ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

พอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน ที่ร้อยเอ็ด กันยายน 17, 2010

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เศรษฐกิจพอเพียง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

พอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน ที่ร้อยเอ็ด

วันนี้ คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นำเยี่ยมชมสวนหลังบ้าน พอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน เพื่อการเกษตร พอมีพอกินน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการ ดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลง มีหลักพิจารณาดังนี้ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เล่าว่า จังหวัดร้อยเอ็ดมี 20 อำเภอ 192 ตำบล 2,468 หมู่บ้าน ประชากรกว่า 1.3 ล้านคน สำนักงานเกษตรอำเภอ ดูแลงานส่งเสริมการเกษตร ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล โครงการ 1 ไร่ แก้จน หรือความพอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน เป็นการจัดรูปแบบไร่นาวนผสมตามแนวพระราชดำริ ให้ย่อขนาดเล็กลง “สวนหลังบ้าน” ต้นตำรับของแท้วันนี้ เริ่มต้นที่หลังบ้านพัก “เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด” ถนนแจ้งสนิท อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด งานง่ายแก้จน ช่วยคนปลดหนี้ เพียง 1 งาน

เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า พื้นที่เพียงเล็กน้อยอย่าให้สูญเปล่า สร้างประโยชน์อย่างเต็มที่ รั้วต้องกินได้ มีฟักแฟง บวบงู บวบเหลี่ยม น้ำเต้า ยอดตำลึง ทางเข้าสวนหลังบ้านสวยงามด้วยซุ้มกะทกรก ยอดเป็นอาหาร ลวก ต้ม จิ้มน้ำพริก เข้าไปภายในสวน มะละกอกำลังให้ผลผลิต ทั้งกินสุก ผลสด มีไว้ตลอดทั้งปี ข้างๆ ร่องสวนปลูกตะไคร้ ข่า ชะอม มะรุม กล้วย ปกติในสวนนี้จะมีบ่อน้ำ ขนาด 10-15 ตารางเมตร สร้างโรงเรือน เลี้ยงไก่ไข่ 30-40 ตัว ไข่ทุกวัน อย่างน้อย 12 ฟอง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของเกษตรกร เกษตรแบบอย่างที่แท้จริง โครงการสวนหลังบ้าน 1 ไร่ แก้จน

คุณนิพนธ์ พละชัย เกษตรอำเภออาจสามารถ นำไปสร้างสรรค์เป็นผลงานที่เป็นแบบอย่างของคนอำเภออาจสามารถ เป็นสำนักงานเกษตรอำเภอดีเด่น ปี 2553 สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในเรื่องของความพอเพียง เกษตรกรไม่ได้ซื้ออาหารมากิน แต่เกษตรกรได้ขายผลผลิตที่เหลือกิน เกิดรายได้ ลดรายจ่าย ท่านพ่อเมือง ธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ขยายโครงการตามพระราชดำริ หรือโครงการเศรษฐกิจพอเพียงให้ครบทุกตำบล ขยายให้ครบทุกหมู่บ้าน เพื่อความ “ผาสุกของประชาชน”

คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย กล่าวย้ำแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าคุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน ดังนี้

1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความพากเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตแนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

เกษตรกร หรือหน่วยงานใด ต้องการดำเนินกิจกรรม หรือศึกษาแนวทาง โทร. (043) 569-005 ครับ สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ยินดีต้อนรับครับ

 

วีระ สวนไผ่ ขุดสมบัติแบบพอเพียง ที่หนองบัว นครสวรรค์ กันยายน 10, 2010

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 479

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เศรษฐกิจพอเพียง

ธนภัทร ภคสกุลวงศ์ : tanapat919@gmail.com

วีระ สวนไผ่ ขุดสมบัติแบบพอเพียง ที่หนองบัว นครสวรรค์

เมื่อ เอ่ยถึงความแห้งแล้งแล้ว ไม่เคยปราณีใคร แม้แต่ที่ หมู่ที่ 14 บ้านวังมะเดื่อ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ก็ไม่ต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ จะมีน้ำหลากมาบ้างเป็นบางเวลาในช่วงหน้าฝน แต่เมื่อตรวจสอบสถิติในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็จะแห้งแล้งอย่างแสนสาหัส

แต่ ก็มีเกษตรกรท่านหนึ่งที่หนีความยากจนและความแห้งแล้งยิ่งกว่านี้ จาก อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คือ คุณวีระ สวนไผ่ เกษตรกรยอดนักสู้ วัย 51 ปี กับ คุณบังอร สวนไผ่ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากวัยใกล้เคียงกัน ไปปักหลักสู้ชีวิตที่นี่ จนทำให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินที่พอกพูนมานาน ทำให้ไม่เดือดร้อนเหมือนเมื่อก่อน มีเงินส่วนหนึ่งพอที่จะเก็บไว้เป็นทุนสำรอง อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ในการส่งบุตร-ธิดา อีก 2 คน ได้ร่ำเรียนโดยไม่เดือดร้อน

คุณ วีระ บอกว่า เมื่อกว่า 15 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ทำนาเหมือนเกษตรกรทั่วไป ในพื้นที่ 60 ไร่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ อันมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนของธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคแมลงระบาด ต้นทุนการผลิตสูง และราคาผลผลิตไม่แน่นอน ในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อนำข้าวไปขายที่โรงสีแห่งหนึ่ง ในช่วงบ่ายได้ราคาเกวียนละ 3,200 บาท ในขณะที่เพื่อนเกษตรกรรายอื่นนำข้าวไปขายในช่วงเช้า ได้ราคาเกวียนละ 3,500 บาท ทางโรงสีบอกว่า ถ้าไม่ขายในราคานี้ ก็ให้ขนข้าวกลับไปก่อน นี่เป็นวิธีการซื้อข้าวแบบกดราคา การขนข้าวกลับยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น เพราะผีถึงป่าช้าไม่เผาก็ต้องฝังมันเป็นอย่างนี้เอง นี่จึงเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวของมันเอง

ต่อมาจึงได้หาปรับ ทุกข์กับคุณบังอร ภรรยาคู่ใจว่า ขืนเรายังทำนาอยู่อย่างนี้ก็คงต้องตกเป็นเบี้ยล่างเขาเรื่อยไป จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง โดยลดพื้นที่เหลือเพียง 16 ไร่ แล้วใช้แรงงานในครอบครัวเพียงอย่างเดียว ทุกตารางนิ้วของพื้นที่นี้จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการทำนา 8 ไร่ งาดำหลังนา 1 ไร่ มะนาว 3 ไร่ ฝรั่ง 1 ไร่ ผักสวนครัว 2 งาน บ่อเก็บน้ำและเลี้ยงปลา 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่ และอีก 2 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย วัสดุที่ใช้ไปเพื่อการเจริญเติบโตของพืชก็จะเน้นอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด เศษซากพืชก็ปล่อยให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ จึงทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารเคมี

ทุกกิจกรรมที่ทำในพื้นที่ดัง กล่าว จะใช้การตลาดในพื้นที่เป็นตัวนำการผลิต เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็จะช่วยกันนำไปขายตามจุดต่างๆ ที่เป็นขาประจำหรือตลาดนัด เมื่อก่อนใช้รถจักรยานยนต์ในการนำผลผลิตไปขาย จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ จึงได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อรถยนต์กระบะมือสองมาใช้แทน ทำให้สามารถขยายตลาดผลผลิตไปได้กว้างขวางมากขึ้น ช่วงใดที่ผลผลิตมีจำนวนมากและมีราคาดี ก็จะมีแม่ค้าไปรับซื้อถึงสวน ส่วนในช่วงหน้าแล้งของทุกปี ผลมะนาวก็จะสามารถสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ จะขายในราคาลูกละ 4 บาท ในขณะที่รายอื่นขายราคาลูก 5 บาท ในพื้นที่ดังกล่าวจะใช้ปลูกพืชที่หลากหลายแบบพึ่งพาอาศัยกัน ส่วนหน้าฝนก็ได้ผลผลิตหลากชนิดออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตได้เกือบทุกวัน ระหว่าง 500-1,000 บาท

ทาง ด้าน คุณสุริยัน ชมพูมิ่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลหนองกลับ กล่าวว่า คุณวีระ เป็นเกษตรกรชั้นนำที่มีความขยัน กล้าที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนวิธีการผลิตไปทำในสิ่งที่ดีกว่า จนสามารถเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงของตำบลและอำเภอได้ เป็นแหล่งเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของเยาวชนและเกษตรกรทั่วไป มีเกษตรกรบางรายไปศึกษาดูงานและจำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง คุณวีระก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ ยังได้ทดลองนำต้นผักหวานป่าไปปลูกแซมในสวน ประกอบกับทาง อบต.หนองกลับ ก็ได้ให้การสนับสนุนอีกทางหนึ่งด้วย

คุณมาโนชน์ มีชื่น เกษตรอำเภอหนองบัว กล่าวว่า สวนของคุณวีระเป็นอีกหนึ่งตังอย่างของการทำการเกษตรแบบพอเพียง ที่ดูผิวเผินอาจจะมองไม่เห็นคุณค่า ว่าแท้ที่จริงแล้วจะมีรายได้จริงหรือไม่ คุณวีระก็ได้ภรรยาทำบัญชีครัวเรือน จึงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนที่แท้จริง จึงทำให้ทราบว่า รายจ่ายส่วนใดที่ไม่จำเป็น ก็ได้มีการปรับลดลงมา นี่เป็นหัวใจสำคัญของการประกอบอาชีพทุกประเภท การปลูกพืชที่หลากหลายทำให้ระบบนิเวศวิทยาดีขึ้น โรคแมลงลดน้อยลง ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำมากเท่าใด นั่นหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น

หากสนใจสอบถามข้อมูลจาก คุณวีระ สวนไผ่ โดยตรง โทร. (087) 195-1785

 

คอสหม๊ะ แลแมแน จบปริญญาตรีอาชีพเกษตรแบบพอเพียง สิงหาคม 29, 2010

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > คอสหม๊ะ แลแมแน จบปริญญาตรี.

นายโกวิทย์ แพ่งวานิชย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น บัดนี้คณะอนุกรรมการฯทุกประเภทได้คัดเลือกผู้ชนะเลิศระดับประเทศเรียบร้อย แล้ว

จากการร่วมคัดเลือกผู้เข้าประกวด ทั่วประเทศ คณะอนุกรรมการคัดเลือกการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกันดาร ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ โดยมี คุณศรีนิตย์ บุญทอง ที่ปรึกษา สำนักงาน กปร. เป็นประธานอนุกรรมการฯ นั้น ผู้ชนะเลิศได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ นางคอสหม๊ะ แลแมแนเลขที่ 125 หมู่ 1 บ้านยะออ ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส

“พื้นที่ที่คุณคอสหม๊ะอาศัยอยู่นั้น ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งมีผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน วิถีชีวิตลำบาก ห่างไกลจากตัวเมือง และประสบ ปัญหาน้ำท่วมทุกปี แต่คุณคอสหม๊ะกลับไม่ย่อท้อ มีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ยึดหลักไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ มีการวางแผนประกอบอาชีพใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยปักจักร ผ้าคลุมผม ผ้าละหมาด ซึ่งเป็นสินค้าในท้องถิ่น มีแนวทางในการใช้ชีวิตที่ดี คือ รู้จักทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซื่อสัตย์เสียสละ เชื่อมั่นศรัทธาในหลักเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้ยึดถือและปฏิบัติ จนประสบผลสำเร็จในการใช้ชีวิตและดำรงชีพในทุกวันนี้” นายโกวิทย์ รองเลขาธิการ กปร. กล่าว

รองเลขาธิการ กปร. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้จัดขึ้นครั้งที่ 2 นี้ ได้กำหนดการประกวดประเภทประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกันดาร เพื่อต้องการค้นหาบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ แต่สามารถดำเนินชีวิตภายใต้แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีความสุข และเพื่อต้องการสนับสนุนคนดีให้มีกำลังใจทำดีแก่สังคมส่วนรวมต่อไป

ทางด้านนางคอสหม๊ะ เปิดเผยว่า ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแต่มาประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพราะมีใจรัก และได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต ทั้งชีวิตประจำวันและการประกอบธุรกิจ ยึดหลักความพอดี คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย มีการออมและทำบัญชีครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีการทำอาชีพเสริม คือ ปักผ้าโพกศีรษะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเข้าไปเรียนรู้จากผู้สูงอายุ พอทำได้จึงชวนเพื่อนบ้านมารวมเป็นกลุ่ม เพื่อทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ โดยตอนนี้สมาชิกมีอยู่ประมาณ 28 คน ทุกคนต่างมีรายได้ ประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน การมีรายได้เพิ่มขึ้นทำให้สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วย นอกจากกลุ่มปักจักรแล้ว ก็มีการรวมกลุ่มทำขนม กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่ม เย็บผ้า

“การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำให้ไม่เกิดความโลภ ความหลง รู้จักประมาณตนให้พอดี พอใจในสิ่งที่มีอยู่ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันซึ่งกันและกัน หากคนไทยทุกคนนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ประเทศมีความ ร่มเย็นสงบสุข จึงอยากให้คนไทยทุก ๆ คนยึดหลักตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้ แล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จ” นางคอสหม๊ะ กล่าว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ได้รับรางวัลการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 แต่ละประเภทได้ที่ http://www.rdpb.go.th.

 

‘หมู่บ้านจักสานเข่ง’ชนะเลิศชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงปี 53

วันศุกร์ ที่ 09 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ‘หมู่บ้านจักสานเข่ง’.

บ้านดอกบัว “หมู่บ้านจักสานเข่ง” หมู่ที่ 4 ต.บ้านตุ่น อ.เมือง จ.พะเยา ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศรับถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๒ ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีชีวิตคนในชุมชนบ้านดอกบัว จะอยู่กับแบบเรียบง่าย เป็นระบบเครือญาติ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกครัวเรือนรู้จักกันหมด อาชีพส่วนใหญ่ ทำนาปลูกข้าว ปลูกข้าวญี่ปุ่น เพื่อ ส่งจำหน่ายประเทศญี่ปุ่น ทำการเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ รับจ้าง มีการรวมกลุ่มของคนในชุมชนเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การสานเข่ง สานสุ่มไก่ การจักสานจากผักตบชวา การเลี้ยงสัตว์ และการปลูกหญ้า เป็นต้น

ทุกครอบครัวในชุมชนบ้านดอกบัวดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่ไม่ต่างจากคนล้านนาทั่วไป รักความสนุกสนาน ปัจจุบันคนในชุมชนได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในหมู่บ้าน จากการที่ในชุมชนมีต้นไผ่ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ ได้ไม่ยากนัก ดังนั้นชุมชนจึงเห็นความสำคัญของต้นไผ่จึงได้มีการปลูกเพิ่มขึ้น โดยนอกฤดูการทำนาชุมชนได้รวมกลุ่มทำกิจกรรม โดยการนำวัสดุอุปกรณ์ที่มีในหมู่บ้านมาใช้ประโยชน์ นำเอาลำไผ่มาจักสาน ทำเป็นสุ่มไก่ เข่ง เพื่อ เพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี นับเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านดอกบัวได้เป็นอย่างดีทำให้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง เป็นชุมชนพึ่งตนเอง นอกจากนี้ทุกครัวเรือนมีวิธีการในการลดรายจ่ายให้แก่ครอบครัวโดยหันมาปลูก ผักสวนครัว ผักปลอดสารพิษ เลี้ยงไก่พื้นเมือง เพื่อบริโภคเนื้อและไข่ เลี้ยงปลาไว้กินเมื่อเหลือจากการบริโภค มีการแบ่งปันให้เพื่อนบ้านและเมื่อแบ่งปันกันพอแล้วจึงนำไปจำหน่ายเพื่อนำ รายได้มาใช้สอยในเรื่องของเครื่องอุปโภคของครัวเรือน ซึ่งเป็นไปตามหลักและแนวทางปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง

ไม่เพียงแต่ความเข้มแข็งของชุมชนในเรื่องของการแบ่งปัน การหารายได้ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ชุมชนบ้านดอกบัวยังมีความโดดเด่นในเรื่องของ การเลี้ยงวัว และโคขุน โคพันธุ์พื้นเมือง ทั้งแบบครัวเรือนและรวมกลุ่ม ทำให้มีมูลวัวเป็นจำนวนมาก จึงได้นำมาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ เพื่อ ใช้ประโยชน์ด้านการหุงต้ม ภายในครัวเรือน ซึ่งสามารถ ลดรายจ่ายของครัวเรือนได้เดือนละไม่น้อยกว่า 300 บาท ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้จะใช้แก๊สชีวภาพจากมูลวัวแทบทุกครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการทำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วย ผลิตปุ๋ยชีวภาพเอง ไว้เป็นวัสดุบำรุงดินสำหรับใช้ในการเกษตรกรรมทุกครัวเรือน

ปัจจุบันชุมชนบ้านดอกบัวได้ขยายกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้น มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก มีการระดมเงินออม และขยายกลุ่มเพื่อการผลิตไปในชุมชนอื่น ๆ และมีเครือข่ายในหมู่บ้านและ ตำบลที่ใกล้เคียง จนสินค้าที่ผลิตเป็นที่ยอมรับและส่งขายไปในหลายพื้นที่และการันตีด้วยสินค้า โอทอป ของจังหวัดพะเยา ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดพะเยาและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไปควบคู่ กับการเลี้ยงโคของคนในชุมชน ได้มีการปลูกหญ้าแพงโกล่า สำหรับใช้เป็นอาหารของโค และจำหน่ายให้กับเกษตรกรชุมชนอื่น ๆ ในส่วนที่เหลือ ทำให้มีรายได้เข้าชุมชนเพิ่มขึ้นปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนไม่น้อย

ผลิตภัณฑ์จักสานไม่เพียงแต่ใช้ต้นไผ่เท่านั้น ชุมชนยังได้นำผักตบชวามาจักสาน เป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายบริเวณกว๊านพะเยา มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสวยงาม ที่สำคัญเป็นการช่วยกำจัดผักตบชวาปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดของกว๊าน พะเยาได้อย่างดี อีกทั้งช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่สังคมส่วนรวม นอกจากนี้ชุมชนยังได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายเช่น การทำฝายแฝก การปลูกป่าชุมชน ตลอดทั้งการสร้าง แหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาของชุมชน โดยการเลี้ยงด้วงปีกแข็ง (กว่าง) แมลงที่มีผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อระบบนิเวศของพื้นที่ ในรูปแบบเชิงอนุรักษ์ และการปลูกพืชกินแมลง เพื่อเป็น ตัวช่วยในการป้องกันแมลงศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี

“บ้านดอกบัว” จึงนับว่าเป็นชุมชนต้นแบบที่ชุมชนอื่น ๆ ในประเทศควรศึกษาเพื่อนำความรู้ที่ได้จากชุมชนบ้านดอกบัวไปต่อยอดและขยายผล ในพื้นที่ชุมชนอื่นต่อไป.

 

“ธีระ”ย้ำแผนสนับสนุนชุมชน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ยึดพอเพียง สิงหาคม 27, 2010

วันที่ 27/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเกษตรกร สามารถประกอบอาชีพโดยเน้นการพึ่งพาตนเอง และภูมิปัญญาในแต่ละชุมชน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เพื่อสามารถดำเนินการผลิต การตลาด รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น บนพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

โครงการ ดังกล่าว จะดำเนินการในลักษณะของการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านและศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพมาเป็นเกษตรกรต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้และ ประสบการณ์ให้กับเกษตรกรรายอื่นต่อไป ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2550 จนถึงปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จเนื่องจากมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน มาก ที่สำคัญเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการประกอบอาชีพเกษตร โดยหันมาทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ และดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง เช่น นายผาย สร้อยสระกลาง เกษตรกรที่เคยประสบความล้มเหลวในอาชีพเพราะทำเกษตรเชิงเดี่ยว แต่สามารถพลิกกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้า มาใช้ในการทำการเกษตร จนประสบความสำเร็จ และได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์การทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ให้เกษตรกรราย อื่นได้นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป

 

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นิคมสหกรณ์พระร่วง จ.สุโขทัย สิงหาคม 24, 2010

วันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ทิศทางเกษตร > ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง นิคมสหกรณ์พระร่วง จ.สุโขทัย.

นิคมสหกรณ์พระร่วง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย กรมส่งเสริมสหกรณ์  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 5 ตำบลนาทุ่ง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย นิคมแห่งนี้ มีหน้าที่และภารกิจในการจัดที่ดินทำกินให้กับสมาชิกนิคมสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 62,000 ไร่ และงาน ส่งเสริมสหกรณ์ในพื้นที่ 1 สหกรณ์ ปัจจุบันภารกิจจัดที่ดินทำกินนิคมฯ ได้ ดำเนินการจัดสรรพื้นที่ให้กับสมาชิกเต็มพื้นที่แล้ว คงเหลืองานด้านการแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ในความรับผิดชอบ 1 สหกรณ์

วันนี้นิคมสหกรณ์พระร่วง ได้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจหน้าที่ จากงานจัดที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นภารกิจหลัก มาเป็นการให้การแนะนำ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกนิคมสหกรณ์ ควบคู่ไปกับการให้การแนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์ในความรับผิดชอบ คือนิคมสหกรณ์พระร่วง จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 3,000 คน

จากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักสหกรณ์ ด้วยเหตุนี้ นิคมสหกรณ์พระร่วงจึงได้น้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทาง ในการดูแล แนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์ ตลอดจนใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกนิคมสหกรณ์มาอย่างต่อ เนื่องตลอดเวลา กว่า 3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับในปีงบประมาณ 2553 นี้ นิคมสหกรณ์พระร่วงได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตเกษตรสมาชิก ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งมีสมาชิกนิคมสหกรณ์พระร่วงเข้าร่วมโครงการกว่า 200 ราย นอกจากนี้ยังได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในจังหวัดสุโขทัย ดำเนินการโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และโครงการถ่ายทอดภูมิปัญญาแผ่นดินตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรของชุมชน โดยให้สมาชิกนิคมสหกรณ์ เกษตรกรทั่วไป ได้ มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะใน การประกอบอาชีพทางการเกษตรใน ลักษณะของการนำทำนำพาภายใต้การทำการเกษตรตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ภายในศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้จะมีการพัฒนาการดำเนินการเรียนรู้ตลอดจนการแนะนำ ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรเพื่อยกระดับความรู้ และทักษะด้านการสร้างผลผลิตตามความต้องการและศักยภาพและศักยภาพของแต่ละ บุคคล โดยดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้เป็นหลัก เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปทดลองปฏิบัติยังพื้นที่ของตนเอง เช่นการเลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงสุกรขุน ขณะที่มูลสุกรได้นำมาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพเพื่อใช้ในการ หุงต้ม การเลี้ยงไก่พื้นบ้าน การเลี้ยงเป็ด การปลูกข้าวอินทรีย์ การจัดทำปุ๋ยน้ำชีวภาพใช้เองเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สามารถเรียนรู้และนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ยัง พื้นที่ทำกินของตนเองได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้ว ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของนิคมสหกรณ์พระร่วง ยังเป็น ศูนย์เรียนรู้ประจำอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัยอีกด้วย ซึ่งมีหน่วยงานราชการในอำเภอสวรรคโลกได้นำเกษตรกรที่ยากจนและขาดโอกาสและมี พื้นที่ทำกินเพียงเล็กน้อย เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรเพื่อการยังชีพ

เช่นการเลี้ยงปลาในบ่อดินขนาดบ่อ 2×4 เมตร เลี้ยงปลาดุกได้ 700 ตัว การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน การปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสุกรขุน 2-3 ตัว เลี้ยงไก่พันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการ ผลิตเพื่อการยังชีพ หากมีผลผลิตเหลือ  ก็สามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัว

ซึ่งจะเป็นการช่วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น มีอาหารบริโภคในครัวเรือน มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักในโอกาสต่อไปได้อีกด้วย.

 

แนวทางประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 08 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ทิศทางเกษตร > แนวทางประยุกต์ใช้ปรัชญาของ.

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนัก งบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศ  ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จัดสัมมนา “ตัวอย่างความสำเร็จการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 3 อาคาร 1 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร โดยมี นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานในการสัมมนาฯ พร้อมด้วย นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. และหม่อมหลวงจิรพันธุ์ ทวีวงศ์ รองเลขาธิการ กปร. และ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจากทุกภาคส่วนกว่า 200 คน เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้

ในการนี้ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ได้บรรยายพิเศษเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงสู่ประโยชน์ โดยได้ชี้ให้เห็นว่า ความพอเพียงในนิยามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น มิได้หมายความเพียงแค่บุคคลพึ่งตนเองได้ แต่เศรษฐกิจพอเพียง มี ความหมายกว้างมากกว่า เพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แนวทางสำหรับปรับใช้ได้เฉพาะบุคคลหรือเศรษฐกิจพอ เพียงไม่ใช่การหยุดอยู่กับที่ แต่เศรษฐกิจ พอเพียงใช้ได้ ทั้งกับบุคคล กลุ่ม ชุมชน องค์กร มีความเป็นพลวัต สามารถพัฒนาได้ตามเหตุผลเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงเศรษฐกิจพอเพียง นั้นว่ามี 3 ระดับคือ 1 เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐานที่เน้นความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว 2 เป็นเศรษฐกิจ พอเพียงแบบก้าวหน้า และ 3 เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวไกล ระดับสร้างเครือข่าย เน้นความร่วมมือระหว่างชุมชน กลุ่ม องค์กร เอกชน หรือธุรกิจภายนอก  โดยประสานงานให้ได้รับประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย

“ทฤษฎีใหม่ เป็นเครื่องมือการปฏิบัติตามแนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจ  พอเพียงที่เป็นรูปธรรมเข้าใจได้ง่าย โดยเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ มีการจำแนกแบ่งการใช้พื้นที่ดินเพื่อการดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตรที่หลาก หลาย เป็นกลวิธีที่ต้องการให้เกษตรกรมีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ เพื่อเป้าหมายคือ การพออยู่พอกินในครัวเรือน พึ่งตนเองได้ก่อนพัฒนาไปสู่การรวมพลัง สร้างความเข้มแข็งของชุมชน และขยายไปสู่การสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือจากภายนอก เพื่อพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต” นายอำพล กล่าว

องคมนตรี ได้ให้แนวทางในการปฏิบัติตนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจแบบ พอเพียง ด้วยว่า ต้องยึดหลักความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ลดความฟุ่มเฟือยอย่างจริงจัง ดังกระแสพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า “…ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง…” ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องสุจริต แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ในทางค้าขาย ลดการประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง ไม่หยุดนิ่งที่จะใฝ่หาความรู้อย่างสม่ำเสมอ ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ และปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่วให้หมดสิ้น

“เมื่อพูดถึงพอเพียงสู่ประโยชน์สุข สามารถพูด วิเคราะห์ได้ในทุกระดับ ทุกมิติเริ่มต้นตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ความพอมีพอกิน เช่น ทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานแหล่งผลิตอาหารสำหรับบริโภค เมื่อมีผลผลิตมากขึ้น สามารถรวมเป็นกลุ่ม รวมซื้อ รวมขายได้ เป็นธุรกิจค้าขาย เมื่อเข้มแข็งขึ้นก็พัฒนา ขยายเครือข่ายระหว่างกลุ่ม ระหว่างชุมชนให้กว้างขวาง เติบโตเป็นธุรกิจใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ในส่วนภาคราชการนอกจากจะขยายการเผยแพร่ เศรษฐกิจพอเพียงที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้จัด ขึ้นแล้ว ในตัวหน่วยงานราชการก็สามารถนำเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งด้านการกำหนดนโยบาย ด้านการบริหารงาน ด้านพัฒนาความรู้ความสามารถ และด้านคุณธรรม” นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าว.

tidtangkaset@dailynews.co.th

 

ชีวิตเป็นสุขได้ด้วย “เกษตรพอเพียง” อีกก้าวสมาชิกสหกรณ์พิชัยภูเบนทร์ สิงหาคม 19, 2010

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม 2553

ผ่านทางชีวิตเป็นสุขได้ด้วย “เกษตรพอเพียง” อีกก้าวสมาชิกสหกรณ์พิชัยภูเบนทร์ คมชัดลึก : เกษตร : เกษตรยุคใหม่.

กัณยวีร์ เกษตรกรแกนนำ

บ่อเลี้ยงกบในบริเวณบ้าน

คมชัดลึก :หลัง ใช้ชีวิตในเมืองหลวงอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด ด้วยความหวังว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกอีกครั้ง สำหรับ “กัณยวีร์ ไกรกังวาลย์กุล” เกษตรกรแกนนำสหกรณ์นิคมพิชัยภูเบนทร์ จำกัด อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 4 ต.ไร่อ้อย อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ หลังจากสหกรณ์มีโครงการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับสมาชิกสหกรณ์ จึงสนใจเข้าร่วมโครงการ ก่อนจะได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 13 เกษตรกรแกนนำเพื่อถ่ายทอดความรู้ไปสู่สมาชิกสหกรณ์ในนิคม กว่า 1,000 ราย

“เมื่อก่อนทำงานอยู่กรุงเทพฯ ปีที่แล้ว (2552) กลับมาอยู่บ้านมาดูแลพ่อไม่สบาย พอดีสหกรณ์มีโครงการพัฒนาอาชีพก็เลยสมัครเข้าร่วมเมื่อปี 2553 จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากนิคมสหกรณ์พิชัยมาคอยให้คำแนะนำและจัดอบรมวิธีทำ เกษตรแบบทฤษฎีใหม่ และการทำเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้นก็พาไปดูงานตามที่ต่างๆ แล้วก็มอบปัจจัยการผลิตมาให้ทดลองทำดู” กัณยวีร์เผย

บนเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ในบริเวณบ้านพักอาศัยถูกแปลงสภาพให้เป็นสวนเกษตรผสมผสานตามโครงการพัฒนา อาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการ ซึ่งได้แก่การปลูกมะนาวในวงบ่อ การปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกไม้ผล การทำน้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ สูตรบำรุงและสูตรฆ่าแมลง โดยปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เบื้องต้นสหกรณ์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 บาทสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการแต่ละรายเพื่อเป็นการนำร่อง ส่วนปัจจัยการผลิตในรอบต่อไปสมาชิกจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

ยอมรับว่าหลังเข้าร่วมโครงการ ทำให้มีรายได้จากการขายผลผลิตทุกวัน เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท จากเมื่อก่อนที่รายได้จากการขายข้าวเปลือกปีละ 1-2 ครั้ง เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพหลักคือทำนา หากปีไหนฝนฟ้าไม่ดี ก็ทำนาได้ปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำฝนอย่างเดียว นอกจากนี้ยังสามารถลดรายจ่ายลงได้มาก โดยอาศัยพืชผักที่เราปลูกและปลาที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารในแต่ละวัน

“เริ่มจากปลูกมะนาวในวงบ่อ 25 ต้น ปลาดุก 300 ตัว กบ 200 ตัว นอกจากนี้ยังมีพืชผักสมุนไพรอีกหลายชนิด ทั้งปลาดุกและกบที่เลี้ยงไว้ได้ขายแล้ว โดยปลาดุกจะขายกิโลละ 50 บาท ส่วนกบกิโลละ 100 บาท กิโลหนึ่งก็ประมาณ 5-6 ตัว มีคนมาซื้อทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท หรือเดือนละประมาณ 3,000-4,000 บาท ก็ถือเป็นเงินเก็บเพราะค่าใช้จ่ายแต่ละวันเกือบจะไม่มี” เกษตรกรแกนนำคนเดิมระบุ

ด้าน อัชฌา สุวรรณนิตย์ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์พิชัย กล่าวเสริมว่า สหกรณ์นิคมพิชัยภูเบนทร์ เป็นหนึ่งในสหกรณ์ที่อยู่ในความดูแลของนิคมสหกรณ์พิชัยที่มีการส่งเสริม อาชีพการเกษตรแบบครบวงจรตามโครงการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตตามแนวพระราช ดำริเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่สมาชิกสหกรณ์ในนิคม โดยในปีงบประมาณ 2553 ดำเนินไปทั้งสิ้น 200 กว่าราย จากจำนวนดังกล่าวสหกรณ์ได้คัดเลือกเกษตรกรแกนนำจำนวน 13 รายเพื่อเป็นต้นแบบในการดำเนินงานและเป็นแกนนำในการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ ในเครือข่ายต่อไป

“นิคมสหกรณ์พิชัยรับผิดชอบดูแล 2 สหกรณ์ คือ สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนาและสหกรณ์นิคมพิชัยภูเบนทร์ แต่ที่พิชัยภูเบนทร์จะพิเศษกว่าสหกรณ์อื่นๆ ก็คือเป็นสหกรณ์นำร่องโครงการโฉนดชุมชนตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ จึงมีความจำเป็น ทั้งในเรื่องการพัฒนาอาชีพ การสร้างรายได้ ลดรายจ่ายโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับสมาชิก จึงต้องดำเนินการแบบเข้มข้น ลำพังเจ้าหน้าที่คงไม่เพียงพอ จึงต้องอาศัยเกษตรกรแกนนำที่เป็นคนรุ่นใหม่มาช่วย คุณกัณยวีร์ก็เป็นอีกคนที่มาช่วยตรงนี้” ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์พิชัยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ

” สุรัตน์ อัตตะ”

 

ป่าไม้-กรมประชาสัมพันธ์ร่วมจัด “เศรษฐกิจพอเพียงสู่ความยากจน” สิงหาคม 12, 2010

วันที่ 9/7/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ จัดงาน”เศรษฐกิจพอเพียง สู่ความยากจน” ปีที่ 2 ที่บริเวณหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีสัมพันธ์ โดยได้จัดบูทแสดงนิทรรศการให้ความรู้แนวคิดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของประบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และได้แจกกล้าไม้มงคลจำนวน 1,500 ต้น แก่ผู้เข้าชมงานเพื่อนำไปปลูก เพื่อรณรงค์จิดสำนึกตามแนวพระดำริ “การปลูกป่าในใจคน” โดยทำให้ประชาชนเกิดความห่วงแหนและรักต้นไม้ จะได้ช่วยกันอนุรักษ์ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า

สำหรับต้นกล้าที่นำไปแจกครั้งนี้เป็นไม้มงคลเหมาะสำหรับที่จะปลูกไว้ในบ้าน และเป็นไม้ที่มีคุณค่า 6 ชนิด ประกอบด้วย ไม้สัก ไม้พะยูง ทรงบาดาล ทองอุไร เหลืองปรีดียาธร และนนทรีบ้าน ซึ่งต้นไม้เหล่านี้จะมีดอกสีเหลือง ซึ่งทรงกับสีวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งเป็นพันธ์ไม้ที่เชื่อกันว่าเป็นไม้มงคลให้กับผู้ที่ปลูก เช่น ต้นสักหมายถึงจะเป็นศักดิ์เป็นศรีให้กับผู้ปลูก ไม้พะยูงจะช่วยพยุงฐานะของผู้ปลูกให้มีความมั่นคง แข็งแรง ทรงบาดาล ปลูกไว้ ภายในบริเวณบ้าน ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในชื่อเสียง ทองอุไร คนโบราณเชื่อว่าทองอุไรจะเสริมโชคชะตาของผู้ปลูกให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีเงินมีทองร่ำรวยมั่งคั่งเป็นต้น

นอกจากนี้ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมายอาทิ การแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างรายได้และส่งเสริมอาชีพของ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รับฟังการเสวนา “การแก้ไขปัญหาหนี้ภาคประชาชน” จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ การให้บริการแนะแนวอาชีพ เช่น การทำผ้าบาติก ผ้ามัดย้อม การเพ้นท์กระเป๋า ตรวจรักษาสุขภาพฟรี เป็นต้น

 

ประกาศผลประกวดผลงานเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 2 สิงหาคม 5, 2010

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ประกาศผลประกวดผลงาน.

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับมูลนิธิ ชัยพัฒนา สำนักงบประมาณกระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจัดแถลงข่าวประกาศ ผลการตัดสินการประกวดผลงานตามปรัชญา ของ เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 2-3 อาคาร 1 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน โดยนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมด้วย นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. และนายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ รองเลขาธิการ กปร. และผู้แทนจากหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดการประกวดฯ

การประกวดมีทั้งสิ้น 10 ประเภท และมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดฯ จากทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,644 ผลงาน ประกอบด้วย  ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 65 ผลงาน  ประชาชนทั่วไป  537  ผลงาน  ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง  407  ผลงาน  เกษตรกรทฤษฎีใหม่  297  ผลงาน  กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ 64 ผลงาน  หน่วยงานองค์กรภาครัฐในส่วนภูมิภาค 152 ผลงาน  หน่วยงานองค์กรภาครัฐในส่วนกลาง 9 ผลงาน  ธุรกิจขนาดใหญ่ 19 ผลงาน  ธุรกิจขนาดกลาง 32 ผลงาน  และ ธุรกิจขนาดย่อม 62

ผลงาน  รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 10 รางวัล ประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกันดาร  ได้แก่ นางคอสหม๊ะ แลแมแน อำเภอ จะแนะ จังหวัดนราธิวาส ประชาชนทั่วไป ได้แก่ นายสมพงษ์ พรผล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ชุมชนบ้านดอกบัว อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เกษตรกรทฤษฎีใหม่ ได้แก่ นางเปรียวจันทร์ ต๊ะต้นยาง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร ทำสวนบ้านถ้ำ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา

หน่วยงานและองค์กรภาครัฐ ในส่วนกลาง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เขตดุสิต กรุงเทพฯ หน่วยงานและองค์กรภาครัฐ ในส่วนภูมิภาค ได้แก่ สำนักงานเทศบาลตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เขตพระโขนง กรุงเทพฯ ธุรกิจขนาดกลาง ได้แก่ บริษัท บาธรูมดีไซน์ จำกัด เขตยานนาวา กรุงเทพฯ ธุรกิจขนาดย่อม ได้แก่ บริษัท พรทิพย์ ภูเก็ต จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

รางวัลรองชนะเลิศได้รับถ้วยพระราช ทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 33 รางวัล รางวัลชมเชยได้รับโล่เกียรติยศนายกรัฐมนตรี จำนวน 56 รางวัล และอีกจำนวน 289 รางวัลได้รับเกียรติบัตรสำนักงาน กปร. รวมผลงานที่ได้รับรางวัลมีทั้งสิ้น 388 รางวัล.

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,101 other followers

%d bloggers like this: