โลกสาระจิปาถะ

All posts tagged โลกสาระจิปาถะ

บทเรียนปฏิรูปเมียนมาร์

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151215/218614.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558
บทเรียนปฏิรูปเมียนมาร์

บทเรียนปฏิรูปเมียนมาร์ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

           ย่างกุ้ง-หลังการเลือกตั้ง 8 พฤศจิกายน เมียนมาร์ได้กลายเป็นประเทศเนื้อหอมทันที ใครก็อยากเข้าหา ใกล้ชิดและร่วมมือ ผู้เขียนได้เวลาสองวันนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาร์มีส่วนทำให้ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศน่ารังเกียจที่สุดของโลก มาเป็นประเทศมีภาพลักษณ์ดีมากๆ มีประชาธิปไตย จนกลายเป็นประเทศทุกคนสนใจ นักท่องเที่ยวต้องมาแวะเที่ยว ไม่เหมือนก่อน

ที่สำคัญที่สุด ทุกคนอยากรู้ว่านางออง ซาน ซูจีสามารถนำพาประเทศเมียนมาร์ไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริงได้หรือไม่ อย่างไร ไม่มีประเทศไหนในโลกสามารถเริ่มต้นการปฏิรูปการเมืองได้ในลักษณะนี้

เมียนมาร์เคยเป็นประเทศถูกสาปมาเป็นเวลานาน ได้อังกฤษเข้ามาครอบงำมาเป็นเวลานานกว่า 118 ปี หลังได้รับอิสรภาพปี 1962 เพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่ได้ลิ้มรสประชาธิปไตย หลังจากนั้นต้องมาเผชิญการเมืองที่นำไปสู่ระบอบการเมืองสังคมนิยมแบบพม่า ที่ทั้งโลกถูกโดดเดี่ยวมาเป็นห้าสิบกว่าปี ตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา

ฉะนั้นผู้นำและประชาชนเมียนมาร์ได้รับบทเรียนจากประสบการณ์ถูกต่างชาติเข้ามาครอบครอง และรู้ว่าใครเป็นศัตรูและวาระของชาติคืออะไร?

เจ้าหน้าที่เมียนมาร์ที่ได้พูดคุยมักบอกว่า ผู้นำเมียนมาร์ต่างจากผู้นำไทย ตรงที่ว่าถ้าพวกเขาตั้งเป้ายุทธศาสตร์ไว้แล้ว ต้องทำให้ได้ ตามทำจนเสร็จ ห้ามลังเลใจเด็ดขาด นี่คือความมุ่งมั่นของรัฐบาลเมียนมาร์ของประธานาธิบดีเต็ง เส็ง ที่มีนายพลตัน ฉ่วย อยู่เบื้องหลัง

ดูตัวอย่างจากประสบการณ์ที่รัฐบาลเมียนมาร์ได้นำแผนสันติภาพเจ็ดขั้นตอนมาปฏิบัติ ปี 2003 จะพบว่า เมื่อนโยบายได้มีมติยอมรับแล้ว ทุกคนต้องทำทุกขั้นตอน จึงอธิบายได้ว่า รัฐบาลเมียนมาร์ไม่ยอมละทิ้งเป้าหมายที่ได้วางไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

หลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จไม่นานในปี 2008 รัฐบาลเมียนมาร์เจอมรสุมหนัก ต้องเผชิญกับพายุนาร์กิสที่ได้ถล่มในบริเวณที่ราบอิระวดี จนทำให้ประชาชนเสียชีวิตหลายพันคน และชาวบ้านเป็นล้านคนเดือดร้อน มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องการเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีขีดความสามารถ จนทำให้รัฐบาลต้องเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้าพร้อมกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ฝ่ายเมียนมาร์เองไม่สามารถจัดหาได้

ถึงแม้ว่าจะมีความช่วยเหลือจากต่างประเทศเข้ามามากมาย รัฐบาลเมียนมาร์ยังยืนยัน เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่ ต้องการมากน้อยแค่ไหน ต่อมากลายเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือ ถึงกระนั้นก็ดี ผู้นำพม่ายังดื้อรั้น คือผลักดันแผนการลงประชามติต่อไป ไม่ยอมเลื่อนวัน ถึงแม้จะมีข่าวลือออกมาก็ตาม นี่แสดงให้ถึงความมุ่งมั่นของทหารพม่าและรัฐบาลที่ต้องการปฏิบัติตามแผนสันติภาพเจ็ดข้ออย่างไม่ยอมประนีประนอม

ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน รัฐบาลเมียนมาร์มีความตั้งใจที่สุด อยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่จดจำทั่วโลกว่ามันยุติธรรมและโปร่งใส เป็นตำนานของรัฐบาลชุดนี้ เพราะมีผู้สังเกตการณ์เป็นหมื่นคน จนเป็นที่ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกงน้อยที่สุด

พอสรุปได้ว่า แผนสันติภาพเจ็ดข้อที่นายพลตัน ฉ่วยได้ประกาศนำมาใช้ ได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วนทุกกระบวนเพลง ไม่มีการยอมถอย ฝ่าฟันอุปสรรคทุกชนิด รวมทั้งมาตรการเด็ดขาดที่ต้องปราบกลุ่มท้าทายประชาธิปไตยเช่นกรณีที่มีประชาชนและพระสงฆ์ออกมาเดินประท้วงรัฐบาลในเดือนกันยายน ปี 2007 หรือปราบนักศึกษาที่ต้องการปฏิรูประบอบการศึกษาในช่วงต้นปี รวมทั้งอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกลางปีนี้กระทบกระเทือนเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ จนมีข่าวลือหนาหูว่าการเลือกตั้งอาจจะเลื่อน แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เลื่อน

นี่คือเรื่องราวของประสบการณ์เมียนมาร์ที่น่าศึกษา เนื่องจากโลกตะวันตกโจมตีเมียนมาร์แทบทุกวันในช่วงหลังปี 1988 ตอนนี้ประเทศนี้ประสบผลสำเร็จมีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยตามที่ประชาคมโลกคาดหวังไว้ จนสร้างความประหลาดใจให้แก่คนทั้งโลก เลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อเสียงน้อยมากๆ จนเหลือเชื่อ ตอนนี้นักวิเคราะห์ในและนอกประเทศเริ่มมองดูบทบาททหารเมียนมาร์ในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากในอดีต เพราะถือว่ามีการวางรากฐานของการปฏิรูปที่แท้จริงในสังคมเมียนมาร์ ถึงแม้ว่าการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่วางไว้นั้นมีการใช้มาตรการโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม

ขณะนี้คนเมียนมาร์ต้องพิจารณาดูว่าผลพลอยได้ในสังคมตอนนี้ มันคุ้มค่าไหม กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ที่ต้องเสียไป? คนเมียนมาร์เท่านั้นที่ตอบคำถามนี้ได้

โฆษณา

คู่กัดพม่า : ซูจีกับตันฉ่วย

Published ธันวาคม 12, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151208/218237.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558
คู่กัดพม่า : ซูจีกับตันฉ่วย

โลกสาระจิปาถะ : คู่กัดพม่า ซูจีกับตันฉ่วย : โดย…กวี จงกิจถาวร kavihome@gmail.com

                      อาทิตย์ที่ผ่านมา นายพลตัน ฉ่วย ได้พบกับซูจี ที่บ้านพักที่กรุงเนปิดอว์ จนเป็นข่าวทั่วโลกว่า มันเกิดอะไรกับการเมืองเมียนมาร์ ซึ่งมีแต่ความเข้มข้นซ่อนเงื่อนขึ้นทุกวัน หลังจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติ (National League for Democracy) หรือพรรคเอ็นแอลดี ของนางออง ซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งอย่างลอยลำเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน
                      ตัน ฉ่วย คงรู้สึกเสียวสันหลังว่า พรรคเอ็นแอลดีอาจจะตามเช็กบิลทีหลัง เพราะตัน ฉ่วย ในช่วงที่เป็นผู้นำ ได้สร้างความเสียหายต่อเมียนมาร์มาก เนื่องจากมี ส.ส.ในกำมือที่ควบคุมทุกอย่าง ตอนนี้สถานการณ์กลับกันแล้ว ซูจีจะเป็นผู้นำคนเดียวที่กุมอำนาจสูงสุดในประเทศ จะทำอะไรก็ได้ ในลักษณะนี้ที่รัฐบาลมีพรรคเดียวกุมอำนาจก็จะนำไปสู่ระบอบเผด็จการในรัฐสภาอย่างแน่นอน แบบที่เห็นในไทยยุคสมัยทักษิณ
                      ตัน ฉ่วย ต้องการสร้างความมั่นใจว่า ในอนาคตซูจีจะไม่รื้อฟื้นหรือเอาเรื่องในอดีตมาเป็นประเด็น เพราะถ้าเอาเรื่อง เป็นเรื่องยากที่ ตัน ฉ่วย กับสมัครพรรคพวกจะรอดมือนักกฎหมายไปได้ ฉะนั้นในอนาคตต้องติดตามดูว่า การจัดตั้งรัฐบาลนั้นจะมีน้ำหนักแค่ไหน
                      ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเอ็นแอลดีได้ที่นั่งประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ในสามรัฐสภาทั้งล่าง บน และในภูมิภาค ชัยชนะครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกลึกๆ ที่แท้จริงของประชาชนทุกเผ่าพันธุ์ในเมียนมาร์ว่ามีท่าทีต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง อย่างไร ซึ่งมีโอกาสปกครองบ้านเมืองและได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
                      พูดง่ายๆ ตามภาษาชาวบ้านคือ ประชาชนได้ทำโทษรัฐบาลชุดนี้ โดยการลงคะแนนโหวตไม่เอาเต็ง เส่ง ไม่เอาพรรครัฐบาลเหมือนกับที่ประชาชนเลือกพรรคเอ็นแอลดีในปี 1990 แต่ถูกผู้นำทหารเบี้ยวไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง มาครั้งนี้ได้ล้างแค้นสะใจ ยิ่งกลุ่มคนหนุ่มสาวของเมียนมาร์ยิ่งไม่ชอบรัฐบาลทหาร เพราะถือว่าเป็นตัวมาถ่วงความเจริญของสังคม ครั้งนี้ต้องยอมรับว่า การเมืองพม่าเป็นไปอย่างเรียบง่ายที่สุด คือเลือกซูจีเท่านั้นเพื่อความเปลี่ยนแปลง
                      ที่น่าสนใจคือ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามที่สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ทั้งหลาย ที่ไม่คาดฝันมาก่อนว่า พรรคฝ่ายค้านจะมาแรงขนาดนี้ เพราะอย่างน้อยๆ พรรครัฐบาลน่าจะได้ที่นั่งสัก 20 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่คนในพรรคยังไม่เชื่อเลยว่า คะแนนเสียงจะได้อย่างท่วมท้น พรรครัฐบาลเองก็งงๆ ไม่ได้ชนะใจประชาชน ทั้งๆ ที่ได้พยายามสร้างสรรค์ใหม่ให้แก่ประชาชนเมียนมาร์ที่ต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้เผด็จการพม่ามาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ
                      ประชาชนเมียนมาร์ยังไว้ใจซูจีมากๆ เลือกเข้ามาเพื่อเป็นผู้เลือกสรรบุคคลทรงคุณวุฒิทั้งหลาย สำหรับคณะรัฐบาลชุดใหม่นี้ ต้องคอยติดตามดูว่า บุคคลประเภทไหนจะได้มาอยู่รัฐบาลชุดแรกของนางออง ซาน
                      แนวโน้มที่น่ากลัวและคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้คือ ผลกระทบกระเทือนที่อาจจะมีต่อสัมพันธ์ไทย-เมียนมาร์ในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องชายแดนทั้งหลาย เนื่องจากยังมีปัญหาคั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ตามตะเข็บชายแดนยาว 2,401 กิโลเมตร รัฐบาลเต็ง เส่ง กับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ากันได้ดี ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในประเด็นแรงงานทาสที่มีคนเมียนมาร์เข้ามาเกี่ยวข้อง
                      นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในไทยเวลานี้ เพราะในอนาคตแรงงานกลุ่มนี้ยังอยู่ในเมืองไทยต่อไป เศรษฐกิจไทยและโรงงานหลายหมื่นโรงยังมีความต้องการอยู่
                      ท้ายที่สุด หวังว่ารัฐบาลใหม่ของฝ่ายค้านที่จะเข้ารับตำแหน่งในเมษายนปีหน้า จะเป็นรัฐบาลผสมปรองดองแห่งชาติ ส่วนเรื่องนโยบายต่อไทยต้องอดทน เนื่องจากรัฐบาลใหม่เมียนมาร์จะไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง เพื่อความต่อเนื่องและมิตรไมตรี มิฉะนั้นมันจะส่งผลอย่างไรต่อการเป็นประชาคมอาเซียนและสัมพันธ์ทวิภาคีอีกต่อไป
———————–
(โลกสาระจิปาถะ : คู่กัดพม่า ซูจีกับตันฉ่วย : โดย…กวี จงกิจถาวร kavihome@gmail.com)

อาเซียน-จีนเจรจาทะเลจีนใต้-ช้าแต่ชัวร์

Published กรกฎาคม 23, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150707/209292.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558
อาเซียน-จีนเจรจาทะเลจีนใต้-ช้าแต่ชัวร์

อาเซียน-จีนเจรจาทะเลจีนใต้-ช้าแต่ชัวร์ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

              การเจรจาอาเซียน-จีน ในประเด็นการร่างแผนปฏิบัติการทะเลจีนใต้ (Code of Conduct on South China Sea) กำลังเข้าโค้งที่สำคัญ มันจะแสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของคู่เจรจาทั้งหมด ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ไทยในฐานะเป็นผู้ประสานงานคู่เจรจาสัมพันธ์อาเซียน-จีน จะหมดหน้าที่ราวต้นเดือนสิงหาคม จึงมีความจำเป็นที่ไทยต้องผลักดันให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะบรรดาสมาชิกอาเซียนที่เป็นคู่พิพาทกับจีน ให้ตกลงในประเด็นร่วมกันให้มากที่สุด เพื่อปูพื้นในการร่างแผนปฏิบัติการต่อไป
               ก่อนที่ไทยมารับหน้าที่เป็น “กาวใจ” ของอาเซียน-จีน การพบปะทั้งสองฝ่ายในเรื่องทะเลจีนใต้มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามเป็นประเทศประสานงาน เพราะบรรยากาศไม่อำนวย สัมพันธ์จีน-เวียดนามไม่เอื้ออำนายในการสร้างบรรยากาศที่ทำให้การเจรจารุดหน้า
               พอมาถึงช่วงที่ผ่านมาเกือบ 3 ปี ไทยรับหน้าที่ประสานสัมพันธ์จีน-อาเซียน ปรากฏว่าการหารือทั้งสองฝ่ายทั้งในระดับทำงานมีถึง 3 ครั้ง และเจ้าหน้าที่อาวุโสมีถึง 2 ครั้ง ถือว่าเป็นสถิติที่ดีมาก การพบปะกันถึง 5 ครั้ง ทำให้เกิดความร่วมกันหลายข้อในมาตรการสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกัน ช่วง 2 ปีกว่าๆ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในหลายประเด็น คือ รายงานจีน-อาเซียนในเรื่องทั้งคู่เห็นพ้องกัน (First List of Commonalities) เกี่ยวกับหลักการและกฎข้อบังคับเพื่อป้องกันการขัดแย้ง เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและความร่วมมือของอาเซียน กฎหมายทะเลขององค์การสหประชาชาติ หลักการอื่นคือ ต้องใช้ฉันทามติในการตัดสินใจ เป็นต้น
               ประเด็นที่สองคือ มีข้อตกลงที่จะแลกเปลี่ยนฮอตไลน์ระหว่างกันในระดับเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงาน เกี่ยวกับกิจกรรมทะเลทั้งหลายทั้งปวง
               ประเด็นที่สามคือ ยินดีร่วมมือประสานงานกันในการให้ความช่วยเหลือและค้นหาทางทะเล ส่วนเรื่องสุดท้ายคือการฝึกร่วมกันในห้องปฏิบัติการ
               ในการประชุมครั้งต่อๆ ไป ทั้งจีนและอาเซียนต้องพยายามเพิ่มขึ้น เพื่อเริ่มเตรียมประเด็นเพิ่มของการเตรียมรายงานฉบับที่ 2 ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน (Second List of Commonalities) ประเด็นนี้จะเป็นจุดร่วมของการร่างโครงสร้างของแผนปฏิบัติการในทะเลจีนใต้ เช่น จะมีกี่บท จะมีอารัมภบทยาวเท่าไร เป็นต้น (ในอดีตมีร่างข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าในนาทีสุดท้ายของปลายปี 2012 ทั้งคู่ต่างไม่ยอมรับร่างดังกล่าว จึงต้องร่างใหม่)
               นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายตกลงจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญและตกลงกันให้คณะดังกล่าวมีหน้าที่ในการร่างแผนปฏิบัติการต่อไป
               ในอนาคตแผนปฏิบัติการทะเลจีนใต้นี้จะเป็นเอกสารที่ใช้บังคับคู่กรณีในเรื่องความประพฤติทั้งหลายทั้งปวงเพื่อจัดการเรื่องความขัดแย้งเพื่อไม่ให้บานปลาย เป็นที่รู้กันว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คู่กรณีทั้งหลายไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในปี 2002 โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการถมที่ในพื้นที่ทะเลที่ยังเป็นข้อพิพาทอยู่ หรือการยับยั้งกิจกรรมต่างๆ ที่จะสร้างความตึงเครียดให้แก่คู่กรณี
               ในสิบปีข้างหน้าอาเซียนกับจีนต้องหาทางออกข้อพิพาททะเลจีนใต้ให้ได้ มิฉะนั้นแล้วมันจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อความร่วมมือในกรอบใหญ่ที่ทั้งสองฝ่ายพูดถึง โดยเฉพาะในเรื่องความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการสร้างระเบียบใหม่ในภูมิภาค ถ้าอาเซียนไม่สนับสนุนกิจกรรมหรือแผนใหญ่ของจีนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เสนอไว้ เช่น เส้นทางไหมใหม่ทั้งบกและทะเล จะประสบความลำบาก
               อาเซียนเป็นกลุ่มประเทศหน้าด่านที่จีนต้องทะนุถนอมมากที่สุด จริงอยู่จีนเป็นมหาอำนาจอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกา มีความคาดหวังว่าจีนต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ประชาคมโลกยอมรับ
               สำหรับไทยต้องเล่นบท “กาวใจ” ต่อไประหว่างจีนกับอาเซียน หลังจากหมดหน้าที่ประเทศประสานงานอาเซียนก็ตาม เพราะเราอยู่ในตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์และบริบทการเมืองเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากๆ ไทยเราไม่ควรพลาดโอกาส
               เจรจาทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับอาเซียน จะมีลักษณะช้าแต่ชัวร์

‘ออง ซาน ซูจี’เล่นการเมืองเต็มตัว

Published มิถุนายน 21, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150616/208087.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2558
'ออง ซาน ซูจี'เล่นการเมืองเต็มตัว

‘ออง ซาน ซูจี’เล่นการเมืองเต็มตัว : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

               นางออง ซาน ซูจี เป็นนักการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป ตอนนี้เธอทำได้ทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมรับมือการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

การพบปะระหว่างซูจีกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเหตุการณ์ไฮไลท์การเมืองของเธอ ที่ผ่านมาซูจีมีแต่พบปะผู้นำโลกตะวันตกเท่านั้นที่สรรเสริญเธอ จึงไม่แปลกการพบปะระหว่างสีกับซูจี จึงเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก มันมีนัยสำคัญที่ว่า เธอยอมพบปะกับผู้นำประเทศที่อยู่ตรงข้ามกับสิ่งที่เธอเคยเชื่อและต่อสู้มาตลอด

ในทำนองเดียวกัน ผู้นำจีนมีความยืดหยุ่นพอที่จะพบกับซูจี ทั้งๆ ที่มีความคิดทางการเมืองต่างกัน เพื่อเตรียมรับสถานการณ์สัมพันธ์จีน-พม่าในอนาคต การเมืองหลังเลือกตั้งยากที่จะเดาได้ในตอนนี้ เพราะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาเยอะมาก เช่น ปัญหาโรฮิงญา การเจรจาสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย สิทธิมนุษยชน เป็นต้น

ในใจลึกๆ จีนเห็นว่า โอกาสพรรคสันนิบาตแห่งชาติของนางซูจีอาจจะมีโอกาสชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ฉะนั้นการติดต่อไปมาหาสู่กันตอนนี้สำคัญมาก เพื่อปูทางในอนาคต ใครก็ตามขึ้นมาเป็นผู้นำพม่าต้องการมิตรภาพและสัมพันธ์ดีกับจีน

จีนกับพม่ามีชายแดนติดต่อยาวถึง 2,185 กิโลเมตร แถมมียังประวัติการต่อสู้ตามชายแดนอันยาวนาน เนื่องจากในอดีตจีนสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า นอกจากนั้นจีนยังให้ความช่วยเหลือพม่ามาตลอดกว่า 4 ทศวรรษ จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ พม่าได้เปลี่ยนทิศทางการทูตและการเมืองแบบฉับพลัน หันไปพึ่งโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้เขียนติดตามนางซูจีมาตลอด พบว่าเธอมีความมั่นใจสูง เป็นคนที่ไม่ฟังใคร ดื้อ บางครั้งถึงกับอวดดี หลายคนมักบอกว่า เธออาจจะมีที่ปรึกษาไม่ดีไม่เก่งพอ มีผู้อาวุโสสองสามคนใกล้ตัวเธอที่พยายามพูดจาหว่านล้อมเรื่องโน้นเรื่องนี้แก่เธอ

หลังจากซูจีถูกปล่อยตัวออกมาอนุญาตให้เล่นการเมืองและชนะการเลือกตั้งซ่อมในเดือนเมษายน 2011 เธอได้เปลี่ยนไปมาก ที่สำคัญที่สุดคือเธอทำตัวเป็นนักการเมือง และค่อนข้างเปิดเผยต่อความทะเยอทะยานที่จะเป็นประธานาธิบดีพม่าให้ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่อนุญาตให้ผู้นำที่มีครอบครัวเป็นชาวต่างประเทศเป็นผู้นำได้ เธอพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะนักการเมืองพม่ามีความหวาดกลัวว่ามันอาจจะนำไปสู่การแก้ไขมาตรการอื่นๆ ด้วย เนื่องจากตอนนี้มีความคืบหน้าของการเจรจายุติการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อย ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการเซ็นสัญญาหยุดยิงได้ในสองสามเดือนข้างหน้า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงควรทำครั้งเดียว

ที่น่าเสียดายก็คือ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ซูจีไม่ได้เข้าหาหรือสร้างความคุ้นเคยกับผู้นำในประเทศเพื่อนบ้านเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในอาเซียน

ลึกๆ เธอไม่ชอบอาเซียนมาก เนื่องจากไม่ได้สนับสนุนเธอ ตอนที่เธอต้องต่อสู้เอาตัวรอดแบบหัวซุกหัวซุน ในช่วงที่เธอถูกคุมขัง เธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ประชาธิปไตยให้แก่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มภาคประชาสังคมในภูมิภาคมักลักลอบเอาสุนทรพจน์ของเธอมาเปิดก่อนมีการประชุม

เวลานี้เธอมีอิสรเสรีภาพการเดินทาง แต่เธอกลับปฏิเสธให้ความร่วมมือทั้งหลายทั้งปวงในภาคประชาสังคมอาเซียน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ภาคประชาสังคมที่เคยสนับสนุนเธอมาตลอดในอดีต

ชีวิตของเธอในการเมืองพม่าคงไม่จืดแน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญและความไม่แน่นอนที่สูงมาก เพราะทางฝ่ายทัตมาดอว์ (Tatmadaw) หรือทหาร ยังต้องการรักษาที่นั่ง 25 เปอร์เซ็นต์ ทุกๆ สภาทั้งในระดับชาติและภูมิภาค สัดส่วนนี้จะลดลงได้อย่างไรแค่ไหนต้องติดตามการพัฒนาการเมืองดูต่อไป ประเด็นนี้ต้องดูผลการเลือกตั้งก่อน

ที่น่าคิดสำหรับไทยคือ อนาคต สัมพันธ์ไทย-พม่า จะมีความเข้มข้นมากขึ้นทันทีปลายปีนี้หลังการเลือกตั้ง เพราะพม่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในกรณีที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ประเด็นคั่งค้างจะแดงขึ้นทันที เช่น เรื่องโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและปัญหาแรงงานพม่าในไทย (ไทยควรจดทะเบียนแรงงานพม่าให้เสร็จเรียบร้อย ให้ระยะเวลาทำงานในไทยนานขึ้น อย่าให้กลายเป็นประเด็นในการหาเสียง หรือเป็นการต่อรองกับไทยหลังเลือกตั้ง-ฝาก สมช.กับกระทรวงมหาดไทย)

อนาคตโรฮิงญากับไทย

Published มิถุนายน 2, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150519/206522.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2558
อนาคตโรฮิงญากับไทย

อนาคตโรฮิงญากับไทย : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

             ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยสามารถเล่นบทเป็นพระเอกในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาที่ต้องเป็นเหยื่อของกลุ่มค้ามนุษย์ ทั้งในไทยและภูมิภาค

ที่ผ่านมา เรามีน้ำใจรับคนเหล่านี้เข้ามาพักพิงชั่วคราวเพื่อรักษาตัว ทั้งๆ ที่พวกที่เข้ามากับขบวนการค้ามนุษย์ที่ติดสินบน เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่และคนในพื้นที่ร่วมมือกัน จนกลายเป็นขบวนการค้ามนุษย์ที่ทำรายได้ดีให้แก่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ มาในช่วงนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับชาวโรฮิงญาเข้ามาเยอะก่อนฤดูมรสุมจะมา ทำให้ถูกปล่อยเกาะ เนื่องจากประเทศในภูมิภาคมีมาตรการเข้มงวดขึ้นในการตรวจตราชายฝั่งทะเล

วิกฤติที่เจอในทะเลอันดามันขณะนี้มีลักษณะเหมือนกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในยุโรปในตอนนี้เช่นกัน เพราะว่ามีผู้ลี้ภัยแอฟริกาเป็นจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในอิตาลี เพราะมีที่ตั้งใกล้กับแอฟริกาเหนือคือลิเบีย ผู้นำในสหภาพยุโรปจำเป็นต้องจัดประชุมพิเศษหลายครั้งเพื่อหามาตรการแก้ไขด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้คนแอฟริกาเหล่านี้ไหลทะลักเพิ่มออกมา

ไทยก็เหมือนอิตาลีเป็นประเทศหน้าด่านที่กลุ่มค้ามนุษย์ใช้เป็นทางผ่านไปประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ต้องการแรงงานมุสลิมในสวนปาล์ม ฉะนั้นจึงไม่แปลก นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวข้องกับโรฮิงญาให้มาประชุมที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เพื่อหาทางแก้ไขที่ยั่งยืนต่อไป

ก่อนอื่น ไทยต้องใช้วิกฤติอันนี้ให้เป็นโอกาส ไทยเราถูกติเตียนเป็นประจำ เพราะว่าเป็นทางผ่านของผู้ลี้ภัย แรงงานเถื่อน ซึ่งอยู่ในกระบวนการค้ามนุษย์ทั้งนั้น ในปี 2009 รัฐบาลอภิสิทธิ์โดนโจมตีมากๆ เนื่องจากมีข่าวออกมาว่า กองทัพเรือผลักดันเรือที่มีชาวโรฮิงญาอยู่ข้างใน ตั้งแต่ตอนนั้นไทยพยายามดึงประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ตอนนั้นลำบาก เนื่องจากพม่ายังไม่ได้มีปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง ตอนนี้ประเทศนี้กำลังเป็นดาร์ลิ่งของต่างประเทศ ไทยจำเป็นต้องดึงพม่าเข้ามาแก้ปัญหานี้ให้ได้

ที่ผ่านมา ผู้นำพม่าไม่ยอมรับว่าคนเหล่านี้เป็นคนพื้นเมือง ถือว่าเป็นคนบังกลาเทศ หรือ Banglali ที่ชาติอาณานิคมอังกฤษนำเข้ามาและต่อมาเลยตั้งรกรากอาศัยอยู่ ตอนนี้สัมพันธ์ไทย-พม่าดีมาก การแก้ปัญหาเรื่องนี้อาจได้ทำดีกว่าปีก่อนๆ มันยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ทั้งไทยและพม่าต้องระวัง

เดือนหน้ารายงานการลักพามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาจะออกมา ถ้าไทยยังถูกทำโทษอยู่ในระดับสาม เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือที่ไม่ได้ทำอะไรละก็ รัฐบาลไทยคงไม่พอใจและอาจจะมีมาตรการตอบโต้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ได้ใช้อำนาจเด็ดขาด แก้ไขกฎหมาย จับเจ้าหน้าที่ หัวหน้าขบวนการค้ามนุษย์ เจ้าของเรือกดขี่แรงงาน เป็นต้น ในระยะยาวมันกระทบกระเทือนสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน

ไทยควรจะยอมรับความจริงว่า ที่ผ่านมาเราชอบทำอะไรแบบไม่โปร่งใส รัฐบาลมักบอกว่า เราเป็นชาวพุทธใจดี รับผู้ลี้ภัย แล้วปล่อยให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดูแลจนกลายเป็นเรื่อง มีการติดสินบน ครั้งนี้เราควรมีความโปร่งใสมากที่สุด จะเปิดศูนย์ชาวโรฮิงญาชั่วคราวเพื่อไม่ให้ไปตายในทะเล ถ้าเรารับเข้ามาเราต้องมีการวางแผนว่า ทั้งแพ็กเกจมันมีอะไร รับเข้ามาเท่าไร ประเทศไหนจะช่วยแค่ไหน โดยเฉพาะประเทศที่ชอบดีแต่พูด

เราจะมีอำนาจต่อรองก็ต่อเมื่อเราทำแบบต่อเนื่อง และโปร่งใส ถ้าทำได้ประเด็นเรื่องโรฮิงญาอาจจะมีโอกาสที่มีมาตรการแก้ไขถาวรในบริบทภูมิภาค ต่อมาอาเซียนอาจจะเข้ามามีบทบาท เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่อาเซียนดูดายไม่ได้ ที่ผ่านมา พม่าวีโต้ทุกครั้งที่จะมีการถกประเด็นนี้

ในปัจจุบันพม่ากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อาจจะยอมรับปัญหานี้มากขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขแบบยั่งยืนต่อไป ลึกๆ พม่ารู้ดีว่า ปัญหาโรฮิงญาเหมือนกับปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยมันจะอยู่คู่ฟ้าในการเมืองภูมิภาคและในกรอบอาเซียนต่อไป

สภาพสื่อเมียนมาร์ล่าสุด

Published กันยายน 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140923/192622.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กันยายน 2557

สภาพสื่อเมียนมาร์ล่าสุด : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

                 ย่างกุ้ง-สหภาพยุโรปและสแกนดิเนเวียได้ทุ่มเงินมากกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาความเป็นวิชาชีพและมาตรฐานของสื่อมวลชนเมียนมาร์ใน 5 ปีข้างหน้า สื่อมวลชนประเทศนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก เนื่องจากมีการปฏิรูปอย่างฉับพลันในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา และในปลายปีหน้าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปทำให้ต่างประเทศสนใจต้องการเพิ่มขีดความสามารถสื่อมวลชนที่นี่ เพื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับการเมืองการเลือกตั้งที่ได้เริ่มต้นแล้ว

มองข้ามแดนไปที่ไทยและสื่อมวลชนไทย ต้องยอมรับต่างประเทศไม่ได้ให้ความสนใจต่อการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนไทยเลย เพราะถือว่ามีประสบการณ์มากที่สุดในภูมิภาค และตอนนี้ดัชนีเสรีภาพสื่อไทยขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ตกลงต่ำมาก ทำให้หน้าตารัฐบาลชุดนี้ดูไม่ดี เวลาผู้นำปรากฏตัวในเวทีการเมืองโลก ทำให้ต่างชาติดูถูกเราได้

ตามจริง สื่อมวลชนไทยเคยได้รับการยกย่องในอดีตมาตลอด ในช่วงของรัฐบาลชวน หลีกภัยใน ปี 1997-2000 เสรีภาพสื่อมวลชนไทยขึ้นติดอันดับท็อปสามสิบประเทศของโลก แต่พอหมดรัฐบาลชุดนี้ไปอันดับสื่อไทยค่อยตกลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกู้ไม่ขึ้นแล้ว

ในเมียนมาร์มีการอ้างอิงและกล่าวถึงเสรีภาพสื่อมวลชนในไทยเป็นประจำ นักการทูตต่างประเทศต่างให้ความชื่นชมเสรีภาพสื่อเมียนมาร์ที่มีการเปลี่ยน บางคนบอกว่าเสรีภาพสื่อไทยกำลังเดินทางไปสู่อดีตที่เมียนมาร์เคยผ่านมา ผู้เขียนได้ยินแทบจะตกเก้าอี้

สื่อมวลชนเมียนมาร์ได้เปลี่ยนแปลงจากระบบมีการเซ็นเซอร์ข่าวทุกข่าวก่อนมีการตีพิมพ์มาเป็นระบบแบบเปิดกว้างอนุญาตให้นักข่าวรายงานข่าวอิสระเกี่ยวกับบ้านเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน ต้องยอมรับว่า รัฐบาลพม่าต้องอดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนในบ้านเมืองที่ค่อนข้างรุนแรง นักข่าวที่นี่เป็นวัยหนุ่มสาว มีความกระตือรือล้นเป็นพิเศษ ทุกคนอยากเห็นประเทศตนเองพัฒนา แต่ต้องยอมรับว่า อ่อนประสบการณ์ในการรายงานข่าว ทำให้ต่างประเทศทุ่มเงินเป็นพันล้านบาทเพื่อเพิ่มศักยภาพสื่อเมียนมาร์

ต้องชื่นชมสื่อมวลชนที่นี่ อย่างน้อยๆ รัฐบาลพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ต่างประเทศ ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศจากทุกองค์กรสื่อของโลกเข้ามาประจำย่างกุ้งหลายร้อยคน

สาม-สี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง มีการจับกุมนักข่าวขังคุก 5 คน ที่รายงานข่าวความมั่นคงที่รัฐบาลเห็นว่าสร้างความเสียหาย จนทำให้นักข่าวขวัญหายกันหมด แต่มีการพูดคุยกันภายในว่า จะมีการนิรโทษกรรมนักข่าวกลุ่มนี้ในเร็วๆ นี้ ก่อนที่อาเซียนจะมีการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเชียตะวันออกที่กรุงเนปิดอว์ในวันที่ 12-13 ตุลาคม เป็นที่คาดการณ์ไว้ว่า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศต่อไป

ขณะนี้สภาหนังสือพิมพ์เมียนมาร์ได้ตั้งเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาแล้ว มีองค์กรและคณะกรรมการดูแล ช่วงที่ผ่านมาสภาทำหน้าที่ในการกำกับดูแลเสรีภาพสื่อ ที่ผ่านมามีการร้องเรียนจากประชาชนและหน่วยงานรัฐทั้งหมด 82 เรื่อง ทางสภาได้รับรู้และจัดการไปแล้วเกือบหมด คำร้องเรียนส่วนใหญ่มาจากกระทรวงข่าวสารที่เห็นว่าสื่อมวลชนลงข่าวไม่ถูกต้อง มีคำเตือนเรื่องการลงภาพที่ลักษณะลามก เป็นต้น

สภาหนังสือพิมพ์เมียนมาร์จะเป็นองค์กรถาวรในเร็วๆ นี้ หลังจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เซ็นชื่อกฎหมายลูกว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรเกี่ยวกับสื่อและข้อปฏิบัติอื่นๆ ในเร็วๆ นี้

เมียนมาร์อาจจะเป็นสมาชิกอาเซียนประเทศแรกที่ยอมรับดัชนีการพัฒนาสื่อ (Media Development Index) ที่องค์การยูเนสโกเป็นผู้จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นมาตรฐานสากลในการพัฒนาสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ต่อไป สำหรับประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการและกรมประชาสัมพันธ์น่าหยิบยกดัชนีชุดนี้ขึ้นมาพิจารณาและนำมาปฏิบัติ เพราะไทยมีคุณสมบัติสื่อทางยูเนสโกได้นำเสนอในดัชนีการพัฒนาสื่ออยู่แล้ว

ในบรรดาสมาชิกอาเซียน ต้องยอมรับเมียนมาร์ฉลาดที่สุดในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือของสื่อมาสนับสนุนภาพลักษณ์ของประเทศตนในเวทีการเมืองโลก โดยมีการปฏิสัมพันธ์กับสื่อมวลชนเมียนมาร์แบบต่อเนื่องและเปิดกว้าง

รัฐมนตรีข่าวสาร อูเย ทู้ต (โฆษกประธานาธิบดีเต็ง เส่ง) นั่งฟังสัมมนาสื่อทั้ง 2 วัน อย่างอดทน พร้อมตอบคำถามนักข่าวที่มีการอ้างอิงถึงนโยบายสื่อมวลชนของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ในเมืองไทยมักจะมีรัฐมนตรีมาเปิดงาน พูดเสร็จก็เดินทางกลับไม่มีการติดตามผล

เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนไทยอาจจะต้องเริ่มเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อนบ้านนี้ได้แล้ว

อิทธิพลจีนในระเบียบโลกใหม่

Published กรกฎาคม 31, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140729/189103.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2557

อิทธิพลจีนในระเบียบโลกใหม่ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

จีนพยายามใช้พลังเศรษฐกิจของประเทศในการสร้างระเบียบการคลังโลกใหม่ จะเห็นผลหรือไม่อาจต้องให้เวลาสักนิด ต้องติดตามดู บทบาทจีนในเวทีการเมืองโลกในด้านอื่นๆ ก็มีการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าเหมือนกัน แต่จะไม่มีศักยภาพหรือได้รับการยอมรับเท่ากับข้อริเริ่มต่างๆ ทางด้านการคลัง

ทีเด็ดของจีนคือ ข้อเสนอตั้งธนาคารพัฒนาโครงสร้างในภูมิภาคต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บราซิลมีการประชุมสุดยอดประจำปีของกลุ่มบริกส์ ซึ่งมีจีน รัสเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้และบราซิล เป็นสมาชิก ผู้นำได้จัดตั้งธนาคารพัฒนาโครงสร้างด้วยเงินหนึ่งแสนล้านดอลล์ เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมในยามขัดสน

ในขณะเดียวกันจีนได้เสนอจัดตั้งธนาคารแบบเดียวกันในภูมิภาคเอเชียเช่นกัน ตอนนี้มีกองทุนสำหรับสนับสนุนโครงสร้างในเอเซียนและอาเซียนด้วย เนื่องจากจีนมีเงินสำรองต่างประเทศมากมายต้องการวางรากฐานระเบียบการคลังโลกใหม่ ซึ่งมีโลกตะวันตกเป็นประเทศผู้ก่อตั้งทั้งหมดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จีนหวังว่าด้วยการคลังที่เข้มแข็งกว่า จีนสามารถสร้างระเบียบการคลังใหม่ขึ้นมาท้าทายไอเอ็มเอฟ หรือธนาคารพัฒนาระหว่างประเทศ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความลำบาก เพราะไอเอ็มเอฟตอนนั้นออกระเบียบเคร่งครัดบีบนโยบายการคลังไทยและการบริโภคของคนไทยในยุควิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997

จีนและชาติอื่นๆ หวังว่า กองทุนเหล่านี้จะสามารถหยิบมาใช้ได้มีดอกเบี้ยต่ำและมีข้อจำกัดไม่มาก คือให้ผู้ยืมสามารถนำไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคิดมาก

จึงไม่แปลก ถ้าหันมาพิจารณานโยบายจีนต่อไทย โดยเฉพาะในโปรเจกท์ใหญ่ๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงที่มีการตกลงกันไว้เรียบร้อยระหว่างรัฐบาลชุดที่แล้วกับทางรัฐบาลจีน พอมีการยึดอำนาจขึ้นมาในเดือนพฤษภาคม โปรเจกท์นี้เกิดความล่าช้าทันที

ทางการคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่กล้าตัดสินใจ ต้องรอให้มีจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เสียก่อน ทำให้ทางรัฐบาลจีนผิดหวัง เพราะฝ่ายจีนพร้อมที่จะลงมือก่อสร้างได้ไม่ต้องรอช้า

อาทิตย์ที่แล้วมีข่าวจากพม่าออกมาว่า ทางรัฐบาลพม่าได้ยกเลิกโครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมเมืองยูนนานทางตอนใต้ของจีนกับเมืองท่าจอผิ่วของพม่า ในอ่าวเบงกอล เนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามบริเวณที่จะก่อสร้างทางรถไฟ รวมทั้งผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม ประเด็นเหล่านี้กำลังเป็นเรื่องหลักที่ฝ่ายจีนต้องให้ความสนใจ มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโปรเจกท์ยักษ์เหล่านี้

รัฐบาลจีนมีเงินทุนสำรองเยอะ รวมทั้งเทคโนโลยีทางด้านรถไฟความเร็วสูง ฉะนั้นความพยายามที่จะส่งออกไปยังประเทศด้อยพัฒนาที่อยู่ใกล้กับจีนเป็นเรื่องสำคัญมากๆ จีนพยายามสร้างทางรถไฟหลายเส้นทาง เพื่อเชื่อมหัวเมืองใหญ่ๆ ของจีนกับเมืองท่าต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่าหรือไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านโลจิสติกต์ทางการค้าและส่งเสริมการไปมาหาสู่ของประชาชนในพื้นที่นี้

ถ้ามองในภาพรวมจะพบว่า ไทยตั้งอยู่ในใจกลางยุทธศาสตร์ของจีน ในความพยายามสร้างระเบียบใหม่ในภูมิภาคและระดับนานาชาติ ฉะนั้นเป็นโอกาสอันดีไทยควรใช้โอกาสนี้มาพิจารณาแลละทบทวนอย่างรอบคอบถึงสัมพันธ์ไทย-จีนในอนาคต

ที่ผ่านมากลุ่มพ่อค้าไทย-จีนมีอิทธิพลในการกำกับนโยบายต่อจีน เช่น ประเด็นเรื่องยกเลิกวีซ่าชั่วคราวให้แก่จีน มักเอาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงความมั่นคง แต่ในปัจจุบันมิตรภาพไทย-จีนต้องมีการพัฒนาสัมพันธ์ที่เป็นยุทธศาสตร์มากขึ้น ความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเก็บมาพิจารณาอย่างรอบคอบ

คงจำกันได้ รัฐบาลจีนพยายามสร้างแนวร่วมเกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านการลาดตระเวนแม่น้ำโขงขึ้นมาเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว จนกลายเป็นปัญหาใหญ่อยู่พักหนึ่งระหว่างไทย-จีน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน มีทั้งลาวและพม่า

ผู้นำไทยชอบคิดและทำอะไรแบบจานด่วน ไม่มีการมองระยะไกล ทำให้นโยบายของเรามีจุดอ่อน ตอนนี้มี คสช.เข้ามาบริหารประเทศ สามารถหยิบประเด็นต่างๆ ในบริบทไทย-จีนมาประเมินกันใหม่

ความร่วมมือไทย-จีนจะเป็นเสาหลักหนึ่งของการสร้างระเบียบใหม่ที่มีจีนเป็นโต้โผ

สงครามข่าวสารกับการประชุมสุดยอด

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140617/186612.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2557

สงครามข่าวสารกับการประชุมสุดยอด : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

 

                คงจำกันได้ธันวาคม ปี 1995 รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกของผู้นำยุโรปและเอเชีย เรียกว่ากรุงเทพเกือบถูกล็อกดาวน์ ทั้งเมืองหลวงมีผู้นำโลกมาเกือบ 20 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่มาก 20 ปีผ่านมา ขณะนี้สมาชิกของการประชุมเอเชีย-ยุโรป หรือ Asia-Europe Meeting (ASEM) เพิ่มขึ้นเป็น 52 ประเทศ ถือได้ว่าเป็นองค์การสหประชาชาติแบบเล็กๆ

ในวันที่ 16-17 ตุลาคม ผู้ยุโรปและเอเชียจะพบกันที่เมืองมิลาน อิตาลี เพื่อเฉลิมฉลอง 20 ปีของการจัดตั้งอาเซม ที่น่าสนใจคือ มันเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในเวทีโลกอย่างมาก บทบาทของยุโรปและเอเชียรวมกันจะเป็นอย่างไร ที่ผ่านมา 20 ปีความร่วมมือระหว่างสองทวีปยังไม่ค่อยเต็มร้อย ทำให้ศักยภาพไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำเป็นต้องวางแผนให้ดีว่าเมื่อถึงวันนั้น ศสช.จะเปิดตัวเองอย่างไรบ้าง ตอนนั้นอาจจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วก็ได้ สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากมีผู้นำจากสมาชิก 52 ประเทศ เป็นโอกาสดีสำหรับเราจะเปิดอกพูดคุยถึงสถานการณ์ในไทย ที่ผ่านมาผู้นำของเราไม่มีโอกาส

มีประเด็นสำคัญที่ ศสช.ต้องให้ความสนใจ ประเด็นแรกคือเรื่องของสงครามข่าวสาร และสื่อมวลชน ความจำเป็นต้องควบคุมสื่อต้องดูเป็นเรื่องๆ ห้ามเหมาเข่งเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นมาตรการชั่วคราวก็ตาม สื่อมวลไทยมีความหลากหลาย มีความคิดแตกต่างกัน ตามจริงแล้ว สื่อมวลชนไม่ต้องคุมในลักษณะที่ทำกันอยู่ มีผลลบต่อภาพลักษณ์ไทย รายงานสื่อมีทั้งที่เราชอบกับที่เราไม่ชอบ มันจะถัวเฉลี่ยกันในที่สุด ยิ่งปิดยิ่งยุ่ง สื่อบางฉบับ นักข่าวบางคนต้องการให้ทางการเข้ามาปิดจะได้สร้างชื่อเสียง

ในระยะยาว ประเด็นที่เราควรเอาใจใส่คือการให้ข้อมูลและความคิดเห็นสะท้อนสภาพสังคมไทยอย่างแท้จริง ผ่านทางการรณรรงค์ที่มีแบบแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นวาระเฉพาะกิจอย่างที่หน่วยงานราชการต่างๆ ชอบทำกัน มีตัวอย่างจากประเทศ เช่นในกรุงวอชิงตัน การประชาสัมพันธ์และการรณรงค์เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งที่ทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีการเปิดเผยชัดเจนว่าประเทศไหนเป็นผู้ว่าจ้างใคร ให้ป้อนข้อมูล จึงไม่แปลกที่ประเทศต่างๆ จะจ้างล็อบบี้ยิสต์แพงๆ เพื่อโปรโมทประเทศตัวเองและผู้นำของประเทศตัวเอง ในอาเซียนมีมาเลเซีย สิงคโปร์ที่ทุ่มสุดตัว

ส่วนประเทศไทยในช่วงรัฐบาลไทยรักไทยและเพื่อไทยมีการใช้เงินส่งเสริมบารมีผู้นำไทยระบอบการประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น

ในเมื่อไทยถูกทหารยึดอำนาจแล้ว ยิ่งเป็นการยากที่จะขายประเทศไทยในเวทีการเมือง มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยอมรับและดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นไทยเรามีความจำเป็นต้องส่งเสริมความเข้าใจของสภาพสังคมและการเมืองไทยให้เพื่อนต่างประเทศรู้และเข้าใจ

ประเด็นที่สองผู้นำไทยต้องได้รับการฝึกฝนในการพบปะกับนักข่าว หรือแถลงข่าวที่เห็นๆ กันนั้น ไม่ค่อยสวยงามหรือเป็นมือโปรเท่าไร แปลกที่ทหารไทยและนักการเมืองไทยไม่ค่อยฝึกในการพูดหรือให้สัมภาษณ์ ในโลกตะวันตกผู้นำทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนการพูดในที่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นคนพูดอะไรตรงไปตรงมา เวลาให้สัมภาษณ์นักข่าวไทย ผู้นำไทยคนนี้จะมีความรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าถูกรุมถามหรือมีการถามซ้ำๆ ในโลกสื่อที่ไร้พรมแดนและเวลา แถมยังมีโซเชียลมีเดีย การห้ามปรามจึงไม่ได้ผล ฉะนั้นคนให้ข่าวสารหรือข้อมูลเป็นฝ่ายปรับมากกว่า

ที่ผ่านมาสงครามข่าวสาร ไทยเรามักจะแพ้ เนื่องจากไม่มีใครรับผิดชอบหรือเข้าใจพลวัตของสื่อสมัยใหม่ ความคิดจะปิดล้อมสื่อมวลชนแบบทหารที่มีอยู่ในคสช.ไม่ได้ผลในระยะยาว พูดง่ายๆ เกมสงครามสื่อมวลชน คสช.ต้องกระโดดเข้าไปร่วมก่อสร้างและริเริ่มวาทกรรมในประเด็นที่ต้องการสื่อออกไป ไม่ใช่ปฏิเสธเกมตั้งแต่ต้น

การทูตคสช.เฉพาะกิจ15เดือน

Published มิถุนายน 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140603/185800.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2557

การทูตคสช.เฉพาะกิจ15เดือน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

 

             หลังรัฐประหาร การทูตไทยต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ศูนย์รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องทำงานหนักในเรื่องต่างประเทศ มีวาระและประเด็นต้องรีบแก้ไข ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ

ภายในประเทศ สำคัญสุดอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ คสช.ต้องให้กำลังใจข้าราชการต่างประเทศที่ยืนหยัดทำงานเพื่อประเทศชาติได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อไป การทูตไทยตอนนี้รอช้าไม่ได้ ที่ผ่านมาเราถูกการเมืองภายในและผลประโยชน์พรรคเข้ามาแทรกแซงจนทำให้การทูตเดินไปข้างหน้าไม่ได้

เรื่องรองลงมาคือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวกับต่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชน เช่น เรื่องลักพามนุษย์ เป็นต้น ต้องมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ด้านความมั่นคงในสามจังหวัดภาคใต้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความล้มเหลวการประสานงานหน่วยความมั่นคงต่างๆ

สำหรับภายนอกประเทศ สายสัมพันธ์กับอาเซียนและมหาอำนาจเป็นเรื่องเร่งด่วน คสช.ต้องมีทิศทางชัดเจน อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาทางด้านนโยบายต่างประเทศของ คสช.ได้แต่งตั้งทีมที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของตัวเองเพิ่มขึ้นมา ประกอบด้วยสามอดีตทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาคือ ดอน ปรมัตถ์วินัย วีระศักดิ์ ฟูตระกูล และศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ หวังคงมีอะไรดีๆ ออกมา

นโยบายอาเซียนที่ต้องตอกย้ำเป็นพิเศษคือ เหตุการณ์การเมืองไทยไม่กระทบกระเทือนท่าทีไทยต่ออาเซียน และความสำคัญของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในอาเซียนยังสำคัญมากๆ ตอนนี้ไทยต้องรีบเร่งส่งสัญญาณต่อสมาชิกอาเซียนว่า ไทยพร้อมให้ความร่วมมือและให้สัตยาบันในเรื่องต่างๆ เช่น ความริเริ่มพหุนิยมเชียงใหม่ (Multilateral Chiangmai Initiative) ซึ่งกำลังรอลายเซ็นจากตัวแทนรัฐบาลไทยอยู่ นอกจากนั้นยังมีเรื่องคั่งค้างหลายเรื่องภายใต้เสาหลักเศรษฐกิจไทยควรจะรีบทำ ที่ผ่านมาติดอยู่ที่ขั้นตอนในกระทรวง รัฐสภา และการเมืองพรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรับรองกฎระเบียบเปิดตลาดการลงทุนในไทยในกรอบเออีซี หรือทางด้านบริการ เป็นต้น

ส่วนอีกสองเสาหลักทางการเมือง/ความมั่นคง และสังคมวัฒนธรรม ไทยควรหามาตรการเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในแผนปฏิบัติการทั้งหมด ที่ผ่านมาดีแต่พูด

ไทยในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งอาเซียน ต้องอธิบายให้เพื่อนๆ อาเซียนเข้าใจถึงสภาพการเมืองไทยปัจจุบันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศควรเดินทางไปยังเมืองหลวงอาเซียนทุกประเทศ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้

นอกจากนั้น ไทยยังเป็นประเทศประสานงานอาเซียน-จีน ต้องทำหน้าที่ต่อไปอย่างมุ่งมั่น ยิ่งในยุคที่ทะเลจีนใต้เครียดหนัก มีความจำเป็นต้องแสดงให้อาเซียนเห็นว่า คสช.มีแนวความคิดต่ออาเซียนไม่เปลี่ยนแปลง

ในบริบทการทูตไทย วิธีที่มีผลดีที่สุดคือ คสช.ต้องพยายามสร้างสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้องค์กรต่างๆ ของไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแบบบูรณาการได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็ว

สำหรับการทูตต่อประเทศมหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และอินเดีย ควรมีการประเมินและทบทวนแบบบูรณาการ ต้องทำอย่างรีบด่วน การทูตไทยถูกการเมืองแทรกแซงมาเป็นเวลานาน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นผลประโยชน์ประเทศ อะไรเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว เสียศูนย์

สัมพันธ์แรกคือ ไทย-สหรัฐอเมริกา มีอายุถึง 182 ปี พันธมิตรสองประเทศนี้เข้มข้นไม่เหมือนเดิม รสชาติจืดไปเยอะ สาเหตุหลักคือ ทั้งสองประเทศไม่มีศัตรูร่วมกัน ทำให้ไทยมีคุณค่าต่อยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐอเมริกาน้อยลงไปด้วย จำเป็นเหลือเกินที่ไทยต้องพิจารณาสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่สัมพัน์ทวิภาคีที่สำคัญอันดับหนึ่ง เพื่อให้เหมาะสมเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ส่วนมิตรภาพไทย-จีน พูดกันเยอะว่า สนิทสนม เอาเข้าจริง ความรู้คนไทยต่อประเทศจีนตื้นมากๆ คนรู้ภาษาจีนลึกๆ นับคนได้ ถึงแม้ว่าจะมีนักเรียนไทยเรียนภาษาจีน แต่ศึกษาวิชาการด้านอื่นๆ ยังมีน้อย ผลงานนักวิชาการไทยเกี่ยวกับจีนขาดคุณภาพ ตอกย้ำความคิดฝรั่งที่มีต่อจีนเสียส่วนใหญ่ ไทยเราควรเพิ่มคุณค่าทางด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีนให้มากกว่านี้ แทนที่จะเป็นการค้าการลงทุนอย่างเดียว

จีนกับไทยเป็นคู่หูกันได้ในพื้นแผ่นดินใหญ่เอเชียอาคเนย์ มีความจำเป็นต้องร่วมมือกัน สร้างความเชื่อมโยงทุกมิติ แต่ไทยเราต้องเตรียมพร้อม ทำการบ้าน จีนในฐานะมหาอำนาจอันดับสองอาจจะไม่เกรงใจไทยเหมือนก่อน ในเวลานี้ไทยต้องมีท่าทีที่จีนสามารถเข้าใจและคาดการณ์แนวโน้มได้ทันที ไม่ต้องมาคิดเอง

น่าสนใจมากคือ สัมพันธ์ขึ้นลงอ่อนไหวของไทย-รัสเซียที่ตกต่ำ สืบเนื่องจากกรณีจับนักค้าอาวุธเถื่อนวิคเตอร์ บูท เมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนี้รัสเซียเริ่มสนใจอาเซียนมากขึ้น จำเป็นต้องเข้าหาไทย เป็นโอกาสดี ปรับมิตรภาพ คสช.ควรใช้รัสเซียให้เป็นประโยชน์ แบบรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างเกียรติประวัติไว้ ทรงอุตส่าห์ให้เงินช่วยเหลือไป 60 ล้านบาท เพื่อบูรณะพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจอันโด่งดัง

สำหรับอินเดีย-ไทย เรื่องแรก เราต้องเลิกดูถูกอินเดีย ผู้นำใหม่ นายกรัฐมนตรีนาเรนทรา โมดี เอาจริง กล้าตัดสินใจ น่าเสียดาย ประวัติศาสตร์ไทย-อินเดียเก่าแก่ มีความใกล้ชิดทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา แต่ไม่สามารถต่อยอดได้ ยังไม่สามารถแปรรูปให้เป็นสัมพันธ์พิเศษได้ ไทยควรเพิ่มดีกรีความสนใจทางการทูต การค้าและลงทุนให้แก่อินเดียมากเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง

สำหรับประเทศที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ปล่อยไปก่อน ไม่ต้องตกใจ ถ้ามิตรภาพกับประเทศอ้างอิงถึงข้างบน มีการปรับตัวและมีแนวทางชัดเจน ประเทศเหล่านี้ที่เหลือจะลงร่องตามครรลองการเมืองการทูตสมัยใหม่ที่ไม่มีมิตรแท้หรือถาวร มีแต่ผลประโชยน์ประเทศเท่านั้นที่ถาวร

ที่น่าสนใจคือ บริบทการทูตตอนนี้ มีปรากฏการณณ์น่าสนใจคือ การเป็นมิตรเป็นศัตรูเกิดขึ้นได้ทันที ในทุกๆ เวลา

คมช.ต้องพร้อม การทูตเฉพาะกิจ

ประชาธิปไตยพัฒนาในอาเซียน

Published มิถุนายน 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140527/185401.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2557

ประชาธิปไตยพัฒนาในอาเซียน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

 

              ไทยเคยเป็นโมเดลของการพัฒนาการเมืองเมื่อสามสิบปีก่อน ทั้งอาเซียนตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การชุมนุม และคุณสมบัติอื่นๆ

หลังจากมีรัฐประหารวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นครั้งที่ 13 ฐานะการเมืองของไทยในบริบทอาเซียนและของโลกอ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ไทยในเวทีอาเซียน อย่าลืมว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนเมื่อปี 1967 และยังเป็นประเทศแรกที่ได้นำกฎบัตรอาเซียนมาปฏิบัติในปี 2009 ภายใต้การนำของเลขาธิการสุรินทร์ พิศสุวรรณ

หนึ่งในจุดมุ่งประสงค์ของอาเซียนคือยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล การเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ฉะนั้นตั้งแต่นี้ต่อไป ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกจะติดตามดูการพัฒนาการเมืองภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะออกมาในรูปใด ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะดำรงคงอยู่นานเท่าไร จะนำพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปการเมืองมากน้อยแค่ไหน

การเมืองไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมานานที่สุดในบรรดาสมาชิกอาเซียน ตั้งแต่มีการเปลี่ยนการปกครองในปี 1932 ประสบการณ์การเมืองไทยต่างจากสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพราะเป็นของไทยล้วนๆ ไม่มีการครอบครองของอาณานิคมต่างประเทศเช่นจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเนเธอร์แลนด์ จึงไม่น่าแปลกใจเวลาพูดถึงการเมืองไทย คนต่างชาติมักจะส่ายหัวเพราะไม่เข้าใจลึกซึ้ง โดยเฉพาะปัจจัยทำให้การเมืองมีลักษณะที่โผกผันเร็วมาก

ที่น่าเสียดายคือ ไทยเรามีบทบาทมากในการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง พยายามสร้างคุณค่าประชาธิปไตยภายในอาเซียนโดยเฉพาะในบรรดาหมู่สมาชิกใหม่ และสู่ยุวชนรุ่นหลัง แต่พอมาถึงการเมืองระดับชาติแล้ว การเมืองไทยในขณะนี้กลายเป็นเรื่องตลกสมาชิกอาเซียนอื่นๆ หยิบขึ้นมาวิจารณ์อย่างเสียๆ หายๆ

ในสมัยก่อน ประชาธิปไตยไทยเป็นที่ชื่นชมในอาเซียน อินโดนีเซียศึกษาการเมืองและรัฐธรรมนูญของไทยอย่างละเอียดรวมทั้งกฎหมายต่างๆ ที่ให้ความคุ้มครองสิทธิต่างๆ ที่มีความเป็นเสรีนิยมที่สุด ขณะนี้ประชาธิปไตยอินโดนีเซียได้เจริญเติบโตก้าวหน้าเป็นที่ชื่นชมของต่างประเทศ ในฐานะเป็นประเทศมุสลิมอีกด้วย

ขณะนี้อินโดนีเซียเป็นประเทศก้าวหน้านำอาเซียนในฐานะเป็นประชาธิปไตยใหญ่เป็นที่สามในโลก ทำให้บทบาทประเทศนี้ในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในยุคของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต อินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศล้าหลังที่สุด แถมยังฉุดอาเซียนไม่ให้รุดไปข้างหน้า

ตอนนี้ การเมืองฟิลิปปินส์ เริ่มมีความมั่นคง รัฐบาลของประธานาธิบดีอาคีโนได้เซ็นสัญญาสงบศึกกับกลุ่มกบฏอิสลาม ในมินดาเนาเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้รัฐบาลสามารถมุ่งการพัฒนาภายในได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียเงินป้องกันประเทศมากมายเหมือนก่อน

ในช่วงที่ประชาคมอาเซียนกำลังใกล้เข้ามา ถ้านับถอยหลังก็เหลือเวลาเพียงห้าร้อยกว่าวัน มันจะเป็นเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยจะยังอยู่ในการปกครองของ คสช. ฉะนั้นคนที่มีความรับผิดชอบทางด้านต่างประเทศต้องพยายามอย่างหนักในการอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงในไทย

ในช่วงเปลี่ยนผ่านในไทย จะมีผลกระทบต่อการเป็นประชาคมอาเซียนน้อยมาก ถ้า คสช.เอาใจใส่ในแผนปฏิบัติงานที่ได้ทำมาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเออีซีทั้งหลาย

ตามจริง คสช.สามารถเสริมสร้างนโยบายให้เต็มรูปแบบตามที่แผนปฏิบัติการอาเซียนต้องการในสามเสาหลักทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมได้อย่างดี นอกจากนั้น ไทยเราต้องมองไกลออกไปถึงอนาคตว่าหลังประชาคมอาเซียนในปี 2558แล้วอนาคตอาเซียนจะเป็นอย่างไร

วิกฤติการเมืองในไทยได้สร้างโอกาสใหม่ให้ไทยเราได้ทบทวนดูตัวเอง ศรส.ต้องไม่มองข้ามสัมพันธ์กับอาเซียน ซึ่งไทยเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในช่วงนี้

ส่วนสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาและจีน ต้องมีการพิจารณาใหม่ เพื่อให้มีความมั่นคงและตั้งอยู่บนรากฐานของผลประโยชน์แห่งชาติและความเท่าเทียมกัน

%d bloggers like this: