แป๊ะก๊วย

All posts tagged แป๊ะก๊วย

ผลของสาร ginkgolide B จากใบแป๊ะก๊วย ต่อภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมอง

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=752

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสาร ginkgolide B จากใบแป๊ะก๊วย ต่อภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมอง

การศึกษาผลของสาร ginkolide B ที่สกัดได้จากใบแป๊ะก๊วยต่อการหลั่งสารสื่อประสาทจำพวกกรดอะมิโนของสมอง ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองส่วนกลาง โดยการสอดไหมเย็บแผลชนิดไนลอนเข้าไปอุดหลอดเลือดเป็นเวลา 60 นาทีแล้วเอาออก หนูแรทจะได้รับการฉีดสาร ginkolide B ขนาด 10 มก./กก./วัน, 20 มก./กก./วัน หรือ น้ำเกลือ (กลุ่มควบคุม) เข้าทางช่องท้องเป็นเวลา 3 วัน ก่อนทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมอง ผลการศึกษาพบว่า หนูแรทที่เกิดการอุดตันของหลอดเลือด จะมีระดับสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาท ได้แก่ glutamate, aspartic acid และ glycine เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้หากมีมากเกินไป จะเป็นพิษทำให้มีการทำลายสมอง ส่วนในหนูแรทที่ได้รับสาร ginkolide B (10 และ 20 มก./กก.) มีระดับสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งการทำงานของเส้นประสาท ได้แก่ GABA มีระดับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการทำลายสมองจากสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทลดลง และมีบริเวณเนื้อเยื่อสมองตายลดลงตามมา ทำให้สามารถสรุปได้ว่า สาร ginkolide B จากใบแป๊ะก๊วยมีผลในการป้องกันสมองหนูแรทที่ถูกทำลายจากภาวะขาดเลือดได้

J Ethhnopharmacol 2011;136:117-22


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ปกป้องตับของใบแป๊ะก๊วย

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=738

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ปกป้องตับของใบแป๊ะก๊วย

การศึกษาผลของสาร polyprenols จากใบแป๊ะก๊วยในการปกป้องตับของหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้ตับถูกทำลายด้วยสารคาร์บอนเตตระคลอไรด์ เปรียบเทียบกับยา Essentiale ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่เป็น โรคเกี่ยวกับตับ พบว่าสาร polyprenols ที่ขนาด 40 และ 60 มก./กก. มีผลลดระดับของเอนไซม์ตับ Aspartate aminotranferase (AST), Alanine aminotransferase (ALT), Alkaline phoaphatase (ALP) และเพิ่มระดับของอัลบูมินและโปรตีนรวม ส่วนขนาด 10 มก./กก. มีผลเพียงเล็กน้อย ขณะที่ยา Essentiale ขนาด 360 มก./กก. มีผลลดระดับ ALP และเพิ่มอัลบูมิน แต่ไม่มีผลต่อ ALT, AST และโปรตีนรวม สาร polyprenols ที่ขนาด 160 มก./กก. ให้ผลใกล้เคียงกับยา Essentiale ในการลดระดับของ malondialdehyde และเพิ่มระดับของกลูตาไธโอนและเอนไซม์ superoxide dismutase นอกจากนี้ยังมีผลลดปริมาณของสาร hydroxyproline และคอลลาเจนในตับ ทำให้ระดับของ laminin กรดไฮยาลูรอนิค ไตรกลีเซอร์ไรด์ และคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง และทำให้การเกิดไขมันในตับลดลง สรุปได้ว่าสาร polyprenols จากใบแป๊ะก๊วย โดยเฉพาะที่ขนาดสูง 160 มก./กก จะมีผลในการปกป้องตับได้เทียบเท่ากับยา Essentiale โดยเป็นผลมาจากฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสาร

Fitoterapia 2011;82:834-40.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลของสารสกัดจากแป๊ะก๊วยต่อการไหลเวียนโลหิตของผู้สูงอายุ

Published มีนาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=380

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสารสกัดจากแป๊ะก๊วยต่อการไหลเวียนโลหิตของผู้สูงอายุ

การทดลองทางคลินิกโดยการสุ่มแบบปกปิด (double-blinded, randomized, placebo-controlled design) ในผู้สูงอายุสุขภาพดีจำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ที่ได้รับการฉีด saline เข้าทางหลอดเลือดดำ และกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน ได้รับการฉีดสารสกัดจากแป๊ะก๊วยขนาด17.5 มิลลิกรัม เข้าทางหลอดเลือดดำ ซึ่งสารสกัดดังกล่าวมีสาร ginkgo flavone glycoside 4.2 มิลลิกรัม พบว่าในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดมีการไหลเวียนของเลือดบริเวณเส้นเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทางด้านซ้าย (left anterior descending coronary artery (LAD)) เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการขยายตัวของเส้นเลือดที่แขนเพิ่มขึ้น จากผลดังกล่าวทำให้สรุปได้ว่า สารสกัดแป๊ะก๊วยมีผลในการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และช่วยขยายหลอดเลือด ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการชะลอความแก่ได้

Phytomedicine 2008;15:164-9


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลของการกินสารสกัดแป๊ะก๊วยเป็นระยะเวลานานมีผลต่อตับและระบบไหลเวียนโลหิต

Published กันยายน 6, 2011 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=363.

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของการกินสารสกัดแป๊ะก๊วยเป็นระยะเวลานานมีผลต่อตับและระบบไหลเวียนโลหิต

เมื่อป้อนอาหารที่มีสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย 0.5% ให้กับหนูขาวที่มีอายุมากและมีความดันโลหิตสูง (Spontaneously Hypertensive Rat) เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า น้ำหนักตับต่อน้ำหนัก ตัว 100 กรัม เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 เท่า ขณะที่น้ำหนักตัวไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับโปรตีนและอัลบูมินในเลือด,ระดับ AST (aspartate aminotransferase)ในเลือดไม่เปลี่ยนแปลง แต่ระดับ ALT (alanine aminotransferase) ในเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.2 เท่า, ระดับโปรตีน CYP 2B1/2B2 (Cytochrome P450) ในตับเพิ่มขึ้นประมาณ 8.5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับสารสกัด

สารสกัดไม่มีผลต่อความดันโลหิตแต่จะไปลดอัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการไหลของเลือด นอกจากนั้นสารสกัดไม่มีผลต่อการหดตัว(Contractile responses) เมื่อกระตุ้นด้วย phenylephrine และการคลายตัว(Relaxation responses)ของหลอดเลือด เมื่อได้รับsodium nitroprusside และ acetylcholine และไม่มีผลต่อเอนไซม์ nitric oxide และ guanylate cyclase ดังนั้นการกินสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยเป็นระยะเวลานานอาจทำให้การไหลเวียนเลือดแย่ลงเนื่องจากหัวใจเต้นช้าลง และการทำงานของตับผิดปกติได้

Biol.Pharm.Bull2008;31(1)68-72


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างแป๊ะก๊วยเมื่อให้ร่วมกับยา cilostazol และ clopidogrel ในผู้ที่มีสุขภาพดี

Published กันยายน 5, 2011 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=338.

ย่อยข่าวงานวิจัย

ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างแป๊ะก๊วยเมื่อให้ร่วมกับยา cilostazol และ clopidogrel ในผู้ที่มีสุขภาพดี

แป๊ะก๊วยเป็นสมุนไพรที่เคยมีรายงานว่าทำให้เลือดออกเมื่อให้ร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือด การศึกษาในครั้งนี้จึงต้องการทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างแป๊ะก๊วยกับยา cilostazol และ clopidogrel โดยทำการศึกษาแบบ randomized open label, crossover study ในผู้ชายที่มีสุขภาพดี 10 คน อายุเฉลี่ย 27 ± 4 ปี ซึ่งทุกคนจะได้รับประทานยาดังนี้ 100 มก. cilostazol, 200 มก. cilostazol, 120 มก. แป๊ะก๊วย, 240 มก. แป๊ะก๊วย, 75 มก. clopidogrel, 150 มก. clopidogrel, 120 มก. แป๊ะก๊วย ร่วมกับ 100 มก. cilostazol และ 120 มก. แป๊ะก๊วย ร่วมกับ 75 มก. clopidogrel ซึ่งมีช่วงหยุดพักระหว่างการเปลี่ยนยา 48 ชม. จากนั้นจะทำการวัดการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด จำนวนเกร็ดเลือด ระยะเวลาที่เลือดออก และระยะเวลาที่เลือดหยุด ในช่วงเริ่มต้น และหลังได้รับยา 6 ชม. พบว่าการการให้แป๊ะก๊วย ร่วมกับ 100 มก. cilostazol และ 120 มก. แป๊ะก๊วย ร่วมกับ 75 มก. clopidogrel ไม่มีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยา cilostazol หรือ clopidogrel เพียงอย่างเดียว แต่การให้แป๊ะก๊วย ร่วมกับ 100 มก. cilostazol จะมีผลทำให้ระยะเวลาที่เลือดออกยาวนานขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดยาทุกขนาดที่ศึกษา แต่ไม่มีผลต่อระยะเวลาที่เลือดหยุด และจำนวนเกร็ดเลือด ดังนั้นจากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการใช้แป๊ะก๊วยร่วมกับยา cilostazol หรือ clopidogrel ไม่มีผลต่อการต้านการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด แต่มีผลเพิ่มระยะเวลาที่เลือดออกให้นานมากขึ้นเมื่อใช้แป๊ะก๊วยร่วมกับ cilostazol

British Journal of Clinical Pharmacology 2006;63(3):333-8


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลของสารสกัดแป๊ะก๊วยและน้ำมันกระเทียมต่อความหนืดของเลือดในเพศหญิง-ชาย ที่มีอายุแตกต่างกัน

Published กันยายน 5, 2011 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=329.

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสารสกัดแป๊ะก๊วยและน้ำมันกระเทียมต่อความหนืดของเลือดในเพศหญิง-ชาย ที่มีอายุแตกต่างกัน

การศึกษาเพื่อดูความหนืดของเลือดโดยแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เป็นการศึกษาในอาสาสมัครชาย 80 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นชาย 40 คน ที่มีอายุในช่วง 18-60 ปี กลุ่มที่ 2 เป็นชาย 40 คน ที่มีอายุระหว่าง 61-75 ปี ซึ่งในเพศหญิงก็แบ่งกุล่ม และช่วงอายุเหมือนเพศชายเช่นกัน พบว่าในการศึกษาช่วงที่ 1 กลุ่มผู้มีอายุน้อยกว่าทั้งเพศชายและหญิง มีความหนืดของเลือดน้อยกว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า (3.79 ± 0.07 และ 4.19 ± 0.3 ในกลุ่มชายอายุน้อย และมาก ตามลำดับ) (3.37 ± 0.3 และ 4.36 ± 0.3 ในกลุ่มหญิงที่มีอายุน้อย และมาก ตามลำดับ) เมื่อเปรียบเทียบความหนืดของเลือดในเพศชาย-หญิง พบว่าในกลุ่มเพศหญิงอายุน้อย จะมีความหนืดของเลือดน้อยกว่ากลุ่มชายอายุน้อย (3.79 ± 0.07 และ 3.37 ± 0.3 ในเพศชาย-หญิง ที่มีอายุน้อยตามลำดับ) ในขณะที่กลุ่มที่มีอายุมากทั้งเพศชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน และยังพบความความสัมพันธ์ที่ว่า เมื่ออายุมากขึ้นความหนืดของเลือดจะสูงขึ้น ช่วงที่ 2 ทำการศึกษาในอาสาสมัครเพศชายโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ให้รับประทานยาหลอก จำนวน 19 คน กลุ่มที่ 2 ให้รับประทานสารสกัดแป๊ะก๊วยขนาด 80 มิลลิกรัม/วัน จำนวน 25 คน กลุ่มที่ 3 ให้รับประทานน้ำมันกระเทียมขนาด 250 มิลลิกรัม/วัน จำนวน 16 คน นาน 180 วัน การศึกษาในช่วงที่ 2 พบว่ากลุ่มที่รับประทานสารสกัดแป๊ะก๊วยความหนืดของเลือดลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง (4.3 ± 0.5 และ 3.5 ± 0.4 ก่อนและหลังรับประทานสารสกัดแป๊ะก๊วยตามลำดับ) ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับยาหลอก และน้ำมันกระเทียมไม่มีความแตกต่างต่อความหนืดของเลือด ช่วงที่ 3 ศึกษาในอาสาสมัครเพศชาย จำนวน 25 คน ให้รับประทานสารสกัดแป๊ะก๊วย 80 มิลลิกรัม/วัน นาน 180 วัน และมีการเจาะเลือดเพื่อดูความหนืดของเลือดในช่วงเริ่มต้น 30, 90 และ 180 วัน ตามลำดับ การศึกษาในช่วงที่ 3 พบว่าในช่วง 30 วัน หลังการรับประทานสารสกัดแป๊ะก๊วย จะมีการลดความหนืดของเลือดได้ดี (4.25 ± 0.6 และ 3.68 ± 0.4 ในช่วงเริ่มต้น และ 30 วัน ตามลำดับ) และหากเปรียบเทียบในช่วง 30 วัน และ 90 วัน หลังได้รับสารสกัดแป๊ะก๊วย พบว่าความหนืดของเลือดยังคงลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (3.68 ± 0.4 และ 3.58 ± 0.4 ตามลำดับ) แต่หากเปรียบเทียบความหนืดของเลือดในช่วง 90 และ 180 วัน หลังได้รับสารสกัด แป๊ะก๊วย พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

Phytomedicine 2007;14:447-51


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ความเป็นพิษของสารกลุ่มอัลคิลฟีนอลในใบแป๊ะก๊วย

Published พฤษภาคม 23, 2010 by SoClaimon

หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผ่านทางย่อยข่าวงานวิจัย. 10/07/02

การเตรียมสารสกัดมาตรฐานใบแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba L.) นอกจากต้องกำหนด ปริมาณสารสำคัญคือ flavones glycosides และ terpene lactones แล้ว ยังต้องกำหนดปริมาณสูงสุดของสารเป็นพิษ คือ ginkgolic acids โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 5 ส่วนในล้านส่วน (ppm) การศึกษาเพื่อยืนยันความเป็นพิษของ ginkgolic acids ทำโดยนำส่วนที่ทิ้งจากขบวนการเตรียมสารสกัดมาตรฐานใบแป๊ะก๊วย ซึ่งเป็นส่วนที่สารกลุ่ม alkylphenols ส่วนใหญ่ถูกสกัดทิ้งมาเตรียมเป็นแฟรกชั่นต่างๆ และประเมินความเป็นพิษต่อตัวอ่อนของไก่ แฟรกชั่นที่ประกอบด้วย ginkgolic acids 16 % และ biflavones 6.7 % มีขนาดที่ทำให้ ตัวอ่อนของไก่ตายจำนวนครึ่งหนึ่ง(LD50) = 33 ppm แฟรกชั่นที่ประกอบด้วย ginkgolic acids 58 % และ biflavones ต่ำกว่า 0.02 % มีค่า LD50 = 64 ppm ส่วนแฟรกชั่นที่ประกอบด้วย ginkgolic acids 1 % และ biflavones 16 % มีค่าความเป็นพิษต่ำคือมีค่า LD50 = 4,540 ppm การศึกษานี้ยืนยันความเป็นพิษของ ginkgolic acids และชี้ให้เห็นว่าส่วนประกอบอื่น เช่น biflavones มีผลเสริมความเป็นพิษนั้น

Phytomedicine 2001; 8(2): 133-8

ฤทธิ์ต้านจุลชีพจากใบแป๊ะก๊วย

Published พฤษภาคม 22, 2010 by SoClaimon

หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผ่านทางย่อยข่าวงานวิจัย. 14/09/00

เมื่อนำสารสกัดเมธานอลของใบแป๊ะก๊วย( Ginkgo biloba Linn. )มาแยกด้วยตัวทำละลายต่างๆ 3 ชนิด คือ ethyl acetate , n-butanol และน้ำ พบว่าส่วนของ ethyl acetate แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพได้หลายชนิด คือ Enterococcus faecalis Streptococcus sanguis และ Candida parapsilosis โดยความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อมีค่าน้อยกว่า 19 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อนำส่วนของ ethyl acetate มาแยกต่อพบว่ามีสารสำคัญแสดงฤทธิ์ 2 ชนิด ซึ่งยังไม่ทราบสูตรโครงสร้างและกำลังอยู่ระหว่างการพิสูจน์สูตรโครงสร้าง

J Ethnopharmacol 2000 ; 71 : 83-88

%d bloggers like this: