เส้นทางเศรษฐี

All posts tagged เส้นทางเศรษฐี

ท่องเที่ยวทวนเข็มนาฬิกา ริมคลองสามน้ำ “บ้านห้วยแร้ง” ตามหาดอกครูซในตำนาน

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

ปีท่องเที่ยววิถีไทย ๒๕๕๘

ท่องเที่ยวทวนเข็มนาฬิกา ริมคลองสามน้ำ “บ้านห้วยแร้ง” ตามหาดอกครูซในตำนาน

“สโลว์ไลฟ์” กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจของผู้คน

หากสโลว์ไลฟ์นั้นหมายถึงการใช้ชีวิตแบบเนิบช้าเรียบง่าย เรียนรู้กับสิ่งรอบตัว รู้จักกับสิ่งรอบข้าง ให้ความสำคัญกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้คนรอบข้างแล้วละก็

ไม่ต้องไปไหนไกล ที่ “บ้านห้วยแร้ง” จังหวัดตราด ที่นี่มีคำตอบ

เพียงแค่เลี้ยวจากทางหลวงหมายเลข 3 มุ่งหน้าจังหวัดตราด แยกสู่บ้านฉางเกลือ เพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านห้วยแร้ง ทัศนียภาพก็เขียวชอุ่มไปด้วยไม้น้อยใหญ่ตลอดสองข้างทาง จนน่าแปลกใจว่า ทำไมสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนจึงสวนทางกับชื่อเรียกของหมู่บ้านเสียเหลือเกิน

ว่ากันว่า ที่มาของชื่อบ้านห้วยแร้งเกิดจาก ในอดีต หมู่บ้านนี้เจอโรคระบาดจนทำให้วัวควายและสัตว์เลี้ยงล้มตายกันมากมายเกินกว่าที่จะขุดกลบฝัง จนทำให้นกแร้งมารุมกินซากสัตว์กันฝูงใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อตั้งแต่นั้น

ขณะที่อีกทางหนึ่ง เชื่อสาเหตุของชื่อเกิดขึ้นที่ลำคลองสายสวยใสนี้ หากเมื่อเกิดน้ำแล้งจะปรากฏหินก้อนใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนกับนกแร้ง จึงถูกเรียกขานกันต่อๆ มา

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ลำคลองห้วยแร้งเป็นลำคลองสาขาที่ทอดยาวมาจากเขาบรรทัด มาบรรจบกับแม่น้ำตราดก่อนลงทะเล จึงทำให้มีสภาพนิเวศหลากหลายมีทั้ง น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล จนทำให้ลำคลองสายนี้กลายเป็น “คลอง 3 น้ำ” ความลับของดินแดนภาคตะวันออก ต้นเหตุที่ทำให้ดินที่นี่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและปุ๋ยธรรมชาติ ส่งผลให้พืชผลที่นี่ไม่เพียงแต่จะงดงาม อวบอิ่ม แต่ยังมีรสชาติหวานอร่อยไม่แพ้ใคร เช่น ลางสาด ลองกอง เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน สับปะรดตราดสีทอง หมาก มะพร้าว และสมุนไพรมากมาย

สายน้ำนี้ยังเต็มไปด้วยเกาะแก่งมากมายถึง 18 แห่ง ครบเครื่องไปด้วยระบบนิเวศเป็นที่อยู่ที่อาศัยของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ กุ้ง หอย ปู ปลา ที่แอบซ่อนตามหลืบหินหรือรากไม้ใหญ่ที่ทอดตัวลงชายน้ำ ช่วงเดือนมกราคมยังมีแมงกะพรุนเข้ามาลอยตัวขาวเต็มลำคลอง กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของหมู่บ้านแห่งนี้

ความอุดมสมบูรณ์นี้ทำให้ชาวชุมชนหวงแหนทรัพยากรและท้องถิ่นของตัวเองเป็นอย่างมาก จึงมีการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ด้วยการนำภูมิปัญญาปู่ย่าตายายมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิถีปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน และดำเนินความเนิบช้าเรียบง่ายโดยไม่ยอมไหลตามกระแสทุนและการบริโภคนิยม จนกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดให้ผู้คนที่สนใจแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนอยู่เป็นประจำ

การเยี่ยมเยือนนั้นทำให้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อจัดการการท่องเที่ยวในชุมชน โดยมีการเปิดบ้านต้อนรับนักเดินทางผู้สนใจชื่นชอบชีวิตชาวบ้านและธรรมชาติ ด้วยเวลคัมดริ๊งก์สไตล์บ้านๆ อย่างน้ำอัญชันและน้ำชารางจืด ก่อนที่จะออกไปเรียนรู้ชีวิตชาวสวนผลไม้ สวนยาง และประมงน้ำกร่อย

ไฮไลต์แรกอยู่ที่การล่องเรือติดเครื่องท้ายง่ายๆ เพื่อแหวกสายน้ำไปตามแนวคลอง เพื่อซึมซับความงดงามของธรรมชาติวิถีริมคลองสามน้ำอันน่าอัศจรรย์ ผ่านป่าจากยักษ์ เพื่อแวะเก็บลูกจากเฉาะกินกันสดๆ และตัดใบสานหมวกกันแดดร้อน ก่อนจะพบกับความสนุกด้วยการล่องแก่งห้วยแร้งทั้ง 18 แก่ง

คลองหากไปถึงเวลาน้ำลง นอกจากจะได้สนุกกับการออกกำลัง ลงเดินเลาะแก่งเล่นน้ำไปเรื่อย บางเกาะแก่งอาจได้ทำ “สปาปลา” เป็นธรรมชาติ โดยปลาซิว ปลาสร้อยตัวน้อยๆ แบบที่ไม่ต้องเสียเงินเสียทองเลยสักนิด

หากไปถูกเวลาในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ลำน้ำแห่งนี้จะหอมฟุ้งงามสะพรั่งไปด้วยราชินีแห่งลำคลองห้วยแร้งอย่าง “ดอกไคร้ย้อย” หรือที่เรียกกันว่า “ดอกครูซ” ตามคนฝรั่งเศสเรียก ที่จะทยอยบานไล่กันไปอย่างงดงาม

หากอยากจะเสพความงามอย่างเต็มที่ คณะชมดอกครูซสามารถแวะริมฝั่งเกาะเกี่ยวรากไม้ใหญ่หาร่มไม้ ตั้งวงทานข้าวห่อกาบหมากที่กลุ่มแม่บ้านนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาตั้งใจประดิดประดอยทำเป็นห่อข้าวแฮนด์เมดหิ้วได้ แจกให้แต่ละคนสะพายติดตัวเหมือนคนโบราณเดินป่า เพื่อเป็นอาหารห่อมื้อเด็ดที่โรงแรมระดับ 5 ดาวที่ไหนก็ไม่มีเสิร์ฟ

รับพลังธรรมชาติไปตากแดดตากลมชมสองฝั่งคลองเรียบร้อยแล้ว มื้อเย็นช่วยกันเข้าครัวตำน้ำพริก ร่วมกันทานอาหารท้องถิ่นกับชาวบ้าน ข้าวหอมๆ กับน้ำพริกกะปิชั้นดีเยี่ยม แกล้มผักพื้นบ้านสดๆ กุ้ง หอย ปู ปลา จากลำน้ำ ตบท้ายด้วยสับปะรดสีทองแก้เผ็ด

ใครไม่ติดละครทีวีช่วงหัวค่ำ อาจพากันลงจากเรือนไปย่องดูหิ่งห้อยจีบกันที่ชายคลอง หรือหากซนหน่อย อยากไปตกกุ้งหลวงตัวเขื่องชาวบ้านก็จัดให้ได้หิ้วกลับมาทำอาหารมื้อถัดไป ก็น่าภูมิใจ หรือจะทำกับข้าวเองแบบบ้านๆ วิถีไทยๆ ชาวบ้านก็สอนให้ หรือจะเลือกกระเถิบเข้าไปพักผ่อนนอนในมุ้งที่ระเบียงกว้างรับลมเย็นยามค่ำคืนก็ไม่ว่ากัน

ตื่นเช้าท่ามกลางเสียงนกร้อง ไก่ขัน ถ้าชาวบ้านว่างๆ ไม่ได้ไปสวนสามารถแวะเรียนรู้วิธีการทำหมวกใบจาก การทำสมุนไพรพื้นบ้านในรูปแบบต่างๆ หรือจะไปลงมือทำขนมพื้นบ้านด้วยตัวเอง หรือจะซื้อไปเป็นของฝากก็ได้

หรืออาจไปเยี่ยมชม วัดคลองขุด วัดเล็กๆ เงียบๆ ที่แสนจะเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเป็นวัดที่ 2 ของจังหวัดตราด ที่มีอายุ 200 ปี ภายในวัดมีข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณให้ชม และยังสามารถชมทัศนียภาพสวยๆ ของคลองห้วยแร้งบนสะพานแขวนเชื่อม 2 ฝั่งคลอง

ความเข้มแข็งและสมบูรณ์พร้อมนี้ ทำให้ชุมชนบ้านห้วยแร้งได้รับรางวัลชนะเลิศหมู่บ้าน OTOP Village Champion (OVC) ปี 2549 และรางวัลชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยว จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Thailand Tourism Awards) ในปี 2550 เป็นเครื่องการันตีมาแล้ว

นี่คือชีวิตออร์แกนิกที่แสนจะเรียบง่าย บนพื้นที่ที่แสนจะสโลว์ไลฟ์ที่ “บ้านห้วยแร้ง”

ติดต่อ โฮมสเตย์ บ้านห้วยแร้ง

โทรนัดหมายและจองโปรแกรมท่องเที่ยวล่วงหน้า

โทรศัพท์ (089) 247-9648, (089) 984-8044

(ไม่รับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้จอง)

การเดินทาง

หากเดินทางบนทางหลวงหมายเลข 3 ก่อนถึงจังหวัดตราด ประมาณ 9 กิโลเมตร จะพบทางสามแยก ให้เลี้ยวขวาไปทาง บ้านฉางเกลือ เข้าไปอีก 15 กิโลเมตร จนถึงวัดคลองขุด จอดรถภายในวัดคลองขุด

โฆษณา

“ตลาดไอยรา” ศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทย

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ตลาดไอยรา” ศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทย

โครงการ “ตลาดไอยรา” เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2557 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณต้นปี 2559 บนเนื้อที่ 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทยและนำเข้า ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

บริษัท พี เอส เมนแลนด์ จำกัด ทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ยึดทำเล 50 ไร่ย่านคลองหลวง ผุด “ตลาดไอยรา” ศูนย์กระจายผลไม้ไทยนำเข้า-ส่งออก ที่ทันสมัย รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หวังยกระดับเกษตรกรไทยและผลไม้ไทยพัฒนาสู่ตลาดสากล

ทุ่มงบ 500 ล้าน

สร้างฮับผลไม้

คุณสุวัจ เดชเทวัญดำรง ประธานกรรมการ บริษัท พี เอส เมนแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนำเข้า-ส่งออกผลไม้ ภายใต้ บริษัท อินเตอร์เฟรช จำกัด และ บริษัท ดำรงชัย ฟรุ๊ต จำกัด มากว่า 30 ปี ประกอบกับมองเห็นถึงศักยภาพของทำเลในย่านคลองหลวงกำลังเติบโตรองรับการขยายตัวของโซนกรุงเทพฯ และการคมนาคมที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเส้นทางหลักได้หลายเส้นทาง จนกลายเป็นทำเลทองอันดับต้นๆ ของการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์

ล่าสุด คุณสุวัจได้ทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการ “ตลาดไอยรา” โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2557 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณต้นปี 2559 บนเนื้อที่ 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ไทยและนำเข้า ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากเป็นศูนย์กลางกระจายผลไม้ “ตลาดไอยรา” ยังมีห้องเย็นเก็บผลไม้ พร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ

ภายในโครงการ เฟสแรก แบ่งเป็นส่วนของอาคารพาณิชย์จำนวน 225 คูหา สร้างขึ้นเพื่อจำหน่าย ขณะนี้จำหน่ายหมดแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,200 ล้านบาท และพื้นที่ในส่วนของตลาด ซึ่งให้บริการเช่าพื้นที่ แบ่งเป็น 3 ส่วน 1. เช่าพื้นที่ในอาคารผลไม้ตามฤดูกาล และอาคารผลไม้ต่างประเทศ จะมีหน้าร้านเป็นของตนเอง 2. เช่าพื้นที่เปล่าเพื่อวางบู๊ธ หรือ คีออส และ 3. เช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์อาหาร

ทำระบบรองรับครอบคลุม

ผู้ประกอบการมั่นใจศักยภาพ

ประธานกรรมการ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นตลาดและศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในประชาคมอาเซียน รวมทั้งคุณภาพของผลไม้ถือว่าดีที่สุดในภูมิภาคนี้ ทั้งยังมีความพร้อมทั้งในเรื่องเส้นทางการส่งออกและนำเข้า มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่รองรับด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี บริษัทจึงได้เตรียมการรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ไว้อย่างครบครัน

ด้วยการออกแบบอาคารที่ทันสมัย ผู้ค้าสามารถโหลดสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์มายังหน้าร้านได้โดยตรง มีห้องเย็นขนาดใหญ่สำหรับเก็บรักษาคุณภาพของสินค้าไว้บริการ ในราคาต้นทุนที่ไม่สูงมาก มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน กล้องวงจรปิด ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ระบบบำบัดน้ำเสีย 1 จุด

ตลาดไอยรา ยังมีระบบรักษาความสะอาด ป้องกันน้ำท่วมด้วยการถมพื้นที่ความสูงกว่าระดับถนน 1 เมตร โครงสร้างอาคารแข็งแรง สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ศูนย์อาหารที่ทันสมัย ตู้ ATM และปลายปี 2558 โครงการเฟสสอง “ตลาดสดไอยรา” จะพร้อมเปิดให้บริการ ในเนื้อที่ 36 ไร่ ประกอบด้วย อาคารพาณิชย์ 162 คูหา และตลาดสดทันสมัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

นอกจากให้บริการเช่าพื้นที่ ตลาดไอยราได้เปิดร้านผลไม้ชื่อ ไอยรา พรีเมี่ยม ฟรุต บริเวณอาคาร 2 ของตลาดผลไม้ไอยรา โดยจำหน่ายผลไม้ไทยตามฤดูกาลและผลไม้นำเข้าทุกชนิด ที่ผ่านการคัดสรรทั้งคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุดมาจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง ซึ่งผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน

อยู่วงการผลไม้ตั้งแต่เกิด

ตลาดเปิดปี 2559

สำหรับประวัติคร่าวๆ ของคุณสุวัจ เขาเล่าว่า เกิดที่ปากคลองตลาด ค้าขายผลไม้ตั้งแต่อายุ 15 ปี จนวันหนึ่งมีโอกาสได้แผงขายผลไม้ในตลาดสี่มุมเมือง จากนั้นได้ติดต่อซื้อผลไม้จากชาวสวนโดยตรงเรื่อยมา อาทิ ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ฯลฯ รวมถึงการนำเข้าผลไม้ประเภทองุ่น แอปเปิ้ล ส้ม จากต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยด้วย

จากพ่อค้าคนกลาง ต่อมา คุณสุวัจได้ขยายกิจการโดยการสร้างห้องเย็น ชื่อบริษัท อินเตอร์เฟรช จำกัด และมีธุรกิจเกี่ยวกับผลไม้ชื่อ บริษัท ดำรงชัย ฟรุ๊ต

“ผมดำเนินธุรกิจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา มาตลอด สำหรับตลาดไอยราสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้พ่อค้าแม่ค้าได้มีที่ค้าขาย นอกจากนั้นยังให้คำแนะนำปรึกษาช่องทางการค้า ให้แก่คู่ค้าในตลาดผลไม้แห่งนี้”

สำหรับผู้ค้าที่สนใจ ขณะนี้ตลาดไอยรายังคงเปิดให้เช่าพื้นที่ค้าขาย โดยในส่วนของตัวโครงการตลาดจะแล้วเสร็จและเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการประมาณต้นปี 2559 พร้อมขยายโครงการตลาดสดไอยราควบคู่กันไป โดยหลังจากนั้นทางผู้บริหารจะขยายโครงการตลาดไอยราไปยังโซนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

ผู้สนใจ ติดต่อสอบถามพื้นที่ตลาดไอยรา โทรศัพท์ (02) 908-3208, (061) 819-5122 เว็บไซต์ http://www.taradiraya.com

มืออาชีพ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

มืออาชีพ

เคยคุยกับน้องๆ บางคน ถามว่าคาดหวังอะไรกับหน้าที่การงาน มีน้องเคยตอบว่า

“อยากเป็นมืออาชีพ”

ฟังดูเท่ดีนะ ทำงานเป็นมืออาชีพ บางทีทำงานกับบางคน เราถึงขั้นต้องบ่นว่า “ไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย” น่าสนใจดีนะครับว่า “อย่างไรที่ควรเรียกว่า…มืออาชีพ”

มืออาชีพ หมายถึง “คนที่ทำงานดี ทำได้อย่างไม่มีที่ติ ไม่ผิดพลาด ทันเวลากำหนดเสมอ”

ความเป็นมืออาชีพ ไม่จำเป็นต้องทำงานตำแหน่งใหญ่โตก็ได้นะ ขอเพียงแค่สามารถบริหารจัดการงานที่ตนทำได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น จนหาคนอื่นเทียบเคียงยาก ผมว่านั่นก็เป็นมืออาชีพแล้ว อย่างเช่น “ป้าลี่”

ป้าลี่ ทำงานตำแหน่งแม่บ้าน ในบริษัทไอทีใหญ่แห่งหนึ่ง ที่น้องเขยของผมเป็นผู้บริหารอยู่ งานแม่บ้านในองค์กรธุรกิจ ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เช้ามาก็ทำความสะอาด ดูแลทุกพื้นที่ในบริษัทให้สะอาด แขกไปใครมาประชุมกับเจ้านาย มีหน้าที่คอยรับใช้ จัดหาสิ่งที่ถูกเรียกร้องมาให้ น้ำดื่ม ชา กาแฟ อื่นๆ ก็ว่ากันไป

ดูแล้วป้าลี่จะกลายเป็นมืออาชีพได้อย่างไร ในเมื่องานของป้าลี่ ไม่ได้ซับซ้อนจนต้องใช้หยักสมองเยอะ

แต่ลองพิจารณาจากพฤติกรรมป้าลี่ครับ ว่าพอจะเรียก “มืออาชีพ” ได้มั้ย

เรื่องทำความสะอาด ดูแลเก็บกวาดตามหน้าที่ อันนั้นเป็นงานประจำ ทำทุกวัน ไม่มีบกพร่องให้ต้องเอ่ยปากเตือน ไม่ใช่สักแต่ว่าทำไปให้เสร็จ แต่ทำด้วยความใส่ใจ

เวลามีแขกเจ้านายมาประชุม ไม่ต้องเรียกครับ เริ่มจากน้ำเย็นมาเสิร์ฟ ชโลมใจให้หายเหนื่อยคลายร้อนกันก่อน จากนั้นใครใคร่ดื่มชา กาแฟ หรืออะไรเป็นพิเศษ สั่งได้ ป้าลี่จัดให้

ฟังดูเหมือนแม่บ้านทั่วไป แขกมาต้องเสิร์ฟน้ำ แล้วถามแขกว่าจะดื่มอะไร…แล้วถ้าหากว่า แขกแต่ละคนดื่มไม่เหมือนกัน แล้วป้าลี่จำได้แบบไม่ต้องถามซ้ำอีกในการประชุมคราวต่อไปล่ะ แบบนี้พอจะเรียกว่า “มืออาชีพ” ได้ไหม

ผู้บริหารบางคน มีการดื่มกินบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษ แม้จะนานๆ โผล่มาประชุมที่สำนักงานแห่งนี้ ป้าลี่ก็จะเป็นธุระรีบจัดการสิ่งที่โดนใจนั้นมาไว้ให้ ตลอดระยะเวลาของการประชุม ป้าลี่จะวนเวียนอยู่แถวๆ หน้าห้องประชุมตลอด มีการส่งสายตาเป็นสัญญาณกับเจ้านายว่า ถ้าต้องการเรียกใช้ ป้าลี่พร้อมโผล่หน้าเข้ามาทันที

ที่เหนือไปกว่านั้น ป้าลี่มีการไปตีสนิทกับ รปภ. ซึ่งโดยปกติ รปภ. จำรถของบรรดาผู้บริหารทุกคนได้อยู่แล้ว พอเห็นแล่นมาไหวๆ ให้ รปภ. โทรแจ้งป้าลี่ก่อนทันที ก่อนที่ผู้บริหารท่านนั้น จะเลี้ยวรถเข้าเขตบริษัทเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้น พอเดินขึ้นถึงออฟฟิศ น้ำ กาแฟ เดินตามหลังมาทันที เพราะว่าป้าลี่มาตั้งท่ารอรับอยู่แล้ว งงมั้ยล่ะครับ ถ้าเป็นผู้บริหารท่านนั้น งงไหมว่า ทำไมป้าลี่ช่างรู้เวล่ำเวลาแบบพอดิบพอดี แบบนี้เขาเรียกว่ามี “กลยุทธ์”

น้องเขยซึ่งเป็นเจ้านายโดยตรงของป้าลี่ ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยปกติเขาเป็นคนที่พร้อมเดินไปพูดคุย หรือประชุมแบบไม่เป็นทางการกับแผนกโน้นแผนกนี้ แวะไปห้องผู้บริหารแผนกต่างๆ เพื่อปรึกษาหารือ พูดๆ ไปเกิดคอแห้งขึ้นมา ไม่ต้องกังวลครับ แก้วน้ำประจำตัวถูกป้าลี่ย้ายตามไปรอไว้ให้ อย่างไม่ต้องเอ่ยปากสั่ง

แล้วหากใครคิดว่าถ้าอยากล้วงความลับคนอื่นในออฟฟิศ ให้ตีสนิทแม่บ้านล่ะก็ มุกนี้ “ใช้ไม่ได้” กับป้าลี่นะครับ เพราะแกจะไม่ปริปากวิพากษ์วิจารณ์ใครให้เสื่อมเสีย

หลายคนมองหน้าที่แม่บ้านต้อยต่ำ แต่ลองนึกดูนะครับ ถ้าในออฟฟิศไร้แม่บ้านคอยช่วยอำนวยความสะดวก เดือดร้อนนะครับจะบอกให้ การมีแม่บ้านเป็นเรื่องโชคดี ควรเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญกับเขา ยิ่งถ้าเจอแม่บ้านมืออาชีพอย่างป้าลี่ อย่างนี้ต้องเก็บรักษา ดูแลสวัสดิการอย่าให้ขาดตกบกพร่อง

ป้าลี่มีความเป็นมืออาชีพอย่างไรบ้าง

อย่างแรก งานในหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ต้องสั่งซ้ำๆ ซากๆ ประเภทไม่เข็นไม่เคลื่อน บางคนทำงานแบบรอคำสั่ง แม้เป็นงานที่ทำประจำอยู่แล้ว แบบนี้ยังห่างไกลจากความเป็นมืออาชีพครับ

อย่างที่สอง สังเกตและจดจำผู้เกี่ยวข้อง เราใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าเวลาอยู่บ้าน คนในที่ทำงานเหมือนคนในครอบครัว ที่ควรดูแลเอาใจใส่ต่อกัน ควรสนใจจดจำว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ลองนึกดูว่าเรามักจดจำได้ว่าคนในครอบครัวชอบกินอะไร ชอบทำอะไร แล้วทำไมไม่ลองใช้สิ่งนี้กับคนในที่ทำงานบ้าง

อย่างที่สาม มีใจบริการ ยามที่ผู้บริหารประชุมกัน มักเรียกร้องเอาโน่นเอานี่ เป็นเรื่องปกติ ป้าลี่ใช้วิธีทำให้รู้ว่าฉันอยู่แถวนี้นะ ฉันพร้อมให้บริการนะ ผิดกับบางคน หายหัวไปไกลๆ อยู่ใกล้เดี๋ยวโดนใช้งาน

อย่างที่สี่ รู้จักบริหารจัดการ การมีใจบริการถือเป็นระดับพื้นฐานที่พนักงานทุกคนควรมี แต่การจะ “บริการเกินความคาดหมาย” ได้ ต้องมีกระบวนการบริหารจัดการ มีกลยุทธ์ ซึ่งป้าลี่มีวิธีคิด มีวิธีจัดการ ทำอย่างไรผู้บริหารมาถึง ฉันจึงจะบริการได้ทันที เป็นที่มาของการตีสนิทและประสานงานกับ รปภ.

อย่างที่ห้า มนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ เพราะถ้าหากไม่เป็นเลิศ รปภ. คงไม่เสียเวลาเป็นเครื่องมือให้ป้าลี่ใช้งานได้อย่างสบายอกสบายใจ แล้วผมก็เชื่อว่ามนุษยสัมพันธ์แบบป้าลี่ ไม่ต้องอาศัยเงิน แต่ใช้ใจกับใจล้วนๆ ไม่เช่นนั้นใครจะยอมเสียเวลาเพิ่มงานให้ตัวเอง ต้องคอยโทรแจ้ง ทั้งที่ตัวเองทำแล้วก็ไม่ได้หน้าแต่ประการใด

อย่างที่หก มีวิธีทำตัวให้เข้าตาเจ้านายแบบเนียนๆ บางคนชอบทำตัวประจบเจ้านาย พวกนี้ชอบคิดว่าเจ้านายโง่ไม่รู้ทัน บางคนก็ชอบเสนอหน้าจนเกินเหตุ แต่ป้าลี่ใช้วิธีแสดงการเอาใจใส่ เจ้านายไปไหน แก้วน้ำตามไปแบบเจ้านายไม่ทันรู้ตัว แต่เมื่อใดกระหายน้ำ มีรออยู่แล้ว แบบนี้ไม่ต้องเสนอหน้าจนออกนอกหน้า ไม่ต้องทำตัวประจบสอพลอ แต่ว่าเจ้านายรับรู้ได้ตลอดเวลาว่าป้าลี่เอาใจใส่

อย่างที่เจ็ด รู้จักเรียนรู้พฤติกรรมเจ้านายและผู้ร่วมงานที่เกี่ยวข้อง ป้าลี่แกเรียนรู้ทั้งเจ้านายโดยตรง และผู้บริหารทั้งหลายที่แกต้องเกี่ยวข้องให้บริการ เรียนรู้พฤติกรรมว่าเจ้านายชอบเดินไปประชุมตรงโน้นตรงนี้ จึงมีการบริหารจัดการดักทางถูกว่า แก้วน้ำควรจะต้องตามไปไหนบ้าง

อย่างที่แปด ยกย่องเจ้านายทางอ้อม การดูแลเอาใจใส่ทำงานแบบไม่บกพร่อง และการรู้จักให้บริการทุกคนที่เป็นแขกของเจ้านาย ถือเป็นการยกย่องให้เกียรติเจ้านายทางอ้อม เพราะแขกไปใครมาก็ประทับใจ เขาก็มองว่าขนาดแม่บ้านยังบริการดีขนาดนี้ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ จะดีขนาดไหน เจ้านายเก่งที่ดูแลลูกน้องได้ดีเยี่ยงนี้

อย่างที่เก้า รู้จักรักษาความลับของผู้อื่น ถ้าใครล้วงความลับเรื่องคนอื่นจากป้าลี่ได้ ความน่าเชื่อถือของแกจะลดลงทันที เพราะคนล้วงความลับก็ต้องเกิดอาการเสียวสันหลังเหมือนกันว่า ป้าแกอาจเอาความลับไปบอกต่อคนอื่นได้เช่นกัน แบบนี้เป็นอันตรายต่ออาชีพตัวเองแน่นอน

บทเรียน 9 ข้อนี้ ไม่ต้องมีหน้าที่แม่บ้านเท่านั้นครับ ใครก็ทำได้ เอาไปประยุกต์ใช้ได้ ก็กลายเป็นมืออาชีพได้ทุกหน้าที่

ว่าแต่…ป้าลี่ แกน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น “ป้ารี่” มากกว่า…เพราะเวลาเจ้านายมา แก “รี่” มาดักหน้าได้ทุกครั้งเลย…

เอโกะ ซาเซะ “เพ็ต บิวตี้ อาร์ติสต์” ผู้เนรมิตเล็บสวยให้ น้องหมา

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

ของดี อินเตอร์

โดย รัตติกรณ์

เอโกะ ซาเซะ “เพ็ต บิวตี้ อาร์ติสต์” ผู้เนรมิตเล็บสวยให้ น้องหมา

ในบรรดา “สัตว์เลี้ยงแสนรัก” ที่มีคนนิยมเลี้ยงกันมากที่สุด หากให้ทายกันเล่นๆ เชื่อว่า คงไม่มีใครทายผิด

ไม่ว่าใครน่าจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องเป็น น้องมะหมาสี่ขา ชัวร์ป๊าบ!!!

เราเองก็เชื่อแน่ว่าต้องเป็นน้องหมานี่แหละ จะเป็น กระรอก กระต่าย ไปได้ยังไง?

และเมื่อคลิกเข้าไปดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ในหัวข้อ 10 อันดับสัตว์เลี้ยงที่คนชอบเลี้ยงมากที่สุด ก็พบว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือ น้องหมา ได้ครองแชมป์ ส่วนอันดับ 2 ไล่ไปถึง 10 ก็มี แมว, ปลา, หนูแกสบี้, หนูแฮมสเตอร์, กระต่าย, นก, กระรอกสวน, ชูการ์ไกลเดอร์ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในตระกูลจิงโจ้ และ ชินชิล่า ซึ่งเป็นสัตว์จำพวกฟันแทะจากเมืองหนาว ที่มีขนอ่อนนิ่ม มีนิสัยขี้เล่น อยากรู้อยากเห็น และชอบกระโดด

เพราะเป็น “สัตว์เลี้ยงแสนรัก” ที่คนนิยมเลี้ยงกันมากที่สุดนี่เอง นับวัน สุนัขหรือน้องหมาจึงมีสินค้าและบริการเฉพาะกลุ่มของพวกเขาเกิดขึ้นมากมาย และเกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ สินค้าประเภทอาหาร หรือบริการเสริมสวย อาบน้ำ ตัดขน ฯลฯ

แถมล่าสุด ที่ญี่ปุ่น ยังมี ช่างแต่งเล็บสุนัข เกิดขึ้นแล้วด้วย

ทั้งนี้ อลิซ กอร์เดนเกอร์ คอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์เจแปน ไทมส์ ได้เขียนแนะนำถึง “เอโกะ ซาเซะ” ซึ่งอยู่ในแวดวงอาชีพที่เรียกว่า เพ็ต บิวตี้ อาร์ติสต์ (Pet Beauty Artist) ในกรุงโตเกียว หรือผู้เนรมิตความงามให้แก่สัตว์เลี้ยงว่า ฝีมือการตกแต่งเล็บให้แก่น้องมะหมา ให้สวยฟรุ้งฟริ้ง ไม่แพ้แฟชั่นการแต่งเล็บที่ผู้หญิงชอบไปทำกัน ทำให้เอโกะมีลูกค้าโทรมาจองคิวกันแน่น ชนิดไม่มีวันว่างตลอดทั้งเดือน!!!

อลิซ เล่าว่า เอโกะจะคิดค่าแรง ในการแต่งเล็บให้น้องหมา อยู่ราว 3,000-5,000 เยน (ราว 830-1,382 บาท) ซึ่งเป็นการแต่งเล็บให้น้องหมาครบทุกเล็บ ทั้ง 4 เท้า โดยเอโกะ ยังเล่าด้วยว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามา เธอมักจะขอให้เอโกะแต่งเล็บของสุนัขให้แมตช์ หรือเหมือนกับเล็บของพวกเธอ เนื่องจากเจ้าของสุนัขเหล่านั้นต้องการพาน้องหมาไปงานปาร์ตี้ หรือออกงานอีเว้นต์ งานพิเศษ ด้วยกัน

“ในการแต่งเล็บให้สุนัข คุณต้องทำให้เร็ว เพราะสุนัขจะอยู่นิ่งได้ไม่นาน และเล็บของสุนัขก็จะเล็กกว่าเล็บของคนมาก” เอโกะ เล่าถึงความยากของงาน แต่ถึงเล็บของน้องหมาจะมีพื้นที่เล็กมากขนาดนั้น เอโกะก็ยังสามารถแต่งแต้มรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็น รูปดอกไม้ รูปหัวใจ หรือแม้แต่รูปต้นคริสต์มาส และสโนว์แมนหรือตุ๊กตาหิมะ ลงบนเล็บของน้องหมาได้ก็ละกัน

สำหรับสีทาเล็บที่ใช้กับน้องหมา เอโกะจะใช้สีทาเล็บที่ผลิตขึ้นมาสำหรับน้องหมาโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะสวย แล้วยังมีความปลอดภัย ต่อให้น้องหมาเลียเล็บก็ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ อลิซยังเขียนเล่าถึงมุมมองของตัวแทนจากกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในยุโรป ที่เธอมีโอกาสได้พบพูดคุยด้วยในงานเจแปน เพ็ต แฟร์ เมื่อ 2 ปีก่อนว่า ถึงกับออกอาการ “สั่นหัว” เมื่อเห็นสินค้าบริการต่างๆ เกี่ยวกับสุนัขในยุคนี้ และถึงกับออกปากกับเธอว่า “ยิ่งนับวัน ยิ่งดูเหมือนว่า เจ้าของสุนัขในญี่ปุ่น อยากให้สุนัขของพวกเขา กลายเป็นสัตว์น้อยลง และดูเหมือนคนมากยิ่งขึ้น พวกเขาต้องการให้สุนัขของเขากินอาหารเหมือนคน แต่งตัวเหมือนคน หรือแม้แต่มีกลิ่นเหมือนคน ซึ่งคุณต้องยอมรับว่า มันประหลาดมากเลยนะ”

ที่สำคัญ ไม่รู้ว่าสินค้าบริการทั้งหมดทั้งปวงนี้ จะทำให้ สุนัข “สุขนัก” หรือเปล่าสิ?

บ้านสวนน้อย ที่พักสไตล์ฮอบบิท

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

รายงานพิเศษ

บ้านสวนน้อย ที่พักสไตล์ฮอบบิท

เหมือนได้มาเยือนสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ แนวมหากาพย์แฟนตาซีชื่อดังระดับโลก เรื่อง “เดอะ ฮอบบิท” หรือการผจญภัยสุดคาดคิดของเหล่าบรรดาคนตัวเล็ก สำหรับ บ้านสวนน้อย รีสอร์ท สีคิ้ว นครราชสีมา เพราะสถานที่แห่งนี้ได้จำลองดินแดนในฝันที่อยู่บนแผ่นฟิล์มให้กลายเป็นที่พักมีชีวิต คอยต้อนรับบรรดาสาวกและผู้ที่หลงเสน่ห์หนังไตรภาคเรื่องนี้

สร้างจากแรงบันดาลใจ

คุณพรณรงค์ สุวรรณประทีป หรือ คุณเอก เจ้าของ บ้านสวนน้อย รีสอร์ท เล่าที่มาให้เส้นทางเศรษฐีฟังว่า

“บ้านสวนน้อย รีสอร์ท เริ่มต้นจาก ผมต้องการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง และสร้างบ้านพักตากอากาศไว้สำหรับรับรองญาติมิตรเพื่อนฝูง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ และเรื่อง เดอะ ฮอบบิท ซึ่งลักษณะบ้านเป็นเหมือนโพรงเข้าไปในเนินเขา ประตูเป็นวงกลม ภายในกว้างขวาง และดูอบอุ่นน่าอยู่ เลยออกแบบร่วมกับช่างไม้ ลองสร้างบ้านแห่งแรงบันดาลใจนี้ขึ้นมา”

ฉากของบรรยากาศหมู่บ้านฮอบบิท สถานที่ถ่ายทำจริง อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ภายในเรื่องใช้หลายโลเกชั่น อาทิ ที่ราบสูงทางภาคกลางของเกาะเหนือ ด้านตะวันออกติดมหาสมุทรแปซิฟิก และด้านตะวันตกติดกับเทือกเขาแอลป์ตอนใต้

สำหรับบ้านฮอบบิท หรือ บ้านสวนน้อย การจะสร้างให้เหมือนเป๊ะดั่งต้นฉบับคงเป็นไปได้ยาก คุณเอก บอกว่า พยายามสร้างให้เกิดความรู้สึกและอารมณ์มากกว่า โดยเน้นความอบอุ่น น่าอยู่ มีเอกลักษณ์ โดยการออกแบบได้ร่วมกับช่างไม้ละแวกบ้าน คิดไปทำไป ทำตามกำลังและความสามารถของช่าง ทั้งหมดใช้วัสดุ และไม้ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ไม้ลัง

บ้านสวนน้อย รีสอร์ท ตั้งอยู่บนเนิน เป็นบ้านประตูกลม ปลูกหญ้าบนหลังคา อยู่ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากกรุงเทพฯ 200 กิโลเมตร จากถนนมิตรภาพ เข้าซอย ตรงปั๊มบางจาก ถัดจากด่านชั่งสีคิ้ว 200 เมตร เป็นบ้านพักตากอากาศขนาดเล็ก ปัจจุบันมี 11 ห้อง บริการแบบครอบครัว สไตล์โฮมสเตย์

สำหรับเงินลงทุน เฉพาะค่าก่อสร้างห้องพักและอาคารต่างๆ เจ้าของ บอกว่า ประมาณ 6 ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดิน เงินลงทุนมาจากรายได้ธุรกิจส่วนตัว ปัจจุบันเป็น Software House ขายโปรแกรมบัญชี

บ้านหลัง (ไม่) เล็ก

พักได้ทุกไซซ์

ในด้านของเนื้อที่รีสอร์ตทั้งหมดมี 25 ไร่ แต่ที่เปิดให้บริการแล้วประมาณ 3 ไร่ มีห้องพัก 11 ห้อง, ห้องสัมมนา รองรับได้ 40 คน, อาคารอเนกประสงค์, ศาลารับประทานอาหารเช้า, พื้นที่จัดเลี้ยง Party (สนามหญ้า)

จากความตั้งใจใช้เป็นบ้านพักตากอากาศ กลายมาเป็นรีสอร์ตนั่นก็เพราะน้องชายของคุณเอกได้ลองทำเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า Facebook.com/BaanHobbit (บ้านฮอบบิท) วัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความสุข ความอบอุ่นแก่ผู้ที่ชื่นชอบที่พักสไตล์เดียวกัน แต่พอเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น มีคนขอเข้ามาเที่ยว มาพักลักษณะโฮมสเตย์ จากตรงนี้เลยกลายเป็นธุรกิจขึ้นมา

“แรกๆ น้องชายทำเฟซบุ๊กเพียงเพื่อให้คนเข้ามาดู มาถ่ายรูป เพราะทางบ้านสวนน้อยไม่มีการบริการที่เหมือนรีสอร์ตทั่วไป แต่สักพักเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาขอพัก อีกทั้งคนรอบข้างเห็นว่าบ้านสวย น่าทำเป็นรีสอร์ตได้ จึงได้ทดลองรับคนมาพัก โดยตั้งราคาไม่สูง 1,000-1,800 บาท เมื่อกระแสตอบรับดี ตั้งใจว่าจะขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ”

รายละเอียดห้องพักคร่าวๆ เจ้าของไอเดีย ให้ข้อมูลว่า มี “บ้านถ้ำขาว” จะเป็นบ้านหลังเดี่ยว ติดกับเนินเขาเล็กๆ ภายในบ้านออกแบบให้คล้ายกับถ้ำ ลักษณะเหมือนบ้านดิน แต่เป็นสีขาวทั้งหมด ให้ความรู้สึกอบอุ่น บรรยากาศโรแมนติก

บ้านประตูสีฟ้า เป็นบ้านพักแฝด 3 หรือเรียกว่า บ้านฮอบบิทบนเนิน จะประกอบด้วย ห้องพัก 3 ห้องติดกัน แต่ละห้องจะมีประตูเชื่อมสามารถเปิด-ปิดเชื่อมถึงกันได้ บ้านพักแต่ละหลังแตกต่างกันที่ขนาด และสีประตู เรียงลำดับความกว้าง

ส่วนบ้านประตูสีอื่นๆ อาทิ สีน้ำตาล สีเทา สีฟ้าอ่อน สีน้ำเงิน สีชมพูอ่อน และโรงเตี๊ยมห้องกลาง ต่างกันที่ขนาด แต่ทุกหลังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบสำหรับการพักอาศัย มีช่องหน้าต่างที่ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดคับแคบ อยู่แสนสบาย พื้นกระเบื้องปูพรม เก้าอี้ โต๊ะหนังสือ ตู้ไม้แขวนเสื้อผ้า ที่สวยคลาสสิก ประดับด้วยผ้าลายดอกไม้ได้อารมณ์ชนบทที่สวยงาม

ไม่ไกลอยู่โคราช

สัมผัสบรรยากาศฮอลลีวูด

สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันของบ้านทุกหลังคือ การออกแบบ คุณเอกตั้งใจให้ผู้ที่มาพักใกล้ชิดธรรมชาติ ตัวห้องพักกว้างขวางสะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ น้ำอุ่นมี แอร์เย็นสบาย เฟอร์นิเจอร์ทำขึ้นมาเอง เน้นออกแบบในสไตล์เฟอร์นิเจอร์ไม้

นอกจากสร้างที่พักได้เสมือนจริง บ้านสวนน้อยยังสร้างบ่อน้ำ และสะพานหิน จำลองจากฉากในภาพยนตร์ได้อย่างสมจริง แค่ย่อขนาดลงมาเท่านั้นเอง

“ผมใส่ใจทุกรายละเอียด คุมการก่อสร้างเองทุกจุด ออกแบบสร้างเฟอร์นิเจอร์เอง หาของตกแต่งเอง รูปแบบและสีสันมีเอกลักษณ์เฉพาะ ดูน่ารัก อบอุ่น น่าอยู่”

ที่ผ่านมา บ้านสวนน้อยได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่มาพักทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น พ่อแม่ ปู่ย่า อากง อาม่า คนพิเศษ (คนพิการ) ได้มีความสุขกันจริงๆ รวมสัตว์เลี้ยงก็พามาพักอย่างมีความสุขกันได้ ตั้งแต่ น้องหมา น้องแมว เม่น กระต่าย

สำหรับกลุ่มลูกค้า เจ้าของรีสอร์ต บอกว่า มีคนไทย 95 เปอร์เซ็นต์ ต่างชาติ 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากมาในช่วงฤดูท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ความตั้งใจทางธุรกิจอยากเติบโตไปอย่างช้าๆ ไม่รีบ เพราะมีธุรกิจหลักอยู่แล้ว จึงยังไม่ทำการตลาดมากนัก อาศัยเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ เป็นตัวสื่อสาร

ด้านการแข่งขันในธุรกิจที่พัก ปัจจุบัน หากเป็นพื้นที่เดียวกัน ที่พักสไตล์เดียวกัน บ้านสวนน้อยยังไม่มีคู่แข่ง กลุ่มคนที่มา เป็นผู้มาพักผ่อน สังสรรค์ ชมบรรยากาศและมีความสุขกับการชมบ้านสวยๆ ในบรรยากาศอบอุ่น

“บ้านสวนน้อยไม่เน้นธุรกิจ พอเพียงกับชีวิต แค่ต้องการแบ่งปันบ้านให้คนที่ชื่นชอบแบบเดียวกันได้ชื่นชม จะเห็นได้ว่าราคาที่พักถูกมากเมื่อเทียบกับที่อื่น เหตุผลก็เพราะกำไรของเราคือ ความสุขที่รับจากผู้มาเยือน”

สถานที่ตั้ง บ้านสวนน้อย รีสอร์ท เลขที่ 292 หมู่ 15 ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (081) 291-5160 เว็บไซต์ http://www.baansuannoi.com และ http://www.facebook.com/Baansuannoiresort

“เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท” บ้านหุ่นยนต์ รังนก แคปซูล จุดขายในความต่าง

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

รายงานพิเศษ

มีนา

“เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท” บ้านหุ่นยนต์ รังนก แคปซูล จุดขายในความต่าง

“บ้านหุ่นยนต์นี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นที่พักอย่างเดียว แต่เหมือนเป็นสีสันเรียกความสนใจ เพราะใครก็ตามที่เดินทางมา แม้ไม่ได้พักก็จะต้องมาถ่ายรูปคู่ กลายเป็นมุมถ่ายภาพที่ได้รับความสนใจมาก”

อ้อมกอดแห่งขุนเขาโอบล้อมความเขียวขจีของผืนหญ้า ต้นไม้น้อยใหญ่ และบ้านพักรูปทรงแตกต่าง คือแม่เหล็กดึงดูดให้ใครหลายๆ คนเดินทางเข้าพัก ณ สถานที่แห่งนี้

บ้านพักในรูปแบบแคปซูล บ้านบ๊อกซ์ ลักษณะกล่องสี่เหลี่ยม บ้านสีเจ็บจี๊ดที่ให้ชื่อว่า บ้านขนมชั้น เลยไปถึง บ้านแคนดี้หลังใหญ่ หรือถ้าอยากใกล้ชิดธรรมชาติต้องบ้านศิลาทราย และที่ตั้งตระหง่านทำหน้าที่ต้อนรับอยู่ด้านหน้า ไม่ต้องบอกชื่อก็รู้ว่า บ้านหุ่นยนต์

บ้านแคปซูล หุ่นยนต์

แปลก แตกต่าง ตื่นตา

เจ้าของไอเดียการออกแบบคือ คุณจำลอง คำสุข ซึ่งเป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้ “เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท” ตั้งอยู่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

คุณจำลอง เล่าว่า ความฝันในการทำรีสอร์ตนั้นมีมานานแล้ว แต่เพราะที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสลงมืออย่างจริงจัง ด้วยเพราะขณะนั้นต้องดูแลธุรกิจโรงสี

จวบจนวันหนึ่งมีผู้มาเสนอขายที่ดินในอำเภอสวนผึ้ง จึงเห็นว่าเป็นพื้นที่เหมาะจะทำรีสอร์ต จึงเริ่มต้นวางแผน ออกแบบ และก่อสร้างตามความชอบของตนเอง

ความแปลกแตกต่าง คือสิ่งที่คุณจำลองคิดวางแผนในการก่อสร้างมาตั้งแต่ต้น โดยออกแบบบ้านให้อยู่ในลักษณะแคปซูลทรงกลมรี ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นส่วนตัว และบ้านบ๊อกซ์ รูปทรงสี่เหลี่ยม หลังคาออกแบบเป็นดาดฟ้าสำหรับผู้ชื่นชอบความโรแมนติก ได้อาบลมห่มฟ้าดูดาวยามค่ำคืน

“รีสอร์ตทั่วไปจะออกแบบโทนสีขาว แต่เราเลือกสร้างด้วยปูนเปลือย โดยรูปทรงของบ้านแตกต่าง”

ก่อสร้างเบื้องต้น 15 หลัง พร้อมเปิดให้บริการในราวปี 2553 ซึ่งเพียงเปิดตัวก็ได้รับความสนใจ มีผู้เดินทางเข้ามาพักเต็มตลอดช่วงวันหยุด จึงทำให้ต้องขยับขยายบ้านพักเพิ่ม แต่ยังคงความแปลกแตกต่าง ซึ่งคุณจำลอง ว่า คือจุดขายของ เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท

ปัจจุบัน บ้านพักให้บริการมีทั้งหมด 32 ห้อง บนพื้นที่ 40 ไร่ โดยมีบ้านพักในรูปแบบต่างๆ ไว้รองรับทุกกลุ่มช่วงวัย แต่บ้านพักที่สามารถสร้างความตื่นตาให้กับผู้มาเยือน ตั้งแต่ประตูทางเข้ารีสอร์ตก็คือ บ้านหุ่นยนต์ ที่ก่อสร้างโดยใช้ไม้เก่าเนื้อแข็งทั้งหลัง โดยการออกแบบนี้ก็เป็นไอเดียของคุณจำลองเช่นเดิม

“สามีซื้อไม้เก่ามาจำนวนหนึ่ง เราก็คิดว่าจะนำมาสร้างอะไรดี ที่ต้องโดดเด่นแตกต่าง ก็คิดไปถึงหุ่นยนต์ เพราะเป็นลักษณะสี่เหลี่ยม ซึ่งกับวัสดุไม้ทำได้ง่ายด้วย จึงเริ่มออกแบบ โดยใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก แต่ด้วยอายุการใช้งานของไม้ตากแดดตากฝนก็มีผุพังไปตามเวลา เราจึงต้องเสริมเมทัลชีต เพื่อยืดอายุการใช้งาน และความคงทน”

จุดขายเรียกลูกค้า

ฮือฮาผ่านโซเชียล

ภายในบ้านหุ่นยนต์ออกแบบให้เหมือนกับได้เข้าไปอยู่ในร่างกายของหุ่นยนต์จริงๆ ทั้งการตกแต่งที่เน้นวัสดุก่อสร้าง อย่างสายไฟ น็อต ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแรง โดยแบ่งเป็น 2 ห้องนอน คือชั้นล่าง 1 ห้อง อยู่บริเวณลำตัวของหุ่นยนต์ และชั้นบน 1 ห้อง อยู่บริเวณส่วนหัวของหุ่นยนต์

“สิ่งอำนวยความสะดวกภายในจะครบครัน เหมาะกับกลุ่มครอบครัวที่มาพัก ยิ่งมีเด็กๆ มาด้วยจะตื่นเต้น สนุกสนาน ซึ่งบ้านหุ่นยนต์นี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นที่พักอย่างเดียว แต่เหมือนเป็นสีสันเรียกความสนใจ เพราะใครก็ตามที่เดินทางมา แม้ไม่ได้พักก็จะต้องมาถ่ายรูปคู่ กลายเป็นมุมถ่ายภาพที่ได้รับความสนใจมาก”

หลังสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในราวปี 2554 บ้านหุ่นยนต์กลายเป็นที่พักที่ได้รับความนิยม และถือเป็นจุดดึงดูด ทั้งยังได้รับการโจษขานบนโลกโซเชียล ซึ่งเป็นช่องทางกระจายการรับรู้ได้อย่างดี จนตอนนี้คุณจำลอง ว่า แม้เศรษฐกิจจะซบเซากว่าปีที่ผ่านมา แต่ทว่า เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท ก็ได้โอกาสตอบรับลูกค้าอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด นั่นเป็นเพราะจุดขายที่เน้นความแตกต่างของสถานที่พัก

นอกจากบ้านหุ่นยนต์แล้ว บ้านรังนก ที่มีขนาดหลังใหญ่ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ก็เป็นอีกรูปแบบที่พักอาศัยได้รับความนิยม โดยการออกแบบใช้เถาวัลย์พันล้อมทั้งหลัง ได้บรรยากาศเหมือนนอนอยู่ในรังนก ทั้งการออกแบบเตียง ให้ความรู้สึกคล้อยตาม แต่ภายในยังคงความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มเติมด้วยอ่างจากุซซี่ แช่ตัวนอนทอดกายในน้ำอุ่นๆ

กิจกรรมหลากหลาย

สัมมนามีไว้รองรับ

นอกจากจุดดึงดูดจะอยู่ที่บ้านพักทรงแปลกตา กับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันแล้ว การสร้างอาณาบริเวณไว้รองรับให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว ก็เป็นจุดขายในรีสอร์ตแห่งนี้ โดยคุณจำลอง ว่า บ้านพักแต่ละหลังจะออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวาง สวยงามเป็นธรรมชาติ

ด้วยเพราะกลุ่มเข้าพักจำนวนมากอยู่ในรูปแบบหมู่คณะ ทั้งที่มาประชุมสัมมนา ซึ่งคุณจำลอง ว่า ใช้ช่องทางเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ผ่านเอเย่นต์ เว็บไซต์ และการบอกต่อ

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มครอบครัวที่มักเดินทางมาพักผ่อน กิจกรรมจึงเป็นอีกทางเลือกที่มีไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำในสระกว้างท่ามกลางธรรมชาติ ปั่นจักรยานน้ำ ปั่นเรือหงส์ นั่งรถม้า ให้อาหารแกะ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบปรุงอาหาร ที่นี่จัดเตรียมกิจกรรมการทำช็อกโกแลตให้ได้อวดฝีมือ แล้วนำกลับไปรับประทานต่อที่บ้าน หรือนำไปเป็นของขวัญของฝาก แต่ทั้งนี้ ในส่วนของกิจกรรมบางรายการ อย่างการทำช็อกโกแลต จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 300 บาท

“ห้องประชุม สัมมนา จะมีไว้บริการตั้งแต่ 50 ท่าน และ 300 ท่าน แต่ว่าห้องพักรองรับได้ 150 ท่าน ไม่เพียงเท่านั้น เรายังมีห้องอาหาร (ครัวระเบียงไทร) และร้านกาแฟ (คอฟฟี่เนส) ไว้บริการด้วย นี่คือความครบครันที่จัดไว้บริการ และตอนนี้เราได้วางแผนกับการขยายพื้นที่ คิดว่าจะเพิ่มอีก 15 ห้อง ตามจำนวนลูกค้าที่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น ส่วนราคาที่พักก็เริ่มต้นที่ 1,500 บาท ไปจนถึง 12,000 บาท”

แน่นอนว่า สถานที่ท่องเที่ยวใดได้รับความนิยม โอกาสเกิดคู่แข่งก็ถือว่าสูง แต่ด้วยมุมมองที่แตกต่างทำให้ เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท กลายเป็นสถานที่ที่อยู่ในดวงใจของใครหลายคน

สำหรับผู้สนใจต้องการเดินทางเข้าไปสัมผัสความแปลกแตกต่าง ในบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไอหมอกบนเนินหญ้าเขียวขจี เดอะ บันยันลีฟ รีสอร์ท ตั้งอยู่ เลขที่ 504 หมู่ 8 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (080) 078-3292

Analog Hostel “ดีไซน์” ดึงดูด…ให้มาเยือน

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

รายงานพิเศษ

ไมตรี ลิมปิชาติ

Analog Hostel “ดีไซน์” ดึงดูด…ให้มาเยือน

“…อยากให้คนเข้ามาพัก ร้อง…ว้าว! เมื่อเห็นว่ายังเปิดเพลงจากแผ่นเสียงอยู่ หรือเรามีเครื่องเล่นเทป วิทยุจูนคลื่น ที่ใช้งานได้จริง เราชื่นชอบดีไซน์ของของในยุคนั้น แต่ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยียุคปัจจุบัน เพราะยังต้องมี WiFi ต้องจองห้องผ่านอินเตอร์เน็ต เราแค่อยากให้คนเข้ามาแล้วได้คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ บ้าง”

เป็นน้องใหม่ในย่านสุขุมวิท สำหรับ Analog Hostel (อะนาล็อก โฮสเทล) เพราะเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้เพียงเดือนเศษ

แต่แว่วว่าลูกค้าทยอยข้ามน้ำข้ามทะเลมาลองใช้บริการกันเป็นระยะ ทั้งจากยุโรป-ฮ่องกง-ไต้หวัน

ล่าสุด มีนักท่องเที่ยวสัญชาติเยอรมัน จองผ่านเว็บไซต์แทรเวลเอเยนซี่ แจ้งความประสงค์ขอเข้าพักนาน 8 วัน ทั้งที่ยังไม่มีคอมเมนต์จากลูกค้าเก่าให้รีวิวกันก่อน

เมื่อเจ้าของกิจการถามไถ่ จึงได้ความจากแขกคนดังกล่าวว่า ชอบใจในการตกแต่งด้วยข้าวของ-เครื่องใช้ ในยุคอะนาล็อกได้อย่างมีรสนิยม ทำให้อยากมาสัมผัสแบบใกล้ชิด…ดูสักครั้ง

คุณใหญ่-มานิตา อักษรกุล สถาปนิกผู้ออกแบบและเจ้าของกิจการ Analog Hostel แม้จะมีงานล้นมือ แต่กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

แนะนำตัวให้รู้จัก ปัจจุบัน อายุ 35 ปี พื้นเพเป็นคนอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

และด้วยความอยากท่องเที่ยว เมื่อเรียนจบแล้ว จึงไปสมัครทำงานเป็นแอร์โฮสเตส

ใช้ชีวิต “นางฟ้า” อยู่ 7 ปี เริ่มไม่สนุกและรู้สึกคิดถึงวิชาที่ร่ำเรียนมา จึงลาออกมาสมัครงานตำแหน่งสถาปนิกประจำบริษัทของรุ่นพี่

ทำอยู่ 3 ปีเศษ จึงออกมาตั้งบริษัทสถาปนิกของตนเอง พร้อมกับลงทุนทำกิจการของตัวเองในนาม Analog Hostel

“กลุ่มเพื่อนสถาปนิกไปทำโฮสเทลกันหลายคน เพราะลงทุนไม่สูงนัก ทั้งยังควบคุมได้ด้วยตัวเอง และความสนุกของโฮสเทลคือ ทุกคนที่มาพักจะเหมือนคนในครอบครัว เจ้าของเป็นเจ้าบ้านที่แบ่งบ้านให้คนอื่นมาพักด้วย บรรยากาศไม่เหมือนโรงแรมทั่วไป” คุณใหญ่ บอกถึงจุดเริ่ม

ก่อนเล่าต่อ สำหรับทำเลที่เพื่อนสถาปนิกหลายคนไปลงทุนทำโฮสเทลกันนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพญาไท เพราะใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงก์

ขณะที่ตัวเธอ มาลงทุนทำในโซนสุขุมวิท เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก บริเวณใกล้เคียงมีโรงแรมขนาดเล็กที่เปิดมานานแล้วหลายปี ฉะนั้น ถ้ามีธุรกิจแบบเดียวกันมาเปิดใหม่อีกเจ้าก็น่าจะอยู่ได้

“สถานที่มาเช่าทำโฮสเทลนี้ แต่เดิมเป็นทาวน์เฮ้าส์ขนาดใหญ่สูง 4 ชั้น ตอนแรกกะจะทำคาเฟ่ แต่พอคำนวณเรื่องการลงทุน คืนทุน และคู่แข่งแล้ว ไม่น่าจะคุ้ม เลยทำโฮสเทลดีกว่า เพราะใช้ประโยชน์ได้ทุกชั้นในการสร้างรายได้” คุณใหญ่ ว่าให้ฟังอย่างนั้น

ใช้เวลากว่า 8 เดือนในการรีโนเวตบ้านเก่าที่ถูกปิดไว้นาน 7 ปี ให้กลายเป็นโฮสเทล อารมณ์ “ดิบ-ดิบ” สไตล์ Industrial (อินดัสเทรียล)

จากนั้นจึงนำข้าวของ-เครื่องใช้ ในยุคอะนาล็อก อย่าง พิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง วิทยุ โทรศัพท์บ้าน โทรทัศน์ ฯลฯ

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของสะสมของคุณใหญ่เอง มาจัดวางไว้ตามมุมต่างๆ อย่างสวยงาม เพื่อเป็น “อาหารตา-อาหารใจ” ให้แก่ผู้มาเยือน

“วางแนวคิดไว้ตั้งแต่แรก ว่าจะเป็นอะนาล็อก โฮสเทล อยากให้คนเข้ามาพัก ร้อง…ว้าว! เมื่อเห็นว่ายังเปิดเพลงจากแผ่นเสียงอยู่ หรือเรามีเครื่องเล่นเทป วิทยุจูนคลื่น ที่ใช้งานได้จริง

เราชื่นชอบดีไซน์ของของในยุคนั้น แต่ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยียุคปัจจุบัน เพราะยังต้องมี WiFi ต้องจองห้องผ่านอินเตอร์เน็ต เราแค่อยากให้คนเข้ามาแล้วได้คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ บ้าง” คุณใหญ่ อธิบายยิ้มๆ

อะนาล็อก โฮสเทล แบ่งขายเป็นเตียง ล่าสุดมีทั้งหมด 44 เตียง 7 ห้อง แต่ละห้องมีจำนวนเตียงไม่เท่ากัน เป็นห้องละ 4-6-8 เตียง ห้องน้ำรวม ส่วนห้อง 4 เตียงมีห้องน้ำในตัว

สำหรับราคาเข้าพัก ห้อง 6 กับ 8 เตียง ขายเตียงละ 450 บาท ส่วนห้อง 4 เตียง ขายเตียงละ 550 บาท ไม่บริการอาหารเช้า แต่มีพื้นที่ส่วนกลางให้สำหรับนั่งพักผ่อนหรือรับประทานอาหาร

ก่อนจาก คุณใหญ่ กระซิบบอก โฮสเทลแห่งนี้ ลงทุนซ่อมแซม-ตกแต่ง จนเกินงบฯ ที่ตั้งไว้เกือบ 2 เท่า เรื่องของการคืนทุนจึงกะเวลาไว้ 6 ปี กรณีมีแขกเข้าพัก 60 เปอร์เซ็นต์ ปีละ 200 วัน

“หากต้องการผลตอบแทนที่คุ้มค่า ต้องกำหนดให้ชัดเจน ว่าจะทำกี่ห้อง ขายกี่ห้อง ต่อมาจึงเป็นเรื่องของการออกแบบ ให้เข้ากับพื้นที่ หาจุดขายโดนๆ ซึ่งคงพูดยาก คำว่าโดนๆ นั้น มันเป็นยังไง โดนใคร ลูกค้าเป็นกลุ่มไหน ต้องจับให้ถูก แต่ถ้าแปลกมาก คงอยู่ไม่นาน แป๊บเดียวมา แป๊บเดียวไป” เจ้าของกิจการ Analog Hostel ฝากไว้อย่างนั้น

……………

Analog Hostel ตั้งอยู่เลขที่ 3/17-18 ซอยสวัสดี 1 สุขุมวิท 31 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

สนใจสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ (099) 414-6364 http://www.facebook.com/Analog Hostel http://www.analoghostel.com

“SLEEP BOX” โรงแรมเก๋ สไตล์เท่…ใจกลางเมืองเชียงใหม่

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี เรื่อง/ภาพ

“SLEEP BOX” โรงแรมเก๋ สไตล์เท่…ใจกลางเมืองเชียงใหม่

แม้ช่วงนี้หลายคนจะบ่นเรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แต่เชื่อมั้ยว่า แม้จะเป็นช่วงหน้าฝน ที่เดิมถูกเรียกว่า Low Season แต่เพราะความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าที่ถูกน้ำ ทำให้ฤดูกาลนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Green Season และเชียงใหม่ก็ยังคงคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว

รอบเมืองใหญ่มีการเปิดตัวของโรงแรม คอนโดมิเนียม และที่พักใหม่ๆ มากมาย แต่จุดขายที่หลากหลายมักอิงแนวคิดและบรรยากาศแบบล้านนา เพราะคิดว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติน่าจะชื่นชอบ แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีโรงแรมเล็กแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่…คำนึงถึงข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและการควานหาที่พักราคาไม่แพงแต่มีบรรยากาศที่แปลกใหม่ของนักท่องเที่ยวชาวไทย

ใช่เลย “SLEEP BOX” คือโรงแรมที่กำลังได้รับการกล่าวถึง เพราะตอบโจทย์ที่กล่าวมาข้างต้นได้ถูกหมดทุกข้อ

เกรียงไกร วังวงศ์ ดีไซน์ไดเร็กเตอร์ จาก PROTILES DESIGN & FINISHING CO.,LTD. เจ้าของ-หุ้นส่วน “SLEEP BOX” บอกเล่าความเป็นมาของโรงแรมจิ๋วแต่แจ๋ว…นี้ว่า ได้เดินทางไปต่างประเทศ และมีโอกาสเห็นโรงแรมขนาดเล็กรูปแบบต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียว่า โรงแรมขนาดเล็ก มีความรวดเร็วในการก่อสร้าง มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน และมีดีไซน์แปลกใหม่ จะมีกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจกับห้องพักแบบนี้แน่นอน

“ผมว่าความต้องการในส่วนนี้ยังเป็นช่องว่างทางการตลาด ที่กำลังรอผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ นี่จึงเป็นที่มาของ SLEEP BOX เชียงใหม่ โดยมีจุดขายที่ ตู้คอนเทนเนอร์ สีสันสดใส วางเรียงรายรอต้อนรับผู้เข้าพักทุกคน”

ซึ่งในวันที่เราไปเก็บภาพบรรยากาศ พบว่า แขกพิเศษที่มาใช้บริการของโรงแรม SLEEP BOX คือ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย หรือ วัฒนา ภู่โอบอ้อม นักสนุกเกอร์มือฉกาจของฟ้าเมืองไทย ที่เดินทางมาร่วมแข่งขันกีฬาในย่านที่พัก ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนรัตนโกสินทร์ กลางเมืองเชียงใหม่ ใกล้กับกาด (ตลาด) เมืองใหม่ ตลาดค้าสดพืชผลทางการเกษตรทุกชนิด และอยู่ชิดติดกันกับสนามฟุตบอลในร่มทีมเชียงใหม่ยูไนเต็ด สร้างบรรยากาศชวนให้คึกคักจากเสียงเชียร์บอลคู่เก่ง

SLEEP BOX เก๋ และมีสไตล์ ที่น่าสนใจ เพราะตั้งอยู่บนที่ดินเพียง 200 ตารางวา ดังนั้น การจัดวางตัวอาคารจึงต้องเรียกว่า…ฝีมือ จริงๆ โดยเกรียงไกรวางตัวอาคารไว้ด้านขอบในสุด เพื่อให้อยู่ห่างจากถนน หวังลดเสียงอึกทึกจากยวดยานพาหนะที่จะเล็ดลอดเข้ามาให้ได้มากที่สุด ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่เป็นหัวใจหลักของโครงการ จำนวน 14 ตู้ ซึ่งถูกลำเลียงมาจากชลบุรี มีอยู่ 2 ขนาด ขนาดแรกคือ กว้าง 2.50 เมตร ยาว 6.00 เมตร สูง 2.50 เมตร มีอยู่จำนวน 8 ตู้ ส่วนอีกขนาดคือ กว้าง 2.50 เมตร ยาว 12.00 เมตร สูง 2.70 เมตร มีจำนวน 6 ตู้ ถูกวางซ้อนกันเป็น 2 ชั้น

มีการเว้นที่ว่างระหว่างตู้เอาไว้เป็นทางเดิน ตู้คอนเทนเนอร์ถูกนำมาวางจับกลุ่มชิดกันจำนวน 4 ตู้รวมบนล่าง โดยตู้ที่มีความยาว 12 เมตรนั้น ถูกวางไว้ด้านบนและยื่นตัวออกไปในอากาศ ซึ่งตรงนี้ที่เรียกว่า…เก๋ และเท่มาก ในขณะที่ด้านบนยังมีการทำหลังคาเมทัลชีตคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อกันความร้อนและฝน เมื่อแบ่งพื้นที่ภายในและกั้นห้องภายในตู้คอนเทนเนอร์แล้ว จึงได้ห้องพักจำนวน 21 ห้อง

ภายในเน้นความสะอาดและสว่าง ด้วยการทาสีขาวสลับสีแดง ลดความหนาหนักของตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ดูอ่อนโยน น่าพักผ่อนและนอนเพลิน แม้ขนาดห้องจะเล็ก ด้วยมีเตียง 1 เตียง โต๊ะทำงาน โทรศัพท์ โทรทัศน์แบบจอแบน ตู้เย็น และส่วนแขวนและวางกระเป๋าเสื้อผ้า ห้องน้ำขนาดกะทัดรัด ที่มีม่านหรือฉากกั้นก็ดูเข้าที ชนิดคาดไม่ถึงว่าจะเป็นที่พักได้

ซึ่งนี่ก็คือ จุดเด่นและการให้บริการของโรงแรม SLEEP BOX ภายใต้บรรยากาศแปลกใหม่ มีดีไซน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และยังใช้วัสดุรีไซเคิล ด้วยการนำขวดเก่ามาทำโคมไฟประดับตามโถงทางเดิน และห้องพักผ่อนกลางที่มีบันไดเชื่อมขึ้นมาจากชั้นล่าง ผ่านสวนแนวตั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียว แกลลอรี่แสดงผลงานศิลปะของศิลปินซึ่งอยู่เหนือส่วนต้อนรับและรับรองแขกที่มีการนำไม้เก่า เศษไม้ และไม้ไผ่มาตกแต่งสร้างจุดดึงดูดใจ

ที่สำคัญคือ ราคาไม่แพง เพราะเริ่มต้นที่ 700 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท ตามแบบของห้อง ซึ่งมีอยู่ 5 แบบคือ Saving Box 700 บาท เป็นห้องพักน่ารักมาก เพราะมีเตียง 2 ชั้น มีบันไดปีนขึ้นไปนอน ออกแนวสนุกสนานแบบเด็กหรือเพื่อนฝูง Smooth Box 1,100 บาท น่ารักพักได้ 2 คน เตียงใหญ่อยู่ชั้นล่างของอาคาร Small Box 1,200 บาท เป็นห้องด้านหลังที่ไม่มีระเบียง ส่วน Smart Box 1,300 บาท จะมีระเบียงให้นั่งห้อยขาชมบรรยากาศด้านหน้าของโรงแรม และ Super Box 1,500 บาท หรูหราและกว้างขึ้นมาอีกหน่อย เพราะมีโซฟาส่วนตัว

และเพราะความแปลกใหม่ มีสไตล์เฉพาะตัว นักท่องเที่ยวที่เข้าใช้บริการ จึงมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ อายุระหว่าง 20-40 ปี ที่รักการท่องเที่ยว และชอบการออกแบบดีไซน์ที่แปลกใหม่ทันสมัย

โดยมีรางวัล For Excellence in the Architecture หรือ สุดยอดงานสถาปัตยกรรม จาก Chiang Mai Design Awards 2014 ของ Creative Chiang Mai มาการันตีความเท่ของโรงแรม SLEEP BOX

“ผมเชื่อว่า ยังมีช่องว่างทางการตลาดอีกมาก และสามารถขยายตัวได้อีก เนื่องจากผมทำเป็นเจ้าแรกๆ และมีความรู้และความชำนาญจากการทดลองทำมาแล้วกว่า 2 ปี จึงมีโครงการและแผนที่จะขยายสาขาไปยังย่านสุขุมวิท ใจกลางกรุงเทพมหานครภายใน 1 ปีข้างหน้า”

ติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ sleepbox@hotmail.com หรือที่อยู่ เลขที่ 133/20/2 ถนนรัตนโกสินทร์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300 โทรศัพท์ (053) 234-747 และ (088) 268-4280 หรือ http://www.sleepboxthailand.com

“ถ้ำผาทาร์ซาน” บ้านของคนรักป่า

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

รายงานพิเศษ

“ถ้ำผาทาร์ซาน” บ้านของคนรักป่า

“ผมต้องการจำลองบ้านพักให้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าป่า ผมจึงเริ่มนึกไปถึงบ้านถ้ำ เหมือนที่มนุษย์หินฟลิ้นท์สโตนอยู่ แล้วก็นึกไปถึงบ้านพักในแบบของทาร์ซานที่ต้องอยู่สูงๆ เป็นผา โดยให้ทั้ง 2 ส่วนเชื่อมถึงกัน และเรียกโซนนี้ว่า ถ้ำผาทาร์ซาน”

เริ่มต้นจากชายคนนี้ คุณทินกร ว่องวชิราพาณิชย์ ผู้หลงใหลการเดินทางท่องเที่ยวป่า ซึ่งนอกจากจะได้เห็นพืชพันธุ์เขียวขจี ก็ยังได้เห็นซากไม้ ตอไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตาย หรือตายด้วยเหตุปัจจัยอื่น ชาวบ้านต่างนำตอไม้ ซากไม้เหล่านี้ไปทำประโยชน์ได้แค่เผาถ่าน คุณทินกรจึงฉุกคิดกับการนำมาสร้างบ้านพักอาศัย และจากบ้านพักเพียง 2 ห้องที่หวังไว้อยู่เอง ก็จุดประกายให้เกิดเป็นอาณาจักรรีสอร์ต ในชื่อ “ถ้ำผาทาร์ซาน ริเวอร์แควรีสอร์ท”

สร้างบ้านจากไม้

ผา + ถ้ำ ธรรมชาติ

ความโดดเด่นของรีสอร์ตแห่งนี้คือ บ้านพักในโซน “ถ้ำผาทาร์ซาน” ถูกเนรมิตขึ้นจากตอไม้ รากไม้ ปีกไม้ ส่วนประกอบของไม้ที่แทบจะไม่มีใครเห็นคุณค่า ถูกนำมาติดตั้งประกอบ โดยให้อยู่ในคอนเซ็ปต์ของถ้ำในยุคมนุษย์หิน ฟลิ้นท์สโตน และบ้านพักทาร์ซาน

“ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวป่า จนกระทั่งไปเห็นชาวบ้านเขานำตอไม้ เศษไม้เนื้อแข็ง อย่าง ประดู่ มะค่าโมง ไม้แดง มาเผาถ่าน ผมจึงคิดนำมาสร้างบ้านพักของตนเองบนผืนดินมรดกคุณพ่อซึ่งมีอยู่ 1 ไร่ ตอนนั้นชาวบ้านให้ไม้มาทำที่พัก 2 ห้อง ปรากฏว่าเราไม่ได้อยู่ตลอด แต่ต้องจ้างคนดูแล ต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ จึงคิดว่า ถ้าอย่างนั้นทำเป็นรีสอร์ตให้เช่าไปเลย โดยค่อยๆ ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้น”

จนบัดนี้ พื้นที่รวมแล้ว 15 ไร่ แบ่งเป็นส่วนที่พักอาศัย ห้องสัมมนา ร้านอาหาร โซนกิจกรรม และที่ต้องให้ความสำคัญคือ ธรรมชาติโอบล้อมได้บรรยากาศของป่า เพื่อผู้รักธรรมชาติอย่างแท้จริง

คุณทินกร เล่าถึงแนวคิดในการสร้างบ้านพักว่า “ผมต้องการจำลองบ้านพักให้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าป่า ผมจึงเริ่มนึกไปถึงบ้านถ้ำ เหมือนที่มนุษย์หินฟลิ้นท์สโตนอยู่ แล้วก็นึกไปถึงบ้านพักในแบบของทาร์ซานที่ต้องอยู่สูงๆ เป็นผา โดยให้ทั้ง 2 ส่วนเชื่อมถึงกัน และเรียกโซนนี้ว่า ถ้ำผาทาร์ซาน”

ผู้ประกอบการเจ้าของไอเดีย ยังกล่าวขยายความถึงการก่อสร้างบ้านใน 2 รูปแบบนี้ว่า “บ้านถ้ำ สามารถรองรับผู้เข้าพักได้ 10-20 คน โดยการออกแบบลักษณะรูปหัวใจ 4 ห้อง นำโพรงไม้มาเป็นเสมือนพัดลมระบายอากาศ

ขยับขึ้นไปด้านบน คือส่วนของบ้านผาทาร์ซาน ซึ่งตั้งสูงตระหง่านมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบและแม่น้ำแควน้อย ออกแบบหลังหนึ่ง 2 ชั้น 2 ห้องนอน มีบันไดซึ่งทำจากรากไม้มะค่าโมงคดเคี้ยวกลมกลืนกับธรรมชาติ

นอกจากนั้น ยังออกแบบให้มีลำธารไหลผ่าน ทำให้ได้บรรยากาศเหมือนนอนอยู่ในโพรงไม้ โดยลำธารนี้จะไหลลงสู่บ้านถ้ำ สายน้ำจึงเสมือนส่วนเชื่อมโยงบ้านทั้ง 2 รูปแบบนี้ไว้ด้วยกัน

วัสดุหลักนำมาใช้คือ ไม้เนื้อแข็ง โดยจะมีทั้งส่วนตอไม้ ปีกไม้ รากไม้ ต้นไม้ที่เกิดโพรง อย่างบ้านตอรัก เรานำตอไม้มาทำเป็นพื้น เสาทำจากรากไม้ ประตูทำจากเปลือกไม้ ซึ่งไม้ที่ได้มาก็จะรับซื้อจากชาวบ้าน โดยจะเป็นไม้ที่ตายแล้ว”

ชอบป่า ท่องไพร

ประทับใจกิจกรรม

คุณทินกร ได้กล่าวถึงกลุ่มคนรักธรรมชาติว่า มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ฉะนั้น ในบ้านพักทุกหลังจึงต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น อีกทั้งในส่วนของบริการไม่ควรบกพร่อง

ปัจจุบัน ถ้ำผาทาร์ซาน ริเวอร์แควรีสอร์ท มีห้องพักรวมทั้งหมด 27 ห้อง สามารถรองรับลูกค้าได้ราว 80 คน โดยกลุ่มลูกค้าหลักจะมาในรูปแบบประชุม สัมมนา ของบริษัท ห้าง ร้าน ต่างๆ ซึ่งระยะเวลาเข้าพักประมาณ 3 วัน 2 คืน คือเข้าพักในวันศุกร์ หรือเสาร์ ฉะนั้น การสร้างกิจกรรมไว้รองรับ จึงถือเป็นอีกหนึ่งส่วนบริการที่มองข้ามไม่ได้ อย่างเช่น จักรยานน้ำ หรือกิจกรรมแอดเวนเจอร์ อย่าง กระโดดหอทาร์ซาน ที่ทำไว้ในระยะไม่สูงมากนักเพื่อความปลอดภัย หรือถ้าสนใจพายเรือคยัคก็มีไว้บริการ ตกกลางคืนจะสนุกกับกิจกรรมรอบกองไฟก็สามารถทำได้ โดยทุกกิจกรรมจัดเตรียมไว้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

“สำหรับคนที่ต้องการล่องแพ ตกปลา ก็สามารถแจ้งมาได้ เพราะจุดขายของเราคือธรรมชาติ คนที่ชอบป่าเขาลำเนาไพร ซึ่งผมมองว่ากาญจนบุรีเหมาะจะทำที่พักเช่นนี้ แต่ทว่าการหาลูกค้าถ้ารอแค่วอล์กอินอย่างเดียวคงไม่อาจเลี้ยงธุรกิจได้ ลูกค้าหมู่คณะจึงเป็นเป้าหมายหลัก โดยเราทำตลาดผ่านเว็บไซต์ และก็ได้ลูกค้าปากต่อปาก ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยเดินทางมาสัปดาห์ละ 2 กรุ๊ป กลุ่มละ 30-80 คน ส่วนราคาบ้านพัก อย่างช่วงนี้ถือเป็นโลว์ซีซั่นราคาจะลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ หรืออยู่ที่ 800-3,000 บาท”

ด้วยจังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยว ฉะนั้น จึงมีบ้านพัก โรงแรม เกิดขึ้นมากมาย แต่ทว่าการโชว์จุดขาย และการสร้างบ้านในรูปแบบเช่นนี้ คุณทินกร ว่า แทบไม่เห็นมี

ฉะนั้น กับการเปิดธุรกิจมาจนถึงวันนี้เกือบ 10 ปีแล้ว เสน่ห์ของถ้ำผาทาร์ซาน ริเวอร์แควรีสอร์ท ก็ยังเป็นที่หลงใหลของนักท่องธรรมชาติ

สนใจติดต่อ ถ้ำผาทาร์ซาน ริเวอร์แควรีสอร์ท เลขที่ 224 หมู่ 2 ถนนกาญจนบุรี-ด่านมะขามเตี้ย ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี 71000 โทรศัพท์ (034) 532-222, (086) 372-3333 หรือ http://www.tarzanresort.com

ต่อยอดราชินีผลไม้ “มังคุดเนื้อสีแดง” ฝีมือคนไทย ส่งขายต่างประเทศ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

เสริมไอเดีย

สดุจตา

ต่อยอดราชินีผลไม้ “มังคุดเนื้อสีแดง” ฝีมือคนไทย ส่งขายต่างประเทศ

“ตอนที่เปิดเนื้อมังคุดดูนึกว่าเสียทั้งตู้แน่ๆ จึงเข้าไปปรึกษาผู้มีความรู้ ซึ่งหลังตรวจสอบพบว่า เหตุที่เนื้อมังคุดเป็นสีชมพูเพราะความเย็นผลักสารส่วนเปลือกแพร่เข้าสู่เนื้อมังคุด จึงทำให้เกิดไอเดียต่อยอด ถ้าอย่างนั้นทำให้กลายเป็นสีแดงทั้งลูกไปเลย ซึ่งหลังจากตรวจวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางสารอาหาร สามารถต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่ามังคุดเนื้อสีขาวถึง 5 เท่า”

การแปรรูปพืชผลทางการเกษตร ถือเป็นสิ่งที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะได้สินค้าแปลกใหม่ ยังเป็นการเพิ่มมูลค่า และสำคัญคือ ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกให้ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้

ดังเช่น บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ผู้ส่งออกผลไม้แช่แข็งรายใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี โดยมูลค่าการส่งออกต่อปีราว 4,000-5,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งออกผลไม้สดเท่านั้น อินฟินิท ฟรุ๊ต ยังต่อยอดความคิดกับการแปรรูปผลไม้ให้ได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยกับผลิตภัณฑ์เด่นสร้างความฮือฮา ได้แก่ “มังคุดเนื้อสีแดง” และปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาด ได้แก่ ซอสมังคุด ซอสมังคุดผสมพริก และซอสมะม่วง

จากเสีย กลายเป็นดี

มังคุดสุขภาพดีสีแดง

คุณดวงเดือน เชิงเทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด เล่าถึงแนวคิดกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ผลไม้ว่า เกิดจากความบังเอิญก็ว่าได้ เพราะในราวปี 2553-2554 ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ จนเกิดภาวะล้นตลาด ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูก บริษัทจึงเข้าไปช่วยเหลือด้วยการรับซื้อวันละนับพันตัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง หรือเรียกว่า Air Blast

จากกระบวนการแช่เยือกแข็งและระหว่างรอขนส่ง ปรากฏว่าจากมังคุดเนื้อสีขาว กลายเป็นสีชมพูแทรกเข้ามา

“ตอนที่เปิดเนื้อมังคุดดูนึกว่าเสียทั้งตู้แน่ๆ จึงเข้าไปปรึกษาผู้มีความรู้หลายท่าน และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พร้อมแรงสนับสนุนจาก สนช. หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งหลังตรวจสอบพบว่า เหตุที่เนื้อมังคุดเป็นสีชมพูเพราะความเย็นผลักสารส่วนเปลือกแพร่เข้าสู่เนื้อมังคุด จึงทำให้เกิดไอเดียต่อยอด ถ้าอย่างนั้นทำให้กลายเป็นสีแดงทั้งลูกไปเลย ซึ่งหลังจากตรวจวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางสารอาหารพบว่า มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และแซนโทน (Xanthone) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) สูงกว่ามังคุดเนื้อขาวปกติถึง 5 เท่า”

กับการคิดค้นจนเกิดเป็นนวัตกรรมนี้ ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลก โดยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านการออกแบบอาหารจาก สนช. ประจำปี 2555 ด้วย พร้อมกันนี้ยังได้จดสิทธิบัตร โดยให้ชื่อตามลักษณะเนื้อที่คล้ายทับทิมว่า “Ruby Mangosteen”

คุณดวงเดือน ยังกล่าวถึงลักษณะของมังคุดที่นำมาทำ ต้องให้ผลแก่จัด เนื้อสีม่วงจนถึงดำ จากนั้น ทำความสะอาดแล้วเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งที่อุณหภูมิลบ 40 องศาเซลเซียส โดยความเย็นจะทำให้ผนังเซลล์ด้านในเปิดออก จากนั้น เข้าสู่กระบวนการแพร่ให้สารจากเปลือกวิ่งสู่เนื้อ โดยมีน้ำเป็นส่วนช่วย ทำซ้ำเช่นนี้ 3 ครั้ง โดยใช้เวลา 3-4 วัน เนื้อมังคุดจะกลายเป็นสีแดงสดสวยทั้งลูก

สุขภาพคือจุดขาย

เกาหลีใต้ต่างนิยม

ด้วยรสชาติฝาดเฝื่อนอันเป็นผลมาจากส่วนเปลือก จุดขายจึงต้องเปลี่ยนจากบริโภคเพื่อความอร่อย เป็นสุขภาพแทน โดยชูคุณประโยชน์จากผลวิจัย ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดี เพราะตลาดที่นิยมบริโภคมังคุดอย่างเกาหลีใต้ ให้ความสนใจ จนมีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาแล้วถึง 5 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือประมาณ 100 ตัน

“เจาะตลาดเกาหลีใต้ เพราะเขาชอบทานมังคุดมาก และยิ่งให้ประโยชน์ด้านสุขภาพยิ่งยอมจ่าย ส่วนตลาดบ้านเราไม่นิยมรสชาติ จึงต่อยอดนำมาทำน้ำมังคุดเนื้อสีแดงพร้อมดื่ม และคิดต่อยอดสินค้าในรูปแบบผง พร้อมชงดื่มต่อไป”

จากมังคุดแช่แข็งที่ส่งจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 2.5-3 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อผ่านกระบวนการทำให้กลายเป็นเนื้อมังคุดสีแดง สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 2 เท่า

กับการคิดต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตผลไม้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ ที่อินฟินิท ฟรุ๊ต เข้ามาทำอย่างจริงจัง โดยมีบริษัท ฟรุตพริ้นท์ จำกัด เป็นผู้ร่วมเดินสู่ความสำเร็จ และถือเป็นผู้นำในการต่อยอดความคิด ซึ่งปัจจุบันนี้ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซอสมังคุด ซอสมังคุดผสมพริก และซอสมะม่วง ขึ้นมาเป็นทางเลือกของตลาด ที่เหมาะจะนำไปปรุงแต่งรสชาติทั้งอาหารหวานคาว โดยวางแผนกับการขายปลีกผ่านห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดชั้นนำ และขายส่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับรูปแบบของซอสที่ผลิตขึ้นมาก็อยู่ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบรับทั้งครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหาร ร้านค้าต่างๆ กับรูปแบบขวด ซอง และถุงเติม

“เมื่อนำผลไม้มาแปรรูปจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ 1-2 เท่า แต่ว่าตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตัวเลขยอดขายจึงยังไม่มาก เพราะต้องยอมรับว่าใช้ทุนในการทดลองทำวิจัยและโดยเฉพาะหมดไปกับวัตถุดิบนับล้านบาท ตอนนี้ตัวเลขยอดขายจากแต่เดิมปีละ 500 ล้านบาท ก็ขยับมาอยู่ที่ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าถ้าการรับรู้ไปในวงกว้าง ยอดขายก็คงเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งที่เราภาคภูมิใจยิ่งกว่าคือ ทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาขึ้นมา เกษตรกรก็มีกำลังใจในการปลูก” คุณดวงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 61/1, 67/24 หมู่ 3 ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (039) 395-678 หรือ http://www.infinitefruit.com

%d bloggers like this: