โรงพยาบาลเวชธานี

All posts tagged โรงพยาบาลเวชธานี

คำแนะนำ “คุณแม่มือใหม่”

Published สิงหาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/193345.

แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อ
ยังนอนเปล แม่..เราเฝ้าโอ้ละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเห ไปจนไกล …

หลายท่านคงคุ้นหูกับเพลง “ค่าน้ำนม” และเนื่องในโอกาสวันแม่ 12 สิงหาคมนี้ คงมีหลายๆ ท่าน ที่เพิ่งปรับเปลี่ยนสถานะและบทบาทหน้าที่ของตนเองใหม่ นั่นคือ การเป็นคุณแม่มือใหม่นั่นเอง การเป็นคุณแม่ไม่ใช่เรื่องง่ายและก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ก่อนอื่นคุณแม่ต้องดูแลสุขภาพร่างกายตนเองให้ดีเสียก่อน เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งของคุณแม่และลูกน้อย

คำแนะนำการปฏิบัติตัวที่บ้านสำหรับคุณแม่มือใหม่

การผักผ่อนในระยะหลังคลอดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมารดา ควรได้รับการพักผ่อนนอนหลับตลอดคืน และควรได้รับการพักผ่อนในช่วงบ่ายอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง

อาหารเป็นสิ่งจำเป็นหลังคลอดมาก เนื่องจากมีการเสียเลือดในขณะคลอด จึงควรจะได้รับอาหารที่อุดมสมบรูณ์ไปด้วยโปรตีน เกลือแร่และวิตามิน ในระยะที่ให้นมลูกน้อย เพื่อให้ร่างกายของคุณแม่แข็งแรง ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารหมักดอง แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือยาดองเหล้า เป็นต้น

การรักษาความสะอาดของร่างกาย ควรทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์หลังถ่ายปัสสาวะและอุจจาระทุกครั้งให้สะอาด หมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยเมื่อเปียกชุ่ม เพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก ห้ามแช่อ่างอาบน้ำ ให้ตักน้ำอาบหรือใช้ฝักบัวแทน

การให้นมลูกน้อย นมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับลูกน้อย แนะนำให้ปฏิบัติตามนโยบาย 3 คือ ดูดเร็ว ดูดบ่อย และดูดถูกวิธี

การขับถ่ายอุจจาระ อาจจะลำบากหน่อยในช่วง 1-2 วันแรก หลังคลอดควรดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีใยอาหารเพื่อให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น

น้ำคาวปลา หลังคลอดประมาณ 3 วันแรก จะมีน้ำคาวปลาสีแดงสด หลังจากนั้นน้ำคาวปลาจะมีสีจางลงไปเรื่อย ๆ และจะหมดภายในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน

การบริหารร่างกาย ควรออกกำลังกายที่ไม่หักโหม เพื่อกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวดีขึ้นและเข้าอู่ดีขึ้น ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือยกของหนัก

เพศสัมพันธ์ งดการมีเพศสัมพันธ์ 6-8 สัปดาห์หลังคลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก

สิ่งแวดล้อม ในช่วงพักฟื้นควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ข้าวของเครื่องใช้วางให้เป็นระเบียบเพื่อสะดวกในการหยิบใช้

การนัดหมายแพทย์ ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบตามที่กำหนดไว้ และมาตรวจตามแพทย์นัดหมายทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ของตัวคุณแม่และลูกน้อยเอง

แผลผ่าตัดคลอด ในรายที่ผ่าตัดคลอด แพทย์จะปิดพลาสเตอร์ชนิดกันน้ำให้ก่อนกลับบ้าน หมั่นสังเกตว่ามีรอยรั่วซึม มีน้ำเข้าหรือไม่ ห้ามอาบน้ำอุ่น ห้ามถูบริเวณที่ติดพลาสเตอร์ และถ้าพลาสเตอร์หลุดให้รีบมาพบแพทย์ทันที โดยแพทย์จะนัดเพื่อดูแผลผ่าตัดอีกครั้ง หลังกลับบ้านไปแล้ว 1 อาทิตย์ หรือ 6 สัปดาห์

ถ้าพบว่ามีให้รีบกลับมาพบแพทย์เพื่อเปลี่ยนพลาสเตอร์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างให้มีการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลผ่าตัดหายเร็ว ร่างกายสามารถปรับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น อาหารที่ควรรับประทานคือ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลไม้ และผักสด

อาการผิดปกติ หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง ส่วนอาการผิดปกติที่พบ เช่น น้ำคาวปลามีสีแดงสดตลอด หรือมีกลิ่นเหม็น ปวดแผลมากขึ้น แผลบวมแดง แผลแยก มีไข้ มีอาการปวดท้องหรือมดลูกโตขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น

การแจ้งเกิด ควรแจ้งเกิดภายใน 15 วันหลังวันคลอด พร้อมทั้งนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ พร้อมทั้งตั้งชื่อบลูกน้อยให้เรียบร้อย และนำหลักฐานทั้งหมดส่งที่แผนกบริการลูกค้าชั้น G โรงพยาบาลเวชธานี

แผนกบริการสูติกรรม 6235, 6236
ศูนย์สุขภาพสตรี 3200, 3204
โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 12 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

โรคมือ เท้า ปาก ป้องกันได้

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/192804.

Pic_192804

เปิดเทอมได้ไม่นาน ก็ดูเหมือนว่าเด็กๆ ต้องเผชิญกับหลายโรคที่กำลังคุกคาม ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก อีสุกอีใส ไอพีดี โรคท้องเสีย รวมถึงโรคมือเท้าปาก ซึ่งฉบับนี้จะโฟกัสกันที่โรคมือเท้าปาก เพราะช่วงนี้มีผู้ป่วยตัวเล็กมาหาคุณหมอด้วยโรคนี้ไม่น้อยเลย

พญ.มณินทร วรรณรัตน์ กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคมือเท้าปาก เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งอยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ได้แก่ คอกซากี่ไวรัส ( Coxsackie virus) บางชนิด และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) พบได้บ่อยในกลุ่มเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ความจริงโรคนี้จะเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในหน้าฝน ซึ่งอากาศมักเย็นและชื้น และมีความรุ่นแรงตั้งแต่น้อยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การติดต่อของโรค

ส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และอาจเกิดจากการไอจามรดกัน

การแพร่กระจายเชื้อ จะเกิดได้ง่ายมากในเด็กเล็กที่ชอบเล่นคลุกคลีใกล้ชิดกันในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือญาติพี่น้องที่อยู่รวมกันมากๆ รวมถึงการเล่นของเล่นในที่สาธารณะ ซึ่งในระยะที่เด็กมีอาการทุเลา หรือหายป่วยแล้วประมาณ 1 เดือน ยังคงพบเชื้อได้ในอุจจาระ แต่การติดต่อในระยะนี้จะเกิดขึ้นได้น้อย

อาการของโรค

หลังจากได้รับเชื้อ3-6วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย เริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก1-2 วัน มีตุ่มแดงขนาด 2-8 มิลลิเมตรที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ต่อมาก็จะเห็นเป็นตุ่มน้ำสีเทาเล็กๆ เพราะตุ่มน้ำจะแตกเร็ว เห็นเป็นแผลตื้นๆ สีออกเหลืองเทา และมีผื่นแดงล้อมรอบแผลเล็กๆ อาจรวมเป็นแผลขนาดใหญ่ แผลเหล่านี้มักเจ็บ และทำให้เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร อีกทั้งยังทำให้ลิ้นมีสีแดงและบวมได้ แต่รอยโรคเหล่านี้มักจะหายไปใน 5-10 วัน

สำหรับผื่นที่ผิวหนังนั้น อาจเกิดพร้อมๆ กับแผลในช่องปาก หรือเกิดหลังแผลในช่องปากเล้กน้อย อาจมีเพียง 2-3 จุด หรือมากกว่า 100 จุด โดยพบที่มือมากกว่าที่เท้า รอยโรคมักเป็นที่หลังมือ ด้านข้างของนิ้วมือ หลังเท้าและด้านข้างของนิ้วเท้า มากกว่าที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นได้ด้วย รอยโรคที่ผิวหนังระยะแรกจะเป็นผื่น หรือตุ่มแดง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-10 มิลลิเมตร ที่ตรงกลางมีตุ่มน้ำสีเทา มักเรียงตามแนวเส้นของผิวหนัง และมีผื่นแดงล้อมรอบ ผื่นเหล่านี้จะคงอยู่ 2-3 วัน อาจมีอาการเจ็บ กดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ต่อมาจะเป็นสะเก็ด และตกสะเก็ดใน 7-10 วัน จนผิวแลดูปกติไม่มีแผลเป็น

การรักษา

โรคนี้ไม่มีวัคซีนป้องกันและไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ได้แก่
•    เมื่อมีไข้ ให้ยาลดไข้ ร่วมกับเช็ดตัว เพื่อลดไข้เป็นระยะ
•    ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำและน้ำผลไม้ โดยพิจารณาให้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
•    ถ้าเป็นเด็กอ่อนอาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวดตามปกติ
•    การรับประทานนมเย็น อมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ หรือไอศกรีม จะทำให้แผลไม่ค่อยเจ็บ
•    ถ้าแผลในปากเจ็บมาก อาจลองใช้ยาชาเพื่อทุเลาอาการเจ็บ และสามารถรับประทานได้บ้าง
•    นอนพักผ่อนมากๆ
•    โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่เชื้อไวรสบางชนิด อาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมรับประทานอาหารและดื่มน้ำ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง อาจเกิดภาวะสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที

การป้องกันโรค

•    ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัย ผู้ปกครองควรแนะนำบุตรหลาน และผู้เลี้ยงดูเด็กให้รักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย และก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งการใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
•    สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือ และส้วมที่ถูกสุขสักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่ และอุปกรณ์ให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย
•    หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย
•    หากมีเด็กป่วยจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปิดสถานที่ชั่วคราว (1-2 สัปดาห์) เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค โดยอาจใช้สารละลายเจือจางของน้ำยาฟอกขาว 1 ส่วนผสมกับน้ำ 30 ส่วน
แพทย์หญิงมณินทรกล่าวปิดท้ายว่า โรคมือเท้าปาก โดยทั่วไปกรณีที่เป็นไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายในเวลา 5-7 วัน หรือไม่เกินสองสัปดาห์ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้ปกครองยังต้องระมัดระวังดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้อาจทำให้เด็กมีไข้สูง จนกระทั่งชักได้ และบางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อนทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้ด้วย

Kids Center โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย Kids Center โรงพยาบาลเวชธานี
  • 10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

ฉลองปีใหม่ กินอย่างไรน้ำหนักไม่ขึ้น

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

31 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/138002.

Pic_138002

เทศกาลวันหยุดปีใหม่ที่ใครๆ ต่างก็มีกิจกรรมที่ชวนให้กินดื่มกันอย่างเต็มที่ แต่จะสังสรรค์กันอย่างไรก็อย่าปล่อยให้อาหารการกินมาเป็นปัญหาสำหรับรอบเอวของคุณ การกินและดื่มมากเกินไปในช่วงวันหยุดนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมาก เกินนิดเกินหน่อยอาจไม่มีผลอะไรมาก แต่เมื่อสะสมไปทั้งสัปดาห์น้ำหนักไขมันล้วนๆ ก็จะเพิ่มขึ้นได้ง่ายๆ

แน่นอนที่ทุกคนอยากจะเพลิดเพลินกับอาหารอร่อยๆ เมื่อไปเที่ยว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องละเลยสุขภาพไปโดยสิ้นเชิง มาเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านเลยนะคะ

รับประทานอาหารก่อนออกเดินทาง พยายามเลือกอาหารที่มีแป้ง เนื้อสัตว์ไม่มัน และผักในสัดส่วนเท่าๆกัน จะทำให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานไม่หิวบ่อย

จัดหานมและนมถั่วเหลืองชนิดกล่อง และผลไม้ที่แพ็คไปได้สะดวก เช่น แอปเปิ้ล ส้ม กล้วย ใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วย ถึงแม้ว่าคุณจะเดินทางโดยเครื่องบิน นมและผลไม้เป็นของว่างที่ดี คุณจะได้ไม่ต้องแวะร้านสะดวกซื้อที่มีขนมของว่างกรุบกรอบไขมันสูงน้ำตาลสูงมากมายที่กินไปแล้วอาจทำให้คุณหิวอีกใน 1 ชั่วโมง

เมื่อถึงที่หมายแล้ว ลองสำรวจตลาดท้องถิ่น และซื้อผลไม้มาตุนเอาไว้บ้างที่ร้านอาหารไม่ว่าจะอยู่ต่างประเทศหรือต่างจังหวัด

คุณสามารถกินอย่างฉลาดได้ โดยเลือกจานผักจานปลาบ่อยๆ เลี่ยงซอสหนักๆ จำพวกซอสครีมต่างๆ หรืออาจสั่งให้เขาทำซอสแยกมาและตักน้อยๆ ถ้าเป็นอาหารฝรั่งที่สื่อแบบจานเดียวให้ดูโต๊ะข้างๆ ว่าจานของเมนูคอร์สใหญ่แค่ไหน ถ้าใหญ่มาก แนะนำให้สั่งเป็นจานสลัดหรือซุบกับอาหารจานแรก และเลี่ยงตะกร้าขนมปัง (ถ้ากินให้กินไม่เกิน 1 แผ่นหรือ 1 ก้อน) การเลือกอาหารประเภทบาร์บีคิว ย่าง นึ่ง ตุ๋น ยำ จะมีแคลอรี่หรือพลังงานต่ำกว่าประเภททอด ชุบแป้งทอด หรือผัดร่น ถ้าไม่แน่ใจว่าอาหารจานนั้นใช้วิธีประกอบอาหารอย่างไร ให้ถามเพื่อความกระจ่างและคุณจะได้ตัดสินใจได้

พยายามหากิจกรรมสนุกๆ ทำ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นเขา หรือเดินเล่นที่ชายหาด ว่ายน้ำ ดำน้ำ พายเรือ เดินที่พิพิธภัณฑ์ เดินที่สวนสัตว์ หรือเดินสำรวจเมืองก็ตามจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดีทั้งสิ้น และอย่าลืมพกขวดน้ำติดตัวไปด้วยเสมอ และดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ง่ายขณะเดินทาง

โรงพยาบาลเวชธานี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 31 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

ปลอดเหล้า ก็เข้าสังคมได้…ปีใหม่นี้มาสังสรรค์อย่างมีสติกันดีกว่า

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

29 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/137514.

Pic_137514

สุรา เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่นักดื่มหลายต่อหลายคนขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเทศกาลอะไร ที่ไหนมีงานเลี้ยง สิ่งที่เป็นของคู่กัน ขาดไม่ได้ก็คือ สุรา

สุรา  ถือเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหมักผัก ผลไม้ หรือเมล็ดพืชชนิดต่างๆ แล้วแต่งกลิ่น ในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แต่ละชนิดจะมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่างกัน เช่น เหล้ามีแอลกอฮอล์ 40 % ไวน์มีแอลกอฮอล์ 12 % และเบียร์มีแอลกอฮอล์ 5 % โดยฤทธิ์ร้ายของแอลกอฮอล์จะกดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง พูดจาอ้อแอ้ เดินไม่ตรงทาง ความคิดสับสน  ขาดสติ  และด้วยอาการเหล่านี้เอง จึงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ  ส่งผลให้นักดื่มทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ร่วมใช้ท้องถนน ได้รับบาดเจ็บ  พิการ รวมทั้งสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน   แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามออกมารณรงค์ ลด ละ เลิก การดื่มสุรา  แต่สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเทศกาลต่างๆ ก็ยังอยู่ในสถิติที่น่าเป็นห่วง

สุรา หรือเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป และติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมมีผลเสียต่อสุขภาพ  นอกจากจะทำให้ผู้ดื่มขาดสติ แล้วยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ มากมายอันได้แก่

กลุ่มโรคทางระบบประสาท ทำให้ความจำเสื่อม หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เสียการควบคุมด้านอารมณ์  โรคนอนไม่หลับ  กระบวนการการรับรู้ ความเข้าใจ บกพร่อง  ขาดสติ  จิตหลอน  ประสาทหลอน  โรคคลั่งเพ้อ เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง การทำหน้าที่ของสมองผิดปกติส่งผลถึงการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย  อาจทำให้กล้ามเนื้อส่วนปลายแขน ขา อ่อนแรง ปลายประสาทพิการ โรคซึมเศร้า  โรคลมชัก และโรคระแวงเพราะสุรา

กลุ่มโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น  มะเร็งในปากและช่องปาก  มะเร็งหลอดอาหาร  มะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งกระเพาะอาหาร  มะเร็งตับ  มะเร็งเต้านมในผู้หญิง และมะเร็งรังไข่

กลุ่มโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้เช่น โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โรคเบาหวาน (เกิดจากตับอ่อนอักเสบ)  โรคตับอักเสบ   โรคตับแข็งจากสุรา  โรคตับอ่อนอักเสบแบบเฉียบพลัน และ แบบเรื้อรัง   โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือโรคกระเพาะอักเสบจากสุรา เพราะแอลกอฮอล์จะทำลายสารเคลือบกระเพาะ ทำให้เกิดแผลจนกระเพาะทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะ สังเกตได้จากการถ่ายอุจจาระ หรืออาเจียนเป็นเลือด โรคต่อมหมวกไต  กระดูกพรุน โรคเกาต์ โรคพิษสุราเรื้อรัง

กลุ่มโรคหลอดเลือดและหัวใจ  คนที่ดื่มสุราเป็นประจำมีโอกาสเกิดโรคหัวใจได้มากกว่าคนที่ดื่มน้อยกว่า  เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ และยังอาจทำให้เกิด ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมจากสุรา  โรคหัวใจ  ความดันโลหิตสูง  โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ   สมองส่วนนอกลีบฝ่อ  อาการระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน  โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจล้มเหลว

กลุ่มเสี่ยงที่กำลังตั้งครรภ์  จะส่ง ผลกระทบต่อทารกในครรภ์คือมีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย ปากแหว่งเพดานโหว่   ดวงตาและกรามมีขนาดเล็ก  สมองเล็กกว่าปกติ  หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด  แขน-ขาเจริญเติบโตผิดปกติ ความสามารถในการมองเห็นน้อยกว่าทารกปกติ  ร้องกวนโยเยง่าย  รูปร่างแคระแกรน  นอนหลับยาก และมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ

แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังสงสัยว่า  ดื่มมากขนาดไหนที่เรียกว่า “ติดสุรา” อาจแบ่งให้เห็นชัดเจนได้ 3 ระดับ คือ ระดับแรกดื่มเฉพาะตอนที่เข้าสังคม  ระดับที่สองดื่มเป็นระยะ และกลุ่มที่สามดื่มจนติดหรือที่เรียกว่า แอลกอฮอล์ลิซึ่ม คนที่ดื่มจนติดแล้ว มักจะดื่มเป็นประจำทุกวัน และเพิ่มปริมาณในการดื่มมากขึ้น ถ้าหยุดดื่มจะมีอาการ เช่น ใจสั่น มือสั่น คล้ายจะเป็นลม

นักดื่มหลายท่านบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบอกปฏิเสธหรือ “เลิกดื่ม” เป็นการถาวร  ทว่าคุณยังสามารถดื่มได้อย่างมีสติและรับผิดชอบ โดยถือหลักปฏิบัติง่ายๆ เช่น ต้องรู้จักสุขภาพตนเอง ถ้าไม่แข็งแรง เมาง่าย ก็ควรดื่มแบบรู้ตัว  ดื่มแบบรับผิดชอบต่อผู้อื่น  รวมถึงรู้กาลเทศะและสถานที่ด้วย  หากต้องขับรถก็ต้องมีสติ  “เมาไม่ขับ” หรือหากมีพฤติกรรมเมาแล้วส่งเสียงดัง โวยวาย ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ก็ไม่ควรดื่มจนเมา  ที่สำคัญต้องรู้บทบาทตนเอง ถ้าเป็นพ่อแม่ หรือเป็นผู้ปกครองก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อลูกๆ ด้วย

สำหรับคนที่ดื่มจนติดแล้วต้องการเลิกเหล้า  มีข้อแนะนำในเบื้องต้นว่า  ผู้ที่ดื่มเป็นประจำหรือที่เรียกว่า “ติดสุรา” และไม่สามารถเลิกแบบทันทีทันใดได้  ควรลดปริมาณการดื่มลงทีละน้อย  หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าได้ ควรรับประทานอาหารให้อิ่มท้อง พยายามอย่าให้ท้องว่าง ขณะเดียวกันควรหันไปดื่มน้ำผลไม้ทดแทน  และหากิจกรรมอื่นๆ หรือเล่นกีฬาที่ชื่นชอบ  ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ร่ายกายแข็งแรง  กรณีที่มีอาการติดเหล้ารุนแรงควรมาพบแพทย์เพื่อทำการบำบัดรักษา  และที่สำคัญควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

… ปีใหม่นี้ สังสรรค์แต่พอดี  เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน
ข้อมูลโดย : ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี
  • 29 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

Customized supplement…รู้จัก วิตามินที่ปรุงขึ้นเฉพาะบุคคล

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

24 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/136678.

Pic_136678

หากเปรียบร่างกายคนเราเหมือนเครื่องจักรกล จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีเชื้อเพลิงที่ให้พลังงาน ซึ่งก็เปรียบได้กับสารอาหารที่มนุนษ์เรากินเข้าไปเพื่อให้เซลล์สามารถสร้างพลังงานได้ เชื้อเพลิงเหล่านี้ก็เปรียบได้กับสารอาหารกลุ่ม Macronutrients อันได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แต่เครื่องจักรนี้ไม่ได้ต้องการเพียงเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังต้องการน้ำมันหล่อลื่นมาช่วยเสริม เพื่อให้เครื่องจักรทำงานได้ราบลื่นยิ่งขึ้น ไม่มีสะดุด ถ้าจะเปรียบน้ำมันหล่อลื่นนี้ให้ง่ายก็เหมือน Micronutrients อันได้แก่ วิตามิน และแร่ธาตุที่จะช่วยเซลล์ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เซลล์ในร่างกายของเรามีการทำงานอยู่ตลอดเวลา เซลล์ของเราจึงต้องการสารอาหารที่ให้พลังงานและสารอาหารที่ช่วยหล่อลื่นการทำงานของเซลล์ตลอดเวลา แต่ในวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงของคนเรา ทั้งเรื่องของประเภทอาหารที่ขาดความหลากหลาย อาหารขยะ หรือ Junk foods ก็มีมากขึ้น ความเครียดที่สะสมจากการทำงานหรือปัญหาครอบครัว ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม ยิ่งส่งผลให้เซลล์ในร่างกายของเราต้องการสารอาหารทดแทนเพื่อมาเสริมการทำงานของเซลล์มากขึ้น เพราะฉะนั้นการรับประทานให้ครบ 5 หมู่และหวังว่าร่างกายของเราจะได้สารอาหารครบถ้วนเพียงพอ ก็เป็นไปได้ยากหรือแถบจะเป็นไปไม่ได้เลย วิตามินหรือแร่ธาตุเสริมจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยตอบโจทย์แก่คนที่รักสุขภาพและอยากให้มีสุขภาพที่ดีไม่แก่ก่อนวัย หรือไม่เป็นโรคร้ายแรงเช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็งก่อนวัยอันควร

แต่หลายๆคนคงเคยประสบปัญหาในการเลือกซื้อวิตามิน ว่าจะซื้อวิตามินตัวไหนกินดี ต้องกินปริมาณเท่าไรถึงจะเพียงพอ และจะซื้อยี่ห้อไหน ความยากลำบากเพียงแค่นี้ก็ทำให้บางคนเลิกคิดที่จะซื้อวิตามินกินกันไปเลยทีเดียว สิ่งแรกที่คุณควรรู้คือวิตามินเป็นยา ก่อนที่จะเลือกซื้อควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร แพทย์ที่ควรปรึกษาก็ขอแนะนำให้เป็นแพทย์ที่มีความรู้ทางด้าน Anti-aging medicine หรือเวชศาสตร์ชะลอวัย เพราะแพทย์กลุ่มนี้จะมีความรู้ความชำนาญในเรื่องการใช้วิตามินรักษาและป้องกันโรค สิ่งที่สองที่ควรรู้ก็คือปริมาณวิตามินหรือแร่ธาตุ ที่กำหนดให้รับประทานในแต่ละวันหรือที่เรียกว่า RDA ( Recommended daily allowance dose ) นั้น เพียงพอในการป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุเท่านั้น แต่ปริมาณดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำให้เซลล์ของเราทำงานให้อยู่ในระดับปกติได้ เพราะฉะนั้นปริมาณวิตามินหรือแร่ธาตุที่คุณต้องการอาจจะมากกว่า RDA dose ก็ได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-aging medicine จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาตรงนี้ได้ดี เพราะเราจะทำการวิเคราะห์ซักประวัติเพื่อลงลึกถึงปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเช่นบางคนอยากมีสุขภาพที่ดี บางคนอยากมีผิวพรรณที่ดีขาวใส หรือบางคนกลัวว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง นอกจากนี้แพทย์จะมีวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าจริงๆแล้วคุณมีโอกาสขาดวิตามินและแร่ธาตุตัวไหนบ้าง เพื่อว่าก่อนที่จะจ่ายวิตามินหรือแร่ธาตุเพื่อให้คุณรับประทานนั้น เราจะได้รู้ว่าปริมาณวิตามินหรือแร่ธาตุที่จ่ายให้ไปนั้นไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป

รูปแบบของวิตามินและแร่ธาตุที่ใช้กันนั้นก็แบ่งง่ายๆเป็น 2 รูปแบบก็คือ

– วิตามินสูตรมาตรฐาน ( Standard formula ) อันนี้พูดง่ายก็คือวิตามินที่ปรุงเป็นสูตรสำเร็จ หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ข้อเสียก็คือถ้าคุณขาดวิตามินหรือแร่ธาตุหลายชนิด คุณก็อาจจะต้องซื้อกินหลายชนิดและเวลากินก็กินกันเป็นกำๆเลยทีเดียว

– วิตามินสูตรเฉพาะบุคคล ( Customized supplement ) วิตามินรูปแบบนี้แพทย์จะเป็นผู้เขียนใบสั่งการปรุงวิตามินของคนนั้นๆ และจะมีเภสัชกรที่มีความรู้เพื่อช่วยในการปรุงวิตามินขึ้นมา เภสัชกรจะรู้ว่าวิตามินและแร่ธาตุตัวไหนที่ผสมอยู่ด้วยกันได้ ไม่ได้  รูปแบบวิตามินแบบนี้ก็จะทำให้ลดจำนวนเม็ดวิตามินให้มีน้อยลงแต่คุณยังได้ชนิดของวิตามินหรือแร่ธาตุเป็นสิบๆชนิดได้ ทำให้สะดวกสบายกินง่ายขึ้น และก็มีประโยชน์หรือตรงกับความต้องการของคุณจริงๆ

หลายคนคงเริ่มกังวลแล้วว่าแล้วถ้าต้องปรุงสูตรเฉพาะบุคคลค่าใช้จ่ายจะแพงหรือไม่ เอาเข้าจริงๆวิธีการปรุงสูตรเฉพาะบุคคลกลับถูกกว่าเมื่อเทียบกับที่คุณต้องซื้อวิตามินแยกเป็นตัวๆเสียอีก นอกจากนี้คุณยังมั่นใจได้ว่าวิตามินหรือแร่ธาตุที่คุณได้รับเป็นปริมาณที่เหมาะสมไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป และมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงเพราะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกรที่จะคอยติดตามประเมินผลการรักษาเป็นระยะๆ  หากคุณคิดจะรับประทานวิตามินหรือแร่ธาตุครั้งต่อไปลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยดูก่อน ว่าคุณควรรับประทานวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดไหน วิตามินรูปแบบไหนที่เหมาะสมสำหรับคุณ ดีกว่าจะต้องเสียเงินเสียทองไปลองซื้อมากินเองซึ่งก็ไม่รู้ว่าตรงกับปัญหาหรือความต้องการของคุณหรือไม่ เพื่อให้การลงทุนด้านสุขภาพครั้งต่อไปของคุณมีความคุ้มค่ามากที่สุด และเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนใครที่คิดว่าวิตามินหรือแร่ธาตุนั้นไม่จำเป็นต้องการกินเสริมนั้นก็ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า มันเป็นสิ่งที่ร่างกายเราต้องการมากและไม่ควรขาด เพราะการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคยังไงก็คงดีกว่าตอนที่เกิดโรคแล้วและเราต้องเสียเงินมากมายเพื่อซื้อยาเพื่อรักษาและร่างกายของเราของเราก็ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้
ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 24 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

เขาทักว่า…ลูกดิฉันเดินขาโก่ง

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

22 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/136082.

Pic_136082

เป็นประโยคที่คุณแม่ลูกอ่อนหลายคน เคยได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ทำให้เกิดความกังวลใจและความกลัวต่างๆ นานา  บางครั้งคุณแม่อาจถูกตำหนิด้วยซ้ำไป ว่าทำไมไม่ยอมดัดขาเด็กตั้งแต่แรกเกิด ทำไมปล่อยเอาไว้ไม่กลัวลูกขาโก่งตอนโตหรอ โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ ต่างมีหลากหลายคำแนะนำด้วยความเป็นห่วง

นพ.วีระศักดิ์ ธรรมคุณานนท์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์และออร์โธปิดิกส์ในเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า เด็กขาโก่งในช่วงวัยหัดเดิน เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ทำให้คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงญาติๆ หลายครอบครัว พาลูกมาปรึกษาแพทย์พร้อมกับคำถามมากมาย เช่น “คุณหมอคะ ดิฉันสังเกตว่า ลูกเดินขาโก่งมากกว่าลูกของเพื่อนค่ะ ทำไมขาลูกดิฉันถึงไม่เหมือนของดิฉันเลยคะ ตั้งแต่เขาหัดเดินมาได้หลายเดือนมีแต่คนทัก ก็เลยไม่แน่ใจ คุณยายสอนให้ดัดขาหลังจากอาบน้ำเสร็จ ดิฉันก็ลองทำแล้ว พอดัดเสร็จปล่อยให้เดินก็ไม่เห็นดีขึ้นเลย ต้องดัดนานแค่ไหน และก็ยังรู้สึกว่า ลูกเดินล้มบ่อยด้วยค่ะ เห็นมีบางคนแนะนำให้ไปตัดรองเท้าพิเศษ คู่ละหลายพันบาท จำเป็นไหมคะ แล้วจะไปตัดที่ไหนดี” คำถามมายาวเป็นชุดๆ เลยครับ แสดงว่าเป็นกังวลไม่น้อย และมีคุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาแบบนี้หลายคู่

ภาวะขาโก่งในเด็ก มีหลากหลายรูปแบบและหลายสาเหตุ ทั้งโก่งออกด้านนอก โก่งเข้าด้านใน โก่งมาด้านหน้า หรือด้านหลัง แต่โดยส่วนใหญ่ในวัยหัดเดินจะเป็นขาโก่งออกด้านนอก หมายถึงเมื่อยืนตรงข้อเท้าชิด เข่าจะห่างกัน สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ต้องแยกให้ออกก่อนว่าขาโก่งที่ลูกเป็น เป็นขาโก่งแบบธรรมชาติซึ่งจะหายเองได้เมื่อถึงเวลา เพราะเป็นพัฒนาการแนวขาตามธรรมชาติ หรือเป็นขาโก่งแบบเป็นโรคที่จะไม่หายเองและจะรุนแรงขึ้นหรือโก่งมากขึ้น แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเกือบทั้งหมดของเด็กวัยนี้ หรือมากกว่า 95% จะเป็นโก่งแบบออกด้านนอก คือโก่งแบบเดินขาถ่างๆ  เข่าห่างๆ จากกัน เท้าอาจจะบิดหมุนเข้าใน ถ้าไม่ใช่ขาโก่งแบบออกด้านนอก ถือว่าผิดธรรมชาติครับ

ลองหันไปดูลูกหลานตัวเองครับว่าเป็นแบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่แบบนี้ ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เลย เพราะมีโอกาสจะเป็นขาโก่งแบบเป็นโรค ซึ่งจะหายเองไม่ได้ และมักจะเป็นมากขึ้นๆ

ดูขาอย่างไรว่าโก่งหรือไม่โก่ง

ขาของลูกที่เห็นว่าโก่งนั้น อาจเป็นโก่งจริงหรือโก่งหลอก หมายถึงกระดูกขาโก่งจริงๆ หรือกระดูกขาไม่ได้โก่งจริงแต่เนื่องจากท่ายืนไม่ตรง จึงทำให้ดูภายนอกเหมือนขาโก่ง ลองสังเกตดูเมื่อเรายืนปลายเท้าชี้ออกด้านนอก งอเข่าเล็กน้อย จะดูเหมือนขาโก่งโค้งออกด้านนอก ถ้ายืนหันปลายเท้าเข้าด้านใน งอเข่าเล็กน้อยก็เหมือนขาโก่งเข้าด้านใน เพราะในเด็กช่วงวัย 1-2 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัดเดิน การทรงตัวยังไม่มั่นคง เด็กจะเดินขาถ่างๆ หน่อย เข่างอเล็กน้อย และกางแขนเป็นบางครั้ง เพื่อช่วยในการทรงตัว อันนี้ เป็นท่าเดินมาตรฐานของเด็กวัยนี้ ดังนั้นเวลาดูว่ากระดูกขาโก่งหรือไม่แบบง่ายๆ ต้องเหยียดเข่าให้ตรงสุด หันลูกสะบ้าตรงมาด้านหน้า หรือหันเข้ามาด้านหน้า นำข้อเท้ามาชิดกัน ถ้ามีช่องว่างระหว่างขอบในของเข่าห่างเกิน 2 นิ้วของคุณพ่อคุณแม่ ให้ลองนำลูกมาให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจต่อ  หรือถ้าเมื่อนำข้อเท้ามาชิดกัน แล้วเข่าลูกซ้อนกันหรือเกยกัน  ให้ลองนำลูกมาตรวจเช่นกัน

ขาโก่งแบบธรรมชาติหายเองได้ เป็นอย่างไร แล้วจะหายเมื่อไหร่

กลไกการเจริญเติบโตตามธรรมชาติของกระดูกขาคนเรา นอกจากจะยืดยาวแล้ว แนวกระดูกขายังมีการเปลี่ยนแปลงปรับสมดุล ตามช่วงเวลา เพื่อให้แนวขามาอยู่ในแนวที่รับน้ำหนักตัวได้ดีที่สุด โดยขาคนเราประกอบด้วยสามส่วน คือส่วนต้นขาเหนือเข่า ส่วนขาใต้เข่า และสุดเท้าคือเท้า ถ้ามองด้วยสายตาจะเห็นขาส่วนต้นขาอยู่ในแนวเส้นเดียวกันกับกระดูกใต้เข่า แต่ในความเป็นจริงแล้วกระดูกต้นขากับกระดูกส่วนใต้เข่า ไม่ได้อยู่ในเส้นแนวเดียวกัน แต่จะทำมุมกันประมาณ 6-7 องศา

การเจริญเติบโตของแนวขาเกิดขึ้นทั้งในแนวด้านข้าง ด้านหน้า หลัง และแนวหมุน คือเปลี่ยนแปลงทั้งสามมิติ  ในบทความนี้จะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในแนวข้าง ซึ่งทำให้ขาดูโก่งออกด้านนอกหรือโก่งเข้าด้านใน

การเจริญเติบโตของแนวกระดูกขาถูกกำหนดโดยธรรมชาติ จึงมีรูปแบบการปรับที่เหมือนกันทุกคน แต่บางคนอาจจะเปลี่ยนแปลงช้า บางคนอาจเปลี่ยนเร็วกว่าอีกคน บางคน แนวเพี้ยนไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จะกลับมาในแนวปกติ เปรียบเสมือนเด็กบางคนเดินได้เร็ว อายุ 11 เดือนก็พอเดินเองได้ ไม่ต้องจับ แต่เด็กบางคน เดินได้ช้า 14 เดือนถึงเดินได้ ไม่ต้องจับ สุดท้ายแล้วเด็กทั้งสองก็เดินเก่งเหมือนกันในที่สุด

ดูจากภาพข้างบน จะเห็นว่า แรกเกิดมา แนวกระดูกจะโก่งออกนอกทุกคน บางคนมากบางคนน้อย เชื่อว่าเกิดจากมดลูกที่มีรูปร่างเป็นถุงโค้ง และเด็กต้องขดตัวแน่นอยู่ในครรภ์ เมื่อเกิดมาจะเห็นขาใต้เข่ามีลักษณะโค้งชัดเจน เมื่อเด็กเริ่มเดินเด็กบางคนจะเดินขาถ่างมาก ชัดเจน บางคนก็ถ่างน้อย แนวกระดูกจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขาตรงเมื่ออายุประมาณ 18 เดือน สามารถตรวจสอบได้โดยจับขาลูกเหยียดตรง หันลูกสะบ้ามาด้านหน้า หันเท้ามาด้านหน้า แล้วจับข้อเท้าชนกัน ดูที่เข่าว่าห่างกันมากไหมโดยปกติแล้วเข่าควรชนกันหรือห่างกันไม่เกิน 2 นิ้วคุณพ่อคุณแม่ อันนี้รับได้ เด็กบางคนแนวขากลับมาตรงเร็ว แต่บางคนกลับช้า อย่างไรก็ตาม อย่างช้าควรตรงก่อน 3 ปี ถ้าเลยอายุ 3 ปี แล้วยังโก่งออกนอก เข่าห่างกันอยู่ ควรพาไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจ ในรูป C แนวขาที่ระยะ 3 ปีครึ่ง ขาจะโก่งเข้าในเหมือนขาเป็ด เช่นเดียวกับขาโก่งออกนอก เด็กบางคนเป็นมาก บางคนเป็นน้อย ถ้าดูด้วยสายตา เทียบขาบนกับขาใต้เข่า มุมไม่น่าเกิน 10 – 15 องศา ถ้ามากกว่านี้ น่าจะลองพาลูกไปพบแพทย์ เช่นกัน เมื่อเด็กอายุมากขึ้น แนวขาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแบบ รูป D แนวเหมือนผู้ใหญ่ คือโก่งเข้าในเล็กน้อยประมาณ 7 องศา ที่อายุประมาณ 7 ปี

การปรับแนวกระดูกโดยทั่วไปขาสองข้างจะปรับไปพร้อมๆ กัน ถ้าเห็นว่าข้างหนึ่งข้างใด แนวขาต่างกับอีกข้างชัดเจน ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าจะพาไปให้แพทย์ตรวจดู

รูปและข้อมูลดัง กล่าวด้านบนนี้ เป็นแนวทางในการดูการเจริญเติบโตของแนวขาเทียบกับอายุที่ดี ถ้าสังเกตว่าลูกของเราแนวขาไม่เป็นไปตามนี้ คือเมื่อถึงอายุที่ควรจะเป็นตามรูปแล้วกลับผิดปกติ เช่น อายุ 2 ปีแล้ว ขายังโก่งออกด้านนอกอีก ในขณะที่ควรจะกลับมาตรงแล้ว ควรพาลูกมาตรวจกับแพทย์ คือถ้าเป็นโก่งออกด้านนอกแบบธรรมชาติ ความโก่งจะค่อยๆ ตรงดีขึ้นเมื่ออายุ 2 ปี อย่างช้าไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าเป็นแบบขาโก่งเป็นโรค แนวขาโก่งออกด้านนอกนี้ จะยิ่งโก่งออกมากยิ่งขึ้น คือเมื่ออายุ 3 ปี ขาก็ยังโก่งออกด้านนอกอยู่ 4 ปี ก็ยิ่งโก่งออกนอกมาขึ้น นอกจากเด็กจะเดินไม่เหมือนปกติแล้ว ตัวจะโยกเยกไปตามขาข้างที่เดิน ข้อเข่าจะเสียเร็ว เนื่องจากการกระจายน้ำหนักของข้อไม่ดีเหมือนคนปกติ ข้อเข่าจะปวดตั้งแต่อายุน้อยๆ  อักเสบ เดินได้ไม่ไกลเนื่องจากความเจ็บปวด

ขาโก่งออกด้านนอก ไม่ยอมหายเองตามธรรมชาติ

กรณีนี้พบได้ไม่บ่อย เป็นสถานการณ์ที่ต้องตรวจละเอียดว่ามีสาเหตุอะไรทำให้กระดูกไม่ปรับแนวตาม ที่ควรจะเป็น แบ่งกว้างๆ ให้เข้าใจง่ายว่า เป็นกลุ่มที่มีสาเหตุชัดเจนไปรบกวนการเจริญเติบโตของเยื่อเจริญขา กับกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจนถือว่าเป็นโรคของเยื่อเจริญเองทำงานไม่ สมดุล ซึ่งมักเกิดกับเยื่อเจริญกระดูกใต้เข่า

กลุ่มแรก คือมีโรคไปรบกวนเยื่อเจริญขาทำให้โตไม่ปกติ มีหลากหลายโรคมากครับที่ทำแบบนี้ได้ แต่ก็เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย ยกตัวอย่างเช่น เกิดเนื้องอกกระดูกขาใกล้กับเยื่อเจริญทำให้การเจริญไม่สมดุล การติดเชื้อกระดูกขาทำให้การเจริญผิดปกติ หรือโรคพันธุกรรมหลากหลายชนิด การเอกซเรย์จะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นโรคชนิดนี้ได้

กลุ่มที่สองเป็นโรคขาโก่งจากเยื่อเจริญกระดูกใต้เข่าเจริญไม่สมดุล ไม่พบว่ามีสิ่งใดทำลายเยื่อเจริญกระดูกโดยการเอกซเรย์ แต่พบการเจริญของเยื่อเจริญของกระดูกขาใต้เข่าเจริญไม่สมดุลกัน ระหว่างเยื่อเจริญด้านในของกระดูกเจริญช้ากว่าและเยื่อเจริญด้านนอกเจริญในอัตราเร็วกว่า ทำให้ยิ่งโตขายิ่งโก่งออกนอก โรคนี้ส่วนใหญ่พบในเด็กช่วงวัยหัดเดิน แต่ก็สามารถพบในเด็กโตถึงแม้จะน้อยกว่ามาก ที่นี้ปัญหาจะอยู่ในช่วงเด็กวัยหัดเดิน ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ว่าพบขาโก่งออกด้านนอกได้บ่อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นโก่งออกนอกแบบธรรมชาติ หายเองได้  ดังนั้น จึงเกิดความสับสนระหว่างขาโก่งออกด้านนอกแบบเยื่อเจริญกระดูกใต้เข่าเจริญไม่สมดุล ซึ่งไม่สามารถหายเองได้ กับขาโก่งออกด้านนอกแบบธรรมชาติหายเองได้

โรคขาโก่งออกด้านนอกแบบเยื่อเจริญกระดูกใต้เข่าเจริญไม่สมดุลนั้น สาเหตุยังไม่เป็นที่สรุปชัดเจน แต่มักพบได้บ่อยในเด็กที่อ้วน และเดินเร็ว มักพบบ่อยนะครับไม่ใช่สาเหตุ ดังนั้น เด็กผอมก็เป็นโรคนี้ได้ แต่เด็กอ้วนพบบ่อยกว่า และเด็กอ้วนที่เป็นโรคนี้ ก็มักรักษาได้ยากกว่าเด็กผอม เป็นหนึ่งในปัญหาของเด็กอ้วนอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนความเชื่อที่ว่า การอุ้มเด็กแบบเหน็บข้างตัวอ้าขาออก เป็นสาเหตุของโรคนี้ ไม่เป็นความจริงและไม่เกี่ยวกัน การดัดขาตั้งแต่ทารกหลังอาบน้ำสามารถป้องกันโรคนี้ได้ ก็ไม่เป็นความจริงครับ การดัดขาโดยใช้มือทำ เป็นครั้งๆ ไม่สามารถสร้างแรงกดกับกระดูกขาได้เลย แรงจะไปบิดที่เอ็นยึดข้อ จึงไม่ได้ช่วย หรือป้องกันโรคนี้ได้แต่อย่างไร

วิธีแยกระหว่าง ขาโก่งออกนอกแบบธรรมชาติกับ ขาโก่งออกนอกเป็นโรคเยื่อเจริญขาไม่สมดุล

สิ่งที่ใช้แยกง่ายๆ ระหว่างขาโก่งออกนอกแบบธรรมชาติ กับ ขาโก่งออกนอกจากเยื่อเจริญไม่สมดุล

ติด ตามสังเกตแนวขาโก่ง ตามช่วงเวลาที่ได้กล่าวในรูปภาพข้างต้น ขาโก่งออกนอกแบบธรรมชาติ ควรจะค่อยๆ ดูตรงขึ้นเมื่ออายุประมาณ 2 ปี  แต่เด็กบางคนก็ปรับแนวขาได้ช้า ถ้าดูไม่แน่ใจ อาจรอได้ถึง 3 ปี ถ้าเลยจากนี้ยังโก่งออกนอก อยู่ ควรพาไปพบแพทย์

– ปริมาณความโก่ง  สังเกตขาลูก โดยจับลูกนั่งหันหน้าหาเรา เหยียดเข่าให้สุด จับข้อเท้ามาชนกันให้เข่าหันมาด้านหน้า โดยหันเท้าชี้ไปด้านหน้า มองดูที่เข่า ถ้าเข่าชนกัน ถือว่าผ่าน  ระยะระหว่างเข่า ถ้ามากเกินสองนิ้ว ของคุณพ่อคุณแม่ ให้คิดว่าแนวกระดูกโก่งออกนอก ถ้าโก่งมาก จนระยะห่างเกินกว่าสี่นิ้ว แสดงว่าโก่งมาก และมีโอกาสเป็นโรคสูงมาก ควรพาลูกไปพบแพทย์

– ความโก่งที่ไม่เท่ากัน ในท่าเดียวกับข้อ 2 ลองดูแนวขาส่วนเหนือเข่าเปรียบเทียบกับขาใต้เข่า จะเห็นแนวโก่ง ถ้าแนวโก่งสองข้างเป็นพอๆกัน อันนี้ มีโอกาสเป็นแบบธรรมชาติสูง แต่ถ้าขาสองข้างแนวโก่งไม่เท่ากันอย่างชัดเจน ลองนำเด็กมาตรวจดูครับ เท้าบิดหมุนเข้าในมาก ข้อนี้ พบได้ทั้งขาโก่งธรรมชาติ และแบบเป็นโรค แต่เท้าจะบิดหมุนมากชัดเจนกว่า ในรายที่โก่งออกนอกแบบเป็นโรค

รักษากันอย่างไร

มีคำแนะนำเรื่องวิธีการรักษามากมายโดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว เช่น ต้องดัดขาลูกหลังอาบน้ำ ดัดบ่อยๆ โดยความเข้าใจการดัด คือการดันให้ตรงโดยจับขาเหยียดเข่าตรงและดันเข่าให้ตรง ในเด็กเล็กเอ็นต่างๆ ในร่างกายจะนิ่ม ดังนั้นการดัดเข่าจะทำให้ดูเหมือนเข่าตรงเล็กน้อย ตอนดัด สิ่งที่ดัดคือเอ็นยึดข้อเข่า โดยกระดูกไม่ได้รับการดัดแต่อย่างไร เมื่อปล่อยมือความโก่งจะเท่าเดิม เมื่อปล่อยให้ลูกยืนก็จะเห็นเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ที่นี้ในรายที่เป็นโก่งแบบธรรมชาติ กระดูกขาโก่งจะหายได้เองอยู่แล้วเมื่อถึงเวลา ดังนั้นจึงทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะมือดัด ส่วนในรายขาโก่งเป็นโรค ดัดอย่างไร ก็ไม่หาย และจะยิ่งเป็นมากขึ้นด้วย ดังนั้นการดัดด้วยมือจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ขาหายโก่งแต่อย่างใด การดัดนวดขาเด็กไม่ใช่ไม่มีประโยชน์ เพียงแต่ว่าไม่เกี่ยวกับการทำให้ขาหายโก่ง แต่การดัดนวดขาเด็ก จะช่วยสร้างสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผู้ปกครองจากการได้สัมผัสบีบนวด ลูกน้อยจะนอนหลับสบายได้

การดัดดาม โดยใช้อุปกรณ์ดัดขา มีพัฒนาการการใช้มานาน โดยใช้หลักการดัดคล้ายกับใช้มือดัด แต่มีอุปกรณ์ช่วยดามคงแรงดัด และแนวการดัดไว้ อุปกรณ์ที่ดามจะต้องยาวจากต้นขาลงมาถึงเท้า และต้องใส่นานหลายชั่วโมงต่อวัน จึงทำให้เด็กเดินลำบาก และไม่เป็นที่นิยมใช้ ผลการรักษาจึงไม่แน่นอน

การรักษาโดยการผ่าตัด โดยตัดแต่งกระดูกให้ตรง ใส่เฝือกขารอกระดูกติด เป็นวิธีที่สะดวก คาดหวังผลได้ชัดเจน และในเด็กเล็กกระดูกจะติดเร็วมาก โดยทั่วไปใส่เฝือกประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้น สามารถปล่อยให้เด็ก ยืนเดิน ออกกำลังกายเบาๆ ให้กล้ามเนื้อฟื้นความแข็งแรง

โรคขาโก่งออกด้านนอกในเด็กเล็กนี้ ถ้าได้รับการรักษาที่เร็ว ผลการรักษาได้ผลดี โอกาสโก่งซ้ำน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ในบางราย ปล่อยเด็กให้โก่งไว้นาน หรือโรคเป็นมากเอง เยื่อเจริญด้านในกระดูกขาเสียหายมาก ทำให้มีโอกาสเกิดขาโก่งซ้ำภายหลังผ่าตัดได้ การผ่าตัดจะทำยากขึ้น และต้องทำหลายครั้ง ดังนั้น ในทางที่ดีไม่ยุ่งยาก ลองสังเกตขาลูกดูตามคำแนะนำเบื้องต้นในบทความนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ คุณย่าคุณยาย และญาติท่านอื่นๆ ได้  ช่วยลดความกังวล และพาเด็กมาตรวจได้ทันท่วงทีเมื่อสงสัยว่าจะเป็นขาโก่งแบบเป็นโรค ยืนยันนะครับว่าปัจจุบันภาวะขาโก่งโดยส่วนใหญ่รักษาได้ผลดี อย่ารอจนเป็นมากๆ อายุมากๆ แล้วค่อยพามา

คลินิกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย คลินิกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี
  • 22 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

อยากรู้หรือไม่…ผื่นแพ้บนผิวหนังของคุณ เกิดจากอะไร

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

17 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

อยากรู้หรือไม่…ผื่นแพ้บนผิวหนังของคุณ เกิดจากอะไร.

Pic_134686

ผู้ที่มีปัญหาผื่นผิวหนังอักเสบ ที่เกิดจากการสัมผัสสารกระตุ้นจากภายนอกร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดการแพ้สัมผัส มักจะมีอาการเป็นผื่นแดง แห้งลอก หรือตุ่มน้ำบริเวณที่สัมผัสกับสิ่งที่แพ้ โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไร ทำให้หลายๆ รายต้องเผชิญกับผื่นเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ปัจจุบันเราสามารถทดสอบหาสาเหตุของผื่นแพ้สัมผัสได้ โดยการทำ Patch Test ซึ่งเมื่อพบสาเหตุ และสามารถหลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นได้ อาการผื่นแพ้สัมผัสก็จะสามารถหายขาดได้

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล อายุรแพทย์โรคผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึง Patch Test ว่าเป็นการทดสอบผื่นแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสสารที่เป็นสาเหตุ ซึ่งพบได้บ่อย เช่น ถุงมือยาง โลหะนิเกิล สีย้อมผม และสารที่ใช้ในการย้อมสี สารกันบูด น้ำหอม เป็นต้น เป็นการทดสอบเพื่อยืนยันการแพ้และตำแหน่งที่เกิดผื่นที่สงสัยว่าเป็นผื่นแพ้สัมผัส เช่น การแพ้โลหะนิเกิลมักมีผื่นที่ติ่งหูจากการแพ้ต่างหู การแพ้สารกันบูดที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์กันแดดและครีมบำรุงผิวทุกชนิด แม้กระทั่งการแพ้สารกันแดดบางชนิด  หรือการแพ้น้ำหอมที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอาง มักมีผื่นที่บริเวณผิวหน้า การแพ้อาจมีสาเหตุมาจากสารมากกว่าหนึ่งชนิด

การทำ Patch test
 สามารถทดสอบสารที่ต้องสงสัยได้มากถึง 24 ชนิดพร้อมกัน ทั้งนี้เพื่อบ่งชี้สารที่เป็นสาเหตุของอาการที่แท้จริง Patch test ทำได้ง่าย สะดวก และไม่มีอาการเจ็บปวดระหว่างที่ทำ


การเตรียมตัวก่อน ระหว่าง และหลังการทำทดสอบ Patch Test

ควรนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ หรือสงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุของอาการแพ้ เช่น ครีม ยาทา หรือเครื่องสำอางมาด้วย พร้อมบรรจุภัณฑ์และฉลาก

ปิดแผ่นพลาสเตอร์ที่มีสารที่จะทำการทดสอบทิ้งไว้บริเวณแผ่นหลังเป็นเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นแพทย์จะนัดพบเพื่ออ่านผลครั้งแรก และจะนัดพบครั้งที่สองเมื่อครบ 96 ชั่วโมง ในกรณีที่สงสัยสารก่อภูมิแพ้บางชนิด ต้องมาพบแทย์เพื่อทำการอ่านผลการทดสอบในวันที่ 7 เพิ่มเติม

ระหว่าง ระยะเวลาที่ทำการทดสอบ ควรระวังไม่ให้ผิวหนังเปียกน้ำหรือได้รับความชื้น โดยปกติมักปิดแผ่นพลาสเตอร์ที่บริเวณแผ่นหลัง แต่บางครั้งอาจปิดที่บริเวณแขน กรณีทดสอบสารไม่กี่ชนิด

ขณะทำการ ทดสอบ ควรงดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เช่น การเล่นกีฬา ขณะทำการทดสอบ อาจมีอาการคันหรือระคายเคืองบ้างเล็กน้อยบริเวณที่ทำการทดสอบ ซึ่งเกิดจากสารเคมีที่เป็นสาเหตุทำปฏิกิริยาให้เกิดผื่นแพ้เล็กๆ บริเวณที่ทำการทดสอบ

งดทำการทดสอบ Patch Testในสตรีมีครรภ์

กรณี ผู้ที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ควรงดยาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนการทดสอบ เพราะสเตียรอยด์มีผลกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อน

หลังทำการทดสอบเสร็จแล้ว แพทย์จะแจ้งผลให้ทราบว่าเกิดจากสารเคมีชนิดใด พบในผลิตภัณฑ์ชนิดใดบ้าง และแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว การหลีกเลี่ยง และการป้องกันการสัมผัสสารเคมีเหล่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดผื่นแพ้สัมผัสขึ้นมาอีก

อย่างไรก็ตาม พญ.ดวงกมล แนะนำว่า ผู้ที่สงสัยว่าตนอาจมีปฏิกิริยาไวต่อสารก่อภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากต้องอยู่ในความดูแลและการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อค้นหาสารซึ่งเป็นสาเหตุแห่งการเกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังได้

 

ศูนย์ผิวหนัง เลเซอร์และความงาม โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 17 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

ความดันโลหิตบอกอะไร มากกว่าที่คิด

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

15 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

ความดันโลหิตบอกอะไร มากกว่าที่คิด.

Pic_134141

แรงดันโลหิต หรือ แรงดันเลือด คือแรงดันที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการที่หัวใจเป็นเสมือนปั๊มน้ำที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย การบอกค่าความดันโลหิต เรามักจะบอกเป็นสองค่าคือ แรงดันโลหิตค่าบน (Systolic Blood Pressure) ซึ่งเป็นแรงดันขณะหัวใจสูบฉีดเลือดออกมาในเส้นเลือดแดง(หัวใจบีบตัว) และแรงดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic Blood Pressure) ซึ่งเป็นแรงดันที่ยังมีค้างอยู่ในหลอดเลือดแดง ขณะที่หัวใจไม่ได้ฉีดเลือดออกมา(หัวใจกำลังคลายตัว) ตามเกณฑ์ปัจจุบัน เราแบ่งภาวะความดันโลหิตเป็น

ความดันโลหิตปกติ คือค่าความดันโลหิตค่าบนน้อยกว่า 120 มม.ปรอท และค่าความดันโลหิตค่าล่างน้อยกว่า 80 มม.ปรอท

ความดันโลหิตเริ่มสูง คือความดันโลหิตค่าบน 120 139 มม.ปรอท หรือความดันโลหิตค่าล่าง 80 – 89 มม.ปรอท

ความดันโลหิตสูง คือความดันโลหิตค่าบนตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป หรือความดันโลหิตค่าล่างตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป

จากการศึกษาพบว่า ชาวอเมริกันประมาณร้อยละ 29 มีความดันโลหิตสูง ในจำนวนนี้ร้อยละ 68.4 เท่านั้นที่ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง และเพียงร้อยละ 53.6 ของผู้มีความดันโลหิตสูงที่ได้รับการรักษาและในกลุ่มที่ได้รับการรักษาก็มี เพียงร้อยละ 27.4 ที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดี นอกจากนั้นยังพบว่า สองในสามของประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี จะมีความดันโลหิตสูง

เป็น ความเข้าใจผิดที่มักจะคิดว่าถ้ามีความดันโลหิตสูงก็จะมีอาการปวดศีรษะ จากการสำรวจจะเห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง  เนื่องจากไม่มีอาการใดๆ และความดันโลหิตก็ทำให้เกิดผลเสียโดยไม่ทันได้ป้องกันหรือรับการรักษา ด้วยเหตุนี้โรคความดันโลหิตสูงจึงได้รับสมญาว่า “ฆาตกรเงียบ”

ความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดผลเสียต่อระบบต่างๆ ของร่างกายดังนี้

หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวและหัวใจโตขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพและเกิดการอุดตัน ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด เจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวายได้

สมอง ความดันโลหิตสูง สามารถทำให้หลอดเลือดสมองตีบตันได้เช่นเดียวกับเส้นเลือดหัวใจ และอาจจะทำให้เส้นเลือดสมองแตกได้ ซึ่งทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ไต ความดันโลหิตสูง สามารถทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตเสื่อมได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้เป็นไตวาย

ตา จอประสาทตาของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะมีโอกาสเสื่อมจากเส้นเลือดฝอยอุดตัน เส้นเลือดฝอยแตก จอประสาทตาลอกได้ง่าย ทำให้เกิดภาวะตามัว หรืออาจตาบอดได้

หลอดเลือด ความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายเสื่อม จึงสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะทั่วร่างกายได้ เช่น เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ ทำให้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดขา เดินได้ไม่ไกล

การป้องกัน ควบคุม รักษา ภาวะความดันโลหิตสูงทำได้อย่างไร

ควบคุมอาหาร ควบคุมน้ำหนัก ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีน้ำหนักตัวเกินกำหนด เมื่อลดน้ำหนักลง 1 กิโลกรัม จะสามารถลดความดันโลหิตค่าบนลงได้ 2.5 มม.ปรอท และลดความดันโลหิตค่าล่างลงได้ 1.5 มม.ปรอท

จำกัดปริมาณเกลือในอาหาร การรับประทานอาหารเค็มสามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ควรจำกัดปริมาณเกลือที่รับประทานในแต่ละวันไม่เกิน 6 กรัม (เกลือ 1 ช้อนชา มีปริมาณเกลือประมาณ 5 กรัม) ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ประมาณ 2-8 มม.ปรอท

หลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดจะทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนที่จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้

งดสูบบุหรี่ บุหรี่มีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ง่ายขึ้น รวมทั้งบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่ออวัยวะในร่างกายร่วมกับความดันโลหิตสูง ได้ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอีกด้วย

งด หรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง ในแต่ละวันไม่ควรดื่มสุราเกิน 60 ลบ.ซม. เบียร์ 720 ลบ.ซม. หรือไวน์ไม่เกิน 240 ลบ.ซม.

ออกกำลังกาย จากการศึกษาพบว่าหลังจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน 3-6 เดือนขึ้นไป จะสามารถลดความดันโลหิตลงได้ประมาณ 10-20 มม.ปรอท

การออกกำลังกายที่ เหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง จะต้องเป็นการออกกำลังแบบที่มีการใช้ออกซิเจนให้มาก มีการเคลื่อนไหวหรือที่เรียกว่าการออกกำลังกายแบบ แอโรบิก โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และออกกำลังกายในระดับปานกลาง คือขณะออกกำลังกายอัตราการเต้นของชีพจรควรจะอยู่ที่ประมาณ 70% ของอัตราชีพจรสูงสุด (อัตราชีพจรสูงสุดคำนวณจาก 220 ลบด้วย อายุ) และควรออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาที และไม่ควรเกิน 90 นาที

การพบแพทย์และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำทุกชนิด แพทย์จะพิจารณายาลดความดันโลหิตที่เหมาะสมและติดตามผลการรักษา เพื่อปรับเปลี่ยนขนาด หรือชนิดยาให้เหมาะสมต่อไป

ตรวจวัดความดันโลหิต สม่ำเสมอ การวัดความดันโลหิตเป็นประจำและจดบันทึกไว้ จะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้แพทย์ควบคุมความดันโลหิตของท่านได้ดีขึ้น

แล้วหากภาวะความดันโลหิตต่ำ จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่…

ความดันโลหิตต่ำเกินไป ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปลี่ยนอิริยาบทจากท่านอนมาเป็นยืน หรือนั่ง มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรง เป็นลมได้ง่าย ความดันโลหิตต่ำมาก จะทำให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญของร่างกายไม่ทัน ทำให้ขาดออกซิเจน ถ่ายเทขอเสียไม่ทัน โดยเฉพาะเซลล์ของสมอง กล้ามเนื้อหัวใจ และไต ซึ่งมีความสำคัญมากต่อร่างกาย ถ้าความดันโลหิตลดลงต่ำมาก จะทำให้อวัยวะดังกล่าวขาดออกซิเจน อาจทำให้เป็นลม ช็อคได้

สาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำ

สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะความดันโลหิตต่ำ คือ ขาดสารอาหาร การสูญเสียโลหิต ทั้งแบบกะทันหัน เช่น อุบัติเหตุ หรือการสูญเสียโลหิตแบบเรื้อรัง เช่น บาดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้หรือที่ไต เป็นต้น การสูญเสียน้ำ เช่น เหงื่อ ท้องเสีย การติดเชื้อรุนแรง โรคหัวใจ อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ รวมถึงภาวะซึมเศร้า

วิธีการดูแลร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ

วัดความดันโลหิตสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบทอย่างรวดเร็วเกินไป หลีกเลี่ยงสถานที่มีอากาศร้อนอบอ้าวนานเกินไป สวมเสื้อผ้าไม่รัดเกินไป ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

เชื่อว่าหากท่านเข้าใจและปฏิบัติตนได้ตามคำแนะนำนี้แล้ว ท่านจะรู้ทันฆาตกรเงียบรายนี้ และสามารถป้องกันไม่ให้มันทำร้ายท่านได้

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
  • 15 ธันวาคม 2553, 15:30 น.

บริโภคอย่างรู้เท่าทัน อาหารเป็นพิษ

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

บริโภคอย่างรู้เท่าทัน อาหารเป็นพิษ.

Pic_184912

จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-25 เมษายน 2554 พบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษจำนวน 30,524 คน หรือคิดเป็น 48.05 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งสถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนแบคทีเรีย  สารเคมี เช่น อัลฟาท๊อกซินในถั่วป่น  พริกแห้ง จึงทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษหลังได้รับเชื้อโรคร้ายภายใน 24 – 60 ชั่วโมง ซึ่งอาหารที่สามารถเป็นพาหะของแบคทีเรีย อันอาจนำมาสู่โรคอาหารเป็นพิษ และต้องระมัดระวังในการรับประทาน ได้แก่

เนื้อสัตว์และสัตว์ปีก

เนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ปีกมีโอกาสได้รับการปนเปื้อนได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างกระบวนการผลิตและแปรรูป ดังนั้นก่อนรับประทานเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกจะต้องมีการปรุงให้สุกอย่างดี แม้กระทั่งการจัดเก็บ ควรแยกอาหารที่ปรุงสุกแล้วออกจากเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ยังดิบ รวมถึงขั้นตอนการประกอบอาหาร ควรแยกเขียงและอุปกรณ์ที่ใช้เตรียมของดิบและของสุกออกจากกัน หรือล้างให้สะอาดหลังจากใช้เตรียมของดิบแล้ว

อาหารทะเล

เชื้อโรคจากอาหารทะเลที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษนั้นค่อนข้างรุนแรง การเลือกรับประทานอาหารทะเลต้องเลือกที่สด  สะอาด และปรุงให้สุกทุกครั้ง

น้ำนม 

นมเป็นอาหารที่มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนได้เช่นกัน ควรบริโภคนมที่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ หรือ UHT และควรหลีกเลี่ยงการบริโภคชีสที่ระบุว่าทำมาจากนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ ซึ่งบางครั้งอาจพบได้ตามร้านค้าสุขภาพ นับเป็นสินค้าที่อันตรายต่อทางเดินอาหาร

ผลไม้ ผัก และสลัด 

แนวโน้มความนิยมเรื่องการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพมีมากขึ้น ส่งผลให้มีการบริโภคผักและผลไม้สดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน หากจะรับประทานผักหรือผลไม้ดิบ ก็ควรล้างด้วยน้ำสะอาด หรือแช่ในน้ำยาล้างผัก อย่างไรก็ตามการปรุงผักให้สุกก่อนรับประทานจะช่วยทำลายแบคทีเรียที่เป็นอันตรายได้

ไข่ 

หลีกเลี่ยงการบริโภคไข่แบบสุกๆ ดิบๆ เพราะไข่ดิบเพียงนิดเดียวไม่ว่าจะในไข่แดงหรือไข่ขาว ก็สามารถเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียที่นำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษได้  ก่อนนำไข่มาบริโภคควรล้างเปลือกไข่ให้สะอาดก่อนนำมาปรุงประกอบอาหาร

น้ำ 

น้ำเป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มส่วนใหญ่ ที่ต้องใช้ในปริมาณมากทุกวัน ทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ในการเตรียมอาหารต้องปลอดภัย การระบายน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนเป็นอันตรายและเป็นปัจจัยสำคัญของอาหารเป็นพิษและอหิวาตกโรค

โดยสรุปแล้ว การป้องกันอาหารมิให้เกิดการปนเปื้อนที่สำคัญคือ ให้ความรู้แก่ผู้ปรุงในด้านวิธีการปรุง การเก็บอาหาร และพฤติกรรมอนามัยส่วนบุคคล   และเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่  สะอาด รวมถึงการล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

โดย เพชดาว ทัศนศร
นักโภชนาการ โรงพยาบาลเวชธานี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 8 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

ก่อนมีคู่ควรรู้ไว้ ต้องตรวจอะไรบ้าง

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

6 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.

ก่อนมีคู่ควรรู้ไว้ ต้องตรวจอะไรบ้าง.

Pic_184242

การตรวจสุขภาพก่อนสมรส อาจดูเป็นเรื่องที่คู่รักไม่ค่อยได้ใส่ใจ บางคู่อาจมีโอกาสได้ตรวจบ้าง ไม่ได้ตรวจบ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อคิดจะมีบุตร ก็ไม่ควรละเลยที่จะตรวจหาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และลูกน้อย สำหรับการตรวจที่จำเป็นนั้นมีอะไรบ้าง

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะพูดคุย ซักประวัติเบื้องต้น และตรวจร่างกายพื้นฐาน จากนั้นจึงส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ตรวจหาหมู่เลือด วิธีการแบ่งหมู่เลือดมีหลายวิธี ที่ใช้เป็นประจำ คือ หมู่เลือด ABO และหมู่เลือด Rh การแบ่งแบบ ABO จะแบ่งเป็นกรุ๊ป A, B, O และ AB ส่วนการแบ่งแบบ Rh จะแบ่งเป็น Rh positive (+) และ Rh negative (-) คนไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Rh positive ค่ะ กลุ่ม Rh negative พบได้เพียง 0.3% กลุ่มนี้ถือเป็น “หมู่โลหิตหายาก”  หากมีความจำเป็นต้องใช้เลือด ควรมีการเตรียมล่วงหน้า นอกจากนี้ในกรณีตั้งครรภ์ ถ้าคุณแม่มีเลือด Rh negative และลูกในครรภ์เป็น Rh positive คุณแม่จะสร้างภูมิต้านทานต่อเม็ดเลือดแดงของลูก ขณะตั้งครรภ์ ลูกคนแรกจะไม่เกิดปัญหาใดๆ แต่เมื่อตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ภูมิต้านทานนี้จะไปทำลายเม็ดเลือดแดงของลูกคนที่สอง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางในทารก เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการป้องกันการสร้างภูมิต้านทานชนิดนี้ขณะตั้งครรภ์

ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เป็นการตรวจเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในบางสาเหตุสามารถให้การรักษาก่อนได้ หากขณะตั้งครรภ์มีภาวะโลหิตจาง จะส่งผลให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า มีน้ำหนักตัวน้อย เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ นอกจากนี้ สามารถดูความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดได้ด้วย

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคนี้เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผ่านทางยีนด้อย หมายความว่าลูกจะต้องได้รับสารพันธุกรรมที่ผิดปกติจากพ่อและแม่ จึงจะเป็นโรค ความผิดปกติของโรคนี้คือ เม็ดเลือดแดงจะมีลักษณะผิดปกติและแตกง่าย ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง โรคธาลัสซีเมียมีหลายชนิด ความรุนแรงตั้งแต่น้อยมาก ไม่มีอาการ จนกระทั่งมีเลือดจางมากถึงขั้นเสียชีวิต คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นพาหะของโรค หรือมียีนแฝงอยู่ในตัว ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไร  เพราะฉะนั้นการที่มีสุขภาพแข็งแรงดี หรือผลการตรวจสุขภาพทั่วไปปกติ ไม่สามารถรับประกันได้ค่ะ ว่าไม่มียีนของโรคนี้อยู่ การตรวจหาสารพันธุกรรมชนิดนี้ เป็นการตรวจเฉพาะเจาะจง ซึ่งในการตรวจสุขภาพทั่วไป จะไม่มีการตรวจในส่วนนี้  หากตรวจพบว่า คุณพ่อคุณแม่เป็นพาหะของโรค จะสามารถประเมินความเสี่ยงของทารกได้ ว่ามีโอกาสเป็นโรคมากน้อยเพียงใด หรือจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดหรือไม่

ตรวจหาภูมิต้านทานโรคหัดเยอรมัน โรคหัดเยอรมันเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากหากได้รับเชื้อในขณะที่ตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์มีโอกาสจะพิการสูง ความพิการที่เกิดขึ้น เช่น ผนังกั้นหัวใจรั่ว หูหนวก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น จึงแนะนำให้ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานหรือไม่ และรับการฉีดวัคซีนในกรณีที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน การตรวจดูภูมิต้านทานนี้จะตรวจเฉพาะว่าที่คุณแม่เท่านั้น

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ในส่วนของไวรัสตับอักเสบชนิดบี จะมีการตรวจ 2 ส่วน คือ ตรวจดูการติดเชื้อ และตรวจดูภูมิต้านทาน ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี กลุ่มหนึ่งจะไม่แสดงอาการอะไร และสร้างภูมิต้านทานขึ้นเอง ส่วนในอีกกลุ่มหนึ่งจะมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย สามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็น “พาหะ” ส่วนหนึ่งของคุณแม่ที่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย จะสามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกได้ ทำให้ทารกมีโอกาสเป็นตับอักเสบเรื้อรัง หากตรวจพบว่าไม่มีเชื้อและไม่มีภูมิต้านทาน แนะนำให้ฉีดวัคซีนค่ะ ส่วนกรณีว่าที่คุณแม่เป็นพาหะของโรค ระหว่างตั้งครรภ์อาจจะมีการตรวจเพิ่มเติม หรือพิจารณาให้สารภูมิคุ้มกันกับลูกทันทีที่คลอด

โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถตรวจได้จากการตรวจเลือด กรณีที่มีการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์นั้น ถ้าไม่ได้รับการรักษา จะมีโอกาสแท้ง เกิดภาวะทารกบวมน้ำ จนกระทั่งเสียชีวิตในครรภ์ได้ หรือทารกบางคนอาจจะมีการติดเชื้อซิฟิลิสโดยกำเนิด ถ้าว่าที่คุณพ่อคุณแม่ตรวจพบก่อน โรคนี้สามารถรักษาได้

โรคเอดส์ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส “เอช ไอ วี” เมื่อติดเชื้อแล้ว ก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ ไม่ได้ทำให้ทารกในครรภ์พิการ เพียงแต่มีโอกาสที่ทารกแรกเกิดจะติดเชื้อ เอช ไอ วี ได้ กรณีที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ เอช ไอ วี คุณพ่อคุณแม่บางคู่อาจจะตัดสินใจไม่มีลูก เลือกจะคุมกำเนิดแบบถาวร หรือกรณีที่ต้องการมีลูก ก็สามารถลดความเสี่ยงที่ลูกจะได้รับเชื้อโดยการให้ยาต้านไวรัสขณะตั้งครรภ์ได้

การเตรียมตัวก่อนการสมรส หรือก่อนที่จะมีบุตรนั้นมีความสำคัญมาก หากมีการเตรียมพร้อมที่ดี จะทำให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ป้องกันและลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัวได้ สละเวลาสักนิด ตรวจสุขภาพก่อนคิดมีบุตร เพื่อชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แข็งแรงในอนาคต นับว่าคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 6 กรกฎาคม 2554, 15:00 น.
%d bloggers like this: