โคนม

All posts tagged โคนม

โซนนิ่งปศุสัตว์’โคนม’ต้องเป็นหนึ่ง

Published สิงหาคม 5, 2013 by SoClaimon

โซนนิ่งปศุสัตว์’โคนม’ต้องเป็นหนึ่ง

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2556

//

โซนนิ่งปศุสัตว์’โคนม’ต้องเป็นหนึ่ง

จัดโซนนิ่งปศุสัตว์รับ ‘เออีซี’ กิจการโคนมต้องไม่เป็นรอง : ดลมนัส กาเจ … รายงาน

                          หากประเมินในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านปศุสัตว์ไม่เป็นรองใครในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะกิจการด้านเลี้ยงโคนม ที่โดดเด่นที่สุด ทั้งที่เป็นกิจการขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ของเอกชน และเกษตรกร ประมาณการว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงโคนมกว่า 5.5 แสนตัว สามารถผลิตน้ำนมดิบได้วันละกว่า  2,700 ตัน หรือเฉลี่ยปีละกว่า 9 แสนตัน ขณะที่เวียดนามที่ตามหลังไทยสามารถผลินน้ำนมดิบได้ปีละกว่า 2 แสนตันเท่านั้น

แต่กระนั้นประเทศไทยก็ไม่ควรที่จะประมาท เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศเวียดนามในยุคไร้สงคราม มีการพัฒนาด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็วมาก จะเห็นได้จากในยุคกว่า 30 ปีก่อน เวียดนามปลูกข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค แต่วันนี้เวียดนามสามารถปลูกข้าวและส่งออกมากที่สุดในโลก แซงประเทศไทยที่ครองแชมป์มาหลายทศวรรษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2558 หรืออีก 1 ปีกับ 5 เดือนข้างหน้า เกษตรกรไทยยังต้องปรับตัวที่ไม่เพียงแต่จะผลิตน้ำนมให้มากเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น หากแต่ต้องเน้นคุณภาพที่ต้องเป็นหนึ่งด้วย

หวั่นคู่แข่งต้นทุนต่ำกว่า  

“ขณะนี้ภาคการผลิตโคนมของไทยถือว่าเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากส่วนหนึ่งยังได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการประกันราคารับซื้อน้ำนมดิบ แต่เป็นห่วงว่าหลังจากเข้าสู่เออีซีในอีก 2 ปีข้างหน้า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากประเทศคู่แข่งสามารถนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างเสรี ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตของคู่แข่งต่ำกว่าของไทย ทำให้เกษตรกรไทยอยู่ยาก” นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการปาฐกถาพิเศษ ในการเสวนาหัวข้อ “มิลค์ ฟอรั่ม”ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ที่สะท้อนให้เห็นว่า ไทยไม่ควรยืนอยู่บนความประมาท

นายยุคล ระบุว่า ในช่วง 5 ปีของการร่วมตัวเป็นเออีซี อาจได้รับผลกระทบไม่มาก แต่เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ที่ทำได้เร็วที่สุด ลดใช้อาหารข้น หันใช้หญ้าที่ปลูกในประเทศแทน รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพน้ำนมดิบให้สูงขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องขยายการแปรรูปน้ำนมดิบไปเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่มากกว่าการผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ และนมยูเอชทีเหมือนในปัจจุบัน ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการรองรับโดยการจัดโซนนิ่งการเลี้ยงโคนม ซึ่งดูตามศักยภาพของพื้นที่ ภูมิอากาศ พืชอาหาร การขนส่ง และการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น

จัดโซนนิ่งนานแล้ว..แต่ไม่ประกาศ

p>
ด้าน นสพ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในรายการ “เกษตรทำกินกับคมชัดลึก” ที่จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ “คมชัดลึกทีวี” เวลา 16.00-17.00 น. ในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2556 นี้ว่า การกำหนดโซนนิ่งด้านปศุสัตว์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทางกรมปศุสัตว์ทำมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยเน้นจากพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับสัตว์แต่ละชนิด มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ มีตลาดรองรับ มีเส้นทางคมนาคมสะดวก ที่สำคัญเป็นเขตที่กรมปศุสัตว์มีหน่วยบริการที่มีประสิทธิภาพ เช่น เขตเลี้ยงโคนม จะมีหน่วยให้บริการผสมเทียมอยู่ในพื้นที่หมด เป็นเขตที่ต้องส่งเสริมเพราะต้นทุนต่ำ ภาวะเสี่ยงขาดทุนน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ

ภาคเหนือเหมาะโคนมมากที่สุด

“พื้นที่ที่เหมาะสมกับโคนมทั่วประเทศมี 296 ตำบล ภาคเหนือเหมาะสมที่สุด เพราะสภาพอากาศเย็น และหนาว ภาคกลางบางพื้นที่ อาทิ จ.สระบุรี จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อากาศค่อนข้างเย็นมีภูเขาต่อเนื่องกับเทือกเขาใหญ่ เช่นเดียวกับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แต่ภาคใต้ไม่มีพื้นที่เหมาะสม เพราะอากาศร้อนชื้น มีที่เดียวที่เลี้ยงคือ จ.พัทลุง ที่เลี้ยงได้เพราะมีสหกรณ์เข้มแข็ง ส่วนคนกำลังจับตามองว่า การรวมเป็นเออีซี เกรงว่า เราจะเสียเปรียบนั้น ตอนนี้ภาคการปศุสัตว์เราได้เปรียบกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะโคนม เราผลิตมากที่สุดปีละกว่า 9 แสนตัน ที่ตามหลังเราคือเวียดนาม ผลิตได้ราวๆ 2 แสนตันเท่านั้น” นสพ.อยุทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกว่า ไทยไม่ควรประมาทเวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านการเกษตรเร็วมาก ที่สำคัญต้นทุนต่ำด้วย และอีกประเทศหนึ่งที่น่าจับตามองคือพม่า แม้ตอนนี้เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า แต่สภาพพื้นที่เอื้อต่อการเลี้ยงโคนมมากไม่แพ้ภาคเหนือของไทย ที่สำคัญมีประเทศต่างๆ กำลังจับตามองที่จะไปลงทุนที่พม่าจำนวนมากในขณะนี้

“เชียงใหม่เฟรชมิลค์”ต้องเป็นหนึ่ง

นายบัลลพ์กุล ทิพย์เนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมตรา “เชียงใหม่เฟรชมิลค์” ที่ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทเน้นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์ ตราเชียงใหม่เฟรชมิลค์ ผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ตรานมโรงเรียนทั้งชนิดกล่องและชนิดซอง นมยูเอชที ตรามายด์ด้า และผลิตภัณฑ์นมรสธัญญาหารตรายัมมี่ มาตั้งแต่ปี 2537 โดยรับน้ำนมจากเกษตรกรเป็นหลัก กระทั่ง 6 ปีก่อนจึงตัดสินใจทำฟาร์มโคนมเอง ภายใต้ชื่อ “เชียงใหม่เฟรชมิลค์ฟาร์ม” ในพื้นที่กว่า 150 ไร่

ภายในมีระบบการบริหารจัดการฟาร์มระดับสากล ที่มาตรฐานและทันสมัยที่สุด โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  หรือบีโอไอ ภายในฟาร์มมีโรงเรือนทั้งหมด 4 โรงเรือนที่สามารถรองรับแม่โคนมได้ 2,000 ตัว แต่ปัจจุบันมีแม่โคที่สามารถรีดนมได้ 500 ตัว ซึ่งสามารถรีดนมได้ 8,000 กิโลกรัมต่อวัน โดยใช้ระบบปิดอัตโนมัติแบบพาราเรลที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย สามารถรีดนมได้พร้อมกันครั้งละ 64 แม่โค ใช้เวลาประมาณ 9 นาทีเท่านั้น

“อนาคตอันใกล้นี้ เราจะมีแม่โค 2,000 ตัวในปี 2560 สามารถผลิตน้ำนมดิบได้วันละ 3.5 หมื่น กก. ผมตั้งใจว่าฟาร์มของผมต้องได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่สุดในอาเซียน และเป็นฟาร์มที่ครบวงจร ทั้งที่เลี้ยงโคนมเอง แปรรูปเอง ตอนนี้ไม่เพียงผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นครีมสด ไอศกรีมวิปปิ้งครีม และชีส โดยมุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เลือกใช้น้ำนมโคสดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคในภาคเหนือและน้ำนมโคสดจากฟาร์มเชียงใหม่เฟรชมิลค์ ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพอย่างพิถีพิถันจากนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารและโภชนาการ ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มาตรฐานและทันสมัย” นายบัลลพ์กุล กล่าว

หากประเมินภาพรวมแล้ว แม้จะมั่นใจว่าไทยจะครองความเป็นหนึ่งในกิจการโคนมในเออีซี แต่หากประมาท และนโยบายไม่คงที่ ก็มีโอกาสที่จะถูกแซงจากคู่แข่งเหมือนกับข้าวได้เช่นกัน

————————-

(จัดโซนนิ่งปศุสัตว์รับ ‘เออีซี’ กิจการโคนมต้องไม่เป็นรอง : ดลมนัส กาเจ … รายงาน)

ไทยยกระดับมาตรฐานโคนมพร้อมยืนหยัดบนโลกการค้าเสรี

Published พฤศจิกายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/302374

31 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_302374

นายสมพร บุญหล้า

จากที่ประเทศไทยมีการเจรจาเปิดเสรีทางการค้า ในรูปเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าดังกล่าว อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร โดย โครงการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมด้วยวิธีปฏิบัติ เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงการผลิตน้ำนมคุณภาพดี อีกทั้งเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมปศุสัตว์ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศ ไทย จำกัด และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชียน จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น โดยมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ 20 แห่ง อยู่ในจังหวัด ลำพูน เชียงใหม่  สระบุรี  นครราชสีมา  มหาสารคาม สกลนคร ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี  เพชรบุรี และ ราชบุรี ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2552-31 กรกฎาคม 2558

วัตถุดิบที่ใช้แทนอาหารข้นสำหรับเลี้ยงวัวนม.วัตถุดิบที่ใช้แทนอาหารข้นสำหรับเลี้ยงวัวนม.

โครงการนี้เป็นการนำหลักวิชาการ ผลงานวิจัย ลงสู่การปฏิบัติจริงในฟาร์มเกษตรกร โดยเฉพาะในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และการแข่งขัน สร้างระบบจัดเก็บข้อมูลการจัดการฟาร์ม การจัดการสุขภาพโคนม การจัดการด้านอาหาร คุณภาพน้ำนมดิบ การผสมพันธุ์ รวมทั้งการคัดทิ้งแม่โค การที่ทั้ง 2 หน่วยงานเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ก็หาแนวทางช่วยให้เกษตรกรเพื่อลดต้นทุน

“…การเตรียมพร้อมให้เกษตรกรสามารถพัฒนา ควบคุมน้ำนมดิบให้มีคุณภาพสู้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ได้ หลักสำคัญที่สุดคือ การลดต้นทุนการผลิตโดยที่น้ำนมโคยังมีคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งในบ้านเราเกษตรกรจะได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้แทนอาหารข้นได้หลายชนิด…”

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นการยกระดับกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมในบ้านเรา ให้เข้าสู่มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์วางไว้ โดยสัตวแพทย์ จะเข้าฟาร์มเกษตรกรในโครงการทุกเดือน เพื่อให้คำแนะนำพร้อมทั้งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในฟาร์ม ร่วมกันดูแลสุขภาพโค ให้ความรู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการจัดการระบบสืบพันธุ์ โปรแกรมตรวจท้องเพื่อกันปัญหาผสมไม่ติด เหล่านี้นอกจากเป็นการลดความสูญเสีย ยังให้สัตวแพทย์รุ่นใหม่ได้นำวิชาที่เรียนรู้ไปใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

นายสมพร บุญหล้า เจ้าของพิพัฒน์ฟาร์ม บ้านหินเหล็กไฟ อ.ชะอำ จ. เพชรบุรี หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว บอกว่า เดิมทีประกอบอาชีพทำไร่ แต่ประสบกับปัญหาทั้งในเรื่องของราคาและผลผลิต จึงปรับเปลี่ยนเข้าสู่อาชีพการเลี้ยงโคนม พร้อมทั้งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งทางทีมงานจากโครงการจะเข้ามาให้ความรู้ทั้งด้านการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการให้ยา วิธีการผสม เทียม ดูแลสุขภาพแม่โคสาว แม่โคอุ้มท้อง รวมทั้งการผสมอาหารใช้เองภายในฟาร์ม ซึ่งนอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงแล้ว ยังทำให้สุขภาพโค นมดีขึ้น อีกทั้งน้ำนมที่ส่งไปยังศูนย์รวมมีคุณภาพที่ดีขึ้น

โครงการดังกล่าวไม่เพียงแค่ทำให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยสามารถผลิตน้ำนมคุณภาพแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้เท่านั้น แต่ยังคงทำให้อาชีพพระราชทานคงอยู่คู่กับเยาวชนรุ่นหลังไปอีกอย่างยาวนาน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 31 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

‘โคนมวังน้ำเย็น’ทุ่มพันล้านลุยเออีซี

Published กันยายน 21, 2012 by SoClaimon

‘โคนมวังน้ำเย็น’ทุ่มพันล้านลุยเออีซี

‘โคนมวังน้ำเย็น’ทุ่มพันล้านลุยเออีซี

‘สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น’ เดินหน้า ทุ่มพันล้านขยายกิจการลุยเออีซี

          หลังจากที่กลุ่มประเทศในอาเซียนจะมีการรวมตัวเป็นอาเซียนหนึ่งเดียว ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะผลบังคับใช้ในปี 2558 หลายฝ่ายต่างวิตกว่าจะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรของไทย ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายองค์กรเช่นกันมองว่า การรวมตัวของอาเซียนนั้น เป็นอีกช่องทางที่จะสามารถขยายกิจการเพื่อป้อนตลาดที่มีขนาดโตขึ้น อย่าง “สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด” อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว อีกหนึ่งสถาบันเกษตรกรที่ได้เตรียมรองรับตลาดอาเซียนที่จะเกิดขึ้น โดยการทุ่มเงินถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการโรงงานผลิตนมยูเอชที-พาสเจอร์ไรซ์-นมเปรี้ยวแบรนด์คิว-ไลฟ์ (Q-Life) แบรนด์ใหม่-สร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมผง และยังมีแผนเร่งจัดตั้ง “สถาบันโคนม” อีกด้วย

นายอำนวย ทงก๊ก ประธานที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด บอกว่า ขณะนี้สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น เตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอาเซียน หรือเออีซี โดยเร่งพัฒนาและขยายธุรกิจที่ดำเนินการอยู 8 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจโรงงานนม ยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรซ์ ธุรกิจรับซื้อน้ำนมดิบ ธุรกิจโรงงานอาหารสัตว์ ธุรกิจฟาร์มโคนม ธุรกิจร้านค้าและสวัสดิการ ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ธุรกิจโรงสีข้าว และธุรกิจโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมผง โดยปี 2555 คาดว่าจะมียอดขายรวมราว 3,500 ล้านบาท มีกำไรกว่า 120 ล้านบาท และในปี 2556 ตั้งเป้ายอดขายรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น มีกำลังการผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์วันละ 4 แสนถุง และนมยูเอชที วันละ 4 แสนกล่อง ป้อนโครงการนมโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก อีสาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะเดียวกัน ยังรับจ้างผลิตนมยูเอชทีให้บริษัท ดูเม็กซ์ จำกัด อีกวันละ 4 แสนกล่อง ซึ่งสามารถรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกรสมาชิก จำนวน 1,236 ราย ได้วันละกว่า 140 ตัน และรองรับน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมอื่นๆ อีกวันละ 100 ตัน

ด้าน นายสาธิต ปิติวรา ผู้จัดการสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด บอกว่า ขณะนี้สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น มีแผนที่จะขยายโรงงานนมยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรซ์เพิ่มอีก 1 แห่ง มีกำลังผลิต วันละราว 1 ล้านกล่อง ใช้งบลงทุนกว่า 440 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจที่ให้ผลกำไรสูง โดยเฉพาะการผลิตนมเปรี้ยวแบรนด์คิว-ไลฟ์ (Q-Life) ซึ่งเป็นแบนรด์ใหม่ นอกจากนี้ยังใช้งบกว่า 500 ล้านบาท สร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมผงเชิงพาณิชย์ จะเริ่มเปิดดำเนินในปลายปี 2555 นี้ มีกำลังผลิตนมผงขาดมันเนย นมผงคืนรูปเพื่อบริโภค และนมผงเลี้ยงทารก เป้าหมาย 6,000 ตัน/ปี อนาคตสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นตั้งเป้ารองรับน้ำนมดิบไม่น้อยกว่า 600 ตัน/วัน

นอกจากนี้ มีแผนเร่งจัดตั้งสถาบันโคนม โดยใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านโคนมแบบครบวงจร 3 ส่วนหลัก คือ 1.วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นม 2.จัดฝึกอบรมเกี่ยวกับโคนม และ 3.ผลิตพันธุ์โคนมพันธุ์ดีสู่อาเซียน นำร่องที่ประเทศพม่า เป้าหมาย 1,000 แม่ กำลังผลิตน้ำนมวันละ 150 ตัน จากนั้นจะขยายสู่ประเทศกัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันฟาร์มโคนมของสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นมีโคนมรีดนม  500 แม่ และภายในปี 2558 มีเป้าหมายเพิ่มเป็น 5,000 แม่

ขณะที่ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นี้ จะทำให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ แรงงานและทุนอย่างเสรี ส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางการค้าสูงขึ้น ซึ่งสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศจะมีการผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกัน ถ้าประเทศใดมีการปรับตัวของสินค้าได้รวดเร็วกว่าจะได้เปรียบ สำหรับสินค้าสหกรณ์ของไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวรับมือสถานการณ์การค้าดังกล่าว เนื่องจากมีกลุ่มสินค้าที่แข่งขันสูง เช่น ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ พืชผัก และผลไม้ เป็นต้น

 สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นถือเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมที่จะรองรับการเข้าสู่เออีซีได้เป็นอย่างดี

โคนมวังน้ำเย็น พร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน – ทิศทางเกษตร

Published กันยายน 7, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/153478

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2555 เวลา 00:00 น.

สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นแหล่งผลิตน้ำนมขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2530 ปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของสมาชิกที่เลี้ยงโคนม จึงต้องจัดสร้างศูนย์รับน้ำนมดิบเพิ่มเติมจากจำนวน 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์รับน้ำนมดิบวังใหม่ ศูนย์รับน้ำนมดิบไพรจิตร ศูนย์รับน้ำนมดิบคลองหินปูน ศูนย์รับน้ำนมดิบวัฒนานคร และศูนย์รับน้ำนมดิบลาดตะเคียน

เพื่อการบริการสมาชิก ทางสหกรณ์ยังได้สร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายให้กับสมาชิก รวมทั้งโรงงานผลิตนมยูเอชทีที่แก้ไขปัญหานมล้นตลาดและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับน้ำนมดิบที่ผลิตให้กับสหกรณ์อีกด้วย โดยมีกำลังผลิตประมาณ 700,000–800,000 กล่องต่อวัน ปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด มีโคนมกว่า 40,000 ตัว และมีสมาชิกสหกรณ์กว่า 1,300 ครัวเรือน มีกำลังการผลิต 140 ตันต่อวัน รวมมูลค่าธุรกิจประมาณ 2,000 ล้านบาท

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงการปรับตัวของสหกรณ์โคนมเพื่อรองรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะมีขึ้นในปี 2558 นี้ว่า ได้มีการพิจารณาภาพรวมของทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน พบว่าประเทศเวียดนามได้มีระบบการเลี้ยงโคนมที่ทันสมัย มีกำลังการผลิตมาก และมีความสามารถในการพลิกตัวได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก ต่างจากประเทศสิงคโปร์ที่ไม่ค่อยมีการเลี้ยงโคนมมากนัก จึงเป็นประเด็นที่ผู้เลี้ยงโคในประเทศไทยต้องศึกษา ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสหกรณ์พยายามกระตือรือร้นในการหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวพัฒนากระบวนการตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การแปรรูปนมเพื่อรองรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว

“สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด จะสามารถขยายการผลิตเพื่อแข่งขันกับตลาดในอาเซียนได้ และกำลังขยายแนวทางการเลี้ยงโคนมตลอดถึงการผลิตไปยังประเทศพม่า และประเทศเวียดนาม ซึ่งหากมองโดยรวมแล้วสหกรณ์โคนมของประเทศไทยยังเป็นผู้นำในหลายด้านสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งระบบการเลี้ยง ระบบการผลิต รวมทั้งระบบการนำสินค้าไปสู่ผู้บริโภค การควบคุมอุณหภูมิความชื้น และคุณภาพของนม” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ทางด้าน ดร. สาธิต ปิติวรา ผู้จัดการสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ได้ประกอบธุรกิจหลายอย่าง มีธุรกิจรับซื้อน้ำนมดิบ ร้านสวัสดิการ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานผลิตภัณฑ์นม โรงสีข้าว สถานีบริการน้ำมัน ตลาดส่วนใหญ่จะเป็นนมโรงเรียน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีสามารถผลิตได้ 800,000 กล่องต่อวัน และนมพาสเจอไรซ์ 400,000 กล่องต่อวัน ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้อาชีพการเลี้ยงโคนมของสมาชิกสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด มีตลาดที่แน่นอนและยั่งยืน ที่นอกจากจะรับน้ำนมดิบจากสมาชิกสหกรณ์แล้ว ก็ยังสามารถรองรับน้ำนมจากสหกรณ์อื่นๆ ประมาณ 100 ตันต่อวันอีกด้วย รวมน้ำนมดิบที่รับมาผลิตไม่น้อยกว่า 240 ตันต่อวัน ซึ่งในปี 2556 มีแผนจะขยายโรงงานผลิตนมยูเอชที และนมพาสเจอไรซ์ ประมาณ 1 ล้านกล่องต่อวัน

“เพื่อเตรียมรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีขึ้นอีก 3 ปีข้างหน้า สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ได้เตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าไว้หลายด้าน นับตั้งแต่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น ภาษา ทักษะการดูแลเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงเครื่องจักร ตลอดถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเรื่องความสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดี ทั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญคือ การสร้างแบรนด์เพื่อให้ทุกคนรู้จัก สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด มากยิ่งขึ้น อนาคตก็จะเป็นสถาบันโคนม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติการจัดสร้างสถาบันโคนมแล้ว โดยอนุมัติงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อการจัดสร้างประกอบด้วยอาคารสำนักงาน เพื่อการศึกษาเรียนรู้ของประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน ในด้านการเลี้ยงโคนม การผสมเทียม ผลิตภัณฑ์นม และการจัดการในส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานนี้นอกจากจะเป็นการเตรียมรับมือกับ AEC แล้ว ก็ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในการเลี้ยงโคนมของสมาชิก รวมถึงความมั่นคงของอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยอีกด้วย” ผู้จัดการสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด กล่าวและในเร็ว ๆ นี้ ทางสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด กับ ผู้ผลิตภาคเอกชนจะเดินทางไปยังประเทศพม่า เพื่อศึกษาลู่ทางในการเปิดฟาร์มเลี้ยงโคนมในประเทศพม่าอีกแห่งหนึ่งด้วย.

เร่งช่วยสหกรณ์โคนมท่าม่วง ปลัดฯสั่งตรวจสอบผลกระทบน้ำท่วม ก่อนชงเข้าครม.ออกมาตรการเยียวยา

Published กันยายน 6, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/21104

วันพฤหัสบดี ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ครม.อุทกภัยน้ำท่วมสหกรณ์โคนมท่าม่วงเยียวยาเกษตรกรโคนม,

ปลัดเกษตรฯ รับข้อร้องเรียนเกษตรกรโคนมสหกรณ์ท่าม่วง เหตุเทนมเสียจากปัญหาน้ำท่วม 178 ตัน สั่งเร่งตรวจสอบหลักฐานความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกร ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้การช่วยเหลือเยียวยา

น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสหกรณ์ท่าม่วง จำกัด ว่า กรณีที่ได้มีกลุ่มเกษตรกรสหกรณ์โคนมท่าม่วงได้มารวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเหลือเรื่องค่าน้ำนมดิบที่ต้องเสียหายจากปัญหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำนมดิบไปผลิตที่โรงงานได้  เป็นเหตุให้นมเกิดเน่าเสียจึงต้องเททิ้งถึง 3 ครั้ง รวมปริมาณน้ำนมดิบจำนวน 178 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3 ล้านเศษ เกษตรกรจำนวน 190 ราย ซึ่งจากการประชุมหารือเป็นที่เข้าใจร่วมกันในครั้งนี้แล้วได้ข้อสรุปว่า  ทางสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จะรวบรวมเอกสารหลักฐานที่ได้มีการแจ้งความสาเหตุที่ต้องเทนมทิ้งเนื่องจากมีการเน่าเสียจริง ไม่ได้เทนมทิ้งเพื่อการประท้วงแต่อย่างใด โดยจะส่งเรื่องทั้งหมดไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี และผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน 1 สัปดาห์  จากนั้นจะส่งเรื่องยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลหลักฐานความเสียหายจริง และกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสหกรณ์ท่าม่วงที่ได้รับผลกระทบต่อไปตามลำดับ ซึ่งในทุกขั้นตอนคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีสหกรณ์กลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ก็จะพิจาณาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามหลักฐานที่แสดงได้ว่านมเสียเกิดจากปัญหาอุทกภัย โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ก็สามารถยื่นเอกสารทั้งหมดผ่านมายังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดได้ เพื่อกระทรวงเกษตรฯ จะได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือเยียวยาต่อไป

กระตุ้นอาชีพพระราชทานคู่แผ่นดินไทย – ทิศทางเกษตร

Published มิถุนายน 30, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/132962

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีมีตัวแทนสหกรณ์โคนมทั่วประเทศเข้าร่วมหารือแนวทางให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของอาชีพการเลี้ยงโคนมว่าเป็นอาชีพพระราชทานที่ควรรักษาให้อยู่คู่ประเทศไทย พร้อมเร่งสร้างตลาดแท้นมสหกรณ์  โดยการร่วมกันสร้างตราสินค้านมสหกรณ์ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจสหกรณ์โคนม

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานในพิธีเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปีของชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ว่า การประชุมดังกล่าวมีตัวแทนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ จำนวน 160 คน เข้าร่วมเพื่อหารือถึงแนวทางในการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ซึ่งการที่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย ได้รวมตัวเป็นชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ขึ้นมา ก็เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง เป็นการเพิ่มพลังและเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับเกษตรกร จึงอยากให้สหกรณ์โคนมที่เป็นสมาชิกส่งผู้แทนเข้ามาเป็นปากเสียงในชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ  เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์และเดินหน้าในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

“ในฐานะชุมนุมฯเป็นองค์กรนำของสหกรณ์โคนมทั้งประเทศ จะต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์นม ได้รับผลกระทบหรือไม่ และจะต้องมีการเตรียมตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์โคนม  ขอให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมฯเป็นองค์กรตัวแทนในการขับเคลื่อนกิจการของสหกรณ์โคนมทั้งประเทศ  ในการผลักดันธุรกิจของโคนมให้ก้าวหน้าต่อไป” นายสมชายกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า อาชีพเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน หลายครั้งที่ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ทรงมีรับสั่งถึงความเป็นห่วงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปช่วยเหลือ ดูแลและแนะนำการดำเนินงานให้กับสหกรณ์โคนมในพื้นที่ต่าง ๆ เพราะการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ให้กับคนไทย พระองค์ทุ่มเทและทำทุกอย่างให้อาชีพนี้อยู่คู่กับประเทศไทย  จึงขอฝากให้สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้  และขอให้มีความตั้งใจจริงในการช่วยกันขับเคลื่อนและพัฒนากิจการโคนมให้มีความเจริญก้าวหน้าและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อองค์กรร่วมกัน

“สิ่งที่ฝากเตือนคือการสร้างตลาดนม  สหกรณ์โคนมควรหันมาพึ่งพาตนเอง โดยการสร้างตราสินค้านมสหกรณ์  ให้คนได้รู้จักและยอมรับในคุณภาพนมของสหกรณ์ แทนที่จะต้องพึ่งพาโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนตลอด เพราะหากมีการยกเลิกนโยบายดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาในอนาคต” นายสมชาย  กล่าว

ดังนั้น วันนี้เหมาะและควรเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์ อิมเมจของนมและผลิตภัณฑ์นม ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์นม 70% ที่ส่งเข้าสู่ตลาด ล้วนแต่เป็นผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์โคนม  ฉะนั้นศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ทุกศูนย์จำเป็นจะต้องได้มาตรฐานเพราะนมเป็นอาหารที่เสียง่าย หากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบขาดสุขลักษณะที่ดี จะมีปัญหาต่อคุณภาพนม

ซึ่งขณะนี้ได้มีการส่งเสริมมาตรฐาน GAP แก่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบของสหกรณ์ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 70-80% ของจำนวนศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบทั้งหมด และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้จนครบทุกแห่งในระยะเวลาอันใกล้นี้.

ไทยโฮลสไตน์ฯ..ลูกผสมดัตช์ จับรีดง่าย-ไม่เตะ..ไม่อั้นน้ำนม

Published มิถุนายน 12, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/267425

12 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_267425

องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” (World Milk Day)…

ประเทศไทย…มีการจัดกิจกรรมมากมายหลายแห่ง เพื่อกระตุ้นให้คนไทยรู้จักประโยชน์จากการ ดื่มนม…แต่อีกมุมหนึ่งสายพันธุ์วัวของบ้านเรายังให้ ปริมาณน้ำนมน้อย จึงมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง…

…รศ.ดร.ประวีร์ วิชชุลตา อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า…การก้าวสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community: AEC) ของ ประเทศไทยนั้น… เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ รัฐบาล รวมทั้ง ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับ สถานการณ์ การแข่งขัน ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมการเกษตร…ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ…

“ฟาร์มโคนม” เป็นอีกหนึ่ง อุตสาหกรรมการเกษตร ที่ไทยมีความได้เปรียบในด้านการผลิต ด้วยปริมาณ น้ำนมดิบคุณภาพดีที่ผลิตได้สูงถึงกว่า 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากการ มุ่งมั่นพัฒนาฟาร์มโคนมอย่าง ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์โคนมที่ให้น้ำนมสูงและการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน อย่างเช่น สายพันธุ์ไทยโฮลสไตน์-ฟรีเชียน…ซึ่งทาง…สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ พัฒนาขึ้น…

ไทยโฮลสไตน์ฟรีเชียน… เป็นโคนมพันธุ์ที่ กรมปศุสัตว์ ได้คัดเลือกให้เป็นพันธุ์หลักในการปรับปรุงพันธุ์โคนมของประเทศ โคพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดใน ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย ชาวดัตช์ หรือที่เรียกกันว่า ฮอลแลนด์ โดยต้นกำเนิดโคพันธุ์นี้ ในทวีปยุโรปมักนิยมเรียกว่า พันธุ์ฟรีเชียน (Friesian) ซึ่งชื่อนี้สอดคล้องกับเมือง ฟรีแลนด์ (Friesland) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ…

แต่ในทวีปอเมริกา เหนือ เรียกโคนมพันธุ์นี้ว่า พันธุ์โฮลสไตน์ (Holstein) คาดว่าเรียกตามชื่อรัฐ Holstein ซึ่งอยู่ใน ประเทศเยอรมนีจากนั้นจึงเรียกโคพันธุ์นี้รวมว่า พันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียน (Holstein Friesian)

สำหรับ ประเทศไทย และอีกหลายๆประเทศได้มีการนำเข้าน้ำเชื้อ และตัวโคจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เมื่อนำมาผสมกับสายพันธุ์ไทย… จึงเรียกรวมกันเป็น ไทยโฮลสไตน์ฟรีเชียน…

หรือ โคสายพันธุ์ขาว–ดำ ลำตัวมีขนาดใหญ่ เพศ ผู้หนัก 800–1,000 กิโลกรัม เพศเมียน้ำหนัก 500–800 กิโลกรัม ผลิตน้ำนมเฉลี่ย 6,000–7,000 กิโลกรัม ต่อระยะการให้นม มีนิสัยค่อนข้างเชื่อง จับรีดนมง่าย–ไม่เตะ และ ไม่อั้นการให้น้ำนม…!!
ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 12 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

3 หน่วยงาน จับมือ ใช้ จีโนม คัดเลือกพันธุ์ ก้าวพัฒนาโคนมไทย

Published พฤษภาคม 13, 2012 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010455&srcday=2012-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 524

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ์

3 หน่วยงาน จับมือ ใช้ จีโนม คัดเลือกพันธุ์ ก้าวพัฒนาโคนมไทย

นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับปวงชนชาวไทยมาจนถึงทุกวันนี้ โคนมได้กลายเป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ มีเกษตรกรมากกว่า 20,000 ราย ที่อยู่ในอาชีพนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วงการโคนมของประเทศไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การคัดเลือกสายพันธุ์ด้วยการใช้พันธุกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การประเมินความสามารถทางพันธุกรรมโคนมขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้พัฒนาขึ้นในเขตภาคกลางของประเทศ เมื่อ ปี 2539 โดยความร่วมมือระหว่างองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่คุณค่าการผสมพันธุ์ (EBV : Estimated Breeding Value) สำหรับลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจ (ผลผลิตน้ำนม เปอร์เซ็นต์ไขมันนม เปอร์เซ็นต์โปรตีน ระยะการให้นม และอายุเมื่อคลอดลูกครั้งแรก) ของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์โคนมที่ปรากฏในประชากรสู่เกษตรกรให้มีโอกาสนำไปคัดเลือกพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรมของลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในประชากรโคนมกลุ่มนี้และประชากรโคนมอื่นในประเทศไทยที่ผ่านมายังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากความแม่นยำของการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมมีค่าต่ำ

3 หน่วยงาน จับมือทำโครงการ

เป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดที่มาของโครงการวิจัยร่วม ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ภายใต้ชื่อโครงการ การพัฒนาระบบการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมจีโนมของโคนมในประเทศไทย โดยมี ผศ.ดร. ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ

ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า “โครงการพัฒนาระบบประเมินความสามารถทางพันธุกรรมจีโนมของโคนมในประเทศไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยเฉพาะในการคัดเลือกพันธุ์โคนมและพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรมโคนมภายใต้ระบบการผลิตของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ ดร. ทวีศักดิ์ ยังบอกอีกว่า โครงการยังได้สนับสนุนการผลิตบุคลากรระดับบัณฑิตศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแบบจำลอง การประเมินความสามารถทางพันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุ์โคนมและเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของแหล่งเก็บข้อมูล ดีเอ็นเอ ที่ได้จากตัวอย่างเนื้อเยื่อของโคนมที่ถูกเลี้ยงดู และให้ผลผลิตภายในประเทศ ซึ่งจะมีประโยชน์สำหรับการพัฒนางานวิจัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมของโคนมที่แสดงออกภายใต้สภาพแวดล้อมในเขตร้อนชื้น

ด้าน ผศ.ดร. ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากปัญหาที่พบว่าการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมมีความแม่นยำต่ำ แนวทางที่สามารถทำได้และต้องเร่งดำเนินการคือ การเพิ่มการพิจารณาข้อมูลจีโนม ร่วมกับข้อมูลพันธุ์ประวัติ และความสามารถในการแสดงออกที่ปรากฏของสัตว์แต่ละตัว ตามที่ได้ปฏิบัติกันโดยทั่วไป ด้วยเทคนิคชีววิทยาโมเลกุล ที่เรียกว่า จีโนม สนิป (Genomic SNP) ซึ่งแม่นยำ และใช้ต้นทุนต่ำ

“เป้าหมายของโครงการคือ เพื่อการพัฒนาระบบการประเมินพันธุกรรมจีโนม ได้แก่ แบบจำลองและวิธีการทำนายความสามารถทางพันธุกรรมจีโนม ความสัมพันธ์ระหว่างสนิปและลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจของโคนม และระบบฐานข้อมูลร่วมของพันธุ์ประวัติ-ลักษณะปรากฏ-จีโนไทป์ ทำให้เกิดข้อมูล คุณค่าการผสมพันธุ์จีโนม (GEBV) สำหรับลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่มีความแม่นยำสูงกว่า คุณค่าการผสมพันธุ์ หรือ EBV ที่ทำโดยการใช้วิธีการประเมินค่าทางพันธุกรรมที่ใช้กันอยู่ทั่วไปประมาณร้อยละ 30 สำหรับใช้ในการคัดเลือกพันธุ์สัตว์ เร่งอัตราความก้าวหน้าทางพันธุกรรมในประชากรโคนม ทำให้พันธุกรรมของโคนมในประชากรหลากหลายพันธุ์ของประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น” ผศ.ดร. ศกร กล่าว

แต่ที่สำคัญอีกประการคือ ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมระดับจีโนมเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตของโคนมในเขตร้อนชื้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความมั่นคงของการผลิตโคนมเพื่อการแข่งขันทางการค้าได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

แนะ 12 ข้อคิด เลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมเพื่อการผสมเทียม

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร. ศกร ได้มีข้อแนะนำเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ในการเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมเพื่อการผสมเทียม โดย ผศ.ดร. ศกร ได้ให้ข้อมูลไว้ในเอกสารเผยแพร่ค่าการผสมพันธุ์โคนม 2554 ของ อ.ส.ค. ดังนี้

ความสัมฤทธิผลของการปรับปรุงพันธุ์หรือการพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรมนั้น ขึ้นอยู่กับ “ความแม่นยำในการคัดเลือก” และ “ความเหมาะสมในการจับคู่ผสมพันธุ์” ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมเพื่อการผสมเทียม และการกำหนดแผนการผสมพันธุ์ที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญ

ดังนั้น เพื่อให้การเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และได้ลูกโคนมที่เกิดและให้ผลผลิตภายใต้การจัดการที่แตกต่างกัน สำหรับนำมาใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรม และในการพิสูจน์ความสามารถทางพันธุกรรมของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์โคนมในประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ผลิต เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตโคนมควรทำความเข้าใจในการเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมเพื่อการผสมเทียม ดังต่อไปนี้

หนึ่ง การปรับปรุงพันธุ์ ไม่ใช่การกระทำเพียงเพื่อให้สัตว์เพศเมียเกิดการผสมติดและคลอดลูกออกมามีชีวิต แต่การปรับปรุงพันธุ์นั้น หวังผลให้สัตว์รุ่นลูกมีค่าเฉลี่ยในการแสดงลักษณะที่น่าสนใจดีกว่าสัตว์รุ่นพ่อแม่

สอง การพิจารณาเปรียบเทียบ ข้อมูลทางพันธุกรรมของพ่อพันธุ์ที่ปรากฏอยู่ในแค็ตตาล็อกต่างๆ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบข้ามปี (ปีของการประเมิน) หรือข้ามหน่วยงาน หรือบริษัทได้

ทั้งนี้ เนื่องมาจากคุณค่าการผสมพันธุ์ (ความสามารถทางพันธุกรรม) ของพ่อพันธุ์ที่ปรากฏในแค็ตตาล็อกแต่ละเล่มของแต่ละองค์กร หรือหน่วยงานนั้นมาจากชุดข้อมูลหรือประชากรโคนมที่มีโครงสร้างทางพันธุกรรมและการจัดการแตกต่างกัน และในบางครั้งได้มาจากพื้นฐานของการคำนวณค่าที่แตกต่างกัน

การนำค่าที่ประมาณค่าได้ของพ่อพันธุ์โคนมเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกันจะทำให้เกิดความลำเอียง และอาจส่งผลให้ความแม่นยำในการตัดสินใจคัดเลือกลดลง

สาม น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ต่างประเทศที่มีราคาแพง ไม่ได้บ่งถึงการได้มาซึ่งสัตว์รุ่นลูกที่มีความสามารถดีเด่นสมราคา เมื่อนำมาใช้จริงภายในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย พ่อพันธุ์ต่างประเทศไม่ทุกตัวที่มีความสามารถทางพันธุกรรมดีกว่าพ่อพันธุ์ที่ผลิตได้ในประเทศไทย เกษตรกรจึงควรพิจารณาคัดเลือกพ่อพันธุ์โคนมจากความสามารถทางพันธุกรรม ดีกว่าพิจารณาคัดเลือกพ่อพันธุ์โคนมจากแหล่งที่มาทางพันธุกรรมแต่เพียงอย่างเดียว

สี่ ของฟรีไม่มีในโลก น้ำเชื้อที่มีราคาถูกจนผิดสังเกต อาจเป็นพ่อพันธุ์ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทดสอบความสามารถทางพันธุกรรมอย่างเหมาะสม การนำน้ำเชื้อเหล่านั้นมาใช้จะทำให้ผู้ผลิตตกอยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยง ในการได้สัตว์รุ่นลูกตรงความต้องการหรือไม่ และอาจสร้างปัญหาต่อการควบคุมความก้าวหน้าทางพันธุกรรมและความคุ้มค่าต่อการลงทุน

ห้า น้ำเชื้อของพ่อพันธุ์ที่ผ่านการพิสูจน์ มีราคาสูงกว่า แต่มีความน่าเชื่อถือและแม่นยำมากกว่าพ่อพันธุ์หนุ่มที่รอการพิสูจน์ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการตัดสินใจคัดเลือกที่ผิดพลาด เกษตรกรควรพิจารณาเลือกใช้พ่อพันธุ์ที่มีความสามารถทางพันธุกรรม และมีความน่าเชื่อถือหรือความแม่นยำในการถ่ายทอดความสามารถทางพันธุกรรมที่ดีเหล่านั้นสูง

หก พ่อพันธุ์แท้ไม่ทุกตัวที่ดีกว่าพ่อพันธุ์ลูกผสม ดังนั้น การเลือกใช้พ่อพันธุ์ไม่จำเป็นต้องเลือกใช้แต่พ่อพันธุ์แท้ทุกครั้งเสมอไป เกษตรกรควรพิจารณาที่ความสามารถทางพันธุกรรมของพ่อพันธุ์ที่สนใจว่ามีค่ามากหรือมีค่าน้อย และพิจารณาโอกาสในการได้ลูกโคนมที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดีกว่าโคนมรุ่นพ่อแม่

เจ็ด พันธุ์ สายพันธุ์ลูกผสม ระดับสายเลือด มีคุณค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่าความสามารถทางพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัว ดังนั้น การพิจารณาเลือกใช้น้ำเชื้อพันธุ์ หรือคัดเลือกโคนม เกษตรกรจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลความสามารถของสัตว์ตัวนั้นๆ มากกว่า

เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นพ่อที่มาจากพันธุ์เดียวกัน หรือมีสายเลือดระดับเดียวกัน พ่อพันธุ์เหล่านั้นก็ยังมีความสามารถที่แตกต่างกัน ระดับสายเลือดที่ต้องการให้ลูกของมันเป็นข้อมูลระดับพันธุ์ สายพันธุ์ลูกผสม หรือระดับสายเลือดนั้นเป็นเพียงข้อมูลอย่างหยาบที่ใช้กำหนดขอบเขตในการพิจารณา คัดเลือก เบื้องต้นเท่านั้น

แปด เกษตรกรควรพยายามเลือกพ่อพันธุ์ที่มีข้อมูลการแสดงลักษณะต่างๆ ของลูกที่เกิดและเลี้ยงดูภายใต้สภาพแวดล้อมของประเทศไทย เพื่อลดความเสี่ยงในการตัดสินใจคัดเลือกที่ผิดพลาด แต่ถ้าหากไม่สามารถทำได้ ควรเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ในประเทศที่มีลักษณะสภาพแวดล้อมหรือสภาพการจัดการฟาร์มใกล้เคียงกับฟาร์มของเกษตรกรเองมากที่สุด

เก้า เกษตรกรควรบันทึกชื่อพันธุ์ และสายเลือดของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ รวมถึงวันที่ผสมพันธุ์ทุกครั้ง ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประกอบการพิจารณาพ่อหรือแม่พันธุ์เหล่านั้นอีกในอนาคต และเพื่อเป็นพันธุ์ประวัติให้กับสัตว์รุ่นลูกที่เกิดใหม่

สิบ เกษตรกรควรใช้พ่อพันธุ์อย่างน้อย 2 ตัว ในการผสมพันธุ์กับแม่พันธุ์ต่างๆ ในฟาร์มแต่ละช่วงฤดูกาลในแต่ละปี และไม่ควรเปลี่ยนพ่อพันธุ์ยกชุดในแต่ละฤดูกาล แต่ควรคงการใช้ประโยชน์จากพ่อพันธุ์เดิมไว้อย่างน้อย 1 ตัว

สิบเอ็ด พ่อพันธุ์แต่ละตัว ควรนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการผสมพันธุ์ในฟาร์มอย่างน้อย 2 ฤดูกาล ติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มการจัดการของโครุ่นลูกของพ่อพันธุ์เหล่านั้นให้สามารถนำมาพิจารณาเปรียบเทียบซึ่งกันและกันได้อย่างไม่ลำเอียง

สิบสอง การแสดงออกในลักษณะต่างๆ (การเจริญเติบโต การให้ผลผลิต ประสิทธิภาพการสืบพันธุ์) ของลูกของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ใช้ มีประโยชน์ต่อการพิจารณาว่าจะเลือกใช้พ่อ-แม่พันธุ์ตัวเดิมอีกหรือไม่

ดังนั้น เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญและจดบันทึกข้อมูลการให้ผลผลิต พร้อมพันธุ์ประวัติของโคนมแต่ละตัว เพื่อนำมาใช้ในการพิจารณาด้านต่างๆ สำหรับการพัฒนาศักยภาพการผลิตภายในฟาร์มของเกษตรกรเอง

สำหรับผู้สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของโครงการ การพัฒนาระบบการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมจีโนมของโคนมในประเทศไทย และข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลือกใช้น้ำเชื้อเพื่อการผสมเทียม ติดต่อสอบถามได้ที่ ผศ.ดร. ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ โทร. (02) 579-1120 ต่อ 21

ทั้งหมดนี้คือ อีกก้าวของการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับวงการโคนมของประเทศไทย

อ.ส.ค.กับ 5 ทศวรรษ….การส่งเสริมกิจการโคนม – เกษตรทั่วไทย

Published เมษายน 19, 2012 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/22572

วันอังคารที่ 17 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

อาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้กับเกษตรกรไทย โดยมีจุดกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศเดนมาร์ก ประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ณ ที่ตั้งสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คดำเนินการมา 50 ปี

นายนพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน อ.ส.ค.ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานทั้งด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เกษตรกรไทย ควบคู่กับการทำธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% จากเกษตรกรไทยภายใต้ตราสินค้า นมไทย-เดนมาร์ค ซึ่งถ้ากล่าวถึงความสำเร็จในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพัฒนาการก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยอมรับว่าในเรื่องของอุตสาหกรรมโคนมเราเป็นอันดับ

ต้น ๆ ของประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากเกษตรกรไทยได้รับการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ตามหลักวิชาการเลี้ยงโคนมมาอย่างยาวนานหลายรุ่น เกษตรกรมีทักษะและความชำนาญในการเลี้ยงโคนมเป็นอย่างดี อีกทั้งเรามีการพัฒนาสายพันธุ์โคนมที่ให้ผลผลิตดีและเป็นที่ต้องการของตลาด

ดังนั้น สำหรับก้าวย่างต่อไปของ อ.ส.ค. ยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะใน ด้านการลดต้นทุนการผลิตด้วยการปลูกหญ้าเลี้ยงโคแทนที่จะเลี้ยงด้วยอาหารข้นสำเร็จรูปหรือฟางที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและโคไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ นอกจากนี้ จะต้องคำนึงถึงคุณภาพน้ำนมดิบเป็นสำคัญ อีกทั้ง ต้องมีการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล หรือมาตรฐาน GMP เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดเสรีโดยเฉพาะในปี 2558 ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะสามารถขยายตลาดจากแค่ผู้บริโภคภายในประเทศ ไปสู่ประชากรในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย

ในส่วนของผลิตภัณฑ์นมไทย-เดน มาร์คนั้น ในก้าวย่างปีที่ 51 อ.ส.ค.จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หลายชนิด โดยกลุ่มแรกเป็นนมแช่เย็น นมพาสเจอร์ไรซ์ โยเกิร์ต ไอศกรีมซอฟเสิร์ฟ (Soft serve) ซึ่งได้ทดลองตลาดตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ และกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนนี้ โดยเป้าหมายแรกจะทำตลาดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนที่จะขยายไปทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้วจึงจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ส่วน กลุ่มที่สอง เป็นผลิตภัณฑ์นมยูเอชที ปัจจุบันเราอยู่ในอันดับที่ 2 มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 28-29% ดังนั้น จะขยายไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมยูเอสทีพลัส (เพิ่มเติมสารอาหาร) และนมเปรี้ยวที่ผลิตจากนมสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผงซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ทำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ คาดว่าภายในเดือนสิงหาคมจะสามารถเปิดตลาดได้ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า อ.ส.ค.จะมีผลประกอบการเพิ่มจาก 6,000 ล้านบาท เป็น 10,000 ล้านบาทได้ภายใน 5 ปีต่อจากนี้

…นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ซึ่งในปีนี้จะปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเน้นตกแต่งพื้นที่สไตล์เมืองคาวบอย และมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม สินค้าอุปโภค บริโภค และมีกิจกรรมไว้รองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น.

มก.วิจัยพันธุกรรมระดับจีโนมโคนม

Published มีนาคม 27, 2012 by SoClaimon

มก.วิจัยพันธุกรรมระดับจีโนมโคนม

เกษตร : มก.วิจัยพันธุกรรมระดับจีโนมโคนม – หวังพัฒนาศักยภาพการผลิต ‘นม’ โค : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          การวิจัยร่วมระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.” หรือไทย-เดนมาร์ค ภายใต้โครงการ “พัฒนาระบบการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมจีโนมของโคนมในประเทศไทย” ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการคัดเลือกพันธุ์ แต่ยังเป็นการปรับปรุงพันธุ์ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย

ผศ.ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ นักวิจัยจากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า การประเมินความสามารถทางพันธุกรรมโคนมขนาดใหญ่ในประเทศไทย ถูกพัฒนาขึ้นในเขตภาคกลางของประเทศมาตั้งแต่ปี 2539 โดยความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค.และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้เผยแพร่ข้อมูล “คุณค่าผสมพันธุ์โคนม (EBV)” ให้เกษตรกรใช้คัดเลือกพันธุ์โคนมอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาการพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรมประชากรโคนมในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การประเมินความสามารถทางพันธุกรรมมีความแม่นยำต่ำไปด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้การพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรมสำหรับลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจในประชากรโคนมในประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างเร่งด่วน ซึ่งแนวทางก็คือการเพิ่มการพิจารณาข้อมูลจีโนมร่วมกับข้อมูลพันธุ์ประวัติและความสามารถในการแสดงออกที่ปรากฏของสัตว์แต่ละตัวตามที่ได้ปฏิบัติกันโดยทั่วไป ด้วยเทคนิคชีววิทยาโมเลกุลในปัจจุบัน จีโนมสนิป (Cenomic SNP) ถูกตรวจสอบได้อย่างแม่นยำในโคนม โดยใช้ต้นทุนต่ำและนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาระบบการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมจีโนมได้

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า โครงการพัฒนาระบบการประเมินความสามารถทางพันธุกรรมจีโนมของโคนมในประเทศไทยนั้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการคัดเลือกพันธุ์โคนมและพัฒนาศักยภาพทางพันธุกรรมโคนมภายใต้ระบบการผลิตของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจการผลิตโคนมในประเทศไทย ทั้งในด้านผลผลิตน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรรายย่อย พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมและเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการผลิตบุคลากรระดับบัณฑิตศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแบบจำลอง การประเมินความสามารถทางพันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุ์โคนมและเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในส่วนของแหล่งเก็บข้อมูลดีเอ็นเอที่ได้จากตัวอย่างเนื้อเยื่อของโคนมที่ถูกเลี้ยงดูและให้ผลผลิตภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนางานวิจัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมของโคนมที่แสดงออกภายใต้สภาพแวดล้อมในเขตร้อนชื้น

ดังนั้นโครงการดังกล่าวจึงมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการประเมินพันธุกรรมจีโนมได้แก่ แบบจำลองและวิธีการทำนายความสามารถทางพันธุกรรมจีโนม ความสัมพันธ์ระหว่างสนิปและลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจในโคนม สำหรับใช้ในการคัดเลือกพันธุ์เร่งอัตราความก้าวหน้าทางพันธุกรรมในประชากรโคนม ทำให้พันธุกรรมของโคนมในประชากรหลากหลายพันธุ์เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมระดับจีโนมเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตของโคนมในเขตร้อนชื้น

———-

(หมายเหตุ : เกษตร : มก.วิจัยพันธุกรรมระดับจีโนมโคนม – หวังพัฒนาศักยภาพการผลิต ‘นม’ โค : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

%d bloggers like this: