ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

‘มะขามแปรรูป’สแน็กพื้นบ้าน’โกอินเตอร์’ กรกฎาคม 20, 2013

‘มะขามแปรรูป’สแน็กพื้นบ้าน’โกอินเตอร์’

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2556

‘มะขามแปรรูป’สแน็กพื้นบ้าน’โกอินเตอร์’

ตำรับมะขามแปรรูป ‘สารัช’ สแน็กพื้นบ้าน ‘โกอินเตอร์’ : โดย…ธานี กุลแพทย์

ความสำเร็จอีกก้าวของผลิตภัณฑ์มะขามแปรรูปแบรนด์ “สารัช” สแน็กพื้นบ้านจากถิ่นเพชรบูรณ์ นำโดยชายหนุ่มวัย 30 ปี สารัช กมลธรไท ที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจครอบครัว จนก้าวสู่ความเป็นเบอร์หนึ่ง ขณะที่ผลิตผล 30% ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยชูความโดดเด่นด้านคุณภาพ รสชาติความอร่อย และการเข้าร่วมโครงการของรัฐเป็นอีกแรงผลักที่ทำให้บรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น

สารัช กมลธรไท ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สารัชมาเก็ตติ้ง จำกัด ทายาทหนึ่งเดียวของ จินดา-สุภาลักษณ์ กมลธรไท ที่ทั้งคู่ได้ถอยห่างมายืนเป็นที่ปรึกษาตลอด 4-5 ปี บอกว่า หลังจบการศึกษาภาคอินเตอร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กลับบ้านเพื่อรับช่วงธุรกิจการแปรรูปมะขามแบรนด์ “สารัช” ต่อจากครอบครัว ซึ่งตั้งอยู่ที่ 113 หมู่ 11 ต.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์

โดยเขาบอกว่า ด้วยบริษัทเป็นเจ้าแรกที่ผลิตมะขามแปรรูป ถึงตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ 9 รายการ คือ มะขามจี๊ดจ๊าด มะขามคลุกจี๊ดจ๊าด มะขามแก้ว มะขามเคี้ยวหนึบ มะขามแช่อิ่ม มะขามเปียก น้ำมะขามพร้อมดื่ม และมะขามฝัก ซึ่งตลอดกว่า 10 ปีที่ครอบครัวดำเนินธุรกิจนี้นับแต่ปี 2545 ประสบผลสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะชื่อเสียงด้านคุณภาพ รสชาติความอร่อยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการกล่าวขานเป็นต้นตำรับมะขามแปรรูปของ จ.เพชรบูรณ์

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายมากสุดคือ มะขามคลุกจี๊ดจ๊าด แบบกระปุก ขนาดบรรจุ 160 กรัม โดยวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและร้านขายของฝาก สัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 60-70% ส่วนอื่นๆ เช่น มะขามแก้ว มะขามเคี้ยวหนึบ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ประเภทร้านสะดวกซื้อในประเทศ และลูกค้าต่างประเทศที่เน้นกลุ่มเอเชียเป็นหลัก มีสัดส่วนการตลาด 70 และ 30

ทว่า ในความสำเร็จนั้น “สารัช” ยอมรับว่า ที่ผ่านมาก็มีปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องวัตถุดิบและแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการผลิต ในส่วนของมะขามซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักจะซื้อและถูกนำมาเก็บในห้องเย็นเพื่อรอการผลิตบางครั้งทำให้ไม่ได้คุณภาพ ขณะที่แรงงานซึ่งใช้คนในพื้นที่ทั้งหมดจะต้องมีการเสริมสร้างภูมิอยู่ตลอดเพื่อร่วมพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน

ดังนั้น บริษัทจึงเข้าร่วมพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาค โครงการของกระทรวงอุตสาหกรรม นับแต่ปี 2551 ถึงปัจจุบัน โดยบริษัทเลือกพัฒนา 2 แผน คือ แผนปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน ซึ่งทีมที่ปรึกษาพบว่า กระบวนการผลิตมีการปนเปื้อนจากวัตถุดิบ เครื่องบรรจุกระปุกแบบอัตโนมัติยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ สุดท้ายมีการตกหล่นระหว่างบรรจุทำให้กลายเป็นของเสีย ซึ่งหลังดำเนินการ (ม.ค.-พ.ค.2555) พบว่าลดจำนวนผู้ใช้แรงงานและลดการสูญเสีย วัดมูลค่ากว่า 697,000 บาท

ส่วนอีกแผน “สารัช” บอก คือ ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์/ระบบมาตรฐานสากล ทีมที่ปรึกษาได้เสนอรายละเอียดเพื่อยกระดับ ระบบมาตรฐานสากล ISO 22000 เป้าหมายเพื่อพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพระดับสากล อีกทั้ง เพิ่มศักยภาพในการเปิดตลาดอาเซียน ซึ่งหากบริษัทพัฒนาไปสู่ระบบนี้ได้ คาดจะมีการเติบโตของยอดขายเพิ่มสูงขึ้นจาก 10% เป็น 20% คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ สารัช ยอมรับว่า แผนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของเขาจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป นอกจากยึดหลักความพอเพียง ความเชื่อมั่นในตัวสินค้าแล้ว การใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอีกหนทางที่ต้นทุนถูกที่สุด และเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่องด้วย

——————–

(ตำรับมะขามแปรรูป ‘สารัช’ สแน็กพื้นบ้าน ‘โกอินเตอร์’ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

 

อร่อยจี๊ด’สารัช’มะขามแปรรูป ธันวาคม 23, 2012

อร่อยจี๊ด’สารัช’มะขามแปรรูป

อร่อยจี๊ด’สารัช’มะขามแปรรูป

ผลิตภัณฑ์อร่อยจี๊ดตรา ‘สารัช’ ตำรับมะขามแปรรูป-โกอินเตอร์ : โดย…ธานี กุลแพทย์

                         นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของผลิตภัณฑ์มะขามแปรรูปแบรนด์ “สารัช” ซึ่งนำโดยชายหนุ่มวัย 30 ปี สารัช กมลธรไท ทายาทรุ่นลูก ที่มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจครอบครัว จนก้าวสู่ความเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศในตลาดสินค้าประเภทนี้ ขณะที่ผลิตผล 30 เปอร์เซ็นต์ ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยความโดดเด่นด้านคุณภาพ รสชาติความอร่อยที่แตกต่าง การเข้าร่วมโครงการของรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นอีกแรงผลักที่ทำให้ผลิตภัณฑ์จากดินแดนมะขามหวานถิ่นเพชรบูรณ์บรรลุเป้าหมายยิ่งขึ้น

ดังการเข้าร่วมโครงการของกระทรวงอุตสาหกรรม One Province One Agro-Industrial Product (OPOAI) หรือโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาค ซึ่ง สารัช กมลธรไท ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาด บ.สารัชมาเก็ตติ้ง จำกัด ทายาทหนึ่งเดียวของ จินดา-สุภาลักษณ์ กมลธรไท ที่ทั้งคู่ได้ถอยห่างมายืนเป็นที่ปรึกษาอยู่เบื้องหลังตลอด 4-5 ปี บอกว่า หลังจบการศึกษาภาคอินเตอร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้กลับบ้านเพื่อรับช่วงธุรกิจการอบและแปรรูปมะขามแบรนด์ “สารัช” ต่อจากครอบครัวทันที โดยสถานประกอบการตั้งอยู่ 113 หมู่ 11 ต.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์

“สารัช” บอกว่า บริษัทเป็นเจ้าแรกของพื้นที่ที่ผลิตมะขามแปรรูป ซึ่งถึงตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ 9 เมนู คือ มะขามจี๊ดจ๊าด มะขามคลุกจี๊ดจ๊าด มะขามแก้ว มะขามเคี้ยวหนึบ มะขามแช่อิ่ม มะขามเปียก น้ำมะขามพร้อมดื่ม และมะขามฝัก ซึ่งตลอด 10 ปีที่ครอบครัวดำเนินธุรกิจนี้ โดยเริ่มเมื่อปี 2545 นับว่าประสบผลสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะชื่อเสียงด้านคุณภาพ รสชาติความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการกล่าวขานถึงว่าเป็นต้นตำรับมะขามแปรรูปของ จ.เพชรบูรณ์

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายมากสุดคือ มะขามคลุกจี๊ดจ๊าด แบบกระปุก ขนาดบรรจุ 160 กรัม โดยวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อและร้านขายของฝาก มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ เช่น มะขามแก้ว มะขามเคี้ยวหนึบ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ลูกค้าโมเดิร์นเทรดประเภทร้านสะดวกซื้อในประเทศ และลูกค้าต่างประเทศ มีสัดส่วนการตลาด 70 เปอร์เซ็นต์ และ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศเอเชียเป็นหลัก

ทว่า ในความสำเร็จนั้น “สารัช” ยอมรับว่า ก็มีปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของแรงงานและวัตถุดิบ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคการผลิต ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ใช้แรงงานในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อส่งเสริมให้แรงงานรักถิ่นไม่จากบ้านไปทำงานในเมือง ขณะที่มะขามเปรี้ยวและมะขามหวานวัตถุดิบหลักในการผลิต ซึ่งหาซื้อจากในเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียง โดยจะสั่งซื้อช่วงธันวาคม-มีนาคมของทุกปี จะถูกนำมาเก็บในห้องเย็น ซึ่งบางครั้งทำให้วัตถุดิบไม่ได้คุณภาพ

“เราจึงสมัครเข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นปีแรกของโครงการ เนื่องจากเห็นความสำคัญเรื่องคุณภาพการทำงานของพนักงานในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกเกรดวัตถุดิบ การแกะเปลือก เพื่อไม่ให้ไปปะปนกับเนื้อมะขาม รวมทั้งการสร้างระบบมาตรฐานคุณภาพสินค้า”

สำหรับการเข้าร่วมโครงการในปี 2555 บริษัทเลือกพัฒนาใน 2 แผน คือ แผนงานที่ 3 การปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน ซึ่งทีมที่ปรึกษาพบว่า กระบวนการผลิตมีการปนเปื้อนจากวัตถุดิบ เครื่องบรรจุกระปุกแบบอัตโนมัติยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ ทำให้มีการติดขัด และสุดท้ายมีการตกหล่นระหว่างบรรจุทำให้กลายเป็นของเสียแทน หลังดำเนินการตามมาตรการต่างๆ (มกราคม-พฤษภาคม) พบว่าสามารถลดจำนวนผู้ใช้แรงงาน และลดการสูญเสียระหว่างกระบวนการต่างๆ วัดมูลค่าเป็นตัวเงินกว่า 697,000 บาท

ส่วนอีกแผนงาน คือ แผนงานที่ 5 การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์/ระบบมาตรฐานสากล ทีมที่ปรึกษาของโครงการได้เสนอรายละเอียดเพื่อยกระดับ ระบบมาตรฐานสากล ISO 22000 เป้าหมายเพื่อให้สินค้ามีคุณภาพระดับสากล พัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขายส่งออก อีกทั้งเพิ่มศักยภาพในการเปิดตลาดอาเซียนให้มากขึ้น หากบริษัทสามารถใช้ระบบมาตรฐานสากล ISO 22000 ได้ คาดว่าจะมีการเติบโตของยอดขายเพิ่มสูงขึ้นจาก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ สารัช ยอมรับว่า แผนการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของเขาจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป นอกจากยึดหลักความพอเพียง ความเชื่อมั่นในตัวสินค้าแล้ว การใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอีกหนทางที่ต้นทุนถูกที่สุด และสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างต่อเนื่องด้วย

——————–

(ผลิตภัณฑ์อร่อยจี๊ดตรา ‘สารัช’ ตำรับมะขามแปรรูป-โกอินเตอร์ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

 

ผุดโรงงานแปรรูปนมมวกเหล็ก สกัดวัตถุดิบล้น-รับเสรีอาเซียน กรกฎาคม 28, 2012

http://www.naewna.com/local/15793

วันศุกร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายพุทธิพงศ์ เจนจิตรศิลป์ ประธานกรรมการ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัดเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อนุมัติวงเงิน 90,000,000 บาท ให้แก่สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จ.สระบุรี เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มระบบยูเอชที (ชนิดกล่อง) ขนาดกำลังผลิต 2.4 ตันต่อชั่วโมง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการเลี้ยงโคนมให้แก่สมาชิกสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก รวมทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก และพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ ลดการสูญเสียในภาวะน้ำนมดิบล้นตลาด และพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อรองรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้ด้วย

“กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เห็นความสำคัญของกิจกรรมสหกรณ์ ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศ กว่า 10 ล้านคน มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 1 ล้าน 7 แสนล้านบาท ที่ผ่านมา กิจกรรมสหกรณ์ มีความสำคัญต่อการพัฒนาทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เมื่อสหกรณ์มีการเจริญเติบโต ก้าวหน้า จึงเป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่จะต้องเข้ามาสนับสนุน ทั้งเรื่องงบประมาณ บุคลากร และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สหกรณ์นั้นๆ มีความมั่นคง ก่อให้เกิดรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์ อย่างยั่งยืนต่อไป”

นายพุทธิพงศ์กล่าวอีกว่า สำหรับโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มระบบยูเอชที (ชนิดกล่อง) มีกำหนดการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555ที่ผ่านมา บนพื้นที่ 19 ไร่ ในพื้นที่ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีกำหนดสร้างเสร็จ และพร้อมผลิต ประมาณเดือนมีนาคม ปี 2556 สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก นอกจากผลิตนมโรงเรียนให้กับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดทางภาคกลางซึ่งเป็นตลาดหลักแล้ว ยังเป็นการเตรียมรองรับตลาดหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 นี้อีกด้วย

 

ดันปลูกหม่อนเพื่อการแปรรูป ‘กรมหม่อนไหม’ส่งเสริมเกษตรกรอุบลฯพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าผลิต

http://www.naewna.com/local/15696

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อการเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเหล่าหิน ต.สร้างถ่อ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัดสนับสนุนเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และเกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ และความต้องการของชุมชน มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกรในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต การเพิ่มมูลค่า การตลาดและการบริหารจัดการ โดยมีกิจกรรมการเกษตรที่อยู่ในพื้นที่โครงการ อาทิ การทำนา ทำไร่ ประมง ปศุสัตว์ และ หม่อนไหม

นายประเสริฐกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกรมหม่อนไหมนั้น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี ได้เข้าไปจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเพื่อการแปรรูปในพื้นที่โครงการดังกล่าว โดยส่งเสริมให้มีการปลูกหม่อนพันธุ์ดีเพื่อการแปรรูปทำชาใบหม่อนและจำหน่ายใบ และให้การสนับสนุนพันธุ์หม่อน บร.60 จำนวน 1,020 ต้น ให้แก่เกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมการปลูกหม่อนพันธุ์ดีเพื่อการแปรรูปทำน้ำผลหม่อน เยลลี่ ไอศกรีม และจำหน่ายผลสดโดยสนับสนุนหม่อนผลพันธุ์เชียงใหม่ จำนวน 530 ต้น ให้แก่เกษตรกรรวมทั้งยังจัดฝึกอบรมหลักสูตรการปลูกหม่อนและดูแลรักษาแปลงหม่อน เพื่อการแปรรูปให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังสนับสนุนพันธุ์หม่อน บร.60 จำนวน 280 ต้น ให้แก่เกษตรกรนอกโครงการที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เพื่อนำไปขยายผลโครงการออกไป ซึ่งการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเพื่อการแปรรูปในพื้นที่โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดน้ำเพื่อการเกษตร นอกจากเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพปลูกหม่อนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำให้มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมกับชนิดพืชที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับภาคเกษตรของไทย

 

สธ.คุมเข้มผลิตอาหารแปรรูปต้องผ่านมาตรฐานจีเอ็มพี พฤษภาคม 10, 2012

http://www.thairath.co.th/content/edu/259040

9 พฤษภาคม 2555, 11:30 น.

Pic_259040

รมว.สธ.ออกประกาศคุมสถานที่ผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่ายต้องผ่านมาตรฐานจีเอ็มพีเบื้องต้น เพื่อยกระดับและส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้านและขนมไทยสู่โลก…

วันที่ 9 พ.ค. 2555 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งตรวจสอบควบคุมอาหารไทยทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบความปลอดภัย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่มุ่งยกระดับความปลอดภัยอาหารไทย เพื่อให้ครัวไทยเป็นครัวของโลก และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของ ประเทศไทย ในปี พ.ศ.2558

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขมีแผนที่จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้านที่เป็นอาหารยอดนิยมของท้องถิ่นให้ได้รับเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ซึ่งจะดำเนินการทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อเชิดชูอาหารไทยและขนมไทย ให้เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยว ที่จะซื้อฝาก เป็นของที่ระลึก และเพื่อเป็นการสืบสานและอนุรักษ์อาหารไทยให้สืบทอดต่อไป ไม่ลืมหายไปตามกาลเวลา โดยจะต่อยอดนำอาหารพื้นบ้านไทยออกสู่สายตาชาวต่างชาติ

นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในส่วนของอาหารทั่วไป ทั้งของฝาก อาหารพื้นบ้าน และสินค้าอาหารหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรืออาหารโอทอป (OTOP) ซึ่งเป็นอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่าย ซึ่งมีจำหน่ายแพร่หลายในทุกจังหวัด ควรมีการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายสนับสนุนให้อาหารกลุ่มนี้ เข้าสู่ระบบความปลอดภัยด้วยตามมาตรฐานจีเอ็มพีขั้นพื้นฐาน (Primary GMP)

โดยได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ และลงนามเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ดังนี้ 1.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2555 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และเก็บรักษาอาหารแปรรูปในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่าย ลงวันที่ 17 เมษายน 2555 กำหนดให้อาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายต้องปฏิบัติตามจีเอ็มพีขั้นพื้นฐาน (Primary GMP) ได้แก่ อาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคทันที และอาหารทั่วไป ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ตัดแต่งในลักษณะที่นำไปปรุง หรือบริโภค คั่ว ทำให้แห้ง หมักดอง เป็นต้น

2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 343) พ.ศ.2555 เรื่องฉลาก (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 17 เมษายน 2555 เพื่อรองรับให้อาหารทั่วไป ซึ่งเป็นอาหารแปรรูปที่เป็นสินค้าพื้นบ้าน หรือสินค้าโอทอป ที่ผ่านการตรวจประเมินสถานที่ผลิตตามเกณฑ์จีเอ็มพีขั้นพื้นฐานแล้ว สามารถขอรับเลขสารบบอาหารได้ (เลข อย.) ขณะนี้ประกาศทั้ง 2 ฉบับ อยู่ระหว่างการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ผลิตหรือนำเข้าอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่ายรายเก่าต้องปฏิบัติให้ได้ตามข้อกำหนดภายใน 3 ปี ส่วนผู้ผลิตรายใหม่ต้องปฏิบัติตามทันที หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 180 วัน และได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่อยู่ในข่ายของประกาศฯ ดังกล่าว ให้ปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ทางด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า เกณฑ์มาตรฐานสถานที่ผลิต ประกอบด้วย 6 เรื่อง ได้แก่ 1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต ต้องสะอาด เป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับที่อยู่อาศัย 2. เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ต้องทำความสะอาดได้ง่ายและทั่วถึง มีมาตรการป้องกันสัตว์แมลงสัมผัสอาหาร 3. การควบคุมกระบวนการผลิต ต้องมีการคัดเลือกวัตถุดิบและส่วนผสมในการผลิต ที่สะอาด มีคุณภาพดี หากใช้วัตถุเจือปนอาหารต้องเป็นชนิดที่อนุญาตให้ใช้ และใช้ในปริมาณที่กฎหมายกำหนด 4. การสุขาภิบาล น้ำที่ใช้ในการผลิตสะอาด มีระบบกำจัดขยะ ห้องสุขา อ่างล้างมือถูกสุขลักษณะและเพียงพอ มีระบบระบายน้ำทิ้ง 5. อาคารสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิต ได้รับการทำความสะอาดถูกสุขลักษณะและสม่ำเสมอ และ 6. ผู้ผลิต ไม่เป็นโรคติดต่อ หรือโรคน่ารังเกียจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2522).

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 9 พฤษภาคม 2555, 11:30 น.
 

อียูคุมเข้มอาหารแปรรูป เร่งแก้ระเบียบ นำเข้าผลิตภัณฑ์ พฤษภาคม 3, 2012

http://www.thairath.co.th/content/edu/255581

26 เมษายน 2555, 05:40 น.

Pic_255581

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป รายงานว่า คณะกรรมาธิการยุโรป (EU) ได้แก้ไขกฎระเบียบว่าด้วยการรับรองการนำเข้า ขนส่งผ่าน (transit) เพื่อนำสินค้า อาทิ เนื้อแปรรูป นมแปรรูป สินค้าประมงแปรรูป และไข่เข้าไปวางจำหน่ายในสหภาพยุโรปนั้น จากนี้ไปต้องมาจากประเทศเขตที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออก

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องมาจากโรงงานที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 853/2004 และใช้แบบฟอร์มใบรับรองสุขอนามัยฉบับใหม่ ในกรณีที่ต้องการส่งต่อสินค้าไปยังประเทศที่สาม ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยสำหรับสินค้าขนส่งผ่านและขอเก็บไว้ใน EU เพื่อรอการส่งและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านสุขอนามัย ทั้งนี้ ทาง สนง.ที่ปรึกษาการเกษตรฯ ได้แนะนำว่า ผู้ประกอบการและกรมต่างๆที่ออกใบรับรองสินค้า Composite จะต้องเร่งปรับใช้ใบรับรองฉบับใหม่ให้ทันตามกำหนด เพื่อป้องกันสินค้าถูกกัก ณ ด่านนำเข้าได้

ขณะเดียวกัน กรมประมงและกรมปศุสัตว์ควรพิจารณาตัวกฎระเบียบว่า ปัจจุบันสินค้าอาหารไทยที่ส่งออกไปยัง EU อยู่ในขอบข่ายสินค้า Composite ใดบ้าง และควรหารือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีปัญหาในการแยกแยะประเภทสินค้าอาหารระหว่างสินค้าปกติกับสินค้า Composite  ให้แจ้งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรฯ เพื่อจะได้ประสานกับ DG-SANGO ต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 26 เมษายน 2555, 05:40 น.
 

อ้อนรัสเซียรับรองโรงงานไก่แปรรูป หวังเพิ่มปริมาณส่งออกโกยเงินเป๋าตุง เมษายน 24, 2012

http://www.thairath.co.th/content/eco/255187

24 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_255187

นายทฤษฎี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ รมช.เกษตรของสหพันธรัฐรัสเซีย จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูป และไก่แช่แข็งของไทย ซึ่งกรม จะเสนอให้ทางการรัสเซียรับรองโรงงานไก่แปรรูปของไทย 16 แห่ง ที่รัสเซียยังไม่ได้ให้การรับรองหลัง จากที่ได้เดินทางมาตรวจสอบโรงงานแปรรูปไก่ไทย ทั้งหมด 27 แห่ง แต่ให้การรับรองเพียง 11 แห่ง จึงทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ไทยไปรัสเซียยังไม่สะดวก “โรงงานทั้ง 11 แห่ง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการส่งออกไปรัสเซีย เพราะผู้ประกอบการต้องศึกษาวัฒนธรรม และรสนิยมการบริโภคของชาวรัสเซีย ประกอบกับ ต้องหาผู้นำเข้าที่เชื่อถือทางการเงินได้ ในอนาคตหากเอกชนไทยปรับตัวได้ ปริมาณการส่งออกไก่แปรรูปไทยไปรัสเซียจะสูงขึ้นตามความต้องการบริโภคที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ที่สำคัญ หากเจาะตลาดรัสเซียได้สำเร็จ ไก่แปรรูปไทยจะได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะรัสเซียมีมาตรฐานตรวจหาเชื้อโรคในสินค้าสูงกว่ามาตรฐานของสหภาพยุโรปด้วยซ้ำ”

ส่วนการส่งออกไก่แช่แข็งนั้น รัสเซียรับรองโรงงานชำแหละไก่ในไทยแล้ว 23 แห่ง แต่ปริมาณการส่งออกปี 54 ยังมีเพียง 1,069 ตัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจระบบการเงินของรัสเซีย และการเสนอซื้อด้วยเงินสด แต่ในปีนี้ ช่วง 2 เดือนแรกของปี พบว่าปริมาณการส่งออกมากถึง  1,500  ตัน  แสดงว่าตลาดแห่งนี้มีความต้องการเนื้อไก่สูงมาก และมีโอกาสจะขยายตลาดได้ อีกในอนาคต.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 เมษายน 2555, 05:00 น.
 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,033 other followers

%d bloggers like this: