แตกใบอ่อน

All posts tagged แตกใบอ่อน

แตกใบอ่อน : จะหยุดหรือไปต่อ

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/196137

วันพฤหัสบดี ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ควันหลงจากเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เชื่อว่า หลายท่านคงได้เห็นภาพแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เต็มไปด้วยเศษซากของขยะที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนพื้นเต็มไปหมด จนแทบไม่เหลือเค้าความงามให้เห็น

โดยเฉพาะที่ “ภูเรือ” ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องตามไปไล่เก็บขยะกลับมาได้ถึง 15 ตัน!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับ เพราะภาพมันฟ้องให้เห็นอยู่เต็มสองตา

ย้อนหลังไปสักปีเศษๆ หลัง “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ หลายคนคงจำได้ว่า คสช. ค่อนข้างให้ความสำคัญมากกับปัญหา “ขยะล้นเมือง” และถือเป็นเรื่องในระดับนโยบายเรื่องแรกๆ ที่ถูก คสช. หยิบมาดำเนินการ จนขั้นประกาศ “วาระแห่งชาติ” เรื่องการจัดการปัญหาขยะและของเสียอันตรายออกมา พร้อมกับคลอด “โรดแมป” 4 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วย

1.เร่งการจัดการขยะมูลฝอยสะสมในสถานที่กำจัดขยะพื้นที่วิกฤติ 2.ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับขยะที่เข้ามาใหม่ โดยเน้นการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและแปรรูปพลังงานจากขยะ 3.จัดระเบียบมาตรการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย และ 4.สร้างวินัยคนในชาติมุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน

เวลานั้น ถ้ายังจำกันได้จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” และ “กระทรวงมหาดไทย” พากันออกมาเคลื่อนไหวดำเนินการกันอย่างคึกคักครึกโครม

มีการจัดกิจกรรม โครงการ รวมถึงอีเว้นท์ และเคมเปญรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ 1 จังหวัด 1 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้นแบบเมืองสะอาดคนในชาติมีสุข โครงการประกวดโรงเรียนปลอดขยะ “Zero Waste School”

หรือแม้กระทั่งโครงการรณรงค์ “งดใช้ถุงพลาสติก” ทุกวันที่ 15 ของเดือน ก็เป็นหนึ่งในโครงการเสริมสร้างวินัยคนในชาติในการจัดการปัญหาขยะ ซึ่งอยู่ภายใต้ “โรดแมป” ดังกล่าวของรัฐบาล และถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะแค่ไม่กี่เดือนนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2558 ปรากฏว่า ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ที่ร่วมโครงการสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้หลายสิบล้านใบ ซึ่งถือเป็นโครงการที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดขยะได้นับสิบล้านชิ้นภายในเวลาไม่กี่อึดใจ

แต่แล้วเมื่อเกิดภาพขยะที่ถูกทิ้งกลาดเกลื่อนตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ดังที่ปรากฏออกมา ก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา เราได้จัดการปัญหาขยะกันสำเร็จแล้วจริงหรือไม่

และรัฐบาลได้มีการติดตามผลดำเนินงาน “วาระแห่งชาติ” ฉบับนี้มากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะแนวทางการสร้างจิตสำนึกและ “วินัย” ให้กับคนไทยในการทิ้งขยะ

โดยส่วนตัวของผมค่อนข้างมีความโน้มเอียงเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดจาก “ความมักง่าย” ส่วนบุคคลเป็นหลัก เพราะถ้า “กินแล้วเก็บ” ช่วยกันหิ้วออกมาทิ้งข้างนอก ช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดปัญหาดังภาพที่ออกมาได้

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ารัฐบาลจะลองใช้ “ไม้แข็ง” และความเด็ดขาดมาจัดการกับคนทิ้งขยะไม่เลือกที่ดูบ้าง บางทีมันก็อาจจะช่วยทำให้คนมีวินัยขึ้นมาได้บ้าง เพราะในเมื่อขอร้องกันดีๆก็แล้ว พูดกันดีๆก็แล้ว แต่ก็ยังมักง่ายกันแบบนี้ มันก็ต้องงัดยาแรงมาจัดการ

“วาระแห่งชาติ” ต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรมครับ ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่แค่บนกระดาษ ถ้าคิดจะทำแล้วไม่เด็ดขาด ก็อย่าประกาศให้เสียความรู้สึกกันเลย

มะลิลา

โฆษณา

แตกใบอ่อน : งานหนักรออยู่

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/195406

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

“แตกใบอ่อน” ฉบับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขออนุญาตกล่าวสวัสดีปีใหม่แด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน..สิ่งเลวร้าย ไม่ดี ไม่งามใดๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2558 ที่ผ่านมาขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี และตลอดปีใหม่ 2559 ที่มาถึงนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุข โชคดี ปราศจากภัยร้ายใดๆ เข้ามาแผ้วพาน

ปี 2559 น่าจะเป็นอีกปีที่เกษตรกรบ้านเราต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบด้านต่างๆ อย่างน้อยก็ 3 เรื่องใหญ่

เรื่องแรกคงหนีไม่พ้น การก้าวเข้าสู่ความเป็น “ประชาคมอาเซียน” อย่างเต็มตัวของประเทศไทยและชาติสมาชิกในอาเซียนทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์กันว่า ภาคการเกษตรของไทยน่าจะได้รับผลกระทบอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหา
ด้านการแข่งขันของสินค้าเกษตรหลายรายการ เช่น น้ำมันปาล์ม ยางพารา เมล็ดกาแฟ มะพร้าว และข้าว ที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างของเราในอาเซียน ล้วนต่างมีศักยภาพในการผลิตได้ดีไม่แพ้เรา ทำให้เกษตรกรของเราจำเป็นต้องมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานมากขึ้น

เรื่องต่อมา ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน คือ “วิกฤติภัยแล้ง” ซึ่งส่งสัญญาณระดับเลวร้ายมาตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นฤดูฝน จนรัฐบาลต้องออกมาประกาศขอความร่วมมือชาวนางดการปลูกข้าวนาปรัง และขอให้ประชาชนร่วมกันประหยัดน้ำ เนื่องจากน้ำต้นทุนในเขื่อนแห่งต่างๆ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณกักเก็บน้ำในระดับที่น้อยมาก ขณะที่บรรดาแม่น้ำลำคลองแห่งต่างๆ ทั่วประเทศ ก็เริ่มแห้งขอดจนมองเห็นสันดอนกลางน้ำกันไปแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าว แน่นอนว่า ย่อมส่งผลให้เกษตรกรและชาวนา โดยเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูก ผลผลิตตกต่ำ หรืออาจถึงขั้นขาดอาชีพ ขาดรายได้ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจละเลยได้เลย

อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างมีแนวโน้มจะตกเข้าสู่ภายใต้สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง คือ ปัญหาราคายางพารา ที่ร่วงลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2558 และจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะไม่มีท่าทีกระเตื้องขึ้นแล้ว ยังส่ออาการจะเลวร้ายหนักลงกว่าเดิม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังอึมครึม รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาลง ทำให้มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการจะพากันหันกลับไปพึ่งพา “ยางสังเคราะห์” ที่ได้จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมากกว่าการใช้ “ยางธรรมชาติ” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อปริมาณความต้องการยางในตลาดโลกต้องหดหายไปมากพอสมควร และหนีไม่พ้นต้องไปกระทบกับราคายางพาราให้ต้องไปตกอยู่ในสภาพที่ดิ่งเหวต่อไป

เหล่านี้ คือ “งานหนัก” และเป็นงานระดับเร่งด่วนที่รออยู่ ซึ่งไม่เพียงแต่เกษตรกรเท่านั้น ที่จะต้องเตรียมพร้อมให้ดีสำหรับการรับมือ แต่ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เองก็ต้องเร่งเครื่องอย่างเต็มที่เพื่อประคับประคองสถานการณ์ ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรเอาไว้ให้ได้น้อยที่สุด

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ช้าไม่ได้

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/194377

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เห็นราคาน้ำมันทุกวันนี้ แล้วอดรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ “ยางพารา” ในบ้านเราไม่ได้เพราะดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคายางพาราดีดพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำมาผลิตยางสังเคราะห์ได้ พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยางต้องหันมาพึ่งยางธรรมชาติที่ต้นทุนถูกกว่าเป็นวัตถุดิบแทนและเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ราคายางพารากระโดดไปได้มากกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

น้ำมันแพง ราคายางพาราจึงแพง

และแน่นอน เมื่อน้ำมันถูกลง ราคายางก็ต้องร่วงตาม

เพราะกลุ่มผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยางพากันหวนกลับไปใช้ยางสังเคราะห์ที่ต้นทุนถูกกว่าอีกครั้ง

กลายเป็นสถานการณ์ซ้ำเติมราคายางที่เดิมผันผวนอยู่แล้วจากปริมาณที่มีอยู่ล้นตลาด ให้ผันผวนหนักขึ้นไปอีก

แต่ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นก็ยังพอเห็น “สัญญาณดี” บางอย่างเกิดขึ้น จากฝีมือของหน่วยงานภาครัฐที่พยายามจะหยิบจับเอานโยบายของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหยางพารา โดยเฉพาะในประเด็นการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบยางธรรมชาติมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าและเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติในประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำยางดิบเพียงอย่างเดียว และทำให้เกิด “ตลาดทางเลือก” แก่เกษตรกร

หน่วยงานหนึ่งที่สมควรได้รับเครดิตเรื่องนี้ คือ “กรมวิทยาศาสตร์บริการ”ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการวิจัยและพัฒนาวัสดุยางสังเคราะห์จากยางธรรมชาติ สำหรับทำพื้นลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์ กระทั่งประสบความสำเร็จ รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการตรวจสอบคุณสมบัติของพื้นลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และพื้นลานอเนกประสงค์ โดยยึดตามมาตรฐานสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (IAFF) และมาตรฐานสากล (ASTM F2157)

คิดไม่คิดเปล่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ ยังอุตส่าห์นำงานวิจัยมาขยายผลด้วยการจัดสร้างลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์ ขนาดพื้นที่ประมาณ 989ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ลานอเนกประสงค์ 136 ตารางเมตร ลู่ลานกรีฑา 258 ตารางเมตรและสนามกีฬา 595 ตารางเมตร ที่ “โรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคม” ถ.จรัญสนิทวงศ์ 42 ย่านบางพลัด กทม. เพื่อเป็นพื้นที่สาธิตให้แก่หน่วยงานภาครัฐรวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนที่สนใจจะนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปขยายผลเชิงพาณิชย์ ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นการดำเนินงานที่ครบวงจร และพิสูจน์ให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ

เวลานี้จึงเหลือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องเข้ามาช่วย “ออกแรง” ขยายผลสนับสนุนให้ภาคเอกชนมารับเทคโนโลยีนี้ไปสานต่อเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเท่ากับเป็นการช่วยให้ตลาดยางธรรมชาติของเกษตรกรมี “ทางไป” มากขึ้นรวมทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าและการใช้งานในประเทศไปในตัวตามคอนเซ็ปต์ของรัฐบาลได้อย่างลงตัว

พูดถึงเรื่องการวิจัยและพัฒนายาง อีกหน่วยงานหนึ่งที่จะมองข้ามไม่พูดถึงไม่ได้ คือ “กรมวิชาการเกษตร” ของอธิบดี “สมชาย ชาญณรงค์กุล” เพราะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยยางพารามาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

และธงหนึ่งที่ “อธิบดีสมชาย” ประกาศเสียงหนักแน่นให้เป็นนโยบายสำคัญของกรมวิชาการเกษตร คือ การรื้อการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรที่สามารถ “ตอบโจทย์” ของเกษตรกรได้มากขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า มีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ยอมรับครับว่า แม้ลึกๆ จะอดคิดไม่ได้ว่า นโยบายที่ประกาศออกมา จะเป็นจริงได้สักกี่มากน้อย แต่อีกใจหนึ่งก็มองว่า นี่น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนางานวิจัยเพื่อเกษตรกร

ประเด็นเรื่องศักยภาพของผู้วิจัย ผมไม่เคยห่วง เพราะในกรมวิชาการมีนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่เก่งๆ อยู่เยอะมาก และที่ผ่านมาก็มีผลงานดีๆ ออกมาหลายเรื่องเช่น การนำยางพารามาทำยางมะตอยราดถนนหรือแม้แต่การพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์ไม้ และโดยเฉพาะพันธุ์ยางพาราที่ให้ผลผลิตได้สูง

แต่สิ่งที่เป็นปัญหามาโดยตลอด ส่วนหนึ่งคือการสนับสนุนจากระดับบริหาร ทั้งในระดับกรม ระดับกระทรวง และระดับรัฐบาล ซึ่งทำให้งานวิจัยหลายชิ้นถูกจับโยนไปไว้บนหิ้ง ไม่ถูกนำมาใช้งาน

ดังนั้นเมื่ออธิบดีสมชายประกาศออกมาเช่นนี้ ก็ต้องถือเป็นการเริ่มที่ดี

ทีนี้ก็เหลือแค่การนำไปปฏิบัติให้ได้ตามอย่างที่พูดออกมา

วันนี้ขอเอาใจช่วยก่อนนะครับ

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/193347

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ในที่สุดรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ต้องตัดสินใจใส่เกียร์ถอย ยอมยกเลิกร่างพ.ร.บ.คุ้มครองความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ “กฎหมายจีเอ็มโอ” ภายหลังจากเกิดกระแสกดดันคัดค้านอย่างหนักทั้งจากนักวิชาการ เอ็นจีโอ และที่สำคัญ คือ เกษตรกรไทย

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า เพราะอะไรที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงตัดสินใจสั่งให้ยกเลิกการนำเสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว เหตุผลของกลุ่มผู้คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ ก็เป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เคยถูกหยิบมาพูดครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ก่อนที่ ครม. จะให้ความเห็นชอบกฎหมายนี้อยู่แล้ว

แต่ก็เอาเถอะครับ ไม่ว่าจะยกเลิกด้วยเหตุผลอันใด แต่ในเมื่อมีการประกาศยกเลิกไปแล้ว ก็ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ยอมฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะเสียงจากเกษตรกรผู้อาจต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านกระบวนการพิจารณาและนำไปประกาศบังคับใช้ ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว ก็น่าจะทำให้ทุกคนอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็น “คนจริง” คนหนึ่งที่เมื่อรู้ว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วก็พร้อมจะแก้ไข

“คนดี” ต้องชอบแก้ไข แบบนี้ถือว่านายกฯทำถูกแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากฝากต่อไปถึงนายกรัฐมนตรี รัฐบาล และโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หันกลับมามองทิศทางการสนับสนุน “เกษตรอินทรีย์” และนำไปขับเคลื่อนกันอย่างจริงจังมากขึ้น

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า โดยเนื้อในของนโยบาย “เกษตรอินทรีย์” ในบ้านเรา ยังมีสิ่งที่หละหลวมอยู่มาก และเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่เราใช้เป็น “จุดขาย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าเกษตรและอาหารของเราให้นานาชาติเกิดความมั่นใจเท่านั้น

ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วระบบ “เกษตรอินทรีย์” ในบ้านเรายังเป็นแค่ “วุ้น” เพราะยังมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ต้องใช้อะไรพิสูจน์มากมาย ดูเพียงแค่ตัวเลขการนำเข้าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และสารเคมีทางการเกษตรต่างๆ ของประเทศไทยที่สูงขึ้นๆ ทุกปี ก็พอจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เราทราบได้ถึงปริมาณการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรบ้านเราที่ขยายวงออกไปอย่างแพร่หลาย ไม่เคยลดลงเลย

และนี่ก็ย่อมหมายถึงระบบ “เกษตรอินทรีย์” ในบ้านเรายังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าเกิดขึ้นจริง ปริมาณการนำเข้าสารเคมีก็ควรต้องลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อหันไปดูงบประมาณของกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งไว้สำหรับการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ ก็ต้องถือเป็นเม็ดเงินที่น้อยมาก เพราะมีเพียงประมาณ 0.7% ของจำนวนงบประมาณทั้งหมดที่กระทรวงได้รับ

ดังนั้นจึงต้องขอฝากไว้กับรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ ให้ช่วยกันผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นจริงอีกสักเรื่อง เพราะ “เกษตรอินทรีย์” ไม่ได้เป็นเพียงหนทางที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการใช้สารเคมี ลดการนำเข้า และที่สำคัญ คือ ลดผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและประชาชน

นอกจากนี้ ยังต้องไม่ลืมว่า กระแสผู้บริโภคทั่วโลกเวลานี้ต่างให้ความสำคัญต่อผลกระทบเรื่องสุขภาพ จึงทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีอนาคตอีกไกล ดังนั้นประเทศไทยซึ่งได้ประกาศกับทั่วโลกว่า เราจะเป็น “ครัวของโลก” เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำของโลก จึงควรต้องรีบตื่นตัวและให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ “เกษตรอินทรีย์” ให้มากขึ้นกว่านี้

ยิ่งช้ามากเท่าไร ก็จะยิ่งเสียโอกาสของเราเองไปมากเท่านั้น

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ‘กรรม’บ่งชี้ถึงเจตนา

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/192326

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ผมไม่แน่ใจว่า ถึงวันนี้แล้ว รัฐบาลจะเริ่มรู้สึกอะไรหรือไม่ จากผลของความทะลึ่งตึงตังของตัวเองที่ทำอะไรโดยไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชน ทั้งที่สิ่งที่ตัวเองทำไปนั้นกำลังจะสร้างผลกระทบและความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนในวงกว้าง

แต่สิ่งที่รัฐบาลได้เห็นแน่ๆ แล้วก็คือ การลุกฮือขึ้นมาพร้อมกันของภาคธุรกิจ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ประชาชน และเกษตรกร มากกว่า 47 จังหวัด 115 องค์กร ทั่วประเทศ เพื่อประกาศจุดยืนคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ “พ.ร.บ.จีเอ็มโอ”ที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมยื่น 2 ข้อเรียกร้อง คือ

1.ให้ชะลอการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เอาไว้ก่อน โดยให้แต่งตั้งตัวแทนของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากจีเอ็มโอ อาทิ ตัวแทนจากเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านเกษตรอินทรีย์ องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรสาธารณประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และนักวิชาการด้านกฎหมายที่ติดตามประเด็นความปลอดภัยทางชีวภาพ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการปรับปรุงร่างกฎหมายอย่างน้อยกึ่งหนึ่งในคณะกรรมการปรับปรุงร่างฯ

2.นำหลักการป้องกันไว้ก่อน การคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคม การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตามพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ และพิธีสารเสริมนาโงยา-กัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการรับผิดและชดเชยความเสียหาย มาเป็นหลักการสำคัญในการปรับปรุงร่างกฎหมาย

ความจริงปัญหาเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” จะหัดหันมารับฟังความคิดเห็นรอบข้างให้ถ่องแท้เสียก่อน

เพราะก่อนหน้านี้ เกิดข้อถกเถียงกันมากมาย โดยเฉพาะประเด็นการอนุญาตให้นำพืชจีเอ็มโอออกสู่สิ่งแวดล้อม ที่จะก่อผลกระทบตามมาในวงกว้างแน่นอน ทั้งการปนเปื้อนในธรรมชาติ ความเชื่อมั่นในประเด็นเรื่อง “ความปลอดภัยในอาหาร” รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย และมีจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่เอาจีเอ็มโอ”

ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ ร่างกฎหมายฉบับนี้กลับละเลยการป้องกันและคุ้มครองเกษตรกรไทย โดยมีเนื้อหาที่มุ่งให้การคุ้มครองผลประโยชน์แก่บริษัทเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายมากกว่า โดยเฉพาะประเด็น “ความรับผิดชอบ” ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นหากเกิดการปนเปื้อนสู่ธรรมชาติ

ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อถกเถียงกันอย่างหนัก จนแม้แต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็เคยไม่ให้การรับรองมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แต่รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กลับยัง “ทะลึ่ง” จะดันต่อ

ยิ่งได้ฟังเสียงคุณ “ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาชี้แจงระหว่างตัวแทนเครือข่ายที่คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ บุกไปยื่นหนังสือคัดค้านถึงนายกรัฐมนตรีถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ก็ยิ่งรู้สึกถึงความพิกลพิการถึงตรรกะทางความคิดของรัฐบาล

คุณไก่อู แกยืนยันเสียงหนักแน่นว่า รัฐบาลยินดีรับฟังทุกเสียงของประชาชน ซึ่งตามขั้นตอนแม้ ครม. จะผ่านความเห็นไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังนั้นการเรียกร้องของประชาชน หรือข้อเสนอแนะความเห็นจะถูกนำมาพิจารณาด้วย เรื่องนี้ต่อให้ไปถึง สนช. แล้ว ก็ยังสามารถปรับปรุงแก้ไขได้อยู่ ดังนั้นอย่าเพิ่งมาประท้วงต่อต้าน

ถามว่าที่คุณไก่อูพูดนั้นถูกต้องหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่า ถูกต้องครับ โดยกระบวนการ โดยหลักการมันเป็นเช่นนี้

แต่ผมอยากจะถามต่ออีกทีว่าถ้าอยากฟังเสียงประชาชนจริง ทำไมไม่เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกันตั้งแต่ต้น คุยกันให้สะเด็ดน้ำก่อนถึงค่อยเสนอเป็นกฎหมายขึ้นมา

ทำไมต้องรวบรัดตัดตอนเสนอกฎหมายไปก่อนแบบนี้?

เห็นแล้วก็อดไม่ได้นะครับ ที่จะทำให้นึกถึงข่าวความพยายามจากกลุ่มบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ทั้งบริษัทในประเทศและบริษัทข้ามชาติ ที่พยายามล็อบบี้ให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ ดังที่เห็นกันอยู่ในข่าวเป็นระลอกนับตั้งแต่คสช.เข้ามาบริหารประเทศ

ขอเตือนนะครับว่า “กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา” ปากคุณจะพูดยังไงก็ได้ แต่อย่าทำให้ประชาชนรู้สึกเด็ดขาดว่าเรื่องนี้มีนอกมีใน

มะลิลา

แตกใบอ่อน : อัปลักษณ์ยิ่งกว่า

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/191294

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ผมคงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย หากต่อนี้ไปยังคงได้ยินเสียง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคนอื่นๆในรัฐบาล ออกมาพร่ำเพ้อถึงความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อเกษตรกร เพราะจากมติครม. เรื่องการให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ พ.ร.บ.จีเอ็มโอ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมาได้ทำให้คำพูดคำห่วงใยที่มีต่อเกษตรกรของ พล.อ.ประยุทธ์ และทุกคนในรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา หมดความหมายลงไปในทันที

เพราะการให้ความเห็นชอบ “กฎหมายอัปลักษณ์” ฉบับนี้ ก็แทบไม่ต่างไปจากการเตรียมเปิดประตูพาเกษตรกรไทยไปสู่ “หลักประหาร” นั่นเอง

ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ครม. และโดยเฉพาะ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าไปกับมือ ทราบเรื่องเหล่านี้หรือไม่

ตอบแบบไม่ต้องเดาก็ต้องบอกว่า “ทราบ”

เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีแต่เพียงนักวิชาการ ภาคประชาชน หรือสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเปรียบได้สภาของผู้แทนเกษตรกรทั่วประเทศเท่านั้น ที่พยายามออกมาชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงช่องโหว่ แต่ยังมีหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ต่างก็ช่วยกันทักท้วงและย้ำเตือนถึงผลกระทบที่จะตามมา

โดยเฉพาะความย่อยยับของภาพลักษณ์“เกษตรอินทรีย์” ที่รัฐบาลเองก็ประกาศส่งเสริมอยู่ปาวๆ ในทุกวันนี้ ซึ่งแม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ด้วยไม่ใช่หรือที่หยิบเอาประเด็น “เกษตรอินทรีย์” ไปพูดโฆษณาชวนเชื่อกับนานาชาติบนเวทีการประชุมสหประชาชาติเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ หากรัฐบาลลองหันไปมองกลับไปดู “กระแสโลก” เกี่ยวกับประเด็น “จีเอ็มโอ” เสียบ้าง ก็จะทราบว่า ปัจจุบันมีกี่ประเทศบ้างที่พากันตั้งป้อมเข้าใส่ “จีเอ็มโอ”

ลองลืมตาดูประเทศในสหภาพยุโรปบ้างสิครับว่า ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาพวกเขาทำอะไรบ้างกับนโยบาย “จีเอ็มโอ” ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี สกอตแลนด์ และอื่นๆ อีกหลายประเทศ เขาได้ประกาศ “ไม่เอา” จีเอ็มโอหรือเปล่า

หรือกระทั่งประเทศ “ญี่ปุ่น” ที่ทุกวันนี้ต้องตรวจสอบ “มะละกอ” นำเข้าจากประเทศไทยอย่างเข้มงวดแทบทุกลอต เป็นเพราะอะไร ลองกลับไปหาข้อมูลดูนะครับว่า ใช่เพราะมีการตรวจพบ “มะละกอ” บ้านเรามันปนเปื้อนจากผลแห่งความหละหลวมในการทดลองจีเอ็มโอหรือเปล่า เขาถึงต้องระวัง ไม่ให้เอาเข้าไปขายในประเทศ

การผลักดันกฎหมายอุ้มบุญ “จีเอ็มโอ” ฉบับนี้ของรัฐบาล จึงเท่ากับเป็นการปิดหนทางการค้าการส่งออกสินค้าเกษตรของตัวเองไปโดยปริยาย

รัฐบาลอาจจะบอกว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเรื่องการดำเนินการควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ให้เกิดวามปลอดภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และคำนึงถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งใครได้ยินก็คงอดหัวร่องดหายไม่ได้ เพราะไอ้พูดๆ ไว้น่ะ ไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้กำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบการหรือผู้ทำการทดลองจีเอ็มโอ หรือแม้แต่มาตรการคุ้มครองเกษตรกรในกรณีที่เกิดความเสียหายเอาไว้แม้แต่บรรทัดเดียว ซึ่งจึงเท่ากับเป็นการเปิดหนทางสู่ความหายนะมากขึ้น

สมมุตินะครับ สมมุติว่า ผมได้รับอนุญาตให้ทดลองปลูกจีเอ็มโอ แล้ววันดีคืนดีผมเกิดทำผิดพลาด ปล่อยให้จีเอ็มโอปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หรือในแปลงเกษตรกรรายอื่นๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย แต่กลับไม่มีมาตรการเอาผิดหรือกำหนดความรับผิดชอบของผม แบบนี้ผมก็สบายสิครับ จะบ้าบิ่นทดลอง จะทำให้เกิดความฉิบหายยังไงก็ได้ เพราะผมไม่ต้องรับผิดชอบ

อย่ามาอ้างเชียวว่า กระบวนการทดลองมีมาตรฐาน รัดกุม ไว้ใจได้ ผมไม่เชื่อคำพูดเหล่านี้แน่ เพราะไอ้ที่เคยหลุดๆ ออกมาจากแปลงทดลองในอดีต ก็เห็นพูดกันแบบนี้ทุกคน

ตัวอย่างก็มีให้เห็น ข้อมูลก็มีดู มันจึงน่าแปลกใจไม่น้อยว่า ทำไมรัฐบาลถึงอยากเล่นบท “เจ๊ดัน” พืชจีเอ็มโอกันนัก

กฎหมายว่าอัปลักษณ์แล้ว คนดันให้คลอดออกมา ผมว่ายิ่งอัปลักษณ์กว่า

มะลิลา

แตกใบอ่อน : อย่าแค่หว่านเงิน

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/190271

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเลข “หนี้สิน” ครัวเรือนภาคการเกษตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะอันน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งของอนาคตเกษตรกรไทย หากรัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรฯยังคงไม่ปรับกระบวนการทำงานเชิงรุกให้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ชิ้นแรกเป็นผลการสำรวจภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2558 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” โดยผลปรากฏว่า ภาวะการมีงานทำของคนไทยลดลง0.2% เนื่องจากการจ้างงานในภาคการเกษตรลดลงต่อเนื่อง 3.8% ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ที่ทำให้แรงงานภาคการเกษตรต้องเคลื่อนย้ายไปหางานอื่นทำ และยังส่งผลให้แนวโน้มอัตราการว่างงานของภาคการเกษตรในไตรมาสที่ 4 อาจเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาถึงประเด็นเรื่อง “หนี้สินครัวเรือน” ของภาคการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องติดตามจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ที่ ณ นาทีนี้ ปัญหาดังกล่าวยังไม่ปะทุรุนแรงขึ้นมา เนื่องจากได้สารพัดมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลที่พยายามเข็นออกมาบรรเทาผลกระทบ เช่น การชดเชยรายได้จากภัยแล้ง การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทำให้ “ฝี” ยังไม่แตก แต่นั่นก็ไม่ได้ยังไม่มีใครกล้าให้คำตอบได้ว่า ในอนาคต“ฝีหนอง” ที่เกิดขึ้นจะหายไปหรือ “กลัดหนอง” มากขึ้นกว่าเดิม

รายงานอีกชิ้น ที่ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ผลการศึกษาภาวะหนี้สินเกษตรกรและแนวทางการปรับปรุงศักยภาพการดำเนินงานกองทุนที่อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่ง“สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร” (สศก.) ได้ว่าจ้างให้ “สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” (TDRI) เป็นผู้ทำการศึกษา ซึ่งพบว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นแหล่งเงินกู้ยืมที่สำคัญที่สุดของภาคการเกษตรไทย โดยในปี 2557 มียอดเงินลูกหนี้คงเหลือสูงสุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 63 รองลงมาเป็น ธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์การเกษตร กองทุนต่างๆ ในกำกับของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งสาเหตุสำคัญของการก่อหนี้และความยากจนของเกษตรกร คือ เกษตรกรเข้าไม่ถึงแหล่งความรู้และการพัฒนาทักษะ อีกทั้งไม่มีความสามารถในการจัดการความเสี่ยงด้านการผลิต

ขณะที่แนวทางแก้ไข TDRI เสนอว่า การดำเนินโครงการต่างๆ ของภาครัฐจะต้องพัฒนาและใช้ระบบการคัดเลือกเกษตรกรที่ดี มีการวางกรอบในการพัฒนาฐานข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงวางระบบติดตามที่เน้นการประเมินผลลัพธ์ และสิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรเน้นให้ความช่วยเหลือด้วยการเติมเงินหรือใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่ควรสร้างวินัยทางการเงินและฟื้นฟูอาชีพให้กับเกษตรกรอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลสำคัญที่รายงานฉบับนี้กล่าวถึง คือ ในเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน แม้กระทรวงเกษตรฯจะมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และลดปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินจากกองทุนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ แต่ที่ผ่านมาก็ยังพบว่า เกษตรกรยังคงมีหนี้สินค้างชำระกองทุนเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากกองทุนไปเน้นให้ความสำคัญการอุดหนุนเงิน มากกว่าการพัฒนาศักยภาพและอาชีพ ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ส่งผลให้เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ผลที่ออกมา จึงสะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตต่อไปนี้ หากรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้ได้อย่างจริงจังและเห็นผล แนวทางหนึ่งที่เลี่ยงไม่พ้น คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานภายใน และการใช้งบประมาณของกองทุนต่างๆ

การหว่านเงินลงไปเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ทำได้ครับ แต่ก็ได้ผลเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการผลสัมฤทธิ์ระยะยาว ยังจำเป็นต้องมีการดำเนินการอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย

ผลการศึกษามีแล้ว แนวความคิดมีแล้ว เหลือก็แต่นำไปปฏิบัติให้จริงจัง ก็น่าจะช่วยทำให้ความหนักหน่วงของปัญหาลดทอนลงไปได้เยอะทีเดียว

มะลิิลา

แตกใบอ่อน : ล้างผักให้ปลอดสาร

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/189114

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เมื่อประมาณ 3 สัปดาห์ก่อน ได้เขียนถึงการนำเข้ายาฆ่าแมลงและสารเคมีทางการเกษตรที่มีตัวเลขสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า บรรดาพืชผักที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดบ้านเรานั้น แท้ที่จริงแล้วปลอดจากสารเคมีมากสักแค่ไหน และที่สำคัญยังสะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายส่งเสริม “เกษตรอินทรีย์” ว่าทำได้สำเร็จสักกี่มากน้อย เพราะถ้าได้ผลจริง การนำเข้าสารเคมีคงไม่สูงขึ้นทุกปีขนาดนี้

แต่ทีนี้ก็มีผู้อ่านถามต่อมาว่าแล้วจะทราบได้อย่างไรว่า ผักผลไม้ที่ขายกันในตลาดมีความปลอดภัย ปลอดสารพิษ หรือเป็นพืชผักอินทรีย์จริงหรือไม่ ซึ่งถ้าให้ตอบกันแบบกำปั้นทุบดิน ก็คงต้องบอกว่า ถ้าเป็นชาวบ้านอย่างเราก็คงตรวจสอบยากครับ เพราะการตรวจสอบหาสารเคมีปนเปื้อนส่วนใหญ่ต้องส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะทำได้ เพราะเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา

ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คือ ต้องช่วยตัวเอง โดยอาศัยวิธีบ้านๆ เหมือนอย่างที่เรียนที่รู้กันมาคือการล้างพืชผักให้สะอาดก่อนนำไปรับประทานหรือปรุงอาหาร ซึ่ง คุณมนตรี บุญจรัส ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ก็ได้อุตส่าห์รวบรวมกรรมวิธีล้างสารพิษในผักผลไม้แบบบ้านๆ มาให้เราทราบ ดังนี้

1.การแช่น้ำ เริ่มด้วยการล้างผักรอบแรกให้สะอาดเสียก่อน หลังจากนั้นเด็ดผักออกเป็นใบๆ แล้วนำมาแช่ในภาชนะอีกประมาณ 15 นาที ซึ่งจะช่วยลดสารพิษจากฆ่ายาแมลงได้ประมาณ 7-33%

2.ล้างผักในน้ำที่ไหลผ่านอย่างเช่นน้ำก๊อก 2-5 นาที โดยเด็ดผักออกเป็นใบๆ นำมาใส่ในตะกร้า แล้วเปิดน้ำแรงพอประมาณ แล้วคลี่ใบผักและถูไปมาประมาณ 2 นาที จะช่วยลดสารพิษได้ประมาณ 25-63%

3.การปอกเปลือกหรือถ้าเป็นผักเช่น กะหล่ำปลี ให้ใช้วิธีลอกใบชั้นนอกออกทิ้ง
2-3 ใบ แล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาด 5-10 นาที ก่อนล้างซ้ำอีกครั้ง จะช่วยลดสารพิษตกค้างได้ประมาณ 27-72%

4.แช่น้ำเกลือ โดยใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 4 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง จะช่วยลดปริมาณของสารพิษตกค้างได้ประมาณ 27-38%

5.แช่น้ำซาวข้าว ให้นำผักหรือผลไม้มาแช่ด้วยน้ำซาวข้าวประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง จะช่วยลดปริมาณของสารพิษตกค้างได้ 29-38%

6.แช่น้ำปูนใส ซึ่งทำมาจากปูนแดงหรือปูนขาวที่กินกับหมาก โดยนำน้ำปูนใสอิ่มตัวผสมกับน้ำเท่าตัวมาแช่ผักประมาณ 10 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดสารพิษตกค้างได้ประมาณ 34-52%

7.แช่ผงปูนคลอรีน โดยใช้ผงปูนคลอรีน 60% จำนวน 1/2 ช้อนชา (ความเข้มข้นของคลอรีน 50 พีพี เอ็ม) มาผสมกับน้ำ 20 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ 15-30 นาที วิธีนี้จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก

8.แช่ด่างทับทิม ให้ใช้ด่างทับทิมประมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แล้วนำผักมาแช่ไว้ 10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง จะช่วยลดประมาณของสารพิษตกค้างได้ประมาณ 35-43%

9.น้ำส้มสายชู โดยนำน้ำสายชูที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5% ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 แล้วนำผักมาแช่ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกรอบ จะช่วยลดสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้ 60-84%

10.เบกกิ้งโซดา หรือ โซเดียมไบคาร์บอเนต บ้างก็เรียกว่า “โซดาทำขนมปัง” โดยใช้จำนวน 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร แล้วนำผักหรือผลไม้มาแช่ 15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง จะช่วยลดสารพิษได้มากถึง 90-95% เลยทีเดียว

11.ผงฟู (เบกกิ้งโซดา + แป้ง) ให้ใช้ผงฟู 1/2 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา 10 ลิตร แล้วนำผักหรือผลไม้มาแช่ 15 นาที ค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด สามารถช่วยลดปริมาณของสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้มากกว่า 90% และเป็นวิธีที่ปลอดภัยไม่เป็นอันตราย เพราะผงฟูกินได้

12.น้ำยาล้างผัก ให้เลือกใช้ที่มีความเข้มข้นประมาณ 0.3% ในน้ำ 4 ลิตร และนำผักหรือผลไม้มาแช่ 15 นาที จะช่วยลดปริมาณของสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้ประมาณ 25-70%

13.น้ำยาล้างจานหรือน้ำยาล้างขวดนม การล้างผลไม้โดยใช้น้ำยาล้างจานหรือน้ำยาล้างขวดนมกับฟองน้ำถูเบาๆ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อที่อยู่บริเวณผิวของผลไม้ได้ และการล้างไข่ก่อนทำอาหารก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน โดยวิธีนี้จะช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อได้มากกว่า 95%

14.ผงถ่าน ผงถ่านแอคติเวทชาร์โคลหรือผงคาร์บอนกัมมันต์ (activated carbon) หรือถ่านกัมมันต์ เป็นวัสดุคาร์บอนซึ่งมีเนื้อพรุน มีคุณสมบัติในการดูดซับสูงมาก ทำให้มันสามารถจับสารในปริมาณมากมายไว้ที่ผิว จึงนำมาใช้ประโยชน์ในการล้างผักผลไม้ได้ ซึ่งจะช่วยดูดกลิ่น ดูดสี ดูดซับสารพิษออกจากผัก แต่จะไม่ดูดซับแร่ธาตุออกไป อีกทั้งร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมผงถ่านได้ จึงไม่เป็นอันตรายเพราะร่างกายสามารถขับออกได้ แต่การนำมาใช้ล้างผักผลไม้ หากใช้ในปริมาณน้อยและแช่ไว้ไม่นานพอ จะไม่สามารถดูดซับสารพิษออกมาได้หมด วิธีนี้ให้ใช้ผงถ่าน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ไว้ประมาณ 20 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ผลจากความฉาบฉวย

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/188199

วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

หลายวันก่อนเห็นข่าวอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร “โอฬาร พิทักษ์” ชี้แจงผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรปีการผลิต 2558/2559 ซึ่งจนถึง ณ วันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนแล้วจำนวนประมาณ 6.5 ล้านครัวเรือน

อ่านดูแล้วก็น่าใจหายครับ เพราะทั้งตัวเลขรายได้ หนี้สิน การถือครองที่ดิน มันฟ้องอยู่เต็มตาถึงการทำงานของระดับนโยบายตั้งแต่รัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าในการแก้ปัญหาด้านการเกษตร ซึ่งภาคที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ข้อมูลที่คุณโอฬารบอกมา คือ ตัวเลขรายได้ ซึ่งเป็นรายได้ดิบๆ ยังไม่นับรวมเงินช่วยเหลือชดเชยจากรัฐ พบว่า เกษตรกรกว่า 5.3 ล้านครัวเรือน มีรายได้จากภาคเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 แสนบาทเศษๆ ขณะที่เกษตรกร 4.2 ล้านครัวเรือน มีรายได้จากนอกภาคการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.9 หมื่นบาท ซึ่งเมื่อคิดเบ็ดเสร็จเป็นรายได้รวมต่อปี ปรากฏว่า มีเกษตรกรถึงกว่า 5.5 ครัวเรือน หรือประมาณ 85% ที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 1.8 แสนบาท หรือน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ คือ วันละ 300 บาทนั่นเอง

ส่วนตัวเลขหนี้สิน ปรากฏว่า มีเกษตรกร 3.7 ล้านครัวเรือน มีหนี้สินในภาคการเกษตรเฉลี่ยบ้านละ 1.3 แสนบาท ขณะที่ 2.9 ล้านครัวเรือนยังมีหนี้สินนอกภาคการเกษตรอีกบ้านละ 1.3 แสนบาท

สำหรับการถือครองที่ดิน เฉพาะในส่วนของชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก 61.4 ล้านไร่ มีชาวนา 2.4 ล้านครัวเรือนมีที่ดินเป็นโฉนด/น.ส.4 รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 39 ล้านไร่ อีก 5.7 แสนรายมีที่ทำกินบนพื้นที่ ส.ป.ก. รวมเนื้อที่ 7.6 ล้านไร่ ขณะที่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ชาวนา 4.5 แสนราย ที่ต้องเช่าที่ดินในการปลูกข้าวคิดรวมเป็นเนื้อที่เบ็ดเสร็จประมาณ 8.4 ล้านไร่

แม้จะมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้สถานการณ์ของเกษตรกรและชาวนาไทย ไม่เคยกระเตื้องขึ้นเลยในช่วงที่ผ่านมา เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน ปัจจัยการผลิต แต่ตัวเลขที่ออกมาก็สะท้อนให้เห็นได้ว่า การวางแผนและดำเนินมาตรการต่างๆ ด้านการเกษตรของบ้านเรายังขาดประสิทธิภาพอยู่มาก

ยิ่งหากมองย้อนกลับไปถึงการทำงานของกระทรวงเกษตรฯในช่วงที่ผ่านมาก็ยิ่งต้องบอกว่า น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ของเกษตรกรออกมาในรูปนี้

ไม่ใช่ว่า กระทรวงเกษตรฯจะไม่มีนโยบายดีๆ หรือผลงานดีๆ นะครับ แต่เป็นเพราะที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯทำงานในลักษณะฉาบฉวย และเอาแต่ “ลู่ลม” ตามฝ่ายการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวงอยู่มาก นโยบายจึงมีแต่ความ “ฉาบฉวย” เมื่อมองเข้าไปในเนื้อในมีแต่ความกลวงโบ๋ เข้าอีหรอบ “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” อย่างไรอย่างนั้น

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น กรณีสนับสนุนการปลูกยางพารา พอฝ่ายการเมืองเคาะโต๊ะออกมา ก็เฮโลพากันจุดกระแสสนับสนุนกันชนิดไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์

ผมจำได้ ตอนนั้นเคยถามข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในกรมวิชาการเกษตรว่า สนับสนุนปลูกกันครึกโครมแบบนี้ไม่กลัวอีกหน่อยพอกรีดยางได้ แล้วจะทำให้ล้นตลาดบ้างหรือ ท่านก็ตอบว่า สบายมาก ยางเรามีคุณภาพ ตลาดโลกยังต้องการอีกเยอะ

แล้วเป็นยังไงล่ะครับเวลานี้ ราคายางเหลือเท่าไร ต้องมาออกนโยบายให้โค่นสวนยางเก่าทิ้งไปปลูกพืชอื่นทดแทน

หรือจะเอานโยบาย “เกษตรกรปราดเปรื่อง” หรือ “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” เคยหันกลับไปดู ไปเช็คกันบ้างหรือเปล่าครับว่า ไอ้ที่จุดกระแสกันครึกโครมในช่วงที่ผ่านมามันเป็นยังไงกันบ้าง ได้ผลมากน้อยขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า นโยบายดีๆ ของกระทรวงเกษตรฯก็มีอยู่ แต่ติดแค่ต้องลงมือทำกันอย่างจริงจัง ทำกันอย่างมียุทธศาสตร์ และที่สำคัญ คือ ต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง

เช่น การพัฒนา “คลัสเตอร์” กลุ่มสินค้าเชื่อมโยงการผลิตจนถึงการตลาดของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่า เป็นนโยบายที่ดีมาก และน่าสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับไม่ยอมมีใครมาช่วยจุดกระแส ช่วยกันผลักดัน มีแต่จัดงานอีเว้นท์โน่นนี่ จนเปรอะกันไปหมดแล้วในกระทรวงเกษตรฯ

ที่ผ่านมาพลาดไปแล้วก็ให้เป็นบทเรียนไปครับ วันนี้มานับหนึ่งกันใหม่ วางแผนกันใหม่ ทำงานให้เป็นระบบ ก็ยังไม่สาย

เกษตรกรจะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาได้เสียที

มะลิลา

แตกใบอ่อน : ‘เกษตรกร’รอด(หนี้)ยาก

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/187112

วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของเกษตรกรที่แทบจะพูดได้เต็มปากว่า ไม่เคยมีรัฐบาลไหนในช่วงที่ผ่านมาสามารถแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด คือ ปัญหา “หนี้สิน” ของเกษตรกรที่มีตัวเลขพอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวัน และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการนำที่ดินและทรัพย์สินไปจำนองจำนำ กระทั่งท้ายสุดกลายเป็นปัญหาไร้ที่ดินทำกินตามซ้ำเข้ามาอีก โดยเมื่อไม่นานมานี้“กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน” หรือ “โลโคลแอค” ได้นำข้อผลการศึกษา “โครงการวิจัยการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้นอกระบบ” ออกมาเปิดเผย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายข้อ จึงอยากนำมาแบ่งปันเป็นข้อมูลให้ฝ่ายต่างๆ รับทราบ

จากการศึกษาของ “โลโคแอค” ในเรื่องดังกล่าวพบว่า เกษตรกรเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ เพราะปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ขาดทุนจากการผลิตเพราะภัยธรรมชาติและราคาผลผลิตตกต่ำ 2.เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ในระบบเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ให้กู้จากธนาคารของรัฐและสถาบันการเงิน และ 3.ขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการผลิต การตลาด การใช้จ่ายและการออม

โดย “พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์” ผู้อำนวยการโลโคลแอค ชี้ว่า แม้รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะตระหนักถึงปัญหาการถูกยึดที่ดินของเกษตรกรจากนายทุนหนี้นอกระบบ และมีคำสั่งให้มีการสำรวจภาวะหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเบื้องต้นพบเกษตรกรเป็นหนี้นอกระบบ 143,437 ราย มูลหนี้ 21,590 ล้านบาท โดยมีกลุ่มที่มีความเดือดร้อนเร่งด่วนจากการนำที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้ และอยู่ในชั้นบังคับคดีถูกยึดที่ดินถึงร้อยละ 65 หรือ 92,945 ราย

แต่มาตรการแก้ปัญหาหนี้ของรัฐ ด้วยการปล่อยเงินกู้เพิ่มผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารออมสินนั้น อาจเป็นแค่มาตรการ “ห้ามเลือด” ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในระดับสาเหตุที่แท้จริง หรือตัดวงจรหนี้นอกระบบที่คุกคามเกษตรกรในปัจจุบันได้

จากงานศึกษาวิจัยพบว่า เกษตรกรในพื้นที่มักเริ่มต้นด้วยการเป็นหนี้ในระบบก่อน โดยการนำหลักทรัพย์ไปค้ำประกันเงินกู้
เมื่อขาดทุนจากการผลิต แต่ต้องการรักษาที่ทำกินไม่ให้ถูกสถาบันการเงินในระบบยึด จึงเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ เมื่อเป็นหนี้นอกระบบแล้ว เกษตรกรน้อยรายที่จะรักษาที่ทำกินไว้ได้ เนื่องจากนายทุนนอกระบบบางกลุ่มหวังผลในที่ดินและทรัพย์สินของเกษตรกร ปัจจัยผลักดันสำคัญคือ เกษตรกรไม่มีการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกัน ชุมชนไม่มีสถาบันการเงินรองรับความเดือดร้อนเฉพาะหน้า รัฐไม่มีสวัสดิการสังคมและมาตรการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งไม่มีธนาคารที่ดินที่เกษตรกรจะสามารถนำที่ดินไปจำนองชั่วคราวได้

รศ.วันชัย มีชาติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการศึกษาพัฒนานโยบายการยุติธรรมเพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหานี้ว่า ควรผลักดันให้แก้กฎหมายอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงปัจจุบัน จดทะเบียนเจ้าหนี้นอกระบบ รวมทั้งลงทะเบียนแบ่งประเภทของลูกหนี้นอกระบบให้ชัดเจน เพื่อให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มที่มีปัญหาเร่งด่วน เช่น เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือประสบปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งควรได้รับความช่วยเหลือ แบบกึ่งให้การสงเคราะห์ เหมือนกรณีตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือร้อยละ 0.5-1.5 ต่อปี เพื่อให้ผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงินได้รับการช่วยเหลือและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

ผลการศึกษาของโลโคลแอค มีข้อเสนอว่า แนวทางแก้ปัญหาหนี้นอกระบบคือการมีสถาบันการเงินในชุมชนที่เข้มแข็งและทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อทำหน้าที่คัดกรองและช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง ควรลดกฎเกณฑ์การเข้าถึงเงินกู้จากธนาคารของรัฐ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงได้จริง และควรใช้หลักการธนาคารเพื่อคนจนเข้ามาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เหมือนกรณีประเทศญี่ปุ่นและบังกลาเทศ รวมทั้งควรสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรด้วยการสร้างหลักประกันทางรายได้ และการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อวางแผนการผลิตการตลาด และการออมในครัวเรือน

นี่เป็นอีกแง่มุมที่ได้รับจากการศึกษาปัญหา และน่าจะเป็นแนวทางที่ดีแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด

ปัญหาหนี้ถ้าแก้ไม่ได้ เกษตรกรไทยก็รอดยากครับ

มะลิลา

%d bloggers like this: