เอสเอ็มอี

All posts tagged เอสเอ็มอี

เผยเอสเอ็มอีถูกน้ำท่วมฟื้นตัวแล้ว 100%

Published พฤษภาคม 10, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/259421

10 พฤษภาคม 2555, 15:54 น.

Pic_259421

กสอ.เผยผลดำเนินการโครงการคลินิกฯ ฟื้นฟูเอสเอ็มอีที่ประสบภัยน้ำท่วม เริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจได้แล้ว 100% พร้อมเดินหน้าแผนฟื้นฟูเชิงลึก เน้นพัฒนาธุรกิจ กระบวนการผลิต รับมือปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ

วันที่ 10 พ.ค.  นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม ภายใต้ “โครงการคลินิกอุตสาหกรรมเพื่อการฟื้นฟูสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ว่า จากการเข้าดำเนินการฟื้นฟูเอสเอ็มอี ที่ประสบภาวะน้ำท่วมอย่างเร่งด่วนในช่วงที่ผ่านมา ขณะนี้ผู้ประกอบการทั้งหมด สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจแล้ว 100% จากจำนวนผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 5,664 ราย

โดยเป็นผู้ประกอบการในภาคการผลิตที่อยู่ในเกณฑ์ความช่วยเหลือในโครงการคลินิกอุตสาหกรรมฯ ที่เป็นเอสเอ็มอี จำนวน 3,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 34 จังหวัด นายพสุ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล 148 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือน มี.ค.–ก.ค.นี้ ซึ่ง กสอ.เป็นผู้ประสานงาน ในการดำเนินงานร่วมกับสถาบันการศึกษา สถาบันเครือข่ายของบริษัทที่ปรึกษา และสถาบันการเงินฯ รวม 30 แห่ง จัดทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ 500 ราย เข้าปฏิบัติการฟื้นฟูสถานประกอบการในระยะแรก เช่น ตรวจสอบสถานประกอบการ ซ่อมแซมและบำรุงอุปกรณ์เครื่องจักร ฯลฯ

“ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างเข้าสู่แผนฟื้นฟูในเชิงลึก หลังจากที่ กสอ.ช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีข้างต้นกลับมาเดินเครื่องผลิตสินค้าได้แล้ว ก็จะมีการส่งทีมพี่เลี้ยงเพื่อเข้าไปช่วยบริหารจัดการธุรกิจของเอสเอ็มอี ทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงและการแข่งขันในการรองรับ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งมีผู้ประกอบการอยู่ในข่าย ที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเชิงลึก 1,000 ราย ล่าสุดได้ดำเนินการไปแล้ว 400 ราย คิดเป็น 40% และคาดว่าในเดือน พ.ค.นี้ จะเพิ่มจำนวนในการเข้าไปวินิจฉัยในเชิงลึกได้อีก 500 ราย คิดเป็น 50% โดยจะดำเนินการตามแผนงานครบทั้งหมดภายในเดือน ก.ค. ตามแผนที่กำหนดไว้

นายพสุ กล่าวว่า กสอ.ยังมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนที่ปรึกษาให้มากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ จำนวนที่ปรึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการให้บริการเอสเอ็มอี ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2 ล้านกว่าราย เพื่อให้บริการแก่เอสเอ็มอีได้อย่างทั่วถึง เป็นการรองรับการแข่งขันในเออีซี รวมถึงยังมีแนวคิดจะจัดตั้งศูนย์ศึกษาประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการทำตลาดเอสเอ็มอีของไทยในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤษภาคม 2555, 15:54 น.

บสย.ลั่นพร้อมอุ้มเอสเอ็มอีรากหญ้า

Published เมษายน 7, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/251291

7 เมษายน 2555, 06:00 น.

Pic_251291

ทำแผนเชิงรุกไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว หนุนขยายบทบาทรับเปิดเสรีเออีซี

นายสันติ  วิลาสศักดานนท์  ประธานกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ บสย.ชุดใหม่ได้ให้นโยบายแก่ฝ่ายบริหารในการสนองตอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมว.คลังที่ต้องการให้ บสย.มีส่วนในการช่วยกิจการเอสเอ็มอี (SMEs) ไปจนถึงกลุ่มรากหญ้า ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอในการขอกู้ยืมสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพื่อช่วยให้กิจการเหล่านั้นได้รับอนุมัติสินเชื่อที่เพียงพอกับความต้องการ และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งขึ้น

“เราตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการ SMEs และรากหญ้าที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดย บสย.จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินต่างๆ พร้อมทั้งร่วมให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยวางเป้าหมายให้การขยายตลาดเป็นไปแบบเป็นกลุ่มเหมือนประเทศญี่ปุ่นและอินเดีย”

นายสันติ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของ บสย.ในระยะ 5 ปีข้างหน้า (ปี 2555-59) ว่า มีเป้าหมายการค้ำประกันสินเชื่อรวมประมาณ 300,000 ล้านบาทและเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บสย.จึงได้กำหนดแผนการดำเนินงานเชิงรุกโดยใช้กลยุทธ์สร้างความร่วมมือระหว่าง บสย.ผู้ประกอบการ SMEs และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้  บสย. ยังได้เตรียมพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อตามธุรกรรมปกติของ บสย. ให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า SMEs และรากหญ้ามากขึ้น

นายชวิศ  ชัยกิตติศิลป์  รองประธานกรรมการ บสย. กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินการว่าระยะสั้นในปี 2555 นี้จะเน้นการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทั้งผู้ประกอบการในกลุ่มที่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินแต่ยังไม่เพียงพอ และกลุ่มที่ไม่ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดย บสย.มีผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อที่มีความหลากหลายสามารถตอบสนองนโยบายรัฐบาล และความต้องการของผู้ประกอบการ SMEs สถาบันการเงิน และพันธมิตรอื่นๆ ทั้งนี้ จะเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อในปี 2555 อีก 50,000 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 เมษายน 2555, 06:00 น.

พาณิชย์จัดเวิร์กช็อปเอสเอ็มอี ระดมสมองฝ่าวิกฤติบาทแข็ง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128027.

Pic_128027

“พาณิชย์” จัดเวิร์กชอป 25 พ.ย.นี้ เชิญ เอสเอ็มอี 400 รายจากทุกภาคอุตสาหกรรม ระดมสมองฝ่าวิกฤตเงินบาทแข็งค่า หลังก่อนหน้านี้ เคยเสนอ 6 มาตรการช่วยผู้ส่งออกไปแล้ว แต่ครม.ไฟเขียวแค่ 2 มาตรการ…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายวุฒิชัย ดวงรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเชิญผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประมาณ 400 ราย จากทุกภาคอุตสาหกรรม มาร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กชอป) ในวันที่ 25 พ.ย.53 เพื่อระดมสมองและหาทางรอดในช่วงวิกฤตเงินบาทแข็งค่า และร่วมกันหามาตรการเพื่อนำเสนอให้รัฐบาลนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูขีดความ สามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ จากนั้นจะสรุปผล และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กรมได้ประชุมร่วมกับผู้ส่งออกเพื่อรับมือกับเงินบาทแข็งค่าไปหลายครั้งแล้ว และได้จัดทำมาตรการเสนอแนะให้รัฐบาลไปแล้ว 6 ข้อ แต่ได้รับการตอบสนองเพียง 2 ข้อ คือ การอนุญาตให้จ่ายค่าระวางเรือเป็นสกุลเงินต่างประเทศ และลดค่าธรรมเนียมศุลกากรในการส่งออก

“ปัจจุบันผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ไทย ได้รับผลกระทบทั้งจากเงินบาทแข็งค่า และประสบปัญหาจากอุทกภัย การจัดเวิร์กชอปครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดเวทีให้ เอสเอ็มอี ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐว่าได้รับผลกระทบอย่างไร และต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้” นายวุฒิชัย กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 21:00 น.

ดอกเบี้ยขาขึ้น เริ่มแผลงฤทธิ์ ดึงความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีหด

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

1 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190775.

Pic_190775

แบงก์ชาติ เริ่มเห็นผลดอกเบี้ยขึ้น กระทบความต้องการสินเชื่อเอสเอ็มอีในไตรมาสที่ 2 ของปี ขณะที่สินเชื่อครัวเรือนยังขยายตัวดี ชี้แนวโน้มไตรมาส 3 สินเชื่อธุรกิจ และครัวเรือนจะขยายตัวต่อ โดยแบงก์พาณิชย์จะผ่อนเกณฑ์สินเชื่อครัวเรือนให้อ่อนลงรับความต้องการพุ่ง

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าสายนโยบายสถาบันการเงิน ได้ออกรายงานสถานการณ์สินเชื่อในไตรมาสที่ 2 ปี 2554 และแนวโน้มไตรมาสที่ 3 ว่า ความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1ของปีนี้ เนื่องจากความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อการสะสมสินค้าคงคลัง และเพื่อการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมีมากขึ้น นอกจากนั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้รีไฟแนนซ์สิน เชื่อเก่าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สถาบันการเงินเริ่มเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเริ่มเป็นปัจจัย หนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้ลดลงบ้าง โดยอัตราลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ( MLR ) เฉลี่ยสำหรับ 4 ธนาคารพาณิชย์ใหญ่อยู่ที่ 6.87 %ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 เทียบกับ 6.62 %ณ สิ้น ไตรมาสที่ 1สำหรับสินเชื่อภาคครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อทุกประเภทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากความเชื่อมั่นของผู้ บริโภคที่ปรับดีขึ้น มุมมองแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดีขึ้น และเงื่อนไขการกู้ยืมที่ผ่อนคลายลง

ส่วนความต้องการสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ เพิ่มขึ้น จากความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้น และความต้องการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็นทั่วไปทั้งนี้ สำหรับมาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2554 โดยรวมใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนเนื่องจากสถาบันการเงินคำนึงถึงการรักษาฐาน ลูกค้าจึงไม่ได้เพิ่มความเข้มงวด หรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการให้สินเชื่อ แม้จะมีความกังวลต่อความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ภาวะอุตสาหกรรม และสภาพคล่องที่มีสัญญาณตึงตัวบ้าง สำหรับมาตรฐานการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบัตรเครดิตใกล้ เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าเช่นเดียวกัน เนื่องจากการแข่งขันที่สูงระหว่างสถาบันการเงินด้วยกันและแหล่งเงินทุนอื่นๆ ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ ผ่อนคลายเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ธปท.ยังได้รายงานแนวโน้มภาวะสินเชื่อในไตรมาสที่ 3 ปี 2554 ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสปัจจุบันสาหรับสินเชื่อ ภาคธุรกิจและสินเชื่อครัวเรือนทุกประเภท จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี แม้ว่าจะมีความกังวลมากขึ้นบ้างต่อคุณภาพของสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาด เล็กเพิ่มขึ้น ขณะที่มาตรฐานการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจทุกประเภท สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบัตรเครดิตคาดว่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่มาตรฐานการให้สินเชื่อสำหรับสินเชื่อครัวเรือนอื่นๆ จะผ่อนคลายมากขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

ธปท.คาดแนวโน้มสินเชื่อภาคธุรกิจ ใหญ่-เล็กปีนี้โตพุ่ง

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189842.

Pic_189842

ธปท.คาดแนวโน้มสินเชื่อภาคธุรกิจทั้งใหญ่ และเล็กปีนี้กระฉูด ระบุยังไม่เกิดการรีไฟแนนซ์สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไปธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ จนสร้างปัญหา คาดครึ่งปีหลังยังเห็นปรากฎการณ์แข่งขันเงินฝากของแบงก์อยู่ ซึ่งจะปรับขึ้นล้อตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าประเภทสินเชื่อของของระบบธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี น่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจ ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เพราะมองว่า สินเชื่อน่าขยายตัวไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดี และน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องตามศักยภาพ และความมั่นใจของนักธุรกิจที่ปรับดีขึ้นด้วย

“คาดว่าปีนี้สินเชื่อที่น่าจะโตได้ดีที่สุดน่าจะเป็นสินเชื่อในภาคธุรกิจ ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ และขนาดเล็กอย่างเอสเอ็มอี เป็นไปตามแนวโน้มการขยายตัวที่ดีของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้น” นายเกริก  กล่าว

นายเกริก กล่าวต่อว่า การออกโปรโมชันการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% ในระยะเวลานาน สวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะดำเนินการสนองนโยบายการเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงนี้ มองว่า ยังไม่ส่งผลกระทบให้เกิดการรีไฟแนนซ์สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไปยังธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมากมายจนสร้างปัญหาผลกระทบในการแข่งขันทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังต้องติดตามสถานการณ์การขยายตัวของสินเชื่อในระบบต่อไป นอกจากนี้ มองว่าปรากฎการณ์การแข่งขันด้านเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในครึ่งหลังของปีนี้ เชื่อว่ายังคงมีอยู่ ซึ่งจะปรับขึ้นล้อไปตามนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.

ทั้งนี้ ธปท.รายงานยอดคงค้างสุทธิของสินเชื่อทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ ณ เดือนพฤษภาคมปีนี้มีจำนวน 7.50 ล้านล้านบาท ซึ่งสินเชื่อในจำนวนนี้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ( Net NPL) เพียง 1.55 แสนล้านบาท หรือประมาณ 1.63% ของสินเชื่อรวมเท่านั้น ส่วนเงินฝากทั้งระบบมีจำนวน 7.54 แสนล้านบาท โดยแนวโน้มสินเชื่อทุกประเภทยังมีแนวโน้มขยายตัวสูง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อในภาคธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อเพื่อการบริโภค เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 20:00 น.

เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีไทยผงาดส่งออก

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189614.

Pic_189614

เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีไทยผงาดส่งออก จัดอบรมเพิ่มมูลค่าเครื่องสำอางสมุนไพร

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจเครื่องสำอาง เครื่องประทินผิวและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เป็นธุรกิจที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ และเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นกรมส่งเสริมการส่งออก โดยสำนักส่งเสริมธุรกิจ SMEs เพื่อการส่งออก เตรียมจัดการอบรม “โครงการพัฒนาศักยภาพในการส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เครื่องประทินผิว และผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย” ซึ่งโครงการอบรมดังกล่าว เน้นให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ไปสู่ภาคปฏิบัติที่แท้จริง โดยรูปแบบจะใช้การอบรมสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อให้ผู้ประกอบการและคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตลาดและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียง สามารถพบปะเพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อน ทราบปัญหาที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละราย และนำไปสู่กลยุทธ์การตลาด และการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น นำไปสู่ขั้นตอนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมจะได้รับคู่มือการตลาดที่ผ่านการวิเคราะห์จากคณาจารย์นำไปเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจ “การพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถสู่การส่งออกให้ผู้ประกอบการ SMEs  เป็นภารกิจหลักที่สำนักส่งเสริมธุรกิจฯ ดำเนินมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสำอาง เครื่องประทินผิว และสมุนไพรไทย เป็นตลาดเติบโตต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยังตลาดส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์และประเทศ”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 กรกฎาคม 2554, 05:45 น.

กสิกรไทยรุกลงทุนในจีนเต็มสูบ

Published กรกฎาคม 27, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189339.

Pic_189339

กสิกรไทยรุกลงทุนในจีนเต็มสูบ จับมือ “ไอซีบีซี” ปล่อยกู้เอสเอ็มอี

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ลงนามสัญญาทางการเงินและความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกัน ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8,000 ล้านบาท กับธนาคารเพื่ออุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (ICBC) เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการทางการเงินของ 2 ธนาคารพันธมิตรทั้งในสาธารณรัฐประชาชนจีนและไทย ในด้านความร่วมมือเพื่อสนับสนุนสินเชื่อสำหรับโครงการต่างๆ การปล่อยกู้ร่วมสำหรับโครงการขนาดใหญ่ การโอนและชำระเงินระหว่างประเทศ การแนะนำลูกค้าให้แก่กัน อันจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและการดำเนินธุรกิจแก่ทั้ง 2 ฝ่ายในอนาคต

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเสิ่นเจิ้นจะนำเงินดังกล่าว ใช้ในการปล่อยกู้ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศจีน โดยปีนี้ธนาคารตั้งเป้าปล่อยกู้จำนวน 1,200 ล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการสินเชื่อในจีนที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 42 ล้านราย นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังวางแผนจะยกระดับสาขาเป็นธนาคารพาณิชย์ต่างชาติท้องถิ่นภายในปี พ.ศ.2556 ด้วย

นายบัญฑูร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันตลาดการเงินจีนมีขนาดใหญ่มาก และมีโอกาสเติบโตสูง ในขณะที่อุปสงค์สินเชื่อในตลาดมีมากกว่าอุปทานที่ธนาคารพาณิชย์ในจีนจะสามารถให้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

สสว.อึ้งเอสเอ็มอีแห่เข้าโรงตึ๊ง

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

10 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/125744.

Pic_125744

นายยุทธศักดิ์ สุภสร

สุดเศร้าใจ! เอสเอ็มอีน้ำท่วมเดือดร้อนหนัก ไม่มีเงินจ่ายค่าแรงพนักงาน รวมทั้งซ่อมแซมส่วนที่เสียหายรอรัฐช่วยไม่ไหว แห่เข้าโรงตึ๊งเอามอเตอร์ไซค์ ทองคำ และอุปกรณ์ทำกินไปจำนำ….

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั่วประเทศประมาณ 120,000 ราย ที่เริ่มมีปัญหาขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนในการจ่ายค่าแรงพนักงาน และการบริหารในองค์กร รวมถึงเงินหมุนเวียนเพื่อซื้อวัตถุดิบและซ่อมแซมในส่วนที่ได้รับความเสียหาย จนเจ้าของธุรกิจบางรายต้องนำรถจักรยานยนต์ ทองคำ รวมถึงอุปกรณ์ และเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพอื่นๆ มาจำนำกับโรงรับจำนำ เพื่อประคองธุรกิจ

ดังนั้น สสว.จะเร่งประสานงานกับสถาบันการเงินในการพิจารณาสินเชื่อให้เร็วที่สุด เพราะเป็นห่วงว่าหากเอสเอ็มอีขาดเงินสดจะหันไปกู้เงินนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน โดยจากผลการสำรวจของ สสว.

ต่อกลุ่มเอสเอ็มอีที่ประสบภัยน้ำท่วมนั้น พบว่าเอสเอ็มอีต้องการเงินสดมากที่สุด และด่วนที่สุด เพราะส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะขนของไปจำหน่ายได้หรือไม่สามารถผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ได้ทันตามความต้องการของลูกค้า ทำให้ขาดรายได้ อย่างมาก และที่สำคัญเอสเอ็มอีไม่มีเงินสำรองในการใช้จ่ายมากเหมือนรายใหญ่ ทำให้เกิดปัญหามาก

“สำหรับมาตรการความช่วยเหลือของรัฐบาล ที่อาจจะพิจารณาให้ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร หรือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อช่วยเหลือนั้นเป็นเรื่องระยะยาว แต่เรื่องเร่งด่วนในขณะนี้เพื่อประคองธุรกิจนั้น คือ ต้องการเงินสดมาเสริมสภาพคล่อง เพราะหากต้องรอการกู้เงินจากแบงก์ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เงินอาจจะไม่ทันเวลา ส่งผลให้เอสเอ็มอีหลายรายต้องนำสิ่งของที่พอมีอยู่ไปจำนำ”

นอกเหนือจากมาตรการระยะสั้นที่จะช่วยประสานกับสถาบันการเงินแล้ว สสว.ยังได้วางแผนช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในระยะยาว โดยเตรียมของบประมาณ 500 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอี ทั้งกรณีน้ำท่วม และเหตุการณ์ทางการเมือง หรือกรณีฉุกเฉินอื่นๆ เพื่อปล่อยกู้แก่เอสเอ็มอีได้ทันที หรือนำเงินมาสนับสนุนให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจได้

พร้อมกันนี้ สสว.ยังเร่งจัดทำประวัติการเงิน และอันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) ของกลุ่มเอสเอ็มอี เพื่อการันตีความสามารถในการบริหารธุรกิจแต่ละราย เป็นข้อมูลให้สถาบันการเงินรับทราบก่อนพิจารณาปล่อยสินเชื่อด้วย

ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้จัดตั้งโครงการตรวจสภาพรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมในเหตุการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศฟรีเป็นกรณีพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนแก่เจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ ในขณะที่บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีศูนย์บริการบางจากกรีนออโต้ เซอร์วิส กรีนเซิร์ฟ และกรีนวอช จากศูนย์บริการ 200 แห่ง ก็จะให้บริการตรวจสอบสภาพรถยนต์ฟรีเช่นกัน

ทั้งนี้ การให้บริการฟรีดังกล่าวในส่วนของ Pro check จะเป็นการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ 15 รายการ รวมระบบเบรก ช่วงล่าง สายพานแบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก จารบี ส่วนบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันพร้อมลดราคาน้ำมัน หล่อลื่นทุกชนิดลงจากราคาขายปกติ 50% ส่วนบางจากกรีนออโต้เซอร์วิส กรีนเซิร์ฟ และกรีน วอช จะให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 11 รายการ และบางจากจะมอบส่วนลดราคาน้ำมัน เครื่องบางจาก 50% สำหรับผู้ใช้รถที่เข้ามารับบริการที่ศูนย์บางจากกรีนออโต้เซอร์วิส กรีนเซิร์ฟ และกรีนวอช ณ สถานีบริการน้ำมันบางจาก

โดยการช่วยเหลือในพื้นที่ประสบอุทกภัย 10 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา ขอนแก่น อยุธยา นครสวรรค์ ลพบุรี สงขลา รวม 26 สาขา และลด 25% สำหรับสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ ที่มีป้ายโครงการตรวจสภาพรถยนต์หลังวิกฤติน้ำท่วมทุกแห่ง เริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้-30 พ.ย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

รับมือค่าจ้าง 300 บาท สสว.ชงรัฐบาลใหม่ควักเงินอุ้มเอสเอ็มอี

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188187.

Pic_188187

โดยเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น กลุ่มก่อสร้างที่ประเมินว่าจะทำให้กำไรลดลงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 52%

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.เตรียมของบประมาณจากรัฐบาลชุดใหม่วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพ และสร้างธุรกิจเอสเอ็มอีใหม่ให้สามารถแข่งขันได้ เช่น นำเงินมาอุดหนุนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลง 3-4% เพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ 300 บาทต่อวัน, การปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 15,000 บาท และต้นทุนจากวัตถุดิบทางการเกษตรราคาสูง เพราะหากขึ้นค่าแรงทันที 300 บาท อาจทำให้เอสเอ็มอีต้องปิดกิจการทันที 450,000 ราย หรือ 15% ของเอสเอ็มอีทั้งหมด

“ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ของ สสว.ที่คาดว่าจะเสร็จล่าช้า สสว.ก็จะนำร่องโดยจะเสนอให้คณะกรรมการ สสว.ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติเงินจากกองทุน สสว.วงเงิน 300 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีกว่า 1,000 ล้านบาท มาจัดตั้งกองทุนเพื่ออุดหนุนเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันก่อน โดยเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น กลุ่มก่อสร้างที่ประเมินว่าจะทำให้กำไรลดลงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 52%, กลุ่มผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภค กำไรลดลง 48% และ กลุ่มสิ่งทอฯ กำไรลดลง 40% เป็นต้น”

สำหรับวงเงิน 10,000 ล้านบาท นอกจากจะช่วยเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังจะนำไปพัฒนาผู้ประกอบการโอทอป, การหามาตรการช่วยเอสเอ็มอีให้ สามารถรับมือกับการเปิดประชาคมอาเซียนปี 2558, การจัดทำตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ, การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเอสเอ็มอี และการส่งเสริมเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.

ตั้งเป้าปล่อยกู้แสนล้านอุ้มเอสเอ็มอี

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 07:15 น.

ตั้งเป้าปล่อยกู้แสนล้านอุ้มเอสเอ็มอี.

Pic_187354

“โสฬส” เร่งปั๊มเถ้าแก่ใหม่ ตั้งเป้าปล่อยกู้แสนล้านอุ้มธุรกิจเอสเอ็มอี

เอสเอ็มอีแบงก์ เร่งขยายฐานผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้ปล่อยสินเชื่อแสนล้านบาท สร้างเถ้าแก่ใหม่แสนราย พร้อมจับมือ ส.ส.ท.ผุดโครงการ “ชินดัง” ทีมวินิจฉัยลูกค้า ระดมทุนผ่านตลาดเอ็มเอไอ

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ เอสเอ็มอีแบงก์จะปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ให้ได้ 100,000 ราย จากปัจจุบันที่มีฐานลูกค้าอยู่ประมาณ 80,000 ราย  ซึ่งจะทำให้การขยายฐานลูกค้าของธนาคารเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต

“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 2.9 ล้านราย ในจำนวนนี้มากกว่า 90% ใช้เงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยแพง เนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั่วไปปฏิเสธที่จะปล่อยสินเชื่อเพราะธุรกิจเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงมากกว่าธุรกิจรายใหญ่ แต่เราไม่ได้มองอย่างนั้น หากเอสเอ็มอีรายใดมีความจริงใจที่จะดำเนินธุรกิจ เราก็ พร้อมที่จะปล่อยกู้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องปรับปรุงตัวเองทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ คุณภาพและระบบบัญชีเพื่อให้ธุรกิจและสินค้าสามารถก้าวขึ้นสู่ความเป็นมาตรฐานได้”

เอสเอ็มอีแต่งบัญชีสร้างรายได้เทียม

นายโสฬสกล่าวว่า ปัญหาของเอสเอ็มอีที่สำคัญที่สุดคือ 99.9% มีระบบบัญชีไม่ถูกต้อง แม้ผู้ประกอบการบางรายอ้างว่า ธุรกิจดำเนินการไปได้ด้วยดีและมีเงินสดมาก แต่เมื่อเข้าตรวจสอบจริงๆ แล้ว พบว่ามีการสร้างตัวเลขรายได้เพื่อโชว์ฐานะการเงินให้ออกมาดูดีที่สุด หรือบางรายทำธุรกิจแบบเงินสดหมุนเวียนจนไม่รู้ต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ทำให้ธนาคารพาณิชย์มักปฏิเสธการปล่อยกู้ให้แก่เอสเอ็มอี เนื่องจากไม่มีเอกสารต่างๆ เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่ายหรือแม้กระทั่งหลักฐานการเสียภาษีบางรายก็ไม่มี เป็นต้น

“ตัวอย่างเช่นผู้ประกอบการรีสอร์ตรายหนึ่งเปิดกิจการมาประมาณสิบปีต้องการกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ เมื่อเราเข้าไปดูงบการเงินพบว่า กิจการไม่ค่อยดีมีอัตราเข้าพักเพียง 30% จากจำนวนทั้งหมด 70-80 ห้อง จึงเสนอให้มีการปรับปรุงบางเรื่องเช่น การตั้งราคาค่าห้องพักที่แพงเกินไป ผมบอกว่าลดราคาลง 10-20% และก็ขอให้เจ้าของเลิกเก็บเงินสดเข้ากระเป๋าตัวเอง ปรากฏว่ากิจการดีขึ้น มีอัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อขยายกิจการสามารถเลื่อนออกไปก่อนได้”

อีกตัวอย่างหนึ่ง กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีการเผาทำลายสิ่งของบริเวณสยามสแควร์และสี่แยกราชประสงค์ที่เปิดเป็นร้าน
ขายของเล็กๆ ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า ไปจนถึงร้านอาหารนั้นพบผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดลงบัญชีเป็นเงินสด จดรายรับ-รายจ่ายในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น เอสเอ็มอีแบงก์ก็เข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าฐานะการเงินที่แท้จริงเป็นอย่างไร มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นเงินเท่าไหร่

และที่สำคัญ ความต้องการเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อทำธุรกิจมีความถูกต้อง และสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ไม่มีการมั่วตัวเลข ทำให้ปริมาณงานของเอสเอ็มอีแบงก์เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะเท่ากับเราต้องเริ่มนับหนึ่งกับผู้ประกอบการใหม่ เพื่อช่วยกันอุดรอยรั่วต่างๆ ทำให้ในช่วงต้น ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้มากกว่า 80% แต่ในภายหลังเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเราก็ปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าวไปมากกว่า 15,000 ราย เป็นเงินกว่า 7,000ล้านบาท

ดันรายย่อยเทียบชั้นมาตรฐานสากล

“ในช่วงที่ผ่านมา เอสเอ็มอีแบงก์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการเป็นอันดับแรก เพื่อประคับประคองให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงขนาดกลางให้สามารถยืนหยัดได้บนขาของตัวเอง”

ทั้งนี้ ธนาคารมีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 3 ด้านคือ 1. การสร้างมาตรฐานการผลิต-สินค้าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดทำโครงการการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน อย.  มาตรฐาน ISO9001 ไปจนถึงมาตรฐาน 2008 มาตรฐานสินค้า GMP อบรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกับ TCDC หรือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ เป็นต้น เนื่องจากเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถอย่างเพียงพอในการควบคุมการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน

2. บริหารจัดการธุรกิจ มีการอบรมบัญชีต้นทุน 1 วันทำเป็นอบรมระบบการบริหารสินค้าคงคลัง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบเอสเอ็มอี เพราะการวางระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นจะทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และ 3. เพิ่มโอกาสทางการตลาด เช่น จัดบูธขายสินค้าให้แก่ลูกค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ยังได้ร่วมมือกับสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.) นำระบบวินิจฉัยกิจการหรือที่เรียกกันว่า “ชินดัง” จากญี่ปุ่นมาปรับใช้เพื่อยกระดับลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคาร โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจแต่ละสาขามาวินิจฉัยถึงสถานประกอบการเพื่อเพิ่มมาตรฐานสินค้าหรือบริการ โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับลูกค้าของแบงก์ให้เติบใหญ่จนสามารถระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (MAI) ได้

กำไรครั้งแรกในรอบ 8 ปี

โดยปีนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อสุทธิ 24,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปี 54 ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 7,000 ล้านบาท ทำให้มียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท และในสิ้นปีนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ลดลงจาก 2 ปีที่แล้ว ที่แตะระดับ 50% ก็ลดลงเหลือเพียง 20% ของยอดสินเชื่อคงค้าง และปีหน้าจะเหลือเพียง 18% เนื่องจากมีลูกค้าเอ็นพีแอลทยอยชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 53 เอสเอ็มอีแบงก์มีกำไรสุทธิเป็นปีแรก 128 ล้านบาท นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และคาดว่าปีนี้จะมีกำไรไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

“ปีที่แล้ว เอสเอ็มอีแบงก์ได้รับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ (TRIS) ด้วยคะแนนสูงถึง 4.2180 จาก 5 คะแนนเต็ม ชี้ให้เห็นว่า เอสเอ็มอี แบงก์มีผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะบทบาทด้านการช่วยเหลือบรรเทาเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาวะวิกฤติต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนับเป็นคะแนนสูงสุดในรอบ 8 ปี และหากนำไปเปรียบเทียบการดำเนินงานกับ 55 รัฐวิสาหกิจทั่วประเทศส่งผลให้ในปีที่แล้ว เอสเอ็มอีแบงก์ได้คะแนนผลการดำเนินงานรวมอยู่ลำดับที่ 16 เลื่อนขึ้นจากลำดับที่ 34 ในปี 52”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 07:15 น.
%d bloggers like this: