เลือกตั้ง

All posts tagged เลือกตั้ง

โบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นขึ้นต่อขานรับผลเลือกตั้ง

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

3 กรกฎาคม 2554, 21:57 น.

โบรกเกอร์ชี้ตลาดหุ้นขึ้นต่อขานรับผลเลือกตั้ง.

Pic_183623

โบรกฯประสานเสียง หุ้นไทยสัปดาห์นี้ปรับเพิ่มแน่หลังได้รัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่ง แนะจับตานโยบายและโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ลุ้นครึ่งปีหลัง ทะยานถึง 1,200 จุด…

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัส กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวผู้นำรัฐบาลและพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งคิดว่า ทุกฝ่ายคงต้องยอมรับเสียงข้างมากของประชาชน ซึ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งต้องให้โอกาสรัฐบาลใหม่ในการทำงานเพื่อพิสูจน์ฝีมือ

นายก้องเกียรติ กล่าวต่อว่า การที่พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากเข้ามาเกินครึ่งก็น่าจะทำให้การดำเนิน นโยบายหรือการบริหารงานสะดวก รวดเร็ว และคล่องตัวมากขึ้น แม้จะเป็นรัฐบาลผสมที่มีพรรคร่วมเข้ามาหลายพรรคก็ตาม ซึ่งน่าจะเป็นผลดีหรือปัจจัยบวกต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ที่เปิดทำการมา ดัชนีหุ้นน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลังจากนั้นก็ต้องรอดูทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้แม้ชื่อหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับเข้ามารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการเห็นที่สุดคือการลดปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศและการลด ปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอมาเช่นกัน หลังจากนี้ก็คงต้องรอดูการพิสูจน์ฝีมือ

ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้าว่าพรรคเพื่อไทย จะชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งมีผลทำให้ตลาดหุ้นช่วง 2-3วัน ก่อนการเลือกตั้งปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง และเมื่อผลออกมาเป็นไปตามที่คาดไว้ ก็อาจมีนักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการจัดตั้งรัฐบาล ดูนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนอีกครั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงที่ได้เกินครึ่งซึ่งเป็นผลดีต่อการจัดตั้งรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพก็อาจมีนักลงทุนส่วนหนึ่งเข้า มาลุยซื้อหุ้นต่อเพราะเกิดความเชื่อมั่น ดังนั้นสัปดาห์นี้ตลาดก็อาจปรับตัวขึ้นได้ต่อแต่คงไม่แรงมากนัก เพราะปรับขึ้นรับข่าวไปบ้างแล้ว

ขณะที่ นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นหลังจากนี้จะปรับขึ้นได้ต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลสืบเนื่อง ความเสี่ยงที่นักลงทุนกังวล ดังนี้ 1.ความไม่ยอมรับของประชาชน แต่ผลที่ออกมาการที่เพื่อไทยได้เสียงเกินครึ่งและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมายอมรับผลการเลือกตั้งและแสดงความยินดีกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศไทย ประเด็นนี้จึงไม่น่าห่วง 2.เมื่อประชาชนให้การยอมรับแล้ว จะมีความเสี่ยงที่มีการท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมหรืไม่ ในประเด็นการ ปรองดองหรือการนิรโทษกรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ แต่หากเป็นไปตามหลักของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้ท้าทายกระบวนการยุติธรรมตลาด หุ้นไทยก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้อย่างมีความมั่นคง แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลา

สำหรับตลาดหุ้นระยะสั้นในสัปดาห์นี้ คาดว่าดัชนีหุ้นคงปรับตัวขึ้นได้ 1,050-1,070 จุด ซึ่งอาจจะถูกแรงขายทำกำไรระยะสั้นออกมา แต่สำหรับตลาดหุ้นระยะกลางหากความเสี่ยงข้างต้นไม่เกิดขึ้น ในช่วงครึ่งปีหลังคงมีโอกาสได้เห็นดัชนีหุ้นไปได้ถึง 1,150-1,200 จุด เพราะไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ยังมีกำไรเติบโตที่ดี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 กรกฎาคม 2554, 21:57 น.

บล.โกลเบล็กชี้หุ้นกลุ่มบริโภคได้ประโยชน์หลังเลือกตั้ง

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 16:45 น.

บล.โกลเบล็กชี้หุ้นกลุ่มบริโภคได้ประโยชน์หลังเลือกตั้ง.

Pic_183397

บล.โกลเบล็ก มองหลังเลือกตั้งปัจจัยเสี่ยงการเมืองยังกดดันตลาดหุ้น ชี้นักลงทุนอาจลดพอร์ตชะลอลงทุนรอความชัดเจน เชื่อกลุ่มบริโภคได้ประโยชน์จากนโยบายกระจายความเจริญสู่ชนบท และส่งเสริมรายได้ของพรรคการเมืองที่ต้องสานต่อ พร้อมคงดัชนีสิ้นปีที่ 1,139 จุด

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โกลเบล็ก ประเมินถึงภาพการลงทุนหลังการเลือกตั้งว่า ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล การลงทุนขนาดใหญ่ และนโยบายประชานิยมจะยังคงดำเนินต่อไป ด้วยเหตุนี้ หุ้นกลุ่มการบริโภค อาทิ CPALL, MAKRO, BIGC, ITDและ STEC โดยมองว่ากลุ่มการบริโภคเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากนโยบายการหาเสียงเลือก ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันราคาสินค้า นโยบายกระจายความเจริญสู่ชนบท รวมถึงนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ประชาชนมีการบริโภคเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มก่อสร้างและวัสดุจะได้รับประโยชน์ในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ที่ รัฐบาลจะดำเนินการต่อไปอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องพิจารณาหลังการเลือกตั้งที่จะเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ในอนาคต คือ จำนวนเสียงที่พรรคใหญ่ได้มาเป็นอันดับ 1 จะมากเพียงใด โดยได้แบ่งความน่าจะเป็นออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีแรก คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 แต่ไม่ถึง 50% ต้องอาศัยพรรคร่วม กรณีที่ 2 คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 เกิน 50% ไม่มาก ต้องมีพรรคร่วมจำนวนหนึ่ง และกรณีสุดท้าย คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1 เกิน 50% และอาจมากถึง 70% ซึ่งมีความเป็นไปได้ แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อย

ทั้งนี้ หากประเมินจากโพล 4 สำนักใหญ่ และคนจำนวนไม่น้อย คาดการณ์ผลการเลือกตั้งว่าเพื่อไทยจะได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ในกรณีที่ชนะไม่ถึง 50% และขาดเหลืออีกไม่มาก 10-20 เสียง จำเป็นต้องดึงพรรคร่วมมาเสริมรัฐบาลนั้น ความเสี่ยงของพรรคเพื่อไทยจะต้องเผชิญกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่มีการพลิกสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อจีด ตั้งรัฐบาลอาจเกิดขึ้นได้ แต่จะโดนต่อต้านจากกลุ่มคนสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความวุ่นวายต่างๆน่าจะตามมาแม้ไม่มาก แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็จะไมมีเสถียรภาพมากนัก ซึ่งหากเป็นรูปแบบนี้คาดว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นจากที่ได้ขาย ออกไปราว 45,000ล้านบาทกลับ ซึ่งคาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัว 1,000-1,050 จุด

ส่วนในกรณีที่พรรคเพื่อไทย่ชนะคะแนน เกิน 50% ไม่มาก จำเป็นต้องมีพรรคร่วมจำนวนหนึ่งเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งไม่รวมประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย แต่อาจมี ส.ส.ภูมิใจไทยบางส่วนที่ขอเข้าร่วมด้วย 10-15 คน ในกรณีนี้ต้องดูว่าในท้ายที่สุดแล้วเมื่อผ่านใบแดง ใบเหลืองแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจะมีคะแนนเหลืออยู่ที่เท่าใด ถ้ายังเกิน 50%-60% จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงในวาระที่ 2 อันได้แก่ 1.คดีหุ้นบมจ.เอสซี แอสเสท(SC) ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและคดียุบพรรคซึ่งเป็นผลจากสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” หากเป็นไปตามสถานการณ์นี้ ต่างชาติจะมองความเสี่ยงการเมืองไทยและยังคงลดพอร์ตต่อเนื่อง หรือหยุดรอดูสถานการณ์จนกว่าภาพทุกอย่างจะชัดเจน คาดดัชนีหุ้นจะแกว่งตัว ในกรอบ950-1,050 จุด

สำหรับกรณีสุดท้ายที่มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย คือ เพื่อไทยชนะคะแนนเกิน 50% และอาจมากถึง 70% กรณีนี้น่าจะสร้างความเสี่ยงให้กับเพื่อไทยน้อยสุดในแง่ของความชอบธรรมจาก มหาชน ขณะที่กลุ่มผู้ไม่นิยม”ทักษิณ” อาจต้องปล่อยให้ไปตามกระแสในช่วงต้น เหตุการณ์กรณีคดี SC ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และคดียุบพรรคจากสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” แม้มีโอกาสเกิดขึ้น แต่อาจไม่ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นผู้เลือกตั้งขึ้นมา ดังนั้น คาดว่าจุดที่จะทำให้รัฐบาลเพื่อไทยสั่นคลอนได้ คือ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจนำประเด็นเรื่องนิรโทษกรรมคุณทักษิณมาพิจารณา ซึ่งจะเข้ากลับสโลแกนของประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้คือ “ไม่ล้างผิดให้คนเพียงคนเดียว” คาด SET แกว่งตัว 1,000-1,100 จุด

ดังนั้น สรุปได้ว่าไม่ว่ารัฐบาลจะเกิดขึ้นในกรณีใดก็ตาม นักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนนักลงทุนในประเทศยังคงมองเห็นถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จึงอาจมีการชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งรวมถึงเศรษฐกิจในประเทศที่มีการชะลอตัวลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บล.โกลเบล็กยังเชื่อว่าจะเป็นการชะลอตัวในช่วงสั้น โดยยังคงดัชนีสิ้นปี 54 ไว้ที่ 1,139 จุด แต่อาจมีการปรับตัวลดลงตามเศรษฐกิจโลกและผลประกอบการของบริษัทใน ตลาดหลักทรัพย์ที่อาจมีผลต่อดัชนีที่อาจจะลดลงไปถึง 950 จุดได้ในไตรมาส 3

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 16:45 น.

เชื่อสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.50-30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ

Published กรกฎาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 11:45 น.
เชื่อสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.50-30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183322

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 30.50-30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ แนะจับตาสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ค่าเงินบาท (Onshore) อ่อนค่าใกล้ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าในช่วงท้ายสัปดาห์ก่อนวันหยุด เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมากท่ามกลางความต้องการเงินดอลลาร์ฯ จากกลุ่มผู้นำเข้าในช่วงใกล้สิ้นเดือน ตลอดจนแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ของผู้ค้าทองคำหลังจากที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงค่อนข้างมาก นอกจากนี้ แรงขายเงินบาทในช่วงต้นสัปดาห์ยังสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิหุ้นไทยของนัก ลงทุนต่างชาติท่ามกลางบรรยากาศที่ระมัดระวังก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของไทยใน วันที่ 3 ก.ค.นี้ อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงติดลบ และแข็งค่ากลับมาในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการกลับเข้าซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติก่อนสิ้น ไตรมาส 2/2554 และการเพิ่มขึ้นของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน หลังจากที่มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังของกรีซในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา คืบหน้าไปมาก ในวันพฤหัสบดี (30 มิ.ย.) เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ 30.70 หลังอ่อนค่าสุดระหว่างสัปดาห์ใกล้ 31.00 เทียบกับระดับ 30.63 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (24 มิ.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ ถัดไป (4-8 ก.ค. 2554) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.50-30.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาสถานการณ์การเมืองในประเทศหลังการ เลือกตั้ง การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลกที่น่าจะเชื่อมโยงกับ ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่อาจสะท้อนได้จากผลสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต-ภาคบริการเดือนมิ.ย. ของหลายๆ ประเทศ ตลอดจนความคืบหน้าของแผนความช่วยเหลือด้านเงินทุน หลังจากที่รัฐสภากรีซเห็นชอบมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังแล้ว ตลอดจนประเด็นเรื่องการขยับเพดานหนี้ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงานเดือนพ.ค.ดัชนี ISM ภาคการผลิต-ภาคบริการ ข้อมูลการจ้างงาน และอัตราการว่างงานเดือนมิ.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 2 กรกฎาคม 2554, 11:45 น.

tags:
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ค่าเงินบาท ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ การเมือง เลือกตั้ง นโยบายการเงิน ธนาคารกลางยุโรป

เลือกตั้ง 54 กลิ่นแบงก์พันหอมฟุ้ง ธปท.ระบุธนบัตร 1,000 บ. ปลิวว่อนกว่า 7 หมื่น ล.

Published กรกฎาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.
เลือกตั้ง 54 กลิ่นแบงก์พันหอมฟุ้ง ธปท.ระบุธนบัตร 1,000 บ. ปลิวว่อนกว่า 7 หมื่น ล. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183238

ความต้องการแบงก์ 1 พันบาท เลือกตั้ง 54 สะพัด ตัวเลขธนบัตรหมุนเวียนของ ธปท. ล่าสุด เดือน พ.ค. ยุบสภาเดือนแรก แบงก์พันบาทเพิ่มขึ้นในระบบอีก 509 ล้านบาท ขณะที่ย้อนไปเดือน เม.ย. เดือนที่นายกฯประกาศชัดว่าจะยุบสภาแน่ ปริมาณแบงก์พันเพิ่มมากอย่างน่าสังเกต เพราะเพิ่มขึ้นถึงเดือนเดียว 70,011 ล้านบาท ผู้ว่า ธปท. ระบุการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติเลือกตั้ง และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น…

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 5.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็น อัตราเพิ่มที่สูงเมื่อเทียบช่วงที่ผ่านมานั้น ธปท.มองว่าส่วนหนึ่งของเม็ดเงินที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอาจจะมา จากความต้องการใช้จ่ายเงินในช่วงการรณรงค์หาเสียง เลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะมีการใช้จ่าย เงินเพิ่มขึ้นในช่วงเลือกตั้งที่มีกิจกรรมในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง การใช้จ่ายที่ดีขึ้น มาจากกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และเมื่อเศรษฐกิจของเราใหญ่ขึ้น ทำให้ความต้องการธนบัตร เพิ่มมากขึ้นด้วย

“ในช่วงเดือน พ.ค. เป็นเดือนที่มีการยุบสภา การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทำให้มีการใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง แต่ตามปกติการเร่งใช้จ่ายเงินเพื่อการเลือกตั้ง หรือการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงนั้น ธปท.ไม่ได้ตามว่าเม็ดเงินส่วนไหนไปทำอะไร และคงแยกแยะได้ยาก ขณะเดียวกัน ในเดือน พ.ค. ถึงจะมีการใช้จ่ายเพิ่มเห็นได้ชัด แต่ยังอีกไกลกว่าจะมีการเลือกตั้งจริง เพราะการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในวันที่ 3 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่ การเคลื่อนไหวของเงินหรือธนบัตรหมุนเวียนอาจจะเปลี่ยนไปอีกใกล้ๆช่วงเลือก ตั้ง ถ้าต้องการตามดู ความเคลื่อนไหวของเงินว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือไม่ คงจะต้องรอดูช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. อีกครั้ง”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า จากตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ธปท.คงระบุไม่ได้ว่าเงินส่วนไหนเป็นเม็ดเงินที่ใช้จ่ายเพื่อการเลือกตั้ง และส่วนไหนเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นจากกำลังซื้อของประ-ชาชนที่ดีขึ้น เพราะการดูเม็ดเงินในระดับมหภาคคงแยกแยะเม็ดเงินได้ค่อนข้างยาก แต่หากมองภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ การผลิตในส่วนรถยนต์ที่หายไปจากผลกระทบญี่ปุ่น ก็เริ่มกลับมาขยายตัวแล้ว

ทั้ง นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประ-เทศไทย (ธปท.) ได้รายงานเงินสดหมุนเวียนใน ระบบเศรษฐกิจไทยล่าสุดสิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่มีการยุบสภา เดือนแรกเพื่อเข้าสู่การรณรงค์หาเสียงเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป พบว่ามีธนบัตรหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงิน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับธนบัตรที่อยู่ในมือ ธปท.ทั้งสิ้น 1,214,485 ล้านบาท ซึ่งเป็นปริมาณธนบัตรหมุนเวียนที่เท่ากับเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

อย่าง ไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าระบบการเงินมีความต้องการธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นธนบัตรชนิดราคาเดียว ที่มีการหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ธนบัตรชนิดราคาอื่นๆ เช่น ราคา 500 บาท 100 บาท และ 50 บาท ลดลง ส่วนธนบัตร ชนิดราคา 20 บาท มีปริมาณหมุนเวียนเท่ากับเดือน เม.ย. โดย ณ สิ้นเดือน พ.ค. มีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท หมุนเวียนในระบบทั้งสิ้น 961,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 509 ล้านบาท ขณะที่ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท มีหมุนเวียนในตลาด 108,599 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 246 ล้านบาท ขณะที่ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท มีหมุนเวียนทั้งสิ้น 100,449 ล้านบาท ลดลง 58 ล้านบาท ขณะที่ธนบัตรชนิดราคา 50 บาท หมุนเวียนทั้งสิ้น 12,189 ล้านบาท ลดลง 206 ล้านบาท

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า ความต้องการธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้งนั้นเกิดขึ้นชัดเจนมาตั้งแต่ เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่นายกรัฐมนตรีมีการประกาศชัดเจนว่าจะยุบสภาอย่างแน่นอนใน ช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยสิ้นเดือน เม.ย. มีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท หมุนเวียนในระบบ 961,134 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 70,011 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นที่ค่อนข้างผิดปกติ เพราะหากย้อนกลับไปอีกเดือน ณ สิ้นเดือน มี.ค. ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 4,033 ล้านบาท

ทั้งนี้ ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท.ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิมพ์ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ที่ปริมาณธนบัตรที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นชนิดราคา 1,000 บาท และ 500 บาท แต่ครั้งนี้ เป็นธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทล้วนๆ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายออกบัตรธนาคาร ธปท.ตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนธนบัตรที่เพิ่มขึ้นในช่วงสิ้นเดือน เม.ย. อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นช่วงของการปรับขึ้น เงินเดือนของพนักงาน และค่าจ้างแรงงานประจำปี ซึ่งมีส่วนทำให้ความต้องการเงินธนบัตรเพิ่มขึ้นด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 06:00 น.

tags:
เลือกตั้ง แบงก์พัน ธปท. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

บขส.พร้อมอำนวยความสะดวกคนกลับเลือกตั้งตจว.

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 19:05 น.

บขส.พร้อมอำนวยความสะดวกคนกลับเลือกตั้งตจว..

Pic_182946

บขส. พร้อมอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ขณะเดียวกัน เปิดเดินรถเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ – กุมภวาปี – บึงกาฬ เริ่ม ๑ ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางกลับ ภูมิลำเนาเพื่อไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ว่า ขณะนี้ บขส. มีผู้โดยสารจองตั๋วเดินทางกลับภูมิลำเนา ในช่วงวันที่ 1-4 ก.ค. 54 เพียง 50% เท่านั้น แต่ บขส. ไม่ได้นิ่งนอนใจได้มีการเตรียมรถเสริม เช่น รถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 30 ) เพิ่มขึ้นอีก 50% หรือ 2,200 เที่ยววิ่ง จากเที่ยววิ่งปกติ 4,300 เที่ยววิ่ง รวมจะทำให้มีรถให้บริการเป็น 5,500 เที่ยววิ่ง สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 200,000 คน โดยเป็นการเสริมเที่ยววิ่งเช่นเดียวกับช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลปีใหม่ และเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเชื่อว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ บขส. ได้สั่งระดมเจ้าหน้าที่ ดูแลความปลอดภัย ทั้งบนรถโดยสาร สถานีขนส่งผู้โดยสาร และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติตั้งจังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย บขส. จึงได้เปิดเดินเส้นทางเดินรถสายที่ 79 กรุงเทพฯ – กุมภวาปี – บึงกาฬ ขึ้น โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 54 ที่จะถึงนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดดังกล่าว โดยรถมาตรฐาน 4 ก (32 ที่นั่ง) ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 18.15น. และออกจากจังหวัดบึงกาฬ เวลา 17.00 น.ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 19:05 น.

ปัญหากรีซดีขึ้นส่งผลบาทเข็ง แต่นักลงทุนนอกยังไม่เชื่อมั่นการเมืองไทย

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 18:14 น.

ปัญหากรีซดีขึ้นส่งผลบาทเข็ง แต่นักลงทุนนอกยังไม่เชื่อมั่นการเมืองไทย.

Pic_182939

แบงก์ชาติ มองบาทแข็งค่ามาจากปัจจัยกรีซดีขึ้น แต่ภาพรวมนักลงทุนนอกยังไม่เชื่อมั่นการเมืองไทย เชื่อหลังเลือกตั้งเงินยังไหลกับไทยทันที แต่จะรอจนกว่าจะแน่ใจมีรัฐบาลบริหารประเทศได้ หรือไม่มีความรุนแรงแน่ จึงจะกลับมา…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพการเงิน กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งขึ้นวันนี้ (30 มิ.ย.) เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ ที่ผ่านไปอีกช่วง ทำให้ค่าเงินเกือบทุกสกุลในโลกแข็งขึ้นตามทิศทางของเงินยูโร แต่ต้องเข้าใจว่า ปัญหากรีซในขณะนี้ยังไม่จบ ทำให้ต้องจับตามองทิศทางของการแก้ปัญหาต่อไป ส่วนการไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) 2 นั้น ไม่น่ามีผลกระทบให้การกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเนื่องไปทำไม่ได้ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ผลจากมาตรการ QE ได้ช่วยดึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวให้ลดลงมาได้ในระดับหนึ่งแล้ว และเป็นอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้มีโอกาสฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป

สำหรับ ปัจจัยในประเทศ นั้น ในขณะนี้ยอมรับว่า นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ กำลังจับตาสถานการณ์ในประเทศของไทย โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง โดยมองว่า หลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้น ในวันที่ 3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เสียงข้างมาก เงินทุนต่างประเทศจะยังไม่ไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทันที โดยมีปัจจัย 2-3 เรื่อง คือ การทำตาม และเคารพกติกาประชาธิปไตยหรือไม่ การทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ซึ่งนโยบายขณะนี้ไม่แตกต่างกัน และสุดท้ายพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ซึ่งขณะนี้ยังดีอยู่

“เชื่อว่า นักลงทุนต่างชาติ ยังมีความไม่แน่ใจ เพราะแม้การเลือกตั้งผ่านไป ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะ ก็ยังมีความไม่แน่นอนจนกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น และบริหารประเทศ ดังนั้น เชื่อว่า สำหรับปัจจัยในประเทศนั้น จะมีผลให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุน ต่อเมื่อเหตุการณ์สงบจริงๆ ช่วงนี้ ต่างชาติน่าจะรอดูสถานการณ์ก่อน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่แน่ใจการเมืองของเรา ถ้าการเมืองสงบรัฐบาลใหม่ทำงานต่อไปเงินจะกลับเข้ามา แต่หากกลับไปเป็นเหมือนเดิมมีความแตกแยก หรือความรุนแรง มีความเป็นไปได้ที่เงินที่ไหลออกไปจะไม่กลับเข้ามาประเทศไทย อีก” นางอัจนา กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 18:14 น.

กิมเอ็งคาดหุ้นทะยานถึง1,200จุด ถ้าพรรคใหญ่ชนะกันขาด

Published กรกฎาคม 1, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 15:57 น.

กิมเอ็งคาดหุ้นทะยานถึง1,200จุด ถ้าพรรคใหญ่ชนะกันขาด.

Pic_182893

กิมเอ็งประเมินสัปดาห์แรกหลังเลือกตั้งหาก พท.ชนะหุ้นดีดรับเพียง 1-2% แต่หาก ปชป-ภท.ได้ หุ้นจะขึ้นมากกว่า 2-5% แต่ตลาดหุ้นเดือน ส.ค.หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแรงซื้อของต่างชาติระลอกใหม่จะเข้ามา 20,000 – 30,000 ล้าน หุ้นไทยจะทำนิวไฮ ทะยานได้ถึง 1,150-1,200 จุด…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.บล.กิมเอ็ง ออกบทวิเคราะห์ ประเมินผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.ต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยโดย แยกเป็นกรณีต่างๆไว้น่าสนใจ ดังนี้ ในสัปดาห์แรกหลังผลการเลือกตั้งออกมา 1. หากพรรคเพื่อไทยชนะตามที่โพลต่างๆ รายงาน ระยะสั้นคาดว่าดัชนีหุ้นไทย (SET Index ) จะดีดตัวขึ้นได้อีกเพียง 1-2% และเกิดการขายหุ้นออกมาหรือเกิด Sell on Fact หลังจากนั้นเพราะเป็นสิ่งที่ ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยกระแสเงินทุนต่างชาติอาจยังไม่เข้ามาอย่างโดดเด่นได้เพราะต้องดู สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลอีกระยะหนึ่ง

2. หากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทยได้เสียง 250 +/- คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะดีดตัวขึ้นไม่ต่ำกว่า 2% และอาจเห็นถึง 5% ภายในสัปดาห์เดียว เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเงินทุนจะไหลกลับเข้าอย่างโดดเด่น เพราะตลอดเดือนมิ.ย. ถึงวันที่ 29 มิ.ย.นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิไปทั้งสิ้น 29,000 ล้านบาท

แต่มุมมอง ต่อตลาดหุ้นไทยหลังเสร็จสิ้นการจัดตั้งรัฐบาล ที่คาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐบาลจะ เสร็จสิ้นในเดือนส.ค. กิมเอ็งประเมินด้วยสมมติฐานของผลการเลือกตั้งดังต่อไปนี้ 1. หากพรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคขนาดกลางและ/หรือขนาดเล็ก เนื่องจากเสียงชนะไม่ขาดหรือชนะกันเพียง 5-10 ที่นั่งเท่านั้นดัชนีหุ้น ไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ระหว่าง 1,050 – 1,100 จุด พร้อมกับกระแสเงินทุนต่างชาติจะยังไม่กลับมา

2.หากพรรคการเมือง ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งแบบมีนัยยะสำคัญคือชนะขาดกันถึง 20 ที่นั่ง +/- ดัชนีหุ้นไทยจะทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่(New High) พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของต่างชาติระลอกใหม่เข้ามา คาดว่าจะสูงถึง 20,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นปรับขึ้นแตะระดับ 1,150 – 1,200 จุดได้

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินผลการเลือกตั้งว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะ ดัชนีหุ้นจะปรับตัวขึ้นทันที โดยต่างชาติจะกลับเข้ามาซื้อหุ้นต่อ เพราะมองว่ามีการสานต่อนโยบาย แต่ถ้าเพื่อไทยชนะ ก็ไม่คิดว่าจะกดดันให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงมากนัก (แต่ตลาดจะปรับลงเพราะปัจจัยต่างประเทศมากกว่า) เพราะดัชนีรับรู้ไปมากแล้ว ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเป็นเพียงช่วงเทรดดิ้งสั้นๆ ตามรอบ และยังน่าจะจำกัดพอร์ตไว้ก่อน โดยถ้าจะเข้าซื้อเพื่อถือ ควรรอให้ดัชนีหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่า 1,000 จุดได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 15:57 น.

โบรกฯระบุผลเลือกตั้ง3ก.ค.54กำหนดทิศทางประเทศไทย

Published มิถุนายน 30, 2011 by SoClaimon

30 มิถุนายน 2554, 14:14 น.

โบรกฯระบุผลเลือกตั้ง3ก.ค.54กำหนดทิศทางประเทศไทย.

Pic_182883

โบรกฯ ระบุผลเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54 กำหนดทิศทางประเทศไทย พร้อมแนะนำซื้อหุ้นน้ำมัน ทั้ง TOP, IRPC, PTT,PTTEP, PTTAR, PTTCH,…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 ก.ค. 25554 นี้ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับประเทศไทย หลังจากที่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมืองมาตั้งแต่ ปลายปี 2548 เป็นต้นมา การเลือกตั้งในครั้งนี้จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจะออกจากปัญหาความขัดแย้ง ได้เร็วแค่ไหนและด้วยวิธีใด

แต่ที่สำคัญที่สุดผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้อง ออกไปใช้สิทธิกันให้มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา (23 ธ.ค.2550) ซึ่งพบว่ามีจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากถึง 74.5% และ หากครั้งนี้มีการใช้สิทธิสูงกว่า 80% ก็จะทำให้ผลการเลือกตั้งมีความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไรและจะได้รัฐบาลรูปแบบไหน ณ จุดนี้คงทำนายได้ยาก เพียงแต่ในความเห็นของฝ่ายวิจัย ผลการเลือกตั้งที่ดีที่สุด ก็คือผลการเลือกตั้งที่ทำให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ได้รับการยอมรับ และมีขีดความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งภาพดังกล่าวจะเกิดได้ง่ายขึ้น หากมีจำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เกิน 80% ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งที่ออกมามีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ชนะการเลือกตั้งอย่างขาดลอย หรือเข้าใกล้ 250 เสียงมากที่สุด ซี่งนักลงทุนต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งในสัปดาห์หน้า และที่สำคัญ วันที่ 3 ก.ค.2554 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องออกไปใช้สิทธิ เพื่อกำหนดทิศทางของประเทศด้วย

บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังได้ ประเมินทิศทางราคาน้ำมันว่า  เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงาน (EIA) ของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยสต็อกน้ำมันสิ้นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ลดมากกว่าตลาดคาด และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 กล่าวคือสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯลดลงถึง 4.4 ล้านบาร์เรล สู่ 359.5 ล้านบาร์เรล เป็นการลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะลดลงราว 1.4 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันกลั่น) เพิ่มขึ้น 3 แสนบาร์เรล น้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 1 ล้านบาร์เรล

โดยคาด ว่าการเพิ่มขึ้นของสต๊อกน้ำมันสำเร็จรูป จะมาจากน้ำมันเครื่องบิน และดีเซล ขณะที่สต็อกน้ำมันเบนซิน ยังคงลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล (สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 6 แสนบาร์เรล) การลดลงของสต็อกน้ำมันดังกล่าว น่าจะหนุนให้น้ำมันดิบโลกวันก่อนฟื้นตัวต่อเนื่อง เป็นวันที่ 3 โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบดีดตัวแรงกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลขึ้น สู่ระดับ 107.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นปิโตรเลียมระยะสั้น

ดังนั้น หลังจากที่เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อหุ้นที่เข้าข่าย คือ 1. มีอัตราลดลงมากกว่าตลาด 2. มีค่า Beta มากกว่า 1.1 เท่า และเป็นหุ้นที่ ASP มีคำแนะนำซื้อ ดังต่อไปนี้ STEC ,TOP, IRPC, PTT, BBL, PTTEP, PTTAR, PTTCH, TCAP, KTB, HEMRAJ โดยได้เน้นกลุ่ม Domestics ก่อน คือ BBL, STEC ซึ่งฟื้นตัวได้แรงกว่าตลาดตามคาดไปแล้ว วันนี้แนะนำให้หาจังหวะขายทำกำไรระยะสั้น เพื่อ SWITCH ไปซื้อหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่ยัง laggard TOP, PTTCH และ PTTAR

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 มิถุนายน 2554, 14:14 น.

ตลท.ซ้อมแผนรับมือเหตุวุ่นวายหลังเลือกตั้ง

Published มิถุนายน 29, 2011 by SoClaimon

28 มิถุนายน 2554, 19:40 น.

ตลท.ซ้อมแผนรับมือเหตุวุ่นวายหลังเลือกตั้ง.

Pic_182437

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับธนาคารและโบรกเกอร์ซ้อมแผนรับมือหากเกิดภัยพิบัติหรือเหตุ วุ่นวายหลังเลือกตั้ง ด้านโบรกเกอร์หวั่นการเมืองซ้ำรอยเกิดความรุนแรง ขณะที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์บอกเป็นการซักซ้อมประจำปีปกติ

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้บริหารและพนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ฯ (โบรกเกอร์) บริษัทสมาชิกตลาดอนุพันธ์ บริษัทจดทะเบียน และ สมาชิกสำนักหักบัญชีรวม 199 หน่วยงาน ได้ร่วมกันซ้อมปฏิบัติการตามแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง Business Continuity Plan (BCP) ประจำปี หรือแผนการรองรับกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ และอื่น ๆ เป็นเหตุให้พนักงานไม่สามารถเข้า ปฏิบัติงานในอาคารได้ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการซื้อขายหลักทรัพย์และระบบงานสำคัญ จะไม่ได้รับผลกระทบหากมีเหตุการณ์รุนแรง โดยพร้อมปฏิบัติงานและ สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติได้เร็วที่สุด เพื่อมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการจัดการด้านความเสี่ยงที่ทัดเทียม มาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง

นายจรัมพร  กล่าวต่อว่า การซักซ้อมแผนดังกล่าวเป็นการซักซ้อมประจำปี ไม่เกี่ยวกับกรณีที่ปีที่ผ่านมามีเหตุเผาอาคารตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมไว้ ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไร ซึ่งไม่เฉพาะแค่ตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยรวมทั้งโบรกเกอร์ต่างๆก็ต้องมีแผนสำรองไว้เช่นกัน เพื่อให้การ ทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด

“เราต้องซักซ้อมและวางแผนว่า หากเกิดเหตุจนทำให้พนักงานและผู้บริหารเข้าตึกไม่ได้ แล้วจะไปปฎิบัติงานที่ไหน ส่วนระบบการซื้อขายเราไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะมีระบบ สำรองทำให้การซื้อขายเดินหน้าได้ต่อเนื่อง แต่ได้ทำความเข้าใจร่วมกันถึงระบบการชำระเงินและส่งมอบหลักทรัพย์ (เคลียร์ริ่ง เซ็ทเทิลเม้นท์) ในกรณีที่มีการประกาศวันหยุด เพิ่มขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปโดยกำหนดให้ยึดหลักระยะ เวลาในการเคลียร์ริ่ง เซ็ทเทิลเม้นท์คือ T+3 หรือ 3 วันทำการนับจากวันที่ซื้อขาย โดยหากประกาศวันหยุดเพิ่มก็จะขยับหรือบวกวันเพิ่มตามวันหยุด โดยจะออกเป็นประกาศเพื่อถือปฎิบัติและให้เข้าใจตรงกัน” นายจรัมพร กล่าว

ขณะที่ ผู้บริหารระดับสูงในวงการหลักทรัพย์  เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัทกังวลว่า หากเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ตลาดหลักทรัพย์และธนาคารพาณิชย์รวมทั้งโบรกเกอร์จะร่วมกันมีแผนรับมือ อย่างไร โดยเฉพาะมาตรการดูแลระบบการซื้อขายในตลาดหหุ้นและระบบชำระราคาฯ ซึ่งความกังวลดังกล่าวมาจากเหตุรุนแรงปีที่แล้ว ซึ่งมีการวางเพลิงธนาคารและ อาคารตลาดหลักทรัพย์ จนทำให้ ระบบซื้อขาย (Trading) และระบบชำระราคาฯ เกิดปัญหา แต่ระบบซื้อขายสามารถแก้ไขได้ทันที เพราะมีศูนย์สำรองอยู่แล้ว แต่ระบบชำระราคาฯ เกิดปัญหา เพราะขณะนั้นยังไม่ได้มีข้อตกลงกันว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินและทำให้ต้อง หยุดการซื้อขายในบางช่วงของวันหรือบางวันรัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดเพิ่ม เติมซึ่งทำให้ระยะเวลาในการชำระราคาฯมีปัญหาว่า เมื่อเปิดการซื้อขายปกติแล้วรายการที่ซื้อขายครบT+3 ที่สะสมอยู่ต้องชำระราคาฯในวันที่เปิดซื้อขายรวมทุกรายการหรือไม่ หรือทยอยไล่ชำระราคาไปตามลำดับแต่ละวัน ทำให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจไม่ตรงกัน จนทำให้มีการชำระราคาฯ ล่าช้า จนต้องมีการทำงานในวันเสาร์และอาทิตย์เพื่อให้ระบบชำระราคา ฯ แล้วเสร็จทุกรายการก่อนจะเปิดซื้อขายตามปกติ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มิถุนายน 2554, 19:40 น.

‘กรณ์’เผยเป็นรบ.อีกจะยกเลิกเก็บภาษีย้อนหลังหวยบนดิน

Published มิถุนายน 29, 2011 by SoClaimon

28 มิถุนายน 2554, 17:27 น.

‘กรณ์’เผยเป็นรบ.อีกจะยกเลิกเก็บภาษีย้อนหลังหวยบนดิน.

Pic_182410

คลังจ่อเว้นเก็บภาษีคนขายหวยบนดิน เผยสรรพากรร่างพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีไว้แล้ว รอเพียง รัฐบาลใหม่ ตัดสินใจไฟเขียวเท่านั้น ลั่นหาก ปชป.กลับมาอีกครั้ง พร้อมเดินหน้าได้ทันที

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการไปลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว และภายหลังที่มีศาลพิพากษาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ที่มีรายได้จากการขายหวยในอดีตต้องมีภาระภาษีเงินได้ ซึ่งกรมสรรพากรก็มีหน้าที่ต้องตามเก็บภาษีดังกล่าว ดังนั้น ตนจึงได้หารือกับนายกรัฐมนตรี และกรมสรรพากร ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าถือเป็นความไม่ยุติธรรมที่ผู้เข้ามาเป็นตัวแทน จำหน่ายโดยเชื่อว่าเป็นนโยบายรัฐบาลและน่าจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับต้องมารับเคราะห์ในฐานะมีภาษีพึงประเมิน ประกอบกับรายได้ที่ได้มาก็ได้ใช้ไปหมดแล้ว จึงถือว่าไม่ยุติธรรมที่จะต้องมาเสียภาษีในภายหลัง

ทั้งนี้ วิธีแก้ไขปัญหาภายหลังจากได้หารือกับกรมสรรพากร คือ การออกพระราชกฤษฎีกาให้ยกเว้นภาระภาษีส่วนนี้ให้กับผู้ที่มีภาระดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กรมสรรพากรได้ร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าวรอไว้แล้ว เพียงแต่ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเป็นผู้ พิจารณาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป สำหรับคนที่ถูกรางวัลก็คงไม่มีการเก็บภาษีเงินได้ เพราะทางกรมสรรพากรคงตามไม่ได้ว่ามีใครเป็นผู้ถูกรางวัลบ้าง

“หากพรรค ประชาธิปัตย์ ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นการเก็บภาษีเงินได้กับตัว แทนคนขายหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว เมื่อในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถขายหวยบนดินต่อไปได้ตามคำพิพากษาของศาลว่าเป็นโครงการที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง ยังถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งถือว่าเรื่องดังกล่าวไม่ยุติธรรม และจากการได้หารือกับนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมสรรพากร ก็มีความเห็นที่ตรงกันว่า ควรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในตรงนี้ โดยขณะนี้ทางกรมสรรพากรก็ได้ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ รอเอาไว้อยู่แล้ว รอเพียงแค่รัฐบาลที่จะเข้ามาตัดสินใจเท่านั้น โดยยืนยันว่าหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งก็พร้อมดำเนินการได้ในทันที” นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนั้น ในส่วนของโครงการจำหน่ายสสลากการกุศลด้วยเครื่องอัตโนมัติ หรือสลากออนไลน์ 6 ตัว นั้น ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติอนุมัติสลากการกุศลเพิ่มเติมรอเอาไว้แล้ว เพื่อใช้ในโครงการดังกล่าว โดยขณะนี้ปัญหาทางด้านข้อกฎหมายก็ได้รับการแก้ไข และทำให้เกิดความชัดเจนเรียบ ร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่การเจรจาเงื่อนไขทางธุรกิจระหว่างสำนักงานสลากฯ และทางบริษัทล็อกเล่ย์จีเทค เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เท่านั้น

“ได้หารือกับทางสำนักงานสลากฯ ซึ่งก็มีความเห็นที่ตรงกับทางฝ่ายนโยบาย ว่าจะต้องมีการดำเนินโครงการสลากการกุศลด้วยเครื่องอัตโนมัติ แต่ที่ผ่านมาที่เกิดความล่าช้าในการเปิดโครงการดังกล่าว ก็เพราะเกิดปัญหาทางด้านความไม่ชัดเจนด้านกฎหมาย แต่ขณะนี้ปัญหาดังกล่าวเกิดความชัดเจนขึ้นมาแล้ว เหลือเพียงแค่การเจรจาเงื่อนไขทางด้านธุรกิจกับกองสลากฯ และเจ้าของเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติเท่านั้น” รมว.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ เป้าหมายของรัฐบาลก็คือ การออกโครงการสลากการกุศล 6 เดือน ด้วยเครื่องอัตโนมัติที่สามารถซื้อขายผ่านเครื่องออนไลน์ได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ประชาชนสามารถซื้อสลากการกุศลได้โดยตรงจากรัฐบาล ในราคาคู่ละ 80 บาท ขณะที่สลากกินแบ่งฯ เดิมที่มีอยู่ ก็ยังคงขายต่อไปเหมือนเดิม โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบกับผู้ที่มีอาชีพขายสลากฯ แต่อย่างใด

“เป้าหมายการขายหวยออนไลน์ ก็คือ การนำสลากการกุศลออกใหม่มาขายผ่านตู้ออนไลน์ในราคาคู่ละ 80 บาท สำหรับสลากกินแบ่งเดิมที่มีการออกอยู่แล้วก็ขายระบบเดิม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ขายสลากรายย่อย” นายกรณ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มิถุนายน 2554, 17:27 น.
%d bloggers like this: