ไผ่

All posts tagged ไผ่

ตัดไผ่ข้าวหลาม-รายได้เป็นหมื่น

Published ธันวาคม 23, 2012 by SoClaimon

ตัดไผ่ข้าวหลาม-รายได้เป็นหมื่น

ตัดไผ่ข้าวหลาม-รายได้เป็นหมื่น

ใช้เวลายามว่างจากทำนา-ทำไร่ ตัดไผ่ข้าวหลามฯ รายได้เป็นหมื่น : โดย…บุญชู ศรีไตรภพ

                          ทุกวันหลังจากว่างเว้นจากการทำนาทำไร่ หากใครผ่านไปหมู่บ้านสีแดงในอดีต “บ้านเลิง” หมู่ 2 ต.ห้วยบ่อซืน อ.ปากชม จ.เลย จะเห็น “ขันตี สุโขยะชัย” วัย 43 ปี และเพื่อนอีก 5 คน ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า มุ่งหน้าสู่ป่า และตามไร่นา โดยมุ่งไปตัดไม้ไผ่ข้าวหลามกาบแดง แล้วนำมามัดมารวมกองไว้ริมถนน เพื่อเตรียมส่งตลาด แม้จะเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย แต่ทำรายได้ให้พวกเขาถึงเดือนเป็นหมื่นบาท สามารถนำรายได้เสริมนี้เลี้ยงครอบครัวเป็นอย่างดี

ขันตี บอกว่า ปกติทำนาทำไร่เหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่หลังจากทำนาทำไร่แล้วจะมีเวลาว่าง จึงคิดว่าในป่ายังมีไม้ไผ่ข้าวหลามกาบแดงที่ขึ้นตามธรรมชาติ ที่ราบเชิงเขา ภูเขา ป่า หัวไร่ปลายนา มีลักษณะเนื้อเยื่อเหนียวจะไม่ติดมือ เนื่องจากเปลือกของไผ่บาง ลำเล็กสวยงาม ปลอกง่าย และมีกลิ่นหอมด้วย ซึ่งไม้ไผ่ชนิดนี้สามารถนำไปทำเป็นบั้งข้าวหลาม จึงลองไปตัดมาขาย จากนั้นนำมามัด มัดละ 25 บั้ง ส่งขายในราคามัดละ 50 บาท ตามออเดอร์ของพ่อค้าสั่งมา โดยมีตลาดที่สำคัญในภาคอีสาน อาทิ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพื่อนำไปทำเป็นบั้งข้าวหลาม

ตอนแรก ขันตี บอกว่า เคยเข้าไปตัดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ทำอย่างไรได้ในต่อเมื่อธรรมชาติของคนต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อประทังชีวิตและครอบครัวให้อยู่รอดไปวันๆ อย่างบ้านเลิงเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกล จึงไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาสนับสนุนส่งเสริมด้านอาชีพ ชาวบ้านช่วยตนเองในการทำมาหากิน พอตัดไปก็เลยถูกจับ 2 ครั้ง จึงเลิกตัดในป่าสงวน แต่ข้อดีของไผ่ชนิดนี้คือ เมื่อตัดแล้วจะมีหน่อใหม่ขึ้นมาทดแทน สามารถตัดในต้นเดิมได้อีก หมุนเวียนไปมา จึงไม่มีปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ที่จริงพื้นที่อื่นๆ ก็มีไผ่ชนิดนี้ แต่ชาวบ้านไม่สนใจ เพราะเขามีอาชีพอื่นที่ดีกว่า

“ที่บ้านเลิง อดีตเป็นพื้นที่สีแดง แม้ชาวบ้านกว่า 180 ครัวเรือน ที่เคยปักหลักในพื้นที่ทำกินตรงนี้มาหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ที่ทำกินยังไม่มีเอกสารสิทธิทำกินใดๆ เว้นแต่เอกสาร ทบ.5 เท่านั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บางคนปลูกมันสำปะหลัง บางคนหันมาปลูกยางพารา และข้าวโพดบ้าง ส่วนผมมีที่ไม่มากนัก พอมีเวลาว่างก็ไปตัดไม้ไผ่ข้าวหลามกาบแดงขาย ใช้เวลาประมาณ 5 วัน จะได้ไม้ไผ่ข้าวหลามกาบแดง 5,000 บั้ง หรือเดือนละ 4-5 ครั้ง ทำให้ผมรายได้อย่างน้อยเดือนละ 5,000-10,000 บาท” ขันตี กล่าว

ด้าน อารีพร จักรโนวัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยพิชัย อ.ปากชม บอกว่า การประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการตัดไม้ทำลายป่านั้น ในพื้นที่รับผิดชอบนั้น ได้ห้ามไว้ว่า อย่าบุกรุกแผ้วถางป่าผืนใหม่และห้ามเข้าไปตัดไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงสนับสนุนให้ชาวบ้านรวมตัวกลุ่มอาชีพ จากนั้นได้จัดวิทยากรมาสอนมาฝึกให้มีฝีมือมีความรู้และประสบการณ์แก่เกษตรกรและชาวบ้าน ประกอบอาชีพ อาชีพเสริม ทั้งอุตสาหกรรมในครัวเรือน จักสาน ตะกร้า กระเช้า กระด้ง หวดนึ่งข้าว อุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เพื่อนำไปจำหน่ายสร้างรายได้ แต่จะใช้ไม้ที่แก่และเสื่อมโทรม นอกจากนั้นมีการส่งเสริมการปลูกป่า สร้างผืนป่าและฟื้นฟูสภาพป่าอีกด้วย

———————

(ใช้เวลายามว่างจากทำนา-ทำไร่ ตัดไผ่ข้าวหลามฯ รายได้เป็นหมื่น : โดย…บุญชู ศรีไตรภพ)

อนุรักษ์ไผ่เลี้ยงหนอนสร้างรายได้ – ทิศทางเกษตร

Published ตุลาคม 21, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/161605

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

“ที่หมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านดอยผักกูดอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนหมู่บ้านในโครงการหมู่บ้านยามชายแดน ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรและประโยชน์ในด้านความมั่นคงของประเทศชาติ” ที่กองทัพภาคที่ 3 โดยกองพลพัฒนาที่ 3 ได้สนองแนวพระราชดำริเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านเมืองแพม หมู่ที่ 5 ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมา

หมู่บ้านแห่งนี้มีสภาพเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และเป็นที่ราบระหว่างหุบเขาของฝั่งลำห้วย เป็นต้นน้ำของแม่น้ำลาง ซึ่งจะไหลผ่าน บ้านแอโก๋ และอำเภอปาย มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,423 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด ประมาณ 1,865 เมตร ราษฎรในหมู่บ้านมีการประกอบอาชีพด้านการเกษตรเป็นหลักเช่นการปลูกพืชผัก ทำนาข้าวแบบขั้นบันไดและเลี้ยงสัตว์ โดยมีอาชีพเสริมด้วยการเพาะเลี้ยงหนอนไม้ไผ่แบบอิงอาศัยธรรมชาติ คืออนุรักษ์ดูแลไม้ไผ่ในหมู่บ้านเพื่อให้หนอนผีเสื้อมาวางไข่รอเจริญเติบโตแล้วจับมาจำหน่าย

หนอนไม้ไผ่ หรือ หนอนเยื่อไผ่ เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง เป็นแมลงที่กินได้ มีเรียกกันหลายชื่อแล้วแต่พื้นที่ เช่น หนอนกินเยื่อไผ่ หนอนผีเสื้อเจาะไผ่  ชาวบ้านทางภาคเหนือเรียก แน้ แมะ หรือแด้ หรือด้วงไม้ไผ่ หรือรถด่วน  อีก้อเรียกฮาโบลัว  กะเหรี่ยงเรียกคลีเคล้ะ พม่าเรียกวาโป้ว และจีนฮ่อเรียกจูซุง มีถิ่นที่อยู่อาศัยพบกระจายอยู่ในป่า

เมือปี 2537 นักวิจัยของสำนักงานวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้ ได้ทำการวิจัยหนอนไม้ไผ่ และพบว่าสามารถเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้ในปี พ.ศ.2539 โดยชนิดไม้ไผ่ที่สามารถใช้เลี้ยงมี 11 ชนิด ได้แก่ ไผ่ซางนวล ไผ่ซางดอย ไผ่ซางดำ หรือ ไผ่สีทอง ไผ่หก ไผ่ตง ไผ่โปก ไผ่บง หรือไผ่บงป่า ไผ่บงบ้านหรือไผ่บงคาย ไผ่ไร่ลอ ไผ่หนาม และไผ่ลวก

แต่ที่หมู่บ้านยามชาย แดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านดอยผักกูดอาศัยธรรมชาติในการเพาะเลี้ยงเป็นหลัก คือชาวบ้านจะช่วยกันดูแลกอไผ่ในพื้นที่ไม่ตัดทำลาย หรือหากจะตัดมาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น ทำล้าน เพื่อการใช้สอยก็จะตัดเอาต้นที่มีหนอนไม้ไผ่เจริญเติบโตแล้ว คือ ตัดครั้งเดียวได้ประโยชน์สองทาง

ปัจจุบันการบริโภคหนอนเยื่อไผ่เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตจังหวัดภาคเหนือ ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อร่างกายมีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ จึงจัดได้ว่าเป็นแมลงเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับประชาชนในภูมิภาคนี้และมีการส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้อีกด้วยหนอนไม้ไผ่มีวงจรชีวิตเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ไข่ หนอน ดักแด้ และผีเสื้อกลางคืน เมื่อพ่อพันธ์ุและแม่พันธุ์ของผีเสื้อกลางคืนผสมพันธ์ุกัน แม่ผีเสื้อจะวางไข่บนผิวหน่อไม้ซึ่งการผสมพันธ์ุและวางไข่จะเกิดในเวลากลางคืนช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน โดยไข่จะถูกวางเรียงเป็นแพ มีสีขาวขุ่น

หลังจากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนสีน้ำตาลใส ตัวอ่อนจะเข้าไปตามผิวของหน่อไผ่และเจาะผิวไผ่ตรงบริเวณเนื้อไม้ที่มีความอ่อน แล้วเข้าไปอาศัยอยู่ภายในลำไผ่นั้น จากนั้นจะเจาะรูออกขนาดกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร สำหรับให้ตัวเต็มวัยที่เป็นผีเสื้อกลางคืนออกมาจากลำไผ่ได้

ในระหว่างที่หนอนอยู่ภายในลำไผ่เป็นระยะเวลา 10 เดือน หนอนจะกินเยื่อไม้ไผ่อ่อนเป็นอาหาร โดยหนอนเหล่านั้นจะเจาะรูที่ข้อไผ่ทะลุขึ้นทีละข้อ ข้อละรูเพื่อขึ้นไปกินเยื่อไผ่และเนื้อไผ่อ่อนโดยจะกินจากปล้องล่าง ๆ ขึ้นไปสู่ปล่องบนประมาณเดือนตุลาคมหนอนเหล่านั้นจะลงมาอยู่รวมกันที่โคนไผ่เหนือปล้องที่เจาะรูไว้สำหรับเป็นทางออก จะหยุดกินอาหารและหยุดการเจริญเติบโตเพื่อเข้าสู่ระยะดักแด้ ช่วงระหว่างนี้จึงเหมาะที่จะตัดไผ่นั้นมาเพื่อเอาหนอน ขณะที่ลำไผ่ที่เหลือก็โตพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ที่ต้องการต่อไปได้เป็นอย่างดี.

ใยไผ่ขัดผิว..บ้านปากกราน โอทอปไทย..หนึ่งเดียวในโลก

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/282382

10 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_282382

ไผ่…เป็นไม้พุ่มที่มีหลากหลายชนิด และหลายสกุล อยู่ในวงศ์หญ้า Poaceae เป็นไม้ไม่ผลัดใบใน ขึ้นเป็นกอ ลำต้นเป็นปล้องๆ เช่น ไผ่จีน, ไผ่ป่า, ไผ่สีสุก, ไผ่ไร่, ไผ่ดำ ฯลฯ

หน่อไม้ คือ ผลผลิตจากไผ่ที่สำคัญ ซึ่งเป็นอาหารของคนไทย…นิยมบริโภคกันมาก ส่วนเยื่อไผ่ ซึ่งอยู่ด้านในก็ยังกลายเป็นอาหารของหนอนผีเสื้อกลางคืน และกลายมาเป็น “รถด่วน” ให้มนุษย์ได้เปิบอย่างเอร็ดอร่อย แถมมีวิตามินมากอีกด้วย…

ปรีชา เวชประสิทธิ์ปรีชา เวชประสิทธิ์

ไม้ไผ่…ยังมีคุณสมบัติพิเศษทั้งด้านความแข็งแรง และยืดหยุ่นที่เหนือกว่าวัสดุสังเคราะห์หลายชนิด สามารถใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้หลายประเภท เช่น ทำฝายชะลอน้ำ, นั่งร้านก่อสร้าง, บันได และยังมีส่วนสำคัญอีกคือ ใยไผ่ หรือเปลือกด้านนอก ซึ่งมีผู้คิดค้นนำมาใช้ประโยชน์ทำเป็น…ใยไผ่ฟองน้ำขัดผิว

นายปรีชา  เวชประสิทธิ์ อายุ 50 ปี ประธาน กลุ่มเกษตรกรบ้านคลองปากกราน ต.ปากกราน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา บอกถึงที่มาที่ไปของ ผลิตภัณฑ์ใยไผ่ขัดผิว ว่า…เดิมทีเคยเป็นศิลปินวาดภาพจำหน่ายมีร้านอยู่ในห้างดังย่านปทุมวัน ต่อมาจึงเบื่อหน่ายแล้วหันเหชีวิตกลับมาอยู่ บ้านคลองปากกราน แล้ว ยึดอาชีพเกษตรกร โดยการ ปลูกพืชหลากชนิดออกจำหน่าย โดยเฉพาะในกลุ่ม ผักไฮโดโปร์นิกส์ และนำชาวบ้านมารวมกลุ่มกัน ปลูกก่อนนำออกจำหน่าย แต่ปรากฏว่า เนื่องจากความไม่ชำนาญ รวมทั้งไม่มีความรู้ด้านการตลาด จึงล้มเหลว เสียเงินที่สะสมไปจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว…

ขั้นตอนการทำใยไผ่ขัดผิว.ขั้นตอนการทำใยไผ่ขัดผิว.

“…ต่อมาพบว่าในพื้นที่มี ต้นไผ่จำนวนมาก จึงฉุกคิดเรื่องของความคม…ของใยไผ่ที่หมอตำแย ยังใช้ตัดสายสะดือเด็กแรกเกิดได้ จึงทดลองนำมา ทำเป็นใยไผ่ขัดผิว ช่วงแรกมีปัญหาในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือที่จะตัดใยไผ่ออกมาจากกระบอกไผ่จึงไปหาความรู้จากชาวบ้าน แล้ว นำมามัดรวมกันแบบธรรมดาเหมือนแบบลูกบวบแห้งๆ โดยขั้นตอนการทำเริ่มจาก

นำไม้ไผ่…มาขูดเอาเยื่อออกให้เหลือประมาณ 1 ใน 3 ของผิวเปลือก จากนั้นก็นำไป แช่น้ำจุลินทรีย์ (ที่คิดค้นขึ้นเอง) ให้มีความอ่อนนุ่มประมาณ 2-3 วัน แล้วจึงรวบรวมทำเป็นก้อน แล้วเข้าเครื่องมือทุบให้รู้สึกผิวนุ่มและเกาะกันแน่นขึ้น ก่อนจะนำไป แช่ในน้ำสมุนไพรอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยนำมาตากแดด และเย็บรวมกันเป็นก้อนๆ….” นายปรีชา บอกและว่า…

…ผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมาตอนนั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงไปหาความรู้เพิ่มเติมรวมทั้งได้รับการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือจาก…สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รวมทั้งจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ช่วยเข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สวยขึ้นมีการเย็บรวมกับผ้า ทำให้เป็นที่สนใจกับ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งกลายเป็น… OTOP ของดีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลก…

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเป็นโอทอป.ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเป็นโอทอป.

ผลิตภัณฑ์ใยไผ่เป็นนวัตกรรมขัดผิว ประดิษฐ์จากต้นไม้ไผ่คิดค้นโดย ภูมิปัญญาคนไทย จดสิทธิบัตรเป็นรายแรกของโลก ใครสนใจต้องการความรู้เพิ่มเติม หรือชมผลิตภัณฑ์ กริ๊งกร๊างไปหา…ปรีชา 08-6794-9940 หรือไปติดต่อที่กลุ่มเกษตรกรใยไผ่สมุนไพรขัดผิว บ้านคลองปากกราน ต. ปากกราน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 13000 ในเวลาที่เหมาะสม.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 10 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

“ไผ่มัน” หน่อสดกรอบหวานอร่อย

Published สิงหาคม 7, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/281529 

7 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

Pic_281529

ไผ่มัน

ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากที่ชอบปลูกไผ่เพื่อเก็บหน่อรับประทาน อยากทราบว่า “ไผ่มัน” ที่พบมีต้นพันธุ์วางขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ เป็นไผ่อะไร ซึ่งความจริงก็คือ “ไผ่มัน” ต้นแรกที่เคยแนะนำในคอลัมน์ไปนานกว่า 2 ปีแล้วนั่นเอง เพียงแต่ในเวลาต่อมามีผู้นำต้นไปปลูกและขยายพันธุ์ เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่าไผ่หวาน มีแหล่งกำเนิดจากที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง เลยทำให้ผู้ปลูกและผู้รับประทานหน่อเกิดความสับสนแค่นั้นเอง

ไผ่มัน ดังกล่าวมีลักษณะดีคือ เนื้อหน่อสด มีรสชาติหวานมันกรอบไม่มีรสขมและรสขื่นเจือปน ทำให้เวลารับประทานไม่ระคายเคืองภายในลำคอ สามารถปอกเปลือกล้างน้ำให้สะอาดใช้มีดเฉาะกินสดๆกับน้ำพริกชนิดต่างๆได้เลย หรือจะนำไปผัดแกงแทนยอดมะพร้าวและปรุงเป็นเมนูอื่นๆได้หลากหลายอย่าง รสชาติหวานมันกรอบอร่อยมาก  ตามที่กล่าวข้างต้น

ไผ่มัน อยู่ในวงศ์ GRAMINEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนต้นไผ่ทั่วไปคือ ลำต้นตั้งตรงสูง 5-10 เมตร เนื้อไม้ค่อนข้างหนา จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือก่อสร้างได้เป็นอย่างดี หน่ออวบยาว ปล้องสั้น มีขนเล็กน้อยที่ปลายหน่อ ทำให้ปอกเปลือกได้ง่าย ให้หน่อดกมาก และ จะมีหน่อไม่ขาดหรือตลอดปี ที่สำคัญเปลือกหน่อจะมีความหนามาก จึงทำให้มีความทนต่อการขนส่งในระยะทางไกลๆ น้ำหนักหน่อเฉลี่ย 5-6 หน่อ ต่อ 1 กิโลกรัม ขยายพันธุ์ด้วยหน่อและปักชำต้น

ปัจจุบันหน่อของ “ไผ่มัน” ไม่ค่อยจะมีวางขายตามท้องตลาดมากนัก จึงทำให้ผู้บริโภครู้จักน้อยมาก มีต้นพันธุ์แท้วางขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณแผง “คุณภิญโญ” ตรงกันข้ามโครงการ 13 พร้อมมีหน่อสดให้ทดลองชิม

รสชาติด้วย ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขังอย่างเด็ดขาด เหมาะจะปลูกทั้งเก็บหน่อรับประทานและเก็บขายคุ้มค่ามากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 7 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

เกษตรกรเก่ง:ปลูกไผ่ขายกล้าแปรรูป

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

เกษตรกรเก่ง:ปลูกไผ่ขายกล้าแปรรูป

คอลัมน์ เกษตรกรเก่ง : ‘สมควร สาลี’ ปลูกไผ่ขายกล้า-แปรรูป : โดย … วัชรินทร์ เขจรวงศ์

          “สมควร สาลี” เกษตรกรบ้านเปลือยน้อย ต.หนองไผ่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด เรียนรู้การปลูกไผ่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จากป่าสู่บ้านเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีรายได้จากผลิตผลชนิดนี้ไม่น้อย

สมควร เล่าว่า ปลูกไผ่เมื่อ 5 ปีก่อน เริ่มจากพื้นที่ว่าง 1 งาน ตั้งชื่อ “สวนไผ่หวานคุณเพชร” ลงไผ่เลี้ยงหน่อ 110 กอ เพียง 6 เดือนก็ให้ผลผลิตมากมาย อีกทั้ง เป็นที่ต้องการของตลาด ได้ราคาเป็นที่น่าพอใจ ส่งให้เขามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จึงเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 1 ไร่

วราภรณ์ ภรรยา เสริมว่า นอกจากขายหน่อแล้ว ยังแบ่งบางส่วนทำหน่อไม้ดองไอโอดีนจำหน่าย เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภคในการนำไปประกอบอาหาร โดยจำหน่ายราคากระปุกละ 50 บาท

พร้อมกันนั้นได้ผลิตกล้าไผ่ “ตอเต่า” ซึ่งก็คือการแตกตา จากนั้นจะใช้เสียมขุดและตัดแต่งด้วยมีดก่อนนำไปปลูกในถุงขนาด 4X6 นิ้ว อัดในดินปลูกให้แน่น อายุ 25-30 วัน ขายราคา 30 บาทต่อถุง โดยแต่ละปีจะผลิตได้ 1.5-2 หมื่นถุง

“ไผ่มีประโยชน์ทั้งด้านอุปโภคบริโภค ใช้ได้ทุกส่วนจากราก ลำต้น เป็นพืชที่โตเร็ว อายุ 6 เดือน ก็เก็บผลผลิตหน่อได้ ปัจจุบันที่สวนเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องไผ่หลากหลายชนิด ทั้งไผ่หวาน ไผ่เลี้ยง ไผ่หม่าจู ไผ่ตง” สมควร เสริม

อีกทั้งยังแนะนำการปลูกไผ่สำหรับเกษตรกรมือใหม่ว่า ให้ไถดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ระยะปลูก 3×3 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 250 ต้น ปลูกด้วยตอชำ ช่วงมีนาคม-กันยายน ก่อนปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

“ควรให้น้ำสม่ำเสมอ หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้งถ้าฝนไม่ตก อายุ 5-7 เดือนตัดแต่งกิ่ง และเร่งการออกหน่อใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 กอละ 2 กำมือโรยรอบโคนกอไผ่ กลบด้วยปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม จะได้ผลผลิต 1,800 กก.ต่อไร่ รายได้ 1.8-2 หมื่นบาท” สมควรบอกเทคนิคการปลูก

        อย่างไรก็ตาม สมควรย้ำว่า ผู้ที่สนใจเรียนรู้เรื่องไผ่ทุกขั้นตอนเชิญแวะได้ที่ “สวนไผ่หวานคุณเพชร” บ้านเปลือยน้อย (หนองสาหร่าย) ต.หนองไผ่ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด ยินดีให้ความรู้แก่ทุกๆ คน

———-

(หมายเหตุ : คอลัมน์ เกษตรกรเก่ง : ‘สมควร สาลี’ ปลูกไผ่ขายกล้า-แปรรูป : โดย … วัชรินทร์ เขจรวงศ์)

———-

“ไผ่กิมซุง” หน่อดกราคาดีอร่อย

Published มิถุนายน 5, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/265679

5 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_265679

ไผ่กิมซุง

ไผ่ชนิดนี้ มีข้อดีและข้อเด่นหลายอย่าง คือ เป็นสายพันธุ์ที่ให้หน่อดก หรือหน่อมากกว่า ไผ่ที่ปลูกกินหน่อและเก็บหน่อขายสายพันธุ์อื่น แม้กระทั่งในช่วงฤดูแล้งที่ไผ่ปลูกกินหน่อทั่วไปจะไม่มีหน่อ แต่ “ไผ่กิมซุง” กลับแทงหน่อขึ้นมาให้ผู้ปลูกได้เก็บรับประทานหรือเก็บขายได้อย่าง ไม่ขาดระยะ จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ไผ่ตงลืมแล้ง”

ไผ่กิมซุง อยู่ในวงศ์ GRAMINEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับไผ่ตงทั่วไป คือ ต้นจะขึ้นเป็นกอ มีพูพอน ลำต้นตั้งตรง ข้อปล้องยาวพอดี เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 4-5 นิ้วฟุต เนื้อลำต้นหนา เยื่อสีขาวในข้อปล้องหนา จึงเหมาะที่จะนำไปทำข้าวหลามได้ดีมาก ลำต้นยังแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ และใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย

หน่อ มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 4-5 กิโลกรัม ต่อ 1 หน่อ ปัจจุบันมีผู้ปลูกเก็บหน่อขายในช่วงฤดูกาลที่แทงหน่อตามธรรมชาติมีราคาอยู่ระหว่าง กิโลกรัมละ 20-40 บาท หากเป็นหน่อที่แทงขึ้นในช่วงฤดูแล้งจะมีราคาอีกระดับหนึ่ง รสชาติของหน่อจะออกหวานกรอบเจือขมและขื่นเล็กน้อย นิยมเอาไปปรุงเป็นอาหารหลากหลายรูปแบบ เช่น  แกงจืด และแกงหน่อไม้ โดยก่อนปรุงเป็นอาหารต้องต้มกับน้ำเดือดเทน้ำทิ้งครั้งเดียวจะมีรสชาติหวานกรอบอร่อยมาก

ใคร ต้องการต้นพันธุ์“ไผ่กิมซุง” มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณภิญโญ” ตรงกันข้ามโครงการ 13 หรือที่ งานเกษตรแฟร์ ม.เกษตรฯ บางเขน กทม.เวลานี้จนถึงวันที่ 7 มิ.ย.55 โซน H, 27­–28 ราคาสอบถามกันเอง ส่วนการปลูก จะให้ผลผลิตหลังปลูก 9 เดือน ดูแลใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง  ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เมื่อต้นไผ่มีอายุได้ 1 ปีขึ้นไป ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 สองเดือนครั้ง จะทำให้มีหน่อแทงขึ้นมาจำนวนมาก และสามารถมีหน่อได้ในช่วงฤดูแล้งด้วย ดังนั้น “ไผ่กิมซุง” จึงเหมาะที่จะปลูกเก็บหน่อรับประทานและเก็บหน่อขายได้คุ้มค่าอีกชนิดหนึ่งครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 5 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

“ไผ่หวานหนองโดน” ปรุงเป็นส้มตำอร่อย

Published พฤษภาคม 31, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/264490

31 พฤษภาคม 2555, 05:01 น.

Pic_264490

ไผ่หวานชนิดนี้ ทราบจากผู้ขายต้นพันธุ์เพียงว่า มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ จ.หนองบัวลำภู นิยมปลูกเก็บหน่อขายในพื้นที่มานานแล้ว แต่ผู้ขายต้นพันธุ์ยืนยันไม่ได้ว่าไผ่หวานดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร บอกได้แค่ว่าเป็นไผ่หวานเกิดจากการเพาะเมล็ด ซึ่งก็ไม่มั่นใจนัก

ผู้ขายเล่าว่า เมื่อต้นโตจนมีหน่อแทงขึ้นจากดิน ปรากฏว่ามีหน่อดกมาก เนื้อในหน่อมีรสชาติหวานไม่มีรสขมและรสขื่นเจือปนเลย สามารถกินสดหวานกรอบอร่อยมาก เจ้าของผู้เพาะพันธุ์เชื่อว่าเป็นไผ่หวานกลายพันธุ์ถาวรและมีความนิ่งดีแล้ว จึงตั้งชื่อว่า “ไผ่หวานหนองโดน” พร้อมปลูกเป็นไร่เก็บหน่อขายและขยายพันธุ์ทำต้นออกจำหน่ายด้วย ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อไปรับประทานและซื้อไปปลูกอย่างแพร่หลายนานหลายปีแล้ว

ประโยชน์ทางอาหาร ผู้ขายต้นพันธุ์บอกว่า ส่วนใหญ่จะเอาเนื้อของหน่อที่มีรสหวานไปแกงจืดกระดูกหมูไม่ต้องใส่น้ำตาลหรือผงชูรส ฝานหรือหั่นเป็นชิ้นผัดน้ำมันหอย ปรุงแกง
เลียงแทนการใส่ยอดมะพร้าวอ่อนอร่อยไม่แพ้กัน แต่ที่ขึ้นชื่อและถือเป็นเรื่องแปลกคือ เนื้อสดของ “ไผ่หวานหนองโดน” สามารถสับและฝานเป็นฝอยคล้ายเส้นมะละกอทำส้มตำไผ่หวาน รับประทานอร่อยมาก

ไผ่หวานหนองโดน  อยู่ในวงศ์  GRA-MINEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับไผ่ทั่วไป ลำต้นตั้งตรง ไม่แตกเป็นกอหรือมีพูพอนเหมือนไผ่ทั่วไป ลำต้นจะขึ้นกระจายเป็นกลุ่มๆ ลำต้นใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ หน่ออวบยาว ปล้องสั้น มีขนเล็กน้อยบริเวณปลายหน่อ ทำให้ปอกเปลือกได้ง่าย ให้หน่อดกมากตลอดปี เปลือกหน่อหนามาก จึงทนต่อการขนส่งไปจำหน่ายในระยะทางไกลๆ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย  แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง

ใครต้องการต้นไปปลูกหรือชิมรสชาติเนื้อหน่อ ติดต่อ “คุณวรรณา” โทร.08–6353–3794 หรือที่งานเกษตรแฟร์ ม.เกษตรฯบางเขน กทม. วันที่  30 พ.ค.-7 มิ.ย.55  บริเวณโซน ไอ 32 และ ไอ 33 ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 31 พฤษภาคม 2555, 05:01 น.

‘ไผ่บงหวาน’พืชศก.ใหม่

Published พฤษภาคม 26, 2012 by SoClaimon

‘ไผ่บงหวาน’พืชศก.ใหม่

 ‘ไผ่บงหวาน’พืชศก.ใหม่ สร้างรายได้ชาวด่านซ้าย : โดย…บุญชู ศรีไตรภพ

                 ด้วยสภาพดิน อากาศ แหล่งน้ำที่เหมาะแก่การปลูกและผลิตพืชแทบทุกชนิด ทั้งพืชสวน พืชไร่ ล่าสุด “ไผ่บงหวาน” เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดของเมืองเลย ที่เกษตรกรสนใจยึดเป็นอาชีพ เพราะรสชาติอร่อย เนื้อละเอียด ไม่มีเสี้ยน ไม่ขื่นรับประทานสดได้ ทำอาหารได้ทั้งประเภทแกง ผัด ต้ม ขณะที่ลำต้น ทำเป็นเครื่องจักสาน ที่พักอาศัย ทำค้างแปลงผัก อีกทั้งออกหน่อดกมาก จึงเป็นที่ต้องการของตลาด

ดังสวน ไผ่บงหวาน ของ นางคำพัน สุทธิ เกษตรกรวัย 57 ปี หมู่ 11 บ้านนาทุ่ม ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย ที่เริ่มจากการผลิตกล้าพันธุ์ไผ่บงหวานสายพันธุ์ดั้งเดิม เมื่อปี 2546 โดยซื้อต้นพันธุ์ในราคา 170 บาทต่อต้น รวม 3,000 บาท ปลูกบนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ จากนั้นในปีถัดมาจึงผลิตหน่อ ขายลำต้นบน ให้เพื่อนเกษตรกรที่สนใจ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน จ.เลย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และ หนองบัวลำภู

“ทางสวนมุ่งจะรักษาสายพันธุ์ท้องถิ่นเอาไว้ จึงกระจายสายพันธุ์ไปทั่วทุกภาค โดยส่งเสริมแก่ผู้สนใจนำไปปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต สร้างรายได้ ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก โดยเราใช้วิธีขุดเพาะชำเหง้าแยกจากต้นแม่ที่ปลูกด้วยเมล็ดอายุ 4 ปี เนื่องจากวิธีนี้ ไผ่จะโตและออกหน่อเร็วกว่าปลูกด้วยเมล็ดเป็นปีทีเดียว” เจ้าของสวน “ไผ่บงหวาน” แจง

พร้อมบอกว่า อายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานถึง 50-60 ปี ดังนั้น การรู้อายุต้นแม่ที่แน่นอนจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา และแรงงานได้มาก และเกือบ 10 ปีที่เธอยึดประกอบอาชีพนี้ ผลผลิตของ “หน่อไผ่บงหวาน” ถูกป้อนตลาดในท้องถิ่นและตามจังหวัดใกล้เคียงในราคา 30-50 บาทต่อกก.

“สวนไผ่ฯ อยู่ในความดูแลของนางบุญพัก ทรงพุฒ หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ไผ่บงหวานบ้านนาทุ่ม และนายธงฤทธิ์ จำศักดิ์ เกษตรอำเภอด่านซ้าย มาให้คำแนะนำ ให้ความรู้ รวมทั้งเทคนิคด้านการตลาด แต่ละปีมีรายได้จากการขายหน่อไผ่บงหวานกว่า 3 หมื่นบาท และจากการเพาะกล้าขายต้นละ 20 บาท ขายได้เงินกว่า 4 หมื่นบาทต่อปี ยังไม่รวมขายลำต้นไผ่ ซึ่งแต่ละปีขายได้หลายหมื่นบาทเช่นกัน”

นางคำพัน เสริมอีกว่า ไผ่อายุได้ 2 ปี ก็เก็บหน่อขายได้ โดย 20 วัน จะเก็บหน่อครั้งหนึ่ง ได้ผลผลิต 1 หมื่นกก.ต่อเดือนต่อไร่ หรือเฉลี่ย 7,000 กก.ต่อปีต่อไร่ แต่ละปีจะเก็บหน่อขายได้ราว 7 เดือน ด้านปุ๋ยเป็นปุ๋ยจากธรรมชาติ ส่วนศัตรูของพืชชนิดนี้ได้แก่ จิ้งหรีด หนู สำหรับฤดูที่เหมาะสมควรปลูกช่วงต้นฤดูฝนหรือเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม แต่หากมีระบบน้ำที่ดีและเพียงพอ ก็ปลูกได้ทั้งปี

ทั้งนี้ การเตรียมพื้นที่ หากมีต้นไม้โตควรตัดโค่นไม้ใหญ่ออก เพราะจะไปแย่งอาหารจากไผ่ จากนั้นเริ่มไถดะ ไถพรวน ตากดินไว้ 7-10 วัน เพื่อฆ่าเชื้อ แล้วขุดหลุม 30x30x30 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม 2×2 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 400 ต้นต่อไร่, ระยะห่างระหว่างหลุม 2.5×2.5 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 289 ต้นต่อไร่, ระยะห่าง 3X3 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 169 ต้นต่อไร่, ระยะห่าง 3.5×3.5 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 131 ต้นต่อไร่ และระยะห่างระหว่างหลุม 4×4 เมตร ใช้ต้นพันธุ์ 100 ต้นต่อไร่

“วิธีปลูกต้องรองก้นหลุมด้วยดินที่ขุดขึ้นมาคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก แล้วนำกล้าพันธุ์ไผ่ลงวาง ฉีกถุงพลาสติกออก กลบดินจนพูนเมื่อดินยุบตัวแล้วจะเสมอกับพื้นที่ปลูกพอดี”

ไผ่บงหวาน มีชื่อพื้นเมืองว่า ไผ่หวาน ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Bambusa Sp. ชื่อวงศ์ Gramineae พบมากในทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่ จ.เลย จะพบว่ามีคุณภาพดีที่สุด มีขนาดเล็กถึงกลาง ลักษณะกอหุ้มแน่น ลำต้นมักคดงอ เนื้อในตันไม่กลวงแตกกิ่ง 2-5 กิ่งตลอดลำ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร สูง 5-7 เมตร หน่อของไผ่หวานมีลักษณะเล็ก สีเขียวหนัก 200-300 กรัม

…………………….
(‘ไผ่บงหวาน‘พืชศก.ใหม่ สร้างรายได้ชาวด่านซ้าย : โดย…บุญชู ศรีไตรภพ)

สบู่ถ่านไผ่ ฆ่าแบคทีเรีย ขจัดสิ่งสกปรก ล้างพิษผิวหนัง

Published พฤษภาคม 12, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/255829

27 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_255829

ด้วยการใช้ชีวิตที่ต้องเร่งด่วนของผู้คนในยุคนี้ ทำให้บางครั้งไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลสุขภาพผิวกายกันมากนัก  เมื่อปล่อยนานวันย่อมเป็นสาเหตุที่มาของโรคผิวหนังต่างๆขึ้นได้

ฉะนี้…ดร.ไฉน น้อยแสง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานักศึกษาวิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหินผึ้ง ต.ดงบัง อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ร่วมกันสร้างมูลค่าพัฒนา “สบู่ถ่านไม้ไผ่ดูดซับสารพิษจากผิวหนัง” ขึ้น

ดร.ไฉน น้อยแสงดร.ไฉน น้อยแสง

นายทองย้อย โชฎก ประธานฝ่ายชุมชนและที่ปรึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหินผึ้ง บอกกับทีมงาน “ทำได้ไม่จน” ว่า เนื่องจากบ้านโนนหินผึ้งมีไม้ไผ่จำนวนมาก ดังนั้น ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจึงหันมายึดอาชีพเผาถ่านไม้ขาย ควบคู่กับการทำผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพแต่ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมจากตลาดผู้ซื้อมากนัก

…กระทั่งทางวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยมทร.ธัญบุรี เข้ามาให้ความรู้พร้อมถ่ายทอดกระบวนการทางเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ให้ชาวบ้านในชุมชน โดยเน้นเอาทรัพยากรที่มีอยู่เป็นส่วนผสม เพื่อเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ส่งผลให้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกลายเป็นตัวเอกสร้างรายได้ให้กับชุมชนค่อนข้างมาก

ดร.ไฉน บอกถึงส่วนผสมวัตถุดิบและขั้นตอนการแปรรูป บอกว่า ประกอบด้วย ผงถ่านไม้ไผ่ ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกจากผิวหนัง ดูดซับสารพิษจากผิวหนัง ซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพ ผงขมิ้นชัน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและฆ่าเชื้อราแบคทีเรียชนิดต่างๆได้หลายชนิด น้ำผึ้ง บำรุงผิว และ กลีเซอรีน Soap Bar

ส่วนขั้นตอนการทำ เริ่มจากต้มกลีเซอรีนฯ ในภาชนะสเตนเลสที่ไฟปานกลางประมาณ 20 นาที เทผงถ่าน แล้วคนเป็นเนื้อเดียวกันตั้งไฟต่อประมาณ 5 นาทีแล้วดับไฟ จึงเติมขมิ้นชัน น้ำผึ้ง คนให้เข้ากันเสร็จแล้วเทใส่พิมพ์ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก้อนสบู่จึงแข็งตัว นำออกจากพิมพ์สามารถนำไปใช้ได้เลย และเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์ ทางมหาวิทยาลัย ยังได้มีการออกแบบแม่ พิมพ์ที่ใช้เท พร้อมกับบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ให้ทัน สมัยน่าใช้ขึ้น

และเพิ่มความมั่น ใจให้กับผู้ใช้ ทางมหา-วิทยาลัยได้นำสบู่ถ่านไม้ไผ่ดูดซับสารพิษจากผิว หนังให้กลุ่มผู้ทดลองใช้ หลายคนต่างบอกว่ามีผลช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง ทั้งยังช่วย D-Tox ขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียใต้ผิวหนังได้ดี ที่สำคัญสูตรใหม่นี้สามารถเก็บไว้ได้ถึง 2 ปี

สำหรับผู้ที่สนใจทดลองใช้ หรือนำมาขายเป็นรายได้เสริม ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเขาก็ยินดี สามารถสอบถามกันได้ที่โทร. 08–1154–6435 ในวันเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 27 เมษายน 2555, 05:00 น.

นิเวศวิทยาของไม้ไผ่

Published มีนาคม 27, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001111&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สมเพิ่ม กิตตินันท์
ชื่อเรื่อง: นิเวศวิทยาของไม้ไผ่
Article title: Ecology of bamboos
ชื่อเอกสาร : รายงานการประชุมทางวิชาการเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ครั้งที่ 10 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3-5 กุมภาพันธ์ 2514
Source title : Proceedings of the national conference on Agricultural and Biological Sciences tenth session: Plant Science
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2514
หน้า: หน้า 376-391
จำนวนหน้า: 769 หน้า
ภาษา: ไทย
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก58 2514)
หมวดหลัก: F40-Plant ecology
หมวดรอง: F63-Plant physiology – Reproduction
ดรรชนี-ไทย: ไม้ไผ่, นิเวศวิทยา, ปัจจัยสิ่งแวดล้อม, การกระจายพันธุ์, การเจริญเติบโต, การสืบพันธุ์
หมายเลข: 001111 KC1001048
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: ผู้แต่งคนเดียวกัน
%d bloggers like this: