โรคระบาด

All posts tagged โรคระบาด

ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อไวรัส เชื้อรา และอุณหภูมิในการทำให้ปลาช่อนป่วยเป็นโรคระบาดในห้องปฏิบัติการ

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=006623&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุปราณี ชินบุตร; กมลพร ทองอุไทย; สมเกียรติ์ กาญจนาคาร
ชื่อเรื่อง: ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อไวรัส เชื้อรา และอุณหภูมิในการทำให้ปลาช่อนป่วยเป็นโรคระบาดในห้องปฏิบัติการ
Article title: Experimental induction of epizootic ulcerative syndrome in snakehead fish using rhabdovirus and fungus Aphanomyces invadans at different water temperatures
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 36: บทคัดย่อ 3-5 กุมภาพันธ์ 2541
Source title : Proceedings of the 36th Kasetsart University Annual Conference: Abstracts
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม; ทบวงมหาวิทยาลัย
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2541
หน้า: หน้า 108
จำนวนหน้า: 297 หน้า
ภาษา: ไทยอังกฤษ
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF S293 ก589บ 2541)
หมวดหลัก: L73-Animal diseases
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: CHANNA, RHABDOVIRIDAE, APHANOMYCES, FUNGI, EPIDEMICS, ANIMAL DISEASES, LABORATORY EXPERIMENTATION, TEMPERATURE
ดรรชนี-ไทย: ปลาช่อน, เชื้อไวรัส, เชื้อรา, โรคระบาด, ห้องปฏิบัติการ, อุณหภูมิ, ความรุนแรงของโรค
บทคัดย่อ: ปลาช่อนที่ได้รับการฉีดเชื้อ Rhabdovirus สายพันธุ์ T9412 และแช่สปอร์เชื้อรา Aphanomyces invadans สายพันธุ์ RF-6 ในห้องปฏิบัติการที่มีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส พบอัตราการป่วยเป็นโรคระบาดปลา 100 เปอร์เซ็นต์ (20/20) ภายใน 30 วัน ของการทดลอง ปลาในกลุ่มควบคุมที่ฉีดอาหารเลี้ยงเซลล์ (Leibovitz-15) และแช่สปอร์เชื้อราพบอัตราการป่วย 35 เปอร์เซ็นต์ (7/20) ไม่พบการป่วยเป็นโรคระบาดปลาในกลุ่มที่ฉีดเฉพาะเชื้อไวรัส แต่พบแผลตกเลือดที่รอยฉีดบนตัวปลาและสามารถแยกเชื้อไวรัสกลับออกมาได้ 20 เปอร์เซ็นต์ (2/10) สำหรับการทดลองแบบเดียวกันที่สภาพอุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียส ไม่สามารถชักนำให้ปลาช่อนป่วยเป็นโรคระบาดได้ และไม่สามารถแยกเชื้อไวรัสกลับออกมาได้ การแพร่ของโรคจากปลาช่อนที่ป่วยไปสู่ปลาช่อนปกติ พบว่าเกิดได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส จากการทดลองแสดงว่าเชื้อไวรัส เชื้อรา และอุณหภูมิมีความสัมพันธ์กันในการทำให้ปลาช่อนป่วยโรคระบาดปลา โดยที่อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมความรุนแรงของการเกิดโรคระบาด ซึ่งสภาพอุณหภูมิต่ำอาจจะมีส่วนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของปลาลดลงหรืออาจทำให้เชื้อโรคทั้งสองมีความรุนแรงมากขึ้น และการติดเชื้อไวรัสทำให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อเปลี่ยนแปลงทำให้ปลาช่อนยอมรับการติดเชื้อและป่วยเป็นโรคระบาดได้ง่าย
หมายเลข: 006623 KC3604016
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ความสัมพันธ์ของเชื้อ Rhabdovirus ที่แยกได้จากโรคระบาดปลาต่อปลาทดลอง

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=006459&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: Frerichs, G.N.; สุปราณี ชินบุตร; กมลพร ทองอุไทย; สมเกียรติ์ กาญจนาคาร
ชื่อเรื่อง: ความสัมพันธ์ของเชื้อ Rhabdovirus ที่แยกได้จากโรคระบาดปลาต่อปลาทดลอง
Article title: Experimental fish infection using a fish rhabdovirus isolated from epizootic ulcerative syndrome
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 35 สาขาประมง วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คหกรรมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ 3-5 กุมภาพันธ์ 2540
Source title : Proceedings of the 35th Kasetsart University Annual Conference: Fisheries, Science, Engineering, Environmental Management, Home Economics, Education and Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม; ทบวงมหาวิทยาลัย
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2540
หน้า: หน้า 118-130
จำนวนหน้า: 725 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF Q101 ก58 2540)
หมวดหลัก: L73-Animal diseases
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: CHANNA, FISH RHABDOVIRUSES, FISH DISEASES, INFECTION, PATHOGENICITY, MORTALITY
ดรรชนี-ไทย: ปลาช่อน, RHABDOVIRUS, โรคระบาด, เชื้อสาเหตุ, การตาย, อาการ
บทคัดย่อ: เชื้อไวรัสถึงแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับโรคระบาดปลา และสามารถแยกเพาะเชื้อได้จากปลาที่ป่วยในช่วงต้นของโรคระบาด แต่ความสัมพันธ์ของเชื้อไวรัสต่อปลาทดลองยังขาดอยู่ การศึกษาในครั้งนี้พบว่า ปลาช่อนขนาดเฉลี่ย 24.45 กรัม หลังจากได้รับเชื้อ Rhabdovirus สายพันธุ์ T9412 นั้น ปริมาณไวรัสที่แยกได้ในตัวปลาจะลดลงเหลือ 50-75 เปอร์เซ็นต์ ของตัวอย่างในวันที่ 7 และ 0-50 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 14 และ 0-25 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 30 เชื้อไวรัสสามารถฆ่าลูกปลาช่อนจากการแช่ โดยมีค่า LD50 เท่ากับ 2.16 TCID50/ml เชื้อไวรัสทำให้ปลาช่อนอายุ 2-3 เดือน แสดงอาการผิวชั้นนอกลอกหลุดและตกเลือด แสดงว่า Rhabdovirus T9412 เป็นไวรัสที่เป็นตัวเชื้อโรคที่สามารถฆ่าลูกปลาช่อนและทำอันตรายต่อผิวหนังของปลา ซึ่งอาจจะชักนำให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้าทำอันตรายได้ง่ายขึ้น
หมายเลข: 006459 KC3504014
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

การศึกษาทางไวรัสวิทยาของปลาที่ป่วยด้วยโรคระบาด

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=006458&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: Frerichs, G.N.; สุปราณี ชินบุตร; กมลพร ทองอุไทย; สมเกียรติ์ กาญจนาคาร
ชื่อเรื่อง: การศึกษาทางไวรัสวิทยาของปลาที่ป่วยด้วยโรคระบาด
Article title: Virological study on epizootic ulcerative syndrome-diseased fishes
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 35 สาขาประมง วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คหกรรมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ 3-5 กุมภาพันธ์ 2540
Source title : Proceedings of the 35th Kasetsart University Annual Conference: Fisheries, Science, Engineering, Environmental Management, Home Economics, Education and Economics
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม; ทบวงมหาวิทยาลัย
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2540
หน้า: หน้า 103-117
จำนวนหน้า: 725 หน้า
ภาษา: อังกฤษ
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF Q101 ก58 2540)
หมวดหลัก: L73-Animal diseases
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: CHANNA, FISH RHABDOVIRUSES, EPIDEMICS, VIROLOGY, AETIOLOGY, MICROBIOLOGICAL ANALYSIS
ดรรชนี-ไทย: ปลา, โรคระบาด, ไวรัสวิทยา, การแยกเชื้อ, เชื้อสาเหตุ
บทคัดย่อ: โรคระบาดปลาที่เกิดขึ้นกับปลาหลายชนิดในทวีปเอเซีย สันนิษฐานว่าเกิดจากตัวเชื้อโรคหลายชนิดที่มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน เชื้อไวรัสก็เป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่พบในปลาป่วย แต่การแยกเชื้อไวรัสในอดีตไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร การศึกษาเพิ่มเติมในรายงานฉบับนี้ สามารถแยกเชื้อ Rhabdovirus ได้จำนวน 9 เชื้อ จากปลาที่ป่วยด้วยโรคระบาดในปี 2536-2537 โดยใช้เซลล์ BF-2 SSN-1 และ HCK และแยกเชื้อได้เฉพาะตัวอย่างปลาที่เก็บในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการเกิดโรคระบาด ตัวอย่างที่เก็บจากปลาป่วยที่มีชีวิตจะให้ผลดีในการแยกเชื้อไวรัส ไม่สามารถแยกเชื้อไวรัสจากปลาป่วยที่เก็บในช่วงสัปดาห์ที่ 5 ของโรคระบาด และปลาที่หายจากการป่วย ไม่สามารถแยกเชื้อไวรัสจากปลาป่วยโดยใช้ เซลล์ EPC การศึกษาแสดงให้เห็นว่า เชื้อ Rhabdovirus พบอยู่ในตัวอย่างปลาป่วย และแยกออกมาเลี้ยงให้เป็นเชื้อบริสุทธิ์ได้จากปลาที่ป่วยในระยะ 2 สัปดาห์แรกของการเกิดโรคระบาด ซึ่งอาจจะเป็นตัวเชื้อที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในกลุ่มเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
หมายเลข: 006458 KC3504013
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

หมดปัญญาคุมราคาหมู “พาณิชย์”ประกาศขึ้นอีก กก.ละ 20 บาท

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190082.

Pic_190082

พาณิชย์ประกาศขึ้นราคาแนะนำเนื้อหมูเพิ่ม กก.ละ 20 บาท จาก 130 บาท เป็น 150 บาท ส่วนหมูเป็นขึ้นจาก 70 บาท เป็น 79 บาท หลังหมูติดโรคระบาดตายเกลื่อน “พรทิวา” ขอร่วมมือยืนราคาถึงสารทจีน และวอนรัฐบาลใหม่ประกันรายได้ผู้เลี้ยงด้วย …

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเนื้อหมูราคาแพงว่า ได้รับการชี้แจงจากผู้เลี้ยงหมูว่า สาเหตุที่เนื้อหมูแพงมาจากการเกิดโรค ระบาด ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้น และปริมาณหมูออกสู่ตลาดลดลง 30% ดังนั้นกระทรวงฯ จึงปรับราคาแนะนำจำหน่ายเนื้อหมูใหม่ให้สะท้อนกับสถานการณ์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.นี้เป็นต้นไป โดยราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มในภาคกลางเพิ่มจาก กก.ละ 70 บาท เป็น กก.ละ 79 บาท ส่วนภาคอีสานและเหนือให้ปรับเพิ่มอีก กก.ละ 4 บาท และภาคใต้ปรับเพิ่มได้ 6 บาท

ส่วนราคาหมูเนื้อแดงปรับขึ้นอีก กก.ละ 20 บาท ในตลาดสดเขตกรุงเทพฯ และภาคกลาง โดยปรับเพิ่มจาก กก.ละ 130 บาท เป็น 140-150 บาท ส่วนภาคอีสานและภาคเหนือ จากกก.ละ 135 บาท เป็น 155 บาท และภาคใต้จากกก.ละ 140 บาท เป็น 160 บาท พร้อมกับขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการขายราคานี้ไปจนถึงช่วงสารทจีนในกลาง เดือน ส.ค.นี้ ที่มีความต้องการใช้มาก หากไม่ขอความร่วมมือเลย อาจทำให้ราคาหมูเป็นสูงเกิน กก.ละ 81 บาทได้

“ขอฝากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาเนื้อหมูอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยที่ขณะนี้ได้ล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว ด้วยการส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการเลี้ยงหมูรายย่อยเข้ามาทดแทน ให้เป็นทางเลือกแก่ตลาด นอกจากนี้ ควรทำโครงการประกันรายได้แก่ผู้เลี้ยงหมู เหมือนประกันรายได้แก่สินค้าเกษตร เพื่อชดเชยความเสียหายจากปัญหาโรคระบาดที่เกิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นางพรทิวา  กล่าว

ด้านนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาโรคระบาดที่รุนแรงมากขึ้น คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ คือมีอัตราการตายประมาณ 10% พร้อมกันนี้ ขอให้หน่วยงานรัฐอย่าแทรกแซง หรือควบคุมราคา เพราะผู้เลี้ยงที่เหลืออยู่ในขณะนี้แทบจะไม่ได้กำไรอยู่แล้ว และปัญหาโรคระบาดนี้จะทำให้ผู้เลี้ยงรายใหม่เข้ามายากขึ้นไปอีก ซึ่งต่างกับจีนที่รัฐบาลจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาโรคระบาดตัวละ 4,000 บาท จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องการชดเชยเพื่อช่วยเกษตรกรด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

ไข่มาร์คราคาพุ่ง อ้างไก่ติดโรค ผลผลิตน้อย

Published มีนาคม 23, 2011 by SoClaimon

22 มีนาคม 2554, 22:00 น.

ไข่มาร์คราคาพุ่ง อ้างไก่ติดโรค ผลผลิตน้อย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_157956

 

กรมการค้าภายใน บี้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ตรึงราคาขายไข่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.90-3 บาท ทั้งที่ต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นจากเดือนธ.ค.53 ถึง 25% อ้างจะเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่กับผู้ปลูกข้าวโพด-ปลาป่นให้ซื้อได้ราคาถูก หวังช่วยลดต้นทุน….

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้เลี้ยงไก่ไข่ และตัวแทนจากภาครัฐ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนการผลิตให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาไข่ไก่ในขณะนี้ไม่ปรับตัวสูงขึ้นว่า ที่ประชุมได้หาทางลดต้นทุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยจะเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กับสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อให้สามารถซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ในราคาสมเหตุสมผล รวมถึงจะหารือกับผู้ผลิตปลาป่น โดยจะขอความร่วมมือไม่ให้ขึ้นราคาปลาป่น หลังจากที่ขณะนี้ วัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยราคาปลาป่น ในเดือนก.พ.54 กิโลกรัมละ 25 บาท ขณะนี้ 42 บาท ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเฉลี่ยปี 53 กิโลกรัมละ 8.94 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 10 บาท รำข้าว เฉลี่ยปี 53 กิโลกรัมละ 9 บาท ขึ้นมาที่กว่า 10 บาทแล้ว

“เมื่อเราได้เชื่อมโยงผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ กับผู้เลี้ยงไก่ไข่แล้ว ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้ และจะทำให้ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มยืนอยู่ที่ราคาปัจจุบัน ที่ฟองละ 2.90-3.00 บาทได้ระยะหนึ่ง ถ้าจะมีการปรับขึ้นราคาอีก กรมการค้าภายใน จะหารือกับผู้เลี้ยง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนถึงความจำเป็น และความเหมาะสมของการขึ้นราคา ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตร ได้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาต้นทุนการผลิตไข่ไก่และไก่ไข่ เพื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตที่แท้จริงแล้ว” นางวัชรี กล่าว

ด้านตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ยืนยันว่า จะคงราคาขายไข่คละหน้าฟาร์มที่ฟองละ 2.90-3.00 บาทได้อีกระยะหนึ่ง แต่จะนานเท่าใดต้องดูที่ต้นทุนการผลิตด้วย เพราะแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกเพิ่มสูงขึ้นมาต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และส่งผลให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และรำข้าวในประเทศปรับสูงขึ้นตาม หากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคาไข่ไก่ก็ต้องปรับขึ้นตามด้วย ไม่เช่นนั้นเกษตรกรจะขาดทุน และอยู่ไม่ได้ จึงต้องการให้ประชาชนเข้าใจด้วย โดยยอมรับว่า ราคาต้นทุนการเลี้ยงปัจจุบันอยู่ที่ฟองละ 3.00-3.10 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค.53 ที่ประมาณ 25%

ด้าน นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)รับทราบว่า ปัญหาราคาไข่ไก่แพงในปัจจุบัน เนื่องจากแม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 38-39 ล้านตัว  ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นมาได้เกิดปัญหาโรคระบาดในระบบการเลี้ยงไก่ไข่ ทำให้อัตราการให้ไข่โดยรวมลดลงร้อยละ 20 ส่งผลให้ผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดลดลงจากวันละ 30-31 ล้านฟอง เหลือวันละ 24-25 ล้านฟอง ในขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 26-27 ล้านฟองต่อวัน

ทั้งนี้ จากปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดน้อยลงจากฟาร์ม ทำให้ผู้ค้าส่งได้รับไข่ไก่ลดลงกว่าปกติ ทำให้ปริมาณไข่ไก่ขาดตลาดเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10-30 ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงในฟาร์ม โดยปัจจุบันราคาขายปลีกไข่ไก่เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 3.50 บาท และเบอร์ 3 อยู่ที่ฟองละ 3.40 บาท จากช่วงมีนาคมปี 53 ไข่ไก่เบอร์ 3 อยู่ที่ฟองละ 2.92 บาท  กระทรวงพาณิชย์จึงได้เข้มงวดการกำกับดูแลราคาขายปลีกขายส่งและการปิดป้าย แสดงราคาสินค้าขายปลีก โดยขอความร่วมมือผู้ค้าพิจารณากำหนดราคาขายส่ง ขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติกรรมทางการ ค้าของผู้ประกอบการสิค้า ไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกร กำหนดประชุมติดตามดูพฤติกรรมผู้ประกอบการในวันที่ 30 มีนาคม 54 เพื่อหามาตรการทั้งขอความร่วมมือและการป้องปรามเพื่อให้ราคาไข่ไก่เป็นไปตาม กลไกของตลาด.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 มีนาคม 2554, 22:00 น.

 

‘โรคระบาด’ ทำไข่ไก่แพงขึ้นฟองละ 50 สต.-1 บาท

Published มีนาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 มีนาคม 2554, 20:24 น.

ผ่านทาง\’โรคระบาด\’ ทำไข่ไก่แพงขึ้นฟองละ 50 สต.-1 บาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_153510

 

ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ขึ้นฟองละ 10 สต. ขยับเป็น 2.80 บาท ขายปลีกเพิ่มฟองละ 50 สต.-1 บาท ไข่ไก่เบอร์ 0 ฟองละ 3.6 บาทแล้ว ใกล้แตะ 4 บาท เพราะจำนวนไข่ลดจากปัญหาโรคระบาด…

 

4 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการตรวจสอบสถานการณ์ค้าไข่ไก่ที่ตลาดยิ่งเจริญ พบว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ปรับขึ้นอีกฟองละ 10 สตางค์ ทำให้ราคาเพิ่มจากฟองละ 2.70 บาท เป็น 2.80 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยฟองละ 50 สตางค์ถึง 1 บาท โดยล่าสุดไข่ไก่เบอร์ 0 อยู่ที่ฟองละ 3.6 บาท และมีโอกาสขยับขึ้นเป็นฟองละ 4 บาท เพราะขณะนี้พ่อค้าส่ง ได้ลดปริมาณส่งเหลือ 50% เพราะไม่มีสินค้าจากปัญหาโรคระบาดในไก่ และการบริโภคยังสูงขึ้น

ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงปัญหาน้ำมันปาล์มขณะนี้ว่า น้ำมันปาล์มดิบที่นำเข้ารอบแรก 30,000 ตัน รวมกับน้ำมันรอบใหม่อีก 450,000 ตัน สามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มขวดได้มากกว่า 32 ล้านขวดนั้น เชื่อว่าจะกระจายไปตามช่องทางต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.เป็นต้นไป ประกอบกับในช่วงปลายเดือนมี.ค.นี้ ปริมาณผลปาล์มในประเทศ จะออกสู่ตลาด จึงเชื่อว่าปริมาณน้ำมันปาล์มจะมีเพียงพอต่อการบริโภค จึงไม่อยากให้ประชาชนหันไปซื้อน้ำมันปาล์มร้านค้าปลีกรายย่อย หรือกลุ่มที่ฉวยโอกาสขายราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาที่แพงเกินจริง

“เวลานี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า การเข้ามาซื้อน้ำมันปาล์มไม่ว่าจะเป็นฝาสีฟ้าหรือฝาสีชมพู ตามห้างสรรพสินค้าหรือตามตลาดสด ผู้ที่เข้ามาซื้อจะเป็นผู้บริโภค หรือซื้อเพื่อไปจำหน่ายต่อ จึงทำให้การกระจายน้ำมัน มีการนำไปจำหน่ายต่อถึงขวดละ 55-60 บาท และประชาชนก็ยังยอมซื้อของแพง เพราะกลัวว่าน้ำมันปาล์มจะไม่มีบริโภค ซึ่งถือเป็นเรื่องยากในการสกัดกั้นการซื้อในลักษณะดังกล่าว” นายยรรยง กล่าว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 มีนาคม 2554, 20:24 น.

 

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ระวังโรคระบาด ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

Published มกราคม 4, 2011 by SoClaimon

30 ธันวาคม 2553, 05:30 น.

ผ่านทางปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ระวังโรคระบาด ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

EyWwB5WU57MYnKOvIV9gtRpMVjQ3gkKE3GYQNGLHt2FDLAqXbhhwPf

 

กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยงให้มีอากาศถ่ายเท และระวังโรคสัตว์ช่วงอากาศหนาวเย็น

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายพื้นที่ในประเทศไทยสภาพภูมิอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดต่ำลงในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวส่งผลให้ สัตว์เลี้ยงเกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดลง และป่วยได้ง่าย พร้อมทั้งเฝ้าสังเกตโค กระบือ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคคอบวม (เฮโมรายิกเซพติซีเมีย) โดยสัตว์ที่มีอาการป่วยจะหายใจหอบ เสียงดัง คอ หน้าบวมแข็ง ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าวสามารถติดต่อแพร่ กระจายไปได้อย่างรวดเร็วในสัตว์กีบคู่ทุกชนิด ทั้งจากการกินอาหาร น้ำ หญ้าที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือหายใจเอาเชื้อที่ปะปนอยู่กับอากาศบริเวณที่สัตว์ป่วยเข้าไป ภายในระยะเวลา 1-2 วัน โค-กระบือที่ติดเชื้อจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร น้ำลายไหล มีแผลที่ลิ้น เหงือก ร่องกีบเท้า อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างปอดบวม

ส่วนเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ให้ระวังโรคปากเท้า เปื่อย รวมทั้งโรค PRRS ซึ่งสุกรที่เป็นโรคดังกล่าวจะแสดงอาการไข้ หอบ ไอ ผิวหนังเป็นปื้นแดง สุกรแม่พันธุ์สุ่มเสี่ยง ต่อการแท้ง หรือลูกตายแรกคลอด ซึ่งแนวทางการป้องกันผู้เลี้ยงสุกรควรเข้มงวดการเข้าสถานที่ ไม่ใช้พ่อพันธุ์จากแหล่งอื่น แยกเลี้ยงสุกรใหม่ก่อนเข้ารวมฝูงอย่างน้อย 1 เดือน ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อยานพาหนะก่อนเข้าสถานที่เลี้ยงทุกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่อากาศเย็นลง เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง  อสม.ของกรมปศุสัตว์ ได้ออกคำแนะนำให้เกษตรกรหมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ รักษาความสะอาดในสถานที่เลี้ยง หากพื้นที่ใดมีสัตว์ป่วยตาย ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแจ้งเจ้าหน้าที่ใกล้บ้าน.

มก.วิจัยวัคซีนเชื้อ PRRS แก้ปัญหาในฟาร์ม…สุกรตายหมู่

Published ธันวาคม 29, 2010 by SoClaimon

20 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางมก.วิจัยวัคซีนเชื้อ PRRS แก้ปัญหาในฟาร์ม…สุกรตายหมู่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_135315

 

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี  มก. พร้อมด้วย รศ.น.สพ.กิจจา อุไรรงค์ และผู้แทนกรมปศุสัตว์.

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เชื้อไวรัส PRRS (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome) ได้กลับมาระบาดขึ้นในหลายแห่ง ส่งผลให้สุกรที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ล้มตายยกฟาร์ม

ฉะนี้…รศ.น.สพ.กิจจา อุไรรงค์ ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงทำวิจัยเพื่อสร้างวัคซีนฉีดควบคุมและป้องกันโรค ระบาดในสุกร (PRRS) ขึ้น

รศ.น.สพ.กิจจา เปิดเผยว่า…เชื้อดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และระบบการสืบพันธุ์ โดยเชื้อดังกล่าวจะคงอยู่ในร่างกายสุกรนานมาก ซึ่งประเทศไทยนั้นพบว่าฟาร์มเลี้ยงกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ มีเชื้อ ชนิดนี้แฝงอยู่ แต่ที่ไม่แสดงอาการและสร้างความเสียหาย เป็นเพราะฟาร์มขนาดใหญ่มีระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน มีการทำวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การระบาดจึงมักพบในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย

 

แม่สุกรที่ติดเชื้อและตกลูกก่อนกำหนด.แม่สุกรที่ติดเชื้อและตกลูกก่อนกำหนด.

 

สำหรับสาเหตุและปัจจัยก่อโรคนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเคลื่อนย้ายสุกรป่วย หรือสุกรที่เป็นพาหะของโรคเข้ามารวมฝูง และ การใช้พ่อพันธุ์เร่ จากหมู่บ้านต่างๆ เมื่อมีการติดเชื้อจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว แล้วถูกขับออกมาจากร่างกายของสุกรป่วย   ทางอุจจาระปัสสาวะ ลมหายใจ น้ำเชื้อ และติดต่อไปยังสุกรตัวอื่นโดยการกิน   สัมผัสโดยตรง หากเป็นแม่สุกรพันธุ์จะแท้งในช่วงท้ายการตั้งท้อง มีลูกตายแรกคลอด

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อ PRRSv ชนิด US-strain ที่คัดแยก ได้จากสุกรป่วยในประเทศไทย ชนิดเชื้อตาย มาพัฒนาทดลองใช้ควบคุมโรครองรับการผลิตในฟาร์มขนาดใหญ่ (รวมกันประมาณ 1 แสนแม่) อย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่ ต่ำกว่า 5 ปี กับ ชนิดเชื้อเป็น ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้ในลูกสุกร (ฉีดครั้งเดียว) ใช้ควบคุมปัญหา PRDC ที่ก่อการสูญเสียและกระทบการเติบโตช่วงอนุบาล หรือขุน ซึ่งได้พัฒนามาแล้วประมาณ 2 ปี

สำหรับขั้นตอนการทดสอบ ทีมวิจัยได้นำวัคซีนดังกล่าวไปฉีดให้สุกรทดแทน (พ่อและแม่พันธุ์) มีภูมิคุ้มสูงๆ (เน้น CMI) ต่อ PRRS ก่อนเข้าทดแทนในฝูง ป้องกันการแพร่เชื้อและป่วยจากการติดไวรัส PRRS และโรคแทรกซ้อนช่วงอุ้มท้อง ช่วงตกลูกและเลี้ยงลูก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระบาดช่วงเครียดหรือช่วงถูกกดภูมิคุ้มกัน เช่น กรณีมี “ชีวพิษเชื้อรา” ปนเปื้อนในอาหาร ทำให้ฝูงแม่พันธุ์เป็น stable herd ในฟาร์มเครือข่าย รวม 2-3 ครั้ง ห่างกัน 3-4 สัปดาห์

 

วัคซีนควบคุมโรค PRRS.วัคซีนควบคุมโรค PRRS.

 

หลังการวิจัยพบว่า วัคซีนดังกล่าวให้ผลดีมากเมื่อเทียบกับการจัดการแบบ เดิม (คลุกกับสุกรอนุบาลที่แพร่เชื้อ ฉีดด้วยซีรั่มที่มี PRRSv) อีกทั้งให้ผลแน่นอนกว่า นอกจากนี้ ในการฉีดครั้งแรกควรทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้มีเวลา cool down มากที่สุด ก่อนการผสม (เป็นสัด)

โดยช่วงอายุสุกรอยู่ที่ประมาณ 5 เดือน ในกรณีมีฝูงทดแทนเองในฟาร์ม และช่วงอายุประมาณ 6 เดือน ในกรณีซื้อสุกรทดแทนเข้าฟาร์ม จากนั้นอาจสุ่มตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยวิธี PCR ซึ่งสุกรทดแทนที่ผ่านการเตรียมที่ถูกต้องจะให้ผลการตรวจเป็นลบ ซึ่งหมายความว่า โอกาสแม่แพร่เชื้อในเล้าคลอดต่ำมาก และไม่มีผลเสียต่อการผลิต อีกทั้งโอกาสที่จะมีการระบาดด้วย PRRS น้อยมาก

และ…มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ตกลงที่จะถ่ายทอดวิธีการผลิตวัคซีนให้กับกรมปศุสัตว์ผลิต เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย แต่จะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์มันขึ้นอยู่กับการจัดการภายในฟาร์มด้วยเช่นกัน.

เพ็ญพิชญา เตียว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 20 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

 

ปศุสัตว์สร้างมาตรการค้นหาโรคเร็ว ป้องกันโรคระบาดช่วงอากาศเปลี่ยน

Published ธันวาคม 1, 2010 by SoClaimon

4 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

ผ่านทางปศุสัตว์สร้างมาตรการค้นหาโรคเร็ว ป้องกันโรคระบาดช่วงอากาศเปลี่ยน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124124

 

นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงขณะนี้ มีพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 37 จังหวัด เกษตรกร 84,000 ราย สัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงและได้รับความเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 10.8 ล้านตัว ซึ่งส่วนใหญ่คือ ไก่ เป็ด นกกระทา ประมาณ 9 ล้านตัว โค กระบือ และสุกร 550,000 ตัว แปลงหญ้า 3-5 พันไร่ ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร เบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้สนับสนุนเสบียงสัตว์ ซึ่งเป็นหญ้าแห้งจำนวน 484 ตัน จากศูนย์วิจัยทั้ง 29 แห่ง พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ และ อสม. ออกไปให้บริการสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ ฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโรคหลังน้ำลด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยังกล่าวถึงโรคระบาดโดย เฉพาะไข้หวัดนกที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงอากาศเปลี่ยนว่า ขณะนี้ประเทศไทยห่างจากโรคระบาดดังกล่าวมาได้ 700 วัน ซึ่งจากการประชุมองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ที่ผ่านมานั้น ได้รับการยืนยันว่าในปีนี้อัตราเสี่ยงการระบาดโรคดังกล่าว  โดยมีฝูงนกอพยพเป็น ตัวนำนั้นน้อยมาก  แต่เพื่อความปลอดภัยจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำ เกษตรกรในการเลี้ยงดูให้อาหารสัตว์อย่างถูกต้อง และหากพื้นที่ใดมีสัตว์ปีกล้มป่วยต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบภายใน 24 ชั่วโมง  ซึ่งเป็นมาตรการค้นหา โรคเร็ว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 4 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

 

ภาคเกษตรถูกรุมเร้าจีดีพีขยายแค่ 1.4% สศก.เตือนเกษตรกรอย่าใช้จ่ายเกินตัว!

Published กรกฎาคม 30, 2010 by SoClaimon

16 กรกฎาคม 2553, 06:00 น.

ผ่านทางภาคเกษตรถูกรุมเร้าจีดีพีขยายแค่ 1.4% สศก.เตือนเกษตรกรอย่าใช้จ่ายเกินตัว! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_96588

ธีระ วงศ์สมุทร

ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ครึ่งปี 53 ขยายตัว 1.4% จากปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงปัญหาโรคระบาด ส่งผลให้การผลิตพืชส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อนโดยเฉพาะมันสำปะหลัง….

นาย ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรครึ่งปี 53 ขยายตัว 1.4% จากปีที่แล้ว โดยได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงปัญหาโรคระบาด ส่งผลให้การผลิตพืชส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อนโดยเฉพาะมันสำปะหลัง

นาย อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 53 คาดว่าจะขยายตัว 2.2-3.2% จากปี 52 คาดว่าราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นผลจากปริมาณผลผลิตที่ลดลง ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวดีจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น แต่สินค้าบางชนิด เช่น ข้าวอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคา แต่จีดีพีภาคเกษตรที่ขยายตัวไม่ได้หมายถึงรายได้ของเกษตรกรภาพรวมจะสูงขึ้น ทั้งหมด เพราะพืชหลักที่สำคัญและมีมูลค่าการส่งออกสูง เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยังมีปัญหาด้านผลผลิตและราคา และภาคการเกษตรยังเป็นอาชีพที่มีปัจจัยเสี่ยงควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยแล้ง, เศรษฐกิจโลกและค่าเงิน ดังนั้น เกษตรกรต้องอย่าประมาท ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาเหมือนปี 51 ที่ราคาสินค้าเกษตรสูงมาก ทำให้เกษตรกรซื้อรถใหม่จำนวนมาก จนเกิดภาระหนี้สินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ เมื่อราคาสินค้าเกษตรเริ่มปรับตัวลงในปี 52.

%d bloggers like this: