แหวกฟ้าหาฝัน

All posts tagged แหวกฟ้าหาฝัน

แหวกฟ้าหาฝัน : Duomo Milan

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/196604

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาถึงเมืองมิลานครั้งแรก คงไม่ได้ตั้งใจมาเพียงแค่ช็อปปิ้งเท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น The Must ต้องไปให้ได้ก็คือ Duomo Milan หรือ Milan Cathedral  มหาวิหารแนวโกธิกซึ่งใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก และใหญ่เป็นอันดับสองของอิตาลีนี้ใช้เวลาสร้างร่วม 600 ปี  มหาวิหารที่อยู่ใจกลางเมืองและเป็นศูนย์กลางของเมืองแห่งนี้เริ่มต้นสร้างภายใต้ชื่อ St.Thecia ในปี 355 เมื่อโบสถ์หลังแรกไฟไหม้ไปในปี 1075  ต่อมาในปี 1386  Archbishop Antonio da Saluzzoบาทหลวงองค์แรกจึงดำริที่จะริเริ่มการสร้างมหาวิหารขึ้นใหม่บนพื้นที่ของ Basillica of Santa Maria Maggiore เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการเถลิงขึ้นสู่อำนาจของ Gian Galeazzo Visconti และเพื่อปลอบขวัญคหบดีและชนชั้นแรงงานที่ถูกรังแกจาก Bernabo Visconti ผู้ปกครองคนก่อนโดยได้ทำลายวังเก่าของ Archbishop เดิมเสีย

Gian Galeazzo Visconti ลอร์ดมิลานได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการออกแบบ สร้างและปรับปรุงมหาวิหารโดยเน้นการใช้หินอ่อน Condoglia โดยได้ว่าจ้างสถาปนิก นักประติมากรรมและช่างที่มีชื่อเสียงจากทั่วทั้งยุโรปกลางมาทำงานในโครงการสถาปนิกคนแรกที่เข้าร่วมโครงการก็คือ Nicholas de Bonaventure ชาวฝรั่งเศสหลังจากเริ่มโครงการได้ 10 ปี รัฐบาลก็ได้ว่าจ้าง Jean Mignot สถาปนิกฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นอีกคนเพื่อทำให้งานก้าวหน้าเร็วขึ้น อย่างไรก็ดี แทนที่ Mignot จะให้ความเห็นที่ส่งเสริม เขากลับเห็นว่า วิธีการสร้างแบบเดิมน่าจะทำให้มหาวิหารพังได้ง่ายขึ้น ถึงกระนั้นก็ตาม คำทำนายของเขากลับไม่เป็นจริง เพราะสถาปนิกและวิศวกรได้พยายามปรับปรุงเทคนิคจนการก่อสร้างก้าวหน้าขึ้นมาก และเสร็จไปถึงครึ่งหนึ่งในปี 1402 อันเป็นปีที่ Gian Galeazza เสียชีวิต


ด้านข้างมองจากช็อปปิ้งมอลล์

หลังจากที่ Carlo Borromeo ได้ขึ้นเป็น Archbishop เขาได้ว่าจ้าง Pellegrino Pellegrini สถาปนิกและวิศวกรยุค Mannerism ชาวอิตาลีมาร่วมก่อสร้างมหาวิหารใหม่โดยได้ย้ายหลุมศพของ Archbishop เก่าๆ ออกไปจากมหาวิหาร และเปลี่ยนแนวทางศิลปะของมหาวิหารใหม่โดยเน้นให้เป็นแบบโรมันอิตาเลียน แทนที่จะเป็นโกธิกแบบเดิม อย่างไรก็ดี งานออกแบบใหม่นี้กลับไม่ได้นำมาสร้าง ยกเว้นส่วนของการตกแต่งภายในที่เน้นให้เป็นแบบอิตาเลียนมากขึ้น เช่น ภาพวาดขนาดใหญ่ของ San Carlo และงานแกะสลักไม้รูปนักร้องเสียงประสาน

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 Francesco Maria Richini และ Fabio Mangone สองสถาปนิกแนวบาโรกชาวอิตาเลียนได้ร่วมกันออกแบบหน้ามุกของมหาวิหารใหม่ แต่เมื่อ Calro Buzzi หัวหน้าสถาปนิกคนใหม่เข้าร่วมโครงการเขาก็เปลี่ยนด้านหน้ามหาวิหารใหม่อีกให้เป็นแบบโกธิกเช่นเดิม รวมทั้งตกแต่งเสาด้านหน้าให้เสร็จสมบูรณ์ ส่วนของ Madonnaina’s spire ที่ได้รับการออกแบบโดย Carlo Pellicani ได้ถูกยกขึ้นสู่ความสูง 108.5 เมตรในปี 1762 หากวันใดชาวมิลานเห็นรูปมาดอนน่าบนยอดเสานี้แสดงว่าวันนั้นเป็นวันที่มีอากาศดี


บนหลังคา

ในวันที่  20 พฤษภาคม 1805 นโปเลียน โบนาปาร์ต ที่กำลังปกครองอิตาลีในเวลานั้นสั่งให้สถาปนิก Pellicani ตกแต่งด้านหน้าของมหาวิหารให้เสร็จโดยใช้เงินจากฝรั่งเศสก่อน ภายในเวลาเพียงแค่ 7 ปี ด้านหน้าของมหาวิหารก็เสร็จสมบูรณ์ตามคำสั่ง แม้ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะไม่สามารถขอเงินค่าตกแต่งคืนจากอิตาลีเลยก็ตาม Pellicani ได้ตอบแทนนโปเลียนโดยได้สร้างอนุสาวรีย์ของนโปเลียนไว้บนยอดเสาเสมือนหนึ่งพระองค์ได้เป็นกษัตริย์ของอิตาลีที่มหาวิหารนี่เอง หลังจากนั้นมหาวิหารก็ได้รับการปรับปรุงส่วนของกระจกสีให้สดใสงดงามมากขึ้น การปรับปรุงด้านหน้าครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 สำเร็จสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2009

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนมหาวิหารแห่งนี้ไม่เพียงแต่สามารถถ่ายรูปด้านนอก และเข้าไปในอาคารที่มีกระจกสีสวยงาม ยังสามารถขึ้นไปเดินบนหลังคาซึ่งถือเป็นไฮไลท์หนึ่งของการเยี่ยมเยือนมิลานด้วย ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนมิลานหลังปี 2009 จะพบว่าอาคารมหาวิหารสะอาดสะอ้านมากโดยเฉพาะส่วน Madonna ที่ตรงตำแหน่งสูงสุดมีสีทองอร่ามแจ่มชัดแม้ในวันที่มิลานมีหมอกด้วยซํ้า สมกับเป็นความภาคภูมิใจของชาวมิลานและอิตาเลียนจริง ๆ


มองจากห้างฝั่งตรงข้าม


หลังคาที่เดินได้


ด้านข้าง


Madonna

โฆษณา

แหวกฟ้าหาฝัน : ช็อปแบรนด์เนมที่มิลาน

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/195512

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปอิตาลีโดยสายการบินไทย มีทางเลือกในการเข้าเมืองสองทางคือ โรม และมิลาน การเดินทางในอิตาลีไม่เหมือนประเทศอื่น เพราะแผนที่อิตาลีเป็นรูปรองเท้าบู๊ททำให้การเดินทางที่ดีคือการเลือกเข้าเมืองโรมออกมิลานหรือเข้ามิลานออกโรม ไม่ควรเลือกเดินทางเข้าออกทางเดียว หากต้องการเที่ยวเมืองหลักๆ ให้ทั่ว ไม่เช่นนั้นจะเสียเวลาในการเดินทางมาก แต่หากนักท่องเที่ยวต้องการเที่ยวภาคเหนืออย่างเดียวการเข้าและออกทางมิลานก็น่าจะสะดวก หรือเที่ยวภาคใต้อย่างเดียว การเลือกเข้า-ออกกรุงโรมก็เป็นทางเลือกที่ดี

ส่วนการเดินทางโดยรถไฟของอิตาลีโดยใช้ Italy Pass จะเหมือนกับฝรั่งเศสคือต้องจองก่อนหากใช้รถเร็ว แต่เนื่องจากค่ารถไฟแบบเที่ยวเดียวของอิตาลีไม่ค่อยแพงมาก นักท่องเที่ยวอาจจำเป็นต้องคำนวณค่าตั๋วทีละเที่ยวบวกกันก่อนซื้อ Pass อย่างไรก็ดี การเดินทางโดยรถไฟในอิตาลีแนะนำให้ใช้ first class แม้การใช้ first class จะไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวไปถึงเร็วกว่า ไม่มีคนขนกระเป๋าให้ แต่นักท่องเที่ยวจะปลอดภัยจากการถูกขโมยของมากกว่าแน่นอน ยิ่งกว่านั้นตั๋ว first class ยังได้เครื่องดื่มและของขบเคี้ยวฟรีทุก stop ด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม รถไฟทุกขบวนกลับไม่ได้มีที่นั่งfirst class จึงไม่ได้มีบริการเครื่องดื่มทุกเที่ยว ยิ่งกว่านั้นนักท่องเที่ยวที่เข้าอิตาลีทางมิลานและต้องการเดินทางต่อจากสนามบินไปเมืองอื่นอาจรู้สึกขัดใจเล็กน้อย เพราะไม่มีรถไฟออกจากสนามบินมิลานไปเมืองใดๆ เลย นักท่องเที่ยวจึงต้องเข้าเมืองไปเปลี่ยนรถที่สถานี Milan Centrale ก่อน แต่การเดินทางเข้าเมืองมิลานจากสนามบินมิลานก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องซื้อตั๋ว milan express เพิ่มเพราะไม่รวมอยู่ใน Italy Pass และลงที่ Milan Centrale นักท่องเที่ยวยังต้องดูขบวนจากสถานีที่สนามบินให้ดี เพราะรถไฟที่วิ่งผ่านบางขบวนไม่เข้า Milan Centrale แต่ไปเข้าMilan Cordona ซึ่งอยู่คนละมุมเมืองอันจะทำให้นักท่องเที่ยวต้องเสียค่าตั๋วรถใต้ดินอีกครั้งเพื่อเดินทางไปสถานี Milan Centrale

หากนักท่องเที่ยวจะเดินทางต่อไปเมืองอื่นในตอนเย็น นักท่องเที่ยวก็ต้องฝากกระเป๋าเดินทางก่อนโดยฝากได้เฉพาะที่สถานี Milan Centrale เท่านั้น วิธีการฝากจะไม่ค่อยเหมือนประเทศอื่นตรงที่ต้องฝากกับเจ้าหน้าที่โดยป้ายที่ติดจะคิดค่าใช้จ่ายเป็นชิ้นไม่เกินใบละ 25 กิโลกรัม สนนราคาใบละ 5-6 เหรียญ ตามด้วยชั่วโมงละ 90 เซนต์ แต่เอาเข้าจริงการนับกระเป๋าจะนับเป็นคนไม่นับชิ้นกระเป๋า และไม่ชั่งกระเป๋าเลย สรุปแล้วค่าฝากกระเป๋าก็ค่อนข้างแพง ทั้งวันประมาณคนละสิบกว่าเหรียญขึ้นซึ่งมากกว่าประเทศอื่นค่อนข้างมาก แต่วิธีฝากกระเป๋าแบบนี้น่าจะเหมาะกับอิตาลีเพราะปลอดภัยกว่าฝากตู้

หลังจากเลือกสายการบิน เลือกเส้นทางการเดินทาง เข้าเมือง ฝากกระเป๋าเรียบร้อยก็ถึงเวลาช็อปปิ้งเมืองมิลาน สถานที่ช็อปปิ้งของแบรนด์เนมที่สำคัญที่สุดของเมืองก็คือ Galleria Vittorio Emanuel II หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า Emanuel กลางเมืองมิลานใกล้กับ Duomo นั่นเอง Emanuel หรือช็อปปิ้งมอลล์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่มีทั้งหมด 4 ชั้นนี้ถูกตั้งชื่อตาม Vittorio Emanuele II กษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี

ห้างที่ชาวมิลานเรียกกันว่า Milan’s Drawing Room นี้ถูกออกแบบโดย Giuseppe Mengoni สถาปนิกชาวอิตาลีผู้ชนะการออกแบบและเป็นผู้ออกแบบตลาดกลางในฟลอเรนซ์ในปี 1861 อาคารที่ประกอบด้วยหลังโดมโค้งขนาด 36 เมตรทำด้วยกระจกสองข้างตัดกับรูปแปดเหลี่ยมนี้ตั้งอยู่ระหว่างจัตุรัส Duomo และจัตุรัส La Scala การที่อาคารถูกก่อสร้างขึ้นในช่วงเวลาอันเจ็บปวดในการรวมชาติอิตาลี รัฐบาลจึงต้องการให้ที่นี่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของอิตาลี สถาปนิกจึงตอบสนองความต้องการยของรัฐบาลด้วยการตกแต่งที่เน้นไปยังสัญลักษณ์ของความรักชาติ เช่น ให้มีรูปเสื้อเกราะของซาวอย ส่วนที่พื้นโมเสกก็มีสัญลักษณ์ของเมืองต่างๆ เช่น หมาป่าสัญลักษณ์ของกรุงโรม วัวสัญลักษณ์ของตูริน ธงขาวแดงสัญลักษณ์ของมิลาน และดอกลิลลี่สัญลักษณ์ของฟลอเรนซ์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อเรื่องโชคนั้น ชาวอิตาเลียนเชื่อว่าหากใครเอาส้นเท้าขวาไปวนรอบอัณฑะของวัวตูรินซึ่งอยู่ใต้โดมจะโชคดี แต่ความเชื่อนี้อาจเกิดจากชาวมิลานที่อาจต้องการแหย่เพื่อนบ้านของตัวก็เป็นได้ นอกจากนี้บนหลังคายังมีภาพเขียนปูนเปียกของทวีปต่างๆเช่น เอเชีย แอฟริกา ยุโรป และอเมริกา ตกแต่งเป็นของแถมด้วย ยิ่งกว่านั้นเพื่อแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของอิตาลี สถาปนิกจึงออกแบบให้ Emanuel เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดจนกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการออกแบบช็อปปิ้งมอลล์ทั่วทั้งยุโรปนับจากนั้นมา หากนักท่องเที่ยวต้องการถ่ายรูปสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งที่เลิศหรูอลังการอย่างจุใจคงต้องมาในตอนเช้าก่อนความวุ่นวายโกลาหลจะเริ่มขึ้น

หากนักท่องเที่ยวต้องการมาแค่ช็อปปิ้งอย่างเดียว ก็รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะถูกใจเพราะที่นี่มีร้านแบรนด์เนมทุกยี่ห้อโดยเฉพาะแบรนด์อิตาลี ไม่ว่าจะเป็น Prada, Gucci หลังช็อปปิ้งจนจุใจแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถที่จะชิมกาแฟและเค้กได้ที่ร้าน Savini ร้านเด็ดประจำเมืองได้ และยังสามารถเดินถ่ายรูปสถาปัตยกรรมสำคัญที่สุดของเมืองรอบห้างได้ เช่น Duomo, La Scala นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนห้างแห่งนี้รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะประทับใจกับการช็อปปิ้งอย่างไม่รู้ลืมสมกับเป็นเมืองแฟชั่นอย่างแท้จริง

 

แหวกฟ้าหาฝัน : ชมตลาดนัดเมืองบรัสเซลส์

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/194832

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ปัจจุบันหลายสายการบินบินมายุโรปด้วยราคาที่ถูกกว่าการบินไทยมาก จนทำให้นักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถบินไปยังจุดหมายปลายทางด้วยสายการบินไทยมักเลือกสายการบินอื่นไปเลย แต่แท้ที่จริงแล้ว การใช้บริการการบินไทยสะดวกสบายกว่ามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งขาช็อปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการบินไทยเพิ่มน้ำหนักสัมภาระให้ทุกระดับชั้นของตั๋วอีก 10 กิโลเป็น 30 กิโล ยิ่งกว่านั้นการใช้บริการการบินไทยยังทำให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่ดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประสบปัญหาในการเดินทาง เพราะแอร์โฮสเตสและสจ๊วตจะพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหาให้ เช่น เพิ่มความรวดเร็วในการลงจากเครื่อง เติมนํ้าร้อนเพิ่มในกระติกนํ้า อีกทั้งยังให้คำแนะนำและกำลังใจในการต่อรถไฟด้วย ความรู้สึกและบริการดีๆ ที่ได้รับจึงน่าจะชดเชยความถูกของตั๋วจากสายการบินอื่น และทำให้การเดินทางโดยการบินไทยของนักท่องเที่ยวเองเป็นประสบการณ์ดีที่น่าจดจำได้

อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้บริการการบินไทยก็อาจประสบปัญหาเมื่อมาเยี่ยมเยือนปารีส จากการที่ตั๋วการบินไทยขายดีมากในบางฤดูจนทำให้ไม่มีตั๋วกลับจากปารีส นักท่องเที่ยวยังคงมีทางเลือกโดยไปขึ้นเครื่องที่การบินไทยที่บรัสเซลส์ สถานีใหม่ที่การบินไทยเพิ่งเปิดให้บริการไม่กี่ปีนี้เอง  การเดินทางจากปารีสไปบรัสเซลส์ก็ไม่ยากสามารถใช้บริการรถไฟได้แต่ไม่ควรใช้ France Pass ในการเดินทางระหว่างประเทศ เพราะราคาตั๋วที่ถูกคิดใน France Pass บวกกับค่าจองเพิ่ม 50 เหรียญ ทำให้ไม่คุ้มค่าเลยไม่ว่าจะใช้รถชนิดใดก็ตาม นักท่องเที่ยวจึงควรซื้อตั๋วเที่ยวเดียวจากปารีสไปบรัสเซลส์สนนราคาประมาณสองพันบาทจะดีกว่า การเดินทางก็เป็นรถตรงโดยออกจากปารีสที่สถานี Gare du Nord ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้เลยไม่ต้องผ่านการตรวจพาสปอร์ตอีกเนื่องจากบรัสเซลส์เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเฉกเช่นเดียวกันกับฝรั่งเศส ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องขอคืนภาษีก็ไม่ต้องกังวลเพราะสามารถทำการขอคืนภาษีได้ที่สนามบินเมืองบรัสเซลส์ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าปารีสด้วยเพราะมีคนใช้บริการน้อย

เมื่อนักท่องเที่ยวมีโอกาสมาเที่ยวบรัสเซลส์แม้เพียงเวลาสั้นๆ เพื่อรอขึ้นเครื่องบิน นักท่องเที่ยวก็มีทางเลือกที่จะนอนค้างที่บรัสเซลส์หลายวันเพื่อถือโอกาสเที่ยวบรัสเซลส์เมืองหลวงของเบลเยียม หรือเลือกที่จะค้างคืนเดียวหรือตรงจากปารีสมาเข้าบรัสเซลส์เพื่อขึ้นเครื่องเลยก็ได้ เพราะเวลาเดินทางจากปารีสมาบรัสเซลส์เพียงแค่ 2  ชั่วโมงเท่านั้น หากนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมานอนก่อน 1 คืน โดยเฉพาะคืนวันเสาร์ นักท่องเที่ยวก็จะได้ประหยัดค่าโรงแรมด้วย เพราะค่าโรงแรมบรัสเซลส์ถูกกว่าปารีสมาก และไม่ต้องรีบตื่นและลุ้นในการขึ้นรถไฟมาต่อเครื่องบินที่ออกประมาณบ่ายครึ่ง

หากนักท่องเที่ยวมาถึงบรัสเซลส์ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ นักท่องเที่ยวก็สามารถเลือกที่จะเดินเล่น Grand Place ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟกลาง Gare du Midi มากนัก บริเวณจัตุรัสแห่งนี้ แม้จะไม่ได้มีมิวเซียมสำคัญอยู่รายรอบ แต่ถือเป็นจัตุรัสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป นักท่องเที่ยวที่มีเวลาควรหาโอกาสนั่งจิบกาแฟดูบรรยากาศความครื้นเครงของจัตุรัสแห่งนี้ นอกจากร้านกาแฟแล้ว รอบๆ จัตุรัสยังมีร้านขายช็อกโกแลตและเบียร์ที่มีความหลากหลายมากอยู่ทั่วๆ ไป ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปบรัสเซลส์ต้องชมให้ได้ก็คือ Manneken-Pis นั้นก็อยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสเช่นกัน

หากนักท่องเที่ยวมาถึงบรัสเซลส์ในคืนวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์เช้า นอกจาก Grand Place และ Manneken-Pis แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องไปให้ได้คือ ตลาดรอบสถานีรถไฟที่เริ่มทำการค้าตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงบ่ายโมง ตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปแห่งนี้ไม่เพียงมีของสารพัดที่คนไทยชอบพูดว่าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบจากทั่วทั้งยุโรป แต่ทั่วทุกมุมโลกเลยก็ว่าได้  นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนจะสามารถรู้สึกได้เลยว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่มากๆ การจัดแสดงสินค้าแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็นผัก เสื้อผ้า รองเท้า ขนมนมเนย โดยเฉพาะผลไม้จัดเรียงกันโดยแต่ละร้านมีหน้าร้านยาวหลายเมตร เรียกได้ว่ากว่าจะเดินทั่วเล่นเอาเหนื่อยทีเดียว ข้อดีของการเดินตลาดนี้ไม่เพียงร้านจะใหญ่ มีสินค้าให้เลือกเยอะ ผู้คนไม่มากจนเบียดเสียดยัดทะนานเท่านั้น พ่อค้ายังใจดีให้ชิมผลไม้โดยไม่จำเป็นต้องซื้ออีกต่างหากด้วยซึ่งหาได้ยากในยุโรป นักท่องเที่ยวจึงสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์และภาพถ่ายได้อย่างจุใจจนทำให้การเที่ยวตลาดแห่งนี้สามารถสร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Carcassonne

Published ธันวาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/193770

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้ และชื่นชอบการเที่ยวปราสาท เมืองหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ Carcassonne เมืองนี้ไปไม่ยากหากไปจาก Montpillier โดยสามารถใช้รถไฟ TER สายตรงที่ไม่ต้องจองล่วงหน้าหากใช้ France Pass และเสียเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเศษขึ้นกับเที่ยวที่มา หรือมาจาก Marseille ด้วยรถ Intercity ก็ได้แต่ใช้เวลานานหน่อยประมาณ 3 ชั่วโมง 8 นาที แต่ไม่แนะนำให้ไปจากปารีส เพราะนั่งรถนานมากถึง 7 ชั่วโมงกว่า ยกเว้นจะนั่งรถนอนข้ามคืนซึ่งทำให้ประหยัดค่าโรงแรมได้ แต่เป็นรถที่ต้องจองก่อนหากใช้ France Pass โดยรถจะออกจากปารีสสถานี  Paris Austerlitz ประมาณเกือบ 4 ทุ่ม

Carcassonne เมืองในเขต Languedoc-Roussillon นี้เป็นเมืองป้อมปราการที่สำคัญของฝรั่งเศสในสมัยโบราณที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มซึ่งเชื่อมทะเลแอตแลนติกและเมดิเตอร์เรเนียน การที่เมืองนี้อยู่ในสมรภูมิที่เหมาะสมจึงถูกครอบครองโดยชาวโรมันตั้งแต่ราว 100 ปีก่อนคริสตกาล แล้วตามด้วยชาว Visigoth ในปี 453 โดยพระเจ้า Theodoric II นอกจากพระองค์จะริเริ่มสร้างป้อมปราการแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้ริเริ่มสร้างโบสถ์ Saint Nazaire ด้วย


กำแพงเมืองเก่า

ในปี 1209 Carcassonne กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางศาสนามากเนื่องจากเป็นฐานที่มั่นสำคัญของสงครามศาสนาที่เริ่มต้นโดยพระสันตะปาปา Innocent III ที่ต้องการจัดระเบียบศาสนจักร ต่อมาในปี 1240 เมืองนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส และกลายเป็นด่านสำคัญระหว่างฝรั่งเศสกับ Aragon หลังสนธิสัญญา Pyrenees ที่เซ็นในปี 1659 ได้เปลี่ยนเขตแดนขอ Roussillon และทำให้ Carcassonne กลายเป็นเมืองสำคัญทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเมืองก็คือ Cite de Carcassonne หรือ Carcassonne Medieval City ป้อมปราการที่ถูกออกแบบโดย Eugene Viollet le Duc ในปี 1853 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1977 นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของเมืองป้อมปราการสมัยโรมัน ทั้งนี้เพราะที่นี่มีกำแพงหนาล้อมรอบปราสาท อาคารปราสาทโดยรอบ รวมทั้งโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมแนวโกธิกด้วย ตำแหน่งของเมืองแห่งนี้อยู่บนภูเขาหินที่สามารถมองเห็นหน้าผาของ Aude และทางเชื่อมระหว่างทะเลแอตแลนติก เมดิเตอร์เรเนียนและคาบสมุทรไอบีเรีย ปราสาทที่มีกำแพงสองชั้นล้อมรอบความยาวร่วม 3 กิโลเมตรนี้ยังถูกเพิ่มพูนความแข็งแกร่งด้วยหอคอยรูปเกือกม้าเป็นระยะๆ


ของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือน Carcassonne สามารถเดินทางไปยังเมืองเก่าที่มีปราสาทแห่งนี้ได้โดยใช้รถบัสที่มีค่าใช้จ่ายสองเหรียญจากสถานีรถไฟ ในการเที่ยวเมืองเก่านั้นนักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสเดินบนกำแพงที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนตลอดแนวยาวโดยเฉพาะในฤดูร้อน และสามารถที่จะเข้าไปชมปราสาท และถ่ายรูปได้อย่างสนุกสนานด้วยค่าใช้จ่าย 8 เหรียญ ภายในปราสาทมีมิวเซียมที่จัดแสดงผลงานจิตรกรรม และงานโบราณคดีอยู่บ้างแต่ไม่มาก แต่ก็ให้ความสำราญได้ในระดับดีพอควรเลยทีเดียว


ของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์


ทางเดินเข้าเมืองเก่า


ทางเดินเข้าเมือง


ทางเดินบนกำแพงเมือง


ทางเดินไปป้อม


กำแพงเมืองเก่า


ในเมืองถ่ายจากเมืองเก่า


ป้อม


ภายในเมืองเก่า


เมืองเก่า


ลวดลายบนถนนทางขึ้นเมืองเก่า

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Fabre เมือง Montpillier

Published ธันวาคม 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/192707

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
The Death of Abel by Francois Xavier Fabre

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนฝรั่งเศสตอนใต้โดยเฉพาะแถบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ไม่อยากใช้ Marseille เป็นจุดเปลี่ยนรถไฟแล้ว เมืองหนึ่งที่น่าสนใจคือ Montpillier เมืองนี้เดินทางไม่ยากจากปารีสมีรถ TGV ตรงเลยโดยใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นกับเวลาที่เลือกออกจากปารีส การใช้เมืองนี้เป็นเมืองหลักในการเดินทางไปยังเมืองเล็กๆ รอบๆ มีข้อดีตรงที่ค่าโรงแรมของเมืองนี้ค่อนข้างถูก และสามารถเดินทางไป Sete, Perpignan, Narbonne และ Carcassone โดยใช้รถไฟ TER ได้ไม่ยากและใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง จึงทุ่นแรงและเวลาไปได้มาก

The Lazy Death by Jean Baptiste Greuze

ข้อดีอีกอย่างของสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบภาพเขียนเป็นพิเศษนั่นคือ เมืองนี้เป็นที่ตั้งของ Museum Fabre มิวเซียมที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Francois Xavier Fabre ศิลปินชาว Montpillierในปี 1825 นี้เป็นมิวเซียมที่มีความสำคัญระดับชาติจนได้รับการยกระดับให้เป็นมิวเซียมแห่งชาติโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มิวเซียมนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกจากการได้รับผลงานจิตรกรรมจำนวน 30 ภาพ ให้มาจัดแสดงในมิวเซียมประจำเมืองในปี 1802 ต่อมาในปี 1825 Fabre ได้บริจาคผลงานของตัวเองและที่เขาสะสม เช่น ผลงานของศิลปินเรอเนสซองส์ผลงานของศิลปินในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เช่น Raphael, Salviati และ Guercino ผลงานของศิลปินชาวฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เช่น Poussin ให้กับเทศบาลเมืองเป็นจำนวนมาก แม้เพื่อนของเขาจะทัดทานเนื่องจาก Montpillier มีชื่อเสียงเฉพาะทางการแพทย์

Epiphany by Jean Baptiste Greuze

อย่างไรก็ดี  ในที่สุดนายกฯ เทศมนตรีก็ได้จัดการซ่อมแซม Hotel de Massillian เพื่อไว้จัดแสดงผลงานที่ได้รับมาจำนวนมากจาก Fabreโดยเปิดทำการครั้งแรกในเดือนธันวาคมปี 1828 นับจากนั้นมามิวเซียมแห่งนี้ก็ได้รับบริจาคผลงานจากนักสะสมภาพและศิลปินหลายคน เช่น JulesBonnet-Mel, Alfred Bruyas และ Jules Canonge

ในปี 1968 Sabatier d’Espeyran ได้มอบคฤหาสน์และหนังสือในห้องสมุดจำนวนมากของสามีที่สร้างในสมัย Third Republic ให้กับเทศบาลตามพินัยกรรมของสามี ราวปี 2001 เทศบาลจึงได้ย้ายห้องสมุดออกจากคฤหาสน์เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานศิลปะแนวโมเดิร์น นอกจากนั้นในปี 2003 เทศบาลยังได้ลงทุนปรับโฉมมิวเซียมใหม่เป็นเงินถึง 61.2 ล้านยูโรโดยใช้เวลาในการปรับปรุง 4 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 2007 นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนมิวเซียม Fabre จะได้มีโอกาสดื่มดํ่ากับผลงานจิตรกรรมชั้นยอดเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะจากฝีมือของFabre เอง เช่น  The Death of Abel, The Death of Narcissus, Saul, restless with Remorse รวมทั้งศิลปินอื่นๆ เช่น Phaedra, The Fallen Angel ของ Alexandre Cabanel, The Lazy Death, Epiphany ของ Jean Baptiste Greuze, Nude Male by Jacques Louis David, The Toillet ของ Frederic Bazille และ Venusand Cupid ของ Alessandro Allori

นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน MuseumFabre จะพบว่าที่นี่มีของจัดแสดงสวยๆจำนวนมาก เสียอย่างเดียวไม่มีภาษาอังกฤษเลยจึงทำให้การชื่นชมผลงานเสียอรรถรสไปพอควร แต่ยังดีที่การบริการของมิวเซียมดีเยี่ยมเพราะมีเจ้าหน้าที่นำทางตลอด แถมหนังสือของมิวเซียมยังให้ข้อมูลที่มีรายละเอียด มากทีเดียวด้วย

Nude Male by Jacques Louis David

Phaedra by Alexandre Cabanel

Saul, restless with Remorse by Francois Xanvier Fabre

Summer by Berthe Morisot

The Fallen Angel by Alexandre Cabanel

The Toillet by Frederic Bazille

Venus and Cupid by Alessandro Allori

แหวกฟ้าหาฝัน : Narbonne

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/191698

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
tags : Narbonne

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสไปเยือนฝรั่งเศสตอนใต้ มีเวลามากพอ และอยากหาเมืองแปลกๆ ที่คนไทยไม่ค่อยไปเที่ยว เมืองหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Narbonne การเดินทางไปเมืองนี้ก็ไม่ยาก หากไปจากเมือง Montpillier จะสามารถเดินทางโดยรถไฟ TER ได้ในเวลาหนึ่งชั่วโมง แต่หากมาจากปารีสโดยตรงต้องใช้รถ TGV ซึ่งต้องจองล่วงหน้าหากใช้ France Pass และต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 4 ชั่วโมงกว่า

Narbonne เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสที่อยู่ในแคว้น Languedoc-Roussillon นี้เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นเมืองหลักในยุค
โรมันอันเป็นผลมาจากการที่เมืองนี้อยู่ห่างจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพียงแค่ 15 กิโลเมตร เมืองนี้ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 118 ก่อนคริสตกาลโดยเป็นทางเชื่อมระหว่างอิตาลีและสเปน เมืองนี้เคยมีความสำคัญมากเพราะเป็นคู่แข่งของเมือง Marseille ในสมัยจูเลียส ซีซาร์ หลังปี 719 Narbonne กลายเป็นส่วนหนึ่งของคอร์โดบา อีก 40 ปีต่อมา เมืองนี้ถูกปกครองโดยราชวงศ์ Carolingian จึงได้พ้นจากน้ำมือของชาวมุสลิมและกลายเป็นคริสเตียนนับจากนั้นมา แม้ Narbonne จะมีชาวยิวจากแบกแดดเดินทางมาอยู่เป็นจำนวนมากจนทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชาวยิวในยุโรปตะวันตกก็ตาม

เมื่อแม่น้ำ Aude เปลี่ยนเส้นทางการไหล ร่วมกับความผันแปรของความยาวของชายหาดทำให้ Narbonne หมดความสำคัญลงนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวเมืองจึงดำริที่จะสร้างคลอง De la Robine เพื่อให้พวกเขาสามารถที่จะขนย้ายสินค้าจากแม่น้ำไปยังทะเลได้สะดวกขึ้น นับจากนั้นเทศบาลจึงได้ขุดคลองเพิ่มอีก 2 คลองคือ Royal Canal และ Canal de Jonction ยังผลให้เมืองนี้กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง อย่างไรก็ดีในคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลฝรั่งเศสได้ขยายทางรถไฟมากขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันกันในการขนส่งระหว่างรถไฟและเรือยังผลให้เมืองนี้ประสบปัญหาอีก แต่ยังดีที่การขนส่งไวน์ทางน้ำยังเป็นที่นิยมอยู่บ้าง

นอกจากความสวยงามของเมืองจากอาคารมีสีสันหลากหลายแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองก็คือ Cathedral St.Just หรือ Narbonne Cathedral โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ Saint Just and Pastor โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 313 เมื่อเมืองนี้กลายเป็นคริสเตียนนั้นเดิมชื่อ Constantinian Basilica หลังจากที่โบสถ์ถูกไฟไหม้ในปี 441 บิชอป Rusticus
ได้สร้างโบสถ์ขึ้นใหม่และเสร็จสิ้นในอีก 2 ปีต่อมาโดยอุทิศให้กับSaint Genesius of Arles ต่อมาในปี 782 โบสถ์นี้ได้ปรับปรุงใหม่เพื่ออุทิศให้กับ Saint Just and Pastor นักเรียนสองคนที่ถูกสังหารจากความศรัทธาในคริสต์ศาสนาในช่วงที่พระจักรพรรดิ Diocletian สังหารหมู่ชาวคริสต์ แม้โบสถ์จะได้รับการปรับปรุงต่อมาอีกหลายครั้งแต่ก็เสื่อมโทรมลงมากจนกระทั่งปี 1268 พระสันตะปาปา Clement IV ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งบิชอปของ Narbonne มีดำริที่จะปรับปรุงโบสถ์ใหม่ให้มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิก อย่างไรก็ดีโบสถ์กลับไม่เคยถูกสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เลยอันเป็นผลมาจากเศรษฐานะของโบสถ์และการหมดความสำคัญลงของเมือง Narbonne เอง

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนโบสถ์จะพบว่า โบสถ์มีขนาดใหญ่ สวยงามมีสถาปัตยกรรมแปลกตาไม่เหมือนที่อื่น
และในบางเวลายังมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพเขียนด้วยโดยเฉพาะภาพเขียนแนว Contemporary Art ด้วย

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Sete

Published พฤศจิกายน 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/190677

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนทางใต้ของฝรั่งเศสแถบเมดิเตอร์เรเนียนโดยเฉพาะถ้าได้พักเมือง Montpillier แล้ว เมืองหนึ่งที่ควรไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็คือ Sete การเดินทางไปเมืองนี้ก็ไม่ยาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจาก Montpillier โดยใช้รถ TER ไปได้เลยเสียเวลาเพียงแค่ 17-21 นาทีเท่านั้นขึ้นกับเวลาที่เลือกโดยมีรถจะออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมงSete หรือ Cette นี้มีประวัติยาวนานย้อนไปถึงสมัย Ptolemy แต่เมืองแห่งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมปี 1666 โดยมีการสร้างท่าเรือ Saint-Louis ก่อนแล้วตามด้วยการสร้างคลอง Du Midi ในปี 1681 และโบสถ์ Saint Louis ในปี 1703

ต่อมาในปี 1710 ทางการได้สร้างป้อม Saint Pierre และ Butte Ronde ขึ้น แล้วตามด้วยการสร้างหอคอย Castellas และป้อมปราการ Richelieu ขึ้นในปี 1744 ต่อมาอีกเกือบร้อยปี รัฐบาลฝรั่งเศสได้สร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่าง Montpillier และ Sete ขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าและการเดินเรือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองนี้ถูกยึดโดยเยอรมันในปี 1942 และถูกระเบิดลงที่สถานีรถไฟในปี 1944 แต่ในที่สุดทหารสหรัฐฯ ก็มาช่วยปลดปล่อยเมืองนี้ให้เป็นอิสระจากเยอรมันได้ในปีเดียวกัน

เกาะที่ด้านหนึ่งถูกล้อมด้วย Mont St.Clair อีกด้านหนึ่งเป็นชายฝั่งแห่งนี้มีความสวยงามเป็นพิเศษตรงที่ด้านหน้ามีทะเลซึ่งเป็นที่อยู่ของหอยนางรม และหอยแมลงภู่ และมีการเชื่อมต่อกันของคลองภายในเกาะทำให้การตกปลาสามารถทำได้ที่ใจกลางเมืองนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเดินเล่นในเมืองนี้จะพบว่า Sete มีอาคารหลากสีเรียงรายอยู่ริมน้ำ มีเรือเล็กๆ จอดอยู่มากมาย มีสะพานข้ามคลองเป็นระยะๆ และมีผู้คนมากมายทำกิจกรรมส่วนตัว เล่นเรือกัน นั่งพักชมวิวตามเก้าอี้ที่จัดเรียงรายไว้ริมน้ำและนั่งกินอาหารตามร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างน่ารักริมน้ำ

นอกจากเดินเล่นชมเมือง ถ่ายรูป เล่นเรือและกินอาหารแล้ว เมืองที่มีท่าเรือใหญ่อันดับสามในเมดิเตอร์เรเนียนรองจาก Marseille และ Languedoc แห่งนี้ยังเป็นแหล่งที่มีปลาซาร์ดีนและทูน่าที่ใหญ่ที่สุดด้วย นักท่องเที่ยวจึงสามารถตกปลาได้อย่างเพลิดเพลินกลางเมือง นักท่องเที่ยวที่ชอบเดิน และมีขาแข็งแรงอาจเลือกเดินขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนสุดถนนซึ่งเป็นทางขึ้นเขาไปสูงประมาณ 180 เมตร เพื่อถ่ายรูปวิวเมืองบริเวณท่าเรือ หากนักท่องเที่ยวพอมีเวลาอาจแวะเข้า Chapelle de Notre Dame de la Salette โบสถ์ประจำเมืองที่ถูกสร้างขึ้นทับป้อม Montmorencette โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ปลายถนนสายนี้ โบสถ์ที่เป็นที่พักประจำของผู้แสวงบุญตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 แห่งนี้มีภาพเขียนปูนเปียกฝีมือชาวพื้นเมืองที่เป็นรูปเกี่ยวกับปลาตกแต่งอยู่ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดิน อาจใช้บริการเรือเมล์สีแดงส้มเพื่อชมความงามของเกาะก็ได้ Sete ยังมีหาดที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองให้นักท่องเที่ยวอาบแดดได้อีกต่างหากด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Perpignan

Published พฤศจิกายน 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/189569

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวทางใต้ของฝรั่งเศส เมืองชายทะเลหนึ่งที่สวยและน่าสนใจก็คือ Perpignan เมืองที่เป็นเมืองหลวงของเก่าของ Kingdom of Majorca ในคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 นี้ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่ 3 แสนกว่าคนเท่านั้น  การเดินทางไปเมืองนี้จากปารีสก็ไม่ยาก มีรถไฟ TGV ตรง แต่ใช้เวลาในการเดินทางเกือบ 5 ชั่วโมง และต้องจองก่อน หากใช้ France Pass  นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวเมืองทางใต้ของฝรั่งเศสอยู่แล้ว อาจเลือกนอนที่ Montpellier แล้วใช้รถ TER เดินทางมาได้โดยไม่ต้องจอง และใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 50 นาทีเท่านั้น

เมืองที่คาดกันว่าถูกตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยโรมัน แต่มีประวัติให้สืบค้นได้แท้จริงราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 นี้ เคยเป็นเมืองหลวงของ Roussillonมาก่อน  เมื่อพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่ง Aragon ได้สถาปนาอาณาจักร Majorca ในปี 1276 เมือง Perpignan ก็ได้รับการยกระดับให้เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรนี้ และทำให้เมืองนี้เข้าสู่ยุคทอง เพราะที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตผ้า เครื่องหนัง ทอง และหัตถกรรมหรูๆ ต่างๆ ต่อมาในปี 1344 พระเจ้าปีเตอร์ที่ 4 แห่ง Aragon ได้ยึด Perpignan ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Barcelona ทำให้เมืองนี้เข้าสู่จุดอับ  ซ้ำร้ายในอีกไม่กี่ปีต่อมาเมืองนี้ยังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดที่เรียกว่ากาฬโรคจนทำให้สูญเสียประชากรไปเป็นจำนวนมาก

ยิ่งกว่านั้น Perpignan ยังถูกจู่โจมและครอบครองโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 11 แห่งฝรั่งเศสในปี 1463 อีกต่างหาก  อย่างไรก็ดีในปี 1493 พระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศสได้คืนเมืองให้กับ Ferdinand ที่ 2 แห่ง Aragon เพื่อให้พระองค์มีเวลาว่างพอที่จะต่อกรแต่กับอิตาลี  Perpignan กลับมาเป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งในช่วงสงคราม 30 ปีในเดือนกันยายนปี 1642 แต่ภายหลังกลับถูกยึดครองโดยสเปนอีกถึง 17 ปี จึงได้กลับมาเป็นของฝรั่งเศสอย่างถาวรจากสนธิสัญญา Pyrenees

สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมเยือนก็คือ Palace of the Kings of Majorcaพระราชวังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้พระเจ้าเจมส์ที่สองแห่ง Majorca มาประทับแห่งนี้ถูกออกแบบโดย Ramon Pau, Pons Descoll และ Bernat Quer ในปี 1276 พระราชวังที่ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมแนวโกธิกโดยมีห้องสวดมนต์ 2 ห้อง ห้องกลางที่เรียกว่า Great Hall เป็นที่อยู่ของกษัตริย์ผู้ปกครอง และเป็นหัวใจของพระราชวังโดยอยู่ตรงข้ามกับห้องที่มีที่ประทับของราชบัลลังก์ ลักษณะของห้องสวดมนต์ถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Sainte-Chapelle ในปารีส ส่วนของประตู บันได และระเบียง รวมทั้งหอคอยทำจากหินสี หินอ่อนสีแดงจาก Villefranche-de-Conflent และหินอ่อนขาวฟ้าจาก Ceret

นักท่องเที่ยวที่เดินมาจากส่วนเมืองเก่าต้องเดินแยกไปอีกทางเพื่อไปยังพระราชวังแห่งนี้  ทัศนียภาพระหว่างทางอาจไม่น่าอภิรมย์นักและมีกลิ่นไม่ค่อยดีซึ่งเหมือนกันทั้งแคว้น แต่เนื่องจากพระราชวังอยู่บนเนินเขาที่ไม่สูงมากนักจึงทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวชมพระราชวัง และขึ้นไปยังหอคอยได้มีโอกาสชมเมืองทั้งเมืองผ่านตรงจุดนี้ ส่วนภายในพระราชวังมีห้องไม่มากนัก แม้จะมีการจัดแสดงผลงานศิลปะแนว Contemporary Art แล้วก็ตามจึงทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาที่นี่ไม่มากด้วยเช่นกัน  แม้เมืองนี้จะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่เนื่องจาก ทัศนียภาพของเมืองนี้โดยทั่วไปมีความสวยงามจากตึกที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลากและมีสีสันสดใส แต่ไม่ฉูดฉาดมาก และมีร้านรวงที่ขายเสื้อผ้าแนวชายทะเลทำให้บรรยากาศดูคึกคักจึงทำให้เมืองนี้ควรค่าแก่การเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิตหากมีเวลามากพอเมื่อได้มีโอกาสมาเที่ยวทางใต้ของฝรั่งเศส

แหวกฟ้าหาฝัน : Mont St. Michel

Published พฤศจิกายน 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/188454

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาปารีส และชื่นชอบเที่ยวเมืองมรดกโลก สถานที่แห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ได้ก็คือ Mont St. Michel การเดินทางจากปารีสเพื่อไปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ค่อนข้างยุ่งยาก และใช้เวลานาน หากนักท่องเที่ยวต้องการความสะดวกสบาย น่าที่จะซื้อทัวร์แบบ 1 วันจะง่ายกว่าเดินทางเอง แต่หากนักท่องเที่ยวมี France Pass และต้องการเดินทางเอง การเตรียมตัวก็ค่อนข้างวุ่นวายสักหน่อย และต้องเช็คเวลารถไฟและรถบัสให้ดี  เพราะรถบัสที่ออกจาก Rennes ไป Mont St. Michel มีไม่ถี่และต้องใช้เวลาเดินทางอีกนานถึง 2  ชั่วโมง หากคำนวณไม่ดี ต่อรถบัสที่หน้าสถานี Rennes ไม่ทัน จะทำให้ไม่มีโอกาสได้เที่ยว Mont St. Michel แล้วเลยต้องเที่ยว Rennes แทน

การเดินทางโดยรถไฟต้องออกจากปารีสที่สถานี Montpanasse เพื่อไปยัง Rennes ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2  ชั่วโมง นักท่องเที่ยวที่ถือ France Pass ต้องจองตั๋วและเสียเงินเพิ่มเนื่องจากต้องใช้รถ  TGV  อย่างไรก็ดี การใช้ France Pass ก็ทำให้ค่าตั๋วถูกลงไปมาก ไม่เช่นนั้นเฉพาะค่าเดินทางด้วยรถไฟไปกลับก็ปาเข้าไปร่วมร้อยกว่ายูโรแล้วแต่เวลาและวันเดินทาง  นักท่องเที่ยวยังต้องต่อรถบัสไปยัง Mont St. Michel จากด้านหน้าสถานีรถไฟอีก 2  ชั่วโมงโดยสามารถซื้อตั๋วรถบัสแบบไปกลับได้ที่ด้านหน้าสถานีรถไฟมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 25 ยูโร  หลังจากไปถึงปลายทางรถบัสแล้ว นักท่องเที่ยวยังต้องนั่งรถบัสหน้า Information เพื่อเดินทางอีก 5  นาทีเข้าไปยังเกาะแต่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

Mont St. Michel เป็นเกาะขนาดเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่ 100 เฮกเตอร์ห่างจากฝั่งเพียงแค่ 1 กิโลเมตรตรงปากแม่น้ำ Couesnon ในแคว้นนอร์มังดี  เกาะแห่งนี้เป็นป้อมปราการนับจากโบราณกาล และเป็นวัดมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8  โครงสร้างของเมืองเน้นสังคมระบบศักดินาอย่างสุดขั้ว เช่น บนสุดเป็นที่อยู่ของพระเจ้า นั่นคือ วัด ส่วนรองลงมาคือส่วนหอประชุมใหญ่ ก็เป็นบ้านเรือนและร้านค้า  ส่วนล่างสุดหรือส่วนกำแพงก็เป็นบ้านของงชาวบ้านและชาวประมง  เนื่องจากเกาะอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินมากเพียงแค่ 600 เมตรจึงทำให้ผู้แสวงบุญสามารถไปพักพิงได้ไม่ยาก  การที่เกาะมีขนาดเล็กและสูงทำให้วัดแห่งนี้ไม่ถูกพิชิตโดยอังกฤษในสงครามร้อยปี อย่างไรก็ดี ภายหลังพระเจ้าหลุยส์ที่ 11 กลับใช้เกาะแห่งนี้เป็นคุก จึงทำให้เกาะแห่งนี้ถูกใช้เป็นคุกเป็นครั้งคราวเรื่อยมา

ถึงกระนั้นก็ตาม ความเป็นเกาะของ Mont St. Michel ได้สูญหายไปมากเพราะคลื่นที่พัดอย่างรุนแรงถึง 14 เมตรในบางเวลาได้นำโคลนทรายมาสะสมจนรูปทรงของเกาะเปลี่ยนไป และเกือบเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่   ในวันที่ 16 มิถุนายน 2006 นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสและนายกเทศมนตรีจึงได้ประกาศใช้เงิน 164 ล้านยูโรสำหรับโครงการ Project Mont Saint Michel ไว้สร้างเขื่อนกักน้ำเพื่อกันมิให้โคลนมาสะสมจนเกาะเชื่อมกับแผ่นดิน  โครงการนี้ได้ยกเลิกถนนทางเข้าเดิมและลานจอดรถ รวมทั้งสร้างที่จอดรถใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวบนแผ่นดินห่างจากเกาะ 1.6 ไมล์ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต้องใช้รถบัสขนาดเล็กที่รัฐบาลเตรียมให้หรือเดินเข้าไปในเกาะแทน  สะพานใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ตลอดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเขื่อนเพิ่งเปิดให้บริการในวันที่ 22 กรกฎาคม 2014 นี้เอง

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของ Mont St. Michel ก็คือวัดที่อยู่ส่วนบนสุดของเกาะ นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะฝ่าฝูงชนที่มีมหาศาลทุกฤดูกาลไปตามถนนแคบ ๆ ที่มีร้านค้าเรียงรายอยู่ทั่วไปขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงส่วนบนสุดของเกาะ วัดที่ถูกสร้างขึ้นตามที่หัวหน้าเทวทูต Michael บัญชาให้ St. Aubert บิชอปแห่ง Avranches สร้างขึ้นบนเกาะแห่งนี้นั้น  ครั้งแรก St. Aubert ก็ไม่ใส่ใจ จนหัวหน้าเทวทูต Michael ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการเอานิ้วเจาะเข้าไปในกะโหลกของ St. Aubert ท่านจึงยอมทำตามแต่โดยดี  นับจากการสร้างวัดบนเกาะนี้ เกาะนี้ก็มีความสำคัญเรื่อยมาจากการมีป้อมปราการ แต่ความสำคัญกลับลดลงหลังปฏิวัติฝรั่งเศสจนแทบไม่มีพระมาอาศัยจำวัดเลย ซ้ำวัดยังถูกปิดและถูกแปลงเป็นคุกอีกต่างหาก  จวบจนกระทั่งปี 1836 Victor Hugo กวีและศิลปินชั้นนำชาวฝรั่งเศสได้รณรงค์ฟื้นฟูสถาปัตยกรรมแห่งนี้ขึ้น และประกาศให้เกาะแห่งนี้เป็นอนุสาวรีย์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์จน Mont St. Michel ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1979

นักท่องเที่ยวที่สามารถเดินฝ่าฝูงชนขึ้นไปชื่นชมวัดบนเกาะได้จะต้องซื้อบัตรค่าเข้าซึ่งไม่รวม Audio Guide ก่อนจะเข้าไปเยี่ยมเยือนได้ซึ่งแตกต่างจากวัดทั่ว ๆ ไป  หลังเสร็จสิ้นการเยี่ยมเยือนวัดที่ต้องใช้เวลาเดินวนภายในนานถึง 2 ชั่วโมงขนาดไม่ได้ฟัง Audio Guide แห่งนี้ นักท่องเที่ยวก็เข้าใจได้เองว่าเหตุใดที่นี่จึงมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากมายถึงปีละกว่า 3.5 ล้านคนและเหตุใดจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย

 

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum Marmottan Monet กรุงปารีส

Published พฤศจิกายน 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/187541

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

Argenteuil near promenade

นักท่องเที่ยวที่มากรุงปารีส และไปเที่ยวมิวเซียมมาแล้วหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Le Lourve, Centre Pompidou, Museum d’Orsay, Peptit Palais, Museum of Modern Art แล้ว หลายคนคงติดใจผลงาน Impressionism ในฝรั่งเศส มิวเซียมหนึ่งที่ตอบโจทย์คือ Museum MarmottanMonet

มิวเซียมที่เคยเป็นบ้านล่าสัตว์ของ Edmond Kellerman ที่ถูกซื้อโดย Jules Marmottan ในปี 1882 นี้มีต้นกำเนิดจากการที่ Paul Marmottanลูกชายของ Jules Marmottan นำผลงานศิลปะโดยเฉพาะช่วง First Empire ที่สะสมมาจัดตั้งเป็น Marmottan Monet Museum ในปี 1934  ต่อมาในปี 1957 ทางมิวเซียมได้ผลงานสะสมแนว Impressionism เช่น ผลงานของ Manet, Monet, Pissaro, Sisley และ Renoir ของ Madame Victorine Donop de Monchy มาเพิ่มเติม หลังจากนั้นไม่นาน Michel Monet บุตรชายคนที่สองของ Claude Monet ได้ยกสมบัติของเขาใน Giverny ให้กับ French Academy of Fine Arts จนทำให้ที่นี่มีผลงานของ Claude Monet มากที่สุดในโลก ในครั้งนั้น สถาปนิกและภัณฑรักษ์จึงได้ออกแบบห้องแสดงผลงานของ Monet จากแรงบันดาลใจของ Grandes Decoration ใน Tuilerie’s Orangerie เพื่อจัดแสดงผลงานของ Claude Monet โดยเฉพาะ


Bergere lying

นอกจากนี้ Museum Marmottan Monet ยังได้ผลงานของ Henri Duhem ที่บริจาคจาก Nelly Duhem บุตรสาวของศิลปินด้วย ยิ่งกว่านั้นมูลนิธิ Denis and Annie Rouart ยังได้บริจาคผลงานของ Berthe Morisot, Edouard Manet, Edgar Degas และ HenriRouart ซึ่งเป็นผลงานแนว Impressionism เพิ่มเติมอีกจนทำให้ที่นี่กลายเป็นมิวเซียมที่มีผลงานแนว Impressionism มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะพบว่าที่นี่มีห้องพิเศษสำหรับ Monet โดยเฉพาะที่ใหญ่มากโดยภายในมีภาพของ Monet ประมาณ 50 ภาพ แต่ต้องใช้เวลาในการชื่นชมผลงานนานนับชั่วโมง ทั้งนี้เพราะภาพของ Monet ดูค่อนข้ายากโดยเฉพาะเมื่อดูภาพใกล้ๆ นักท่องเที่ยวจะยิ่งทึ่งในฝีไม้ลายมือของศิลปินว่าวาดได้อย่างไร เช่น ภาพสะพานในสวนเมืองGiverny ซึ่งเป็นบ้านที่ศิลปินยืมเงินนายหน้ามาซื้อก่อน ภาพ Water Lillyซึ่งล้วนแล้วแต่ดูยากทั้งนั้น ยิ่งเมื่อนักท่องเที่ยวยืนดูภาพใกล้ๆ แล้วจะยิ่งดูไม่ออกว่าศิลปินวาดอย่างไร เพราะมันดูเหมือนก้อนสีมากกว่า ภาพของ Monet จึงเป็นภาพของศิลปินไม่กี่คนในโลกที่นักท่องเที่ยวต้องไปดู ณ สถานที่จริงหรือดูภาพจริงๆ จึงจะซาบซึ้งได้ การดูภาพถ่ายหรือโปสการ์ดจะไม่มีวันเข้าใจหรือได้อรรถรสอย่างแท้จริงอย่างแน่นอน จริงอยู่การดูภาพจริงของแวนโก๊ะทำให้เราสามารถจับอารมณ์ของศิลปินได้เลยว่าภาพของเขาถูกเขียน ณ อารมณ์เช่นใด แต่ภาพของ Monet จะทำให้ผู้ชมเห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินที่เด่นชัดมากๆ โดยเฉพาะภาพของ Monet ที่มิวเซียมแห่งนี้


Rising Sun

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสดูภาพจริงๆ จะสามารถเห็นได้ทั้งความนิ่งที่มีมิติและความเคลื่อนไหวในภาพเดียวกันได้เลยทีเดียว เช่น ภาพ Garden in Giverny ถนนที่เดินตรงเข้าบ้านนั้น ไม่ว่ามองจากทางใด ทางเข้าบ้านกับสายตาผู้มองจะอยู่แนวตรงกันกับทางเข้าบ้านเสมอ จริงอยู่มันอาจเป็นมุมพิเศษตามแนวทางของสถาปนิก แต่ภาพเขียนที่ใช้สีป้ายจนมองไม่ออกว่าวาดอะไรในระยะเมตรเดียวทำได้อย่างไร คงเป็นที่กังขาสำหรับผู้ชมไม่น้อย ผู้ที่รักศิลปะและมีโอกาส น่าจะไปชมให้ได้สักครั้งในชีวิต และอาจติดใจถึงขนาดตามไปดูทุกปีเลยก็เป็นได้ การใช้เวลาในมิวเซียมแห่งนี้กับเงินสิบยูโรจึงเป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ

นอกจากผลงานของ Monet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของ Berthe Marisot ศิลปินแนวImpressionism ชาวปารีสอีกเป็นจำนวนมากให้นักท่องเที่ยวชื่นชมจนจุใจอีกต่างหากด้วย


The Train in the Snow


Bois de boulogne


Japanese Bridge


Japanese Bridge2


The Path under the Rose Arches

%d bloggers like this: