เสริมไอเดีย

All posts tagged เสริมไอเดีย

ต่อยอดราชินีผลไม้ “มังคุดเนื้อสีแดง” ฝีมือคนไทย ส่งขายต่างประเทศ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 378

เสริมไอเดีย

สดุจตา

ต่อยอดราชินีผลไม้ “มังคุดเนื้อสีแดง” ฝีมือคนไทย ส่งขายต่างประเทศ

“ตอนที่เปิดเนื้อมังคุดดูนึกว่าเสียทั้งตู้แน่ๆ จึงเข้าไปปรึกษาผู้มีความรู้ ซึ่งหลังตรวจสอบพบว่า เหตุที่เนื้อมังคุดเป็นสีชมพูเพราะความเย็นผลักสารส่วนเปลือกแพร่เข้าสู่เนื้อมังคุด จึงทำให้เกิดไอเดียต่อยอด ถ้าอย่างนั้นทำให้กลายเป็นสีแดงทั้งลูกไปเลย ซึ่งหลังจากตรวจวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางสารอาหาร สามารถต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่ามังคุดเนื้อสีขาวถึง 5 เท่า”

การแปรรูปพืชผลทางการเกษตร ถือเป็นสิ่งที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะได้สินค้าแปลกใหม่ ยังเป็นการเพิ่มมูลค่า และสำคัญคือ ส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกให้ยังคงเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้

ดังเช่น บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ผู้ส่งออกผลไม้แช่แข็งรายใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี โดยมูลค่าการส่งออกต่อปีราว 4,000-5,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งออกผลไม้สดเท่านั้น อินฟินิท ฟรุ๊ต ยังต่อยอดความคิดกับการแปรรูปผลไม้ให้ได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยกับผลิตภัณฑ์เด่นสร้างความฮือฮา ได้แก่ “มังคุดเนื้อสีแดง” และปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาด ได้แก่ ซอสมังคุด ซอสมังคุดผสมพริก และซอสมะม่วง

จากเสีย กลายเป็นดี

มังคุดสุขภาพดีสีแดง

คุณดวงเดือน เชิงเทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด เล่าถึงแนวคิดกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ผลไม้ว่า เกิดจากความบังเอิญก็ว่าได้ เพราะในราวปี 2553-2554 ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ จนเกิดภาวะล้นตลาด ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูก บริษัทจึงเข้าไปช่วยเหลือด้วยการรับซื้อวันละนับพันตัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง หรือเรียกว่า Air Blast

จากกระบวนการแช่เยือกแข็งและระหว่างรอขนส่ง ปรากฏว่าจากมังคุดเนื้อสีขาว กลายเป็นสีชมพูแทรกเข้ามา

“ตอนที่เปิดเนื้อมังคุดดูนึกว่าเสียทั้งตู้แน่ๆ จึงเข้าไปปรึกษาผู้มีความรู้หลายท่าน และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พร้อมแรงสนับสนุนจาก สนช. หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ซึ่งหลังตรวจสอบพบว่า เหตุที่เนื้อมังคุดเป็นสีชมพูเพราะความเย็นผลักสารส่วนเปลือกแพร่เข้าสู่เนื้อมังคุด จึงทำให้เกิดไอเดียต่อยอด ถ้าอย่างนั้นทำให้กลายเป็นสีแดงทั้งลูกไปเลย ซึ่งหลังจากตรวจวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางสารอาหารพบว่า มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และแซนโทน (Xanthone) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) สูงกว่ามังคุดเนื้อขาวปกติถึง 5 เท่า”

กับการคิดค้นจนเกิดเป็นนวัตกรรมนี้ ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลก โดยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้านการออกแบบอาหารจาก สนช. ประจำปี 2555 ด้วย พร้อมกันนี้ยังได้จดสิทธิบัตร โดยให้ชื่อตามลักษณะเนื้อที่คล้ายทับทิมว่า “Ruby Mangosteen”

คุณดวงเดือน ยังกล่าวถึงลักษณะของมังคุดที่นำมาทำ ต้องให้ผลแก่จัด เนื้อสีม่วงจนถึงดำ จากนั้น ทำความสะอาดแล้วเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งที่อุณหภูมิลบ 40 องศาเซลเซียส โดยความเย็นจะทำให้ผนังเซลล์ด้านในเปิดออก จากนั้น เข้าสู่กระบวนการแพร่ให้สารจากเปลือกวิ่งสู่เนื้อ โดยมีน้ำเป็นส่วนช่วย ทำซ้ำเช่นนี้ 3 ครั้ง โดยใช้เวลา 3-4 วัน เนื้อมังคุดจะกลายเป็นสีแดงสดสวยทั้งลูก

สุขภาพคือจุดขาย

เกาหลีใต้ต่างนิยม

ด้วยรสชาติฝาดเฝื่อนอันเป็นผลมาจากส่วนเปลือก จุดขายจึงต้องเปลี่ยนจากบริโภคเพื่อความอร่อย เป็นสุขภาพแทน โดยชูคุณประโยชน์จากผลวิจัย ซึ่งก็ถือว่าได้ผลดี เพราะตลาดที่นิยมบริโภคมังคุดอย่างเกาหลีใต้ ให้ความสนใจ จนมีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาแล้วถึง 5 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือประมาณ 100 ตัน

“เจาะตลาดเกาหลีใต้ เพราะเขาชอบทานมังคุดมาก และยิ่งให้ประโยชน์ด้านสุขภาพยิ่งยอมจ่าย ส่วนตลาดบ้านเราไม่นิยมรสชาติ จึงต่อยอดนำมาทำน้ำมังคุดเนื้อสีแดงพร้อมดื่ม และคิดต่อยอดสินค้าในรูปแบบผง พร้อมชงดื่มต่อไป”

จากมังคุดแช่แข็งที่ส่งจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 2.5-3 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อผ่านกระบวนการทำให้กลายเป็นเนื้อมังคุดสีแดง สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึง 2 เท่า

กับการคิดต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตผลไม้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ ที่อินฟินิท ฟรุ๊ต เข้ามาทำอย่างจริงจัง โดยมีบริษัท ฟรุตพริ้นท์ จำกัด เป็นผู้ร่วมเดินสู่ความสำเร็จ และถือเป็นผู้นำในการต่อยอดความคิด ซึ่งปัจจุบันนี้ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซอสมังคุด ซอสมังคุดผสมพริก และซอสมะม่วง ขึ้นมาเป็นทางเลือกของตลาด ที่เหมาะจะนำไปปรุงแต่งรสชาติทั้งอาหารหวานคาว โดยวางแผนกับการขายปลีกผ่านห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรดชั้นนำ และขายส่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับรูปแบบของซอสที่ผลิตขึ้นมาก็อยู่ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบรับทั้งครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหาร ร้านค้าต่างๆ กับรูปแบบขวด ซอง และถุงเติม

“เมื่อนำผลไม้มาแปรรูปจะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ 1-2 เท่า แต่ว่าตอนนี้ถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตัวเลขยอดขายจึงยังไม่มาก เพราะต้องยอมรับว่าใช้ทุนในการทดลองทำวิจัยและโดยเฉพาะหมดไปกับวัตถุดิบนับล้านบาท ตอนนี้ตัวเลขยอดขายจากแต่เดิมปีละ 500 ล้านบาท ก็ขยับมาอยู่ที่ 600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าถ้าการรับรู้ไปในวงกว้าง ยอดขายก็คงเพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่สิ่งที่เราภาคภูมิใจยิ่งกว่าคือ ทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาขึ้นมา เกษตรกรก็มีกำลังใจในการปลูก” คุณดวงเดือน กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 61/1, 67/24 หมู่ 3 ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (039) 395-678 หรือ http://www.infinitefruit.com

โฆษณา

ธ.กสิกรไทย เปิด “K-Expert Center” สร้างทางรวย สู่มนุษย์เงินเดือน และ SMEs

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 377

เสริมไอเดีย

อันติกา

ธ.กสิกรไทย เปิด “K-Expert Center” สร้างทางรวย สู่มนุษย์เงินเดือน และ SMEs

“ความรู้ความเข้าใจของคนไทยในเรื่องการลงทุน และการปลดหนี้ อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าน้อยมาก ซึ่งจากเคยทำวิจัยพบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คนเก็บเงินด้วยระบบเงินฝาก ไม่มีการลงทุนอย่างอื่น ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากสู้เงินเฟ้อไม่ได้เลย ฉะนั้น ถ้านำเงินไปอยู่ในระบบเงินฝากวิธีเดียว จึงเท่ากับสร้างความจนให้กับตนเอง”

เป็นมนุษย์เงินเดือน มีสิทธิ์รวยได้มั้ย…?

หลายคนส่ายหน้า เพราะเท่าที่ผ่านมา ภาวะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” เกิดขึ้นตลอด

การเป็นมนุษย์เงินเดือนแท้จริงแล้วมีสิทธิ์รวยได้ ถ้าบริหารเงินเป็น และมีการนำเงินไปใช้อย่างถูกที่ถูกทาง ต่อยอดให้เกิดดอกผล ซึ่งทุกวันนี้เรารู้รายรับแน่นอน ว่าเดือนๆ หนึ่งรับเงินเท่าไหร่ แต่ทว่ารายจ่ายนี่ซิ จ่ายอะไรไปบ้าง ไม่รู้เลย พอใกล้สิ้นเดือน หรือแค่กลางๆ เดือน ก็เกิดอาการยอบแยบ

จะดีแค่ไหน ถ้าเรารู้แนวทางการบริหารจัดการเงินอย่างถูกระบบ เดินสู่เส้นทางแห่งความมั่งมีได้

ตอบโจทย์การเงิน

รอบรู้ สู่เส้นทางรวย

“K-Expert Center” ศูนย์กลางองค์ความรู้ที่สำคัญในการเพิ่มพูนทักษะการเงินที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยในทุกระดับ โดยธนาคารกสิกรไทย ถูกเปิดตัวขึ้น โดยมีทีมงานให้คำปรึกษาแนะนำด้านการเงินอย่างเข้าถึงหัวใจมนุษย์เงินเดือน และผู้ประกอบการ SMEs

คุณศาสตรา มังกรอัศวกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ เล่าถึงที่มาของการเปิดศูนย์ K-Expert Center และรูปแบบการให้บริการว่า

“จากที่ผ่านมา เราได้เปิดศูนย์เอสเอ็มอีเซ็นเตอร์ ให้ความรู้คำปรึกษาด้านธุรกิจ โดยเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นหลัก แต่ทว่าสิ่งที่พบคือ หลายคนมีปัญหาการบริหารเงินส่วนตัว เราจึงจัดตั้ง K-Expert Center พร้อมทีมงานและระบบ ขยายความพร้อมเพื่อตอบโจทย์ด้านการเงินที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเรื่องการออม การลงทุนส่วนตัว การกู้ การทำธุรกิจ การวางแผนเรื่องประกัน ภาษี เรียกว่าขยายให้ครอบคลุมส่วนการเงินทั้งหมด”

สำหรับรูปแบบการให้บริการแบ่งหลักๆ เป็น 3 ส่วนได้แก่ ห้องเรียนรู้สู่ความสำเร็จ ซึ่งจัดอยู่ในกิจกรรมเวิร์กช็อป โดยเน้นด้านการเงิน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนไทยทุกคน ทุกสาขาอาชีพ ส่วนหัวข้อการให้ความรู้ อาทิ การลงทุนในหุ้น กองทุน การวางแผนประกัน วิธีประหยัดภาษี รวมไปถึงการเริ่มต้นสร้างอาชีพเสริม โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ข้อมูลและความรู้ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิต ผ่านกิจกรรมที่จะช่วยเพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการวางแผนการเงิน รวมทั้งอัพเดตเรื่องราวการเงินที่กำลังเป็นประเด็น

ทั้งนี้ กับห้องเรียนรู้สู่ความสำเร็จจะจัดเวิร์กช็อปตลอดทั้งปี และเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจได้อย่างทั่วถึง จึงรับจำนวนผู้สนใจอยู่ที่ไม่เกิน 60 คน ต่อคลาส

ช่วยคิด วางแผนให้

เข้าใจ และเข้าถึง

รูปแบบบริการต่อมาคือ มุมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยจะให้บริการแบบตัวต่อตัว “ตอนอยู่ในคลาสเวิร์กช็อป แน่นอนว่าผู้สนใจจะไม่กล้าบอกข้อมูลส่วนตัว แต่เขาต้องการขอคำปรึกษาแบบเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ฉะนั้น เราจึงเตรียมทีมความพร้อมโดยผู้เชี่ยวชาญไว้ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว โดย K-Expert Center จัดพื้นที่บริการไว้ถึง 3 ห้อง ส่วนระยะเวลาให้คำปรึกษาต่อคน ต่อรอบ ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือถ้าคุยแล้วยังต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถจองวันเข้ามาพบกันอีกได้ในครั้งต่อๆ ไป”

การพูดคุยกันแบบตัวต่อตัว จะช่วยตอบความชัดเจนให้ผู้เข้าขอรับคำปรึกษามากขึ้น ช่วยคิด เพื่อให้ได้รับแผนการบริหารจัดการเงินที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการวางแผนปลดหนี้ ซื้อบ้าน ซื้อรถ ก็สามารถขอคำปรึกษาได้

รูปแบบการให้บริการโดยจัดโซนเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ K-Expert Center เชื่อว่ามีความสำคัญ สำหรับเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการเงินด้วยตัวผู้ใช้บริการเอง มีความเพียบพร้อมด้านข้อมูล เครื่องมือการเงินในรูปแบบแอพพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนได้โดยง่าย

“เราเชื่อว่า การเงินไม่ใช่ว่าวางแผนแล้วจะจบทันที แต่ยังมีข้อมูลอัพเดตตลอดเวลา มีข่าวสารใหม่ๆ มีกฎหมายใหม่เกิดขึ้น และเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่องด้วย”

ทั้งนี้ คุณศาสตรา ยังได้กล่าวถึงปัญหาของผู้เข้าใช้บริการ จากที่ได้ทำสถิติไว้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องด้านการลงทุน โดยกลุ่มผู้สนใจคือมนุษย์เงินเดือน ซึ่งยังไม่ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจ แต่โจทย์ที่เขาต้องการรู้คือ เมื่อรับเงินเดือนแล้ว จะนำไปทำอะไรจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ เป็นการเพิ่มมูลค่าในรายได้

ส่วนต่อมาคือเรื่องของการเข้ารับคำปรึกษาด้านการกู้สินเชื่อ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ กู้สินเชื่อเพื่อธุรกิจ และอันดับสุดท้ายคือ วิธีการปลดหนี้

“ความรู้ความเข้าใจของคนไทยในเรื่องการลงทุน และการปลดหนี้ อยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าน้อยมาก ซึ่งจากเคยทำวิจัยพบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ คนเก็บเงินด้วยระบบเงินฝาก ไม่มีการลงทุนอย่างอื่น ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากสู้เงินเฟ้อไม่ได้เลย ฉะนั้น ถ้านำเงินไปอยู่ในระบบเงินฝากวิธีเดียว จึงเท่ากับสร้างความจนให้กับตนเอง แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ และไม่ชอบศึกษาข้อมูลด้านการลงทุน”

K-Expert Center จึงเหมือนศูนย์ชี้แนะ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ให้คำปรึกษา ด้านการบริหารจัดการเงิน การลงทุน ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ด้านการเงินอีกมิติหนึ่งให้คนไทยได้นำไปพิจารณามากขึ้น

ธุรกิจ การเงิน การลงทุน

ไขประตูสู่ความสำเร็จ

กล่าวถึงกลุ่มมนุษย์เงินเดือนกันไปแล้ว ทั้งนี้ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ K-Expert Center ให้ความสำคัญต่อการเข้าถึงและมีความพร้อมสนับสนุน

“ธุรกิจเอสเอ็มอี ยังเป็นส่วนที่ให้ความสำคัญ เพียงแต่วิธีการเข้าถึงปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยจะแบ่งเอสเอ็มอีออกเป็น 2 โมเดลคือ ผู้ที่สามารถทำยอดขายได้ปีละ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตรงนี้ทีมงานจะเข้าไปให้คำปรึกษาถึงพื้นที่ แต่สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ระดับไมโคร ถือว่าเป็นกลุ่มที่ K-Expert Center มุ่งเน้น ด้วยเพราะอัตราความอยู่รอดน้อยมาก และสิ่งที่เขาต้องการคือ ความรู้ การสนับสนุนทางการเงิน ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ต้องการที่ปรึกษาอย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเริ่มต้นทำธุรกิจโดยลำพัง จากคนคนเดียว ฉะนั้น ปัญหาการเงินส่วนบุคคลจึงตามมาด้วย และนี่คือสิ่งที่ K-Expert Center พร้อมในการมอบความรู้ความเข้าใจทั้งในด้านธุรกิจและการเงิน”

กับการวางแผนที่จะมอบความรู้และให้คำปรึกษาด้านการเงิน การลงทุน โดยในส่วนของมุมให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญตัวต่อตัว จะสามารถให้บริการได้ถึงปีละ 10,000 คน และห้องเรียนรู้สู่ความสำเร็จ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป จะสามารถรองรับได้ปีละ 25,000 คน หรือเรียกได้ว่าโดยเฉลี่ยจะมีกิจกรรมเวิร์กช็อปวันละ 1 รอบ ตลอด 365 วัน

“เนื้อหาที่วางไว้ถ้าด้านการลงทุน จะมีจัดเป็นพื้นฐานให้ตลอด แต่ว่าในส่วนของหัวข้ออื่นๆ จะสอดรับกับสถานการณ์ เช่น ได้เงินก้อนแรกทำอย่างไรดี ควรเริ่มต้นออมเงินตั้งแต่อายุเท่าไหร่ การเก็บรูปแบบไหนจะให้ผลตอบแทน สวัสดิการแบบไหนควรมี การวางแผนการเงินสำหรับครอบครัว การเตรียมตัวเกษียณควรต้องมีเงินเท่าไหร่ เช่นนี้เป็นต้น”

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจต้องการสร้างสุขภาพทางการเงินให้แข็งแรง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถติดต่อ K-Expert Center ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 อาคารจามจุรีสแควร์ โดยเปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-19.00 น. หรือสอบถามข้อมูล สมัครเข้ารับอบรมได้ที่ http://www.askkbank.com/k-expert โดยรูปแบบให้บริการไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

สร้างมูลค่าเพิ่มอาหารแปรรูป ตอบเทรนด์รักสุขภาพในอาเซียน

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 376

เสริมไอเดีย

ดวงกมล

สร้างมูลค่าเพิ่มอาหารแปรรูป ตอบเทรนด์รักสุขภาพในอาเซียน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เดินหน้าโครงการ “สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป” ผ่านผลงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มาต่อยอดในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์รุกสร้างมูลค่าเพิ่ม หวังเจาะตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

เทรนด์สินค้าสุขภาพยังเเรง

คาดยอดขายเพิ่มกว่า 10%

คุณอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กสอ. เดินหน้าโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป โดยเน้นการนำผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เป็นอาหาร ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จากหน่วยงานต่างๆ มาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร และสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์

ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เป็นอาหาร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จะเลือกใช้วัตถุดิบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เป็นอาหาร อาทิ ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์ม เนื้อสัตว์ และอื่นๆ ที่มีศักยภาพ

โดยกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าว จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ การพัฒนาให้มีคุณค่า อาหารมีความปลอดภัย การยืดอายุผลิตภัณฑ์ รูปแบบ รสชาติ ฯลฯ ตลอดจนสามารถจัดทำเป็นต้นแบบสินค้าใหม่ให้มีความแตกต่างในตลาด ซึ่งคาดว่าหลังเสร็จสิ้นโครงการ ผู้ประกอบการจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรดังกล่าวได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 และมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ด้านมูลค่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10

ทั้งนี้ ตัวอย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการสามารถผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแพร่หลายทั่วโลก อาทิ อาหารชีวจิต อาหารอินทรีย์ หรืออาหารออร์แกนิก อาหารที่ปลอดสารพิษ อาหารสุขภาพเฉพาะกลุ่ม อาทิ อาหารสำหรับคนเป็นโรคหัวใจ อาหารลดไขมัน ผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนสูง ฯลฯ

สิงคโปร์ ตลาดนี้น่าสนใจ

SMEs ไทย น่าไปลงทุน

คุณอาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียน และอาเซียน + 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) มีจำนวนผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาวสิงคโปร์ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลสิงคโปร์มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จึงทำให้กระแสความนิยมอาหารเพื่อสุขภาพในสิงคโปร์มีแนวโน้มขยายตัว ดังจะเห็นได้จากร้านค้าปลีกวางจำหน่ายสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างสูง จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้ามากกว่าราคา ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs หรือ OTOP จะผลิตสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้เพื่อการขยายตลาดสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเกษตรอินทรีย์ หรืออาหารที่ทำจากสมุนไพรเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน (Niche Market)

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารและอาหารแปรรูป นับเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญและสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมากโดยในประเทศ ปี 2557 มีการบริโภคอาหารแปรรูป ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านการผลิต ด้วยอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ ด้านทรัพยากรบุคคลในสายวิชาการและแรงงานที่มีฝีมือ ตลอดจนเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ทันสมัย ส่งผลให้ไทยมีศักยภาพส่งออกของอุตสาหกรรมอาหารต่อปีได้ปริมาณมาก

เศรษฐกิจโลกขยายตัว

ส่งออกอาหารของไทยยังดี

ทั้งนี้ ปี 2557 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 9.15 แสนล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 เมื่อเทียบจากปีก่อน สำหรับตลาดส่งออกหลักของไทย ได้แก่ อาเซียน คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมาเป็นญี่ปุ่นและจีน คิดเป็นร้อยละ 12.9 และ 12 ตามลำดับ

ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มการส่งออกอาหารของไทย ในปี 2558 คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.08 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 จากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ เศรษฐกิจโลกขยายตัว และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยในส่วนของสถานการณ์ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพสำเร็จรูปในประเทศ มีมูลค่าตลาดราว 7.93 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55.53 ของมูลค่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหมด และคาดว่าตลาดอาหารเพื่อสุขภาพสำเร็จรูปในไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 14 ภายในปี 2558 (ข้อมูล : ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร 2557) คุณอาทิตย์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 202-4414-18 หรือเข้าไปที่ http://www.dip.go.th หรือ http://www.facebook.com/dip.pr

กลยุทธ์ Social ALARM ดันตลาดออนไลน์ไทยรุ่ง

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 374

เสริมไอเดีย

กลยุทธ์ Social ALARM ดันตลาดออนไลน์ไทยรุ่ง

“ทุกภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการทำ Social Listening ฟังเสียงผู้บริโภค หา Insight เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำออกมาบนโลกโซเชียลมีเดียได้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด…”

กลับมาอีกครั้งสำหรับ Thailand Zocial Awards 2015 Presented by TrueMove H (Business Session) งานมอบรางวัลครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าแบรนด์และองค์กรคุณภาพที่โดดเด่นและโด่งดังบนโซเชียลมีเดีย

มี คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โซเชียล อิงค์ จำกัด (Zocial, inc.) นำทัพมอบรางวัลให้แก่แบรนด์และองค์กรที่ประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมควงเหล่ากูรูด้านโซเชียลมีเดีย ร่วมวิเคราะห์และแนะทิศทางการตลาดจากกระแสความนิยมและหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

โดยปีนี้มีเหล่าแบรนด์ดังของเมืองไทยร่วมงานเพื่อรับรางวัลในสาขาต่างๆ อาทิ อิชิตัน ในสาขา Top Brand Engaged on Social Media of The Year, ซัมซุง โมบาย ในสาขา Top Brand Growth on Social Media of The Year, ในขณะที่ เคเอฟซี ที่มีระบบบริการลูกค้าที่สร้างเสียงฮือฮาบนโลกโซเชียลในช่วงปีที่ผ่านมา คว้ารางวัลสาขา Top Brand Engaged on Social Media by Category “Food” ไปครอง

และมีอีกหลากหลายแบรนด์ดัง เข้ารับรางวัลในสาขาต่างๆ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์, TrueMove H, ฟอร์ด ประเทศไทย, เมืองไทยประกันชีวิต, Ogilvy & Mather (Thailand) และ M Interaction เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทางผู้จัดงานได้มีการยกระดับคุณภาพรางวัลด้วยแนวคิด Zocial Metric ซึ่งได้ทำการศึกษาร่วมกันระหว่าง บริษัท โซเชียล อิงค์ จำกัด รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล หัวหน้าภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญสื่อดิจิตอลและการตลาดออนไลน์

เพื่อต้องการให้เป็นมาตรวัดคุณภาพที่เป็นมาตรฐานกลางของการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งแบรนด์หรือเอเยนซี่สามารถนำไปใช้ในการวัดผลงานหรือแคมเปญต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

สำหรับ Zocial Metric นั้น มีคำจำกัดความที่เรียกว่าเป็น “RIGS Metric”

Reach : เพื่อวัดปริมาณการเข้าถึงกลุ่มแฟนและผู้ติดตาม

Interest : เพื่อวัดประสิทธิภาพ/ความสนใจในเนื้อหา (Contents) และ วิดีโอ

Growth : เพื่อวัดประสิทธิภาพการเพิ่มจำนวนแฟน

Shares : เพื่อวัดระดับความน่าสนใจจากปริมาณการแชร์เนื้อหา

นอกจากนี้ คุณภาวุธชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกโซเชียลในช่วงที่ผ่านมาว่า พฤติกรรมของคนไทยนั้นใช้โทรศัพท์มือถือในการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กมากที่สุด โดยจำนวนผู้เล่นเฟซบุ๊กในประเทศไทย ณ ขณะนี้มีจำนวน 35 ล้านยูสเซอร์ (users) โดยมีจำนวนยูสเซอร์ที่ใช้มือถือในการเล่นเฟซบุ๊กสูงถึง 31 ล้านยูสเซอร์ คิดเป็น 89%

คาดการณ์ว่าสาเหตุเกิดจากเทคโนโลยี 3G และสมาร์ตโฟนที่มีราคาถูกลง ทั้งนี้ ผู้บริโภคนั้นใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในแง่ของการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ และบ่งบอกความต้องการเฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม เรียกได้ว่าใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น

หากแบรนด์หรือบริการที่มองออก จะสามารถคว้าโอกาสนี้ในการต่อยอดทางธุรกิจเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนา รวมทั้งรักษาความสัมพันธ์อันดีเพื่อครองใจลูกค้าในระยะยาวได้

คุณภาวุธ บอกเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่แบรนด์จะต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง รวมถึงคว้าโอกาสในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ เพื่อสามารถครองใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการรับฟังเสียงผู้บริโภคทางช่องทางออนไลน์ซึ่งทรงพลังยิ่งขึ้นสำหรับโลกในยุคดิจิตอลนี้

แต่ละแบรนด์ควรใช้ Social Listening Tools หรือจะปรับปรุงสื่อออนไลน์ของตนเองให้สามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวก โดยเฉพาะกับการเข้าใช้งานผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เช่น การทำ Mobile Site และ Mobile Application ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ที่ไม่ปรับตัวหรือหรือปรับตัวช้าในการตั้งรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในอนาคต

พร้อมกันนี้ คุณภาวุธได้แนะนำ Social ALARM หรือปัจจัยในการทำกลยุทธ์โซเชียลมีเดียให้ประสบความสำเร็จ เช่น การเพิ่มความสำเร็จขั้นเทพกับการประเมินผลออนไลน์ Social Measurement และความสำคัญของการฟังเสียงผู้บริโภคออนไลน์ เนื่องจากเล็งเห็นว่า การทำกิจกรรมการตลาดต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่ชัดเจนแน่นอน

ซึ่ง Social ALARM จะเป็นสัญญาณในการเตือนว่าการทำการตลาดออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ ควรมีปัจจัยต่างๆ ในการทำ ดังนี้

A = Analysis Market การทำการวิเคราะห์ตลาด ว่าตลาดในภาพรวมนั้นเป็นอย่างไร

L = Listening Insight ฟังเสียงผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย เพื่อหาความต้องการที่แท้จริง

A = Action วิธีการนำไปปฏิบัติ มีวิธีการอย่างไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้

R = Real-time Trends ต้องอยู่ในกระแสขณะนั้น ไม่ล้าสมัย

M = Measurement การประเมินผลที่ถูกต้อง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม

คุณภาวุธ กล่าวต่อถึงวงการตลาดออนไลน์ระดับโลกไว้ว่า หากมองจากภาพรวมในต่างประเทศสื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารมานานแล้ว โดยอ้างอิงจาก eMarketer (www.eMarketer.com) ซึ่งรายงานงบโฆษณาสื่อดิจิตอลในปี 2557 เทียบกับสื่อหลักทั้งหมดนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 25% และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ไทยเอง ถึงแม้ยังไม่สามารถเทียบได้กับต่างประเทศ แต่ถ้ามองในแง่การเติบโตถือว่าเติบโตขึ้นตามลำดับ จากปี 2556 งบโฆษณาสื่อดิจิตอลเทียบกับสื่อหลักอยู่ที่ 3.75% ปี 2557 อยู่ที่ 5.97% เหล่านี้เป็นข้อมูลอ้างอิงจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย)

และจากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ได้คาดการณ์ไว้ว่า งบโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลในปี 2558 อยู่ที่ 8,134 ล้านบาท โตขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 33% รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจในช่องทางออนไลน์ จะหันมาให้ความใส่ใจมากขึ้น ที่สำคัญสุดคือ องค์กรของรัฐบาล รวมถึงอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง และสินค้าเบ็ดเตล็ด ทำให้การตลาดออนไลน์ในไทยมีการเติบโตและการแข่งขันสูงขึ้น

ฉะนั้น ทุกภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการทำ Social Listening ฟังเสียงผู้บริโภค หา Insight เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำออกมาบนโลกโซเชียลมีเดียได้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด รวมถึงค้นหาวิธีการตั้งเป้าวัดผลการทำกิจกรรมต่างๆ ว่าควรตั้ง KPIs (Key Performance Indicators) อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับก้าวต่อไปของ Zocial, inc. คุณภาวุธ บอก เป้าหมายคือ รวบรวมข้อมูลโซเชียลมีเดียในไทยและอาเซียน เพื่อมาวิเคราะห์หาข้อมูล Consumer Insight เพื่อให้อุตสาหกรรมออนไลน์ได้มีข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคทั่วทั้งอาเซียนมาต่อยอดเป็นไอเดียพัฒนาธุรกิจ จนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบ ZocialRank เว็บไซต์จัดอันดับโซเชียลมีเดียในไทยและอาเซียน และระบบ ZocialEye ที่เป็นเครื่องมือฟังเสียงผู้บริโภคในออนไลน์ และเครื่องมือตัวอื่นอีกมากมายในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ธุรกิจและผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกต่อไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของงาน Thailand Zocial Awards 2015 Presented by truemove H (Business Session) ได้ที่ http://www.zocialinc.com/zocialawards2015

ททท. ชู “ไทยแลนด์ อคาเดมี” พลิกโฉมผ้าไทย ระดม 50 ดีไซเนอร์โลก ทำเวิร์กช็อปชุมชน

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

เสริมไอเดีย

เรื่องโดย : เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน : rakdeethai@gmail.com

ททท. ชู “ไทยแลนด์ อคาเดมี” พลิกโฉมผ้าไทย ระดม 50 ดีไซเนอร์โลก ทำเวิร์กช็อปชุมชน

โครงการ “Thailand Academy 2015” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และ อเมริกา จับมือกับสถานทูตไทยในยุโรป นำทีมดีไซเนอร์หรือนักออกแบบมืออาชีพระดับโลก 50 คน เข้ามาสร้างความคึกคัก “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์เทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้กับ “ชุมชนต้นแบบ” ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ “เมืองต้องห้าม…พลาด” 3 เส้นทาง แพร่-น่าน สุรินทร์-บุรีรัมย์ และ นครศรีธรรมราช

“คุณจุฑาพร เริงรณอาษา” รักษาการ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ได้จัดทำโครงการ Thailand Academy ปี 2558 มีความพิเศษมากกว่าทุกปี เนื่องจากรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” ททท. จึงได้ร่วมกับทีมไทยแลนด์ และสถานทูตไทยในสหภาพยุโรปคัดสรรดีไซเนอร์มืออาชีพระดับโลกในภูมิภาคยุโรป 50 คน จากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) อิสราเอล

ททท. ได้นำทีมดีไซเนอร์โครงการ Thailand Academy 2015 เดินทางลงพื้นที่จริง ใช้ชีวิตอยู่กับชุมชนพร้อมๆ กับถ่ายทอดประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์ สอนเทคนิควิธีปฏิบัติ (Workshop) การออกแบบผ้าไทยพื้นเมืองทั้งไหมและฝ้าย ตามชุมชนต้นแบบที่คัดเลือกเข้าร่วมโครงการ มีขีดความสามารถต่อยอดการผลิตสินค้าจำหน่ายในตลาดโลก ควบคู่ไปกับการขยายตลาดท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง สร้างแบรนด์และสร้างมูลค่าผ้าไทยเทียบชั้นกับผลิตภัณฑ์นานาชาติได้

เป้าหมายของโครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ขยายฐานตลาดและรายได้ท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดยเพิ่มจุดขายประสบการณ์ใหม่ๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ “เมืองต้องห้าม…พลาด” และ “วิถีชุมชนท่องเที่ยว” กับกลุ่มตลาดเป้าหมายจากสหภาพยุโรปทั้งกลุ่มเดินทางเที่ยวเมืองไทยซ้ำๆ (Re-visit) และกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวเมืองไทยครั้งแรก (First visit) ได้รับประสบการณ์ใหม่ในแบบวิถีไทยมากกว่ามาเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนเพียงอย่างเดียว

“คุณธเนศวร์ เพชรสุวรรณ” ผู้อำนวยการ ททท.ภูมิภาคยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ Thailand Academy กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 20-23 เมษายน 2558 ดีไซเนอร์ระดับโลกได้ลงพื้นที่เวิร์กช็อปแนะนำวิธีคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าไทยอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบันแต่ละชุมชนมีสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ระดับ 5 ดาว แต่ยังมีจุดอ่อนเรื่องแนวคิดสร้างสรรค์ออกมาแล้วไม่ตรงรสนิยมนักท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ โครงการนี้จะตอบโจทย์ได้ดี เมื่อเสร็จสิ้นโครงการชาวบ้านในชุมชนจะสามารถสร้างเครือข่ายผลิตภัณฑ์ด้วยผลงานเชิงสร้างสรรค์ออกวางจำหน่ายในตลาดนานาชาติได้มากกว่าปัจจุบัน

โดย ททท. ได้คัดเลือกชุมชนต้นแบบเข้าร่วมโครงการพร้อมกับนำทีมดีไซเนอร์ลงไปทำเวิร์กช็อปสอนวิธีคิด วิธีการออกแบบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมืออาชีพให้กับชาวบ้าน ด้วยการผสมผสานแนวคิดสากลกับภูมิปัญญาไทยเข้าด้วยกัน ในพื้นที่ชุมชน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่

เส้นทางแรก ภาคเหนือ แบ่งย่อยเป็น 2 พื้นที่คือ พื้นที่ที่ 1 “เมืองเก่าแพร่” นำผ้าหม้อห้อมพื้นเมืองจากชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ มาเป็นต้นแบบ ให้ดีไซเนอร์เดนมาร์กและอิสราเอล ออกแบบผลิตภัณฑ์ชุดเดรสเทคนิคแนวใหม่ ควบคู่กับการพาดีไซเนอร์สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวแหล่งผลิตผ้าพื้นเมืองในจังหวัดแพร่ เช่น พิพิธภัณฑ์บ้านวงศ์บุรี วัดพระธาตุช่อแฮ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโกมลผ้าโบราณ บ้านศิลปินแห่งชาติ ผ้าทอแม่ประนอม

พื้นที่ที่ 2 “ตัวเมืองเก่าน่าน” นำผ้าทอยกดอกไทยลื้อ ของชุมชนบ้านหนองบัว อำเภอปัว โดยให้ดีไซเนอร์จากอิตาลีออกแบบผลิตภัณฑ์ของใช้ ไฮไลต์คือแว่นตาพร้อมแพ็กเกจจิ้งกล่องใส่แว่นตาตกแต่งด้วยผ้ายกดอกไทยลื้อ ส่วนดีไซเนอร์อังกฤษออกแบบชุดเดรสเสื้อแจ๊กเก็ต ปลอกหมอน ส่วนดีไซเนอร์สวีเดนกับนอร์เวย์ออกแบบชุดเดรสผ้าทอยกดอก ควบคู่กับการพาดีไซเนอร์สำรวจเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน เช่น วัดภูมินทร์ โฮงเจ้าฟองคำ วัดพระธาตุแช่แห้ง หอศิลป์ริมน่าน ชุมชนไทยลื้อ วัดหนองบัว

เส้นทางที่สอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ นำผ้าพื้นเมือง “ไหมมัดหมี่โฮล” ชุมชนท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยให้ดีไซเนอร์ฝรั่งเศส ออกแบบชุดราตรีผ้าไหม ดีไซเนอร์อังกฤษออกแบบ เสื้อ Kloset เครื่องประดับผม กระเป๋าสะพาย ดีไซเนอร์เยอรมัน (นักศึกษา) ออกแบบชุดเสื้อผ้า ควบคู่กับการพาดีไซเนอร์สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว กลุ่มทอผ้าไหมทองจันทรโสมา ชุมชนบ้านท่าสว่าง หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง จังหวัดสุรินทร์ และ ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์

เส้นทางที่สาม ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช นำผ้าพื้นเมือง “ผ้ามัดย้อมธรรมชาติคีรีวง” จากชุมชนคีรีวง โดยให้ดีไซเนอร์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกแบบเดรสเทคนิคใหม่ในการเขียนสีทองเพิ่มในลายมัดย้อมให้สอดคล้องกับรสนิยมตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิม ควบคู่กับการพาดีไซเนอร์ท่องเที่ยวย่านชุมชนเก่านครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ชุมชนทำเครื่องถมเงินถมทอง บ้านหนังตะลุง ชุมชนสานย่านลิเภา หมู่บ้านคีรีวง และ หาดขนอม

คุณธเนศวร์ กล่าวว่า ตลอดสัปดาห์การจัดทำโครงการ Thailand Academy 2015 ดีไซเนอร์ระดับโลกทั้งหมดได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับชุมชน โดยมีชาวบ้านและนักศึกษามาร่วมเป็นลูกมือเรียนรู้สร้างสรรค์ชิ้นงานต้นแบบขึ้นมาแล้วมอบให้ชุมชนใช้เป็นต้นแบบต่อไป

“คุณสุรพิทย์ กีรติบุตร” เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม ประเทศอิตาลี กล่าวถึงโครงการ Thailand Academy 2015 เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยคิดนอกกรอบให้เป็นมากกว่าเสื้อผ้า จึงได้ร่วมกับสถาบันแฟชั่นชื่อดังในอิตาลี Istituto Europeo di Design คัดเลือกจนได้ผู้ชนะเป็นตัวแทนเข้าร่วมโครงการนี้ เน้นการออกแบบได้หลากหลาย ผลิตนวัตกรรมเกี่ยวกับของใช้ เช่น แว่นตาแฟชั่นที่ตกแต่งกรอบและขาด้วยผ้าไหมไทย โปสการ์ดทำมือใช้ผ้าออกแบบเป็นรูปต่างๆ และอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำผ้าไหมไทยไปใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์

โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนไทยมีโอกาสสัมผัสดีไซเนอร์ระดับโลก โดยได้เห็นทั้งวิธีคิด การประดิษฐ์ และวิธีตัดเย็บออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป สิ่งสำคัญที่สุด ชุมชนยังได้เรียนรู้เทคนิคความรู้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์สูงสุดคือ ชุมชนสามารถออกแบบสินค้าจากผ้าไทยพื้นเมืองซึ่งนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ทางสถานทูตไทยในกรุงโรมจะนำผลิตภัณฑ์จากโครงการนี้ ไปเผยแพร่และจัดแสดงตามงานต่างๆ ที่สถานทูตจัดขึ้นในโรมและยุโรป ปีที่แล้วนำเสื้อผ้าที่ออกแบบไปจัดแสดงได้รับความสนใจจากนานาประเทศเข้ามาชื่นชมและถ่ายภาพอย่างคับคั่ง”

“คุณจิตติมา สุขผลิน” ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานโรม ประเทศอิตาลี เปิดเผยว่า ได้นำดีไซเนอร์จากอิตาลี และอิสราเอล ลงไปทำเวิร์กช็อปช่วยชุมชนบ้านทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ ออกแบบผ้าหม้อห้อม

ชาวบ้านตื่นเต้นมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มีโอกาสเรียนรู้การออกแบบจากนักออกแบบมืออาชีพระดับโลก ตั้งแต่การเลือกลายผ้า วางโครงผ้า การตัดเย็บ ความต้องการของชาวบ้านคือการเรียนวิชาทุกอย่าง ส่วนดีไซเนอร์ก็ต้องการดึงความคิดสร้างสรรค์ของชาวบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด

ผลที่ออกมาสำเร็จเกินคาด เพราะดีไซเนอร์และอาจารย์สอนออกแบบผ้าที่ร่วมเดินทางมากับคณะครั้งนี้ ได้เรียนรู้จดจำลักษณะพิเศษของผ้าไทยแต่ละชุมชนไปถ่ายทอดให้ลูกศิษย์รุ่นต่อๆ ไป อีกทั้งยังเกิดความประทับใจวิถีชุมชนไทย ซึ่งทางดีไซเนอร์และอาจารย์จากประเทศอิตาลี อิสราเอล รับปากกับชาวบ้านแล้วว่าจะใช้ทุนส่วนตัวนำทีมนักออกแบบอีกรุ่นกลับมาสอนอีกครั้งช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้

ขณะที่ดีไซเนอร์จากนานาประเทศให้ข้อแนะนำกับแต่ละชุมชนโดยรวมว่า แต่ละชุมชนมีผ้าเป็นเอกลักษณ์และคุณภาพดี เพียงแต่ยังขาดเรื่องแนวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทางดีไซเนอร์ได้พยายามถ่ายทอดแนวคิดตลอดจนการลงพื้นที่เวิร์กช็อป และในอนาคตจะหมุนเวียนนำนักศึกษาด้านการออกแบบจากประเทศต่างๆ เข้ามาช่วยชุมชนผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นถึงผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าหม้อห้อม ของไทยมีคุณค่าและสามารถต่อยอดเป็นสินค้าที่มีมูลค่าที่ทำได้มากกว่าตัดเป็นเสื้อและชุดจำหน่ายเพียงอย่างเดียว สามารถทำเป็นของใช้ได้อีกมากมายหลากหลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติและตลาดโลกด้วย

โครงการ Thailand Academy 2015 ของ ททท. ครั้งนี้ ได้จุดประกาย “ชุมชนท่องเที่ยว” พลิกโฉมความคิดสร้างสรรค์ให้ชาวบ้านหันมาผลิตผ้าไทยอย่างมีสไตล์ ให้นานาประเทศรับรู้ว่า “วิถีไทย” มีคุณค่าต่อสังคมโลกอย่างแท้จริง

กสอ. จับมือ สถาบันอาหาร ดันอาหารใต้ ตามนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

เสริมไอเดีย

ดวงกมล

กสอ. จับมือ สถาบันอาหาร ดันอาหารใต้ ตามนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก”

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ สถาบันอาหาร ยกระดับวิสาหกิจชุมชนและเอสเอ็มอีด้านธุรกิจอาหารจาก 9 จังหวัดภาคใต้ ภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา หวังสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมภาคใต้ไว้เช่นเดิม สอดรับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” โดยอาศัยความร่วมมือจากเชฟที่มีชื่อเสียงระดับเวิลด์คลาส

ปลุกอัตลักษณ์อาหาร

9 จังหวัดภาคใต้

คุณนิสากร จึงเจริญธรรม รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กิจกรรมการพัฒนาอาหารภาคใต้ ภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เริ่มจากที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เข้มแข็งและเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนให้เห็นภาพผ่านการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ภาษา ประเพณี วัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ “อาหาร” ซึ่งแต่ละภูมิภาคล้วนมีเอกลักษณ์ และเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของตนเอง หรือเรียกได้ว่าอาหารประจำถิ่น ซึ่งภาครัฐเองก็ได้เห็นความสำคัญจึงได้มีการกำหนดนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ขึ้นโดยมุ่งเน้นการส่งเสริมอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารที่มีอัตลักษณ์ไทยให้เผยแพร่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ สามารถผลิตและขายได้ในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด จึงควรมีการดำเนินการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญคือ มีการนำเรื่องราวของภูมิปัญญา มาเชื่อมโยงในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ จึงได้มีแนวคิดในการริเริ่มดำเนินกิจกรรมการสร้างองค์ความรู้วิถีวัฒนธรรมของเสน่ห์วัฒนธรรมด้านอาหาร โดยเริ่มที่ภาคใต้ ซึ่งมีความหลากหลายของวัฒนธรรม ทั้งจีน อิสลาม ไทย มลายู

สำหรับวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการรับรู้ สร้างคุณค่าให้กับอาหารไทย โดยการนำเอกลักษณ์และภาพลักษณ์ของอาหารไทยในภาคใต้มานำเสนอ ให้เป็นที่รู้จักและเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเสนอแนวทางการจัดโต๊ะและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะให้เป็นระดับสากล โดยคงความเป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมภาคใต้ไว้ และเพื่อประชาสัมพันธ์รายการอาหารภาคใต้ให้ได้รับการพัฒนาในระดับสากล

รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า ได้มอบให้กับสถาบันอาหาร ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากนี้ ยังมีหน่วยร่วมดำเนินการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สมาคมเชฟแห่งประเทศไทย วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยวสำนักงานสุราษฎร์ธานี หอการค้าจังหวัด มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน

สำหรับรูปแบบในการดำเนินการ ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด แบ่งเป็นพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ชุมพร และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล

สร้างมูลค่าเพิ่ม

ต่อยอดผลิตภัณฑ์โอท็อป

โดยการดำเนินงานมี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) พัฒนาผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพ โดยได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีความเชื่อมโยงกับอาหารปักษ์ใต้ เช่น ผงหมักข้าวหมกไก่, เครื่องแกงคั่วกลิ้งพร้อมปรุง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสแกงเหลือง, น้ำยาขนมจีนพร้อมปรุง, เค้กแยมลูกหยี, กะปิปรุงรสสำหรับผัดสะตอ, ลูกตาลแก้ว, แกงไตปลาแห้ง, ปั้นสิบไส้ทุเรียนใต้ไข่เค็ม และไอศกรีมนมแพะ เป็นต้น

2) พัฒนาเมนูอาหารให้เกิดความแปลกใหม่ในรูปแบบของการตกแต่ง และการเสิร์ฟในรูปแบบสากล โดยยังสนับสนุนให้มีการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับด้านธุรกิจบริการอาหาร ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และผลักดันให้เครือข่ายมีการนำอาหารปักษ์ใต้ ไปก่อประโยชน์ทางธุรกิจ อาจมีการนำเสนออาหารปักษ์ใต้เป็นทางเลือกในการจัดเลี้ยงอีกทางหนึ่ง

ด้าน คุณอรวรรณ แก้วประกายแสงกูล รองผู้อำนวยการ และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวถึงบทบาทของสถาบันอาหารในการดำเนินการโครงการดังกล่าวว่า

สถาบันอาหารได้มีการทำวิจัยและพัฒนารูปแบบการบริการอาหารที่บูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าด้วยกัน มีการจัดอบรมผู้ประกอบการภัตตาคาร ร้านอาหาร พ่อครัว/แม่ครัว เกี่ยวกับการพัฒนาเมนูอาหารท้องถิ่นและวิธีการนำเสนอเพื่อให้บริการขึ้นโต๊ะเสิร์ฟในรูปแบบสากล สร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ผ่านการอบรมในองค์ความรู้พื้นฐาน และสร้างความชำนาญในการประกอบธุรกิจ อาทิ การควบคุมคุณภาพอาหารที่จัดเสิร์ฟ ทั้งเรื่องการควบคุมต้นทุน การขนส่งต่างๆ รวมทั้งให้มีพี่เลี้ยงคอยช่วยดูแล มีการจัดทำคู่มือการทำอาหารท้องถิ่นแต่ละภูมิภาค เพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก

ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ นักวิชาการที่ปรึกษาของสถาบันอาหาร ได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยเข้าไปให้คำปรึกษาแนะนำผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต รวมทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ ทางสถาบันอาหารได้มีการนำผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ และผ่านการคัดเลือกเข้ามาศึกษาดูงานครัวที่ได้รับมาตรฐาน และมีนักวิชาการของสถาบันอาหารที่ดูแลเรื่องดังกล่าว เข้าไปให้ความรู้ในทุกขั้นตอนและกระบวนการของการผลิตอาหาร ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาอาหารปักษ์ใต้ให้มีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีด้านอาหารท้องถิ่นของไทยให้เป็นที่ยอมรับ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดส่งออกได้ในอนาคต

ก.อุตฯ รุก 3 นโยบาย สร้างนวัตกรรมสุดครีเอทีฟ รับ AEC

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07061150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

เสริมไอเดีย

ก.อุตฯ รุก 3 นโยบาย สร้างนวัตกรรมสุดครีเอทีฟ รับ AEC

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี เผยกลยุทธ์การพัฒนา SMEs ไทย ด้วยแนวคิดนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ใน 3 ด้าน ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม และสามารถประสบความสำเร็จในการส่งออกตลาดต่างประเทศ ซึ่งพัฒนาโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ ข้าวต้มมัดสำเร็จรูปพร้อมทานเก็บได้นาน 1 ปี หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ช่วยการไหลเวียนของโลหิต และผลิตภัณฑ์เซรามิกลดการหดตัวของดิน เป็นต้น

เพิ่มขีดความสามารถ

ผู้ประกอบการ ใหม่+เก่า

คุณอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสัดส่วนใน GDP สูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 98 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ ซึ่งความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงเวลานี้คือ การเพิ่มศักยภาพและการเตรียมความพร้อม เพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างแข็งแกร่งในปี 2558 นี้ โดยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าในตลาดที่ใหญ่ขึ้น ในระดับอาเซียนที่ผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคน หรือ 3,000 ล้านคน เมื่อขยายฐานสู่ประเทศกลุ่มอาเซียน +6

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีนโยบายหลักในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาอุตสาหกรรม SMEs วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ ให้มีสมรรถนะและขีดความสามารถในการประกอบการที่เป็นเลิศและมีความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งเน้นการเสริมสร้างผู้ประกอบการทั้งรายใหม่และรายเดิม ให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจและดำเนินธุรกิจให้เติบโตและเข้มแข็ง โดยปีนี้ตั้งเป้าสร้างผู้ประกอบการใหม่ จำนวน 1,890 ราย

ส่วนของผู้ประกอบการเดิมนั้นก็มีโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการเข้าสู่ AEC เป็นการเฉพาะ เพื่อให้ผู้ประกอบการตั้งรับและรุกได้อย่างยั่งยืน เมื่อเปิด AEC โดยในปี 2558 มีเป้าหมายดำเนินการเพื่อพัฒนาศักยภาพตัวผู้ประกอบการ 3,500 คน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้น “นวัตกรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ นำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ ความแตกต่าง และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสร้างจุดเด่นของสินค้าและบริการ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 300 ผลิตภัณฑ์

นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์

โครงการ เพื่อผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการด้วยแนวคิดนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ใน 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมในกระบวนการผลิต และนวัตกรรมการบริหารจัดการผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการส่งเสริมนวัตกรรมอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ โครงการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โครงการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เป็นต้น โดยบูรณาการการทำงานและเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนานวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ตลอดจนวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาประยุกต์ใช้สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ก่อนถ่ายทอดไปในรูปแบบโมเดล และต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ที่ผู้บริโภคพึงพอใจ เพื่อพัฒนาผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การยกระดับสินค้าของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมยังมีโครงการต่างๆ อีกมากกว่า 70 โครงการ/กิจกรรม ที่สอดแทรกแนวคิดด้านนวัตกรรมเพื่อการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ฉีกหนีคู่แข่งทางการค้า ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนสืบไป

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 202-4426-7 หรือเข้าไปที่ http://www.dip.go.th หรือ http://www.facebook.com/dip.pr

ผลิตภัณฑ์กิ๊บเก๋ ไอเดีย นศ. ม.กรุงเทพ

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 373

เสริมไอเดีย

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

ผลิตภัณฑ์กิ๊บเก๋ ไอเดีย นศ. ม.กรุงเทพ

โชว์ผลงานกันไปเรียบร้อยแล้วสำหรับไอเดียบรรเจิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในโครงการ CEMP (Creative Entrepreneurial Marketing Project) ซึ่งจัดกันมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แล้ว ปีนี้เน้นเรื่องความพอเพียง (Sufficiency) ตามพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีนักศึกษาทั้งหมด 12 ทีม นำโครงการที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำมานำเสนอตั้งแต่การผลิตจนถึงการขาย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนมีที่มาที่ไปน่าสนใจ บางโปรดักต์ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ขณะที่บางโปรดักต์นำวัตถุดิบเหลือใช้มารีไซเคิล

กระเป๋ารีไซเคิลเด่นดีไซน์

อย่างเช่นกระเป๋าที่ทำจากยางในรถยนต์เก่า แบรนด์ “Blouchy” โดยนักศึกษากลุ่มนี้เกิดแรงบันดาลใจอยากจะทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการเกิดมลพิษ เนื่องจากเห็นว่าในแต่ละปีประเทศไทยมียางเก่าประมาณ 100 ล้านเส้น บ้างก็ทำลายด้วยการนำไปเผาทิ้ง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น จึงต้องการนำวัสดุดังกล่าวมาผลิตเป็นกระเป๋า พร้อมดีไซน์ให้เข้ากับกลุ่มวัยรุ่น และยังทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจ ใส่ใจ และตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อมกันให้มากขึ้นอีกด้วย

ตัวกระเป๋าใช้ผ้าแคนวาสผสมกับยางในรถยนต์ ราคาใบละ 690 บาท กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือ หญิงอายุ 18-35 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มุ่งเน้นไปยังคนจบปริญญาตรี ผู้ที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มที่จะสนใจและคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

จุดเด่นของแบรนด์ “Blouchy” อยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบที่แปลก แทบจะไม่มีแบรนด์มีชื่อหยิบยกนำวัตถุดิบนี้ขึ้นมาทำเป็นสินค้าแฟชั่น ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างจากคู่แข่งขัน และเชื่อว่าลูกค้าน่าจะสนใจเพราะไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่สวยงามเท่านั้น ยังเป็นราคาที่ไม่แพงจนเกินไปเมื่อเทียบกับราคาตลาดกระเป๋าทั่วไป และยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยมีช่องทางการขายทั้ง Facebook : Blouchy, Instagram : Blouchy, LINE ID : arm1708 และ โทรศัพท์ (084) 775-9945 หรือดูรายละเอียดที่www.student.bu.ac.th/~rosjanut.phan/cemp6/index.html

เพิ่มมูลค่าถ่านไม้ไผ่

“B-FONG” เป็นสินค้าอีกแบรนด์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถ่านไม้ไผ่ โดยชื่อแบรนด์มีที่มาที่ไปดังนี้

B มาจาก

– Bamboo ที่แปลว่า ไผ่ เพราะส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ทำมาจากถ่านไม้ไผ่

– Business คือนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ

– Bangkok University ชื่อมหาวิทยาลัย

เมื่อนำมารวมกับคำว่า FONG (ฟอง) เป็น B-FONG ซึ่งเป็นการเล่นคำจากคำว่า มีฟอง กลายเป็น Be ที่แปลว่า เป็น เพราะต้องการสื่อให้เห็นว่า เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีฟอง เนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีฟอง โดยขนาด 15 กรัม ขายราคา 279 บาท

ที่มาที่ไปของ B-FONG ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าผงถ่านไม้ไผ่ นักศึกษากลุ่มนี้ระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการแท่งเชื้อเพลิง (ถ่าน) จากแกลบ ที่นำมาเพิ่มประโยชน์เป็นถ่านอัดแท่งเชื้อเพลิง ด้วยคุณสมบัติของถ่านที่ดูดซับสิ่งสกปรก สารพิษตกค้างต่างๆ ทำให้เกิดแนวคิดที่จะนำถ่านมาเพิ่มมูลค่า และใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านเวชสำอาง จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ B-FONG ประสบการณ์ใหม่ในการล้างหน้า ที่ให้มากกว่าความสะอาด ด้วยนวัตกรรม Micro Oxygen Bubble ด้วยคุณสมบัติฟองเล็กอณูละเอียด สามารถทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกด้วยผงถ่านจากต้นไผ่ที่ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกที่เกิดจากมลภาวะต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีสารช่วยบำรุงผิว ได้แก่ Aloe Barbadensis Leaf Extract สกัดจากว่านหางจระเข้ ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิว ฟื้นฟู สมานผิวจากปัญหาสภาพผิวถูกทำลาย Centella Asiatica Extract สารสกัดจากใบบัวบก ช่วยรักษาบาดแผล รอยฟกช้ำ แผลไฟไหม้ มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ Vitamin B3 ช่วยให้ผิวขาวอมชมพู ริ้วรอยดูตื้นขึ้น เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ผสานกับ Mulberry Extract สารสกัดจากรากหม่อน มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสี จึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว แม้ผิวบอบบาง แพ้ง่าย

ผู้สนใจติดต่อได้หลายช่องทางทั้ง Instagram : bfong_foam, LINE : donlaya_fai, Facebook : B_FONG หรือโทรศัพท์ (086) 839-5361, (084) 720-7652

หนึ่งเดียวสองประโยชน์

นาฬิกาโคมไฟหญ้าเเฝก “Vintever” เป็นอีกไอเดียที่ผู้คนชื่นชอบและประทับใจ ซึ่งแม้จะดีไซน์แบบเรียบง่าย แต่สวยงาม เป็นรูปทรงเหลี่ยม เพื่อให้สามารถเข้าได้กับทุกมุมที่นำไปวาง โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มาจากหญ้าเเฝกเเละไม้ นำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นไม้อัดหญ้าแฝก จากนั้นออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำริในการนำหญ้าแฝกมาปลูกเป็นแนวกำแพงป้องกันหน้าดินพังทลาย ซึ่งสามารถสร้างแนวความคิดให้เห็นถึงประโยชน์ของหญ้าแฝก ที่เป็นได้มากกว่าวัชพืชไร้ค่า สามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย

ด้วยเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติจึงมีคุณสมบัติที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทั้งนี้ นอกจากจะใช้ดูนาฬิกาได้เเล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในส่วนของโคมไฟในการให้เเสงสว่างได้อีกด้วย โดยเลือกใช้อุปกรณ์ให้แสงสว่าง LED แทนหลอดไฟ เพื่อประหยัดพลังงานและไม่ให้เกิดความร้อนจากหลอดไฟ เป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างสวยงาม

นักศึกษาเจ้าของนาฬิกาโคมไฟหญ้าเเฝก “Vintever” แจงถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักคือ ผู้ชายวัยทำงาน ช่วงอายุประมาณ 33 ปีขึ้นไป ซึ่งนิยมชมชอบการใช้วัสดุจากธรรมชาติ

ใครที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์กิ๊บเก๋แบรนด์นี้ ติดต่อ Facebook : vinteverbrand, Instagram : VINTEVER_OFFICIAL, E-mail : vintever.official@gmail.com คุณโม โทรศัพท์ (098) 250-6243 คุณมิ้น โทรศัพท์ (094) 429-8955

แฟ้มเอกสารอเนกประสงค์

ดังที่เกริ่นไปแต่แรก ธีมของโครงการ CEMP ปีนี้ เป็นเรื่องความพอเพียง ดังนั้น กลุ่มนักศึกษาจึงนำวัตถุดิบที่หาได้ในบ้านเรามาใช้ทำผลิตภัณฑ์ อย่างกระเป๋าแฟ้มลายผ้าทอ แบรนด์ธาราพัสตร์ (Tharaphas) ซึ่งเป็นกระเป๋าเอกสารลายผ้าทอที่นักศึกษากลุ่มดังกล่าว ต้องการสื่อถึงความเป็นไทยของลายผ้าทอ จึงนำผ้าทอพื้นบ้านของไทยมาประยุกต์ตกแต่งลงบนกระเป๋าที่ไม่มีลวดลายให้มีเอกลักษณ์แบบไทยๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีลวดลายแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และกระเป๋าเอกสารนี้มีขนาดใหญ่กว่าแฟ้มทั่วไป มีตัวกันกระแทก ตัวแฟ้มทำมาจากหนังสังเคราะห์สามารถกันน้ำได้

พร้อมกันนั้นได้สร้างความแตกต่างจากแฟ้มเอกสารทั่วๆ ไป โดยเพิ่มความอเนกประสงค์ให้ใส่สิ่งของได้หลากหลายขึ้น สำคัญที่สุดคือ ลวดลาย ทำให้ผู้ถือดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ออกแบบให้เหมาะกับวัยรุ่นที่รักแฟชั่น โดยลูกค้าเป้าหมาย มีทั้งชายและหญิง อายุประมาณ 20-30 ปี รวมถึงชาวต่างชาติด้วย

อยากติดต่อธุรกิจกับผู้ผลิตแบรนด์ดังกล่าว เข้าไปที่ Facebook : tharaphas, Instagram : THARAPHAS, E-mail : tharaphas@hotmail.com, LINE : mickrian โทรศัพท์ (086) 345-2537

โชว์ลวดลายผ้าขาวม้า

สำหรับโปรดักต์อีกอย่างที่คนเห็นแล้วอยากได้ไว้สวมใส่ นั่นคือ กางเกงผ้าไมโครไฟเบอร์ที่ตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าสามารถพับเก็บเป็นกระเป๋าและพกพาได้ แบรนด์ Grandmarine ซึ่งมีหลากหลายไซซ์ให้เลือก ทั้ง S M L ในราคาตัวละ 350 บาท

นักศึกษากลุ่มนี้เล่าถึงการนำผ้าขาวม้ามาใช้ตกแต่งว่า เห็นคนสมัยก่อนนิยมใช้ จึงเกิดแรงบันดาลใจนำมาประสมประสานกับกางเกงที่ทำด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ และการพับเก็บกางเกงให้เป็นกระเป๋าเพราะมองว่าเวลาไปออกกำลังกายแล้วต้องถือของหลายอย่าง จึงเปลี่ยนจากกางเกงเป็นกระเป๋าพกพาที่สามารถเก็บโทรศัพท์หรือเงินได้ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นผู้ชายอายุ 18-22 ปี

ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ในหลายช่องทาง ทั้ง Facebook : https://www.facebook.com/pages/Grand-Ma-Rine/963751773649835 (Grand Ma Rine), Instagram : Grandmarine_, E-mail : grandmarine.cemp6@gmail.com โทรศัพท์ (082) 476-0044 (ณัฐดนัย Manager), (092) 898-7814 (อัสฮา ฝ่ายขาย) LINE ID : bnew123, asharawy1313

ใช้ของเสียจากไบโอดีเซล

5 ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอไปนั้นเป็นโปรดักต์ที่คนใช้ แต่สำหรับน้ำยาเคลือบยาง “PRETECH” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับรถ อันมีส่วนผสมหลักจาก กลีเซอรีน (Glycerin) มีสีเขียวมรกตเพื่อสื่อให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติ โดยกลีเซอรีนตัวนี้ผลิตมาจากของเสียของไบโอดีเซล เป็นการใช้ส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง

กลุ่มนักศึกษาเจ้าของโปรเจ็กต์น้ำยาเคลือบยาง “PRETECH” อธิบายว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากพระราชดำริโครงการพลังงานชีวภาพไบโอดีเซล และพระราชดำรัสในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โดยการนำของเสียจากกระบวนการผลิตไบโอดีเซลมาเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น และคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค

การนำกลีเซอรีนมาเป็นส่วนผสมหลักของน้ำยาเคลือบยาง เนื่องจากมีคุณสมบัติทำให้วัสดุยืดหยุ่นที่ทำมาจากธรรมชาติ เช่น หนังแท้ ยางรถ หนังยาง หรือยางต่างๆ เกิดความนุ่ม เมื่อเคลือบยางแล้วน้ำยาจะซึมเข้าไปในเนื้อยางเพื่อดูแลและถนอมเนื้อยางอย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้ยางเกิดความนุ่มดูดำเงาเป็นธรรมชาติยึดเกาะติดถนนได้ดีเยี่ยม และเมื่อใช้น้ำยาเคลือบยางเป็นประจำจะทำให้ยางมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นโดยที่ไม่ดูเก่าและคงคุณภาพของยางที่มาจากโรงงาน

ใน 1 ขวด บรรจุ 450 มิลลิลิตร เป็นขวดทรงกระบอกอ้วน มีหัวปั๊มเพื่อความสะดวกในการใช้งาน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก เป็นกลุ่มชายอายุระหว่าง 26-35 ปี กลุ่มคนที่รักรถและใส่ใจในรายละเอียดของรถยนต์ที่ตัวเองรัก สามารถแบ่งเวลามาดูแลรถได้ และมีความสุขเสมอที่ได้เห็นรถตนเองสวยและใหม่อยู่เสมอ

ช่องทางการติดต่อกับผู้ผลิตน้ำยาเคลือบยาง “PRETECH” มีหลายทางอาทิ LINE : pretech_th, Facebook : Pretech_th, Instagram : Pretech_th โทรศัพท์ (081) 801-4432, (086) 729-9912

นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า พลีพรีม น้ำหัวปลีเพิ่มน้ำนมแม่ ชาดอกไม้ ออร์แกนิก Sarana Rose

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 372

เสริมไอเดีย

ดวงกมล

นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า พลีพรีม น้ำหัวปลีเพิ่มน้ำนมแม่ ชาดอกไม้ ออร์แกนิก Sarana Rose

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จัดแสดงนวัตกรรมและความร่วมมือทางด้านอาหารระหว่างภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ และเครือข่ายพันธมิตร ภายใต้แนวคิด Food Innovation Network (FIN) ในงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2558 หรือ NAC 2015 รวมสุดยอดนวัตกรรมและบริการด้านอาหารมาจัดแสดง

ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์งานดังกล่าวว่า เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมด้านอาหาร รวมทั้งงานวิจัยใหม่ๆ ที่สามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดอุตสาหกรรมอาหาร เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

“ปัจจุบัน นวัตกรรมมีบทบาท และมีความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างมาก เนื่องจากการแข่งขันสูงขึ้น การกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น ฉะนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว ยิ่งใกล้เปิดตลาดเออีซีด้วยแล้ว ลำพังคุณภาพสินค้าไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องเพิ่มคำว่า นวัตกรรม ลงไปด้วย สินค้าจึงจะมีความต่าง สามารถแข่งขันในเวทีระดับโลก”

พลีพรีม เข้าใจหัวอก

คุณแม่น้ำนมน้อย

ภายในงานแสดงนวัตกรรมดังกล่าว มีเครื่องดื่มใหม่ที่นำนวัตกรรมมาใช้อย่างสร้างสรรค์ เส้นทางเศรษฐี ขอนำเสนอ เครื่องดื่มสำหรับคุณแม่ ช่วยบำรุงน้ำนม แบรนด์ “พลีพรีม” โดยมีปลีกล้วยเป็นวัตถุดิบ ดื่มง่าย ได้รับเครื่องหมาย อย. งานวิจัยรับรองผลิตภัณฑ์ และรางวัลอาหารการันตี อย่าง รางวัลผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเชิงนวัตกรรม ประจำปี 2557 จากสถาบันค้นคว้าและวิจัยอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น

คุณขนิษฐา จันทร์ขจรชัย เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงน้ำนมแม่จากปลีกล้วย เท้าความจากประสบการณ์ตรงว่า

ช่วงคลอดลูกใหม่ๆ ไม่ค่อยมีน้ำนม ก็พยายามศึกษาหาข้อมูลว่าอาหารประเภทไหนสามารถช่วยให้มีปริมาณน้ำนม ซึ่งก็ค้นพบว่า “ปลีกล้วย” มีสรรพคุณที่เห็นผลชัดเจนมากที่สุดในบรรดาอาหารจากผัก เลยเกิดแนวคิดนำมาแปรรูปเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อยในการเตรียมอาหาร

“ปัจจุบัน คุณแม่ส่วนใหญ่ที่ให้นมบุตร มักทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารให้ตัวเองรับประทาน ประกอบกับช่วงคลอดลูกใหม่ๆ บางคนไม่ค่อยมีน้ำนม เลยมั่นใจว่า น้ำหัวปลี และผงเพิ่มน้ำนมจะตอบโจทย์คุณแม่เหล่านี้”

สำหรับผลิตภัณฑ์จากปลีกล้วย คุณขนิษฐาเริ่มต้น ผงสกัดจากปลีกล้วยเป็นตัวแรก เป็นเครื่องดื่มชนิดชงกับน้ำร้อน ซึ่งช่วงแรกเธอไม่คิดทำขาย แจกให้คุณแม่มือใหม่ได้นำไปชงดื่มเพื่อเพิ่มน้ำนมเท่านั้น แต่ผลตอบรับกลับดีเกินคาด อาศัยการบอกต่อแบบปากต่อปาก หลายคนกลับมาซื้อเป็นจำนวนมาก หนที่สุดกลายเป็นธุรกิจ

เพื่อให้บรรดาคุณแม่เกิดความไว้วางใจและเชื่อถือในตัวผลิตภัณฑ์ คุณขนิษฐาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้และสัมมนาต่างๆ กับหลายหน่วยงาน อาทิ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพ

ราวปี 2554 ผลิตภัณฑ์จากปลีกล้วย “พลีพรีม” ถูกพัฒนาจนในที่สุดกลายเป็นเครื่องดื่มแบบชงกับน้ำร้อนสำเร็จ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องดื่มบรรจุขวดรสชาติอร่อยเพราะผสมน้ำตาลอ้อยและน้ำมะนาว เพิ่มความสะดวกมากขึ้น สามารถดื่มได้ทั้งคุณแม่ และผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกาย เนื่องจากปลีกล้วยมีสารอาหารสำคัญในการลดการอักเสบในร่างกายสูง รวมถึงยังช่วยลดการดูดซึมไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย

สำหรับปลีกล้วยที่นำเข้ามาผลิตสินค้านำมาจากจังหวัดพิษณุโลก โดยเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยแบบออร์แกนิก ปัจจุบัน พลีพรีม มีกำลังผลิตแบบที่เป็นชาชงสำเร็จราว 20,000 กล่อง ต่อเดือน แบบขวดพร้อมดื่มราว 1,000 ขวด ต่อวัน จำหน่ายในจังหวัดเชียงใหม่ รพ.แม่และเด็ก, รพ.สันกำแพง, รพ.สันป่าตอง, ริมปิงซุปเปอร์สโตร์ ทุกสาขา, กาดหลวงแอร์พอร์ต เซ็นทรัลเชียงใหม่, ร้านดอยคำ ผลิตภัณฑ์โครงการหลวง มช., ศูนย์อภัยภูเบศร รพ.สวนดอก, ในเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

สำหรับตลาดต่างประเทศ หญิงสาวระบุว่า มีบริษัทมาติดต่อขอทำ OEM เพื่อไปทำตลาดเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ก็มองตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง

ติดต่อผลิตภัณฑ์จากปลีกล้วย ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจน์วาริน เลขที่ 28/13 หมู่ 6 ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โทรศัพท์ (086) 911-0494

ชาดอกไม้ออร์แกนิก

เจาะตลาดผู้ดื่มชาระดับพรีเมี่ยม

อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ถือเป็นความสำเร็จของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ นั่นคือ ผู้ผลิตชาดอกไม้-สมุนไพรออร์แกนิก แบรนด์ “Sarana Rose”

คุณสรณะ สมโน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮนด์ฮาร์เวท จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ชาดอกไม้ออร์แกนิก “Sarana Rose” เผยว่า เดิมปลูกข้าว 30 ไร่ ในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมามีแนวคิดอยากปลูกดอกไม้ออร์แกนิก ได้แบ่งพื้นที่ออกมาประมาณ 5 ไร่ เริ่มต้นปลูกกุหลาบมอญ ดอกพุดซ้อน ดอกอัญชัน และพืชสมุนไพรต่างๆ ทั้งหมดอยู่ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกข้าวมาเป็นไร่ดอกไม้ออร์แกนิก

คุณสรณะ บอกต่อว่า ปลูกดอกไม้ และสมุนไพรจำนวนมาก เลือกนำมาแปรรูปทำเป็นชาดอกไม้ และชาสมุนไพร โดยเฉพาะกุหลาบที่ออกตลอดทั้งปี โดยตัวชาจะใช้ชาเขียว กำหนดความชื้นไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาอบร่วมกับดอกไม้และสมุนไพร เพื่อให้ชาได้ดูดกลิ่นของดอกไม้และสมุนไพรเข้าไปได้อย่างเต็มที่

ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน ผู้ผลิตเดินหน้าเจาะตลาดผู้ดื่มชาระดับพรีเมี่ยม เพราะมั่นใจว่าสินค้ามีความแตกต่างจากตลาดชาทั่วไป เตรียมวางแผนบุกตลาดจีน มาเลเซีย เวียดนาม เป็นลำดับต่อไป

สนใจติดต่อผลิตภัณฑ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณนัชนา รัตนากรโกวิท โทรศัพท์ (085) 907-5634

กรณีศึกษา ทางแก้ปัญหา “คู่แข่งล้น”

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 371

เสริมไอเดีย

พารนี

กรณีศึกษา ทางแก้ปัญหา “คู่แข่งล้น”

“ผ่านไปไม่นาน คู่แข่งผุดขึ้นไม่เว้นวัน จนปัจจุบัน มีหลายรายแทบนับไม่ถ้วน ส่งผลให้งานเข้าน้อยลงจนเห็นได้ชัด จึงต้องค้นคิดหาทางออกใหม่…ให้กับธุรกิจของตัวเอง”

http://www.Incquity.com เว็บไซต์ของไทย ที่เน้นเนื้อหาการอัพเดตเรื่องราวธุรกิจในแง่มุมต่างๆ ทั้งความรู้และเรื่องราว Case Study จากธุรกิจจริง

เคยเผยแพร่บทความว่าด้วยเรื่อง “สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง” มีเนื้อหาที่ SMEs พึงพิจารณาอย่างยิ่ง

ในที่นี้ขออนุญาต หยิบบางส่วนมาสรุปพอสังเขป ดังนี้

ทุกธุรกิจต่างต้องการช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างการแข่งขันจากคู่แข่ง หากรายใดมีเหตุต้องเพลี่ยงพล้ำ ก็มักหาวิธีแก้ไขหรือโต้ตอบ

ซึ่งวิธีการแก้ไขและต่อสู้เมื่อธุรกิจตกเป็นรองคู่แข่ง มักใช้วิธีการแตกต่างกันไป อาทิ ใช้โฆษณาเพื่อตอบโต้ ปรับการวางแผนทางกลยุทธ์ ใช้การตลาดเข้าสู้ ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาสู้โดยยังคงผลิตภัณฑ์หลักไว้

กล่าวเฉพาะประเด็น “สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาสู้โดยยังคงผลิตภัณฑ์หลักไว้” เว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่า เป็นกลยุทธ์โต้ตอบที่รุนแรงชัดมากที่สุด เป็นการชิงเปิดเกมรุกและเพิ่มแนวรบทางสงครามธุรกิจสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ในสภาพที่เพลี่ยงพล้ำและต้องการจะกลับมาทวงคืนความเป็นเจ้าตลาดอีกครั้ง

โดยเหตุผลที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่โดยคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ ก็เพราะต้องการแย่งชิงความเป็นผู้นำในตลาดของสินค้าประเภทดังกล่าวกลับคืนมาจากคู่แข่ง จึงทำการเพิ่มสินค้าใหม่ออกขายในกลุ่มตลาดเป้าหมายเดิมเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และใช้ความแปลกใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้นทำการช่วงชิงตลาดกลับคืนมา

……………

หลายวันก่อน ตอนไปเดินสำรวจความเคลื่อนไหวของชาว SMEs ในอีเว้นต์งานหนึ่งที่เมืองทองธานี

สะดุดตากับภาพ “โมนาลิซ่า” ขนาดใหญ่ สีสันแปลกตา

พอขยับเข้าไปดูใกล้ๆ จึงรู้ว่าไม่ใช่ภาพวาดทั่วไป

หากเป็นการนำพลอยเทียมเม็ดเล็กๆ หลากสีสัน จำนวนนับหมื่นเม็ด มาวางไล่เรียงกันจนกลายเป็นภาพคลาสสิกระดับโลกอย่างที่เห็น

สอบถามทาง คุณสุเวช พรวิศิษฎ์วณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดิร์น มายด์ จำกัด เจ้าของผลงานที่เกริ่นถึง ได้ความว่า กิจการของเขา เป็นผู้นำเข้าและจำหน่าย แผ่นรีดหมุด แผ่นรีดกากเพชร แผ่นรีดกำมะหยี่ แผ่นรีดผ้าขน โดยเริ่มต้นลงทุนร่วมกับนักธุรกิจชาวเกาหลี เมื่อราว 8 ปีที่แล้ว

หลังผ่านไป 4 ปี จึงแยกตัวออกมาทำแบรนด์ของตัวเอง ปัจจุบันมีลูกน้องประมาณ 30 คน รับงานทุกอย่างที่เกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมในการตกแต่งเสื้อผ้า ประเภท อะลูมิเนียม พลอย เพชร มุก หรือที่คนในแวดวงจะรวมเรียกว่า ไรน์สโตน (Rhinestone)

สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจในแบบของเขานั้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทส่งออกเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หมวก ที่ต้องการประดับไรน์สโตนลงบนสินค้ากลุ่มดังกล่าว

โดยจะส่งสินค้าแต่ละชนิดมาให้ทางโรงงานของเขาทำการออกแบบและรีดติดให้ ซึ่งเหล่านี้เป็นงานกึ่งแฮนด์เมด ใช้ทั้งเครื่องจักรและมือคน

ย้อนไปเมื่อตอนเริ่มต้นทำ เหมือนจะเป็นรายแรกๆ ของเมืองไทย ทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการกันคึกคัก

ผ่านไปไม่นาน คู่แข่งผุดขึ้นไม่เว้นวัน จนปัจจุบัน มีหลายรายแทบนับไม่ถ้วน ส่งผลให้งานเข้าน้อยลงจนเห็นได้ชัด

จึงต้องค้นคิดหาทางออกใหม่…ให้กับธุรกิจของตัวเอง

ด้วยการมอบหมายให้ดีไซเนอร์ลองออกแบบภาพที่สามารถประดิษฐ์ขึ้นจากไรน์สโตน ก่อนแนะให้เลือกภาพที่คนส่วนใหญ่รู้จักหรือนิยมชมชอบ อย่าง พระพุทธรูป รามเกียรติ์ หรือ โมนาลิซ่า

ใช้เวลานับเดือน สำหรับขั้นตอนการออกแบบ เลือกใช้วัสดุ และการลงมือ “จิ้มติด” ไรน์สโตน ทีละเม็ดๆ ลงบนผ้าสักหลาดสีดำจนกว่าจะออกมาสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ

เกี่ยวกับตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ เจ้าของไอเดียบอก เพราะใช้เวลาทำนานและต้นทุนค่อนข้างสูง จึงตั้งเป้าไปที่กลุ่มบน พวกผู้คนชื่นชอบการตกแต่งบ้านทั้งไทยและต่างประเทศ

และว่า สินค้าตัวล่าสุดเพิ่งเริ่มทำได้ไม่นาน ตอนนี้เลยยังไม่มีคู่แข่ง แต่ถึงจะมีก็ไม่กลัว เพราะเป็นงานที่ทำยากเหมือนกัน

“โลกทุกวันนี้การแข่งขันสูง คนทำธุรกิจเลยหยุดนิ่งไม่ได้ เพราะแค่หยุดนิ่งก็ถือว่า…ถอยหลังแล้ว”

เจ้าของธุรกิจรายนี้ ฝากไว้อย่างนั้น

สนใจภาพประดิษฐ์จากไรน์สโตน ผลงานของ บริษัท โมเดิร์น มายด์ จำกัด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ คุณสุเวช พรวิศิษฎ์วณิช กรรมการผู้จัดการ เลขที่ 30-32 ซอยเพชรเกษม 54 แยก 1 ถนนเพชรเกษม แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160

โทรศัพท์ (02) 805-0388-9, (081) 913-9594

อีเมล : modernmind555@yahoo.com

%d bloggers like this: