เลือกตั้ง

All posts tagged เลือกตั้ง

“โสภณ”อาสาควบตำแหน่งรมช.คมนาคมแทน”เกื้อกูล”

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127695.

Pic_127695

รมว.คมนาคม รับอาสาควบตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยคมนาคม ดูแลทางน้ำแทน ‘เกื้อกูล’ ที่ต้องลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง…

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 พ.ย. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลาออกจาก ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น เรื่องนี้ตนเห็นว่า น่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อลาออกและลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งต่อมาได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเดิมเช่นเดียวกัน ดังนั้น ในส่วนนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาแทนนายเกื้อกูล

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ไม่มี รมช.คมนาคม ดูแลทางน้ำ ตนก็จะรับผิดชอบดูแลเองทั้งหมดก่อน คือ รักษาการแทนไปก่อน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 14:59 น.

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวขึ้นในรอบกว่า 5 ปี รับผลเลือกตั้ง

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวขึ้นในรอบกว่า 5 ปี รับผลเลือกตั้ง.

Pic_186334

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นรอบ 4-5 ปี รับเลือกตั้ง สั่งจับตานโยบายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยหากทำได้ชัดเจน ดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4.5-5%…

14 ก.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.54 ที่สำรวจประชาชนทั่วประเทศ 2,251 ตัวอย่าง ว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกรายการและทำสถิติสูงสุดในรอบ 4-5 ปี โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย. เท่ากับ 81.7 เพิ่มขึ้นจากพ.ค. 80.4 และมีค่าสูงสุดในรอบ 54 เดือน หรือ 4 ปีครึ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน 63.8 เพิ่มจาก 63.0 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกรอบ 4 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต 87.4 เพิ่มจาก 86.0 สูงสุดในรอบ 66 เดือน หรือ 5 ปีครึ่ง

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมมิ.ย. 72.3 เพิ่มจากพ.ค. 71.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ 72.9 จาก 71.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้อนาคต 99.8 จาก 98.5 โดยเหตุผลที่ดัชนีความเชื่อมั่นปรับขึ้นแรงและทำสถิติสูงสุดในรอบ 4-5 ปี เป็นผลมาจากความคาดหวังของประชาชนต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จากพรรค เพื่อไทย ซึ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลจิตวิทยาในเชิงบวกว่าแนวนโยบายพรรคเพื่อไทยจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับ ตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง ราคาพืชผลทางการเกษตรทรงตัวระดับสูง การส่งออกของไทยขยายตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่วนปัจจัยลบผู้บริโภคยังกังวลค่าครองชีพสูงขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่สะท้อนว่าประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ คือดัชนีความเชื่อมั่นที่เกี่ยวกับอนาคตทำสถิติสูงสุดรอบ 5 ปี หรือสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยประชาชนเชื่อว่าอนาคตจะมีรายได้และการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากมาตรการของ รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องจับตาการประกาศนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หากมีมาตรการชัดเจน จะทำให้การบริโภคปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3 และคึกคักในไตรมาส 4 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตระดับ 4.5-5% ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ฯยังได้ทำการสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคหลังทราบผลการเลือกตั้งเมื่อ วันที่ 3 ก.ค. จากกลุ่มตัวอย่าง 812 ราย ระหว่างวันที่ 11-12 ก.ค. พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นกลางเดือนก.ค. ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค 83.8 เพิ่มจากมิ.ย. 81.7 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบัน 65.1 จาก 63.8 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 89.9 จาก 87.4แสดงว่าประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่จะทำให้เศรษฐกิจไทยและรายได้ ปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของเดือน มิ.ย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 15:30 น.

ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูดพร้อมการจับตาสื่อโลกถึงอนาคตไทย

Published กรกฎาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 กรกฎาคม 2554, 13:15 น.

ตลาดหุ้นพุ่งกระฉูดพร้อมการจับตาสื่อโลกถึงอนาคตไทย.

Pic_185053

ตลาดหุ้นไทยพุ่งกระฉูด รับอานิสงส์การเลือกตั้ง โดย บล.ไทยพาณิชย์ ยังคงเป้าดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,200 จุด ขณะที่สื่อต่างประเทศ แสดงความยินดีกับคนไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อจะเป็นการยุติสถานการณ์ไม่มั่นคงทางการเมืองที่ผ่านมาหลายปีได้

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยตลอดวันที่ 4 ก.ค. เป็นไปอย่างร้อนแรง หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล นักลงทุนทั้งไทยและเทศ พาเหรดกันเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นในกลุ่มชินคอร์ปเก่า (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.อินทัช) อย่างถล่มทลาย กระทั่งดันดัชนีหุ้นไทย ขึ้นไปที่ระดับสูงสุด 52.18 จุด ก่อนปรับตัวลดลงมาปิดตลาดที่ระดับ 48.80 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.69% ทำลายสถิติในรอบ 2 เดือน ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ทะลักทลายถึง 63,110.36 ล้านบาท เฉพาะนักลงทุนต่างชาติซื้อไป 10,703.13 ล้านบาท

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตลาดหุ้นปรับขึ้นแรงเกินกว่าที่คาดไว้ เพราะการกลับเข้ามาซื้อหุ้นคืน ของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จากที่ขายออกมาจำนวนมากก่อนหน้า ดันให้ดัชนีปรับขึ้นมาใกล้เคียงกับระดับเดิม ที่ต่างชาติเทขายออกไปหลังประกาศยุบสภา

“ถือว่าดัชนีได้ปรับขึ้นคืนมาหมดแล้ว ถ้านับตั้งแต่ประกาศยุบสภา ช่วงนั้นดัชนีอยู่ที่ 1,080 จุด และได้ปรับตัวลงมาด้วยแรงขายของต่างชาติ พอผลการเลือกตั้งออกมา หุ้นก็เลยเด้งกลับคืนมาหมด และยังปรับขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นภูมิภาคด้วย”

โดยการตอบรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ เชื่อว่า จะนำพาดัชนีหุ้นไปที่ 1,100 จุดได้ หลังจากนี้ นักลงทุนจะกลับมาดูปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ และผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเน้นการใช้จ่ายและการเติบโตของเศรษฐกิจ น่าจะทำให้ตลาดหุ้นในระยะกลางสามารถปรับตัวขึ้นได้อีก โดย บล.ไทยพาณิชย์ คงเป้าดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,200 จุด

สื่อต่างประเทศหลายสำนัก แสดงความยินดีกับคนไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งผลออกมาปรากฏว่า คนไทยจะได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และคนที่ 16 ของโลก หลังจากผ่านบททดสอบประชาธิปไตย ที่เปราะบางมาตลอดช่วง 6 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหารมา

สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ แสดงความเห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะเป็นโอกาสที่คนไทย จะยุติสถานการณ์ไม่มั่นคงทางการเมือง ที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีได้ และทำให้ภาพลักษณ์ชื่อเสียง ตลอดจนเศรษฐกิจของไทย ในฐานะเป็นเสาหลักประชาธิปไตของภูมิภาคอาเซียน ต้องได้รับผลกระทบถึงขั้นด่างพร้อยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาดังกล่าวปรับตัวขึ้นในสายตาโลก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 กรกฎาคม 2554, 13:15 น.

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่30.00-30.50บาทต่อดอลลาร์ฯ

Published กรกฎาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 กรกฎาคม 2554, 11:45 น.

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่30.00-30.50บาทต่อดอลลาร์ฯ.

Pic_185042

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.00-30.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ แนะจับตาประชุม กนง.และข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ของจีน รวมถึงประเด็นวิกฤติหนี้ยุโรปด้วย

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทได้รับแรงหนุนในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ จากกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หลังการเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านพ้นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ขณะที่ทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชียในภาพรวม ก็เป็นปัจจัยหนุนเงินบาทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เงินบาทขยับแข็งค่าได้ต่อเนื่อง และเข้าทดสอบระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า ไทยจะยังคงปล่อยให้เงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ในวันศุกร์ (8 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.20 แข็งค่าจากระดับ 30.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (30 มิ.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (11-15 ก.ค. 2554) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.00-30.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาผลการประชุม กนง.ในวันที่ 13 ก.ค. ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ของจีน ประเด็นเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรป และการขยับเพดานหนี้ของสหรัฐฯ (ซึ่งเข้าใกล้เส้นตายที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุไว้ในช่วงกลางเดือน ก.ค.) รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟด สาขานิวยอร์ก เดือน ก.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน มิ.ย. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ เดือน พ.ค. บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 21-22 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 กรกฎาคม 2554, 11:45 น.

ฝรั่งลุยซื้อตราสารหนี้หลังเลือกตั้ง สัปดาห์เดียว3.6หมื่นล้าน

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 18:56 น.

ฝรั่งลุยซื้อตราสารหนี้หลังเลือกตั้ง สัปดาห์เดียว3.6หมื่นล้าน.

Pic_184925

สมาคมตราสารหนี้ เปิดตัว “บัณฑิต” นั่งประธานคนใหม่ เผย ผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยชนะทำฝรั่งซื้อตราสารหนี้ทะลักสัปดาห์เดียวกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคนใหม่ เปิดเผยถึง การไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหนี้ของนักลงทุนต่างชาติภายหลังผลการเลือกตั้ง ออกมาพบว่า เพียงสัปดาห์แรกของเดือนนี้ นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิ เพียงสัปดาห์เดียวกว่า 36,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดการซื้อสุทธิของต่าง ชาติเมื่อในช่วง 2 เดือนก่อนหน้าชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามมองแนวโน้มช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มกาเติบโต อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการใช้จ่ายในประเทศ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ยังช่วยลดแรงกดดันและความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อลงได้บ้าง แม้ทิศทางอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยจะยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ยอดการถือครองสุทธิตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ อยู่ที่ 368,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เทียบกับสิ้นปี 53 โดยในจำนวนนี้เป็นตราสารหนี้อายุมากกว่า 1 ปี มีมูลค่า 94,000 ล้านบาท และจาก ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ พบว่ามูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า สิ้นปี 2 54 มูลค่าคงตราสารหนึ้คงค้างน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากสิ้นปี 53 ซึ่งอยู่ที่ 6.75 ล้านล้านบาท ซึ่งจากประมาณการดังกล่าว ยังไม่ได้นำปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง และรัฐบาลใหม่มาคำนวณ หากนักลงทุนยังมองเชิงบวกก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับประมาณการเพิ่มขึ้น

ส่วนการซื้อขายในตลาดรองนั้น นักลงทุนยังคงเน้นซื้อขายตราสารหนี้ที่ไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากยังมีความระมัดระวัง
เรื่องดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในขาขั้น เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเมื่อเดือน มิ.ย. พบว่ามีการปรับตัวขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบายที่ขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (รวม 1%) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นอายุระหว่าง 1 เดือน ถึง 1ปีได้ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 0.94% – 1.19% และอัตราผลตอบแทนสำหรับพันธบัตรอายุ 2 ถึง 3 ปี เพิ่มขึ้น 0.86-1%

นายบัญฑิต  กล่าวถึงการนำมาตรการภาษีมาใช้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เมื่อช่วงเดือน ต.ค. 53 เพื่อชะลอความร้อนแรงของเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้ว่า ไม่ได้ส่งผลให้เงินทุนชะลอการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยแต่อย่างใด เนื่องจากผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนมีความจูงใจมากกว่าภาษีที่จะต้อง เสีย ส่วนอนาคตหากจะนำมาตรการภาษีมาใช้อีกก็ไม่น่าจะเป็นผลดี เพราะจะหยุดยั้งพัฒนาการของตลาดได้

สำหรับภาพรวมการออกตราสารหนี้ทุก ประเภทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 54 ภาคเอกชนมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมด 111,800 ล้านนาท ลดลง 29% เทียบกับสิ้นปี 53 และในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าเอกชนจะออกหุ้นกู้อีก 140,000 ล้านบาท ทำให้ทั้งปีคาดว่าเอกชนจะออกหุ้นกู้ 250,000 ล้านบนาท ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะออกหุ้นกู้ 280,000-300,000ล้านบาท เพราะเอกชนมีการเร่งออกตั้งแต่ปีก่อนหลังจากเห็นสัญญานดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

นายบัณฑิต  กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คณะกรรมการตลาดตราสารหนี้ไทยได้จัดทำแผนพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย เพื่อเพิ่มบทบาทในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีศักยภาพในด้านการระดมทุน ให้มีความสมบูรณ์ โดยจะนำข้อมูลนี้ไปหารือกับ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ค้าตราสารหนี้ และกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เพื่อจัดทำเป็นแผนพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อไป เพราะตลาดตราสารหนี้เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญสำหรับประเทศ

ทั้งนี้มาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรกตราสารหนี้ มี 2 มาตรการ ได้แก่ 1.ส่งเสริมให้ ภาคเอกชนระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพิ่มขึ้น2.มาตรการด้านภาษีอากรเกี่ยวกับตราสาร หนี้ สำหรับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดรองตราสารหนี้มี5 มาตรการ ได้แก่ 1.ผลักดันให้ผู้ค้าตราสารหนี้หลักทำหน้าที่ให้เกิดสภาพคล่องใน ตลาด 2.เพิ่มสภาพคล่องของพันธบัตรรัฐบาลโดยการลดจำนวนรุ่นและเพิ่ม ปริมาณต่อรุ่น เพื่อให้เกิดสภาพคล่องของการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลแต่ละ รุ่นเพิ่มขึ้น 3.ส่งเสริมการทำธุรกรรมกู้ยืมและการทำธุรกรรมขายช็อตเซล โดยมีแนวทางสนับสนุนการทำธุรกรรมซื้อคืนภาคเอกชน 4.ส่งเสริมการซื้อขายตลาดตราสารหนี้ของนักลงทุนรายย่อย และ 5.พัฒนาระบบซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 18:56 น.

เม็ดเงินหาเสียงเลือกตั้งสะพัด ดัน ดัชนีเอสเอ็มอี พ.ค.พุ่ง

Published กรกฎาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 17:01 น.

เม็ดเงินหาเสียงเลือกตั้งสะพัด ดัน ดัชนีเอสเอ็มอี พ.ค.พุ่ง.

Pic_184916

สสว. เผย ดัชนีเอสเอ็มอีเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นทั้งปัจจุบันและคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 46.0 และ 51.7 โดยมีธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ค่าดัชนีเพิ่มสูงสุด สาเหตุสำคัญมาจากการประกาศยุบสภาที่จะเลือกตั้ง ทำให้มีเม็ดเงินจากการหาเสียงเริ่มสะพัด

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการหรือ ดัชนีเอสเอ็มอีเดือนพ.ค.เมื่อเทียบกับเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาพบว่าดัชนีเอสเอ็มอีรวมภาคบริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 46 จากระดับ 45.6 โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของภาคค้าปลีก ซึ่งค่าดัชนีอยู่ที่ 44.6 จากระดับ 42.6 ขณะที่ภาคค้าส่งและภาคบริการค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 45.2 และ 47.8 จากระดับ 46.7 และ 48.5 ตามลำดับ สำหรับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 38.8 จากระดับ 35.1 ส่วนความเชื่อมั่นต่อธุรกิจตนเองค่าดัชนีลดลง อยู่ที่ 44.3 จากระดับ 48.0

นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าดัชนีในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการประกาศยุบสภา ส่งผลให้มีเม็ดเงินจากการเร่งหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจ รวมทั้งการที่ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลง 1.90 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวลด้านต้นทุนและกระตุ้นให้ประชาชนจับจ่าย ใช้สอยมากขึ้นแต่เมื่อพิจารณาแต่ละประเภทกิจการ พบว่า ภาคค้าปลีก เป็นภาคธุรกิจเดียวที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีร้านค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรด ปรากฏว่า ค่าดัชนีเพิ่มมากที่สุดอยู่ที่ 44.5 จากระดับ 40.3 ส่วนภาคค้าส่ง และภาคบริการ ซึ่งค่าดัชนีปรับตัวลดลง พบว่า ภาคค้าส่ง กิจการค้าส่งวัสดุก่อสร้าง ค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 39.8 จากระดับ 45 เนื่องจากต้นทุนราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ ภาคบริการ พบว่า กิจการบริการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ร้านอาหาร/ภัตตาคาร บริการท่องเที่ยว โรงแรม/เกสต์เฮ้าส์/บังกะโล เป็นกลุ่มที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลงมากที่สุด อยู่ที่ 46.1 50.6 และ 49.6 จากระดับ 50.7 54.4 และ 53.2 ตามลำดับ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ของการท่องเที่ยว มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ปริมาณนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลงนายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า รวมภาคการค้าและบริการ พบว่าค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 51.7 จากระดับ 48.8 และจะเป็นการเพิ่มขึ้นทุกประเภทกิจการ ทำให้มั้นใจว่า ค่าดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าจะอยู่ในระดับที่เกินกว่า 50 ในทุกประเภทกิจการ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีความเชื่อมั่นในการดำเนินกิจการในอนาคตในระดับที่ดี เนื่องจากมีความคาดหวังว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

“ผลการสำรวจดัชนีรายภูมิภาค สสว.ได้พบว่า ส่วนใหญ่มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยภูมิภาคที่มีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.1 จากระดับ 42.6 รองลงมา คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.8 จากระดับ 46.4 ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45.9 จากระดับ 44.8 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45.6 จากระดับ 44.8 มีเพียงภาคใต้ภูมิภาคเดียวที่ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 43.9 จากระดับ 49.1″ นายยุทธศักดิ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 กรกฎาคม 2554, 17:01 น.

นักธุรกิจชี้การเมืองหลังเลือกตั้ง หนุนเศรษฐกิจไตรมาส2

Published กรกฎาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 กรกฎาคม 2554, 15:41 น.

นักธุรกิจชี้การเมืองหลังเลือกตั้ง หนุนเศรษฐกิจไตรมาส2.

Pic_184312

โพล ม.หอการค้าไทย ระบุหลังเลือกตั้งนักธุรกิจ ชี้การเมืองมีเสถียรภาพ-เศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนนโยบายประชานิยม รัฐต้องหันกู้เงินเพิ่ม ทำหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 50% ของจีดีพี ขาดวินัยการคลัง แนะสังคมอย่ากดดันรัฐบาลรีบทำตามสัญญา หวั่นทำนโยบายไม่รอบคอบ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นางยาใจ ชูวิชา ประธานคณะจัดทำการสำรวจความคิดเห็นประเด็นเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทัศนะของผู้ประกอบการ ต่อนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ และภาวะเศรษฐกิจ และธุรกิจไทยหลังเลือกตั้ง ที่สำรวจผู้ประกอบการทั่วประเทศ 820 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ค.54 ว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 54.7% เห็นว่าปัญหาที่รัฐบาลชุดใหม่ควรแก้ไขอันดับแรกคือการเมือง ส่วน 29% ตอบปัญหาเศรษฐกิจ อีก 15.8% ตอบปัญหาสังคม และอีก 0.5% เป็นปัญหาอื่นๆ ส่วนเรื่องเร่งด่วนที่ควรแก้ไขมากที่สุดคือ ความขัดแย้งทางการเมือง รองลงมาคือ ปัญหาคอรัปชัน ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ปัญหาค่าครองชีพ การเพิ่มรายได้ประชาชน ปัญหาด้านการศึกษา เป็นต้น

ทั้งนี้ ในแบบสอบถามได้ให้ผู้ตอบให้คะแนนความกังวลที่มีต่อนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลด้วย ซึ่งสิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ งบประมาณที่จะใช้ดำเนินนโยบายต่างๆ โดยให้คะแนน 8.5 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน (0 คะแนนคือไม่ห่วงเลย 10 คะแนนคือเป็นห่วงมากที่สุด) รองลงมาคือ นโยบายของรัฐบาลเป็นประชานิยมมากเกินไป 8.4 คะแนน การบิดเบือนราคาสินค้าเกษตรจนเป็นภาระของผู้ผลิต 8.3 คะแนน นโยบายต่างๆ มีโอกาสเกิดคอรัปชันมากขึ้น 8.1 คะแนน การขึ้นค่าแรง 300 บาทเป็นภาระของเอกชน 8 คะแนน รัฐบาลก่อนหนี้สาธารณะมากขึ้น 7.9 คะแนน ขาดวินัยทางการคลัง 7.5 คะแนน และใช้เงินงบประมาณไม่คุ้มค่า 7 คะแนน

ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงทัศนะต่อภาวะเศรษฐกิจไทยและธุรกิจหลังเลือกตั้งว่า ผู้ตอบ 51.4% ตอบขยายตัว อีก 32% ตอบชะลอตัว และคาดจะฟื้นตัวไตรมาส 4 และอีก 16.6%1 ตอบทรงตัว แต่หากการเมืองไทยยังขาดเสถียรภาพ ผู้ตอบ 65.3% ระบุกระทบธุรกิจมากที่สุด ส่วนอีก 20.4% ระบุปานกลาง ส่วนที่เหลือระบุกระทบน้อยถึงไม่มีผลกระทบเลย

“นักธุรกิจส่วนใหญ่คาดว่า หลังเลือกตั้งและการเมืองมีเสถียรภาพแล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.01-4.50% แต่หากยังไม่มีเสถียรภาพ เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 3.01-3.50% เท่านั้น สำหรับคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีที่หมาะสมคือ ต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ตรงกับงาน ได้รับการยอมรับทั้งจากในและนอกประเทศ มีความซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี” นางเสาวณีย์  กล่าว

ส่วนนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นักธุรกิจกังวลถึงการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลว่าน่าจะใช้เงินมากเกินไป จนทำให้ขาดวินัยทางการคลัง และขาดการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะกังวลนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ที่อาจกระทบต่อผู้ประกอบการ แม้จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% ก็ไม่ทำให้ผู้ประกอบการทุกรายได้ประโยชน์ และนโยบายการรับจำนำข้าว ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะรับจำนำในปริมาณเท่าไร การดูแลค่าครองชีพ และดูแลราคาสินค้า ที่อาจทำให้กลไกตลาดบิดเบือน ซึ่งจะเป็นการใช้เงินงบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า และเป็นภาระการคลังในระยะยาว รวมถึงอาจมีการก่อหนี้เพิ่ม จนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 50% จากปัจจุบันที่ 41%

ทั้งนี้ ขอฝากสังคมอย่ากดดันรัฐบาลมากเกินไป ในการดำเนินนโยบายต่างๆ เพราะจะทำให้รัฐบาลเร่งรีบมากเกินไป จนไม่มีความรอบคอบในการดำเนินนโยบาย รวมถึงรัฐบาลต้องชี้แจงรายละเอียดต่อประชาชน โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่อจะได้ไม่ต้องตั้งข้อสงสัยว่า จะใช้เงินมากเกินไปหรือไม่ และทำความเข้าใจกับภาคเอกชนก่อนที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อให้นโยบายเหล่านั้นเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 กรกฎาคม 2554, 15:41 น.

แบงก์ชาติยันทำงานกับขุนคลังได้ทุกคน

Published กรกฎาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.
แบงก์ชาติยันทำงานกับขุนคลังได้ทุกคน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183841

ธปท.ยันทำงานได้กับ รมว.คลังทุกคน จับตาผลกระทบนโยบายรัฐบาลใหม่ต่อเงินเฟ้อ-เงินทุนนอก เข้า กนง. 13 ก.ค. ห่วงนโยบายประชานิยมรัฐบาลใหม่ ทำภาระการคลังย่ำแย่ ชี้ แค่ประชานิยมที่ทำมาแล้ว ซ่อนเร้นภาระให้แบกจนรับแทบไม่ไหว…

วัน ที่ 4 ก.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ในขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามดูการจัดตั้งรัฐบาล และการวางนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะชัดเจนในวันที่ประกาศนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า จากนโยบายที่มีการหาเสียงไว้จะทำจริงมากน้อยอย่างไร ซึ่งในส่วนของ ธปท.นั้น สามารถที่จะทำงานได้กับทุกรัฐบาล และเชื่อว่าใครจะมาเป็น รมว.คลัง คนใหม่ ธปท.จะสามารถทำงานด้วยได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังรวบรวมนโยบายทางการเงิน และ นโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ที่จะจัดทำขึ้นใหม่ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ในช่วงของการเลือกตั้งว่า จะส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในช่วงต่อไปให้เพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด รวมทั้งภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ยังจะพิจารณาถึงปัจจัยที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่าง ประเทศ และ การไหลกลับมาของเงินทุนต่างชาติ โดยจะนำปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว นำเสนอในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 ก.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงิน และ อัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อไป

นอกจาก นี้ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ สายนโยบายการเงิน ธปท. ได้รายงานบทความวิชาการขนาดสั้น เรื่อง ภาระการคลังที่รอการสะสาง ซึ่งแสดงความเป็นห่วงในเรื่องการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่ ว่า จากการใช้นโยบายการคลังของรัฐบาลในหลายสมัยได้ ที่ผ่านมาในลักษณะของนโยบายประชานิยม ทั้งมาตรการการช่วยเหลือค่าครองชีพ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รายจ่ายสวัสดิการที่เป็นภาระผูกพันตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงิน ถือเป็นการสร้างภาระการคลังซ่อนเร้น ที่มองเห็นชัดเจน และไม่ชัดเจน ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศได้อย่างยั่งยืนนั้น ควรที่จะตระหนักให้ชัดเจนถึงภาระ และ ข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่ และ ดำเนินนโยบายการคลังในลักษณะที่ผสมผสานกับการทำตามคำสัญญาที่ให้ใว้กับ ประชาชนให้เป็น และที่สำคัญรัฐบาลจะต้องตระหนักด้วยว่า นโยบายหรือมาตรการใดๆ ต้องใช้ตามความจำเป็น เน้นประสิทธิภาพการใช้จ่ายให้ตรงกับจุดเป้าหมาย เพื่อไม่ให้สร้างภาระและก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการคลังกับประเทศในอนาคต

อย่าง ไรก็ตาม ธปท.ยอมรับ นโยบายประชานิยมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อเนื่อง และ นโยบายการคลังเป็นตัวที่ใช้พยุง และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่แรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนอ่อนแรงลง รวมถึงยังมีรายจ่ายผูกพันที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้านสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้แก่ประชาชน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ภาระการคลังดังกล่าว ยังจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายของพรรคการเมืองที่ต่างพากันหาเสียงกระตุ้นความนิยม ของประชาชนก่อนเลือกตั้งไปในวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งบางเรื่องต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยากภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่มีอยู่

ใน รายงานวิจัยของ ธปท. ยังระบุด้วยว่า โครงสร้างทางการคลังของไทยในขณะนี้มีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้น หลายโครงการที่พรรคการเมืองหาเสียงไว้จึงอาจทำได้ยากภายใต้ภายใต้ภาระงบ ประมาณที่มีอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.

tags:
ธปท. แบงก์ชาติ รมว.คลัง กนง. นโยบาย เลือกตั้ง

ชนะเพื่อไปผจญเหนื่อยหนัก

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

ชนะเพื่อไปผจญเหนื่อยหนัก.

Pic_183655

คูหาแทบแตก

ตามภาพข่าวที่ประชาชนคนไทยแห่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป แบบมืดฟ้ามัวดิน คึกคักทั่วทุกหัวระแหงของประเทศ ในอารมณ์ที่นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายการมีส่วนร่วม ฟันธงได้ด้วยสายตาเปล่า คาดว่าจะมีคนมาใช้สิทธิสูงสุดในรอบ 10 ปี

ในอารมณ์ที่ฟันธงกันได้ในเบื้องต้น จากปรากฏการณ์ที่หลายฝ่ายคาดหวังกันว่าการเลือกตั้งคือทางออกของประเทศไทย กุญแจดอกสำคัญนำไปสู่ความปรองดอง

แม้แต่เวทีโลก คนระดับนายบัน กีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ออกแถลงการณ์ เรียกร้องการเลือกตั้งที่ยุติธรรม โปร่งใส เพื่อนำไปสู่ความสงบ ขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ประเทศใหญ่ในกลุ่มยุโรป ก็จับตามองสถานการณ์เลือกตั้งในประเทศไทยจะข้ามผ่านวิกฤติทางการเมืองในประเทศได้หรือไม่

มันจึงเป็นอะไรที่อนุมานได้เลยว่า คนไทยแสดงพลังประกาศต่อสายตานานาชาติ

“เลือกอนาคตตัวเอง กำหนดทิศทางประเทศไทย”

และแน่นอน ตามผลการเลือกตั้งที่ออกมา เสียงส่วนใหญ่เทคะแนนให้พรรคเพื่อไทยโกยแต้มเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งแบบม้วนเดียวจบ ได้เสียงมากเป็นอันดับหนึ่ง

แต่ก็ยังไม่นับเป็นตัวเลขสุดท้าย เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการรับรอง

ที่แน่ๆถึงตรงนี้ก็เป็นอะไรที่ “อำนาจพ้นจากมือประชาชน” ไปแล้ว นับตั้งแต่นาทีปิดหีบเลือกตั้ง เป็นอันจบขั้นตอนหย่อนบัตรลงคะแนน

ส่งต่ออำนาจตกไปอยู่ในกำมือของ “ผู้คุมกฎ”

ไล่ตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในกระบวนการพิจารณาใบเหลือง สั่งเลือกตั้งใหม่ หรือแจกใบแดง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เรื่อยไปจนถึงคดียุบพรรคการเมืองที่มีเรื่องร้องเรียนจ่ออยู่

แน่นอน ตามสถานภาพที่ถูกล็อกโดยบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ “ผู้คุมกฎ” ต้องทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม ไม่เอนเอียงไปตามแรงกดดัน

ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มพลังมวลชนสีใดสีหนึ่ง หรือพลังอำนาจนอกระบบที่แทรกแซง

ตามกติกาไม่ว่าถูกใจหรือไม่ แต่ต้องยอมรับในคำวินิจฉัย

มันจึงต้องรอลุ้นกับจำนวนใบเหลือง ใบแดง การร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งที่จะต้องตามมาหลังจากนี้ และนั่นก็หมายถึงว่า ระยะทางอีก 30 วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเปิดสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้ง

ยังมี “สุญญากาศ” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเลขคะแนนเสียงแต่ละขั้วแต่ละค่าย

โดยเฉพาะในกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้แต้มเกินครึ่ง 250 ที่นั่ง ไปไม่เท่าไหร่ ยังไม่สามารถรับประกันความชัวร์จากการหักลบตัวเลขใบเหลือง ใบแดงได้

ก็เป็นอะไรที่ยังปิดกล่องไปเลยไม่ได้

แต่ก่อนอื่นว่ากันตามคะแนนดิบ ณ คาบนี้ ตามกติกาการแข่งขันในระบบสากลทั่วไป “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ชนะเลือกตั้ง นำทีมได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็ได้สิทธิโดยชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล

มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย

เพราะอีกทางหนึ่ง ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และร่วมแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้รับชัยชนะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

และโดยวิสัยของเซียนเลือกตั้งอาชีพต้องเล่นเกมเร็ว น่าจะมีการต่อสายจับขั้ว เจรจาดึงพรรคร่วมรัฐบาล รีบชิงการนำกันแล้ว

ตามสัญญาณเสียงสดๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศ แพลมไต๋เลยว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเกินครึ่งจัดรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็จำเป็นต้องเชิญพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอยู่คนเดียวมันเหงา

จำเป็นต้องมีใบเฟิร์นประดับและหินรองแจกันดอกไม้

ตามตัวเลขและสัญญาณที่ส่งซิกสัญญาณก่อนหน้า โอกาสที่เทียบเชิญจะถูกส่งไปที่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ของยี่ห้อ “เอสแอนด์พี” นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ พรรคชาติไทยพัฒนา ของ “หลงจู๊ใหญ่” นายบรรหาร ศิลปอาชา และพรรคพลังชล ของนายสนธยา คุณปลื้ม

แต่ถ้าดันตัวเลขไม่ถึงเป้า 300 ที่นั่ง ไม่พอประกันความปลอดภัย

ก็น่าจะมีคิวล่อ “งูเห่า” กลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้ตีชิ่งออกมาจากค่ายภูมิใจไทย ถือเป็น “แต้มไปกลับ” ที่จะเบรกเกมพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยในปีกของนายเนวิน ชิดชอบ ไม่ให้มีโอกาสแย่งจัดตั้งรัฐบาล

“นายใหญ่” ได้ 2 เด้ง ทั้งสั่งสอน “เนวิน” ทั้งหักลำประชาธิปัตย์

เอาเป็นว่า สถานะของพรรคเพื่อไทยอยู่ในจุดได้เปรียบ เมื่อเทียบในทางกลับกัน โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์หุ้นกับ “เนวิน” แย่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องลุ้นหลายช็อต

เริ่มตั้งแต่ลุ้นให้พรรคเพื่อไทย ได้ใบแดง ใบเหลือง จนแต้มโดนตัดลงมาต่ำกว่าครึ่ง 250 เสียง ขณะเดียวกันก็ต้องไปตระเวน เก็บตกเสียงของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กให้ได้ทุกพรรค

กวาดกันแบบทุกเม็ด ทุกดอก เพียงเพื่อรวมแต้มให้เฉือนชนะแบบคาบเส้นยาแดง

โดยสถานการณ์ที่ต่างกันแทบจะแทงหวยเต็งได้นาทีนี้ต้องยกให้ “ยิ่งลักษณ์” เป็น “นารีพิฆาต”

แต่จะยืนระยะไปได้นานแค่ไหน ในเส้นทางที่เต็มไปด้วย “ตะปูเรือใบ”

ก็อย่างที่อดีตนายกฯทักษิณ ยอมรับว่า เป็นห่วง เส้นทางจากนี้ไปเป็นงานหนักของน้องสาวอย่าง “ยิ่งลักษณ์” พร้อมกับประกาศออกตัวเลยว่า ไม่อยากให้ตัวเองเป็นเงื่อนไขให้ประเทศวุ่นวาย ถ้ากลับประเทศไทยแล้วเป็นปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องรีบกลับ อยู่เมืองนอกต่อไปได้ ยังมีงานธุรกิจให้ทำอีกเยอะ

ไม่เอาปมส่วนตัวเป็นเรื่องหลัก แต่ยึดบ้านเมืองต้องสงบปรองดอง

“ทักษิณ” รีบ “ผ่อง” แรงกดดันให้ก่อนเลย อย่างน้อยก็เป็นการลดเงื่อนไข ระบายแรงต้านที่ตั้งท่าพุ่งเข้าใส่ ตามจังหวะที่ “อภิสิทธิ์” ทิ้งทุ่นดักไว้ แม้พรรคเพื่อไทยจะชนะ แต่คะแนนเสียงในปาร์ตี้ลิสต์ที่ทิ้งกันไม่ขาด เป็นการแสดงว่า คนไทยอีกเกินครึ่งไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ล้างโทษให้ “ทักษิณ”

ประชาธิปัตย์ยอมแพ้แบบมีเลศนัย เขี่ยหัวเชื้อวางเพลิงไว้

ตามสถานการณ์ข่าว “วงใน” วงการขาใหญ่พรรคร่วม-รัฐบาล ให้เวลา “ยิ่งลักษณ์” สั้นที่สุดคือ 6 เดือน อาจจะต้องเจอมรสุมซ้ำรอยอย่างที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และชะตากรรมเดียวกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี “นอมินีนายใหญ่” โดนล้มกระดาน

เขย่าให้เข้าทาง “อภิสิทธิ์” ต่อแถวสองเสียบตามมุกเก่า

หรือนานหน่อยก็อาจยืดได้ 9 เดือน ตามจังหวะกระเพื่อมใหญ่ ครบกำหนดที่นักโทษการเมืองบ้านเลขที่ 111 จะพ้นโทษแบนยาว 5 ปี ในเดือนพฤษภาคมปีหน้า

“ตัวจริง” กลับมาทวงคืนโควตา เปิดเกม “เขย่าติ้ว” กันใหม่

และนั่นจะเป็นแรงบวกที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ยิ่งเจอกับงานยากลำบาก

เหนืออื่นใด ภายใต้เงื่อนไขเกมอำนาจที่อ่านทางได้ “ยิ่งลักษณ์” คือ “ไพ่เด็ดใบสุดท้าย” ของอดีตนายกฯทักษิณ ที่จะใช้คนในครอบครัว “ชินวัตร” ถือธงนำทัพ “สืบทอดมรดกทางอำนาจ”

ถ้า “น้องปู” มีอันเป็นไปอีกคน “ทักษิณ” ก็หมดตัวเล่น

ด้วยความจำเป็นและข้อจำกัดที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า ก็เป็นอะไรที่ฝ่ายคุมเกมต้านนายใหญ่คงต้องเปิดตำราพิชัยสงคราม งัดเกมยุทธ์เพื่อปิดเกม “ทักษิณ” ให้ได้

นับจากนาทีนี้ไป “ยิ่งลักษณ์” มีแต่เหนื่อยกับเหนื่อยหนัก.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 4 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

งานหนัก 5 เสือ กกต.

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

งานหนัก 5 เสือ กกต..

Pic_183234

นับถอยหลังอีกไม่กี่อึดใจ “ระฆังเป้ง” หมดยกสุดท้าย หลังเวลา 18.00 น. เย็นวันที่ 2 กรกฎาคม เป็นต้นไป ทุกพรรคทุกค่ายต้องหยุดกิจกรรม ยุติการหาเสียงทุกอย่าง

กลับเข้าที่ตั้ง นั่งนิ่งๆรอลุ้นนาทีระทึกใจ

ไม่เว้นแม้แต่บรรดากองเชียร์ กองแช่ง ประชาชนทั่วไป ก็ต้องทักกันไว้ การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ สื่อสารผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ในลักษณะเชียร์ผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่ง ชวนให้ไปเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือยุให้ต่อต้านค่ายการเมืองใดค่ายการเมืองหนึ่ง

ก็มีสิทธิ “ติดคุก” ได้

ตามการยืนยันของนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ชี้ว่าเข้าข่ายความผิดกฎหมายเลือกตั้งทันที

จุกจิกหยุมหยิม แต่กฎหมายก็คือกฎหมาย

เพราะมันคือหลักประกันความเข้มขลังของ กกต.ที่จะต้องรับศึกหนัก หลังเสร็จสิ้นภารกิจหาเสียงของนักเลือกตั้งอาชีพ นับจากช็อตนี้ไป ภาระสุดหินจะตกอยู่ที่ 5 เสือ กกต.ในกระบวนการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส

ภายใต้เดิมพันที่ต้นทุนหน้าตัก “ติดลบ” ประเมินตามกระแสที่ออกมาก่อนหน้า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจ ไม่เชื่อว่า กกต.จะจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

เอาเป็นว่า กกต.4 ใน 5 คน บินไปดูงานเลือกตั้งต่างประเทศ ยังกลายเป็นปมวิพากษ์วิจารณ์ กระตุกอาการผวารายการล้มกระดานเลือกตั้ง

สะท้อนอารมณ์หวาดระแวงของคนส่วนหนึ่งในสังคมได้อย่างชัดเจน

และก็เป็นอะไรที่เจอปมท้าทายกันตั้งแต่เริ่ม ตามที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงได้พยายามเคลื่อนไหว เรียกร้องให้ กกต.พิจารณาปัญหาบัตรเลือกตั้ง ทั้งในแบบเขตเลือกตั้งและปาร์ตี้ลิสต์ โดยเฉพาะในส่วนของช่องแสดงความจำนงเลือกพรรคเพื่อไทยที่อ้างว่า มีลักษณะคลุมเครือไม่ชัดเจน

อาจทำให้ประชาชนสับสน กากบาทผิดกลายเป็นบัตรเสีย

ในขณะที่ กกต.เอง เท่าที่ติดตามก็ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในเรื่องวิธีการลงคะแนนเลือกตั้งมากเท่าที่ควร ทั้งๆที่เป็นหน้าที่และอยู่ในวิสัย กลับกลายเป็นพรรคเพื่อไทยที่ต้องจัดทำป้ายหาเสียง แนะกองเชียร์ให้กากบาทให้ตรงช่อง เพื่อป้องกันบัตรเสีย

นับเป็น “เครื่องหมายคำถาม” ที่ กกต.ต้องเคลียร์ โดยเฉพาะหากมีสถิติบัตรเสียมากผิดปกติ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยแรงกดดัน เดิมพันของ 5 เสือ กกต.ไม่ได้ขีดวงจำกัดอยู่ภายใน แต่ยังลามไปถึงภายนอก โดยปรากฏการณ์ที่การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยครั้งนี้ บรรยากาศคลับคล้าย คลับคลาการเลือกตั้งทั่วไปในกลุ่มประเทศโลกที่สามในแถบแอฟริกา ที่ประชาธิปไตย “เพิ่งเริ่มตั้งไข่”

กับการที่นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยังออกแถลงการณ์ ขอให้การเลือกตั้งในเมืองไทยเป็นไปอย่างสงบ ตั้งอยู่บนความยุติธรรม ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส เรียกให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้นจากความรุนแรงทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง

รวมถึงยอมรับและเคารพการตัดสินใจของประชาชน เพื่อนำไปสู่การปรองดองและความมั่นคง ในมาตรฐานประชาธิปไตยของไทย

“ยูเอ็น” ขยับ กระตุกกระแสทั่วโลกร่วมจับตา

ในจังหวะที่สมาชิกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันทำจดหมายเปิดผนึกถึงนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้ออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม พร้อมทั้งเสนอให้ส่งทีมเข้ามาร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย

เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต้องและชอบธรรม

พร้อมๆกับข้อมูลที่สำนักข่าวเอเอฟพีได้รายงาน รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มจับตามองการเลือกตั้งของไทยด้วยความกระวนกระวายใจ เพราะหลายฝ่ายวิตกว่าประเทศไทยอาจสั่นคลอนอีก อาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จึงหวังว่า การเลือกตั้งของไทยจะผ่านไปอย่างราบรื่นและเป็นหนทางสู่การปรองดอง

“พี่เบิ้ม” เทกแอ็กชั่น ส่งสัญญาณแปร่งๆ ไม่นับคิวที่เอกอัครราชทูตอังกฤษแสดงอาการแปลกใจที่การเลือกตั้งครั้งนี้ ทางการไทยและ กกต.ไม่ได้เชิญให้เข้าร่วมสังเกตการณ์เหมือนที่ผ่านมา

สรุปได้เลยว่า นานาชาติตั้งท่ากังขา

ภาระในการคุมเกมเลือกตั้งของ กกต.ก็ยิ่งหนักอึ้งอีกหลายเท่า.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 2 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 25 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
%d bloggers like this: