โรงไฟฟ้า

All posts tagged โรงไฟฟ้า

ปิดรับโซลาร์เซลล์ เอกชนยื่นล้นทะลัก

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

ปิดรับโซลาร์เซลล์ เอกชนยื่นล้นทะลัก.

Pic_186187

สนพ. ปิดรับโซลาร์เซลล์ เอกชนยื่นล้นทะลัก เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2565

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.ได้หยุดเปิดรับโครงการเสนอซื้อขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์  (โซลาร์เซลล์) เนื่องจากมีผู้ประกอบการสนใจยื่นข้อเสนอมากถึง 3,500 เมกะวัตต์ มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2565 จะมีโซลาร์เซลล์ 500 เมกะวัตต์ และมีหลายโครงการไม่ได้ตามที่ตกลงกันไว้ จึงต้องกลับไปประมวลผลแต่โครงการก่อน ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมก็มียื่นข้อเสนอกว่า 800 เมกะวัตต์ แต่ก็มีปัญหาเรื่องที่ตั้ง เพราะส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานหรือป่าสงวน

“ขณะนี้มีการกำหนดเงื่อนไข การพิจารณารับซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเอกชนที่ยื่นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทจะต้องกำหนดจุดเชื่อมโยงกับระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า หรือระบบส่งที่ชัดเจน มีการวางหลักค้ำประกันด้วย”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 05:30 น.

มลพิษจากรถยนต์ บนท้องถนนเป็นผลให้ อายุสั้นลงคนละครึ่งปี

Published มิถุนายน 27, 2011 by SoClaimon

1 ธันวาคม 2553, 10:00 น.

มลพิษจากรถยนต์ บนท้องถนนเป็นผลให้ อายุสั้นลงคนละครึ่งปี.

Pic_130734

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่า มลพิษจากยวดยานและโรงไฟฟ้า ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศนั้นสั้นลงไปคนละครึ่งปี

ประธานคณะกรรมการประเมินสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “เป็นเรื่องอัปยศของชาติ ที่มลพิษบนถนนทำให้อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนต้องลดลงไปกันคนละ 6 เดือน”

พาหนะบนท้องถนนทำให้เกิดตัวก่อมลพิษที่เรียกว่า “พีเอ็ม 10” ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศจะลดปริมาณลงภายในเวลาปีหน้า แต่ปรากฏว่าก็เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่อาจทำได้

ตามความเห็นอันหนึ่ง เสนอให้ฉีดราดถนนเพื่อดักจับมันเสีย แต่หลายคนค้านว่า ที่ถูกแล้ว ควรจะห้ามรถก่อมันขึ้นมาก่อน เคยมีการศึกษาพบว่า ยามใดเมื่อระดับมลภาวะสูงขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตด้วยโรคปอดและหัวใจก็จะพลอยขึ้นตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 1 ธันวาคม 2553, 10:00 น.

ปตท.โหมลงทุน ฉวยบาทแข็ง ลุยต่างประเทศ

Published พฤษภาคม 27, 2011 by SoClaimon

3 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.
ปตท.โหมลงทุน ฉวยบาทแข็ง ลุยต่างประเทศ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_123889

ปตท.ทบทวนแผนลงทุน 5 ปี แตะ 1 ล้านล้านบาท สบช่อง บาทแข็งมุ่งลงทุนต่างประเทศกว่า 50% เน้นการเสาะหาแหล่งพลังงานใหม่รองรับความต้องการในอนาคต

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างการปรับแผน ลงทุนในกลุ่ม ปตท.ในระยะ 5 ปี (2554-58) ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแผนเดิม โดยเป้าหมายการลงทุนในสัดส่วน 50% จะให้ความ สำคัญกับการลงทุนในต่างประเทศใน ธุรกิจด้านขุดเจาะสำรวจแหล่งปิโตรเลียมใหม่

สำหรับงบลงทุนในประเทศ ปตท.กำหนดไว้ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 240,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดทำแผนลงทุนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะแยกเป็น 2 บัญชี คือ เงินลงทุนของโครงการที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจนกับโครงการใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน โครงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ส่วนเพิ่มขยาย เป็นต้น เพื่อให้เห็นภาพรวมของการลงทุนในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น

“การทบทวนแผนลงทุนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการลงทุนในระยะกลาง-ระยะยาว จะเน้นการลงทุนในต่างประเทศ มุ่งหาแหล่งพลังงานใหม่รองรับความต้องการในอนาคต ซึ่งเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนักจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้”

สำหรับประเทศเป้าหมายที่ ปตท.จะเข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นเข้าไปลงทุนโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม เช่น ออสเตรเลีย พม่า อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และแอลจีเรีย ซึ่งบางประเทศจะไม่ใช่ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานโดยตรง แต่อาจเป็นประเทศที่มีโครงการด้านพลังงานทดแทน ทั้งนี้ ปตท.จะเสนอรายละเอียดของแผนลงทุนทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. (บอร์ด ปตท.) ในเดือน ธ.ค.นี้

ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับราคาขึ้นลง โดยราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ที่ 80-81 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้น ราคาขายปลีกในประเทศไม่ต้องปรับตาม โดยค่า การตลาดปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 1.50 บาท/ลิตร ยังเป็นอัตราที่รับได้ ส่วนกรณีสหรัฐฯ จะมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจะใช้เงินอัดฉีด 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น แต่จะไม่ทำให้ราคาเฉลี่ยสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯโดยจะอยู่ที่ 80-90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล”

นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมาบริษัทพีทีที ไอซีที โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.ได้ร่วมกับบริษัทเอ็ม เฟค อี ซี ในการติดตั้งห้องประชุมทางไกลเสมือนจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงาน พร้อมลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมประชุมของบริษัทในกลุ่ม ปตท. ระหว่างสำนักงานกรุงเทพฯ-มาบตาพุด ระยอง ขณะเดียวกันยังได้กำหนดนโยบาย ICT FOR GREEN เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการลดใช้พลังงานและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดการใช้พลังงานและปล่อยความร้อนต่ำ การลดการปล่อยของเสียและมลพิษจากอุปกรณ์ไอซีที และการจัดการกับของเสียด้านไอซีที

ด้านนายอนันต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่ของไทย คาดว่าในปี 53 จะสามารถทำกำไรสุทธิ ได้ไตรมาสละ 10,000 ล้านบาท หลังมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 1.2-1.4 แสนล้านในปีนี้ โดยบริษัทตั้งเป้า ผลิตปิโตรเลียมเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% ในช่วง 5 ปี (2554-2558) ไม่นับรวมถึงการเข้าซื้อกิจการใหม่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

เล็ง​ตั้ง​องค์กร​วิชาชีพ ยก​ระดับ​ก่อสร้าง​ไทย

Published พฤษภาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 พฤษภาคม 2554, 05:00 น.

เล็ง​ตั้ง​องค์กร​วิชาชีพ ยก​ระดับ​ก่อสร้าง​ไทย.

Pic_169317

กรม​อุตสาหกรรม​พื้นฐาน​และ​การ​เหมือง​แร่ เล็ง​ตั้ง​องค์กร​วิชาชีพ ยก​ระดับ​ก่อสร้าง​ไทย ป้อน​แรงงาน​ที่​มี​คุณภาพ​และ​ประสิทธิภาพ ​ช่วย​ผู้​บริโภค​แก้​ปัญหา​ผู้รับเหมาก่อสร้าง​ทิ้ง​งาน …

นาย​สม​เก​ียรติ ภู่​ธงชัย​ฤทธิ์ อธิบดี​กรม​อุตสาหกรรม​พื้นฐาน​และ​การ​เหมือง​แร่ (กพร.) ใน​ฐานะ​รักษาการ​ผู้​อำนวยการ​สถาบัน​การ​ก่อสร้าง​แห่ง​ประเทศไทย เปิดเผย​ว่า ขณะ​นี้​สถาบัน​การ​ก่อสร้าง​อยู่​ระหว่าง​เตรียม​ยก​ร่าง​กฎหมาย​จัดตั้ง​องค์กร​วิชาชีพ​ก่อสร้าง และ​จัด​ทำ​มาตรฐาน​แรงงาน​และ​วิสาหกิจ​ก่อสร้าง โดย​คาด​ว่า​จะ​เริ่ม​ใช้ได้​ใน​ช่วง​ปี 2555 ซึ่ง​จะ​ทำให้​สถาบัน​ก่อสร้างเป็น​หน่วย​งาน​ที่​จดทะเบียน​ออก​ใบรับรอง​มาตรฐาน​แรงงาน​ฝีมือ​ใน​อุตสาหกรรม​ก่อสร้าง​ไทย โดย​จะ​ร่วม​กับ​สถาบัน​การ​ศึกษา​และ​กระทรวง​แรงงาน ใน​การ​ฝึก​อบรม​และ​ทดสอบ​ระดับ​ฝีมือ​แรงงาน เพื่อ​ป้อน​แรงงาน​ที่​มี​คุณภาพ​และ​ประสิทธิภาพ เพื่อ​ช่วย​ผู้​บริโภค​แก้​ปัญหา​ผู้รับเหมาก่อสร้าง​ทิ้ง​งาน​ได้

“สำหรับ​ใน​ปี​นี้ กพร.​คาด​ว่า​จะ​มี​มูลค่า​การ​ลงทุน​ด้าน​ก่อสร้าง​สูง​ถึง 850,000 ล้าน​บาท เพิ่ม​ขึ้น​จาก​ปี​ก่อน​ที่​มี​มูลค่า 800,000 ล้าน​บาท ส่วน​ใหญ่​เป็น​การ​รับ​งาน​จาก​ภาค​รัฐ ใน​ส่วน​ของ​การ​ลงทุน​โครงการ​ขนาด​ใหญ่​ อาทิ รถไฟ​ฟ้า โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรม​ก่อสร้าง ก่อ​ให้​เกิด​การ​จ้าง​งาน​ใน​ระบบ 2.5 ล้าน​คน นอกจาก​นี้  กพร. ​ยัง​จะ​มี​แผน​จัด​ทำ​ฐาน​ข้อมูล​อุตสาหกรรม​ก่อสร้าง​ของ​ไทยให้​มี​ระบบ​มาก​ขึ้น เพื่อ​อำนวย​ความ​สะดวก​ให้​ผู้​ประกอบ​การ​อุตสาหกรรม​ก่อสร้าง​ไทย​สามารถ​ไป​รับ​งาน​ต่าง​ประเทศ​ได้​ง่าย​ขึ้น”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 พฤษภาคม 2554, 05:00 น.

รัฐจ่อลั่นดาลพลังงานนิวเคลียร์

Published เมษายน 5, 2011 by SoClaimon

5 เมษายน 2554, 05:45 น.

รัฐจ่อลั่นดาลพลังงานนิวเคลียร์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_161369

 

แนะยกเครื่องแผนจัดหาไฟฟ้าใหม่ รัฐจ่อลั่นดาลพลังงานนิวเคลียร์ หวั่นสำรองไฟฟ้ายืนบนเส้นด้าย

นายนิติกร ตันติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ผลจากกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น คาดว่าโอกาสที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยคงจะเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้น เมื่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) เดิมกำหนดให้มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง กำลังการผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ จะไม่มีการก่อสร้าง ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรเร่งทบทวนแผนพีดีพีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะอาจกระทบต่อการสำรองไฟฟ้าของประเทศได้เนื่องจากปัจจุบันการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งต้องผ่านขั้นตอนมาก ต้องใช้เวลา 4-5 ปี โดยในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ใช้ถ่านหินคุณภาพสูง ผลิตไฟฟ้าก็เห็นว่าถ่านหินน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยที่จะมาแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเรื่องถ่านหินที่มีปริมาณสำรองจากทุกประเทศทั่วโลกสูงมาก เมื่อเทียบกับน้ำมัน และยังมีราคาต่ำกว่า ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตปัจจุบันทันสมัยที่สามารถจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี และไทยสามารถเลือกถ่านหินคุณภาพสูงผลิตไฟฟ้าได้ซึ่งต่างจากลิกไนต์ ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ แม้จะเป็นทางเลือกดีที่สุดแต่ปัจจุบันไทยใช้สูงถึง 71% ในการผลิตไฟฟ้าที่ถือเป็นความเสี่ยงและจะต้องนำเข้ารูปของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพง”

สำหรับการซื้อไฟจากต่างประเทศ หากประเทศไทยรับซื้อในปริมาณที่สูงเพิ่มขึ้น ก็ต้องระวังความมั่นคงด้านการเมือง ขณะที่พลังงานทดแทนทั้งลม แสงอาทิตย์ น้ำ ชีวมวล ฯลฯ โดยพลังงานกลุ่มนี้ ประเทศไทยคงพัฒนาให้นำมาใช้งานได้เพียง 20% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวม ที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 1,000 เมกะวัตต์

นายสหัส ประทักษ์นุกูล รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ถ้าประเทศพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าเหมือนปัจจุบัน ในอีกไม่นานสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของเชื้อเพลิงรวม จากขณะนี้มีสัดส่วน 70% ซึ่งเป็นความเสี่ยง เพราะเป็นการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สมดุล ขณะที่ถ่านหินยอมรับว่ายังโดนต่อต้าน แนวทางหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ การซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยตามแผนเดิมจะรับซื้อไม่เกิน 25% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด  ซึ่งขณะนี้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเพื่อนบ้านหลายโครงการที่เสนอขายไฟฟ้าให้ กฟผ.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 เมษายน 2554, 05:45 น.

 

‘บ้านปู’ มั่นใจยอดขายถ่านหินพุ่งหลังภัยพิบัติยุ่น

Published มีนาคม 30, 2011 by SoClaimon

28 มีนาคม 2554, 17:30 น.

\’บ้านปู\’ มั่นใจยอดขายถ่านหินพุ่งหลังภัยพิบัติยุ่น – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159458

 

ปธ.จนท.บริหารบ้านปู ย้ำภัยพิบัติในญี่ปุ่นทำให้ความต้องการถ่านหินเพิ่มเพราะเป็นตัวเลือกหลักด้านพลังงาน เผยมีแผนรับมือความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขึ้น น้ำมันผันผวน และการขยายตัวศก.โลก

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) เปิดเผยว่า ผลจากการเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่นนั้น ทำให้ความต้องการถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เพราะทางเลือกด้านพลังงานมีไม่มาก จำกัดอยู่เพียงถ่านหินและก๊าซเท่านั้น ส่วนจะมีผลต่อราคาถ่านหินให้ปรับตัวขึ้นหรือไม่นั้นต้องใช้เวลาอีกระยะ โดยขณะนี้ราคาอยู่ที่ระดับ 123-124 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

ด้านผลกระทบกับบริษัทกรณีมีลูกค้า 2 รายอยู่ที่เชนได ญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในเขตภัยพิบัติรุนแรงโดยหนึ่งในนั้นคือ บริษัทโตเกียว อิเล็กทริกพาวเวอร์ (เทปโก) นั้น บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพียงแต่อาจทำให้ส่งมอบสินค้าถ่านหินให้ลูกค้าต้องล่าช้าหรือชะลอลง เนื่องจากท่าเรือที่ใช้ในการส่งถ่านหินได้รับความเสียหาย แต่ในแง่ของปริมาณการส่งหรือยอดขายไม่ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้บริษัทรอคำสั่งจากลูกค้าว่าจะให้บริษัทไปส่งสินถ่านหินที่ท่าเรือไหนแทนเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทมีลูกค้าที่ใช้ถ่านหินเพื่อไปผลิตโรงไฟฟ้าที่เซนได 2 แห่ง มีปริมาณการสั่งซื้อที่ 1 ล้านตันต่อปี

“ในแง่โรงไฟฟ้าของลูกค้าไม่ได้รับความเสียหาย แต่ที่มีปัญหาคือท่าเรือในการส่งมอบสินค้าเพราะท่าเรือพัง ซึ่งเรือ 1-2 ลำที่มาส่งก่อนหน้านี้ก็ไปขึ้นที่เรืออื่นแล้ว ส่วนยอดที่เหลือของทั้งปี ขณะนี้รอเพียงคำสั่งจากลูกค้าว่าจะไปให้ส่งท่าเรือที่ไหนแทน ซึ่งทำให้ปริมาณการสั่งซื้อถ่านหินจากโรงไฟฟ้าในเซนไดไม่ได้ลดลง” นายชนินท์ กล่าว

นายชนินท์ ยังเปิดเผยถึงแผนการลงทุนในอนาคตว่า ปัจจุบันบริษัทมีเพดานการลงทุนเพื่อซื้อกิจการในต่างประเทศได้อีกไม่มาก เนื่องจากบริษัทไม่ต้องการมีหนี้สูงขึ้น เพราะบริษัทต้องการมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่ให้เกิน 1.1 เท่า แต่ขณะนี้ D/E ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1 เท่าแล้ว หากมีการกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนซื้อกิจการเพิ่มอาจทำให้บริษัทมีความเสี่ยงด้านหนี้เพิ่มขึ้น ล่าสุดบริษัทได้ใช้เงินในการซื้อเหมืองถ่านหินที่มองโกเลีย 45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะเริ่มประกอบการได้ ส่วนการขายเหมืองถ่านหินต้าหนิงในประเทศจีน มูลค่า 669 ล้านเหรียญสหรัฐออกไปนั้น จะไม่ได้กระทบต่อยอดขายของบริษัท ที่ปีนี้ยังคงเป้าหมายยอดขายถ่านหินไว้ที่ 44-45 ล้านตันต่อปี แต่ปีหน้าคงต้องมีการพิจารณาอีกครั้งว่า แหล่งถ่านหินที่ออสเตรเลียและอินโดนีเซียจะมีกำลังการผลิตที่สามารถชดเชยกำลังการผลิตที่หายไปได้หรือไม่

ทั้งนี้ 3 ปัจจัยหรือความเสี่ยงที่ท้าทายต่อการบริหารจัดการของบริษัท คือ ดอกเบี้ย ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นหลังเกิดปัญหาการเมืองในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง นอกจากนี้คือการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก หลังญี่ปุ่นประสบปัญหาภัยพิบัติและเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน แต่ทางบริษัทได้มีแผนเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงทั้ง 3 ด้านไว้ เช่นมี การจัดทำแผนธุรกิจ ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ตามสมมุติฐานความเสี่ยงตั้งแต่ระดับสูง กลาง ต่ำ ส่วนความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันก็ได้มีการทำป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจ์จิ้ง) ไว้ ส่วนทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น บริษัทได้ออกหุ้นกู้วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระหนี้เดิม เพื่อยืดระยะเวลาการชำระหนี้ และกระจายโครงสร้างหนี้ให้มีดอกเบี้ยคงที่ ขณะที่ปัจจัยการเมืองมีผลต่อบริษัทน้อยมาก.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มีนาคม 2554, 17:30 น.

 

นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง ฟื้นโรงไฟฟ้า-ฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น

Published มีนาคม 28, 2011 by SoClaimon

26 มีนาคม 2554, 17:19 น.

นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง ฟ้ืนโรงไฟฟ้า-ฟ้ืนเศรษฐกิจญี่ปุ่น – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_158985

 

นักเศรษฐศาสตร์ เชื่อ เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวได้ต่อเมื่อฟื้นฟูระบบไฟฟ้าของประเทศใช้การได้ เพราะถ้าไม่มีไฟฟ้า โรงงานก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าได้

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. สำนักข่าวบลูกเบิร์กส์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ พบว่า เสียงส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟ้ืนตัวได้หรือไม่ ช้าหรือเร็ว และมีเสถียรภาพเพียงไรในคร่ึงหลังของปี 2554 ก็ขึ้นอยู่กับทางการญี่ปุ่นจะสามารถฟ้ืนฟูระบบไฟฟ้าของประเทศที่ได้รับความเสียหายจากการเกิดแผ่นดินไหว และสึนามิถล่มครั้งใหญ่ได้รวดเร็วเพียงใด

นักเศรษฐศาสตร์เช่ือว่า ถ้าไม่มีไฟฟ้า หรือไฟฟ้ามีไม่พอโรงงานผลิตสินค้า ต่างๆก็ยังไม่สามารถเดินสายการผลิตได้อย่างเต็มที่ และย่อมจะกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของญี่ปุ่น ซ่ึงน่ันทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ เศรษฐกิจในอนาคต และย่ิงญี่ปุ่นใช้เวลาในการฟ้ืนฟูระบบไฟฟ้านานเท่าใด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจก็ย่ิงจะมีมากขึ้นเท่านั้น.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 มีนาคม 2554, 17:19 น.

 

ระส่ำชะลอแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

Published มีนาคม 16, 2011 by SoClaimon

15 มีนาคม 2554, 05:00 น.

ผ่านทางระส่ำชะลอแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_155984

 

กฟผ. ชะลอแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หวั่นประชาชนไม่ยอมรับ! ผวาซ้ำรอยยุ่น…

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010) จากกำหนดเดิมคาดว่า ไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกได้ในปี 2563 แต่การตัดสินใจดังกล่าวต้องให้รัฐบาลเป็นผู้อนุมัติ และต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้าง แต่หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น จนทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ยอมรับว่าเป็นปัจจัยทำให้โอกาสที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยต้อง เลื่อนออกไปไม่ต่ำกว่า 2 ปี เพราะประชาชนจะเกิดความหวาดวิตกขึ้นแน่นอน ซึ่งหากมีการเลื่อนเวลาก่อสร้างออกไปอีก 2 ปี กฟผ.มีแผนรองรับในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงอื่นทดแทน เช่น เพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ กฟผ.มีแผนก่อสร้างอีก 4 แห่ง ยังมีเวลาในการตัดสินใจเลือกพื้นที่  คาดว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่โรงแรกจะจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2562 “ที่วิตกว่าปี 2557-58 ปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทย อาจลดต่ำเหลือเพียง 9% กฟผ.ได้วางแผนเร่งโรงไฟฟ้าจะนะ โรงไฟฟ้าวังน้อยและพระนคร เหนือเข้ามาเพิ่ม หากทำตามแผนนี้ปริมาณไฟฟ้าสำรองจะเพิ่มขึ้นเป็น 15%”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากที่นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาเดือน  พ.ค.นี้  ทำให้คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่นำเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นมา พิจารณาอย่างแน่นอน  จากเดิมที่กระทรวงพลังงานจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีชี้ขาดภายใน  มี.ค.-เม.ย.นี้.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 มีนาคม 2554, 05:00 น.

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไทยแป้ก!

Published มีนาคม 14, 2011 by SoClaimon

14 มีนาคม 2554, 05:30 น.

ผ่านทางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไทยแป้ก! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_155724

 

นักวิชาการ ยอมรับต้องทำใจแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยเกิดยาก หลัง “สึนามิญี่ปุ่น” ทำคนเข็ดขยาด…

นายเทียนไชย จงพีร์เพียร นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นได้รับความเสียหายว่า ต้องทำใจยอมรับว่าแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010) ซึ่งมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2563 นั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะประชาชนจะยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวมากขึ้น กระทรวงพลังงานคงต้องทำงานอย่างยากลำบาก กว่าขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 2550 จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

ด้านนายชวลิต พิชาลัย รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาโครงการฯ ขอรอดูความเสียหายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นก่อนว่าเสียหายมากน้อยเพียงใด จึงจะประเมินสถานการณ์การก่อสร้างในประเทศได้ ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้เตรียมสรุปรายละเอียดต่างๆของแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือน มี.ค.นี้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นคงต้องรอมติจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) จากสหรัฐฯ ที่จะเสนอผลการประเมินเบื้องต้นว่าไทยมีความพร้อมแค่ไหน

นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเกิดเพลิงไหม้ ไม่ใช่เกิดจากความบกพร่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่เกิดจากอุบัติเหตุเหนือความคาดหมาย ซึ่งเชื่อว่าคนดูทีวีคงเข้าใจและไม่วิตกกังวลจนผิดปกติ.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มีนาคม 2554, 05:30 น.

 

หยุดสร้าง”โรงไฟฟ้า”!!! หยุดสร้างภาระซ้ำเติมเศรษฐกิจ

Published ตุลาคม 8, 2010 by SoClaimon

วันที่ 28/1/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

“วิกฤติเศรษฐกิจโลก”…..

ที่เกิดการชะลอตัวในขณะนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบถึงหลายๆ ภาคส่วนแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงในปัจจุบันด้วย และเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง ก็ย่อมส่งผลโดยอ้อมต่อ “ความจำเป็น” ในการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าแห่งใหม่” ตาม…..

“แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า” ปี 2550-2564 หรือแผน PDP 2007!!!

ที่มีกำหนดการก่อสร้างไว้หลายสิบโครงการ ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซ ถ่านหิน เขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน และนิวเคลียร์ ที่ควรจะต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากโครงการเหล่านี้เกิดจากการพยากรณ์ความต้องการเกินความเป็นจริง ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังของ “ระบบไฟฟ้า” ของไทย

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าเกินจากความเป็นจริงมาโดยตลอด อย่างเมื่อเดือนเมษายน 2551 ซึ่งสภาพเศรษฐกิจยังไม่อยู่ในอาการ “โคม่า” การพยากรณ์ความต้องการที่ผ่านมาเกินจากความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้น ถึง 1,389 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุนส่วนเกินกว่า 40,000 ล้านบาท

ยิ่งเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว ความต้องการใช้ไฟฟ้ายิ่งลดลงอย่างชัดเจน โดยข้อมูลเรื่องสถานการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2551 ของ “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” หรือ กฟผ. พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 เป็นต้นมา ตกลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนธันวาคม 2551 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในเวลา 18.10 น.วันที่ 10 ธันวาคม 2551 มีค่าเท่ากับ 18,394.1 เมกะวัตต์ ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2551 ที่ 8.94% และเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้าที่น้อยกว่าปี 2549 และปี 2550 เสียอีก

ที่สำคัญที่สุด…..ความต้องการใช้ไฟฟ้าในเดือนธันวาคม 2551 ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ถึง 3,000 เมกะวัตต์

ดังนั้นประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปรับค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าเสียใหม่ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าโดยไม่มีความจำเป็นไปอีกเรื่อยๆ โดยข้อกำหนดพื้นฐานในการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าครั้งใหม่ ประกอบด้วย…..

ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2552 = 22,681 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 0.5% จากความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2551

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว = 4.8%

ความยืดหยุ่นในการใช้ไฟฟ้าต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ = 1:1

ผลจากการวิเคราะห์เพื่อปรับค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ พบว่า ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2565 ลดลงจากที่ประมาณการณ์ไว้เดิมถึง 9,148 เมกะวัตต์ ทำให้สามารถลดความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตลงได้ถึง 10,520 เมกะวัตต์ เนื่องจากต้องมีการสำรองไฟฟ้าไว้อีก 15% ของความต้องการสูงสุด

ดังนั้น ถ้าจะยังมีการลงทุนตามแผนเดิมที่กำหนดไว้ กำลังการผลิตสำรองของระบบไฟฟ้าจะพุ่งสูงกว่า 40% ในแต่ละปี และจะกลายเป็นการสร้างการลงทุนล้นเกินในภาระทางเศรษฐกิจมากกว่า 400,000 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 15 ปี!!!

เมื่อเป็นเช่นนี้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าของเอกชน หรือ IPP โรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สามารถยกเลิก หรือเลื่อนออกจากแผนได้ เนื่องจากความจำเป็นในด้านการตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าสูงสุดลดลง โดยเมื่อเลื่อนโครงการเหล่านี้ร้อยละของกำลังการผลิตสำรองของระบบ ก็ยังคงสูงกว่า 15% ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่ดี

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าครั้งนี้ ยังมิได้นับรวมศักยภาพด้านการจัดการความต้องการไฟฟ้า หรือ DSM และศักยภาพพลังงานหมุนเวียน พลังงานขนาดเล็ก ซึ่งมาจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก SPP และ VSPP

ถ้าเศรษฐกิจเกิดฟื้นตัวเร็วมากๆ ระบบไฟฟ้าของไทยก็ยังมีแนวทางในการรองรับได้ ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพด้าน DSM 2,200 MW ภายในปี 2554 และศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่คุ้มค่าทางการเงิน 2,900 MW ภายในปี 2554 ที่ล่าสุดพบว่ามีผู้ผลิตรายเล็กและรายเล็กมาก ยื่นข้อเสนอเพื่อขายไฟฟ้าเข้าระบบอีกหลายพันเมกะวัตต์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลใจไปว่าไทยจะมีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการเติบโตใน อนาคตหรือไม่

โดยสรุปแล้ว…..

โครงการเหล่านี้สามารถยกเลิกหรือเลื่อนออกจากแผน PDP ได้ และถ้าไม่ปรับแผน PDP โครงการลงทุนเหล่านี้ก็จะกลายเป็น “ภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ”

กระทรวงพลังงานควรปรับค่าพยากรณ์และปรับแผน PDP ภายในปี 2552 และไม่ควรดำเนินการใดๆที่จะกลายเป็นผูกมัด หรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ลงทุนก่อนที่จะสรุปแผน PDP ใหม่

ในการปรับค่าพยากรณ์และในกระบวนการปรับแผน PDP ครั้งใหม่ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

รัฐบาล รวมถึงองค์กรอิสระ ควรสอบสวนสาเหตุการเร่งการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในโครงการโรงไฟฟ้า IPP 3 โครงการ ทั้งที่เอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนที่กำหนด และที่สำคัญ…..

ไทยก็ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า!!!

วิโรจพันธ์ อนันต์ภิรมย์รื่น

%d bloggers like this: