เศรษฐกิจโลก

All posts tagged เศรษฐกิจโลก

จีน-อินเดียหนุนราคาทองโลกพุ่งลิ่ว

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128115.

Pic_128115

ตลาดทองเอเชีย ราคาทองสปอตดีดตัวขึ้นเหนือ 1,356.60 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ สภาทองคำโลก ระบุจีน-อินเดียหนุนราคาทองโลกพุ่งลิ่ว …

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดทองเอเชีย ราคาทองสปอตดีดตัวขึ้นเหนือ 1,356.60 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ พุ่งขึ้นจากระดับปิดในตลาดสปอตนิวยอร์กเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ถึง 20.31 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ โดยมีแรงหนุนจากการที่ดอลลาร์ยุติการแข็งค่าขึ้น หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ต.ค. ขณะที่คำสั่งซื้อชดเชยก็ช่วยหนุนตลาดด้วย

ด้านสภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า อุปสงค์ทองเพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อเครื่องประดับที่ฟื้นตัวขึ้นในตลาดอินเดีย และปริมาณการใช้ทองที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในจีน โดย WGC เปิดเผยรายงานแนวโน้มอุปสงค์ทองประจำไตรมาส 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ทองเพิ่มขึ้น 12% ต่อปีในไตรมาส 3 โดยเฉพาะปริมาณการใช้เครื่องประดับที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว

นางไอลี ออง ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ WGC กล่าวว่า อุปสงค์ในเครื่องประดับปีนี้อาจอยู่สูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพในตลาดปริวรรตเงินตราช่วยหนุนการลงทุนทองในปีนี้ และช่วยให้ราคาทองขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดที่ 1,424.10 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ในสัปดาห์ที่แล้ว

ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ทองคำวันที่ 18 พ.ย. ราคาปรับขึ้นลงต่อเนื่อง หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นบาทละ 200 บาท โดยทองแท่งซื้อบาทละ 19,200 บาท ขายบาทละ 19,300 บาท ทองรูปพรรณซื้อบาทละ 18,919 บาท ขายบาทละ 19,700 บาท ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามตลาดต่างประเทศที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 10 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ โดยอยู่ที่ระดับ 1,358 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ช่วงนี้ราคาทองคำคงสวิงขึ้นลงต่อเนื่องไปอีกระยะ เพราะเป็นการปรับฐานของตลาดทองโลก ซึ่งคงต้องรอดูจีนปรับอัตราดอกเบี้ยก่อนว่าจะขึ้นมาในระดับใด ตลาดก็จะชัดเจน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

แบงก์ชาติ แนะรัฐบาลใหม่ จับตาเศรษฐกิจโลกใกล้ชิด

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193060.

Pic_193060

ธปท.พร้อม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ และการดำเนินนโยบายการเงิน ให้รมว.คลังคนใหม่รับทราบ ระบุเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลต้องจับตาใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.พร้อมที่จะให้รายงานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ให้รมว.คลัง และรัฐบาลใหม่รับทราบ รวมทั้งการดำเนินการ และการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และให้ รมว.คลัง คนใหม่รับทราบ โดยขณะนี้ยังไม่ได้มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน ต้องขึ้นอยู่กับ รมว.คลัง แต่เชื่อว่า ในการทำงานด้านเศรษฐกิจมีเวที และโอกาสที่จะได้หารือกันอยู่แล้ว

“เชื่อว่า รมว.คลังใหม่ รัฐบาลใหม่น่าจะมีข้อมูลทางเศรษฐกิจของท่านแล้วส่วนหนึ่ง ในขณะที่ทางธปท.ก็มีข้อมูลเศรษฐกิจ และการดำเนินการทางการเงิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อที่จะรายงาน ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรจะต้องดูแลนโยบายเศรษฐกิจของไทยให้เป็นไปในทิศทางที่รองรับ สถานการณ์เปลี่ยนแปลง”ผู้ว่าการธปท. กล่าว

ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า รมว.คลัง คนใหม่เป็นคนที่เคยทำงานที่ ธปท.มาก่อน ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถเข้าใจการทำงานของ ธปท.โดยเฉพาะในด้านการกำกับดูแลสถาบันการ เงินอยู่แล้ว ซึ่งตามปกติแล้ว ธปท.เป็นองค์กรที่สามารถทำงานได้กับ รมว.คลังทุกคนมาตลอดอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

ขุนคลัง การันตี ภาวะเงินเฟ้อจากขึ้นค่าแรงไม่น่าห่วง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192956.

Pic_192956

“ธีระชัย” โพสต์เฟสบุ๊คระบุแม้ไม่ได้ร่วมร่างนโยบาย พรรคเพื่อไทยแต่สนับสนุนการดูแลฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ชี้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้เงินเฟ้อขึ้นเพียงรอบเดียวในปีที่ปรับจึงไม่น่ากังวลเท่ากับเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ย้ำขณะนี้ยังไม่มีมาตรการควบคุมเงินไหลเข้า

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้โพสต์ข้อความลงในหน้าแฟนเพจของเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยตอบคำถามสื่อมวลชนที่ได้ส่งคำถามไปยังนายธีระชัยถึงข้อกังวลในการดำเนิน นโยบายต่างๆในฐานะ รมว.คลังว่า มีสื่อมวลชนที่ถามคำถามไว้ที่ซ้ำๆ กัน ขอรวบรวมตอบดังนี้ 1. ผมจะยึดหลักวินัยทางการคลังหรือไม่ ? ผมจะให้ความสำคัญเรื่องวินัยทางการคลังเป็นอย่างมาก ผมเองยอมรับว่าไม่ได้มีส่วนในการร่างนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่ผมก็เห็นด้วยกับแนวความคิดเหล่านี้ เนื่องจากเป็นแนวคิดที่ต้องการจะปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนโดย เฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ผมจึงจะให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาเรื่องความยั่งยืนทางฐานะการคลังควบคู่ไปด้วย เพื่อประสานความใฝ่ฝันทางการเมืองให้พอดีกับความเป็นไปได้ทาง วิชาการ ผมจึงจะขอทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างข้าราชการและนโยบายของพรรค ให้มีความ กลมกลืนกันให้มากที่สุด

2. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ไม่ว่าจะขึ้นมากน้อยเท่าใดและขึ้นเป็นขั้นบันใดหรือขึ้นครั้งเดียว จะมีข้อกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือไม่? การขึ้นค่าแรงงานนั้น จะมีผลต่อเงินเฟ้อในลักษณะเพิ่มต้นทุน (cost push) จึงจะมีผลทำให้ระดับราคาสูงขึ้นไปเพียงรอบเดียวในปีที่มีการขึ้นค่าแรง ไม่ใช่มีผลต่อเนื่องซ้ำๆ ทุกปีเหมือนกรณีที่เกิดเงินเฟ้อจากเศรษฐกิจโดยรวมร้อนแรงเกินไป (demand pull) ดังนั้น จึงเป็นที่น่ากังวลน้อยกว่ากรณีเศรษฐกิจร้อนแรง อย่างไรก็ดี รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลให้การปรับขึ้นราคาสินค้านั้นเป็นไปอย่าง เหมาะสมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น และคาดว่าผู้ประกอบการส่วน หนึ่งจะสามารถรับภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ลดลงไปบ้างโดยไม่ปรับขึ้น ราคาขายสินค้าแต่ทั้งนี้ ผมเห็นว่าวิธีปรับตัวที่ดีที่สุดก็คือให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (productivity) โดยผมจะดูตัวอย่างเช่นประเทศบราซิลที่มีการเก็บเงิน จากรายได้ที่ได้จากการขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วย SME ในการฝึกอบรมคนงาน เพิ่มทักษะในการผลิต วิจัยพัฒนาขั้นตอนการ ผลิตให้เร็วขึ้นและให้ต้นทุนต่ำลง รวมทั้งพัฒนารูปแบบหรือลักษณะของสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม (value add) ที่สูงขึ้น ซึ่งผมจะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเป็นไป ได้ที่จะดำเนินการทำนองนี้

ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ผลิต สินค้าแบบเดิมๆ ซึ่งใช้แรงงานสัดส่วนสูงนั้น ย่อมจะถูกกระทบมากกว่ารายอื่น แต่ก็ควรถือโอกาสนี้ช่วยกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาทั้งรูป แบบสินค้าและวิธีการทำงานให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งผมจะหารือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่เพื่ออำนวยความ สะดวกเรื่องนี้ให้เต็มที่

3. ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปจะกระทบต่อไทยอย่างไร จะทำให้ต้องคิดอ่านนำเอามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้ามาใช้หรือไม่ ? ขอตอบว่า เศรษฐกิจ ของสหรัฐฯและยุโรปที่อ่อนตัวแสดงว่าในอนาคตประเทศในเอเชียจำเป็นจะต้องหันมา พึ่งความต้องการภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งขบวนการปรับค่าแรงขั้นต่ำ และระบบสวัสดิการนั้นเป็นนโยบายที่เหมาะสำหรับเอเชียอยู่แล้วหากดำเนินการใน ระดับที่เหมาะสม จึงหวังว่าประเทศเอเชียอื่นๆ จะคิดดำเนินการในลักษณะนี้ด้วย ทั้งนี้ ในอนาคตเอเชียต้องพึ่งการค้าขายภายในประเทศมากขึ้นและการค้าขายระหว่าง เอเชียด้วยกันมากขึ้น เอเชียควรจะลงทุนในประเทศเอเชียกันเองมากขึ้น

สำหรับ ปัญหาด้านเงินทนไหลเข้านั้น เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปมีแนวโน้มน่าสนใจน้อยกว่าเอเชีย ย่อมจะมีผลทำให้นักลงทุนสากลให้ความสนใจลงทุนในเอเชียมากขึ้น ดังนั้น แบงค์ชาติของประเทศต่างๆ ในเอเชียจึงจำเป็นจะต้องติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างไกล้ชิด แต่ในชั้นนี้ ผมไม่มีความคิดที่จะมีมาตรการใดๆ เป็นการเฉพาะ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

ผลกระทบสหรัฐฯ ทำค่าเงินผันผวนระยะสั้น แนะเตรียมรับมือบาทแข็งหลังหายตกใจ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192675.

Pic_192675

แบงก์ชาติ ระบุ ผลกระทบจากสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินทั่วโลก และค่าเงินบาทผันผวนระยะสั้น แต่หลังจากหายตกใจคาดเงินบาทจะกลับมาแข็งค่า เนื่องจากพื้นฐานของไทยยังดี ยันธปท.ดูแลบาทใกล้ชิดให้เกาะกลุ่มไปกับภูมิภาค ช่วยผู้เกี่ยวข้องปรับตัวได้

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯ และการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐลดลงเหลือระดับ AA+ ในระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกมีความผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาทที่จะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัวในระยะสั้น โดยส่วนหนึ่ง เงินจะไหลเข้ามา เนื่องจากมีการขยายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา ขณะเดียวกัน ก็จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่น กัน

“ในส่วนของราคาทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงนั้น เชื่อว่า คงมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของราคาน้ำมัน มองว่า จะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะในที่สุดแล้ว ราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐาน คือ อุปสงค์ และอุปทานที่แท้จริงด้วยว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร”

รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในช่วงแรกแม้ว่าจะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกไปบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่า ทิศทางค่าเงินบาทจะปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศเหล่านี้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เนื่องจากหลังจากที่นักลงทุนไตร่ตรองแล้ว จะพบว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีความอ่อนแอในการฟื้นตัว และไม่มีกระสุนเหลือทั้งนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ยังมีความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะจะต้องดูแลแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างมีความอ่อนไหว โดยหากในช่วงต่อไป มีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหาเงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น ส่วนหนึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงลง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดี แต่ส่วนที่ไม่ดีคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าอาจจะกระทบการส่งออก ดังนั้น จะต้องจับตาดู และช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทของไทย เคลื่อนไหวไปเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด เราก็จะไม่มีปัญหาในเรื่องความสามารถในการแข่งขันในเรื่องการส่งออก เพราะค่าเงินทุกประเทศแข็งเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯโดย ธปท.ได้ติดตาม และดูแลค่าเงินบาทของไทยมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อ การขยายตัวของเศรษฐกิจ”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 10:46 น.

จับตาเศรษฐกิจโลกป่วน

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127536.

Pic_127536

การแก้ปัญหาเงินเฟ้อของรัฐบาลจีน ท่ามกลางกระแสข่าวลือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของรัฐบาลจีนอีกครั้ง และการแก้ปัญหาหนี้สินของไอร์แลนด์

วานนี้ (16 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงจับตา 2 ปัญหาใหญ่ของโลกที่ก่อให้เกิดความวิตกถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง คือ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อของรัฐบาลจีน ท่ามกลางกระแสข่าวลือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของรัฐบาลจีนอีกครั้ง และการแก้ปัญหาหนี้สินของไอร์แลนด์

โดย รมว.คลังของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ได้มีการประชุมกันในคืนของวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหาทางยุติวิกฤติหนี้ของไอร์แลนด์ ขณะที่ไอร์แลนด์ระบุว่า มีเพียงภาคธนาคารเท่านั้นที่อาจต้องการความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลยังไม่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร

ขณะที่นายโจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารจีน กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาเงินกำลังสร้างความวิตกกังวลในจีน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อถือเป็นเรื่องที่น่าวิตก อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางจีนกำลังปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ปกติ หลังจากที่ดำเนินนโยบายผ่อนคลายในช่วงก่อนหน้า แต่นายโจว ยืนยันว่า จะดูแลปริมาณเงิน และสินเชื่อให้ขยายตัวอย่างเหมาะสมต่อไป และยังคงย้ำคำประกาศของรัฐบาลจีนที่จะปรับปรุงกลไกอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน และการผลักดันการปฏิรูปอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางจีนจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี ขณะที่มีรายงานว่า คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน กำลังเตรียมดำเนินการที่เข้มงวดเพื่อควบคุมราคาอาหาร และสกัดการเก็งกำไรราคาในตลาดสินค้าเกษตร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 05:15 น.

ตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลกระส่ำ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192580.

Pic_192580

ตลาดหุ้นตลาดเงินทั่วโลกระส่ำ ผวาวิกฤติหนี้ยุโรป-สหรัฐฯ ป่วนเศรษฐกิจโลก คาดใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน ถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ชัดเจน ต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักลงทุนทั่วโลกต่างเกิดอาการตื่นตระหนก (panic) กันไปทั้งโลก หลังสถาบันจัดอันดับเครดิตสแตนดาร์ด แอนด์พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้เปิดมาวันจันทร์ที่ 8 ส.ค. ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง รวมทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินในสกุลเอเชีย ที่โดนถล่มขายออกมาอย่างหนัก กดดัชนีหุ้นและค่าเงินหลายประเทศร่วงลงทำสถิติต่ำสุด

แม้รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือจี 7 ประกาศว่าจะดำเนินการใดๆที่จำเป็นเพื่อรองรับเสถียรภาพและสภาพคล่องในตลาดการเงิน เพื่อทำให้ตลาดการเงินทรงตัว เพราะความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจะมีผลร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งความตื่นตระหนกของตลาดการเงินในครั้งนี้ได้ แม้ค่าเงินยูโรจะกลับขึ้นมาแข็งค่าได้ จากการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของอิตาลีและสเปนเพื่อสกัดกั้นการลุกลามของวิกฤติในตลาดเงิน แต่ค่าเงินในประเทศเอเชียกลับอ่อนค่าลงทั้งภูมิภาครวมทั้งค่าเงินบาทของไทยที่ช่วงเช้าแข็งค่าได้ แต่สุดท้ายก็อ่อนยวบลงตามค่าเงินภูมิภาค เพราะนักลงทุนหลีก เลี่ยงความเสี่ยงจากความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบาง ขณะที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ยังอออกมาขู่ซ้ำว่าอาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงก่อนปี 2556 หากแนวโน้มการคลังของสหรัฐฯหรือเศรษฐกิจเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามตลาดกำลังจับตาว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่

โดยค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯปิดที่ 29.81/87 บาท อ่อนค่าจากช่วงเช้าที่อยู่ที่ 29.73/77 บาท ขณะที่ค่าเงินวอน เกาหลีใต้ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯร่วงลง 1.4% มากที่สุดภายในวันเดียวในรอบเกือบ 9 เดือน เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เช่นเดียว กับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ทรุดตัวลงหนักกว่า 7.4% ทำให้รัฐบาลต้องให้กองทุนรัฐอัดเงินเข้าไปซื้อเพื่อพยุงตลาดหุ้นจนมาปิดตลาดลดลง 3.4% เช่นเดียวกับค่าเงินรูเปียห์และตลาดหุ้นของอินโดนีเซียที่ปรับตัวลงแรงจนรัฐบาลอินโดนีเซียต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อออกมาตรการรับมือและเข้าแทรกแซงค่าเงิน

สำหรับตลาดหุ้นไทยแดงเถือกตลอดทั้งวัน โดยลงไปต่ำสุดที่ 1,061.69 จุด ลดลง 31.69 จุด ก่อนพยุงตัวมาปิดตลาดที่ 1,078.19 จุด ลดลง 15.19 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 41,010.55 ล้านบาท ต่างชาติยังคงจัดหนักขายสุทธิหุ้นไทยต่ออีก 5,327.49 ล้านบาท และจากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์พบว่าเพียง 2 วันคือวันศุกร์ 5ส.ค.และวันจันทร์ที่ 8 ส.ค.หุ้นไทยที่ปรับตัวรูดลงแรงรวมกันกว่า 45 จุด ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคารวม (มาร์เก็ตแคป) หุ้นไทยหายไปกว่า 3.74 แสนล้านบาท ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผลของความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทำให้แรงขายที่ออกมาในตลาดหุ้นทั่วโลกกดมูลค่ามาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหุ้น กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้คงจะผันผวนและปรับตัวลงใกล้เคียงกับตลาดในภูมิภาค แต่นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปเพราะพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตามองว่าหลังการปรับลดอันดับเครดิตของสหรัฐฯแล้ว ประเทศไหนจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ในส่วนของประเทศไทยมองว่ายังคงมาไม่ถึง ส่วนในแง่ของเงินทุนต่างชาตินั้น เห็นว่าคงเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าจะมีทิศทางอย่างไร

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อของสหรัฐฯลง ระยะสั้นจะส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกผันผวนมาก รวมทั้งค่าเงินบาท เพราะเป็นเหตุการณ์ที่หนักพอควร โดยตลาดการเงินทั่วโลกจะมีการปรับตัว โดยส่วนหนึ่งเงินจะไหลเข้ามาเนื่องจากมีการขายสินทรัพย์ในประเทศพัฒนาแล้วออกมา แต่จะมีนักลงทุนที่กลัวความเสี่ยงขายสินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ออกมาเช่นกัน และมีการเข้าไปลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้น แต่ราคาน้ำมันจะกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนในรอบนี้ไม่มาก เพราะราคาน้ำมันจะมาจากปัจจัยพื้นฐานคือ อุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงต่อไปจะเป็นอย่างไร

นางอัจนายังกล่าวว่า ช่วงแรกแม้จะมีความผันผวน และมีเงินไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่เมื่อฝุ่นหายตลบแล้ว เชื่อว่าทิศทางค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น เพราะจะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย หลังนักลงทุนไตร่ตรองแล้วพบว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มจี 3 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีความอ่อนแอและไม่มีกระสุนเหลือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ยังขยายตัวได้สูง และมีฐานะการคลังที่ดี ทำให้มีช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนค่อนข้างอ่อนไหว หากในช่วงต่อไปมีปัจจัยที่ดีขึ้นในประเทศที่มีปัญหา เงินทุนก็จะวิ่งไปวิ่งมาได้

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นข้อดี แต่ที่ไม่ดีคือเงินบาทที่แข็งค่าอาจกระทบการส่งออก ดังนั้นต้องช่วยกันดูแลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับประเทศในภูมิภาค เพราะถ้าค่าเงินแข็งด้วยกันทั้งหมด ไทยจะไม่มีปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันการส่งออก โดย ธปท.ได้ติดตามและดูแลค่าเงินบาทมาต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนที่เกิดขึ้นไม่ให้กระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อเศรษฐกิจ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธปท.ได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสถาบันการเงิน และได้มีการหารือถึงผลกระทบจากประเด็นปัญหาของสหรัฐฯและยุโรปในขณะนี้ด้วย

ด้านนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยให้ความเห็นว่า S&P ปรับลดความน่าเชื่อถือสหรัฐฯลงจะไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย แต่จะมีผลกระทบในทางอ้อม เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในเชิงการค้าการส่งออก โดยสหรัฐฯอยู่ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ของโลก ซึ่งการปรับลดเครดิต ทำให้สหรัฐฯมีต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงขึ้น มีผลทำให้เศรษฐกิจสะดุด และมีผลต่อกำลังซื้อของคนสหรัฐฯที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ “ความรุนแรงจากปัญหาของสหรัฐฯ ไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และแนวโน้มครึ่งปียังไปได้ ไม่ต้องเป็นห่วง  ดูจากปีที่ผ่านมามีปัญหาเผาบ้านเผาเมือง เศรษฐกิจไทยยังโตได้ เรื่องของสหรัฐฯคงไม่มีผล”

สำหรับการที่ตลาดหุ้นไทยและเอเชียที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง เป็นผลจากนักลงทุนตื่นตระหนกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ของตลาดการเงินที่เกิดขึ้นครั้งแรก และต้องใช้เวลาอีกกว่า 1 เดือน ถึงจะเห็นภาพและผลกระทบที่ชัดเจนต่อภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินของไทย ขณะที่มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทย แม้จะมีการถือครองสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์บางส่วน เชื่อว่าในระยะยาวจะมีการเปลี่ยนแปลงไปถือเงินสกุลอื่นๆแทน แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป  “การโยกสินทรัพย์ไปยังสกุลอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ทันที เพราะทั่วโลกใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ระยะยาวก็มีโอกาสปรับเปลี่ยนไปใช้สกุลอื่น”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินบาท และค่าเงินสกุลอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่ามากขึ้น ส่วนจะไปอยู่ในระดับใด ต้องติดตามภาวะตลาดการเงิน แต่เชื่อว่าจะปรับตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก ถือว่าเป็นผลบวกต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไป แต่ยังไม่ใช่ประเด็นที่จะกระทบภาคการส่งออกมากนัก “รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมเติบโตแบบไม่สะดุด และเรื่องที่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการ ได้แก่ เรื่องของปากท้องประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก รองลงมาคือความสงบภายในประเทศ”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

หวั่นเศรษฐกิจโลกลามไทย ฝาก”ยิ่งลักษณ์” เตรียมรับมือ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192013.

Pic_192013

นักเศรษฐศาสตร์ หวั่นเศรษฐกิจสหรัฐทรุด หลังเอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก AAA เหลือ AA+ ฝาก “ยิ่งลักษณ์” 1″เตรียมรับมือไม่ให้ลุกลามมาไทย

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า จากกรณี บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารทางการเงินระยะยาวของสหรัฐ จากระดับ (AAA) ลงมาเหลือ (AA+) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่สหรัฐถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินจาก S&P จากอันดับ AAA มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ดังกล่าวมีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะจะทำให้พันธบัตรของสหรัฐขาดความน่าเชื่อถือ เกิดการเทขายพันธบัตร เมื่อความต้องการลดลง ย่อมทำให้การออกพันธบัตรสหรัฐต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับสูงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะปริมาณพันธบัตรสหรัฐ วงเงิน 14.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 46-47 กระจายอยู่นอกสหรัฐ ที่ผ่านมาเผชิญกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง ต้องขึ้นดอกเบี้ยควบคุม กลับทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ทำให้ต้นทุนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และยังทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของเอกชนสหรัฐสูงตามไปด้วย ผลพวงจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐใช้มาตรการผิดพลาดในการผลิตเงินดอลลาร์สหรัฐออกสู่ระบบ จากปัญหาซับไพร์ม 

“ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่

“ยิ่งลักษณ์ 1” เร่งเตรียมรับมือปัญหาดังกล่าวที่มีแนวโน้มหนักมาก เหมือนกับพายุหรือไฟไหม้ที่เกิดขึ้นนอกบ้าน จะทำอย่างไรไม่ให้ลุกลามมายังบ้านเรา หรือให้มีปัญหาน้อยมาก หากสร้างกำแพงกันให้ดี เพราะการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจขณะนี้มีความสำคัญมาก รัฐบาลอย่าเพิ่งออกนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ขณะนี้ เพราะเรื่องเศรษฐกิจโลกขณะนี้จำเป็นมาก เมื่อเวลาเหมาะสมจึงค่อยนำออกมาช่วยเหลือ” นายสมภพ กล่าว

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ฯ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงตามไปด้วย จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงมาก สหรัฐต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวได้ช้าไปอีก เพราะเมื่อความเชื่อเศรษฐกิจสหรัฐลดลง ประชาชนจะหยุดการใช้จ่าย ชะลอการลงทุน จนกระทบต่อการส่งออกของไทยและการท่องเที่ยวจากยุโรป เหตุการณ์ดังกล่าวนับว่ามีความรุนแรงมาก หากเตรียมมาตรการรองรับไม่ดี โดยต้องติดตามดูว่า การประชุมออกมาตรการมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวันที่ 9 ส.ค. ของสหรัฐจะมีแนวทางออกมาอย่างไรบ้าง

“รัฐบาลใหม่ควรชะลอมาตรการ ซึ่งกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ หรือการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน ควรหาทางเพิ่มเงินออกสู่ระบบด้วยการอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติม เพราะเงินออกสู่ระบบโดยตรงในการบริโภค การลงทุนในท้องถิ่น การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การระวังค่าเงินบาทจะแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เพราะแนวโน้มสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนลงอย่างมาก จึงรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก” นายธนวรรธน์ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 6 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

“ปูติน” เฉาะสหรัฐฯเป็นกาฝากเศรษฐกิจโลก

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 16:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191975.

Pic_191975

จีนเปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ ระบุ แม้จะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังมีปัญหาการแก้หนี้ของประเทศอย่างจริงจังรออยู่ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ระบุ การเพิ่มเพดานหนี้ทำให้สหรัฐฯเสี่ยงหายนะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน เด โมแครต และวุฒิสภาสามารถประนีประนอมกันจนได้ข้อตกลงที่จะปรับเพิ่มเพดานการก่อหนี้สาธารณะได้อีกอย่างน้อย 2.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปัจจุบัน 14.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแลกกับการดำเนินมาตรการปรับลดยอดการขาดดุลงบประมาณอย่างน้อย 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 10 ปี

ทั้งนี้ การปรับลดรายจ่ายในรอบแรก กระทรวงการคลังและรัฐบาลจะต้องตัดลงรายจ่ายให้ได้ 900,000-1,000,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรอบที่ 2 ต้องปรับลดรายจ่ายด้านการทหาร (350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และไม่ใช่การทหารลงรวมกันอีก 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐโดยจะต้องไม่ไปแตะการดูแลสุขภาพ และประกันสังคมของคนอเมริกันเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังจัดทำงบประมาณสมดุล เพื่อให้รางวัลแก่ประธานาธิบดีสามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้อีก1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน  บรรณาธิการ ของหนังสือพิมพ์พีเพิ้ล เดลี่ กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโจมตีว่า แม้สหรัฐฯจะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ แต่ก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องหนี้ของประเทศอย่างจริงจัง ขณะที่การเพิ่มเพดานหนี้ เป็นแค่เพียงการชะลอปัญหาออกไปเท่านั้น และมีแนวโน้มว่าปัญหาที่มีอยู่จะลุกลามมากขึ้น สถานการณ์เช่นว่านี้ กำลังบดบังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และปิดบังความเสี่ยง รวมถึงปัญหาที่มีขนาดใหญ่กว่าสำหรับเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญการเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว เปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงระยะยาวในพันธบัตรสหรัฐฯที่จีนถือครองเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่ในจำนวนมหาศาลถึงราว 75%  ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่จีนมีอยู่ทั้งส้ิน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ว่า ข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯจะเป็นความหายนะทั้งต่อตัว ประธานาธิบดี บารัค โอบามา และพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจประเทศที่ซบเซาอยู่แล้วให้ทรุดหนักลง จากปัญหาการขาดดุลงบประมาณระยะยาวซึ่งจะเลวร้ายลงแน่ ความเห็นนี้ ตรงกันข้ามกับผู้สังเกตการณ์ที่ต่างก็แสดงความเห็นว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงหายนะกรณีผิดนัดชำระหนี้ได้ นายครุกแมนเห็นว่า ข้อตกลงนี้ทำให้เห็นว่า การข่มขู่ของพรรครีพับลิกันประสมผลสำเร็จ (เจ้าของข้อเสนอ) โดยไม่ต้องสูญเสียต้นทุนทางการเมืองและสิ่งนี้อาจทำให้สหรัฐฯก้าวไปสู่เส้นทางการเป็น “สาธารณรัฐกล้วย” หรือ Banana Republic อันเป็นคำเรียกประเทศขนาดเล็กในอเมริกากลางที่ขาดความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทต่างชาติ ขณะที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าขั้นปฐมภูมิ เช่น กล้วย

ขณะที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส , สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (S&P) และ ฟิทช์ เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐฯยังคงรีรอที่จะปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้งในตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯลงนั้น ด้านต้ากง โกลบอล เครดิต เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับเครดิตเรทติ้งของจีน ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลงสู่ระดับ A จาก A+พร้อมให้แนวโน้มเชิงลบต่อตราสารหนี้ และการลงทุน แม้สภาคองเกรสจะเพิ่มเพดานการก่อหนี้สาธารณะให้แล้วก็ตาม

นักวิเคราะห์ในเอเชีย ไม่เชื่อว่าสหรัฐฯจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงหรือทำให้งบเข้าสู่ภาวะสมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่ายได้ ที่ผ่านมา แต่ละรัฐบาลก็ล้วนแต่เสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายทุกปี ขณะที่มีรายรับคงที่ นอกจากนี้ ในวิกฤติหนี้สาธารณะแต่ละคร้ังก็มักจะขอให้สภาเพิ่มเพดานหนี้ขึ้นจนทำสถิติสูงถึง 17 ครั้งแล้ว

ส่วน สำนักข่าวชินหัว ของจีน รายงานว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯยังคงเป็น “เศรษฐกิจหนี้” และมีความเสี่ยงระยะยาวที่จะผิดนัดชำระหนี้อยู่ ที่เลวร้ายหนักก็คือ ทำเนียบขาวจงใจจะปล่อยให้เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเพื่อผลักภาระหนี้ไปให้บรรดาเจ้าหนี้การกระทำของสหรัฐฯอาจทำให้เกิดการไหลบ่าของกระแสเงินทุน หรือเงินร้อน เพื่อเก็งกำไร เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างจีนรวมถึงประเทศต่างๆในเอเชีย ซึ่งก็อาจจะทำให้เงินเฟ้อของประเทศเหล่านี้พุ่งทะยานขึ้นอีก

นายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีของรัสเซีย กล่าวว่า พฤติกรรมของสหรัฐฯเหมือนกาฝากของเศรษฐกิจโลกที่สะสมหนี้จำนวนมหาศาล ซึ่งจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อระดบบการเงินของโลก “สหรัฐฯใช้ชีวิตอยู่กับหนี้ แต่ไม่ได้อยู่แบบเป็นหนี้ เพราะผลักภาระความรับผิดชอบให้แก่ประเทศอื่นๆในโลกแบบเดียวกับกาฝาก ที่เกาะติดอยู่กับต้นไม้จนต้นไม้นั้นตาย”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 สิงหาคม 2554, 16:20 น.

คาดราคาทองพุ่งต่อถึง 1,700 เหรียญสหรัฐ

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 23:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189590.

Pic_189590

ผู้ค้าทองคำประสานเสียงราคาทองคำยังไปได้ต่อ มองเป้าราคาทองโลกปีนี้อยู่ที่ 1,650-1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนช์…

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ และประธานกรรมการ บริษัท ห้างขายทองจินฮั้วเฮง จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปีนี้มีเป้าหมายสูงสุดที่ 1,650 เหรียญ แต่อย่างไรก็ดีคำตัดสินการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2ส.ค. นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจต้องติดตามอีกครั้ง เพราะมีผลกระทบต่อราคาทองคำให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายราคาสูงสุดใหม่

ทั้งนี้ มั่นใจว่าทิศทางทองคำจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจากสภาวะความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจโลกและภาวะเงินเฟ้อ แต่อย่างไรก็ดี การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำในประเทศไทยอาจจำกัด เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ากดดัน โดยในช่วงต้นเดือน ก.ค. จนถึงปัจจุบันราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นถึง 10% แต่ราคาทองคำในประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้นเพียง 5% เท่านั้น หลังจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 3%

ด้านนายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ออสสิริส จำกัด กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกจนถึงปี 2020 ไม่น่าจะปรับระดับลดลงหลุดระดับ 1,480 เหรียญ เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกยังมีทิศทางเป็นขาขึ้น ซึ่งราคาทองคำมีรอบการปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปี ซึ่งรอบปรับตัวเพิ่มขึ้นรอบนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2000

“ปกติไซเคิลของทองคำจะมีรอบ 40 ปี โดยในช่วง20 ปีแรกจะลง และ 20 ปีหลังจะขึ้น ซึ่งรอบขาขึ้นของทองขณะนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2000 และตอนนี้ผ่านมาประมาณ 10 ปี ทิศทางทองจึงมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยรอบนี้จะมีแนวรับใหญ่อยู่ที่ 1,550 เหรียญ แต่ถ้าหลุดระดับดังกล่าวก็จะมีแนวรับอีกที ซึ่งไม่น่าจะต่ำกว่านี้แล้วที่1,480 เหรียญ”

นายบุญเลิศ ยังกล่าวว่าสำหรับจุดสูงสุดในปีนี้เป้าหมายแรกอยู่ที่ระดับ1,650 เหรียญ และมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 1,700 เหรียญได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องดูข้อสรุปของการขอขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ เพราะผลสรุปจะมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำ ซึ่งอาจต้องปรับประมาณการณ์จุดสูงสุดของราคาทองคำใหม่

สอดคล้องกับมุมมองของ นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหารสาลแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งคาดว่าราคาทองคำจะไม่หลุดที่ระดับ 1,400เหรียญต่อออนช์ ซึ่งเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง และมองว่าในระยะสั้นนี้มีโอกาสได้เห็นราคาทองคำจะไปถึงที่ 1,650-1,700เหรียญ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 23:45 น.

ธปท.ไม่หวั่นการเมืองผันผวน เกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด

Published มิถุนายน 27, 2011 by SoClaimon

27 มิถุนายน 2554, 01:00 น.
ธปท.ไม่หวั่นการเมืองผันผวน เกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181965

ธปท.ไม่หวั่นเศรษฐกิจโลก เงินทุนเคลื่อนย้าย การเมืองในประเทศผันผวน ระบุ มีแผนบริหารความเสี่ยง ทั้งด้านฐานะการเงิน และบริหารทุนสำรองไว้แล้ว เผยมีการกำหนดความเสี่ยงสูงสุด และติดตามสถานการณ์การเมืองใกล้ชิด…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลก สถานการณ์ของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และสถานการณ์การเมืองในประเทศมีความผันผวนมากขึ้น ธปท.ได้มีการเตรียมความพร้อม เพื่อดูแลความเสี่ยงในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงในด้านการจัดการทางการเงินและการลงทุนของ ธปท. ซึ่งส่งผลต่อฐานะการเงิน งบดุล รวมถึงผลกำไร หรือขาดทุนของ ธปท.ในปีนี้ และความเสี่ยงในด้านการปฏิบัติการ เพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของ ธปท.จากสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ

ทั้งนี้ จากงบดุลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปี 2553 ที่ผ่านมา ได้มีการระบุการดำเนินการต่อเนื่อง ในด้านการบริหารความเสี่ยงของ ธปท. ซึ่งมีแผนที่จะเตรียมการรองรับความเสี่ยงที่จะมีต่อเนื่องในปีนี้ โดยในส่วนของการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติงานของ ธปท. และสถาบันการเงินนั้น ธปท.ได้มีการจัดทำแผนฉุกเฉินไว้ 3 กรณี คือ 1.แผนฉุกเฉินกรณีเกิดวินาศภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว 2.แผนฉุกเฉินกรณีเกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร จลาจล และ 3.แผนฉุกเฉินเพื่อเตรียมพร้อมกับการรองรับโรคระบาด เช่น กรณีไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไข้หวัดนก โดยจากการสอบถาม ผู้บริหารสายปฏิบัติการของ ธปท.ระบุว่า แผนฉุกเฉินดังกล่าวไม่ใช่แผนใหม่ แต่เป็นแผนที่ทำไว้แล้ว ในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคระบาด และในช่วงเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ซึ่งในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ปีที่ผ่านมา ก็ได้เคยนำมาใช้แล้วครั้งหนึ่ง และพบว่า ยังมีหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการแก้ไข ทำให้ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้เชิญสถาบันการเงิน มาประสานงานเพื่อปรับปรุงแผนฉุกเฉินให้ดียิ่งขึ้น และพร้อมนำมาใช้ได้ทันทีกรณีที่เกิดสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจเกิดขึ้น ทั้งในด้านการดูแลตลาดการเงิน สถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินของประเทศ ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ธปท.ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในและต่างประเทศ รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ หากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างเรียบร้อย ซึ่ง ธปท.คาดว่า สถานการณ์จะเป็นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่การลงทุนจากนักลงทุนในประเทศที่ชะลอตัว ก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ตรงกันข้าม หากเกิดความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น ก็จะส่งผลเสียต่อทุกๆ ด้านของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม สำหรับความเสี่ยงอีกด้านที่สำคัญของ ธปท.ในปีนี้ คือ ความเสี่ยงทางด้านการเงิน ซึ่งส่งผลต่อผลกำไรและขาดทุนของ ธปท.ในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย ความเสี่ยงในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ที่เกิดจากการตีราคาสินทรัพย์ของ ธปท. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินตราต่างประเทศ และการเข้าไปดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.ไม่ให้ผันผวนมากเกินไปในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากผลตอบแทน จากการลงทุนที่มีแนวโน้มลดลง จากอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ ธปท.ลงทุนมีแนวโน้มต่ำกว่าดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่ง ธปท.ต้องจ่ายในการออกพันธบัตร เพื่อดูดซับสภาพคล่องที่ล้นระบบ

ทั้งนี้ ในการบริหารทุนสำรองทางการ ธปท.จะมีการจัดทำดัชนีของสินทรัพย์ และสกุลเงินอ้างอิงที่ ธปท.ลงทุนได้ และกำหนดระดับความเสี่ยงสูงสุดที่สามารถรับได้ในการลงทุนแต่ละประเภท รวมทั้งประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับสินทรัพย์ที่ ธปท.ลงทุน ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน อาจจะมีการลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้บางประเภท หรือบางประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อมูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ ได้ ทั้งนี้ ธปท.ได้มีการจัดทำแบบทดสอบความเสี่ยงที่จะกระทบกับทุนสำรองในกรณีต่างๆ (Stress Test) เพื่อให้สามารถรับทราบผลกระทบจากตลาดการเงินโลกในกรณีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับทุนสำรองทางการระหว่างประเทศของไทยตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้ ธปท.สามารถรักษามูลค่าของทุนสำรองทางการระหว่างประเทศไว้ได้ แม้จะเกิดปัญหาในตลาดการเงินโลก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 มิถุนายน 2554, 01:00 น.
%d bloggers like this: