ใจ

All posts tagged ใจ

รมณ์บ่จอย นอยด์และเหวี่ยง

Published พฤษภาคม 27, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : รมณ์บ่จอย นอยด์และเหวี่ยง.

  • 25 พฤษภาคม 2554 เวลา 19:35 น.

เรื่อง : นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine

ไข่ที่ขึ้นราคา ค่าเทอมลูกที่จ่อมา ราคาน้ำมันที่พุ่งไม่หยุด รถติดสุดๆ แล้วยังมีสิทธิถูกคนเมายาบ้าไล่ยิง ทำให้อารมณ์คนทั่วไปเกิดอาการ “นอยด์” และ “เหวี่ยง” ได้ง่ายๆ

ตกที่ไหนคนใกล้ก็รับไป

ในช่วงที่อารมณ์กำลังผันผวนตามอากาศ เกิดอาเพศเปลี่ยนถ่ายอำนาจกันพลันให้เกิดพายุฤดูร้อนเพราะความกดอากาศย้อนแปรปรวนชวนให้คิดว่าแกนโลกเอียง ขั้วใหม่จะกลายเป็นขั้วเก่าทำเอาร้อนกันจนต้องเล่นกีฬาสีกันอีกหรือเปล่า
อุ้ย…ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะคร้าบ เพราะเรื่องความเครียดไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้วจนเกิดเป็นความอึดอัดตันใจ ทำให้บางท่านเชื่อผิดว่าถ้าไม่ได้นอยด์เสียบ้างจะกลายเป็นเก็บกดไป เลยปล่อยของเสียจนสุดใจ

นอยด์เพราะ “ฉัน”

การใช้อารมณ์จนชินจะทำให้เป็นคน “ขึ้นง่าย” ครับคือถูกกระตุ้นจนของขึ้นปรี๊ดอยู่เสมอซึ่งทำให้ชีวิตสั้นลง แต่ก็เข้าใจครับว่าหลายครั้งมันเป็นการยากเหลือเกิน เลยอยากขอนำเทคนิคแก้อาการนอยด์ง่ายๆ มาฝากไว้ เพราะการใช้อารมณ์ออกมาแบบผิดวิธีจะยิ่งไปกระตุ้นให้หงุดหงิดจิตตกมากขึ้น ลองสังเกตว่าคนที่โมโหจนบ้าคลั่งนั้นมันจะไม่หยุดง่ายนอกจากจะหมดแรงไปเองเพราะ “ธาตุเครียด” มันถูกกระตุ้นออกมาเสียจนเบรกไม่อยู่

ถ้าอยากรู้ทันก่อนเหวี่ยงจัดขอให้ดูที่คู่มือระงับอารมณ์ 3 ข้อต่อไปนี้ครับ

– ลด “ฉัน” สำคัญสุด ความร้อนในใจทั้งปวงล้วนเกิดจาก “ฉัน” ทั้งนั้น การถือตัวตนมั่นจะทำให้โรคมาหาด้วย ขอให้คิดออกนอกตัว อย่ากลัวที่จะมีกิจกรรมทำให้ไม่ต้องอยู่คนเดียว ถ้าไม่เกี่ยวกับอัตตาได้จะสุขเบาขึ้นเยอะครับ

– อย่าหยุดความเด็ก โกรธเมื่อไรให้นึกถึงวัยเด็กแสนสุขเข้าไว้เพราะเด็กน้อยนั้นโกรธง่ายหายเร็ว กินอิ่มนอนหลับ และให้มองคนที่น่าโกรธว่า “เหมือนเด็ก” เสีย เพราะเขาอยากได้ก็จะเอา หิวก็จะกิน อยากได้มากหน่อยก็หยิบเอาหรือคอร์รัปชันเอา ใครๆ ก็เหมือนเด็กครับแล้วใจเราจะเย็นลงได้บ้าง

– เช็กต่อมสุข ให้ดูว่าวันนี้ต่อมสุขทำงานดีหรือยังโดยยิ้มดูหน้ากระจก ถ้าปากยิ้มแต่ตายังบึ้งดูไม่ “ตายิ้ม” ยิบหยีแสดงว่ายังไม่สุขแท้เพราะไม่ได้ยิ้มจากข้างใน ไม่เป็นไรครับ ใช้เทคนิคฝึกยิ้มกระตุ้นต่อมสุขให้ยิ้มไปและดวงตาก็ยิ้มสุกใสไปด้วยแล้วมันจะกระตุ้นต่อมสุขข้างในเองครับ

ทั้งสามเทคนิคนี้ เป็นสิ่งที่ผมใช้อยู่ทุกวัน แล้วก็เลยนำมาแยกเป็นข้อเผื่อท่านผู้อ่านที่รักได้ใช้ประโยชน์บ้าง เพราะหน้าที่การงานของผมนั้นจำเป็นต้องเกี่ยวกับความเครียด อย่างแรกเลยคือ “สอน” ที่จุฬาฯ เรื่องการจัดการความเครียด ส่วนอย่างที่สองนั้นคือการทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชน ตั้งแต่ เขียนข่าว เล่าสคริปต์และจัดรายการเองจึงทำให้รู้ว่า “อารมณ์” และ “สีหน้า” เป็นเรื่องสำคัญมาก

ตัวอย่างง่ายคือถ้าเราเผลอขมวดคิ้วเสียแล้วผู้ชมทางบ้านก็จะอดไม่ได้ที่ขมวดคิ้วไปด้วยยิ่งทำให้เรื่องที่เราพูดดูเครียดโดยไม่รู้ตัว น่ากลัวมากมายครับ เพราะมันจะติดเป็นนิสัยแล้วดึงโรคภัยเข้ามาในชีวิตไม่หยุดหย่อน

เหมือนถูกป้อนยาพิษทุกครั้งที่นอยด์

*******************************

นพ.กฤษดา ศิรามพุช นายแพทย์แห่งศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้เกียรติเป็นคอลัมนิสต์รับเชิญ สลับสับเปลี่ยนร่วมเขียนงานดีๆ กับคอลัมนิสต์ชีวิตรื่นรมย์ท่านอื่นๆ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพูดคุยกับคุณหมอได้โดยตรงที่ drkrisda@gmail.com

5 วิธีเยียวยาเด็กจากภาวะช็อก ตกใจ กลัว

Published พฤษภาคม 27, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : 5 วิธีเยียวยาเด็กจากภาวะช็อก ตกใจ กลัว.

  • 24 พฤษภาคม 2554 เวลา 12:15 น.

เด็กที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายระทึกขวัญ หากไม่ได้รับการเยียวยาดูแลหลังเกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายในทันที ไม่เป็นผลดีกับเด็กอย่างแน่นอน

เรื่อง…วรธาร

เด็กที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายระทึกขวัญ เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือโศกนาฏกรรม ย่อมได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจและเกิดภาวะต่างๆ ได้ เช่น ภาวะช็อกทางจิตใจ ภาวะตกใจและหวาดกลัว กลายเป็นคนตกใจง่ายจากเสียงดัง ขาดสมาธิ และมักจะมีอาการเงียบ สับสน งง อารมณ์เฉยชา ขาดการตอบสนอง หากไม่ได้รับการเยียวยาดูแลหลังเกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายในทันที ไม่เป็นผลดีกับเด็กอย่างแน่นอน

อาการที่เกิดจากภาวะช็อก ตกใจ

พญ.อังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า ภาวะจิตใจหลังภัยพิบัติ อุบัติเหตุ เด็กรอดชีวิตมาได้จากการเผชิญเหตุการณ์โดยตรง เช่น ถูกคลื่นหรือกระแสน้ำพัดพาแยกจากพ่อแม่พี่น้อง จะเกิดอาการหวาดกลัว ตกใจง่ายเหมือนตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น หรือถ้าในเด็กโตบางคนจะรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ และคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ชักชวนให้ไปเที่ยวที่นั่น ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการเยียวยารักษาก็อาจทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตายได้

พญ.อังคณา

คุณหมออังคณา กล่าวต่อว่า อาการที่ปรากฏจะซึมเศร้าต่อเนื่อง 2 สัปดาห์แรก และมักเกิดอาการหลายอย่าง เช่น ไม่ร่าเริง เบื่อหน่าย ท้อแท้ ขาดความสุข เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นอนไม่หลับ สมาธิสั้น หมดแรง เหนื่อยหน่าย คิดว่าตัวเองเป็นภาระผู้อื่น เบื่อชีวิต คิดมาก อยากตาย และคิดฆ่าตัวตายได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจมีผลต่อการเรียนหรือพัฒนาการบุคลิกภาพในระยะยาวอย่างแน่นอน

“เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านี้จะรู้สึกว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้ เกิดความกลัว แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลให้เขารู้สึกปลอดภัย มั่นคง จะดีขึ้น ค่อยๆ ดีขึ้น ทุกคนต้องช่วยกันพร้อมให้ความช่วยเหลือเขา ส่วนเด็กที่มีลักษณะกังวลมากๆ ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะเสี่ยงต่ออาการทางจิตเวช เรียกว่า Posttraumatic Stress Disorder (PTSD) ซึ่งตรงนี้จะเป็นภาวะที่รุนแรง จะมีลักษณะตื่นตระหนกและตกใจง่าย เหมือนได้ยินเสียงอะไรที่ทำให้ตกใจก็จะตกใจอย่างง่าย รวมถึงภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นได้”

วิธีปฏิบัติอย่างถูกวิธี

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ได้แนะวิธีการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ต่างๆ โดยพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดควรปฏิบัติดังนี้

1.เบี่ยงเบนความคิดของเขา ทำให้เขามีอารมณ์ที่สนุกสนาน ร่าเริงมากขึ้น อาจจะเป็นการเล่น หรือทำกิจกรรมอะไรที่สนุกสนาน เพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับเขา

2.ให้ความช่วยเหลือ โดยให้ความสุขเกิดขึ้นในใจเด็กก่อน เราประคับประคองจิตใจของเขา เช่น เขาอยากเล่าอะไร ก็ให้เขาเล่าตามความต้องการของเขา หรือเขาอาจจะเล่าในเรื่องของความสูญเสีย

3.ไม่ควรถามเด็กในเรื่องที่เกิดขึ้นแบบซ้ำๆ ในกรณีที่มีคนมาพูดมาถามในเรื่องที่เกิดขึ้นแบบซ้ำๆ อันนี้ต้องระวังด้วย เพราะบางครั้งผู้ใหญ่จะให้เด็กเล่าเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ วนไปวนมา ถ้าเด็กมีจิตใจค่อนข้างอ่อนไหวอยู่แล้วก็จะเกิดเป็นบาดแผลที่ลึกมากขึ้น แทนที่จะเยียวยาก็จะกลายเป็นเกิดบาดแผลขึ้นมาแทน

4.ไม่ควรห้ามว่าอย่าไปพูดถึง อย่าไปสนใจ หรืออย่าเสียใจ เพราะเป็นการปิดกั้นความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น ตอนนี้หนูคิดยังไง รู้สึกยังไง ถ้าเด็กอยากพูด ผู้ใหญ่ก็ต้องฟัง พร้อมเข้าหาเด็กด้วยท่าทีที่พร้อมจะเข้าใจ พูดกว้างๆ พอเด็กรู้สึกว่าได้รับความเป็นมิตร ได้รับความห่วงใยจากคนที่เข้าไปหาแล้วก็จะเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย หรือมีความรู้สึกว่ามีคนที่พร้อมจะช่วยเขา หรือเป็นที่พึ่งให้กับเขาอยู่ข้างๆ

5.หาญาติหรือคนสนิทสนมคอยปลอบ ในกรณีที่เด็กสูญเสียพ่อแม่ ถ้าเราหาคนที่สนิทสนม เช่น ญาติพี่น้องที่สนิทที่ยังเหลืออยู่ หรือคุณครู หรือใครก็ได้ที่เด็กมีความสัมพันธ์ที่ดี ก็จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกปลอดภัยได้มากขึ้น ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยอาจจะสอนเขาในเรื่องของการผ่อนคลาย เช่น เมื่อไรที่เขาเกิดเครียด กลัว หรือวิตก ก็ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การหายใจ ให้เด็กเข้าใจว่าการที่เขาเกิดอาการกลัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใครๆ ก็เป็นกัน ไม่ใช่มีเขาคนเดียวที่เป็น ให้เด็กทำความเข้าใจกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น สามารถที่จะจัดการกับอารมณ์นั้นที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง พอเด็กผ่อนคลายและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว ความรู้สึกที่ดีๆ ต่างๆ จะกลับมาได้

พญ.อังคณา ย้ำว่า สิ่งสำคัญในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือเด็ก โดยเฉพาะพ่อแม่จะต้องมองอะไรในด้านบวก มองปัจจุบันให้เป็นด้านบวก แทนที่จะคิดด้านลบ เช่น ตายแน่เลย ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ประมาณว่าบ้านก็ไม่เหลือ อะไรก็ไม่เหลือ อนาคตคงแย่แน่

“เพราะถ้าเริ่มต้นจากตรงนั้น สิ่งที่พ่อแม่จะให้กับลูกก็จะออกมาเป็นด้านลบ แต่ถ้าเริ่มจากการคิดในมุมบวก เช่น ยังดีนะที่ลูกไม่เป็นไร ยังมีชีวิตอยู่ด้วยกัน ยังได้เจอหน้ากัน ซึ่งการที่มีมุมมองเป็นบวกอย่างนี้ ก็จะทำให้เด็กหรือลูกมีกำลังใจ ฉะนั้นคำพูดที่ควรพูดกับลูกเช่นว่า เราได้อยู่ด้วยกันต่อไป เดี๋ยวเราค่อยๆ สร้างบ้านกันใหม่ อาจจะรอนิดนึง แต่ก็เชื่อว่าเราจะทำตรงนี้ได้ ตอนนี้ยังดีที่ลูกยังปลอดภัย ไม่เป็นอะไร มีหลายคนที่พร้อมช่วยเรา” พญ.อังคณา ย้ำเตือน

วิกฤตของชาวญี่ปุ่น บทเรียนดีๆ ที่ต้องสอนลูก

Published เมษายน 9, 2011 by SoClaimon

03 เมษายน 2554 เวลา 17:33 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : วิกฤตของชาวญี่ปุ่น บทเรียนดีๆ ที่ต้องสอนลูก.

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากดีเอ็นเอ แต่เกิดจากการอบรมบ่มสอนที่จำเป็นต้องรีบทำตั้งแต่ระดับพ่อแม่ ครอบครัว

เรื่อง อาโป

เกี่ยวกับวิธีการรับมือภัยพิบัติของชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะจากเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว น้ำท่วม สึนามิที่เกิดขึ้นไม่นานนี้ เชื่อว่าชาวโลกคงได้ตัวอย่างที่ดีของชาวญี่ปุ่นจากเหตุการณ์นี้ มาเป็นครูในการสร้างเยาวชนไทยให้มีคุณภาพและความพร้อมอันจะช่วยทำให้สามารถรับมือเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเรียบร้อยไม่โกลาหล

ตัวอย่างดีๆของชาวญี่ปุ่นเมื่อเจอวิกฤต

พญ.จันทิมา องค์โฆษิต ไกรฤกษ์ จิตแพทย์ และประธานกรรมการโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวถึงวิกฤตการณ์แผ่นดินไหว และสึนามิที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ คนญี่ปุ่นได้แสดงออกถึงตัวอย่างที่ดีให้ชาวโลกได้เห็นหลายอย่าง เช่น ความมีสปิริตและพลังใจ โดยกำลังใจของคนญี่ปุ่นที่ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ไม่ท้อถอย พวกเขามีวินัยแม้จะหิวจะเหนื่อยแต่ก็ยืนเข้าแถว ไม่ทะเลาะ ไม่แย่ง ไม่เอาเปรียบกัน ไม่มีใครผลักใคร เพื่อแย่งชิงเอาอาหาร น้ำ หรือข้าวของ

“นอกจากนี้พวกเขามีความหวัง ไม่แสดงอาการสิ้นหวัง แต่จะมองไปข้างหน้า ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะใหญ่แค่ไหนก็ไม่ยอมแพ้ หากมองย้อนกลับไปพวกรุ่น 70-80 คือผ่านสงครามโลกมาโดนซ้ำแล้วซ้ำอีก สิ่งที่เขามีคือความกล้าหาญ เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ ทำให้เขารอดพ้นมาได้” พญ.จันทิมา กล่าว

ประธานกรรมการโรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวต่อว่า พวกเขามีน้ำใจและละอายต่อบาป ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นถึงความมีน้ำใจ ความมีเมตตาไมตรีจิตต่อกัน เอื้ออาทรห่วงใยกัน ไม่ฉวยโอกาส มีหิริโอตตัปปะ คือถึงมีโอกาสแต่ก็ไม่ฉกฉวย ไม่ว่าจะมีคนเห็นหรือไม่เห็นก็ตามเขาก็ไม่ทำ ถ้าไม่ใช่ของตัวเองเขาไม่เอา เป็นคุณธรรมที่สูงและน่าประทับใจมาก

พญ.จันทิมา กล่าวว่า ธรรมชาติ ไม่ได้สงบอย่างที่หวัง ถ้าจะให้ประเทศชาติรอดพ้นไปด้วยดี ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสร้างคุณสมบัติที่ดีทั้งในส่วนของบุคคลและชาติ โดยเฉพาะการสร้างเยาวชนของไทย เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าคุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากดีเอ็นเอ แต่เกิดจากการอบรมบ่มสอนที่จำเป็นต้องรีบทำตั้งแต่ระดับพ่อแม่ ครอบครัว โรงเรียน ครู ระดับที่ทำงาน บริษัทไม่ว่าเล็กใหญ่ก็ต้องทำ รวมถึงสถาบันชาติ ศาสนา โดยเริ่มจากการดูตัวเองก่อนแล้วก็มาดูคนรอบตัว แล้วมาดูสิ่งแวดล้อมของตัวเอง

สิ่งที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

ทั้งนี้ แนวทางในการสร้างเยาวชนให้มีความพร้อมเหมือนญี่ปุ่นสำหรับพ่อแม่ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนั้น พญ.จันทิมา ได้ให้คำแนะนำดังนี้

1.สอนให้อยู่ในความเป็นจริง พ่อแม่ต้องให้ลูกรู้จักว่าชีวิตคืออะไร อย่าให้ลูกอยู่ในโลกของจินตนาการ ความเพ้อฝัน โดยที่ไม่สามารถแยกแยะความเป็นจริงว่าคุณค่าของคนอยู่ที่ไหน อย่าปลูกฝังค่านิยมว่าจะต้องเป็นคนเด่นที่สุด เก่งที่สุด แต่ควรสร้างให้เขามีความภูมิใจในตัวเอง และมีความมั่นใจในตัวเองว่าเขาสามารถที่จะแก้ไขปัญหารับมือกับปัญหา มีความสุข พอใจตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใคร รู้จักคนอื่น และรู้จักที่จะช่วยคนอื่นได้ เข้ากับคนอื่นได้เมื่อมีโอกาส

2.สอนให้รู้จักหน้าที่ตัวเอง ฝึกให้มีความรับผิดชอบ โดยให้เด็กรู้จักทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองให้มากที่สุดตามวัยและวุฒิภาวะ และยินดีรับผลของการกระทำนั้นหากทำไม่เสร็จ ไม่ใช่พ่อแม่ทำแทนหรือออกรับแทน ซึ่งการปลูกฝังเรื่องนี้สำคัญหากเกิดเหตุอะไรขึ้นเขาสามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่โทษคนอื่น และมีความเข้มแข็งผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไปได้

3.ฝึกให้รู้จักเสียสละ มีวินัย อดทน การรอคอย ต้องสอนลูกให้รู้จักการเสียสละ เช่น การกระทำตนเป็นตัวอย่างโดยการบริจาคหรือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

4.สอนให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับปัญหาได้ แก้ไขปัญหาได้ โดยให้ลูกได้สัมผัสประสบการณ์ ทั้งดีและไม่ดี สมหวังและผิดหวัง เมื่อผิดหวังแล้วก็สามารถลุกขึ้นสู้ แก้ปัญหาด้วยตนเองได้สำเร็จ จะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานทางจิตใจ

5.สอนให้รู้ว่ามีความไม่แน่นอนอยู่ในโลกนี้ มีสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ เราไม่สามารถกำหนดให้ได้ทุกสิ่งอย่างใจหวัง ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้ เขาจะสามารถรับได้

6.นอกจากการเรียนแล้วควรสอนให้เด็กได้สนใจเรื่องอื่นๆ ด้วย เพื่อจะได้ฝึกการทำงานเป็นทีม การเสียสละ ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้อภัยให้กำลังใจกัน

 

ปริศนาแห่งหญ้าคา 8 กำ

Published เมษายน 1, 2011 by SoClaimon

27 มีนาคม 2554 เวลา 20:34 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : ปริศนาแห่งหญ้าคา 8 กำ.

เราทุกคนหนีโลกธรรมกันไม่พ้นอยู่แล้วในชีวิตนี้ ไม่เร็วก็ช้า โลกธรรมจะมาถึงตัวเราอย่างแน่นอน เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็หวังว่าโลกธรรมจะไม่กลายเป็นโลกกระทำหรือไม่ล่วงล้ำไปจนกลายเป็นโลกกระทืบ…

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

ในวันที่จะตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ระหว่างทางเสด็จไปยังโคนอัสสัตถพฤกษ์ (ต่อมาหลังจากตรัสรู้แล้วจึงได้ชื่อว่า “ต้นโพธิ์”) ทรงพบกับพราหมณ์ชื่อโสตถิยะ พราหมณ์คนนี้เพิ่งกลับจากการเกี่ยวหญ้ามาพอดี พอพบพระโพธิสัตว์ก็เกิดความประทับใจในบุคลิกภาพ จึงน้อมถวายหญ้าคา “8 กำ” พระโพธิสัตว์รับแล้วทรงนำหญ้าคานั้นมาปูเป็นอาสนะรองนั่งที่โคนต้นอัสสัตถะ

เมื่อประทับแล้วจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า หากไม่ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต่อให้เลือดและเนื้อเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามที ก็จะไม่ยอมลุกจากบัลลังก์นี้เป็นอันขาด จากนั้นจึงทรงบำเพ็ญจิตภาวนา เมื่อจิตหยั่งลงสู่ฌานขั้นต่างๆ แล้ว ในยามสุดท้ายก็ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ สำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

คำถามของเหตุการณ์ในตอนนี้ก็คือ ทำไมต้องเป็นหญ้าคา ทำไมต้องเป็น 8 กำ

นี่คือปริศนาทางธรรมที่ถ้าไม่ลองถอดรหัส เรื่องราวตรงนี้ก็จะผ่านไปโดยไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ถ้าหากลองถอดรหัสดูก็จะพบว่ามีเพชรพลอยแห่งปัญญาซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นี้อย่างมีนัยสำคัญทีเดียว

ในทัศนะของผู้เขียน หญ้าคา 8 กำ ย่อมหมายถึงโลกธรรม 8

โลกธรรม แปลว่า หลักธรรมอันเป็นธรรมดาสำหรับชาวโลก หมายความว่า ชาวโลกทุกคนจะต้องพบกับโลกธรรมทั้ง 8 ประการนี้แน่นอน ไม่เร็วก็ช้า ถ้าพบกับโลกธรรมแล้วมีปัญญารู้เท่าทันก็จะไม่ทุกข์ แต่ถ้าไม่รู้เท่าทันก็อาจทุกข์ปางตาย อาการทุกข์ปางตายเพราะไม่รู้เท่าทันโลกธรรมว่าเป็นเรื่องแสนธรรมดานี่เอง คือความหมายอันลึกล้ำของหญ้าคา เพราะหญ้าคาเป็น “ของมีคม” หากจับไม่เป็น ไม่รู้วิธีจับ จะถูกบาดมือจนเลือดไหลซิบๆ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า หากไม่รู้จักวิธีจับหญ้าคาก็จะต้องเลือดตกยางออกกันเลยทีเดียว แต่ถ้ารู้วิธีจับหญ้าคาเป็นอย่างดีแล้ว หญ้าคาที่ว่ามีคมนี้แหละจะไม่ทำให้ใครต้องเสียเลือดเลยแม้แต่น้อย

หญ้าคาคือโลกธรรม 8 กำ หมายถึง คน 8 แฉกที่พร้อมจะบาดมือผู้ถือหญ้าคาโดยขาดสติปัญญาได้ทุกเมื่อ คมทั้ง 8 แฉกนั้น ประกอบด้วย

1.ได้ลาภ คู่กับ 2.เสื่อมลาภ
3.ได้ยศ คู่กับ 4.เสื่อมยศ
5.สรรเสริญ คู่กับ 6.นินทา
7.สุข คู่กับ 8.ทุกข์

ขอให้สังเกตให้ดีว่า ในที่นี้ใช้คำว่า “คู่กับ” เมื่อเอ่ยถึงโลกธรรมทั้งสองด้าน เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่าโลกธรรมทั้ง 4 คู่ 8 แฉกนี้ เป็นด้านตรงกันข้าม แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่ด้านตรงกันข้ามเลย มันซ่อนอยู่ในกันและกันตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ เหมือนหน้ามือกับหลังมือ คมมีดกับสันมีด ความเกิดกับความตาย ต่างแต่ว่าด้านใดจะหันเข้ามาหาเราก่อนเท่านั้น ถ้าเราตระหนักรู้อย่างนี้แล้ว จะได้ระวังระไวไว้แต่เนิ่นๆ ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าโลกธรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้มาเยือนชีวิตตนเองแล้ว

ถ้าเรามีปัญญาหยั่งเห็นว่า
ในลาภ มีเสื่อมลาภ
ในยศ มีเสื่อมยศ
ในสรรเสริญ มีนินทา
ในสุข มีทุกข์

เราก็จะปฏิสัมพันธ์กับโลกธรรมทั้งสองด้าน (ด้านหนึ่งชื่นชม อีกด้านขมขื่น) อย่างคนที่รู้เท่าทัน

ไม่ต้องรอให้ด้านชื่นชมพลิกเป็นขมขื่นก่อนถึงจะรู้สึกตัว แต่เรารู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาที่โลกธรรมด้านใดด้านหนึ่งแวะมาเยือนชีวิตของเราตั้งแต่ต้นมือแล้ว หากมีปัญญาพิจารณาเห็นอาการทั้งสองด้านของโลกธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งว่าล้วนแล้วแต่ดำรงอยู่ในกันและกันอย่างนี้แล้ว เมื่อโลกธรรมเกิดขึ้น ไม่ว่าด้านชื่นชมหรือขมขื่น เราก็จะยินดีน้อมรับโลกธรรมนั้นๆ ด้วยท่าทีที่สงบ ไม่เป็นทุกข์ ไม่ตีโพยตีพาย ไม่ฟูฟ่องจนหลงเหลิง ไม่เสียใจจนเสียสติ เราจะเห็นอย่างลึกซึ้งว่า โลกธรรมทั้งสองด้านล้วนมีราคาเท่ากัน

คนที่ไม่รู้จักโลกธรรมนั้นเป็นคนน่าสงสาร เพราะเมื่อถูกโลกธรรมกระทบ เขาจะตั้งรับไม่ทัน เมื่อตั้งรับไม่ทันก็จะทุกข์ แต่สำหรับคนที่รับมือทัน พลันที่โลกธรรมกระทบ ธรรมก็กระเทือน หรือยิ่งถูกโลกธรรมกระทบยิ่งมีปัญญาเพิ่มขึ้น เหมือนกระท้อนที่ยิ่งทุบก็ยิ่งฉ่ำหวาน ส่วนคนที่ไม่มีทักษะในการรับมือกับโลกธรรม เมื่อถูกโลกธรรมกระทบเข้าแล้วก็เหมือนแก้วที่ตกลงสู่พื้น คือแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชีวิตสูญเสียปกติภาพหรือแตกออกเป็นชิ้นๆ บางคนหนักหนาถึงขั้นชีวิตต้องแตกดับไปก็เคยมี

ดาราฮอลลีวูดหลายคนที่ประสบความสำเร็จแต่อายุยังน้อย เช่น บริตนีย์ สเปียร์ส เป็นต้น ยังไม่ทันรู้จักโลกธรรม ยังไม่เข้าใจว่าชีวิตมีขึ้น (ด้วยโลกธรรมฝ่ายชื่นชม) และชีวิตมีลง (ด้วยโลกธรรมฝ่ายขมขื่น) เมื่อถูกโลกธรรมกระทบเข้าแล้ว ก็ลอยฟุ้งขึ้นไปในนภากาศเหมือนว่าวที่หลุดลอยออกไปจากสายป่าน หรือเหมือนเรือไททานิคที่เกิดความเชื่อมั่นว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีทางจม แต่พอสายป่านขาด (ไม่ดังเท่าเดิม) หรือเรือไททานิคแห่งชื่อเสียงอับปางลง (เลิกกับสามี-ขายแผ่นเสียงได้น้อย-ภาพยนตร์ที่เล่นไม่เปรี้ยง) ชีวิตจึงเข้าสู่ความวุ่นวายอยู่นานหลายปี กว่าจะกลับมาตั้งตัวใหม่ได้อีกก็บอบช้ำแทบเสียผู้เสียคน

โลกธรรมนั้นโดยตัวมันเองไม่มีพิษสงอะไรมาก แต่สำหรับคนที่รู้ไม่เท่าทันแล้วกลับเป็นอันตรายที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะโลกธรรมด้านชื่นชมนั้นมักทำให้คน “เมา” ได้ง่ายๆ ส่วนโลกธรรมด้านลบก็มักทำให้คน “ม้วย” ได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน

มองอีกมุมหนึ่งสำหรับคนที่รู้ทันโลกธรรม พอตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของโลกธรรมก็ยังยิ้มได้ แต่คนที่รู้ไม่ทัน ครั้นตกอยู่ท่ามกลางโลกธรรมแล้วก็มักจะถูกโลกกระทำ และทั้งๆ ที่ถูกโลกธรรมกระทำเข้าแล้วก็ยังไม่รู้สึกตัวอีก อาจจะลุกลามบานปลายกลายเป็นถูกโลกกระทืบจนแทบวางวายทำลายขันธ์

เราทุกคนหนีโลกธรรมกันไม่พ้นอยู่แล้วในชีวิตนี้ ไม่เร็วก็ช้า โลกธรรมจะมาถึงตัวเราอย่างแน่นอน เมื่อเวลานั้นมาถึง ก็หวังว่าโลกธรรมจะไม่กลายเป็นโลกกระทำหรือไม่ล่วงล้ำไปจนกลายเป็นโลกกระทืบ

โลกธรรมจะกระทำ หรือจะกระทืบ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักโลกธรรมลึกซึ้งหรือตื้นเขินเพียงใด


 

คุณกำลังเผชิญกับเดือนแย่ๆ หรือเปล่า

Published เมษายน 1, 2011 by SoClaimon

27 มีนาคม 2554 เวลา 18:58 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : คุณกำลังเผชิญกับเดือนแย่ๆ หรือเปล่า.

ในบรรดาเคราะห์ร้ายทางฮวงจุ้ย ดาวร้ายห้าเหลืองจึงถือเป็นเจ้าแห่งเคราะห์ร้ายทั้งหมด แถมยังมีพลังที่สามารถนำโชคอันร้ายแรงและอันตรายมาสู่ผู้ที่ได้รับเคราะห์…..

เรื่อง : มิสไอรีน

ถ้าเรื่องต่างๆ กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นในเดือนที่ผ่านมา แล้วจู่ๆ ก็เกิดผิดพลาดไปเสียหมด คุณควรวางมือจากทุกอย่างเดี๋ยวนี้ และตรวจฮวงจุ้ยของคุณเสีย! เป็นไปได้ว่าคุณอาจกำลังได้รับเคราะห์จากดาวร้ายห้าเหลืองประจำเดือนที่เข้ามาในตำแหน่งห้องนอน ประตูทางเข้าบ้าน หรือบริเวณที่ทำงานของคุณก็ได้ และหากสิ่งต่างๆ ยังคงไม่เข้าที่เข้าทางตั้งแต่ต้นปีแล้วละก็ คุณต้องตรวจดูด้วยว่าดาวร้ายห้าเหลืองประจำปีนั้นกำลังก่อความวุ่นวายในชีวิตคุณหรือเปล่า!

ดาวร้ายห้าเหลืองคืออะไร

ดาวร้ายห้าเหลืองแปลมาจากคำว่า อู่หวง ในภาษาจีน คำว่า หวง ไม่ได้หมายความว่าสีเหลืองเท่านั้น แต่ยังพ้องเสียงกับคำว่ากษัตริย์อีกด้วย ฉะนั้นในบรรดาเคราะห์ร้ายทางฮวงจุ้ย ดาวร้ายห้าเหลืองจึงถือเป็นเจ้าแห่งเคราะห์ร้ายทั้งหมด แถมยังมีพลังที่สามารถนำโชคอันร้ายแรงและอันตรายมาสู่ผู้ที่ได้รับเคราะห์จากพลังร้ายของดาวดังกล่าวอีกด้วย และที่เรียกว่าสีเหลืองนั้น ก็เพราะว่าความหายนะที่ดาวร้ายห้าเหลืองนำมาให้มีต้นตอมาจากธาตุดิน ดินเป็นธาตุที่แข็งแกร่งมาก ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นหนึ่งในธาตุทั้งห้าทางฮวงจุ้ยเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในธาตุทั้งสี่แห่งพลังจักรวาล นั่นก็คือดาวร้ายห้าเหลืองสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งพลังที่อยู่รอบตัวคุณไปจนถึงพลังจักรวาลของตัวคุณเองอีกด้วย

วิธีการหาดาวร้ายห้าเหลืองของคุณ

ทุกปีดาวร้ายห้าเหลืองประจำปีจะเวียนไปที่ตำแหน่งทิศที่ไม่เหมือนกัน สำหรับปีเถาะปีนี้ดาวร้ายห้าเหลืองอยู่ในทิศตะวันออก หากห้องนอนของคุณหรือประตูทางเข้าหลักอยู่ในตำแหน่งนี้ ดาวร้ายห้าเหลืองก็จะนำเคราะห์ร้ายมาสู่คุณในด้านปัญหาทางการเงิน นอกจากดาวร้ายห้าเหลืองประจำปีแล้ว ยังมีดาวร้ายห้าเหลืองประจำเดือนที่เปลี่ยนตำแหน่งไปทุกๆ เดือนอีกด้วย ซึ่งคุณสามารถตรวจดูได้จากบทความดาวบินประจำเดือนของเรา และดูว่าดาวหมายเลข 5 นั้น ไปอยู่ตำแหน่งใดในเดือนนี้ แล้วห้องนอนของคุณหรือประตูบ้านอยู่ในบริเวณนี้หรือเปล่า

วิธีควบคุมดาวร้ายห้าเหลือง

ถ้าคุณกำลังได้รับเคราะห์จากดาวร้ายห้าเหลือง ควรสยบพลังของดาวดวงนี้เสีย เนื่องจากดาวร้ายห้าเหลืองเป็นดาวธาตุดิน จึงมีเพียงธาตุโลหะหรือธาตุไม้เท่านั้นที่สามารถยับยั้งดาวร้ายนี้ได้ คุณสามารถใช้พาโกดาห้าธาตุพร้อมกับต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งมีลักษณะของธาตุและสัญลักษณ์พิเศษมากมายเพื่อใช้ปราบดาวดวงนี้ พาโกดาห้าธาตุทำจากโลหะที่แตกต่างกันห้าชนิดสำหรับขจัดเคราะห์ร้ายห้าประเภทของพลังงานธาตุดิน นอกจากนั้นรูปทรงของพาโกดายังมีห้าชั้น และสองชั้นบนสุดก็มีรูปทรงของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ซึ่งมีพลังที่สามารถควบคุมธาตุดินได้ ในขณะที่ต้นไม้แห่งชีวิตจะช่วยนำมาซึ่งพลังของธาตุไม้ และช่วยเปลี่ยนพลังธาตุดินที่เป็นภัยให้กลายเป็นต้นไม้ที่ผลิอัญมณีออกมาให้ วางพาโกดาห้าธาตุและต้นไม้แห่งชีวิตไว้ในทิศตะวันออกเพื่อควบคุมดาวร้ายประจำปี และอย่าลืมนำดินจากทิศตะวันออกของบ้านมาใส่ไว้ในพาโกดาห้าธาตุด้วย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพลังงานธาตุดินของดาวร้ายห้าเหลืองในทิศตะวันออกถูกควบคุมไว้ หากบ้านของคุณไม่มีสวน หรือไม่สามารถหาดินในส่วนทิศตะวันออกของบริเวณบ้านได้ ก็ให้นำดินจากกระถางต้นไม้มาใส่ไว้ในพาโกดาแทนได้

*************************

สอบถามปัญหาฮวงจุ้ยผ่านทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/fslmag หรือทางอีเมล sales@wofs.co.th และติดตามสาระฮวงจุ้ยได้จากนิตยสารฮวงจุ้ยออนไลน์ Feng Shui Lifestyle E-zine รายเดือนทั้งทางเว็บไซต์ www.wofs.co.th และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/fslmag ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท เฟิงสุ่ย ไลฟ์สไตล์ อาคารซิโน-ไทย (อโศก) ชั้น 8 โทร. 08-4903-9898, 02-258-8489 และ 02-258-8469

 

แรงบันดาลใจจาก “เทวดาในตัวเอง”

Published เมษายน 1, 2011 by SoClaimon

23 มีนาคม 2554 เวลา 12:06 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : แรงบันดาลใจจาก “เทวดาในตัวเอง”.

เบื้องหลังผลงานชิ้นโบว์แดงของนักสร้างสรรค์ ไม่เคยได้มาง่ายดาย ล้วนมีเส้นทางที่ต้องฟันฝ่า มีแรงบันดาลใจเอาชนะความย่อท้อ มีความฝันถึงภาพอนาคต และมี “เทวดา” ที่นำพาสู่ความสำเร็จ

“เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” นักเขียนหนุ่มหน้าใหม่เจ้าของผลงาน “The Big Secret” ถ่ายทอด “ศิลปะแห่งการค้นหาเทวดาในตัวเรา” ผ่านชีวิตของนักสร้างสรรค์ ในเวทีประชุม “HA National Forum : ความงามในความหลากหลาย” ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

จิตวิญญาณศิลปะของไมเคิล แองเจลโล

 

“เรเนสซองส์” หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในทวีปยุโรปที่เพิ่งผ่านพ้นจากยุคกลางหรือยุคมืด เริ่มต้นขึ้นในประเทศอิตาลี รูปปั้นที่เป็นเสมือนตัวแทนจิตวิญญาณคนในยุคนี้คือ “กษัตริย์เดวิดที่ยิ่งใหญ่ของชาวยิว” กำลังเงื้ออาวุธสังหารยักษ์ใหญ่โกลิแอคอย่างสง่างามกล้าหาญ

ชายคนหนึ่งที่กำลังท้อแท้กับชีวิต ออกเดินทางไปอิตาลี กระทั่งเจอจิตวิญญาณของ “ไมเคิลแองเจลโล” ในรูปปั้นหินอ่อนของเดวิด

แรกที่ผลงานชิ้นนี้ปรากฏออกมา เจ้าเมืองช่างติหาข้อตำหนิว่าไม่สมบูรณ์ แองเจลโลจึงปีนขึ้นไปเคาะแล้วหินร่วงลงมา เจ้าเมืองจึงชื่นชมว่าดี ทั้งที่เขาแค่แอบกำก้อนหินขึ้นไปปล่อยลงมาเท่านั้น

“ผมเห็นเทวดาในหินก้อนนั้น แล้วผมก็สลักมัน สลักมัน จนกระทั่งผมสามารถทำให้มันเป็นอิสระ”

กระนั้นศิลปินผู้นี้ก็บอกว่า ความมหัศจรรย์ มาจากการทำงานหนัก!

“ถ้าเกิดว่าทุกคนรู้ว่าผมได้ทำงานหนักแค่ไหนเพื่อที่จะเป็นยอดฝีมือด้านศิลปะ ก็จะรู้สึกว่าผลงานเหล่านี้ไม่มีความมหัศจรรย์อะไรเลย”

แต่ที่โด่งดังกว่าสิ่งที่เขาปั้นมาตลอดชีวิตกลับเป็น “ภาพวาดบนวิหารโบสถ์ซิสติน” ที่กรุงโรม อิตาลี แม้ความตรากตรำจากผลงานนี้ทำให้หลังปวดจนเรียกได้ว่าเป็นความพิการในเวลาต่อมา ทว่าเหนืออื่นใดคือความภาคภูมิใจของเขาต่อผลงานชิ้นนี้ ไมเคิล แองเจลโล เป็นศิลปินร่วมสมัยที่โด่งดังพอๆกับ

จิตรกรอย่างเลโอนาร์โด ดาวินชี และความท้าทายมุมานะเอาชนะนั่นเองที่ทำให้ประติมากรอย่างเขา วาดรูปตะลึงโลกนี้ได้
จิตวิญญาณนี้ของเองเจลโล กำลังบอกว่า นักสร้างสรรค์ต้องไม่ยึดติดกับแบบแผนเดิมที่เคยทำ ต้องลองค้นหาตัวเอง คิดในสิ่งที่ไม่เคยคิด ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

เบื้องหลังความสำเร็จไอโฟน 4 ของสตีฟ จอบส์

มาถึงยุคสมัยของสังคมสารสนเทศหรือไอที ไม่มีใครไม่รู้จัก “สตีฟ จอบส์” เจ้าของบริษัทแอปเปิ้ล ที่นอกจากเป็นผู้นำในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เขายังเป็นผู้นำด้านการผลิตภาพยนตร์แอนนิเมชั่นด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิค เช่น ทอยส์ สตอรี่

ในช่วง 5-6 ปีมานี้แอปเปิ้ลได้รับรางวัลผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมมากมาย และทั้งไอพอต ไอโฟน ล่าสุดคือไอแพด ล้วนเป็นสินค้าที่คนสมัยใหม่อยากครอบครอง ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้มาจากความคิด มุมมอง และประวัติชีวิตอันโลดโผนโชกโชนของจอบส์

ชายผู้นี้ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน แต่ต่อมาเขากลับได้รับเชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ในมหาวิทยาลัยที่โด่งดังของสหรัฐอเมริกา นี่คือปาฐถาของคนไม่จบปริญญาตรี..

“จงจำไว้ว่าการรู้สึกว่าตัวเองจะต้องตายในเร็ววัน เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณเลือกสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเมื่อคุณตายทุกอย่างเป็นอิสระ ความคาดหวังจากภายนอก ความหยิ่งทะนงของเรา ความกลัวความล้มเหลวหายไปหมด ไม่มีคุณค่า แล้วทำไมเราไม่ทำสิ่งที่เรารักวันนี้ โฟกัสในสิ่งที่เราเชื่อเราอยากจะทำ และทำมันให้ดีที่สุด”

จ็อบส์ ยังบอกว่า การที่เราค้นพบงานที่ตัวเองรัก เหมือนได้ค้นพบคนรัก และงานที่เรารักยังเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนที่คบหากันมาน มีแต่จะยิ่งดีขึ้นๆเพราะต่างรู้ใจกัน
จุดเด่นของไอโฟนคือความเรียบง่าย ใช้งานคล่อง เป็นด้วยวัยหนุ่มของจ็อบส์สนใจในศิลปะเซน เขาเคยเดินทางไปหานักบวชในอินเดีย ความเชื่อมโยงนี้จึงไม่ใช่ความบังเอิญ และเป็นสิ่งสำคัญของนักสร้างสรรค์ที่จะต้องเปิดโลกการเรียนรู้ให้กว้าง แลกเปลี่ยนกับคนที่หลากหลาย

 

โมเดลเทวดาในตัวเอง

ลองเปิดใจค้นหาตัวเอง คิดในสิ่งที่ไม่เคยคิด ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ความเจ็บปวดหรือความอับอายไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ แต่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตล้มเหลวคือการไม่กล้าก้าวเดินออกไป แล้วมองว่าตัวเองโง่ ด้อยค่า
สัมผัสความเป็นมนุษย์ ทั้งในมุมที่เราเห็น และในมุมที่ลึกลงไปกว่านั้น ใช้เวลา 20% ในการค้นหาความรู้นอกสาขาที่เราคุ้นเคย เรียนรู้ที่จะค้นหาความงามภายใต้ขีดจำกัดอันสั้นของชีวิต

ชีวิตของคนสร้างสรรค์ทั้งหลายแหล่ “ไม่เคยมีความง่าย”

กล้าที่จะลองทำ แล้วคุณจะรู้ว่าการเป็นคนสร้างสรรค์มันเป็นศักยภาพที่จะทำได้ นักสร้างสรรค์ทุกคนล้วนต้องผ่านความเจ็บปวด แต่พวกเขาไม่เคยท้อแท้ จึงได้พบกับผลลัพธ์อันหอมหวาน
อัจฉริยะไม่ได้มาจากฟ้า! ไม่มีสูตรความสำเร็จของนักสร้างสรรค์ แต่ทุกคนล้วนมีความเร่าร้อนในการสร้างสรรค์ผลงาน และพวกเขาค้นหา“เทวดาในตัวเอง” เจอ .

 

ให้ “ทาน” ด้วยการให้ “ทาง”

Published มีนาคม 21, 2011 by SoClaimon

20 มีนาคม 2554 เวลา 19:30 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : ให้ “ทาน” ด้วยการให้ “ทาง”.

ตราบใดที่ยังมีคนที่ให้ทานง่ายๆ โดยไม่คิดตราบนั้นขอทานก็จะยังคงมีอยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราช่วยกันทำให้ขอทานสามารถลุกขึ้นมาพึ่งตัวเองได้ เมื่อนั้นขอทานก็จะหายไป…

เรื่อง : ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย / ภาพ : ภาพจากภาพยนตร์ Slumdog Millionaire

ใครที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “Slumdog Millionaire” ที่ได้รับรางวัลออสการ์ประจำปี 2551 ไปถึง 8 รางวัลซ้อน ก็คงจะสะเทือนใจกับภาพสลัมเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่ดูสมจริงเสียยิ่งกว่าจริง จนกระทั่งว่าเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายไปทั่วโลก ชาวสลัมในเมืองมุมไบต้องลุกขึ้นมาประท้วงที่กลุ่มผู้สร้างเอาความจริงที่สมจริงออกมาประจานให้ชาวโลกได้รับรู้

ทำไมภาพชีวิตของคนยากจนในอินเดียจึงสะเทือนใจคนดูมากมายทั่วโลก คำตอบก็เพราะภาพเช่นนี้ช่างขัดแย้งกับภาพของความเจริญด้านอื่นๆ อย่างชนิดหน้ามือกับหลังมือ เช่น ด้านอวกาศที่อินเดียกลายเป็นประเทศมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งที่สามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปโคจรเพื่อปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศสำเร็จมาแล้วหรือตัดกับภาพของประเทศมหาอำนาจทางการทหาร ที่สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้เป็นผลสำเร็จ หรือไม่ก็ตัดกับภาพของประเทศมหาอำนาจทางด้านไอที ที่สามารถผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์รวมทั้งโปรแกรมเมอร์ชั้นนำมากมายให้แก่องค์กรชั้นนำด้านเทคโนโลยีทั่วโลก

ความมั่งคั่ง ความเป็นมหาอำนาจด้านต่างๆ ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงความมั่งคั่งของคนกลุ่มเล็กๆ เพียงหยิบมือหนึ่งของประเทศที่มีประชากรกว่าพันล้านคนเท่านั้น หากเรากวาดตามองอินเดียอย่างลึกซึ้งเราจะพบว่าประเทศนี้ยังมีคนจนอยู่มากมายติดอันดับต้นๆ ของโลก

ขอทานชาวอินเดียมีกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองหลวงอย่างนครเดลี ยิ่งถ้าเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ด้วยแล้วจะพบว่าขอทานมีจำนวนมากมายเป็นพิเศษ มากเสียจนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนอินเดียอดคิดไม่ได้ว่า ขอทานเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของอินเดียไปแล้ว

เมื่อแรกที่ผู้เขียนไปเยือนอินเดียใหม่ๆ ได้พบเห็นขอทานแล้วรู้สึกสะเทือนใจอย่างรุนแรง มีอะไรอยู่ในมือก็อยากจะหยิบยื่นให้เสียทั้งสิ้น แต่เมื่อไปอินเดียบ่อยเข้าชนิดปีเว้นปีหรือทุกปีอย่างทุกวันนี้ ก็ชักลดความสงสารลงไปมาก ไม่ใช่เพราะว่าเห็นขอทานเสียจนชิน แต่เป็นเพราะหลังๆ มานี้เกิดความเข้าใจขึ้นมาใหม่ว่า หากเราจะแสดงความสงสารขอทานด้วยการให้ทานแก่เขาอย่างง่ายๆ เช่น โยนเงินให้เขา เพื่อที่จะพบว่าหลังจากนั้นไปอินเดียอีกกี่ครั้งๆ เขาหรือเธอเหล่านั้นก็ยังคงยึดอาชีพขอทานอยู่เช่นเดิม ถ้าการให้ทานของเราไม่เคยช่วยเขาให้ดีขึ้นหรือทำให้เขาไม่คิดที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม แต่ยังคงเลือกที่จะขอทานอยู่เหมือนเดิมชั่วนาตาปี เพราะมันเป็นอาชีพที่ต้นทุนต่ำ แต่รายได้สูง เราก็ควรเลิกให้ทานอย่างง่ายๆ แล้วหันมาให้ทานอย่างมีวิจารณญาณเหมือนกับที่รัฐบุรุษของอินเดียอย่าง มหาตมะ คานธี เคยกล่าวว่า

“ทำไมเราจึงดูถูกคนขอทานด้วยการโยนเงินให้แก่เขาเล่า จะไม่ดีกว่าหรือถ้าเราจะหางานให้เขาทำแทนการให้เงินอย่างมักง่าย”
สุภาษิตจีนกล่าวว่า

“หากท่านแบ่งแกงปลาให้เขากิน อย่างดีที่สุดเขาก็อิ่มเพียงหนึ่งมื้อ แต่หากท่านสอนวิธีจับปลาให้แก่เขา เขาจะมีปลากินไปตลอดชีวิต”

พระพุทธศาสนาก็เสนอหลักการในการช่วยคนเอาไว้ว่า เราควรจะช่วยเขาให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น พุทธวัจนะที่ว่า
“ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
แท้ที่จริง
ตนที่ฝึกฝนไว้เป็นอย่างดีแล้วนี่แหละ
คือที่พึ่งที่หาได้แสนยาก”

การช่วยเหลือคนขอทานหากทำอย่างขาดวิจารณญาณ แม้จะมีเจตนาดีเป็นรากฐานอยู่ในใจ แต่ก็อาจกลายเป็นการซ้ำเติมให้เขาตกต่ำย่ำแย่ลงกว่าเดิมก็เป็นได้

ทุกครั้งที่ไปเยือนอินเดียแล้วพบขอทาน เราควรใช้วิจารณญาณอย่างลึกซึ้งว่า เราจะช่วยเขาเพื่อทำให้เขาอยู่รอดไปเพียงวันๆ เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาลุ้นว่าวันพรุ่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาให้ทานอีกไหม หรือเราจะช่วยเขาด้วยการกระตุ้นให้เขาสามารถลุกขึ้นมาสร้างสรรค์พัฒนาตัวเองให้ดีกว่านั้นได้และไปให้พ้นจากการเป็นขอทานตลอดชีวิตขอทานจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวขอทานเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ที่ให้ทานด้วย

ตราบใดที่ยังมีคนที่ให้ทานง่ายๆ โดยไม่คิดตราบนั้นขอทานก็จะยังคงมีอยู่อย่างมากมาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เราช่วยกันทำให้ขอทานสามารถลุกขึ้นมาพึ่งตัวเองได้ เมื่อนั้นขอทานก็จะหายไปหรือถึงไม่หายไป แต่ปริมาณก็คงจะลดลง

ใช่หรือไม่ว่า มองในอีกมุมหนึ่ง ปริมาณของขอทานก็ช่วยสะท้อนคุณภาพของผู้ให้ทานด้วยเช่นเดียวกัน


จะทำอย่างไรกับห้องทรงตัว L

Published มีนาคม 21, 2011 by SoClaimon

20 มีนาคม 2554 เวลา 18:51 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : จะทำอย่างไรกับห้องทรงตัว L.

ห้องรูปทรงตัว L หากนำมาประยุกต์ปรับแต่งใหม่อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถใช้เป็นตำแหน่งที่นั่งสำหรับผู้บริหารที่มีความสำคัญระดับสูงในองค์กร….

เรื่อง : มิสไอรีน

ขวาน มีดปังตอ มีดหั่นอาหาร ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือชื่อที่ใช้เรียกห้องที่มีรูปทรงคล้ายตัว L ในอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือว่าไม่เป็นมงคลนัก และในทางฮวงจุ้ยก็มักจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงเสมอ ทั้งนี้เพราะห้องหรือพื้นที่ที่มีรูปทรงแปลกๆ หรือไม่สมมาตร มักจะหมายความว่าห้องนั้นๆ ขาดมุมใดมุมหนึ่งหรือหลายมุมไป ทั้งมุมที่หายไปก็จะกลายเป็นมุมที่ส่งศรพิฆาตที่เป็นภัยมาให้ด้วย เพราะว่าการขาดหายไปของมุมใดมุมหนึ่งของพื้นที่จะหมายความว่าคุณขาดโชคด้านใดด้านหนึ่งที่มุมนั้นๆ นำมาให้ตามหลักมงคลทั้งแปดทิศของฮวงจุ้ย ฉะนั้นก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย ถ้าหากว่ามุมที่หายไปเป็นมุมของโชคด้านอาชีพการงาน หรือโชคด้านความมั่งคั่ง

 

อย่างไรก็ตาม ห้องรูปทรงตัว L หากนำมาประยุกต์ปรับแต่งใหม่อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถใช้เป็นตำแหน่งที่นั่งสำหรับผู้บริหารที่มีความสำคัญระดับสูงในองค์กร หรือเป็นผู้ที่ต้องตัดสินใจหรือรับผิดชอบปัญหาสำคัญๆ ขององค์กรได้เลยทีเดียว
สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ ระบุหาว่าส่วนใดเป็น “ด้ามจับมีด” และส่วนใดเป็น “ใบมีด” ภายในห้องนั้นๆ บริเวณที่เป็น “ด้ามจับมีด” คือจุดที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะเป็นจุดที่พลังงานรวมตัวอยู่มากที่สุด ในทางกลับกัน บริเวณที่แทนถึง “ใบมีด” จะมีพลังงานอ่อนที่สุด

จากนั้น คุณต้องจัดให้ตัวเองนั่งอยู่ในบริเวณที่เป็น “ด้ามจับมีด” เพื่อให้คุณได้ประโยชน์จากพลังและอำนาจที่เพิ่มเข้ามาจากการนั่งในบริเวณนี้ ในระหว่างที่มีการเจรจาเรื่องสำคัญ คุณต้องให้ฝ่ายตรงข้ามนั่งอยู่ในส่วนที่เป็น “คมมีด” เพื่อที่จะทำให้ท่าทีแข็งขืนไม่ยอมอ่อนข้อของอีกฝ่ายอ่อนลง การทำเช่นนี้จะทำให้คุณถือไพ่เหนือกว่าภายในห้องนั้น ซึ่งจะทำให้คุณเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์หรือทิศทางการเจรจาหรือการประชุมที่กำลังเกิดขึ้น

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกโจมตีจากศรพิฆาตที่พุ่งตรงมาจากมุมที่ยื่นออกมา (ด้านที่เป็น “ใบมีด”) คุณก็สามารถใช้สัญลักษณ์ฮวงจุ้ยมาเป็นตัวช่วยได้ วางคริสตัลเจียระไน หรือไม้กระถางที่มีใบเยอะๆ ไว้ที่มุมนั้นๆ เพื่อดูดซับปราณพิฆาตที่ส่งออกมา การแขวนภาพวาดติดผนังไว้ตลอดแนว ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว หรือคุณยังสามารถทำให้มุมนั้นหายไปด้วยการติดกระจกตลอดแนวผนังด้านนั้นก็ได้

สิ่งที่ต้องระวังในการเลือกสัญลักษณ์ต่างๆ เข้ามาอำพรางมุมที่เป็น “ใบมีด” ก็คือ ของที่นำเข้ามาใช้ ต้องไม่ส่งปราณพิฆาต หรือส่งพลังงานที่เป็นภัยออกมาภายในห้องของคุณ อย่าใช้ต้นไม้ที่มีหนามหรือใบแหลมคม อย่าใช้ภาพวาดที่ดูไม่เป็นมงคล สิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นสิ่งสวยงามสำหรับรสนิยมของคุณ แต่หากมีมากเกินไป ก็สามารถก่อพลังงานอันตรายที่แฝงเร้นอยู่ได้
เมื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับตัวเองภายในห้องที่มีรูปทรงตัว L ได้แล้ว ก็อย่าลืมจัดพื้นที่ของคุณตามหลักฮวงจุ้ยด้วย หลีกเลี่ยงข้อห้ามต่างๆ ทางฮวงจุ้ย เช่น ไม่นั่งหันหลังให้ประตู ไม่นั่งหันหน้าเข้าหาฝาผนัง ด้านหลังที่นั่งควรมีกำแพงที่แน่นหนาคอยสนับสนุนอยู่ ภายในห้องควรมีแสงสว่างเพียงพอ และปลอดโปร่ง ระวังอย่าให้มีขอบหรือมุมแหลมคม เช่น จากชั้นวางของที่เปิดโล่ง พุ่งตรงมายังจุดที่คุณนั่ง และข้อสำคัญอย่าปล่อยให้บริเวณพื้นที่ของคุณเกะกะเลอะเทอะเด็ดขาด สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการไหลเวียนของพลังงานภายในพื้นที่

จำไว้ว่า แม้ห้องที่คุณอยู่จะขาดมุมใดมุมหนึ่งไป แต่หากคุณจำเป็นต้องใช้ห้องนั้นๆ คุณก็สามารถจัดฮวงจุ้ยโดยดูในส่วนของ “ไท่จี๋เล็ก” หรือก็คือเฉพาะบริเวณที่คุณนั่งอยู่ได้

เพราะฉะนั้นหากห้องของคุณเป็นรูปทรงตัว L หรือทรงมีด ก็ถือว่าคุณยังมีโชคดี เพียงแต่ต้องแน่ใจว่าคุณจัดวางตำแหน่งของตัวเองในส่วนที่เป็น “ด้ามจับมีด” เพื่อให้คุณเป็นฝ่ายฉวยคว้าสถานการณ์ใดๆ ก็แล้วแต่ให้อยู่มือ

**********************

สอบถามปัญหาฮวงจุ้ยผ่านทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/fslmag หรือทางอีเมล sales@wofs.co.th และติดตามสาระฮวงจุ้ยได้จากนิตยสารฮวงจุ้ยออนไลน์ Feng Shui Lifestyle E-zine รายเดือนทั้งทางเว็บไซต์ www.wofs.co.th และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/fslmag ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท เฟิงสุ่ย ไลฟ์สไตล์ จำกัด อาคารซิโน-ไทย (อโศก) ชั้น 8, โทร.: 084-903-9898, 02-258-8489 และ 02-258-8469

 

ตัดกรรม ลอยบาป

Published มีนาคม 21, 2011 by SoClaimon

13 มีนาคม 2554 เวลา 21:15 น.

โพสต์ทูเดย์ Lifestyle : ตัดกรรม ลอยบาป.

เหตุที่ชาวพุทธต้องไปเยือนแม่น้ำคงคา เพราะที่นี่เป็นดัง “นิทรรศการกลางแจ้ง” ของสิ่งมหัศจรรย์ระดับต้องตามไปดูอยู่หลายอย่าง….

เรื่อง : ว. วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

บนเส้นทางจาริกแสวงบุญของพุทธบริษัทต้องผ่านเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์ที่มีอายุยืนนานกว่าสี่พันปี ที่เมืองแห่งนี้มีสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 นั่นคือสถานที่ทรงแสดง “ปฐมเทศนา” แต่มีสถานที่แห่งหนึ่งที่แม้ไม่เกี่ยวกับสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา ทั้งยังไม่นับเนื่องในสังเวชนียสถาน 4 แต่ชาวพุทธทุกคนก็เต็มอกเต็มใจที่จะไปเยือนในลักษณะ “มาพาราณสีทั้งที หากไม่มาที่นี่ถือว่ายังมาไม่ถึง” สถานที่อันทรงความสำคัญขนาดนี้จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก “แม่น้ำคงคา” อันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

แม่น้ำคงคาเป็นสายธารแห่งสวรรค์ที่ไหลจากเทือกเขาหิมาลัยผ่านเศียรพระศิวะ (ตามคติศาสนาพราหมณ์) ทอดตัวเป็นแม่น้ำขนาดยาวดังหนึ่งเป็นเส้นเลือดกระแสหลักของแผ่นดินชมพูทวีป

เหตุที่ชาวพุทธต้องไปเยือนแม่น้ำคงคา เพราะที่นี่เป็นดัง “นิทรรศการกลางแจ้ง” ของสิ่งมหัศจรรย์ระดับต้องตามไปดูอยู่หลายอย่าง เป็นต้นว่า

มรณะโฮเต็ล โรงแรมหรูตั้งแต่หนึ่งดาวไปจนถึงห้าดาวสำหรับผู้สูงอายุที่มาจับจองเพื่อรอความตายอยู่ข้างแม่น้ำคงคา

เชิงตะกอนกลางแจ้ง ที่ว่ากันว่าเป็นเวลากว่าสี่พันปีมาแล้วที่ไฟ ณ เชิงตะกอนแห่งนี้ไม่เคยดับ เพราะทุกวันจะมีคนนำศพมาเผาที่ริมฝั่งน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสมอ

สายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีสรรพคุณพิเศษในทาง “ชำระบาป”

ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพราหมณ์เชื่อกันว่า มนุษย์ทุกคนมีโอกาสทำบาปกันทุกวัน วันละมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าทำบาปแล้วได้มาชำระบาปด้วยการลงอาบชำระกายในแม่น้ำคงคา บาปที่ทำมาก็จะถูกลอยไปในกระแสน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมนี้มีชื่อว่า การ “ลอยบาป” ผู้ที่ลอยบาปแล้วมีชื่อเรียกว่า “พาหิตปาโป” ในความหมายของพราหมณ์ คนที่จะใช้คำนี้ได้ก็คือ คนที่มาชำระสระสรงกายในแม่น้ำคงคา แต่ต่อมาพระพุทธองค์ทรงประยุกต์คำนี้มาใช้ในพุทธศาสนาด้วย แต่ทรงตั้งเกณฑ์สูงกว่านั้นมาก เพราะทรงกำหนดไว้ว่า คนที่จะได้ชื่อว่า “ลอยบาป” แล้ว ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น

แม้อินเดียจะผ่านกาลเวลาเข้ามาสู่ยุคโลกาภิวัตน์เหมือนกับชาวโลกในทุกภูมิภาคแล้วก็จริงอยู่ แต่พิธีกรรมความเชื่อในเรื่องลอยบาป โรงแรมรอตาย และเชิงตะกอนกลางแจ้ง ก็ยังคงมีชีวิตชีวาไม่เปลี่ยนแปลง

นานมาแล้วครั้งที่ยังทรงพระชนม์อยู่ พระพุทธองค์เคยเสด็จมาที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแห่งนี้ ทรงพบพราหมณ์หลายคนกำลังสรงสนานจนตัวเปียกปอน มีรับสั่งถามพราหมณ์คนหนึ่งว่า กำลังทำอะไรอยู่ พราหมณ์ตอบว่า กำลังลอยบาป ทรงแย้งว่า หากการลอยบาปด้วยน้ำเป็นสิ่งที่ทำได้จริงๆ แล้ว มนุษย์คงสู้พวกสัตว์น้ำอย่างกุ้ง หอย ปู ปลา ไม่ได้เป็นแน่ เพราะสัตว์น้ำเหล่านั้นเขาอาศัยอยู่ในน้ำตลอดเวลา ตรัสต่อไปว่า ความรู้สึกบาปเกิดขึ้นที่ไหน พราหมณ์ตอบว่า ที่ใจ ทรงรุกต่อไปว่า บาปเกิดที่ใจ ทำไมจึงมาชำระที่กายเล่า พราหมณ์ ไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงทรงเปิดหูเปิดตาเขาด้วยคำสอนที่สมเหตุสมผล ตรองตามให้เห็นจริงด้วยปัญญาอย่างไม่ยากเย็นนักว่า

“คนทำกรรมชั่ว ไม่ว่าจะวิ่งไปชำระกายที่ไหนก็ไม่สามารถลอยบาปได้
ต่อเมื่อใดก็ตามเขานำเอาศีล (วินัยในการดำเนินชีวิต เช่น ศีล 5)
สมาธิ (จิตที่กอปรด้วยสติ)
ปัญญา (ความรู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง)
มาโสรจสรงกายและใจจนเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว
เมื่อนั้นแหละ เขาก็จึงจะได้ชื่อว่าลอยบาปแล้ว”

ตรัสต่อไปว่า

“เมื่อคนเรามีศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว
แม้น้ำดื่มธรรมดาๆ ก็ยังเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้”

กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ไม่ใช่น้ำหรอกที่ศักดิ์สิทธิ์ คนต่างหากที่ทำให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ ถ้าคนดีลงอาบน้ำท่าไหน ท่าน้ำนั้นก็เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ คนเลวลงอาบน้ำท่าไหน ท่าน้ำนั้นก็เป็นกาลกิณี พราหมณ์ได้ฟังวิธีลอยบาปแบบพุทธแล้วก็ “แจ้งแก่ใจ” เลิกลอยบาปตัดกรรมแบบโบร่ำโบราณ หันมาลอยบาปด้วยการทำตนเป็นคนดีนับแต่นั้น

กฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนาสรุปสั้นๆ ได้ว่า

“ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว”
หรือหากอ้างพระพุทธวจนะหน่อยก็ต้องระบุว่า
“ตนทำชั่วเอง ก็เศร้าหมองเอง
ตนทำดีเอง ก็บริสุทธิ์เอง
คนหนึ่งจะยังอีกบุคคลหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่”


 

เพิ่มพลังชี่ธาตุดินเพื่อเสริมธาตุแห่งทรัพยากร

Published มีนาคม 21, 2011 by SoClaimon

13 มีนาคม 2554 เวลา 20:44 น.

ผ่านทางโพสต์ทูเดย์ Lifestyle : เพิ่มพลังชี่ธาตุดินเพื่อเสริมธาตุแห่งทรัพยากร.

วิธีทางฮวงจุ้ยที่ง่ายๆ ในการเพิ่มคุณภาพให้แก่พลังงานในบ้านของคุณก็คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พลังชี่ธาตุดิน….

โดย…มิสไอรีน

วิธีทางฮวงจุ้ยที่ง่ายๆ ในการเพิ่มคุณภาพให้แก่พลังงานในบ้านของคุณก็คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พลังชี่ธาตุดิน ซึ่งมีความสำคัญมาก และในอดีตความแข็งแกร่งของพลังธาตุดินก็เกือบจะเทียบเท่าได้กับการมีฮวงจุ้ยที่ดี

ฮวงจุ้ยเต๋าเชื่อว่าสวรรค์กับโลกผสานรวมกันก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันเป็นสิ่งที่มนุษย์พึ่งพาอาศัยอยู่ สิ่งนี้ก็คือองค์รวมทั้งสามแห่ง เทียน ตี้ เหริน หรือสวรรค์ พื้นดิน และมนุษย์ ในสามสิ่งนี้พลังชี่ธาตุดินมีอิทธิพลมากที่สุดต่อโชคชะตาของคุณ ต่อไปนี้คือ 6 วิธี ในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่พลังธาตุดินทั้งภายในและรอบๆ บ้านของคุณ

1.ใช้วัสดุที่เป็นธาตุดินสำหรับพื้นชั้นล่างอยู่เสมอ เช่น หินอ่อน หินแกรนิต หรือกระเบื้อง พื้นกระเบื้องหรือหินอ่อนที่เป็นแผ่นจะดีกว่าพื้นหินขัดหรือพื้นหินอ่อนขรุขระ สิ่งใดก็ตามที่ไม่เรียบหรือดีไซน์แบบลวกๆ สื่อถึงรากฐานที่ไม่มั่นคง หลีกเลี่ยงการใช้ไม้หรือปูพรมบนพื้นชั้นล่างของคุณ

2.วางหินไว้รอบๆ บ้าน เพื่อให้เกิดกระแสการเคลื่อนที่ของพลังงานที่ดี การวางหิน 2-3 ก้อน ที่มุมทั้งสี่ของบ้านสื่อถึงพลังชี่ที่แข็งแรงและมั่นคง คุณสามารถสร้างสัญลักษณ์ภูเขาทอง (นำหินมากองเป็นเนิน แล้วติดทองคำเปลวเอาไว้เล็กน้อย) เพื่อเชื่อมพื้นดินและสวรรค์เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งถือเป็นมงคลมากๆ

3.สร้างกำแพงไว้หลังบ้านเพื่อสื่อถึงภูเขาที่เกื้อหนุนคุณอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นกำแพงใหญ่ แค่สูงสัก 1.2 เมตร (4 ฟุต) หรือมากกว่านั้นก็พอแล้ว กำแพงนั้นดีกว่าต้นไม้ในด้านการสนับสนุน

4.สร้างพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ใส่ทรายหรือก้อนกรวด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพลังชี่ธาตุดินหน้าบ้านคุณแข็งแรง วิธีนี้เป็นการเสริมสัญลักษณ์ของพลังธาตุดิน

5.ใช้หมายเลขธาตุดินอันทรงพลังทั้งสาม ได้แก่ 2, 5 และ 8 ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจใช้คริสตัลกลม 2 ลูก หินสีเหลือง 5 ก้อน และก้อนกรวดขนาดกลาง 8 ก้อน คุณอาจจะเน้นเลขไหนเป็นพิเศษก็ได้ เนื่องจากเราอยู่ในยุค 8 ดังนั้นการเน้นหมายเลข 8 จะนำโชคมาให้ หมายเลข 2, 5 และ 8 ถือเป็นหมายเลขสายใยก่อกำเนิดในหลักฮวงจุ้ยดาวบิน เมื่อปรากฏขึ้นด้วยกันก็จะหมายถึงโชคดีมหาศาล

6.แขวนภาพภูเขาที่ดูแข็งแรงและมั่นคงไว้ในบ้าน เพื่อสนับสนุนความพยายามของคุณ ในหลักฮวงจุ้ยดาวบิน การมีภาพภูเขาตรงมุมของบ้านหรือในห้องนั่งเล่นที่มีดาวแห่งขุนเขาหมายเลข 8 จะนำโชคลาภขนานใหญ่ด้านสุขภาพและความสัมพันธ์มาให้ ภาพวาดภูเขาเป็นสิ่งที่นำโชคมาให้อย่างเหลือเชื่อเมื่อแขวนไว้ด้านหลังคุณในที่ทำงาน หรือที่ใดก็ตามที่คุณนั่งประจำ เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของพลังชี่ธาตุดินอันทรงพลังและจำเป็นสำหรับความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ รวมไปถึงการรักษาความมั่งคั่งของตัวเองด้วย

นอกจากนี้ คุณต้องไม่ลืมว่า ปี 2554 เป็นปีที่ไม่มีธาตุดินปรากฏอยู่ในผังปาจื้อหลัก ดังนั้นธาตุดินจึงเป็นธาตุที่สำคัญ เพราะหากปราศจากทรัพยากร คุณสมบัติอื่นๆ ที่บ่งชี้ในผัง ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้

********************

สอบถามปัญหาฮวงจุ้ยผ่านทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/fslmag หรือทางอีเมล sales@wofs.co.th และติดตามสาระฮวงจุ้ยได้จากนิตยสารฮวงจุ้ยออนไลน์ Feng Shui Lifestyle E-zine รายเดือนทั้งทางเว็บไซต์ www.wofs.co.th และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/fslmag ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท เฟิงสุ่ย ไลฟ์สไตล์ อาคารซิโน-ไทย (อโศก) ชั้น 8 โทร. 08-4903-9898, 02-258-8489 และ 02-258-8469

 

%d bloggers like this: