โอฬาร ไชยประวัติ

All posts tagged โอฬาร ไชยประวัติ

กระตุก​เชื่อ​มั่น​ไว้​ก่อน

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

กระตุก​เชื่อ​มั่น​ไว้​ก่อน.

Pic_186153

ขึ้น​ป้าย​แปะ​ข้าง​ฝา​ไว้​ก่อน​เลย​กับ​ราย​ชื่อ​ต่อ​ไป​นี้

นาย​โอฬาร ไชยประวัติ นาย​สันติ พร้อม​พัฒน์ นาย​วิรุฬ เต​ชะ​ไพบูลย์ นาย​จารุพงศ์ เรือง​สุวรรณ นาย​สุชาติ ธาดา​ธำรง​เวช นาย​มิ่งขวัญ แสง​สุวรรณ์ นาย​นิวัฒน์​ธำรง บุญ​ทรง​ไพศาล และ​นาย​พิชัย น​ริ​พทะ​พันธุ์

ทีม​งาน​คีย์แมน​ที่​เข้า​ร่วม​ประชุม​โต๊ะกลม​กับ น.ส.​ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ใน​การ​ระดม​สมอง​ทีม​ยุทธศาสตร์​จัด​ทำ​นโยบาย​แต่ละ​ด้าน​ของ​พรรค​เพื่อ​ไทย เพื่อ​แถลง​ต่อ​รัฐสภา

นี่แหละ​น่า​จะ​ไม่​พลาด​อยู่​ใน​บัญชี​ทีม​รัฐมนตรี​เศรษฐกิจ​ของ​รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ 1”

ไล่​เช็ก​ชื่อ​ดี เด่น ดัง ก็​ยัง​ไม่​ถึง​กับ​โป๊ะ​เ​ชะ​ซะ​ทีเดียว

โดยเฉพาะ​กับ​สถานการณ์​หัวเลี้ยวหัวต่อ​ที่​รัฐบาล​พรรค​เพื่อ​ไทย​ต้อง​แก้​โจทย์​วิกฤติ​การเมือง และ​พยุง​วิกฤติ​เศรษฐกิจ​ไป​พร้อมๆกัน

ที่​สำคัญ​ยัง​แบก​ความ​คาด​หวัง​ของ​กอง​เชียร์​และ​คะแนนเสียง​ที่​เท​ให้​ถล่ม​ทลาย

ก็​อย่าง​ที่​เห็น​ใน​ช่วง​ที่​ยัง​ไม่ทัน​ตั้ง​รัฐบาล ก็​มีเสียง​ทวง​ถาม​สัญญา​ที่​ประกาศ​ไว้​บน​เวที​หาเสียง กระแส​เร่งเร้า​ให้​เริ่ม​เดิน​หน้า​สารพัด​นโยบาย​ประชา​นิยม​ที่​เรียก​แต้ม​ให้​พรรค​เพื่อ​ไทย​ได้​เป็น​กอบ​เป็น​กำ

โดย​ปรากฏการณ์​ที่​สวน​ทาง​กับ​แรง​ต้าน เสียง​คัดค้าน​จาก “ปู่​โสม​เฝ้า​ทรัพย์”

จาก​บท​ทดสอบ​ด่าน​แรก​กรณี​การ​งด​เก็บ​เงิน​เข้า​กองทุน​น้ำมัน เพื่อ​ลด​ราคา​ขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 เบนซิน 91 และ​น้ำมันดีเซล ที่​มีเสียง​กระแอม​มา​จาก​นาย​ประเสริฐ บุญ​สัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่​บริหาร​และ​กรรมการ​ผู้จัดการ​ใหญ่​บริษัท ปตท.​จำกัด (มหาชน) จะ​รอ​ดู​วิธี​บริหาร​จัดการ​ของ​รัฐบาล

เพราะ​หาก​ยกเลิก​การ​เก็บ​เงิน​เข้า​กองทุน​น้ำมัน จะ​ทำให้​ราคา​พลังงาน​ที่​รัฐ​อุดหนุน​อยู่​เช่น​ราคา​ก๊าซ​หุง​ต้ม (แอล​พี​จี) ก๊าซ​ธรรมชาติ (เอ็น​จี​วี) สำหรับ​รถยนต์​จะ​ต้อง​ปรับ​ตัว​สูง​ขึ้น

มา​ถึง​ด่าน​ทดสอบ​ที่​สอง กรณี​ค่า​แรง​ขั้น​ต่ำ 300 บาททั่ว​ประเทศ ก็​มีเสียง​นาย​พยุง​ศักดิ์ ชาติ​สุทธิ​ผล ประธาน​สภา​อุตสาหกรรม​แห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.​ท.​ ประกาศ​ผ่าน​จอ ที่​ประชุม​คณะ​กรรมการ​บริหาร​ ส.อ.​ท. เตรียม​ยื่น 4 ข้อ​เสนอ​ต่อ​รัฐบาล​ชุด​ใหม่ โดย​มี​มติ​ไม่​เห็น​ด้วย​กับการ​ปรับ​ขึ้น​ค่า​แรง​ขั้น​ต่ำ 300 บาท​ต่อ​วัน​ทั่ว​ประเทศ

เพราะ​จะ​กระทบ​ต่อ​เศรษฐกิจ​โดย​รวม ซึ่ง​ต้อง​ดำเนิน​การ​อย่าง​รอบคอบ และ​เห็น​ว่าการปรับ​ขึ้น​ค่า​แรง ควร​เป็น​ไป​ตาม​กลไก​ตลาด และ​ผ่าน​การ​พิจารณา​ของ​คณะ​กรรมการ​ไตรภาคี​ที่​ปราศจาก​แรง​กดดัน​จาก​ฝ่าย​การเมือง รวม​ทั้ง​หาก​มี​การ​ปรับ​ขึ้น​ค่า​แรง​จริง ควร​หา​แนวทาง​ช่วยเหลือ​ส่วนต่าง​มา​ชดเชย​ให้​กับ​ผู้​ประกอบ​การ โดย​ทาง​ภาค​รัฐ และ​ผู้​ประกอบ​การ​ควร​หารือ​ร่วม​กัน​เพื่อ​หา​ทางออก​ใน​เรื่อง​นี้

ล่า​สุด ​ถึง​ด่าน​ทดสอบ​ที่​สาม ว่า​ด้วย​นโยบาย​รับ​จำนำ​ข้าว “ยิ่งลักษณ์” ก็​ต้อง​ไม่​วาย​ต้อง​ตอบ​คำ​ถาม​กรณี​นโยบาย​จำนำ​ข้าว​จะ​มี​ส่วน​ทำให้​ประเทศ​อินโดนีเซีย​หัน​ไป​ซื้อ​ข้าว​จาก​ประเทศ​เวียดนาม มี​การ​กำหนด​มาตรการ​รอง​รับ​แล้ว​หรือ​ไม่

แตะ​ตรง​ไหน​ก็​เจอ​แรง​เสียด​ทาน

โดย​อาการ​หยุด​ชะงัก​ของ “ยิ่งลักษณ์” ต้อง​รีบ​ตัด​เกม ยกยอด​ไป​อธิบาย​ใน​ภาพ​รวม​ทีเดียว เพราะ​นโยบาย​ทุก​นโยบาย​ต้อง เชื่อม​โยง​ต่อ​เนื่อง​กัน เพื่อ​ป้องกัน​ความ​สับสน โดยเฉพาะ​พวกที่​ ฉวย​จังหวะ​เก็ง​กำไร​ล่วงหน้า

เบรก​กระแส​รุก​ไล่ เบี่ยง​ตัว​หลบ​แรง​กดดัน​เฉพาะหน้า​ไว้ก่อน

ขณะ​เดียวกัน ตาม​จังหวะ​ที่​ประชุม​ทีม​ยุทธศาสตร์​พรรค​เพื่อ​ไทย​ได้​เชิญ​ตัวแทน​กระทรวง​พลังงาน และ​ตัวแทน​กระทรวง​พาณิชย์​ มา​ชี้แจง ใน​เรื่อง​แก้​ปัญหา​พลังงาน​ทั้ง​ระบบ​และ​ปัญหา​สินค้า​ราคา​แพง

แล้ว​ก็​เป็น​นาย​สุชาติ ธาดา​ธำรง​เวช ทีม​เศรษฐกิจ ที่​อธิบาย​แจกแจง​ได้​อย่าง​เป็น​ระบบ​ว่า นโยบาย​เร่ง​ด่วน​ที่ น.ส.​ยิ่งลักษณ์ ว่าที่​นายกฯ จะ​ทำ​คือ การ​แก้​ปัญหา​น้ำมัน​แพง​ด้วย​การ​ยกเว้น​การ​ส่ง​เงิน​เข้า​กองทุน​น้ำมัน​ตาม​ที่​แถลง​ไป​ก่อน​หน้า​นี้ และ​การ​ดูแล​ปัญหา​สินค้า​ราคา​แพง

โดย​เมื่อ​ราคา​น้ำมัน​ลด​ลง ต้นทุน​ค่า​ขนส่ง​ก็​จะ​ลด​ลง 6-10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้​ราคา​สินค้า​ลด​ลง​ด้วย โดย​สินค้า​ที่​รัฐบาล​จะ​เข้า​มา​ดูแล​ให้​ราคา​ลดลง​มี 10 ชนิด เช่น ไก่ กุ้ง หมู ข้าว น้ำมัน​ปาล์ม ผัก น้ำตาล ไข่ รวม​ถึง​น้ำมัน

ส่วน​นโยบาย​เพิ่ม​ค่า​แรง​ขั้น​ต่ำ 300 บาท​นั้น ยืนยัน​ว่า​ทำได้​จริง การ​ขึ้น​ค่า​แรง​จะ​ทำให้​เศรษฐกิจ​ดี​แน่นอน เปรียบ​เหมือน​พี่​ชาย​ที่​ร่ำรวย​ใน ครอบครัว​ถ้า​เริ่ม​กระจาย​ราย​ได้​ให้​กับ​น้องๆที่​เป็น​กรรมกร​ที่​ยากจน จะรวย​ขึ้น​แน่ สำหรับ​การ​ขึ้น​เงินเดือน​แก่​ข้าราชการ​ใหม่​ที่​จบ​ปริญญา​ตรี​ได้​รับเงิน 15,000 บาท​นั้น ​จะ​เริ่ม​ได้​ก่อน​เดือน​ตุลาคม​ปี 2555 ส่วน​ข้าราชการ​กลุ่ม​อื่น​ที่​ทำ​งาน​ก่อน​หน้า​นี้ จะ​มี​การ​ดูแล​ใน​เรื่อง​ราย​ได้​ต่อ​ไป​แน่นอน

ก่อน​อื่น​เลย​ก็​ฉาย​ภาพ​พอ​ให้​เห็น​ความ​เป็นไปได้

เร่ง​กระตุก​ความ​เชื่อ​มั่น​ของ​ประชาชน​ไว้​ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 14 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

‘เพื่อไทย’ เร่ขายฝันรากหญ้า ทั้งแจกแถมสารพัด เอาแน่จำนำข้าวตัน 2 หมื่น

Published มิถุนายน 28, 2011 by SoClaimon

28 มิถุนายน 2554, 06:00 น.

‘เพื่อไทย’ เร่ขายฝันรากหญ้า ทั้งแจกแถมสารพัด เอาแน่จำนำข้าวตัน 2 หมื่น.

Pic_182249

“โอฬาร”  เจาะลึกนโยบายพรรค เพื่อไทย ฟุ้งเป็นรัฐบาลทำได้ทันที พุ่งเป้าใหญ่ขยับรายได้คนชั้นล่าง 2 เท่าตัวใน 5 ปี แจงเพิ่มค่าแรง 300 บาท–เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท  ต้องผ่านการ อบรมอัพเกรดก่อน  ส่วนแจกคอมพิวเตอร์พกพาจะให้เฉพาะ เด็ก ป.1 ปีละ 800,000 เครื่อง ชี้รับ จำนำข้าวเริ่มแน่ พ.ย.นี้  เตรียมแปร-สภาพผลิตข้าวธงฟ้าขายปีละ 6 ล้านตัน…

นายโอฬาร ไชยประวัติ ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่า นโยบายทั้งหมดได้คิดอย่างเป็นระบบ และวางกรอบนโยบายปฏิรูปและสร้างความมั่นคงแก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยปฏิรูปเศรษฐกิจจากฐานคนรากหญ้าและชนชั้นกลาง เพื่อกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมทันทีในปี 2555 โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกรที่มีถึง 22 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ 66 ล้านคน แต่กลับมีรายได้รวมกันเพียง 15% ของคนชั้นสูงสุด 20% ของทั้งประเทศ ที่มีรายได้รวม 55% โดยเห็นได้จากรายงานของธนาคารโลกระบุว่า  รายได้เฉลี่ยของคนฐานรากในไทยอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท หรือไม่เกิน 50,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 บาท พรรคเพื่อไทยจึงมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ของคนกลุ่มนี้เป็น 2 เท่าภายใน 5 ปี หรือมีรายได้เป็นปีละ 100,000 บาท

ส่วนนโยบายค่าจ้าง 300 บาทต่อวันนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการไตรภาคี ถ้า พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล กระทรวงแรงงานก็ต้องอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย จะเท่ากับมีเสียงฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายลูกจ้างที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้แล้ว 2 ฝ่าย ส่วนฝ่ายที่ 3 คือนายจ้างก็ต้องสร้างความเข้าใจ ซึ่งจากการสำรวจในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีบริษัทขนาดเล็กและกลางจ่ายค่าแรงไม่ถึง 300 บาท เพียง 30% ส่วนบริษัทขนาดใหญ่จ่ายเกินหมด ดังนั้น บริษัทที่ต้องปรับค่าแรงจะมีเพียง 1 ใน 3 ซึ่งนายจ้างที่ต้องจ่ายเพิ่มจากวันละ 220-250-280 บาท เป็น 300 บาท ก็มี นโยบายภาษีมาผ่อนปรนให้ โดยจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ขณะเดียวกัน ลูกจ้างที่จะเพิ่มค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท กระทรวงแรงงานจะฝึกอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือให้ตามที่นายจ้างต้องการ

สำหรับนโยบายจบปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 บาทนั้น รัฐบาลไม่มีกลไกไปกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของภาคธุรกิจเอกชนได้ เพราะฉะนั้นต้องกำหนดวิธีดำเนินการในภาครัฐ โดยเริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการที่มีข้าราชการเกษียณปีละ 30,000 คน  ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้รับเงินเดือน 40,000- 50,000 บาท จึงไม่ยากที่จะมีเงินส่วนต่างดังกล่าวไปเพิ่มเงินเดือนให้เด็กจบใหม่ แต่เด็กจบใหม่ที่จะได้รับเงินเดือน 15,000 บาท ทันที ต้องผ่านการอบรมตามโครงการเพิ่มศักยภาพของรัฐบาลก่อน 1 ปี เพื่อให้เป็นครูพันธุ์ใหม่ ส่วนข้าราชการที่ทำงานอยู่เดิมแต่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท  ถ้าอยากได้รับเงินเดือนเพิ่มก็ต้องเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพเช่นกัน

ขณะที่โครงการ One Tablet per child หรือแจกคอมพิวเตอร์พกพาให้นักเรียนนั้น จะแจกเฉพาะเด็กนักเรียนที่เข้า ป. 1 จำนวน 800,000 คน ใช้เงินปีละ 4,000 ล้านบาท ใน ปีการศึกษาหน้า หรือเริ่มวันที่ 18 พ.ค. 2555 โดยเหตุที่แจกเฉพาะเด็ก ป.1 เนื่องจากเห็นว่ายังเป็นวัยที่พ่อแม่ใส่ใจอย่างใกล้ชิด แต่พ่อแม่ต้องรับการอบรมเพื่อใช้คอมพิวเตอร์พกพาด้วย ส่วนครูที่จะมาสอนจะมาจากครูพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการอบรมจากโครงการของรัฐบาลมาแล้ว

นายโอฬาร กล่าวต่อถึงโครงการรับจำนำข้าวเปลือกว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะให้ลงทะเบียนเพื่อทำบัตรเครดิตเกษตรกรทันที เพราะฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มในเดือน พ.ย.-ธ.ค. โดยจะใช้กลไกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับจำนำแบบขายฝาก 100% ในราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 15,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 20,000 บาท โดยใช้เงินหมุนเวียนปีละ 300,000 ล้านบาท ส่วนข้าวเปลือกที่ได้มาจะให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) นำไปสีเป็นข้าวสารบรรจุถุงเป็นข้าวธงฟ้าขายตามร้านโชห่วยทั่วประเทศ  เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนโดยเร็ว และจะเก็บสำรองเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร 6 ล้านตัน  ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีบทบาทกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกด้วย

“นโยบายทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยได้จัดทำแผนบริหารการคลังไว้หมดแล้ว โดยมีรายจ่าย 13 โครงการหลักรวม 1,855,500 ล้านบาท เฉลี่ยต่อปี 371,100 ล้านบาท โดย 40% เป็นเงินจากงบประมาณ วงเงิน 742,500 ล้านบาท ที่เหลือ 10.8% เป็นเงินกู้ต่างประเทศ หรือ 199,800 ล้านบาท เงินกู้ในประเทศ 34.3% หรือ 635,570 ล้านบาท เงินจากภาคเอกชน 15% หรือ 277,630 ล้านบาท ขณะที่การจัดทำงบประมาณจะขาดดุลไปจนถึงปี  2559 โดยปีงบ  2555  ขาดดุล  428,325 ล้านบาท ปีงบ 2556 ขาดดุล 341,168 ล้านบาท ปีงบ 2557 ขาดดุล 250,250 ล้านบาท ปีงบ 2558 ขาดดุล 138,175 ล้านบาท และปีงบ 2559 ขาดดุล 75,926 ล้านบาท”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มิถุนายน 2554, 06:00 น.

หอการค้าจวกนโยบายจำนำราคาข้าว ‘พท.’ กระทบส่งออก

Published มิถุนายน 22, 2011 by SoClaimon

22 มิถุนายน 2554, 19:35 น.
หอการค้าจวกนโยบายจำนำราคาข้าว \’พท.\’ กระทบส่งออก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180992

หอการค้าถกทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เสนอลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดคอร์รัปชัน จวกนโยบายจำนำราคาข้าว ยังตอบไม่ได้ว่าจะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกได้อย่างไร เตือนอย่าหลงแผนงานสวยหรู ต้องดูที่การปฏิบัติ …

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องการให้รัฐบาลวางกรอบการพัฒนาประเทศในระยะ 5-10ปี เพื่อให้เอกชนวางแผนให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลได้ โดยที่เอกชนต้องการคือ ให้รัฐบาลมุ่งต่อต้านการคอร์รัปชัน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศ

“จากที่ฟังมานโยบายของพรรคการเมืองดี ฟังสวยหรู แต่การนำไปสู่การปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำงานต้องวัดกันด้วยการกระทำ ต้องทำให้สอดคล้องกับแผนที่วางไว้ และต้องวางแผนป้องกันโอกาสที่จะเกิดการคอร์รัปชันในแผนงานด้วย อย่าไปหลงกับแผนที่สวยหรู” นายดุสิต  กล่าว

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การที่พรรคเพื่อไทยใช้นโยบายรับจำนำข้าวในการหาเสียงนั้น ตนเห็นว่า พรรคการเมืองยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะทำอย่างไร และจะมีมาตรการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกได้อย่างไร เพราะเมื่อราคาถูกดันขึ้นสูงทั้งระบบ ข้าวไทยจะมีราคาเฉลี่ยตันละ 850 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ข้าวหอมมะลิที่จะรับจำนำตันละ 20,000 บาท ส่วนราคาส่งออกสูงถึงตันละ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออก เรื่องนี้ทางพรรคการเมืองให้คำตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร ที่สำคัญต้องจับตาดูการระบายข้าวสต๊อกรัฐ ว่าจะมีการขายข้าวราคาถูกให้ผู้ส่งออกบางรายเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่

ส่วน นายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยสอดคล้องกับเอกชนอยู่แล้ว คือ การลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชน ตั้งเป้าหมายจะลดความเหลื่อล้ำให้ได้ภายใน 5 ปี ส่วนนโยบายการจำนำราคาข้าวนั้น เข้าใจปัญหาของผู้ส่งออกแต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับชาวนาด้วย และไทยจะมีรายได้มากขึ้นจากจากการส่งออกข้าวที่มีมูลค่าสูงขึ้น มั่นใจว่าจะมีผู้ส่งออกที่สามารถส่งออกข้าวได้อย่างแน่นอน ส่วนเอกชนที่ต้องการความช่วยเหลือก็ให้แจ้งมาว่าต้องการอะไร

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 มิถุนายน 2554, 19:35 น.

นโยบายพรรคการเมืองกับตลาดทุนไทย

Published มิถุนายน 4, 2011 by SoClaimon

2 มิถุนายน 2554, 22:59 น.
นโยบายพรรคการเมืองกับตลาดทุนไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_176091

ปชป.ย้ำมีเป้าหมายตลาดทุนชัดเจน ขณะที่พท.หากเป็น รัฐบาล คือ การรวมตลาดอนุพันธ์ กับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า การเพิ่มสภาพคล่องตลาดตรสารหนี้ เพื่อสามารถให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาลงทุนได้…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสัมมนา “ตลาดทุนกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย..ภายใต้รัฐบาล ใหม่ “ที่จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ซึ่งเปิดให้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จากพรรคการเมืองต่างๆ มาแสดงวิสัยทัศน์นั้น ทุกพรรคการเมืองต่างสนับสนุนการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ให้มีความเป็นเอกชนมากขึ้น รวมทั้งการรวมตลาดอนุพันธ์(TFEX) กับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า(AFET) โดย นายกรณ์ จาติกวณิช จากพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า อีก 4 ปีข้างหน้า อยากเห็นตลาดทุนไทย เป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งตลาดหุ้น และ ตลาดตรสารหนี้ และ เป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทในประเทศอินโดจีน และ การเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพ และมีความหลากหลาย และสนับสนุนให้เชื่อมโยงตลาดทุนกับประเทศในภูมิภาค การพัฒนาตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ให้มีบจ.เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีบจ.เพียง 70 แห่ง จากที่มีบริษัทมีศักยภาพที่เข้าได้ถึง 2,000บริษัท

“พรรคประชาธิปัตย์นั้น มีเป้าหมายเกี่ยวกับตลาดทุนชัดเจน ซึ่งพรรคได้ผลักดันแผนพัฒนาตลาดทุน เพราะต้องการให้ตลาดหุ้นเป็นแหล่ง ระดมทุนที่มีประสิทธิภาพทั้งหุ้น ตราสารหนี้ มีสินค้าที่ดี มีธรรมาภิบาลที่โปร่งใส สามารถแข่งขันได้กับตลาดทุนต่างประเทศ”นายกรณ์ กล่าวว่า

ด้านนายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะลดภาษีนิติบุคคล เหลือ 23% ในปีหน้า และในปีต่อไปจะลดเหลือ 20% จากปัจจุบันเสีย 30% เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนสามารถแข่งขันกับบริษัทต่างประเทศได้จากต้นทุนที่ต่ำ และหนุนให้ตลาดหลักทรัพย์นำบริษัทที่ประกอบธุรกิจอาหาร และ พลังงานเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น และจะมีการพัฒนา ตลาดรองพันธบัตรรัฐบาลให้มีสภาพคล่องการซื้อขายมากขึ้น และมีเป้าหมายสร้างหรือพัฒนาบุคคลกรในตลาดทุนให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เทียบชั้นในระดับโลกให้ได้อย่างน้อย 500 คน นอกจากนี้หากหน่วยงานในตลาดทุนต้องการให้มีการสนับสนุนอะไรก็ให้ระบุมาพรรคพร้อมที่จะสนับสนุน

และมาตรการเร่งด่วนที่พรรคจะทำหากเป็น รัฐบาล คือ การรวมตลาดอนุพันธ์ กับตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า การเพิ่มสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ เพื่อสามารถให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาลงทุนได้ และดำเนินการให้ตลาดทุนสามารถจะมีการพัฒนาผู้บริหารกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก ซึ่งจะมีการดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 เดือน

ขณะที่ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พรรคจะดำเนินการให้เกิดธรรมาภิบาลที่ดีในตลาดทุน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ผู้คุมกฎให้มีธรรมาภิบาลที่ดี ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต .) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้มีการดำเนินการโปร่งใสเปิดเผยข้อมูลการประชุมต่างๆ และมีการให้สิทธิประโยชน์ภาษีการควบรวมกิจการ เพื่อหนุนให้บริษัทมีความแข็งแกร่ง ลดต้นทุนและมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 มิถุนายน 2554, 22:59 น.

แนะตั้ง ศอศ.ดูแลค่าบาท

Published ตุลาคม 21, 2010 by SoClaimon

21 ตุลาคม 2553, 05:45 น.

ผ่านทางแนะตั้ง ศอศ.ดูแลค่าบาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_120480

นายโอฬาร ไชยประวัติ

โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แนะตั้ง ศอศ.ดูแลค่าบาท…

นาย โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนา “แนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาท”  จัดโดยพรรคเพื่อไทยว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาไม่ปกติที่มีการทำสงครามค่าเงินระหว่างมหาอำนาจทางการ เงิน  2  ประเทศใหญ่  ทำให้ประเทศเล็กๆ  ถูกหางเลขไปด้วย  ที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังก็จะมีการส่งสัญญาณล่วงหน้าให้ ประชาชนรับทราบ  ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี  และนโยบายภาษี  เช่นเดียวกับการดำเนินนโยบายการเงิน ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะต้องประชุมร่วมกันทุกเดือนและต้องประกาศให้ ประชาชนรับทราบ เพราะเป็นนโยบายสาธารณะด้านการเงินตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย

ขณะที่การดูแลค่าเงินก็มี พ.ร.บ.เงินตรา  พ.ศ.2501  ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 ที่กำหนดชัดเจนว่า รมว.คลัง โดยคำเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องกำหนดค่าเงินบาทในอัตราที่เหมาะสม และมีอำนาจที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติ  โดยการซื้อขายกับลูกค้าไม่ต่ำกว่าและไม่สูงกว่าที่  รมว.คลังประกาศ

“เมื่อ มีกฎหมายกำหนดให้ รมว.คลัง สามารถใช้อำนาจตรงนี้ได้ เหตุใด รมว.คลัง ไม่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะกำหนดค่าเงินตายตัว แต่เป็นการกำหนดอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงสุดที่ให้ธนาคารพาณิชย์ซื้อขายกับ ลูกค้า ถ้าธนาคารไม่ทำตามก็จะมีความผิดอาญา ถูกเปรียบเทียบปรับ”

นาย โอฬารกล่าวว่า ขอเสนอให้ รมว.คลัง ออกประกาศกระทรวงการคลัง 1 ฉบับ โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 แก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดปี พ.ศ.2545 กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศกับลูกค้าไม่ให้ต่ำกว่าอัตรา ขั้นต่ำและไม่ให้สูงกว่าอัตราขั้นสูงระหว่าง 29-31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ขณะเดียวกัน ธปท.ควรจับตาดูแลเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนเกินกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ว่าเป็นการไหลเข้ามาจนทำให้ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติหรือไม่ ควบคู่ไปด้วย

นพ.สุ รพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่เราเผชิญไม่ใช่วิกฤติปกติ คิดว่าวิกฤติครั้งนี้จะรุนแรงและนานพอสมควร จะไม่จบระยะเวลาสั้นๆ การแก้ไขปัญหาต้องมองเรื่องจิตวิทยา เพราะหากมีการพูดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก การแก้ไขปัญหาก็ยากขึ้น โดยเสนอให้ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอศ.) โดยกระทรวงการคลัง ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 ตุลาคม 2553, 05:45 น.

tags:
โอฬาร ไชยประวัติ ค่าเงินบาท ศอศ. ดูแล

พลิกปูม 36 รัฐมนตรีครม.สมชาย 1

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(พปช.)นายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม 2490 จบนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2517 ไต่เต้ามาจนถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นิสัยส่วนตัว สุภาพ เรียบร้อย ค่อนข้างเก็บตัว แต่เมื่อภรรยานางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ นายสมชาย จำใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีพี่เขยเป็นแบ๊คอัพ ก่อนจะได้เป็นรองนายกฯควบรมว.ศึกษาธิการ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยในที่สุด


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ที่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2496 และ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2507 เคยเป็นอดีตผบ.ทบ. รักษาการผบ.สส. ก่อนจะลาออกจากราชการหันมาก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


ดร.โอฬาร ไชยประวัติ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จาก U Penn จบเอกจาก MIT เจ้าของฉายาโหรเศรษฐกิจอันโด่งดังในอดีต ขนาดที่ว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องมีชื่อ ดร โอ ติดโผด้วยทุกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีใดๆ เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในรัฐบาลชุด นี้ รวมทั้งยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย


พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (ชท.)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 7 กันยายน 2478 เป็นชาวพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบก ก่อนถูกให้ออกจากราชการ เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ เมื่อได้เข้าทำงานการเมืองเคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่นานก็ติดบ่วงกรรม เมื่อถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปี 2548 ออกมาก่อตั้งพรรคมหาชน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การเลือกตั้งปี 2550 จึงต้องหอบลูก-หลานมาอยู่ชายคาพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีทั้งสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย


นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (พปช.)
รองนายกรัฐมนตรี

อดีต รมว.สาธารณสุข สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อายุ 72 จบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาในสายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะขยายอาณาจักรรับงานระดับ เมกะโปรเจ็คต์ ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยงานใหญ่ที่สร้างชื่อ อาทิ งานก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ

เคยเป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2539


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ (พปช.)
รองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ

อดีต รมว.ยุติธรรม สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2484 ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ชลบุรี ครั้งแรกปี 2529 ก่อนย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เมื่อปี 2531

ผ่านงานบริหารมาโชกโชน ทั้ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


นายสุพล ฟองงาม (พปช.)
รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี

อดีต รมช.มหาดไทย สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 5 กรกฎาคม 2505 จบระดับปริญญาโท พัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เป็น ส.ส. อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2539-2543 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อยู่ในสังกัดกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ เคยออกโรงอัดพ.ต.ท.ทักษิณ กลางที่ประชุมพรรคไทยรักไทยสมัย ด้วยสำนวนที่ว่า ส.ส.ไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทชินวัตร

ปัจจุบันอ้างว่า แยกตัวออกมาจากกลุ่มของนายเนวินแล้ว แต่ยังมีเก้าอี้รมต.สำนักนายกฯรองรับอยู่


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ (พปช.)
รัฐมนตรีประจำนักงานนายกรัฐมนตรี

เกิดวันที่ 30 มกราคม 2496จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อไทยรักไทย 2548 เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน

มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย จนสามารถเบียดนายชูศักดิ์ ศิรินิล กระเด็นจนตกเก้าอี้ไปได้


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช (พปช.)
รมว.คลัง

เกิดวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ The London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายประชานิยม เคยเป็นรมช.คลัง ก่อนจะเขยิบขึ้นเป็นรมว.คลังในที่สุด นอกจากนี้ นายสุชาติยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเตรียมเอาไว้รองรับสมาชิกหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกด้วย


นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ (รช.)
รมช.คลัง

เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2498 ที่ จ.พิจิตร จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำธุรกิจโรงแรมและเครื่องครัวอะลูมิเนียม ถูก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ชักชวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.พิจิตร และได้รับเลือกครั้งแรก ปี 2538 จากนั้นเพียง 2 ปี เขาขึ้นเป็น รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2540

เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะออกมาก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รับเป็นเลขาธิการพรรค


ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (พผ.)
รมช.คลัง

เป็นศรีภริยาของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.พาณิชย์ เกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2499 เข้ารับราชหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ม.เกริก และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเป็นผู้อำนวยการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งทางการเมือง โควต้าของสามี จากพรรคเพื่อแผ่นดิน


นายมั่น พัธโนทัย (พผ.)
รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เกิด 21 มกราคม 2484 จบปริญญาโท-เอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกาเป็น เด็กสร้าง ของเจ้าพ่อปากน้ำ วัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าวัฒนา จะย้ายไปนั่งกระทรวงใด ก็จะตามไปเป็นเลขานุการทุกครั้ง ก่อนจะเติบใหญ่ได้เป็นรมว.ไอซีที เมื่อวัฒนา นายทุนของพรรคเพื่อแผ่นดินติดคดีคลองด่านไม่สามารถจะรับตำแหน่งเองได้


นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (รช.)
รมว.พลังงาน

เกิดวันที่ 8 มี.ค. 2492 การศึกษาจบ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย เป็นคู่เขยของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เมื่อพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลภ อดีตรมว.พลังางาน วางมือทางการเมืองจึงถูกสุวัจน์ เลือกมารับตำแหน่งแทนในที่สุด


นายไชยา สะสมทรัพย์ (พปช.)
รมว.พาณิชย์

อดีต รมว.สาธารณสุข หลังจากนั้นจึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 18 กันยายน 2495 จบการศึกษาโรงเรียนเทคโนโลยีนครปฐม ปี 2523-2533 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม ปี 2538 เป็น ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ถือเป็นครอบครัวการเมือง ที่ยึดครองนครปฐมมายาวนาน สมัยเมื่อเข้าไปเป็นรมว.สาธารณสุขถูกกลุ่มแพทย์ต่อต้านอย่างหนักจนถึงขั้น ล่ารายชื่อถอดถอน


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์(มณ)
รมช.พาณิชย์

เกิดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2506 จบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รับราชการตำรวจ และลาออกปี 2543 เป็น อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 2 สมัย ปี 2544 และ 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย ส่วนในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 2 สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย ลำดับที่ 1 แม้สอบตก แต่ดีกรีมือทำงานชั้นเยี่ยมย่อมไม่พลาดการปูนบำเหน็จครั้งนี้ ถือเป็นเด็กในคาถาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งพูดและทำแทนนายหมดทุกอย่าง จึงถือว่าเป็นนักการเมืองคนสนิทคนหนึ่งของเจ้าพ่อวังน้ำยม


นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ (พปช.)
รมช.พาณิชย์

เกิดวันที่ 15 มีนาคม 2487 จบปริญญาโท-รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ อดีตเลขานุการกรรมาธิการสวัสดิการสังคม อดีตที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (ดร.โภคิน พลกุล) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ดร.โภคิน พลกุล)


พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ (คนนอก)
รมว.มหาดไทย

เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2490 เป็นชาวอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในรัฐบาล นายสมัคร และรัฐบาลสมชาย ก็ยังมีเก้าอี้ แต่เหลือเพียงตำแหน่งรมว.มหาดไทยเท่านั้น


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (พปช.)
รมช.มหาดไทย

วันเดือนปีเกิด 2 พฤศจิกายน 2500 วุฒิการศึกษา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา MAPUA INSTITUTE OF TECH.ประเทศฟิลิปปินส์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข, เลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


นายประสงค์ โฆษิตานนท์ (พผ.)
รมช.มหาดไทย

เกิด 15 ธันวาคม 2486 จบปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร(สถาบัน Far Eastern : ฟิลิปปินส์) ปริญญาโท สาขาการตลาด (สถาบัน Dallas : สหรัฐ) เป็นเจ้าของบ.อาณาจักรสุโขทัยหินอ่อนและแกรนิตผู้กว้างขวางในหมู่นักการ เมือง สนิทกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์มาก แต่มาเป็นรมต.ในโควต้านายทุนพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งการเมืองในอดีตเคยเป็นส.ว.เพชรบูรณ์ ปี 2535-2539


นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ (พปช.)
รมว.ยุติธรรม

เกิด 27 มิถุนายน 2497 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร สาขาโยธา ม.ขอนแก่น วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาแหล่งน้ำ จุฬาฯ มีฉายา”ขุนค้อน”จากการทำหน้าที่ขึงขังสมัยเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯเมื่อปี 2539 เดิมเป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนาพรรคพลังประชาชน แต่ต้องถอนมาตั้งกลุ่มขุนค้อน เพราะถูกเพื่อนในกลุ่มหาว่า”หักหลัง” เพราะดันเสนอชื่อตัวเองจนได้รับเลือกเป็นรมว.วัฒนธรรมในช่วงท้ายรัฐบาลสมัคร ก่อนมาใหญ่ขึ้นอีกในยุคสมชายนี้


นางอุไรวรรณ เทียนทอง (ปชร.)
รมว.แรงงาน

ภริยาหัวหน้าพรรคประชาราช-เสนาะ เทียนทอง มากินโค้วตาแทนสามี ที่กระทรวงนี้ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร1 เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ โดยยุครัฐบาลทักษิณก็เคยเป็นมาแล้วทั้งรมว.แรงงานและรมว.วัฒนธรรม ป้าอุ เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และบัญชี ธรรมศาสตร์ เคยรับราชการที่มหาดไทยจนเกษียณที่ซี 9 ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น กรมการปกครอง ก่อนตามรอยสามีเข้าสู่วงการเมือง


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล (พปช.)
รมว.วัฒนธรรม

เกิด 2 พฤศจิกายน 2502 จบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นส.ส.แพร่หลายสมัย ขั้วตำแหน่งรัฐมนตรีโควต้าภาคเหนือก็หลายหน แต่ก็แห้วตลอด เพิ่งได้เก้าอี้สมใจคราวนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ได้ดีเพราะเป็นคนใกล้ชิดเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยานายกฯสมชาย ที่ผู้คนสงสัยเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลังกันแน่


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล (ชท.)
รมว.เกษตรและสหกรณ์

เกิด27เมษายน2494 จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์รามคำแหง ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เป็น ส.ส.อ่างทอง ตั้งแต่ปี 2529 จนปัจจุบัน เคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2542 และรองประธานสภาผู้แทนฯปี 2544 เป็นอดีตคนเดือนตุลา ที่โตทางการเมืองกับพรรคชาติไทยมายาวนานด้วยบุคคลิกว่านอนสอนง่ายในสายตาหลง จู้หัวหน้าพรรค จึงมีตำแหน่งแทบทุกครั้งที่เป็นรัฐบาล


นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร (ชท.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิด 22 พฤศจิกายน 2504 ยังคงเก้าอี้เดิมไว้ได้ต่อจากช่วงรัฐบาลสมัคร ที่เคยส้มหล่น ได้รับเก้าอี้มาแทนโควต้าของนายกมล จิระพันธ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดปัญหาคุณสมบัติเพราะครอบครัวมีสัมปทานกับรัฐ แต่ก็ถือเป็นลูกรักอีกคนของหัวหน้าพรรค-บรรหาร ที่เข้าไปทำงานในกระทรวงเกษตรฯชนิดเป็นตัวแทนรับใบสั่งหลงจู้ มาจัดการให้ทุกรูปแบบ


นายธีระชัย แสนแก้ว (พปช.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิดปี 2510 จบปริญญาโท สาขาสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ เป็นส.ส.อุดรธานีหลายสมัย ถนัดบทบู๊จนได้ฉายา”อีโต้อีสาน” มีบทบาทสำคัญในกลุ่มเพื่อนเนวินที่คอยปกป้องทักษิณมาตลอดโดยเฉพาะช่วงหลัง รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่เป็นแกนนำกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ แม้เที่ยวนี้กลุ่มเพื่อนเนวินจะโดนเด็ดเขี้ยวลดโควต้า แต่ฐานะของธีระชัยก็ยังมั่นคงในตำแหน่งเดิม


นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ชท.)
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เกิด 23 ตุลาคม 2508 จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาฯ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ เป็นมือวิชาการของพรรคชาติไทยมาตลอด และถือเป็น”ยังบลัด”ที่พรรคภูมิใจนำเสนอ ด้วยภาพพจน์ที่ไม่เคยเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนรู้ใจของหัวหน้าบรรหารเช่นกัน จึงเหนียวแน่นอยู่ในเก้าอี้รมว.ท่องเที่ยวฯได้ตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงปัจจุบัน


นายสันติ พร้อมพัฒน์ (พปช.)
รมว.คมนาคม

เกิด 20 กันยายน 2495 จบปริญญาโทศิลปศาสตร์ รามคำแหง แต่ปริญญาตรีที่รามฯยังมีปัญหาเพราะถูกแฉกลางสภาว่า ทุจริตการสอบจนถูกลบชื่อไปแล้ว เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เจ้าของบริษัท นวพัฒนาธานี เคยเป็นนายทุนพรรคความหวังใหม่ เมื่อยุบมารวมกับไทยรักไทย ก็ใกล้ชิดทักษิณ จนได้รับการผลักดันเป็นรมว.คมนาคมในฐานะตัวแทนเฮียเพ้ง ตอนตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เที่ยวนี้หวิดเสียเก้าอี้เพราะใกล้ชิดกลุ่มเพื่อนเนวินเกินไป ดีแต่รีบไปเคลียร์กับนายใหญ่ทัน ถึงรักษาเก้าใหญ่ตัวนี้ไว้ได้


นายโสภณ ซารัมย์ (พปช.)
รมช.คมนาคม

เกิด 31 มีนาคม 2502 จบปริญญาตรี ครุศาสตร วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวินขนานแท้ เพราะเป็นส.ส.บุรีรัมย์ในสังกัดยี้ห้อยมาตั้งแต่ปี 2544 บทบาทไม่ถึงกับโดดเด่น แต่เที่ยวนี้กลับส้มหล่นได้เข้ามาแทนที่”ทรงศักดิ์ ทองศรี”ลูกพี่ลูกน้องของเนวิน ที่ต้องตกกระป๋องไปอย่างไม่คาดฝัน จนเป็นที่ฮือฮามากว่า นี่เป็น 1 ในเกมเชือด เพื่อสยบอหังการ์พ่อมดเขมร


นายวราวุธ ศิลปอาชา (ชท.)
รมช.คมนาคม

ลูกคนสุดท้องของหัวหน้าพรรคชาติไทย จบปริญญาโท MBA FINANCE จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา เป็นส.ส.สุพรรณบุรีตามรอยพ่อ เกิด 11 กรกฎาคม 2516 เพิ่งอายุเต็ม 35 ปีตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรัฐมนตรีได้ จึงได้รับการผลักดันจากเตี๋ยบรรหาร ให้ขึ้นแท่นรมต.แทนอนุรักษ์ จุรีมาศ ที่มีปัญหาติดร่างแหจำเลยคดีทุจริตหวยบนดินด้วย


นายศรีเมือง เจริญศิริ (พปช.)
รมว.ศึกษาธิการ

เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบการศึกษา ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นสว.มหาสารคามปี 2543-2549 ที่มีบทบาทในการสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่ จนเป็นหัวหอกในการชนกับกลุ่มสว.ฝ่ายจรงกันข้าม จากนั้นจึงเข้ามาสังกัดพรรคพลังประชาชน และถือเป็นรัฐมนตรีสายตรงคนหนึ่งของตระกูลชินวัตร


นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง (พปช.)
รมว.วิทยาศาสตร์

น้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนพี่ชายซึ่งติดห้องขังบ้านเลขที่ 111 อยู่ โดยคงเก้าอี้เดิมอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงตอนนี้ เกิด 13 สิงหาคม 2502 การศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (พปช.)
รมว.สาธารณสุข

เกิด 10 มิถุนายน 2491 การศึกษาสูงสุดตอนนี้คือ ปริญญาเอกนิติศาสตร์ รามคำแหง เป็น อดีตรมว.มหาดไทย สมัยรัฐบาลสมัคร ที่ถูกปรับออกในช่วงท้ายอย่างเจ็บปวด ด้วยข้อหาที่เป็นรมต.สายล่อฟ้าคนหนึ่ง เป็นนักการเมืองฝืปากกล้าที่มีบทบาทโลดโผนยาวเหยียด ตั้งแต่รับราชการเป็นตำรวจจนมาเล่นการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีก็หลายรัฐบาล ตกอับถูกคณะปฏิวัติยึดอำนาจช่วงรัฐบาลชาติชาติ ชุณหะวัณ ไล่ล่าจนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศก็เคย เล่นบทฝ่ายค้านไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำมาแล้ว ทั้งเคยเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้อดีตนายกฯทักษิณ ถึงทุกวันนี้ จนได้ดีกลับมาเป็นรมต.อีกหน


นายวิชาญ มีนชัยนันท์ (พปช.)
รมช.สาธารณสุข

เกิด 24 กรกฎาคม 2503 จบปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ปริญญาโทรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นสก.เขตมีนบุรีอยู่หลายสมัย จนบารมีแก่กล้า จึงโดดลงสนามใหญ่เป็นส.ส.กทม.ตั้งแต่ปี 2544 อยู่ในสังกัดกลุ่มเจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธ์


นายอุดมเดช รัตนเสถียร (พปช.)
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2502 จบการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีหลายสมัย เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงคมนาคม

ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงมหาดไทย และเลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นคนสนิทคนสำคัญของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงได้รับการทั้งผลักทั้งดันอย่างเต็มที่จนได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด


พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก (พผ.)
รมว.อุตสาหกรรม

เกิด 18 พฤษภาคม 2485 อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนแรก จากนั้นก็ลาออกก่อนเกษียณมาเล่นการเมืองเคยสังกัดพรรคชาติพัฒนา เมื่อพรรคยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย จึงหยุดพักการเมืองไป ก่อนกลับมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และเที่ยวนี้ส้มหล่นได้เป็นรมต.แทนหัวหน้าพรรค-สุวิทย์ คุณกิตติ ที่เจอคำสั่งห้ามจากลอนดอน ไม่ยอมให้ขึ้นเป็นรมต.


นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (มฌ.)
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นอีกคนที่รับตำแหน่งแทนสามี คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่โดนดอง 5 ปี อยู่ในบ้านเลขที่ 111 เกิด 21 กันยายน พ.ศ.2501 จบปริญญาตรี ม.ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก และปริญญาโท ม.เกษตรศาสตร์ เดิมรับราชการครูตั้งแต่ปี 2524 แต่พลิกผันชีวิตมาเป็นนักการเมืองเพื่อสืบทอดแทนสามี จนรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนั่งเก้าอี้รมต.ตีวนี้เหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1

%d bloggers like this: