เวทีสาธารณะ

All posts tagged เวทีสาธารณะ

เวทีสาธารณะ …มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/021114/98402

สาระน่ารู้
Sunday, 2 November, 2014 – 00:00
.
รักษาป่าแม่วงก์ คือรักษาบ้านของเสือโคร่ง
‘การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน เก็บน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร’ คือจุดมุ่งหมายหลักในโครงการจัดสร้างเขื่อนแม่วงก์ กว่า 20 ปีในการผลักดันให้การก่อสร้างเขื่อนเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าการทำ แนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) มาหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ผ่านการประเมินเลยสักครั้งจะเป็นอุปสรรคใหญ่ในการสร้างเขื่อน เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบฯ จึงยังไม่ผ่านสักครั้ง แต่ทำไม… กลุ่มผู้ผลักดันการสร้างเขื่อนจึงไม่หยุดความพยายามเสียที?
เช่นนั้นแล้วเราควรจะสนับสนุนการสร้างเขื่อนเสียวันนี้ หรือควรจะเปิดทางให้ป่าได้รักษาตนเองเติบโตหนาแน่นยิ่งขึ้นไปในอนาคต…
กลุ่มผู้ให้การสนับสนุนสร้างเขื่อนกล่าวอ้างว่าบริเวณที่จะทำการก่อสร้างเขื่อนเป็นเขตป่าเสื่อมโทรมและไม่มีรายงานการอยู่อาศัยของสัตว์ป่า ทั้งที่ในความเป็นจริง บริเวณที่จะทำการก่อสร้างนั้นอยู่ในอาณาเขตของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งแน่นอนหากขึ้นชื่อว่าอุทยาน ย่อมต้องมีป่า มีป่าย่อมต้องมีสัตว์ และไม่เป็นที่น่าประหลาดใจเลยหากจะพบว่ามีรายงานการพบเสืออยู่ในบริเวณป่าแม่วงก์
“ปัจจุบันสภาวะการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในโลกอยู่ในขาลง แต่ในห้วยขาแข้งเราสามารถรักษาจำนวนเสือให้คงอยู่และให้เพิ่มขึ้นได้ จากการศึกษาของ WWF ด้วยกล้องดักถ่ายแสดงให้เห็นว่าเสือที่พบในแม่วงก์มาจากห้วยขาแข้ง และนอกจากจะรักษาให้คงอยู่ได้แล้วยังพบภาพแม่เสือและลูกเสือเพิ่มขึ้นด้วย” ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ ‘ธรรมชาติมาหานคร’ (1) “ป่าแม่วงก์มีศักยภาพในการฟื้นตัวสูงมาก เมื่อก่อนแถวนี้เป็นไร่ที่ชาวบ้านใช้ปลูกพืชไร่ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่พืชฟื้นตัว เดินเข้าไปข้างในจะเจอรอยกวาง”
เสือเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารของสัตว์ป่า ผู้ซึ่งมีความสำคัญในฐานะผู้ควบคุมความสมดุลของสิ่งมีชีวิตในป่านั่นเอง หากขาดเสือไป สัตว์ที่เคยเป็นอาหารของเสือก็จะเพิ่มจำนวนประชากรขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ความต้องการอาหารของเหยื่อของเสือก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ระบบนิเวศที่เคยสมดุลเมื่อมีอย่างหนึ่งมากเกินไปย่อมเกิดผลไม่ดีต่อความสมดุลอย่างแน่นอน
ป่าแม่วงก์ได้กลายมาเป็นความหวังสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูเสือเพิ่มเติมจากห้วยขาแข้ง เนื่องด้วยประชากรเสือในห้วยขาแข้งในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะไม่เพียงพอสำหรับงานอนุรักษ์ในระยะยาวในอีกหนึ่งร้อยหรือสองร้อยปี (อนรรฆ พัฒนวิบูลย์, 2557) จากการเข้ามาทำงานของ WWF ด้วยการตั้งกล้องดักถ่าย (Camera trap) ทำให้ทราบว่ามีเสือจากห้วยขาแข้งเดินขึ้นมาหากินถึงที่แม่วงก์นี่ หากมีการสร้างเขื่อน ป่าบริเวณพื้นที่ราบลุ่มอันเป็นพื้นที่หากินของทั้งเสือและเหยื่อของเสือก็จะถูกทำลาย ผืนป่าถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต ปกคลุมด้วยมวลน้ำจำนวนมหาศาลที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้จริงหรือไม่
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเดินหน้าผลักดันรักษาให้แม่วงก์เป็นป่าผืนใหญ่อีกหนึ่งผืน เชื่อมต่อ และผลักดันให้อยู่ในระดับทัดเทียมกับกับมรดกโลกห้วยขาแข้ง เป็นลมหายใจของคนและสัตว์ป่า มากกว่าการตัดไม้ขุดรากถอนโคนแม่วงก์ให้กลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่เสมือนเป็นการถอยหลัง ตัดต้นตอ ลิดรอนลมหายใจของคนทั้งชาติทิ้งไว้ยังเบื้องล่างของก้นเขื่อนเท่านั้น…

เวทีสาธารณะ. ทำไมฉันจึงชอบดูก้นคน?

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/280914/96788

สาระน่ารู้
Sunday, 28 September, 2014 – 00:00
.
ใครอ่านพบชื่อบทความเรื่อง ทำไมฉันจึงชอบดูก้นคน? ผู้ที่ยังไม่ทันตั้งตัว คงรู้สึกมึนงงสงสัยว่า ฉันกำลังคิดอะไรกันนี่? บางคนซึ่งไม่รู้จักฉันมาก่อน อาจนึกในใจว่า อาจารย์ระพีทำไมถึงเป็นคนมีนิสัยอุตริยังงี้?
ส่วนผู้ที่เคยติดตามความคิดฉันมานานพอสมควร และแสดงความชื่นชม อาจต้องหยุดตั้งสติ โดยที่สงสัยว่าอาจารย์ระพีน่าจะมีแง่คิดอะไรดีๆ แฝงอยู่ในเรื่องนี้ก็ได้ จึงคงยังไม่ปักใจเชื่อในแง่ร้ายเสียเลยทีเดียว
ความจริงแล้ว ธรรมชาติในใจฉันเอง สนใจคิดทวนกระแสสังคมมานานแล้ว ถ้าใครจะว่าฉันเป็นคนดี แต่ตนก็นึกอยู่ในใจมาแล้วทุกครั้งว่า ไม่ใช่คนดีวิเศษวิโสกว่าคนอื่น ฉันยังคงเป็นคนเหมือนทุกคน ตนจึงไม่ควรเอาความดีมาครอบใจไว้ให้ตกเป็นเหยื่อคำชม
เพราะถ้าฉันขาดความเป็นตัวของตัวเอง การน่าเอาเครื่องประดับรูปแบบใดก็ตามมาให้ คงจะทำให้ตนจำต้องสูญเสียคุณค่าความเป็นคนไปอย่างน่าเสียดายที่สุด ยิ่งวัยฉันเองผ่านพ้นมาถึง 80 ปีแล้วด้วย ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันสนใจเรียนรู้เพื่อค้นหาความจริงจากทุกเรื่อง ซึ่งธรรมชาติได้ให้โอกาสเรื่องราวเหล่านั้นผ่านเข้ามาสู่วิถีชีวิตตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ฉันคิดมานานแล้วว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงได้ชอบอวดความมีหน้ามีตาอย่างเปิดเผย แต่กลับอายก้นตัวเองอย่างที่สุด ถ้าค้นหาความจริงเรื่องนี้ได้ น่าจะได้รับความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์ ช่วยให้ตนเข้าถึงสัจธรรมลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงออกในลักษณะโอ้อวดความมีหน้ามีตา ยังมีการเอาอะไรต่อมิอะไรมาเขียน มาป้าย จนบางคนพอล้างออกหมดแล้ว คงเหลือแต่สภาพธรรมชาติซึ่งเป็นของจริง ทำเอาหลายคนจำแทบไม่ได้
ทุกสิ่งในธรรมชาติย่อมมีสองด้าน และอยู่ร่วมกันอย่างมีสมดุล หากด้านหนึ่งรักที่จะปล่อยไว้ให้เป็นความจริงตามธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งย่อมมีความสะอาดสดใสอยู่ภายใต้ก้นตัวเองเป็นธรรมชาติด้วยเช่นกัน แต่ถ้าด้านหนึ่งมีการปรุงแต่งเพื่อหลอกคนอื่น แท้จริงแล้วน่าจะมีเหตุอยู่ในใจที่สืบเนื่องมาจากการคิดหลอกตนเองก่อนอื่น ซึ่งคนลักษณะนี้มักไม่กล้าเปิดเผยความจริงจากใจตนเอง
ดังนั้น ผู้ที่แต่งหน้าแต่งตาตัวเองไว้หลอกคนอื่น น่าจะคาดหมายได้ว่า ภายใต้ก้นตัวเองซึ่งปิดบังไว้อย่างมิดชิด คงมีสิ่งสกปรกแฝงอยู่ไม่ว่ามีมากมีน้อยแค่ไหน
จากเหตุดังกล่าว ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสกับคน ซึ่งมีรากฐานจิตใจแฝงไว้ด้วยเงื่อนไขลักษณะนี้ หากขาดความเป็นตัวของตัวเอง ย่อมตกเป็นเหยื่ออิทธิพล ซึ่งแฝงอยู่ใต้ก้นคนอื่นได้ไม่ยาก
หากเป็นผู้บริหารงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาคุณภาพของคนร่วมกับความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของงาน ย่อมส่งผลทำลายทั้งคนและงานให้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากขาดการรู้เท่าทันตนเอง
สิ่งที่ฉันนำมาเขียน ตนได้รับความรู้จากประสบการณ์ชีวิตทั้งหมด ดังนั้นข้อมูลต่างๆ จึงถอดออกมาจากความจริง ซึ่งมีอยู่แล้วในใจตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ
การดำเนินชีวิตของฉัน เท่าที่ผ่านพ้นมาแล้วด้วยระยะเวลาอันยาวนาน หลังจากหวนกลับไปพิจารณาค้นหาความจริง ทำให้รู้สึกว่าตนมุ่งมั่นทำงานจากความรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน โดยที่พยายามรักษาความจริงซึ่งอยู่ในรากฐานจิตใจตนเองไว้อย่างมั่นคงมาตลอด
มันทำให้ฉันเริ่มรู้สึกชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ผู้ซึ่งตนมีโอกาสสัมผัสอย่างมากหน้าหลายตา หากมองเห็นหน้าด้านเดียว มีทั้งคนที่มีใจใสสะอาดและผู้ซึ่งแฝงไว้ด้วยความต้องการส่วนตนปะปนกัน
ยิ่งในช่วงที่ฉันได้รับโอกาสให้เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของสถาบันอุดมศึกษาและกระทรวงงานระดับชาติ ทำให้มีโอกาสพบได้หลากหลายมากขึ้น
โดยเหตุที่ตนมีความมั่นคงอยู่กับเหตุและผล ซึ่งมีอยู่แล้วในรากฐานจิตใจตนเอง ทำให้มีพลังในการเอาชนะใจตนเองที่เข้มแข็งถึงระดับหนึ่ง ช่วยให้สามารถรู้เท่าทันคนส่วนใหญ่
ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ ทำให้ฉันมีวิญญาณความรักที่จะกำหนดทิศทางความคิดและการปฏิบัติ มุ่งลงสู่ระดับล่างอย่างมีความสุข
ช่วงที่อยู่ในมหาวิทยาลัย ฉันใช้เวลาส่วนหนึ่ง ซึ่งถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ลงไปคลุกคลีกับบรรดาศิษย์ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง จนกระทั่งถึงภารโรงและยาม ยิ่งกว่านั้น ในยามว่างยังลงไปใช้ชีวิตในชนบทแบบนอนกลางดินกินกลางทรายร่วมกับศิษย์ และปฏิบัติตนอย่างเสมอเหมือนกันหมด
ช่วงที่เป็นรัฐมนตรี ฉันมักหาโอกาสลงไปร่วมทำงานกับชาวนาชาวไร่ นับตั้งแต่การดำนาและเกี่ยวข้าว จากความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ
ความรู้สึกที่สะท้อนกลับมาสู่จิตใจฉัน นับวันยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นว่า การมุ่งนำตัวเองลงสู่ระดับล่าง แล้วมองย้อนกลับขึ้นไปสู่ด้านบน ช่วยให้สามารถมองเห็นสิ่งที่เป็นธาตุแท้ของคน ซึ่งอยู่ระดับบนๆ โดยที่แฝงอยู่ภายใต้ก้นของคนเหล่านั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างน่าสนใจ
ในที่สุด ความรู้สึกซึ่งสะสมอยู่ในใจอย่างเป็นธรรมชาติก็มาถึงจุดตัดสินใจลาออกจากงานในด้านการจัดการ ซึ่งมีทั้งอำนาจและอามิสเป็นสิ่งตอบสนองทั้งหมด
ฉันรู้สึกท้าทายอย่างที่สุด จึงตั้งสัจจะไว้ในใจว่า ต่อไปนี้จะไม่ขอรับงานใดๆ ที่มีตำแหน่งและค่าจ้างตอบแทนอีกต่อไป โดยที่คิดว่า ดูซิ เราจะอดตายจริงหรือ? ฉันพิสูจน์จากการปฏิบัติ โดยนำชีวิตจริงของตนเป็นเดิมพัน นอกจากนั้นยังรู้สึกได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า หากคิดสร้างประโยชน์สุขให้คนในสังคม อยู่ที่ไหนก็ทำได้เท่าเทียมกันหมด เพียงรักษาความเป็นคนไว้ให้มั่นคงอยู่ได้เท่านั้น
ฉันเข้าใจได้ว่า ความหมายของความภูมิใจ หาใช่อยู่ที่การได้รับตำแหน่งและเครื่องประดับรูปแบบต่างๆ จากภายนอกไม่ หากอยู่ที่รากฐานจิตใจซึ่งถือความจริงไว้ได้อย่างมั่นคงมาตลอด ช่วยให้ชีวิตรอดพ้นจากอิทธิพลสิ่งซึ่งปรากฏหลากหลายอยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมอย่างปลอดภัยมาได้.
ศาสตราจารย์ระพี สาคริก

เวทีสาธารณะ … ปฏิรูปตำรวจ !

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/210914/96467

สาระน่ารู้
Sunday, 21 September, 2014 – 00:00
.
ปัญหาระบบตำรวจของประเทศที่ประชาชนเรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างเร่งด่วนนั้น นอกจากจะมีสาเหตุสำคัญมาจากการจัดโครงสร้างองค์กรที่ใหญ่โต มีชั้นยศและสายการบังคับบัญชาเช่นเดียวกับกองทัพ ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะงานรักษากฎหมายที่ผู้ปฏิบัติต้องมีอิสระในการตัดสินใจตามสถานการณ์การกระทำผิด โดยไม่ต้องรอนโยบายหรือคำสั่งจากผู้ใดแล้ว การเพิ่มหน่วยงานและตำแหน่งจำนวนมากในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินงบประมาณแผ่นดินโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังทำให้การแต่งตั้งแต่ละครั้งกลายเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตที่ทั้งตำรวจและสื่อมวลชนติดตามสนใจอย่างมาก ต่างไปจากหน่วยราชการทั่วไปอีกด้วย
แต่สิ่งที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ ภัยจากอาชญากรรมและการละเมิดกฎหมายที่ประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส สวนทางกับยศตำแหน่งตำรวจที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการปล่อยปละละเลยให้มีแหล่งอบายมุขทั้งบ่อนการพนัน ตู้ม้า เครื่องจักรการพนันตั้งวางใกล้สถานศึกษาและชุมชนทั่วประเทศมากมายหลายหมื่นตู้ไม่เคยปรากฏมาก่อน สถานบันเทิงผิดกฎหมายทำลายเยาวชน ค้าขายยาเสพติด และการล่วงละเมิดทางเพศ ทางหลวงเสียหายถูกทำลาย ปัญหาพนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์ และอื่นๆ อีกมากที่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบคนใดพูดถึง
เหล่านี้สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพในระบบงานรักษากฎหมายของประเทศอย่างชัดเจน ทำให้สังคมเสียหายเสื่อมทรุดลงอย่างต่อเนื่อง จนองค์กรต่างประเทศประเมินข้อมูลด้านลบติดลำดับต้นของโลกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความตายจากอุบัติเหตุจราจร อาชญากรรม ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริต ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะขัดแย้งกับสำเร็จตามตัวชี้วัดราชการที่ทุกหน่วยงานแถลงกันทุกปีแล้ว ยังส่งผลสั่นคลอนการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนใฝ่หาอีกด้วย เพราะประชาธิปไตยคือการปกครองโดยกฎหมาย ฉะนั้น ประสิทธิภาพของระบบงานรักษากฎหมายจึงเป็นหัวใจของประชาธิปไตยในทุกสังคม
ทุกวาระการแต่งตั้ง ตำรวจจำนวนหนึ่งจะจดจ่ออยู่กับความเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจชนิดวันต่อวันเลยทีเดียว ใครได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจที่ใด ยิ่งหากเป็นพื้นที่เป้าหมาย ทั้งเจ้าตัวและผู้เกี่ยวข้องก็จะพากันยินดีปรีดา ผู้ใต้บังคับบัญชาในเครือข่ายมีความหวังจะได้เลื่อนตำแหน่งที่หมายปองต้องการแม้จะมีอาวุโสต่ำกว่าคนอื่นเพียงใดก็ตาม ส่วนผู้ผิดหวังก็จะเกิดอาการจิตตก ไม่เป็นอันทำหน้าที่งานการ นอกจากจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว ยังอาจถูกย้ายอีกด้วย ต้องลดระดับการวิ่งเต้นลงมาเพียงขออยู่ที่เดิมแทน
ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแต่งตั้งตำรวจปัจจุบันไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ที่เชื่อถือยอมรับของตำรวจทั่วไป ตัวบุคคลหัวหน้าหน่วยมีความสำคัญมากกว่าระบบงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล ความคิดดีชั่วเกี่ยวกับตำรวจใต้บังคับบัญชาก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามโลกทรรศน์ของแต่ละคน
ผู้บัญชาการตำรวจบางคนไม่เคยทำงานในหน่วยนั้นมาก่อนเลย ไม่รู้จักทั้งพื้นที่ภูมิประเทศ รวมทั้งตำรวจและประชาชน กว่าจะเดินทางไปพบปะได้ครบทุกจังหวัดก็ใช้เวลานานหลายเดือน และทำได้เพียงผิวเผินเท่านั้น ข้อมูลพฤติกรรมของตำรวจแต่ละคนที่หัวหน้าหน่วยคนเก่ารับรู้หายไปพร้อมกับการถูกโยกย้ายหรือเกษียณ คนใหม่มาไม่รู้จัก ถามแต่ว่าผู้กำกับคนนั้นคนนี้เป็นใครรุ่นไหน ใครอยากได้เลื่อนตำแหน่งหรือย้ายไปที่ต้องการ ก็ต้องอาศัยคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือพ่อค้าพาไปแนะนำตัวแสดงเจตนาอาสารับใช้นับหนึ่งกันใหม่ ใครรู้จักคุ้นเคยมาก่อนก็โชคดีไป ส่งผลให้เกิดความท้อแท้สิ้นหวังกับตำรวจที่ไม่มีพรรคพวกเส้นสายทั้งประเทศ มองไม่เห็นอนาคตความก้าวหน้าในชีวิตราชการ เนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้มีอำนาจแต่งตั้งทั้งในระบบตำรวจและนอกระบบ
งานตำรวจที่แท้จริงสิ้นสุดที่สถานีตำรวจเกือบทั้งหมด มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศ แม้แต่คดีฆ่าคนตายซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุด ก็สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจับผู้ต้องหาเสนอสำนวนส่งอัยการฟ้องศาลจังหวัดได้ กองบัญชาการตำรวจหรือแม้กระทั่งกองบังคับการแท้จริง มีเพียงตรวจสอบประเมินผลและสนับสนุนเป็นหลัก ไม่ใช่การทำงานรักษากฎหมายโดยตรง แต่การจัดโครงสร้างองค์กรตำรวจให้มีหน่วยงานและยศตำแหน่งระดับสูงกว่าสถานีตำรวจเกินจำเป็น ได้ทำให้ตำรวจสัญญาบัตรดิ้นรนกันทุกวิถีทางแข่งกัน เพื่อให้ได้เลื่อนยศเป็นนายพลเหมือนทหาร ไม่ว่าจะตำแหน่งใด ขอเป็นไว้ก่อน อย่างน้อยก็มีเงินตำแหน่งเพิ่ม มีนายเวรติดตามไว้ใช้สอย ผู้คนเกรงใจ สิทธิและประโยชน์ทางราชการตามมาเป็นเงาตามตัว แต่จะมีหน้าที่การงานอะไรทำคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องต้องคำนึง
ปัญหาก็คือ เมื่องานของตำรวจมีความจำเป็นในการจัดหน่วยแค่สถานีตำรวจ แต่เหตุใดรัฐบาลหลายยุคสมัยจึงปล่อยให้มีการเพิ่มยศเพิ่มตำแหน่งตำรวจระดับบริหารกันมากมายปีแล้วปีเล่าไม่จบสิ้น ทำให้ปัจจุบันมีนายพลตำรวจมากถึง 500 ตำแหน่ง ตำรวจชั้นสัญญาบัตรวิ่งเต้นกันอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้ได้เลื่อนยศและตำแหน่งถึงเป้าหมายโดยเร็ว อย่างน้อยขอเป็นนายพลก่อนเกษียณ เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ซึ่งนอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนแต่ละปีอย่างมากแล้ว ยังก่อให้เกิดความชุลมุนวุ่นวาย เป็นที่หมิ่นแคลนของประชาชนอีกด้วย นอกจากนั้นยังส่งผลให้ตำรวจระดับปฏิบัติงานตามถนนหนทางขาดแคลน เพราะถูกนำใช้ไปงานธุรการและอำนวยการ รวมทั้งการบริการต่างๆ ปัจจุบันตำรวจสายตรวจเกือบทุกสถานีมีไม่ครบเขตตรวจ รถจักรยานยนต์ไทเกอร์จอดเป็นเศษเหล็กพะเนินเทินทึกอยู่หลังโรงพักทุกแห่ง มีรถจักรยานยนต์มากกว่าตำรวจ ไม่มีใครนำไปขับขี่ตรวจตรารักษาความปลอดภัยให้ประชาชน ตู้ยามตำรวจในชุมชนต่างๆ ถูกทิ้งร้างปิดตายพบเห็นอยู่ทั่วไป
หัวใจการแก้ปัญหาตำรวจที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ตำรวจทุกคนสามารถปฏิบัติงานรักษากฎหมายตามอำนาจหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสุจริต สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่ถูกละเมิดโดยไม่มีผู้รับผิดชอบจัดการ หน่วยงานและยศตำแหน่งจำเป็นต้องมีเพื่อการทำงานแค่ไหน รัฐบาลก็ต้องควบคุมให้มีเท่านั้น เพื่อประหยัดเงินงบประมาณแผ่นดิน นำไปใช้ในส่วนที่จำเป็นแท้จริง รวมทั้งทำให้การตัดสินใจต่างๆ ของตำรวจผู้ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างกระชับ สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ ส่งผลให้การรักษากฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย
การที่ประชาชนจะต้องเสียภาษีเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายให้ตำรวจมียศตำแหน่งระดับสูงมากมายโดยไม่มีความจำเป็น และตำรวจชั้นสัญญาบัตรก็วิ่งเต้นเลื่อนตำแหน่งกันอย่างชุลมุน ในขณะที่ตำรวจผู้น้อยส่วนใหญ่ต้องทำงานหนัก ประชาชนมีชีวิตยากลำบาก รายได้ไม่พอใช้จ่าย หญิงสาวจำนวนมากต้องทำงานกลางคืนกลับบ้านดึก ซ้ำยังต้องเสี่ยงภัยกับอาชญากรรมตามถนนหนทางหลายรูปแบบโดยไม่มีตำรวจรับผิดชอบดูแล ด้วยข้ออ้างว่ามีกำลังคนและงบประมาณไม่เพียงพอนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนเลย!.
พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

เวทีสาธารณะ :: ความคิดแบบเทคโนเครต ระพี สาคริก

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/210914/96466

สาระน่ารู้
Sunday, 21 September, 2014 – 00:00
.
เมื่อกล่าวถึงเรื่องกล้วยไม้ก็จะต้องคิดว่าคนเก่งกล้วยไม้นั่นแหละควรนำมาใช้ประโยชน์ ถ้าคิดจะจัดประชุมนานาชาติเกี่ยวเรื่องข้าว ก็ต้องไปเอาคนที่ทำงานเกี่ยวกับข้าวมาร่วมประชุม เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนของโลก ซึ่งการศึกษาไม่อาจเจาะลึกลงไปถึงความจริงได้ ความจริงนั้นย่อมกล่าวถึงคุณธรรมประจำใจ แต่คนในประเทศเขตร้อนก็มักจะไม่ฟังใครทั้งนั้น คงปิดหูปิดตาและเปิดตาเอาไว้ข้างเดียว
เรื่องนี้ผมคิดอยู่เสมอว่า การจะกล่าวออกมาตามตรงมักมีผลทำให้เกิดความสับสนได้ง่าย ปรกติผมมักระวังตัวเอง ถ้ามีการจัดประชุมกล้วยไม้ระดับนานาชาติ ผมจะกล่าวกับคนพวกนี้ถึงเรื่องกล้วยไม้แทบจะไม่ได้ เพราะกล่าวครั้งใด เขาก็จะมุ่งลงไปที่กล้วยไม้มากกว่าอย่างอื่น
เวลาไปประชุมกล้วยไม้โลก ผมมักพูดได้แต่เพียงว่าจะไปประชุมระดับโลก และเว้นเอาไว้ว่าเรื่องกล้วยไม้อย่าไปแตะ ควรนำเอาภาพที่เป็นกลางมากล่าวอยู่เสมอ ถ้าผมไปร่วมงานนานาชาติ ผมมักไม่บอกว่าเป็นเรื่องอะไร ถึงบอกก็ต้องพูดอย่างเป็นกลาง ไม่เช่นนั้นแล้วคนพวกนี้จะไม่เข้าใจอะไรเลยนอกจากฝังหัวอยู่ที่เรื่องกล้วยไม้อย่างเดียว
ผมเคยเกิดเรื่องกับผู้จัดการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 มาในอดีต คนพวกนี้เข้าใจถึงความจริงสู้คนบ้านนอกยังไม่ได้ คนบ้านนอกเขาสนใจรายการศาลาริมสวน ก็เพราะเขามองเห็นสิ่งที่มันแฝงอยู่ในนั้นว่าไม่ใช่เรื่องกล้วยไม้ แต่เป็นเรื่องคุณธรรมนำปัญญา ความจริงผมเดินทางไปไหนก็ตาม ผมมักนำกล้องวิดีโอติดตัวไปด้วยเสมอ ไม่ว่าไปสัมผัสกับอะไร ทำให้ผมนึกถึงคนไทยที่อยู่เบื้องหลัง
แน่นอนที่สุด คนที่มีใจเป็นธรรม มองอะไรก็ย่อมเห็นธรรมได้ทั้งสิ้น ในช่วงนั้นมีชาวบ้านมาดักผมอยู่ แล้วถามว่าเมื่อไหร่ท่านอาจารย์จะจัดรายการอีก และเขาพูดต่อว่าเขาชอบรายการอาจารย์ เพราะแฝงธรรมะได้ทุกเรื่อง ผมตอบไปว่า แน่นอนที่สุด บุคคลใดมีหลักธรรมอยู่ในจิตวิญญาณ บุคคลผู้นั้นก็ย่อมสะท้อนให้เห็นหลักธรรมะจากการพูดได้ทุกเรื่อง สิ่งที่กล่าวมาแล้วมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน
มีพระสงฆ์รูปหนึ่งอยู่ที่วัดจังหวัดนครพนม ท่านโทร.มาคุยกับผมแทบทุกคืนด้วยเรื่องธรรมะ ท่านบอกว่าได้คุยกับผมแล้วสบายใจ เพราะภายในเรื่องราวที่คุยกันนั้น ผมได้สะท้อนให้ท่านเห็นธรรมะได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ ความรู้ใดๆ ก็ตามถ้าใจมีธรรมะแล้ว เมื่อนำออกมาพูดโดยไม่ต้องเอ่ยคำว่าธรรมะ จิตใจคนฟังก็ย่อมแลเห็นธรรมะได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ไปคุยกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากบอกกับท่านว่าต้องการให้ท่านจัดประชุมนานาชาติเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็สุดแล้วแต่ ท่านถามผมว่าจะจัดประชุมเรื่องกล้วยไม้นานาชาติใช่หรือเปล่า ผมก็ตอบกลับไปว่าใช่แล้วครับ
ท่านบอกกับผมทันทีว่า คนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่สนใจเรื่องกล้วยไม้หรอกครับ ผมไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรถึงจะทำให้คนลักษณะนี้สามารถเข้าใจสิ่งที่ผมได้ทำมอบให้กับประชาชนคนไทยไว้แทบจะทั่วทั้งแผ่นดินถิ่นเกิด คนลักษณะนี้ยิ่งเราพยายามอธิบายให้เข้าใจ เขาก็ยิ่งคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ นอกจากเราเข้าใจได้แล้วส่งให้เขานำไปคิดค้นหาความจริง
แต่ผมเกรงไปว่าคนเหล่านี้ถ้านำเอาไปคิดแล้วอาจนอนไม่หลับ เพราะคิดได้ไม่ตกฟาก นี่เป็นคำโบราณที่กล่าวไว้ในอดีตแล้วทั้งนั้น ผมประหลาดใจอย่างที่สุดว่า การจัดการศึกษาของไทยเท่าที่เป็นมาแล้วในอดีตนั้น จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้คิดได้ตามเป้าหมายที่ต้องการนำไปสู่การสร้างสรรค์ หรือจะปล่อยให้ฆ่ากันตายต่อไปอีกหลายรอบก็เข้าใจไม่ได้ แต่เมื่อเข้าใจไม่ได้ก็ย่อมยืนกระต่ายขาเดียวไปตลอด
น่าสงสารที่คนเหล่านี้มีกระต่ายอยู่ขาเดียวเท่านั้น พูดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจเหมือนคนบ้าจี้ อย่างเช่นคนที่มองรายการโทรทัศน์ซึ่งผมทำมาตลอดชีวิต ว่าเป็นรายการกล้วยไม้ บัดนี้ผมเขียนเรื่องนี้ลงไปในสิ่งพิมพ์เพื่อนำไปอ่านหลายๆ เที่ยว แต่ผมก็ไม่ทราบว่าคนเหล่านี้จะเอาไปอ่านอีกกี่เที่ยวจึงจะซึมซับเข้าไปได้สุดหัวใจตัวเอง
บางคนถึงกับบ่นว่าผมเขียนอะไรลึกเข้าใจได้ยาก ผมตอบกลับไปว่า เพราะผมเขียนลึกหรือคุณเข้าใจไม่ลึกเท่าที่ควรจะลึก ท่านอาจารย์พุทธทาสก็พูดไว้ว่า ถ้ารู้สึกว่าเรื่องราวต่างๆ มันลึกซึ้ง เหตุใดจึงไม่กลับหัวกลับหางแล้วคิดใหม่ ส่วนคุณเองนั้นย่อมรู้ได้เองว่าคุณคิดตื้นมากกว่า
ความคิดผมนั้น พ่อสอนมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ก่อนจะสอนมักนำตัวไปวางไว้ในส่วนที่ลำบากที่สุดของสังคม แล้วคนที่อ่านได้ง่ายประกอบกับเข้าใจได้ง่ายนั้น แท้จริงแล้วก็น่าจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตลำบากยากเข็ญด้วยรู้สึกท้าทายที่จะนำไปคิดกลับหัวกลับหาง เสร็จแล้วในที่สุดก็จะไปถึงบางอ้อได้เร็วเท่านั้น ความคิดที่เข้าใจได้ยากนั้นเกิดจากบุคคลที่ไม่ได้ผ่านความยากลำบากมาก่อน
แม้พ่อแม่ของลูกก็เลี้ยงลูกให้สบายมากกว่าการช่วยให้ตกอยู่ในสภาพที่ลำบากยากเข็ญ นั่นแหละคือชีวิตที่หยั่งรู้ความจริงได้ไม่ยากเลย ความยากลำบากเกิดจากการมุมานะที่จะสามารถเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นแหละคือของจริงทั้งสิ้น.

เวทีสาธารณะ : คชก.ไม่เห็นชอบครั้งที่ 3 โรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน

Published กันยายน 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/310814/95483

สาระน่ารู้
Sunday, 31 August, 2014 – 00:00
.
เครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต

ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวของการต่อสู้ชุมชนเขาหินซ้อน และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (คชก.)
มีมติไม่เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 3 จำกัด ที่ยื่นขอเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากชีวมวลเป็นถ่านหินเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ คชก.มีมติไม่เห็นชอบมาแล้วตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยชุมชนเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา จะประสานขอมติอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป
ทั้งนี้ ตัวแทนชุมชนเขาหินซ้อนและเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ให้รายละเอียดของการประชุมว่า บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 3 จำกัด ยังคงให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบว่าวัตถุดิบไม่เพียงพอ และความร้อนไม่เสถียร โดยจะขอใช้พลังงานถ่านหิน 25% เป็นวัตถุดิบหลักร่วมกับชีวมวล และที่เพิ่มเข้ามาในครั้งนี้ คือขอใช้น้ำมันใช้แล้วมาเผาร่วมเป็นวัตถุดิบเสริม
ในขณะที่ 15 ปีที่ผ่านมาของการดำเนินกิจการของโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงนี้ ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์เกษตรกรชาวสวนมะม่วงรอบโรงไฟฟ้าต้องล้มสวน แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการล้มสวนมะม่วงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังจะเห็นได้จากสถิติที่นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ คชก.มีมติไม่เห็นชอบครั้งที่ 2 ของโรงไฟฟ้านี้แล้ว ก็ยังพบการล้มสวนมะม่วงเพิ่มขึ้นไปอีกกว่า 500 ไร่ นอกจากนั้นแล้ว ชุมชนที่อยู่ติดโรงไฟฟ้า ยังให้ข้อมูลว่าโรงไฟฟ้าโรงนี้ยังปล่อยมลพิษเกิดผลกระทบต่อบ่อเลี้ยงปลาชาวบ้าน “ของเก่าที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติยังแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้ แล้วจะให้เปลี่ยนเป็นถ่านหิน ชาวบ้านตาดำๆ ไม่ตายกันหมดหรือ”
ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนว่า โรงไฟฟ้านี้ไม่มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนที่ดี เมื่อมีเรื่องร้องเรียนจากผลกระทบแล้ว ยังแก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้ อีกทั้งโรงไฟฟ้ายังละเลยต่อระบบการติดตามผลกระทบ เห็นได้จากมาตรการในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าโรงไฟฟ้าได้ปฏิบัติตามที่ได้กำหนดไว้ คือการตรวจสอบการปล่อยสารพิษบริเวณปากปล่องโรงไฟฟ้า ด้วยระบบบันทึกข้อมูลแบบต่อเนื่อง (CEMs) และส่งผลแบบออนไลน์ให้หน่วยงานอนุญาตทราบ
ซึ่ง คชก.เคยให้โรงไฟฟ้าปรับปรุงตั้งแต่การพิจารณาอีไอเอในรอบแรกและรอบสอง แม้ในรอบนี้ โรงไฟฟ้าเองได้ตอบคำถามหลังจากถูกซักถามจากผู้แทนชุมชนว่าจะดำเนินการในปลายปีนี้ ซึ่งแปลได้ว่า ยังไม่ได้ดำเนินการก่อนยื่นอีไอเอให้ คชก.พิจารณาในรอบนี้
ขณะที่เครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต ยังกังวลว่ามลพิษจากถ่านหินจะทำให้ผลผลิตจากเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ตกค่ามาตรฐานสากล ที่ได้รับจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งการได้มาตรฐานนี้ชาวบ้านต้องใช้เวลาฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคมานานนับ 30 ปี รวมถึงการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าอาจจะทำให้น้ำในลุ่มน้ำคลองท่าลาดไม่เพียงพอต่อการไปเลี้ยงระบบนิเวศของลุ่มน้ำ
นอกจากนี้ ยังพบว่า ชาวบ้านในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าบางส่วนไม่ได้รับเอกสารแจ้งการเปลี่ยนแปลงโครงการ หรือข้อมูลหลักฐานว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงจากชีวมวลเป็นถ่านหิน รวมถึงไม่เคยได้รับการประสานเข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นมาก่อน คชก.พิจารณา
ทำให้มีข้อมูลในการเจรจาที่ไม่เท่ากัน การแย้งข้อมูลโรงไฟฟ้าจึงเป็นไปด้วยวาจา ไม่มีหลักฐานเอกสารอ้างอิง อีกทั้งมีเวลาน้อยมากในการเตรียมข้อมูลให้ คชก.พิจารณา เนื่องจากเพิ่งรู้ว่าจะมีการพิจารณาครั้งที่ 3 นี้ เพียง 1-2 วันก่อนการพิจารณา ซึ่งชุมชนคาดหวังให้ สผ.และ คชก. แจ้งให้ผู้ที่เคยแสดงตนคัดค้านได้ทราบว่าจะมีการพิจารณาอีไอเอ ทุกครั้งและทันทีที่มีการยื่นให้พิจารณา
แน่นอนว่า การต่อสู้ของชาวบ้าน ต.เขาหินซ้อน เพื่อยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน ยังคงปักหลักอย่างต่อเนื่องกับทุนใหญ่ ที่เข้ามารุกรานวิถีชีวิต แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือเพื่อปกป้องพื้นที่อาหารอันอุดมสมบูรณ์ อันเป็นแหล่งพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ.

เวทีสาธารณะ ตีโจทย์ให้แตก

Published กันยายน 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/240814/95124

สาระน่ารู้
Sunday, 24 August, 2014 – 00:00
.
ภาสกร จำลองราช
การที่ทหารใช้มาตรการควบคุมตัวภาคประชาชนในขบวน “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ที่มีแผนเดินเท้าจากหาดใหญ่มุ่งหน้ามายื่นข้อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น ช่วยสะท้อนความรู้ความเข้าใจคำว่า “ปฏิรูป” ของทหารได้อย่างแจ่มแจ๋ว
ถามว่าการจัดกิจกรรมของทีมขาหุ้นปฏิรูปพลังงานทำผิดกฎหมายหรือไม่ ในมุมของทหารที่หวาดระแวงและจับจ้องอยู่กับภัยความมั่นคง ย่อมเห็นคนกลุ่มนี้เป็นปัญหา และงัดเอากฎอัยการศึกมาใช้การได้ เพราะรวมตัวกันมากกว่า 5 คน
แต่ถ้า “การข่าว” ของทหารดีจริงและมองให้ไกลและลึกซึ้ง จะพบว่าขบวนภาคประชาชนกลุ่มนี้มิใช่ภัยความมั่นคงใดๆ เลย ในทางตรงกันข้าม นี่คือจุดเริ่มต้นของคำว่า “ปฏิรูป” โดยประชาชน ก่อนที่จะมี สปช. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ)
สมาชิกของขาหุ้นปฏิรูปพลังงานครั้งนี้จำนวนไม่น้อยเคยออกมาต่อต้านระบอบทักษิณ บางคนเป็นถึงแกนนำขึ้นเวทีปราศรัย และเมื่อทหารยึดอำนาจการปกครอง แต่ละคนต่างก็กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองและจับตาดูการทำงานอย่างเงียบๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาพบว่า เหล่ากุนซือและขุนนางที่ คสช.แต่งตั้งขึ้นคือกลุ่มคนหน้าเดิมๆ ที่ช่ำชองอยู่กับกิจการพลังงานและการปั้นตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยคนกลุ่มนี้ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีวิธีการ “เข้าถึง” ขั้วอำนาจได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าใครจะเข้ามามีอำนาจก็ตาม
ขณะนี้เหล่ากุนซือและขุนนางได้อาศัยจังหวะที่สังคมกำลังอ่อนแอด้านการตรวจสอบและการมีส่วนร่วม ใช้อำนาจผ่าน คสช.เดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่ทำร้ายชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภาคประชาชนปักษ์ใต้กลุ่มนี้จึงยอมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน โครงการสร้างท่าเรือและสะพานเชื่อม โครงการสำรวจน้ำมัน
สารพัดโครงการที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคนปักษ์ใต้กำลังเดินหน้าอย่างเงียบๆ เพราะมีพลังหนุน เนื่องจากเหล่ากุนซือและขุนนางอันหิวกระหายกลุ่มนี้ ที่ต้องการเห็นภาคใต้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับภาคตะวันออก โดยไม่สนใจวิถีชีวิตอันสุขสงบ และทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของคนปักษ์ใต้
หากผู้นำ คสช.ทบทวนและพิจารณาอย่างรอบคอบ ก็จะเห็นถึงคำว่า “ปฏิรูป” ที่เคลื่อนมากับขบวนเดินเท้าของภาคประชาชน “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ได้เป็นอย่างดี และแทนที่จะขัดขวางก็เปลี่ยนเป็นเรียนรู้ ซึ่งจะสร้างความคึกคักให้กับกระบวนการปฏิรูปที่กำลังหงอยเหงาให้มีชีวิตชีวาขึ้น
การศึกษาและเรียนรู้ศาสตร์ “ปฏิรูป” ด้วยสถานการณ์จริง ดีกว่าการระดมนายทหารฝ่ายเสนาฯ ทุกเหล่าทัพและนักวิชาการนับร้อยๆ มานั่งอ่าน เอกสารและสกัดข้อมูลเป็นไหนๆ
ผมเชื่อว่าครั้งนี้ถึง “ขวาง” อย่างไรก็เอาไม่อยู่ เพราะภาคประชาชนใน 11 จังหวัดภาคใต้เขาไม่ยอมให้สารพัดโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้เกิดขึ้นหรอก เพราะนั่นมันคือเดิมพัน “ชีวิต” ของพวกเขาและลูกหลาน
ขณะนี้ คสช.กำลังถูกวิจารณ์เรื่องการแยกมิตรแยกศัตรู ซึ่งในประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติรัฐประหารแบบไทยๆ ก็เห็นบทเรียนมาแล้วทุกครั้ง ว่าเหล่านักธุรกิจและนักแสวงหากำไรเข้ามาซูฮก สุดท้ายเป็นอย่างไร
การ “ตีโจทย์” ให้แตกเป็นเรื่องสำคัญมาก.

เวทีสาธารณะ : เหตุผล 14 ประการ ที่ไม่สมควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง

Published กันยายน 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/170814/94739

สาระน่ารู้
Sunday, 17 August, 2014 – 00:00
.
คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่

1.ผลการศึกษาขององค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO) ด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันน้ำท่วม เขื่อนแก่งเสือเต้น สามารถเยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง จุน้ำได้เพียงครึ่งเดียว ยิ่งไม่มีทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้เลย
2.ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา ประเทศไทย (TDRI) ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่คุ้มทุน ส่วนเขื่อนยมบน เขื่อนยมล่างนั้นยิ่งใช้งบประมาณมากกว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นเสียอีก จึงไม่มีทางที่จะคุ้มทุนได้
3.ผลการศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา ที่มีข้อสรุปว่า หากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จะกระทบต่อระบบนิเวศของอุทยานแห่งชาติแม่ยมเป็นอย่างมาก หากเก็บผืนป่าที่จะถูกน้ำท่วมไว้ จะมีมูลค่าต่อระบบนิเวศและชุมชนอย่างมาก เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ก็กระทบต่อพื้นที่เดียวกันนี้ เพราะเป็นการแบ่งเขื่อนแก่งเสือเต้นออกเป็นสองตอน สองเขื่อนนั่นเอง
4.การศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุผลทางด้านป่าไม้ สัตว์ป่า ที่มีข้อสรุปว่า พื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นทั้งอุทยานแห่งชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติ ผืนเดียวที่เหลืออยู่ ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ เพื่ออนาคตของประชาชนไทยทั้งประเทศ อีกทั้งจังหวัดแพร่มีป่าสักทองธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดในโลก จึงไม่ควรทำลาย หันมาพัฒนาอุทยานแม่ยม รักษาป่าสักทอง พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวจะสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนกว่าการทำลาย
5.ผลการศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ด้วยเหตุผลในการจัดการน้ำ ยังมีทางออก และทางเลือกอื่นๆ อีกหลายวิธีการ ที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รวมทั้งไม่ต้องสร้างเขื่อนยมบนเขื่อนยมล่าง
6.ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เสนอ 19 แผนงานการจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ได้อย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง ก็สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้เช่นกัน
7.ผลการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ได้ชี้ชัดว่า บริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก คือรอยเลื่อนแพร่ ซึ่งยังมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการเสี่ยงอย่างมากที่จะสร้างเขื่อนใกล้กับรอยเลื่อนของเปลือกโลก เสมือนหนึ่งเป็นการวางระเบิดบนหลังคาบ้านของคนเมืองแพร่ เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่างก็ตั้งอยู่บริเวณแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกเช่นกัน กระทบทั้งรอยเลื่อนแพร่ และรอยเลื่อนแม่ยม
8.ผลการศึกษาของโครงการพัฒนายุทธศาสตร์ทางเลือกนโยบายการจัดการลุ่มน้ำยม (SEA) ชี้ให้เห็นว่ามีทางเลือกมากมายในการจัดการน้ำ ในลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เช่น การทำทางเบี่ยงน้ำเลี่ยงเมือง การทำแก้มลิง การพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง เป็นต้น
9.ผลการศึกษาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุโครงการเขื่อนเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดสิทธิชุมชนอย่างร้ายแรง ซึ่งต้องยกเลิกโครงการโดยเด็ดขาด อีกทั้งยังมีทางเลือกหรือทางออกอื่นๆ อีกมากในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
10.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น ไม่มีการผลิตกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด ดังนั้นข้อกล่าวอ้างที่ว่าหากไม่สร้างเขื่อนก็จะไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงเป็นความเท็จ เพราะเขื่อนไม่ได้ออกแบบเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแต่อย่างใด อีกทั้งเขื่อนทั้งหมดของประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมด หากยกเลิกการผลิตไฟจากเขื่อนทั้งหมดก็ยังมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ
11.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำลายป่า 30,000-40,000 ไร่ ซึ่งมีพรรณไม้นานาชนิดหลายล้านต้น ซึ่งไม่มีทางที่จะปลูกป่าทดแทนได้ดังที่รัฐบาลกล่าวอ้าง ที่ผ่านมามีเพียงการปลูกต้นไม้สร้างภาพแล้วปล่อยให้ตาย ไม่มีสภาพเป็นป่าดังที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
12.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำลายป่ามหาศาลอันจะนำไปสู่ปัญหาโลกร้อน เป็นการทำลายแหล่งผลิตออกซิเจน ซึ่งเป็นปัญหาของคนทั้งชาติและคนทั้งโลก
13.เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง หรือเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำลายแก่งเสือเต้น ท่วมทั้งแก่ง ท่วมทั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ยม ท่วมทั้งป่าสักทอง ทำให้หมดอัตลักษณ์ของความเป็นอุทยานแห่งชาติแม่ยม ทั้งแก่งเสือเต้นและป่าสักทอง จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำลายอุทยานแห่งชาติแม่ยมที่เป็นสมบัติของตนไทยทั้งชาติและคนทั่วโลก
14.เขื่อนเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลัง ยุโรปและอเมริกาได้เลิกใช้แล้ว และหันกลับมาฟื้นฟูแม่น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ เขื่อนจึงไม่ใช่สัญลักษณ์พัฒนาอีกต่อไป แต่เขื่อนคือสัญลักษณ์ของหายนะและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน.

เวทีสาธารณะ : ข้อเสนอต่อพัฒนาการเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตพื้นที่ภาคอีสาน

Published กันยายน 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/170814/94740

สาระน่ารู้
Sunday, 17 August, 2014 – 00:00
.
ข้อเสนอต่อพัฒนาการเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตพื้นที่ภาคอีสาน
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน

จากปรากฏการณ์ปัจจุบันที่เกษตรกรต้องตกอยู่ในสภาวะหนี้สินที่ล้นพ้นตัว เกษตรกรต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ดิน การเปลี่ยนพื้นที่อาหารสู่พื้นที่พืชเศรษฐกิจ และพืชพลังงาน ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ กระบวนการผลิต การตลาดตกอยู่ภายใต้การครอบงำ
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเหตุมาจากการที่เกษตรกรถูกชักนำให้เข้าสู่การผลิตพืช สัตว์เชิงพาณิชย์ ละทิ้งการผลิตที่หลากหลายเพื่อการพึ่งตนเองของครอบครัวและชุมชน เข้าสู่การผลิตเพื่อสนองการตลาด เกษตรกรต้องพึ่งพิงปัจจัยการผลิตจากรัฐและบริษัทการเกษตรอย่างไร้อำนาจการต่อรอง ผลจากการดำเนินการผลิตดังกล่าวทำให้เกษตรกรขาดทุนต่อเนื่อง จึงก่อหนี้สะสมและสูญเสียที่ดิน ในที่สุด เกษตรกรจึงเป็นผู้พ่ายแพ้ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
พรรคการเมืองได้มองและปฏิบัติต่อเกษตรกร เป็นเพียงฐานเสียงผ่านเข้าสู่อำนาจ ปัญหาเกษตรกรไม่ได้รับการแก้ไขและตอบสนองจากฝ่ายการเมืองอย่างสมเหตุสมผล ไม่ได้มองว่าชุมชนเกษตรกรรมเป็นฐานรากของสังคมไทย เมื่อได้อำนาจ ก็เข้าไปประสานกลุ่มผลประโยชน์กระทำซ้ำกับปัญหาที่เป็นอยู่ของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญกับการพ่ายแพ้ภายใต้โครงสร้างการบริหารจัดการแห่งรัฐตลอดมา
ด้วยเหตุผลของปรากฏการณ์ปัญหาดังกล่าว เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้ร่วมกันพัฒนารูปแบบทางเลือกในการผลิตอย่างหลากหลายและมีความสอดคล้องในแต่ละภูมินิเวศ จึงมีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและสาธารณะ ให้มีการพัฒนาและแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ดังต่อไปนี้
1.รัฐต้องให้การคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรในการครอบครองปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย โดยให้รัฐมีนโยบาย กฎหมายรองรับสิทธิ์ รวมทั้งผลักดันให้กลไกหน่วยงานรัฐสนับสนุนและคุ้มครองเกษตรกร ในการพัฒนาและจัดการเมล็ดพันธุ์โดยองค์กรเกษตรกรเอง
2.รัฐควรจัดสวัสดิการของเกษตรกรและชุมชนเกษตรกรรม ให้เท่าเทียมกับราชการและรัฐวิสาหกิจคือ
2.1 รัฐควรสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานเกษตรกรรายย่อยให้ได้รับการศึกษาถึงระดับชั้นปริญญาตรี
2.2 รัฐควรมีกองทุนในการประกันรายได้และการคุ้มครองความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
2.3 รัฐควรรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในนโยบายการส่งเสริมการเกษตรที่ประสบภาวะขาดทุน เช่น กรณีการปลูกปาล์มน้ำมัน การปลูกยางพารา การประกันความผิดพลาดจากนโยบายส่งเสริมการเกษตร
3.รัฐควรสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและการพึ่งตนเองด้านอาหารให้เพียงพอในระดับครอบครัวชุมชนโดย
3.1 รัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการผลิตปลอดภัยและยั่งยืนที่จะเป็นการสร้างหลักประกันต่อความมั่นคงอาหารในระดับครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น
3.2 รัฐควรมีนโยบายและมาตรการในการกำกับการใช้สารเคมีในภาคเกษตรที่ส่งผลต่อกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารของชุมชน และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายสารเคมีด้วยการเก็บภาษีนำเข้าและการจำหน่าย
3.3 รัฐควรสนับสนุนการผลิตอาหารและกระบวนการอาหารท้องถิ่น เพื่อป้องกันการผูกขาดและการมีอำนาจเหนือระบบอาหารของประเทศ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่หลากหลาย
3.4 รัฐควรมีกฎหมาย นโยบาย และกลไกในการกำกับ ดูแลระบบเกษตรพันธสัญญาให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรในระบบพันธสัญญาและมีการให้ข้อมูลกับกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างรอบด้าน
4.รัฐต้องสนับสนุนให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรรายย่อยมีกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และรัฐควรสร้างมาตรการที่เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้เกษตรกรแก้ไขปัญหาหนี้สิน เช่น การพักชำระหนี้ การลดดอกเบี้ย การสร้างโอกาสทางการตลาด การสร้างรายได้
5.รัฐควรมีนโยบายและกองทุนสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งแต่การวิจัยค้นหาความรู้ การจัดการผลผลิต การพัฒนาทางเลือกที่สอดคล้องเหมาะสมกับท้องถิ่น
6.รัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาทางเลือกในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหลากหลายตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดผลกระทบในท้องถิ่นของตน.

เวทีสาธารณะ โภชนาการที่ดี ควรต้องมาจากระบบเกษตรที่ดี

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/030814/94049

สาระน่ารู้
Sunday, 3 August, 2014 – 00:00
.
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี
วลีหนึ่งจากหนังสือชื่อ an AGRICULTURAL TESTAMENT’ เขียนโดยเซอร์อัลเบิร์ต โฮวาร์ด ผู้บุกเบิกเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ว่า “The health of soil, plant, animal and man is one and indivisible” แปลเป็นไทยว่า “สุขภาพของดิน พืช สัตว์ และมนุษย์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แบ่งแยกมิได้” วลีอีกอันชื่อ “กงล้อแห่งสุขภาพ” ซึ่งให้รายละเอียดว่า สุขภาพขึ้นอยู่กับองค์รวมทั้งหมดของสิ่งแวดล้อม
ระบบอาหารและโภชนาการคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่โภชนาการที่ดีมิได้มีความหมายเพียงเราหาอาหารจากที่ใดก็ได้เท่านั้น แต่ต้องมาจากระบบเกษตรกรรมการผลิตที่ถูกต้องด้วย จากการศึกษาและทดลอง เราพบความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์และผืนดินว่า สุขภาพที่ดีนั้นเกิดขึ้นจากดินสู่พืชพันธุ์ต่างๆ และจากพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ สู่มนุษย์
ขณะที่คำคมของปราชญ์ชาวบ้านบ้านเราคือ นายฉลวย แก้วคง ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า ร่างกายของเราประกอบไปด้วยธาตุ 4 ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกัน เรียกว่ารูป เช่นกันกับไร่นาเกษตรก็ต้องมีดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันเป็นรูป จึงจะถูกต้องตามธรรมะ ตามธรรมชาติ จะขาดอย่างใดไม่ได้เลย ส่วนมนุษย์เรา เราก็เกิดจากสายเลือดของบิดา-มารดา สายเลือดของบิดา-มารดาเกิดจากอะไร ถ้าเราสาวเข้าไปจะเห็นว่าบิดา-มารดากินอะไร สายเลือดของท่านก็เกิดจากสิ่งนั้น และเลือดเนื้อของเราก็เกิดจากสิ่งนั้นด้วย
เพราะฉะนั้นเราเกิดจากสิ่งใดก็เอาสิ่งนั้นมาเลี้ยง เช่น ผักทุกชนิด ผลไม้ทุกชนิด เนื้อทุกชนิด น้ำทุกชนิด ถ้าเราทำลายสิ่งแวดล้อมก็เท่ากับเราทำลายตัวเอง ทำลายบรรพบุรุษของเราด้วย เพราะท่านทิ้งร่างกายเอาไว้ ใครทำลายสิ่งแวดล้อมเปรียบเสมือนคนอกตัญญู ไม่รู้คุณบรรพบุรุษ
ในประเทศตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มประเทศที่นำหน้ากลุ่มประเทศอื่นทั่วโลกในเรื่องเทคโนโลยีแทบทุกด้าน กระทั่งในเรื่องอาหารและสารเคมีที่ใช้ในอาหารเช่นกัน แต่เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เมื่อพบว่าสารเคมีส่งผลต่อความเสียหายด้านสุขภาพของมนุษย์ กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงได้เลิกที่จะใช้สารเคมีทั้งในพืชและสัตว์ในอาหาร ข้อมูลที่เรามีปัจจุบันพบว่า ประมาณ 10-20% ของประเทศในแถบตะวันตก ได้ลดการใช้สารเคมีลงไปมากแล้ว ในขณะที่ประเทศของเรายังใช้สารเคมีอยู่อย่างเข้มข้น สิ่งนี้เป็นเรื่องน่าคิดและตั้งคำถามอย่างยิ่งว่าประเทศของเราคิดอะไรอยู่
ประเด็นเรื่องข้าวพื้นเมืองหรือข้าวอินทรีย์ กำลังขยายแนวคิดออกไปอย่างหลากหลาย เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ได้มีการรวบรวมและพัฒนาพันธุ์ข้าวหลายสายพันธุ์ หรือได้มีการทดสอบคุณค่าทางโภชนาการ หรือสารอาหารในข้าว เช่น ‘ทองแดง’ ในข้าวทั่วๆ ไปที่เรากินกับข้าวพื้นบ้านพบว่า ในข้าวที่เรากินทั่วๆ ไป 1 จาน จะเท่ากับการกินข้าวกล้องเพียง 1 ใน 5 ของจานเท่านั้น
ขณะที่ข้าวไรซ์เบอรี่ที่ถูกส่งเสริมให้มีการปลูก และโฆษณาชวนเชื่อเรื่องคุณค่าสารอาหาร และมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงเกินจริงนั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้าวพื้นบ้านหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมนิล ก่ำเปลือกดำ ขาวใหญ่ ดอหางฮี และข้าวอีกหลายสายพันธุ์กลับพบว่า ข้าวพื้นบ้านสายพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีสารอาหารหลายชนิดเทียบเท่ากับไรซ์เบอรี่ และมีสารอาหารหลายชนิดมากกว่าไรซ์เบอรี่หลายเท่า
เพราะฉะนั้นจึงมีคำพูดในหมู่ชาวบ้านที่พูดหยิกแกมหยอกกันเล่นๆ ว่า ข้าวพื้นบ้านคือ ‘ซูเปอร์ไรซ์เบอรี่’ หรือที่บอกว่า ‘เลิกปลูกเถอะไรซ์เบอรี่ หันมาปลูกซูเปอร์ไรซ์เบอรี่กันดีกว่า’ หมายถึงว่า ชาวนาหรือผู้ปลูกข้าวทั้งหลายไม่ควรไปหลงใหลกับคำโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ของข้าวไรซ์เบอรี่ แต่ควรหันมาดูข้อเท็จจริง หันมาดูข้อมูลที่เป็นจริงของตนเองดีกว่า
เงินที่เราจ่ายซื้อข้าวอินทรีย์แม้จะราคาสูงกว่าข้าวทั่วๆ ไป แต่เงินที่เราจ่ายจะให้ผลที่มีคุณค่าต่อร่างกายอย่างมากๆ เมื่อเทียบกับการจ่ายราคาถูก แต่ได้คุณค่าทางอาหารน้อยมาก เรื่องที่เราควรลงทุนเพื่อสุขภาพของเรา เราอาจเชื่อว่าเราจ่ายสตางค์ซื้อลูกพลับ แอปเปิล กีวี องุ่นแดง ราสพ์เบอรี่ สตรอเบอรี่ ลูกไหน บลูเบอรี่ หรืออื่นๆ เพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ ในขณะที่เรามองข้ามข้าวพื้นบ้านของเราที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเพียงพออยู่แล้ว.

เวทีสาธารณะ. จากเหตุถึงผล เพื่อค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/030814/94051

สาระน่ารู้
Sunday, 3 August, 2014 – 00:00
.
ระพี สาคริก
เมื่อช่วงปี พ.ศ.2530 อยู่มาวันหนึ่งฉันได้มุ่งมั่นค้นหาความจริงว่า ทุกวันนี้นั้นมีใครบ้างที่ช่วยกันคิดเพื่อแสวงหาเหตุผลนำมาใช้แก้ไขปัญหาของบ้านเมืองที่มีการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ในที่สุดฉันก็เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรอันควรถือว่าคือพื้นฐานการแก้ไขปัญหาภายในวงการสาธารณชนของสังคมไทย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะนำมาใช้แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
ประเด็นนี้ดูเหมือนว่าเราคนไทยได้ขาดสิ่งสำคัญดังกล่าวมานานมากแล้ว หรือว่าเรามีอยู่ในใจเราเองอย่างเป็นธรรมชาติมาตลอด แต่คนไทยทั่วไปมักดำเนินชีวิตโดยไม่คิดถึงเรื่องราวดังได้กล่าวมาแล้ว
ฉันนึกถึงชีวิตตัวเองนับตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นดูเหมือนว่าอายุยังไม่ถึง 7 ขวบ ฉันจำได้ว่าในช่วงนั้น ถ้าเราสนใจแหงนขึ้นไปบนฟ้าแล้วค้นหาอดีต เราก็น่าจะเข้าใจเหตุผลที่มีมาก่อน
เพราะคนไทยส่วนใหญ่มักปฏิบัติตนแบบคนลืมตัว ฉันสังเกตเห็นว่าในช่วงนั้น ถ้าเราแหงนขึ้นไปดูบนฟ้าก็จะถูกผู้ใหญ่กล่าวหาว่าเราขาดความรัก ความกตัญญู ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องแบบนี้ เหตุใดคนไทยจึงคิดว่ามันอยู่ต่ำช้ามากขนาดนั้น
การที่ฉันแหงนขึ้นไปดูบนท้องฟ้ามักจะถูกผู้ใหญ่ดุ ว่าเป็นคนบ้าหรือยังไง ฉันฟังแล้วรู้สึกว่าเราควรนิ่งเงียบเสียดีกว่า เพราะการต่อล้อต่อเถียงกับผู้ใหญ่มันไม่น่าจะเป็นของดีอะไรเลย พ่อฉันเองเมื่อตัวฉันอายุไม่เท่าไหร่ พ่อก็สอนไว้ว่านิ่งเงียบไว้ดีกว่า อย่าไปเถียงกับใครเลยนะ มันไม่ใช่ผลดีกับตัวเอง คงมีแต่ความร้าวฉานใช่หรือเปล่า
หลังจากนั้นมาแล้ว ไม่ว่าข้างนอกจะเป็นยังไง แต่ภายในจิตใต้สำนึกฉันก็มักนิ่งเฉย แต่การปฏิบัตินั้นมันสมกับคำพังเพยที่กล่าวไว้ว่า “จงเป็นคนนิ่งเฉยเสีย แล้วปล่อยให้อีกด้านหนึ่งเขาพูดไปเอง เพื่อเราจะได้รู้ว่าเขาคิดยังไงกับตัวเรา”
สภาพดังกล่าวนั้นมันมีลักษณะที่สอนให้เราข่มจิตใจตนเอง ซึ่งฉันได้นำปฏิบัติมาแล้วในอดีตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
สิ่งที่เล่ามาให้ฟังนั้น ดูเหมือนจะเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการดำรงอยู่ภายในสังคมยุคนี้ ถ้าใครปฏิบัติได้ ในที่สุดเราก็จะมีโอกาสรู้ความจริงจากเพื่อนมนุษย์ได้ทุกเรื่อง นี่แหละคือสิ่งที่มีคนชอบถามฉันว่าท่านอาจารย์ครับ ทำไมถึงได้ทำงานจนดึกจนดื่น ฉันตอบไปว่า เพราะทำแล้วมันมีความสุขจึงทำ ถ้าไม่มีความสุขก็อย่าทำ
สิ่งดังกล่าวย่อมรู้ว่าเป็นสิ่งเหมาะสมสำหรับการดำเนินชีวิตในยุคนี้ เพราะช่วยให้เราหยั่งรู้เหตุผลจากความคิดและการกระทำของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ทุกวันเวลา แม้จะสายแค่ไหน หรือว่าชีวิตจะมีโอกาสทำทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างอิสระ ฉันจะตัดสินใจทำด้วยความมั่นคงเข้มแข็งมาตลอด
ความจริงถ้าจะถามว่าตัวฉันเองคิดยังไงถึงได้ลงมือทำ เรื่องนี้ไม่น่าจะถามเลย ฉันคิดว่าทุกคนควรจะรู้อยู่แล้วว่าทำอะไรแล้วได้อะไรเป็นธรรมดา
กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้มันอยู่ที่นี่ใช่หรือเปล่า ถ้าเราลงมือทำอย่างจริงจังแล้วคิดอย่างมั่นคงแน่วแน่ ว่าถ้าทำแล้วย่อมได้รับเป็นที่พอใจแก่ตัวเอง ก็ควรลงมือทำอย่างแน่วแน่ หาใช่ฝืนใจทำ แม้แต่รู้สึกว่าทำแล้วมีความทุกข์ก็ยังยอมทำเช่นนี้แหละ
ความจริงโลกใบนี้ได้สอนเอาไว้ให้เรารู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ถ้าคำตอบมันบอกเราว่าสิ่งนี้ควรทำ เราก็ควรลงมือทำทันทีโดยไม่มีการแก้ตัวแม้แต่น้อย หากรู้ว่าอีกด้านหนึ่งบอกเราว่าถ้าขืนทำแล้วเราจะต้องเจ็บตัว หรือถูกคนอื่นเขาข่มเหงก็ขออย่าได้ทำเป็นอันขาด
ถ้าขืนทำลงไปแล้วเกิดเรื่องดังกล่าว เราจะมาร้องเรียนให้คนอื่นเขาช่วยก็ไม่ถูกแน่ นี่แหละคือหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนที่ควรรู้สึกกล้าหาญในการทำคุณงามความดีให้เป็นที่รู้จักแก่โลกภายนอก
เรื่องนี้ถ้าเราแต่ละคนมองเห็นโอกาสในการสั่งสมคุณงามความดี หากเราอยู่อย่างประมาทโดยขาดการหยั่งรู้ความจริง ถ้าหากในอนาคตที่เราดำเนินชีวิต แล้วเราจำต้องประสบกับผลเสียหาย เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเองจะต้องทนทานต่อความเจ็บปวดต่อไปอีก
สิ่งนี้แลที่ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า การปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นฐานหลักธรรม ถ้าเราพิจารณาแล้วลงมือทำอย่างจริงจัง เราคงไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นที่กล่าวกันมาแล้วในอดีต คนทำดี ผีย่อมคุ้มครอง ประเด็นนี้เป็นความจริงอย่างแน่นอนที่สุด เว้นไว้แต่ว่าตัวเราเองอาจทำไปด้วยความไม่รู้ แล้วเราจะให้ใครเขาเข้ามาช่วยก็คงลำบากใจในที่สุด
บางคนพอทำไปแล้วบังเกิดความทุกข์ ก็มักเดินเข้าวัดโดยไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ววัดก็คือสิ่งสมมติเท่านั้นเอง ถ้าผมจะถามคุณว่า “แต่ก่อนมีวัดหรือเปล่า แล้วแต่ก่อนคนถึงอยู่อย่างแข็งแกร่งและมีความภาคภูมิใจ”
นี่แหละคือกรณีที่คนส่วนใหญ่มักนำมากล่าวอ้างถึงเรื่องคนโน้น คนนั้น แต่ขาดการมองย้อนกลับมาหาตนเอง เพื่อจะได้รู้หลักของการดำเนินชีวิตที่แท้จริง ซึ่งแต่ละคนคงต้องอาศัยศรัทธาบารมีที่ตนสร้างไว้ในอดีตด้วยความรู้ ตระหนังถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจตนเองว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด.

%d bloggers like this: