โทรคมนาคม

All posts tagged โทรคมนาคม

กลุ่มชินฯ เมินดีแทค-ทรู เปิด3จี คลื่นความถี่เดิม

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127753.

Pic_127753

นายสมประสงค์ บุญยะชัย

ผู้บริหารกลุ่มชินยัน 3จีแท้ง ไม่กระทบรายได้บริษัทฯ ระบุ ไม่หวั่นดีแทค-ทรูมูฟ บริการ3จีบนคลื่นความถี่เดิม เพราะกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เชื่อว่า3จีจะประมูลได้แล้ว ทำนายปี54 บริการด้านข้อมูลจะโตขึ้น 20% เมื่อเทียบจากปีก่อน…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย. จะมีการประชุมระดับบริหารของบริษัทในเครือ เพื่อจัดทำแผนธุรกิจในปี 2554

ด้าน น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ SHIN กล่าวว่า ระยะนี้เป็นช่วงของการจัดการแผนธุรกิจปีหน้า เพื่อให้บริษัทมีการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเพื่อหาการลงทุนใหม่ ๆ เพราะบริษัทมีเงินสดค่อนข้างมาก โดยบริษัทยังคงมุ่งการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง แม้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC)จะไม่มีใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) 3จีเข้ามาในปีนี้ รายได้ของบริษัทก็จะยังขยายตัวแข็งแกร่ง

ขณะที่นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวางแผนและวิเคราะห์การตลาด ADVANC กล่าวว่า ปี 54 คาดว่าบริการด้านข้อมูล( DATA)ของบริษัท จะเติบโต 20% เมื่อเทียบจากปีก่อนนี้ หนุนให้สัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวม เป็นผลจากการขยายตัวของสมาร์ทโฟน แอร์การ์ด และการออกโปรโมชั่นที่หลากหลาย นอกจากนี้บริษัทได้ตั้งงบลงทุนปี 54 ไว้ที่6,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้กับการปรับปรุงโครงข่ายที่มีอยู่เดิม และขยายเพิ่มเติมบางส่วน แม้อายุสัมปทานจะเหลือไม่มาก แต่ต้องพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับลูกค้าที่มี 30 ล้านรายให้เพียงพอ และต้องการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายที่ดีที่สุด

ส่วนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กับ ทรูมูฟ จะให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนคลื่นเดิม 850 MHz นั้นมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลา เพราะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตามมาตรา 22 และ13 และกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้จริง เชื่อว่าน่าจะมีการประมูลใบ อนุญาต 2.1 GHZแล้ว

ส่วนรายได้จากการให้บริการด้านข้อมูลปีนี้ คาดว่าจะโต 30% เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วจากปีก่อน รวมถึงแอร์การ์ด ก็มีการเติบโตสูงมาก ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแอร์การ์ด 180,000ราย ขณะที่การใช้งานโทรศัพท์ (VOICE) คาดว่าการเติบโตจะอยู่ใน ระดับทรงตัว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการประมูล 3G จึงทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารที่ถึงจุดอิ่มตัวไม่มีการการพัฒนาเพิ่ม ขึ้น ทำให้บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้โต 5% แม้ช่วงรวม 9 เดือนจะโต 7.3% แต่ไตรมาส 4 จำเป็นต้องทำการตลาดโดยใช้เงินจำนวนมาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

สังคายนา ก.ม.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รื้อธุรกิจสีเทาเลิกปากว่าตาขยิบ

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188807.

Pic_188807

ในช่วงที่ผ่านมา กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวถูกวิพากษ์ถึงความไม่ชัดเจน และความอ่อนด้อยของบทบัญญัติ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมาโดยตลอด

ขณะที่อีกด้าน การสวมรอยให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อเข้ามาทำธุรกิจต้องห้าม หรือธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อทำให้สถานะของบริษัทเหล่านี้กลายเป็นคนไทย และได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนไทย ในลักษณะ “ธุรกิจสีเทา” ก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องมากมายในประเทศไทย เช่น ในธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม

ในกรณีของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่กำลังเป็นปมปัญหาร้อนอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ซ้ำรอย…สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยกรณี อื้อฉาวนี้ปะทุขึ้น จากผลพวงความขัดแย้งของธุรกิจโทรคมนาคมไทย หลังจากบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ได้ลุกขึ้นมาร้องเรียนให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ “ดีแทค” ว่า กระทำผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และมีสถานะเป็นบริษัทต่างด้าว

แต่ผลการตรวจสอบความเป็นต่างด้าวของ คณะทำงานตรวจสอบสถานะ “ดีแทค” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กลับไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ดีแทคเป็นต่างด้าวจริงหรือไม่ เพราะกฎหมายต่างด้าวไม่ได้ให้อำนาจกรมฯในการสอบสวนเชิงลึก แม้จะพบว่าเข้าข่ายมีมูลอันเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นต่างด้าว แต่หากไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน ก็ไม่สามารถสรุปได้ 100% ว่าเป็นคนต่างด้าว สร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองที่ดูแลอยู่อย่างมาก

อย่างไร ก็ตาม การปล่อยปละละเลยปล่อยให้กฎหมายของไทย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีช่องโหว่ช่องว่าง ให้บริษัทต่างด้าวเลี่ยงกฎหมายได้อย่างที่เป็นอยู่นี้ ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง

เพราะทำให้คนต่างด้าวเข้ามาตักตวงผล ประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจไทยที่ไม่พร้อมแข่งขันเสียเปรียบ และยังเปิดโอกาสให้นักการเมืองที่มีอำนาจกลั่นแกล้ง หรือเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจได้อีกด้วย

จึงเกิดคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้มีความชัดเจน และรัดกุมมากยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเรื่องฟ้องร้องมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่จะทำอย่างไรให้การแก้กฎหมายดังกล่าว สามารถทำให้การร่วมทุนของคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ วิน วิน ทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติ และการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เมื่อ สาวลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหาทั้งมวล เราพบว่าบทบัญญัติที่ว่าด้วย “นิยมคนต่างด้าว” ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 หรือ ปว.281 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 นั้น คือ ต้นเหตุทั้งหมดของปัญหา

เพราะใน ปว.281 การพิจารณาธุรกิจคนต่างด้าวไม่เพียงแต่จะดูสัดส่วนของหุ้นที่ถือในบริษัท นั้นๆ เพียงบริษัทเดียว ยังตรวจสอบลึกลงไปถึงทุนของคนต่างด้าวในบริษัทอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนใน บริษัทแรกด้วย เรียกว่าการนับหุ้นแบบหลายชั้น หรือนับหุ้นแบบสะสม เช่นหากบริษัท ข. ค. หรือ ง. ที่ถือหุ้นในบริษัท ก. มีต่างด้าวถือหุ้นบริษัทละ 49% ก็จะนับรวมกันหมดทำให้หุ้นของต่างด้าวในบริษัท ก. มีมากกว่า 49% สถานะบริษัท ก. กลายเป็นต่างด้าวทันที

แต่ในกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปัจจุบัน การพิจารณาสถานะความเป็นต่างด้าว จะดูจากทุนจดทะเบียนของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นๆ ว่ามีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่า 50% หรือไม่ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพียง “ชั้นเดียว” เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกหรือล้วงลึกลงไปถึงที่มาของทุน และอำนาจในการบริหาร หรืออำนาจการครอบงำกิจการ (corporate  control) ของคนต่างด้าวในนิติบุคคลนั้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของ “ดีแทค” ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ หลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ตรวจสอบสถานะของดีแทคก่อนระบุว่า ไม่อาจจะชี้ชัดว่าเป็นบริษัทต่างด้าวหรือไม่ เพราะอำนาจการตรวจสอบในฐานะ “นายทะเบียน” ธุรกิจคนต่างด้าวนั้น ตรวจสอบได้เพียงสัดส่วนการถือหุ้นเท่าที่บริษัทจดแจ้งไว้ แม้พฤติการณ์แวดล้อมทั้งสัดส่วนการถือหุ้น  การกู้ยืมเงินในภายหมู่ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพฤติกรรมการออกเสียงและอำนาจควบคุมจะเข้าข่าย

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเสียงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง กลับมีความเห็นว่า เหตุผลที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างจริงจัง นั่นเป็นเพราะธุรกิจบริการเหล่านั้น เป็นธุรกิจที่คนไทยไม่มีความสามารถในการลงทุน ไม่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่จะดำเนินการได้ด้วยตัวเอง บางธุรกิจยังมีการผูกขาดโดยผู้ประกอบการเพียง 1-2 ราย จึงได้ปล่อยให้คนต่างด้าวยังประกอบธุรกิจในไทยต่อไปได้

เพราะเห็นว่า คนไทยจะได้ประโยชน์ทั้งจากเงินลงทุน เทคโนโลยี และการแข่งขันกันให้บริการ!!!

จาก นี้เป็นความเห็นของนักวิชาการ ที่ติดตาม และศึกษา กรณีการตรวจสอบสถานะความเป็นคนต่างด้าวของ “ดีแทค” และความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างน่าสนใจ…

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจรายสาขา มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

จากการศึกษาปัญหาคนต่างด้าวในธุรกิจโทรคมนาคมไทยนั้น ควรแก้ไขที่กฎหมายเฉพาะคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 จะแก้ไขที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เพราะกฎหมายโทรคมนาคม เป็นตัวกำหนดว่าผู้ที่จะประกอบธุรกิจโทรคมนาคมจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าว

“กฎหมาย โทรคมนาคม” เป็นตัวบล็อกต่างด้าวเอาไว้ไม่ให้เข้ามาลงทุนในกิจการโทรคมนาคม ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ แต่ในความจริง ประเทศ ไทยจำเป็นจะต้องเปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคม เพราะเราไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงต้องอาศัยทั้งเงินทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

ที่สำคัญ ธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมีผู้ประกอบการเพียง 3 รายเท่านั้น จึงอาจเกิดการผูกขาด และทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้ประโยชน์ การเปิดเสรีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างด้าวเข้ามาลงทุนได้ และจะทำให้ปัญหาคนต่างด้าวทำธุรกิจโดยไม่ได้ขออนุญาตและการให้คนไทยถือหุ้น แทน (นอมินี) หมดไปเลย

กรณีของ “ดีแทค” นั้น ถ้าผิดก็ต้องว่าผิดกันไปตามกฎหมาย แต่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ส่งฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะเป็นเพราะยังพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินไม่ได้ว่าเป็นเงินกู้จริงๆ หรือเป็นเงินลงทุนของคนต่างด้าวซึ่งผ่านบริษัทอื่นที่ถือหุ้นในดีแทคถึง 7 ชั้น จึงจำเป็นต้องส่งให้ตำรวจสอบสวนสืบสวนต่อไป ส่วนอำนาจครอบงำกิจการ (corporate control) ก็ต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่าต่างด้าวมีอำนาจครอบงำกิจการหรือไม่

“ส่วน ตัวเห็นว่า ถ้าคนต่างด้าวไม่มี corporate control คงถอนทุนไปแล้ว เพราะกลัวว่าคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากไม่สามารถบริหารจัดการได้ดีเท่าเขา ต่างจากกรณีของกุหลาบแก้ว ที่พิสูจน์ที่มาของเงินลงทุนได้ว่าเป็นเงินของต่างด้าว แต่หากไม่สามารถพิสูจน์เส้นทางการเงินได้ การถือหุ้นไขว้กันไปมาเป็นชั้นๆของดีแทคจะไม่ผิดกฎหมาย”

แม้ว่าดีแทค ผิดจริงและฟ้องร้องกันแล้ว สุดท้ายศาลคงไม่สั่งให้เลิกกิจการ เหมือนกรณีบริษัท กุหลาบแก้วที่เป็นนอมินีของเทมาเสกจากสิงคโปร์ เพราะเราต้องการเทคโนโลยีและการให้บริการจากเขา เลยไม่ไล่ออกนอกประเทศ

“กฎหมาย ต่างด้าวเป็นกฎหมายปากว่าตาขยิบ ปากบอกว่าห้ามคนต่างด้าวลงทุนธุรกิจบริการต้องห้าม หรือต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการในธุรกิจบริการที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน แต่กลับเป็นว่า มีคนต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการมากมาย โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมาย และความร่วมมือของนักกฎหมาย ที่เห็นชัดเจนก็ธุรกิจค้าปลีก  แต่ก็ไม่มีใครสนใจทำอะไร เพราะคนไทยต้องการบริการจากเขา และประชาชนได้ประโยชน์จากการแข่งขันในกิจการค้าปลีก”

ดร.เดือนเด่น ให้ความเห็นต่อว่า ในส่วนของกฎหมายต่างด้าวจำเป็นต้องแก้ไขมานานแล้วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยต้องแก้ไขให้กฎหมายมีความชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมานั่งตีความกันใหม่ จนทำให้เกิดข้อถกเถียง และทำให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายไม่จบสิ้น

เพราะ กฎหมายมีช่องโหว่มากมาย โดยเฉพาะคำนิยามของคนต่างด้าวอ่อนมาก และยังเปิดช่องให้นับการถือหุ้นได้เพียงชั้นเดียว ถ้าเห็นว่านิติบุคคลหนึ่ง คนไทยถือหุ้น 51% ต่างด้าว 49% ก็ถือว่ามีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยแล้ว ทั้งที่คนต่างด้าวที่ทำธุรกิจในไทยส่วนใหญ่จะมีนอมินีทั้งนั้น แล้วยังถือหุ้นเป็นลำดับชั้นอีกหลายชั้น

“กฎหมายเปิดช่องให้คน ต่างด้าวสมรู้ร่วมคิดกับคนไทยหาเลี่ยงกฎหมาย เพื่อให้ทำธุรกิจในไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกับคนไทย ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจที่คนไทยพร้อมแข่งขัน หรือธุรกิจบริการที่เป็นประโยชน์กับไทยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเข้ามาในธุรกิจที่เราไม่พร้อมแข่งก็ตายกันหมด”

การแก้ไขกฎหมาย “นิยามของคนต่างด้าว” ต้องทำให้ชัดเจนว่ามีคำจำกัดความแค่ไหน การนับหุ้นจะดูชั้นเดียว หรือดูหุ้นสะสม มีอำนาจการครอบงำกิจการ มีสิทธิในการออกเสียงอย่างไร เพราะถ้าย้อนไปที่ ปว. 281 กำหนดนิยามของคนต่างด้าวที่ชัดเจน และเข้มงวดมากกว่า เพราะพิจารณาถึงทุนของคนต่างด้าวตามความเป็นจริง รวมไปถึงทุนของคนต่างด้าวในนิติบุคคลอื่นที่เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัทนั้น ด้วย หรือเรียกว่า การนับหุ้นแบบสะสม

แต่การแก้ไขกฎหมายเป็น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และกำหนดนิยามคนต่างด้าวให้อ่อนลง และนับหุ้นเพียงชั้นเดียว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลี่ยงกฎหมายขึ้นมากมายในหลาย ธุรกิจบริการต้องห้าม และธุรกิจบริการที่คนต่างด้าวต้องขออนุญาตประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีแบ่งปันผลประโยชน์ ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานได้เลยว่า การแบ่งผลประโยชน์ให้กับคนไทยที่ถือหุ้นข้างมากน้อยกว่าคนต่างชาติที่ถือ หุ้นข้างน้อยเป็นนอมินีนั้น ไม่เห็นด้วย เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

“นัก ลงทุนบางคนมีเงินมาก แต่บริหารงานไม่เป็นก็อาจลงทุนเพียงอย่างเดียว แล้วให้คนต่างชาติบริหารงานแทน เมื่อมีผลประโยชน์ก็ยอมรับที่จะรับน้อยกว่าคนบริหารงาน ขณะที่นักลงทุนบางคนก็ยอมเป็นหุ้นที่ไม่ออกเสียง (non-voting share) เพื่อแลกกับการมี guarantee  return คือจะได้รับการรันตีว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่แน่นอน กรณีเช่นนี้ หากเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ว่าเป็นนอมินีหรือไม่ จะมาสันนิษฐานว่าเป็นนอมินีเลยไม่ได้แน่นอน”

แต่เมื่อแก้ไขให้นิยาม คนต่างด้าวเข้มงวดมากขึ้นแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่กันไป คือจะต้องผ่อนคลายบัญชีแนบท้าย 3 (ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคน ต่างด้าว) เพื่อให้คนต่างด้าวเข้ามาลงทุนไม่รู้สึกว่า กฎหมายไทยปิดกั้นการลงทุนมากเกินไป และไม่ถูกต่อต้านโดยคนเสียประโยชน์

ขณะ ที่บัญชีแนบท้าย 3 (21) ธุรกิจบริการอื่นๆ ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น ควรเอาออกให้หมด เพราะถือว่าเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจบริการแบบครอบจักรวาล และเพื่อความชัดเจนของกฎหมาย จะต้องเขียนระบุในกฎหมายเลยว่า มีธุรกิจบริการใดบ้างที่ไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน และไม่ต้องการให้ต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการ เป็นการปิดกั้นเฉพาะธุรกิจบริการที่ไทยไม่พร้อม รวมถึงธุรกิจบริการที่ไม่มีประโยชน์สำหรับไทย

ขณะที่บัญชีแนบท้าย นั้น กฎหมายกำหนดให้ต้องทบทวนทุกปีว่า จะถอดหรือเพิ่มธุรกิจใดที่คนไทยไม่พร้อมแข่งขันเข้าไป แต่ทุกวันนี้ไม่มีการทบทวนเลยถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เราต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ  ในอาเซียนมีไทยเพียงประเทศเดียวที่ล็อกไว้หมดทุกธุรกิจ

“กฎหมายที่ นิยามอ่อนแล้วทำให้บัญชีแนบท้าย 3 เข้มงวด ก็จะมีปัญหาเหมือนในปัจจุบัน  ต้องมานั่งพิสูจน์กันไม่จบสิ้นว่า เป็นต่างด้าวหรือไม่ แต่ถ้าแก้ไขนิยามให้อ่อน แล้วเปิดเสรีธุรกิจบริการบัญชี 3 ด้วย ต่างชาติจะแห่เข้ามาลงทุน ธุรกิจไทยที่แข่งขันไม่ได้จะตายหมด จึงน่าจะทำนิยามให้เข้มงวด และเปิดเสรีบัญชี 3 ดีกว่า”

ผศ. ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล ผอ.โครงการนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ผมเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพราะกฎหมายในขณะนี้มีหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน มีข้อด้อย ทำให้ตัวกฎหมายปัจจุบันไปไม่ถึงการทำธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง รวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบถือหุ้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น”

สมชาย - เดือนเด่นสมชาย – เดือนเด่น

“ดังนั้น เมื่อกฎหมายตี ความเพียงแค่ชั้นเดียว ก็อาจจะลงไปไม่ถึงข้อเท็จจริง ซึ่งแตกต่างจากการตรวจสอบในต่างประเทศที่เขามองลึกลงไปหลายชั้นทั้งการถือ หุ้น และอำนาจในการบริหารจัดการบริษัท”

ในขณะที่กรณีการตรวจสอบ สถานะความเป็นต่างด้าวของดีแทคนั้น ผศ.ดร.สมชาย มองว่า เป็นปัญหาทั้งในเรื่องทฤษฎีและตัวกฎหมาย เพราะในทางทฤษฎีนั้น การตรวจสอบความเป็นต่างด้าว ควรจะต้องสอบลงไปว่า บริษัทที่ถือหุ้นที่แท้จริงเป็นใคร มีตัวแทนถือหุ้น (นอมินี) หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบอำนาจการบริหารว่า ใครเป็นคนมีอำนาจในการบริหาร เพราะบางครั้งคนที่ถือหุ้นน้อยอาจจะมีอำนาจบริหารที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งมองได้ชัดว่า เจ้าของตัวจริงเป็นใคร

แต่ในทางกฎหมายมีนิยามความ เป็นต่างชาติ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เป็นการตรวจสอบชั้นเดียวตามตัวเลขสัดส่วนการถือหุ้น ดังนั้น แม้จะตรวจสอบต่อไปได้ว่า มีกรณีที่อำนาจการบริหารไม่ได้เป็นของคนไทย หรือหุ้นน้อยมีอำนาจมาก ก็ไม่สามารถจะใช้ข้อ 4 ซึ่งไม่มีในกฎหมายข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไปฟ้องร้องได้ ที่สำคัญ ในกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีอำนาจฟ้องร้องกล่าวโทษ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

“กรณี นี้ทำได้ดีที่สุดก็คือส่งหลักฐานที่ได้ต่อให้ตำรวจเพื่อสอบสวน และฟ้องร้องต่อไป นอกจากนั้น จากช่องโหว่ของ พ.ร.บ. ที่ทำให้ภาคธุรกิจ หรือบริษัทต่างด้าว สามารถใช้ช่องโหว่ของกฎหมายดังกล่าวในการถือหุ้นได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเสี่ยงเหมือนกันที่จะถูกฟ้องร้องกลับ หากการสอบสวนให้ดุลพินิจที่ก้าวหน้าไปกว่าที่กฎหมายมีอยู่ในขณะนี้ หรืออาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งบริษัทเอกชนได้ เพราะคำสั่งหรือการใช้อำนาจรัฐ จะถูกตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสั่งการหรือทำอะไรต้องดูตามตัวกฎหมายเป็นหลัก”

กรณี ของ “ดีแทค” เอง อาจจะไม่ใช่บริษัทเดียวที่ดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทย บริษัทไทย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตระหนักถึงเรื่องนี้ และหาแนวทางแก้ไข เช่น ในเบื้องต้น หากมีการตรวจสอบสถานะของบริษัทอื่นอีก การตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกเหนือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรจะมีตำรวจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปเป็นกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้การฟ้องร้องทำได้จริงและเร็วขึ้น

ขณะเดียวกัน การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปและต้องเป็นการแก้ไขที่เห็นร่วมกันของทุก ฝ่ายทั้งในด้านทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติ

โดย 1. ควรจะมีการนิยามธุรกิจที่เป็นต่างด้าวให้ชัดเจนขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะนิยามที่มีอยู่ 3 ข้อในขณะนี้เป็นการตรวจสอบแค่ผิวๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงในเชิงลึก ข้อ 2. การตรวจสอบนั้น จะต้องมีการตรวจสอบทั้ง 2 ด้าน ด้านแรกคือ จะต้องไม่ตรวจสอบเพียงตัวเลขหุ้น หรือสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น แต่ควรจะต้องตรวจสอบลึกลงไปถึงอำนาจการบริหารงานที่แท้จริง ผู้ที่ได้รับเงินปันผล หรือกำไรที่แท้จริง รวมทั้งการถือหุ้นแทน หรือนอมินีด้วย

ส่วนด้านที่สองคือ การตรวจสอบในเชิงลึก ไม่ใช่การตรวจสอบชั้นเดียวแค่ผิวๆ เช่น ที่มาของเงินในการถือหุ้น หรือปัจจุบันมีการถือหุ้นไขว้กันในหลายบริษัท ทำให้ไม่สามารถรู้เจ้าของที่แท้จริงได้ เพราะถ้าตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ ความชัดเจนว่าบริษัทไหนเป็นไทยแท้ ไทยเทียม หรือต่างด้าวก็จะชัดขึ้น

อย่างไร ก็ตาม เมื่อในช่วงที่ผ่านมา พ.ร.บ.ของเรามีช่องโหว่ เมื่อมีการแก้ไขการประกาศใช้ก็ต้องให้โอกาสภาคธุรกิจปรับตัวด้วย โดยเมื่อประกาศใช้อาจจะมีบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบการเดิมปรับตัว เช่น อาจจะให้เวลา 1-2 ปีในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขกฎหมายไม่สร้างปัญหาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ขณะ เดียวกัน ควรจะมีการผ่อนคลายการเปิดเสรีในภาคบริการ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ ที่เรายังต้องการเงินทุนและเทคโนโลยีของต่างชาติด้วย.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 08:00 น.

“บรรยงค์” เย้ย “อลงกรณ์” ส่งไม้ตำรวจสืบต่อดีแทคต่างด้าวหรือไม่

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 20:45 น.

“บรรยงค์” เย้ย “อลงกรณ์” ส่งไม้ตำรวจสืบต่อดีแทคต่างด้าวหรือไม่.

Pic_187572

“บรรยงค์” เอาจริง ขัดคำสั่ง “อลงกรณ์” ไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษดีแทค แค่ส่งไม้ตำรวจสืบสวนสอบสวนต่อ ยันไม่มีอำนาจล้วงลูก และยังเป็นคดีอาญาร้ายแรง จะกล่าวโทษต้องมีข้อมูลชัดก่อน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมไม่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทคว่าเป็นต่างด้าว ตามที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ได้สั่งการ และให้แจ้งผลภายใน 7 วัน หรือภายในวันที่ 19 ก.ค. แต่ได้ส่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานะของดีแทค ของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง มีตนเป็นประธาน ไปให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม และขอให้แจ้งผลการสืบสวนมายังกรมฯ หากปรากฏว่า ดีแทค นิติบุคคล และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าข่ายกระทำความผิดจริง และหากพนักงานสอบสวนประสงค์จะให้มีการร้องทุกข์ กรมฯ ก็พร้อมที่จะดำเนินการ

สำหรับเหตุผลที่กรมฯ ยืนยันส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนต่อไป เพราะเห็นว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ชัดเจนว่า พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ และใช้ดุลพินิจสอบข้อเท็จจริงได้อิสระ และไม่ให้อำนาจรัฐมนตรีสั่งการวินิจฉัยให้แตกต่างจากที่คณะทำงานฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายสรุปออกมา

นอกจากนี้ การที่นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษารมช.พาณิชย์ ได้เข้ามาตรวจสอบรายงานผลการตรวจสอบของคณะทำงานฯ ตามคำสั่งของนายอลงกรณ์นั้น ตามกฎหมายถือว่า นายสัญญาไม่ได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่มีอำนาจใดๆ มาตรวจสอบ ดังนั้น รายงานผลการตรวจสอบของนายสัญญาก็ไม่อาจรับฟังได้ หรือแม้จะรับฟังได้ ก็ไม่เห็นด้วย เพราะการดำเนินคดีกล่าวโทษนิติบุคคล หรือบุคคล ที่มีโทษทางอาญาร้ายแรง ควรจะมีหลักฐานชัดเจน

“การตัดสินใจดังกล่าว เป็นความจำเป็นที่จะต้องรักษาองค์กรให้มีความสง่างาม ต้องเลือกรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม รักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรี มากกว่าการคิดถึงแต่ตำแหน่งอธิบดี และปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อเอาใจนักการเมือง และพร้อมที่จะรับผิดชอบกับการกระทำในครั้งนี้ โดยได้รายงานผลการดำเนินการให้นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทราบแล้ว และคิดว่านายยรรยงคงรายงานให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และนายอลงกรณ์รับทราบแล้วเช่นเดียวกัน” นายบรรยงค์  กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 20:45 น.

“ดามพ์ เทสโก้” เสียบดีแทคแทน “ธนา”

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

“ดามพ์ เทสโก้” เสียบดีแทคแทน “ธนา”.

Pic_187364

เลือก ดามพ์ สุคนธทรัพย์ ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กรของดีแทค แทน ธนา เธียรอัจฉริยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่สุดนายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ก็ได้ข้อสรุปในการเลือกนายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจห้างเทสโก้ โลตัส เข้ามาดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กรของดีแทค แทนนายธนา เธียรอัจฉริยะ แล้ว โดยคาดว่านายดามพ์จะเข้ารับตำแหน่งในเดือน ส.ค. ที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ ตำแหน่งของนายดามพ์ นับเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความสำคัญต่อการเข้ามาแก้ปัญหามากมายที่บริษัทกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทั้งการขออนุมัติให้บริการ 3 จีบนคลื่นเดิมเชิงพาณิชย์ที่ยังติดขัดอันเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในฐานะคู่สัญญา การถูกฟ้องร้องข้อหาแจ้งสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเป็นเท็จ รวมทั้งการฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของบรรดาพนักงาน หลังจากที่ตำแหน่งผู้บริหารหลักๆ ที่เป็นสัดส่วนคนไทยลดลงต่อเนื่อง จนนายจอน เอ็ดดี้ ต้องรีบแต่งตั้งผู้บริหารไทยเข้าเสริมทัพเพิ่มเติม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

“นที”คลี่ปมโทรคมนาคมไทย ประเทศเสียโอกาสบนเส้นทางความขัดแย้ง

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

27 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

“นที”คลี่ปมโทรคมนาคมไทย ประเทศเสียโอกาสบนเส้นทางความขัดแย้ง.

Pic_181867

หลังจาก “ศาลปกครอง” ประกาศคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี มาตั้งแต่เดือน ก.ย.2553 ที่ผ่านมา

ความสับสนวุ่นวายในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทย ทั้งความพยายามในการแก้ไขสัญญาสัมปทานเดิม การดิ้นรนของผู้ประกอบการมือถือในการเปิดพื้นที่หาสัญญาสัมปทานใหม่ และปัญหาการฟ้องร้องระหว่างภาคเอกชนก็ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ

ศึกล่าสุดเป็นของ 2 ค่ายผู้ให้บริการ ระหว่าง บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” ที่เกิดขึ้นอย่างร้อนแรง ในช่วงตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

เริ่มจาก “ดีแทค” ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า “สัญญาการ ให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3 จี บนโครงข่าย CDMA ที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทำกับกลุ่มทรู” ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรูเดินหน้า 3 จี เต็มรูปแบบอย่างที่หวังไว้

ขณะที่กลุ่มทรูก็เดินหมาก “เอาคืน” ดีแทคอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยการรวบรวมหลักฐานยื่นฟ้องต่อกองบังคับการกองปราบปราม, กระ-ทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ดีแทคเป็น “บริษัทต่างด้าว” ที่ละเมิดกฎหมายไทย ทำเอาดีแทคนั่งไม่ติด เพราะ หากพบว่า “ผิดจริง” มีหวังต้อง “แพ็กกระเป๋ากลับบ้าน”

ภาคธุรกิจเปลี่ยนโฉมหน้าจากการแข่งขันกันด้วยการให้บริการ เป็นการเปิดฉากงัดกฎหมายฟาดฟันกันตรงๆ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริโภคต่างมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างงงงัน!!!

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางการทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรงของภาค เอกชน และขาดองค์กรที่จะเป็นผู้ตัดสินปัญหา และกำกับดูแลที่ชัดเจน

“ทีมเศรษฐกิจ” ในฐานะผู้บริโภคยังค้นพบความจริงอีก ประการว่า คุณภาพการให้บริการของทุกค่ายมือถือได้ลดลงอย่าง ต่อเนื่อง ปัญหาโทร.ออกยาก สัญญาณหาย สายหลุด ต่อไม่ติด กลายเป็นปัญหาเรื้อรังกระทบต่อการใช้งานของลูกค้ามือถือที่มี อยู่กว่า 70 ล้านเลขหมาย

เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมองผ่านสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ด้วยความ หวังว่าจะได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอให้ “พ.อ. นที ศุกลรัตน์” รักษาการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ 1 ใน 44 ผู้เข้า ชิงตำแหน่ง กสทช.ที่สำนักงานเลขาวุฒิสภา จะเสนอรายชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) คัดเลือกในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ให้ความกระจ่างเรื่องนี้

ถาม : อะไรคือต้นตอของปัญหาความสับสนวุ่นวายใน กิจการโทรคมนาคมประเทศในขณะนี้?

ตอบ : สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยพลาดหวังจากการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี และใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกกะเฮิตรซ์ (GHz) ที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ (กทช.) พยายามผลักดันให้เกิด ขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นความพยายามในการหาทางออกให้กับโทรคมนาคม ของประเทศ เพื่อปลดล็อกปัญหาสัญญาสัมปทานที่มีอยู่เดิม

แต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่ทุกคนทราบดี บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครอง ให้ระงับการเปิดประมูล เพราะเห็นว่า กทช.ไม่มี อำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่และเปิดประมูลใบอนุญาต จะต้อง รอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ทำให้การประมูลถูกระงับไปในที่สุด

เมื่อ กทช.ไม่สามารถเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ ขณะที่กฎหมายเดิมก็ไม่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาปรับเปลี่ยนหรือแปรสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาตได้อีก ประกอบกับสัมปทานของบรรดาผู้ประกอบการกำลังทยอย สิ้นสุดลง โดยทรูมูฟ จำกัด เหลือสัมปทาน 2 ปี สิ้นสุดปี 2556 บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เหลือ 5 ปี สิ้นสุดปี 2558 และดีแทค เหลืออายุสัญญา 7 ปี สิ้นสุดปี 2560

“เอกชนทุกรายจึงตกอยู่ในสภาวะหลังพิงฝา ไม่รู้อนาคตว่าเมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ 70 ล้านราย จะได้รับผลกระทบหรือไม่”

เหตุนี้ ทุกค่ายจึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะเปิดให้บริการ 3 จี เป็นรายแรก ทุกรายจึงต้องดิ้นรนหาทางออกให้กับตัวเองทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน โดยสัญญาการให้บริการ 3 จี รูปแบบใหม่ระหว่าง กสท และทรู ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทรูจะหมด อายุสัมปทานรายแรก ถึงต้องดิ้นรนหาทางออกพยายามเล็ดลอดช่องทางที่คิดว่ากฎหมายให้ทำได้

ถาม : ผลพวงที่ไม่สามารถเปิดประมูล 3 จี ทำให้ผู้บริโภค เผชิญปัญหาคุณภาพบริการมือถือที่ลดลง

ตอบ : กทช.เข้าใจและตระหนักถึงคุณภาพการให้บริการที่ถดถอยลงอย่างมากในช่วงนี้ แต่ก็ต้องเข้าใจผู้ให้บริการเช่นกันเมื่อไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้เพิ่มเติม คลื่นความถี่เดิมก็ไม่เพียงพอต่อความ ต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการให้บริการข้อมูล (Data) ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากตามความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือ (Mobile internet) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้ ความนิยมในกระแสโซเชียล เน็ตเวิร์ก หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในประ-เทศไทยเพิ่มขึ้นเร็วมาก มีคนใช้มากถึง 12 ล้านคนแล้ว เป็นสมาชิกเฟซบุ๊ก 10 ล้านคน โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ 1 ล้านข้อความต่อวัน จัดเป็นประเทศที่ใช้เครือข่ายออนไลน์มากที่สุดเป็นอันดับที่ 18 ของโลกแล้วในปัจจุบัน

รายได้ส่วนนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีสัดส่วนกว่า 30% ของรายได้ทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทุกค่ายถึงต้องเจียดช่องสัญญาณ เจียดคลื่นที่มีอยู่ไปใช้ในบริการที่เป็น Data Application มากขึ้น จนส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวม

อย่างไรก็ตาม แม้ทางออกในเรื่องนี้คือ การให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิมไปก่อน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการลงทุนอุปกรณ์ที่มี ราคาแพงกว่าอุปกรณ์บนคลื่น 2.1 GHz ซึ่งเป็น คลื่นมาตรฐานและมีผู้ใช้แพร่หลาย การลงทุนดังกล่าวยังติดเงื่อนไขตามสัญญาปัจจุบันที่เป็นแบบ Built-Transfer-Operate (BTO) ซึ่งเมื่อลงทุนปรับปรุงโครงข่ายแล้วต้องโอนให้แก่รัฐที่เป็นเจ้าของสัมปทาน แต่เมื่ออายุสัญญาสัมปทานทุกค่ายเหลือเพียงไม่กี่ปี การลงทุนบนโครงข่ายเดิมจึงไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก

“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกค่ายเลือกที่จะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า บางรายมีการขนเงินกลับไปให้บริษัทแม่ คุณภาพการให้บริการในโครงข่ายเดิมที่เป็น 2 จี จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังอยู่ในระดับมาตรฐานที่ กทช.รับได้”

ถาม : แล้ว กสทช.จะมีทางออกในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้อย่างไร

ตอบ : ในฐานะรักษาการ ผมบอกได้เลยว่าเราทำอะไรได้ไม่มากนัก ต้องรอให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการ กสทช.” เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาอีกไม่เกิน 180 วัน หรือราวเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ การคัดเลือกกรรมการ กสทช.ชุดใหม่น่าจะเสร็จสิ้นลงได้

แต่การประมูลใบอนุญาต 3 จี คงต้องใช้เวลามากกว่านั้น ขบวนการประมูลคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี เพราะ กสทช.ชุดใหม่ต้องจัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการประมูล 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้

ส่วนแนวคิดที่จะก้าวข้ามผ่านไปสู่การประมูล 4 จี เพื่อป้องกันการเสียโอกาสซ้ำซ้อนนั้น หากมองในระยะใกล้คงเป็นเรื่องยากน่าจะใช้เวลาอีกราว 5 ปี เพราะขณะนี้ราคาอุปกรณ์และสมาร์ทโฟนสำหรับ 4 จี ยังแพง และยังไม่แพร่หลาย ต่างจากสมาร์ทโฟน 3 จี และ 3.9 จี ที่มีราคาถูกมีเงิน 3,000-5,000 บาท ก็สามารถซื้อหาได้

“ยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ขณะนี้เราไม่มีโอกาสนำคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ต้องปล่อยโอกาสของประเทศไทยไว้อย่างนั้น ขณะที่ประชาชนไม่ได้รับบริการที่ดี แต่เราเองก็ทำอะไรไม่ได้ต้องเฝ้ารอให้มีการจัดตั้งองค์กร กสทช.ใหม่แล้วเท่านั้น”

ถาม : ปัญหาความขัดแย้งของผู้ให้บริการ ในฐานะรักษาการ กสทช. มองสัญญาระหว่าง กสท กับทรู ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการวิพากษ์อย่างหนักอย่างไร

ตอบ : มองเผินๆ สัญญาระหว่างทรูกับ กสท นั้น คล้ายกับระบบ สัมปทานเดิม เพราะรัฐยังคงมีบทบาทในการควบคุม แม้จะทำในลักษณะสัญญาค้าส่ง-ค้าปลีก (Wholesale-Reseller) ก็ตาม ซึ่งกรณีอาจจะ ต้องทำความเข้าใจทรูเขาด้วย เพราะอย่างที่รู้เขาไม่มีทางเลือกอื่นอายุ สัมปทานเก่าเหลือเพียง 2 ปี จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้สามารถให้บริการได้ต่อ

แม้สัญญาใหม่นี้ทรูอาจดูเหมือนได้ต่อลมหายใจออกไปอีก แต่ถ้ามองลงไปอีก สัญญาที่ทำกันในลักษณะนี้ไม่มีความคล่องตัวและไม่ได้ส่งเสริมการแข่งขันมากนัก แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ทรูถึงต้องยอมดำเนินการในรูปแบบนี้ไปก่อน

แต่หากมีการเปิดประมูลใบอนุญาตใหม่เชื่อว่าทรูจะต้องเข้าร่วมแน่ เพราะความคล่องตัวในการทำธุรกิจมีมากกว่า สร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมมากกว่า ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกสัมปทานอย่างแท้จริง

“การหาวิธีการเพื่อประกอบกิจการต่อไปนั้น หากยังมีความคลุมเครือ เป็นเรื่องใต้โต๊ะ ไม่นำขึ้นมาบนโต๊ะ ก็คงไม่ใช่ การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมและไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คงว่าใครไม่ได้ ทุกคนต่างต้อง หาทางออกเพื่อความอยู่รอด”

อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปถ้ามีการประมูล 3 จี เกิดขึ้น เรามีการประเมินกันว่าจะมีเงินไหลเข้ารัฐเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่น้อยกว่า 40,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนของภาครัฐ แต่วันนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป หน่วยงานรัฐกลับตัดสินใจที่จะลงทุนเอง ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล โดยให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง กสท โทรคมนาคม ลงทุน 3 จีเอง กลายเป็นว่าแทนที่รัฐจะได้ “ค่าต๋ง” ก็กลับต้องควักเนื้อ

สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไทย “ย่ำอยู่กับที่”!!!

ถาม : กสทช.มีการตรวจสอบความถูกต้องของสัญญาเหล่านี้ อย่างไรบ้าง?

ตอบ : ก่อนหน้านี้ สำนักงาน กสทช.ได้มีการตรวจสอบสัญญา ดังกล่าวและมีข้อสรุปบางประการออกมา แต่บอร์ด กสทช.เห็นว่าสิ่งที่สำนักงานฯดำเนินการไป เป็นการตรวจสอบที่เกินเลยไปกว่าอำนาจ เกินกว่ากฎหมายที่เรามีอยู่ เพราะเราไม่มีอำนาจไปตรวจ ว่าสัญญานี้ถูกหรือผิด และมีการปฏิบัติตามกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ หรือตรวจสอบว่าเป็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์กับทรูหรือไม่

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการล่าสุด เราถึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดำเนินการตรวจสอบใหม่และกำหนดกรอบในการตรวจสอบตามขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เราจะตรวจสอบสัญญาภายใต้กรอบ 2 ประการ ได้แก่ การตรวจสอบว่าสัญญาดังกล่าว บิดเบือนการแข่งขันหรือไม่ และละเมิดต่อมาตรา 46 ที่ห้ามไม่ให้
ผู้รับใบอนุญาตนำคลื่นไปให้คนอื่นใช้ หรือไม่เท่านั้น

ส่วนเรื่องการขอนำเข้าอุปกรณ์มาเพื่อติดตั้ง อัพเกรดโครงข่ายจากซีดีเอ็มเอเป็นเอชเอสพีเอ 3 จี ภายใต้สัญญาระหว่าง กสท และทรู ฉบับนี้ ซึ่งมีข้อกังขาว่า กสทช.ดึงเรื่อง ไม่ยอมอนุมัติเพราะขุ่นเคือง กสท ที่ไปฟ้องระงับประมูล 3 จีนั้น ต้องขอชี้แจงตรงนี้ว่า ไม่มีเลย

“เรื่องการขออนุมัตินำเข้าอุปกรณ์นั้น กสทช.จะพิจารณาเฉพาะในกรอบกฎหมายที่เรามีอยู่ ผู้ขอนำเข้าอุปกรณ์เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ อุปกรณ์ที่ขอนำเข้าได้มาตรฐานตาม ประกาศหรือไม่อย่างไรเท่านั้นอย่างกรณีนี้ ส่วนตัวเห็นว่าต้องอนุมัติ ให้นำเข้า เพราะหากพิจารณาแล้วไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 ก็ไม่มีเหตุให้ต้องฉุดรั้งไว้”

อย่างไรก็ตาม การอนุมัติต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า กสท ต้องยอมรับความเสี่ยงเอง หากที่สุดแล้วสัญญาถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย หรือเป็นโมฆะอุปกรณ์ที่ขอนำเข้าเหล่านี้ก็ต้องเลิกใช้ถือเป็นของเถื่อนหมด

ถาม : ขณะนี้ใน “ธุรกิจโทรคมนาคม” กำลังมีการฟ้องร้องกันในเรื่องการเป็น “บริษัทต่างด้าว”

ตอบ : ผมว่าธุรกิจโทรคมนาคมจะใช้ความเป็นชาตินิยมมาตัดสินไม่ได้ เพราะเป็น ธุรกิจสากล การที่เอกชนไปลงทุนในหลายๆ ประเทศ เป็นเพราะต้องการลดต้นทุนลง อีกทั้ง ในปี 2558 เราจะเปิดเสรีโทรคมนาคมอาเซียนอยู่แล้ว ถ้ารัฐวิสาหกิจไทย เอกชนไทยไม่แข็งแกร่ง ก็จะไม่สามารถแข่งขันได้

บริษัทโทรคมนาคมที่เป็นรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศ เช่น นอร์เวย์ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ต่างขยับขยายไปลงทุนในต่างประเทศทั้งนั้น เว้นแต่รัฐวิสาหกิจไทย ที่ไม่เคยขยับขยาย เพราะได้รับการปกป้องมากเกินไป สบายและไม่พร้อมแข่งขัน คอยแต่มัดมือมัดเท้าเอกชน

เรื่องการพิจารณาการถือหุ้นของคนต่างด้าวนั้น กสทช.ยึดหลักตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดวิธีการตรวจสอบเฉพาะที่จดแจ้งไว้ที่กระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกลงไปถึงการถือหุ้นแทนหรือนอมินีหรือไม่

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่อยู่ในระบบโทรคมนาคมของไทยต้องปรับตัวและเตรียมตัวที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันที่เป็นมาตรฐานสากล ถ้าแข่งขันไม่ได้ ก็อยู่ในธุรกิจนี้ไม่ได้ ไม่ใช่หยุดทุกอย่างไว้เพียง เพราะรัฐวิสาหกิจของรัฐยังไม่พร้อมแข่งขัน และทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้

“ตราบใดก็ตาม ถ้าการแข่งขันไม่เกิดขึ้น องค์กรกำกับดูแลก็ต้องสร้างกฎ กติกาให้มีการแข่งขัน สร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานไปสู่ใบอนุญาตที่ราบรื่น แต่ในขณะนี้ยังทำไม่สำเร็จ”

ถาม : สุดท้าย อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การรักษาวงโคจรดาวเทียมที่ถือเป็นสมบัติของประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเราอาจต้องสูญเสียไป และ กสทช.ถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความร่วมมือ

ตอบ : ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมนั้นถือเป็นสมบัติของประเทศ เป็นเหมือนผืนแผ่นดินของเรา เราคงปล่อยให้สูญเสียไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงไอซีทีจะต้องหาทางเจรจามา ในส่วน ของ กสทช.นั้นกฎหมายกำหนดให้เราเป็นเพียงผู้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมเท่านั้น

ในแง่ของใบอนุญาตนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย หากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องของประเทศที่เราจำเป็นต้องรักษาไว้ หากรัฐสามารถไป เจรจาเช่าดาวเทียมที่อยู่ใกล้เคียงมาได้ กสทช.ก็พร้อมจะออกใบอนุญาตชั่วคราวเพื่อความมั่นคงให้ได้ ส่วนระยะยาวในเรื่องใบอนุญาตในเชิง พาณิชย์จะเอาอย่างไรค่อยไปว่ากัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ กสทช.เลย

ทั้งหมดนี้ เป็นภาพสะท้อนของกิจการโทรคมนาคมไทยในภาวะสุญญากาศ ซึ่งยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนว่าจะเป็น อย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าเวลาแต่ละวินาทีผ่านไป คือการสูญเสียโอกาสและล้าหลังของประเทศไทยในสังคมโลก.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 27 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

อสส.ยันสัญญา3 จี “กสท-ทรู” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 23:00 น.

อสส.ยันสัญญา3 จี “กสท-ทรู” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน.

Pic_185861

“อัยการสูงสุด” ยันสัญญา3 จี “กสท-ทรู” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน ไม่ขัด พ.ร.บ.กสทช. ขณะที่ “ไอซีที” ยังกังขา ขอส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตีความอีกรอบ และรอผลตัดสินศาลปกครอง เพื่อความชัดเจน …

วันที่ 12 ก.ค. นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงไอซีที ได้ขอหารือสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 54 กรณีการทำสัญญาธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นไปตามขั้นตอน ถูกต้อง ครบถ้วน ครอบคลุมกฎหมาย ของกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน)  และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือตอบกลับมายังกระทรวงไอซีทีแล้ว โดยระบุว่า การทำสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน เพราะเป็นการเช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมตามระเบียบของ กสท ว่าด้วยการพัสดุ โดยวิธีตกลงราคากัน อีกทั้ง กสท มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เป็นเพียงผู้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งเทียบเท่ากับเอกชนรายอื่น ๆ ที่ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ กสท นำคลื่นความถี่ไปจัดสรรให้สัมปทานกับเอกชน และเมื่อ กสทช.ได้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแล้ว การอนุญาตและการประกอบกิจการ จึงไม่ใช่เป็นการใช้ทรัพย์สินของส่วนราชการหรือของหน่วยงานรัฐ ตามพ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 แต่เป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และพ.ร.บ.กสทช.2553

สำหรับการให้ความเห็นเกี่ยวกับการแผนการลงทุนรองรับการทำสัญญาโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ของ กสท วงเงิน 12,000 ล้านบาทนั้น นางจีราวรรณ กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้น 100% เพื่อสอบถามความเห็นในเรื่องของการลงทุน ซึ่งขณะนี้ยังคงรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะเสนอความเห็นให้ รมว.ไอซีทีพิจารณา เพื่อนำเสนอต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แม้กระทรวงไอซีทีจะได้รับหนังสือตอบกลับจากอัยการสูงสุด ที่ลงนามโดยนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แล้วก็ตาม แต่ยังคงมีข้อกังขาว่า ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน ตามบทนิยามว่า “ร่วมงานหรือดำเนินการ” ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 อย่างไร เนื่องจากการดำเนินการให้บริการ 3 จี ถ้าจะให้สำเร็จผลเปิดให้บริการได้ กสท จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตการนำเข้าและติดตั้งอุปกรณ์ จาก กสทช. แล้วนำใบอนุญาตนั้น มาให้กลุ่มบริษัททรู นำเข้าอุปกรณ์ แล้วมาติดตั้ง เพื่อให้ กสท เช่าใช้เครื่องและอุปกรณ์อีกทอดหนึ่ง ฉะนั้น จึงเตรียมที่จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงรอผลการตัดสินชี้ขาดของศาลปกครองด้วย จากที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้องร้อง กสท ว่า สัญญาดังกล่าวไม่เป็นตามกฎหมาย พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นที่สิ้นสุดของการตรวจสอบสัญญาฉบับดังกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 23:00 น.

พบพฤติกรรมนอมินี จ่อฟันดีแทค เข้าข่ายต่างด้าว

Published กรกฎาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.
พบพฤติกรรมนอมินี จ่อฟันดีแทค เข้าข่ายต่างด้าว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183834

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผย สรุปผลตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้น ‘ดีแทค’ พบเข้าข่ายเป็นบริษัทต่างด้าว หลังพบพฤติกรรมนอมินีชัดเจน ส่งตำรวจสอบเชิงลึกต่อไป โดยเน้นประเด็นเส้นทางการเงินที่นำมาซื้อหุ้น…

เมื่อ วันที่ 4 ก.ค. นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานฯ ในชั้นนี้ยังฟันธงไม่ได้ 100% ว่าดีแทคเป็นบริษัทต่างด้าว แต่มีข้อเท็จจริงหลายส่วนที่มีมูลว่าอาจมีคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) หรือ ร่วมมือกับคนต่างด้าวทำธุรกิจ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งรายละเอียดการสอบสวนทั้งหมดให้กับเจ้า หน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบสวนเชิงลึกต่อไปภายในวันที่ 5 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ถือหุ้นของดีแทคในลำดับชั้นถัดไป จากบริษัท ไทย เทลโก โฮลดิ้ง มีข้อสงสัยว่าจะว่า มีการถือหุ้นแทน เพราะเงินที่ซื้อหุ้น เป็นการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ซึ่งหากเป็นนักลงทุนไทยจริง ทำไมไม่กู้เงินในประเทศ ซึ่งคณะทำงานฯ ไม่สามารถตรวจสอบเชิงลึกได้ว่าการกู้เงินตรงนี้เป็นอย่างไร การโอนเงินส่งเงินเป็นอย่างไร หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กู้กับผู้ให้กู้เป็นอย่างไร เพราะมีเรื่องต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง

“เราพยายามหาข้อมูลให้รอบ ด้าน แต่ผู้ที่ถือหุ้นในลำดับชั้นถัดๆ ไปของดีแทคที่เราเชิญมา เขาไม่มาให้ข้อมูล ซึ่งผลจากการตรวจสอบข้อมูลที่มีอยู่ ก็พบว่ามีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าจะถือหุ้นแทน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น เราทำได้มาพอสมควร แต่ด้านลึกไปไม่ได้ ต้องส่งให้ตำรวจต่อยอดต่อไป แค่เอาประเด็นที่เราตั้งข้อสงสัยไปสอบต่อ”

ปลัด กระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นที่คณะทำงานฯ ตรวจสอบพบคือ ผู้ถือหุ้นในลำดับชั้นถัดไปของดีแทค ที่มีการซื้อหุ้นได้มีการนำเงินจากต่างประเทศ เข้ามาซื้อหุ้น และเงินที่นำมาซื้อหุ้นนั้น มีข้อสงสัยว่ามาจากแหล่งเดียวกัน จึงได้สรุปผลสอบกรณีดังกล่าวออกมาว่า น่าจะเข้าข่ายผิด มาตรา 36 ว่าด้วยการเป็นนอมินี เพราะมีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และ ช่วยคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งเป็นธุรกิจในบัญชีที่ห้ามคนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจ

ขณะที่ เวลา 17.20 น. ดีแทคได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ดีแทค รับทราบคำประกาศของปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่กล่าวว่าคณะทำงานตรวจสอบไม่สามารถชี้ชัดข้อสรุปในการตรวจสอบข้อมูลเบื้อง ต้นได้ โดยคณะทำงานได้พิจารณาส่งข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนใน เชิงลึกต่อไป ดีแทคขอยืนยันว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของไทยทุกประการ

ด้าน เทเลนอร์กรุ๊ป ได้ออกแถลงการณ์ของเทเลนอร์ กรุ๊ป อันเกี่ยวเนื่องกับผลการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของดีแทค เทเลนอร์ กรุ๊ป รับทราบถึงความคิดเห็นของปลัดกระทรวงพาณิชย์อันเกี่ยวเนื่องกับการถือหุ้น ของเทเลนอร์ กรุ๊ป ในดีแทคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ตระหนักดีว่าคณะทำงานตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของดีแทคไม่สามารถชี้ชัดถึง ผลการตรวจสอบได้และจำเป็นต้องพิจารณาส่งเรื่องให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป

เทเลนอร์ กรุ๊ป ใคร่ขอย้ำจุดยืนว่าการถือหุ้นของเทเลนอร์ กรุ๊ป ในดีแทคเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบในประเทศไทย ทั้งนี้ เทเลนอร์ กรุ๊ป เคารพต่อกระบวนการการสอบสวนของคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายสำหรับการสอบสวนใน ครั้งนี้ โดยมีความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายของประเทศ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใสและยุติธรรมโดยไม่ถูกแทรกแซง เพื่อป้องกันผลกระทบในแง่ลบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย

เทเลนอร์ กรุ๊ป ยังคงย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการผลักดันให้เกิดการพัฒนาใน อุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยเพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภคชาวไทย และขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างสรรค์สภาวะที่เอื้อต่อการลงทุนและการ แข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

tags:
กระทรวงพาณิชย์ ดีแทค ต่างด้าว นอมินี ยรรยง พวงราช โทรคมนาคม ทรู

“กสท”เผยทรูมูฟเดินหน้าให้บริการ 3 จีได้

Published กรกฎาคม 3, 2011 by SoClaimon

.

Pic_183177

 

กจญ.กสท เผยทรูมูฟเดินหน้าให้บริการ 3 จีได้ หลัง กสทช.อนุมัติให้ติดตั้งอุปกรณ์ HSPA ขณะที่ดีแทค เฝ้ารอผลจากอัยการ ยันแม้เปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่เปลี่ยน ก็ชี้แจงสัญญาทรู-กสท และแผนลงทุน 12,000 ล้านบาทได้…

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2554 นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุมัติให้บริษัท ทรูมูฟ จำกัด สามารถติดตั้งอุปกรณ์เอชเอสพีเอ เพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 454 สถานีนั้น ทางทรูมูฟ สามารถที่จะเดินหน้าเปิดให้บริการได้ทันที ที่การติดตั้งแล้วเสร็จ เพราะเป็นการให้บริการแบบไม่เชิงพาณิชย์ ส่วนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ที่จะเปิดให้บริการ 3 จี ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ (HSPA) เชิงพาณิชย์นั้น ก็คงต้องให้สำนักงานอัยการสูงสุด ทำหนังสือแจ้งมายัง กสท ว่า ดีแทคสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องรอหนังสือจากอัยการก่อน

กจญ.บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวต่อว่า ส่วนการเปลี่ยนอุปกรณ์ซีดีเอ็มเอ (CDMA) เป็นเอชเอสพีเอของ กสท นั้น ก็คงต้องรอใบอนุญาตนำเข้าและติดตั้งจาก กสทช.หลังจากก็จะเริ่มติดตั้งให้ได้ 1,000 สถานีฐาน เพื่อเปิดให้บริการได้ภายในเดือนส.ค.นี้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังเลือกตั้งหรือไม่เปลี่ยนก็ตาม กสท ก็สามารถที่จะชี้แจงการทำสัญญาธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ เพื่อให้ บริการ 3จี ระหว่าง กสท กับกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงแผนการลงทุนระบบสื่อสัญญาณและเสาวงเงิน 12,000 ล้านบาทในระยะเวลา 14 ปี 6 เดือนได้ เพราะการดำเนินการของกสท เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงได้แน่นอน

นายจิรายุทธ กล่าวด้วยว่า สำหรับความคืบหน้าการลงนามในบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน ในการให้บริการโทรคมนาคมทั้งระบบ ทั้งโทรศัพท์มือถือ ไฟเบอร์ทูเดอะเอ็กซ์ เพื่อให้บริการโทรคมนาคมครบวงจรภายในอาคารบ้านเรือน และอื่น ๆ โดยคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ ในเบื้องต้นจะต้องเจรจารายละเอียดจำนวนเลขหมายในการใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิง) การใช้เสาโทรคมนาคมร่วมกัน การกำหนดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายแบบอินเตอร์คอนเนคชั่นชาร์จ เป็นต้น

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 กรกฎาคม 2554, 17:20 น.

“คลัง” เผย ทีโอทีเตรียมเปิดบริการ 3 จี ในปี54แน่นอน

Published มิถุนายน 19, 2011 by SoClaimon

8 พฤศจิกายน 2553, 20:33 น.
“คลัง” เผย ทีโอทีเตรียมเปิดบริการ 3 จี ในปี54แน่นอน.

Pic_125404

รมว.คลัง เผย ทีโอทีเตรียมเปิดบริการ 3 จี ในกทม.และปริมณฑลช่วงปลายปี 54 และให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศช่วงกลางปี 55

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะความคืบหน้าการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี ของ ทีโอที ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้ได้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในเดือนส.ค. 54 และครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศภายในกลางปี 55 ซึ่งถือว่าเป็นการให้บริการ 3 จีที่เร็วกว่าเดิมที่จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี ขณะเดียวกันจะสอดคล้องกับกรณีที่มีกฎหมายใหม่ที่มีการจัดตั้งองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)เกิดขึ้น

ส่วน กรณีข้อพิพาทระหว่างทีโอที และกสท. กับบริษัทเอกชน ที่มีข้อพิพาทฟ้องร้องดำเนินคดีกันอยู่จำนวนมากนั้นมีความคืบหน้าเกือบทั้ง หมดแล้วโดยเฉพาะคดีของทีโอทีที่คาดว่าจะสรุปรายละเอียดและเสนอให้ ครม.ทราบได้ภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ ขณะที่กรณีของกสท. นั้นได้ดำเนินการไปแล้ว 2 ครั้งเชื่อว่าจะมีข้อสรุปโดยเร็วเช่นกัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 พฤศจิกายน 2553, 20:33 น.

อนุญาโตชี้ขาด ทีโอทีแพ้เอไอเอส ไม่ต้องจ่าย3.1หมื่นล้าน

Published มิถุนายน 2, 2011 by SoClaimon

30 พฤษภาคม 2554, 05:30 น.
อนุญาโตชี้ขาด ทีโอทีแพ้เอไอเอส ไม่ต้องจ่าย3.1หมื่นล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_175092

เอไอเอส ชนะ “ทีโอที” คณะอนุญาโตตุลการชี้ขาดไม่ต้องจ่าย 31,462.51 ล้านบาท เพราะจ่ายเข้ารัฐเหมือนกัน และไม่ต้องนำไปโยงกับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคนละคู่กรณี ขณะที”ทีโอที”มีสิทธิยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุญาโตตุลาการ ได้ชี้ขาดกรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส โดยให้เอไอเอสชนะ ไม่ต้องชำระค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือเพิ่มเติม เป็นเงิน 31,462.51 ล้านบาท ตามที่ทีโอทีเรียกร้อง เนื่องจากเอไอเอส ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมแล้ว เป็นการดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2546 ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทีโอที เพราะเมื่อทีโอทีได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้นั้นแล้ว ก็ต้องนำเงินส่งเป็นรายได้ของกระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน อีกทั้งเอไอเอสไม่ได้ผิดชำระเงินให้ทีโอทีแต่อย่างใด

ฉะนั้นทีโอทีจึงไม่มีสิทธิเรียกให้เอไอเอสชำระหนี้ซ้ำอีกส่วนกรณีที่ทีโอที อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ อม.1/2553 ที่วินิจฉัยว่าการออกกฎหมายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ทำให้รัฐเสียหายนั้น ไม่สามารถนำเอามาผูกผันกับเอไอเอสได้เนื่องจาก ผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาของศาลฎีกา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนละคนกับเอไอเอส ,ข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน ,ทั้งทีโอทีและเอไอเอส ต่างไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว

ทั้งนี้การที่เอไอเอส นำเงินส่วนแบ่งรายได้ 10% ไปชำระภาษีสรรพสามิตนั้น เป็นการดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2546 ซึ่งเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาในวันที่ 23 ม.ค.2550 ครม.จะมีมติให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนั้น ก็ไม่ได้มีผลย้อนหลังให้เอไอเอสต้องชำระเงินค่าสัมปทานเพิ่ม เพราะเป็นการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเท่านั้น นอกจากนี้คณะอนุญาโตตุลาการ ยังมีคำสั่งให้ทีโอที ส่งคืนหนังสือค้ำประกันผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีที่ 17 ให้เอไอเอสด้วย เพราะเอไอเอสไม่ได้ผิดสัญญาและชำระค่าสัมปทานครบถ้วนแล้ว ขณะที่เอไอเอสก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำ ประกันที่ธนาคารเรียกเก็บในระหว่างที่ทีโอที ยังไม่คืนหนังสือค้ำประกันให้

อย่างไรก็ตามหากทีโอที ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลการ ทีโอที สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้มีคำสั่งเพิกถอดคำชี้ขาดได้ ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด แต่ต้องอยู่ในขอบเขตกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น 1.คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาไม่ได้ดำเนินตามกฎหมาย ,สัญญาอนุญาโตตุลการไม่มีผลผูกผันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่พิพาทได้ตกลงกัน ไว้, ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้า หรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตแห่งสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ,องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้เป็นตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ 2.มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ ตามกฎหมาย และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ครม.เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2550 ได้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม และต่อมาเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2553 ศาลฎีกาแผนคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าการออกมติดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนนั้น ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาทีโอที ได้เรียกร้องให้เอไอเอส ชำระค่าสัมปทานเพิ่มเติม เพราะทีโอทีขาดรายได้ในช่วงที่เอไอเอส นำส่วนแบ่งรายได้ 10% ไปจ่ายภาษีสรรพสามิต แต่เอไอเอสไม่ยินยอม จึงนำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้คณะอนุญาโตตุลาการ ได้ชี้ขาดให้บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ในเครือเอไอเอส ชนะบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่เรียกร้องให้ดีพีซี ชำระค่าสัมปทานเพิ่มเติมหลังจากที่ดีพีซีนำรายจากสัญญาสัมปทานส่วนหนึ่งไป จ่ายภาษีสรรพสามิตในช่วงปี 2546-50 คิดเป็นเงิน 3,400 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กสทได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองแล้ว และในกรณีเดียวกันกสทก็ได้เรียกร้องให้ดีแทรและทรูมูฟ ชำระค่าสัมปทานเพิ่มอีก โดยดีแทค คิดเป็นเงิน 21,000ล้านบาท ทรูมูฟ 8,500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาข้อพิพาทของคณะอนุญาตโตตุลาการ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 พฤษภาคม 2554, 05:30 น.
%d bloggers like this: