เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

All posts tagged เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

โอฬาร พิทักษ์ ปลื้ม!! บรรเทาแล้ง ตำบลละล้าน สร้างงานได้ถึง 2.66 ล้านครัวเรือน

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

โอฬาร พิทักษ์ ปลื้ม!! บรรเทาแล้ง ตำบลละล้าน สร้างงานได้ถึง 2.66 ล้านครัวเรือน

“ขณะนี้โครงการดำเนินการแล้วเสร็จไปกว่า 98% ซึ่งโครงการดังกล่าวนับว่ามีประโยชน์อย่างมาก นอกจากช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชุมชน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาวแล้ว ยังส่งผลให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการจ้างงานและยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย”

นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เปิดเผยภายหลังการเดินทางไปติดตามความก้าวหน้าโครงการสร้างรายได้เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตำบลละ 1 ล้าน ในอำเภอลำสนธิ และอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งโครงการมีความก้าวหน้าแล้วกว่า 98%

สำหรับโครงการดังกล่าว อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการดังกล่าว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน ซึ่งขณะนี้มีชุมชนเกษตรยื่นเสนอขอรับโครงการมากถึง 3,044 ตำบล รวม 6,598 โครงการ งบประมาณที่เสนอขอรับการสนับสนุน จำนวน 3,004.51 ล้านบาท

โดยกิจกรรมที่ชุมชนเกษตรเสนอขอรับการสนับสนุนเงินทุน ตำบลละไม่เกิน 1 ล้านบาท มี 4 ประเภท ได้แก่

1. การจัดการแหล่งน้ำของชุมชน จำนวน 3,331 โครงการ

2. การผลิตทางการเกษตรและแปรรูปผลิตผลเกษตรเพื่อสร้างรายได้ในฤดูแล้งของชุมชน 636 โครงการ

3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2,370 โครงการ

4. การจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตเกษตร 261 โครงการ

“ซึ่งมีเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานเข้าร่วมโครงการ จำนวน 360,659 คน งานแรงงาน 5,409,880 แรง มีครัวเรือนได้รับประโยชน์กว่า 2.66 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวและว่า

“ทั้งนี้ ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทางคณะกรรมการบริหารโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งระดับกระทรวง จะมีการสรุปผลโครงการ โดยจะมีการพิจารณาถึงโครงการที่มีความต่อเนื่อง เร่งด่วน หรือเป็นโครงการที่จะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ชุมชน รวบรวมเพื่อนำเสนอ ครม. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ”

สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการ นายโอฬาร อธิบายว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล (ศบกต.) เป็นตัวแทนของชุมชนขอรับการสนับสนุนงบประมาณและค่าจ้างแรงงาน โดยขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินในโครงการสร้างรายได้ฯ ได้ดำเนินการอย่างรัดกุม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

“ซึ่งการจ่ายเงินถึงชุมชนจะจ่ายผ่านระบบบัญชีเงินฝากของธนาคารทั้งหมด” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำ

ทั้งนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายวัสดุจะต้องมีการจัดทำบัญชีและการเบิกจ่ายค่าวัสดุของชุมชน โดยชุมชนจะได้รับคำแนะนำจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบและเงื่อนไข ส่วนงบประมาณการจ้างงานของแต่ละชุมชนจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรตามข้อตกลงการจ้างแรงงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก ธ.ก.ส. ในการลดหย่อนค่าธรรมเนียมให้ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวด้วยว่า สำหรับผลดำเนินงานโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งจังหวัดลพบุรี มีความก้าวหน้าแล้ว 90.37% โดยงบประมาณที่ชุมชนเสนอขอทั้งหมด 51,944,142.28 บาท งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ 51,944,136 บาท แบ่งเป็นค่าวัสดุ 24,727.854 บาท ค่าจ้างแรงงาน 27,216,282 บาท จำนวนโครงการ 122 โครงการ

โดยแบ่งตามประเภทกิจกรรม ดังนี้

– การจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน 67 โครงการ

– การผลิตทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตเกษตร 5 โครงการ

– การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 50 โครงการ

“ทั้งนี้ มีเกษตรกรผู้ใช้แรงงาน จำนวน 4,107 คน และมีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 18,918 ครัวเรือน ซึ่งทุกโครงการจะเห็นว่าชุมชนและเกษตรกรได้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากช่วยให้ชุมชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการจ้างงานแล้ว และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

โฆษณา

ดันงบ กพส. กว่า 4 พันล้าน ช่วยพัฒนาสหกรณ์

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010758&srcday=2015-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 602

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันงบ กพส. กว่า 4 พันล้าน ช่วยพัฒนาสหกรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส กลั่นบุศย์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อสนับสนุนการรวบรวมผลไม้ของสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 9 แห่ง วงเงิน 82.80 ล้านบาท และสนับสนุนเงินอุดหนุนจัดหาตะกร้าผลไม้ เพื่อรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกก่อนจะขนส่งสู่ตลาดให้แก่สหกรณ์ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพธุรกิจการรวบรวมผลไม้ของสหกรณ์ 8 แห่ง จำนวนตะกร้า 12,770 ใบ มูลค่า 1,277,000 บาท

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 โดยโอนเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมการสหกรณ์ มาเป็นของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการของสหกรณ์ โดยมีเงินทุนแรกตั้ง จำนวน 2,286.350 ล้านบาท และในปี พ.ศ. 2545 ได้โอนกองทุนพัฒนาสหกรณ์ไปตั้งไว้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม 2545

ในส่วนของการดำเนินงานมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ที่ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยราชการ และผู้แทนของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางการบริหารกองทุนพัฒนาสหกรณ์ พร้อมทั้งกลั่นกรองพิจารณาแผนงานและโครงการของสหกรณ์ที่ขอกู้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์

ปัจจุบัน ฐานทางการเงินของกองทุนฯ มีทุนดำเนินการทั้งสิ้น 5,300.735 บาท ทั้งนี้ในแต่ละปีงบประมาณคณะกรรมการบริหาร กพส. จะมีการกำหนดกรอบวงเงินกู้และแนวทางเพื่อให้การสนับสนุนส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้จำนวนงบประมาณที่มี โดยในปีงบประมาณ 2558 ได้มีการอนุมัติงบประมาณ จำนวน 4,400 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามช่วยเหลือสหกรณ์ โดยเบื้องต้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 การสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ตามโครงการปกติ ในงบประมาณ 2,700 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนตามวัตถุประสงค์ของ กพส. เพื่อการดำเนินงานของสหกรณ์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก

ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อให้เข้าถึงสมาชิกสหกรณ์ โดยมีการสำรวจความต้องการใช้เงินกู้ของสหกรณ์ทุกปี และมีการติดตามประเมินผลโครงการ รวมถึงการตรวจสอบใช้เงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนการติดตามเร่งรัดหนี้ เพื่อให้สามารถนำเงินมาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กรอบวงเงินที่มีอยู่จำกัด แนวทางการดำเนินงานของ กพส. จะสนับสนุนสหกรณ์ขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถหาแหล่งทุนได้ รวมถึงสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการหลวง เพื่อให้สหกรณ์เหล่านี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสามารถนำไปช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ให้ได้มากที่สุด

ส่วนที่ 2 การสนับสนุนให้สหกรณ์ดำเนินการเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้แก่สมาชิก ซึ่งเป็นการใช้เงินกู้ กพส. เพื่อสนับสนุนงานตามนโยบายของรัฐบาล วงเงิน 1,700 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 มีจำนวน 14 โครงการ เช่น โครงการสนับสนุนเงินกู้ให้สหกรณ์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการบริหารจัดการธุรกิจรวบรวมผลไม้ในสถาบันเกษตรกร โครงการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าสหกรณ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์) และโครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันของสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น

“ที่ผ่านมา การบริหารเงินกู้ กพส. หลังจากที่ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้กับสหกรณ์ มีการชำระหนี้คืน 98% เชื่อว่าเงินกู้ กพส. จะสามารถช่วยเหลือสหกรณ์ที่จะสร้างศักยภาพให้มีความเข้มแข็งขึ้นตามนโยบายรัฐบาล โดยในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด กพส. ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้กับสหกรณ์ไปดำเนินการรวบรวมผลผลิตผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด พร้อมกับมีการอุดหนุนตะกร้าเพื่อใช้ในการรวบรวมผลไม้ เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับสหกรณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมผลไม้ที่ยังคงคุณภาพ ซึ่งจะทำให้มีราคาที่แน่นอนและมั่นคงมากขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวในที่สุด

สศก. ชี้ปริมาณผลไม้มีน้อยลง แต่เกษตรกรได้ราคาดี

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150658&srcday=2015-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 601

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สศก. ชี้ปริมาณผลไม้มีน้อยลง แต่เกษตรกรได้ราคาดี

“สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ติดตามสถานการณ์ปริมาณผลผลิตของผลไม้ทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย ลิ้นจี่ ในปี 2558 พบว่า มีปริมาณที่ลดลง สืบเนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความแปรปรวน ประกอบกับช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมมีพายุฤดูร้อน ทำให้ผลผลิตไม้ผลในภาคตะวันออกและภาคใต้หลายชนิดเสียหายเป็นจำนวนมาก”

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ให้สัมภาษณ์ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตผลไม้ตามฤดูกาลทั้ง 6 ชนิด ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลดีต่อการจำหน่ายของเกษตรกร โดยจากผลการพยากรณ์ผลผลิตไม้ผลเมื่อไตรมาสแรกของปี 2558 ที่คาดการณ์ว่า ทุเรียน จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 639,960 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 2% นั้น ปรากฏว่า เจอพายุฤดูร้อนทำให้ผลผลิตทุเรียนลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิมประมาณ 40,000 ตัน

ขณะที่ลำไย ปีนี้ผลผลิตลดลงเหลือ 878,322 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 120,000 ตันหรือคิดเป็นผลผลิตที่ลดลง 12%

มังคุด ผลผลิตปีนี้อยู่ที่ 269,402 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 30,000 ตัน ลดลง 10%

ส่วน เงาะ คาดว่าจะมีผลผลิตอยู่ที่ 317,223 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 5,000 ตัน ลดลงประมาณ 1%

ลองกอง ผลผลิตปีนี้ 164,141 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 14,000 ตัน หรือลดลง 8%

ลิ้นจี่ มีผลผลิตที่ 59,693 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 10,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลง 14%

จากปริมาณที่ลดลง ทำให้ราคาจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น โดยจากข้อมูลการสำรวจพบว่า เกษตรกรชาวสวนสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ในราคาที่สูงกว่าปีก่อน และคาดว่าจะสูงขึ้นประมาณ 10-15% โดย สศก.ได้ออกสำรวจการซื้อขายผลไม้ ณ จุดรับซื้อในจังหวัดต่างๆ ของภาคตะวันออก พบว่า ราคาเฉลี่ย ทุเรียนหมอนทอง ราคาคละกิโลกรัมละ 38 บาท ลำไย ราคาเกรด AA อยู่ที่กิโลกรัมละ 29 บาท มังคุด กิโลกรัมละ 70 บาท เงาะโรงเรียน ราคากิโลกรัมละ 34 บาท ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย กิโลกรัมละ 20 บาท และ ลองกอง เบอร์ 1 อยู่ที่กิโลกรัมละ 55 บาท”

ขณะเดียวกันในส่วนของตลาดผลไม้ต่างประเทศ พบว่า มีปริมาณความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งปีนี้มีความต้องการผลผลิตลำไยมากขึ้น โดยตั้งแต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นมา ทางรัฐบาลอินโดนีเซียได้มีการอนุญาตให้นำเข้าลำไยจากประเทศไทยได้โดยไม่จำกัดจำนวน เพียงแต่มีข้อแม้ว่า ต้องมาจากแปลงของเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP เท่านั้น จากการเปิดตลาดของอินโดนีเซียดังกล่าวได้ในปีนี้ผลผลิตลำไยที่ออกมาไม่เพียงพอกับความต้องการ

ดังนั้น จากกรณีของประเทศอินโดนีเซีย จึงควรเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องใส่ใจในการพัฒนาปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การส่งออกได้ อันหมายถึงการมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

จากสถานการณ์ราคาผลไม้ที่ดีขึ้น นับว่าเป็นส่วนที่สร้างผลดีแก่เกษตรกร เพราะถึงแม้จะได้ผลผลิตน้อยลง แต่ราคาขายดี จึงทำให้มีกำไรที่สามารถอยู่ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นปีทองของชาวสวนผลไม้ก็ว่าได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีผลไม้จากภาคใต้ออกมาพร้อมๆ กับทางภาคตะวันออกนั้น จากการคาดการณ์พบว่า ไม่มีการออกมาชนกัน ทำให้ราคาจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรลดต่ำลงอย่างแน่นอน ซึ่งจากข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ทั้งจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ออกมาตรงกันว่า ปีนี้ ผลไม้ภาคใต้จะออกล่าช้าจากภาคตะวันออกจากปกติไปอีก 15 วัน ดังนั้น รอบการออกผลไม้ของภาคใต้จะยืดออกไปอีกประมาณ 30-45 วัน”

“จากตรงนี้ทำให้เชื่อมั่นว่า ปีนี้จะไม่ต้องใช้เงินไปในการแทรกแซงราคาผลไม้เหมือนปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ยังคงดำเนินการต่อไปคือ การช่วยสนับสนุนเกษตรกรในการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพการผลิต รวมถึงการบริหารจัดการผลผลิตให้สามารถกระจายถึงผู้บริโภคได้กว้างมากขึ้นกว่าเดิม อันจะเป็นการขยายตลาดผลไม้ของเกษตรกร”

สำหรับในส่วนของตลาดส่งออกนั้น หากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในช่วงปลายปี 2558 ก็จะเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยทำให้สามารถเปิดตลาดผลไม้ได้เพิ่มมากขึ้น เช่นในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งน่าจะได้รับผลดีจากการเปิดเสรีในครั้งนี้ เพราะทำให้สามารถส่งออกผลไม้จากพื้นที่ออกไปได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากเห็นเกษตรกรร่วมใจกัน คือการจัดการสวนให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานในการผลิต และที่สำคัญคือปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งบริหารจัดการดินน้ำอย่างเหมาะสม และใช้ข้อแนะนำทางวิชาการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คลอด 3 หลักสูตร โรงเรียนผู้สอบบัญชี

Published พฤศจิกายน 2, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010658&srcday=2015-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 600

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คลอด 3 หลักสูตร โรงเรียนผู้สอบบัญชี

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบบัญชีให้กับสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร โดยในปัจจุบันมีสหกรณ์ทุกประเภท รวมจำนวน 8,188 แห่ง ทั่วประเทศ

ซึ่งเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบบัญชีของกรม ซึ่งมีเพียง 800 คน ทำให้การปฏิบัติงานอาจไม่ทั่วถึงและเพียงพอ

ดังนั้น การจัดตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชี เพื่อเพิ่มศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้ผู้สอบบัญชีได้มีทักษะ ความรู้ และความสามารถ เพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ตรวจสอบบัญชี ที่จะต้องมีการพัฒนาตนเองและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการพัฒนาระบบสหกรณ์ เพื่อให้เกิดการพัฒนา สร้างความเข้มแข็ง ความโปร่งใส และหลักธรรมาภิบาลแก่สหกรณ์ ซึ่งการพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น สหกรณ์ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการวางแผนทางการเงิน สามารถนำข้อมูลทางการเงินมาวิเคราะห์ เพื่อรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของสหกรณ์ และใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารงาน

ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการในการตรวจสอบบัญชีเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา และเกิดความโปร่งใส่ และได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสหกรณ์ กรมจึงได้เร่งดำเนินการพัฒนาบุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็ง รอบรู้ เนื่องจากบุคลากร ถือเป็นกลไกสำคัญในการปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชีขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรที่ปฏิบัติงานสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เข้ารับการอบรมพัฒนาความรู้ พัฒนาศักยภาพมีทักษะ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยกำหนดให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการตอบสนองภาวะความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสหกรณ์ ทั้งนี้ จะมีการดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนมิถุนายน 2558

นอกจากนี้ ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ รวมทั้งกฎหมายที่มีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน มีความก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างบุคลากรที่มีความเข้มแข็ง เชื่อว่าจะทำให้ภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ประสบความสำเร็จ รวมทั้งสหกรณ์สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก ตามแนวนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์แก่สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป

นางนฤมล กล่าวว่า การจัดตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชี จะเป็นการสร้างผู้สอบบัญชีมืออาชีพ ทั้งภาครัฐ (ราชการ) และภาคเอกชน โดยกำหนดหลักสูตรทั้งสิ้น 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรผู้สอบบัญชีระดับ 1-2 (ระดับต้น) หลักสูตรผู้สอบบัญชีระดับ 3-4 (ระดับกลาง) หลักสูตรผู้สอบบัญชีระดับ 5 (ระดับสูง) โดยเนื้อหาวิชาการอบรม จะเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้พื้นฐานที่ผู้สอบบัญชีต้องทราบก่อนเริ่มปฏิบัติงาน จนถึงการคิดวิเคราะห์ข้อมูลและธุรกรรมทางการเงิน พร้อมแจ้งข้อสังเกตจากผลการตรวจสอบ เพื่อให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรกรแก้ไขข้อบกพร่องทางการเงิน การบัญชี รวมทั้งการแก้ไขปัญหางานสอบบัญชี และจัดทำรายงานผลการตรวจสอบที่ชัดเจน ถูกต้อง เพื่อเสนอต่อนายทะเบียนสหกรณ์และผู้ที่เกี่ยวข้อง

การจัดตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชีดังกล่าว จะเป็นการสร้างผู้สอบบัญชีมืออาชีพ และจะทำให้เกิดความมั่นใจแก่สหกรณ์ทุกประเภทและทุกขนาด เสริมสร้างระบบการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส แม่นยำ ถูกต้อง และสุดท้ายเสริมสร้างให้สหกรณ์มีระบบการควบคุมภายในที่มีคุณภาพ ซึ่งสมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

สวท. มุกดาหาร เคียงคู่ชาวบ้าน สร้างสรรค์เพื่อคุณ

Published พฤศจิกายน 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150558&srcday=2015-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 599

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สมชาย นนทฤทธิ์

สวท. มุกดาหาร เคียงคู่ชาวบ้าน สร้างสรรค์เพื่อคุณ

เครื่องรับวิทยุยุคแรก ผู้คนพากันเรียกขานว่า เครื่องหลอด ผู้เขียนก็ไม่ทราบรายละเอียดเท่าไรนัก ว่าต่ำสุด สูงสุด ของเครื่องรับวิทยุมีกี่หลอด แต่ก็มีคำเปรียบเทียบกับคนพูดเสียงดังว่า แปดหลอด หรือเสียงแปดหลอด เครื่องรับแบบหลอด จะมีสายลวดทองแดงเปลือย ซึ่งเป็นสายอากาศ หรือสายรับสัญญาณจากเครื่องส่ง จะขึงเป็นแนวยาว มีสายต่อลงมาเข้าเครื่องรับวิทยุ ส่วนถ่านของเครื่องหลอดก็นับเป็นสิบๆ ก้อน ตามหมู่บ้านชนบททั่วไปก็หาฟังได้ยาก

กาลต่อมา มีการพัฒนาเครื่องรับวิทยุ เป็นระบบทรานซิสเตอร์ ทำให้ผู้ใช้มีความสะดวกสบายกว่าเดิมมาก เพราะสามารถหอบหิ้วไปฟังที่ไหนก็ได้ วิทยุทรานซิสเตอร์ เริ่มมีในหมู่บ้านมากขึ้นตามลำดับ ทำให้วิทยุกระจายเสียงเป็นพระเอกในด้านการสื่อสารแบบไร้คู่แข่งกันทีเดียว

บทบาทพระเอกของการกระจายเสียง เริ่มลดลงเมื่อเริ่มมีการขยายเขตของการไฟฟ้าออกจากตัวเมือง เครื่องปั่นไฟฟ้าในระดับอำเภอเริ่มถูกเก็บเข้ากรุ ไฟฟ้าไหลออกจากตัวเมืองสู่ชนบท เครื่องรับโทรทัศน์เข้ามาทำหน้าที่แทนเครื่องรับวิทยุ ผู้ชม ผู้ฟัง ได้เห็นทั้งภาพพร้อมกับฟังเสียง เครื่องรับโทรทัศน์ขาวดำก็ถูกเครื่องรับแบบสีเข้ามาแทน และอีกต่อๆ ไป ก็ไม่ทราบว่าอะไรจะมาเปลี่ยนอะไรในการสื่อสารอีกบ้าง นี่แหละคือการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดมุกดาหาร ระบบ FM คลื่นความถี่ 99.25 เมกะเฮิรตซ์ สำนักประชาสัมพันธ์ เขต 2 กรมประชาสัมพันธ์ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มก่อสร้าง เมื่อ วันที่ 29 กันยายน 2534 มีพื้นที่ทั้งหมด 16 ไร่ ตั้งอยู่ริมถนน ขนาด 4 ช่องจราจร สายมุกดาหาร-คำชะอี ได้งบประมาณจากการแปรญัตติของ คุณเฉลิมยศ แสนวิเศษ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น

สวท. มุกดาหาร ในปัจจุบัน มี คุณชัยวัฒน์ บุญชวลิต เป็นผู้อำนวยการ จากการสัมภาษณ์คุณชัยวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า สวท. มุกดาหาร มีอัตรากำลัง รวม 19 คน แบ่งเป็นข้าราชการ 10 คน ลูกจ้างประจำ 2 คน พนักงานราชการ 2 คน ลูกจ้างชั่วคราว 1 คน พนักงานจ้างเหมาบริการ 4 คน คุณชัยวัฒน์ เป็นลูกในไส้ของคนกรมประชาสัมพันธ์ เพราะคุณพ่อ คุณแม่ รับราชการที่กรมประชาสัมพันธ์ทั้งคู่ ความเป็นลูกในไส้ ทำให้คุณชัยวัฒน์ ได้รับและซึมซาบภาระหน้าที่ต่างๆ ของการกระจายเสียงเต็มรูปแบบ จึงทำให้เกิดความรักความผูกพันกับการกระจายเสียง ในที่สุดก็ได้เข้ารับราชการสังกัดเดียวกันกับบรรพบุรุษ เติบโตในสายงานอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นตำแหน่งผู้อำนวยการ ในวัยที่ยังหนุ่มแน่น คาดว่า ในอนาคตคุณชัยวัฒน์ต้องนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของกรมประชาสัมพันธ์แน่นอน

ด้านแนวนโยบายการบริหารงานด้านการกระจายเสียง คุณชัยวัฒน์ทราบเป็นอย่างดีว่า ยุคปัจจุบันมีวิทยุกระจายเสียงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะวิทยุชุมชน มีมากมายหลายสิบแห่งในแต่ละจังหวัด การสื่อสารจากโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์ไร้สาย เทคโนโลยีต่างๆ อีกหลายรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ทำให้ผู้ฟังเลือกรับจากสื่อต่างๆ ได้โดยเสรี จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบทบาท วิธีการ และแนวทาง เพื่อให้เป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนเหมือนในอดีต

โครงการหลายโครงการเริ่มถูกกำหนดหลังรับตำแหน่ง เป็นต้นว่า การปรับผังรายการออกอากาศของสถานี ดึงมวลชน ส่วนราชการ องค์การรัฐวิสาหกิจ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดรายการ การจัดให้มีเพลงของสถานี ใจความตอนต้นว่า “สวท. มุกดาหาร เคียงคู่ชาวบ้าน สร้างสรรค์เพื่อคุณ”

โครงการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองเป็นอันมาก และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนบริจาคในกิจกรรมงานวันเด็กอย่างมากมาย โครงการมอบไออุ่นจากใจ ต้านภัยหนาว กิจกรรมจัดงานบุญประจำปี งานประชาสัมพันธ์รายการ การจัดทำข้อมูลเครือข่ายประชาสัมพันธ์

โครงการที่จะดำเนินการต่อไปคือ การจัดหาเครื่องมือถ่ายทอดสดจากภายนอกสถานี การจัดแสดงละครของนักเรียนตามบัญญัติ 12 ประการ การแข่งขันประกวดร้องเพลงของนักเรียน นักศึกษา และเยาวชน การประกวดเรียงความ แข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการของนักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

ด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน คือ สปป.ลาว จัดทำโครงการวิทยุคู่แฝดกับแขวงสะหวันนะเขต แบบไม่เป็นทางราชการ การจัดรายการเป็นภาษาเวียดนาม และภาคภาษาอังกฤษ โดยจะคัดเลือกนักศึกษาชาวเวียดนาม ที่เข้ามาศึกษาอยู่ในประเทศไทย เป็นผู้จัดรายการ

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ คุณชัยวัฒน์ กล่าวว่า สวท. มุกดาหาร ได้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ต และทีวีออนไลน์ควบคู่ไปด้วย ผู้ฟังสามารถดูข่าว รายการต่างๆ ของทางสถานีย้อนหลังได้ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ

จากความมุ่งมั่น ตั้งใจ ของคุณชัยวัฒน์แล้วเห็นว่า การบริหารงาน หากยึดรูปแบบราชการเพียงอย่างเดียว อาจเป็นปัญหา อุปสรรค ทำให้งานไม่บรรลุ ต้องยึดชุมชน ประชาชนเป็นต้นแบบเป็นหลักใหญ่

สวท. มุกดาหาร ออกอากาศทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 04.55-24.00 น. ชาวมติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอเป็นกำลังใจคุณชัยวัฒน์ บุญชวลิต และคณะทุกคน หากท่านผู้อ่าน ผู้ฟัง จะเสนอแนะข้อคิดเห็น คุณชัยวัฒน์ และคณะ ยินดีรับฟัง ถ้าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและส่วนรวม ก็พร้อมจะปฏิบัติตามที่ควรแก่กรณี การเสนอแนะขอให้ผ่านสื่อที่ท่านถนัด ในวัน เวลาราชการ หรือโทรศัพท์หมายเลข (042) 612-147 สวัสดีครับ

ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ อีกก้าวพัฒนา

Published ตุลาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010558&srcday=2015-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 598

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ อีกก้าวพัฒนา

“ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์”

เป็นหนึ่งในหัวข้อการสัมภาษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายโอภาส กลั่นบุศย์ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวการพัฒนาที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เริ่มดำเนินการ และคาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการเปิดตัวศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ

“เบื้องต้นทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเน้นดำเนินการในส่วนของสหกรณ์การเกษตรก่อนเป็นอันดับแรก โดยจะจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ ในสหกรณ์การเกษตร ที่มีความพร้อมและเข้มแข็ง สามารถเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการในด้านต่างๆ จังหวัดละ 1 แห่ง”

การดำเนินจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2558 ที่สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยในการนี้ ได้มีการจัดบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด ซึ่งภายหลังการฟังบรรยายสรุป นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมถึงผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรพิมาย ว่ามีความเข้มแข็งและยั่งยืน สามารถช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

พร้อมกันนี้ ยังอยากเห็นว่า ควรมีการพัฒนาสหกรณ์ต่างๆ ให้มีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด

“นอกจากสหกรณ์การเกษตรพิมายแล้ว ในจังหวัดต่างๆ ยังมีสหกรณ์การเกษตรอีกเป็นจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จและเข้มแข็งเช่นเดียวกัน และได้รับรางวัลดีเด่นมากมาย ทั้งในระดับจังหวัด ระดับประเทศ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรพิมายนั้น ได้ก่อตั้งมานานกว่า 40 ปี โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหกรณ์แห่งนี้ประสบความสำเร็จคือ ความเชื่อมั่นและศรัทธาของเหล่าสมาชิกสหกรณ์ จึงทำให้มีผลประกอบการดีเยี่ยม มีมูลค่าธุรกิจมากกว่าพันล้านบาท

“หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้มีดำริดังกล่าว ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้สหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความสามารถในการจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ โดยล่าสุดได้มีรายงานถึงสหกรณ์ที่มีความพร้อมที่สามารถเป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์เข้ามาแล้วถึง 185 สหกรณ์”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การดำเนินการต่อไป จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่อกำหนดแนวทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ แก่กลุ่มเป้าหมายที่จะมาศึกษาดูงาน

“แต่ละสหกรณ์นั้นจะมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน บางแห่งเก่งเรื่องสินเชื่อ บางแห่งเก่งเรื่องการดำเนินธุรกิจ การรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น ซึ่งแต่ละด้านนั้นสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้สนใจ ดังนั้น ต้องมีการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าการจัดเตรียมสถานที่ การจัดเป็นฐานการเรียนรู้ ข้อมูลความรู้ที่จะเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้ผู้มาดูงาน ซึ่งจะใช้เวลา ประมาณ 3 ชั่วโมง ได้เข้าใจและสามารถนำหลักการไปปฏิบัติได้”

“การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์นี้ ไม่ได้มีการต้องเข้าไปสร้างอะไรใหม่ จะเน้นการใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าอาคารสำนักงาน ห้องประชุม เพียงแต่ต้องมีการจัดระบบการถ่ายทอดให้ชัดเจนว่าเมื่อเข้ามาเรียนรู้แล้ว จะเริ่มจากจุดไหนก่อน และต่อไปจะไปจุดไหน จนสิ้นสุดตามกระบวนการเรียนรู้ที่สหกรณ์นั้นกำหนด”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะมาดูงานในศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์จะเน้นไปที่สหกรณ์ในพื้นที่ที่มีความสนใจ รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่เป็นหลัก

“ดังนั้น ถ้าต้องการรู้ ต้องการศึกษาเกี่ยวกับระบบสหกรณ์ของจังหวัดไหน ก็สามารถที่จะไปยังสหกรณ์ที่ได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์เรียนรู้นี้ได้เลย ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นอีกประการคือ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายสหกรณ์ อันเป็นนโยบายสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง”

“ขณะนี้ในระบบสหกรณ์นั้นได้มีเครือข่ายที่หลากหลาย ไม่ว่าเครือข่ายวิชาการ เครือข่ายการเงิน รวมถึงเครือข่ายเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร เช่น เครือข่ายมันสำปะหลัง ที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายโคนมได้ ทำให้เกิดธุรกิจระหว่างสหกรณ์ โดยสหกรณ์ของกำแพงเพชรจะจำหน่ายมันเส้นให้สหกรณ์ด้านโคนมของจังหวัดสระบุรี ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 ตัน เป็นต้น”

“ระบบของสหกรณ์นั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี แม้ในช่วงที่ภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ถ้ามีการใช้เครือข่ายสหกรณ์ดังที่ดำเนินการทุกวันนี้ จะมีส่วนสำคัญในการเข้าไปช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิก ทำให้ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นน้อยลง”

“ดังนั้น ถ้าต้องการที่จะศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงขบวนการสหกรณ์อย่างชัดเจน ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ นับเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่สามารถเข้ามาเรียนรู้และให้คำตอบได้ ดังนั้น จึงของเชิญชวนให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ที่ศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ได้ทุกแห่งในทุกจังหวัด” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย

กรมตรวจฯ งัด 4 มาตรการ เข้มข้น สกัดทุจริต-พัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืน

Published สิงหาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

กรมตรวจฯ งัด 4 มาตรการ เข้มข้น สกัดทุจริต-พัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืน

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน มีสหกรณ์หลายแห่งมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีการทุจริต และมีการทำธุรกรรมนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์มีความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อสมาชิก ขบวนการสหกรณ์และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยปัญหาหลัก เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ คือ ปัญหาการทุจริต ซึ่งเกิดจากผู้บริหาร และฝ่ายจัดการกระทำทุจริตด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การยักยอกทรัพย์ การฉ้อโกง และการปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น กับอีกปัญหา คือ การนำเงินของสหกรณ์ดำเนินการในธุรกรรมที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อบังคับของสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นอีกในขบวนการสหกรณ์ ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งแบบยั่งยืน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้ออกมาตรการเข้มข้นในการพัฒนาระบบสหกรณ์ 4 มาตรการ เร่งด่วน คือ

มาตรการที่หนึ่ง มาตรการป้องกัน แบ่งเป็นมาตรการป้องกันระยะสั้นและมาตรการป้องกันระยะยาว ในส่วนมาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย การจัดชั้นสหกรณ์เป็นกลุ่มดี พอใช้ ต้องแก้ไข อาจถูกสั่งเลิก/ต้องเลิกตามกฎหมาย หรือตั้งใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้มข้นและความถี่ในการตรวจสอบตามชั้นสหกรณ์ มีการสร้างทีมตรวจสอบสหกรณ์เฉพาะกิจ กรณีที่มีเบาะแสหรือสัญญาณบอกเหตุ ว่ามีการทุจริต เข้าไปตรวจสอบเพื่อระงับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น และแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน การพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้สอบบัญชีให้ได้มาตรฐานวิชาชีพ การจัดตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชี การพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ส่วนมาตรการป้องกันระยะยาว จะเน้นเสริมสร้างธรรมาภิบาลของสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่การปลูกจิตสำนึก ให้มีความตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสหกรณ์

ส่วน มาตรการที่สอง เน้นการแก้ไขปัญหาทุจริต/การกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์สหกรณ์ อาทิ หากมีการตรวจสอบพบ หรือมีเบาะแสว่าเกิดทุจริต จะต้องสั่งการตามอำนาจหน้าที่ โดยสั่งการให้กรรมการ ผู้ตรวจสอบกิจการร่วมกันสอบสวน ค้นหาหลักฐานการกระทำการทุจริตและให้ผู้รับผิดชอบชดใช้เงิน หรือร้องทุกข์ หรือฟ้องคดี หากสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี นายทะเบียนสหกรณ์ หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ กล่าวถึง กรณีตรวจพบมีการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ด้วยว่า หน่วยงานที่กำกับดูแล ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ชัดเจน

มาตรการที่สาม เป็นมาตรการเฝ้าระวัง นอกจากการตรวจสอบบัญชีแล้ว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้ทำหน้าที่กำกับสหกรณ์ และติดตามอย่างต่อเนื่องในสหกรณ์ที่มีการกระทำความผิด ไม่ว่าจะกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือดำเนินการไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ก็ตาม หรือมีสัญญาณบอกเหตุ ที่อาจเกิดความผิดพลาดบกพร่อง โดยแจ้งให้สหกรณ์แก้ไขให้ถูกต้องอย่างทันท่วงที หากสหกรณ์ไม่แก้ไข ก็ให้ใช้มาตรการตามกฎหมาย สั่งการให้สหกรณ์ดำเนินการได้ทันที

มาตรการที่สี่ เป็นมาตรการที่เน้นสนับสนุนและส่งเสริม อาทิ ส่งเสริมให้สหกรณ์ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ เพื่อให้เกิดหลักประกันที่มั่นคงแก่การดำเนินงานของสหกรณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาความมั่นคงของสหกรณ์ โดยแหล่งที่มาของเงิน อาจได้จากการให้สหกรณ์ส่งเงินสำรองที่กันไว้จากกำไรสุทธิประจำปีที่ผ่านมาเข้ากองทุน โดยใช้วิธีทยอยส่งเป็นรายปีจนครบจำนวน เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะทางการเงินของสหกรณ์ ซึ่งการสนับสนุนวิธีนี้ ต้องมีการแก้ไขกฎหมายสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว กรมยังมีมาตรการส่งเสริมให้สหกรณ์เข้าระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) อีกด้วย เพื่อจะได้ทราบและเข้าถึงข้อมูลของสมาชิกที่จะกู้เงิน และทำให้การบริหารสินเชื่อของสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในประเทศไทย มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ นับตั้งแต่การจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นแห่งแรก เมื่อปี 2459 จวบจนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 8,161 สหกรณ์ สมาชิก 11.27 ล้านครอบครัว ปริมาณธุรกิจรวม 2.25 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น ร้อยละ 16.48 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) มีเงินฝาก 6 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าระบบสหกรณ์นั้น มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนให้ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในขณะที่สหกรณ์ที่มีปัญหาหรือไม่มีความเชื่อมั่น เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งก็มีทั้งสหกรณ์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องสหกรณ์ และสหกรณ์ที่มีปัญหาทุจริต จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังสามารถมีความเชื่อมั่นกับระบบสหกรณ์อยู่ ดังนั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเร่งเดินหน้าเพื่อผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อระบบสหกรณ์ให้กลับคืนมาโดยเร็ว เพราะหากระบบสหกรณ์เข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็เข้มแข็งตามมา

“นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งเดินหน้าพัฒนา และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสหกรณ์ ด้านความโปร่งใสทางการเงินการบัญชี การสร้างการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้สหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เข้าถึงการพัฒนาในระดับฐานราก และมุ่งหวังที่จะพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งและมั่นคง เป็นที่พึ่งและเสริมสร้างประโยชน์สู่มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง” นายวิณะโรจน์ กล่าว

นายวิณะโรจน์ กล่าวด้วยว่า โดยเฉพาะในปีนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ก้าวสู่ปีที่ 63 ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งความเป็นเลิศในด้านคุณภาพ” โดย กรมจะมุ่งสร้างมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ให้เข้มแข็ง พัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี เพื่อเป็นเครื่องมือแก่สหกรณ์ดำเนินธุรกิจให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การเร่งพัฒนาสหกรณ์และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ขบวนการสหกรณ์มีความเข้มแข็งและมั่นคง เป็นที่พึ่งและเสริมสร้างประโยชน์สู่มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้ เป็นภารกิจที่ท้าทายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เราจะต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

ไทย ต้องเสียดินแดน จากภัยพิบัติธรรมชาติ

Published กรกฎาคม 30, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150358&srcday=2015-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 595

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สุขสันต์ สุทธิผลไพบูลย์

ไทย ต้องเสียดินแดน จากภัยพิบัติธรรมชาติ

ตามที่ได้เผยแพร่บทความ ข้อคิดเห็นวิกฤติโลกร้อน ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับ วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 หน้า 63-64 และวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2553 หน้า 70-74 พอสรุปได้ว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ภาครัฐนานาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ได้พบหลักฐานที่เชื่อว่า อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นนี้ เนื่องจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4 ชนิด ด้วยการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเห็นจากโทรทัศน์ ภูเขาน้ำแข็งทางขั้วโลกเหนือละลายตลอดเวลา ทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรและทะเลสูงขึ้น นับว่าเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง อนึ่ง สาเหตุที่เกิดขึ้น ได้แก่

1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดจากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม รวมทั้งการใช้น้ำมันนี้กับเครื่องยนต์กลไกจากภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การเกษตร การเผาป่าเพื่อบุกรุกครอบครองพื้นที่ การเผาตอซังข้าว กาบอ้อย เศษซากพืชต่างๆ การใช้ถ่านหิน ลิกไนต์ ขยะ แกลบ และอื่นๆ เพื่อผลิตไฟฟ้า การเพิ่มประชากรและสัตว์ต่างๆ ที่หายใจก๊าซนี้ออกมา และการขยายเขตชุมชนเมืองตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก นับวันส่งผลให้โลกร้อนเร็วยิ่งขึ้น

2. ก๊าซมีเทน เกิดจากนาข้าว เศษซากพืช ป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ในสภาพไม่มีออกซิเจน คนและสัตว์กินหญ้าเคี้ยวเอื้อง จะเรอและผายลมก๊าซนี้ออกมา รวมทั้งมูลสัตว์ต่างๆ ปีละหลายร้อยล้านตัน และอุตสาหกรรมบางชนิด ทำให้โลกร้อน 21 เท่า ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ โดยโมเลกุลของก๊าซนี้ดูดความร้อนนานกว่าโมเลกุลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 100 เท่า และดูดความร้อนได้เป็นเวลาหลายร้อยปีด้วย ก๊าซนี้มีอยู่ในปุ๋ยเคมี ลิกไนต์ ถ่านหิน ซึ่งทำให้โลกร้อน 310 เท่า ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

4. สารไฮโดรฟลูออกโรคาร์บอน หรือสารเอชเอฟซี ทำลายโอโซนในบรรยากาศชั้นสูงได้นานถึง 25 ปี ประเทศไทยใช้สารนี้ในอุตสาหกรรมทำตู้เย็น ตู้แช่เย็น แอร์บ้าน สำนักงาน แอร์รถยนต์ 33% การทำความสะอาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 25% และอื่นๆ 42% ในต่างประเทศส่วนใหญ่เลิกใช้กันแล้ว แต่ไทยเรายังใช้อยู่ราว 1% ของปริมาณใช้ทั้งโลก ทราบว่ากำลังยกเลิกใช้เช่นกัน

อนึ่ง วิกฤติโลกร้อน ส่งผลให้เกิดมหันตภัยธรรมชาติถี่มากขึ้น อาทิ พายุเฮอริเคน พายุไซโคลน สภาพอากาศวิปริตแปรปรวน ร้อนจัด หนาวจัด มีหิมะตกที่ไม่เคยตกมาก่อน ฝนตกหนักต่อเนื่องกันหลายคืนวัน จนดินบนภูเขาอ่อนตัว ถล่มลงมากอง ทับถนนที่ตัดลัดเลาะ บางแห่งกลายเป็นโคลนพร้อมกับกิ่งไม้ ต้นไม้ไหลลงมาทับบ้านเรือน ไร่นาตามเชิงเขา และเกิดน้ำป่าไหลมาท่วมบริเวณชุมชนเมือง พื้นที่เกษตร ตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าประเทศร่ำรวย ยากจน กันถ้วนหน้า นอกจากนี้ ขอหยิบยกปัญหาสำคัญยิ่ง ที่เกิดความเสียหายมากในภาพรวมของประเทศ ดังนี้

ในอดีตที่ผ่านมา พบข่าวใน น.ส.พ. ว่า พื้นที่ชายทะเลเขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ โดนคลื่นทะเลซัด กัดเซาะพังเป็นทะเลหลายหมื่นไร่ กรุงเทพฯ ก็พยายามป้องกันได้ผลบ้าง ส่วนรัฐบาลหลายสมัยไม่ร่วมใจแก้ปัญหา เพราะไม่ใช่ธุระของพรรคพวก ขณะนี้คงขยายวงกว้างไปอีก อย่างเก่งก็เท่าเดิม รวมทั้งชายทะเลภาคตะวันออก ภาคตะวันตกอ่าวไทย ฝั่งอันดามันก็เช่นกัน นอกจากนี้ แม่น้ำตามแนวตะเข็บชายแดน เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำกก แม่น้ำสุโหงโกลก เป็นต้น และแม่น้ำในประเทศ อาทิ แม่น้ำชี มูล สงคราม ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยาและสาขา สะแกกรัง ป่าสัก ปราจีนบุรี บางปะกง จันทบุรี แควใหญ่ แควน้อย แม่กลอง เพชรบุรี ปราณบุรี กระบุรี คีรีรัฐ ตาปี ตรัง ปัตตานี สายบุรี และอื่นๆ จะมีการพังทลายเมื่อฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้กระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก กัดเซาะตลิ่งตามคุ้งน้ำที่คดเคี้ยวหายไป และงอกใหม่อีกฟากหนึ่ง โดยเฉพาะของแม่น้ำประเทศเพื่อนบ้าน

ในการนี้ จึงขอเสนอให้รัฐบาลเชิญนักวิชาการ กูรู หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่างๆ ตลอดจนภาคเอกชนและประชาชนที่มีความรู้ สนใจ มาประชุมปรึกษาหารือระดมสมองด่วนมาก เพื่อแก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยวิธีการของไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งก่อสร้างแบบถาวรทนทานนานปี ในอันที่ให้เป็นรูปธรรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยเร็ว

สำหรับปัญหาทั้งสองกรณีข้างต้นนี้ น่าจะจัดระดับความสำคัญก่อนหลัง โดยใช้ภาพถ่ายปัจจุบันจากดาวเทียมทีออสของไทย และภาพถ่ายในอดีตของนาซ่า มาตรวจสอบเปรียบเทียบดู รัฐบาลจะต้องกล้าตัดสินใจลงทุน เอาแผ่นดินตามชายขอบเขตแดนที่หายไปกลับคืนมาให้ได้ มิฉะนั้นจะต้องเขียนแผนที่กันใหม่/b>

ยกระดับ “กล้วยไม้ไทย”…สู่มาตรฐาน เสริมจุดขาย

Published กรกฎาคม 27, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ยกระดับ “กล้วยไม้ไทย”…สู่มาตรฐาน เสริมจุดขาย

กล้วยไม้ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของโลก มีมูลค่าทางการค้าสูงกว่าปีละ 13,000 ล้านบาท โดยประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นผู้ส่งออกกล้วยไม้ อันดับ 1 มีมูลค่าส่งออกกว่า 7,000 ล้านบาท/ปี ส่วนไทยเป็นผู้ส่งออกกล้วยไม้อันดับ 2 มีพื้นที่ปลูก ประมาณ 22,000 ไร่ เกษตรกร 3,000 ราย มีผลผลิตดอกกล้วยไม้ ประมาณ 48,000 ตัน/ปี ซึ่งผลผลิต 45% ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ที่เหลือ 55% ใช้ภายในประเทศ นอกจากนั้น ไทยยังมีการส่งออกต้นกล้วยไม้ด้วย โดยมีมูลค่าส่งออก รวมปีละกว่า 3,000 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลักคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ อิตาลี และบราซิล เป็นต้น

ปัจจุบัน การผลิตกล้วยไม้ของไทยประสบปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะคุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ มีการปนเปื้อนศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ทั้งยังมีปัญหาการขนส่งสินค้าไม่ตรงเวลาและต้นทุนค่าขนส่งสูง ขณะเดียวกันปัจจัยการผลิตกล้วยไม้ยังขยับตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังมีปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จนรัฐบาลต้องระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้อย่างยั่งยืน

น.สพ. ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัญหาหลักของการส่งออกสินค้ากล้วยไม้ไทยคือ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ มีจำนวนดอกบานต่อช่อน้อยกว่า 4 ดอก/ช่อ ทั้งยังมีปัญหาเพลี้ยไฟปนเปื้อนติดไปกับสินค้า ส่งผลให้การส่งออกกล้วยไม้มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันราคากล้วยไม้ภายในประเทศก็ลดลงด้วย ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 104.28 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ส่งผลให้เกษตรกรขายได้ราคาต่ำ

ที่ประชุมคณะกรรมการโครงการส่งเสริมตลาดกล้วยไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ มกอช. ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรฐานกล้วยไม้ให้เป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ ครม. มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ ภายใต้ “โครงการพัฒนาตลาดกล้วยไม้”

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำและประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้ จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมการผลิตกล้วยไม้ทั้งระบบ ได้แก่ มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับกล้วยไม้ตัดดอก หรือ GAP กล้วยไม้ตัดดอก มาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุดอกกล้วยไม้ หรือ GMP โรงคัดบรรจุดอกกล้วยไม้ และมาตรฐานช่อดอกกล้วยไม้ ซึ่งทั้งหมดเป็นมาตรฐานสมัครใจ

จากการประชุมหารือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต ผู้ส่งออก กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร กรณีที่จะผลักดันมาตรฐานกล้วยไม้เป็นมาตรฐานบังคับในเบื้องต้น ได้ข้อสรุปว่า มาตรฐานช่อดอกกล้วยไม้ และมาตรฐาน GAP กล้วยไม้ตัดดอก ควรเป็น “มาตรฐานทั่วไป” ไปก่อน เพื่อให้ผู้ผลิตเห็นประโยชน์ของการส่งเสริมการผลิตกล้วยไม้ตัดดอกอย่างมีระบบ ส่วนมาตรฐาน GMP โรงคัดบรรจุดอกกล้วยไม้ ทุกฝ่ายเห็นว่า ควรจัดทำเป็นมาตรฐานบังคับ แต่ในช่วงแรกควรบังคับเฉพาะผู้ที่ส่งออก ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องหารือรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้แนวปฏิบัติที่เหมาะสม

เลขาธิการ มกอช. กล่าวอีกว่า ผู้ผลิตและผู้ส่งออกส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ควรมีมาตรฐานบังคับสำหรับช่อดอกกล้วยไม้ที่ส่งออก ซึ่งการควบคุมให้เน้นที่จุดส่งออก โดยมาตรฐานบังคับที่ประสงค์ให้ดำเนินการ คือ “คุณภาพช่อดอกกล้วยไม้เพื่อการค้าระหว่างประเทศ” เน้นจำนวนดอกบานในช่อดอกกล้วยไม้และศัตรูพืช ซึ่งผู้ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานบังคับ ได้แก่ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้ผลิตที่ผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น กรณีเกษตรกรตัดดอกขายเพียงอย่างเดียวไม่เข้าข่ายมาตรฐานนี้

นอกจากนั้น การตรวจรับรองระบบ GMP โรงคัดบรรจุดอกกล้วยไม้ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเห็นควรให้เพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนดอกบานต่อช่อ และการตรวจสอบสินค้ากล้วยไม้ ณ ด่านส่งออก ทั้งท่าอากาศยานและตามแนวชายแดน ต้องสุ่มตรวจทั้งศัตรูพืชและจำนวนดอกบาน สำหรับการตรวจสอบสินค้าที่ด่านตรวจพืช ให้ตรวจใบอนุญาตการเป็นผู้ผลิต/ผู้นำเข้า/ผู้ส่งออก ตามมาตรฐานบังคับ ที่มีอายุ 3 ปี ทั้งยังให้ตรวจใบรับรอง GAP ว่ามาจากสวนที่ได้รับการรับรอง GAP หรือไม่ และการสุ่มตรวจสินค้า ให้ตรวจจำนวนดอกบานในช่อ ศัตรูพืช และตรวจสอบฉลากบนภาชนะบรรจุด้วย

อย่างไรก็ตาม มกอช. ได้เตรียมแผนเร่งหารือกับกรมวิชาการเกษตร เรื่องความพร้อมในการตรวจรับรองสินค้ากล้วยไม้ส่งออก พร้อมนำเสนอผลการหารือต่อคณะกรรมการโครงการส่งเสริมการตลาดกล้วยไม้ เพื่อให้ความเห็นชอบ อีกทั้งยังจะเปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ประมาณ 100-120 คน ก่อนที่จะนำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อขอความเห็นชอบในหลักการให้จัดทำมาตรฐานบังคับ เรื่อง “คุณภาพช่อดอกกล้วยไม้เพื่อการค้าระหว่างประเทศ” เป็นมาตรฐานบังคับต่อไป

“เพื่อให้ได้กล้วยไม้ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตรงตามความต้องการของตลาด เบื้องต้นเกษตรกรควรปรับตัวเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เพียง 176 ราย พื้นที่ 2,074.25 ไร่ การยกระดับแปลงปลูกกล้วยไม้เข้าสู่มาตรฐาน GAP เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตกล้วยไม้คุณภาพปริมาณมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ ต้องใส่ใจในคุณภาพสินค้าให้มาก ควรศึกษาและวางแผนการผลิตให้สอดรับกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค และมีการจัดทำระบบตรวจสอบในรูปแบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับกล้วยไม้ไทยในเวทีการค้าโลกได้” น.สพ. ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ กล่าว

วิฟ เอเชีย 2015 พร้อม…

Published กรกฎาคม 15, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150258&srcday=2015-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 593

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

วิฟ เอเชีย 2015 พร้อม…

ะหว่าง วันที่ 11-13 มีนาคม พ.ศ. 2558 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ จะมีการจัดงาน แสดงสินค้าและนิทรรศการด้านเทคโนโลยีปศุสัตว์และสัตว์น้ำที่ครบวงจร ครั้งที่ 12 หรือ วิฟ เอเชีย (VIV Asia) ขึ้น ซึ่งงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าของวงการปศุสัตว์และการเกษตรแบบต้องมาชม

ทั้งนี้ นายนีโน่ กรุตต์เก กรรมการผู้จัดการคนใหม่ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจด้านการเกษตร และปศุสัตว์ของไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้นำทั้งในด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ บริษัทจึงได้พัฒนาการจัดงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและขยายตลาดธุรกิจด้านเกษตรและปศุสัตว์ให้มาก

“งานวิฟ เอเชีย จัดเป็นประจำทุก 2 ปี ที่กรุงเทพมหานคร เป็นงานปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ประกอบการชั้นนำสนใจมาร่วมงานมากกว่า 32,000 ราย จาก 115 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็นผู้ชมงานจากต่างประเทศมากกว่า ร้อยละ 60 และผู้จัดแสดงงานจากต่างประเทศมากกว่า ร้อยละ 95 สำหรับ วิฟ เอเชีย 2015 จะเป็นงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักธุรกิจในวงการเกษตรและปศุสัตว์ได้อย่างแท้จริง” นายนีโน่ กล่าว

ขณะที่ นายรุวัน เบอร์คุโล (Mr.Ruwan Berculo) ผู้จัดการโครงการงานวิฟ กล่าวว่า ไฮไลต์การจัดงานครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ จำนวนผู้แสดงงานเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการชั้นนำตอบรับมากถึง 850 ราย จากเดิม 700 ราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการระบบผลิตเนื้อสุกรที่ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ

“ในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมพิเศษเพื่อผู้ผลิตเนื้อสุกรจากทั่วโลก เพิ่มเติมจากผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและไข่ รวมทั้งเพิ่มพาวิลเลียนใหม่ การใช้ก๊าซชีวภาพในการเกษตรและปศุสัตว์ ขณะที่ได้กำหนดหัวข้อใหม่ในการประชุม เพิ่มเติมจากปีก่อน อาทิ การประชุมด้านสุกรว่าด้วยเรื่องเทคนิคการผลิตเนื้อสุกร การสัมมนาเทคโนโลยีด้านชิ้นเนื้อ ว่าด้วยเรื่องการตลาดและเทคโนโลยีของเนื้อและไข่ การประชุมธุรกิจไข่สำหรับเอเชีย โดย International Egg Commission และการสัมมนาด้านสุขภาพสัตว์ โดยสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย” นายรุวัน กล่าว

นอกจากนี้ วิฟ เอเชีย 2015 จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานสัปดาห์ธุรกิจอาหารเกษตรของเอเชีย (Agri-Food Business Week Asia) กรุงเทพมหานคร โดยนำงาน ฮอร์ติ เอเชีย (Horti ASIA) และ อะกริ เอเชีย (AGRI-Asia) มาจัดแสดงร่วมกัน จึงเป็นการรวบรวมนวัตกรรมพืชสวน ไม้ดอก พืชไร่ เครื่องจักรกลเทคโนโลยีการเกษตร ที่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยวจนถึงหลังเก็บเกี่ยวได้อย่างครบสมบูรณ์ที่สุด คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่มีความต้องการจะเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดหรือขยายโอกาสทางธุรกิจ

นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บในฐานะหน่วยงานภาครัฐอันมีพันธกิจหลักในการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการไมซ์ ได้ให้การสนับสนุน วิฟ เอเชีย มายาวนานกว่า 24 ปี และในปีนี้ ทีเส็บได้บรรจุงาน วิฟ เอเชีย 2015 ลงในแคมเปญพิเศษ “Best Biz” ซึ่งจะสนับสนุนงานเพิ่มเติมด้านการประชาสัมพันธ์ ให้แก่ 5 อุตสาหกรรมหลักของไทย เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ

โดยครั้งนี้ ทีเส็บ ได้ให้การสนับสนุนการจัดทำกิจกรรมทางการตลาดในต่างประเทศ อาทิ “Connect Businesses” สำหรับกลุ่มผู้เข้าชมงานจากต่างประเทศที่รวมตัวกันเป็นหมู่คณะ ผ่านตัวแทนองค์กรภาครัฐหรือสมาคม หรือ “Be My Guest” สำหรับผู้เข้าชมงานที่เดินทางเข้าร่วมเจรจาธุรกิจภายในงาน เป็นต้น

“การจัดงานในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 2 หมื่นราย นำรายได้สู่ประเทศประมาณ 2,200 ล้านบาท และส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในฐานะศูนย์กลางของธุรกิจไมซ์ระดับภูมิภาคที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจสู่ความสำเร็จระดับโลกอย่างแท้จริง” นายนพรัตน์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมงานแสดงสินค้าด้านปศุสัตว์และการเกษตรของเอเชีย ได้ถึง 3 งาน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ งาน วิฟ เอเชีย งานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านเทคโนโลยีปศุสัตว์และสัตว์น้ำ จัดระหว่าง วันที่ 11-13 มีนาคม พ.ศ. 2558 งาน ฮอร์ติ เอเชีย และ อะกริ เอเชีย งานแสดงสินค้าและนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเพาะปลูกพืชสวน และเครื่องจักรการเกษตร จะจัดระหว่าง วันที่ 17-19 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.viv.net และ http://www.agri-asia.com

%d bloggers like this: