เล็งทำเลธุรกิจ

All posts tagged เล็งทำเลธุรกิจ

สำเพ็ง 2 ช็อป ชิม เที่ยว ในที่เดียวกัน

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 375

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

สำเพ็ง 2 ช็อป ชิม เที่ยว ในที่เดียวกัน

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันสถานที่พักผ่อนแบบวิถีคนไทยที่ชื่นชอบการเที่ยวแบบอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยแถวฝั่งธนบุรีหรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯ เองมีค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ความเจริญและความสะดวกในการเดินทางค่อนข้างจำกัด แต่พอมาระยะหลังเมื่อคมนาคมสะดวกสบายขึ้น ทำให้มีการพัฒนาโครงการต่างๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย

แต่ในแง่ของโครงการที่เป็นทั้งที่พักผ่อน การค้าขายค้าปลีกค้าส่งและการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์นิยมยังมีน้อย ส่งผลให้โครงการสำเพ็ง 2 ซึ่งมีจุดเด่นด้วยการนำตลาดน้ำ 5 ภาค เกิดขึ้นบนแนวคิดดังกล่าว เพื่อเป็นการตอบโจทย์แห่งความต้องการที่กล่าวมาข้างต้น

โครงการสำเพ็ง 2 ภายใต้การดำเนินการของ บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) แหล่งค้าปลีกแห่งใหม่ย่านฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่บนถนนกัลปพฤกษ์ เชื่อมต่อกับถนนกาญจนาภิเษก และถนนราชพฤกษ์ ห่างจากเส้นทางระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร หรือ บีทีเอส สายสีลม สถานีบางหว้า ประมาณ 6 กิโลเมตร

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ค้าปลีก-ส่ง และผู้ประกอบการจากแหล่งการค้าหลักทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ ย่านสำเพ็ง ย่านพาหุรัด ย่านประตูน้ำ และย่านโบ๊เบ๊ เป็นต้น มีเนื้อที่โครงการทั้งหมดประมาณ 138 ไร่ ภายในโครงการแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ พื้นที่ขายและพื้นที่เช่าทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในส่วนของพื้นที่เช่ามีการพัฒนาพื้นที่ให้เช่ารวม 11,000 ตารางเมตรคือ อาคารสำเพ็ง 2 พลาซ่า โซนตลาดน้ำ และโซนปาร์ค นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่บริการคือ อาคารจอดรถ 4 อาคาร สามารถจอดรถได้ประมาณกว่า 1,000 คัน ทดลองเปิดอย่างไม่เป็นทางการวันที่ 20-21 มิถุนายน 2558 และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กันยายน 2558 หรือวันที่ 9 เดือน 9 นั่นเอง

“คุณทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา” ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ เจ.เอส.พี. บอกว่า โครงการนี้นอกจากจะเปิดขึ้นมาเพื่อรองรับผู้ประกอบการในย่านตลาดต่างๆ ของกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย เพราะเป็นศูนย์รวมการค้าที่ครบวงจร ภายใต้แนวคิดคือ ศูนย์รวมแหล่งค้าขายยอดนิยมจากทั่วกรุง ศูนย์รวมร้านอาหารนานาชาติชั้นนำ และสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ตลาดน้ำ 5 ภาค กลางกรุง เพราะภายในโครงการมีคลองธรรมชาติไหลผ่านคือ คลองบางโคลัด จึงเกิดไอเดียการทำตลาดน้ำควบคู่กันไปด้วย เพื่อความสะดวกและครบวงจรให้เป็นจุดขายที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาพักผ่อน กิน ช็อป เที่ยว ไปด้วยในตัว

“พูดได้ว่าโครงการสำเพ็ง 2 สร้างขึ้น เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการค้าขายสินค้าแห่งใหม่ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย โดยในทุกๆ โซนภายในโครงการสำเพ็ง 2 จะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น สำเพ็ง 2 อาคารพาณิชย์ สำเพ็ง 2 พลาซ่า โซนอเวนิว โซนตลาดน้ำสำเพ็ง โซนสำเพ็งปาร์ค โซนสำเพ็ง-ประตูน้ำ วอล์กกิ้งสตรีต (โอซาก้า)”

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีสถาปัตยกรรมการตกแต่งอาคาร ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นจีนที่ทันสมัย รวมทั้งการออกแบบอาคารและทางเดิน ที่คำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้ที่มาช็อปปิ้ง ซึ่งมีความสวยงามและทันสมัย ครบวงจร ในทุกโซนของโครงการ ล้วนมีความเป็นเอกลักษณ์ ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจากทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดน้ำวัฒนธรรม 5 ภาค ซึ่งจะเป็นตลาดน้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของกรุงเทพฯ

คุณทนงศักดิ์ บอกอีกว่า บริษัทจะเน้นการก่อสร้างที่มีคุณภาพ เอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม คืนธรรมชาติสู่สังคม เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยทุกคน เน้นสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า เพื่อให้ได้คุณภาพและประโยชน์อันสูงสุดของผู้ใช้บริการ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารกิจการที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้เป็นกิจการที่เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือสังคม ตอบแทนประเทศชาติ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทย

“กุญแจความสำเร็จคือ ต้องคิดแบบแปลกใหม่ หรือแบบ บลูโอเชี่ยน (Blue Ocean) คือ คิดในสิ่งที่คนอื่นยังไม่คิดและต้องมีความแตกต่าง และโครงการต้องมีจุดเด่นเพื่อให้โครงการขายได้ เช่น โครงการ “สำเพ็ง 2″ เป็นศูนย์การค้าปลีก-ส่ง ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนกัลปพฤกษ์ ย่านฝั่งธนบุรี ซึ่งในโครงการจะมีการกำหนดอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม รูปแบบที่จะต้องทันสมัยเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ และสินค้าที่ขายจะต้องมีจุดเด่นจุดขาย และเน้นฝีมือของสินค้าหัตกรรมท้องถิ่น 5 ภาค ซึ่งเราต้องทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการแล้วอยากจะมาอีก เพราะกำลังซื้อในย่านฝั่งธนบุรีมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง”

คุณทนงศักดิ์ กล่าวว่า วิธีการหนึ่งที่ทำให้คนจดจำสำเพ็ง 2 พลาซ่า ได้คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงการเช็กอินสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยภายในโครงการได้มีการจัดแต่งรูปแบบตลาดน้ำร่วมสมัย การค้าขายออกชัดเจนตามลักษณะเด่นๆ ของสินค้าแต่ละประเภทที่มาลงขาย จัดเส้นทางการเดินเลือกซื้อสินค้าไว้อย่างชัดเจน เพื่อสะดวกแก่ลูกค้าทั่วไปและสำหรับผู้เช่าโครงการ เพราะในแต่ละโซนจะมีการกำหนดแบ่งโซนการค้าขายไว้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของตัวสินค้าด้วยกันเองมากนัก เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เช่าด้วยกัน อีกทั้งได้เน้นย้ำกับผู้ค้าในการนำสินค้ามาจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภค หรือบริโภค สินค้านั้นๆ ต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน อยู่เสมอ

“แนวโน้มในอนาคต มีความเป็นไปได้ที่จะมีโครงการอื่นเกิดขึ้นมา แต่จะให้เหมือนกับโครงการตลาดน้ำสำเพ็ง 2 คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากพื้นที่สถานที่ใกล้เคียงไม่สามารถดำเนินการได้ การลงทุนก่อสร้างในอนาคตจะมีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาก โดยคาดว่าจะมีกำลังซื้อจากลูกค้าในโครงการเองกว่า 10,000 คน ซึ่งยังไม่รวมถึงประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ในรอบรัศมี 1-150 กิโลเมตร ที่จะเข้ามาใช้บริการ”

อีกไม่นานเกินรอ เราจะได้เห็นตลาดสำเพ็ง 2 ที่ชูจุดเด่นเรื่องความเป็นตลาดน้ำร่วมสมัยว่าจะสร้างวิถีท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชม ชิม ที่มีการรวมแหล่งของดี อร่อย ดัง ทั่วกรุงเทพฯ แหล่งรวมสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน สินค้าท้องถิ่นทั้งยุคใหม่และเก่าแบบผสมผสาน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน ได้จริงหรือไม่

โปรดติดตาม!!

โฆษณา

เจาะทำเลไข่แดงกลางเมือง “สยามสแควร์-เอกมัย” แหล่งรวมธุรกิจ-ช็อปปิ้งมอลล์

Published สิงหาคม 4, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 370

เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

เจาะทำเลไข่แดงกลางเมือง “สยามสแควร์-เอกมัย” แหล่งรวมธุรกิจ-ช็อปปิ้งมอลล์

ขึ้นชื่อว่าทำเลแนวรถไฟฟ้าใจกลางเมืองที่เปิดเดินรถแล้ว ย่อมเป็นทำเลทองไม่เฉพาะแหล่งพักอาศัย แต่เป็นแหล่งธุรกิจการค้าที่น่าลงทุน

เล็งทำเลธุรกิจฉบับนี้โฟกัสทำเลใจกลางเมือง ย่านแรกคือ ศูนย์การค้าสยามสแควร์ แหล่งช็อปปิ้งเจาะกลุ่มวัยรุ่น-คนรุ่นใหม่ชื่อดัง ถึงเป็นย่านที่คนทั่วไปรู้จักค่อนข้างดี แต่บริเวณนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลง โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแผนทยอยปรับปรุงพื้นที่แต่ละบล็อกให้เป็นแหล่งช็อปปิ้ง

สยามสแควร์ ทำเลฮอต

นอกจากห้างสยามสแควร์วัน ที่สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนลงทุนเอง บนที่ดินโรงหนังสยามเดิมที่ถูกไฟไหม้เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบัน เป็นแหล่งช็อปปิ้งฮิตบริเวณนี้ โครงการศูนย์การค้าดิจิตอลเกตเวย์สยามสแควร์ของกลุ่มทีซีซีแลนด์ กำลังทยอยปรับปรุงพื้นที่ใหม่ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เป็น “เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์” มีพื้นที่อาคารรวม 4,000 ตารางเมตร

จะเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่ 360 องศา มีทีมงานที่เป็นผู้พัฒนาโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เจริญกรุง เข้ามาบริหารและดีไซน์โครงการใหม่ จากเดิมเป็นแหล่งรวมสินค้าไอทีมีลิขสิทธิ์ ปรับใหม่เป็นแหล่งรวมสินค้า “แฟชั่น” และ “ความงาม” เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นอายุ 15-25 ปี คาดว่าค่าเช่าพื้นที่จะปรับจากเดิมอีก 10-15 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ มีแผนจะทยอยพัฒนาที่ดินศูนย์การค้าสยามสแควร์ต่อเนื่อง เช่น โรงหนังลิโด้ หากอนาคตหมดสัญญามีแนวคิดจะพัฒนาเป็นแหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่

สี่แยกเพลินจิต ทำเลทองธุรกิจ

จากย่านสยามสแควร์มุ่งหน้ามาย่านสี่แยกเพลินจิต ที่เป็นจุดตัดถนนสุขุมวิท-ถนนวิทยุ บริเวณนี้เป็นทำเลเหมาะกับการทำธุรกิจ เนื่องจากจะมีพื้นที่ค้าปลีกเกิดใหม่เพิ่มขึ้น

โดย บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ อยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม โนเบิล เพลินจิต จับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง โดยที่ดินด้านหน้าติดถนนสุขุมวิทจะมีพื้นที่ไลฟ์สไตล์มอลล์ เป็นตึกสูง 4 ชั้น พื้นที่ 3,000 ตารางเมตร

จุดน่าสนใจบริเวณนี้คือมีการจับมือเป็นพันธมิตรกันระหว่าง บมจ.โนเบิลฯ ตึกสำนักงานปาร์คเวนเชอร์ของ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ บริษัทพัฒนาที่ดินกลุ่มเจ้าสัวเจริญ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ของกลุ่มเซ็นทรัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา แยกเพลินจิต โรงแรมปาร์คนายเลิศ เพื่อยกระดับแยกเพลินจิตให้เป็นย่านเพลินจิตซิตี้ ล่าสุด แบงก์กรุงศรีอยุธยากำลังรื้อตึกเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่เป็นตึกสูง

พร้อมพงษ์ ย่านศูนย์กลางธุรกิจ

จากนั้นมุ่งหน้าตามถนนสุขุมวิทไปย่านพร้อมพงษ์ ว่ากันว่า หากกลุ่มเดอะมอลล์ก่อสร้างศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ หรือ ดิ เอ็มโพเรียม 2 เสร็จ ที่นี่จะมีศักยภาพไม่แพ้สยามสแควร์ ภายใต้ชื่อเรียกว่าย่านเอ็มดิสทริค ล่าสุด กลุ่มเดอะมอลล์คาดว่า ดิ เอ็มควอเทียร์ กำลังเร่งมือก่อสร้างและตกแต่งอาคารให้ทยอยเปิดบริการได้ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนนี้

ว่ากันว่า ทุ่มงบฯ 80 ล้านบาท เพื่อออกแบบตกแต่งและเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าเพื่อให้เข้าสู่ตัวห้างได้ทันที เหมือนสถานีสยามสแควร์ และจะเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์ในบริเวณนี้

ขณะเดียวกัน จะมีตึกออฟฟิศภิรัชทาวเวอร์ ออฟฟิศให้เช่าใหม่เกรดเออยู่บริเวณนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณคนให้คึกคักไม่แพ้สถานีบีทีเอสสยามสแควร์ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะเป็นตึกสูง 45 ชั้น มีพื้นที่ออฟฟิศ 47,500 ตารางเมตร คาดว่าจะมีพนักงานออฟฟิศหลายพันคนในตึกนี้

มีข้อมูลว่า บริเวณพร้อมพงษ์เป็นแหล่งพักอาศัยของคนญี่ปุ่นที่มาทำงานในไทย โดยเฉพาะซอยสุขุมวิท 39 มีคอนโดฯ ขึ้นหลายโครงการ และเป็นโครงการราคาสูงยูนิตละตั้งแต่ 5-10 ล้านบาท ดังนั้น หากจะลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้ก็ถือว่าน่าสนใจ

ทองหล่อ-เอกมัย แหล่งรวมมอลล์

จากพร้อมพงษ์เลยขึ้นมาย่านซอยทองหล่อ (สุขุมวิท 55) ละแวกนี้มีไลฟ์สไตล์มอลล์ที่เปิดให้เช่าพื้นที่ทำธุรกิจได้คือ มอลล์เรนฮิลล์ บรรยากาศภายในเน้นผู้เช่าที่เปิดเป็นร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารญี่ปุ่นและอาหารฝรั่งที่มีหลายร้าน และพื้นที่ชั้นบนมีโรงเรียนกวดวิชาตั้งอยู่ ค่าเช่าต่อเดือนอยู่ที่ตารางเมตรละ 1,000 บาทต้นๆ ต่อเดือน

ส่วนถ้าเลยขึ้นไปย่านเอกมัย เป็นอีกจุดที่น่าจะลงทุนเปิดร้านค้าได้ เนื่องจากกลุ่มบริษัททีซีซีแลนด์อยู่ระหว่างทยอยปรับปรุงพื้นที่ภายในศูนย์การค้าเกตเวย์เอกมัยใหม่หลังจากเปิดตัวเมื่อปี 55 แต่ผลตอบรับอาจจะยังไม่เปรี้ยงปร้างมากนัก

โดยได้ทีมงานจากเอเชียทีคฯ เข้ามาพัฒนาเป็นมอลล์รูปแบบใหม่ อิงคอนเซ็ปต์ช็อปปิ้งมอลล์บนเกาะสิงคโปร์ที่มีพื้นที่ 20,000-30,000 ตารางเมตร แต่มีความครบครันของร้านค้า โดยเฉพาะพื้นที่ชั้น 2 ที่เป็นทางเดินเอาต์ดอร์เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า จะถูกปรับปรุงพื้นที่ให้มีความคึกคักขึ้น

เกตเวย์เอกมัยมีพื้นที่รวม 35,000 ตารางเมตร จากเดิมรูปแบบเป็นเจแปนนีสไลฟ์สไตล์จับกลุ่มคนญี่ปุ่นที่อยู่อาศัยละแวกนี้ พัฒนาใหม่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ผสมช็อปปิ้งมอลล์ รองรับผู้อยู่อาศัยทั่วไปที่เป็นคนไทยและต่างชาติอื่นๆ ที่พักอาศัยในย่านเอกมัย ทองหล่อ พระโขนง และพระราม 4 ให้มากขึ้น จะเปิดพื้นที่ให้เช่าสำหรับร้านค้า ร้านอาหาร และธนาคาร

คาดว่าการปรับปรุงจะแล้วเสร็จกลางปีนี้ ขณะที่พื้นที่ชั้นบนสุดในตัวห้างยังคงรูปแบบคือเป็นสโนว์ทาวน์หรือเมืองหิมะสำหรับเล่นสกีในร่มแห่งแรกในประเทศไทย

ทั้งหมดเป็นความเปลี่ยนแปลงของย่านธุรกิจในย่านใจกลางเมืองที่เหมาะจะลงทุน

ถึงคิว “มุกดาหาร” เร่งสปีดรับเออีซี

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 369

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

ถึงคิว “มุกดาหาร” เร่งสปีดรับเออีซี

จังหวัดมุกดาหาร เป็นประตูสู่อินโดจีน โดยมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ที่แขวงสะหวันนะเขต ตามแผนงานการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งทางบกในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) ระหว่างไทย ลาว พม่าและเวียดนาม

เส้นทางสายนี้นับเป็นเส้นทางการคมนาคมทางบกที่สั้นที่สุด และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางด้านการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและภาคบริการ ตลอดจนด้านอื่นๆ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 9 หรือ อาร์ 9 ของ สปป.ลาว ไปเชื่อมต่อกับเวียดนามตอนกลาง ไปถึงชายแดนทะเลเข้าบรรจบเส้นทางหมายเลข 1 โดยมีหัวเมืองที่สำคัญของเวียดนามคือ เมืองกวางตรี เมืองเว้ และเมืองดานัง ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญ ซึ่งจะทำให้มุกดาหารกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและพาณิชยกรรมของภาคอีสานอีกเมืองหนึ่งของประเทศไทย

จากกรอบความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross-Border Transport Agreement : GMS CBTA) ระหว่างไทย สปป.ลาว และเวียดนาม ที่มีข้อกำหนดให้มีการอำนวยความสะดวกในการขนส่งโดยการดำเนินการปล่อยสินค้า ณ จุดเดียว ในจุดผ่านแดนมุกดาหาร-สะหวันนะเขต (ไทย-ลาว) จุดผ่านแดน แดนสะหวัน-ลาวบาว ซึ่งเป็นจุดชายแดนระหว่างลาวกับเวียดนาม ทำให้มุกดาหารในฐานะเมืองหน้าด่านหรือประตูออกสู่ทะเลจีนใต้ เป็นฮับในการกระจายสินค้าผ่าน

นอกจากนี้ มุกดาหารยังมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนด้านการผลิตเพื่อการส่งออก (Export Processing Zone) เช่นกัน โดยอาศัยปัจจัยด้านพื้นที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และศักยภาพด้านการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ 1/2558 เรื่องกำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจังหวัดมุกดาหารถูกกำหนดเป็น 1 ใน 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โดยกำหนดให้ท้องที่ตำบลคำอาฮวน ตำบลนาสีนวน ตำบลบางทรายใหญ่ ตำบลมุกดาหาร และตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร, ตำบลชะโนด ตำบลบางทรายน้อย ตำบลป่งขาม และตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่, ตำบลดอนตาล และตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็น “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร”

คุณมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการจัดทำผังเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร กล่าวว่า เบื้องต้นผังเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 จากนั้นทางกรมจะนำร่างผังเบื้องต้นดังกล่าวให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งว่าควรจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่

คุณมณฑล กล่าวว่า ในผังคร่าวๆ ได้กำหนดให้ผังเมืองเขตเศรษฐกิจมุกดาหารเป็นส่วนๆ คือ การวางและจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดมุกดาหาร ผังเมืองรวมเมืองมุกดาหาร และผังเมืองรวมชุมชนดอนตาล ให้สอดรับกับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยได้มีการกำหนดบทบาทการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหารตามศักยภาพ ด้านโลจิสติกส์ การค้าชายแดน การเชื่อมโยงการท่องเที่ยว และการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมห้องเย็น และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ได้มีการพิจารณาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ในบริเวณตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง เป็นต้น

คุณมณฑล กล่าวว่า จากการหารือผู้เกี่ยวข้องในเบื้องต้นนั้น เห็นร่วมกันว่าจะกำหนดในแต่ละเขตแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันคือ อำเภอเมืองมุกดาหาร จะเน้นการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าการบริการ เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับเมืองไกสอน พมวิหาน สปป.ลาว ขณะที่พื้นที่อำเภอหว้านใหญ่ เน้นเป็นพื้นที่ศูนย์โลจิสติกส์และการพัฒนาอุตสาหกรรม เนื่องจากมีศักยภาพเพราะเป็นที่ตั้งของเส้นทางรถไฟขอนแก่น-นครพนม ส่วนพื้นที่อำเภอดอนตาล จะเน้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงสุขภาพ

“กรมจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการทำ working group ในการวางและจัดทำผังเมืองร่วมกับภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และสภาพแวดล้อมในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยจะเน้นกรอบแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับจังหวัดเป็นหลัก”

คุณทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานของกลุ่มในปี 2558 จะทำตลาดเชิงรุกไปยังจังหวัดที่ติดชายแดนมากขึ้น เนื่องจากยังมีโอกาสในการทำตลาดได้สูงกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อปูทางสู่อนาคตโดยเฉพาะหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 โดยบริษัทมีแผนที่จะก่อสร้างห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ที่มุกดาหาร เนื่องจากเห็นว่าเป็นจังหวัดที่มีการคมนาคมสะดวกสบายระหว่างไทยและสปป.ลาว ด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ที่เชื่อมต่อไปยังแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเศรษฐกิจตะวันตก ตะวันออก ของไทย ที่มีการวางระบบโลจิสติกส์พร้อมสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม นอกจากกลุ่มเซ็นทรัลแล้ว พบว่า ที่ผ่านมาในเขตเมืองมุกดาหารมีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคการค้าปลีก เพราะมีกลุ่มทุนจากกรุงเทพฯ เข้ามาปักหลักที่เมืองชายแดนแห่งนี้หลายรายแล้ว เช่น กลุ่มโกลบอลเฮ้าส์ กลุ่มไทวัสดุ รวมถึงบิ๊กซีและแม็คโคร ซึ่งรูปแบบการลงทุนไม่ใช่การขยายตลาดในจังหวัดมุกดาหารเท่านั้น แต่จะใช้มุกดาหารเป็นฐานเพื่อรุกเข้าไปเจาะตลาดในลาวและเวียดนาม

นอกจากนี้ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มี คุณอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้อนุมัติให้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมมุกดาหารเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว รอเพียงให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเพื่อเดินหน้าโครงการเท่านั้น

แม้การดำเนินการเรื่องนี้จะช้ากว่าฝั่งสะหวันนะเขต ของ สปป.ลาว ที่ได้มีการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน (Savan-Seno Special Economic Zone) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท สะหวัน แปซิฟิก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนจากกลุ่มทุนประเทศมาเลเซีย ร่วมกับ สปป.ลาว บนพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ ให้เกิดขึ้นแล้วที่บริเวณติดกับสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 2 ส่งผลให้วันนี้สะหวันนะเขตกลายเป็นเมืองที่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับ 2 รองจากนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังแขวงใกล้เคียงรวมทั้งเวียดนามและไทย และกำลังกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ของ สปป.ลาว

แต่ก็ยังดีกว่ายังไม่ลงมือเริ่มทำอะไรเลย ทั้งที่โดยศักยภาพพื้นที่ของมุกดาหารไม่ได้ด้อยกว่าก็ตามที จากนี้ไปก็คงต้องจับตาดูว่าหลังรัฐบาลไฟเขียว ภาคเอกชนมุ่งมั่น ประตูสู่อินโดจีนแห่งนี้จะเติบโตติดปีกได้ตามความคาดหวังของหลายๆ ฝ่ายหรือไม่

ปั้นตาก เชื่อมแกนเศรษฐกิจอาเซียน “แม่สอด-พบพระ” ประตูการค้าสีเขียว

Published มิถุนายน 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

ปั้นตาก เชื่อมแกนเศรษฐกิจอาเซียน “แม่สอด-พบพระ” ประตูการค้าสีเขียว

จังหวัดตาก เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งล่าสุดกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ไปจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในการปั้น ตาก ให้เป็นเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจในอนาคต

คุณมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า กรมได้ทำโครงการวางผังพัฒนาพื้นที่ประตูการค้าเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยในส่วนของจังหวัดตากนั้น ได้ทำการศึกษาครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด และพื้นที่เกี่ยวเนื่องในระดับภาคและประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือที่สนับสนุนการเป็นประตูเศรษฐกิจการค้า และพื้นที่วางผังครอบคลุมจังหวัด และพื้นที่ประตูการค้าระดับเมือง

พื้นที่ประตูการค้าระดับจังหวัด กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. จัดทำผังยุทธศาสตร์พื้นที่ประตูการค้า กำหนดแผนผังโครงสร้างการพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับจังหวัดในด้านการผังเมือง ด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ พร้อมกำหนดแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาพื้นที่ประตูเศรษฐกิจในแต่ละด้าน เพื่อถ่ายทอดกรอบการวางผังยุทธศาสตร์โดยรวมของพื้นที่ สู่การวางผังในรายละเอียดระดับเมืองและพื้นที่เฉพาะ

2. จัดทำผังพัฒนาเมืองประตูการค้า โดยกำหนดประเภทและมาตรการการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ ในแต่ละบริเวณที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทและแนวทางการเป็นเมืองประตูการค้า ได้แก่ พื้นที่ธุรกิจการค้า การบริการและการท่องเที่ยว พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย R&D พื้นที่ขนส่งสินค้า/ท่าเรือ/ท่าอากาศยาน พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และพื้นที่นันทนาการของเมือง เป็นต้น พร้อมวางระบบคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ศูนย์กลางการขนส่ง ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า เป็นต้น

3. ออกแบบทางสถาปัตยกรรมผังเมืองตามผังพัฒนาเมืองประตูการค้า พร้อมเสนอแนะแนวทางมาตรการควบคุมทางผังเมือง การควบคุมพื้นที่ในรูปแบบต่างๆ แนวทางการออกแบบและควบคุมทางกายภาพเบื้องต้น (Design Guidelines and Controls) และ 4. จัดทำแผนงาน/โครงการ ในการพัฒนาเมืองประตูการค้า พร้อมจัดลำดับความสำคัญระยะเร่งด่วน (5 ปี) ระยะกลาง (10 ปี) และระยะยาว (15-20 ปี) การจัดทำงบประมาณโครงการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ

คุณมณฑล กล่าวว่า คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการดังกล่าวคือ จะทำให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เมืองและจังหวัด การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นประตูการค้าที่สำคัญ เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดน การขนส่ง การท่องเที่ยว ของประเทศและกลุ่มประเทศในภูมิภาคอย่างบูรณาการและรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคต

จากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งล่าสุดภายใต้หัวข้อ “โครงการวางผังพัฒนาพื้นที่ประตูการค้าเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนจังหวัดตาก” ซึ่งกรมโยธาฯ ได้ร่วมกับบริษัท โมดัส คอนซัลแท้นส์ จำกัด ได้มีการหารือเรื่อง “เมืองประตูการค้าแม่สอด” และ “เมืองประตูการค้าพบพระ” เพราะมีแนวคิดที่จะนำ 3 กลุ่มพื้นที่ดังกล่าวพัฒนาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน พอที่จะสรุปได้คร่าวๆ คือ

ในด้านวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่ประตูการค้าของจังหวัดตาก กำหนดเป้าปี พ.ศ. 2575 จะมุ่งไปสู่ “การพัฒนาพื้นที่ประตูการค้าสีเขียวให้เจริญเติบโตอย่างสมดุล” โดยกำหนดโครงสร้างของผังยุทธศาสตร์พื้นที่ประตูการค้าของจังหวัดตาก บนแนวแกนพัฒนาหลัก ตามเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก หรือ East-West Economic Corridor เพื่อเชื่อมโยงเมืองศูนย์กลางหลัก (Anchor City) คือ เมืองตาก กับประตูการค้าแม่สอด ซึ่งเป็นเมืองประตูการค้าหลัก พร้อมกับเชื่อมโยงเมืองชายแดนในละแวกใกล้เคียงอย่าง เมืองพบพระ และแม่ระมาด ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่นี้ได้ถูกกำหนดให้เป็นเมืองประตูการค้าในระดับรองด้วยเช่นกัน

ส่วนหลักการในการวางและจัดทำผังพัฒนาเมืองประตูการค้าของจังหวัดตาก ที่มีการรวมการพัฒนา 3 พื้นที่เข้าด้วยกัน ซึ่งจะดำเนินการในรูปแบบของผังเมืองรวมและผังแบบผสม บนหลักการการพัฒนาที่ชาญฉลาดและการอนุรักษ์ที่ชาญฉลาด โดยเชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว กำหนดความเชื่อมโยงของโครงข่ายการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของเมืองประตูการค้าแม่สอด โดยเน้นการเชื่อมทางหลักของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 หรือทางหลวงเอเชียสาย AH1 ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เชื่อมโยงกับ “เมืองพี่เมืองน้อง” หรือ เมืองเมียวดีของพม่า ด้วยถนนเลี่ยงเมืองและสะพานแห่งที่ 2 นอกจากนี้ ได้มีการเสนอแนะการพัฒนาสนามบินแม่สอดแห่งใหม่ให้เป็นสนามบินนานาชาติที่ให้บริการด้านการคมนาคมและขนส่งทางอากาศเชื่อมแม่สอดและเมืองเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเมียวดี

ทั้งนี้ ภายในพื้นที่ได้มีการกำหนดองค์ประกอบในการพัฒนา ประกอบด้วย 1. กำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมหลักเพื่อส่งออก พร้อมกำหนดให้มีพื้นที่คลังสินค้าทัณฑ์บน 2. จะต้องมีการพัฒนาด่านแม่สอดแห่งที่ 2 เพื่อให้เป็นส่วนบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) 3. จะต้องมีการพัฒนาคลังสินค้าและการบริการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics Park) เข้ามารองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ 4. จะต้องพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในรูปแบบของ SME Cluster 5. การพัฒนาส่วนบริการด้านสุขภาพของภาคเอกชนในรูปแบบของ Medical Park 6. เสนอแนะการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำของชุมชนชายแดนท่าสายลวดบริเวณสะพานแห่งที่ 1 เป็นการพัฒนาแบบผสมผสานทั้งในแนวระนาบและในแนวดิ่ง คือจะต้องมีการบูรณะฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชนที่ถดถอยให้กลับมามีชีวิตชีวา 7. เสนอแนะให้เปลี่ยนบทบาทของสนามบินแม่สอดเดิมให้เป็นสนามบินขนาดเล็ก เพื่อรองรับการคมนาคมขนส่งทางอากาศของเครื่องบินขนาดเล็กและเฮลิคอปเตอร์ 8.ให้ปรับปรุงและเพิ่มศักยภาพของมหาวิทยาลัยราชภัฏรองรับการศึกษา ค้นคว้าและวิจัยในระดับนานาชาติ และให้บริการด้านการศึกษาข้ามพรมแดน (Cross Border University)

คุณมณฑล กล่าวว่า ในด้านการพัฒนาเมืองประตูการค้าพบพระ มีแผนที่จะทำให้เชื่อมโยงกับแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ในรูปแบบของ Dumb-Bell Connection โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1090-1206 ที่เชื่อมโยงกับรัฐกะเหรี่ยงของพม่าในรูปแบบของ Land Link ที่เป็นคาบสมุทรบนเส้นทางหลวงหมายเลข 8 (มะละแหม่ง-ทวาย-มะริด-เกาะสอง) ซึ่งจะเชื่อมโยงอำเภอพบพระกับอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ด้วยระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร ซึ่งช่วยร่นระยะทางระหว่างอำเภอพบพระกับอำเภออุ้มผางประมาณ 90 กิโลเมตร ดังนั้น ประตูการค้าพบพระจึงเป็นประตูการค้าในเชิงภูมิยุทธศาสตร์ของจังหวัดตาก ที่เปิดสู่มหาสมุทรอินเดียด้วยระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตรเศษเท่านั้น พร้อมกับเชื่อมสู่รัฐทางตอนใต้ของพม่าที่เป็นคาบสมุทร และเชื่อมโยงกับด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี และกรุงเทพมหานคร ด้วยระยะทางและเวลาในการเดินทางที่สั้นกว่าประตูการค้าพบพระ

“นับเป็นประตูการค้าที่มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศในอนาคตในลักษณะ 2 นิคม 2 ประเทศ สามารถเชื่อมโยงไปถึงด้านการท่องเที่ยวได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการร่วมทุนในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมด้านการเกษตรระหว่างนักลงทุนไทยกับพม่า ซึ่งรูปแบบดังกล่าวทางมาเลเซียและสิงคโปร์เคยใช้มาแล้วด้วยการลงทุนร่วมกับจีน” คุณมณฑล กล่าว

คุณมณฑล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การจัดทำผังเมืองในจังหวัดตากเพื่อวางผังตามแนวทางนั้น บางส่วนยังมีปัญหาบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนหรือคาบเกี่ยวระหว่างรัฐและเอกชนอยู่บ้าง ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้รับจากการระดมความคิดเห็นไปปรับปรุงให้มีความกระชับและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

คงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป!!

วงแหวนกาญจนาภิเษก-ปิ่นเกล้า ทำเลฮอตฝั่งธนฯ-แหล่งไลฟ์สไตล์มอลล์ใหม่

Published มิถุนายน 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 364

เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

วงแหวนกาญจนาภิเษก-ปิ่นเกล้า ทำเลฮอตฝั่งธนฯ-แหล่งไลฟ์สไตล์มอลล์ใหม่

ถนนกาญจนาภิเษกที่เชื่อมต่อระหว่างถนนสายหลัก 2 สายคือถนนเพชรเกษมและบรมราชชนนี เป็นหนึ่งทำเลที่อยู่อาศัยที่เริ่มมีแหล่งธุรกิจการค้าเกิดขึ้น

ถ.กาญจนาภิเษก ย่านหมู่บ้านจัดสรร

ย้อนหลังไป 3-5 ปีที่ผ่านมา ถนนสายนี้เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นชัด โดยถูกจัดเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยชั้นดี บ้านจัดสรรที่เปิดถนนสายนี้ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวราคากลาง-สูง ตั้งแต่หลังละ 5-100 ล้านบาท อาทิ โครงการรอยัล กรีนพาร์ค กาญจนาภิเษก ของค่าย เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง, โครงการเอเวอร์กรีน ฯลฯ

ปัจจุบัน ถนนกาญจนาภิเษกโดดเด่นขึ้น เพราะปลายทางที่เชื่อมต่อกับถนนเพชรเกษม กำลังมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค โดยมีสถานีหลักสองบริเวณหน้าเดอะมอลล์ บางแค เป็นสถานีปลายทาง เรียกว่าเป็นดงหมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ในรัศมีแนวก่อสร้างรถไฟฟ้า และช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเริ่มมีปัญหารถติด

ไลฟ์สไตล์มอลล์ชิงปักธง

สำหรับคนที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนทำธุรกิจย่านนี้ ล่าสุด “ที บี เอ็น พร็อพเพอร์ตี้” ดีลเลอร์โตโยต้ารายใหญ่ที่แตกไลน์มาพัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์ อยู่ระหว่างลงทุนก่อสร้างโครงการ “เดอะ พาซิโอ พาร์ค กาญจนาภิเษก” บนที่ดิน 50 ไร่ ลงทุนทั้งหมด 2.3 พันล้านบาท อยู่ใกล้กับสมาคมชาวปักษ์ใต้ เปิดบริการ 25 ธันวาคม 2557 หลังจากก่อนหน้านี้ได้เปิดบริการไลฟ์สไตล์มอลล์ เดอะ พาซิโอ แล้ว 2 แห่ง ที่อ่อนนุช-สุวรรณภูมิ และรามคำแหง

ถือเป็นแหล่งค้าขายประเภทคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกบนถนนสายนี้ โดยคู่แข่งที่ใกล้ที่สุดคือ เดอะมอลล์ บางแค

จุดขายโครงการออกแบบเป็นมอลล์สไตล์ญี่ปุ่น จำลองบรรยากาศสถาปัตยกรรมยุคเอโดะ ยุคเฮเซ และยุคฟิวเจอร์ริสทิกแห่งอนาคต และติดกันยังมีโชว์รูมโตโยต้าของกลุ่มที บี เอ็น รูปแบบเป็นศูนย์ไลฟ์สไตล์ เน้นร้านค้าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหาร สินค้าแฟชั่น ฟิตเนส สปา สถานเสริมความงาม รองรับคนที่อยู่อาศัยในรัศมี 5-10 กิโลเมตร อาทิ ร้านเคเอฟซี วิลล่า มาร์เก็ต ร้านอาหารญี่ปุ่น ฯลฯ สามารถเข้าออกได้ทั้งจากถนนกาญจนาภิเษกด้านหน้าและซอยสมาคมชาวปักษ์ใต้ ส่วนโซนแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ จะเปิดบริการหลังสุด ประมาณเดือนมีนาคมปีนี้

อัพเดตข้อมูลปัจจุบันมีร้านค้าจับจองพื้นที่แล้วประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ค่าเช่าเริ่มต้นตารางเมตรละ 1,200 บาท ต่อเดือน สำหรับพื้นที่เล็กสุดที่เหลือยูนิตละ 9 ตารางเมตร โดยจะต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 5 เดือน

ปิ่นเกล้า แหล่งมอลล์-ห้าง

จากถนนกาญจนาภิเษก หากมุ่งหน้ามาทางถนนบรมราชชนนีมุ่งหน้าสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า บริเวณปิ่นเกล้าถือเป็นอีกจุดที่เป็นแหล่งค้าขายและทำธุรกิจได้ โดยมีข้อมูลว่าในรัศมี 5 กิโลเมตร มีประชากรอยู่อาศัยมากถึงกว่า 600,000 คน ปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 4-5 โครงการ อาทิ โครงการลุมพินี เดอะทรัสต์ คอนโด ฯลฯ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ยูนิต มีเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ปิ่นเกล้า ที่ปักหลักให้บริการมานาน

ทำเลแถวนี้น่าสนใจในแง่การลงทุนทำธุรกิจ เพราะกำลังซื้อโดดเด่น มีข้อมูลว่า ศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าเพาเวอร์บายสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มียอดขายติดอันดับ 1-2 ของสาขาเซ็นทรัลในกรุงเทพฯ ขณะที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ก็มียอดขายติดอันดับ 1-2 ของสาขาในกรุงเทพฯ เช่นกัน

ล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมทุ่มงบฯ ใหญ่อีกครั้งเพื่อเตรียมปรับปรุงตัวห้างครั้งใหญ่ พร้อมทั้งซื้อที่ดินด้านหลังเพิ่มเพื่อรองรับการขยายพื้นที่ห้างและจอดรถเพิ่ม คาดว่าจะเริ่มลงมือปรับปรุงปีนี้

ส่วนทำเลค้าขายแห่งใหม่ในละแวกนี้ ยกให้กับโครงการ “เดอะเซ้นส์ ปิ่นเกล้า” ไลฟ์สไตล์มอลล์น้องใหม่ของ “อาร์ต วิลล์ ดีเวลลอปเม้นท์” กลุ่มทุนจิวเวลรี่ที่เพิ่งแตกไลน์มาทำอสังหาริมทรัพย์โครงการแรก จุดเด่นคืออยู่ติดถนนใหญ่

ด้วยรูปทรงตึกภายนอกที่ดูสวยงาม จุดเด่นคือลิฟต์แก้ว และลานน้ำพุขนาดย่อมใจกลางตัวอาคาร และทำเลที่ตั้งอยู่ติดถนนบรมราชชนนีประจันหน้ากับเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 200 เมตร อัพเดตถึงปัจจุบันเพิ่งเปิดบริการมาได้ประมาณ 4-5 เดือน ภายในมีร้านค้ารวมประมาณ 40-50 ร้าน

ปัจจุบันยังพอมีพื้นที่เช่าเหลืออีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ อัตราค่าเช่าเริ่มต้นประมาณตารางเมตรละ 1,000-1,000 บาทต้นๆ ต่อเดือน

สำหรับรูปแบบโครงการเดอะเซ้นส์ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ชั้น (รวมใต้ดิน) มีพื้นที่ทั้งหมด 30,000 ตารางเมตร มีพื้นที่จอดรถรองรับได้ถึง 500 คัน ชั้น G เป็นโซนร้านอาหาร ชั้น 1 เป็นโซนสถานเสริมความงาม ชั้น 2 เป็นแหล่งรวมสถาบันกวดวิชา และชั้นดาดฟ้าเตรียมเปิดบริการเร็วๆ นี้

บรรยากาศภายในเน้นร้านอาหาร เริ่มตั้งแต่ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง “คิงคอง” บุฟเฟ่ต์สุกี้สไตล์ญี่ปุ่น “อากิโยชิ” อาหารญี่ปุ่นแนวซูชิ “คาซะ” หรือร้านอาหารไทยมีแบรนด์ “แหลมเจริญ ซีฟู้ด” พิซซ่าชื่อคุ้นหู “โดมิโน่พิซซ่า” แต่ก็มีแบรนด์น้องใหม่ สะท้อนว่าเปิดต้อนรับคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ แต่ต้องนำเสนอโปรไฟล์ให้น่าสนใจ

พื้นที่ยังเปิดรับผู้เช่าตอนนี้เป็นร้านอาหาร ร้านขายสินค้าแฟชั่น โดยยังพอมีพื้นที่ชั้น 2-3 เหลืออยู่ โดยละแวกนี้มีกำลังซื้อจากกลุ่มคนทำงานที่พักอาศัยคอนโดฯ รวมถึงเป็นทางผ่านของคนที่ทำงานในเมืองและจะต้องเดินทางกลับบ้านในย่านพุทธมณฑล ส่วนใหญ่เป็นบ้านของคนมีฐานะค่อนข้างดี เพราะผังเมืองกรุงเทพมหานครกำหนดให้พัฒนาบ้านเดี่ยวเริ่มต้นตั้งแต่ 50 ตารางวาขึ้นไป เและยังมีกำลังซื้อจากกลุ่มวัยรุ่นนักเรียน-นักศึกษา อาทิ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ

เป็นอีกหนึ่งทำเลธุรกิจของย่านกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกที่โดดเด่นไม่แพ้ทำเลอื่น

จาก “พระโขนง” ถึง “บางนา” คอมมูนิตี้มอลล์-ห้าง บานสะพรั่ง

Published พฤษภาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 362

เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

จาก “พระโขนง” ถึง “บางนา” คอมมูนิตี้มอลล์-ห้าง บานสะพรั่ง

นับจากมีรถไฟฟ้าและเมืองขยายตัวออกสู่กรุงเทพฯ ชั้นกลางและรอบนอก ทำให้ทำเลพระโขนง-แยกบางนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน มีตึกสูงและคอมมูนิตี้มอลล์เกิดขึ้นรองรับความเจริญ สะท้อนจากราคาติดถนนสุขุมวิทช่วงพระโขนงช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาพุ่งทะยานเท่าตัว จากตารางวาละ 200,000-300,000 บาท เป็น 400,000-600,000 บาท

พระโขนง ขึ้นชั้นทำเลทอง

ส่องทำเลพระโขนงปัจจุบัน ขยับชั้นจากย่านพักอาศัยกลายเป็นแหล่งการค้า โดยบริเวณนี้มี บริษัท วรลักษณ์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่มี “วิชัย พูลวรลักษณ์” ผู้บุกเบิกโรงงานเครืออีจีวี ปัจจุบันหันมารุกธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาพัฒนาย่าน “ดับเบิ้ลยู ดิสทริค” บนที่ดิน 12 ไร่ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม โรงแรม และแหล่งช็อปปิ้งดับเบิ้ลยู มาร์เก็ต ช่วงซอยสุขุมวิท 69-71 เรียกว่าเป็นคอนเซ็ปต์แบบ…มิกซ์ยูส หรือโครงการที่ผสมผสานการใช้งานอาคารหลายรูปแบบในที่เดียวกัน

สำหรับโครงการ “ดับเบิ้ลยู มาร์เก็ต” เป็นแหล่งค้าขายช็อปปิ้งในรูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ อยู่ไม่ไกลจากบีทีเอสพระโขนง และซอยสุขุมวิท 71 ที่สามารถทะลุไปออกสี่แยกคลองตันได้ เน้นจับกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-บน โดยมีลูกค้าส่วนหนึ่งที่พักอาศัยในคอนโดฯ และลูกค้าขาจรที่พักอาศัยในโรงแรมรองรับอยู่แล้ว รวมถึงผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สัญจรจากพระโขนง-แยกบางนานับแสนคนต่อวัน

รูปแบบโครงการดับเบิ้ลยู มาร์เก็ต เป็นอาคาร 5 ชั้น มีพื้นที่รวมกว่า 15,000 ตารางเมตร มีทั้งร้านค้าที่ขายของแบรนด์ทั่วไปและแบรนด์เนม เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ ยกตัวอย่างร้านกาแฟทอม แอนด์ ทอมส์ ที่กำลังมาแรง และที่เป็นจุดขายคือเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่ให้เช่ามีตั้งแต่ขนาดเริ่มต้น 600-1,000 ตารางเมตร โดยมีร้านค้ารวมทั้งหมดประมาณ 250 ร้าน ถือเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่

อ่อนนุช ขยายตัว

จากพระโขนงเข้าสู่ทำเล “อ่อนนุช” บริเวณซอยอ่อนนุชหรือสุขุมวิท 77 ที่คึกคักและรถค่อนข้างติดในช่วงเช้า-เย็น เมื่อเร็วๆ นี้ “แสนสิริ” บริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยรายใหญ่ได้ลงทุนพัฒนาโครงการคอมมูนิตี้มอลล์เพื่อต่อยอดสร้างชุมชนขนาดใหญ่ และแน่นอนว่าจะยกระดับกลายเป็นแหล่งธุรกิจใหม่ที่น่าจับตามอง

โดยที่ผ่านมา แสนสิริพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดฯ ในย่านอ่อนนุชมาแล้ว 5 โครงการ และเพิ่งเปิดตัวโครงการที่ 6 เป็นคอนโดฯ ฮาสุ เฮ้าส์ บนที่ดินรวม 26 ไร่ และกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของลูกบ้านแสนสิริ รวมแล้ว 4,000-5,000 ยูนิต โดยมีชื่อเรียกโครงการรวมๆ ที่พัฒนาทั้ง 6 โครงการว่าย่าน TOWN 77

ล่าสุด จึงเดินหน้าแผนลงทุนพัฒนาโครงการคอมมูนิตี้มอลล์สไตล์ญี่ปุ่นในชื่อ “ฮาบิโตะ” ละแวกซอยสุขุมวิท 77 พัฒนาเป็นอาคาร 4 ชั้น มีพื้นที่รองรับร้านค้าเช่าได้ประมาณ 10,000 ตารางเมตร เน้นร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ เสริมสวย ร้านยา ฯลฯ และยังมีพื้นที่สำนักงานให้เช่าขนาดเล็กบริเวณชั้น 3 หากใครมีไอเดียหรือประสบการณ์เปิดร้านในสไตล์ญี่ปุ่นมาก่อนน่าจะเหมาะกับการลงทุนทำธุรกิจที่นี่ โดยข้อมูลล่าสุดคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี พร้อมเปิดบริการช่วงปลายปี 58

ส่วนถ้าเข้าไปในซอยอ่อนนุช 37-39 บริเวณนี้มีแหล่งค้าขายใหม่อีกแห่งที่น่าสนใจคือ โครงการคอมมูนิตี้มอลล์ “พิคคาเดลี่ แบงค์ค็อก” ของกลุ่ม “อารียา พรอพเพอร์ตี้” ที่เปิดบริการมาเกือบ 1 ปี เป็นอาคารสไตล์อังกฤษ ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่นิยมทานข้าวนอกบ้าน และยังเปิดให้จับจองพื้นที่อยู่ ค่าเช่าเฉลี่ยตารางเมตรละ 950 บาท ต่อเดือน พื้นที่เริ่มต้น 31 ตารางเมตร รูปแบบเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดกลาง มีร้านค้ารวมกว่า 20 ร้าน ส่วนใหญ่คนจะมากในช่วงเย็น

อุดมสุข-บางนา ทำเลทอง

ถัดมาตามแนวรถไฟฟ้าช่วงใกล้กับสถานีบีทีเอสอุดมสุข บริเวณนี้ปัจจุบันยังไม่มีแหล่งธุรกิจหรือค้าขายเปิดใหม่ แต่ที่ต้องติดตามคือ “กลุ่มแมกโนเลีย” บริษัทอสังหาฯ ในกลุ่มซีพี ได้เข้าซื้อโครงการปิยรมย์ สปอร์ตคลับ เมื่อปีที่ผ่านมา ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างวางแผนพัฒนาโครงการใหม่บนที่ดินผืนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีทั้งที่อยู่อาศัยและแหล่งช็อปปิ้ง เพื่อรองรับกำลังซื้อจากคนในย่านสุขุมวิทตอนปลาย บางนา คาดว่าจะได้เห็นการเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

ขณะที่ทำเลบางนากำลังถูกยกระดับให้เป็นแหล่งอยู่อาศัยชั้นดีและจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต โดยก่อนหน้านี้กลุ่มเดอะมอลล์ได้ประกาศตัวเตรียมพัฒนาโครงการ “แบงค็อก มอลล์” ศูนย์การค้าใหญ่ยักษ์บริเวณสี่แยกบางนา หลังจากสะสมที่ดินบริเวณนี้มานานหลายปีและก่อนหน้านี้ได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมจาก บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ที่ทำธุรกิจอสังหาฯ เบ็ดเสร็จมีที่ดินรวมกว่า 100 ไร่

โดยมีแผนพัฒนาเป็นศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย และอาคารสำนักงานให้เช่า ครบวงจร มีพื้นที่โครงการรวมใหญ่ยักษ์ถึง 650,000 ตารางเมตร โดยหมายมั่นจะปั้นทำเล “แยกบางนา” ให้กลายเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ เพราะมองเห็นถึงศักยภาพรถไฟฟ้าบีทีเอส และพื้นที่โดยรอบมีศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา ที่มีการจัดงานตลอดทั้งปี มีคอนโดฯ ทยอยเปิดตัวเป็นจำนวนมากตั้งแต่อุดมสุข-สำโรง

โดยปัจจุบัน รัฐบาลกำลังเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าจากแบริ่ง-สมุทรปราการ และอนาคตมีข้อมูลสถานีขนส่งเอกมัยจะย้ายมาตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ สี่แยกบางนา ซึ่งน่าจะยกระดับบริเวณนี้ให้กลายเป็นแหล่งทำธุรกิจและค้าขายที่คึกคัก

ปั้น “ขอนแก่น” ฮับอีสาน สู่เป้ามหานครแห่งเออีซี

Published พฤษภาคม 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

ปั้น “ขอนแก่น” ฮับอีสาน สู่เป้ามหานครแห่งเออีซี

ขอนแก่น เป็นจังหวัดศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของภาคอีสานมายาวนาน และในปัจจุบันก็ยังไม่ได้ลดความร้อนแรงลงแต่อย่างใด แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสานจะใหญ่ขึ้นอีกหลายจังหวัด แต่ขอนแก่นยังคงรักษาความเป็นศูนย์กลางไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยแชมป์ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ขณะเดียวกัน ก็เป็นขนาดเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ นอกจากนี้ ด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางภาคอีสาน ทำให้ขอนแก่นสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งขนส่งโลจิสติกส์ที่มีเครือข่ายการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนส่งทางบกและทางอากาศ โดยสนามบินนานาชาติขอนแก่นสามารถรองรับจำนวนผู้ใช้งานได้ถึง 32 เที่ยวบิน ต่อวัน และในอนาคต ขอนแก่นยังถูกวางให้เป็นสถานีสำคัญในโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับประเทศจีนและประเทศลาว

นอกเหนือจากนั้น จังหวัดขอนแก่นยังสามารถทำหน้าที่เป็นสถานที่ประชุมและการท่องเที่ยว เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยในการจัดประชุมและสัมมนา ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ในขณะเดียวกัน ขอนแก่นยังได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางสำหรับ “อุตสาหกรรมสีเขียว” เนื่องจากมีการทำอุตสาหกรรมการผลิตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คุณชาญณรงค์ บุริสตระกูล ประธานชมรมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และรองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า หน่วยราชการและเอกชนท้องถิ่นมีแนวคิดที่จะผลักดันให้ขอนแก่นเป็นมหานครแห่งเออีซี ด้วยศักยภาพของขอนแก่นที่มีครบทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. สถานพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัย 2. การศึกษา 3. โลจิสติกส์ 4. ประชุมสัมมนา 5. การค้าอุตสาหกรรม และ 6. ที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์

“ขอนแก่นมีจุดได้เปรียบเรื่องการเดินทางการขนส่ง อีกทั้งยังมีทรัพยากรบุคคลเข้ามาเยอะตั้งแต่ในสมัยที่มีการพัฒนากระจายความเจริญจากส่วนกลางมายังส่วนภูมิภาคแล้ว ขาดแต่เพียงนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือเท่านั้น”

คุณชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ขอนแก่นเป็นเมืองเศรษฐกิจการเกษตร แปรรูปเกษตรที่มีความเข้มแข็งพอสมควรในการที่จะเป็นฐานการส่งออกที่สำคัญได้ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ที่เชื่อมรถไฟ รถยนต์ และการขนส่งทางอากาศ และเมื่อมีรถไฟทางคู่เพื่อขนส่งสินค้า เชื่อว่าจะสามารถช่วยขนส่งสินค้าการเกษตรของจังหวัดได้เป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจ โรงงาน ชาวบ้าน ลดปัญหาการจราจรทางถนนได้เป็นอย่างดี

“ในอนาคตจะมีโรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีโรงงานใหม่ๆ ย้ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีผู้บริโภคอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้หรืออยู่รอบๆ ขอนแก่น ซึ่งมีประชากรรวมกันไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน และในอนาคต ภายหลังการเปิดเออีซีอย่างเต็มรูปแบบ จะมีคนหลั่งไหลเข้ามาอีกจำนวนมาก ทั้งในส่วนนักท่องเที่ยวและแรงงาน ขณะที่ในด้านการศึกษานั้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นกำลังเพิ่มหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้ครอบคลุมและหลากหลายเพื่อรองรับงานให้มากขึ้น โดยล่าสุดมีการเพิ่ม สาขาเทคโนโลยี ส่วนด้านสาธารณสุข ทางโรงพยาบาลศรีนครินทร์ กำลังก่อสร้างอาคารเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ภายใน 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลเอกชนขยายการลงทุนเข้ามาตั้งสาขาในขอนแก่น เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเปิดบริการไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่โรงพยาบาลขอนแก่นราม ก็กำลังขยายเฟส 2 รวมถึงโรงพยาบาลราชพฤกษ์อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ขอนแก่นพร้อมที่จะรองรับการเป็นมหานครแห่งเออีซีได้”

คุณชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ในอดีตขอนแก่นเป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองที่ดีที่สุดเพราะมีการวางผังรองรับการเป็นเมือง ราชการ และอื่นๆ แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าผังเมืองเดิมเริ่มที่จะใช้พื้นที่หมดไปแล้ว ดังนั้น เมืองจึงต้องขยายไปรอบๆ กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณรอบเมืองเดิม ซึ่งช่วงนี้ขอนแก่นกำลังจัดทำผังเมืองฉบับใหม่ ที่จะมีการกำหนดทิศทาง ขอบเขตว่าจะมีการพัฒนาอย่างไรบ้าง จะวางระบบสาธารณูปโภคอย่างไร ทั้งถนน ไฟฟ้า ประปา โดยขณะนี้ทางเทศบาลได้ศึกษาโครงการพัฒนาระบบรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ หรือ บีอาร์ที (BRT) ซึ่งมีรูปแบบเหมือนกับที่ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ที่กรุงเทพมหานคร มูลค่าโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการระยะเวลา 3 ปี ขณะเดียวกัน ก็มีแผนที่จะแก้จุดตัดจุดเชื่อมที่อยู่ในชุมชน ทั้งทางเดิน ทางแยก โดยจะทำเป็นทางยกระดับลอยฟ้า ซึ่งจะทำให้ทัศนียภาพเปลี่ยนไป

“เราจะเป็นมหานครเออีซีทันทีที่เปิดเออีซีเต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2559 โดยสิ่งที่จะเกิดและพบเห็นได้คือ 1. ทางกายภาพ จะมีทั้งถนน อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย สนามบิน ซึ่งทั้งหมดได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย 2. คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น รวมทั้งตามสถานพยาบาลต่างๆ ที่จะมีคนต่างชาติเข้ามาใช้บริการ มีมหาวิทยาลัยนานาชาติอยู่ด้วย ล่าสุดก็มีสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เข้ามาศึกษาดูงานแล้ว”

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) ในการส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในระดับเออีซี เพราะ สสปน. วางเป้าหมายให้ขอนแก่นเป็น ไมซ์ ซิตี้ โดยมีห้องพักถึง 10,000 ห้อง เพียงพอที่จะรองรับการจัดสัมมนาได้ ซึ่งช่วงแรกจะมีอย่างน้อย 3-4 งาน เช่น งานไหมนานาชาติ จัดช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี งานเกษตรนานาชาติ ซึ่งยกระดับจากงานเกษตรอีสานมาเป็นงานเกษตรเอเชีย จัดในปลายเดือนมกราคม งานฟู้ด แอนด์ โฮเทล จัดช่วงเดือนตุลาคม และงานด้านการศึกษา จะจัดช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนภาคเอกชนในขอนแก่นเองก็มีแผนที่จะลงทุนสร้างสวนน้ำไดโนวอเตอร์ พาร์ค ซึ่งเป็นสวนน้ำระดับเออีซี รองรับลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะร่วมกันสร้าง “ขอนแก่นแบรนด์” ผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการในจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้ขยายสินค้าเข้าไปเจาะตลาดในต่างประเทศ

“ปัจจุบันขอนแก่นได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวต่างชาติในการที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น จีนสนใจจะตั้งนิคมอุตสาหกรรมการขนส่ง หรือนิคมอุตสาหกรรมกรีนซิตี้ ขณะที่ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่นก็มีความสนใจที่จะเข้ามาพัฒนาธุรกิจในขอนแก่น”

จากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งภาครัฐและเอกชนนี้เอง เชื่อว่า เป้าหมายการเป็นมหานครแห่งเออีซี คงไม่เป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ

“เอลิงค์” ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ ปักธงยึดหัวหาดย่านรามคำแหง

Published มีนาคม 13, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

“เอลิงค์” ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ ปักธงยึดหัวหาดย่านรามคำแหง

ไปเที่ยว NASA SPACEADROME กันมั้ยคะ

ใครพอจำประโยคคำถามนี้กันได้บ้างมั้ย!!

เชื่อว่าใครที่ชอบเที่ยวกลางคืนอายุ 35 ขึ้นไป น่าจะยังพอจำกันได้ว่า เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน หรือระหว่างปี 2528-2533 มีดิสโก้เธคชื่อดังที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “นาซ่า” ซึ่งอยู่ติดริมทางรถไฟย่านถนนรามคำแหง

เพราะในยุคนั้นหากใครถูกถามว่า “ไปเที่ยว NASA SPACEADROME กันมั้ยคะ” นาซ่า สเปซี่โดรม เป็นที่ตั้งของดิสโก้เธคชื่อเสียงโด่งดังมากๆ ของยุคนั้น โด่งดังขนาดที่ว่า หนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างประเทศหลายแห่ง เช่น นิวยอร์กไทม์ สำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่น และนิตยสารต่างๆ อีกหลายฉบับ นำเสนอหรือเอ่ยถึง

จนกระทั่งความนิยมของ “นาซ่า ดิสโก้เธค” ก็เริ่มถอยลง มีสถานบันเทิงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายแทนที่ “นาซ่า” จึงเงียบหายไปตามกาลเวลา จนกระทั่งเหลืออยู่ในความทรงจำของคนรุ่นกลางคนที่เคยผ่านสมรภูมิดังกล่าวมาแล้ว (วัยรุ่นในยุคนั้น)

ภายหลังผู้บริหารจึงค่อยๆ เปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัย นั่นคือ โรงแรม (Hip Hotel) และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย

ผุดไลฟ์สไตล์มอลล์ เจาะกลุ่มเดินทาง

ล่าสุด ได้มีการพลิกพื้นที่ย่านดังกล่าวเป็น “ไลฟ์สไตล์มอลล์” หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อโครงการ “เอลิงค์” ชื่อใกล้เคียงกับโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ เพราะเจ้าของได้เช่าที่ดินจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาพัฒนาให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ รองรับความต้องการของผู้บริโภค ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท แอร์พอร์ต ลิงค์ สแควร์ จำกัด

คุณสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอร์พอร์ต ลิงค์ สแควร์ จำกัด กล่าวว่า ได้เช่าที่ของ ร.ฟ.ท. กว่า 30 ไร่ ระยะเวลาการเช่านาน 30 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 10 ปี เพื่อจัดทำโครงการ “เอลิงค์” ไลฟ์สไตล์มอลล์ (ติดสถานีรถไฟรามคำแหง และสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์)

โดยมีแผนจะทดลองเปิดหรือซอฟต์โอเพนนิ่งในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2557 และเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ภายในโครงการดังกล่าวจะมีทั้งไลฟ์สไตล์มอลล์ โรงแรม และคอนโดมิเนียม มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยในส่วนของไลฟ์สไตล์มอลล์ “เอลิงค์” จะตั้งอยู่บนเนื้อที่ 8.6 ไร่ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น พื้นที่ประมาณ 38,000 ตารางเมตร และมีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 11,008 ตารางเมตร มีที่จอดรถ 1,300 คัน อัตราค่าเช่าประมาณ 1,000 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน

“ที่ดินผืนดังกล่าว ได้ทำสัญญากับ ร.ฟ.ท. ตั้งแต่ ปี 2009 คาดว่าจะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 10 ปี จากการศึกษาพบว่า แต่ละวันจะมีคนเข้าใช้พื้นที่ประมาณ 40,000 คน จากทั้งผู้ที่ใช้บริการเรือคลองแสนแสบ ผู้ใช้บริการรถไฟ และผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบีลบ ไปจนถึงเอบวก”

ปลุกนาซ่าคืนชีพในรูปแบบใหม่

คุณสหัพย์ภัค บอกว่า จริงๆ แล้วโครงการดังกล่าวมีการก่อสร้างมาแล้ว 3 ปี แต่ที่ยังไม่เปิดตัวนั้นเป็นเพราะเจ้าของต้องการที่จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมก่อน และเพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการปลุกให้นาซ่าฟื้นชีพขึ้นมาอีกครั้ง โดยปัจจุบันมีการปล่อยเช่าพื้นที่ไปแล้วประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าที่เข้ามาเช่า เช่น สตาร์บัคส์ แคท เทเลคอม สถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารธนชาต พวกร้านอาหารต่างๆ ทั้งไทยและนานาชาติ เช่น โคเรียนท์ ชาบู ,ร้านสงวนศรี เป็นต้น

และด้วยเหตุที่โครงการมีพื้นที่ติดกับคลองแสนแสบ ทางโครงการจึงได้มีการจัดทำตลาดน้ำคลองแสนแสบด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ด้วย จึงได้มีการจัดทำลานโพธิ์ สามารถนำมาทำกิจกรรมต่อเนื่องได้อีกด้วย รวมทั้งฟัน ปาร์ค หรือสวนสนุก

คุณสหัพย์ภัค ระบุว่า ในส่วนของลูกค้าเป้าหมายนั้น จะเน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยนักเรียน และวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เรียกได้ว่า เป็น Entertain lifestyle เพราะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เพราะจะมีตลาดนัด “มาร์เก็ตสตรีต” ในรูปแบบ Covent market อยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์ โดยในส่วนนี้ได้รับความร่วมมือจากนายกสมาคมผู้ค้าปลีกตลาดนัดจตุจักร มาช่วยวางแผนในการดึงร้านค้าจากตลาดนัดจตุจักร เจเจมอลล์ ตลาดนัดรถไฟ เจเจกรีนมอลล์ เข้ามาเช่าพื้นที่โครงการด้วย

ตลาดนัดมีธีม

รูปแบบของตลาดนัดจะอยู่ภายใต้ธีม “God it”s everyday” คือ ใน 7 วัน รูปแบบสินค้าจะมีความแตกต่างกันไม่ซ้ำกัน คือ วันจันทร์ จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับ Healthy Market วันอังคารเป็นสินค้าประเภท Martial Arts Exercise วันพุธ-พฤหัสบดี เป็นสินค้าประเภท Hand Made Market วันศุกร์จะเป็นประเภท Specialty Market และเสาร์-อาทิตย์จะเป็นสินค้าประเภท Art Market

“เราอยากให้ตลาดเป็นที่รู้จักของลูกค้าทันทีก่อนที่จะมีการเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งในเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก โดยเราจะเปิดซอฟต์โอเพนนิ่งในช่วงวันที่ 29-30 ตุลาคม โดยเริ่มเปิดที่ตลาดมาร์เก็ตสตรีตก่อนถือเป็นการจับผี เพราะเราอยากปลุกให้ “นาซ่า” คืนชีพขึ้นมาใหม่ แม้ว่าจะเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมก็ตาม เราจึงทดลองเปิดในช่วงเทศกาลฮาโลวีน”

คุณสหัพย์ภัค บอกอีกว่า นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรม หรือ Exhibition Hall ขนาด 2,000 ตารางเมตร อยู่ด้วย โดยพื้นที่ดังกล่าวจะประกอบด้วย โรงละคร ขนาด 225 ที่นั่ง ซึ่งมีต้นแบบจากโรงละครของศูนย์วัฒนธรรมที่เมื่อมีการแสดงละครเสร็จหรือจัดงานเสร็จก็สามารถเก็บพับเก้าอี้ เพื่อนำพื้นที่ไปจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้ทันที

พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม

ดังนั้น พื้นที่ในส่วนนี้ จึงเป็นส่วนที่รองรับการจัดคอนเสิร์ต และกิจกรรมอื่นๆ โดยส่วนนี้มีแผนที่จะเปิดให้บริการในช่วงเดือนมิถุนายน 2558 โดยประเดิมด้วยละคร ซึ่งจะนำเสนอเกี่ยวกับคลองแสนแสบ เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับคลองแสนแสบหรือคลองบางหลวงเดิมนั่นเอง

“ในแต่ละช่วง เราจะกำหนดไว้เลยว่าเป็นกิจกรรมประเภทไหนอย่างไร เช่น ช่วงซอฟต์โอเพนนิ่งระหว่างเดือนตุลาคม 2557-กุมภาพันธ์ 2558 จะมีการจัดกิจกรรม Music on the Roof, New Year Celebration, Street Talent Contest, Kid Test ช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2558 จะจัดกิจกรรมประเภท Contest, Kid Dance, Water Festival และช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2558 จะจัดกิจกรรมประเภท Act Art Fest, Dance fest and workshop, Contemporary Dance Fest and Contest, Young Design fashion award และ Fashion inspiring exhibition”

มั่นใจได้เปรียบคู่แข่ง

คุณสหัพย์ภัค บอกอีกว่า ในส่วนคู่แข่งของโครงการในรัศมี 5 กิโลเมตรนั้น จะมีคู่แข่งอยู่ 2 รายคือ เดอะไนน์ พระราม 9 และ ธัญญะ ช็อปปิ้ง พาร์ค ย่านศรีนครินทร์ ส่วนเดอะมอลล์ รามคำแหง ไม่ใช่คู่แข่งเพราะเป็นห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่คอมมูนิตี้มอลล์ แต่เชื่อว่า เอลิงค์จะได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของโลเกชั่น หรือสถานที่ตั้งและรูปแบบโครงการที่เป็นลักษณะผสมผสาน หรือมิกซ์ยูส จากทั้งโครงการโรงแรม คอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ที่ลูกค้าจะต้องเข้ามาใช้พื้นที่ของเรา เพราะเป็นจุดเชื่อมการเดินทาง ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถไฟ และเรือ จึงจะมีทั้งผู้เดินทางที่สัญจรไปมา นักท่องเที่ยว และผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภายในโครงการ “เอลิงค์” จะมีการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดคนเข้ามาใช้พื้นที่ได้ ในขณะที่คู่แข่งทั้ง 2 รายไม่มีเรื่องพวกนี้ แต่ทั้ง 2 รายจะได้เปรียบเราในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

สนใจจับจองเช่าพื้นที่ โทรศัพท์ (02) 111-0777, (02) 717-2888

ทำเลทอง…ห้าแยกลาดพร้าว เทียบชั้นย่านศูนย์กลางธุรกิจในเมือง

Published กุมภาพันธ์ 10, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

ทำเลทอง…ห้าแยกลาดพร้าว เทียบชั้นย่านศูนย์กลางธุรกิจในเมือง

ทำเล “ห้าแยกลาดพร้าว” ช่วง 1-3 ปีนับจากนี้น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปอีกสเต็ป เพราะมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่และพื้นที่ค้าที่ใกล้จะเปิดใช้และที่เตรียมลงมือก่อสร้างเร็วๆ นี้ จากปัจจุบันที่มีศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว และยูเนี่ยนมอลล์เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนเข้ามาช็อปปิ้ง

โดยผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ผังเมืองรวม กทม.) ปัจจุบันกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณห้าแยกลาดพร้าว เริ่มต้นจากห้าแยกลาดพร้าวบริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัล ไปตามแนวถนนพหลโยธินตัดกับถนนรัชดาภิเษก ส่วนใหญ่เป็น “พื้นที่สีส้ม” (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) สำหรับสร้างที่อยู่อาศัยหรือสถาบันราชการ และ “พื้นที่สีแดง” (พื้นที่พาณิชยกรรม) สำหรับสร้างที่อยู่อาศัย สถาบันราชการ หรือสาธารณูปโภค จึงสามารถก่อสร้างอาคารได้ค่อนข้างเต็มเนื้อที่

ขณะที่ภาครัฐเตรียมเดินหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วง “หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต” ที่จะวิ่งจากหมอชิตผ่านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล ผ่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปถึงสะพานใหม่ และสิ้นสุดที่คูคต (ช่วงลำลูกกา คลองสอง) ซึ่งออกแบบเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงปลายทาง ระยะทางรวม 25 กิโลเมตร คาดว่าจะเริ่มลงเข็มได้ภายในปลายปีนี้หรืออย่างช้าปีหน้า และน่าจะเห็นอาคารขนาดใหญ่ทยอยเกิดขึ้นอีก อนาคตจะกลายเป็นทำเลที่มีทั้งออฟฟิศขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม และรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน

ออฟฟิศ-พื้นที่ค้าปลีกเกิดใหม่

สำหรับทำเลธุรกิจในย่านนี้ จุดแรกโฟกัสที่อาคาร “อีควิน็อกซ์” ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว อยู่ติดถนนพหลโยธินฝั่งเดียวกับธนาคารทหารไทย เป็นตึกใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีทั้งหมด 2 อาคาร คือ 1) อาคารสำนักงาน-พื้นที่ค้าปลีก และ 2) อาคารคอนโดมิเนียม

เดิมตึกนี้เจ้าของโครงการคือ บมจ. เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ แต่ล่าสุดได้ขายอาคารสำนักงาน-พื้นที่ค้าปลีกแบบยกตึกให้กับ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ที่ดำเนินธุรกิจอาคารคลังสินค้า

ด้วยขนาดอาคารที่มีพื้นที่รวม 23,000 ตารางเมตร แยกเป็นออฟฟิศ 20,000 ตารางเมตร และพื้นที่ค้าปลีก 2 ชั้น 3,000 ตารางเมตร เมื่อเริ่มมีผู้เช่าใช้อาคารแล้ว น่าจะทำให้บริเวณนี้คึกคักขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ค้าปลีกซึ่งน่าจะได้รับอานิสงส์จากพนักงานออฟฟิศในตึกและพนักงานที่ทำงานในตึกธนาคารทหารไทย ซึ่งเดิมที บมจ.เมเจอร์ฯ ให้เช่าพื้นที่ค้าปลีกเฉลี่ยเดือนละ 1,500 บาท ต่อตารางเมตร

เซนต์จอห์นทุบตึกขึ้นคอมเพล็กซ์

ส่วนโครงการใหม่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวคือที่ดินติดถนนวิภาวดีรังสิต เนื้อที่ 9 ไร่ ของกลุ่มสถานศึกษาเซนต์จอห์น สภาพปัจจุบันได้รื้ออาคารเรียนออกเพื่อเตรียมก่อสร้างโครงการคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ คาดว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างในต้นปีหน้า ถ้าสำเร็จก็น่าจะเปลี่ยนโฉมถนนวิภาวดีฯ ฝั่งเซนต์จอห์นให้คึกคัก

โดยผู้บริหารเซนต์จอห์นมองเห็นศักยภาพทำเลห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินและศูนย์การค้าเซ็นทรัล และจะเป็นผู้ลงทุนเอง จึงวางแผนพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ ประกอบด้วย คอนโดฯ และอาคารสำนักงานให้เช่า-พลาซ่า มูลค่าลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท คอนเซ็ปต์ใกล้เคียงกับโครงการจามจุรีสแควร์ ติดรถไฟฟ้าใต้ดินสามย่านของจุฬาฯ

รูปแบบโครงการเบื้องต้นแยกเป็น 2 เฟส เฟสแรกจะพัฒนาเป็นคอนโดฯ สูง 40 ชั้น จำนวน 3 ทาวเวอร์ รวม 1,500 ยูนิต มีพื้นที่อาคารรวม 130,000 ตารางเมตร จับกลุ่มลูกค้าระดับบน คาดว่าราคาขายไม่ต่ำกว่าตารางเมตรละ 100,000 บาท เน้นกลุ่มเป้าหมายนักเรียน-นักศึกษาเซนต์จอห์นและบุคคลทั่วไป

ส่วนเฟสที่ 2 จะพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานสูงไม่ต่ำกว่า 10-20 ชั้น และมีพื้นที่ด้านล่าง 2-3 ชั้น ออกแบบเป็นพลาซ่าสำหรับเปิดให้ร้านค้าเช่าพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร ธนาคาร มินิมาร์ต ฯลฯ คาดว่าใช้งบฯ ลงทุนอีกกว่า 2 พันล้านบาท แต่อัตราค่าเช่าต่อตารางเมตรต่อเดือนยังไม่ได้ข้อสรุป

ห้าแยกลาดพร้าว ทำเลศักยภาพ

ส่วนถ้าจะลงทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้าหรือร้านขายของภายในห้าง จากการสำรวจอัตราค่าเช่าพื้นที่ภายในห้างยูเนี่ยนมอลล์ พบว่า มีทั้งหมด 6 ชั้น เริ่มจากชั้น 1-6 (ชั้น F5) ค่าเช่าชั้น 1 แพงสุดคือเฉลี่ยเดือนละ 40,000-50,000 บาท ต่อตารางเมตร พื้นที่เริ่มต้นขนาด 6 ตารางเมตร และจะต้องจ่ายค่าเซ้งสิทธิ์แรกเข้า (เงินให้เปล่า) อีก 180,000 บาท ส่วนชั้น 6 ค่าเช่าถูกที่สุดคือเฉลี่ยเดือนละ 8,000 บาท และเสียค่าเซ้งสิทธิ์แรกเข้าอีก 8,000 บาท

ทั้งนี้ จากการสำรวจทำเลห้าแยกลาดพร้าวมีคอนโดฯ เกิดขึ้นหลายโครงการ ได้แก่ คอนโดฯ เอ็ม ลาดพร้าว จำนวน 313 ยูนิต ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเซ็นทรัล จะก่อสร้างเสร็จปลายปีนี้ และล่าสุดได้เปิดตัวโครงการคอนโดฯ ใหม่ “เอ็ม จตุจักร” จำนวน 864 ยูนิต ทั้ง 2 โครงการจับกลุ่มลูกค้าระดับบน

ส่วน บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ อยู่ระหว่างรอความชัดเจนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) เพื่อกำหนดแผนพัฒนาโครงการคอนโดฯ “แอ็บสแตร็กส์ พหลโยธิน พาร์ค” หลังเทสโก้ โลตัส ลาดพร้าวในเฟสที่ 2 รวมถึงก่อนหน้านี้ บมจ.ธนาพัฒน์ พร็อพเพอร์ตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ ได้พัฒนาคอนโดฯ “ซิม วิภา-ลาดพร้าว” กว่า 700 ยูนิต อยู่ด้านหลังตึกสำนักงานให้เช่าเล้าเป้งง้วนใกล้ห้าแยกลาดพร้าว ปัจจุบันมีห้องชุดเหลือขาย 10-20 เปอร์เซ็นต์

เท่ากับบริเวณห้าแยกลาดพร้าวมีคอนโดฯ กว่า 3,000-4,000 ยูนิต ที่สร้างเสร็จและจะทยอยก่อสร้างเป็นกำลังซื้อรองรับผู้ที่คิดจะลงทุนทำธุรกิจในบริเวณนี้ เพียงแต่ต้องโฟกัสกลุ่มลูกค้าให้ถูกต้องเท่านั้น

ส่องตลาดเชียงใหม่ ทำเลเศรษฐกิจ จากแยก “มีโชค”-ถนน “ซุปเปอร์ไฮเวย์”

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079010857&srcday=2014-08-01&search=no

นที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 354

เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

ส่องตลาดเชียงใหม่ ทำเลเศรษฐกิจ จากแยก “มีโชค”-ถนน “ซุปเปอร์ไฮเวย์”

เดือนที่ผ่านมามีคิวเดินทางขึ้นเหนือ จุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เมืองเศรษฐกิจสำคัญเจ้าของคำขวัญ “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” พร้อมกับถือโอกาสนี้เซอร์เวย์ทำเลเศรษฐกิจของเมืองเชียงใหม่

เว้นวรรคไปเชียงใหม่มา 3-4 ปี เดินทางไปรอบนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงในแง่การเติบโตของเมืองชัดเจน โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ขยายทำเลจากใจกลางเมืองบริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ ออกมาสู่พื้นที่ชั้นกลางช่วงถนนวงแหวนรอบ 2 ตามกระแสบูมในยุคทุนนิยม โดยเฉพาะนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2555-กลางปี 2556

ที่ดินแพง เมืองขยายสู่ชั้นกลาง

หากจะลงทุนทำธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ใจกลางเมืองอย่างถนนนิมมานฯ ยังคงเป็นทำเลที่น่าสนใจ เปรียบได้กับสยามสแควร์ในกรุงเทพฯ แต่ที่ดินก็ขยับราคาขึ้นสูงเช่นกัน สอบถามจาก “อานนท์ น้อยอ่ำ” ผู้บริหารรุ่นทายาทธุรกิจบริษัทอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น “ภานนท์” ได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเชียงใหม่มีถนนวงแหวนรอบ 1-3 คือรอบใน, รอบกลาง (วงแหวนรอบ 2) และรอบ 3

โดยถนนวงแหวนรอบ 2 เกิดขึ้นตอนที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์พร้อมกับการก่อสร้างสนามกีฬาสมโภช 700 ปีเชียงใหม่ เมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนวงแหวนรอบ 3 เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปี

ปัจจุบัน ราคาที่ดินในตัวเมืองบนถนนนิมมานฯ ขยับขึ้นไปถึงตารางวาละ 200,000 บาทขึ้นไป มีร้านอาหารว่าง ร้านกาแฟเก๋ๆ แบบเดียวกับกรุงเทพฯ เกิดขึ้นหลายแห่ง เช่น ร้านกาแฟ ร้านโรตี ฯลฯ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นนักเรียน-นักศึกษา

“ปี 55-56 เป็นช่วงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ขยายตัวไปอยู่ตามถนนวงแหวนรอบ 2 ชัดเจน ปัจจัยมาจาก 2 ส่วนคือ ราคาที่ดินในเมืองแพง และการปรับเปลี่ยนผังเมืองรวมเชียงใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินบางส่วนในบริเวณถนนวงแหวนรอบ 3 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียว) ไม่สามารถก่อสร้างที่อยู่อาศัยได้ ทำให้ที่ดินบริเวณถนนวงแหวนรอบ 2 เป็นที่ต้องการของนักลงทุน โดยราคาที่ดินปัจจุบันประกาศขายกันตารางวาละกว่า 80,000 บาทขึ้นไป จนแทบพัฒนาบ้านจัดสรรไม่ได้แล้ว” คุณอานนท์ ระบุ

แยกรวมโชคฯ ทำเลฮอต…เมืองใหม่

จากการสำรวจทำเลเศรษฐกิจที่น่าสนใจในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า บริเวณ “แยกรวมโชคมีชัย” ซึ่งอยู่ในช่วงถนนวงแหวนรอบ 2 มีโครงการคอนโดฯ เปิดตัวมากมาย ราคาตั้งแต่ยูนิตละกว่า 1.5-2 ล้านบาท อาทิ โครงการดิอิสสระ ของกลุ่มชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์, โครงการ เดอะ ยูนีค คอนโดมิเนียม ของบริษัท รวมโชคพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ฯลฯ

ว่ากันว่าภายใน 2-3 ปีนับจากนี้ ที่ดินติดถนนจะแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างเหมือนกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายเชียงใหม่-ลำปาง และจะกลายเป็นย่าน “เมืองใหม่” ที่น่าลงทุนทำธุรกิจ

มีโชคพลาซ่า ย่านการค้า

ปัจจุบัน บริเวณสี่แยกรวมโชคฯ มีโครงการ “มีโชคพลาซ่า” ของครอบครัวตนานุวัฒน์ กลุ่มทุนโรงงานเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ พัฒนาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ เปิดบริการเมื่อปี 2549 เป็นแหล่งรวมร้านค้าฮิตในย่านนี้ อยู่ติดถนนเชียงใหม่-พร้าว ตัดถนนวงแหวนรอบ 2 บนที่ดิน 16 ไร่ มีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 25,000 ตารางเมตร มี “ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต” ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าทั้งในและนำเข้า ภายในมีทั้งร้านขายสินค้าแฟชั่น ไอที ธนาคาร ร้านขายยา สถานเสริมความงาม ฯลฯ

โดยรัศมีรอบๆ โครงการประมาณ 1 กิโลเมตร มีที่อยู่อาศัยกว่า 10,000 หลังคาเรือน มีลูกค้าใช้บริการเฉลี่ยวันละ 7,000 คน รถเข้าเฉลี่ยวันละ 3,500 คัน โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์รถจะค่อนข้างแน่น โดยมีทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่มาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมภายในจังหวัดลำพูนแต่มาพักอาศัยเช่าบ้านหรือคอนโดมิเนียมเพราะอยู่ห่างกันประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30-45 นาทีก็ถึง

ปัจจุบัน หากเป็นพื้นที่เช่าภายในมีโชคพลาซ่า ขนาด 1 ยูนิต พื้นที่ 12.5 ตารางเมตร มีผู้ปล่อยเช่าช่วงเดือนละไม่ต่ำกว่า 12,000-15,000 บาท ต่อเดือน

ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ฮอตติดลมบน

อีกทำเลทองการค้าในจังหวัดเชียงใหม่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์” เชื่อมเชียงใหม่-ลำปาง หากเปรียบเทียบกับเมื่อ 8-10 ปี ต้องบอกว่า พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่ 2 ฝั่งถนนยังเป็นพื้นที่โล่ง ปัจจุบันมีสิ่งปลูกสร้างทั้งบ้านพักอาศัย คอนโดฯ ร้านค้า ผุดขึ้นจนแทบไม่เหลือที่ว่าง

ล่าสุด กลุ่มเซ็นทรัลได้เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ทำให้ทำเลถนนสายนี้ยิ่งคึกคักขึ้นอีก ขณะที่ราคาที่ดินก็เพิ่มขึ้นจนกู่ไม่กลับ ปัจจุบัน ที่ดินติดถนนเสนอขายกันตารางวาละกว่า 100,000 บาท หากพอมีทุนเปิดร้านค้าบนถนนสายนี้ก็ถือว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพ โดยสังเกตว่าถนนสายนี้มีโครงการคอนโดฯ ทั้งจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและกรุงเทพฯ ทยอยเปิดโครงการ เช่น โครงการ ทรัมส์ คอนโดฯ ของทุนท้องถิ่น, โครงการ ดีคอนโด ซายน์ ใกล้เซ็นทรัลเฟสติวัล, โครงการ ดิอามองต์ ของ บมจ.เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง

อีกทำเลที่เหมาะจะลงทุนทำธุรกิจเพื่อซื้ออนาคตคือ บริเวณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ถึงแม้อยู่ถัดจากนอกเมืองออกมาแต่มีกำลังซื้อนักศึกษารองรับ โดยมีนักศึกษารวมประมาณ 4,000-5,000 คน

ขณะเดียวกัน ทางภาครัฐมีโครงการจะตัดถนนวงแหวนรอบ 4 เพื่อเสริมความคล่องตัวการจราจร โดยแนวเส้นทางจะอยู่ใกล้กับบริเวณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น และน่าจะทำให้เกิดการขยายตัวของที่อยู่อาศัยโดยรอบแนวเส้นทางถนนวงแหวนรอบ 4 เพราะยังพอมีที่ดินว่างเปล่าให้จับจองทำธุรกิจได้

%d bloggers like this: