โซ้ยสุดสัปดาห์

All posts tagged โซ้ยสุดสัปดาห์

ใต้จัด ประหยัดตังค์ ครัวคุณต้อ แกงเหลืองวาไรตี้ แกงไตปลากะทิแซบละมุน

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/life/14174

21 มิถุนายน 2552, 05:00 น.
Pic_14174

อาหารปักษ์ใต้สุดแซบ เข้มข้น กลมกล่อม

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ๊แซบมัวแต่ระเริงตะลอนลงใต้ ไล่ตั้งแต่ชุมพร ไปสุราษฎร์ธานี แอบหนีเที่ยวไม่พอ ยั๊งงงงง …หอบหิ้วความแซบมานำเสนอให้บรรดาแฟนคลับชาวกรุงน้ำลายไหล จนหลายคนแอบบ่นมาถึงหู อยากจะ “หรอยจังฮู้” แต่ ไม่มีเวลาซิ่งไปไกลถึงต้นตำรับ วานเจ๊ช่วยขยับเส้นทางความแซบเข้ามาในกรุงเทพฯ… ขอแบบได้ความเป็นใต้เต็มปากเต็มคำ ถ้าราคาไม่ทำลายสุขภาพกระเป๋าตังค์จะยิ่งดีมั่กๆ!! (หุหุ)

ขาโซ้ยขอมา…เจ๊จัดให้…อย่าได้เสีย!! ร้านที่เจ๊จะแนะนำในวันนี้ตรงตามที่เหล่าแฟนคลับขอมา คือ อร่อยครบเครื่องอาหารใต้ และราคาไม่แพง!!

ชื่อร้าน “ครัวคุณต้อ” เป็นอาหารปักษ์ใต้ แบบตักราด รสชาติจัดจ้าน แต่ทานง่าย โดยคนใต้แท้ๆ “คุณพี่ต้อ” ควบตำแหน่งเจ้าของร้าน และ พ่อครัวในเวลาเดียวกัน “ผมเป็นคนปัตตานีครับ เคยทำงานเกี่ยวกับเคเบิลทีวี แต่พอมาปี 40 เศรษฐกิจมันแย่มาก ก็เลยลาออกจากงาน แล้วก็คิดว่าเราอายุมากพอสมควรแล้ว ไปทำงานบริษัทก็ลำบาก เลยลองมาขายอาหารดู เพราะผมเป็นคนชอบทานอาหาร แล้วก็ทำทานเอง ไม่ชอบทานนอกบ้าน ตอนแรกทำแค่ 8 อย่างเองครับ ลูกค้าก็มาเรื่อยๆ ค่อยๆเพิ่มขึ้นแบบปากต่อปาก ผมก็ค่อยๆเพิ่มอาหารขึ้นมา จนทุกวันนี้มีประมาณ 20 กว่าอย่างแล้วครับ” คุณพี่ต้อปลีกเวลาจากหน้าเตามานั่งเม้าท์กับเจ๊แซบแบบ กันเอ๊ง…กันเอง

อาหารส่วนใหญ่ในร้าน “ครัวคุณต้อ” ไม่ได้แปลกวิจิตรพิสดารกว่าร้านอาหารอื่น เป็นเมนูอาหารใต้แบบชาวบ้านทั่วไป แต่สิ่งที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ประจำร้าน คือ ความใส่ใจในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกวัตถุดิบ จนถึงกระบวนการทำ เมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายไป เรียกว่าคุ้มค่าทุกคำที่โซ้ย!!

ในแต่ละวันคุณพี่ต้อจะมีเมนูพิเศษสลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ให้ซ้ำ ทำให้ ไม่เบื่อ แต่จะมีอยู่ 4-5 เมนู “ขวัญใจประชาชน” ที่จะต้องทำทุกวัน คือ “ขนมจีนน้ำยาใต้” คุณพี่ใช้ปลาน้ำดอกไม้ คัดพิเศษนำมาบดกับเครื่องแกง ใส่กะทิคั้นสด ต้มจนเดือดปรุงรสให้กลมกล่อม น้ำยาของร้านนี้ รสชาติกำลังดี ไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป หม่ำได้ไม่ทำร้ายกระเพาะ


คุณต้อเข้าครัวเองทุกวัน

เมนูต่อมาที่ฮอตฮิตติดชาร์ตขาดร้านไม่ได้ คือ “แกงไตปลา” รสจัด  ชัดเจน  ไม่เหม็นคาว ไตปลาที่ใช้สั่งตรงมาจากชุมพร บ้านเกิดของภรรยา พี่ต้อมีแกงไตปลา 2 ชนิดให้เลือกโซ้ย คือ “แกงไตปลาแบบใส” มีให้หม่ำทุกวัน และ “แกงไตปลากะทิ” มี เฉพาะวันพฤหัสฯ ใครที่เป็นสาวกแกงไตปลา โซ้ยมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ยังไม่เคยลองแบบใส่กะทิ เจ๊ขอแนะนำ รสชาติเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ คุณพี่ต้อใช้กะทิคั้นสดใส่หลังจากที่ต้มไตปลากับเครื่องแกงจนสุกเต็มที่ ความละมุนละไมของกะทิทำให้ความแผดกร้านของเครื่องแกงอ่อนโยนลง กลายเป็นความกลมกล่อมที่สุดแสนจะลงตัว!!

แกงไตปลาทั้ง 2 อย่าง ทางร้านจะไม่ใส่ผักลงไปต้ม แต่จะมีผักสดหลากชนิด เป็นผักพื้นบ้าน หาทานยาก ไม่ว่าจะเป็น “ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมันปู ผักเสม็ด ผักแพว ยอดกระถิน”  และอีกมากมายตามฤดูกาล หนุ่มสาวรักสุขภาพเห็นแล้วต้องถูกใจ พี่ต้อมีให้หม่ำไม่อั้น!!

อีก 3 เมนูหลักที่มีให้หม่ำทุกวัน เป็น “เมนูพักใจ” ไว้โซ้ยเคียงข้างจานแซบ เริ่มจาก “ปลาอินทรีสดทอด” เมนูประจำใจของใครหลายๆคน คุณพี่ต้อสั่งปลาอินทรีสดๆ ใหม่ๆทุกวัน ทอดขายเป็นระยะๆ ถ้ามาถูกจังหวะจะได้หม่ำร้อนๆ อร่อยมั่กๆ!! ปลาเนื้อแน่น หวาน ไม่เหม็นคาว ทอดกรอบกำลังดี ไม่มีอมน้ำมัน หม่ำกันเพลินทั้งขาโซ้ยรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ อร่อยได้ทั้งครอบครัว ถ้าโซ้ยปลายังไม่สะใจต่อด้วย “ปลาแดงคลุกขมิ้นทอดกรอบ” ปลาแดงขนาดกำลังดี สด ใหม่ ไม่คาว คลุกกับเครื่องปรุงและผงขมิ้นจนเข้าเนื้อ นำมาทอดจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับกระเทียมทอดกรอบหอมกรุ่น โดนใจเจ๊แซบอย่างแรง!! เมนูพักใจสุดท้ายสำหรับพลพรรครักน้องหมู คือ “หมูอบ” หมูเนื้อนุ่ม หมักเครื่องปรุง แล้วนำไปอบจนสุก มีน้ำพอขลุกขลิก เหมาะสำหรับหม่ำในช่วงเว้นระยะความร้อนแรงของแกงเผ็ด

ปิดท้ายความจัดจ้านสะท้านใจด้วยเมนูภาคบังคับของอาหารใต้คือ “แกงเหลือง” ถึงเครื่องแกง รสชาติร้อนแรง ถึงอกถึงใจ คุณพี่ต้อมีแกงเหลืองให้หม่ำทุกวันแบบไม่ซ้ำกัน เริ่มจากวัน จันทร์ เป็น “แกงเหลืองยอดมะพร้าว” อังคาร “แกงเหลืองทางคูน” พุธ “แกงเหลืองมะละกอ กุ้ง” พฤหัสฯ “แกงเหลืองหน่อไม้ดอง” (ของโปรดเจ๊…หุหุ) ศุกร์ “แกงเหลืองสับปะรด กุ้ง” ใครอยากลอง “เหลือง” แบบไหนเลือกได้ตามใจชอบ

“ครัวคุณต้อ” เปิด ขายตั้งแต่ตี 5 เอาใจผีเสื้อราตรี ที่ยังมึนๆ ต้องการความแซบกระแทกท้องก่อนกลับบ้าน (หุหุ) อาหารจะค่อยๆทยอยออก และขายไปเรื่อยๆ จนถึงบ่ายสามโมงเย็น ร้านเปิดขายจันทร์-เสาร์ หยุดวันอาทิตย์ ใครที่อ่านแล้วคิดจะไป ขอให้ อดใจรอสักนิสสส์ เปิดมาวันจันทร์ตีห้า เริ่มหม่ำได้ เส้นทางความแซบแบบง่ายๆ ให้ตั้งต้นที่สี่แยกเหม่งจ๋าย ถ้ามาจากศูนย์วัฒนธรรมให้ตรงๆ ผ่านบริษัทกันตนา ตรงไปจนเจอ ทางโค้ง แล้วเลี้ยวซ้ายตามโค้งจะเห็นร้านอยู่ซ้ายมือ หน้าร้านจอดรถไม่ได้ ขอความกรุณาไปกลับรถจอดฝั่งตรงข้าม เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของเจ้าของรถ ถ้าอ่านแล้วยังงง โทร.ถามได้ที่เบอร์ 08-9694- 8005 และ 08-1173-5458 และ 0-2274-2866

สุดท้ายขอเตือนด้วยความห่วงใย…ขาโซ้ยคนไหนที่ยังไม่เคยไป ถ้าหลีกเลี่ยงช่วงเที่ยงได้จะดีมาก…เจ๊ไม่อยากให้แฟนๆต้องไปลำบากรอนาน มันทรมานจิตใจ ไปช่วงสายๆ หรือบ่ายๆ หม่ำสบายกว่ากันเยอะ!!!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 21 มิถุนายน 2552, 05:00 น.

หวนอดีตด้วยปลายลิ้น ขนมด่างป้าวัฒน์ เนื้อนุ่มละมุน รสหวานละไม

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/soi/12689

14 มิถุนายน 2552, 05:00 น.
Pic_12689

ขนมด่างและขนมถ้วย เหนียว..นุ่ม รสกลมกล่อม

10 กว่าปีก่อนโน้นนนนนนนน…(นานมั่กๆ)

เจ๊แซบแอนด์แก๊งเพื่อนสาวเคยไปบุกตะลุยจังหวัดชุมพรกันมาแล้วครั้งหนึ่ง  ในคราวนั้น เดอะแก๊งผู้ไม่ชำนาญทางพากันเดินหลงเข้าไปใน “ตลาดหมอพนัส” ตลาดสดกลางเมืองชุมพร ระหว่างที่เดินมึนๆ งงๆ อยู่นั้น พลันสายตาก็พาดผ่านไปเจอกับแผงขนมเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางแผงผัก ผลไม้ เมื่อ “ความหิว” มาปะทะกับ “ความหอม” (ของขนม) ชาวคณะไม่ รอช้ารีบปรี่เข้ามาที่หน้าร้าน แต่พอเห็นขนมสีเขียวๆที่วางเรียงรายอยู่ก็ถึงกับอึ้งตะลึงงัน…”นี่มันอะไรหว่า…หน้าตาไม่คุ้น” เจ๊แซบจึงต้องสวมวิญญาณน้องนางบ้านนา ชี้แจงแถลงไขให้ เพื่อนสาวชาวกรุง ได้รู้จักกับ “ขนมด่าง” เป็นขนมที่นิยมขายคู่กับขนมถ้วย เนื้อแป้งสีเขียวเนียนนิ่งอยู่ในถ้วย  แต่ถึงจะสีเขียวจัด รสชาติกลับไม่เหม็นเขียวอย่างที่เห็น เนื้อจะนุ่มๆ หยุ่นๆ ไม่มีรสชาติ ต้องราดด้วยน้ำตาลเคี่ยว และโรยงาเล็กน้อยเพิ่มความมัน เจ๊เคยหม่ำมาตั้งแต่ยังเป็นเบบี๊ มามี้ซื้อให้โซ้ยเป็นประจำ แต่ยิ่งโตยิ่งหาทานยาก  จนมาเจอที่ตลาดชุมพร  จำได้ว่า คำแรกที่ตักเข้าปาก…เจ๊ถึงกับน้ำตาซึมด้วยความปีติ…”โอ้วววว…คุณพระ…นี่แหละขนมด่างที่ตามหามานานแสนนาน”  เนื้อแป้งนุ่ม เหนียว เคี้ยวพอสนุก ผสมผสานกับความหวาน หอม ของน้ำตาลเคี่ยวได้ อย่างลงตัวพอเหมาะพอดี รสชาติติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้นตั้งแต่วันนั้นจวบจนวันนี้!!

10 กว่าปีผ่านไป……

มีโอกาสได้กลับมาเยือนจังหวัดชุมพรอีกครั้งครา…เจ๊แซบไม่รอช้า รีบแหวกขี้ตาตื่นแต่เช้าพุ่งตรงไปที่ตลาดหมอพนัส เดินซอกแซกตามหาแผงขนมด่าง เดินไปเดินมาอยู่จนเกือบจะท้อใจ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นซึ้งนึ่งขนมวางเรียงกันอยู่  4-5 แถว ส่งควันโขมง เจ๊แซบรีบตรงเข้าไปจนเห็นถ้วยขนมด่างสีเขียวอร่ามวางเรียงรายเต็มแผง แทงเข้าตาอย่างแรง จนเจ๊ห้ามใจไม่ไหวต้องคว้ามาหม่ำจนหายคิดถึง แล้วค่อยตั้งสติถามหาที่มาที่ไปของความแซบจาก “คุณป้าวัฒน์” ต้นตำรับ ที่แอบหลับอยู่หลังแผง (หุหุ)

“ป้าขายมาไม่นาน …แค่ 10 กว่าปีเอ๊งงงงง… (ไม่นานยังไง?) ป้าทำคนเดียวมาตั้งแต่แรกค่ะ ก่อนหน้านี้ ป้าขายผักที่ตลาด พอลูกหลานเข้ากรุงเทพฯ กันหมด ป้าก็ไม่มีคนช่วยก็เลยเปลี่ยนมาขายขนมแทน พอดีว่าไปซื้อเขากินบ่อยๆ แล้วรู้สึกว่ามันไม่อร่อย เลยคิดทำขายเองค่ะ คือป้าชอบกินขนมด่างมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นขนมที่ชอบมาก เพราะคิดว่าอยากทำก็เลยลองทำ ผสมไปผสมมาจนได้เป็นสูตรของเราเอง” ป้าวัฒน์ สลัดความง่วงแล้วเล่าถึงอดีตให้ เจ๊แซบฟังอย่างอารมณ์ดี

การทำขนมด่าง เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ส่วนผสมของแป้ง น้ำ และน้ำด่าง ต้องได้ สัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ไม่ให้ มันเหนียว หรือนิ่มเกินไป ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ขายมา ป้าวัฒน์ใช้ประสบการณ์ และความชำนาญในการผสม แป้งอย่างแม่นยำ ไม่ได้ทำสูตรหรืออัตราส่วนไว้ให้คนอื่นดู คิดเอง ทำเอง รู้เองอยู่คนเดียว คุณป้าบอกว่าไม่ได้อยาก
เก็บความลับ แต่ “มันบอกไม่ถูก…ไม่รู้จะบอกยังไงจ้ะ” เอาเป็น ว่า ถ้าอยากรู้ต้องไปแอบดูเอาเอง (ฮา)

ป้าวัฒน์ใช้แป้งข้าวเจ้ายี่ห้อประจำ ที่ทำแล้วนุ่มเหนียวกำลังดี ป้าเน้นว่าต้องเป็นยี่ห้อนี้เท่านั้นถึงจะหม่ำมันส์ถึงใจ ใครอยากรู้ว่ายี่ห้ออะไรต้องไปถามเป็นการส่วนตัว (หุหุ)

หลังจากผสมแป้งเหนียวได้ที่แล้ว ค่อยนำมาผสมกับน้ำใบเตย ป้าวัฒน์ใช้ใบเตยตัดสดมาทำความสะอาด หั่น ปั่น และกรอง จนเหลือแต่น้ำแล้วนำมาใส่ในแป้ง คนให้สีเขียวของใบเตยกระจายผสมเป็นเนื้อเดียวกับเนื้อแป้ง แล้วนำมาตักใส่ถ้วยแบบเดียวกับขนมถ้วยแล้วจึงนำไปนึ่งให้สุก


“ป้าวัฒน์”

ตัวเนื้อแป้งขนมด่างอย่างเดียวไม่มีรสชาติ จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆของแป้งและใบเตย เวลาโซ้ยต้องราดด้วยน้ำตาลเคี่ยวเป็นน้ำตาลมะพร้าวอย่างดี ทั้งหวาน ทั้งหอม นำมาเคี่ยวกับน้ำจนเป็นยางมะตูม แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง วางทิ้งไว้ให้เย็น น้ำตาลเคี่ยวของป้าวัฒน์เหนียวกำลังดี หอม หวาน ชื่นใจ จะใส่มากหรือใส่น้อยได้ตามความชอบ

ขาโซ้ยที่นิยม ความมันในการหม่ำ คุณป้ามีงาคั่วใหม่ๆไว้ให้โรยหน้า เป็นงาอย่างดีล้างจนสะอาด และคั่วให้กรอบ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น

แผงขนมป้าวัฒน์เปิดขายทุกวัน ไม่มีวันหยุด นอกจากติดธุระหรือไม่ว่างจริงๆ ถึงจะปิดแผง นอกจากขนมด่างแล้ว ยังมี “ขนมถ้วย” หวาน มัน อร่อยลื่น ชื่นใจ ไว้คอยบริการ เคียงคู่กับขนมด่าง สำหรับใครที่ชอบ “ขนมเทียนใส่ไส้” แนะนำให้ลองชิมสูตรเฉพาะของป้าวัฒน์ แล้วจะติดใจ เนื้อแป้งนุ่ม ไส้เค็มรสชาติเข้มข้น

ป้าวัฒน์เริ่มเปิดแผงความหวานตั้งแต่ ตี 5-11 โมงเช้า แผงตั้งอยู่ในตลาดหมอพนัส ตัวเมืองจังหวัดชุมพร เข้ามาในตลาดถามหาแผงขนมถ้วยขนมด่างป้าวัฒน์ ถ้าเป็นคนพื้นที่ส่วนมากจะรู้จัก หรือถ้าอับจนหาคนชี้แนะไม่ได้ โทร.ถามที่เบอร์ 08-1494-0483 และ 0-7750-4426 ในแต่ละวันป้าทำขนมจำนวนไม่มาก ถ้าต้องการสั่งเยอะๆ ควรโทร.บอกล่วงหน้า 1 วัน เพื่อความชัวร์!

ทุกวันนี้ป้าวัฒน์ยังคงสนุกกับการทำขนมด่างให้คนรุ่นหลังให้ลิ้มลองของดีที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ถึงจะเป็นแผงเล็กๆในตลาด แต่คุณป้ายังรักษามาตรฐานไว้อย่างดี สิบปีก่อนอร่อยยังไง วันนี้ก็ยังอร่อยเหมือนเดิม “ป้าขายขนมด่างจนถึงทุกวันนี้เพราะป้าชอบกินค่ะ ป้าก็ตั้งใจทำให้ของเราอร่อย เพราะเราขายไป…เราก็กินไปด้วยค่ะ”  ยืนยันหนักแน่นขนาดนี้…ต้องไปลองโซ้ยสักทีจะได้ รู้ว่าของเค้าดียังไง!!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 14 มิถุนายน 2552, 05:00 น.

ชุมพรคลาสสิก ฉั่วคุ้ยกี่ ซี่โครงหมูตุ๋นเยื่อไผ่..ชื่นใจที่สุด!

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/soi/11169

7 มิถุนายน 2552, 05:00 น.
Pic_11169

 

อาทิตย์ก่อนโน้น…เจ๊แซบพาขาโซ้ยไปตะลุยสุราษฎร์ธานี  เมืองแห่งคนดีศรีสยาม อาทิตย์นี้ขอย้อนกลับขึ้นมาที่จังหวัด “ชุมพร” เมืองหน้าด่านที่ถือว่าเป็นประตูเปิดสู่ภาคใต้ของประเทศไทย ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก รักความสงบ นิยมความอบอุ่น เจ๊แซบขอแนะนำให้หอบลูก จูงหลาน แอนด์หวานใจมาสัมผัสเสน่ห์อันแสนเรียบง่าย ในบรรยากาศสบายๆ ของชาวใต้ใจดี

จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดเล็กๆ วิถีชีวิตยังไม่ถูกคลื่นความเจริญเข้ามาทำลายมากนัก ในอดีตที่การเดินทางไปใต้ยังไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ชุมพรถือเป็นจุดพักรถ พักคน ก่อนจะเดินทางต่อ บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังคงสภาพเดิมๆ ไม่ได้แต่งเติมจนเกินงาม เหมาะกับการขับรถกินลมชมเมืองไปได้เรื่อยๆ เพลินหูเพลินตา แต่ถ้าต้องการความเพลิดเพลินเจริญกระเพาะแบบชาวชุมพรดั้งเดิม เจ๊แซบขอแนะนำร้าน “ฉั่วคุ้ยกี่” ร้านอาหารสุดคลาสสิกที่ติดใจคนมาหลายยุคหลายสมัย ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ใครผ่านไปผ่านมาเป็นต้องแวะลิ้มลองของเด่นของดีที่ยืนหยัดยาวนานมากว่า 50 ปี!

“ฉั่ว มาจากแซ่ค่ะ แซ่ฉั่ว คุ้ยเป็นชื่อของทวด และกี่ก็แปลว่าความเจริญค่ะ ส่วนพี่ชื่อวันเป็นลูกสะใภ้ สามีพี่เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ที่ดูแลอยู่ตอนนี้สูตรอาหารเราไม่ได้ดัดแปลง หรือเปลี่ยนไปจากเดิมเลยค่ะ เราทำกันมารุ่นต่อรุ่น ทำยังไงเราก็ทำแบบนั้น ทำเหมือนกัน เป็นสูตรของอาเล่าแปะ หรือคนไทยก็จะเรียกทวดค่ะ ตอนนี้คนในครอบครัวก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันดูแลค่ะ” พี่วันลูกสะใภ้ของทายาทรุ่นที่ 3 ได้รับเลือก (แกมเจ๊แซบบังคับ…หุหุ) ให้เป็นตัวแทนของครอบครัวมาเล่าความหลังครั้งอดีต

ร้านฉั่วคุ้ยกี่เป็นร้านเก่าแก่ที่ติดตรึงใจลูกค้าขาหม่ำทั้งขาจร และขาประจำ สร้างคะแนนนิยมด้วยวิธีปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดสายหลายรุ่นหลายสมัย ใครที่ชอบอาหารไทยสไตล์จีน แอบมีอาหารพื้นบ้านปนเล็กน้อยรับรองไม่ผิดหวัง


‘พี่วัน’ ดูแลร้าน

เมนูเด่นๆที่เป็นขวัญใจขาโซ้ยมีมากมาย  แต่ที่ถูกใจเจ๊เป็นพิเศษคือ  “ซี่โครงหมูตุ๋นเยื่อไผ่” ซดชื่นใจ น้ำใส รสว้าน…หวาน

คุณพี่วันในฐานะลูกสะใภ้ชี้แจงแถลงความใสของน้ำซุปแบบฉั่วคุ้ยกี่ เคล็ดลับอยู่ที่  “ความรักเดียวใจเดียว”…หุหุ…คือ ต้องทำทีละถ้วยด้วยความพิถีพิถัน  ตั้งแต่คัดซี่โครงหมูขนาดกำลังดี นำมาล้างทำความสะอาด แยกใส่ถ้วยในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วนำไปตุ๋นจนความหวานของกระดูกหมูค่อยซึมออกมา ใช้เวลาหลายชั่วโมงหน่อย แต่อร่อยแน่ พี่วันและทีมงานในครอบครัวต้องประดิดประดอยซุปแต่ละถ้วยด้วยความใจเย็น เปรียบไปแล้วก็คล้ายกับความรักที่ต้องทุ่มเทให้ทีละคน ไม่ใช่ตุ๋นแบบเหมาๆ รวมๆเป็นหม้อใหญ่ๆ ดูใจแบบหว่านๆ ยังไง้…ยังไง น้ำก็ไม่ใส ซดแล้วไม่ชื่นใจ ถ้าอยากได้น้ำซุปหวานสดชื่นกลืนคล่องคอ ต้องไม่หลายใจ รับประกันว่าอร่อย…ใสชัวร์!! (เจ๊หมายถึงซุปนะจ๊ะ…อย่าคิดลึก…คริคริ)

นอกจากเมนูซดรสหวานสราญจิต มาถึงเมนูสุดฮิตติดชาร์ตของร้านคือ  “ขาหมูหมั่นโถว”  ขาหมูเนื้อนุ่ม  รสเข้มข้น หม่ำคู่กับหมั่นโถวเนื้อเนียน  เหนียว  เคี้ยวหนึบๆ ใครที่ชอบบริโภคอาหารจำพวกแป้งรับประกันต้องติดใจ ของเค้าอร่อยดีจริงๆ กินเปล่ายังเพลิน จิ้มกับน้ำขาหมูก็เจริญกระเพาะ

สำหรับขาโซ้ยที่ชอบรสจัดจ้านขึ้นมาอีกหน่อย เจ๊ขอแนะนำ “ยำ 5 ดาว” เป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปลาหมึกฝอยแห้ง หมูแผ่น เผือก ถั่ว และแถมกุ้งแห้งให้อีกหนึ่งอย่าง นำทุกอย่างไปทอดให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วนำมาคลุกเคล้ากับน้ำยำรสเข้มข้น กลมกล่อม เริ่มตักเข้าปากแล้วไม่อยากจะหยุด (โฮะๆ)

มาฉั่วคุ้ยกี่ทั้งที ถ้าไม่สั่ง “ห้อยจ๊อ แอนด์ แฮ่กึ๊น”  ถือว่ายังมาไม่ถึงร้าน  อาหารสูตรโบราณที่สืบสานมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด รสชาติคลาสสิกสะกิดต่อมหิวตั้งแต่ได้กลิ่น กินแกล้มกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน  หวานอมเปรี้ยว  เคี่ยวด้วยน้ำมะขามเปียก ตัดกันได้ดี ไม่มีเลี่ยน เจ๊แซบสั่งมาวางแป๊บบบบเดียว…หมด!

ต้นเดือนนี้ใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในครอบครัว เจ๊แซบขอแนะนำให้ขับรถพากันมาหม่ำอาหารบ้านๆที่ทำด้วยใจ ด้วยฝีมือคนในครอบครัว ร้าน “ฉั่วคุ้ยกี่” ที่จังหวัดชุมพร จากแยกปฐมพรให้เลี้ยวเข้าตัวเมืองมาประมาณ 8 กิโล จะเจอหอนาฬิกา เลี้ยวซ้าย  ตรงมาประมาณ  200  เมตร  เจอสี่แยกไฟแดงเลี้ยวขวาเข้ามานิดเดียว  จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ  ทางร้านมีห้องจัดเลี้ยง ถ้าต้องการจองโต๊ะ จองห้อง กรุณาโทร.มาสั่งไว้ล่วงหน้า 0-7751-1033 และ 08-7088-9722

เปิดบริการความคลาสสิกตั้งแต่ เวลา 8 โมงครึ่ง ถึง 4 ทุ่มครึ่ง หนึ่งเดือนหยุด 2 วัน ไม่แน่นอน ถ้าไม่อยากมาแล้ว เหวอ กรุณาโทร.เช็กเพื่อความชัวร์!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 7 มิถุนายน 2552, 05:00 น.

ของดีมีวันละกิโล ขนมเบื้องญวน สุอาภา ตลาดพลู ใจกับไฟต้องไปด้วยกัน

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/soi/9548

31 พฤษภาคม 2552, 05:00 น.
Pic_9548

“ของดีมีน้อย ต้องคอยสักครู่” (โฮะ..โฮะ)สโลแกน หรือคำจำกัดความที่เจ๊แซบแอบตั้งให้ “ร้านขนมเบื้องญวน สุอาภา” ของคุณ น้าสุอาภา ณ ตลาดพลู รถเข็นขนาดกะทัดรัดที่จอดอยู่หน้าปากซอยเทอดไท 18 ฝั่งธนฯ คุณน้าขายอยู่แค่ 2 อย่างเท่านั้น คือ ขนมเบื้องญวนแบบกรอบ และแบบไข่ (หรือแบบนิ่ม) ในแต่ ละวันจะทำไม่มาก ผสมแป้งแค่พอขายวันละ 1 กิโล ขายวันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 5 โมงถึง 3 ทุ่ม หมดแล้วหมดกันไม่ทำเพิ่ม สำหรับวันอาทิตย์พิเศษขึ้นมาหน่อย เพิ่มเป็นแป้ง 3 กิโล ขาย 10 ชั่วโมง ตั้งแต่ 11 โมงถึง 3 ทุ่ม แต่ถ้าหมดก่อนก็เก็บร้านกลับบ้าน ใครพลาดไม่ได้หม่ำต้องทำใจ!

“เมื่อก่อนเป็นแม่ขาย ขายมาตั้งนานแล้ว แม่ขายจนถึงอายุ 84 ตอนนั้นเราทำงานตัดเสื้อ เย็บผ้า แต่พอแก่เฒ่าสายตาเราก็เริ่มไม่ค่อยดี เราก็เลยคิดว่าต้องหาอย่างอื่นทำแล้ว เย็บผ้าต่อไปคงไม่ไหว เราก็เลยมาคุยกับแม่ แม่ก็เลยสอนทำขนมเบื้องให้ เป็นสูตรที่แม่บอกว่าจะสอนให้ลูกให้หลานสายเลือดเดียวกันเท่านั้น คนอื่นไม่สอน ใครมาขอก็ไม่ให้ แล้วเราก็เริ่มทำขายตั้งแต่ปี 2530 แล้วก็ หยุดไปเลี้ยงลูก กลับมาขายใหม่ตอน 2536 เราใช้สูตรของแม่มาตลอด ไม่ปรับเปลี่ยนเลย ยกเว้นน้ำจิ้มที่ไม่เน้นหวานเหมือนเมื่อก่อน เราจะทำเป็นเปรี้ยวแทน นอกนั้นเหมือนเดิมหมด” คุณน้าสุอาภาเล่าถึงที่มาที่ไปของ “มรดกรสแซบ”ที่ถือว่าเป็น เคล็ดวิชาลับสุดยอดของครอบครัว

ฐานปฏิบัติการ “ขนมเบื้องญวน” ของคุณน้าเป็นรถเข็นคันขนาดพอดีวางเตาถ่านและกระทะได้สองชุด วางจานใส่เครื่องปรุงและอุปกรณ์ การห่ออีกเล็กน้อยก็ไม่มีพื้นที่ว่างให้วางอย่างอื่น ไม่มีโต๊ะ มีแต่เก้าอี้สำหรับนั่งรอ หรือใครใจร้อนอยากจะโซ้ยแบบกรอบๆ คุณน้าไม่ว่าแต่ไม่มีอุปกรณ์ให้ ต้องใช้ความสามารถในการหม่ำเฉพาะตัว (หุหุ)

เสน่ห์ของขนมเบื้องญวนน้าสุอาภาอยู่ที่ “ความกรอบ” และ “ความกลมกล่อม”

แป้งที่ใช้ไม่ได้พิสดารมหัศจรรย์ เป็นแป้งข้าวเจ้า ผสมน้ำและใส่ขมิ้น ตีจนเนียน เหมือนร้านอื่นทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ “กรอบ” โดนใจ ไม่เหมือนคนอื่น คือ ความชำนาญในการราดแป้ง และประสบการณ์ในการควบคุมความแรงของไฟ

ใครที่เคยไปนั่งเฝ้าหน้าเตาจะรู้ว่าลีลาการราดแป้งใส่กระทะของคุณน้าเรียกได้ว่าเทียบขั้นชั้นเซียน มือซ้ายมือขวาสอดประสานทำงานร่วมกันได้อย่างมืออาชีพ ทั้ง “ราด”  (แป้ง) ทั้ง “ร่อน” (กระทะ) ได้อย่างช่ำชอง แค่นั่งมองยังไม่ได้หม่ำก็ยังเพลิน (หุหุ)

นอกจากความชำนาญในการราดแป้ง ที่ต้องมีการคำนวณอย่างแม่นยำทั้งปริมาณและความหนาบางของแป้งแล้ว “ความร้อนของไฟ” ยังเป็นหัวใจสำคัญของความกรอบ
คุณน้าใช้เตาถ่านเท่านั้น ถึงจะอร่อยหอมกรุ่น เพราะเตาถ่านจะให้ไฟที่ร้อนและแรงสะใจ ระหว่างทอดก็ต้องคอยดูไฟให้ร้อนแรงสม่ำเสมอ คุณน้าต้องใช้สมาธิในการทำแต่ละกระทะอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจกับทุกรายละเอียดอย่างละเมียดละไมและใจเย็น ใครที่เป็นลูกค้าประจำจะรู้ดีว่าถ้าอยากโซ้ยของอร่อยก็ต้องรอ บางคนจะเดินมาสั่งไว้แล้วเดินไปทำธุระอย่างอื่น เรียบร้อยแล้วค่อยเดินมารับ  บางคน  โทร.มาสั่งไว้ล่วงหน้าคุณน้าจะได้มีเวลาประดิษฐ์อย่างเต็มที่ สำหรับลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่เคยแวะเวียนมาหม่ำ ต้องทำใจและคอยสักครู่!!

“ตัวไส้” ของขนมเบื้องญวนร้านนี้มีรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม กินแล้วรู้ทันทีว่าเลือกใช้แต่ของดี และสะอาด คุณน้าใช้เนื้อกุ้งก้ามกราม ผัดกับมะพร้าวขูดฝอย น้ำตาล และเกลือ เป็นสูตรเฉพาะที่ไม่สามารถเปิดเผยให้คนภายนอกรู้ได้ เจ๊แซบแอบถามยังไง้…ยังไงก็ไม่ตอบ

ขนมเบื้องญวนร้านนี้มีให้เลือก 2 แบบ “แบบกรอบ” และ “แบบนิ่ม” ทั้งสองแบบใช้แป้งและไส้ตัวเดียวกัน ขนมเบื้องแบบนิ่มจะเป็นที่นิยมของขาโซ้ยที่อยู่ไกล เพราะซื้อไปตุนไว้ในตู้เย็น อยากหม่ำเมื่อไหร่เอามาอุ่นไมโครเวฟไม่กี่นาที รสชาติดีเหมือนเดิม “บางคนมาซื้อหลายสิบชิ้น เราก็ตกใจเพราะของเราก็ไม่ใช่อันเล็กๆ แต่ พอเขาบอกว่าซื้อไปเก็บไว้กินวันอื่นด้วย เพราะอยู่ไกล มาซื้อบ่อยๆไม่ได้ เราก็ถึง เข้าใจ”

สำหรับขาโซ้ยใจร้อนที่ไม่อยากรอ เจ๊แนะนำให้โทร.มาสั่งล่วงหน้า แล้วกะเวลามารับหรือส่งมอเตอร์ไซค์มารับแทนจะดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียเวลา แอนด์ อารมณ์ เบอร์โทร. 024663283 และ 0869885054 หรือถ้าอยากมาดูลีลา “ราด แล้วร่อน” ของคุณน้ากับตาตัวเอง มาได้ที่ ซอยเทอดไท 18 ฝั่งธนบุรี คุณน้าสุอาภาเปิดร่อนทุกวันตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 3 ทุ่ม วันอาทิตย์เริ่มตั้งแต่ 11 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม

ขอย้ำว่าร้านนี้ไม่มีโต๊ะ ซื้อแล้วต้องกลับไปหม่ำที่บ้าน หรือเตรียม อุปกรณ์การโซ้ยมาเอง “น้าไม่มีความคิดจะเปิดร้านเพราะทำกันแค่สองคนตายาย เรากลัวทำไม่ไหว เราขายแค่นี้ก็พอกินกันสองคน และก็ไม่มีความคิดจะเลิกขายนะ  เพราะว่าเรายังมีไฟอยู่ แต่เราก็รู้ว่าสังขารหรือร่างกายเรา เนี่ยจะทำได้ซักแค่ไหน แต่ก็จะทำจนกว่าทำไม่ไหว แล้วก็ตั้งใจจะสอนสูตรให้ลูกหลานต่อไปค่ะ” ส่วนใครที่ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลาน ได้รับสิทธิ์เป็นผู้รับประทานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นค่า…(หุหุ)

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 31 พฤษภาคม 2552, 05:00 น.

นุ่ม ยาว ขาว อวบ ข้าวเหนียว ช.ศรแก้วสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/soi/7962

24 พฤษภาคม 2552, 17:00 น.
Pic_7962

ข้าวเหนียวมูนรสนุ่ม มะม่วงอกร่องและน้ำดอกไม้หวานลิ้นชุ่มคอ

หลังจากตะลุยใต้ติดกันมาสองสัปดาห์ วันนี้เจ๊แซบขอชะแว้บกลับเข้ามารายงานตัวที่กรุงเทพฯ ก่อนจะออกไปตะลอนโซ้ยในตอนต่อไป

สำหรับขาหม่ำที่นิยมความหอม หวาน มัน ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ช่วงนี้คงสะใจเป็นพิเศษ เพราะหันซ้าย หันขวา เห็นแต่มะม่วงสุกเหลืองอร่ามวางเคียงคู่กับกะละมังข้าวเหนียว แสนยั่วยวนใจ แต่สำหรับ “สาวรักสวย” อย่าง “เจ๊แซบ” กว่าจะตัดสินใจตักข้าวเหนียวมะม่วงเข้าปากแต่ละทีต้องเลือกร้านที่ถูกใจจริงๆ เพราะกินแล้วต้องอร่อยคุ้มกับการออกแรงวิ่งเผาผลาญไขมันส่วนเกินเพื่อแลกกับความบันเทิงของกระเพาะ (ฮา)

หนึ่งในร้านข้าวเหนียวที่เจ๊แซบติดอกติดใจในความหอม หวาน มัน เกินห้ามใจคือร้าน “ช. ศรแก้ว” ณ ซอยโชคชัย 4 เป็นร้านเก่าแก่ที่หลายคนฝากหัวใจไว้ในกะละมัง หม่ำกี่ครั้ง ได้ทั้งความอร่อยและสนุก เพราะสีสันอันตระการตาของข้าวเหนียวหลากหลายชนิดที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ และความหวานมันได้อย่างลงตัว

“เมื่อก่อนเราก็มีแต่ข้าวเหนียวขาวธรรมดา แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีป้าคนนึงมาบอกเราว่า ช่วยทำข้าวเหนียวเหลือง แบบใส่ขมิ้นให้หน่อยได้มั้ย ป้าเป็นคนใต้ จะเอาไปทำบุญ พอดีแม่ทำเป็นก็ทำให้ เขาก็ว่าอร่อยดีนะ ขอข้าวเหนียวใบเตยด้วยได้มั้ย เราก็ทำให้ คราวนี้พอทำให้ป้าเขา แล้วเขาเอาไปไม่หมด เราก็เลยเอามาตั้งขายหน้าร้าน แล้วก็มีแต่คนสนใจ มันเลยเป็นการจุดประกายให้เราเริ่มทำข้าวเหนียวสมุนไพร แบบต่างๆ เริ่มจากขมิ้นก่อนเลย แล้วก็ต่อด้วยใบเตย ข้าวเหนียวดำ อัญชัน กุหลาบ บลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ส้ม งาดำ และชาเชียว ทำแล้วก็มีแต่คนสนใจ แต่ทุกวันนี้ป้าคนนั้นก็หายไปแล้ว” คุณน้องก้อยเล่าถึงที่มาของความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิด จุดกำเนิดของข้าว เหนียวสารพัดสีที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ คุณน้องก้อยเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ได้รับการถ่ายทอดวิชามูนข้าวเหนียวมาจากคุณพ่อและคุณแม่ ที่ยังร่วมลงมือผลิตและดูแลอย่างใกล้ชิด

ข้าวเหนียวร้านนี้มีเสน่ห์อยู่ที่ความรัดแน่นติดตรึงใจ ไม่เละ ไม่แฉะจนเกินไป เคี้ยวแล้วไม่ติดเหงือกติดฟันให้เสียอารมณ์ และในความแน่นมีความนุ่มชุ่มกะทิแฝงอยู่ ในทุกอณูของเม็ดข้าว จะทานเปล่าๆ หรือโซ้ยกับมะม่วงสุกเนื้อหวานก็อร่อยล้ำเกินบรรยาย

มะม่วงมีให้เลือก 2พันธุ์ คือ น้ำดอกไม้ และอกร่อง สั่งคัดพิเศษมาจากหลากหลายที่ ทั้งตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดดำเนินสะดวก และตลาดบางคล้าฉะเชิงเทรา มีทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ ใครชอบแบบหวานฉ่ำ หรือหวานอมเปรี้ยว สั่งได้ตามใจ เดี๋ยวน้องก้อยจัดให้ไม่ผิดหวัง!!

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ร้าน ช.ศรแก้ว เปิดให้บริการความหวานมัน ความพิถี พิถันคือสิ่งสำคัญที่ ทางร้านยึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่การเลือกสรรวัตถุดิบ ทางร้านใช้ข้าวเหนียว เขี้ยวงูคัดพิเศษจากเชียงราย เป็นข้าวเหนียวกลางปี กลางเก่ากลางใหม่ “เม็ด สวย อวบ ยาว ขาวสะอาด” เป็นข้าวเหนียวหอมมะลิ กลิ่นกรุ่นตั้งแต่เปิดถุง ยังไม่หุงก็หอม!

นอกจากข้าวเหนียวต้องดี น้ำกะทิยังต้องสด ทางร้านคั้นใหม่ทุกวัน รับประกันความเข้มข้น หลังจากนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำ และนึ่งจนได้ที่ จึงนำมาคลุกกับน้ำหัวกะทิที่เตรียมไว้ ใส่น้ำตาล และเกลือ ตามอัตราส่วนที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว อร่อยชัวร์ทุกครั้ง คลุกแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงให้กะทิรัดเม็ดข้าวจนได้ที่ อร่อยกำลังดี จึงเริ่มขาย

ขาโซ้ยที่เลิฟ “ข้าวเหนียวดำ” เจ๊แนะนำให้ลอง ของร้านนี้เค้าทำได้กำลังดี ไม่แข็งจนเกินไป และไม่เละจนเกินพอดี หม่ำได้หม่ำดีไม่มีเลี่ยน

คุณแม่พิศมัยและน้องก้อย พิถีพิถันเรื่องความอร่อย

ใครที่ชอบความสดใสที่ซ่อนอยู่ในความหวาน ห้ามพลาด “ข้าวเหนียวน้ำดอกไม้” มีทั้ง “ข้าวเหนียวอัญชัน” และ “ข้าวเหนียวกุหลาบ” คุณน้องก้อยใช้เฉพาะกลีบดอกไม้ที่ผ่านการทำความสะอาดมาอย่างดี ปั่นแล้วกรอง เอาแต่น้ำมาผสมกับกะทิแล้วคลุกกับข้าวเหนียวจนได้ที่ สีสันของดอกไม้จะซึมเข้าไปในเม็ดข้าว จากสีขาวกลายเป็นสีแดง และฟ้าน่าหม่ำมากมาย นอกจากนี้ ยังมี “ข้าวเหนียวสมุนไพร” ที่ทำจาก “งาดำ” และ “ชาเขียว” ให้เลือกเคี้ยวหนำใจ ใครที่ชอบผลไม้ออกรสเปรี้ยวนิดๆ น้องก้อยมี “ข้าวเหนียว สตรอเบอร์รี่” “ข้าวเหนียวบลูเบอร์รี่” และ “ข้าวเหนียวส้ม” ให้ลิ้มลอง

อีกสองทางเลือกที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์ คือ “ข้าวเหนียวใบเตย” และ “ข้าวเหนียวขมิ้น” จะกินกับมะม่วงก็เพลิน หรือจะกินกับสังขยาก็เจริญกระเพาะ

สังขยาร้านนี้ใช้ไข่เป็ดจากสิงห์บุรีผสมกับน้ำกะทิล้วนไม่มีน้ำและแป้งมากวนใจ  ตักเข้าปากแต่ละคำได้รสชาติไข่หนำปาก!

นักโซ้ยที่นิยมความหลากหลายมาร้านนี้รับประกันความสะใจ  เลือกได้ไม่มีซ้ำ หม่ำได้ ไม่มีเซ็ง!

เมนูขวัญใจที่เจ๊แซบขอยกให้เป็นอันดับหนึ่งคือ “ข้าวเหนียวดำหน้าปลาแห้ง” ขาโซ้ยขาหม่ำที่นิยม “ปลาแห้ง” เจ๊แนะนำอย่างแรง รสชาติเข้มข้น ไม่เหม็นคาว ไม่หวาน ไม่เลี่ยน กินของร้านนี้แล้วจะลืมทุกร้านที่ผ่านมา!!!

ร้าน ช. ศรแก้ว เปิดบริการความหวานมันทุกวัน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม ทางร้านมีบริการส่ง คิดค่าขนส่งปลายทาง ถ้าต้องการสั่งออกงาน หรือจัดเลี้ยงจำนวนมากกรุณาสั่งล่วงหน้าที่เบอร์ 0-2931-0000, 0-2931-0005 และ 08-6988-5050 แฟกซ์ 0-2538-0556 ใครอยากมาดูสีสันสดใสของข้าวเหนียวอารมณ์ดี ตรงมาที่ซอยโชคชัยร่วมมิตร ทางเข้าหมู่บ้าน ต.รวมโชค หรือโชคชัย 4 ซอย 54 ร้านอยู่ทางขวามือ หลังที่ 6 มีมะม่วงห้อยอยู่เต็มร้าน ขอเน้นว่า “ช.ศรแก้ว อยู่ หลังที่ 6” ระวังจะเข้าผิดนะค้า!!

“เจ๊แซบ หัวเขียว”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 24 พฤษภาคม 2552, 17:00 น.

ซดปลากะพงหม้อไฟ โซ้ยหลนไตปลารสนุ่ม ร้านลักกี้ สุราษฎร์ธานี สด สะอาด รสชาติตรึงใจ

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/soi/6361

17 พฤษภาคม 2552, 05:00 น.
Pic_6361

สัปดาห์นี้เจ๊แซบยังคงวนเวียนอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี “เมืองแห่งคนดี” ที่แอบซ่อนความแซบไว้ตามตรอกซอกซอย วันนี้เจ๊แอนด์ เดอะแก๊ง ผละจากถนนสายหลักเข้ามาในตัวเมืองตามคำแนะนำของพรรคพวกเพื่อนฝูง เพื่อตามหาความโชคดีมาเป็นศรีแก่กระเพาะ (หุหุ) ที่ เรียกว่าความโชคดีเพราะร้านนี้มีชื่อว่า “ลักกี้” (Lucky) ร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาเกือบ 30 ปี มี “คุณยายทองหยด” หรือคุณยายเล็ก เป็นยอดแม่ครัวผู้อุทิศชีวิตให้กับการทำอาหาร จนตัดสินใจมาเปิดร้านของตัวเองและสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของนักโซ้ยจากทุกสารทิศ ความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและหยดน้ำตา…

คุณพี่แมว

“คุณยายเล็กเป็นน้องสาวของแม่ค่ะ พี่เป็นหลานมาช่วยทำหน้าที่เป็นฝ่ายหน้า ฝ่ายต้อนรับ ส่วนในครัวคุณยายจะเป็นคนดูเองทั้งหมด ร้านเราทำกันแบบครอบครัวค่ะ ตอนแรกเราเปิดเป็นร้านเล็กๆ มีสองห้องอยู่ ริมถนนแค่นั้นเอง มีไม่ถึง 10 โต๊ะ ตอนนั้นแถวนี้ยังไม่เจริญเท่าไหร่ เราก็เริ่มจากศูนย์เลยค่ะ แล้วก็ค่อยๆพัฒนา ขยายมาเรื่อย จนตอนนี้อาคารใหม่ด้านหลังจุคนได้ 300 กว่าคน เป็น 2 ห้องใหญ่ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ คุณยายก็ยืนน้ำตาไหลมาตลอด ต้องลุ้นว่าวันนี้จะมีแขกเข้าร้านมั้ย ของที่เตรียมไว้จะได้ขายหรือเปล่า จะหมดหรือเปล่า เราไม่ได้มาง่ายๆเลยค่ะ” คุณพี่แมว หลานสาวคุณยายเล็ก พ่วงตำแหน่งผู้จัดการร้าน เป็นทัพหน้าเล่าถึงความยากลำบากในอดีต

แซบ สด รสกลมกล่อม

ร้านลักกี้เป็นร้านอาหารที่ขึ้น ชื่อลือชาของเมืองสุราษฎร์ ใครผ่านไป ผ่านมาเป็นต้องแวะเวียนมาเยี่ยมชิมลิ้มลอง อาหารที่นี่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ รายการอาหารผสมผสาน ทั้งอาหารใต้ อาหารไทย และอาหารจีน ทุกจานเข้มข้น หนักเครื่อง ไม่ ต้องห่วงเรื่องความสด สะอาด เพราะ คุณยายจะเน้นมั่กๆ ถ้าไม่สะ-อาดจริงคุณยายสั่งทิ้งทันที ไม่ มีทางได้ขึ้นโต๊ะ!!

หลังจากที่ขับรถกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เมื่อมาถึงร้าน สิ่งแรกที่ต้องลองคือ “ปลากะพงหม้อไฟ” เป็นเนื้อปลากะพงสดๆ  แล่หนากำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำซุปที่ต้มอยู่ในหม้อไฟ พอน้ำเดือดได้ ที่ นำเนื้อปลาลงไปต้มจนสุก ความหวาน ของเนื้อปลา  ทำให้น้ำ ซุปหวานกลมกล่อม อมเปรี้ยวนิดๆจากผักกาดดอง เผ็ดร้อนถึงใจ คุณยายใช้กระเทียม พริกไทย รากผักชี เจียวให้เข้ากันแล้วใส่ลงไปต้มกับน้ำซุป เพิ่มความร้อนแรงแต่ไม่แทงทะลุกระเพาะ จัด จ้านพอเหมาะ ซดแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

อีกหนึ่งเมนูสุดละมุนละไมคือ “หลนไตปลา” สูตรคุณยายเล็ก รสชาติลงตัวพอดิบพอดี ทั้งเผ็ด หวาน มัน อมเปรี้ยวนิดๆ คุณยายใช้น้ำกะทิสดตั้งไฟแล้วใส่ตะไคร้ หัวหอม เนื้อกุ้งสับ และไตปลาที่ผ่านการกรองอย่างดี ต้มจนเดือดแล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว ตักใส่ถ้วยโรยตะไคร้ซอย และใบมะกรูด เสิร์ฟพร้อมกับผักสดหลากชนิด หม่ำกับข้าวสวยเม็ดแน่น อร่อยแจ่มอย่าบอกใคร ขาโซ้ยรักสุขภาพที่เลิฟตะไคร้ต้องไม่พลาด!

ที่ร้านนี้มี 2 เมนูเรียกน้ำย่อยที่อร่อยเด็ดโดนใจเจ๊แซบมากมาย คิดถึงทีไรน้ำลายไหลทุกที คือ “เม็ดมะม่วงชาววัง” และ “ยำนพเก้า”

“เม็ดมะม่วงชาววัง” ที่ไม่ได้เกี่ยวกับชาววัง แต่เป็นสูตร ที่ได้มาจากความคิดสร้างสรรค์ของทีมงานในครัว “ที่ต้องใส่คำว่าชาววังเพราะเราทำอย่างพิถีพิถัน 

ประณีตมากๆ เลยใส่คำว่าชาววังเพิ่มลงไปค่ะ” พี่แมวชี้แจงแถลงไข เมนูนี้ใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กุ้งแห้ง ปลาหมึกฝอย มาทอดจนกรอบ ทิ้งให้สะเด็ดน้ำมัน ก่อนจะนำมาคลุกกับน้ำยำที่ทำจากน้ำตาลเคี่ยวกับเนยและน้ำมะนาวหวานอมเปรี้ยว รสกลมกล่อม  ใส่เม็ดพริกไทยสดเพิ่มความเผ็ดร้อน คลุกเคล้าจนเข้ากันพร้อมเสิร์ฟ จะโซ้ยกับข้าวก็เริด หรือโซ้ยเป็นออเดิร์ฟก็อร่อยล้ำ หม่ำได้ทั้งครอบครัว

“ยำนพเก้า” ที่ไม่เกี่ยวกับเลข 9 (อีกเช่นกัน) แต่พี่แมวตั้งชื่อเพราะถือเคล็ด กินแล้วจะได้ก้าวหน้าไม่ถอยหลัง (ฮา) คุณยายเล็กเป็นคนคิดค้นด้นสูตรขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นกุ้งกับไส้กรอกลวกจนสุก คลุกเคล้ากับน้ำยำ เผ็ดนำหวานตาม เมนูหม่ำสบายๆ ยั่วน้ำลายก่อนเข้าสู่จานหลักได้เป็นอย่างดี

เอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ร้านลักกี้มีความโดดเด่นเป็นที่ติดอกติดใจของขาโซ้ยจากทุกมุมเมือง คือ “พริกแกง” ไม่ว่าจะใช้สำหรับผัด หรือแกง ร้อนแรงถึงอกถึงใจ ไม่มีงกของ 4 เมนูที่มาแล้วต้องลอง คือ

“ผัดพริกขิงกุ้ง” รสชาติดีมากๆ เผ็ด หวาน หอม มัน ลงตัว

“ปลาดุกกรอบผัดเผ็ด” จานนี้เจ๊แซบเลิฟมากมาย ปลาดุกทอดกรอบได้ใจไม่อมน้ำมัน ผัดกับเครื่องพริกแกงหอมกรุ่น เครื่องซึมเข้าไปในทุกอณูของเนื้อปลา กัดตรงไหนเป็นต้องโดน!

“คั่วกลิ้ง” มีให้เลือกทั้งกลิ้งเนื้อ และ กลิ้งหมู ผัดแบบแห้งๆ ไม่เลี่ยน ไม่มัน โซ้ยกับผักสดหลากชนิด อร่อยติดใจ

“แกงส้ม” รสชาติเข้มข้นมั่กๆ มีให้เลือกหลากหลาย ใครอยากหม่ำอะไรสั่งได้ เดี๋ยวคุณยายจัดให้!!

4 เมนูร้อนแรง เน้นเครื่องแกงเป็นหลัก ใครรักชอบอาหารใต้สไตล์โฮมเมด ถ้ามีโอกาสมาสุราษฎร์ห้ามพลาดเด็ดขาด!

“ลักกี้ ภัตตาคาร” ตั้งอยู่ที่ถนนท่าทอง กลางเมืองสุราษฎร์ เป็นถนนสายหลัก ร้านอยู่ริมถนน ถามคนแถวนั้น ถ้าเป็นคนในพื้นที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ร้านเปิดทุกวัน หยุดเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ เปิดตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง ถึง 3 ทุ่ม จอดรถริมถนน คนที่ยังไม่เคยมาโทร.ถามทางได้ที่ 0-7727-3267 และ 0- 7727-3471 ทางร้านรับจัดเลี้ยงสนใจติดต่อได้ คุณยายเล็ก แอนด์ พี่แมว และทีมงานพร้อมบริการอย่างเต็มที่!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 17 พฤษภาคม 2552, 05:00 น.

โซ้ยอาหารเวียดนามใกล้ชายแดนกัมพูชาร้านเบื้องญวน

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/soi/1924

26 เมษายน 2552, 05:00 น.
Pic_1924

น้องใหม่มาแรงแห่งกบินทร์บุรี

เจ๊แซบขอแซบส่งท้ายเดือนเมษาหน้าร้อน (มาก) ด้วยร้าน “เบื้องญวน” อาหารเวียดนามแท้ๆ แต่เปิดอยู่ที่ อ.กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ร้านเล็กๆตั้งอยู่ริมถนนเส้นกบินทร์?ประจันตคาม ร้าน ไม่ เก่าแก่ เปิดมาแค่ไม่กี่ปี แต่เริ่มมีแฟนคลับขับรถมาลิ้มลองของสดและดี ทวีจำนวนลูกค้าด้วย วิธีปากต่อปาก จากความรักในการทำอาหาร ผสมผสานกับความใส่ใจในการบริการ ทำให้ร้านน้องใหม่ที่ไม่ธรรมดาบุกเข้ามายึดตำแหน่งขวัญใจของใครหลายคน

“พี่เป็นคนอรัญ พี่สาวพี่อยู่กับลุงกับป้า ลุงพี่เป็นคนเวียดนาม เขาก็สอนพี่กับพี่สาวทำอาหารเวียดนามสูตรเวียด-นามแท้ๆเลย แต่ว่าพี่เอามาดัด แปลงนิดหน่อยให้มันถูกปากคนไทย ตอนแรกพี่ก็เริ่มทำกินกันเองในบ้าน พอมาทำงานเป็นพยาบาลที่คลินิกพี่ก็เลยทำอาหารเวียดนามขายด้วยเป็นรายได้เสริม พี่จะตื่น มาเตรียมของตอนเช้าแล้วก็ไปทำงานที่คลินิกแล้วค่อยกลับมาเข็นรถออกไปขายที่หน้าคลินิกหมอแถวนั้น ทำอย่างนี้อยู่ 10 กว่าปีถึงได้มาเปิดร้าน” พี่ตุ่ม เจ้าของร้านตัวจริงเสียงจริง หญิงแกร่งที่ฝ่าฟันมาด้วยลำแข้งของตัวเอง จนทุกวันนี้มีร้านอาหารเล็กๆที่อบอุ่น และเป็นกันเอง

จากเมนู 4-5 อย่างที่อยู่บนรถเข็นเมื่อ 10 กว่าปีก่อน คุณพี่ตุ่มใช้เวลาปรับปรุงสูตรอยู่นานกว่า 2 ปี จนได้สูตรที่ลงตัวแล้วจึงเริ่มทำใส่รถเข็นมาขาย เมื่อได้ฤกษ์งามยามเหมาะมาเปิดร้าน คุณพี่ลงแรงครั้งใหญ่ คิดค้นจนได้เพิ่มมาอีกเป็น 10 กว่าเมนู รายการที่คิดใหม่ส่วนใหญ่เป็นอาหารไทยสไตล์คุณพี่ตุ่มคิดเอง ทำเอง บรรเลงอยู่หน้าเตา หนึ่งในเมนูดั้งเดิมที่ไปกี่ครั้งไม่สั่งไม่ได้คือ ?แหนมเนือง? รายการภาคบังคับ ถ้าไม่ได้กินกลับบ้านไม่ถูก (ฮา)

เนื้อหมูนุ่ม แน่น รสชาติเข้มข้น กินกับแป้งแหนมเนือง แกล้มผักสด และน้ำจิ้มรสกลมกล่อม หอมถั่วคั่วใหม่ๆ สดๆ บดหยาบๆ น้ำจิ้มของพี่ตุ่มโดนใจ เจ๊อย่างแรง รสชาติลงตัว ไม่หวานเกินไป ไม่เค็มเกินพอดี มีกลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำตาลเคี่ยวกับถั่วคั่วเพิ่มอรรถรสในการรับประทาน เคล็ดลับความหอม หวาน มัน ของน้ำจิ้มแหนมเนือง คุณพี่ตุ่มอยู่ที่การเคี่ยว ต้องใจเย็น และใส่ส่วน ผสมลงไปในจังหวะที่พอเหมาะ จึงจะได้น้ำจิ้มรสเด็ดที่ไม่เหมือนใคร พี่ตุ่มใช้เวลาในการปรับแต่งปรุงรสอยู่นานหลายปี กว่าจะได้ รสชาติที่ลงตัวพร้อมขาย พี่ตุ่มจะทำน้ำจิ้มให้พอดีขายในแต่ละวัน เพื่อความมันส์ในการหม่ำ (หุหุ)

ผักสดที่ใช้ในร้านส่วนใหญ่จะใช้ของ สดใหม่เท่านั้น ในแต่ละวันจะมีชาวบ้านเอามาขายถึงที่ร้านสดจากสวนเสิร์ฟถึงที่ การันตีไม่มีของค้าง

รายการต่อมาแค่เห็นชื่อก็สะดุดตาเจ๊เป็นพิเศษ “ทอดมันปลากรายเวียดนาม” สูตรจากเวียดนามแท้ๆ แตกต่างจากทอดมันปลากรายของไทยอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา หรือรสชาติ พี่ตุ่มจะใช้เนื้อปลากรายล้วนมาตำให้เหนียว ก่อนจะนำมานวดให้หนึบมือ นวดไป ปรุงรสไปใส่กระเทียม พริกไทย ใบผักชีฝรั่ง เห็ดหูหนูสับ และวุ้นเส้นเล็กน้อย แล้วนวดจนเหนียวได้ที่ จึงนำมาทอดไฟแรงจนใกล้สุก ลดไฟทอดต่อจนกรอบนอกนุ่มใน วางสะเด็ดน้ำมัน โรยหน้าด้วยหอมเจียว เสิร์ฟร้อนๆ รสชาติกำลังพอดี เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะขาโซ้ยที่ชอบความเผ็ดร้อนของพริกไทยดำ เจ๊แนะนำว่าห้ามพลาด!!

“หมูจุ่มเวียดนาม” เมนูซด รสสดชื่น ลักษณะเหมือนจิ้มจุ่มของเรา มีหม้อดินใบเล็กใส่น้ำซุปยกมาพร้อมกับเตาขนาดย่อม พอร้อนได้ที่ก็จุ่มหมูลงไปกินกับน้ำจิ้มรสแซบ เนื้อหมูนุ่ม เคี้ยวง่าย สบายเหงือก จะเลือกกินเล่นหรือกินเป็นกับก็ได้ตามใจชอบ

หมูจุ่มเวียดนามจานหลัก

สองเมนูแซบแบบไทยๆ สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยพี่ตุ่มคือ “หมูย่างกระเทียมโทน” และ “ยำแหนมใบมะยม” นอกจากชื่อจะสะดุดตา รสชาติยังสะดุดใจ ใครชอบอย่างแรงๆ เจ๊แนะนำให้ลอง ของเค้าแซบจริง!

ร้าน “เบื้องญวน” ตั้งอยู่ที่ อ.กบินทร์บุรี ถ้ามาจากกรุงเทพฯ เส้นรังสิต ให้เข้าประจันตคาม ผ่านโรงงาเครือสหพัฒน์มาประมาณ 3 กิโล จะเป็นตึกสีส้ม 3 ชั้น ติดถนนใหญ่ อยู่ทางด้านขวามือ ร้านเบื้องญวนจะอยู่กลางๆ มีป้ายเห็นชัดเจน หรือถ้ามาจากทางฉะเชิงเทราเส้นที่จะไปโคราช พอถึงสี่แยกไฟแดงให้เลี้ยวมาทางที่จะไปกรุงเทพฯ ผ่านตลาดกบินทร์ ข้ามสะพานใหญ่มาประมาณหนึ่งกิโล จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ

ร้านเปิดวันอังคาร-อาทิตย์ ปิดวันจันทร์ เปิดตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า-2 ทุ่ม ถ้ามาแล้วหลงงงเส้นทาง โทร.ถามได้ที่เบอร์ 08-1330-1514 และ 0-3720-5169

ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี

ที่กบินทร์บุรีบริเวณ “หนองปลาแขยง” จะมีนกเป็ดน้ำจำนวนมาก ใครอยากเห็นทัศนียภาพที่แปลกตาควรหาโอกาสแวะไปดู

สำหรับนักโซ้ย นักผจญภัยที่คลั่งไคล้ กิจกรรมผาดโผน หลังจากหม่ำเบื้องญวนที่กบินทร์แล้ว หาเวลาแวะไปเที่ยว อ.นาดี มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ขึ้นชื่อคือ? ?แก่งหินเพิง?? อยู่ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีลำน้ำที่เหมาะสำหรับการล่องแก่งเป็นอย่างยิ่ง นักโซ้ยขาซิ่งตัวจริง ไม่ควรพลาด!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 26 เมษายน 2552, 05:00 น.

ข้าวร่วน ไก่นุ่ม น้ำจิ้มอร่อย ข้าวมันไก่ทับหลี ที่นี่มีมากกว่าซาลาเปา

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/newspaper/289550

9 กันยายน 2555, 09:00 น.
Pic_289550

ข้าวนุ่มไก่กำลังดีและนํ้าจิ้มรสเด็ด.

ในแวดวงนักหม่ำ ขาโซ้ย คงเคยได้ยินชื่อ “ทับหลี” กันอยู่บ่อยๆ เพราะมีซาลาเปาอร่อยล้ำ ทำให้ชื่อเสียงทับหลีกระฉ่อนไปทั่วทุกสารทิศ เหนือ ใต้ ออก ตก ไม่ว่าจะหันไปทางไหนเป็นหนีไม่พ้น แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า นอกจากซาลาเปา “บ้านทับหลี” ยังมีของดีอีกมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ “ข้าวมันไก่ทับหลี” ของดีที่อยู่คู่หมู่บ้านมายาวนานนับ 50 ปี!

“เตี่ยเป็นคนไหหลำ ข้าวมันไก่ของเราเป็นสูตรของเตี่ยค่ะ เราขายตรงนี้มาสี่สิบ ห้าสิบปีแล้วค่ะ ตอนเปิดร้านตรงนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรเลยค่ะ ไม่คึกคักแบบนี้ ร้านเราเปิดขายข้าวมันไก่อยู่ร้านเดียว คนอื่นเค้าขายแต่ขนมจีบ ซาลาเปากันค่ะ” คุณพี่เสาวภา พาเจ๊แซบย้อนเวลากลับไปทับหลียุคบุกเบิก

บรรยากาศหน้าร้าน.บรรยากาศหน้าร้าน.

“ร้าน ข้าวมันไก่ทับหลี” เป็นร้านขวัญใจคนเดินทาง โดยเฉพาะคนที่ใช้เส้นถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 ลงอันดามันและระนอง ช่วงที่ถนนตัดผ่านบ้านทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง จะมีร้านซาลาเปาเรียงรายไปตลอดทาง แต่ก่อนจะฝ่าเข้าไปในดงซาลาเปา จะเห็นร้านข้าวมันไก่ของ “คุณป้าอั่ว” คุณแม่พี่เสาวภา ตั้งอยู่ริมถนนทางซ้ายมือ แต่ถ้ามาจากระนองร้านจะอยู่ทางขวามือ ร้านเล็กๆ ไม่ได้ตกแต่ง อลังการ หน้าตาบ้านๆ แต่ยืนหยัดมายาวนาน อย่างมั่นคง

จุดเด่นของข้าว มันไก่ร้านนี้อยู่ที่ ข้าวหอมร่วน ไก่นุ่มละมุน และน้ำจิ้มรสจัดจ้าน

ป้าอั่วผู้บุกเบิก.ป้าอั่วผู้บุกเบิก.

ป้า อั่วใช้ข้าวหอมมะลิล้วน หุงแบบเดิมๆ เม็ดข้าวรัดแน่น ร่วน ไม่เกาะเป็นก้อน ไม่แข็งกระด้างจนเกินไป กลิ่นข้าวหอมกรุ่น แค่วางตรงหน้าก็ยากที่จะห้ามใจ ครั้นเมื่อตักคำแรกเข้าปากก็แสนยากที่จะหยุด ข้าวมันร้านนี้มีรสชาติอยู่ในตัว หอมๆ มันๆ หม่ำเปล่าๆ ไม่มีไก่ ไม่ต้องใส่น้ำจิ้มก็ยังอร่อย ไม่เลี่ยน

สำหรับพลพรรคนักหม่ำ ไก่ทอด อาจจะต้องเสียใจ เพราะร้านนี้มีแต่ “ไก่ต้ม” อย่างเดียวเท่านั้น ป้าอั่วใช้ไก่สายพันธุ์เบตง เนื้อเยอะ มันน้อย นุ่ม เนื้อไม่แฉะ ต้มแล้วไม่เละ หม่ำกับข้าวมันเข้ากันได้ดี

ถึงแม้ร้านนี้จะไม่มีไก่ทอด แต่ลูกค้าขาประจำไม่เคยโอดครวญ เพราะแค่ไก่ต้มอย่างเดียวก็แซบเว่อร์แล้วค้า!!

นอกจาก ข้าวเม็ดแน่น ไก่เนื้อนุ่ม “น้ำจิ้ม” ยังมีรสเข้มข้น จัดจ้าน ป้าอั่วลงมือทำน้ำจิ้มด้วยตัวเอง เน้นของสด ทั้งขิง พริก กระเทียม ใส่แบบไม่ยั้ง ทำสดใหม่แบบวันต่อวัน ให้ไม่อั้น ถ้าซื้อกลับบ้านจำนวนมากขอเพิ่มได้ป้าอั่วใจดี ให้น้ำจิ้มฟรี ไม่มีชาร์จ

อิ่ม ข้าวมันไก่แล้วยังไม่สะใจ คุณพี่เสาวภามีซาลาเปาไว้ให้เลือกหม่ำ ซาลาเปาร้านนี้แป้งนุ่ม ไส้แน่น เย็นแล้วก็ยังนิ่มเหมือนเดิม เจ๊แซบรับประกันเพราะพิสูจน์มาด้วยตัวเอง ซื้อติดรถมาตั้งแต่บ้านทับหลี รถติดที่สุขุมวิทหยิบมาโซ้ย…คุณพระ!! แป้งยังนิ่มเหมือนเดิม ของเค้าดีจริงๆ!!

ซาลาเปาแป้งนุ่มมั่กๆ.ซาลาเปาแป้งนุ่มมั่กๆ.

ซาลาเปา พี่เสาวภามีทั้งหมด 6 ไส้ให้เลือกหม่ำ ไส้หมูสับ สังขยา และถั่วดำ สุดฮิต ตามติดมาด้วย ไส้หมูหยอง ไส้เผือก และไส้ครีม ไม่หวานจัด แถมด้วยขนมจีบขนาดพอดีคำหม่ำเพลิ้น…เพลิน!

นักหม่ำที่กำลัง วางแผนไปเที่ยวใต้โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ้าไม่หิวเกินไป เจ๊แซบแนะนำให้อดใจอีกนิด แล้วแวะมาหม่ำ “ข้าวมันไก่ทับหลี” ต่อด้วยขนมจีบ ซาลาเปา อิ่มอร่อยเบาๆ ก่อนจะไปเจออาหารทะเลชุดใหญ่ที่ปลายทาง

บ้าน ทับหลีมีสถานที่ท่อง เที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง โดยเฉพาะ “คอคอดกระ” หรือ “กิ่วกระ” พื้นที่ที่แคบที่สุดของแหลมมลายู จุดยุทธศาสตร์สำคัญตั้งแต่ครั้งอดีต และชมความงามริมแม่น้ำกระบุรี เส้นแบ่งเขตไทย–พม่า อีกหนึ่งเสน่ห์รับกระแสอาเซียน

“ข้าวมัน ไก่ทับหลี” ตั้งอยู่ที่บ้านทับหลี จังหวัดระนอง ถ้ามาจากแยกปฐมพรเลี้ยวขวาตรงมาประมาณ 40 กิโลเมตร จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง ถึงบ่าย 2 โมงโดยประมาณ เบอร์โทรศัพท์ 0–7784–6075 และ 08–1895– 7319 โซ้ยแล้วจะรู้ว่าที่ทับหลีไม่ได้มีดีแค่ซาลาเปา ข้าวมันไก่ของที่นี่ก็ไม่ธรรมดา!!!­­­­

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 9 กันยายน 2555, 09:00 น.

ซดประชดร้อน กุ๊ทโภชนา หม้อไฟเนื้อตุ๋น หมูตุ๋นยาจีน

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/newspaper/287851

2 กันยายน 2555, 09:00 น.
Pic_287851

หม้อไฟอร่อยได้ใจ..ไม่กลัวร้อน

วันนี้เจ๊แซบขอท้าขาโซ้ยที่คิดว่าตัวเอง มีความอดทน ซุกซน และบ่นไม่เก่ง (หุหุ) มาหม่ำร้านต้นตำรับหม้อไฟเนื้อตุ๋น หมูตุ๋นยาจีน ร้าน “กุ๊ทโภชนา” ของเฮียวิราศ และเจ๊เกสินี ร้านเล็กๆที่มีเอกลักษณ์ร้อนแรงไม่เหมือนใคร เฮียใช้หม้อใบโตใส่น้ำซุปแล้วตั้งบนเตาแก๊สขนาดเล็กวางบนโต๊ะเป็นส่วนตัว แล้วก็ใส่เครื่องลงต้มตามใจสั่ง ลักษณะการหม่ำคล้ายสุกี้หม้อไฟ ต่างกันที่น้ำไม่ใสและร้านนี้…ไม่ติดแอร์!

เลือกสดได้ตามใจสั่งเลือกสดได้ตามใจสั่ง

“ร้านเปิดมาประมาณ 29 ปีแล้ว ร้านเราเล็กๆ เราทำแบบกันเอง ไม่เน้นการ ตบแต่ง ร้านเราไม่ได้สวย ใครมาขอทำแนะนำ เราก็ไม่ได้ให้ทำ เพราะเราทำแบบเล็กๆ ในครอบครัว กลัวแนะนำไปแล้วคนมาเค้าจะคาดหวัง แล้วไม่เป็นเหมือนที่เค้าคิด แต่ถ้าคนแถวนี้เค้าจะรู้จักร้านเราดี มากินประจำบางคน มาทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 2–3 วัน เมื่อก่อนเฮียจะลวกเอง แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว เรามีคนลวกแทน แต่น้ำซุปยาจีนเฮียต้องปรุงเอง เหนื่อยยังไงก็ต้องทำเอง ปล่อยให้คนอื่นทำไม่ได้เพราะสูตรทุกอย่างต้องเป๊ะ และเฮียจะรู้อยู่คนเดียว” เจ๊เกสินีเล่าความเป๊ะของเฮียให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

“กุ๊ทโภชนา” ตั้งตามชื่อของลูกชาย “คุณน้องกุ๊ท” สุดเก๋ ร้านชื่อเท่ จำง่าย มีสไตล์การเสิร์ฟไม่เหมือนใคร สำหรับขาหม่ำหน้าใหม่ที่ไปครั้งแรกอาจจะอึ้ง โดยเฉพาะถ้าสั่ง “หม้อไฟชุดใหญ่” ฝ่ายจัดการจะยกถังแก๊สขนาดย่อมมาตั้งข้างๆ และวางหม้อใบโตเติมน้ำซุปยาจีนเกือบเต็ม พร้อมกับจุดไฟต้มกันต่อหน้าต่อตา ทั้งความร้อนจากเตาและความระอุของน้ำซุปตรงหน้าขอบอกว่าร้อนแรงได้ใจนั่ง โซ้ยไปซับเหงื่อไปแสนจะเพลิน (ฮา)

ระหว่างรอน้ำเดือด จะมีทีมงานนำของสดใส่ถาดมาให้เลือกมีทั้ง ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็น เนื้อตุ๋น หมูตุ๋น เนื้อหมัก หมูหมัก ม้าม หัวใจ ไส้ ตับ ผ้าขี้ริ้ว เอ็นแก้ว ชุดผักสด และสาหร่าย เลือกมาวางไว้บนโต๊ะจนพอใจ พอน้ำเดือดจึงค่อยๆทยอยใส่ลงไปต้มจนสุกได้ที่ แล้วตักใส่ถ้วยน้อยตรงหน้า จะโซ้ยเป็นเกาเหลาก็ได้ กินกับข้าวสวยก็ดี หรือจะสั่งเส้นหมี่ลวกมาร่วมวง ก็อร่อยล้ำไม่เหมือนใคร

ถ้าสั่งหม้อไฟชุดใหญ่เลือกหม่ำได้ฟรี 4 อย่าง มากกว่านั้นคิดราคาตามจาน ถ้าทานไม่หมดใส่เครื่องลงไปลวกแล้วส่งให้พนักงานจะจัดการใส่ถุงอย่างดี ไม่มีเสียของ

เฮียวิราศและเจ๊เกสินีคัดแต่ของดีๆ มาให้เลือกหม่ำ ราคาบางอย่างอาจจะสูงกว่าปกติ แต่เพื่อรักษามาตรฐานทางร้านยอมจ่ายไม่ให้เสียชื่อ

นอกจาก ของสด รสชาติน้ำตุ๋นยาจีนยังกลมกล่อม หอมฟุ้งไปทั้งร้าน ใครที่ชอบรับประทานน้ำซุปสไตล์เข้มข้น ครบเครื่อง รับรองไม่ผิดหวัง ซดได้ซดดี เก็บกลับบ้านมาซดอีกทีก็ไม่มีเซ็ง

เจ๊เกสินี เฮียวิราศเจ๊เกสินี เฮียวิราศ

สำหรับขาโซ้ยที่มาน้อย อยากอร่อยแบบพอดี ไม่มีเวลามานั่งลวก เจ๊แซบขอแนะนำความร้อนฉบับมินิ “ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น (หรือเนื้อตุ๋น) รวมมิตร” หม่ำเพลินๆ พออิ่ม หรือจะเพิ่มปริมาณขึ้นอีกสักหน่อยกับ “เกาเหลารวมมิตรหม้อเล็ก” โซ้ยกับข้าวสวยสักถ้วยสองถ้วย อร่อยกำลังดี เพิ่มดีกรีความแซบด้วยพริกน้ำส้ม และพริกป่นทำเอง หอม เผ็ด เปรี้ยวจี๊ดสะใจ ทางร้านทำใหม่วันต่อวันรับประกันไม่เหม็นหืน

บรรยากาศคึกคักบรรยากาศคึกคัก

กลางวันนี้ใครอยาก ลองดีกรีความร้อนแรงให้สะท้านไปทั้งร่างกายและจิตใจมุ่งไปที่ร้าน “กุ๊ทโภชนา” ใกล้แยกซอยแจ้งวัฒนะ 14 (เมืองทอง 1) อยู่หน้าห้าง BIG C หน้าร้านเล็กๆ เงียบๆ แต่ด้านในคึกคักต่างจากด้านหน้าอย่างแรง สงสัยเส้นทางโทร.ถามที่เบอร์ 0-2574-0676

เปิดบริการวันจันทร์ถึงวัน เสาร์ หยุดวันอาทิตย์ ใครอยากโซ้ยรออีกหนึ่งวัน จันทร์เมื่อไหร่ได้หม่ำแน่ เริ่มเปิดเตาตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 2 แนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วงเที่ยง เพราะคนจะเยอะมั่กๆ !! ถ้าไม่อยากร้อน แนะนำให้ไปโซ้ยตอนเช้าๆ อิ่มเบาๆ ก่อนทำงานแสนสราญกระเพาะ หรือจะซื้อติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนร่วมงานแอนด์เจ้านายนอกจากได้ใจแล้วยัง แอบได้หน้าอีกเล็กน้อย (ฮา).­­­­
เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 2 กันยายน 2555, 09:00 น.

แซบริมเจ้าพระยา สตีฟ คาเฟ่ ร้านใหม่ฝีมือไม่ธรรมดา

Published กันยายน 14, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/newspaper/286186

26 สิงหาคม 2555, 09:00 น.
Pic_286186

ปลาดุกฟูผัดพริกขิงไข่เค็มของโปรด.

แม่น้ำเจ้าพระยา…แม่น้ำสายหลักของ ประเทศไทย มีความสำคัญกับคนไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความงามของเจ้าพระยาแม้จะโรยราไปตามวันเวลา แต่ยังคงเสน่ห์ให้ผู้คนเข้ามาค้นหาอย่างไม่น่าเบื่อ เพื่อเป็นการเข้าใกล้เจ้าพระยามากขึ้นกว่าทุกวัน เจ๊แซบขอพาพลพรรคนักโซ้ยไปนั่งชิลล์ริมแม่น้ำหม่ำของอร่อยที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เป็นร้านน้องใหม่แต่ฝีมือจัดจ้าน ชื่อร้าน “สตีฟ คาเฟ่ แอนด์ ครุยซีน  (Steve CAFE’ & CUISINE)” ถึงแม้ตัวร้านจะเปิดมาไม่นาน แต่แม่ครัว “คุณแม่สุภา” มารดาของ “คุณพี่แพท” เจ้าของร้าน คร่ำหวอดอยู่ในวงการมายาวนาน หลายสิบปี!

แกงเหลืองไหลบัวจี๊ดมาก.แกงเหลืองไหลบัวจี๊ดมาก.

“คุณแม่พี่เป็นแม่ครัวมานานแล้วค่ะ ตอนนี้ท่านใกล้จะเกษียณแล้ว พี่กับคุณสตีฟ สามีก็เห็นว่าน่าจะมาเปิดร้านกันเองได้แล้ว ให้แม่มาทำร้านเราเองดีกว่า ท่านจะได้อยู่ ใกล้ชิดลูกๆหลานๆด้วย พอพี่คุยกับแฟนลงตัว ก็เลยตัดสินใจเปิดร้านค่ะ ตอนแรกเรามี 2 ที่ให้เลือก คือ สาทร และที่นี่ แต่แล้วเราก็ตัดสินใจเลือกร้านริมน้ำ เพราะว่าพอดูโลเกชั่นแล้วมันได้บรรยากาศตรงริเวอร์วิว ถามว่ากลัวน้ำท่วมมั้ย ก็คิดกันอยู่ แต่แฟนพี่เค้าคิดว่าถ้าต้องให้คุณแม่มาดูแลร้านให้ ถ้าเราอยู่ใกล้น้ำ ท่านก็จะได้สดชื่นด้วย ก็เลยตัดสินใจเลือกเปิดร้านที่นี่ค่ะ” ร้านสตีฟคาเฟ่ฯ ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาในมุมที่มองเห็นสะพานพระรามแปดแขวนเด่นอยู่ตรงหน้า บรรยากาศดี แม่ครัวมีฝีมือ ราคาสมเหตุสมผล ไม่แพงจนหน้าหงาย พาสาวไปหม่ำได้ไม่ทำร้ายสุขภาพกระเป๋าตังค์ (ฮา)

ผัดหมี่เบคอนไข่เค็มอิ่มกำลังดี.ผัดหมี่เบคอนไข่เค็มอิ่มกำลังดี.

เปิดประเดิมด้วยเมนูเบาๆ เคล้าเสียงคลื่นแห่งเจ้าพระยา “ยำตะไคร้”, “กุ้งแช่น้ำปลาวาซาบิ” และ “ปีกไก่ไวน์แดง” 3 เมนู 3 สัญชาติ ผสมผสานได้อย่างลงตัว

แซบแบบไทยกับ “ยำตะไคร้” ใช้ตะไคร้ต้นอ่อนๆ ซอยละเอียดยิบคลุกกับกุ้งแห้งตัวขนาดกลาง ราดน้ำยำรสแซบ รสกลมกล่อม ไม่เผ็ดโดด ไม่เปรี้ยวจี๊ด กิน แกล้มกับใบชะพลู เข้ากันอย่างน่าอัศจรรย์

ซ่าส์แบบลูกผสมญี่ปุ่นกับ “กุ้งแช่น้ำปลาวาซาบิ” เมนูเก๋ที่ได้ไอเดียมาจากคุณสตีฟสามีของคุณพี่แพท ความ (คิด) ซนผสมกับความซ่าส์ของวาซาบิอย่างดีที่นำมาผสมกับ น้ำยำรสแซบแบบไทย เสิร์ฟมาพร้อมกับกุ้งสดตัวโต โซ้ยแต่ละ คำหนำอารมณ์ สาวกวาซาบิไม่ควรพลาด

โซ้ยต่อกับ “ปีกไก่ไวน์แดง” เมนูลูก ผสม เป็นปีกไก่หมักกับไวน์แดง ปล่อยให้ไวน์ค่อยๆซึมเข้าไปอย่างช้าๆ เนื้อไก่จะนุ่มชุ่มฉ่ำ นำไปทอด กับน้ำมันใหม่ ไฟกลาง เนื้อจะกรอบนอกนุ่มใน กัดแต่ละทีไม่มีกระด้าง เป็นอาหารจานเบาๆ ที่เข้าบรรยากาศริมน้ำได้เป็นอย่างดี

เพิ่มดีกรีความแซบแบบก้าวกระโดด กับเมนูเด็ดขวัญใจเจ๊ “แกงเหลืองไหลบัว” รสชาติจัดจ้านสะท้านใจ คุณแม่สุภาสั่งขมิ้นและส่วนผสมมาจากบ้านเกิดจังหวัดชุมพร ได้มา แล้วก็ลง มือโขลกเอง ตำเอง บรรเลงอยู่ในครัวแบบไม่กลัวเหนื่อย พริกแกงรสเข้มใส่ไหลบัวท่อนพอดีคำต้มไม่นานจนเกินไป กรุบกรอบโดนใจ เคี้ยวสนานทานสนุก

จี๊ดต่อด้วย “ปลาดุกฟูผัดพริกขิงไข่เค็ม” เนื้อปลาดุก ยีฟูทอดกรอบสะเด็ด น้ำมัน ผัดกับพริกขิงรสกลมกล่อมหอมเครื่อง ใส่ไข่เค็มเล็ก น้อยเพิ่มความเค็มอร่อยแบบธรรมชาติ กินเล่นก็เพลิน กินกับ ข้าวก็เจริญกระเพาะ แค่คิดเจ๊แซบแอบกลืนน้ำลายเอื้อกกกกก…อยากกลับไปซ้ำให้หนำกระเพาะ

บรรยากาศงามนัก.บรรยากาศงามนัก.

สำหรับอาหารจานเดี่ยว เจ๊แซบแอบกระซิบ 2 เมนูเก๋กู๊ด “สปาเกตตีผงกะหรี่ปู” รสชาติละมุนละไม หม่ำได้ทั้งครอบครัว และ “เส้นหมี่เบคอนไข่เค็มโบราณ” ทานง่าย ไม่เลี่ยน เส้นหมี่ผัดแห้งกำลังดี มีความเค็มจากเบคอนและไข่แดงเค็มแกล้มให้กลมกล่อม มีผักกาดแก้ววางแซมกินแกล้มแสนเพลิน !!!

พี่แพทและคุณแม่ แม่ครัวตัวจริง.พี่แพทและคุณแม่ แม่ครัวตัวจริง.

ร้าน “สตีฟคาเฟ่ แอนด์ ครุยซีน” เป็นร้านน้องใหม่ที่ทำท่าว่าจะมาแรง เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 11 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ร้านมีขนาดเล็ก จัดโต๊ะหลวมๆพอให้นั่งสบาย กลางวันอาจจะมีไอร้อนจากแม่น้ำพัดผ่านมาเล็กน้อย ตอนเย็นถึงค่ำหม่ำได้ไม่อบอ้าว

พิกัดความชิลล์ตั้งอยู่ที่ริมน้ำเจ้า พระยา เข้าทางวัดเทวราชกุญชร ถ้ามาจากทางถนนศรีอยุธยามุ่งตรงมาทางเทเวศน์และตรงผ่านซุ้มประตูวัด เข้ามาในบริเวณวัดด้านใน จอดรถที่หน้าพิพิธภัณฑ์ไม้สักทอง แล้วเดินเท้าเข้าไปอีกไม่ถึงหนึ่งนาทีจะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ ถ้ามาแล้วงงหลงทางโทร.ถามได้ที่เบอร์ 08–4361–4910 และ 0–2281–0915 ถ้ามาแล้วเจ๊แซบแนะนำให้เข้าไปทำบุญที่วัด หลังจากอิ่มใจแล้วค่อยมาอิ่มท้อง เรียกว่าอิ่มสองเด้งเจ้าค่า !!!!

เจ๊แซบ หัวเขียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เจ๊แซบ หัวเขียว
  • 26 สิงหาคม 2555, 09:00 น.
%d bloggers like this: