เลาะรั้วเกษตร

All posts tagged เลาะรั้วเกษตร

เลาะรั้วเกษตร : ระบบสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/196318

วันศุกร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปีที่แล้ว พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 1114/2558 เรื่องแต่งตั้งกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แบบเบ็ดเสร็จ หรือที่เรียกในภาษาทหารว่า single command ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับผู้คนไม่เฉพาะในกระทรวงเกษตรฯ เท่านั้น สื่อมวลชนหลายคนก็งงงันไปด้วยไม่น้อย

คำสั่งฉบับนี้ดูเหมือนจะดี ที่มอบให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในระดับซี 9 เดิม หรือปัจจุบันเป็นอำนวยการระดับสูงของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ หรือหัวหน้าทีมของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งหมดที่อยู่ในจังหวัดนั้น โดยไม่เกี่ยงว่าซี 9 ผู้นั้นจะเป็นข้าราชการสังกัดกรมใดในกระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าทีมที่ว่านี้จะมีอำนาจสั่งการให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในจังหวัดนั้นทั้งหมดปฏิบัติงานแบบบูรณาการเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล หรือของกระทรวงเกษตรฯ ให้เดินหน้าไปได้ และให้ประสบผลสำเร็จ

แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอำนวยการระดับสูงในแต่ละจังหวัดนั้น ไม่ได้มาจากกรมเดียวกันทั้งหมด คำสั่งฉบับนี้จึงต้องแบ่งจังหวัดต่างๆ ออกเป็น กลุ่มๆ รวม 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 มี 36 จังหวัด มี เกษตรและสหกรณ์จังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง เป็นหัวหน้าทีม (ในคำสั่งเรียกว่า “ประธานกรรมการ”) กลุ่มที่ 2 มี 16 จังหวัดมีเกษตรจังหวัด สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหัวหน้าทีม กลุ่มที่ 3 มี 10 จังหวัด มีปศุสัตว์จังหวัด สังกัดกรมปศุสัตว์ เป็นหัวหน้าทีม กลุ่มที่ 4 มี 8 จังหวัด มีสหกรณ์จังหวัด สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหัวหน้าทีม และกลุ่มสุดท้าย มี 7 จังหวัด มีประมงจังหวัด สังกัดกรมประมง เป็นหัวหน้าทีม

หัวหน้าทีม หรือประธานกรรมการ ที่ว่านี้ มีอำนาจหน้าที่ กำกับดูแล ประสานให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ ทุกหน่วยงาน ภาคเอกชน และประชาชน ที่เกี่ยวข้องช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายให้บังเกิดผล ต้องบริหารจัดการ แผนงาน โครงการเพื่อการขับเคลื่อนนโยบาย โดยการบูรณาการ งบประมาณ และทรัพยากรของทุกหน่วยงานที่มีอยู่ในจังหวัดนั้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้หัวหน้าทีม หรือ ประธานกรรมการนี้ ยังต้องเป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ เป็นผู้เสนอความดีความชอบ การเลื่อนขั้นเงินเดือนให้กับหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในจังหวัดนั้น ด้วย เพราะหัวหน้าส่วนราชการอื่นเหล่านั้นมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความร่วมมือ และช่วยเหลือในการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ให้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งมีข่าวว่าจะมีการประกวดผลงานของจังหวัดต่างๆ กันด้วย

จากคำสั่งฉบับนี้ ทำให้ต้องยกเลิกคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อปี 2550 สมัยนายธีระ สูตะบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้มอบหมายอำนาจหน้าที่ให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปฏิบัติราชการและมีอำนาจหน้าที่ไม่ต่างจาก single command นี้สักเท่าไร แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่กระทรวงให้อำนาจได้ เพราะแต่ละหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในจังหวัดก็ถือว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ เหมือนๆ กับหน่วยงานของตน จะมาสั่งการให้ทำอะไรได้นักหนา

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สมัยอดีต ก็เป็นตำแหน่งหนึ่งที่นักการเมือง และผู้บริหารของกระทรวง ใช้เป็นเครื่องมือชุบตัวของเด็กในคอนโทรล หรือคนใกล้ชิด ทำงานดีหรือไม่ไม่รู้ อยู่หน่วยงานไหนก็ไม่เกี่ยง แต่สามารถส่งไปลงตำแหน่งเพื่อปรับระดับให้สูงขึ้นได้ทันใจ แถมยังมีจังหวัดให้เลือกได้ด้วย ขณะเดียวกัน เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ก็ยังเป็นตำแหน่งที่สามารถทำให้ตำแหน่งอื่นที่คนของนักการเมือง หรือผู้บริหารต้องการ ว่างลงได้โดยการโยกคนที่ครองตำแหน่งนั้น ไปเป็นเกษตรและสหกรณ์จังหวัด แล้วแต่งตั้งคนของตนมาดำรงตำแหน่งนั้นแทน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดจึงเป็นตำแหน่งที่บางส่วนนำมาใช้เพื่อการหมุนเวียนโดยเฉพาะ

มาถึงยุคนี้ และจากคำสั่ง single command ฉบับนี้ ทำให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด 41 จังหวัด กลายมาเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติตาม
คำสั่งหัวหน้าส่วนราชการอื่นของกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดนั้นๆ แม้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียหน้า หรือเสียศักดิ์ศรีอะไร เพราะยุคนี้ถือเอาเรื่องงานเป็นหลักก็ตาม แต่คำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 ฉบับนี้ ก็สะท้อนอะไรบางอย่างให้เห็น

ที่ชัดๆ คือ การปรับโครงสร้างหน่วยงานที่ไม่ได้เกิดจากหน้าที่และภารกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญและชัดเจน เพียงแต่อยากให้มีตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนของตน การเติบโต และความสำคัญของตำแหน่งนั้น คงเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น และไม่ยั่งยืน

คนที่เริ่มต้นไว้…….รู้ยังว่ามันเจ็บปวดสำหรับคนที่ตั้งใจทำงาน แต่คนที่ได้ตำแหน่งนี้มาง่ายๆ คงไม่รู้สึกรู้สา…..

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : ยกเลิกพ.ร.บ.จีเอ็มโอ.. ผิดหวังกับรัฐบาล

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/194554

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

และแล้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศยกเลิกร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ และเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ พ.ศ……หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าพ.ร.บ. จีเอ็มโอ โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ด้วยเหตุผลที่ไม่คิดว่าจะเป็นเหตุผลจากรัฐบาลทหาร ที่แข็งกร้าวกับเรื่องต่างๆ มากมาย แต่กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เหตุผลอ่อนปวกเปียก และไร้ซึ่งหลักวิชาการ จนอยากขอดูตัวผู้หาเหตุผลให้นายกแถลงเสียจริง

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพพ.ศ……ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุม ดูแลการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ให้เกิดความปลอดภัย และคำนึงถึงความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล

สาระสำคัญของ ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดใช้บังคับกับสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการดัดแปรพันธุกรรม หรือ ตัดแต่ง พันธุกรรม ที่ไม่ใช่อาหาร และยา ซึ่งมีกฎหมายอื่นควบคุมอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน มีกรรมการโดยตำแหน่งอีก 12 คน และ มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน10 คน เป็นกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม กรรมการตั้งมากมายขนาดนี้ คงจะผ่านการพิจารณาอะไรไม่ได้ง่ายนัก

ถึงกระนั้นก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจของกลุ่มผู้ต่อต้านพืชจีเอ็มโอ ที่ตั้งธงไว้แต่แรกแล้วว่า อะไรที่เกี่ยวกับ “จีเอ็มโอ” ต้องค้านไว้ก่อน และเป็นอย่างนี้มากว่า 20 ปี เหตุผลของการคัดค้านเป้าหมายอยู่ที่ผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ ที่จะผูกขาดการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชที่เกิดจากการดัดแปรพันธุกรรม….เป็นเหตุผลที่ใช้มาโดยตลอดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง

แต่การคัดค้านในครั้งนี้กลุ่มผู้ต่อต้านใช้กลยุทธ์ใหม่ แบบป่าล้อมเมือง ไม่ต่อต้านแบบลำพัง แต่พยายามหาแนวร่วมในต่างจังหวัด มีกลุ่มต่อต้านผุดขึ้นในจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แม้เป็นคนจำนวนไม่มากนัก แต่อาศัยสื่อมวลชน และ โซเชียลมีเดีย สร้างกระแส ให้ดูเหมือนเป็นความวุ่นวายตีคู่มากับกระแสการต่อต้านอุทยานราชภักดิ์ แต่ในการต่อต้านไม่เคยเอาสาระของพระราชบัญญัติมาตีแผ่ให้กระจ่างกันแบบมาตราต่อมาตรา

ขณะเดียวกันฝ่ายราชการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เอง หรือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยเป็นคู่ต่อสู้ (ด้วยหลักวิชาการ) กับกลุ่มผู้ต่อต้าน (ซึ่งเป็นกลุ่มเดิมๆ) กลับเงียบกริ๊บ…..แบบกลัวเจ็บตัว ผู้สนับสนุน จีเอ็มโอ หลายท่านที่เคยมีบทบาทในอดีตก็เงียบหายเช่นกัน จึงเริ่มไม่แน่ใจว่า งานนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่

ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นข่าวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่าง ๆ กว่าครึ่งเดือน พอที่จะทำให้กลุ่มเอ็นจีโอผู้ต่อต้านจีเอ็มโอได้สร้างผลงานในระดับที่น่าพอใจ ในที่สุดนายกรัฐมนตรีก็ออกมาประกาศ เมื่อวันที่ ถ ธันวาคม 2558 ว่า ตนได้สั่งยกเลิกร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ และเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ พ.ศ…….หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า พ.ร.บ.จีเอ็มโอ แล้วเพราะไม่เกิดประโยชน์…

นักวิชาการที่ร่ำเรียนมาทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และพันธุวิศวกรรม ในระดับปริญญาตรี โทและเอกทั้งหลาย คงอยากจะร้องกรี๊ด…….เรียนแทบตาย หวังจะสร้างความก้าวหน้าให้วงการเกษตรในบ้านเรา มาถึงวันนี้ผู้นำประเทศบอกไม่เกิดประโยชน์….

ยิ่งในคำอธิบายเหตุผลที่ยกเลิกการพิจารณาพ.ร.บ. ฉบับนี้ ยิ่งไปกันใหญ่

นายกรัฐมนตรีบอกว่า ในต่างประเทศจะมีการนำพืชจีเอ็มโอมาใช้ในกรณีที่มีสงคราม หรือผลิตสินค้าเกษตรไม่ได้เพราะปนเปื้อน มีเชื้อโรคระบาด เพราะพืชเหล่านี้ป้องกันโรคระบาดได้ แต่ในบ้านเรายังไม่ชัดเจน ซึ่งพืชเหล่านี้ตัดแต่งพันธุกรรมมาเพื่อให้ใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคได้ มีผลผลิตสูง ซึ่งอาจจะใช้ตอนมีสงครามโลกก็ได้ แต่ขณะนี้ยังไม่เกิดสงคราม แต่ก็ให้เตรียมไว้..

ใครหนอ…ที่ให้ข้อมูลแก่นายกรัฐมนตรี….ช่างไม่รักษาหน้ากันบ้างเลย…

หลายประเทศทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์อินโดนีเซีย…ประเทศเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม แต่ปลูกพืชจีเอ็มโอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ารอให้มีสงครามแล้วนำพืชจีเอ็มโอมาใช้…กลุ่มต่อต้านก็ค้านอีกท่ามกลางสงคราม… เพราะเขาเกิดมาเพื่อค้านพืชจีเอ็มโอโดยเฉพาะ ไม่เชื่อก็คอยดู…(มีคนบอกว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องทำตามประเทศอื่น ที่จริงประเทศไทยศึกษาและทดลองพืชจีเอ็มโอมาก่อนประเทศจีน และประเทศเพื่อนบ้านหลายปี แต่ไปไม่ถึงดวงดาวเสียที)

บ้านเราชัดเจน…ชัดเจนว่า…ถ้ามีการเคลื่อนไหวเรื่องพืชจีเอ็มโอเมื่อไร กลุ่มต่อต้านจะออกมาทันที หรือถ้าไม่มีการเคลื่อนไหว ก็จะมีการสร้างกระแส สร้างเรื่องมาให้เป็นข่าว เพื่อสร้างผลงานของกลุ่มเป็นงานประจำ….

ถึงวันนี้ ก็ชัดเจน…ชัดเจนว่าแม้แต่รัฐบาลทหารก็ยังไม่กล้ารบแตกหัก กับจีเอ็มโอ…ไม่รู้ว่ากลัวอะไร

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : อย่าดีแต่ตีปี๊บ

Published มกราคม 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/193466

วันศุกร์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้ มาติดตามดูมาตรการการแก้ปัญหาภัยแล้ง ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ว่ากันว่า เตรียมพร้อมกันมานานหลายเดือนล่วงหน้า และมีการวางมาตรการที่ชัดเจน ตั้งแต่เริ่มประเมินสถานการณ์น้ำ ที่สรุปว่า น้ำไม่มีเพียงพอต่อการทำการเกษตรโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่เคยทำนาปรังต้องขอร้องให้ หยุด..ทำนาปรังโดยสิ้นเชิง เพราะ น้ำไม่มีจริงๆ จากนั้นก็มีมาตรการออกมากันเยอะแยะ ทั้งปลูกพืชใช้น้ำน้อย ไปจนถึงการเลี้ยงปลาใช้น้ำน้อยหาอาชีพทดแทน ให้เกษตรกร ได้มีกิจกรรมได้ทำช่วงหน้าแล้งก่อนฤดูทำนาจริงจะมาถึงอีกหลายเดือนข้างหน้า

ถึงตอนนี้เอากันให้ชัดว่า มาตรการที่รัฐบาลอ้างนักอ้างหนาว่าจะช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ร่วมมือหยุดทำนา ที่ตีปี๊บมาหลายเดือน ยังไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะการปลูกพืชหลังนา ชาวบ้านเขาทราบดีว่าหากไม่เร่งปลูกตอนนี้ ความชื้นในดินที่ไถกลบรอเมล็ดพันธุ์เอาไว้หากช้าไปกว่านี้ การงอกของเมล็ดพันธุ์จะน้อยลงไป นั้นไม่รวมถึงระยะเวลา ที่เจริญเติบโตอย่างน้อยต้องใช้เวลา ถ้าปลูกช้าสุด เอาว่า 15 มกราคม 2559 นับไปอีก 2 เดือน เท่ากับว่าเข้าเดือนมีนาคม เป็นเดือนแล้งสุดๆ แล้ว คิดกันเองว่าเกษตรกร ที่ได้เมล็ดพันธุ์ เขาจะปลูกไปเพื่อ… เพราะยังไงทำไปก็เจ๊ง สุดท้ายก็คงเอาเมล็ดพันธุ์ที่ได้ไปเร่ขายหรือไม่ก็ต้มกินกันหละครับ อ้าวจะช่วยอะไรก็ให้ไวๆกันหน่อยนะขอรับ

มาอีกเรื่องที่ตีปี๊บกันมานาน คือเรื่องการช่วยเหลือชาวสวนยาง สุดท้ายก็ออกมาด้วยการ ที่ ครม. มีมติ ให้ช่วยเหลือชาวสวยยางรายละ 1,500 บาท ต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่  โดยจ่ายให้กับเจ้าของสวน 900 บาท และอีก 600 บาท ให้คนกรีดยางในสวนนั้นเอง  จากนี้ไปต้องเป็นขั้นตอนการดำเนินการของการยางแห่งประเทศไทย ต้องไปดำเนินการ ซึ่งก็คงอีกนาน เพราะระเบียบอะไรยังไม่จบสิ้น  และยังมีเรื่องการตรวจสอบ เรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และคนกรีดยางกันอีก เพราะว่ากันว่า เกษตรกรตัวจริงที่ไปขึ้นทะเบียน มันชั่งยากจริงๆ แต่ขณะที่ไอ้พวกที่อ้างตัวว่าเป็นเกษตรกรบางคนที่เดินตามตูดผู้ใหญ่ในกระทรวงบางคนที่ไม่เคยมีสวนยางเป็นของตนเองมันกับขึ้นทะเบียน เป็นเกษตรกรชาวสวนยางง่ายจริงๆ ยังไงช่วยตรวจสอบก็ดีนะครับ เดี๋ยวจะเป็นการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ไหนๆ รัฐมนตรีก็มีนโยบายปราบคอร์รัปชั่น เอาเรื่องใกล้ตัวกันก่อน นะขอรับ งานนี้ต้องบอกว่าคงจะอีกยาวไกล ยังไงขอเอาใจช่วยชาวสวนยางกันนะครับ

มาอีกเรื่อง คือเรื่องการเซ็นสัญญาขายยางกับจีนล่าสุด  โดยการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ที่บอกว่าดีนักดีหนาอีกหละครับ มีคนงงกันเยอะ ว่าทำไม ไม่ขายยางในสต๊อกของรัฐบาลที่เน่าในกันอยู่หลายแสนตัน แต่กับไประบุว่าให้เอายางกับเอกชนไทย กลุ่มเจ้าพ่อยาง นั้นหละครับ งงว่าทำไม ทำไมขั้นจะบอกว่า จีนเอายางใหม่ ไม่เอายางในสต๊อก ก็เท่ากับว่ายางในสต๊อกเอกชนไทยทั้งหมดก็ขายไม่ได้เช่นกัน และเอกชนไทยที่ระบุในสัญญาต้องซื้อยางจากเกษตรกรจริงไหมครับ  หากจะอ้างว่าต้องการให้เอกชนซื้อยางจากเกษตรกร เพื่อดึงราคายางให้สูงขึ้น คำถามต่อไปคือ ทำไม กยท. ไม่ทำหน้าที่ซื้อยางจากเกษตรกรส่งจีนเอง เพราะกระทรวงเกษตรฯ มีทั้งสหกรณ์ และเครือข่ายกันเยอะแยะ หรือ กยท. ไม่มีศักยภาพพอ ที่สำคัญ และวันนี้ กยท. ไปตรวจสอบสต๊อกเอกชนไทยหรือยัง ว่ามีเท่าไหร่ ไม่ใช่แอบเอายางในสต๊อกไปส่งกันอีกมันจะซ้ำเติมเกษตรกรนะครับ  เพราะราคาดิ่งลง มากกว่าขยับขึ้นสุดท้ายต้องบอกว่า ละอากับการทำงาน ของกระทรวงเกษตรฯแทนเกษตรกรจริงๆ  โดยเฉพาะเรื่องยาง เพราะทั้งคนที่รัฐมนตรีไว้ใจให้แก้ยางเรื่องยางก็ไม่เคยรู้เรื่องยาง แล้วจะหวังได้อย่างไร ใช่ไหม …

ปลาไหลกับใบข่อย

เลาะรั้วเกษตร : ผลงานในรอบปี

Published มกราคม 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/192442

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ใกล้จะหมดปี พ.ศ.2558 ในอีกไม่กี่วันนี้แล้วรัฐบาลเตรียมแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมาว่า ได้ดำเนินการอะไรที่สำคัญๆ ไปบ้าง ซึ่งหมายรวมถึงผลงานของกระทรวงต่างๆ ด้วย หันมาดูกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของบิ๊กฉัตร พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ดูบ้าง….

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่มีภารกิจหลายด้าน แต่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ มีแต่ผู้ช่วยรัฐมนตรี 2 คนคนแรกน่ะมาพร้อมกับรัฐมนตรี คือพลเอกปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ แต่คนหลังคือสุภาพสตรี ชื่อ จินตนา ชัยยวรรณาการที่ยังไม่คุ้นชื่อ และคุ้นหน้าคุ้นตาสักเท่าไรทั้ง 2 ท่าน ช่วยรัฐมนตรีได้มากน้อยแค่ไหนคงต้องดูกันต่อไป

นโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศอย่างชัดเจนคือการลดต้นทุนการผลิต ถึงกับกำหนดให้ปีหน้าคือปี 2559 เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร อย่างที่เคยนำเสนอไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีงานเร่งด่วนอื่นๆ อีกหลายงานที่สำคัญ คือการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า IUU (ไอยูยู) ขนาดย้ายรองปลัดกระทรวง วิมลจันทรโรทัย มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหวังจะให้เร่งรัดงานนี้ให้สำเร็จ แต่มาพักหลัง ข่าวคราวของ IUU เงียบหายไปเสียเฉยๆ ไว้รอฟังการแถลงผลงานทีเดียวเลยแล้วกันว่าผลเป็นประการใด

งานที่สำคัญอีกงานหนึ่ง คือการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรที่ครอบคลุม สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ จนป่านนี้ไม่ทราบว่าอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โอฬาร พิทักษ์ผลักดันและขับเคลื่อนงานสำคัญชิ้นนี้สำเร็จตรงตามวัตถุประสงค์ของบิ๊กฉัตร ให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงก่อนเกษียณแล้วหรือยัง นอกจากนี้ ยังมี “งานเข้า” ด้วย เรียกว่าเป็นงาน “งอก” ตัวเลขสวย “882” ศูนย์

882 ศูนย์ที่ว่านี้ เป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่จัดตั้งขึ้นในสมัยของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยาที่มีดำริว่า เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ต้นทุนการผลิตสูง พื้นที่เพาะปลูกขาดความอุดมสมบูรณ์ มีการแพร่ระบาดของศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตมีปริมาณน้อย คุณภาพต่ำ ประสบกับการขาดทุน มีปัญหาหนี้สินและไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ จำเป็นที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องหาทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มปริมาณ และคุณภาพของผลผลิต จึงให้กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งจัดตั้งศูนย์เรียนรู้อยู่แล้วในตำบล จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ขึ้น อำเภอละ 1 ศูนย์ทั่วประเทศ รวม 882 ศูนย์

วัตถุประสงค์ของการตั้งศูนย์นี้ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตและเทคโนโลยีการเกษตรให้กับเกษตรกรทั่วประเทศ ให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตของตนเองได้ และหวังว่า ศพก.นี้ จะเป็นต้นแบบ และมีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร

เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี ศพก. ถูกกล่าวถึง และผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์อีกครั้ง เมื่อ บิ๊กฉัตร ขอให้ทุกหน่วยงานไปใช้ศพก. เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในทุกด้าน แถมยังยืนยันกับรองนายกฯ สมคิดจาตุศรีพิทักษ์ เมื่อครั้งมาเยี่ยมกระทรวงเกษตรฯ ด้วยว่าจะให้ ศพก. 882 ศูนย์ เป็นหน่วยงานสำรวจความต้องการของเกษตรกรและจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย

จะว่าไปตัว ศพก. หมายถึงสถานที่น่ะมี (สมมุติว่ามีครบทั้ง 882 ศูนย์) แต่คนดูแล บริหารจัดการให้ศูนย์เป็นไปดังวัตถุประสงค์ที่จัดตั้งนี่สิ เกษตรอำเภอ หรือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร แค่จัดตารางฝึกอบรม เรียกแขก หรือเชิญเกษตรกรเข้ามาอบรม เข้ามาเรียนรู้เรื่องต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล ประสานกับหน่วยงานอื่นๆ นอกกระทรวง ก็คงไม่ต้องทำงานอื่นแล้ว เอา ศพก. มาแทนสำนักงานเกษตรอำเภอได้เลย

ส่วนงานเร่งด่วนอีกงาน คือ เรื่องภัยแล้ง ผลงานเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ ก็ยังไม่ทราบ มีเกษตรกรแอบปลูกข้าวนาปรังไปเท่าไร มีเกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยเท่าไร มีเกษตรกรที่ต้องเสียหายเพราะภัยแล้งเท่าไร ยังไม่มีข้อมูล ไม่ต้องพูดถึงเกษตรอินทรีย์ ที่มีเรื่อง ของ GMO มาคอยถล่มอยู่ว่า สนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ แต่ยอมให้มีการปลูกพืช GMO ได้ มันสวนทางกันหรือเปล่า….

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือสิ่งที่คนนอกกระทรวง รอดูผลงานอยู่ว่า บิ๊กฉัตร ที่ว่าเอาจริงเอาจัง เข้มในการสั่งการ และเข้มในการติดตามงาน จะมีผลงานเข้าเป้าไหม

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : พระองค์ทรงเป็นผู้นำทางในการพัฒนาการเกษตร

Published ธันวาคม 10, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/191450

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรวันนี้ มาถึงสัปดาห์แห่งวันพ่อของคนไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 ซึ่งพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยในทุกด้าน ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาดินและน้ำ ไปจนถึงเรื่องการพัฒนาการเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเอง ให้ได้อย่างยั่งยืน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

สำหรับปีนี้ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิด “ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 เป็นปีที่ 2 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 2-6 ธันวาคม 2558 ณ บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก (บริเวณแยกผ่านฟ้า-แยก จ.ป.ร.)  เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ชมถึงการพัฒนาการเกษตรของไทย ตามแนวทางพระราชดำริของพระองค์ท่าน  โดยเป็นการร่วมมือกันทุกกรม ในกระทรวง
เกษตรฯ

กิจกรรมที่มีการจัดขึ้นมาครั้งนี้ทั้งการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ที่เกี่ยวกับ “การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ” ซึ่งมีการทำแบบจำลองระบบบริหารจัดการน้ำ การจำลองพื้นที่สูงแสดงให้เห็นแหล่งต้นน้ำ พร้อมการปลูกหญ้าแฝก นาขั้นบันได การจัดแสดงวิถีชีวิตภายใต้แนวคิดทฤษฎีใหม่ภูมิคุ้มกันของเกษตรกร และการจัดแสดง “โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามแนวพระราชดำริ”

นอกจากนั้นยังจัดนิทรรศการในการนำเสนอถึงการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า “โครงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน” เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 ซึ่งมีการทำแปลงนาสาธิตและโมเดลสามมิติที่เกี่ยวกับการใช้น้ำแบบประหยัด เปียกสลับแห้ง และการจัดการน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงการจัดนิทรรศการมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อนำเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและการปลูกพืชใช้น้ำน้อย  โดยเฉพาะการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน (ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง โสนอัฟริกัน) และการจำลองแปลงปลูกหม่อนแบบระบบน้ำหยด สาธิตสาวไหม การนำน้ำสาวไหมไปใช้ประโยชน์ และ Zero waste ด้านหม่อนไหม

นอกจากนั้นยังมีการสาธิตและฝึกอาชีพ เป็นการสาธิตและฝึกอาชีพด้านการเกษตรและการแปรรูปผลิตผลเกษตร อาทิ สาธิตการทำปลาราดซอสมะนาว การแปรรูปไส้กรอกอีสาน แหนมและไส้อั่ว การทำดอกไม้ใบยาง การทำสเปรย์ไล่ยุงตะไคร้หอม การทำดอกไม้จากดินญี่ปุ่น การแปรรูปเครื่องสำอางจากข้าว การให้น้ำหม่อนอย่างประหยัด การขยายพันธุ์หม่อน การทำหม่อนผลสดเข้มข้น และการผลิตน้ำหมักชีวภาพ พด. และการฝึกอาชีพการทำแหนมเห็ด การเพาะต้นอ่อนทานตะวัน การเพาะถั่วงอกคอนโดและการแปรรูปผลิตผลเกษตร พร้อมมีการจำหน่ายสินค้าในการด้วย

และที่สำคัญงานนี้ ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมพิเศษ โดยในวันที่ 5 ธันวาคม 2558 จะเปิดให้มีการไถ่ชีวิตโคกระบือ ภายใต้โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริอย่างละ 9 ตัว พร้อมทั้งร่วมกันจุดเทียนชัยถวายพระพรร่วมกันอีกด้วยครับ อ้าวใครที่ยังไม่รู้จักคำว่าพอเพียง และยังคิดอะไรไม่ออกว่า ควรจะเดินหน้านำพาการพัฒนาการเกษตรไทยไปอย่างไร ลองไปดูนะครับเผื่อจะได้กระจ่างมากขึ้น

ปลาไหลกับใบข่อย

เลาะรั้วเกษตร : ว่าด้วยเรื่องผลไม้ไทย–จีน

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/190433

วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ได้อ่านข่าวที่ รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตำหนิกระทรวงเกษตรฯ ว่า ไม่ดูแลชาวสวนผลไม้ไทย ปล่อยให้พ่อค้าจีนรุกเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าของสวน ตั้งโรงรวบรวมผลผลิต และส่งผลไม้ไปขายในประเทศจีน จนชาวสวนไทยแท้ๆมีพื้นที่ปลูกผลไม้เพียงเล็กน้อย แค่พอกิน พอขายในท้องถิ่น

ทราบว่ารองนายกรัฐมนตรี สมคิด พูดเรื่องนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาในคราวมาเยี่ยมเยียนและประชุมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ชี้แจงว่าอย่างไร หรือ บรรดาอธิบดี หรือ เลขาธิการสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสชี้แจงหรือไม่อย่างไร

อันที่จริง…เรื่องนี้จะมาตำหนิกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานเดียวก็ไม่ถูกนัก กระทรวงพาณิชย์ ก็มีส่วน กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็มีส่วน บรรดาเอกชนพ่อค้าส่งออกทั้งหลายล้วนมีส่วนด้วยกันทั้งนั้น เพราะต่างก็ส่งเสริมการขายให้ต่างชาติหันมานิยมชมชอบผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ ชมพู่ และอื่น ๆ อีกหลายชนิด ต่างชาติที่นิยมผลไม้ไทยมีทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง ประเทศในเอเชียด้วยกัน เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่ประเทศเหล่านี้ล้วนมีเงื่อนไข และกฎระเบียบที่เข้มงวด จนผลไม้ไทยหลายชนิดไม่สามารถทำลายกำแพงไปได้

จะมีก็ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน นี่แหละที่ค่อนข้างจะมีหนทางสะดวกหน่อย แม้จะมีกฎระเบียบ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไทยปฏิบัติได้ ที่สำคัญเหนือไปกว่านั้นคือ ประชากรจีนมีจำนวนเป็นพันล้านคน เรียกว่ามีเท่าไรก็ขายได้หมด นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้ ขนส่งสะดวกรวดเร็วกว่าเดิมมาก ยิ่งมีเส้นทางสาย R3 และ R9 ที่เชื่อมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ไปถึงคุนหมิง ของจีน ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังมณฑลต่างๆ ของจีนด้วยแล้ว ยิ่งหนทางสะดวก

ที่รองนายกฯ สมคิดว่า คนจีนมากว้านซื้อผลไม้ไทย ส่งเสริมให้ชาวสวนไทยปลูกผลไม้ที่มีคุณภาพแต่จะกดราคารับซื้อ และปัจจุบันรุกคืบมาตั้งโรงคัดบรรจุ หรือ ล้ง นั้น ไม่น่าจะมีมากมาย ชาวสวนของไทยเดี๋ยวนี้ใช่ว่าจะยอมให้กดราคารับซื้อได้ง่ายๆชาวสวนส่วนใหญ่มีสัญญาขายผลผลิตให้ผู้ส่งออก บางรายเป็นลูกไร่ของบริษัทส่งออก และใช่ว่าชาวสวนจะอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน ชาวสวนมีการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกลุ่มกันขาย ผู้ส่งออกต้องพึ่งชาวสวน ชาวสวนต้องพึ่งผู้ส่งออก ต่างพึ่งพาอาศัยกัน จะมีพ่อค้าแม่ค้าส่งออกรายใหญ่ๆ ของไทยไม่กี่รายที่ค้าขายผลไม้กับประเทศจีน ซึ่งรายใหญ่ๆ ที่ว่านี้ต่างก็ร่ำรวยไปตามๆ กัน อาจจะมีการชักชวนผู้นำเข้าของจีนเข้ามาลงทุนในไทยบ้างอันนี้เป็นเรื่องธรรมดาของการค้าขาย อยู่ที่กฎหมายบ้านเราจะปกป้องเกษตรกรของเรามากน้อยแค่ไหน ที่เห็น ๆ คือ ชาวสวนของเราแฮปปี้ ขายผลไม้ให้ผู้ส่งออกได้ ไม่มีเหลือให้ต้องขนมาเทกองหน้ากระทรวงเกษตรฯ ให้รัฐมนตรีปวดใจ

ท่านรองนายกฯ สมคิด ไม่ได้พูดถึงอีกด้านหนึ่ง คือผลไม้ของจีนที่นำเข้ามาขายในบ้านเรา มีมากเสียจนหาซื้อมารับประทานได้ง่ายกว่าผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิ้ล สาลี่ พลับ องุ่น ส้ม ราคาไม่สูงมาก อยู่ในระดับที่คนธรรมดาอย่างเราๆ จะหาซื้อมารับประทานได้ เมื่อเทียบกับกล้วยน้ำว้าหวีละ 45 บาท กล้วยหอมผลละ 10 บาท ส้มบ้านเราเผลอๆ แพงกว่าส้มที่มาจากจีน ลองดูกระเช้าผลไม้ที่ท่านอาจจะได้รับตอนเทศกาลปีใหม่ส่วนใหญ่เป็นผลจากจีน เพราะผลไม้ไทยช่วงปีใหม่มีแต่ส้ม หรือไม่ก็ชมพู่ แต่ผลไม้จีนที่ทะลักเข้ามาทางเรือในช่วงปีใหม่มีหลายชนิดดังที่กล่าวมาแล้ว

การที่จะตั้งมิสเตอร์ผลไม้เป็นรายชนิด เพื่อดูตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้ครบถ้วนกระบวนความนั้น ไม่ใช่กระทรวงเกษตรฯ ไม่เคยทำ เคยทำมาแล้ว มิสเตอร์พืชต่างๆ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี นโยบายก็เปลี่ยนไป หรือไม่มิสเตอร์ที่ตั้งมาดูแลพืชชนิดนั้นๆ เติบโตในหน้าที่ราชการเปลี่ยนตำแหน่งไปเป็นอย่างอื่น มิสเตอร์ใหม่มาก็ขาดช่วงขาดตอน ตามธรรมเนียมของระบบราชการในบ้านเราไม่เคยมีการสร้างตัวตายตัวแทน หรือ สร้างคนใหม่ให้เรียนรู้งานแบบทำแทนกันได้ ถ้าจะตั้งกันอีกคราวนี้ ต้องคิดหาวิธีกันให้ดีๆ

งานนี้หนักใจแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ ปลัดกระทรวง ธีรภัทรประยูรสิทธิ และระดับอธิบดีที่เกี่ยวข้องอีกหลายกรม ว่าจะเอาโจทย์นี้ของรองนายกรัฐมนตรี ไปตีให้กระจุย เพื่อจะแก้ไขให้ตรงจุดได้อย่างไร

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร : มันเป็นเรื่องสำคัญ

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/189287

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรฯ วันนี้มาติดตามการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ตามที่ รมว. ที่ชื่อ “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ลั่นวาจาเอาไว้ว่าจะเดินหน้าแก้ปัญหาภาคการเกษตร โดยเน้นเรื่องของความโปร่งใส ตามแนวทางของรัฐมนตรีเป็นหลัก เน้นว่าเป็นไปตามแนวทางของรัฐมนตรีเป็นหลัก

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการกำชับให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องระบบสหกรณ์ ทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขับเคลื่อนการตรวจสอบการทำงานของสหกรณ์ทั้งระบบ โดยจะต้องเข้าไปตรวจสอบและจัดระเบียบสหกรณ์ พร้อมจัดเกรดสหกรณ์ ให้จบภายใน 6  เดือน เพื่อเน้นว่าสหกรณ์ไหนที่มีปัญหาต้องสังคายนาให้จบ เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของทั้งนายกรัฐมนตรี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่ต้องการใช้ระบบสหกรณ์ที่มีอยู่ นำพาการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรให้เกิดการรวมกลุ่มก้อนเกษตรกร เพื่อให้มีการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรโดยผ่านขบวนการสหกรณ์

งานนี้คงเป็นเรื่องทั้งสองกรมหลักจะต้องร่วมแรงแข็งขัน สังคายนาระบบสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งเสียที งานนี้คงฝากความหวังไว้ที่ผู้นำกรมทั้ง 2 ท่าน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อย่าง “วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” และอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ “สมปอง อินทร์จันทร์” จะเป็นผู้สะสางปัญหาที่มีให้จบเสียที เพราะครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการสะสางเพราะเท่าที่ทราบมีขบวนการหากินกับระบบสหกรณ์มานาน ซึ่งถือว่าเป็นขบวนการใหญ่ ทั้งยัดไส้ ขายปุ๋ยอินทรีย์ไร้คุณภาพ การขายตั๋วปุ๋ย รวมทั้งเรื่องการซื้อ ผลผลิตการเกษตร ทั้งข้าว และข้าวโพด ของบางสหกรณ์ที่มีการทุจริต โดยแอบไปขายให้กับเอกชนแล้วเก็บเงินคืนสหกรณ์ไม่ได้ ไหนๆ ก็ไหนๆ งานนี้คงได้เห็นตอผุดกันหลายตอ ยังไงขอเอาใจช่วยครับท่าน อธิบดีทั้งสอง สมาชิกสหกรณ์หลายสหกรณ์ฝากความหวังไว้กับท่านจริงๆ

มาถึงอีกเรื่องที่ลากเรื่องกันมานาน หลังจากที่ม็อบ หึ่มๆ มาหลายครั้งจากกรณีราคายางพาราตกต่ำ จนถึงวันนี้ แม้มีมาตรการออกมาว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร และคนกรีดยาง แต่ก็คงอีกนานเพราะต้องผ่านขบวนการขึ้นทะเบียนให้จบก่อน แต่เรื่องที่ต้องสะสาง เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในผลพวงทำให้ราคายางตกต่ำไม่มากก็น้อย คือ ยางในสต๊อกที่ค้างกันอยู่ในประเทศหลายแสนตัน วันนี้เลยสัญญาไปแล้วหลายเดือนของเอกชนจีนที่กระทรวงเกษตรฯ ทำสัญญาขายยางให้กับเอกชนจีน คือ บริษัท ไฮ่หนาน ที่ลงนามซื้อขายยาง 2.1 แสนตัน เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 โดยจะต้องรับยางทั้งหมดภายใน 10 เดือน แถมพ่วงด้วยยางใหม่อีก 2  แสนตันเท่ากันว่าทำสัญญา 2 ฉบับ 4 แสนตัน วันนี้รับยางไปไม่ถึง 2 หมื่นตัน จนสิ้นสุดสัญญา เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งก็ผ่านไปแล้วหลายเดือนแล้วนั้น

ถึง ณ วันนี้ที่ท่านรัฐมนตรี บอกว่าได้เรียกตัวแทนผู้มีอำนาจของ “ไฮ่หนาน” มาหารือและให้ จัดทำแผนการรับยางใหม่มาเสนอให้กับกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้เสียค่าปรับ ที่ไม่สามารถรับมอบยางได้ โดยผ่านมาแล้วหลายเดือนถึงตอนนี้ ล่าสุดเห็นบอกว่า ทางไฮ่หนาน เปิด LC ใหม่ ที่จะรับยางอีก 1 หมื่นตัน และเริ่มรับไปแล้วลอตใหม่ 3,200 ตัน พร้อมยอมเสียค่าปรับเดือนละ 6.6 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อเดือนต่อตัน แว่วว่าเรื่องนี้แม้ท่านรัฐมนตรีเองก็อยากสะสางให้จบ ภายในยุคของท่าน ที่นั่งเป็น รมว. เกษตรฯ ยังไงตั้งใจสะสางก็น่าจะเอาให้จบนะครับเจ้านายเผื่อปัญหายางจะได้ถูกสะสางไปพร้อมกับการจัดตั้ง การยางแห่งประเทศไทย อันใหม่ด้วยยังไง อย่าลืมนะครับ นโยบายท่านเน้นเรื่องโปร่งใสตรวจสอบได้ ยังไงตรวจสอบให้จริงก็แล้วกัน

มาอีกเรื่องที่ร้อนๆ คือเรื่องของหนังสือ สนเทศที่ส่งตรงจากใครมิทราบ แต่อ้างว่าเป็นอดีตข้าราชการเกษียณ ของกระทรวงเกษตรฯ เรื่องของความไม่ชอบมาพากลในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ของผู้บริหารกรมชลประทานบางคน ที่หนุนเอาญาติ ภรรยาและเครือญาติมาเป็นใหญ่ในกรมชลประทาน รวมทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ที่ไม่เป็นธรรม ในกระทรวงเกษตรฯ โดยขอให้ข้าราชการ แต่งดำคัดค้านความไม่เป็นธรรมดังกล่าว อ้าวมาขนาดนี้ เมื่อมีการทักกันมายังไง คงเป็นเรื่องของท่านปลัด
“ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” และ “รมว.ฉัตรชัย” หละครับว่าจะดำเนินการอย่างไรยังไงช่วยตรวจสอบทีนะขอรับ

ปลาไหลกับใบข่อย

เลาะรั้วเกษตร : โซเชียลมีเดียกับผู้บริหาร

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/188371

วันศุกร์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

สมัยนี้ถ้าใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือแค่เพียง โทร.ออก และรับสายเท่านั้น ดูจะเป็นคนที่สมถะอยู่ไม่น้อย เพราะปัจจุบันโทรศัพท์มือถือใช้งานได้สารพัดประโยชน์ทั้งพูดคุยด้วยเสียงตอบโต้กันด้วย แอพพลิเคชั่นไลน์ และ เฟซบุ๊ค ถ่ายภาพ ทั้งถ่ายภาพคนอื่น และถ่ายภาพตนเอง (เซลฟี่) ตกแต่งภาพ เล่นเกมส์ กระจาย (แชร์) ภาพ ข้อความ คลิปภาพ คลิปเสียง ทำธุรกรรมทางการเงิน ฯลฯ ต้องบอกว่าสารพัดจริงๆ

จากพัฒนาการของเครื่องมือสื่อสารในปัจจุบัน ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของผู้คนอยู่ในโลกของสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลมีเดีย ผู้คนส่วนใหญ่ก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์มือถือของตนเองทุกวินาทีที่มีโอกาสจนมีบางคนเรียกว่า “สังคมก้มหน้า”ข้อดีของการอยู่ในสังคมออนไลน์คือ ทำให้ผู้คนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและในวงกว้าง แม้แต่รายการข่าวทางโทรทัศน์ยังรวดเร็วไม่เท่า ยิ่งไปกว่านั้นสื่อหลักอย่าง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ยังอาศัย ข้อความ คลิปภาพ คลิปเสียงจากโซเชียลมีเดียต่างๆ ไปนำเสนอเป็นข่าวเสียด้วยซ้ำ

จากคุณสมบัติในความรวดเร็ว และการกระจายอย่างกว้างขวางของสื่อออนไลน์ หรือ โซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้บริหารสมัยนี้เห็นความสำคัญของสื่อชนิดนี้จนถึงกับมีการสั่งการจากทีมงานที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ให้มีการเผยแพร่กิจกรรมของหน่วยงาน หรือภารกิจของผู้บริหาร ผ่านทางโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งกำชับให้มีการกดถูกใจ (ไลค์) และ กระจาย (แชร์) ภาพและข่าวนั้นๆ ไปให้มากๆ ด้วย

สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารที่นำสื่อนี้มาใช้คนแรกๆคือ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่สร้างเว็บไซต์ http://www.petipong.com ที่พยายามจะทำให้เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นปัจจุบันของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งเผยแพร่นโยบายของตนเอง แต่กว่าจะสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนข้อมูลได้ก็เล่นเอา “ปรี๊ด” ไปหลายหน จนกระทั่งสร้างเฟซบุ๊ค “ก้าวเกษตร” ขึ้นมาอีกสื่อหนึ่ง เพื่อเป็นช่องทางให้หน่วยงานต่างๆ เผยแพร่ผลงานของตนเอง โดยเน้นการเผยแพร่คลิปการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ในการเข้าไปพบปะช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อที่จะยืนยันกับสังคมว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ทอดทิ้งเกษตรกร

เฟซบุ๊ค “ก้าวเกษตร” กำลังจะเข้าที่เข้าทาง ก็มีอันเป็นไปที่ทำให้ท่านรัฐมนตรี ปีติพงศ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งเสียก่อน แต่ขอให้ภูมิใจว่า ท่านได้มาเริ่มต้นให้กระทรวงเกษตรฯ มีความทันสมัยมากขึ้น แม้ในยุครัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนปัจจุบัน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เฟซบุ๊ค“ก้าวเกษตร” ยังคงเป็นสื่อในโซเชียลมีเดียที่ทีมงานประชาสัมพันธ์ยังใช้อยู่ เพราะ “ก้าวเกษตร” เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในสังคมออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเฟซบุ๊ค“พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ร.ม.ว.เกษตรและสหกรณ์” เข้ามาแทน เว็บไซต์ http://www.petipong.com ส่วนท่านจะโพสต์ข้อความเอง หรือ ทีมงานเป็นคนโพสต์ให้ก็ไม่ว่ากัน ขอให้มีสารัตถะหน่อยก็แล้วกัน ไม่ใช่บอกแค่วันนี้ผมทำนั่นทำนี่แล้วจบ คนติดตาม หรือ แฟนเพจไม่ได้สาระอะไรกลับไป

เรื่องของเฟซบุ๊คผู้บริหาร ต้องถือว่ามีความสำคัญในยุคนี้ ขนาดที่ บารัค โอบามาประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ยังต้านกระแสนิยมไม่ไหว จนต้องสร้างเฟซบุ๊คของตนเองขึ้น เมื่อไม่กี่วันมานี้ แค่วันแรกที่เปิดตัวมีคนเข้าไปกดถูกใจถึง 6-7 แสนคน

ความรวดเร็วของการกระจายข่าวสารในสังคมออนไลน์ ในยุคหนึ่งทำให้เจ้ากรมข่าวลือตกงาน เพราะบ่อยครั้งมีคนกระจายภาพหนังสือราชการ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ก่อนที่จะมีการออกคำสั่งอย่างเป็นทางการ แต่มายุคของ พลเอกฉัตรชัยสาริกัลยะ นอกจากเจ้ากรมข่าวลือจะตกงาน และคนที่จ้องจะกระจายข่าวทางไลน์ หาข่าวไม่ได้แล้ว ยังทำให้ผู้คน “ช็อกแพร็บ” ด้วย เพราะไม่มีระแคะระคาย ไม่มีกระแส แต่ถึงเวลาก็ “ตูม” ทีเดียว ทั้งการโยกย้ายระดับอธิบดี 14 ตำแหน่ง และ ระดับ รองอธิบดีอีก 4 ตำแหน่งที่สดๆ ร้อนๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

การสั่งการในยุคสมัยนี้ก็ไม่พ้นที่ต้องอาศัย ไลน์ เพราะนอกจากรวดเร็วแล้ว ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ทราบ เพราะถ้าเปิดอ่านไลน์ก็จะฟ้องทันทีว่าคนปลายทางเปิดอ่านแล้ว ยกเว้นแต่ว่าเห็น โปรไฟล์คนส่งแล้วไม่ยอมเปิดอ่านก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่เปิดอ่านเสียที ก็คงต้องใช้ฮอตไลน์ คราวนี้ถ้ายังไม่รับสายก็อาจจะต้อง “ช็อกแพร็บ” อีกครั้ง อนาคตไกลแน่…….ดังนั้นบรรดาผู้บริหารทั้งหลาย ในทุกระดับ ก็จะมีกลุ่มไลน์ ไว้สำหรับติดต่อ ประสานงาน และสั่งการให้เข้ากับยุคสมัย

มาถึงวันนี้ คงจะตำหนิใครไม่ได้ว่าเล่นเฟซบุ๊ค เล่นไลน์ ในเวลาราชการ เพราะทั้ง เฟซบุ๊ค และ ไลน์ กลายเป็นช่องทางการสื่อสารแทนโทรศัพท์ไปเสียแล้ว……

แว่นขยาย

เลาะรั้วเกษตร :ต้องทันเกมส์การเมืองแฝงต้นมะพร้าว

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/187265

วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เลาะรั้วเกษตรสัปดาห์นี้ ขอมาแวะเวียนดูการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ซะหน่อย เท่าที่ติดตามการทำงานของกระทรวงเกษตรฯต้องบอกว่า เข้มข้นมากขึ้นและต้องขอปรบมือให้กับการเอาจริงเอาจังในการนำพาทีมงานกระทรวงเกตษรฯ ลุยเพื่อเดินหน้าการพัฒนางานด้านเกษตรให้ได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายเอาไว้ ที่หวังจะแก้ปัญหาปากท้องซึ่งเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ของท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ซึ่งได้เรียกข้าราชการระดับหัวของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ต่างจังหวัดมานั่งฟังนโยบายพร้อมกำชับให้ทำความเข้าใจในทุกด้านให้กับเกษตรกรเข้าใจ ทั้งปัญหาความแห้งแล้ง ทั้งปัญหาเกษตรฯ โดยต้องทำหน้าที่ทั้งแนะนำและรับฟังปัญหา หากจังหวัดไหนม็อบโผล่เข้ากรุงและข้าราชการเจ้าของพื้นที่ไม่ทราบ จะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะมองว่า “หากเกษตรไม่เดือดร้อนจริงหรือมีการเมืองแอบแฝงเขาคงไม่มาร้อง ขอให้ช่วย”

เอากันขนาดนี้ ต้องบอกว่าเข้มจริงๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ กับการเอาจริงเอาจังของท่านรัฐมนตรี ทั้งเรื่องความโปร่งใสและการเดินหน้าแก้ปัญหาภาคเกษตร วันนี้มีอดีตคนเกษตรคนหนึ่งเขาฝากบอกมาถึงท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ให้ตรวจสอบให้ลึก เรื่องของการสอดไส้ของกลุ่มก้อนการเมืองสายเก่าที่ของบประมาณอ้างช่วยเกษตรกร แล้วมาถลุงงบประมาณแผ่นดิน  โดยเฉพาะการจัดซื้อสารเคมี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร กรณีโรคระบาดต่างๆในพืชผลการเกษตรฯ เพราะแว่วว่า เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้าราชการคนหนึ่ง พาเกษตรกรแถวจังหวัดประจวบฯ เข้าพบที่ปรึกษารัฐมนตรีฯเพื่อขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวที่มีปัญหาโรคหนอนหัวดำระบาดในต้นมะพร้าว ขอให้กระทรวงเกษตรฯ ซื้อสารเคมี เพื่อกำจัดหนอนหัวดำ ซึ่งมันแปลกๆ คุ้นๆ ที่เคยมีใครบางคนเสนอมา ของบประมาณจัดซื้อสารเคมีชนิดเดียวกันเรื่องเดียวกันในสมัยที่ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา”  เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2557  เป็นวงเงิน 128 ล้านบาท โดยต้นเรื่องที่เสนอมา คือ กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อได้อ่านท่านรัฐมนตรี
“ปีติพงศ์” (ขณะนั้น)จึงเขียนท้ายหนังสือว่า “วิธีการแก้ปัญหาทุกครั้งต้องมีการขอเงินเพิ่มลักษณะอย่างนี้หรือ” และให้กรมส่งเสริมการเกษตรกลับไปทบทวน ให้หาวิธีการใหม่ ที่ต้องทำแบบผสมผสานในการแก้ปัญหา ไม่ใช่ซื้อสารเคมี

เมื่อมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น จึงมีการตรวจสอบไปต้นเรื่องของการซื้อสารเคมีชนิดนี้ ก็ยิ่งแปลกกันไปใหญ่ เพราะเรื่องทั้งหมด เกิดจากที่มีการระบาดของโรคหนอนหัวดำในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ทันเกิดเมื่อช่วงปลายปี 2555 ต่อปี 2556 งานนี้ใครคุมกระทรวงเกษตรฯ สมัยนั้นก็ไปดูกันเอง อยู่ๆ กรมส่งเสริมการเกษตรก็มีการชงเรื่องของซื้อสารเคมีกำจัดหนอนหัวดำในมะพร้าว ช่วยเหลือเกษตรกรในจังหวัดประจวบฯ โดยเสนอเข้าครม. ในช่วงเดือนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556  ทั้งที่ไม่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติโรคระบาดของจังหวัดประจวบฯ โดยใช้งบกลางในกรอบประมาณ 387.49 ล้านบาทเศษ จัดซื้อช่วงแรกทันที 123 ล้านบาท เพื่อฉีดต้นมะพร้าว ซึ่งได้ผลกับต้นมะพร้าวที่สูงมากกว่า 12 เมตร หลังจากซื้อไปอีก 4 เดือน มีการตรวจสอบพบว่า ได้ผลเพียงร้อยละ 48 และมีความพยายามจะขอเข้ามาอีกทั้งที่ไม่ได้ผล จนท่าน “ปีติพงศ์” ทักท้วง

แต่ที่แปลกไปกว่านั้น มันชั่งบังเอิญ กันเสียจริงๆ ว่า หลังจากซื้อสารเคมีลอตนี้ได้ ช่วงเดือนมีนาคม 2556 จากครม.อนุมัติไม่กี่เดือน ก็มีพี่น้องท้องเดียวกัน 2 คน ที่เป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ “โคตรเก่ง” กระโดดจากข้าราชการซี 8 ที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัดข้ามหัวใครหลายคน ไปนั่งในตำแหน่งรองอธิบดี  คือ มีรองอธิบดีกรมประมง  และรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นต้นเรื่องจัดซื้อสารเคมี นี่แหละขอรับและที่สำคัญ มันชั่งบังเอิญเหลือเกินว่า เจ้าของบริษัทคนขายสารเคมีให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร 123 ล้านบาท ก็คือ พี่น้องท้องเดียวกับรองอธิบดีทั้งสองคน ทำให้คนของกระทรวงเกษตรฯ งงและก็งง แต่ก็แค่หลับตาปริบๆเพราะรู้กันว่า ที่ผ่านมาใครใหญ่ และจนมาถึงท่านรัฐมนตรีที่ชื่อ “ปีติพงศ์”ท่านเป็นอดีตข้าราชการเกษตรเก่า และเก๋า เรื่องเกมส์การเมืองกำชับให้หาวิธีการใหม่ เอาแบบผสมผสาน ไม่ให้ใช้สารเคมีสุดท้ายมีความพยายามจะเสนอเข้ามาอีก สมัยนี้ปลายปี 2558 วงเงิน 128 ล้านบาท กล้าจริงๆ หากว่ากันว่า มันระบาดที่คุมไม่อยู่จริงจนต้องซื้อสารเคมี ผ่านมา 18 เดือน ป่านนี้หนอนมันคงไม่รอให้ซื้อสารเคมี งานนี้เอายังไงต่อล่ะท่านรัฐมนตรีเข้าใจตรงกันนะครับว่า “ดาวน์ก่อนผ่อนทีหลังเขาทำไง” หวังว่าท่านคงเข้าใจ บอกแล้ว รากการเมืองมันแน่น จะถอนอย่างไง เลือกเอา

ปลาไหลกับใบข่อย

เลาะรั้วเกษตร : ผู้ตรวจราชการ…..ตำแหน่งรอเป็นอธิบดี

Published พฤศจิกายน 16, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/186213

วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

และแล้ว ครม.ก็มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวง แทนตำแหน่งที่ว่างถึง 5 ตำแหน่ง ซึ่งขอแสดงความยินดีกับทุกท่านไว้ ณ ที่นี้….ผู้ตรวจราชการ ใหม่ป้ายแดงทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ วิมลพร ธิติศักดิ์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม สุดารัตน์ วัชรคุปต์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กุลรัศมิ์ อนันตพงษ์สุข รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นฤมล พนาวงศ์ และผู้ตรวจราชการ สุภาพบุรุษหนึ่งเดียวของชุดนี้คือ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สุรพล จารุพงศ์

ยังมีรองอธิบดีอีกหลายท่านที่อกหัก ทั้งรองอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งมาหลายปี และรองอธิบดีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งไม่นาน ชนิดที่นั่งเก้าอี้รองอธิบดียังไม่ทันร้อนก็อยากจะมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง เสียแล้ว ข่าวว่าการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ครั้งนี้คึกคักมาก ทั้งรองอธิบดี และ รองเลขาธิการของทุกหน่วยงานที่มีคุณสมบัติครบถ้วน รวมทั้งผู้ช่วยปลัดกระทรวง 2 ท่าน โอภาส ทองยงค์ และ รัตนะ สวามีชัย ต่างสมัครเข้ารับการคัดเลือกด้วยแบบไม่เกรงใจกัน งานนี้ใครดีใครได้ ไม่มีพี่มีน้องเป็นการชั่วคราว วัดกันด้วยการสอบสัมภาษณ์ หรือแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งไม่ทราบว่าคณะกรรมการสอบให้คะแนนคำตอบจริงๆ หรือว่ามีองค์ประกอบอื่นประกอบด้วย แต่ดูรายชื่อคนที่ได้รับคัดเลือกแล้ว เชื่อว่า นอกจากความรู้ความสามารถแล้วยังมีองค์ประกอบอื่นประกอบด้วย เช่น อาวุโส ใกล้เกษียณ สมัครหลายรอบแล้ว หรือ กรมนั้นมีอดีตรองอธิบดีมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ อยู่แล้ว….ฯลฯ

ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงในสมัยก่อนหน้านี้ คือตำแหน่งระดับ 10 ที่ในยุคสมัยหนึ่ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านหนึ่งประกาศว่า คนที่จะดำรงตำแหน่งอธิบดีได้ จะต้องผ่านการเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับ 10 มาก่อน ทำให้รองอธิบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับ 9 พยายามหาช่องทางขึ้นมาเป็นผู้ตรวจราชการระดับ 10 หรือไม่ก็เป็นตำแหน่งที่ฝ่ายการเมืองที่ดูแลกระทรวง ใช้เป็นที่พักเพื่อหมุนเวียนคนของตนขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดี จนเป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ถ้าคนที่ยังมีอายุราชการอีกยาวไกลถ้าได้มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ นั่นหมายถึงจะต้องได้เป็นอธิบดีอย่างแน่นอน ถ้ามาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการเมื่อใกล้เกษียณก็คิดเสียว่าเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีที่ได้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 เทียบเท่าอธิบดี

ปัจจุบัน ข้าราชการไม่ได้ใช้ระบบ PC จึงไม่มี ซี1-ซี11 ตำแหน่งรองอธิบดี เป็นตำแหน่งนักบริหารระดับต้น ตำแหน่งอธิบดีเป็นนักบริหารระดับสูง เช่นเดียวกับรองปลัดกระทรวง และตำแหน่งผู้ตรวจราชการ เป็นตำแหน่งผู้ตรวจราชการระดับสูง ดูๆ ไปบางคนอาจจะคิดว่าศักดิ์ศรีก็ยังไม่เท่าอธิบดี…..ก็ว่ากันไป เรื่องนี้…ต้องถามความรู้สึกของหัวหน้าผู้ตรวจราชการ อนันต์ ลิลา ที่ดำรงตำแหน่งมาหมดแล้วทั้ง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รองปลัดกระทรวง และกลับมาเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง อีกครั้ง พร้อมกับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ

มีบางคนบอกว่า การได้มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ เหมือนได้มาพักผ่อน เพราะไม่ต้องรับผิดชอบงานโครงการ และงบประมาณอะไรมากมาย ผิดกับการเป็นรองอธิบดี หรือ อธิบดี ที่สารพัดจะต้องรับผิดชอบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคล ถ้าใครที่รักการทำงานอยู่ที่ไหน ตำแหน่งอะไร ก็สร้างงานได้ เว้นเสียแต่ว่าอยากพักผ่อนจริง ๆ…

พร้อมกับการประกาศรับสมัครผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ก็ประกาศรับสมัคร อธิบดีกรมชลประทาน ที่ว่างอยู่ด้วย เพราะอดีตอธิบดีกรมชลประทาน เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ถ้าความจำไม่เลอะเลือนก็ต้องบอกว่า ไม่เคยเห็นการประกาศรับสมัครอธิบดีกรมไหนมาก่อนในกระทรวงเกษตรฯ เพิ่งเห็นครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ปลัดกระทรวงที่ข้ามห้วยมาจากกระทรวงอื่นนำมาใช้กับการแต่งตั้งอธิบดี อาจจะเพื่อความโปร่งใส หรืออะไรก็ตามแต่คิดว่าไม่จำเป็น เพราะกรมนี้เป็นกรมที่ใช้ความรู้ความสามารถวิชาชีพเฉพาะด้าน และการเป็นอธิบดีในช่วงที่สถานการณ์น้ำค่อนข้างวิกฤติ คงมีรองอธิบดีกรมอื่นๆ น้อยคนที่ต้องการสมัครเป็นคู่แข่ง ยกเว้นรองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุรสีห์ กิตติมณฑล ซึ่งเป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา กรมชลประทานมาก่อน และรองอธิบดีกรมชลประทานเองอีก 3 คน

จะอย่างไรก็ตาม กรมชลประทานก็ได้ อธิบดีคนใหม่ ที่ชื่อ สุเทพ น้อยไพโรจน์ ซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นตัวเต็งมาตั้งแต่ต้น จะประกาศรับสมัครตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานหรือไม่ประกาศ ก็ไม่มีผล เพราะธงตั้งไว้แล้ว ที่สำคัญคือ ไม่ต้องไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามธรรมเนียมปฏิบัติก่อนด้วยนะเออ….

แว่นขยาย

%d bloggers like this: