนท์ก็อยู่ตรงข้ามกันนั่นเอง หรือจะเข้าไปชมอีกช่องทาง พี่หน่องก็เปิดเพจขึ้นมารองรับกลุ่มลูกค้าออนไลน์ ซึ่งจะลงรูปต้นไม้ในสวนอยู่เสมอ แค่ค้นหาคำว่า “สวนพฤกษานนท์-หน่อง” ก็จะพบแล้ว หรือจะติดต่อไปโดยตรงได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 655-9877 ก็สามารถทำได้เช่นกัน

มะค่าโมง

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

มะค่าโมง

มะค่าโมง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ มรดกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย เล่นไฟลอยกระทง มั่นคงพระพุทธศาสนา งามตาผ้าตีนจก สังคโลกทองโบราณ สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข แต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

มรดกล้ำเลิศ สุโขทัย นับเป็นอาณาจักรแรกของชาวสยาม มีอายุยาวนานเกือบ 200 ปี ศูนย์กลางพุทธศาสนาและศิลปวิทยาการ ช่วงเวลาดังกล่าวอาณาจักรสุโขทัยสั่งสมความยิ่งใหญ่ทางศิลปวัฒนธรรม เช่น การประดิษฐ์อักษรไทยครั้งแรก การสร้างพระพุทธรูปที่งดงามไม่มียุคสมัยใดเทียบได้ รวมถึงสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ อย่างเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้วยความสำคัญดังกล่าว ปี 2534 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยจึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

กำเนิดลายสือไทย ในอดีตคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ตัวอักษรขอมและมอญโบราณ กระทั่งในปี 1826 พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นใช้ โดยดัดแปลงจากอักษรขอมโบราณ

เล่นไฟลอยกระทง ประเพณีเล่นไฟลอยกระทงของสุโขทัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จากหลักฐานในศิลาจารึก ได้ความว่าในสมัยพระยาเลอไทยนั้น ชาวอาณาจักรสุโขทัยนิยมเผาเทียนเล่นไฟในช่วงหลังออกพรรษา และมีประเพณีลอยพระประทีปด้วย โดยจัดขึ้นในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการจุดไฟส่องสว่าง จุดพลุ ตลอดจนการแสดง แสง สี เสียง จำลองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย

มั่นคงพระพุทธศาสนา สุโขทัยเป็นแหล่งกำเนิดงานพุทธศิลป์สกุลช่างสุโขทัยอันงดงาม พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาด้วย ผู้คนในอาณาจักรสุโขทัยมีความเป็นอยู่ดี ดำรงตนอยู่ในแนวทางแห่งพุทธศาสนา ดังปรากฏวัดพระศรีรัตนมหาธาตุในเมืองเชลียง และในเมืองเก่าสุโขทัยก็มีวัดมหาธาตุอันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา

งามตาผ้าตีนจก ผ้าตีนจกเป็นผ้าทอของชาวไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย มีลวดลายวิจิตรงดงาม ผ้าซิ่นตีนจกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เป็นผ้าซิ่นที่ชาวไทยพวนเรียกว่า หัวและตัวผ้า นิยมทอเป็นสีเขียว เหลือง แดง หรือสลับสีกันเป็นลายขวาง ส่วนตีนผ้ามีลวดลายงดงาม เกิดจากการสอดเส้นฝ้ายสีสันต่างๆ ด้วยขนเม่น เรียกว่า การจก เป็นที่มาของชื่อผ้าตีนจก

สังคโลกทองโบราณ สังคโลกสมัยสุโขทัยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ เป็นสินค้าส่งออกไปยังอินเดีย เกาะสุมาตรา และญี่ปุ่น ชาวสุโขทัยเรียนรู้การผลิตเครื่องสังคโลกจากชาวจีน ลักษณะเด่นของเครื่องสังคโลกสุโขทัยคือ มีน้ำหนักมาก เนื้อหนา และมักมีสีเขียวไข่กา ทองโบราณ ทองโบราณของสุโขทัยเลียนแบบลวดลายจากเครื่องทองโบราณที่พบตามแหล่งโบราณคดีและลายปูนปั้นตามโบราณสถาน เป็นงานอันวิจิตรบรรจง

สักการแม่ย่าพ่อขุน ชาวสุโขทัยเคารพนับถือพ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์ผู้ทรงอัจฉริยภาพแห่งกรุงสุโขทัย และแม่ย่าซึ่งเป็นพระมารดาของพระองค์ ชาวสุโขทัยเชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างเทวรูปนี้ขึ้นเพื่ออุทิศแด่นางเสือง พระมารดาของพระองค์ จึงพากันเรียกเทวรูปนี้ว่า แม่ย่า

รุ่งอรุณแห่งความสุข เมื่ออาณาจักรพุกามและขอมที่เป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้อ่อนแอลง อาณาจักรสุโขทัยก็รุ่งเรืองขึ้น สมดังชื่อสุโขทัย อันหมายถึงรุ่งอรุณแห่งความสุข อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผู้นำท้องถิ่นลุกขึ้นมาปลดแอกอาณาจักรของตนจากอำนาจของอาณาจักรขอมในกัมพูชา และถูกหยิบยกให้เป็นอาณาจักรแรกของชาวสยาม…สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นมะค่าโมง” ต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับต้นมะค่าโมง

ชื่ออื่น : มะค่าใหญ่ มะค่าหลวง มะค่าหัวคำ เขง เบง บิง ปิ้น ฟันฤๅษี แต้โหล่น

ชื่อสามัญ : Makha Tree. Ironwood Tree.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib

ชื่อวงศ์ : Leguminosae-Caesalpiniaceae.

ถิ่นกำเนิด : พบตามป่าดิบแล้ง แนวเชื่อมต่อระหว่างป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ตามริมลำธารในป่าเบญจพรรณชื้น

ข้อมูลทั่วไป :

มะค่าโมง เป็นไม้ยืนต้นขนาดค่อนข้างใหญ่ เส้นรอบวงลำต้นที่เคยพบ ประมาณ 13 เมตร เป็นไม้ผลัดใบ ขณะผลิใบใหม่ๆ ให้สีสันสวยงาม แพรวพราวไปด้วยสีสนิมเหล็กที่เมื่อกระทบแสงแดดเช้าหรือเย็นสวยจับใจ เมื่อปลูกในที่สาธารณะจะแผ่กิ่งก้านใหญ่โต กว้างขวาง แข็งแรง และสวยงามมาก ไม่หักหรือฉีกง่าย

มะค่าโมง จัดเป็นไม้เด่น 1 ใน 5 ที่พบในป่าเบญจพรรณ เป็นไม้ที่เดิมมีอยู่เป็นจำนวนมากในป่าเมืองไทย และมีการตัดมาเพื่อใช้ประโยชน์กันมากเช่นกัน เนื่องจากเป็นไม้ที่มีต้นขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงนิยมนำมาทำไม้พื้นซึ่งเป็นแผ่นใหญ่มาก รวมไปถึงการใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เช่น โซฟา โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ ใช้เพียงแผ่นเดียวโดยไม่มีการต่อไม้ แต่ในปัจจุบัน การใช้ในลักษณะนี้เริ่มลดน้อยลง เพราะการที่จะปลูกให้มีขนาดใหญ่พอนั้น จะต้องใช้เวลาในการปลูกนานมาก อย่างไรก็ตาม ไม้มะค่าโมงนั้นนับได้ว่าเป็นไม้ที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน รองลงมาจากไม้สัก และไม้แดง เพราะมีความสวยงามของเนื้อไม้ที่เป็นสีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาล เมื่อชักเงาจะให้สีของไม้ที่สวยงาม อีกทั้งยังมีปุ่มมะค่าที่มีลวดลายสวยงามอีกด้วย (ปุ่มมะค่าโมง เป็นส่วนของเนื้อไม้ที่ส่วนโคนต้นซึ่งเป็นโรค เหมือนเนื้องอก เมื่อฝานปุ่มมะค่าโมงออกเป็นแผ่นๆ จึงมีลวดลายเนื้อปุ่มแปลกสวยงามมาก เป็นที่ต้องการของตลาดการตกแต่งไม้ประเภทเครื่องเรือนมาก)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบช่วงสั้นๆ สูงได้ถึง 30 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง โคนต้นมักเป็นพูพอน ลำต้นเป็นปุ่มปมขนาดเล็กหรือใหญ่ เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพูอมน้ำตาลหรือสีเทา มีรูระบายอากาศกระจัดกระจาย เปลือกแตกเป็นเกล็ดขนาดใหญ่ เปลือกในสีน้ำตาลแดง

ใบ ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้าม 3-5 คู่ ใบย่อยรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบมน มักจะเว้าตื้นตรงกลาง โคนใบมนหรือตัด

ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่งหรือซอกใบ มีขนสั้นนุ่มสีเทา ใบประดับรูปไข่ ใบประดับย่อยคล้ายใบประดับ ติดเหนือจุดกึ่งกลางก้านดอกเล็กน้อย ทุกส่วนมีขนคลุมบางๆ ดอกคล้ายดอกถั่ว กลีบดอกสีชมพู 1 กลีบ รูปร่างคล้ายช้อน แผ่เกือบกลม ส่วนฐานคอดเป็นก้าน ปลายกลีบย่นเว้าตื้นๆ ออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

ผล เป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ผิวเปลือกเรียบไม่มีหนาม เปลือกแข็งหนา ปลายเป็นจะงอยสั้นๆ ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ พอแห้งแตกออกเป็น 2 ซีก ติดผลราวเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

เมล็ด ลักษณะแข็ง มี 2-4 เมล็ด รูปรี สีดำ ผิวมัน มีเนื้อหุ้มที่โคนเมล็ดสีเหลืองสด หุ้มเป็นรูปถ้วย

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ลำต้น บริเวณที่เป็นปุ่ม เป็นยาถ่ายพยาธิ และรักษาโรคผิวหนัง หรือต้มเอาไอรมหัวริดสีดวงทวารทำให้แห้ง

เปลือกต้น ผสมกับเปลือกต้นมะค่าแต้อย่างละครึ่งกำมือ ใช้เป็นยาประคบ แก้ฟกช้ำ ปวดบวม หรือผสมกับรากเจตพังคีอย่างละครึ่งกำมือ เป็นยาสมานแผล

เปลือกต้น และราก ใช้รักษาโรคผิวหนัง

เมล็ด ขับพยาธิ รักษาโรคผิวหนัง

ปุ่ม แก้ริดสีดวงทวารหนัก แก้โรคผิวหนัง ถ่ายพยาธิ รสเบื่อเมา

ประโยชน์อื่น :

เมล็ดอ่อน รับประทานสด หรือต้มให้สุก

เมล็ดแก่ นำมาคั่ว และกะเทาะเปลือกออกแช่น้ำให้นิ่ม มีรสมัน

เปลือก ให้น้ำฝาด ใช้ฟอกหนัง

เนื้อไม้ และส่วนอื่นๆ ให้สีย้อมสีเหลืองและสีน้ำตาล ชาวอีสานนิยมใช้ย้อมผ้าไหมและผ้าฝ้าย เปลือกมีน้ำฝาดใช้ฟอกหนังได้

เนื้อไม้ มีความแข็ง เหนียว ทนทาน สีออกเหลืองส้ม เหมาะกับการทำเป็นไม้แปรรูปต่างๆ ได้ดี เช่น ปาร์เกต์มะค่า เครื่องเรือน และไม้บุผนังที่สวยงาม ทำเครื่องมือเกษตรกรรม เครื่องดนตรี ฯลฯ

มะกล่ำต้น

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

มะกล่ำต้น

มะกล่ำต้น เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดดังนี้คือ ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา เทศกาลกินปลาประจำปี และแต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

ถิ่นวีรชนคนกล้า สิงห์บุรี ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นวีรชน เนื่องด้วยความกล้าหาญของชาวบ้านบางระจัน เมื่อครั้งที่พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันสามารถยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพพม่าได้นานถึง 5 เดือน โดยที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยาเลย ถึงแม้ว่าการรบครั้งนั้น ชาวบ้านบางระจันจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่วีรกรรมอันสุดแสนกล้าหาญของชาวบ้านบางระจันในครั้งนั้น ยังคงเป็นที่จดจำและประทับใจลูกหลานชาวสิงห์บุรีตลอดมา จนเกิดเป็นอำเภอบางระจันขึ้นในจังหวัดสิงห์บุรี

คู่หล้าพระนอน องค์หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ ที่มีพระพักตร์ที่สวยงามที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย อยู่ในวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี สภาพที่เป็นอยู่ เมื่อปี พ.ศ. 2421 จากพระราชนิพนธ์เรื่อง ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา มีว่า วัดนี้อยู่ห่างแม่น้ำสามสิบวา เป็นที่ลุ่มน้ำท่วม ต้องมีสะพานข้าม รอบวิหารพระนอนมีกำแพงแก้วเตี้ยๆ ชั้นหนึ่ง ตัวพระวิหาร ยาว 1 เส้น 7 วา กว้าง 11 วา เสาข้างในเป็นแปดเหลี่ยม อาการที่พระพุทธไสยาสน์บรรทม ไม่เหมือนอย่างกรุงเก่าหรือกรุงเทพฯ พระกรทอดออกไปมาก เพราะเขนยหนุนไม่สู้ชันนัก เป็นบรรทมราบ แต่พระบาทซ้อนกันตรงเหมือนอย่างพระนอนทั้งปวง สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัยที่มีความงดงามมาก

นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา สิงห์บุรี ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องปลาช่อนรสดี และหากจะพูดถึงปลาของจังหวัดสิงห์บุรีแล้ว ก็คงต้องนึกถึงปลาช่อนแม่ลา ที่มีรสชาติความอร่อยแตกต่างจากปลาช่อนที่อื่นๆ โดยสิ้นเชิง แม่ลา คือ ลำน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา น้ำนิ่ง ไม่มีโคลนตม ทำให้ปลาในลำน้ำมีรสชาติอร่อย ไม่เหม็นโคลน ปลาช่อนแม่ลาจึงเป็นอาหารและของฝากที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี

เทศกาลกินปลาประจำปี เป็นงานประจำปีของจังหวัดที่ทุกคนรอคอย จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นความมีชื่อเสียงของปลาช่อนแม่ลา อาหารที่ทำจากปลา และสินค้าต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การจัดงานจะอยู่ในช่วงระหว่างปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา นับเป็น ครั้งที่ 20 : ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 26 ธันวาคม 2557 – 4 มกราคม 2558 ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น นำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับชาวสิงห์บุรีเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “มะกล่ำต้น” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลกับจังหวัดสิงห์บุรี ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับมะกล่ำต้น

ชื่ออื่น : มะกล่ำตาช้าง (ทั่วไป) มะแค้ก หมากแค้ก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) มะแดง มะหัวแดง มะโหดแดง (ภาคเหนือ) บนซี (สตูล) ไพเงินกล่ำ (นครศรีธรรมราช) ไพ (มลายู-ภาคใต้) มะกล่ำตาไก่ (ภาคเหนือ)

ชื่อสามัญ : Red Sandalwood Tree, Coralwood Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Adenanthera pavonina L.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE

ถิ่นกำเนิด : ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบทั่วไป

ข้อมูลทั่วไป :

พูดถึง มะกล่ำ หลายๆ คนจะนึกถึงพืชที่มีเมล็ดกลมรียาว มีเปลือกแข็ง สีแดงสดเป็นมัน มีสีดำ ตรงขั้ว ประมาณ 1 ใน 3 ของเมล็ด ดูคล้ายตาหนู จึงเรียกมะกล่ำตาหนู แต่ต้นไม้ที่กำลังพูดถึง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสิงห์บุรีนั้น คือมะกล่ำต้น เป็นไม้ยืนต้นสูง เมล็ดสามารถกินได้ทั้งเมล็ดดิบและเมล็ดสุก เป็นสมุนไพรชั้นยอด ส่วนผลมีลักษณะเป็นฝักเหมือนมะกล่ำตาหนู แต่มีลักษณะบิดเป็นเกลียว ส่วนของเมล็ดมีลักษณะสีแดงสดเหมือนมะกล่ำตาหนู แต่แตกต่างกันที่มีลักษณะแบน และนูนตรงกลาง มีขนาดเล็กกว่า

มะกล่ำต้น นอกจากเป็นไม้มงคลแล้ว ทุกส่วนยังเป็นสมุนไพรที่สำคัญด้วย แต่อาจมีการสับสนในเรื่องของเมล็ดที่มีลักษณะคล้ายกัน หลายๆ ท้องที่อาจพบหรือคุ้นเคยกับมะกล่ำตาหนู ซึ่งเป็นพรรณไม้เลื้อยแต่เติบโตแบบวัชพืช มากกว่ามะกล่ำต้นซึ่งเป็นไม้ยืนต้น มีการเข้าใจผิด เพราะชื่อที่คล้ายๆ กัน อาจทำให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ในกรณีของที่นำเมล็ดมะกล่ำตาหนูมากินโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับเด็กๆ ขั้นแรกนำมาเล่น เพราะความสวยงามของเมล็ด โดยนำเป็นติดเป็นตาของตุ๊กตารูปสัตว์ที่ปั้นขึ้นมาเอง หรือนำมาเล่นอีตัก หรือถ้าเป็นเด็กผู้หญิงที่โตขึ้นมาหน่อย ก็จะนำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ ทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ฯลฯ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ แม้จะกินเพียงเมล็ดเดียวก็สามารถทำให้ตายได้ สมกับสมญาที่เรียกกัน เมล็ดมะกล่ำตาหนู สุดยอดอันตรายตายลูกเดียว หรือเมล็ดมะกล่ำตาหนู ที่สุดพืชมีพิษ หรือกินเมล็ดเดียวถึงตาย-มะกล่ำตาหนู เป็นต้น เมล็ดของมะกล่ำตาหนูมีพิษรุนแรงมาก สารพิษในเมล็ดมะกล่ำตาหนูที่เรียกกันว่า เอบริน (abrin) หากกินเข้าไปจะก่อให้เกิดพิษต่อลำไส้และกระเพาะอาหารอย่างฉับพลัน ทำให้อาเจียน ท้องเสีย และการทำงานของไตล้มเหลว แต่มีบางข้อมูลรายงานว่า ถ้ากลืนเข้าไปแล้วเปลือกของเมล็ดไม่แตกออก จะไม่อันตรายถึงชีวิต ถึงแม้ส่วนเมล็ดจะมีพิษรุนแรง แต่ส่วนอื่นของต้นก็ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แพทย์แผนไทยนำรากแห้งของมะกล่ำตาหนูมาต้มดื่มแก้ไอ แก้หวัด เจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ ดีซ่าน ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ และแก้เสียงแห้ง แต่ต้องใช้โดยหมอพื้นบ้านที่มีความรู้ความชำนาญเท่านั้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงใหญ่ ผลัดใบระยะสั้น สูงได้ถึง 20 เมตร เรือนยอดแผ่กิ่งกว้าง ต้นทรงโปร่ง เปลือกต้นหนาสีน้ำตาลปนเทา หรือน้ำตาลอ่อน อาจมีรอยแตกระแหงเล็กๆ บ้าง เปลือกชั้นในนุ่มสีครีมอ่อน

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ มีก้านแขนง 2-6 คู่ ก้านแขนงแต่ละก้านมีใบย่อย 7-15 คู่ ใบย่อยรูปรี แกมรูปขอบขนาน ปลายใบมน ฐานใบเบี้ยว แผ่นใบบาง สีเขียวเข้ม เรียบเกลี้ยง

ดอก ช่อดอกแคบยาวรูปทรงกระบอก ดอกออกตามซอกใบบนๆ หรือแตกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 7.5-20 เซนติเมตร ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองอ่อนอมครีม ดอกแก่เปลี่ยนเป็นสีส้ม มีขนประปราย ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในตอนเย็น คล้ายกลิ่นดอกส้ม ออกเป็นช่อเดี่ยวหรือหลายช่อรวมกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ เชื่อมกันที่ฐานเป็นหลอด กลีบแคบ ปลายแหลม ก้านดอกสั้นทรงแคบ ส่วนปลายเป็นถ้วยตื้น แยกเป็น 5 กลีบ ก้านดอกมีขนคล้ายไหม กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย

ผล เป็นฝัก รูปแถบ แบนยาว สีเขียว เมื่อฝักแก่จะแตกสองตะเข็บและบิดม้วนงอเป็นเกลียวแน่น เพื่อกระจายเมล็ด มีรอยคอดตามเมล็ดชัดเจน

เมล็ด รูปร่างค่อนข้างกลม แข็ง สีแดงเลือดนก หรือแดงส้ม ผิวมัน เมล็ดมีประมาณ 10-15 เมล็ด ต่อฝัก ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ติดผลเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา ขึ้นกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบทั่วไป มักพบขึ้นทั่วๆ ไป ตามที่รกร้างสองฟากทางหลวงทั่วประเทศ โดยเฉพาะบนพื้นที่ที่เป็นเขาหินปูน

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ใบ ต้มกินแก้ปวดข้อ แก้ลมเข้าข้อ แก้บิด แก้ท้องร่วง เป็นยาสมาน บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ท้องร่วงและบิด

เมล็ดและใบ แก้ริดสีดวงทวารหนัก

เมล็ด บดผสมน้ำผึ้ง ปั้นเม็ด กินแก้จุกเสียด แก้หนองใน เมล็ดบดพอกดับพิษฝี บดเป็นผงโรยแผลฝีหนอง ดับพิษบาดแผล ฝนกับน้ำทาแก้อักเสบ แก้ปวดศีรษะ

เมล็ดใน บดเป็นผง ปั้นเม็ด กินขับพยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย

เมล็ด คั่วไฟเอาเปลือกหุ้มสีแดงออก บดเป็นผงผสมกับยาระบาย ใช้เป็นยาขับพยาธิ เบื่อพยาธิไส้เดือน หรือพยาธิตัวตืด

เนื้อไม้ ฝนกับน้ำทาขมับแก้ปวดศีรษะ กินกับน้ำอุ่นทำให้อาเจียน

ราก ใช้ขับเสมหะ แก้หืด ไอ แก้เสียงแหบแห้ง แก้สะอึก แก้ลมในท้อง แก้ร้อนใน แก้อาเจียน ถอนพิษฝี

ประโยชน์อื่น เนื้อไม้แข็งและหนัก ไสกบตกแต่งค่อนข้างยาก ใช้ในการก่อสร้าง ใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ ให้ความร้อนสูง ทำเครื่องเรือนต่างๆ เปลือกและเนื้อไม้ให้น้ำฝาดย้อมผ้าสีแดง เนื้อของเมล็ดนำมาคั่วกินเป็นอาหารว่าง นำเมล็ดมาประดับตกแต่งเสื้อผ้าหรือตุ๊กตาได้ ยอดและใบอ่อนมีรสมัน ใช้กินเป็นผักสด ร่วมกับอาหารได้หลายประเภท ลวกจิ้มกับน้ำพริกหรือใช้แกง

มะขามป้อม

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

มะขามป้อม

มะขามป้อม เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดดังนี้ คือ ชายแดนเบื้องบูรพา ป่างาม น้ำตกสวย มากด้วยรอยอารยธรรมโบราณ ย่านการค้า ไทย-เขมร แต่ละท่อนของคำขวัญ มีความหมายดังนี้

ชายแดนเบื้องบูรพา สระแก้ว เป็นจังหวัดชายแดนด้านตะวันออก มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ และอาณาจักรทวารวดี เห็นได้จากกลุ่มปราสาทโบราณที่มีมากมายอยู่ทั่วจังหวัด และโบราณวัตถุที่หลงเหลืออยู่ สระแก้ว เป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดไปสู่ประเทศกัมพูชา เชื่อมการคมนาคมและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ให้เป็นเส้นทางเดียวกัน

ป่างาม น้ำตกสวย สระแก้ว มีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เช่น อุทยานแห่งชาติปางสีดา และอุทยานแห่งชาติตาพระยา อุทยานแห่งชาติปางสีดา เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 5 แสนกว่าไร่ ครอบคลุมตั้งแต่ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มาถึงอำเภอเมือง และ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง ทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ที่ยังคงสมบูรณ์มากกว่า ร้อยละ 95 จึงเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำ ลำธาร และต้นกำเนิดแม่น้ำบางปะกง ที่กลางผืนป่าปางสีดา จึงมีน้ำตกหลายแห่งที่รู้จักดี ได้แก่ น้ำตกปางสีดา เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีหน้าผาสูงประมาณ 10 เมตร สายน้ำไหลลงสู่แอ่งน้ำด้านล่าง มีโขดหินให้นั่งชมน้ำตกผาตะเคียน ต้นน้ำของน้ำตกปางสีดา และยังมีน้ำตกอื่นๆ อีก เช่น น้ำตกถ้ำค้างคาว น้ำตกลานแก้ว น้ำตกทับซุง น้ำตกแควมะค่า น้ำตกทับเทวา น้ำตกรากไทรย้อย น้ำตกลานหินใหญ่ น้ำตกสวนมั่น สวนทอง น้ำตกม่านธารา เป็นต้น

มากด้วยรอยอารยธรรมโบราณ มีร่องรอยอารยธรรมโบราณปรากฏอยู่ในรูปของปราสาทหิน แหล่งหินตัด ซากสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น กรมศิลปากร สำรวจพบปราสาทขอมมากถึง 40 แห่ง พบว่า ปราสาทเหล่านี้มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12-18 และตัวปราสาทยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนโบราณอีกด้วย ลึกลงไปในผืนดิน พบโบราณวัตถุ ซึ่งยังคงขุดค้นอยู่จนถึงปัจจุบัน โบราณวัตถุที่พบ เช่น พระพุทธรูป ชิ้นส่วนเทวรูป ลูกปัด ขวานหิน หินบดยา หม้อ ไห ฯลฯ

ย่านการค้า ไทย-เขมร ตลาดโรงเกลือ หรือตลาดชายแดนบ้านคลองลึก เป็นตลาดชายแดนภาคตะวันออกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ในอำเภออรัญประเทศ ใกล้กับด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ-ปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้ามือสองที่ใหญ่ที่สุดจากทั่วโลก เช่น เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น ปากีสถาน ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี เป็นต้น สินค้าที่ขาย มีทั้งสินค้าใหม่และเก่า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องเงิน ปลาแห้ง ถ้วย ชาม จากเขมร เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเคลือบ ผ้าม่าน ผลไม้จากประเทศจีน เวียดนาม แมลงสารพัดชนิด จุดเริ่มต้นการกำเนิดของสินค้ามือสองเหล่านี้คือ สมัยที่กัมพูชาเพิ่งเสร็จสิ้นภาวะสงคราม ชาวเขมรยังยากจน นานาประเทศได้บริจาคเสื้อผ้าดี มียี่ห้อ ผ่านองค์การสหประชาชาติให้ชาวเขมร ชาวเขมรจึงนำเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาค ข้ามมาขายฝั่งไทยในราคาถูก ปัจจุบันสินค้ามือสองที่เป็นของบริจาคไม่มีแล้ว ส่วนมากเป็นของเหลือใช้ ที่มีการรับซื้อจากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง นำมาขายที่ตลาดโรงเกลือ สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำความภาคภูมิใจให้กับชาวสระแก้วเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นมะขามป้อม” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสระแก้ว ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับต้นมะขามป้อม

ชื่ออื่น : กันโตด (เขมร-กาญจนบุรี) กำทวด (ราชบุรี) มะขามป้อม (ทั่วไป) มั่งลู่

ชื่อสามัญ : Emblic Myrabolan, Malacca Tree, Indian Gooseberry, Amala Plant, Amalak Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.

ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE

ถิ่นกำเนิด : ขึ้นประปรายเป็นหมู่ๆ ตามป่าราบ ป่าเบญจพรรณแล้ง และป่าแดงทั่วๆ ไป

ข้อมูลทั่วไป :

มะขามป้อม เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่รู้จักและตระหนักถึงคุณค่าเป็นอย่างดี ว่ากันว่า รู้จักกันมาตั้งแต่พุทธกาล เล่าขานกันว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลาย ฉันมะขามป้อมเป็นโอสถได้ตลอดเวลา โดยไม่เลือกกาล และชนชาติที่รู้จักมะขามป้อมมาช้านานและแพร่หลายมากที่สุดในโลก ได้แก่ ชาวอินเดีย เรียกมะขามป้อมว่า Amalaka แปลว่า พยาบาล ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่า สรรพคุณของมะขามป้อมนั้นมีมากมาย เปรียบเสมือนพยาบาลที่ดูแลสุขภาพอยู่ข้างกาย

มะขามป้อมเป็นที่รู้จักกันดีในวงการการแพทย์ ด้วยสรรพคุณที่หลากหลาย กับนานาคุณประโยชน์ ด้วยมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากมาย และยังใช้เป็นยารักษาโรคบางชนิดได้ด้วย ประกอบไปด้วย วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินซี ในน้ำคั้นจากผลของมะขามป้อม มีมากกว่าวิตามินซีในน้ำส้มคั้น ประมาณ 20 เท่า และมะขามป้อม ยังได้รับการขนานนามว่า เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซี มากที่สุดในโลก

ปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกา มีการจดสิทธิบัตรการใช้มะขามป้อมเป็นส่วนประกอบในยาบางตัวไปบ้างแล้ว ส่วนในประเทศไทย ก็มีผลิตภัณฑ์มะขามป้อมมากมายจำหน่ายในรูปต่างๆ เช่น ชา อาหารสุขภาพ (น้ำมะขามป้อม มะขามป้อมแช่อิ่ม มะขามป้อมดอง มะขามป้อมผง ฯลฯ) เครื่องสำอาง ฯลฯ ซึ่งเป็นตำรับบำรุงสุขภาพ ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ เพิ่มภูมิคุ้มกัน และต่อสู้กับการหลุดร่วงของเส้นผม ลบรอยจุดด่างดำ เป็นยาสมุนไพร แก้ไอ แก้เจ็บคอ เป็นต้น

และปัจจุบันนี้ มะขามป้อม ก็ยังคงทำหน้าที่ของไม้ผลยืนต้น ที่ให้ร่มเงาและความชุ่มชื้น รวมถึงเป็นอาหารและยารักษาสรรพโรคให้กับมวลมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 8-12 เมตร ขนาดโต วัดรอบต้นไม่เกิน 80 เซนติเมตร ลำต้นมักคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบหรือค่อนข้างเรียบ เปลือกในสีชมพูสด รูปทรงแผ่กว้าง รูปร่ม หรือพุ่มโปร่ง กลม

ใบ เป็นใบเดี่ยว แต่คล้ายใบประกอบ คล้ายใบมะขาม รูปขอบขนานติดเรียงสลับ สีเขียวอ่อนเรียงชิดกัน ใบสั้นมาก เส้นแขนงใบไม่ชัดเจน

ดอก ขนาดเล็กแยกเพศ อยู่บนกิ่งหรือต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบ ตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 6 กลีบ ดอกสีขาวหรือขาวนวล มีกลิ่นหอมคล้ายผิวมะนาว ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-เมษายน

ผล ทรงกลม ผลอ่อนและผลแก่ สีเขียวอ่อนค่อนข้างใส มีเส้นริ้วๆ ตามยาว สังเกตได้ 6 เส้น เนื้อผลมีรสฝาด เปรี้ยว ขม

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือกต้น สมานแผล แก้บาดแผลเลือดออก แก้บิด แก้ท้องร่วง

ใบ ขับปัสสาวะ แก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ผื่นคัน แผลมีหนองเรื้อรัง บิดจากแบคทีเรีย

ปมที่ก้าน แก้ปวดกระเพาะอาหาร ปวดท้องน้อย ปวดเมื่อยในกระดูก ปวดฟัน ไอ ไส้เลื่อน

ดอก ใช้ลดไข้ และช่วยเกี่ยวกับระบบขับถ่าย ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาเย็น และระบายท้อง

ผลอ่อน บำรุงเนื้อหนัง กัดเสมหะ บำรุงเสียง แก้ท้องผูก แก้พยาธิ

ผลแก่ แก้ไข้เจือลม แก้ไอ แก้เสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ลดไข้ ขับปัสสาวะ ระบายท้อง บำรุงหัวใจ ฟอกโลหิต แก้ลม แก้โรคลักปิดลักเปิด

ผลแห้ง ต้มสกัดเอาน้ำมาใช้แก้ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด แก้หวัด ตัวร้อน มีอาการไอ เจ็บคอ และกระหายน้ำ

ยางจากผล หยอดแก้ตาอักเสบ ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ

เนื้อผลสด ใช้ทาศีรษะ แก้ปวดหัว และแก้วิงเวียนจากอาการไข้ขึ้นสูง แก้สะอึก ขับพยาธิ

เนื้อผลแห้ง แก้ริดสีดวงทวาร แก้บิด ท้องเสีย ใช้ร่วมกับธาตุเหล็ก แก้ดีซ่าน ช่วยย่อยอาหาร

น้ำคั้นผล ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ เป็นยาระบาย แก้เสียดท้อง ขับปัสสาวะ หยอดตา รักษาเยื่อตาอักเสบ

เมล็ด เผาจนเป็นเถ้า ผสมกับน้ำมันพืช ทาแก้ตุ่มคัน หรือตำเป็นผง ชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคเบาหวาน หอบหืด หลอดลมอักเสบ รักษาโรคตา แก้คลื่นไส้อาเจียน

เปลือกราก ห้ามเลือด สมานแผล

ราก แก้ร้อนใน ท้องเสีย ลดความดัน รักษาโรคเรื้อน แก้ปวดกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ แก้พิษไข้ แก้พิษโลหิต ฟอกโลหิต ทำให้อาเจียน

ประโยชน์อื่น เปลือกมะขามป้อม ใช้ย้อมผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ แม้กระทั่งย้อมสีผม ผลทั้งหมด ยกเว้นเมล็ด มีรสเปรี้ยวอมฝาด นิยมรับประทานกับน้ำพริก หรือนำไปดอง

สัตบรรณ

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

สัตบรรณ

สัตบรรณ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดดังนี้คือ เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์ แต่ละท่อนของคำขวัญ มีความหมายดังนี้

เมืองประมง จังหวัดสมุทรสาคร มีชายฝั่งทะเลค่อนข้างยาว 41.8 กิโลเมตร จึงมีการประกอบอาชีพทําการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตจากการประมงทะเล ส่วนใหญ่ได้รับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ บริเวณอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งทะเลด้านประเทศเวียดนาม ทำให้สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางการประมงสูงมาก ทั้งยังเป็นแหล่งธุรกิจการประมงขนาดใหญ่ครบวงจร มีทั้งการทําประมงทะเล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมห้องเย็น เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการจําหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ สินค้าประมงทะเลที่สําคัญของประเทศ โดยมีสะพานปลา 3 แห่ง และยังเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำของผู้ทําการประมง และผู้ค้าสัตว์น้ำอีกด้วย

ดงโรงงาน ด้วยศักยภาพในการทําการประมงของชาวประมงสมุทรสาครดังกล่าว ส่งผลให้จังหวัดสมุทรสาคร มีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกับผลผลิตทางการประมงมากมาย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ โรงงานน้ำแข็ง โรงงานอุตสาหกรรมผลิตกระป๋อง โรงงานกล่องกระดาษ พลาสติก อุตสาหกรรมการต่อเรือ เป็นต้น

ลานเกษตร “ลานเกษตร” เป็นคำที่สะท้อนอดีตและรากเหง้าเดิมของสมุทรสาคร ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ซึ่งเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้แก่บรรพบุรุษชาวสมุทรสาคร ดินแดนปากแม่น้ำท่าจีน เป็นแหล่งอาหาร (พืชผัก ผลไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ) สำคัญสำหรับท้องถิ่น เคยบรรทุกลงเรือเข้ามาค้าขายถึงบางกอกและธนบุรีมานานนับร้อยปี เป็นตำนานและเป็นเรื่องราวในอดีตที่สำคัญมาก

เขตประวัติศาสตร์ สมุทรสาคร มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ ณ บริเวณสถานที่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือหัก สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พันท้ายนรสิงห์ รับราชการเป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา ในคราวที่คัดท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัย เมื่อเรือพระที่นั่งถึงบริเวณคลองโคกขาม คลองคดเคี้ยวมาก เป็นเหตุให้หัวเรือชนกิ่งไม้ใหญ่ริมคลองโคกขาม ทำให้โขนเรือหักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลพระเจ้าเสือ ให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัยตามพระราชกำหนดที่วางไว้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ และให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา แล้วนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกชัยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้บนศาล เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ภายในอุทยานเป็นที่ตั้งของศาลพันท้ายนรสิงห์ สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำความภาคภูมิใจให้กับชาวสมุทรสาครเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นสัตบรรณ” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลกับจังหวัดสมุทรสาคร ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับต้นสัตบรรณ

ชื่ออื่น : พญาสัตบรรณ หัสบัน จะบัน บะซา ปูลา ปูแล ตีนเป็ด ตีนเป็ดขาว ตีนเป็ดไทย ต้นตีนเป็ด

ชื่อสามัญ : Devil Tree, White Cheesewood, Devil Bark, Dita Bark, Black Board Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.) R. Br.

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

ถิ่นกำเนิด : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป :

ต้นสัตบรรณ หรือที่นิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งคือ พญาสัตบรรณ จัดเป็นไม้มงคลนาม ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล เพราะคนไทยโบราณเชื่อว่า การปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีเกียรติ จะทำให้ได้รับการยกย่องและการนับถือจากบุคคลทั่วไป ซึ่งความหมายของต้นก็มาจากคำว่า พญา ซึ่งมีความหมายว่า ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่องและเคารพนับถือ ส่วนคำว่า สัต ก็มีความหมายถึง สิ่งที่ดีงาม ความมีคุณธรรมนั่นเอง

ถึงแม้จะเป็นไม้มงคลนาม มีการแนะนำให้ปลูกประจำบ้าน เพื่อพบพานแต่สิ่งดีๆ แต่สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ มักจะมี 2 ด้านเสมอ เช่นเดียวกันกับการปลูกต้นพญาสัตบรรณ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ประโยชน์หรือโทษ ข้อดีคือ นอกจากจะเป็นไม้มงคลนามแล้ว ชื่อมีความหมายไปในทางที่ดี ปลูกง่าย ตายยาก ทรงสวย ต้นตรง โตเร็ว ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มสวยงาม ใบหนา ให้ร่มเงาได้ดี แต่พอถึงระยะออกดอก กลับกลายเป็นข้อเสียหรือเป็นโทษไปได้ ดอกไม้ทั่วๆ ไป คนส่วนใหญ่จะชื่นชอบกันมาก ชอบตรงความสวยสด งดงาม หรือชอบตรงกลิ่นหอม แต่พอพูดถึงเรื่องกลิ่นหอม บางคนแย้งว่า ทำไมต้องกลิ่นหอม เพราะไอ้ที่บอกว่ามีกลิ่นหอมนั้น ไม่เห็นจะหอมเลย แถมเหม็นอีกต่างหาก อันนี้ก็เป็นนานาจิตตัง ดอกพญาสัตบรรณก็เช่นเดียวกัน มีทั้งผู้ที่ชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ น่าจะขึ้นอยู่กับจำนวนดอกและจำนวนต้นของพญาสัตบรรณที่ปลูกไว้ ถ้าปลูกต้นเดียว ขนาดไม่โตมากนัก ยามออกดอก ผู้ปลูกก็จะบอกว่า ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ หรือกลิ่นกรุ่นๆ แต่ถ้ามีหลายๆ ต้น และอากาศเย็นติดต่อกันหลายๆ วัน พญาสัตบรรณจะพร้อมใจกันออกดอกเต็มต้น ไม่มีต้นไหนไม่ออก โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ถ้าสภาพอากาศนิ่ง ไม่มีลมพัด ดอกจะส่งกลิ่นฉุนออกมามากเป็นพิเศษ กลิ่นฉุนจัดจนแสบจมูก ทำให้วิงเวียนศีรษะ ท้องเดิน ถ้าผู้สูงอายุหรือคนแก่ๆ ได้กลิ่น อาจทำให้เป็นลมไปตามๆ กันก็ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า ทำอย่างไร ให้ต้นพญาสัตบรรณไม่ออกดอก (ธรรมดามักจะมีคำถาม-ทำอย่างไร ให้ต้นไม้ออกดอก) อาจจะเป็นการยากกว่าการทำให้ต้นไม้ออกดอกแน่นอน เพราะนั่นคือธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตต้องรักษาเผ่าพันธุ์ แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป มีวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือ ใช้วิธีตัดแต่งกิ่ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป เพื่อให้แตกกิ่งใบใหม่ เพราะทราบกันดีแล้วว่า ต้นพญาสัตบรรณจะออกดอกต้นฤดูหนาว ดังนั้น หลังการตัดแต่งแล้วจะออกดอกได้น้อย หรือออกดอกไม่ทันตามช่วงฤดูกาลปกติ ถ้าหากปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกปี ต้นพญาสัตบรรณจะแลดูสวยงาม ไม่สูงเทอะทะ ดูแลง่าย และไม่มีดอกที่จะส่งกลิ่นเหม็นฉุนจนแสบจมูกอีกต่อไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นสูงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขาเป็นชั้นๆ สูงประมาณ 12-20 เมตร เปลือกต้นหนา เปราะ ผิวต้นมีสะเก็ดเล็กๆ สีขาวปนน้ำตาล เมื่อกรีดจะมียางสีขาว

ใบ ออกจากแกนเดียวกัน เป็นวงคล้ายนิ้วมือ เป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น แผ่นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งเล็กน้อย ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีขาวนวล

ดอก สีเขียวอ่อนหรือขาวอมเหลือง เป็นช่อตามปลายกิ่ง ปากท่อของกลีบดอกมีขนยาวปุกปุย ดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็ม ช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอก ประมาณ 7 กลุ่ม ปกติออกดอกเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม

ผล เป็นฝักยาว ฝักคู่หรือเดี่ยว เป็นเส้นๆ กลมเรียวยาว ประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตก มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เป็นไม้กลางแจ้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือกต้น เป็นยาขม ช่วยให้เจริญอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน แก้หวัด แก้อาการไอ รักษาหลอดลมอักเสบ ต้มน้ำดื่ม ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย รักษาโรคบิด ท้องร่วง ท้องเดินเรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ ขับพยาธิไส้เดือน ขับน้ำเหลืองเสีย ขับน้ำนม ต้มน้ำอาบ ช่วยรักษาผดผื่นคัน

ยาง รักษาแผลที่เป็นตุ่มหนอง ยางจากต้น ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู ใช้อุดฟัน บำรุงกระเพาะ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง

ใบอ่อน ชงดื่ม รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักปิดลักเปิด แก้ไข้ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ใช้พอกเพื่อดับพิษต่างๆ ในประเทศอินเดีย มีการใช้ใบและยางสีขาว รักษาแผลเปื่อย และอาการปวดข้อ

ดอก ช่วยแก้ไข้เหนือ ไข้ตัวร้อน แก้โลหิตพิการ กระพี้ สรรพคุณ ช่วยขับผายลม

ประโยชน์อื่น เนื้อไม้หยาบ อ่อน แต่เหนียว ใช้ทำหีบใส่ของ หีบศพ ทำโต๊ะ เก้าอี้ ฝักมีดของเล่นเด็ก รองเท้าไม้ หรือไม้จิ้มฟัน เนื้อไม้ใช้ทำฟืน หรือใช้ทำโครงส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น เสาบ้าน เป็นต้น ในบอร์เนียว นำเนื้อไม้ไปทำทุ่นของแหและอวน และสารสกัดจากน้ำมันหอมระเหยของดอกสัตบรรณ สามารถใช้ไล่ยุงได้

คนสกลนครปลูกไม้ดอก ขายเมล็ด สร้างรายได้ดี

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุพจน์ สอนสมนึก

คนสกลนครปลูกไม้ดอก ขายเมล็ด สร้างรายได้ดี

วันนี้มีโอกาสลงพื้นที่ ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร และได้พบกับ คุณวิศรุฒ แก้วฝ่าย นายก อบต. ขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร ทำให้ได้รับข้อมูลว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลขมิ้น จะได้รับน้ำจากคลองชลประทาน เขื่อนน้ำอูน ที่ส่งน้ำมาให้เกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูก ทั้งข้าวนาปรัง และพืชฤดูแล้ง มากมาย แต่ที่เป็นพืชหลักๆ มีจำพวก พริก มะเขือเทศ ตลอดจนไม้ดอกไม้ประดับ ที่ทางโรงงานลงมาพื้นที่เพื่อส่งเสริมกันจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งที่รับน้ำจากเขื่อนน้ำอูน

นอกจากนี้ พบว่ามีกลุ่มโรงงานลงไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแพงพวย พุทธรักษา และดอกเทียน มีสมาชิกผู้ปลูกนับร้อยราย ผลผลิตขายได้ตั้งแต่ กิโลกรัมละ 250-80,000 บาท ทำให้เกิดความสนใจ

จึงขอติดรถ คุณวิศรุฒ แก้วฝ่าย ไปดูเขาปลูกแพงพวย พุทธรักษาและดอกเทียน แนะนำการเดินทางก่อนว่า หากเดินทางออกจากตัวเมืองสกลนครไปตามถนนสายสกลนคร-อุดรธานี ประมาณ 20 กิโลเมตร ถึงเขตเทศบาลตำบลดงมะไฟพบคลองชลประทานน้ำอูน แล้วเลี้ยวขวาตามคลองเข้าไปราว 3 กิโลเมตร ผ่านสำนักงานประปาเทศบาลตำบลดงมะไฟ เป็นถนนลาดยางแอสฟัล อีก 1.5 กิโลเมตร จะพบกับสำนักงานเทศบาลตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งระหว่างทางจะพบกับแปลงพืชผลการเกษตรของเกษตรกรมากมาย และส่วนใหญ่จะเป็นพืชฤดูแล้ง ปลูกกันเต็มพื้นที่

เมื่อผ่านหน้าที่ทำการ อบต. ก็จะไปตามถนนสายบ้านขมิ้น ไปยังบ้านพาน ตำบลขมิ้น อีกราว 7-8 กิโลเมตร เป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน แต่ราดยางมะตอย ไปมาสะดวก จะพบแปลงพริก มะเขือเทศ ข้าวโพด และไม้ดอกไม้ประดับที่มองดูเขียว เหลือง แดง อร่ามตา มองดูแล้วชุ่มชื่นสดใสในหัวใจเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อผ่านหน่วยบำรุงรักษาน้ำชลประทานเขื่อนน้ำอูน (ตอน 6) ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร ราว 1 กิโลเมตร พบกับเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งโรงงาน พบกับแปลงของ คุณชนาภา ไกยะฝ่าย วัย 48 ปี เกษตรกรชาวบ้านโคกเลาะ หมู่ที่ 14 ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งกำลังผสมเกสรของดอกเทียน ดอกพุทธรักษา

เมื่อเห็นดอกพุทธรักษาแล้ว นึกถึงผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่า สำหรับในประเทศไทย เราจะเห็นพุทธรักษาขึ้นอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯ และตามชนบท ต้นพุทธรักษาจะมีมาในบ้านเมืองเรานานสักเท่าใด ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า ต้นพุทธรักษา ได้มีมาในเมืองไทยแล้วนับร้อยปี เพราะได้ปรากฏชื่ออยู่ในพระนิพนธ์กาพย์ ห่อโคลงนิราศธารทองแดง ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ตอนหนึ่งที่ว่า

“ไผ่เทศงามผาดผุด

ต้นเล็บครุฑพุทธรักษา

ทองสิบอย่างงามนานา

ข้าวตอกแตกแปลกดอกขาวฯ”

คุณชนาภา เจ้าของแปลงดอกไม้เล่าว่า จากการที่เกษตรกรจะได้ทำสัญญาปลูกกับทางโรงงานนั้น จะต้องผ่านการได้รับความรู้และวิธีการปลูกทุกราย และเกษตรกรจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร นอกจากต้องมีพื้นที่ จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ไร่ (เฉพาะพื้นที่ปลูก)

จากการศึกษา เจ้าหน้าที่บอกว่า พุทธรักษา มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ และทางอินเดียตะวันตก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Canna inclica เป็นไม้ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นไม่แข็ง เป็นไม้ดอกที่ขึ้นเป็นกอ แตกหน่อ เช่นเดียวกับกล้วย ลำต้นตรง มีช่อดอกที่ยอด ต้นที่มีช่อดอกแล้วจะไม่มีช่อดอกใหม่ขึ้นมาแทนอีก ความสูงของลำต้น มีสูงตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ถึงความสูง 2.5 เมตร แล้วแต่ชนิด

คุณชนาภา บอกว่า มีอาชีพทำนา ทุกปีได้มีการทำนาปรัง และนาปี แต่ปีนี้ทางการให้ลดพื้นที่ทำนาปรัง เพราะมีปัญหาเรื่องน้ำ จึงได้หยุดไม่ทำนาปรัง แต่การทำอาชีพเสริม คือได้ยึดอาชีพปลูกพุทธรักษามานานหลายปี ควบคู่ทำนาปรังและนาปี สามารถส่งเสียลูกเล่าเรียนหนังสือ เรียนจบมหาวิทยาลัยมาแล้ว 2 คน ด้วยรายได้จากการขายเมล็ดพุทธรักษา นอกจากการขายข้าวที่ทำนาอีกส่วนหนึ่ง

เกษตรกรรายนี้เล่าวิธีการผลิตว่า…เริ่มจากการเตรียมดินปลูก ฟันดินตากแดดทิ้งไว้เช่นเดียวกับการเตรียมดินเพื่อปลูกผัก หรือปลูกต้นไม้ ดอกไม้โดยทั่วๆ ไป เมื่อตากดินแห้ง ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ ย่อยดินให้ละเอียด เพื่อให้ปุ๋ยเข้ากับดินอีกครั้งหนึ่ง ขุดหลุมกว้างประมาณ 6 นิ้ว ความลึกประมาณ 4-5 นิ้ว ก็พอ ระยะห่างระหว่างแถว 1 เมตร ระหว่างหลุม 60-80 เซนติเมตร ระยะปลูกจะถี่หรือห่างกว่านี้ก็ได้ตามที่เราต้องการ ใส่ปุ๋ยคอก หลุมละ 1 กอบ พรวนดินให้เข้ากันอีกที แล้วแยกหน่อมาตั้งต้นลงกลางหลุม กลบดินให้แน่นพอควร รดน้ำให้ชุ่มทั้งเช้าเย็น ถ้ามีใบติดต้นมามากตัดใบเสียครึ่งๆ ใบ เพื่อจะได้ตั้งตัวเร็วขึ้น ถ้าจะทำร่มเงาให้สัก 4-5 วันแรกก็จะยิ่งดี

วิธีการบำรุงรักษา…เมื่อปลูกได้ 2 อาทิตย์ ใส่ปุ๋ยผสมชนิดเม็ด เช่น ปุ๋ยไนโตรฟอสก้า เม็ดสีฟ้า สูตร 12-12-17-2 หรือปุ๋ยเม็ดชนิดอื่นๆ ก็ได้ ใส่ประมาณ 1 ช้อนแกง รอบโคนต้น ให้ห่างโคนต้นประมาณ 4-6 นิ้ว พรวนดินกลบ รดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลาย ข้อควรระวังคือ อย่าให้ปุ๋ยที่ใส่ถูกโคนต้นหรือถูกใบ จะทำให้ต้นหรือใบเน่าได้ ปุ๋ยเม็ดใส่เดือนละครั้ง ถ้ากอใหญ่ขึ้นก็เพิ่มจำนวนปุ๋ยขึ้นตามขนาดของกอ (จะมีเจ้าหน้าที่จากโรงงานมาคอยดูแล แนะนำในการใส่ปุ๋ย) จนมีอายุออกดอก และจะต้องมีการผสมพันธุ์ ทั้งนี้ จะมีการปลูกทั้งสองแบบ ทั้งต้นพันธุ์ตัวเมีย และต้นพันธุ์ตัวผู้ ก่อนนำมาผสมเหมือนพืชอื่น ซึ่งขั้นตอนนี้เกษตรกรทุกรายจะต้องทำเป็น

แมลงที่เป็นอันตรายต่อต้นและดอกพุทธรักษา ก็คือ

1. เพลี้ยไฟ

2. ตั๊กแตน

3. พวกแมลงปีกแข็ง จำพวกด้วงตัวเล็ก เช่นเดียวกับที่กินดอกและใบกุหลาบ

4. หนอนปลวก

เกษตรกรต้องมีความขยันหมั่นลงดูแปลงทุกวัน

โดยเมล็ดพันธุ์พุทธรักษานี้ ทางโรงงานมีสัญญาตกลงรับซื้อ กิโลกรัมละ 1,800 บาท เกษตรกรหนึ่งรายปลูกเพียง 1 งาน เท่านั้น จึงพอเหมาะ

ส่วน แพงพวย เป็นพืชที่ทดลองปลูกใหม่ ขณะนี้กำลังให้ผลผลิต เก็บเมล็ดพันธุ์ มีสัญญารับซื้อ กิโลกรัมละ 80,000 บาท ซึ่งมีการติดต่อผสมพันธุ์เช่นกัน ทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ลักษณะคล้ายกับการผสมของดอกพุทธรักษา ขณะนี้ ตนทดลองปลูกเพียงอย่างละ 100 ต้น เท่านั้น (เพศผู้-เมีย) กำลังเก็บเมล็ด

ต้นเทียน…จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุสั้น เป็นไม้พุ่ม สูง 25-75 เซนติเมตร มีลำต้นคล้ายลำเทียน มีลักษณะอวบน้ำ และโปร่งแสง คล้ายต้นกระสัง จึงเปราะหักง่าย ลำต้นมีผิวเรียบเป็นมัน มีทั้งสีเขียวอ่อนอมเหลือง และลำต้นที่เป็นสีออกแดงๆ หรือจุดสีแดงบริเวณโคนต้น ซึ่งความแตกต่างของสีลำต้น จะให้สีสันของดอกที่แตกต่างกัน เช่น ขาว ชมพู ม่วงอ่อน ม่วงเข้ม ส้ม แดง…ฯลฯ

บางต้นก็ออกดอก 2 สี หรือหลายๆ สี อยู่ในต้นเดียวกัน และบางดอก ก็มีกลีบ 2 สี หรือ 3 สี ผสมอยู่ในดอกเดียวกัน (ดอกลายด่าง) อันเกิดจากการผสมเกสรข้ามสี โดยแมลง หรือมนุษย์ ที่ส่งผลต่อการควบคุมของยีน

ต้นเทียน ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ดอกออกเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ตามซอกใบ มีกลีบดอกที่อ่อนนุ่ม บอบบาง มีทั้งกลีบดอกชั้นเดียว และกลีบดอกซ้อนกันหลายกลีบ เหมือนดอกกุหลาบ โคนกลีบล่างมีเดือยยื่นออกมา เป็นหลอดเล็กยาว ปลายโค้งขึ้น ดูงดงามเหมือนนกที่กำลังกางปีกโผบิน…

สำหรับการปลูกต้นเทียนที่นี่ เป็นการปลูกเอาเมล็ดส่งโรงงาน ที่เข้ามาส่งเสริม โดยราคารับซื้อประกันสัญญา กิโลกรัมละ 250 บาท ขึ้นไป โดยปีหนึ่งมีรายได้จากการขายเมล็ดพุทธรักษาแสนกว่าบาท และมีรายได้เพิ่มจากการปลูกดอกเทียนเก็บเมล็ดขายที่ทำมาติดต่อกัน 10 ปี รวมแล้วเฉลี่ยปีละ 120,000-150,000 บาท ทั้งนี้ โรงงานหรือบริษัทที่รับซื้อเป็นของประเทศญี่ปุ่นที่อยู่ในพื้นที่ให้การสนับสนุนและลงทุนให้ทุกอย่าง ตลอดจนเมล็ดพันธุ์

เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ ส่งขายจึงหักค่าใช้จ่ายกันภายหลัง เกษตรกรในพื้นที่ตำบลขมิ้นทั้งหมดที่ปลูกขณะนี้มีจำนวนเกือบ 100 ราย หรือมีเนื้อที่ประมาณ 50-60 ไร่ ซึ่งโรงงานจะกำหนดเนื้อที่ปลูก รายละไม่เกิน 2 งาน ทั้งนี้เนื่องจากเกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง เพราะพืชชนิดนี้ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่ของโรงงานบอก โดยเฉพาะสายพันธุ์ต้องเหมาะสมสำหรับพื้นที่ปลูก และที่นี่นิยมปลูกสายพันธุ์สีเหลืองและสีแดงเป็นส่วนใหญ่ สีอื่นไม่นิยมปลูก

ส่วนระยะเวลาการเพาะปลูกเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนของทุกปี และช่วงเดือนมกราคมจะตอนและผสมเกสร จากนั้นประมาณปลายเดือนมกราคมเกษตรกรเริ่มเก็บผลผลิตไปจนถึงเดือนมีนาคมก็หมด ส่วนราคารับซื้อเมล็ด พุทธรักษา กิโลกรัมละ 1,800 บาท เมล็ดดอกเทียน อยู่ที่ 250 บาท ต่อกิโลกรัม

สำหรับเมล็ดดอกเทียนแห้งที่โรงงานเดียวกันส่งเสริมและรับซื้อนั้น ขณะนี้โรงงานมีความต้องการอยู่มาก ซึ่งเกษตรกรเองก็หันมาปลูกและเพิ่มเนื้อที่ปลูกมากขึ้น ถึงแม้ว่าราคาจะไม่สูงนัก แต่การปลูกและดูแลรักษาง่าย เพียงรอให้เมล็ดแก่ จากนั้นนำไปแคะเปลือกเอาเมล็ดออกและตากแห้งบรรจุใส่ถุงส่งขายได้เลย โรงงานรับซื้อในกิโลกรัมละ 250 บาท

คุณชนาภา กล่าวว่า ขณะนี้ ทางโรงงานดังกล่าวได้นำพืชตัวใหม่มาลงให้เกษตรกรปลูก คือ ต้นแพงพวย โดยมีเงื่อนไขเพียงเกษตรกรดูแลและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่ออกมาแนะนำ ค่าใช้จ่ายและพันธุ์ ทางโรงงานออกทั้งหมด เกษตรกรเพียงมีหน้าที่ดูแล โดยทางโรงงานรับซื้อเมล็ดพันธุ์ กิโลกรัมละ 80,000 บาท ซึ่งขณะนี้ตนได้ไปอบรมและสามารถปลูกได้แล้ว จำนวน 100 ต้น และเก็บเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว แต่ยังไม่ครบตามสัญญา แพงพวยจึงเป็นพืชอีกตัวหนึ่งที่สร้างความฮือฮาให้เกษตรกรหันมาปลูกส่งโรงงานกันมาก

จะเห็นได้ว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลขมิ้นมีรายได้จากการปลูกพุทธรักษา ดอกเทียน และแพงพวย ส่งขายยังโรงงานกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรที่อยู่ที่นี่ หากสนใจเข้าร่วมโครงการ ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่โรงงานของญี่ปุ่นโดยตรง ที่ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร ทุกวัน หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณชนาภา ไกยะฝ่าย โทร. (098) 107-5086

กุหลาบสีรุ้ง…ดอกไม้งาม สร้างรายได้มั่นคงยั่งยืน

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

ไม้ดอกไม้ประดับ

กรองกาญจน์ ลือพักตร์

กุหลาบสีรุ้ง…ดอกไม้งาม สร้างรายได้มั่นคงยั่งยืน

กุหลาบสีรุ้ง ดอกไม้ที่มี 7 สี สวยงามเช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำในยามฝนตก เป็นแสงสีที่เกิดจากละอองฝนกับแสงแดดกระทบกัน กุหลาบสีรุ้งมีลักษณะเด่นตรงที่ดอกโต กลิ่นหอม มี 7 สี สีสันสวยงามแปลกตา และบานได้นานนับเดือน เป็นหนึ่งในดอกไม้สวยงามในหลายชนิด ที่ได้รับคัดเลือกให้นำมาจัดแสดงในงานไม้ดอกเชียงราย ครั้งที่ 11 ที่สวนตุงและโคม อำเภอเมืองเชียงราย ในช่วงที่ผ่านมา

ความสวยงามได้เชิญชวนให้ผู้ที่มาเที่ยวสนใจแวะเวียนเข้าชมและถ่ายภาพกันอย่างต่อเนื่อง ความสวยงามของดอกกุหลาบสีรุ้งจึงเหมาะที่จะเลือกใช้เป็นดอกไม้ที่มอบให้กันในวันแห่งความรัก และในโอกาสอื่นๆ

การปลูกและผลิตกุหลาบสีรุ้ง เป็นหนึ่งไม้ดอกจากหลายชนิดที่เป็นทางเลือกในการเสริมสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคงยั่งยืนของเกษตรกร เป็นหนึ่งทางเลือกสำหรับท่านที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ และเป็นหนึ่งทางเลือกที่ท่านจะมีดอกกุหลาบสีรุ้งใช้แทนใจในวันแห่งความรัก วันนี้จึงนำเรื่อง กุหลาบสีรุ้ง…ดอกไม้งาม สร้างรายได้มั่นคงยั่งยืน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณจำรัส แซ่จัง เกษตรกรผู้ปลูกและผลิตกุหลาบสีรุ้ง เล่าให้ฟังว่า การปลูกและผลิตดอกกุหลาบสีรุ้งนั้น ใช้เทคนิคไม่ยาก เพียงแต่ต้องคัดเลือกสายพันธุ์ต้นกุหลาบให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่จะปลูก ก่อนปลูกกุหลาบ ได้ค้นคว้าศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของกุหลาบ แต่ละพันธุ์ไม่จะเหมือนกัน จึงต้องพิจารณาเลือกให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ปลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธาตุอาหารในดิน ความเข้มของแสงแดด สภาพความชื้นในอากาศ หลังจากปลูกต้องปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาด้วยการใส่ปุ๋ยสูตรใดจึงจะเหมาะสมถูกต้อง และให้น้ำอย่างเพียงพอ จึงจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกุหลาบสีรุ้งได้ดี

ในแปลงปลูกได้คัดเลือกสายพันธุ์กุหลาบไว้ ประมาณ 10 สายพันธุ์ แต่ละพันธุ์เหมาะสมที่จะปลูกในเขตพื้นราบอำเภอแม่จัน รวมทั้งเขตหนาวบนภูเขาสูง จากนั้นจึงคัดแยกไปปลูก ซึ่งได้ปลูกทั้งในระยะชิด และระยะห่าง ซึ่งจะให้ผลผลิตที่ต่างกัน การปลูกระยะชิดได้ผลผลิตปริมาณมาก การปลูกระยะห่างจะได้ผลผลิตน้อย แต่ได้ดอกกุหลาบดี มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยมที่ตลาดต้องการซื้อ

การปลูกกุหลาบ ที่นิยมมี 2 วิธี คือ

ปลูกลงแปลง…เป็นการปลูกในเชิงการค้า วิธีปลูกได้เตรียมดิน แปลงปลูกด้วยการยกร่องสูง เตรียมต้นพันธุ์กุหลาบปลอดโรค ขุดหลุมปลูกกว้างยาวและลึก ด้านละ 1 ฟุต จะใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมด้วยก็ได้ จากนั้นนำต้นพันธุ์ลงปลูก เกลี่ยดินกลบ รดน้ำแต่พอชุ่ม

ปลูกในกระถาง…ให้เตรียมวัสดุปลูกที่ประกอบด้วย ดินร่วน 3 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน และขุยมะพร้าว 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ในกระถาง วางต้นพันธุ์ลงปลูก ใส่วัสดุปลูกให้เต็ม รดน้ำแต่พอชุ่ม

วิธีการปฏิบัติดูแลรักษา…หลังการปลูกทั้ง 2 วิธี ต้องคอยใส่ปุ๋ยตามสูตร ตามอัตราส่วนและตามระยะเวลา และให้น้ำอย่างพอเพียง คอยป้องกันกำจัดศัตรูกุหลาบไม่ให้เข้ามาทำความเสียหาย

กุหลาบ ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลาง และระบายน้ำได้ดี ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เดือนละ 1-2 ครั้ง ชอบน้ำปานกลาง จะให้น้ำ 5-7 วัน ต่อครั้ง ก็ได้ ที่สำคัญคือ กุหลาบชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน จึงจะทำให้เจริญเติบโตติดดอกได้ดี มีคุณภาพ

เทคนิควิธีการดูดสี…เป็นวิธีการเปลี่ยนสีของดอกกุหลาบจากสีเดิมให้เปลี่ยนเป็นสีใหม่ โดยจะใช้เวลาในการเปลี่ยนสีราว 24 ชั่วโมง หรืออาจนานกว่านี้เล็กน้อย ก็จะทำให้ได้ดอกกุหลาบสีรุ้งที่สวยงาม

“ผมชอบของแปลกใหม่ ก็ศึกษาเรื่อยมา เพราะทำอาชีพเกี่ยวกับดอกไม้ ปกติเขาให้ดอกไม้ดูดสี เขาใช้สีผสมอาหาร และมีสีเดียว ของผมใช้สีนาโน ที่เป็นอาหารกับพืชด้วย ทำได้ 7 สี อายุการใช้งานอยู่ได้นานเท่ากับอายุของดอกไม้ คาดว่าจะเปิดตัวจำหน่ายให้กับผู้สนใจปลายปีนี้ เมื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จะบอกวิธีการทำด้วย ปกติกุหลาบดอกละ 2 บาท ทำให้เป็น 7 สี แล้วขายได้ 400 บาท ถือว่าแปลก แต่จำนวนคนซื้อยังไม่มาก” คุณจำรัส บอก

คุณจำรัส เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ต้องมีการวางแผนการผลิต มีการจัดการปลูกและผลิตที่ดีเหมาะสม กำหนดระยะเวลาการติดดอกและเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับเวลาที่ตลาดต้องการ ควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิต ใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลง ได้กำไรเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับรายได้

ตลาด…ผลผลิตดอกกุหลาบสีรุ้ง หรือกุหลาบเปลี่ยนสี ที่เกิดจากดอกกุหลาบธรรมดาแล้วเปลี่ยนเป็นดอกกุหลาบที่ไม่ธรรมดาให้ได้ความแปลก ความสวยงามโดดเด่น ที่ตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี มีตลาดรองรับทั้งในจังหวัดเชียงราย จังหวัดใกล้เคียง กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าคนกลางจัดการส่งขายที่ตลาดต่างประเทศ เป็นไม้ดอกที่ทำให้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่องราวของ กุหลาบสีรุ้ง…ดอกไม้งาม สร้างรายได้มั่นคงยั่งยืน ได้กล่าวถึงการจัดการด้านการปลูกและผลิต การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา การใช้เทคนิคดูดสีเพื่อความแปลกและสวยงาม การลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อยกระดับรายได้สู่ความมั่นคง

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณจำรัส แซ่จัง เกษตรกรผู้ปลูกและผลิตกุหลาบสีรุ้ง เลขที่ 385 หมู่ที่ 3 ตำบลศรีคล้ำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โทร. (089) 700-9608

โพทะเล

Published กรกฎาคม 27, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

โพทะเล

โพทะเล เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดคือ ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม แต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมาย ดังนี้

ป้อมยุทธนาวี จังหวัดสมุทรปราการ แต่ครั้งโบราณมาเป็นเมืองหน้าด่าน มีป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานทางน้ำของข้าศึกศัตรูมาโดยตลอด มีอยู่ทั้งในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ และอำเภอพระประแดง มีจำนวนถึง 24 ป้อม

พระเจดีย์กลางน้ำ พระสมุทรเจดีย์ เป็นปูชนียสถานทางพุทธศาสนา ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระไตรปิฎกเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้สักการะกราบไหว้ องค์พระเจดีย์ลงมือสร้างในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ภายหลังที่ได้สร้างป้อมปืน ป้องกันการรุกรานทางน้ำขึ้น 6 ป้อม พอเข้ารัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ องค์พระสมุทรเจดีย์จึงสร้างเสร็จตามกระแสพระราชดำริ

ฟาร์มจระเข้ใหญ่ ฟาร์มจระเข้ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมาก

งามวิไลเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ มีเมืองโบราณที่จำลองโบราณสถานจากจังหวัดต่างๆ มาไว้ที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รู้จักกันทั่วโลก เช่นเดียวกับฟาร์มจระเข้

สงกรานต์พระประแดง ประเพณีสงกรานต์ที่พระประแดง เป็นประเพณีของชาวไทยรามัญ ในงานนี้จะมีการแห่นก แห่ปลา เล่นน้ำสงกรานต์ ในช่วงกลางคืนจะมีการเล่นสะบ้า (บ่อนสะบ้า) ของชายหนุ่ม หญิงสาวชาวรามัญ ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ จะพากันมาเที่ยวและร่วมสนุกกันเป็นจำนวนมาก

ปลาสลิดแห้งรสดี ปลาสลิดแห้ง เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของชาวบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ใครที่มาเยี่ยมเยือนสมุทรปราการ จะต้องมีของฝาก เช่น ขนมจากปากน้ำ และที่ขาดไม่ได้คือ ปลาสลิดแห้ง จะมีรสกลมกล่อมไม่เค็มเกินไป ทำจากปลาสลิดสดที่เลี้ยงกันในท้องที่อำเภอบางบ่อ และบางพลี

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีของชาวบางพลี สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสมุทรปราการ ไม่แพ้สงกรานต์พระประแดง จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 และขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 จะจัดขึ้นก่อนออกพรรษา 1 วัน บริเวณลำคลองสำโรง หน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี จะมีขบวนเรือแห่หลวงพ่อโตจำลอง และขบวนเรือที่หมู่บ้านต่างตกแต่งเข้าประกวดกันอย่างสวยงาม

ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ เป็นแหล่งของอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งที่มีประชาชนทั่วประเทศเลื่อนไหลเข้ามาประกอบอาชีพในจังหวัดสมุทรปราการ และยังเป็นจังหวัดที่ส่งภาษีอากรให้แก่รัฐบาลได้เป็นจำนวนมาก สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวปากน้ำหรือชาวสมุทรปราการเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นโพทะเล” ต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับต้นโพทะเล

ชื่ออื่น : ปอกะหมัดไพร ปอมัดไซ บากู

ชื่อสามัญ : Yellow Mallow Tree, Umbrella Tree, Coast Cotton Tree, Portia Tree Indian Tulip Tree, Pacific Rosewood, Seaside Mahoe

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thespesia populnea (L.) Sol.ex Correa

ชื่อวงศ์ : MALVACEAE

ถิ่นกำเนิด : ตามป่าชายเลน พบมากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป :

โพทะเล เป็นพืชสกุลเดียวกับปอทะเล ไม้ยืนต้นบนรอยต่อของชายฝั่ง ระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แหล่งอาศัยเป็นแบบเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ จะเบ่งบานตอนสายๆ ล่วงบ่ายถึงเย็นจะกลายเป็นสีชมพูอมม่วงแล้วจึงหลุดร่วงไป แต่ดอกโพทะเลไม่มีวงกลมสีแดงภายในดอกแบบเดียวกับปอทะเล ต้นโพทะเลมีเขตการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง สามารถพบได้ทั้งในแอฟริกา อินเดีย ศรีลังกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ รวมไปถึงภูมิภาคมาเลเซีย และในหมู่เกาะแปซิฟิก สำหรับในประเทศไทยนั้น สามารถพบได้ตามชายฝั่งทะเลทั่วไป ดอกของโพทะเลเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราชในศรีลังกา โดยขบวนการสุริยามัลใช้ดอกนี้แทนดอกป๊อปปี้ในวันรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 1

คำว่า โพทะเล พาเข้าใจว่า ต้นโพที่อยู่ใกล้ทะเล อยู่ใกล้ทะเลน่าจะใช่ แต่ไม่ใช่ต้นโพธิ์ที่เป็นต้นไม้กลุ่มเดียวกับต้นไทร ซึ่งมักเรียกติดปากกันว่า ร่มโพธิ์ร่มไทร ถึงแม้ว่าจะพบเห็นทั่วๆ ไปว่ามีการเขียนเป็นโพธิ์ทะเลเหมือนกัน (โพธิ์และไทรอยู่ในสกุล Ficus วงศ์ Mora) ส่วนโพทะเล อยู่ในสกุล Thespesia วงศ์ Malvceae)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 8-12 เมตร ลำต้นโค้งและแตกกิ่งในระดับต่ำ ทรงเรือนยอดแผ่กว้างและค่อนข้างหนาทึบ เปลือกเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาล มีลักษณะเรียบหรือขรุขระ มีรอยแตกตามยาวเป็นร่อง

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบกว้างแหลมยาวถึงเรียวแหลม ส่วนฐานใบเว้าลึก ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีลักษณะเกลี้ยงและเป็นมัน ส่วนท้องใบเป็นสีเทาแกมสีน้ำตาลและมีเกล็ด

ดอก ออกดอกตามง่ามใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ตามซอกใบ ส่วนก้านดอกอ้วนสั้นและมีเกล็ด ดอกมีริ้วประดับ 3 แฉก ร่วงได้ง่าย มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบๆ และมีเกล็ด ส่วนวงกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยไม่มีแฉก ลักษณะคล้ายแผ่นหนังไม่หลุดร่วง ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลือง ลักษณะเป็นรูปไข่ ส่วนโคนกลีบติดกันเป็นรูประฆังและมีจุดสีแดงเข้มอมสีน้ำตาลแต้มอยู่ที่โคนกลีบดอกด้านใน โดยดอกจะบานเต็มที่ภายในวันเดียวแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูแกมสีม่วงอ่อน และเหี่ยวอยู่บนต้น ก่อนที่จะร่วงหล่นในวันถัดมา ส่วนหลอดเกสรตัวผู้ เป็นสีเหลืองจางๆ และมีอับเรณูติดอยู่ตลอดความยาวของหลอด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนตุลาคม (บางตำราบอกออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน)

ผล ลักษณะกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 2-3 เซนติเมตร มีสันตื้นๆ 5 สัน น้ำยางสีเหลือง ผลอ่อนสีเขียวอ่อน พอแก่เป็นสีเขียวเข้ม เปลือกผลแข็ง เมื่อผลแก่จะแห้งแตกไม่มีทิศทาง ไม่ร่วงหล่นและติดอยู่บนต้น ผลแก่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายน

เมล็ด มีเมล็ด 4 เมล็ด ในแต่ละช่อง ลักษณะของเมล็ดยาวรีคล้ายเส้นไหมเป็นสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างแบน ยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด เติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิดที่มีความชุ่มชื้น และจะพบได้มากในที่ดอนหรือตามชายฝั่งทะเล และตามริมแม่น้ำ ที่เป็นดินร่วนปนทราย

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ราก ใช้กินเป็นยาบำรุง เป็นยารักษาไข้ ยาขับปัสสาวะ และเป็นยาระบาย

ดอก ใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บหู

เปลือก ใช้เป็นยาทำให้อาเจียน บ้างก็ว่าน้ำต้มจากเปลือกก็นำมาใช้ชะล้างแผลเรื้อรังได้เช่นกัน

เมือก ที่ได้จากการนำส่วนของเปลือกสดมาแช่น้ำ ใช้สำหรับรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร

ใบ ใช้ทำเป็นผงยาสำหรับใส่รักษาแผลเรื้อรั้ง แผลสด และช่วยทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น

ผลและใบ ใช้ตำพอกแก้หิด

ข้อควรระวัง น้ำมันที่ได้จากเมล็ด ยางจากต้น และยางจากเปลือก หากเข้าตา อาจทำให้ตาบอดได้ ดังนั้น ควรระมัดระวัง

ประโยชน์อื่น :

เนื้อไม้ มีคุณสมบัติคงทน แข็งแรง ทนปลวก เนื้อไม้เหนียว ไสกบตกแต่งได้ง่าย และขัดชักเงาได้เป็นอย่างดี มีสีแดงเข้ม ดูสวยงาม จึงสามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำเครื่องดนตรี หรือทำเครื่องเรือน ใช้ทำกระดานพื้น เครื่องกลึง ด้ามเครื่องมือ ทำไม้คิวบิลเลียด พานท้ายปืน รางปืน ทำพายแจวเรือกรรเชียง ใช้ทำเป็นถ้วยชามใส่อาหาร เนื่องจากไม่มีกลิ่น

เปลือก สามารถนำมาใช้ตอกหมันเรือ ใช้ทำเชือก และสายยกยอ

“รัศมีโชติ” เฟินสวย ของคนรักเฟิน

Published กรกฎาคม 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05033150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“รัศมีโชติ” เฟินสวย ของคนรักเฟิน

เฟิน ถือเป็นไม้ใบประดับที่มีความสวยงามเฉพาะตัวอีกชนิดหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจเพาะเลี้ยงกันโดยทั่วไป โดยรูปแบบหนึ่งที่เห็นกันมากคือ การนำมาปลูกลงกระถางเพื่อตั้งประดับตกแต่งบ้านพักอาศัย อาคารสถานที่ โดยเฟินกระถางที่นิยมนั้น เช่น สกุลก้านดำ สกุลข้าหลวง สกุลใบมะขาม สกุลกูดดอย เป็นต้น

แต่ในวันนี้ ประเทศไทยได้มีเฟินชนิดใหม่ ที่น่าสนใจ และมีความสวยงามอย่างมาก นั่นคือ เฟินรัศมีโชติ เฟินลูกผสมพันธุ์ใหม่ ที่เกิดจากฝีมือของคนไทย

“ปัจจุบันนี้ หากเปรียบเทียบแล้ว สายพันธุ์ของเฟินประดับที่ปลูกเลี้ยงในกระถางได้สำหรับประเทศไทยนั้นยังมีน้อยอยู่ และนั่นเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้ อาจารย์หม่อมหลวงจารุพันธ์ ทองแถม ได้วิจัยปรับปรุงพันธุ์เฟินพันธุ์ใหม่ชนิดนี้ขึ้นมา”

ดร. ทัศไนย จารุวัฒนนันธ์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำให้เกิด เฟินรัศมีโชติ

เฟินรัศมีโชติ จัดเป็นเฟินที่มีการเจริญเติบโตโดยระบบราก จะหาอาหารอยู่ในดิน จัดเป็นเฟินขนาดปานกลาง ลำต้นชูตั้งตรง ทำให้ดูคล้ายต้นไม้ขนาดเล็ก

“เฟินรัศมีโชติ” เป็นเฟินลูกผสมพันธุ์ใหม่ล่าสุดของมูลนิธิโครงการหลวง และภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี อาจารย์หม่อมหลวงจารุพันธ์ ทองแถม หัวหน้าโครงการพัฒนา และส่งเสริมการปลูกเฟินตัดใบและเฟินกระถาง มูลนิธิโครงการหลวง เป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ จนได้เฟินสวยชนิดนี้ขึ้นมา

เฟินรัศมีโชติ ได้รับพระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่งจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตามพระนามของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

เฟินรัศมีโชติ เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมเด่น ในรอบ 72 ปี ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้นำมาจัดแสดงไว้ในงานเกษตรแฟร์ 2558 ที่ผ่านมา

เฟินลูกผสมใหม่นี้ มาจากงานทดลองผสมข้ามชนิด ระหว่าง กูดดอยนิวคาลิโดเนีย (New Caledonia Dwarf tree fern : Blenchnum giibbm) กับ กูดดอยบราซิล (Brazilian tree fern : Blechnum braziliense Desv.)

สำหรับกูดดอยทั้ง 2 ชนิดนี้ อาจารย์หม่อมหลวงจารุพันธ์ ได้เคยให้ข้อมูลไว้ว่า สำหรับกูดดอยนิวคาลิโดเนีย มีการเจริญเติบโตดี จึงเหมาะแก่การปลูกในภาชนะขนาดใหญ่ มีใบเป็นสองแบบ โดยใบย่อยที่สร้างอับสปอร์จะมีขนาดเล็ก ใบย่อยแคบกว่าใบที่ไม่สร้างอับสปอร์อย่างเด่นชัด

ส่วน กูดดอยบราซิล เป็นเฟินที่เมื่อมีอายุมากการพัฒนาลำต้นจะสั้นแต่กว้างอย่างเห็นเด่นชัด โดยมีขนสีดำหรือน้ำตาลปนดำปกคลุมยอดแผ่กว้าง ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ใบเรียงตัวกันจนดูเป็นรูปแจกันหรือตะกร้า ก้านใบอ้วน แต่เปราะหักง่าย ใบที่สร้างอับสปอร์และใบที่ไม่สร้างอับสปอร์ดูคล้ายกัน เฟินชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์อยู่ในกัวเตมาลา เอกวาดอร์ เปรู และบราซิล

ทั้งนี้ เฟินสกุลกูดดอย (Blechnum) อยู่ในวงศ์ (Family) Blechnaceae พบทั่วโลก โดยมีกว่า 200 ชนิด

ทั้งนี้ กูดดอยบราซิล เป็นหนึ่งในเฟินประดับที่ทางโครงการได้ส่งเสริมให้ชาวเขาภายในโครงการหลวงปลูกจำหน่าย

ดร. ทัศไนย กล่าวว่า ในการผสมนั้น ได้มีการเก็บสปอร์จากต้นแก่ที่สมบูรณ์ อายุประมาณ 5 ปี มาเพาะแบบจับคู่ผสม โดยใช้ พีทมอสส์ เป็นวัสดุภายในพลาสติกใสปิดผนึกกันอากาศ เข้า-ออก ได้แสงสว่าง 15-20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอุณหภูมิระหว่างเพาะ อยู่ในช่วง 15-18 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางคืน และ 25-27 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวัน

ลักษณะเด่นของเฟินรัศมีโชติ จากการเปรียบเทียบลักษณะทางสัณฐานวิทยาของกูดดอย 3 ชนิด ที่อายุ 2 ปี พบว่า เฟินรัศมีโชติ มีความสูงของลำต้น ใกล้เคียงกับกูดดอยคาลิโดเนีย แต่ให้ความสูง (Stern height) และความกว้าง (stem vigor)

โดยเฉพาะลักษณะลำต้นนั้น เฟินรัศมีโชติ มีความใหญ่กว่า ทั้งกูดดอยนิวคาลิโดเนีย และกูดดอยบราซิล ที่เป็นต้นพ่อแม่ อย่างเด่นชัด

ในด้านจำนวนใบ ความกว้างทรงพุ่ม และความยาวใบ พบว่า เฟินพันธุ์รัศมีโชติ ให้ค่ากึ่งกลางระหว่างต้น ที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ จำนวนใบย่อยของเฟินพันธุ์รัศมีโชติ อยู่ที่ 40 คู่ นับว่าใกล้เคียงกับพ่อแม่พันธุ์

ทั้งนี้ การเรียงตัวของใบย่อยในเฟินรัศมีโชติจะคล้ายกูดดอยบราซิล แต่การเรียงตัวของใบย่อยจะแน่นคล้ายกูดดอยคาลิโดเนีย ซึ่งดูงดงาม เป็นสง่า

เช่นเดียวกับลำต้น และก้านใบ มีขน (scale) สีดำ ขึ้นปกคลุม ทำให้ดูเก่าแก่แปลกตา คล้ายต้นเฟินโบราณ

นอกจากนี้ ก้านใบมีขนาดใหญ่ เหนียว และแข็งแรง

มีการเจริญเติบโตโดยรวมดีกว่าทั้งต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์

ดร. ทัศไนย กล่าวอีกว่า แต่ที่น่าสนใจ และถือว่าเป็นสีสันสำหรับเฟินรัศมีโชติ คือ ในขณะที่ต้นอ่อนเมื่อเติบโตขึ้นให้สีใบอ่อน ต่างกันเป็น 3 พันธุ์ คือ

หนึ่ง พันธุ์ที่มียอดสีชมพู

สอง พันธุ์ที่มียอดสีแดง

สาม พันธุ์ที่มียอดสีเขียว

จากลักษณะสีใบอ่อนดังกล่าว จึงนับเป็นอีกลูกเล่นหนึ่งที่ช่วยสร้างความสวยงาม เรียกว่าให้คุณค่าความหลากหลายแก่ต้นลูกผสม ซึ่งจะเป็นไม้ใบประดับที่มีอนาคตสดใส

ในส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของต้น อยู่ที่ประมาณ 6.5 เซนติเมตร สูงเฉลี่ย 35 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 1 เมตร

การขยายพันธุ์ เพาะเนื้อเยื่อ ชอบดินร่วน ความชื้นพอเหมาะ อากาศค่อนข้างเย็น แสงแดดเต็มวัน

พร้อมกันนี้ ดร. ทัศไนย ยังให้ข้อมูลอีกว่า แม้ผลการตรวจลายพิมพ์ ดีเอ็นเอ ของเฟินรัศโชติจะยังไม่เสร็จ แต่จากการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเฟินรัศมีโชติ แสดงให้เห็นว่า เฟินชนิดใหม่นี้ขยายพันธุ์ต่อโดยการเพาะสปอร์หรือทำการผสมได้ โดยวิธีการใช้เพศ

“ด้วยเหตุนี้ นับได้ว่าเป็นลูกผสมที่แท้ได้ และการพิสูจน์ลูกผสมทางอ้อมอีกวิธีที่นิยมปฏิบัติคือ การเปรียบเทียบลูกผสมที่สงสัยกับลักษณะทางสัณฐานวิทยาของพ่อแม่ โดยดูลักษณะที่อยู่ก่ำกึ่งระหว่างลักษณะพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งจะช่วยยืนยันได้เช่นกัน”

สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ เฟินรัศมีโชติใช้ประโยชน์ได้ 3 ประการ คือ ปักแจกันสดและแห้ง เป็นไม้กระถาง และเหมาะเป็นไม้จัดสวน

ปัจจุบัน แหล่งผลิตเฟินรัศมีโชติที่สำคัญของโครงการหลวง คือ สถานีวิจัยดอยปุย และสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

โดยขณะนี้โครงการหลวงได้เร่งผลิตเพื่อจำหน่ายให้เพียงพอแก่ความต้องการ และคาดว่าในอนาคตจะเป็นพันธุ์ไม้ สำคัญที่สามารถส่งออกต่างประเทศ

เฟินรัศมีโชติ จึงนับเป็นอีกหนึ่งความงามของพันธุ์ไม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เตือน อย่าซื้อ “เมล็ดพันธุ์” เก่าเก็บ

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ไทยถือเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน แต่ละปีมีการผลิตและส่งออกค่อนข้างสูง โดยปี 2557 ประเทศไทย มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ควบคุม 33 ชนิด จำนวน 33,440.72 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,464.74 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ข้าวโพดหวาน ฟักทอง แตงโม และผักบุ้งจีน เป็นต้น ซึ่งปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันไทยก็มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ด้วย โดยปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้า รวม 3,835.91 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 689.58 ล้านบาท

ปัจจุบัน เกษตรกรในประเทศมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจและการค้าเมล็ดพันธุ์มีการแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีโอกาสที่เมล็ดพันธุ์เก่าเก็บและเสื่อมคุณภาพตกค้างอยู่ในท้องตลาดจำนวนมาก หากเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพไปปลูก อาจมีเปอร์เซ็นต์งอกต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ทำให้เกษตรกรสูญเสียค่าใช้จ่าย และได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าการลงทุน

“ดังนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องพึงระวังในการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ไปใช้ เบื้องต้นควรเช็กสภาพร้านค้าที่จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ว่า มีการจัดเก็บและจัดวางสินค้าดีหรือไม่ โดยร้านต้องสะอาด จัดเรียงสินค้าเป็นระเบียบในตู้ที่แห้ง เย็น ไม่โดนแดด และมีอากาศถ่ายเท บรรจุภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพดี มีฉลากระบุชัดเจน ไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่แบ่งขาย และซื้อในปริมาณเท่าที่ต้องการใช้ ทั้งยังควรซื้อสินค้าใหม่และมีอายุการผลิตสั้น โดยสังเกตจากวันเดือนปีที่ผลิต และวันหมดอายุที่ระบุไว้บนภาชนะบรรจุ หากผลิตเกิน 1 ปี มีความเสี่ยงที่เมล็ดพันธุ์จะเสื่อมคุณภาพค่อนข้างสูง” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

คุณอนันต์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร จำนวน 925 ราย ขณะที่มีร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขึ้นทะเบียนไว้ จำนวน 23,834 ร้าน ทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกซื้อจากร้านค้าที่เชื่อถือได้ เช่น ร้าน Q Shop อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์จากร้านค้ามาตรวจวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับทันทีหากพบสินค้าเสื่อมคุณภาพ หรือไม่ได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองเกษตรกรให้ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดี

โดย ถ้าตรวจพบว่า ผู้ใดรวบรวม จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ปลอมปน ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีตรวจพบว่า มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควรใส่ใจในเรื่องคุณภาพเมล็ดพันธุ์มากยิ่งขึ้น โดยควรทราบระยะเวลาที่เมล็ดพันธุ์ของตนเองเสื่อมคุณภาพ หรือระยะเวลาที่เปอร์เซ็นต์งอกต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อจะได้กำหนดวันหมดอายุได้ถูกต้อง นอกจากนั้น ควรมีการเรียกคืนสินค้าที่หมดอายุด้วย ไม่ใช่ปัดภาระรับผิดชอบให้แก่ร้านจำหน่ายเพียงฝ่ายเดียว” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

%d bloggers like this: