เศรษฐกิจพอเพียง

All posts tagged เศรษฐกิจพอเพียง

นายอำเภอเต่างอย สกลนคร ลงมือทำเอง ใช้อำเภอเป็นต้นแบบ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

เศรษฐกิจพอเพียง

สุพจน์ สอนสมนึก

นายอำเภอเต่างอย สกลนคร ลงมือทำเอง ใช้อำเภอเป็นต้นแบบ

มีโอกาสเดินทางไปอำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นอำเภอที่ลำน้ำพุง อันมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาภูพาน ด้านอำเภอภูพาน ไหลผ่านลงไปสู่หนองหาร และยังอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติภูผายล อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร และ อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์

เต่างอย เป็นอำเภอขนาดเล็ก อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดสกลนคร จากอำเภอเมือง เดินทางไปตามทางหลวงสายสกลนคร-นาแก 14 กม. เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 12 กม. ก็จะถึงอำเภอเต่างอย หรือใช้เส้นทางสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ ราว 5 กม. เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2339 ราว 25 กม.

เมื่อไปถึงตัวอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่ว่าการอำเภอเต่างอย จะพบว่ามีความแปลกตา ไม่เหมือนส่วนราชการทั่วไปในอำเภออื่นๆ ของประเทศไทย เพราะรอบบริเวณจะพบกับพืชผัก ทั้งสวนครัวและไม้ยืนต้นที่สามารถนำมาบริโภคได้มากมาย

เมื่อสอบถามทราบว่า เป็นแนวนโยบายของ จ.ส.อ. คำนึง พรหมพิมพ์ อายุ 47 ปี นายอำเภอเต่างอย ที่ต้องการทำเป็นอำเภอตัวอย่างในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และลงมือทำเองเป็นตัวอย่าง ปลูก กล้วย มะละกอ บวบ ข่า ตะไคร้ ชะอม มะกรูด มะนาว หน่อไม้ ผักอื่นๆ ครบ ส่วนสัตว์เลี้ยงก็มี ไก่ดำ หมูป่า กระต่าย กบ ปลา เป็นต้น เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่างแม้แต่ผักหวานป่า ผักสะแงงนา ก็มีการนำมาปลูกไว้

จ.ส.อ. คำนึง เล่าว่า เนื่องจากตนเองเป็นคนพื้นเพภาคอีสาน คนจังหวัดสกลนครโดยกำเนิด และทางบ้านก็มีการทำการเกษตรมาแต่บรรพบุรุษ ดังนั้น เกิดมาจึงรู้จักการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เพราะชีวิตคลุกคลีกับสภาพแบบนี้มาตลอด เมื่อสมัยเด็กก็ช่วยพ่อแม่ทำนา ทำสวน หลังเรียนจบสอบเข้าทำงานรับราชการก็ยังชอบเรื่องการเกษตร จึงหาตำรา มาอ่านศึกษาและทดลองทำ ทั้งเลี้ยงสัตว์และปลูกพืช เคยคิดว่า ทำไมคนจึงบอกว่าทำการเกษตรแล้วไม่รวย แถมยังยากจน เป็นจุดที่ให้หันมาพิจารณาสนใจลองทำและจะทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง

เมื่อปรับเปลี่ยนจากการรับราชการทหาร หันมาทางฝ่ายปกครอง มีความตั้งใจเสมอว่า จะทำการเกษตรเป็นตัวอย่าง โดยศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และพบความจริงว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นสิ่งที่ทำได้จริง ทำให้หายจนได้ จึงได้น้อมนำเอามาปฏิบัติ พร้อมกับทำเป็นตัวอย่าง

การขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเต่างอยเป็นอำเภอแรก จึงมีความตั้งใจว่า ชีวิตการทำเกษตรก็สามารถมีอยู่มีกินได้ และอาจทำให้รวยได้ จึงได้หันมาลงมือทำเอง

ครั้งแรกก็หากล้วยน้ำว้ามาปลูกก่อน เพราะปลูกง่ายและจะเป็นตัวดึงดูดเก็บน้ำได้ดี ตามมาด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว มะนาว มะละกอ ขิง ข่า ตะไค้ร ผักอีตู่ ไผ่เลี้ยง ปลูกตามแนวรั้วบ้านพักและที่ว่าการอำเภอ โดยบางส่วนเมื่อลงพื้นที่ก็ไปขอแบ่งพันธุ์จากชาวบ้านมาปลูก

จากนั้นก็เริ่มสร้างโรงเรือน ปลูกบวบ พร้อมนำกระถางมาวางปลูกพืชที่บางชนิดปลูกในกระถางได้ มาลงในกระถาง และเพียงไม่กี่เดือน พื้นที่ในบริเวณอำเภอและบ้านพักก็เขียวชุ่มชื้นไปด้วยพืชผักมากมาย และได้หันมาเลี้ยงหมูป่า เป็ด และไก่ดำ เพิ่มขึ้นมาอีก และปรับปรุงบ่อน้ำที่เคยมี เป็นสระน้ำให้ชาวบ้านใช้ เป็นบ่อเลี้ยงปลาแทน และบางจุดทำเป็นบ่อกบ และหากระต่ายมาเลี้ยงเพิ่มอีก

นายอำเภอเต่างอยบอกอีกว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำเอง และภรรยาเป็นคนช่วย ไม่รบกวนใคร ขุดหลุมปลูกกล้วย สร้างโรงเรือน เลี้ยงสัตว์ มีผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบางคนเห็นลงมือทำเองก็เข้ามาช่วย จึงสอนการทำเศรษฐกิจพอเพียงไปในตัวด้วย รวมทั้งการสอนวิธีทาบกิ่ง ตอนกิ่งให้ ซึ่งพบว่าขณะนี้มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หลายคนหันมาลงมือทำเศรษฐกิจพอเพียงด้วยตนเอง

ตนยึดหลักที่ว่า “ทำให้ดูก่อน ดีกว่าสอนด้วยคำพูด”

ปัจจุบัน มีกล้วยทั้ง กล้วยน้ำว้าและกล้วยหอม ที่เริ่มให้ผลผลิต ประมาณ 120 ต้น

มะละกอ 50 ต้น

ไผ่เลี้ยง 25 กอ

เพกา 5 ต้น

หมูป่า 7 ตัว พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ อย่างละ 1 ตัว

ไก่ดำ 70 ตัว รวมพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์

เป็ดเทศ 35 ตัว

กบพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ รวม 400 ตัว

ปลาหมอ (ปลาเข็ง) 1,500 ตัว

กระต่าย พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ 3 ตัว

ไก่พันธุ์ไข่ 50 ตัว (โดยไก่จะฟักเอง)

ที่ทำการเกษตรแห่งนี้จะสอนการทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือป๋ยวิทยาศาสตร์ จะใช้มูลสัตว์ ขี้ไก่ ขี้หมู ที่มีอยู่แทน

ในส่วนของการไล่ศัตรูพืช จะใช้สะเดา บอระเพ็ด มาทำเป็นน้ำหมักฉีดพ่น ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เรียกว่า ปลอดสารพิษ

นอกจากนี้ ยังได้ทดลองนำไม้เมืองหนาวบางชนิดมาปลูกและทดลองทำ เช่น การนำสตรอเบอรี่มาปลูก และทำให้ได้ผลผลิตดีพอสมควร อยู่ระหว่างการทดลองและเริ่มให้ผลผลิตแล้วจำนวนหนึ่ง ทุกอย่างจะนำมาทดลองทำเองเพื่อให้เป็นตัวอย่าง

พืชป่าธรรมชาติที่นำมาปลูก เช่น ผักหวาน สามารถเก็บกินได้แล้ว นอกจากนั้น ขณะนี้ได้มีการนำผักธรรมชาติมาแยกชำปลูก เช่น ผักสะแงง ผักก้านจอง

ผักสะแงง เป็นผักธรรมชาติที่เกิดในน้ำแถบภาคอีสาน นำไปแกงใส่หน่อไม้ แกงเห็ด และผักก้านจองก็เช่นกันเป็นผักน้ำ นิยมนำมากินกับส้มตำ และลวกกินกับน้ำพริก โดยเฉพาะผักสะแงงมีชาวบ้านมาเรียนและขอศึกษาวิธีแยกต้นชำ โดยสอนให้ฟรีๆ ช่วงนี้ชาวบ้านนำไปชำขาย ถุงละ 10 บาท สร้างรายได้ดี เพราะเป็นที่นิยมอย่างมาก

กิจกรรมอื่นๆ ยังมีการจัดทำเตาอบเศษไม้เพื่อนำมาเป็นถ่าน โดยใช้กิ่งไม้ต้นไม้ที่เราตัดมาทำถ่านไว้ใช้ในครัวเรือน ไม่ต้องไปซื้อหาให้เปลืองเงิน ทุกอย่างใช้ประโยชน์ได้หมดครบวงจร เรียกว่าเดินเข้าในเขตอำเภอสามารถกินได้ทุกอย่าง และนำไปทำที่บ้านได้ พืชผักสวนครัวมีครบทุกประเภท

นายอำเภอเต่างอยบอกว่า สิ่งที่มีอยู่ เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการสามารถเก็บไปกินไปใช้ที่บ้านได้ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างคือ ต้องช่วยกันดูแล และหากใครมีพื้นที่ทำเศรษฐกิจพอเพียงแบบนี้ ให้ทำได้ ทำเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็น ไม่ใช่พูดแต่ปากเท่านั้น

เมื่อมีงานหรือต้อนรับแขกผู้มาเยือนในอำเภอแห่งนี้ จะนำผลผลิตที่ทำไว้มาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงหน่อไม้ แกงเห็ด อยากกินเป็ด ไก่ หมู มีครบ ไม่ต้องซื้อให้เปลืองงบประมาณ นำเงินส่วนนั้นไปพัฒนาอย่างอื่น ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ชื่นชอบของผู้มาเยือน ตลอดจนคนในพื้นที่ไม่ต้องเดือดร้อนด้วย

เป้าหมายของการทำเศรษฐกิจพอเพียงส่วนหนึ่งเพื่อลดรายจ่าย มีส่วนขายมีรายได้ ปัจจุบัน ขายผลผลิตมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ วันละ 300 บาท

ขณะนี้ได้ขยายการทำไปในหมู่บ้านทุกตำบล ทุกหมู่บ้านในอำเภอ โดยไม่ต้องไปบังคับ เพราะผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เมื่อมาเห็นนายอำเภอลงมือทำเองก็นำไปทำที่บ้าน นอกจากประหยัด ทำให้มีรายได้ด้วย

ขณะนี้มีผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหลายรายหันมาทำแบบนี้ มีการปลูกผักบุ้ง มะแว้ง มะเขือ ขิง ข่า มีรายได้วันละกว่า 1,000 บาท พร้อมกับเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ มีรายได้ เงินค่าตอบแทนในตำแหน่งนำไปฝากธนาคาร บางรายถอยรถยนต์ออกมาใหม่เพื่อนำพืชผักไปส่งให้กับออเดอร์ที่สั่งเข้ามา

จนหลายคนบอกว่า ใครว่าทำเศรษฐกิจพอเพียงแล้วไม่รวย มาดูได้ที่อำเภอแห่งนี้ และที่บ้านพักนายอำเภอ ลงมือทำเอง เป็นบ้านพักต้นแบบของเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญต้องทำอย่างจริงจังแล้วจะพบว่า จริงอย่างที่พูด

ขณะนี้กำลังขยายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้ อบต. หลายแห่ง หันมาใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์ ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อให้เป็นตัวอย่างของชาวบ้าน หากทำได้จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นแน่นอน

หากท่านใดหรือหน่วยงานใดสนใจศึกษาดูงาน ให้คำปรึกษาฟรี โทร. (081) 172-2264 จ.ส.อ. คำนึง พรหมพิมพ์ นายอำเภอเต่างอย ทุกวัน หรือเวลาราชการ โทร. (042) 761-018

ไพบูลย์ พุฒเขียว จากช่างซ่อมรถยนต์ พลิกผันชีวิตสู่ฟาร์มตัวอย่าง และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย

Published พฤษภาคม 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 587

เศรษฐกิจพอเพียง

อำพน ศิริคำ

ไพบูลย์ พุฒเขียว จากช่างซ่อมรถยนต์ พลิกผันชีวิตสู่ฟาร์มตัวอย่าง และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย

ท่านที่เคารพครับ!!! อาชีพการเกษตรแบบผสมผสานยังคงเป็นทางเลือกที่ดี สามารถรองรับผู้ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในอาชีพอื่นได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น

คุณไพบูลย์ และ คุณทองพูน พุฒเขียว อยู่บ้านเลขที่ 140 หมู่ที่ 17 บ้านนาสีนวน ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (088) 321-7126

คุณไพบูลย์ มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านแห่เหนือ ตำบลหนองบอน อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม จบชั้น ป.6

เดิมเปิดอู่ซ่อมรถและค้าขาย เริ่มหันมาทำการเกษตร เมื่อ ปี 2553 มีพื้นที่การเกษตร 18 ไร่ ได้ทำการเกษตรหลายอย่างแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับการเรียนรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งด้านการผลิตและการตลาด

ปัจจุบันทำการเกษตรแบบผสมผสานเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เน้นการพึ่งตนเองและผลิตแบบปลอดภัยจากสารพิษ ทำให้มีรายได้ทุกวัน ดังนี้

ทำนาปี 9 ไร่ ปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ทุกปีได้ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีรายได้ปีละ 75,000 บาท ส่วนปีนี้ปลูกข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว 4 ไร่ และไรซ์เบอร์รี่ 5 ไร่

ไผ่เลี้ยง 1 งาน (400 กอ) ผลผลิตออกวันละ 15-20 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 30-60 บาท และยังจำหน่ายต้นพันธุ์ด้วย

ขจร ประมาณ 2 งาน (2,000 หลุม) จากต้นพันธุ์ขจร 3 ต้น ราคา 100 บาท นำมาปลูกและขยายพันธุ์เอง ขณะนี้เก็บผลผลิตทุกวัน วันละ 10-20 กิโลกรัม ราคา 50-80 บาท/กิโลกรัม และยังผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายด้วย

กุยช่าย ประมาณ 1 งาน ผลิตกุยช่ายเขียวส่งขาย กิโลกรัมละ 20 บาท และเริ่มผลิตกุยช่ายขาวบ้างแล้ว โดยหลังจากตัดกุยช่ายเขียวแล้ว ได้ใช้ท่อใยหินมาตัดเป็นท่อนยาว ประมาณ 35 เซนติเมตร มาครอบและปิดฝาท่อด้วยกระเบื้องแผ่นเรียบ ด้านบนมุงด้วยซาแรน ประมาณ 9 วัน ก็ตัดขายได้

เพกาสายพันธุ์เตี้ย 20 ต้น ติดผลดก และขยายพันธุ์ด้วยวิธีชำราก จำหน่ายต้นละ 40-50 บาท นอกจากนี้ ยังมีมะละกอ บวบ และผักสวนครัว อีกด้วย

เป็ดไข่ 200 ตัว ใช้มันหมักยีสต์เป็นอาหารหลัก (หมักด้วยตนเอง โปรตีนสูง ทำให้ลดต้นทุนการเลี้ยง) เสริมด้วยอาหารสำเร็จรูปและรำข้าวเล็กน้อย ให้ผลผลิตไข่ วันละ 60-90 ฟอง รายได้ร่วม 100,000 บาท/ปี

เป็ดเทศ 40 ตัว ไก่พื้นเมือง 80 ตัว เลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือก็ขายเป็นรายได้ และยังได้เลี้ยงแพะ 4 ตัว ไว้กำจัดวัชพืชในไร่นาอีกด้วย

สระน้ำในไร่นา 5 บ่อ เลี้ยงปลานิล 2 บ่อ ปลาดุก 1 บ่อ ให้อาหารธรรมชาติและอาหารสำเร็จรูป จับขายเป็นระยะๆ

ทางด้านการผลิตและตลาดนั้น คุณไพบูลย์และคุณทองพูน ได้นำผลพลอยได้ภายในฟาร์มคือมูลสัตว์มาใช้ในการเพิ่มผลผลิต ลดรายจ่าย มีการทำกิจกรรมที่หลากหลาย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยนำผลผลิตจากฟาร์มของตนเองไปขายตามที่ต่างๆ ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง จึงไม่มีปัญหาด้านการตลาดแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าแม่ค้าไปรับซื้อถึงสวน ประกอบกับได้มีการผลิตต้นพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ภายในฟาร์มออกจำหน่ายด้วย

“เกษตรอำเภอกันทรวิชัย ประสานขอรับการสนับสนุนกังหันลม จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง”

ภายในฟาร์มแห่งนี้ ได้ขุดสระน้ำประจำไร่นา จำนวน 4 บ่อ เพื่อเลี้ยงปลาและอาศัยน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืช แต่ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังเจาะบ่อบาดาล จำนวน 2 บ่อ ดังนั้น สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัยจึงได้ประสานขอรับการสนับสนุนกังหันลมผันน้ำจากบ่อบาดาล ซึ่งเป็นพลังงานจากลมที่ไม่มีวันหมด ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้นานหลายปี จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และได้รับอนุมัติพร้อมติดตั้งให้เรียบร้อย (ภายใต้การอำนวยความสะดวก ของ ผศ.ดร. มัณฑนา นครเรียบ) โดย รศ.ดร. ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เป็นประธานมอบ เมื่อ วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 และในวันดังกล่าว สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัยได้ใช้ฟาร์มแห่งนี้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจโดยทั่วไปด้วย โดย ว่าที่ ร.ต. จักรภัทร ผ่องโอภาส เกษตรจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธาน หลังจากนั้นได้มีเกษตรกรมาศึกษาดูงานและฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่าการทำเกษตรผสมผสานนั้นเป็นทางเลือกที่สำคัญและใหม่สำหรับเกษตรกรอยู่เสมอ หากท่านใดสนใจจะเยี่ยมชมหรือสอบถามข้อมูล ติดต่อได้ที่ คุณไพบูลย์ พุฒเขียว โทร. (088) 321-7126

“ปีติพงศ์” มอบ กรมปศุสัตว์ เร่งทำแผนยุทธศาสตร์ควายไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เร่งกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา โค กระบือ ของไทย ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กระบือของไทยมีอยู่ประมาณ 800,000 ตัว และมีสัดส่วนลดลง เฉลี่ยปีละ 100,000 ตัว ถือเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤต หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ คาดว่ากระบืออาจจะหมดไปจากประเทศได้ภายในระยะเวลา 5 ปี

จึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์เร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์กระบือ โดยคำนึงถึงสัดส่วนการใช้ประโยชน์ของกระบือให้มีความสมดุลและเหมาะสมใน 3 ส่วน ด้วยกัน คือ 1. เพื่อการอนุรักษ์ 2. เพื่อการใช้เป็นแรงงานในภาคเกษตร และ 3. การใช้ผลผลิตจากกระบือ เพื่อการบริโภคทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก พร้อมกับมาตรการในการป้องกันไม่ให้ปริมาณกระบือที่มีอยู่ขณะนี้ลดลง และแผนดำเนินการในการเพิ่มสัดส่วนกระบือในประเทศมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์การผลิตและตลาดโคเนื้อ ในปี 2558 คาดว่า จะมีผลผลิตประมาณ 1.04 ล้านตัว โดยแบ่งสัดส่วนการนำเข้า 190,000 ตัว และเนื้อโค 7,000 ตัน หรือคิดเป็น 44,000 ตัว ขณะที่การส่งออก 240,000 ตัว จึงพบว่ายังมีปริมาณโคเนื้อที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ ประมาณ 300,000 ตัว จึงมอบหมายให้กรมปศุสัตว์พิจารณามาตรการที่สามารถความยั่งยืนให้กับโคเนื้อได้อย่างแท้จริง ให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในด้านการปรับโครงสร้างการเลี้ยงโคเนื้อของประเทศให้ได้โคเนื้อคุณภาพดี การคำนึงถึงมูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่สร้างรายได้เข้าในประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่มีการขุนในประเทศแล้วส่งออก ซึ่งสร้างมูลค่าให้แก่โคเนื้อไม่มากนัก และสุดท้ายคือ เรื่องต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่พบว่า การผลิตโคเนื้อของไทยยังแพงกว่าประเทศในกลุ่มเพื่อนบ้าน ที่อาจจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทน

นอกจากนี้ ยังมอบให้กรมปศุสัตว์เร่งวางมาตรการควบคุมดูแลโรคระบาดสัตว์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยสร้างเขตปลอดโรคในการเคลื่อนย้ายสัตว์ทางด้านชายแดน เนื่องจากแต่ละปีมีการเคลื่อนย้ายสัตว์มีชีวิตระหว่างไทย-พม่า ถึงปีละ 200,000-300,000 ตัว และให้กรมปศุสัตว์เร่งพัฒนางานวิจัยพันธุ์สัตว์เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร

ซึ่งที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้พัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นบ้าน จำนวน 4 สายพันธุ์ และต่อยอดไปสู่เกษตรกรพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ได้แก่ ไก่ชีท่าพระ ไก่แดง ไก่เหลืองหางขาว และไก่ประดู่หางแดง ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร หรือเป็นรายได้หลักในบางพื้นที่ได้แล้ว เป็นต้น

เยือน…เขาค้อ ชม “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานทดแทนบ้านทุ่งสมอ”

Published มีนาคม 31, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เศรษฐกิจพอเพียง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เยือน…เขาค้อ ชม “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานทดแทนบ้านทุ่งสมอ”

เครื่องผลิตแก๊สซิไฟเออร์ พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) แก๊สชีวมวล ถ่านจากไม้ไผ่ เครื่องตะบันน้ำ และพลังงานจากกังหันลม…สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผลิตพลังงานทดแทนเพื่อใช้ในกิจกรรมของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานทดแทนบ้านทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

ศรัทธา…ด้วยการเดินตามรอยพ่อ

คุณพยัคฆ์ จวนตรง ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนตำบลทุ่งสมอ และพลังงานทดแทน เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความศรัทธาในหลักและทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง ดังนั้น ทุกแนวทางของเขาจึงต้องตั้งอยู่ในกรอบความคิดว่า “มีอยู่ มีกิน มีใช้” เพราะสุดท้ายจะทำให้เกิดความร่มเย็น คือ พออยู่ พอกิน พอใช้

แนวคิด…ปลูกพืชที่น่าสนใจและสร้างมูลค่า

คุณพยัคฆ์กล่าวว่า เดิมศูนย์แห่งนี้มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อทำเป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถสร้างรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ดังนั้น จึงได้เริ่มต้นด้วยการปลูกพืชผักบางอย่างที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ อย่างมะนาวในวงบ่อ การปลูกข้าวโพดสีม่วงที่มีประโยชน์ด้านการชะลอความแก่ เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวเพื่อไว้ใช้บริโภค ปลูกกล้วย เพราะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ง่าย ทำให้ดินมีการปรับสภาพและความชุ่มชื้นตามมา และอื่นๆ เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ หรือทำสารอินทรีย์ไว้ป้องกันแมลง

ผู้อำนวยการศูนย์ บอกว่า ภายใต้เงื่อนไขการสร้างศูนย์แห่งนี้อาจเปรียบเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่จำเป็นต้องหาชิ้นส่วนจิ๊กซอว์มาต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นภาพที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง ดังนั้น แนวทางพัฒนาเกษตรกรรมเพื่อให้ชาวบ้านเป็นเกษตรกรแบบมืออาชีพที่แท้จริงแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้อาจต้องพึ่งพาผู้รู้ชำนาญการ

ดึงเกษตรอำเภอช่วยสร้างความเข้มแข็ง

ดังนั้น จิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่เขามองหาคือ สำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ ทั้งนี้ ได้รับความกรุณาช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก คุณทรงยศ พุ่มทับทิม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และ คุณพีรพล สุธงษา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ซึ่งทั้งสองท่านมีบทบาทอย่างมาก จนทำให้ภารกิจของศูนย์มีความเข้มแข็ง อันเป็นผลมาจากการเดินทางผ่านกระบวนการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างในปัจจุบัน

การเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชนเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่ชาวบ้านทุกครัวเรือน อาจต้องมีลักษณะค่อยเป็นไปอย่างมีระบบและแบบแผน คุณพยัคฆ์มองว่าถ้าสามารถทำให้ชาวบ้านมองในสิ่งเดียวกับที่เขาคิดตามหลักทฤษฎีได้เมื่อไร เมื่อนั้นการร่วมมือด้วยความเต็มใจคงทำได้ไม่ยาก

ปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อ สร้างรายได้อย่างดี

สิ่งแรกที่เขามองคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตทางการเกษตร และมะนาวคือไม้ผลอย่างแรกที่เขาต้องการทำ คุณพยัคฆ์ชี้ว่า ถ้าปลูกมะนาวแบบทั่วไปคงไม่เห็นความแตกต่างทั้งผลผลิตและรายได้ ดังนั้น จึงต้องพยายามผลิตมะนาวเพื่อให้มีผลผลิตในช่วงมะนาวมีน้อย หรือเป็นการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดู ทั้งนี้เพราะหากทำได้ราคามะนาวจะสูงทันที

“ผมใช้หลักคิดว่าไม่มีอะไรที่ทดแทนมะนาวได้ เพราะมะนาวดีที่สุด ถึงแม้จะพยายามหาอย่างอื่นมาทดแทนก็ตาม จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้ราคามะนาวสูง จึงคิดทำมะนาวในบ่อวงแล้วทำให้ออกนอกฤดู และผลปรากฏว่าสามารถทำได้ 400-500 ผล หากขายผลละ 10 บาท เพียงต้นเดียวได้เงินแล้ว 5,000 บาท แล้วถ้าปลูกเป็นจำนวน 10 ต้น จะได้มูลค่าเท่าไร จึงมีความคิดต่อไปอีกว่าจะทำเป็นโครงการ “มะนาวเงินล้าน” ขึ้นที่ศูนย์แห่งนี้ ซึ่งเป็นรายแรกที่ปลูกมะนาวนอกฤดูแล้วประสบความสำเร็จ โดยใช้เทคนิคการเด็ดยอด การดูแลกิ่งพันธุ์และทรงพุ่ม” ผอ.ศูนย์กล่าว

สร้างไผ่เป็นถ่านกัมมันต์ ดึงมูลค่าจากสิบเป็นพัน

พืชที่เป็นตัวหลักอีกชนิดคือ ไผ่ คุณพยัคฆ์มองว่าด้วยคุณสมบัติพิเศษของไผ่ โดยใช้ถ่านไม้ไผ่ทำเป็น activated carbon หรือ activated charcoal หรือถ่านกัมมันต์ ที่มีพลังการดูดซับจากคาร์บอนที่ได้จากถ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการดูดซับไนโตรเจนมีสูงมาก เพราะว่ามีรูขนาดเล็กจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงมักนิยมนำไปใช้ในเรื่องของเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศ

คุณพยัคฆ์ อธิบายต่ออีกว่า ปกติการเผาถ่านเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทำกันทั่วไป แต่ทำอย่างไร ให้เผาถ่านด้วยไผ่แล้วขายได้ลำละ 1,000 บาท อย่างที่เคยพบเห็นถ่านก้อนละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นของเครื่องกรองน้ำยี่ห้อหนึ่ง แต่สำหรับ activated carbon สามารถนำไปผลิตเป็นธุรกิจด้านอื่น เช่น เครื่องกรองน้ำ เครื่องฟอกอากาศ หรือโฟมล้างหน้า เพียงนำไปบดเป็นผงแล้วอัดเป็นแท่ง

“ไผ่ที่ขายกันทั่วไป ปกติลำละ 10-20 บาท แต่ที่ศูนย์ขายลำละ 500-1,000 บาท เนื่องจากสามารถนำไปทำเป็นเครื่องกรองน้ำ หรือนำไปทำเป็นเครื่องฟอกอากาศ เป็นการสร้างมูลค่าของไผ่ได้มากขึ้น อีกทั้งไผ่เหล่านี้ออกหน่อทั้งปี นับเป็นพืชที่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดี

ดังนั้น ถ้าปลูกไผ่ ไม่ควรทิ้งเศษไผ่ เพราะมีประโยชน์ทุกส่วน ใช้แขนงนำไปขายได้ ราคาชิ้นละ 50 บาท ถ้า 1 ต้น มีจำนวน 10 แขนง ได้เงินแล้ว 500 บาท แล้วเหลือท่อนกลางนำมาใช้เผาได้ กิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งน่าจะได้ประมาณ 400-500 บาท ดังนั้น สรุปว่าไผ่ลำนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 บาท”

ปลูกขิงได้ราคาดี ส่งเข้าโรงงานทั้งไทยและเทศ

ส่วนพืชชนิดอื่นที่ปลูก คุณพยัคฆ์บอกว่า อย่างแปลงขิง ขนาดพื้นที่ 4 ไร่ ราคาดีมาก คนปลูกมีรายได้ดีถึงขนาดถอยรถปิกอัพคันใหม่ เพราะได้ผลผลิต จำนวน 5 ตัน ต่อไร่ ถ้าคิดเฉลี่ย กิโลกรัมละ 25 บาท เป็นขิงของพวกม้ง ใช้เวลาปลูกจนเก็บผลผลิต 1 ปี แต่ที่เร่งปลูกตอนนี้ให้ทันก่อนฝน เพราะต้องการขายเป็นขิงอ่อน ดังนั้น จึงใช้เวลาปลูกเพียง 6-8 เดือน และบางส่วนเป็นขิงแก่ที่ขายเพื่อส่งเข้าโรงงานแล้วนำไปส่งต่างประเทศอีกครั้ง

พึ่งพาพลังงานทดแทนทุกชนิด ลดต้นทุนมหาศาล

ผู้อำนวยการศูนย์ แจงว่า หลังจากทำกิจกรรมไปช่วงหนึ่งพบว่า กิจกรรมทุกอย่างต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจำนวนมากในแต่ละเดือน ดังนั้น หากต้องแบกรับภาระค่าใช้ไฟฟ้าอาจทำให้เป็นเรื่องลำบาก ดังนั้น จิ๊กซอว์ชิ้นต่อไปที่คุณพยัคฆ์มองคือเรื่องพลังงานทดแทน

คุณพยัคฆ์ให้รายละเอียดว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือน้ำ เพราะทุกกิจกรรมภายในพื้นที่ จำนวน 40 ไร่ ต้องใช้น้ำ แต่สิ่งที่ตามมาคือต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องการสูบน้ำ จากนั้นเลยคิดค้นเครื่องตะบันน้ำขึ้นมาเพื่อใช้สูบน้ำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุนแบบยั่งยืน คราวนี้ปริมาณไฟฟ้าเมื่อเทียบกับพื้นที่ยังน้อย จึงนำพลังงานลมเข้ามาใช้เป็นกังหันนาเกลือ กังหันนาซ่า กังหันแนวตั้ง กังหันแนวนอน เพื่อมาใช้ผลิตไฟฟ้าสูบน้ำ

“แต่ยังไม่พออีก จึงได้มาทบทวนว่าเหลือพลังงานตามธรรมชาติอะไรอีกที่ยังไม่ได้นำมาใช้ จึงไปคิดถึงโซลาร์เซลล์ และนับเป็นพลังงานหลักที่ทำให้เข้ามาช่วยได้หลายอย่างทางด้านพลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เครื่องขยายเสียง และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น จึงถือว่าครบอย่างที่ในหลวงท่านตรัสว่า “มีน้ำ มีชีวิต ไม่มีน้ำ ไม่มีชีวิต” และถือว่าสามารถทำทุกอย่างได้ครบวงจร”

แก๊สชีวมวล เป็นอีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่นำมาใช้ในศูนย์แห่งนี้ คุณพยัคฆ์บอกว่า การทำระบบแก๊สชีวมวลมาจากมูลหมู ส่วนปริมาณมูลหมูสำหรับการผลิตเป็นแก๊สจำนวนที่ใช้เท่าไรนั้น คุณพยัคฆ์บอกว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้แก๊สมาก-น้อย อย่างถ้าปริมาณ 1 ถังกระป๋องสีขนาดเล็ก สามารถทำเป็นแก๊สใช้ได้ประมาณ 3 ชั่วโมง กรรมวิธีหมักจะใช้เวลาประมาณ 20 วัน ก็จะเกิดเป็นแก๊ส จากนั้นให้เติมทุกวันสามารถมีแก๊สไว้ใช้ได้ทุกวัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีชุดอุปกรณ์สำหรับทำแก๊สชีวมวลสำเร็จรูปขายทั่วไป ราคาประมาณ 6,000 บาท แต่ถ้าต้องการประหยัดสามารถดัดแปลงประยุกต์ได้

กิจกรรมของศูนย์เรียนรู้ฯ ให้ประโยชน์กับชุมชนในด้านใดบ้าง?

ผอ.ศูนย์กล่าวว่า เมื่อช่วงที่เริ่มสร้างศูนย์เรียนรู้ มีหลายคนสบประมาทว่าคงทำไม่ได้นาน หรือไม่สำเร็จ บางรายมาบอกว่าจะทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วจะหารายได้จากไหนมาสนับสนุน คำถามเหล่านี้ถูกตั้งขึ้นมาตลอดเวลา กระทั่งเมื่อมีความสำเร็จ ชาวบ้านได้ยกย่องให้เป็นปราชญ์

ดังนั้น ประโยชน์ที่ชุมชนได้รับคือ เมื่อมีกลุ่มคนมาดูงานที่ศูนย์ คนเหล่านั้นจะมาเลือกซื้อสินค้าที่ชาวบ้านต่างประดิษฐ์คิดค้นกันมาหลายประเภท หลายชนิด ทั้งของกิน ของใช้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะก่อให้เกิดรายได้ตามมา คนขับรถของศูนย์ที่พาคณะไปดูงานตามจุดต่างๆ ก็มีรายได้ สถานที่พักผ่อนหลายแห่งก็มีรายได้ ดังนั้น ประโยชน์ของศูนย์ที่ให้กับชาวบ้านนั่นคือรายได้ เกิดกิจกรรมที่ขับเคลื่อนชุมชนพร้อมกับสร้างเม็ดเงินที่มากมาย

“อย่าง ต้นไผ่ ที่เป็นจุดเด่น ถ้ามีการนำเสนอในแง่ activated carbon จะทำให้ผลิตไผ่ไม่ทัน เพราะมีรายได้ที่ดีเกิดขึ้น หรือมะนาวได้มีการติดต่อซื้อกิ่งพันธุ์กันเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่ผักปลอดสารหลายชนิดที่ปลูกแล้วขายได้ จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดเป็นรายได้ที่ดีต่อชาวบ้าน

จากผลสำเร็จเช่นนี้ ศูนย์แห่งนี้จึงได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนและได้รับการตอบรับอย่างดีมาก เท่าที่ตรวจสอบย้อนหลังปรากฏว่ามีจำนวนถึงกว่า 30,000 คน หรืออย่างเพื่อนบ้านประเทศใกล้เคียงได้มีการติดต่อมาเยี่ยมเยียนด้วยเช่นกัน อันนี้เป็นผลมาจากการนำเสนอผลงานที่โดดเด่นผ่านทางโซเชียลมีเดีย

นอกจากนั้น คุณพยัคฆ์ยังมีโอกาสได้เดินทางไปถ่ายทอดให้ความรู้แก่หน่วยงานทั้งสถาบันการศึกษาและสถาบันต่างๆ มากมาย แล้วมีหลายหน่วยงานได้ร้องขอให้ไปช่วยออกแบบการบริหารจัดการตามตัวอย่างของศูนย์แห่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น โรงแรม หรือรีสอร์ตที่สนใจในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ดังนั้น คณะที่เดินทางมาที่ศูนย์แห่งนี้จึงมีลักษณะการท่องเที่ยวเชิงวิชาการ อีกทั้งศูนย์ยังมีความได้เปรียบในเรื่องของตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่เขาค้อ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอยู่เช่นกัน

คุณทรงยศ กล่าวว่า สำหรับสำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อได้เล็งเห็นว่าศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ได้สร้างประโยชน์มากมายแก่พี่น้องเกษตรกรและชาวบ้าน อีกทั้งยังตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตรกรรมหรือพลังงานทดแทนต่างช่วยชาวบ้านได้ทุกครัวเรือน

ทั้งนี้ ภารกิจของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกคนได้ทุ่มเททั้งความรู้ สติปัญญา ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทุกอย่างที่ศูนย์จัดขึ้น ทั้งนี้เพราะมองว่าถือเป็นการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนในอนาคตแก่พี่น้องทุกคน

“ท้ายนี้ ขอฝากทางสื่อมวลชนว่าการนำเสนอเรื่องราวในลักษณะนี้อยากจะให้ความสำคัญในหลักของปรัชญาพอเพียง และควรเน้นการงานอาชีพของพี่น้องชาวบ้าน เน้นเรื่องการลงมือทำมาหากินด้วยตัวเองมากกว่าการไปซื้อหามา เพราะหลักการสำคัญอยู่ตรงที่ว่าควรเป็นผู้ผลิตเองให้เป็นมากกว่าการหาซื้อเท่านั้น เพราะฉะนั้นศูนย์แห่งนี้จะตอบโจทย์ทุกอย่างของท่านได้”

คุณพีรพล กล่าวว่า ที่สำนักงานมีศูนย์บริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเน้นการผลิตพืชเมืองหนาว โดยจัดทำเป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงาน และท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีหลายแห่งที่น่าสนใจ รวมถึงศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งแห่งที่มีลักษณะท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยงเชิงเกษตรแห่งอื่นๆ ได้จัดทำเป็นข้อมูลแผ่นพับ มีเอกสารที่ระบุรายละเอียดทุกอย่าง ตั้งแต่ความเป็นมา ผู้รับผิดชอบ รายละเอียดการทำกิจกรรมในทุกแห่ง นอกจากนั้น ยังใช้เทคโนโลยีนำทางสมัยใหม่อย่าง GPS เข้ามาอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการมาชมสถานที่แต่ละแห่งเพื่อค้นหาพิกัดตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างชัดเจน สะดวก รวดเร็ว

นอกจากนั้น ยังดึงวิสาหกิจชุมชนที่เข้ามาจดทะเบียนในสำนักงานเกษตรอำเภอ โดยพิจารณาดูว่ากลุ่มใดมีศักยภาพก็จะชักชวนมาร่วมกิจกรรมเพื่อให้มีความหลากหลาย ตัวอย่างกลุ่มที่เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่

1. แปลงผักไฮโดรโปนิก

2. ไร่ทิพย์เสาวรส ซึ่งเป็นสถานที่ปลูกพืช โดยใช้พื้นที่ 5 ไร่ แต่มีกำลังปลูกเท่ากับพื้นที่ 10 ไร่

3. แปรรูปสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม ยังมีเป้าหมายในอนาคตที่จะรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด รวมถึงล่าสุดยังได้ปรับปรุงระบบสารสนเทศเพื่อให้มีความทันสมัย สมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือนที่สามารถตรวจดูรายละเอียดของกลุ่มกิจกรรม การกำหนดเส้นทางและแผนที่ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือชาวบ้านจะได้ขายของต่างๆ ได้อย่างสะดวก เพราะผู้มาเที่ยวได้รับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว”

จุดเด่นของศูนย์แห่งนี้คือ เรื่องของพลังงานทดแทน เพราะที่ศูนย์จะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ เพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงาน นอกจากนั้น ยังได้มีการพัฒนาเพื่อให้เป็นเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่ยั่งยืน

“ดังนั้น จึงเป็นการนำจิ๊กซอว์ชิ้นที่สำคัญมาต่อรวมกันเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์ครบถ้วน ในชื่อ “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานทดแทนบ้านทุ่งสมอ” ที่สำคัญยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในแนวทางของความประหยัด เรียบง่าย และไม่ซ้ำซ้อน” คุณพยัคฆ์กล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ ติดต่อจองคิวได้ที่ คุณพยัคฆ์ จวนตรง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ โทรศัพท์ (081) 803-4231 หรือที่ คุณพีรพล สุธงษา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ โทรศัพท์ (084) 812-4155

โรงพักพอเพียง สอนตำรวจทำการเกษตร แหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน ที่ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร

Published มีนาคม 13, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เศรษฐกิจพอเพียง

สุพจน์ สอนสมนึก

โรงพักพอเพียง สอนตำรวจทำการเกษตร แหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน ที่ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร

ตำรวจ ทำเศรษฐกิจพอเพียงทั้งโรงพัก เป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน แถมมาติดต่อราชการ มีผลไม้ให้กินอิ่ม

เมื่อเอ่ยถึง สถานีตำรวจ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โรงพัก” มักพากันถามว่ามีเรื่องอะไร แต่วันนี้จะพาท่านเดินทางไปพบกับสถานีตำรวจพอเพียง อยู่ที่อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร เป็นโรงพักเดียวของจังหวัดสกลนคร ที่มีเนื้อที่ กว่า 20 ไร่

พ.ต.อ. พาชื่น ภาณุพินทุ ผกก.สภ. โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร เล่าความเป็นมาของโครงการ โรงพักพอเพียง แห่งนี้ว่า เมื่อมารับตำแหน่งที่นี่ เมื่อ 2 ปีก่อน ก็เห็นพื้นที่มีจำนวนมาก และไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ประกอบกับชอบอาชีพทำการเกษตร เบื้องต้นก็เห็นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนเลี้ยงเป็ด ไก่ ตามหน้าห้องแถว และพื้นที่ว่าง จึงเกิดความคิดในเรื่องการทำเกษตร และน้อมนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ อย่างน้อยหากทุกคนทำก็จะทำให้ไม่ต้องไปซื้อ ผักสวนครัว ประเภทที่เก็บมาปรุงอาหารได้เลย และเน้นทุกอย่างจะทำแบบภูมิปัญญาชาวบ้านให้สภาพแวดล้อมเอื้อกัน

ที่มาของโครงการ

จากนั้นได้ผู้กำกับฯ สอบถามเจ้าหน้าที่ ว่าเงินส่วนต่างๆ ที่ได้มาของโรงพักที่เป็นส่วนกลาง พบว่า มีอยู่จำนวน 30,000 บาท จึงได้เรียกประชุมทำความเข้าใจว่า จะทำโรงพักนี้เป็นโรงพักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ทุกคนทุกนายมีส่วนร่วมกัน ใครที่ว่างเว้นจากหน้าที่เวรยาม ก็ให้มาปรับปรุงพื้นที่ช่วยกัน

กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด มีจำนวน 40 นาย จึงได้แบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10 นาย เพื่อทำกิจกรรม

จากนั้นได้นำเงินกองกลางส่วนหนึ่งไปหาซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงภายในบริเวณสถานี โดยมีการจัดซื้อตาข่ายสีเขียวมาขึงกันพื้นที่ ให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม จัดหาหัวอาหารและให้กินหญ้าที่สนาม และได้มีการปรับบ่อน้ำที่มีอยู่ จำนวน 3 บ่อ เพื่อเลี้ยงปลา

จากนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไถพรวนที่ดิน นำมะละกอมาปลูก จำนวน 100 ต้น และนำปลาดุก 7,000 ตัว ปล่อยลงบ่อ

จัดทำโรงพาะเห็ด โดยใช้วัสดุภายในสถานี 1 โรง เพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดบด

จัดแปลงและหามะนาวพันธุ์ดีมาปลูก 200 ต้น และปลูกกล้วยจำนวนหนึ่งรอบๆ บริเวณพื้นที่ จากนั้นนำไม้ยืนต้นที่กินได้ มะม่วง ลำไย ฯลฯ ปลูกรอบพื้นที่

ที่เกาะกลางถนนทางเข้าโรงพัก ปลูกพริกและเพกา รอบๆ ปลูกตะไคร้ ข่า และยังมีบ่อเพาะกบ เลี้ยงกบจำหน่ายและกินเองในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก

พ.ต.อ. พาชื่น บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจกับทุกคน และให้ช่วยกันเต็มที่ เมื่อผลผลิตออกมาทำให้ทุกคนพอใจ แม้ในช่วงแรก บางคนจะทำการเกษตรไม่เป็น ต้องศึกษาจากเพื่อนร่วมงาน ว่าก่อนลงมือทำควรเตรียมอะไรบ้าง

ปัจจุบันที่แห่งนี้มีไก่งวงทั้งหมด อยู่ที่ 220 ตัว มะนาวเริ่มให้ผลผลิต สามารถเก็บกินได้ รวมทั้งกล้วยและปลา โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า เมื่อแก่จะนำมาห้อยไว้ที่ศาลาพัก ผู้มาติดต่อราชการสามารถกินได้ฟรี เมื่อเวลาหิว เมื่อหมดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะนำมาแขวนไว้ใหม่ เป็นการบริการที่กินและอิ่มได้

จากกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีมากมาย เวลาเดินเข้ามาที่สถานราชการแห่งนี้จะมีของที่กินได้ ตั้งแต่ทางเข้าเป็นต้นมา เหมือนไม่ใช่โรงพัก ยิ่งเมื่อเข้ามาในบริเวณสถานี จะพบไก่งวง ส่วนหนึ่งเดินหากินผักหญ้า อีกส่วนหนึ่งจะขังไว้ในพื้นที่เรือนไก่

เมื่อผลผลิตออกมามาก นอกจากจะแจกจ่ายชาวบ้านที่มาติดต่อราชการแล้ว ที่โรงพักแห่งนี้ก็จะนำไปจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าสินค้าประเภทเดียวกันในตลาด และที่เน้นคือการปลอดสารเคมี พืชผักทุกชนิดไม่มีการใช้สารเคมีมาปนแต่อย่างใด

สิ่งที่จะทำรายได้ให้กับทางโรงพักมาเป็นทุนต่อไป คือไก่งวง ขณะนี้มีจำนวนมาก เพาะออกมาแทบทุกวัน จะนำไปขายทั้งไข่ และตัวที่ประกอบอาหารได้ นอกจากนั้น ยังเพาะพันธุ์ จำหน่ายราคากันเองให้กับชาวบ้านที่ต้องการนำไปเลี้ยง เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และเงินที่ได้มาต่อยอดเพื่อทำกองทุนต่อไป

ส่วนมะนาว ขณะนี้เริ่มให้ผลผลิต ออกผลกันมาก ชาวบ้านมาติดต่อราชการ มาเห็นก็ขอไปกินในครอบครัว ซึ่งตำรวจก็เก็บให้ เป็นการสร้างงานมวลชนไปในตัว แต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาซื้อเพื่อไปขายเช่นกัน ซึ่งทางสถานีก็ขายราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ได้ถูกแล้วไปกดเอากับผู้บริโภค อย่างนี้ไม่ขายให้

ปัจจุบันเมื่อมีงานต่างๆ ทางสถานีจะนำผลผลิตเหล่านี้ออกมาทำอาหาร เช่น เมื่อมีผู้บังคับบัญชา หรือแขกมาเยี่ยม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำอาหารต้อนรับ ไก่ดำ ไก่งวง กบ ปลา มีครบ

ตลอดจนพืชผัก ผลไม้ แทบไม่ต้องซื้อ สิ่งที่ซื้อคือ น้ำปลาเท่านั้น

ทำให้ผู้มาเยือนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สถานีตำรวจที่นี่ ยังเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน สามารถมาดูมาศึกษาได้ฟรี แถมมีผลไม้และกิ่งพันธุ์อื่นแถมให้ด้วย เพื่อนำไปปลูกเพาะที่บ้าน

“ขณะนี้กำลังฝึกหัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนกิ่ง ทาบ กิ่ง พันธุ์ไม้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ เพื่อนำมาปฏิบัติ ตลอดจนออกไปแนะนำชาวบ้าน ส่วนงานหน้าที่ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าใช้เวลาที่ว่างให้เกิดประโยชน์ ลูก เมียตำรวจที่ไม่มีงานทำก็ออกมาช่วย ทำให้มีงานทำ แม้ไม่มีค่าจ้าง อย่างน้อยก็ทำให้ประหยัด ไม่ต้องไปซื้อหา อยากได้อะไรก็เก็บมากินมาใช้ได้ สามีก็ไม่ต้องไปดิ้นรน และเกิดข้อครหาในการทำหน้าที่ มีแต่ได้กับได้ อย่างไรก็ตาม หากได้ย้ายออกไปก็จะพยายามให้คนที่อยู่เดิมสานต่อ เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดความสามัคคี มีรายได้ เศรษฐกิจพอเพียง เราต้องทำให้ชาวบ้านเห็นก่อน ไม่ใช่ไปบอกเขาแล้วตัวเองทำไม่เป็น หากท่านที่มีโอกาสผ่านก็สามารถแวะชมได้ และหากสถานีหรือโรงพักใดอยากทำก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ สามารถสอบถามหรือดูงานฟรี” ผู้กำกับฯ บอก

ผู้สนใจติดต่อ พ.ต.อ. พาชื่น ภาณุพินทุ ผกก.สภ. โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร โทร. (081) 639-9096 ทุกวัน

ยินดีให้คำปรึกษาฟรี

เอ็ดเอื้อ สีหนาท อดีตครูกันทรวิชัย ทำเกษตรผสมผสาน รายได้มากกว่าเงินบำนาญ

Published มีนาคม 13, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เศรษฐกิจพอเพียง

อำพน ศิริคำ

เอ็ดเอื้อ สีหนาท อดีตครูกันทรวิชัย ทำเกษตรผสมผสาน รายได้มากกว่าเงินบำนาญ

เอ็ดเอื้อ สีหนาท อายุ 71 ปี อดีตครูโรงเรียนกันทรวิชัย อยู่บ้านเลขที่ 179 หมู่ที่ 4 บ้านหนองแวง ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สมรสกับ คุณเสงี่ยม สีหนาท มีลูกด้วยกัน 2 คน โทร. (080) 767-3211

ครูเอ็ดเอื้อ และ คุณเสงี่ยม สีหนาท ซึ่งเป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านและเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart farmer) และเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าให้ฟังว่า เป็นครูอยู่หลายโรงเรียน แต่มาเกษียณอายุราชการที่โรงเรียนกันทรวิชัย ปี 2546 แล้วว่างไม่ได้ทำอะไรเป็นเวลา 4 ปี จนกระทั่งปี 2550 ลูกมาซื้อที่นา ซึ่งมีสระน้ำอยู่แล้วบางส่วน จึงได้ปรับปรุงพื้นที่ทำการเกษตรหลายอย่าง ปัจจุบันมีพื้นที่ 7 ไร่ 2 งาน โดยแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน ดังนี้

1. ทำนา 3 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ ได้ผลผลิตประมาณ 1,900 กิโลกรัม ไม่ขาย เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

2. สระน้ำในไร่นา 6 บ่อ พื้นที่ 2 ไร่ ใช้เลี้ยงปลาและปลูกผักบุ้ง เลี้ยงปลาดุก 2 บ่อ ปีละ 2 รุ่น ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำสาดลงในบ่อเป็นระยะๆ เพื่อบำบัดน้ำภายในบ่อ ผลผลิตทยอยขายในชุมชน วันละ 5-10 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 80 บาท มีรายได้ปีละประมาณ 40,000 บาท และปล่อยปลาสวายเลี้ยงในบ่ออีก 1 บ่อ จำนวน 1,000 ตัว ยังไม่ได้จับขาย

ส่วนบ่อที่เหลืออีก 3 บ่อ ได้ปลูกผักบุ้งขาว เก็บขายในช่วงฤดูฝน ทุกวันๆ มีแม่ค้าจากตลาดกันทรวิชัยมารับ บางครั้งก็นำไปส่งให้ วันละ 300-500 บาท

การเลี้ยงปลาดุกกับปลูกผักบุ้งจะสัมพันธ์กัน คือเมื่อจับปลาดุกแต่ละครั้ง ปีละ 2 ครั้ง จะใช้วิธีสูบน้ำออก โดยสูบใส่บ่อที่ปลูกผักบุ้งทำให้ผักบุ้งงาม

3. ที่ดอน 1 ไร่ 2 งาน ปลูกพืชหลายชนิด เช่น ปลูกไผ่เลี้ยง 120 กอ เก็บหน่อขาย ราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท มีรายได้ปีละกว่า 10,000 บาท, ตะไคร้ กว่า 300 กอ รายได้ปีละกว่า 10,000 บาท, ชะอมและผักสวนครัวอีกหลายชนิด, ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาและบนคันบ่อกว่า 500 ต้น

ตัดแต่งกิ่งไม้มาทำฟืนขาย มีรายได้กว่า 10,000 บาท ตัดแต่งกิ่งไม้ภายในฟาร์ม เช่น กิ่งยูคาลิปตัส ไม้ผล ไม้ยืนต้นที่ปลูกภายในฟาร์ม มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ สำหรับทำฟืนและเชื้อไฟ เป็นการนำสิ่งเหลือใช้ภายในฟาร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มรายได้ โดยทำเป็นมัด บรรจุกระสอบขายโดยมีแม่ค้ามารับซื้อที่ฟาร์ม เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 บาท

4. ที่อาศัย และคอกสัตว์ 1 ไร่

เลี้ยงเป็ด มีพ่อแม่พันธุ์ 20-30 ตัว ให้ลูกหลายร้อยตัวต่อปี ขายกิโลกรัมละ 65-70 บาท และไก่พื้นเมือง ขายกิโลกรัมละ 90 บาท ไม่พอขาย มีรายได้ปีละประมาณ 40,000 บาท ส่วนมูลเป็ด ไก่ เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี นำกลับไปใส่พืชหลากหลายชนิด ลดค่าปุ๋ยเคมีลงได้ นอกจากนี้ ยังเจาะบ่อบาดาลเพื่อผันน้ำขึ้นมาใช้เพียงพอตลอดปี

ครูเอ็ดเอื้อ บอกว่า ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำการเกษตร มีรายได้ทุกวัน แต่ละเดือนมีรายได้มากกว่าเงินบำนาญ เสียอยู่อย่างเดียวคืออายุมาก ถ้าอายุ 40-50 ปี น่าจะดี

คุณเสงี่ยม บอกว่า เป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านด้วย นอกจากทำการเกษตรในฟาร์มแล้วยังแปรรูปปลาร้า ทำเป็นแจ่วบองออกจำหน่าย ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ความพิเศษของแจ่วบอง “ตราผู้ใหญ่เสงี่ยม” คือทำจากปลาร้าที่หมักไม่น้อยกว่า 1 ปี เป็นแจ่วบองที่สุกแล้ว คือปลาร้าที่บดแล้วจะนำไปนึ่งให้สุก เครื่องเทศและสมุนไพรที่นำมาปรุงก็ผ่านการอบฆ่าเชื้อแล้วก่อนที่จะนำมาปรุงให้เป็นเนื้อเดียวกัน จึงได้รสชาติที่อร่อย

ขณะนี้บรรจุกระปุก 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก โหลละ (12 กระปุก) 100 บาท ขนาดกลาง โหลละ 130 บาท และขนาดใหญ่ กระปุกละ 50 บาท ขายภายในอำเภอกันทรวิชัยหลายแห่ง, อำเภอเมืองมหาสารคาม , อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ ยังส่งขายเป็นกิโลกรัมให้กับแม่ค้าไปบรรจุเองเป็นยี่ห้อของเขาเอง ที่จังหวัดระยอง และภาคใต้ โดยเฉลี่ยผลิตเดือนละประมาณ 150 กิโลกรัม

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่า การทำไร่นาสวนผสมหรือเกษตรผสมผสานยังคงเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับเกษตรกร ไม่เว้นแม้แต่ครูที่เกษียณอายุราชการ รวมทั้งการทำแจ่วบองที่สะอาด รสชาติอร่อย สนใจสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อแจ่วบองได้ที่ โทร. (080) 767-3211

บังอร ไชยเสนา กลับบ้านที่สกลนคร ทำเกษตร สร้างรายได้

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 578

เศรษฐกิจพอเพียง

สุพจน์ สอนสมนึก

บังอร ไชยเสนา กลับบ้านที่สกลนคร ทำเกษตร สร้างรายได้

วันนี้ มีโอกาสเดินทางไปยังบ้านน้อยจอมศรี ตำบลฮางโฮง อำเภอเมืองสกลนคร หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสกลนคร เพียง 10 กิโลเมตร นั่งรถส่วนตัวไปก็ประมาณ 15-20 นาที ก็ถึงแล้ว ที่หมู่บ้านแห่งนี้ทราบมาจากคุณวีระพงษ์ จันใด ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้อยจอมศรี ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านมีอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ บางส่วนทำอาชีพเสริม เลี้ยงกบ พร้อมกับมีกลุ่มเลี้ยงกบที่ใหญ่พอสมควร สมาชิกกว่า 30 ราย ส่วนใหญ่ประสบผลสำเร็จกันทุกราย จะเห็นได้จากมีการขยายของการทำกิจการประเภทนี้มากขึ้น มีรายได้เข้าหมู่บ้านหลายล้านบาทต่อปี

ที่นี่ ได้ไปพบกับเกษตรกรน่าสนใจคือ คุณบังอร ไชยเสนา อายุ 38 ปี ที่พลิกชีวิตจากทำงานเป็นลูกจ้างในกรุงเทพฯ ตัดสินใจกลับบ้าน นำเงิน 2,000 บาท ที่มีอยู่มาสร้างครอบครัวด้วยลำแข้ง “เลี้ยงกบ” ที่บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมืองสกลนคร

ครอบครัวยากจน

คุณบังอร สมาชิกกลุ่มเลี้ยงกบบ้านน้อยจอมศรี บ้านเลขที่ 28 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมืองสกลนคร เล่าว่า เดิมเป็นคนพื้นเพ “ไทโส้” อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน เรียนจบ ชั้น ป. 4 ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน เดินทางเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ ที่ใครบอกว่าเป็นเมืองฟ้าอมร และฝันที่จะได้เข้ามาเหมือนเด็กชนบททั่วไป

คุณบังอรทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้าน ทำงานทุกอย่าง จนกระทั่งได้พบกับสามี คือ คุณสันต์ ไชยเสนา อายุเท่ากัน และเป็นคนอำเภอเมืองสกลนคร จึงกลับบ้านมาแต่งงานกัน จากนั้นก็ทำนา ทำสวน เหมือนกับคนทั่วไป

โดยอาศัยการเช่านาทำ และส่วนหนึ่งเป็นของครอบครัว ซึ่งหากมองแล้วเพียงเพื่อเป็นข้าวที่นำมาบริโภค แต่ไม่เหลือขายแน่นอน จึงคิดหาทางสร้างรายได้ให้พอกินจากการทำเกษตร

เห็นเพื่อนเลี้ยงกบ

สามีภรรยาคู่นี้ เห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงกบ จึงหันมาทดลองเลี้ยงดูบ้าง ตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว โดยเบื้องต้น เลี้ยงเพียง 50-60 ตัว เท่านั้น และลงทุนเพียง 2,000 บาท โดยเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขายได้และทำเงินให้ได้ดีพอสมควร จึงลองผิดลองถูก อาศัยอ่านจากหนังสือบ้าง ไปจำเขามาบ้าง นำมาพัฒนาทำควบคู่กับเกษตรอย่างอื่นไปด้วย ช่วงนั้นเช่าที่นาเขาทำ มีพื้นที่ 10 ไร่เศษ ไม่พอกับการทำเกษตรแบบเงินมาหา จึงได้ขอเช่าที่เพื่อนบ้านอีกรายเพิ่มขึ้นอีก จำนวน 13 ไร่ โดยทำแปลงเลี้ยงกบ ปลูกดอกบัว ดอกดาวเรือง และพืชผักสวนครัว ยึดหลักแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเห็นจากทางทีวี ก็นำเอามาทำ

เลี้ยงกบ ในบ่อรอง

คุณบังอรและสามี ได้พัฒนาจากเลี้ยงบ่อปูนซีเมนต์มาเป็นในบ่อรองปูนซีเมนต์แทน เพราะสะดวกในการขนย้าย โดยใช้บ่อรองปูนซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร สูง 1 เมตร โดยจะนำมาเรียงซ้อนกันเป็น 2 รอง ต่อกบพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ 60 ตัว เรียกว่า 1 บ่อ ปัจจุบันมีกบพันธุ์ จำนวน 80 บ่อ การเลี้ยงกบแบบใช้บ่อรองไม่จำเป็นต้องเลือกพื้นที่ แต่ขอให้มีที่วางบ่อรอง และควรมีแหล่งน้ำเพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ แต่ควรให้ห่างจากถนนเพื่อป้องกันเสียงรบกวน

การเพาะพันธุ์กบ

พันธุ์กบที่เพาะเลี้ยงเป็นกบนา เพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยม เตรียมไว้นำมาปล่อยลงในแปลง จำนวน 20 คู่ ประมาณ 1 คืน รุ่งเช้ากบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลา 04.00-06.00 น. เมื่อเห็นว่ากบออกไข่แล้วให้นำ พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ออกจากบ่อ นำไปไว้ที่บ่อรองตามเดิม แยกตัวผู้พ่อพันธุ์ออกไปอีกบ่อหนึ่ง

ไม่ตัดราคากัน

กบที่ปล่อยขายในตลาดที่เป็น “ฮวก” หรือ ลูกอ๊อด ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม-มิถุนายน จะขายราคา กิโลกรัมละ 120-180 บาท โดยช่วงต่อไปกบจะมีราคาสูงขึ้นถึง กิโลกรัมละ 250 บาท การขายในราคาเดียวกันไม่แย่งกันขาย โดยมีกติกาว่า จะต้องขายแบบเดียวกัน

นอกจากนั้น คุณบังอรและสามี เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ปลูกดอกดาวเรือง และพืชผักสวนครัวทุกชนิด ขิง ข่า ตะไคร้ เรียกว่าเดินเข้าไปมีครบทุกอย่างไม่ต้องซื้อ

คุณบังอร ย้อนความหลังว่า หลังจากที่เลี้ยงกบ และปลูกดอกดาวเรือง เลี้ยงไก่งวง ทำทุกอย่างที่คิดว่าให้เงินมาหา โดยไม่ต้องออกไปหาเงิน เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา เจ้าของที่นาเช่าก็มาขอบอกเลิกให้เช่า อ้างจะขาย ไม่มีปัญญาซื้อ ประกอบกับลูก 2 คน กำลังเรียนหนังสือ คนโตเป็นหญิง อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คนเล็กผู้ชาย อยู่ชั้นประถมศึกษา มีเงินเก็บมาไม่ถึงหลักล้าน เพราะเจ้าของที่ต้องการให้ออกนั่นเอง

คุณบังอร เล่าว่า ในช่วงนั้นคิดหนักเพราะลงทุนไปมากแล้ว ไม่มีที่พึ่ง ยามค่ำคืนก่อนนอนก็ไหว้พระ และที่ขาดไม่ได้คือ ในหลวงและพระราชินี ที่อยู่บนหัวที่นอน จะกราบภาวนา ขอให้ได้มีโอกาสมีที่ดินเป็นของตนเอง และหากมีที่ดินจะยึดน้อมนำเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาทำ และสร้างตัวเพื่อให้คนทั่วไปรู้ว่า การทำเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถสร้างได้และมีชีวิตที่แน่นอน

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่กำลังจับกบเพื่อนำไปขาย มีเพื่อนบ้านมาบอกว่า ต้องการขายที่ จำนวน 5 ไร่เศษ ราคาอยู่ที่ไร่ละ 1 แสนบาท รวมประมาณ 6 แสนบาท ตนเองดีใจมากแล้วรีบไปติดต่อ แต่ก็ท้อใจ เพราะที่ดินดังกล่าวอยู่ในย่านที่เรียกว่าเป็นที่ดินตาบอด ไม่มีถนนเข้า จึงได้ติดต่อเจ้าของที่ดินที่อยู่ใกล้แถบนั้น ได้มีการขยายและแบ่งถนนเข้าไป ซึ่งท่านที่ใจบุญทั้งหลายก็พร้อมกันแบ่งที่ดินเพื่อให้ทำถนนเข้าไปได้แม้ไม่มาก แต่ก็สามารถทำให้รถยนต์เข้าไปได้อย่างสบาย

จำนวนเงินที่เก็บหอมรอมริบมาได้ส่วนหนึ่งไม่พอกับค่าซื้อที่ จึงตัดสินใจเดินหน้าเข้าไปหา ธ.ก.ส. ซึ่งก็ได้มาสมความตั้งใจในส่วนที่ไม่พอ

จากนั้นแบ่งพื้นที่ ได้เริ่มขุดบ่อ จำนวน 3 บ่อ บ่อละ 2 งาน นำปลาประเภท ตะเพียน ปลานิล ปลานวลจันทร์ มาปล่อย รอบบ่อปลูก ข่า ตะไคร้ พืชผักสวนครัว

ส่วนหนึ่งปลูกสร้างที่พัก และเล้าไก่ เป็ด มะนาว จำนวน 1 ไร่ และรอบแปลงที่ดินจะนำบ่อกบมาวาง ทำเป็นแปลงเพาะลูกอ๊อด อีกส่วนหนึ่ง

นอกจากนั้น ยังได้นำมะละกอพันธุ์ต่างๆ มาปลูก และที่สำคัญเป็นรายได้หลักขณะนี้คือ การปลูกเพกา หรือภาษาอีสานเรียกว่า หมากลิ้นไม้ จำนวน 150 ต้น กำลังให้ผลผลิต

ยังมีการเลี้ยงปลาหมอ (ชาวบ้านเรียกว่า ปลาเข็ง) จำนวน 50,000 ตัว

พลิกฟื้นดิน จำนวน 6 ไร่ ให้เป็นแผ่นดินทอง วันนี้ที่เป็นรายได้หลักของที่นี่คือ จำหน่ายกบ และเพกา หรือหมากลิ้นไม้

สำหรับ เพกา นอกจากขายฝักแล้ว ยังจำหน่ายพันธุ์ให้กับเกษตรกรผู้ที่ต้องการปลูกอีก ในราคาต้นละ 150 บาท

คุณสันต์ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรผู้ที่ต้องการปลูกเพกา หรือเลี้ยงกบนั้น สามารถขอรายละเอียดได้ ยินดีให้คำแนะนำฟรี

“ตอนแรกนำมาปลูกไม่กี่ต้น เมื่อผลผลิตออกมาปรากฏว่า ไม่พอจำหน่าย โดยจำหน่ายฝักละ 20 บาท อย่างต่ำ มีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงที่แบบไม่อั้น วันนี้ได้ขยายออกไปแล้ว จำนวน 150 ต้น และเตรียมไว้อีก จำนวน 100 ต้น เพื่อให้เพียงพอกับตลาด เพกา เป็นพืชปลูกง่าย ปลูกใส่บ่อรองซีปูนเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ไม่ต้องใช้สารเคมี นำดินมาใส่ในบ่อรองปูนซีเมนต์จนเต็ม โดยดินต้องไม่เค็ม จากนั้นนำปุ๋ยคอกใส่เข้าไปอีก ทับด้วยฟางข้าว เพื่อเวลารดน้ำดินจะได้ชุ่มชื้น หากมีไส้เดือน นำลงมาปล่อยจะทำให้ดินร่วน เกิดปุ๋ยได้ดี เพกาจะงามและให้ผลผลิตในเวลาไม่เกิน 6 เดือน”

คุณสันต์ บอกและเล่าต่อว่า

“เมื่อเพกาออกยอดแล้ว จะพบดอกที่ผลิออกมาทางยอด และเป็นฝัก ในการเก็บจะเก็บเฉพาะผลฝักที่ยังไม่แก่ จะสังเกตจากสีผิวของฝัก หากเป็นสีน้ำตาลมากเริ่มแก่แล้ว ควรเก็บฝักอ่อน การขาย ส่วนใหญ่แม่ค้าจะมารับซื้อถึงสวนในราคาต่ำสุดที่ฝักละ 20 บาท ขึ้นไป แล้วแต่ขนาด เพกาต้นหนึ่งจะให้ผลผลิตอยู่ที่ 15-20 ฝัก ใช้เวลาเก็บ ประมาณ 2 เดือน จากนั้นเมื่อเพกาหมดก็จะตัดส่วนที่โผล่เป็นก้านที่ออกฝักทิ้ง จากนั้นประมาณ 1 เดือน หรือ 45 วัน เพกาจะแตกยอดใหม่เพื่อออกดอกผล เมื่อเก็บฝักหมดก็ตัดทิ้งจะเกิดใหม่ แบบนี้หมุนเวียนไป โดยเพกาจะให้ผลผลิตยาวอย่างน้อย 5-10 ปี เรียกว่าลงทุนครั้งเดียวเก็บกินยาว เพียงแค่คอยดูแลในเรื่องใส่ปุ๋ย รดน้ำเท่านั้น การปลูกที่เหมาะสมควรให้ห่างกัน 2.50 เมตร กำลังดี ดูแลง่าย”

คุณบังอร บอกว่า วันนี้บอกได้ว่าสามารถลืมตาอ้าปากได้ อาชีพทำการเกษตรก็สามารถทำให้มีรายได้ดีเช่นกัน ที่สำคัญต้องมีความขยัน อดทน และประหยัด ก็จะพบความสำเร็จได้ สิ่งที่ทำให้ภาคภูมิใจในปัจจุบันคือ การได้รับเกียรติให้เป็นเกษตรกรดีเด่นของจังหวัด และยังเป็นวิทยากรให้กับเกษตรกรต่างๆ และยังเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ของหน่วยงานต่างๆ อีกด้วย

“ภูมิใจที่ว่า คนเป็นเกษตรกร สามารถทำให้คนที่มีความรู้สูงๆ มาดูงานได้ และเป็นเกษตรกรตัวอย่างในจังหวัดสกลนคร ด้วยความสำนึกที่น้อมนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ จนทำให้สามารถมีที่ดิน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นของตนเอง ลูกๆ ได้เรียนหนังสือ”

นี่คือ ตัวอย่างของคนสกลนคร ในวัยที่สู้ชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีของคนสู้ชีวิต

เกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถศึกษาดูงานและสอบถามได้ที่ คุณสันต์ คุณบังอร ไชยเสนา ติดต่อได้ที่ โทร. (085) 744-4430 ทุกวัน

ศูนย์เรียนรู้ฯ ที่ บางคนที สมุทรสงคราม ทำไข่เค็มกะเพรา ไข่เค็มต้มยำ ดังไกลไปทั้งอาเซียน/ยุโรป

Published ตุลาคม 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เศรษฐกิจพอเพียง/จิน

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ศูนย์เรียนรู้ฯ ที่ บางคนที สมุทรสงคราม ทำไข่เค็มกะเพรา ไข่เค็มต้มยำ ดังไกลไปทั้งอาเซียน/ยุโรป

การคัดเลือกศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน (ศูนย์เรียนรู้ Smart Farmer) ผ่านกระบวนการตามนโยบาย Smart Farmer ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม มีเป้าหมายที่ต้องการให้เกษตรกรแต่ละท้องถิ่นมีความสามารถในการประกอบอาชีพด้วยการช่วยเหลือตัวเองตามภูมิปัญญาของท้องถิ่นนั้น รวมถึงการยึดแนวทางการพัฒนาเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ชุมชนบ้านสารภี ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในชื่อ “ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงชุมชนบ้านสารภี” โดยศูนย์ดังกล่าวมีการสร้างกิจกรรมอย่างเข้มข้นเพื่อเสริมสร้างทักษะ ความรู้ แนวทางการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรเพื่อให้มีความแข็งแกร่ง อันเป็นการสร้างรากฐานต่อยอดในแต่ละอาชีพ

คุณสุชล สุขเกษม ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ ในฐานะเกษตรกร Smart Farmer ต้นแบบด้านเกษตรผสมผสาน ได้กล่าวว่า เป็นคนที่สนใจแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้มองเห็นว่าหากนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมจะทำให้สร้างอาชีพ มีรายได้อย่างมั่นคง

ด้วยแรงบันดาลใจ จึงทำให้ คุณสุชล เดินหน้ามุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ ตลอดจนเดินทางไปดูงานของศูนย์เรียนรู้หลายแห่งทั่วประเทศ พร้อมกับนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม และนับจาก ปี 2547 คุณสุชล จึงเริ่มทดลองด้วยการปลูกพืชผสมผสาน ทั้งนี้เขามองว่าควรทำความเข้าใจและรู้จักกับดิน น้ำ ลม ไฟ ในพื้นที่ของตัวเองให้ดีเสียก่อน เพื่อจะได้พิจารณาว่าควรปลูกพืชหรือทำเกษตรกรรมแบบใดที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

นำทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว

ในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า

ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ เผยว่า แนวคิดที่จะสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ดีที่สุดคือ ควรนำทรัพยากรที่โดดเด่นในแต่ละท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า ดังนั้น กิจกรรมที่เริ่มเป็นสิ่งแรกคือ ได้นำผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า ด้วยการแปรรูป เพื่อทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

“อย่างเช่น กล้วยหักมุก ที่ปกติขายส่ง ร้อยละ 40 บาท หรือลูกละ 40 สตางค์ มาคิดว่าถ้านำมาฉาบ แล้วขายได้ถึงลูกละ 5 บาท ครั้นพอทำไปขายแล้วเกิดขายดีมาก จนทำให้ชาวบ้านมีความกระตือรือร้น มีกำลังใจ และทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ และไม่นานชาวบ้านเองกลับเกิดแนวคิดนำสาเกมาทอดกรอบ มีเผือก มีมันสำปะหลัง ใช้แปรรูปได้อีกหลากหลาย จนกระทั่งทางราชการแนะให้จดเป็นวิสาหกิจชุมชนในลักษณะกลุ่ม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคง ไม่นานจึงมีหน่วยงาน ตลอดจนสถาบันการศึกษาหลายแห่งเล็งเห็นความสำคัญ จึงได้เข้ามาสนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ” คุณสุชล กล่าว

คุณสุชล กล่าวว่า จุดที่สนใจครั้งแรกคือ ได้เห็นโครงการพระราชดำริของในหลวง ที่มีอยู่จำนวน 4,300 กว่าโครงการ แต่จะหยิบมาทำเพียง 3 โครงการ เท่านั้น ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง พลังงานทดแทน และการดูแลสุขภาพชุมชน

“ดังนั้น ในศูนย์จึงกำหนดให้มี 4 หัวข้อหลัก ในการเรียนรู้ ได้แก่

1. การจัดการสุขภาพชุมชน ทั้งนี้คนในชุมชนจะได้รับการดูแลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.)

2. เรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทน จำนวน 10 ฐาน ทั้งนี้ เป็นแนวคิดจากการนำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันแล้วมาประยุกต์ใช้และปรับให้มีความทันสมัยมากขึ้น

3. เรียนรู้ถึงโครงการพระราชดำริแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันใกล้ตัวที่หลายคนมักมองข้าม และ

4. การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีวัตถุดิบ ซึ่งอยู่ในแต่ละท้องถิ่นนั้น นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มีมากขึ้น เพราะฉะนั้นใน 4 หัวข้อหลักนี้ จะกระจายอยู่ใน จำนวน 26 ฐานเรียนรู้” ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ แจง

จะต้องใช้ทุกอย่างในพื้นที่

ให้เกิดประโยชน์โดยไม่มีการทิ้ง

คุณสุชล ระบุว่า หัวใจของการทำการเกษตรแบบพอเพียงนั้น ทุกคนต้องอยู่บนฐานความคิดของการประหยัด เขาชี้ว่าจะใช้ทุกอย่างในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์โดยไม่มีการทิ้ง อย่างกรณี ถ้าเลี้ยงไก่ จะได้ไข่ไก่ แต่ที่ศูนย์ต้องได้มากกว่าไข่ที่มาจากไก่คือต้องได้แก๊ส ได้ปุ๋ย ได้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ปุ๋ยอัดแท่ง เป็นต้น ซึ่งแนวคิดนี้เป็นการใช้ชีวิตแบบวงจร ตั้งแต่คน พืช และสัตว์ จากนั้น คุณสุชล ได้พาเดินชมกิจกรรมต่างๆ ในศูนย์เรียนรู้ฯ ที่เป็นองค์ความรู้ที่โดดเด่น อย่างสิ่งแรกคือ

กิจกรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียง

เป็ดไข่หลุม แนวคิดนี้เป็นการประยุกต์มาจากหมูหลุมที่รู้จักกันดี แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ของเกษตรกรไม่เหมาะควรกับการเลี้ยงหมู ดังนั้น จึงหันมาเลี้ยงเป็ดไข่หลุมแทน สำหรับประโยชน์ที่ได้รับคือ จะได้มูลไก่ไข่ไว้เพื่อใช้ทำปุ๋ยหมักใส่พืชผลทางการเกษตร โดยไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ถ้าต้องหารายได้เพิ่มอีก ก็ให้นำไปบรรจุใส่กระสอบสัก 30 กิโลกรัม ขายได้ราคากระสอบละ 50 บาท

หรือถ้าต้องการมากกว่านั้น ให้นำไปอัดเป็นแท่ง กิโลกรัมละ 20 บาท นอกจากจะเป็นปุ๋ยอัดแท่งแล้ว ยังนำไปใช้ทำเป็นถ่านปิ้งย่างด้วย มีข้อดีตรงที่ไม่ลุกเป็นไฟ แต่จะมีเพียงเปลวแดงร้อน ทำให้อาหารทุกชนิดไม่ไหม้ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยวกับต้นมะพร้าว กิจกรรมนี้เกิดจากแนวคิดของ คุณสุชล ในการใส่ปุ๋ยคอกกับต้นมะพร้าว เขาคิดว่าไม่ควรเสียเวลากับการต้องคอยนำปุ๋ยที่ได้จากคอกไก่ไข่หลุมมาใส่ต้นมะพร้าว เลยสร้างคอกเลี้ยงไก่ไข่ไว้บนต้นมะพร้าวเสียเลย โดยเปลี่ยนจากคอกเป็นตะกร้า ต้นละ 2 ตะกร้า และมีไก่ตะกร้าละ 1 ตัว ทำให้ไก่ที่อยู่ในตะกร้าแบบสบายไม่เครียด สามารถเติบโตได้ดีแล้วยังออกไข่และถ่ายมูลทุกวัน ไข่นำไปใช้บริโภคหรือขายได้ ส่วนมูลไก่ที่หล่นโคนต้นมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยของมะพร้าวได้ทันที

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขังเดี่ยวในร่องน้ำสวนมะพร้าว กิจกรรมนี้เป็นการสร้างวิถีทางธรรมชาติในการทำสวนมะพร้าว เขาเล่าว่า สมัยก่อนที่เลี้ยงกุ้งมักปล่อยให้อยู่ตามลำน้ำ แต่เมื่อไปจับกลับหาไม่เจอ เลยนำกุ้งมาใส่ในกระชัง แต่เมื่อยกกระชังขึ้นมาแต่ละครั้งกลับพบว่า เหลือกุ้งอยู่จำนวนน้อย เพราะเวลาลอกคราบกุ้งมักจะกินกันเอง

ดังนั้น จึงเกิดความคิดใหม่ด้วยการนำกุ้งมาเลี้ยงในตะกร้า จำนวนตะกร้าละ 1 ตัว เท่านั้น เพราะกุ้งจะไม่เครียด และมีอาหารให้กินตลอด กุ้งที่เลี้ยงในตะกร้าจะมีขนาดและน้ำหนักดีมาก จะขายได้ราคาดีมาก 3-4 ตัว ราคาพันกว่าบาท อย่างไรก็ตาม ในร่องสวนมะพร้าวยังได้เลี้ยงปลาไว้กับกุ้งตะกร้า เพราะปลาสามารถสร้างออกซิเจนให้กุ้ง ปลาอยู่ด้านนอก กุ้งอยู่ในตะกร้า พอให้อาหารกุ้ง ปลาได้กินด้วย จึงถือเป็นการเกื้อกูลกันเองตามธรรมชาติ

การทำแก๊สชีวมวลใช้เองจากมูลไก่ไข่ โดยนำมูลไก่มาผลิตเป็นแก๊สชีวมวล อันนี้เป็นการดัดแปลงมาจากการนำมูลหมูมาผลิตแก๊ส โดยจะติดตั้งเล้าไก่ให้อยู่ในระดับสูงกว่าพื้นทั่วไป แล้วหาแผ่นรางวางด้านล่างเล้าไก่ เพื่อรองรับมูลไก่ จากนั้นให้ต่อรางไปที่บ่อแก๊สเพื่อให้มูลไก่ไหลลงถังหมักแก๊ส เป็นการผ่านกระบวนการหมัก เวลาจะใช้มูลแต่ละครั้งจะใช้น้ำฉีดที่รางทุกวัน เพื่อให้มูลไก่ไหลลงไปที่บ่อหมัก

ไข่เค็มกะเพรา, ไข่เค็มต้มยำ อันนี้เป็นเรื่องของสุขภาพ ซึ่งไข่เค็มทั่วไปก็จะเค็มเป็นหลัก คราวนี้หากคิดมูลค่าเพิ่มจะใช้วิธีนำเครื่องต้มยำหรือเครื่องปรุงกะเพรามาดองร่วมกับกระบวนการทำไข่เค็ม เมื่อได้กำหนดเวลาที่เหมาะสมจะได้ไข่เค็มที่มีรสชาติต้มยำและกะเพรา

ทั้งนี้ การเตรียมดองไข่อาจแตกต่างกับการทำไข่เค็ม เพราะจะใช้ฟองน้ำล้างไข่แต่ละใบ แต่การทำไข่เค็มต้มยำและกะเพราในขั้นตอนล้างไข่จะใช้สก๊อตช์-ไบรต์ (สีเขียว) ขัดถูที่ผิวเปลือก เพราะจะทำให้เปิดตาไข่ ทำให้เกิดการซึมซับกลิ่นได้ดีกว่าการใช้ฟองน้ำ ไข่เค็มทั้งสองชนิด จำหน่ายฟองละ 8 บาท

การคิดเรื่องผลิตไข่เค็มดังกล่าว จัดเป็นการสร้างมูลค่าและตีโจทย์ทางการตลาดที่ไม่ซ้ำแบบใคร และถือว่าคุณสุชลเป็นคนแรกที่คิดเรื่องนี้ กระทั่งทำให้ผู้คนจากทั่วประเทศต่างหลั่งไหลโทรศัพท์มาขอสูตรกันอย่างคับคั่ง ดังนั้น เขาจึงคิดแผนต่อไปไว้คือ จะคิดทำเป็นเฉพาะสูตรเครื่องปรุงจำหน่าย ทำให้สะดวกและรวดเร็ว เพียงซื้อชุดปรุงนำไปใส่หม้อต้มกับไข่ได้เลย

กิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงาน

ทางด้านพลังงานทดแทนนั้น คุณสุชล พาไปชมฐานการเรียนรู้ที่น่าสนใจ อย่าง แผงโซล่าเซลล์สำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือ มีประโยชน์มากสำหรับคนที่เข้าอบรมในศูนย์หากเกิดปัญหาแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จไฟได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดการประหยัดไฟได้มาก หรือ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้อบของสด อย่าง ปลาแดดเดียว หมูแดดเดียว ซึ่งชาวบ้านจะนำมาอบไว้ในตู้นี้เป็นเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำไปทอด หรืออาจเป็นการอบพืชสมุนไพรได้

แผงโซล่าเซลล์สำหรับใช้ดักแมลงศัตรูพืช เป็นการดัดแปลงจากไม้ตียุงไฟฟ้า เพื่อมาใช้สำหรับดักแมลงดำหนาม ที่เข้ามากินยอดมะพร้าว ทั้งนี้แนวทางนี้เป็นการกำจัดแมลงโดยเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือแม้แต่ จักรยาน THREE IN ONE ที่นำจักรยานเก่ามาดัดแปลงต่อเข้ากับมอเตอร์เพื่อใช้ถีบปั่นน้ำเวลารดน้ำต้นไม้

เตาซุปเปอร์อั้งโล่ เป็นการดัดแปลงมาจากเตาสมัยเก่าที่สร้างไว้กว้าง สามารถใส่ถ่านได้คราวละมากๆ แต่สามารถตั้งหม้อต้มได้บางขนาดเท่านั้น สำหรับเตาซุปเปอร์อั้งโล่จะประดิษฐ์ให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า เพื่อสำหรับไว้ตั้งหม้อขนาดใดก็ได้ ถึงแม้จะใส่ถ่านได้ไม่มากเท่ารุ่นเก่า แต่สามารถให้ความร้อนไม่สูงกว่าเดิม

คุณวิโรจน์ ชลวิริยะกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงบ้านสารภี ได้กำหนดองค์ความรู้ และวิชาความรู้ที่จะถ่ายทอดลงสู่เกษตรกร โดยใช้แนวทางการฝึกทำจริงจากสถานที่จริง ในจำนวน 12 ฐานความรู้

“ดังนั้น ภายหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกแล้ว ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงครามจะมีการมอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธุ์ไก่ไข่ เมล็ดพันธุ์ผัก ก้อนเชื้อเห็ดและปุ๋ยหมัก เพื่อให้เกษตรกรได้นำความรู้ที่ได้พร้อมกับปัจจัยที่มอบให้ไปประยุกต์ให้สามารถดำเนินชีวิตตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานให้มีอาหารบริโภคในครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และพัฒนาเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องต่อไป”

ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงชุมชนบ้านสารภี ตั้งอยู่ เลขที่ 56 หมู่ที่ 7 ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยคุณสุชลใช้บริเวณบ้านพักที่มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ดัดแปลงจัดสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ ภายใต้หลักความคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรัสไว้ว่า 1 ไร่ 1 แสน

ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ เผยว่า คนที่เข้ามาร่วมอบรมของศูนย์ปีที่แล้ว (2556) จำนวนหมื่นกว่าคน สำหรับปีนี้เพียงไม่กี่เดือนจำนวนที่เข้าอบรมผ่านไปแล้วหลายพันคนที่มาจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และทางยุโรป เขาบอกต่อว่าจุดแข็งของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้คือ การกำหนดหัวข้อหลัก 4 ด้าน ที่น่าสนใจและสามารถปรับใช้ได้กับชีวิตประจำวันอย่างง่ายดาย แต่ละฐานการเรียนรู้ ชาวบ้านสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจที่เหมาะกับทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น

“อยากให้ชุมชนอื่นได้เข้ามาเรียนรู้ แล้วนำความรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ท้องถิ่นของแต่ละคน ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถนำมาปรับใช้ได้ เพียงแต่ขอให้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะการมีความรู้เพียงน้อยนิด อาจพิชิตความจน หากดำรงตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” คุณสุชล กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนท้องถิ่น หรือหมู่คณะที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงชุมชนบ้านสารภี ติดต่อได้ที่ คุณสุชล สุขเกษม โทรศัพท์ (086) 178-4157

ไร่นาสวนผสม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของ ป้าสาว และ ลุงเนียร นครสวรรค์

Published กันยายน 16, 2013 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 550

เศรษฐกิจพอเพียง 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ไร่นาสวนผสม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของ ป้าสาว และ ลุงเนียร นครสวรรค์

มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรง เมื่อปลายปี 2554 ที่มีมวลน้ำก้อนมหึมา ถาถมเข้าใส่พื้นที่หลายจังหวัด นับตั้งแต่ตอนบนของประเทศเรื่อยมาจนถึงกรุงเทพมหานครในครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน

ซึ่งไม่ต่างจากความเดือดร้อนของคู่สามีภรรยา คือ คุณป้าสาว และคุณลุงเนียร ในยามบั้นปลายของชีวิตที่บอกว่าไม่เคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน กระทั่งทำให้พื้นที่ทั้งหมดของตำบลบางม่วง จังหวัดนครสวรรค์ และพื้นที่อีกหลายแห่ง ต้องจมอยู่กับความสูงของระดับน้ำ 4 เมตร เป็นเวลานานถึง 2 เดือน

“ป้าเดือดร้อนมาก กินข้าวแทบไม่ได้ ไม่อร่อย น้ำท่วมสูงขึ้นไปเกือบถึงชั้นสอง นอนไม่หลับ เพราะทุก 2 ชั่วโมง ต้องคอยซับน้ำที่ซึมเข้ามา เป็นอย่างนี้มานาน สัตว์เลี้ยงไปกับน้ำหมด บางตัวถูกสัตว์อื่นกิน ต้นไม้แช่น้ำยืนต้นตาย”

ซาบซึ้งในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ลาออกจากงาน เดินหน้าตามโครงการ

ผู้เขียนได้เดินทางไปที่ บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อไปพบกับ คุณป้าสาว หรือ คุณมันทนา กลิ่นนิ่มนวล และ คุณลุงเนียร หรือ คุณจำเนียร กลิ่นนิ่มนวล คู่ชีวิตที่เพิ่งผ่านการต่อสู้กับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมมาไม่นาน เพราะทราบมาว่าท่านทั้งสองใช้ชีวิตคู่ด้วยการทำไร่นาสวนผสม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

คุณป้าสาว ในวัย 69 ปี เดิมเคยทำงานที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ฝ่ายการเงิน แต่เมื่อซาบซึ้งในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง คุณป้าสาวจึงตัดสินใจลาออกก่อนวัยเกษียณ 1 ปี เพราะสนใจในโครงการของพระองค์ท่าน แล้วพร้อมน้อมนำมาปฏิบัติในฐานะคนไทย บนผืนดินที่คุณป้าสาวได้รับมรดก แล้วมาปรับเข้ากับแนวทางดังกล่าว จนกระทั่งเกิดเป็นไร่นาสวนผสม เมื่อ ปี 2546 ส่วน คุณลุงเนียร ในวัย 73 ปี เคยทำงานเป็นพนักงานอยู่สายการบินบริติส แอร์เวย์ ได้มีความรู้สึกเดียวกัน จึงลาออกมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยาทันที

มุ่งพัฒนาดิน

จนได้เป็น หมอดินอาสา

ความที่เป็นคนตั้งมั่นในอันที่จะนำแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้สำเร็จตามความต้องการ คุณป้าสาวจึงขวนขวายศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หนังสือ เอกสาร หรือแม้แต่การเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่ทางราชการจัดขึ้น เสาะแสวงหาประสบการณ์จริงด้วยการเรียนรู้จากสถานที่หลายแห่ง จากนั้นจึงใช้ผืนดิน จำนวน 8 ไร่ สร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร มีกิจกรรมหลายชนิด ทั้งเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เป็ด ห่าน เพาะเห็ด ทำนาอินทรีย์ และปลูกพืชหลายชนิด มีการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ

ด้วยผลแห่งความสำเร็จ คุณป้าสาวจึงได้รับหน้าที่เป็นหมอดินอาสา จากนั้นได้ออกชักชวนเพื่อนบ้านแต่ละชุมชนร่วมกันทำงานเป็นหมอดินอาสา เพื่อช่วยกันพัฒนาดินให้มีคุณภาพ ในไม่นานคุณป้าสาวได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านพ่วงอีกตำแหน่ง

คุณป้าสาวและคุณลุงเนียร ชี้ให้ดูพื้นที่ด้านหน้าส่วนหนึ่งได้ปลูกกล้วยไข่พันธุ์กำแพงเพชร ปลูกไว้ 3 แปลง จำนวน 200 ต้น และกล้วยไข่ที่ปลูกได้ผลผลิตดีมาก ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ส่งขายไม่ทัน คุณป้าสาว บอกว่า งานอดิเรกคือ ปลูกกล้วยไข่ งานหลักคือ ทำนา เหตุผลที่ปลูกกล้วยไข่เพราะภายหลังน้ำท่วมใหญ่ไม่กล้าทำอะไรที่ต้องลงทุนมาก ยังหวาดกลัวอยู่ เลยหาอะไรก็ได้ที่ลงทุนต่ำทำก่อน เพราะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตแนวโน้มว่าน้ำจะเป็นอย่างไร

ทำนา แนวอินทรีย์

ช่วยรักษาหน้าดิน

ปกป้องมลภาวะแวดล้อม

จากนั้น ได้เดินไปชมแปลงนาสาธิตที่คุณป้าสาวบอกว่าเป็นการทำนาแบบอินทรีย์ ด้วยการใส่แหนแดงลงในแปลงนา ใช้ปุ๋ยน้ำหมักจากหัวปลาและหอย รวมไปถึงหน่อกล้วย นำมาหมักเป็นฮอร์โมนส่งไปตามท่อที่ปล่อยน้ำเข้าท้องนา ทำให้รูปร่างและสีของต้นข้าวมีความสวยงามสมบูรณ์ คุณลุงเนียรเผยว่า รายอื่นที่ใช้วิธีปลูกแบบเดิมจะได้ผลผลิต 70-80 ถัง ต่อไร่ แต่ของคุณลุงเนียรได้ร่วม 100 ถัง ต่อไร่ และทำมาแล้ว 5 รุ่น

คุณป้าสาว เผยว่า ความตั้งใจคือการทดลองทำนาด้วยวิธีทางธรรมชาติ ในพื้นที่ จำนวน 4 ไร่ 2 งาน ปลูกข้าวเจ้า พันธุ์ 111 ของ ซีพี โดยวิธีหยอดเมล็ดและไม่ต้องการเผาตอซัง เนื่องจากเห็นว่ามีผลกระทบกับดินอย่างมาก จะทำให้ดินเสื่อมลงเรื่อยๆ พยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นถึงประโยชน์ สอดคล้องกับความเห็นของคุณลุงเนียรที่บอกว่า ต้องไม่ใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องทำทุกวิถีทางในการหลีกเลี่ยง แล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน และเผยว่าที่ผ่านมาชาวบ้านยังให้ความสนใจน้อยมาก โดยเฉพาะการเผาตอซังที่ยังคงทำกันอยู่

คุณป้าสาว ตั้งข้อสังเกตที่ชาวนาสนใจเรื่องนี้กันน้อย ด้วยเหตุผลคือ ชาวนาไม่มีนาเป็นของตัวเอง ต้องเช่า และการเก็บค่าเช่านับเป็นครั้ง ซึ่งเมื่อเจ้าของผืนนาต้องการเงินมาก ก็จะเร่งให้ชาวนาทำ อีกเหตุผลคือ ความเคยชินในการเผาตอซัง

ปลูกข้าวด้วยวิธีหยอดเมล็ด

ในอุปกรณ์ สร้างคุณภาพข้าว

เพิ่มปริมาณ ลดต้นทุน

ส่วนการปลูกข้าวทั้งคุณลุงเนียรและคุณป้าสาวทำกันเอง 2 คน โดยหันมาใช้วิธีการหยอดเมล็ดข้าวด้วยอุปกรณ์เครื่องมือแทนการหว่าน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ คุณลุงเนียร เผยว่า คุณเลียน อ่อนสุระทุม สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านดงสวรรค์ ตำบลไฮ่หย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ได้แนวคิดจากเครื่องโรยแถวเมล็ดพันธุ์ข้าวแห้ง ได้ริเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับโรยเมล็ดข้าวงอกราคาประหยัด

ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมของภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการสนับสนุนของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร ด้วยแนวคิดไม่ก่อมลพิษ ช่วยลดต้นทุนการปลูกข้าว และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวน้อยลง อีกทั้งเป็นการทดแทนแรงงานปักดำที่มีค่าแรงสูงขึ้น

คุณลุงเนียร อธิบายวิธีใช้งานอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในนาที่ต้องใช้แรงคนลากว่า ให้ใส่เมล็ดข้าวลงในช่อง ไม่ต้องใส่ให้เต็ม แค่เพียงสัก 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ในช่อง จากนั้นให้เดินลากไปตามทางในนา เมล็ดข้าวจะไหลลงตามรูที่เจาะไว้รอบๆ อย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ และจะไหลลงตามรู ต่อเมื่อมีการหมุนของล้อเท่านั้น

คุณลุงเนียร บอกว่า วิธีนี้ดีกว่าการหว่านหรือการโยน เพราะจะได้ข้าวที่เป็นแถวเป็นแนวอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญประหยัดได้มากกว่า เพราะเนื้อที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดข้าวเพียง 8 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นการหว่านด้วยคน จะต้องใช้ 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ อุปกรณ์เครื่องมือชนิดนี้สั่งซื้อมา ในราคา 1,600 บาท (ไม่รวมค่าขนส่ง)

ปลูกข้าวให้ห่าง

ช่วยเติมแสง อากาศ

ลดโรค สร้างคุณภาพข้าว

นอกจากใช้เมล็ดข้าวจำนวนน้อยกว่า ซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังทำให้ได้น้ำหนักมากกว่าด้วย และการปลูกข้าวด้วยการหยอดนี้จะช่วยทำให้มีทางเดิน จำนวนข้าวในนาไม่หนาแน่นเกินไป อันนำไปสู่แหล่งสะสมของแมลงศัตรูพืช คุณป้าสาวบอกว่า ต้นข้าว จะมีระยะห่างที่เท่ากัน ไม่แน่น แสงและอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก ทำให้กระบวนการในการเจริญเติบโตของพืชมีความสมบูรณ์

“ผลผลิตข้าวที่ได้ นำไปขายให้กับโรงสี ล่าสุดได้ผลผลิต จำนวน 106 ถัง ต่อไร่ เหตุที่ได้มากกว่าคนอื่น เป็นเพราะไม่มีแมลงมารบกวน ดินสมบูรณ์ เพราะไม่ได้เผาตอซัง หรือการนำน้ำหมักชีวภาพมาใส่ให้ต้นข้าว ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กัน หรือแม้กระทั่งแหนแดง ภายหลังที่ไถแล้วแหนพวกนี้จะจมลงในดิน ถือเป็นการเพิ่มอาหารในดิน”

คุณลุงเนียร เสริมต่อว่า ตรงไหนที่มีแหนแดงจะสังเกตได้ว่าต้นข้าวมีสีเขียวสด แล้วบอกว่าก่อนน้ำท่วมเคยปลูกปอเทืองไว้รอบคันนาที่แปลงสาธิต แล้วจะไม่มีแมลงมาเกาะที่ต้นข้าวเลย เพราะเวลาแมลงบินมาจะเกาะที่ต้นปอเทืองก่อน ถือว่าเป็นปราการกั้นไม่ให้แมลงมารบกวนต้นข้าว

หมอดินอาสา บอกว่า สิ่งต่างๆ ที่ทำกันภายในสวนหรือในไร่ สามารถนำมาใช้บริโภคได้ทั้งสิ้น หากวันใดมีมากและเกินความต้องการจะแจกจ่ายเพื่อนบ้าน หรือบางชนิดสามารถถนอมไว้เพื่อใช้บริโภคในคราวหน้า และยังบอกต่อว่า จะต้องทำความตั้งใจให้เป็นจริงด้วยการพึ่งพาตัวเอง

ปลูกหญ้าแฝก

ช่วยสร้างคุณภาพดิน

“หญ้าแฝก” ถือเป็นพืชที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม คุณป้าสาว เผยว่า ประโยชน์ของหญ้าแฝกมีมากมายต่อพืชชนิดอื่นตามแนวพระราชดำริของในหลวง เพราะกว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ไม่รู้จักว่าพืชชนิดนี้มีคุณค่ามาก จนกระทั่งมาศึกษาความมหัศจรรย์ของพืชชนิดนี้ถึงได้รู้ว่า เหตุใด ในหลวงของเราทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกในประเทศไทย

“ได้ทดลองปลูกหญ้าแฝกแล้วดึงออก จากนั้นนำพืชชนิดอื่นมาปลูกแทนตำแหน่งหญ้าแฝก เพื่อพิสูจน์และเปรียบเทียบว่าพื้นที่ทั่วไปกับบริเวณที่เคยปลูกหญ้าแฝกนั้น จุดใดทำให้พืชเจริญงอกงามดีกว่ากัน ถ้าได้ผลลัพธ์ที่แท้จริงเมื่อไร จะนำไปเผยแพร่ความรู้นี้แก่ชาวบ้านต่อไป”

นอกจากนั้น คุณป้าสาว และคุณลุงเนียร ยังปลูกหญ้าแฝกไว้ตามริมบ่อหรือปลูกล้อมต้นไม้ หรือหากชาวบ้านสนใจแนวคิดนี้ต้องการจะทำบ้าง คุณป้าสาวก็มีต้นกล้าหญ้าแฝกไว้แจกจ่ายด้วย อีกทั้งทางกรมพัฒนาที่ดินยังได้สนับสนุนต้นกล้าหญ้าแฝกเพื่อนำมาทดลองปลูกเป็นโครงการนำร่อง เหตุผลของการปลูกหญ้าแฝก เพราะส่วนหนึ่งมาจากการทำหน้าที่หมอดินอาสา ต้องรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพดินเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน

เศษวัสดุเหลือใช้นำมาเผาถ่าน

เศษหญ้า หมักทำปุ๋ย

ด้านการใช้พลังงาน คุณลุงเนียร บอกว่า มีเพียงพลังงานแสงสว่างที่ต้องซื้อหาเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากพลังงานความร้อนได้จากการใช้เชื้อเพลิงด้วยการเผาถ่านแทนการใช้แก๊สหุงต้ม ทำเป็นเตาคู่ คุณลุงเนียรอธิบายว่า วัสดุที่นำมาเผาจะเป็นวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น กะลามะพร้าว หรือเศษไม้ที่ไม่ใช้แล้ว เผาได้ครั้งละ 2 เตา

ประโยชน์จากฟืนนี้นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า ส่วนเศษหญ้าที่เป็นวัชพืชตามผิวดินหลายแห่ง จะไม่ใช้สารเคมีราดเพื่อทำลาย แต่จะถางมารวมกัน แล้วนำไปหมักเป็นปุ๋ยให้ย่อยสลาย

ปัจจุบัน ทั้งคุณป้าสาวและคุณลุงเนียร ไม่ได้คาดหวังอะไรกับสิ่งรอบตัว คงใช้ชีวิตประจำวันอย่างสมถะกับกิจกรรมภายในบ้านที่สามารถพึ่งพาได้ แต่หวังเล็กๆ ว่า หากใครมองเป็นเรื่องดีจะหันมาทำตามบ้างก็ดีนะ

แต่ถึงจะไม่มีใครทำตาม อย่างน้อยทั้ง 2 คน ก็ได้รับประโยชน์โดยตรง และยังตบท้ายว่าดีใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ถึงแม้จะเป็นเพียงหนึ่งในกี่สิบล้านส่วนของประเทศที่มีความคิดเช่นนี้ แต่ถือว่าทุกอย่างทำเพื่อในหลวงที่เคารพและเทิดทูน

หากใครสนใจ ต้องการไปศึกษาเรียนรู้แนวทางการทำไร่นาสวนผสมของคุณป้าสาวและคุณลุงเนียร กลิ่นนิ่มนวล ติดต่อไปได้ที่ หมายเลขโทร. (087) 019-7662

ผักแพง แล้วยังไม่ปลอดภัย มาปลูกผักในบ้าน ไว้กินกัน

Published สิงหาคม 2, 2013 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

เศรษฐกิจพอเพียง 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ผักแพง แล้วยังไม่ปลอดภัย มาปลูกผักในบ้าน ไว้กินกัน

หากใครนิยมบริโภคผักเป็นอาหารหลัก คงทราบทันทีว่ามีราคาแพง ด้วยความสงสัยจึงลองสอบถามแม่ค้าตามตลาดสดพบว่าสาเหตุมาจากสภาพอากาศผันผวนเปลี่ยนแปลง กระทบกับผู้ปลูกผัก ทำให้มีผักน้อย ราคาจึงสูงเมื่อรวมกับต้นทุนค่าขนส่งอีก

เคยลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรปลูกผักที่แปลง เขาเผยให้ฟังว่า เกษตรกรบางรายรีบเก็บผักส่งตลาด ทั้งที่เพิ่งฉีดสารเคมี เพราะไม่ทันความต้องการของตลาด พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เห็นจะต้องหันไปพึ่งผักปลอดสารแบบมีหีบห่อดีกว่า แต่ก็ไม่วายยังได้รับข้อมูลอีกว่าผักปลอดสารดังกล่าวใช่ว่าจะเป็นของจริงไปเสียทั้งหมด บางแห่งมีการแอบอ้างเพื่อหรอกผู้บริโภคหวังเป็นการค้า

แล้วคราวนี้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่พวกเรา…

ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องชวนท่านผู้อ่านปลูกผักไว้กินเองคงจะดีแน่!!

ความจริงกระแสการปลูกผักเพื่อให้ปลอดภัยในการบริโภคมีทำกันมากหลายแห่ง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่พยายามจุดประกายเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจุด ตั้งแต่ผู้ปลูกไปจนถึงผู้ขาย พอมาภายหลังหน่วยงานราชการหลายแห่งกระโดดลงมาร่วมวงด้วย เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อการบริโภคแล้วยังทำให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างมะเร็ง

อย่างบุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เขาหลงใหลเรื่องการทำเกษตรแนวอินทรีย์ชนิดซึมลึก สนใจตั้งแต่เรียนปริญญาตรีจนกระทั่งต่อปริญญาโท ระหว่างเรียนยังมีกิจกรรมมากมาย ได้มีโอกาสพบปะเรียนรู้ทฤษฎีการทำเกษตร “แนวเกษตรอินทรีย์” จากครูบาอาจารย์ ตลอดจนปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถหลายท่าน แถมยังมีโอกาสไปฝึกงานในต่างประเทศ

จนวันหนึ่ง เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรหันมาพึ่งตัวเองด้วยการปลูกผักสวนครัวไว้เพื่อใช้บริโภคเสริมสร้างความปลอดภัยจากพืชผักที่ปลูกด้วยสารเคมี พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนหลายแห่งถ่ายทอดความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้แก่ผู้สนใจ แล้วเปิดบ้านดัดแปลงเป็นสวนใช้ปลูกพืชผักแนวเกษตรอินทรีย์ชักชวนผู้สนใจหันมาปลูก

ผู้เขียน มีนัดหมายกับ คุณนคร ลิมปคุปตถาวร หรือ คุณปริ้นซ์ หนุ่มชาวกรุงเทพฯ ที่บ้านเลขที่ 9/711 สตรีวิทยา 2 ซอย 3 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ครั้นเดินทางมาถึงบ้านเลขที่ดังกล่าว หากมองจากภายนอกอาจเป็นเหมือนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แต่เมื่อพบคุณนครในอิริยาบถแบบสบาย กับเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้น ได้ชักชวนให้เข้าไปภายใน แล้วพบว่าบนเนื้อที่ดินส่วนหนึ่งจัดทำเป็นแปลงปลูกพืชผักหลากหลายชนิดคล้ายกับสวนแปลงผักของชาวบ้านในต่างจังหวัด และอีกส่วนเป็นอาคารเก่าสองชั้นไม่มีการใช้งาน โดยด้านล่างจัดทำเป็นสถานที่เพาะกล้าไม้และอุปกรณ์การทำสวน

ระหว่างที่รอคุณนครกำลังใส่ปุ๋ยผักกวางตุ้งฮ่องเต้ อายุ 2 สัปดาห์ ผู้เขียนถือโอกาสเดินสำรวจบริเวณพื้นที่รอบๆ ไปพลาง และพบว่า พื้นที่มีการจัดปลูกไม้พืชผลอย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นผัก พืชสวนครัว ไม้ผล สมุนไพร ไม้ดอกหรือกลุ่มเพาะต้นกล้า ทุกอย่างล้วนวางเป็นกลุ่มแยกประเภท แลดูเป็นสีเขียวไปหมด จนแทบไม่น่าเชื่อว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในบรรยากาศของเมืองกรุง แต่ถ้านึกเล่นๆ ลองหลับตาแล้วตัดภาพบ้านเรือนที่เป็นตึกคอนกรีตรายรอบออกไป คงเหลือไว้แต่เพียงบ้านคุณนคร คงเป็นบรรยากาศในสวนต่างจังหวัดแน่นอน

เมื่อคุณนครเสร็จสิ้นภารกิจ การสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้นบนแคร่ไม้ไผ่มุงหลังคาใบจากที่รายล้อมด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด สร้างความกลมกลืนราวกับอยู่กลางไร่สวนต่างจังหวัด

คุณนคร บอกว่า เขาเรียนจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการเกษตร และปริญญาโท สาขาเกษตรยั่งยืน ดีกรีทั้งสองได้มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่มีความสนใจเรื่องการเกษตรเพราะสมัยเรียนปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 มีความสนใจแนวคิดเรื่องการเกษตรยั่งยืน รวมไปถึงการเกษตรที่พึ่งพาตัวเองในรูปแบบธรรมชาติซึ่งแนวทางนี้เคยมีการทำมาก่อนหน้านี้ในรูปแบบผสมผสาน ต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์ วรรณะอินทรีย์หรือแม้แต่การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริที่นำมาผสมผสานกัน

เขาบอกว่า แรงบันดาลใจที่แท้จริงมาจากครูบาอาจารย์หลายท่านที่เกษียณอายุราชการไปแล้วได้กลับมาสอนหนังสือแล้วถ่ายทอดความรู้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำน้ำหมักชีวภาพ จึงมาคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางการทำเกษตรแบบพึ่งพาตัวเองได้ถาวรอย่างแท้จริง และแตกต่างจากการเรียนในบางทฤษฎีที่เน้นการใช้สารเคมี ซึ่งถือเป็นความยุ่งยากที่ต้องคอยจดจำว่าตัวใดต้องใช้กับพืชชนิดใดจึงเหมาะสมเกิดประโยชน์ ที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นกลับเกิดผลร้ายต่อมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคโดยตรงเสียมากกว่า

เรียนรู้ ซึมซับ

กระทั่งนำมาสู่การทำจริงด้วยตัวเอง

จากแรงบันดาลใจคราวนั้นถูกต่อยอดความรู้เพิ่มจากอาจารย์อีกหลายท่าน จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรที่เรียกว่า “ออร์แกนิก” หรือเกษตรอินทรีย์ มีการเรียนรู้การทำน้ำหมักชีวภาพที่มีต้นคิดมาจากเกาหลี เป็นการทำแนวเดียวกับการทำกิมจิ เพราะเป็นการใช้เศษผัก ผลไม้ สลับกับน้ำตาล

ภายหลังที่ได้ทดลองทำ ปรากฏว่าสิ่งที่พบมีทั้งสารอาหารที่เป็นปุ๋ยที่ดีต่อพืช เป็นฮอร์โมนพืช เป็นสารอินทรีย์ที่ถูกสกัดมาจากธรรมชาติ แล้วจึงลงมือจริงกับแปลงผักที่ปลูกไว้ ผลลัพธ์คือ พืชทุกชนิดมีการเจริญเติบโตงอกงามที่ดีอย่างผิดสังเกต ที่เป็นเช่นนั้นเพราะน้ำหมักอินทรีย์เข้าไปเติมคุณค่าในดินให้มีมากขึ้น เป็นการเอื้อประโยชน์อย่างดีต่อพืช ซึ่งแตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างชัดเจน

ความคิดตกผลึก

ร่วมมือกับหลายองค์กร เผยแพร่ให้กว้างขวาง

คุณนคร สะสมประสบการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้จากท่านอาจารย์อาวุโสหลายคน การเรียนรู้โดยตรงจากชาวบ้านที่มีบทบาทเป็นผู้นำทางด้านเกษตรยั่งยืน การฝึกงานจริงในพื้นที่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศและได้สัมผัสความเป็นเกษตรอินทรีย์แท้จริง ถือเป็นการสร้างมุมมองใหม่ที่แตกฉานและกว้างขึ้น

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ความคิดของเขาตกผลึกจนนำมาสู่ความคิดภายหลังที่ได้เรียนจบปริญญาโทว่า ขณะที่เราต้องมีชีวิตจริงอยู่ในสังคมเมือง จะทำอย่างไรถึงจะดึงความเป็นธรรมชาติในชนบทอย่างที่เคยได้สัมผัสมาก่อนให้เข้ามาอยู่ในเมืองกรุงอย่างกลมกลืน

จากนั้น คุณนคร ได้ดัดแปลงพื้นที่ขนาดย่อมภายในบ้านเพื่อใช้ปลูกผักปลอดสารไว้บริโภคภายในครอบครัวก่อน ต่อมามีผู้คนในวงการรักสุขภาพนำเรื่องราวการปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ของเขาไปเผยแพร่ ทำให้มีหลายคนสนใจ ทำให้ขยายวงออกไป และมีกระแสเรียกร้องให้จัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกผักปลอดสารแก่บุคคลทั่วไป

จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดคอร์สวิชาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านดัดแปลงเป็นห้องเรียนเกษตรทันที คุณนคร บอกว่า ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นการสอน แต่คิดว่าเป็นการมาพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ที่เคยพบเห็นและได้ปฏิบัติจริง ในครั้งแรกมีคนมาจำนวน 10 คน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาเพียง 1 วัน เท่านั้น

แต่กระนั้นความร้อนแรงยังไม่หยุด ได้มีหน่วยงานราชการและเอกชนสนใจนำไปจัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนหันมาใส่ใจบริโภคผักที่ปลอดภัยกัน จึงมีการจัดเป็นโครงการสวนผักในเมือง ถือเป็นการปลุกให้คนเมืองสนใจการปลูกผักสวนครัวในบ้าน เพื่อให้เกิดความประหยัดและปลอดภัยต่อสุขภาพ

ในเวลาต่อมา ครอบครัวได้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพิ่มอีกหนึ่งแห่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านหลังแรกแต่ยังไม่มีโครงการทำอะไร คุณนคร จึงจัดการขยับขยายปรับปรุงพื้นที่เพื่อสำหรับปลูกผัก พืชสมุนไพรและอื่นๆ ที่มีความหลากหลายน่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกับชักชวนสมาชิกในบ้านมาทำสวนครัวกันอย่างจริงจัง

พึ่งพาธรรมชาติแนวเกษตรอินทรีย์

สะท้อนกลับ เป็นรางวัลแก่ชีวิต ในระยะยาว

คุณนคร มองว่าวิถีการทำเกษตรกรรมของชาวบ้านโดยทั่วไปมีลักษณะของการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นธรรมชาติในพื้นที่อาศัยอยู่อย่างเกิดประสิทธิภาพ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาเรื่องหนี้สินหรือเป็นความพยายามลดค่าใช้จ่าย แต่แนวทางของชาวบ้านที่ปฏิบัติกันเป็นวิถีชีวิตปกติกลับเป็นผลดีต่อสุขภาพที่ปลอดภัยและยั่งยืนแก่พวกเขาในระยะยาว

“ฉะนั้น จึงมีการนำวิธีนี้ไปเชื่อมโยงกับอีกยุคหนึ่งที่ผู้บริโภคในเมืองและไม่ได้ทำเกษตร แต่สนใจเฉพาะเรื่องสุขภาพ เป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่าผลผลิตที่มาจากเกษตรที่เป็นธรรมชาติแท้จริงสามารถบำบัดรักษาโรคที่เป็นโรคอารยธรรมหรือโรคแพ้ภัยตัวเอง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือบวกกับอานิสงส์จากกระแสชีวจิต จึงทำให้คนเมืองหันมาใส่ใจเรื่องผักและวิธีการบริโภคที่ปลอดภัยต่อชีวิตกันมากขึ้น อีกประเด็นอาจมาจากเรื่องสิ่งแวดล้อมที่คนใส่ใจกันมาก เพราะมีการระบุว่าหากกลับมาทำการเกษตรแบบที่มีคุณภาพให้คล้อยตามธรรมชาติแล้ว จะนำไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเลวร้ายให้กลับมาดีเหมือนเดิม”

สรุปสิ่งที่ได้กลับมาแบบเต็มเต็ม คือสุขภาพที่ดี ไร้โรคภัย ลดค่าใช้จ่ายในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รักษาสิ่งแวดล้อม และนับเป็นทางเลือกใหม่ของผู้คนที่กำลังเข้าหาความสุข

“ผักประสานใจ” ถือเป็นหลักการเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มเดียวกันหรือเป็นการทำในลักษณะเป็นระบบชุมชน ซึ่งหลักการนี้เขาอธิบายว่า คนปลูกและคนบริโภคต้องรู้จักกัน ต้องเป็นเพื่อนกัน เป็นการแยกระหว่างคนปลูกกับคนบริโภค แต่ต้องเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน คนปลูกก็ปลูกไป แต่คนบริโภคควรสนับสนุนด้านปัจจัยแก่คนปลูก

ขณะเดียวกัน ควรชักชวนคนอื่นมาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนปลูกพืชจะมีมูลค่าที่แท้จริง บนพื้นฐานแห่งความช่วยเหลือกัน รวมถึงอาจเป็นการตกลงราคาที่เหมาะสมระหว่างกันและกัน เช่น อาจเก็บค่าสมาชิกเป็นรายปี 12,000 บาท แต่ถ้าเฉลี่ยเป็นรายสัปดาห์ใน 1 ปี จะพบว่าใช้เงินเพียงแค่สัปดาห์ละ 250 บาท อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าวิธีนี้เป็นเพียงแนวคิดที่กำลังจะทดลองทำเท่านั้น

“ดิน” แหล่งสะสมของธาตุอาหาร

หัวใจสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์

ส่วนแนวทางการปลูกพืชแบบอินทรีย์ของคุณนคร จะเน้นในเรื่องดินเป็นหลักเพราะดินที่ใช้เป็นการเลียนแบบดินที่อยู่ในป่าที่เป็นผลมาจากการสะสมของอินทรียวัตถุในปริมาณมาก อย่างเมื่อก่อนเคยทำเป็นปุ๋ยหมัก พอมาระยะหลังทำไม่ทัน เลยเปลี่ยนมาใช้วัสดุอินทรีย์หลายชนิด ทั้งปุ๋ยคอก เศษใบไม้ นำมาคลุกเคล้ากันแล้วบ่มดินไว้เพื่อให้แตกร่วนซุย เพราะดินที่ดีมีคุณภาพต้องจับตัวกันเป็นก้อนหลวมๆ เวลาบีบจะแตกเป็นเม็ดเล็กๆ มีสีคล้ำที่แสดงถึงความมีอินทรีย์สูง ด้วยคุณสมบัติที่ดินมีความโปร่งและร่วนซุยจะทำให้รากพืชสามารถชอนไชไปหากินอาหารได้ง่าย

นอกเหนือจากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และอินทรียวัตถุอื่นที่มีส่วนสำคัญและเป็นหัวใจของการนำมาใช้ประกอบการปลูกพืชแนวนี้แล้ว การดูแลป้องกันโรคและแมลงที่มารบกวนก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คุณนครเผยว่า ควรจะปลูกพืชที่มีความหลากหลายรวมกัน เพื่อต้องการให้มีความเกื้อกูลกัน เช่น การปลูกไม้ดอกที่มีสีสันสวยงามเพื่อใช้ล่อแมลงที่จะมารบกวนพืชที่ปลูก แล้วแมลงเหล่านั้นจะทำลายกันเอง วิธีการเช่นนี้ถือเป็นเครื่องมือทางธรรมชาติในการล่อแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นแต่อย่างใด เพราะหัวใจของเกษตรอินทรีย์คือความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน คุณนคร ยังคงจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์แก่ผู้สนใจทั่วไปที่บ้านของเขา มีการจัดอบรมเดือนละครั้ง ใช้เวลาอบรมเพียง 1 วัน และจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกพูดคุยกันก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติต่อในช่วงที่สอง ในแต่ละครั้งจะอบรมจำนวน 30 คน เก็บคนละ 500 บาท เป็นค่าเอกสาร อาหาร และอุปกรณ์ นอกจากนั้น เขายังเดินสายให้ความรู้และความช่วยเหลือตลอดจนเป็นที่ปรึกษาแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง

แนะวิธี…ปลูกพืชสวนครัวง่ายๆ ไว้ในที่พัก

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชแต่มีเนื้อที่จำกัดว่า ควรจัดหาภาชนะมาปลูกแทนการลงดิน และควรให้พืชได้รับแสงแดด แต่หากมีข้อจำกัดในเรื่องแสงแดดอีก ก็อาจต้องหันไปเลือกพืชบางชนิดที่ไม่ต้องการแสงอาทิ การเพาะเห็ด หรือเพาะพวกเมล็ดงอกต่างๆ เช่น ทานตะวัน หัวไชเท้างอก ถั่วงอก เพราะพืชเหล่านี้นำมาประยุกต์ใช้ปรุงอาหารได้อย่างสบาย

คุณนคร ยังเพิ่มเติมอีกว่า ในยุคที่เทคโนโลยีมาแรง ผู้บริโภคควรปรับพฤติกรรม ควรใช้วิธีการบริโภคแบบเรียนรู้มากกว่าการรอรับ หรืออย่ารอที่จะรับรู้เพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีความรวดเร็วและว่องไว อาจทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความสับสนได้ง่าย เพราะสิ่งที่เชื่อถือได้คือสิ่งที่ต้องรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น อยากเน้นอีกครั้งว่าควรหันมาเป็นผู้บริโภคแบบเรียนรู้ดีกว่า

จึงควรเริ่มต้นด้วยการปลูกกินเอง ควรหาข้อพิสูจน์เปรียบเทียบให้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างการใช้และไม่ใช้สารเคมี ควรรับรู้ด้วยตัวเองถึงรสชาติและกลิ่น เพราะหากคุณเคยลิ้มลองรสชาติพืชผักที่เป็นธรรมชาติแท้จริงแล้ว เมื่อคุณไปบริโภคของที่มีรสชาติแปลกกว่า คุณจะรับรู้ทันทีว่ามันเป็นสารเคมี

“ในปัจจุบันการบริโภคผักแบบปลอดสารอาจมีราคาแพงกว่าสารเคมี แต่ท่านยังมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้บริโภคทุกคนมีพลังในการเลือก เพราะการบริโภคอาหารแต่ละอย่างถือเป็นการโหวตเพื่อเลือกว่าต้องการให้มีการบริโภคกันแบบใด แนวใดในสังคมนี้”

ฉะนั้น หากต้องการบริโภคแบบสดๆ ที่ไม่ต้องเดินทางไปไกล ไม่ต้องการเลือกผักที่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังมีขั้นตอนและวิธีการทำอย่างไร ควรหันมาบริโภคให้ใกล้ตัวด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง อย่างน้อยก็ปลอดภัยทั้งเงินและชีวิต…จะดีกว่าไหม

สนใจต้องการทราบข้อมูล หรือขอคำแนะนำการทำสวนเกษตรแบบอินทรีย์เพื่อปลูกไว้กินภายในบ้าน ติดต่อ คุณนคร ลิมปคุปตถาวร ได้ที่โทรศัพท์ (081) 867-2042

ศูนย์ส่งเสริมการปลูกไผ่เศรษฐกิจ จากป่า สู่บ้าน ที่ ธวัชบุรี

Published กุมภาพันธ์ 2, 2013 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

เศรษฐกิจพอเพียง 

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ศูนย์ส่งเสริมการปลูกไผ่เศรษฐกิจ จากป่า สู่บ้าน ที่ ธวัชบุรี

สวนไผ่หวานคุณเพชร ตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด พื้นที่ทำสวนไผ่แห่งนี้ ตั้งอยู่ เลขที่ 97 หมู่ที่ 1 บ้านเปลือยน้อย (หนองสาหร่าย) ตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด มี คุณสมควร และ คุณวราภรณ์ สาลี สองสามีภรรยา เป็นเจ้าของ

คุณสมควร เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 5 ปีก่อน เขาสร้างบ้านตึกชั้นเดียว ขนาด 2 ห้อง ริมคลองชลประทาน มีพื้นที่ข้างบ้าน ขนาด 1 งาน จึงปลูกไผ่ และตั้งชื่อว่า “สวนไผ่หวานคุณเพชร” โดยปลูกไผ่เลี้ยงหน่อ จำนวน 110 กอ ใช้น้ำระบบสปริงเกลอร์ รัศมีการให้น้ำ 8 เมตร ใช้หัวสปริงเกลอร์ 4 หัว ปักห่างกันระยะ 8 เมตร น้ำกระจายทั่วแปลงไผ่พอดี หลังจากนั้นไม่นานซื้อที่ดินเพิ่มอีก 1 ไร่ ไว้สำหรับปลูกไผ่ เพื่อการขยายพันธุ์ มีรายได้จากการขายหน่อ กอละ 80-100 บาท ต่อเดือน

คุณสมควร นำหน่อไม้ที่ได้บางส่วนมาทำหน่อไม้ดอง โดยใช้เกลือทะเล เรียกชื่อว่า “หน่อไม้ดองไอโอดีน” วิธีทำ ดังนี้

สับหน่อไม้ ฝานให้เป็นเส้นหนาบางตามต้องการ จากนั้นนำเกลือทะเล ผสมน้ำซาวข้าวคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1 คืน เช้านำไปล้างน้ำก่อนนำไปใส่ภาชนะเป็นกระปุกปิดฝา ขายในราคา 50 บาท เป็นการถนอมอาหารและเพิ่มมูลค่า

หน่อไม้ดองไอโอดีน ประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งอาหารไทย แกงเผ็ด แกงกะทิ อาหารอีสาน แกงไก่ แกงปลา หรือซุบหน่อไม้ดอง ก็ทำได้

คุณสมควร เล่าให้ฟังอีกว่า หน่อไม้ที่ตัดออกมาจากกอไผ่ จะเหลือตอที่ยังไม่เน่า หรือที่เรียกกันว่า “ตอเต่า” ตอนี้จะมีการแตกตาข้างขึ้นมา หรือยังเขียว ยังมีชีวิต คุณสมควรจะใช้เสียมสับขึ้นมา ตัดแต่งด้วยมีด นำมาปลูกในถุง ขนาด 4×6 นิ้ว อัดดินปลูกให้แน่น ถุงขนาดนี้สะดวกในการขนย้ายและขนส่ง อายุ 25-30 วัน ขายได้ราคา 30 บาท ต่อถุง คุณภาพดีกว่าใช้เหง้าไผ่ เพราะเป็นต้นกล้าไผ่ที่อ่อน ต้นไผ่ที่ชำจากเหง้าแก่เกินไป เปอร์เซ็นต์ตายสูงสวนไผ่หวานคุณเพชร สามารถผลิตกล้าไผ่ “ตอเต่า” คุณภาพดี ปีละ 15,000-20,000 ถุง

การปลูกไผ่มีประโยชน์ทั้งด้านอุปโภคและบริโภค สามารถใช้ได้ทุกส่วนจากราก ลำต้น ไผ่เลี้ยงเป็นพืชโตเร็ว อายุเพียง 6 เดือน ก็สามารถแซะหน่อไผ่ตอเต่ามาปักชำ จำหน่ายถุงละ 30 บาท ขายลำไผ่ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ชั่วลูกชั่วหลาน

คุณสมควร แนะว่า การสร้างแปลงปลูกไผ่สำหรับเกษตรกรมือใหม่ ควรไถดินทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ ระยะปลูก 3×3 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 250 ต้น ปลูกด้วยตอชำ ในช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ฉีกถุงดำอย่าให้ถุงแตก นำลงหลุม กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้าฝนไม่ตก ไผ่อายุ 5-7 เดือน ตัดแต่งกิ่งไผ่ เร่งการออกหน่อ ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 กอละ 2 กำมือ โรยรอบโคนกอไผ่ จึงกลบด้วยปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่มหน่อ ขนาดที่เหมาะสมในการตัด 30-50 เซนติเมตร ผลผลิต 1,800 กิโลกรัม ต่อไร่ รายได้ 18,000-20,000 บาท

แต่ที่สวนไผ่หวานคุณเพชรให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ราคาจำหน่ายที่นี่ ฤดูฝน 25-30 บาท ต่อกิโลกรัม ฤดูแล้ง 45-50 บาท ต่อกิโลกรัม

สอบถาม คุณสมควร และ คุณวราภรณ์ สาลี ได้ที่ โทร. (089) 417-9666 หรือ (083) 140-6472

%d bloggers like this: