เรื่องเล่าความสำเร็จ

All posts tagged เรื่องเล่าความสำเร็จ

เรื่องเล่าความสำเร็จ : เปิดเคล็ดไม่ลับ ‘กรุงศรี ออโต้’ ในธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553638

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2558 05:30

 

บนเส้นทางธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งมากมายด้วยผู้ให้บริการและรูปแบบผลิตภัณฑ์ นับว่า แข่งขันเสรีรุนแรง ประกอบกับช่วงนี้ เศรษฐกิจภาพรวมดูไม่ค่อยสดใสนัก และตลาดรถยนต์ใหม่อยู่ในทิศทางขาลงยังไม่เห็นแนวโน้มจะผงกหัวขึ้นง่ายๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ “กรุงศรี ออโต้” ผู้ให้บริการสินเชื่อยานยนต์รายใหญ่ และคร่ำหวอดมานานย่อท้อต่อการสานต่อความสำเร็จในธุรกิจ

ดังนั้น วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปคุยกับ “ไพโรจน์ ชื่นครุฑ” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ กรุงศรี ออโต้ ถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ พร้อมกับคำแนะนำดีๆ ในการใช้บริการสินเชื่อยานยนต์

เส้นทางกรุงศรี ออโต้ในธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

กรุงศรี ออโต้ เป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ที่บอกว่า เป็นผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์มองในรูปแบบของการให้บริการครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงวันนี้ คำว่า ครบวงจรคือ ให้บริการสินเชื่อรถยนต์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ขณะนั้น ให้สินเชื่อเฉพาะรถยนต์ใหม่ ขยับไปรถยนต์ใช้แล้ว หลังจากนั้น มองตลาดมอเตอร์ไซค์จึงเริ่มทำสินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ ทำให้มีบริการทั้งสินเชื่อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ ทั้งนี้ ไม่ใช่รถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ใหม่อย่างเดียว ให้บริการทั้งรถใหม่และเก่า ดังนั้น ถือว่า ครบวงจรในส่วนของรถยนต์ทั้งหมดและมอเตอร์ไซค์ นอกจากนั้น ยังบริการต่อเนื่องไปถึงรถบรรทุก 10 ล้อ เพราะว่า เป็นการขนส่ง บางครั้งอีซูซุก็มีรถบรรทุก 10 ล้อ และ 6 ล้อด้วย เกิดเป็นบริการครบวงจรทุกผลิตภัณฑ์ในส่วนของยานยนต์

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องดีลเลอร์ไฟแนนซ์ซิ่งคือ ดีลเลอร์เวลาจะซื้อรถมาสต๊อกไว้ขายก็ต้องใช้สินเชื่อ ตรงนี้ เป็นอีกบริการหนึ่งที่กรุงศรี ออโต้ เน้นให้กับพาร์ทเนอร์ที่เป็นดีลเลอร์ทุกแบรนด์ และรวมถึงดีลเลอร์รถเก่า รวมทั้งให้บริการกับดีลเลอร์รถมอเตอร์ไซค์ด้วยนอกเหนือจากที่บอกเป็นผู้นำด้านสินเชื่อยานยนต์และให้บริการครบวงจรแล้ว ซึ่งความครบวงจรนั้น มีอีกจุดหนึ่งและโดดเด่นคือ ให้บริการสินเชื่อไปยังผู้บริโภคโดยตรง คือ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช โดยลูกค้าเจ้าของรถสามารถมาขอใช้บริการได้โดยตรง หรือ ไปเซเว่น อีเลฟเว่น หรือ ไปไปรษณีย์ก็ได้

อันนี้คือ การที่พูดถึงคำว่า เป็นผู้นำสินเชื่อยานยนต์ในไทยและครบวงจร อีกจุดเป็นไฮไลต์คือ เมื่อพูดว่า เป็นผู้นำสินเชื่อยานยนต์ กรุงศรี ออโต้ไม่ได้ทำเฉพาะเมืองไทย ขณะนี้ ขยับไปเปิดบริการที่ลาว เริ่มทำเป็นจอยเวนเจอร์กับพาร์ทเนอร์ที่ลาว เพิ่งเริ่มทำปีนี้ ปีแรก เริ่มให้บริการสินเชื่อรถใหม่เหมือนสมัยกรุงศรี ออโต้ เริ่มต้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ตรงนี้ เป็นอีกจุกหนึ่งที่บอกว่า การเป็นผู้นำนอกเหนือจากต้องครบวงจรในเรื่องสินเชื่อแล้วก็ออกไประดับโลก ขณะนี้ มองเออีซีก่อน


“ไพโรจน์ ชื่นครุฑ” ผู้บริการกรุงศรี ออโต้

เคล็ดไม่ลับทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ปัจจัยที่ทำให้มาถึงจุดนี้ จุดที่อยากจะเน้นทำให้กรุงศรี ออโต้ มาถึงตรงนี้ได้เรื่องหนึ่งที่อยากจะไฮไลต์คือ สร้างความแตกต่าง แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกที่สร้างความแตกต่างเพราะว่า ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์เริ่มจะอิ่มตัวทำอะไรก็ทำเหมือนกันหมดแล้ว จะขยายก็ขยายไปเกือบครบหมด ขณะนี้ ต้องขยายบริการหนีไปต่างประเทศ ดังนั้น จึงมีการสร้างความแตกต่าง เริ่มจากเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว มองว่า ทำอย่างไร กรุงศรี ออโต้ อยากจะเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาด เพราะการบอกว่า เป็นผู้นำสินเชื่อยานยนต์จับต้องไม่ค่อยได้ ดังนั้น ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาด ซึ่งทำอะไรแล้วทำก่อน ทำอะไรแล้วคนอื่นทำตาม ดังนั้น ส่วนแรกจึงกำหนดจุดตรงนี้ ตั้งเป้าเลยว่า ทุกๆ ปี

เมื่อครั้งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ต้องออกบริการอะไรที่เป็นสิ่งแตกต่างจากตลาด แต่ลูกค้าต้องการ และเป็นเทรนด์ใหม่ บริษัทฯ จะมีเหมือนกับบันไดทุกปีในส่วนของตนเอง ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1900 กว่าๆ ออกสินค้าอะไร วางเป้าหมายไว้ก่อน แต่ยังอยู่ในส่วนที่ว่า เป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดสร้างอะไรที่แตกต่าง ยกตัวอย่างช่วงที่บอกว่า สร้างการเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาด จากเดิมให้บริการสินเชื่อรถใหม่ แต่ในช่วงที่มีวิกฤติต้มยำกุ้งนั้น กรุงศรี ออโต้ เป็นบริษัทแรกทำแคปทีฟไฟแนนซ์ (ผู้ให้บริการสินเชื่อที่เป็นบริษัทลูกของค่ายรถยนต์) ให้นิสสัน ลิสซิ่ง มิตซูบิชิลิสซิ่ง บีเอ็มดับเบิลยูลิสซิ่ง ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีแคปทีปของตัวเอง บริษัทฯ เป็นผู้ทำให้ อันนี้ ถือว่า เป็นจุดที่สร้างความแตกต่างและเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดขึ้นมา

แจ้งเกิดสินเชื่อเพื่อคนมีรถ

อีกจุดหนึ่งที่เป็นไฮไลต์คือ เมื่อก่อนสินเชื่อยานยนต์จะผ่านดีลเลอร์หมด กรุงศรี ออโต้เป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดคือ ตรงไปที่ยูสเซอร์ จึงสร้างตลาดที่เรียกว่า สินเชื่อเพื่อคนมีรถ จนเป็นคำใช้ติดตลาดมาตลอด แต่แบรนด์ของกรุงศรี ออโต้คือ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช ซึ่งเป็นแบรนด์แรก ตรงนี้ เป็นตัวอย่างให้เห็นในเรื่องที่เรียกว่า ผู้กำหนดทิศทางตลาด

มาถึงประเด็นสร้างความแตกต่างนั้น ต้องวางเป้าหมายว่า จะทำอะไร ซึ่งเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มองว่า ตลาดเริ่มอิ่มตัว ถ้ามองแบบนี้ จะมองแค่ว่า สร้างความแตกต่างในเรื่องหาสินค้า หรือ บริการใหม่ ดังนั้น เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา กรุงศรี ออโต้เริ่มปรับเปลี่ยนจากการที่ว่า เป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เปลี่ยนมาเป็นว่า จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เพราะมองว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้วจะสร้างคัสตอมเมอร์เซ็นทริกซิตี้ แต่เป็นคำที่จับต้องยากมาก พนักงานก็ไม่เข้าใจ แต่ถามว่า เป็นจุดที่สำคัญมาก เป็นจุดเปลี่ยนแปลงการที่จะคิด 4 พี หรือ 5 พี ให้มาอยู่ที่ลูกค้า จึงบอกว่า จะใช้ตัวนี้ แต่เปลี่ยนคำพูดจากคัสตอมเมอร์เซ็นทริกซิตี้ให้เป็นเรื่องง่ายๆ ในองค์กรเข้าใจ คือ เป็นกลยุทธ์ CE คู๊ดคัสตอมเมอร์เอ็กซ์พีเรียน หรือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ย้อนกลับไปจุดที่ 2 แต่เป้าหมายยังเหมือนเดิมเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ยังกำหนดอีกว่า การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าทุกปีต้องออกอะไรใหม่ๆ ดังนั้น จะเห็นว่า สิ่งที่กรุงศรี ออโต้เปิดตัวสู่ตลาด ซึ่งเป็นรายแรกที่บอกว่า ถ้าคาร์ ฟอร์ แคชนั้น ไม่จำเป็นต้องมาขอที่สาขาก็ได้ ไม่ต้องโทรศัพท์มาที่เทเลเซล ไปเซเว่น อีเลฟเว่น ได้คาร์ ฟอร์ แคชเลย ก็เป็นรายแรกที่ทำ ซึ่งทำไมสินเชื่อยานยนต์ยิงตรงไปยังลูกค้ามาอยู่ที่คาร์ ฟอร์ แคช ทั้งนี้ มองตรงที่ว่า กลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า หรือ CE นั้น ทำงานด้วยการมองจุดทัชพอยท์ของลูกค้ากับเราทั้งหมด และสร้างมา สมมติมี 50-60 ทัชพอยท์ เลือกมาแค่ 15 ทัชพอยท์หลักแล้วจึงมาพบว่า ทำไมไม่ให้ลูกค้าไปใช้บริการที่เซเว่น อีเลฟเว่น เดี๋ยวนี้สะดวกและสบายมากขึ้น


“ไพโรจน์” กับความสำเร็จของกรุงศรี ออโต้

ไม่ต้องรอจันทร์-ศุกร์ หยุดเสาร์-อาทิตย์! ก็ขอสินเชื่อได้

ขณะเดียวกันบางเรื่องกรุงศรี ออโต้ ได้สร้างจากประสบการณ์ของลูกค้า กลยุทธ์ตัวนี้ ออกมาเป็นรูปธรรม ที่จะเห็นชัดๆ เป็นเซเว่นเดย์เซอร์วิส เมื่อก่อนไฟแนนซ์ทำงาน 5 วัน แต่ลูกค้าบอกผมหยุดวันเสาร์วันอาทิตย์ ทำไมไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อวันเสาร์วันอาทิตย์ได้ ดังนั้น จึงเปลี่ยนวิธีทำงานให้สามารถอนุมัติ หรือ ทำงานวันเสาร์วันอาทิตย์ได้ด้วย ลูกค้าสามารถรู้ผลออกรถได้ในวันเสาร์วันอาทิตย์ เรื่องนี้ เป็นเหมือนกับ 2 ภาค ที่แตกต่างกัน แต่วัตถุประสงค์มีอันเดียวคือ สร้างจุดต่าง มีเป้าหมายชัดเจนในแต่ละปี และเป็นเหมือนกับบิ๊กสวิง อะไรที่ออกมา จะต้องเป็นจุดสำคัญ ดังนั้น จึงอยากสรุปว่า ความสำเร็จที่กล่าวมาคือที่มาของการเป็นผู้นำในสินเชื่อยานยนต์ครบวงจรของกรุงศรี ออโต้ ซึ่งนอกจากตลาดเมืองไทยแล้วได้เริ่มขยายไปยังกลุ่มประเทศเออีซี ซึ่งการเป็นผู้นำพูดง่าย แต่ต้องมีวิธีทำงานชัดเจน

ต่อมาส่วนที่ 2 ซึ่งอยากจะบอกคือ รูปแบบที่ใช้ในการทำธุรกิจแบ่งเป็น 2 ภาคอีกเหมือนกัน ภาคแรกรูปแบบที่ใช้คือ ใช้โมเดล B to B กับ B to C โดย B to B เป็นเหมือนเทรดดิชันนอลของการให้สินเชื่อยานยนต์ เพราะสมัยก่อนยังไงก็ต้องไปดิวกับดีลเลอร์ ซึ่งดีลเลอร์ส่งลูกค้าให้ถึงได้ลูกค้า ดีลเลอร์จึงเป็นลูกค้าหลักของเราก่อน โดยโมเดลนี้ จะเห็นว่า มีการดูแลความสัมพันธ์กับดีลเลอร์ มีการสร้างโปรแกรม หรือ แคมเปญให้ดีลเลอร์ประทับใจ และส่งงานให้ จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น มีรถใหม่ รถใช้แล้ว รถมอเตอร์ไซค์ แต่ว่า เมื่อ B to B นี้ ก็ต้องไปสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับผู้ผลิตรถยนต์ด้วย เช่น มิตซูบิชิ ผู้ผลิต และค่ายรถ ทำให้สร้างความแตกต่างได้ด้วยเหมือนกันดังที่ว่ามา

กรุงศรี ออโต้ เป็นรายแรกที่ทำโออีเอ็มให้ด้านลิสซิ่งเมื่อสัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา และตัวนี้ ทำให้เปิดหัวดีลเลอร์ได้ก่อนใครเพื่อนทั่วประเทศ และเป็นรากฐานให้เรามาถึงทุกวันนี้ ตลอดจนสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ให้เรากับดีลเลอร์มานาน ถึงทุกวันนี้ แม้มีแคปทีฟเอง แต่ก็มีความจำกัดในการบริการในต่างจังหวัด แคปทีฟไฟแนนซ์เองในไทยจะไม่เหมือนกับที่อื่น ตรงนี้ เป็นยุคของ B to B จากยุค B to B เริ่มขยับมาเป็น B to C มองว่า ยังมีตลาดอีกตลาดหนึ่งที่ลูกค้ามีรถเป็นของตัวเอง แต่อยากได้เงินเอาไว้ไปต่อยอดธุรกิจ เอาไว้ทำอะไร ไม่ต้องไปเพอร์ซัลนอลโลนเสียดอกเบี้ย 28% หรือ 30% จึงมามองตรงนี้ ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถสามารถมาใช้บริการสินเชื่อคาร์ ฟอร์ แคชกับเราได้ จึงเปิดตัวบริการนี้ ออกมาสู่ตลาด และเป็นที่ตอบรับเป็นอย่างดี และขณะนี้ เป็นโปรดักส์ที่ทุกรายค่อนข้างมีการแข่งขันรุนแรง ลูกค้าเองก็นำเงินไปใช้ ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีและรีเทลมากกว่า ที่กล่าวมาเป็นยุคแรกรูปแบบเรายุคแรกมอง B to B กับ B to C อย่างไรก็ตาม คิดว่า ทีมงานก็คงภูมิใจว่า เข้าไป B to B ก่อนใคร คือยุคแรก

ส่วนยุคต่อมายุคที่ 2 จนถึงวันนี้ อยากจะไฮไลต์ 2 เรื่อง เรื่องแรก ยุคที่ 2 นี้ เป็นยุคที่กรุงศรี ออโต้เริ่มนำเอา CE มาใช้ คือบอกว่า สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าอย่างไร ยุคนี้ เป็นเรื่องสำคัญและเป็นความอยู่รอดของธุรกิจ เพราะว่า ลูกค้าไม่ได้มองว่า สินค้าบริการแตกต่างเท่าไร เพราะปัจจุบันทำเหมือนกัน เซอร์วิสแตกต่างกันเท่าไรไม่นานก็ทำเหมือนกัน มีช่องทางมากทำเซเว่น อีเลฟเว่นก็ไปทำตาม ต่อจากนี้ ต้องหันมามองว่า ทำอย่างไรที่จะมาสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกจุดบริการ หัวใจสำคัญคือ ต้องสร้างวัฒนธรรมในองค์กรก่อน ในส่วนพนักงานของกรุงศรี ออโต้ ถ้าเดินเข้ามาจะเห็นมีคำว่า CE ติดไว้ และคำว่า CE แปลว่า อะไร ชัดๆ มี 3 เรื่อง ทำให้เป็นเรื่องง่าย ต้องแคร์และเทกแคร์ลูกค้าอย่างดี

สุดท้ายเรื่องที่ 3 คือ ผู้ที่ทำงานต้องมีประสบการณ์ เรียกว่า ต้องมีเอ็กซ์พีเรียนซ์ที่จะเซอร์วิสลูกค้าในแต่ละงานที่รับผิดชอบอยู่ ดังนั้น เมื่อมีหัวใจ 3 เรื่องและสร้างวัฒนธรรมแล้วไปดูว่า จุดไหนที่จะต้องให้บริการเป็นคีย์หลักๆ ในทัชพอยท์ ตรงนี้ เป็นจุดเปลี่ยนของเราขณะนี้


“ไพโรจน์” กับประสบการณ์กว่า 20 ปี ในธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าขับเคลื่อนธุรกิจ

กรุงศรี ออโต้ให้ความสำคัญกับคำว่า การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างมาก แล้วเริ่มทำให้เป็นแมคคานิกส์ มีคณะกรรมการ CE ที่จะมาดูว่า จุดบริการตรงไหนที่ปีนี้ จะให้การเน้น จะต้องทำอะไรในเรื่อง CE ข้างใน ซึ่งเป็นพนักงานของเราที่จะเซอร์วิสกันเอง หรือ CE ออกไปข้างนอก เริ่มมีโปรดักส์ออกไปในช่วงงานมอเตอร์เอ็กซ์โปแล้ว อันนี้เป็นจุดหนึ่ง

ดิจิตอล-ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง อีกกลยุทธ์สำคัญก้าวไปข้างหน้า

อีกจุดหนึ่งนั้น กรุงศรี ออโต้ จะเน้นดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง คือ ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งขณะนี้ เป็นคีย์ไฮไลต์แล้ว โดยจะพบว่า คนไทยเริ่มใช้แท็บเล็ต ใช้โมบายโฟน เวลาที่อยู่กับโมบายโฟนเยอะมาก และทุกอย่าง ทำอะไรอยู่ที่โมบายโฟนหมด เราเองก็เป็นเจ้าแรกๆ ที่นำเอาออนไลน์ หรือ ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งมาใช้ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคาร์ ฟอร์ แคชออนไลน์ ซึ่งช่วงแรกๆ พยายาม แต่ยังไม่เป็นอินเตอร์แอคทีฟ แค่ให้ข้อมูลอย่างเดียวก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ช่วงแรกไม่ได้คาดหวังจำนวนมูลค่ามากเท่าไร แต่ปีนี้ เริ่มเปลี่ยนเป็นอินเตอร์แอคทีฟ คือ สามารถเป็นการสื่อสารสองทางกับลูกค้าได้มากขึ้น ดังนั้น จึงเริ่มวัดเรื่องจำนวนมูลค่า

ล่าสุด มีการเปิดตัวเว็บไซต์ชื่อ กรุงศรีมาร์เก็ตดอทคอม ซึ่งไม่ได้ใช้เพียงกับกรุงศรี ออโต้อย่างเดียว โดยจะใช้กับสินค้าและบริการในแบงก์ด้วย ถ้าสินค้าและบริการไหนในแบงก์เหมาะสมสามารถนำมาลงได้ ซึ่งกรุงศรีมาร์เก็ตดอทคอมเริ่มต้นอยากทำให้กับพาร์ทเนอร์ที่เป็นดีลเลอร์รถใช้แล้ว เพราะเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างได้รับผลกระทบกับตลาด ไม่อยากให้ไปนั่งสร้างเว็บไซต์ขายรถเอง

ผุดตลาดซื้อขายรถออนไลน์ พร้อมคำแนะนำด้านสินเชื่อ

เราสร้างตลาดการขายรถคือ กลายเป็นออลอินวัน ขายรถได้ด้วย นำดีลเลอร์มาโพสต์ขายรถ หรือ แม้ไม่ใช่ดีลเลอร์ แต่เป็นลูกค้าเราเองสมัครเป็นสมาชิกอยากขายรถเก่าเอามาโพสต์ได้ด้วย ดังนั้น กลายเป็นตลาดการขายรถยนต์ บวกกับที่กรุงศรี ออโต้ใส่ในเรื่องสินเชื่อยานยนต์เข้าไปด้วย ใครสนใจมีให้ดู โพสต์ราคารถเท่านี้ ตรวจสอบดูได้เลยว่า อยากจะผ่อนเท่าไร มีรายได้เท่าไร ออกมาเป็นกราฟให้ดูง่ายๆ ว่าผ่อนต่อเดือนเท่าไร ยังไง จะใช้เวลากี่ปีจะเห็นภาพง่ายขึ้นและชัดเจนการสร้างเว็บไซต์ตัวนี้ ถือว่า เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ที่เป็นดีลเลอร์ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าที่เป็นเอ็นยูสเซอร์ด้วย เพราะสามารถเข้ามาเว็บไซต์แล้วออลอินวัน ไม่เหมือนไปบางเว็บไซต์ที่ดูขายรถ เมื่อจะทำไฟแนนซ์ต้องโทรศัพท์หาบริษัทไฟแนนซ์ ตรงนี้ เป็นจุดหนึ่ง

เมื่อถึงตรงนี้ กรุงศรี ออโต้จะเน้นในเรื่อง CE และดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง เพราะ B to B หรือ B to C เป็นยุคแรก แต่ยุคปัจจุบันและอนาคตคือ ยุค CE กับเน้นดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง สรุปแนวทางการดำเนินธุรกิจของกรุงศรี ออโต้คร่าวๆ สั้นๆ มองว่า จากเดิมตลาดสินเชื่อยานยนต์เป็นตลาดจริงๆ เหมือนคอมมูนิตี้แล้ว เมื่อก่อนคิดว่า พัฒนาอะไรไปได้เรื่อยๆ มีรถใหม่ทำไมไม่ทำรถเก่า มีรถเก่าทำไมไม่ทำรถบรรทุก ไม่ทำมอเตอร์ไซค์ แต่ตอนนี้ มองว่า ใกล้ถึงจุดอิ่มตัวในการที่จะเรียกว่า การสร้างให้ครบวงจร


ปีนี้ กรุงศรี ออโต้ จะรุกดิจิตอล-ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง

เรื่องสำคัญในแนวทางการดำเนินงานจึงมองเรื่องการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ามากกว่า ถ้าลูกค้ามีประสบการณ์ดีๆ กับกรุงศรี ออโต้ ไม่ว่าโปรดักส์ เซอร์วิส แต่หัวใจสำคัญคือ บริการและพนักงานในจุดทุกๆ ทัชพอยท์จะบอกต่อและกลับมาใช้บริการอีก เป็นการมองว่า ถ้าตลาดถึงจุดอิ่มตัว เริ่มเป็นคอมมูนิตี้แล้ว กลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าที่เรียกว่า CE จะเป็นตัวขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าในอีก 5-6 ปี

มองหน้า-มองหลังธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ไทย

สภาพตลาดสินเชื่อยานยนต์ปัจจุบันในเรื่องของตลาดสินเชื่อยานยนต์คงทราบกันดีว่า เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ตกมาตลอด เค้กเล็กลงๆ ถึงปีหน้ามองแล้วก็ไม่ใหญ่ขึ้นคือ ถ้าเปรียบเป็นเค้กดีที่สุดคือ ก้อนเท่าปีนี้ หรือ แย่หน่อยอาจจะเล็กกว่าปีนี้ นิดหน่อย ดังนั้น คีย์สำคัญคือ ใครจะสามารถดึงมาร์เก็ตแชร์ดึงใจลูกค้า มาใช้บริการได้มากกว่าเป็นเรื่องสำคัญ

กรุงศรี ออโต้ ยังต้องดำเนินกลยุทธ์ มั่นใจว่า CE ของเราขับเคลื่อนให้สามารถสร้างมาร์เก็ตแชร์เหมือนปีนี้ ที่สร้างมา ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จปัจจัยแรกคือ 1. เปลี่ยนยุคจากยุคที่เรียกว่า กำหนดทิศทางตลาดเป็นยุคของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตัวนี้ เป็นกลยุทธ์หลัก ยุคแรกของการเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างนวัตกรรม ขยายโปรดักส์ใหม่ ขยายช่องทางใหม่ แต่อย่างที่ว่า การแข่งขันทุกคนมีหมด เป็นแบงก์หมด ถึงจะไปก่อน ตรงนี้ ทีมเราก็ภูมิใจ แต่ตามกันได้หมด แต่ตรงนี้ คิดว่า เป็นความสำเร็จ เพราะว่า เริ่มปรับเปลี่ยนให้เป็น CE เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา และตัว CE เป็นเรื่องการความรู้สึกของลูกค้ากับแบรนด์ของเรา พร้อมกับการได้ทัชพนักงานและโปรดักส์ โดยที่ไม่ได้เอาแต่พูด แต่ทำด้วย

CE มีคณะกรรมการ มีการกำหนดเป้าหมาย มีแอมบาสเดอร์ ผู้จัดการสาขาเป็น CE แอมบาสเดอร์ เมื่อก่อนเป็น CE แบบท็อปดาวน์จากตนลงไป แต่ปีนี้ เปลี่ยนให้พนักงานเป็น CE แอมบาสเดอร์แล้วดึงขึ้นมาข้างบน เพราะพบลูกค้าจะรู้ว่า ทำอะไรได้ดีกว่า ในส่วนคัสตอมเมอร์เอ็กซ์พีเรียนซ์เราเลยต้องมี CE แทนที่จะเป็นโปรดักส์ หรือ เซอร์วิส

สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่งคือ ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง หรือ ดิจิตอลออนไลน์ จะมาฝังอยู่ในส่วนของ CE ด้วย ตรงนี้ คือปัจจัยแรกเมื่อมองภาพใหญ่ต้องรีบเปลี่ยนคือ องค์กรต้องรีบปรับเปลี่ยนให้ชัดเจนจะไปหลงระเริงกับการเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดแล้วทำแบบเดิมคงไม่ได้


คาร์ ฟอร์ แคช สินเชื่อเพื่อคนมีรถ

ไม่ลืมให้ความสำคัญกับทีมงานอีกหนึ่งหัวใจธุรกิจ

เรื่องที่ 2 หัวใจสำคัญคือ ทีมงานเรา เพราะทีมงานเป็นคนคิด ดังนั้น ทีมงานของต้องมีความเห็นร่วมกัน มองตลาดแล้วเปลี่ยนแปลงตลาด ดังนั้น ทีมค่อนข้างจะไดนามิก มองตลาดไปข้างหน้า แล้วเปลี่ยนตลาดและทัศนคติตัวเองด้วย ไม่ยึดติดที่ประสบความสำเร็จมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะทำแบบเดิมไม่ได้ ลูกค้าชอบแบบเดิมเมื่อ 10 ปีก็ไม่ใช่ อีกเรื่องคือ ประสบการณ์ ทีมงานมีประสบการณ์ยาวนานมาก จะช่วยทำให้เมื่อมองภาพ แก้ปัญหา เวลาเซอร์วิสลูกค้า มองภาพ CE มองได้ชัดเจนขึ้น ทีมงานมี 2 เรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญ

เทคโนโลยีช่วยให้ธุรกิจ-บริการง่ายขึ้น

สุดท้ายเป็นเรื่องของเทคโนโลยี คือเราเป็นรีเทล เป็นรีเทลไฟแนนซ์ หรือ จริงๆ แล้ว รีเทลเป็นเรื่องดีเทลมาก ถ้าเรื่องดีเทลเราไม่เอาเทคโนโลยีมาช่วยจะลำบากมาก ปัจจุบันกรุงศรี ออโต้ ใช้เทคโนโลยีถึงขนาดเซลถือแท็บเล็ตลิงก์ข้อมูลทั้งหมด ซึ่งรู้เลยเมื่อลิงก์ลูกค้าเข้ามาจะรู้ก่อนว่า ลูกค้ารายนี้ จะต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขยังไงถึงจะใกล้เคียงมากที่สุด ดีลเลอร์ก็จะชอบ เพราะเหมือนกับพอจะบอกคร่าวๆ ได้แล้ว ไม่เช่นนั้น เซลไม่สามารถพูดอะไรได้เลยต้องรอกลับเข้ามาที่เครดิต แต่เมื่อมีเทคโนโลยีตัวนี้ เรียกว่า ไอบัดดี้ ดังนั้น เซลสามารถยืนยันกลับมาได้ แล้วไม่ใช่แค่หน้างาน แต่ส่วนหลังคือ เครดิตก็มีเทคโนโลยีช่วยการดึงข้อมูล ลงข้อมูลทั้งหมดเข้ามาทำการเซอร์วิสไปจนถึงการเก็บเงินลูกค้า หรือ อะไรต่ออะไร จะนำเทคโนโลยีทั้งหมดมาใช้

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมา เป็นภาพรวมความสำเร็จจาก 3 เรื่องคือ เปลี่ยนจากการเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดเป็น CE ทีมงานมีประสบการณ์มองตลาดปรับเปลี่ยนตัวเอง และสุดท้ายคือ ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง หรือ ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ที่กำลังเน้น

ผลประกอบการของกรุงศรี ออโต้

ผลประกอบการ 3 ไตรมาสของกรุงศรี ออโต้ หรือ 9 เดือนที่ผ่านมา บุ๊กไป มียอดสินเชื่อใหม่ทั้งหมด 85,000 ล้านบาท ถือว่าโตกว่าเมื่อปีที่แล้ว 14% ถือว่า สามารถเอาชนะตลาดได้ เพราะตลาดลบ 13-14% ซึ่งที่โต 14% นี้ เปรียบเทียบกับ 3 ไตรมาสของปีก่อน ถ้าดูขนาดของเราทั้งหมด หรือ ยอดสินเชื่อคงค้างรวม (NEA) ปิดอยู่ที่ 242,000 ล้านบาท ณ เมื่อไตรมาส 3 ซึ่งดูแล้วยอดสินเชื่อคงค้างรวมปิดดีกว่า สิ้นปีที่แล้ว 6% ถือว่า โตกว่า ทำให้สามารถสร้างมาร์เก็ตแชร์ได้มากขึ้นในปีนี้ ถ้าสิ้นปีกรุงศรี ออโต้จะปิดเท่าไร เมื่อดู 3 เดือนมานี้ แนวโน้มดีมากรถใหม่ขายดี อาจจะเป็นเรื่องภาษี หรือ อะไรหลายๆ อย่าง เลยมาดูตัวเลขเราจะปิดเท่าไร สิ้นปีจะปิดยอดสินเชื่อรถยนต์ทั้งหมดและมอเตอร์ไซค์ 124,000 ล้าน ดูแล้วจะโตกว่าปีที่แล้ว 14% เพราะปลายปีที่แล้วปิดที่ 100,000 ล้าน ส่วนยอดสินเชื่อคงค้างจะปิดที่ 253,000 ล้านบาท ซึ่งเปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้วปิดที่ 229,000 ล้านบาท โต 6% ถือว่า เป็นผลการดำเนินงานที่ดีในสถานการณ์ตลาดที่ค่อนข้างจะชะลอลง

NPL ไม่น่าหนักใจ ไม่กังวล

ตัว NPL นั้น ตั้งเป้าไว้ว่า ห้ามเกิน 2% แต่ตอนนี้ อยู่ที่ 1.7% ยังควบคุมได้ดี อันนี้ เป็นสัญญาณว่า ทำไมยังโตได้มากขึ้น เพราะสามารถควบคุม NPL ได้ดี หลายๆ ที่มีกังวลเรื่อง NPL เลยยังโตออกไปข้างหน้าไม่ได้ ส่วนใหญ่ NPL เป็นลูกค้ากลุ่มไหนคร่าวๆ ลูกค้าของกรุงศรี ออโต้ แบ่งออกเป็นกลุ่มที่หนึ่งพนักงานประจำ กลุ่มที่สองทำงานอิสระ กลุ่มสามเอสเอ็มอี และกลุ่มสี่ข้าราชการ โดยจะมี 4 กลุ่มหลัก เพราะทำตลาดต่างจังหวัดมาก บางที่เป็นเกษตรกร หรือ ค้าขาย บางรายก็เหมือนกับมีรถแล้วไปค้าขายจริงๆ แล้วเรามอง NPL และปรับเปลี่ยนทุกเดือน โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าที่เป็นข้าราชการและพนักงานประจำ โดยหลักแล้ว NPL จะไม่ค่อยสูงเท่าไร แต่ภาคการเกษตรพอช่วงที่มีปัญหาเรื่องข้าว อาจจะสูงขึ้นมาบ้างก็ต้องดูแลว่า กลุ่มนี้ต้องปรับเปลี่ยนการทำการพิจารณา แต่ว่า พยายามทำมาได้ดีจนถึงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ปีนี้ ไม่ค่อยได้กังวลเท่าไร ยังปล่อยไปตามเงื่อนไขปกติ


กรุงศรี ออโต้ มีหลายผลิตภัณฑ์ไว้บริการ

ตรงนี้ รวมถึงมอเตอร์ไซต์พอร์ตก็ค่อนข้างดี เลยทำให้มอเตอร์ไซค์ ซึ่งแม้เพิ่งเร่ิมทำตลาดมา 13 ปี แค่ทำได้ถึง 13,000 ล้านบาท เป็นเบอร์หนึ่งของตลาด โดยมอเตอร์ไซค์สิ่งสำคัญคือ การเก็บหนี้ ดูแลการเก็บหนี้ได้ดีมาก ทำให้เติบโตต่อไปเรื่อยๆ ล่าสุด เพิ่งทำแคมเปญไปเมื่องานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ผ่านมา ตลาดมอเตอร์ไซค์ได้ยอดแอพพลิเคชั่นเข้ามากว่า 300 ล้านบาท

กระแสบิ๊กไบค์มาแรงจริง

เจาะจงจำเพาะสินเชื่อมอเตอร์ไซค์แยกเป็นบิ๊กไบค์จำนวนมาก ตรงนี้ ก็เป็นอีกจุดหนึ่งเหมือนกัน เมื่อก่อนทำมอเตอร์ไซค์ปกติ จนเมื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เริ่มขยับมาทำบิ๊กไบค์เป็นรายแรกๆ และเพราะบิ๊กไบค์ทำให้ขนาดสินเชื่อใหญ่ด้วย ทำให้พอร์ตดี กลุ่มลูกค้าต่างกัน บิ๊กไบค์เหมือนของพรีเมียมสำหรับผู้ที่พอมีรายได้ ทำให้สามารถทำ 2 ส่วน ดังนี้ 1. สามารถบริหารหนี้ได้ และ 2. โตได้เป็นที่ 1 มาถึง 2 ปีแล้ว ถ้าเปรียบเทียบรายที่ทำออนไลน์ไฟแนนซ์ในตลาดหลักทรัพย์กรุงศรี ออโต้ก็มีขนาดใหญ่ที่สุด

ปี 2559 ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ไม่แย่กว่าเดิม

ภาพรวมของตลาดสินเชื่อยานยนต์ถ้ามองปี 2559 ต้องดูตลาดรถยนต์ก่อน คิดว่า ขนาดคงไม่ต่างจากปีนี้ ที่บอกว่า ไม่ต่างจากปีนี้ คิดว่า อันดับแรกผู้ผลิตคงเข้ามาช่วยสนับสนุนบ้างในเรื่องของราคารถยนต์ที่จะเพิ่มขึ้น ถ้าเพิ่มคงไม่เพิ่มมากเท่าไร แล้วผู้ผลิตคงเริ่มไปพัฒนานวัตกรรมในเรื่องมลภาวะ ดังนั้น รถยนต์อาจจะเริ่มมีเทคโนโลยีในการดูแลและกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น โปรโมชั่น หรือ แคมเปญ ผู้ผลิตคงพยายามจะเน้นเข้ามาเพื่อให้เค้กก้อนนี้ ไม่เล็กไปกว่าปีนี้

สองถ้าโตได้มากกว่าปีนี้ คิดว่าทุกๆ รายจะมีส่วนแบ่งการตลาดได้ดีมากขึ้น มองเฉพาะตลาดมอเตอร์ไซค์นั้น ยังคิดว่าสามารถโตได้อีก 2% คิดว่า เป็นจุดที่ดี เพราะว่า นโยบายรัฐบาล หรืออะไรต่ออะไรที่จะสร้างนู้นสร้างนี่ในต่างจังหวัด โดยคนอาจมีรายได้ที่จะมาซื้อมอเตอร์ไซค์มากขึ้น เริ่มจากมอเตอร์ไซค์ก่อน ส่วนตลาดของปีหน้าต้องมองว่า หนี้ครัวเรือนเป็นอย่างไร แต่มองอีกด้านพบว่า หนี้ครัวเรือนก็ยังไม่ลดลงต่ำมากแต่ละไฟแนนซ์รวมทั้งกรุงศรี ออโต้ ก็ต้องมาดูแลเรื่องการบริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัดด้วยเหมือนกัน เพราะว่าจะได้โตแบบที่ไม่ต้องมานั่งกังวลข้างหลังมากเท่าไร

อ่านตรงนี้! ติดเครดิตบูโรจะขอสินเชื่อต้องทำอย่างไร

การใช้สินเชื่อกรุงศรี ออโต้ กรณีติดบูโรอันดับแรกนั้น ควรจะต้องบริหารในเรื่องการชำระหนี้ ไม่เฉพาะแค่กรุงศรี ออโต้ แต่รวมถึงธนาคารอะไรก็ตาม เพราะปัจจุบันมีเครดิตบูโร คือ พยายามดูแลเครดิตของตนเองให้ดี ประเด็นนี้ อันดับแรกเลย เพราะปัจจุบันไทยเป็นสากลแล้ว ทุกอย่างที่ทำออกมามาตรฐานสากลหมด ทั้งการใช้บัตรเครดิต การใช้หนี้สินเชื่อบ้าน ซึ่งพฤติกรรมเราจ่ายหรือไม่ คิดว่า อย่างน้อยถ้าไม่มีจ่ายควรเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ เพราะบางครั้งในเครดิตบูโรสามารถบอกได้ว่า มาติดต่อแล้ว หรือ อะไรต่ออะไรได้


13 ปี กรุงศรี มอเตอร์ไซค์

ตรงนี้ เป็นเรื่องการสร้างเครดิตและเป็นหัวใจหลัก ซึ่งดีกับทั้งตัวลูกค้าด้วยและดีกับสถาบันการเงินเพราะกรุงศรี ออโต้ ก็เป็นกลุ่มธนาคารรับเงินฝากก็ต้องบริหารความเสี่ยงของผู้ที่ฝากเงินด้วย เป็นวินๆ คือ สร้างเครดิตให้กับตัวเองก่อนในการจะใช้สินเชื่อ ไม่ว่าสินเชื่ออะไรก็ตาม

เรื่องที่สองทำความเข้าใจในการใช้สินเชื่อยานยนต์ ถ้าสมมติว่า จะใช้รถใหม่กรุงศรี ออโต้ มีแคมเปญเยอะมาก บางแคมเปญไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน บางแคมเปญสามารถผ่อนได้ยาวหน่อย อย่าไปฝืน บางครั้งบางคนบอกจะผ่อนแค่ 3 ปี อยากให้หมดเร็วๆ แต่ว่า ต้องผ่อนเยอะมาก แต่ละเดือน 50,000 บาท ซึ่งเดี๋ยวนี้ ให้ผ่อนได้ถึง 84 เดือน ผ่อนไป 6 ปีก็ได้ แล้วผ่อน 25,000 บาทพอ ดังนั้น ควรดูความสามารถของตนเอง สรุปคือ ดูความสามารถของตนเองให้เหมาะกับสินเชื่อ กรุงศรี ออโต้ มีหลากหลาย กระทั่งมีระบบผ่อนจ่ายบอลลูน คือ จ่ายแรกๆ น้อยหน่อย แต่ไปจ่ายช่วงหลังสูงหน่อย ปัจจุบันต่างประเทศก็ทำแบบนี้หมด บางทีผ่อนไป 4 ปีแล้ว จ่ายบอลลูน ซึ่งอาจจะเป็น 25% ของราคารถ ซึ่ง 5 ปีแล้วเวลาจะมาจ่ายขายก็ได้ แล้วโอนสิทธิ์ไปให้ไม่ต้องมาจ่าย แต่ว่า ความสามารถ หรือ ความเหมาะสมในการจ่ายเงินตั้งแต่ต้นจนถึงวันที่จะถึงบอลลูนก็ได้ ดังนั้น ตรงนี้ คิดว่า พนักงานกรุงศรี ออโต้ สามารถให้บริการได้ ทั้งนี้ ลูกค้าลองดูว่า จริงๆ แล้วผ่อนชำระสบายแค่ไหน แต่อย่าคิดว่า จะให้จบเร็ว ดูสบายๆ เงินในกระเป๋า ความสามารถมีแค่ไหน

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของเอกสาร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้ใช้เอกสารแตกต่างจากสถาบันการเงินอื่นๆ หรือ ธนาคารไม่ได้มากมายไปกว่านั้น เพียงแสดงให้เห็นว่า มีรายได้ ซึ่งไม่ใช่จำกัดแค่มีเอกสารอย่างเดียว มีการออกไปดูว่า มีรายได้จริงแค่ไหน ยังไง เป็นเรื่องสำคัญ อย่างอื่นไม่มีอะไร

จะเห็นสงครามดอกเบี้ยอีกหรือไม่?

ประเด็นดอกเบี้ยคิดว่า หลังจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วการแข่งขันในเรื่องดอกเบี้ยน่าจะมีแนวโน้มน้อยลง เพราะทุกรายจะไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย เพราะช่วงนี้ เป็นช่วงปิดสิ้นปี แต่ต้นทุนขึ้นแล้ว ดังนั้น ถ้าเงินออกไปข้างนอกการจะกู้เงินมาทุกรายมีต้นทุน ซึ่งถือว่า ทุกวันนี้ สินเชื่อยานยนต์ไม่แพง รถใหม่ดอกเบี้ย 2.7% คูณ 2 ไม่เกิน 6% อัตรา MLR/MRR กู้บ้านยังแพงกว่า ดังนั้น อันนี้ คิดว่า แรงกดดันเกิดขึ้น แต่เข้าใจว่า แรงกดดันของทุกคนตลาดเล็ก ต้องรักษามาร์เก็ตแชร์ ดังนั้น จะว่าไม่แข่งขันเลยก็คงไม่ได้ แต่ว่า ต้องทำเป็นช่วง เช่น มอเตอร์โชว์ หรือ มอเตอร์เอ็กซ์โปบ้าง และเป็นช่วงเวลาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเราเองอย่างที่บอกว่า จะไปเน้นการสร้างประสบการที่ดีให้ลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น

ลุยให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ

อยากฝากถึงผู้อ่าน โดยในส่วนของสินเชื่อยานยนต์กรุงศรี ออโต้เองก็อยากเป็นผู้ประกอบการที่สามารถทำให้ประชาชนมีรถ มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ หรือ ดีลเลอร์ ก็มีสต๊อกมาขายได้สะดวกสบายมากขึ้น อยากจะสื่อว่า อยากทำงานให้เป็นวินๆ เราเองมองในภาพการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ ดังนั้น อยากสื่อว่า อยากเห็นประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงเครดิตตัวเอง การใช้สินเชื่อก็ใช้อย่างมีความรับผิดชอบช่วยกันสร้างตลาดสินเชื่อให้เติบโตยืนยาวยั่งยืน ไม่ใช่แบบว่า ขึ้นๆ ลงๆ ไม่อยากได้ยินเสียงว่า ไฟแนนซ์บางไฟแนนซ์เร่ิมไม่ค่อยปล่อย หรือ ปล่อยยากขึ้น แต่ถ้าได้สื่อสารกัน 2 ทาง แบบนี้ คือ ผู้ให้สินเชื่อก็ให้อย่างรับผิดชอบ ลูกค้าก็ใช้บริการอย่างรับผิดชอบ คิดว่า ช่วยกันสร้างตลาดนี้ และลูกค้าก็สามารถมีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ หรือสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ได้อย่างดี.


กรุงศรี บิ๊กไบค์ ก็มีให้บริการ

 

เรื่องเล่าความสำเร็จ : 21 ปี ‘เทสโก้ โลตัส’ ยึดหลักฟังลูกค้าเพื่อลูกค้า

Published ธันวาคม 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547703

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ธ.ค. 2558 05:30

 

เป็นเวลากว่า 21 ปี หรือ 2 ทศวรรษแล้ว ที่ “เทสโก้ โลตัส” ดำเนินธุรกิจห้างค้าปลีกในประเทศไทย โดยมีสาขารูปแบบต่างๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ จนประสบความสำเร็จสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำตลาด มียอดขายอันดับ 1 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างดุเดือดล้วนมีแต่คู่แข่งขันยักษ์ใหญ่

วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกกับ “นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย” รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ถึงความสำเร็จในธุรกิจนี้


“ชาคริต” ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส

ความเป็นมาของเทสโก้ โลตัส กว่าจะถึงวันนี้

เทสโก้ โลตัสอยู่ในประเทศไทยมาปีนี้ เป็นปีที่ 21 จากเริ่มต้นเป็นโลตัสซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จากนั้น มีการรวมกับกลุ่มเทสโก้ เป็นเทสโก้ โลตัส พนักงานส่วนใหญ่เป็นคนไทย ได้แนวนโยบายจากเทสโก้สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งเป็นแนวนโยบายเชิงกว้างๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้ สามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของชุมชน และตอบสนองสิ่งที่ต้องการในแต่ละประเทศได้ง่ายขึ้น

ต่อมา เทสโก้ โลตัสดำเนินธุรกิจมาจนถึงขณะนี้ มีจำนวนประมาณ 1,800 สาขา หลักๆ จะเป็นสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตมีรูปแบบใหญ่เล็กต่างกัน แต่ข้อชัดเจนคือ มีพื้นที่ใหญ่ ที่จอดรถมาก ซึ่งในนั้น จะมีไฮเปอร์มาร์เก็ตและพื้นที่เช่าด้วยประมาณ 170 สาขา นอกจากนั้น จะมีลักษณะซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เรียกว่า ตลาด ขายเฉพาะสินค้ารับประทาน ข้อแตกต่างคือ ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเสื้อผ้า ตรงนี้ ประมาณ 180 สาขา ที่เหลือยังมีเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ประมาณ 1,300 สาขา ลักษณะคล้ายคอนวีเนียนสโตร์ แต่ว่าเป็นคอนวีเนียนสโตร์ที่มีของสดขายด้วย อาจค่อนข้างเรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กมาก


21 ปี เป็นค้าปลีกอีกทางเลือกให้คนไทย

สาขาทั้ง 3 แบบ จะตั้งอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน ร้านขนาดใหญ่จะอยู่นอกเมืองนิดหน่อย แต่ร้านเล็กจะอยู่ใกล้ประชาชนมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีช่องทางออนไลน์ ซึ่งแม้ตอนนี้ธุรกิจออนไลน์จะยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มาก แต่การเจริญเติบโตด้วยการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์ของคนไทย พฤติกรรมการจับจ่าย ทำให้ออนไลน์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เทสโก้ โลตัสเองมีสินค้าออนไลน์แบบที่เรียกว่า ลูกค้าสามารถซื้อได้เหมือนซื้อจากสถานที่จริงเลย และตอบสนองวิถีชีวิตคนเมืองมากขึ้น ที่ตอนนี้พักอาศัยหอ หรืออพาร์ตเมนต์มากขึ้น

ทั้งนี้ การช็อปปิ้งจากร้านอาจดูไม่ไกล แต่เมื่อถือสิ่งของ กว่าจะขึ้นรถ เดิน ผ่านลานจอดรถ กว่าจะถึงห้อง ดังนั้น บางครั้งการช็อปปิ้งออนไลน์ช่วยตรงนี้ ได้โทรศัพท์สั่งแล้วรับสินค้าเลย และสามารถนำสิ่งของหนักๆ ส่งได้ด้วย


คอลเลคชั่นของพรีเมียมน้องเป็ดน่ารักๆ

3C กุญแจแห่งความสำเร็จ

สำหรับเทสโก้ โลตัสให้ความสำคัญกับ 3C คือ 1. Customer โดยลูกค้าเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก เรียกว่า เป็นผู้ที่นำรายได้มาให้ ดังนั้น จึงต้องดูแลดีมาก การดูแลลูกค้า โดยสิ่งที่ทำคือ ทำตัวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด จริงๆ แล้วลูกค้าก็ต้องการจากเทสโก้ โลตัสไม่กี่เรื่อง เรื่องแรกคือ ราคา ต้องมั่นใจว่า ราคาถูก ถูกในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่าราคาต่ำสุดเท่านั้น แต่ต้องถูกในสิ่งที่ต้องการซื้อ ความตื่นเต้นในโปรโมชั่นต้องมีให้เรื่อยๆ สนุกสนานในเรื่องราคา

เรื่องที่สองคือ มีสิ่งของให้เลือกหลากหลาย ของใหม่ ของที่คัดพิเศษ มีสินค้าใหม่ๆ มีวางบนชั้นเพียงพอจำหน่าย ไม่ให้ขาด อีกสิ่งที่ลูกค้าต้องการเรื่องที่สามคือ การเข็นรถสบายไม่มีอะไรขวาง สามารถซื้อของได้ง่ายๆ และเรื่องที่สี่ สำคัญมากคือ การบริการของพนักงาน ซึ่งสำคัญมาก ทั้งตรงคิวต้องไม่ยาว พนักงานต้องยิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งพยายามพัฒนาสิ่งเหล่านี้ตลอด หลายอย่างได้รับคำแนะนำจากลูกค้าว่า ยังทำไม่ได้ ก็นำคำแนะนำนั้นๆ มาพัฒนาทำให้ดีขึ้น หลายอย่างก็คุยกับลูกค้ามาจากการทำวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่อง

ตรงนี้ รู้ว่าจริงๆ แล้วลูกค้าอยากให้เทสโก้ โลตัสทำอะไรบ้าง บางครั้งลูกค้าอาจไม่ได้บอก แต่นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการก็พยายามปรับตัวตลอดเวลาเพื่อลูกค้า


ฟังลูกค้า เพื่อลูกค้า

ต่อมา C ที่สองคือ Comrade หรือ เพื่อนพนักงาน ซึ่งพนักงานของเทสโก้ โลตัสเองก็มีความสำคัญเป็นกลไกขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเทสโก้ โลตัสให้เกิดขึ้นจริงๆ มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำ มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะบอกลูกค้า โดยผู้ที่จะนำไปบอกคือ พนักงาน ดังนั้น ต้องดูแลพนักงานให้รู้สึกดี ซึ่งเทสโก้ โลตัสมีคุณค่าอันหนึ่งคือ จะเอาใจเขามาใส่ใจเราในการทำงาน จึงมีโปรแกรมต่างๆ ทำให้พนักงานได้ใกล้ชิดกัน ได้เข้าใจลูกค้า และบอกกับพนักงานทุกคนตลอดว่า มีโอกาสเติบโตก้าวหน้า ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน และมีการเจริญเติบโต

เทสโก้ โลตัสเองเนื่องจากเป็นองค์กรใหญ่ ความโชคดีขององค์กรใหญ่คือ สามารถมีการเจริญเติบโต ทั้งในแนวขึ้น หรือแนวดิ่ง คือ โปรโมตขึ้นไป หรือบางครั้งเจริญเติบโตโดยการขยายบทบาทในการทำงาน คือ ออกทางด้านข้างด้วย โอกาสต่างๆ มีให้พนักงานตลอด นอกจากนั้น มีการเอาใจใส่พนักงาน มีการสอบถามเสียงสะท้อนของพนักงานว่า รู้สึกอย่างไร อยากให้องค์กรปรับตัวอย่างไรบ้าง ทำมาตลอดเวลา สิ่งนี้ทำให้พนักงานเองรู้สึกว่า องค์กรไม่ได้แค่ทำงานอย่างเดียว ยังเอาใจใส่ด้วย

สุดท้าย C ที่สาม คือ Community คำว่า คอมมูนิตี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ คนทั่วไปในชุมชน และอีกกลุ่มคือ คู่ค้าของเทสโก้ โลตัสเอง ซึ่งมีความสำคัญมาก เป็นเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจและเริ่มต้นธุรกิจกับเรามา กลุ่มเอสเอ็มอี ที่ทำธุรกิจกับเราถือว่ามีความสำคัญมาก เป็นคนในชุมชนเหมือนกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน ทำงานมาด้วยกันหลายเรื่อง อันดับแรกเทสโก้ โลตัสมีพื้นที่ให้วางสินค้าได้ แต่สิ่งสำคัญที่มองว่า ควรจะยั่งยืนมากกว่านั้นคือ ควรจะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจมากกว่าในการทำงาน ดังนั้น การทำงานกับเอสเอ็มอีจะมีการพูดคุย มีการวางแผนในการผลิตด้วยกัน มีทีมงานเข้าไปพูดคุย โดยจะต้องเข้าใจลูกค้า


ซื้อตรงสินค้าจากผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค

แต่ก่อนทำอะไรมาก็ตามอาจตามใจตัวเองมาตลอด ขณะนี้ ต้องเริ่มตามใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้สินค้าขายได้ นอกจากนั้น ยังมีการเข้าไปพูดคุยตรงกับเกษตรกร เมื่อก่อนเรื่องอาหารสดจะมีคนกลางเก็บทุกอย่าง เทสโก้ โลตัสอยากได้อะไร เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี จะมีคนนำมาขาย ซึ่งเป็นลักษณะนี้ จะเกิดความไม่ค่อยสะดวกหลายเรื่อง 1. บางครั้งสิ่งของที่อยากได้มีปริมาณไม่พอ บางครั้งสิ่งของที่ไม่อยากได้มีมากเกินไปจนล้น อาจไม่ได้ซื้อสิ่งของที่ต้องการได้ 2. สิ่งของที่มานั้น เนื่องจากเทสโก้ โลตัส มีมาตรฐาน เราขายลูกค้าจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัย ปริมาณยาฆ่าแมลง วันที่ตัด และความสด เป็นต้น บางครั้งไม่ผ่านมาตรฐาน เพราะผู้ขายอาจไม่รู้มาตรฐานเป็นอย่างไรบ้าง จึงมีการซื้อตรงกับเกษตรกร

การซื้อดังกล่าวคือ การซื้อตรงกับเกษตรกรจริงๆ ไปคุยกับเกษตรกร ปรับวิธีการคิด เมื่อก่อนปลูกตามใจ ปลูกตามที่ได้รับการสั่งสอนมา ซึ่งบางครั้งปลูกมาแล้วอาจขายไม่ได้ เพราะมีมาตรฐาน ดังนั้น ไปคุยกันว่า ต่อไปปลูกตามตลาด ปลูกตามความต้องการของลูกค้าดีกว่าปลูกตามใจตัวเอง ขณะนี้ ซื้อตรงเกือบจะหมดทุกผลิตภัณฑ์แล้ว

โมเดลคัดสรรสินค้าดิวตรงกับผู้ผลิตใกล้ชิด

คำว่า ซื้อตรงหมายความว่า ลูกค้าผลิตตามที่วางแผนร่วมกัน เช่น แผนปีหน้าจะปลูกอะไร เทสโก้ โลตัสคุยกับเกษตรกรไว้หมดแล้ว ข้อดีคือ เกษตรกรรู้ว่าจะผลิตอะไร ข้อดีของเราคือ รู้ว่ากำลังจะได้สินค้าอะไรบ้าง ตรงตามแผน ยกตัวอย่างช่วงใกล้ๆ ตรุษจีนกล้วยเยอะเพียงพอขาย ช่วงกินเจผักเยอะผักพอขาย ทำให้มีการวางแผนไป โดยตัวพนักงานจะเข้าไปพูดคุยกับเกษตรกร มีการแวะเวียนเรียกว่าซื้อตรง ผลิตแล้วขายได้หมด ซึ่งมองว่าได้ประโยชน์ทั้งเทสโก้ โลตัสและเกษตรกร เป็นสิ่งหนึ่งที่พัฒนาตัวเอสเอ็มอีคือ คู่ค้าของเรา

นอกจากนั้น ยังมีเอสเอ็มอีอีกหลายราย เร็วๆ นี้ เทสโก้ โลตัสเพิ่งจัดงานสัมมนาเอสเอ็มอี มีการเชิญวิทยากรมาให้แนวทางของการสนับสนุนเอสเอ็มอี บอกวิธีการสนับสนุนกับเราว่า จะต้องโตไปด้วยกัน บางอย่างจะต้องลงทุนก็ต้องลงทุน เพราะสิ่งที่เทสโก้ โลตัสต้องการคือ เป็นพื้นที่ที่จะขาย วางสิ่งของ ดังนั้น ต้องการขายของ ต้องคิดข้ามช็อตต่อไปว่า วางสิ่งของแล้วลูกค้าจะซื้อหรือไม่ ไม่ใช่แค่วางขายแล้วจบ เป็นการทำงานร่วมกัน เป็นการให้ความรู้ทั้งกับเอสเอ็มอีและเทสโก้ โลตัส เพราะเออีซีก็กำลังจะมาและต้องปรับตัว


แก้วน้องเป็ดก็มีนะ

ทำธุรกิจควบคู่ดูแลชุมชน

อีกส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่เป็นเรื่องของชุมชนคือ เรื่องกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเทสโก้ โลตัสให้ความสำคัญกับตรงนี้มาก มองว่าการที่จะเป็นองค์กรประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นองค์กรทั้งเก่งและดี คำว่า เก่งคือ สามารถมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง มีส่วนแบ่งการตลาดแข็งแรง เป็นที่พอใจของลูกค้า ลูกค้าเลือกเราเป็นร้านที่อยากซื้อของ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญตามมาคือ จำเป็นจะต้องเป็นองค์กรที่ดีด้วย ไม่ใช่แค่ขายของถูก พนักงานบริการดี มีของเยอะ แต่ไม่ได้แสดงตัวเลยว่าตัวเองเหมาะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีในชุมชนนั้น ดังนั้น เทสโก้ โลตัส ต้องการที่จะให้เราเองเมื่อไปอยู่ที่ไหนก็เป็นที่ยอมรับของชุมชน และเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เป็นหนึ่งในชุมชน

คำว่า เป็นหนึ่งในชุมชนไม่ได้ต้องการว่า ไปอยู่กับชาวบ้านแล้วขายของ แต่ต้องการให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ยินดีที่รับเทสโก้ โลตัสเข้ามาเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้าน และมองว่าไม่ใช่แค่ขายของอย่างเดียว มีสิ่งของขาย สิ่งของมีตามความต้องการ มีกิจกรรมอะไรก็ตามก็เข้าร่วม มีกิจกรรมสงกรานต์ก็จัดกิจกรรมด้วย ยกตัวอย่างเช่นที่ จ.อุบลราชธานี มีงานแห่เทียนพรรษา เทสโก้ โลตัสก็จัดแห่เทียนพรรษา ในภาคเหนือช่วงเทศกาลลอยกระทงเราก็จัดลอยกระทง จัดรถบุปผชาติ


ซื้อตรงสินค้าจากผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค

เทสโก้ โลตัสทำกิจกรรมกับชุมชนตลอดเวลา เป็นจุดจัดพิธีจุดเทียนถวายพระพรสมเด็จพระราชินีและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะต้องการให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล เมื่อมาซื้อสิ่งของแล้วร่วมจุดเทียนถวายพระพรได้เลย พร้อมๆ กับส่วนกลาง ทั้งนี้ เพราะต้องการให้เทสโก้ โลตัสอยู่ในชุมชนและต้องการให้พนักงานที่เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งจะรู้เลยว่า ชุมชนต้องการอะไรบ้างได้กลับเข้าไปทำกิจกรรมกับชุมชน

บริษัทฯ ต้องการให้พนักงานออกไปในแนวของการปฏิบัติกับชุมชนมากกว่าการให้เงิน ซึ่งเงินช่วยเหลือชุมชนมีอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ช่วยเงิน พนักงานเองจะต้องเข้าไปทำกิจกรรมกับชุมชนด้วย สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่า เป็นจุดเด่นของเทสโก้ โลตัส คือ ตัวพนักงาน โดยพยายามจะปลูกฝังเป็นคล้ายๆ กับวัฒนธรรมในองค์กรอย่างหนึ่งว่า ตัวพนักงานจะต้องดูแลชุมชนด้วย เพราะแต่ละสาขาพนักงานเกือบ 100% เป็นคนในพื้นที่ จะรู้ความต้องการของชุมชน และให้ออกไปทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน


แสตมป์แลกน้องเป็ดอีกหม็ดเด็ดเทสโก้ โลตัส

ให้วันลาพิเศษพนักงานทำความดี

การทำกิจกรรมของพนักงานเพื่อชุมชนนี้ สามารถลาพิเศษอีก 1 วันได้ เรียกว่า วันลาพัฒนาชุมชน ไม่ใช่วันลาพักร้อนหรือลาอะไร แต่ลาไปทำกิจกรรมเพื่อชุมชน จะทำกับที่บ้าน เพื่อนๆ โรงเรียนเก่า หรืออะไรก็ได้ แล้วถ่ายรูปการทำกิจกรรมนั้นๆ บันทึกลงในเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า 365 วันทำดีเพื่อชุมชน โดยพนักงานทุกคนจะมีบัญชีรายชื่ออยู่ โพสต์รูปตัวเองลงไป บอกกิจกรรมที่ทำ และจำนวนกิจกรรม โดยทุกคนมีโอกาสทำ เมื่อถึงสิ้นปีจะมารวบรวมชั่วโมงความดี ซึ่งปีนี้ ได้จำนวนมากกว่า 2 ล้านกิจกรรมแล้ว เป็นสิ่งที่ทำไปเกือบ 2 พันชุมชน แต่ละคนก็ไปทำกิจกรรม บางครั้งทำกับเพื่อนพนักงาน กับเพื่อนในชุมชน การบริจาคนั้น ทำอยู่แล้ว แต่พนักงานมีโอกาสทำเพื่อชุมชนได้ ซึ่งขณะนี้ เทสโก้ โลตัสมีพนักงานทั้งหมดทั่วประเทศมากกว่า 5 หมื่นคน

แนวทางการทำธุรกิจทำตามความต้องการลูกค้า

แนวทางการทำธุรกิจของเทสโก้ โลตัสนั้น จริงๆ แล้วทำตามความต้องการของลูกค้า สิ่งที่สำคัญมากคือ ทำสิ่งที่ลูกค้าอยากให้ทำ ทำตามสิ่งที่ลูกค้าบอก เทสโก้ โลตัสมีการทำวิจัยตลาด และถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการกำหนดทิศทาง และวางแผนเรื่องต่างๆ ซึ่งหลักๆ คือ โปรโมชั่น สินค้าใหม่ๆ ต่างๆ เรื่องราวตามเทศกาลต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นว่า ลูกค้าต้องการอะไร ฟังลูกค้าและถือว่าสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นสิ่งที่ดี หลายครั้งสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นคำตำหนิ แต่คำตำหนินั้น ลูกค้าไม่ได้ตำหนิเพื่ออะไรเลย แต่บอกเพื่อให้พัฒนา ดังนั้น จะนำสิ่งที่ลูกค้าบอกมาปรับปรุงแก้ไขด้วย แต่หลายครั้งหรือบางครั้งก็เป็นคำแนะนำที่ไม่เคยมีเลยแต่เป็นความท้าทายที่ลูกค้าให้กับเรามา ก็จะนำตรงนั้นมาพัฒนาและทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการไปในอนาคตให้ได้


พนักงานพร้อมบริการด้วยใจ

คนชั้นกลางเป็นลูกค้าหลัก    

เทสโก้ โลตัส วางตำแหน่งตัวเองไว้ตรงไหนของตลาด เทสโก้ โลตัสค่อนข้างครอบคลุมตลาดทั่วไปของชนชั้นกลาง เนื่องจากมีสินค้าหลากหลายทุกอย่าง หากต้องการสามารถหาซื้อได้ในเทสโก้ โลตัส ทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆ มีหมด ดังนั้น ประชาชนโดยทั่วไปเป็นลูกค้าสำคัญของเรา ขณะนี้ มีสมาชิกที่เป็นบัตรคลับการ์ดถึง 11 ล้านราย ตรงนี้เป็นลูกค้าประจำ สามารถขอบคุณผ่านการช็อปปิ้งโดยมีแต้มให้ ดูว่าสิ่งที่ต้องการคืออะไร มีการมอบคูปอง หรือข้อเสนอต่างๆ ได้ด้วย ถือเป็นการขอบคุณลูกค้าตลอดมา

ยึดลูกค้าเป็นที่ตั้ง ทลายข้อจำกัดธุรกิจ

ภาพรวมของเทสโก้ โลตัส ก็มีข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทยเมื่อครั้งเริ่มต้นก็มีข้อจำกัดหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่สำคัญมากคือ แรกๆ ถูกมองว่าเป็นใคร เป็นต่างชาติหรืออะไรก็ตาม ตรงนี้เป็นข้อจำกัด แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่แตกต่างในไทยคือ ยึดลูกค้าและสิ่งที่ลูกค้าบอกเป็นตัวตั้ง แล้วก็ทำตามสิ่งที่ลูกค้าบอก รู้ว่าสิ่งไหนเป็นจุดอ่อนก็หาทางตั้งใจแก้ไข ไม่ได้มุ่งแก้ไขเพียงการประชาสัมพันธ์ แต่แก้ไขทั้งหมด เช่น เมื่อก่อนจะมีการบอกว่า เทสโก้ โลตัสเป็นห้างใหญ่ มาแล้วรายอื่นจะอยู่ได้หรือไม่ ก็มองว่าเราไม่ได้แก้ข่าว แต่มุ่งทำงานกับชุมชนให้อยู่ได้ เราก็มีห้างขึ้นมา มีคนทำงานในสาขา เป็นการจ้างคนในท้องถิ่นทั้งนั้น ลูกค้าก็จะเห็น ส่วนสิ่งของที่ขายนั้น จริงๆ แล้วคู่ค้าของเทสโก้ โลตัสที่มีอยู่ประมาณ 7 พันราย เป็นคนไทย เป็นเอสเอ็มอี ซึ่งขายของให้ ดังนั้น ของที่ลูกค้าซื้อก็เป็นสินค้าคนไทย

ที่สำคัญเทสโก้ โลตัสมีวัฒนธรรมที่ต้องการให้พนักงาน ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ออกไปทำกิจกรรมกับชุมชนสนิทกับลูกค้า ดังนั้น บริบทของประเทศไทยรับฟังจากลูกค้าและทำตามนั้น อย่างไรก็ตาม บริบทของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน แต่ในไทยยืนยันว่า ชุมชนและลูกค้าต้องการอะไรจะนำตรงนั้น มาเป็นปณิธานในการทำ เพื่อให้ลูกค้าและชุมชนพอใจสูงสุด


คิวต้องไม่ยาว จ่ายเงิน รับของ สะดวก

ลูกค้า พนักงาน ชุมชน เป็นกุญแจความสำเร็จ

ที่จริงแล้วเหมือนที่ได้กล่าวมา ทั้ง 3 เรื่อง อันดับแรกมีปรัชญาในการทำงาน คือ ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น แทนที่จะบอกว่า เทสโก้ โลตัส อยากจะขายอะไร เป็นอยากจะให้อะไรกับลูกค้า มาพูดกันว่า ลูกค้าอยากให้เราทำอะไร ใช้คำว่า ลูกค้านำ

อันดับที่สอง เชื่อเรื่องบุคลากรที่มีคุณภาพ ทำงานหนัก ได้รับการดูแลที่ดีจากบริษัท ซึ่งไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว แต่หมายถึงความเอาใจใส่ในหลายๆ เรื่อง สวัสดิการต่างๆ และการให้รางวัล มีการฉลองสิ่งที่สำเร็จ ในกลุ่มพนักงานรักกัน มีความสัมพันธ์ที่ดี และอันดับที่สามคือ มีวัฒนธรรมองค์กรช่วยเหลือชุมชนอย่างเด่นชัด

ทั้งนี้ เชื่อว่าทั้ง 3 ข้อหลัก เป็นตัวที่ทำให้เทสโก้ โลตัส มีความแตกต่าง เชื่อว่า แต่ละองค์กรก็มีวิธีการแตกต่างกันไป แต่ความหนักมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งเทสโก้ โลตัสเป็นผู้ค้าปลีก ก็จะพบเจอคนมาก กลุ่มใหญ่กว่า ดังนั้น 3 ข้อข้างต้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรสำคัญกว่ากัน แต่ทั้ง 3 ข้อ เป็นฟันเฟืองสำคัญในความสำเร็จและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

การแข่งขันในธุรกิจทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์

เทสโก้ โลตัสเป็น 1 ในผู้ค้าปลีกในประเทศไทย แต่ว่าถ้าพูดถึงส่วนแบ่งทางการตลาดเราเป็นที่ 1 แต่อยากให้มองว่า เทสโก้ โลตัสเป็นตัวเลือกในสังคมและมีอีกหลายแบรนด์เป็นตัวเลือกเช่นกัน มองว่า เป็นส่วนผสมที่ดีในตลาด เพราะทุกรายก็เป็นตัวเลือกของลูกค้า ดังนั้น การมีหลายแบรนด์ในตลาดเป็นโอกาสให้แต่ละแบรนด์หาเรื่องดีๆ มา ประโยชน์ทุกอย่างที่แต่ละรายทำย่อมตกไปยังผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุด และเป็นผู้บอกเองว่า อยากซื้อของกับใครบ้าง


มีสินค้าให้เลือกมากมาย สนองความต้องการลูกค้า

3 องค์ประกอบสร้างความทรงจำเรื่องราคา

การพูดถึงราคาต้องประกอบด้วย 3 อย่าง ถึงถูกจดจำด้วยเรื่องนี้ อันดับแรกคือ ราคาถูกจริง ตรวจสอบดูแล้วถูกจริง ถูกในสินค้าที่อยากซื้อ เช่น แชมพู ลูกค้าชอบแชมพูนี้ แต่ไปลดราคาตัวที่ไม่ต้องการซื้อ ลูกค้าก็จะบอกว่า ราคาไม่ถูก ดังนั้น ต้องลดราคาสินค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อ

ต่อมาเรื่องที่สองคือ ต้องมีของขายตลอดเวลา เช่น สินค้าราคาถูก แต่ไม่มีขายก็ไม่ได้ และเรื่องที่สามคือ ต้องบอกกล่าวประชาชนด้วยการสื่อสาร เพราะถ้าไม่สื่อสารเลยลูกค้าก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นตัวที่ทำให้ความรู้สึกว่าประทับใจอยู่กับลูกค้า ขณะเดียวกัน เทสโก้ โลตัสต้องทำทั้ง 3 เรื่องต่อเนื่อง จะลดราข้อใดไม่ได้

มองยังไม่เห็นมุมร้ายเขย่าธุรกิจค้าปลีก

ช่วงปีใหม่นี้ เป็นซีซั่นขาย เชื่อว่าทุกรายมองว่า เป็นช่วงที่ดีใกล้ปีใหม่ เป็นช่วงเฉลิมฉลอง หลายรายคาดหวังว่าเริ่มดีขึ้น เริ่มมีการพัฒนา และไม่มีปัจจัยอะไรในทางลบที่ทำให้รู้สึกกังวล ทุกอย่างกำลังเริ่มดีประชาชนกำลังเริ่มจับจ่าย เทศกาลก็มา มีวันหยุดยาวเยอะขึ้น ค้าปลีกแต่ละรายก็มีข้อเสนอดีๆ ให้ลูกค้า เชื่อว่าเป็นโอกาสดีที่จะบอกว่า ลูกค้าน่าจะจับจ่ายมากขึ้น และที่สำคัญมองว่า ไม่เห็นมุมร้ายใดๆ เลยที่จะกระทบ เชื่อว่าน่าจะกำลังดีขึ้น

สิ่งที่เทสโก้ โลตัสมุ่งมั่น คือ ทำในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยยึดปณิธานทำสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และเชื่อว่าจะบริการลูกค้าอย่างดีที่สุด อยากได้อะไรจะหาให้ และที่จะเห็นมากขึ้นคือ การจับจ่ายออนไลน์

2 โครงการเด่นเพื่อสังคม

ที่กำลังดำเนินการ คือ กระบวนการยกขบวนของขวัญปันสุข ที่จริงเป็นการรับบริจาคสิ่งของธรรมดา แต่ว่ามีจุดเด่นมากขึ้นคือ การให้สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งมีกิจกรรมอยู่แล้ว ชื่อสาขาพี่โรงเรียนน้อง คือ ไปเยี่ยมโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก บางแห่งเป็นเด็กกำพร้า ตามแต่ละพื้นที่ แล้วเข้าไปเยี่ยมปีละ 1-2 ครั้ง ไปเลี้ยงอาหารกลางวัน ไปทำกิจกรรม ซึ่งทำมา 2-3 ปี


โครงการเพื่อชุมชนยกขบวนของขวัญปันสุข

ในปีที่แล้วมีการร่วมบริจาคจากลูกค้า โดยตั้งโต๊ะบริจาค ปีที่แล้วทำให้ได้ของบริจาคค่อนข้างมาก เมื่อได้สิ่งของแล้วพนักงานจะเอาไปให้เป็นของขวัญปีใหม่ แต่ปีที่แล้วพบว่า สิ่งของหลายอย่างที่ให้ไม่ตรงใจมากนัก อันดับแรกคิดว่า ของเล่นสำคัญมีการบริจาคมามาก แต่กลับไม่ใช่ของสำคัญสำหรับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือมูลนิธิทั่วไป ส่วนขนมกรุบกรอบ ซึ่งก็ดี แต่ผู้รับรู้สึกว่า มากไป ดังนั้น ปีนี้เลยทำกิจกรรมแบบเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ 7-20 ธ.ค. ให้สาขาไปคุยเลยว่า อยากได้อะไร แล้วจะมาเขียนความต้องการ

ยกตัวอย่างตนเพิ่งไปมาคือ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม พระราม 4 ที่บริจาคเด็กในชุมชนคลองเตย ซึ่งต้องการอาหาร และน้ำยาล้างห้องน้ำ ตรงนี้ ไม่เคยนึกถึงเลย รวมทั้งน้ำยาฆ่าเชื้อและเจลล้างมือ เพราะโรคมือเท้าปากกำลังระบาด ต้องทำให้สะอาดตลอดเวลา ของเหล่านี้คนไม่เคยบริจาคเลย ดังนั้น เทสโก้ โลตัสจะมีการแปะป้ายไว้ ลูกค้าสามารถบริจาคตามนั้นได้

กิจกรรมที่ทำจะให้เปิดบูธรับบริจาคระหว่าง 7-20 ธ.ค. 2558 แล้วนำของไปบริจาคไปถึงน้องๆ โดยสาขาก็ไปทำกิจกรรมด้วย รวมทั้งหมด 170 มูลนิธิ ขณะเดียวกัน เทสโก้ โลตัสเองก็บริจาคนมกล่องอีก 240,000 กล่องไปให้กับมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ เพราะคิดว่า มีโรงเรียนในสาขาค่อนข้างมาก เลยอยากจะให้ตรงกับความต้องการ สามารถใช้ได้ตลอด โดยมีกำหนดมอบวันที่ 10 ม.ค. 2559 วันเด็ก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อว่า น้องๆ ด้อยโอกาสหลายๆ คน อยากได้ของขวัญปีใหม่ และอยากให้พี่ๆ ของเทสโก้ โลตัสและเป็นตัวแทนของลูกค้าไปเยี่ยมไปทำกิจกรรม ซึ่งลูกค้าสามารถไปร่วมได้ด้วย นำของที่จำเป็นไปมอบ


ทำมาต่อเนื่องลดใช้ถุง ลดโลกร้อน

ต่อมายกตัวอย่างอีกโครงการ คือ การลดใช้ถุงพลาสติก จริงๆ แล้ว ทำโครงการนี้ มาต่อเนื่อง 3 ปี ชื่อโครงการภูมิใจไม่ใช้ถุง คือ ต้องการลดปริมาณการใช้ถุง ที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัสทำอยู่รายเดียว ยังไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน โดยปีที่แล้วลดการใช้ถุงได้กว่า 20 ล้านใบ ปีนี้ภาครัฐสนับสนุนมากขึ้นจึงตั้งเป้าจะลดให้ได้ 40 ล้านใบภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเมื่อถึงสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ลดไปได้แล้วประมาณ 31-32 ล้านใบ โดยเพิ่งได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากนายกรัฐมนตรีในฐานะองค์กรช่วยลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ภูมิใจมาก

เทสโก้ โลตัส เริ่มต้นด้วยการทำโดยการปลูกฝังเรื่องนี้ ให้กับพนักงานที่จุดคิดเงินเลยว่า ต้องรับรู้ว่า ถุงพลาสติกไม่ค่อยดีแล้วมีหน้าที่เตือนลูกค้าอย่างมีเทคนิค เพราะเป็นด่านสุดท้าย เตือนให้รับรู้ แต่ไม่ให้โกรธ นอกจากนั้น ยังขอบคุณลูกค้าที่ไม่ใช้ถุงโดยให้แต้มกรีนพ้อยท์ ซึ่งวิธีการลดใช้ถุงพลาสติกจะมี 2 แบบคือ ให้รางวัลและการปรับ หรือจ่ายเพิ่ม ยกตัวอย่างในอังกฤษ หรือหลายๆ ประเทศชาร์จเงินเพิ่มถือเป็นการลงโทษ แต่ในไทยอาจไม่ถึงขั้นนั้น แต่ถ้าไม่ใช้ถุงจะให้แต้มกลับคืนไป ซึ่งลูกค้าก็พอใจ

สิ่งที่สามคือ เทสโก้ โลตัสน่าจะเป็นรายแรกที่ทำโฆษณาเรื่องการลดใช้ถุง มีโครงการภูมิใจไม่ใช้ถุง มีการโฆษณาเพื่อบอกลูกค้า อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา จะสร้างกระแสสังคมทำให้รู้สึกว่า การใช้ถุงพลาสติกอาจจะจำเป็นน้อยลงแล้วถ้าใส่ใจอีกนิด ผลดีตามมาเยอะมาก

ตรงนี้ มองว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นจุดเด่น เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าไม่ค่อยง่ายเท่าไรในการเปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนพฤติกรรม แต่พบว่า มีปริมาณลูกค้าจับจ่ายโดยไม่ใช้ถุงเยอะขึ้น เมื่อก่อนประมาณ 3-4 ปีผลรับน้อยมาก ขณะนี้ เป็นเลขกว่า 10 หลักแล้ว ซึ่งจากคลับการ์ดพบว่า 13-14% เร่ิมไม่ใช้ถุง แต่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช้แล้วจะไม่ใช้เลย


ภูมิใจไม่ใช้ถุงใส่สินค้า

เทสโก้ โลตัส ฝากถึงผู้อ่าน

โลตัสเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มีความตั้งใจสูงมากที่อยากจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกับทุกคน และคิดว่าถ้ามีอะไรแจ้งเราได้ คุยกับเราได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้ปรับปรุง รับฟังทุกความคิดเห็นนำมาปรับปรุงแก้ไข ทั้งนี้ ขอบคุณลูกค้าจริงๆ ที่เป็นลูกค้าที่ดีของเราตลอดมา.

 

เรื่องเล่าความสำเร็จ : จับตาก้าวต่อไป ‘ฮอนด้า’ จากวิชั่นแม่ทัพใหญ่

Published ธันวาคม 1, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541348

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2558 05:30

 

เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ร่วมเดินทางชมงานโตเกียวมอเตอร์โชว์กับค่ายฮอนด้า พร้อมทั้งมีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งต้องยอมรับว่า ฮอนด้าเป็นค่ายรถยนต์ค่ายหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการผลิตและทำตลาดรถยนต์รุ่นต่างๆ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย

ผู้บริหารฮอนด้าที่ตอบคำถามประเด็นต่างๆ ตามจังหวะและโอกาส ประกอบด้วย 1. นายทาคาฮิโระ ฮาชิโกะ ประธานกรรมการบริหาร ซีอีโอและผู้แทนกรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด 2. นายโนริอากิ อาเบะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และ 3. นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

วิสัยทัศน์ของฮอนด้าจาก 2 ผู้บริหารใหญ่

โอกาสของฮอนด้าหลังเปิด AEC?

ทาคาฮิโระ : เมื่อเปิด AEC รวมทั้งเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคด้วยอุตสาหกรรมก็เชื่อมต่อ เป็นความหวังและโอกาส แต่ว่าในแต่ละประเทศมีภาษีและกฎหมาย ดังนั้น การเพิ่มกำลังการผลิตอาจมีอุปสรรค การนำเข้า ส่งออก ผลิตอาจจะมีปัญหาตรงนี้บ้าง

ฮอนด้ามีนวัตกรรมออกมามากมาย ในปีหน้าจะเน้นอะไรบ้าง?

ทาคาฮิโระ : จะทำสินค้าโมบิลิตี้ ที่มีผลกับการใช้ชีวิต และมีความใหม่ มีผลกับการใช้ชีวิต ทั้งนี้ เป็นนโยบายของฮอนด้าทำมาตลอด ไม่ได้ทำอะไรใหม่ ทำมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าทุกท่าน ที่พูดถึงไม่น้อย จะสร้างมูลค่าใหม่ในอนาคต ทำให้ความฝันของผู้ผลิตและลูกค้าเป็นจริง โดยนำความฝันมาแปลงและขับเคลื่อนในการก้าวไปข้างหน้า

เดอะ พาวเวอร์ ออฟ ดรีม กับความสำเร็จฮอนด้า

ฮอนด้าจะมีเทคโนโลยีใหม่ล้ำหน้าอะไรบ้าง เทรนด์ แนวโน้มจะไปอย่างไร?

ทาคาฮิโระ : แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ 1. การรักษาสิ่งแวดล้อม อาจจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 2. นำระบบไอที-ไอซีที เข้ามาเชื่อมโยงการขับขี่

กรณีรถยนต์ไฟฟ้านั้น ฮอนด้าได้โชว์ไปแล้วในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2015 โดยจะขยายไปทั้งโลก

ในส่วนของไอซีทีจะยึดการขับเคลื่อนอัตโนมัติและระบบควบคุมการขับเคลื่อน และการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างรถยนต์กับภายนอก เพราะคนรุ่นใหม่ต้องการข้อมูลในการขับขี่

โฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าใจ

สำหรับเรื่องระดับโลก การขยายตัวและการเข้าตลาดต่างกัน และแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม มีการวิจัยและพัฒนารองรับอยู่แล้ว

รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช้น้ำมัน เป้าหมาย 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

นายทาคาฮิโระ : ต่างประเทศมีรุ่น FCV จะเริ่มจำหน่ายในญี่ปุ่นปีหน้า หลังจากนั้น จะจำหน่ายในสหรัฐฯ ยุโรป หลังญี่ปุ่น ส่วนปี ค.ศ. 2018 จะออกปลั๊กอินไฮบริดในสหรัฐฯ จากนั้นในภูมิภาคต่างๆ จะดูความพร้อมและความต้องการของตลาด

ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมรถยนต์ส่งออกมานาน จากนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์มีแผนเชื่อมโยง และจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เชื่อมโยง 6 ภูมิภาค?

“โนริอากิ อาเบะ” ผู้บริหารดูแลเอเชียและโอเชียเนีย

โนริอากิ : กรณีไทยเพิ่งครบ 50 ปี ในปีที่แล้ว ที่ได้ทำกิจการ เน้นการส่งออกด้วยรถยนต์ 4 ล้อ เป็นตลาดใหญ่ในไทย ปัจจุบันประเทศรอบข้างก็มีตลาดโตขึ้น ไทยก็มีความสำคัญมากขึ้น ทั้งการส่งออกและสนับสนุน โดยส่งออกทั้งโลกด้วยชิ้นส่วนและจะมากกว่าญี่ปุ่นส่งออก จะมากเป็นอันดับ 1 ในการส่งออกชิ้นส่วนทั้งโลก

จากนี้ ความสำคัญของไทยจะเปลี่ยนไป รวมทั้งกลุ่มรถจักรยานยนต์ จากนี้ จะทำด้านคุณภาพและ R&D มากขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP แต่ไทยไม่ได้เข้าร่วม จะมีอะไรส่งผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงไหม?

ทาคาฮิโระ : สำหรับ TPP จะเป็นโกลบอล ฮอนด้าถือเป็นการขยายตัว เป็นแนวโน้มที่ดี ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีการร่วมมือกันลดภาษีนำเข้า ส่งออกมากขึ้น เป็นผลดีกับฮอนด้า มองว่าขยายตัวเป็นโกลบอล เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่เกี่ยวกับไทยนั้น ไทยไม่ได้เข้าร่วม TPP เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ไทยจะมีความสำคัญด้านการส่งออก อาเซียนจะมีความสำคัญมากขึ้น แม้ไม่ได้เข้าร่วม TPP

สภาพตลาดรถยนต์ปี 2558 และคาดว่าปี 2559 จะเป็นอย่างไร?

พิทักษ์ : กำลังซื้อลดลงตามสภาพเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นผลมาจากกำลังซื้อถูกใช้ไปในนโยบายรถคันแรกแล้วยังไม่กลับ เอกชนก็ทำงานค้าขายไปตามโจทย์ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนปัจจัยได้

“พิทักษ์ พฤทธิสาริกร” ผู้บริหารฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

วางแผนด้านการตลาดอย่างไร?

พิทักษ์ : ปีหน้าฮอนด้ามีแผนจะเปิดตัวรถมากกว่าปีนี้ แน่นอน มีรถหลากหลายรุ่น โดยที่จะเปิดตัวนั้น รวมทั้งรุ่น BRV และซีวิคใหม่

มีความคิดเห็นอย่างไร และการเตรียมรับมืออัตราภาษีรถยนต์ใหม่ที่จะเริ่มใช้ต้นปี 2559?

พิทักษ์ : เรื่องภาษีใหม่ที่จะใช้ต้นปีแน่ๆ คือ ทำให้ราคารถเพิ่มขึ้น ซึ่งได้เคยมีข้อเสนอไปยังภาครัฐตลอด คิดว่าขั้นภาษีควรถี่ หรือละเอียดมากกว่านี้ เพื่อให้สามารถกำหนดราคาและทำการตลาดได้ ส่วนผู้บริโภคก็มีทางเลือก แต่เข้าใจรัฐบาลต้องการภาษี

ทั้งนี้ คาดว่าช่วง 1-2 เดือนก่อนเริ่มใช้ภาษีใหม่อาจจะมีกำลังซื้อ และความต้องการซื้อรถเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าไม่มากนัก จากนั้นเมื่อใช้ภาษีแล้วคาดว่ากำลังซื้อจะชะลอชดใช้ไปสักระยะ

ฮอนด้าซีวิคอีกหนึ่งรุ่นยอดนิยม

การเมืองมีผลกับอุตสาหกรรมรถยนต์หรือไม่ และถ้ามีการเลือกตั้งภายในปี 2560 มองอย่างไร?

พิทักษ์ : สิ่งที่นักธุรกิจต้องการคือ ความนิ่งของการเมือง เพราะมีผลกับความเชื่อมั่นและการวางแผนระยะยาว

มีความคิดเห็นเช่นไรกรณีไทยไม่ได้เข้า TPP?

พิทักษ์ : ข้อตกลง TPP คิดว่าไม่มีผล หรือส่งผลกับธุรกิจรถยนต์ในไทย เพราะประเทศคู่แข่งไม่ได้เข้าร่วม ส่วนเวียดนามที่เข้าร่วมนั้น ไม่ใช่คู่แข่งในธุรกิจรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เป็นคู่แข่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและอิเล็กทรอนิกส์

มองอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคตอย่างไร?

พิทักษ์ : ไทยมีกำลังการผลิต 4 ล้านคันต่อปี แต่ในประเทศตลาดมีความต้องการยังไม่ถึงล้านคัน ตรงนี้จะลำบากถ้าเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตรงนี้จะต้องวางแผนและดำเนินธุรกิจต่อไป.

คณะสื่อจากไทยร่วมทริปฮอนด้า

ยลโฉม ฮอนด้า บีอาร์-วี สปอร์ตครอสโอเวอร์น้องใหม่

ฮอนด้า อวดโฉมรถต้นแบบ โตเกียวมอเตอร์โชว์ 2015

เรื่องเล่าความสำเร็จ : จับเข่าคุยผู้บริหาร ‘ดิอาจิโอฯ’ ในธุรกิจเหล้าบนความท้าทาย

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/538677

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2558 05:30

 

ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์และอื่นๆ ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่ดูจะท้าทายในประเทศไทย ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ถูกมองจากสังคม การแข่งขันและมีกฎหมาย หรือ กฎระเบียบ ควบคุมเคร่งครัด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จัดเป็นสินค้ากลุ่มขายดีได้รับความนิยมสูง ซื้อง่ายขายคล่องและสร้างฐานะให้กับผู้ประกอบธุรกิจขั้นมหาเศรษฐีได้

วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปพูดคุยในหลายๆ ประเด็นกับ “ธนากร คุปตจิตต์” ในฐานะ ผอ.ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชื่อดัง ซึ่งอีกบทบาทหนึ่งยังเป็นนายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ท่ามกลางคลื่นกระแสดาราโพสต์ IG กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการจัดระเบียบร้านเหล้ารอบสถานศึกษา

ความเป็นมาของบริษัทฯ

บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจอยเวนเจอร์ (กิจการร่วมค้า) ของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ ดิอาจิโอ กับโมเอ็ท เฮนเนสซี่ โดยในส่วนของดิอาจิโอแบรนด์หลักๆ ที่รู้จักกันดีคือ ตระกูลจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ทั้งหมด สเมอร์นอฟ และแบรนด์อื่นๆ ส่วนโมเอ็ท เฮนเนสซี่ในเครือของหลุยส์วิตตองที่รู้จักกันดี ในส่วนนี้ เครื่องดื่มจะเป็นแชมเปญโมเอ็ท ชองดอง สินค้าของบริษัทฯ ค่อนข้างจะเป็นพรีเมียม คำว่า พรีเมียมในที่นี้ ไม่ใช่หมายถึงแค่คุณภาพ แต่รวมถึงวิธีการ หรือ กระบวนการได้มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ ที่ไปตามหลักมาตรฐานสากล โดยทั้งหมดอยู่ภายในการควบคุมกำกับของอินเตอร์เนชันแนลสแตนดาร์ด

ทำธุรกิจในไทยมานานหลายปี?

บริษัทฯ อยู่ในไทยนั้น ถ้าตัวบริษัทเองต้องนับตั้งแต่เป็น บริษัท ริชมอนเด้ (บางกอก) จำกัด จากนั้น เปลี่ยนชื่อเมื่อปี ค.ศ. 2007 เปลี่ยนชื่อจากริชมอนเด้บางกอกมาเป็นดิอาจิโอ ถอยหลังไปก่อนนั้น อยู่ในไทยรวมๆ น่าจะประมาณ 40 ปี


“ธนากร” ผอ.ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ดิอาจิโอฯ

เห็นพัฒนาการของธุรกิจนี้ พอสมควร

เห็นชัดเจน แต่ว่า ในส่วนของการเติบโตในธุรกิจก็เห็นของธุรกิจนี้ ซึ่งถ้าพูดถึงธุรกิจนี้ ต้องพูดถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะคำว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มชนิดหลักๆ ที่รู้จักกันดี ได้แก่ สุรากลั่น ไวน์และเบียร์ ตรงนี้ แบ่งกันตามมาตรฐานสากล

ปัจจุบันทราบกันดีว่า ตลาดเบียร์กำลังโตและเป็นผู้นำของตลาดอยู่ ถ้าพูดถึงปริมาณกลุ่มเบียร์เติบโตที่สุด ส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าจะรวมทั้งสุรา เบียร์ ไวน์ ซึ่งในตลาดรวมจากการเก็บข้อมูลการเสียภาษีของกรมสรรพสามิตอยู่ที่ 1.7% ที่ผ่านมาไม่เคยเกิน 2% อยากเน้นตรงนี้ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.7%

ตัวเลข 1.7% ข้างต้นชี้ว่า ตลาดโตขึ้นหรือลดลง

ตัวเลข 1.7% เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัย หมายความว่า จะอยู่ที่ 1.5%, 1.6% หรือ 1.7% เดินหน้า ถอยหลัง อยู่ประมาณนี้ คืออย่างที่ทราบสินค้ากลุ่มนี้ กลุ่มที่ดื่ม จะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างนิยมชมชอบ ไม่ใช่คนที่ดื่มเอาเฉพาะเมา ที่อะไรก็ดื่มได้ จะต้องชอบจริงๆ เพราะสุราไทยส่วนมากจะไม่ใช่วิสกี้ จะเป็นเหล้ารัมส่วนมาก ดังนั้น คนที่ชอบในเรื่องรสชาติจะทราบดีว่า ควรเลือกดื่มประเภทไหน

คราวนี้ ในเรื่องยี่ห้อนั้น เป็นการต่อสู้ของผู้นำเข้า โดยผู้นำเข้าจะต่อสู่กันในเรื่องคุณภาพ รสชาติ ทั้งนี้ สก๊อตวิสกี้ในไทยมีหลายตัว แต่ทุกคนรู้จักดีว่า ตระกูลจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เป็นอันดับ 1 โดยจะมีตัวอื่นๆ จะสู้กันในเรื่องรสชาติ

พูดถึงจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เป็นผู้นำของมาร์เก็ตแชร์ของตลาดสก๊อตวิสกี้ในไทย บริษัทฯ มีมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 60% เฉพาะสก๊อตวิสกี้ สำหรับเฉพาะส่วนดิอาจิโอฯ สินค้ากลุ่มจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ นำตัวอื่นๆ เริ่มจากเรด ไปจนถึงบลู กลุ่มนี้ เป็นตัวหลักของบริษัท จากนั้น จะมีตัวรองคือ สเมอร์นอฟ เป็นอีกรูปแบบที่เป็นสุรากึ่งค็อกเทล และมีตัวอาร์ทีดีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งออกสินค้าใหม่ ตรงนี้อาจว่าไปถึงอีกภาพหนึ่งคือ มีนวัตกรรมอะไรที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ เพราะเทรนด์ของผู้บริโภคเร่ิมที่จะเข้ามาหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทพร้อมดื่ม แต่คนที่จะดื่มและชอบในรสชาติจริงๆ จะยังดื่มกลุ่มเดิม มีเพื่อนมานั่ง มาเปิดขวด จะแยกไป

ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยเป็นอย่างไร

สัดส่วนตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยปีงบประมาณ 2557 ที่มาจากกรมสรรพสามิต โดยแบ่งตามประเภท ดังนี้ เบียร์ 72.82% เหล้าขาว 13.90% เหล้าสี 7.84% สุราผลไม้ 2.71% (รวมไวน์) สุรานำเข้า 1.71% สุราอื่นๆ 1.03%


สัดส่วนตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ปีงบประมาณ 2557

การทำตลาดในธุรกิจนี้ ค่อนข้างยากและมีกฎระเบียบควบคุม มีวิธีเชิงสร้างสรรค์อย่างไร

ต้องอธิบายว่า ดิอาจิโอมีแนวคิดทั่วโลกที่ว่า ต้องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น จะมีเครื่องมือ หรือ อะไรต่างๆ ในส่วนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบหลายตัว โดยดิอาจิโอมี 3 เสาหลักของตัวเอง เสาหลักแรกคือ มีตัวนโยบายหลัก สองมีกฎระเบียบ และสามมีความเป็นมาตรฐาน

ถามว่า นโยบายหมายถึงอะไร ตรงนี้ ในทุกปีจะมีการฝึกอบรมให้พนักงานทุกคน และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรู้ว่าตัวนโยบายมีอะไรบ้าง ไม่ว่าการทำธุรกิจ ตัวกฎหมายการฟอกเงิน การทำฮั้ว และข้อห้ามอย่างไรบ้าง

ส่วนตัวที่สองตัวกฎระเบียบนั้น บริษัทฯ จะมีกฎระเบียบภายในที่เรียกว่า โค้ดออฟคอนดัก ยกตัวอย่างด้านการตลาด ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องการขายด้วย ตรงนี้ มีดิอาจิโอมาร์เก็ตติ้งโค้ด นี่คือหลักปฏิบัติทางการตลาดมี 10 ข้อ ดังนี้ 1. ปฏิบัติตามหลักกฎหมายในแต่ละตลาด ในที่นี้คือกฎหมายไทย 2. ไม่ต่อต้านการละเว้น หรือ ปฏิเสธการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น จะไม่ไปบอกว่าไม่เจ๋ง 3. สื่อสารและทำการตลาดกับผู้บริโภคที่มีอายุถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย ของไทยคือ 20 ปีบริบูรณ์ 4. ส่งเสริมพฤติกรรมการดื่มอย่างรับผิดชอบ เช่น เมาไม่ขับ เด็กไม่ควรดื่ม คนท้องไม่ควรดื่ม หรือ ขณะทำงานไม่ควรดื่ม 5. ไม่โฆษณาดีกรีของแอลกอฮอล์ 6. ไม่อวดอ้างในเรื่องสรรพคุณทางการแพทย์และคุณประโยชน์ 7. ไม่ทำการตลาดที่ส่งเสริมให้เกิดภาพว่า ดีต่อการดื่ม ดีต่อสังคม ดึงดูดเพศตรงข้าม 8. ไม่ส่งเสริมการดื่มแล้วขับ ตรงนี้ชัดเจน 9. ไม่นำเสนอเกี่ยวกับพฤติกรรมต่อต้านสังคมรวมถึงศาสนา และ 10. ต้องสะท้อนให้เห็นรสนิยมที่ดีและความถูกต้องเหมาะสมของสังคม ทั้งหมดนี้ เรียกว่า DMC หมายถึงดิอาจิโอมาร์เก็ตติ้งโค้ด

DMC มีขั้นตอนอย่างไรบ้างนั้น ในการทำการตลาด เช่น การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จะต้องมาผ่าน DMC ซึ่งต้องตรวจว่า ปฏิบัติตามทั้ง 10 ข้อนี้หรือไม่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามทั้ง 10 ข้อ โครงการนั้นๆ จะถูกยกเลิกไปจนกว่าจะสามารถปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามกฎจึงจะสามารถดำเนินการต่อได้

ขณะเดียวกันในส่วนของดิอาจิโอไทยก็อยู่ในกลุ่มสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย และเป็นผู้นำในการริเริ่มผลักดันให้เกิดการทำกฎระเบียบควบคุมกันภายใน มีการลงนามทำกันไปแล้วประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา มีในเรื่องกฎระเบียบการตลาด ในเรื่องของสื่อดิจิตอลก็มีการควบคุม มีโค้ด เช่น มีการแบ่งส่วนว่า การที่ทำสื่อดิจิตอลต้องมาดูว่า ดิจิตอล หรือ เว็บ หรือ เครือข่าย ที่เข้าไปทำตลาดมีช่องทางในการตรวจเช็คอายุของคนที่เข้าไปหรือไม่ แล้วในช่องทางนั้นๆ ที่มีการสื่อสารออกไปจะต้องดูว่า ส่วนแบ่ง หรือ จำนวนอายุ ของคนที่เข้ามาอย่างน้อยต้องมากกว่า 70% ของคนอายุเกิน 20 ปี แบบนี้จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดอยู่ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ในส่วนดิอาจิโอ ไม่ค่อยมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องปัญหาพวกนี้ ในสังคม

มีความคิดเห็นอย่างไร กรณีการโฆษณาแฝง หรือ การเลี่ยงกฎหมาย เช่น ดาราโพสต์ไอจีกับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ก่อนอื่นต้องบอกว่า กรณีดังกล่าว บริษัทฯ ไม่ทำอยู่แล้วเพราะมีโค้ดดังที่เล่ามากำกับอยู่ ส่วนกรณีบริษัทอื่นๆ ทำดังว่า ถ้ามีเจตนาที่จะทำโดยตรงมองว่า มีกฎหมายห้ามไว้อยู่แล้ว กฎหมายห้ามเกี่ยวกับการโฆษณา แบบที่กำลังเป็นข่าวอยู่ตรงนี้ ชัดเจน คิดเห็นว่า ไม่ควรในการที่จะใช้รูปแบบนี้ มีเจตนาอย่างไรก็ตาม

ทั้งนี้ พูดยาก ถ้าพูดในหลักทั่วไป จริงๆ แล้วบุคคลทั่วไปอาจชื่นชอบ หรือ อยากทำอะไรแสดงให้กลุ่มเพื่อนเห็น ไม่ถึงขั้นออกสู่สาธารณะ เช่น การถือ ตรงนี้ธรรมดา แต่การไปถือบรรจุภัณฑ์ หรือ ขวด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจข้ามไปถึงเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือไม่ บางครั้งเราก็เคยถ่ายรูปเก็บเอาไว้และแชร์ในกลุ่มตรงนี้ ไม่น่ามีอะไร ต้องดูเจตนาเป็นสำคุญด้วยคือ เจตนาเป็นหลัก ต้องมองด้วยความเป็นธรรม

วิเคราะห์พฤติกรรมคนไทยภาพรวมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ประเด็นนี้ จะเข้าไปสู่เรื่องด้านการทำการตลาดด้วย เนื่องจากวัฒนธรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศแถบตะวันตก หรือ ยุโรป และเอเชียมีความแตกต่างกัน โดยในส่วนของตะวันตกเวลาดื่มจะดื่มเป็นแก้ว สั่งเป็นแก้ว แต่ของไทยนิยมดื่มเป็นขวด ไม่เมาไม่เลิก ตรงนี้ ต้องยอมรับ ดังนั้น ทำให้ดิอาจิโอมีวิธีการให้ความรู้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกี่ยวกับเรื่องของแอลกอฮอล์กับการเข้าสู่ร่างการ ซึ่งเรียกว่าดริ๊งก์ไอคิว กระทั่งผลิตน้ำสำหรับแจก

ที่กล่าวมาคือ การหาวิธีการที่จะให้ความรู้ว่า ถ้าดื่มเป็นขวด ใน 1 ขวด จะมีสแตนดาร์ดดริ๊งก์ คือ มาตรฐาน 1 ขวดรินได้กี่สแตนดาร์ดดริ๊งก์ และ 1 สแตนดาร์ดดริ๊งก์จะออกจากร่างกายไปอย่างไร ตรงนี้ เป็นอีก 1 เสาหลักคือ สแตนดาร์ด บริษัทฯ ต้องการทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า ในสุรา 1 ขวด รินได้ 23.7 สแตนดาร์ดดริ๊งก์ ใน 1 สแตนดาร์ดดริ๊งก์คือ 1 ช็อต ที่ดื่มในแก้ว หมายความว่า ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการขับแอลกอฮอล์ออกไปจากร่างกายจนหมด


แนวโน้มตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย

การทำการตลาดของบริษัทฯ มุ่งเน้นการที่เสริมการดื่มอย่างรับผิดชอบ มีการที่เรียกว่า 1. ดิอาจิโอไทยแลนด์มีแนวทางปฏิบัติ ตามที่บริษัทแม่ให้ไว้ คือ ทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม 2. มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ซึ่งเรื่องนวัตกรรมไม่ได้หมายความว่า ต้องทำเครื่องดื่มตัวใหม่ออกมาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องนวัตกรรมเกี่ยวกับการทำการตลาด การขาย และการบริหารจัดการสินค้า ถามว่า ทำอะไรได้บ้าง ดังนี้คือ 1. มีเรื่องของตัวผลิตภัฑณ์ มีการออกสินค้าใหม่ 2. มีการให้พบกับประสบการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านเรื่องของตำนานจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ให้รู้ที่มาที่ไป ต้นกำเนิด ถามว่าได้อะไร ทุกอย่างจะบอกที่มาที่ไป กระบวนการผลิต ขั้นตอนทั้งหมด

มีการทำในเรื่องของนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจให้เกิดความเข้าใจเรื่องสื่อดิจิตอลว่า สามารถทำอะไรได้แค่ไหน วันนี้ ทำแคมเปญในเรื่องของที่ทุกคนต้องรู้ว่า ต้องยอมรับว่า ต้องเคารพในคนที่ไม่ดื่ม ดังนั้น สิ่งที่มีความเข้าใจตรงกันในนวัตกรรมการดื่มของคนไทย จึงทำเรื่องการส่งเสริม กระทั่งดิอาจิโอเวิลด์คลาส เป็นการแข่งขันของบาร์เทนเดอร์ เพราะต้องการส่งเสริมบาร์เทนเดอร์ เพราะบาร์เทนเดอร์เป็นด่านแรกที่พบกับผู้บริโภคโดยตรง จะมีการเทรนด์เรื่องดริ๊งก์ไอคิว เพื่อให้สามารถแนะนำกับผู้บริโภคในการดื่ม ส่งเสริมตรงนี้ไป เพราะต้องการหนุนขายเป็นแก้ว แทนการดื่มเป็นขวด

ขณะเดียวกันกำลังทำการศึกษาเรื่อง RTC คือ ช่องทางที่จะให้สินค้าไปถึงผู้บริโภค เพราะอะไร อย่าลืมว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีทั้งที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่ถูกต้องหมายถึง พวกหนีภาษีและปลอม ซึ่งเรื่องนี้ ก็สำคัญๆ มากๆ

บริษัทฯ กลัวเรื่องสินค้าปลอมต้องการทำเครื่องมือ RTC หรือ รูททูคอนซูมเมอร์ ทำตรงนี้ขึ้นมา เพื่อให้ได้รับสินค้าที่อยากได้ อยากซื้อ ไม่ใช่การลวงขาย การลวงขายคือ การเอาของปลอมมาขาย ให้ผู้บริโภคเข้าใจไม่ใช่การออกสินค้าใหม่มาขายอย่างเดียว มีทั้งการตลาด การขยายและการบริหารจัดการสินค้า

ตลาดเมืองไทยนั้น คงต้องพูดว่า ทำธุรกิจไปแบบยั่งยืนให้ได้สัมผัสกับสินค้าได้ตลอดไป แต่ถ้าดื่มมากๆ ทีเดียวสุขภาพไม่ดี หรือ ไปประสบอุบัติเหตุ เพราะความเมา ลูกค้าก็จะหายไป ซึ่งยึดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนั้น ยังมีการทำกิจกรรมที่เรียกว่า S&R ใหญ่กว่า CSR คือ ทำธุรกิจในหลายๆ รูปแบบ เกี่ยวกับกิจกรรม ทั้งให้ความรู้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การอบรม เมาไม่ขับ และกับเด็กก็ทำ ล่าสุด ทำรวมกับมูลนิธิในการรณรงค์รอบมหาวิทยาลัยเด็กไม่ควรดื่ม

มองเรื่องกฎเกณฑ์ และกฎหมายต่างๆ อย่างไร

ถ้าพูดถึงกฎเกณฑ์ต้องเป็นภาพของนโยบายสาธารณะก่อน นโยบายสาธารณะในไทยปัจจุบันที่ส่งผลต่อธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มี 2 เรื่อง คือ 1. ภาษี และ 2. เรื่องนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับการกำกับดูแล ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ เรื่องภาษีนั้น ขณะนี้ มีการปรับปรุงภาษีไปในทางที่ดีขึ้น ถามว่า ดีขึ้นอย่างไร คือ มีการปรับในเรื่องของตัวโครงสร้างภาษีไป 1 รอบแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับปรุงอยู่เหมือนกัน ตรงนี้ ยังไม่อยากวิจารณ์ขอให้ออกมาก่อน

ส่วนเรื่องนโยบายนั้น ขณะนี้ กฎหมายควบคุมเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 แต่วันนี้ พูดถึงปัจจุบันที่กำลังเกิดประเด็น ยกตัวอย่าง 2 เรื่อง 1. การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษาที่ว่า รัศมี 300 เมตร หรือ รอบมหาวิทยาลัย อะไรก็เห็นด้วยในการที่จะป้องกันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับเด็กและเยาวชนคือ อายุต่ำกว่า 20 ปี เห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่วิธีการเห็นว่า ไม่สอดคล้อง ซึ่งกฎระเบียบอะไรต้องดูวัฒนธรรมของประเทศด้วย

ปัจจุบันทุกคนทราบดีว่า มีกฎหมายเพียงพออยู่แล้ว แต่ขาดประสิทธิภาพการบังคับใช้คือ ปัจจุบันมีกฎหมายห้ามการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี เรื่องกฎหมายตัวนี้ ปรากฏว่า ทุกวันนี้ อายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่ม เมา ขับขี่จักรยานยนต์ไปซิ่งมีเรื่อง ปัญหาเกิดจากเด็กสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ ขณะเดียวกับปรากฏว่า ฝั่งภาครัฐ โดยภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไปเสนอตัวกฎหมายตัวใหม่ขึ้นมา อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือ อาชีวะ รัศมี 300 เมตร ถามว่า ถ้ามาตรการห้ามขายรอบสถานศึกษาต้องการป้องกันเด็กโดยตรง แต่อย่าลืมว่า กฎหมายไม่ได้บอกว่าห้ามดื่ม เด็กเอามาดื่มได้ไหม ทำไมไม่ป้องกันตัวเด็กเลยว่า เด็กดื่มไม่ได้

วันนี้ เมืองไทยมีเพียงกฎหมายห้ามขาย ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี แต่ไม่มีกฎหมายห้ามผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อ ดังนั้น ขอเสนอว่าควรออกกฎหมายตรงนี้ ดีกว่าคือ ออกกฎหมายห้ามผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีมาซื้อ และให้มีบทลงโทษด้วย

อย่างไรก็ตาม อยากเห็นประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี ถ้าทำได้กระทั่งรัศมี 1 กิโลเมตร ก็ไม่ต้องออกกฎหมาย เพราะเด็กเข้าถึงไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าห้ามขายเด็กก็ไม่มีทางซื้อได้ แต่วันนี้ ห้ามขาย ไม่ได้ห้ามดื่ม ดังนั้น ถ้าห้ามไปรัศมี 2 กิโลเมตร หรือ 10 กิโลเมตร ถ้าเด็กจะดื่มก็ยังดื่มในพื้นที่ตรงนี้ เพราะไปซื้อจากที่อื่นได้ เรื่องนี้ เรื่องเดียวพอ

อยากบอกว่า ควรหาบทลงโทษกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย อย่าห้ามขายอย่างเดียว ต้องห้ามซื้อด้วย ต้องป้องกันควบคุมทั้ง 2 ทาง ตรงนี้ขอเสนอ ทั้งนี้ อาจมีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย แต่เห็นว่า ต้องบังคับทั้งคนขาย และคนซื้อ ย้ำว่า กฎหมายออกมาตลอดห้ามขาย แต่กฎหมายไม่สามารถกำหนดห้ามดื่มในพื้นที่ได้ ไม่ได้ห้ามดื่ม

เหล้าปลอมและหนีภาษีมีผลกับดิอาจิโอมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งส่งผลกับทั้งตลาดอย่างไร

สินค้าปลอมมีผลกับสินค้ามีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพราะมีผลกับภาพลักษณ์ของสินค้า มีผลกับชื่อเสียงโดยตรง ในส่วนของดิอาจิโอกังวลเรื่องนี้มาก มีการดูแลชัดเจน เรื่องปลอมจะไปสอดคล้องกับเรื่องฉลาก

มีอะไรอยากฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ และผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปัญหาเรื่องเมาแล้วขับ วันนี้ กฎหมายมีคือ ผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีความผิดฐานเมาแล้วขับ ซึ่งเกณฑ์นี้ ถือว่า ค่อนข้างเข้มงวดกว่าต่างประเทศ แต่ปัญหาที่ยังมีอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับในไทยคือ มีปัญหาเกี่ยวกับการตรวจวัดและควบคุมเพียงพอหรือไม่ ทำไมไม่นำงบสนับสนุนให้ด่านตรวจวัดมากๆ ไปเลย คิดว่า ถ้ามีการเข้มงวดจริงแล้วถ้าเมาแล้วจะต้องหาทางบริหารตัวเอง ซึ่งดิอาจิโอก็มีการทำกิจกรรมเรื่องนี้ เหมือนกันคือ การตรวจวัด กำลังทำร่วมกับร้านค้าต่างๆ โดยจะตั้งจุดตรวจวัดให้ มีทำแคมเปญไปเรื่อยๆ

ส่วนมาตรการที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ขณะนี้นั้น คือ เรื่องฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ พูดเรื่องมาตรการที่ไม่สอดคล้อง วันนี้มีมาตรการในเรื่องประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข เกี่ยวกับฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2558 ที่เพิ่งออกมา ประกาศฉบับบนี้ ประกาศเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา มีบังคับใช้ภายภายใน 90 วัน คือ เร่ิมใช้วันที่ 22 เม.ย. 2558 แต่มีการผ่อนผันให้อีก 180 วัน หมายความว่า สินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในส่วนผู้ผลิต หรือ ผู้นำเข้า ที่ขายสามารถใช้ได้ต่อไปอีก 180 วัน ตรงนี้ ประเด็นปัญหาเกิดในหลายๆ เรื่องเนื่องจากประกาศฉบับนี้ บริษัทเห็นว่า ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องข้อความที่จะถูกกำหนดบนฉลากว่า เป็นข้อความที่อวดอ้างสรรพคุณ ส่งเสริม สนับสนุน หรือ อ้างคุณภาพ

ประเด็นดังที่กล่าวมา ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีข้อความอยู่ข้อความหนึ่ง เช่น พรีเมียม ตรงนี้เกิดประเด็นกับกลุ่มไวน์มาก เพราะเป็นการแบ่งระดับของสินค้า เช่น เรด เลเบิลกับแบล็ก เลเบิล แบล็ก เลเบิลระดับสูงกว่าเรด เลเบิล แต่คนรู้จัก เพราะแบ่งกลุ่มสินค้าชัดเจน แต่บางสินค้าไม่มีการแบ่งกลุ่มชัดเจนจึงเติมคำว่า พรีเมียม ราคาจึงสูงกว่า เพราะพรีเมียมกว่าสแตนดาร์ดทั่วไป แต่ต่อไปคำว่า พรีเมียมใส่ไม่ได้ เพราะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ และคุณภาพ ซึ่งได้มีการแย้งไปว่า ไม่น่าจะใช่ และจากการทำรีเสิร์ช พบว่า ผู้ซื้ออ่านฉลากน้อยมาก


“ธนากร” ในหมวกอีกใบคือ นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย

นอกจากนี้ กฎหมายตัวนี้ ยังบังคับใช้กับผู้ผลิตและผู้นำเข้าเท่านั้นจึงเกิดข้อกังวลว่า เวลาไปตรวจสอบในท้องตลาดแล้วอาจทำให้ผู้ขายปลีกเกิดความสับสนว่า มีความผิดหรือไม่ เกิดคำถามว่า เวลาสั่งเหล้ามา 1,000 ลัง เมื่อขายออกไปแล้วสินค้าเป็นของผู้นำเข้า หรือ ผู้รับไปขายต่อ ขายปลีก ปัญหาที่ตามมาคือ สินค้าที่ขายไปโดยผู้ผลิตผู้นำเข้าแล้วกฎหมายเขียนว่า บังคับใช้กับผู้ผลิตและนำเข้า ซึ่งบริษัทฯ ไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไข เพราะกรมสรรพสามิตเป็นผู้อนุมัติฉลากสุรา ระบุชัดเจนว่า ผู้ผลิตผู้นำเข้าไม่มีอำนาจ หรือ สิทธิ์ แก้ไข หรือ เปลี่ยนแปลงข้อความในฉลากสุราในตลาดได้เลย ถ้าจะทำต้องได้รับอนุญาตจากกรมสรรพสามิตก่อน ดังนั้น อาจแก้ไขภายในได้เฉยๆ ซึ่งเอาออกไปก่อน แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้ผลิตในประเทศเหล้าไม่มีอายุ ไวน์ยิ่งนานยิ่งแพง ถ้าเก็บดี ซึ่งที่บอกคือ ต้องแยกระหว่างฉลากอาหารทั่วไป หรือ เหล้า ที่มีปัญหาต้องถูกจำกัดจากฉลากทันที

เหล้าที่ขายไปแล้วตรงนี้ แก้ฉลากไม่ได้ เกรงเกิดความสับสน พยายามเน้นย้ำเรื่องประกาศนี้ อยากขอวิงวอนคือ 1. อยากเห็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศนี้อย่างชัดเจนว่าบังคับใช้กับใคร และข้อความที่ผู้ทำธุรกิจเคยหารือสอบถามไปใช้ได้ หรือ ไม่ได้อย่างไร 2. ขณะนี้ อยู่ระหว่างการผ่อนผันอีก 180 วัน คิดว่าไม่พอ เพราะจริงๆ แล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เวลาสั่งมากว่าจะขายออกหมดไม่ใช่เรื่องง่ายใช้เวลาเป็นปี ซึ่ง 180 วันไม่เพียงพอ ซึ่งอยากให้สามารถปฏิบัติได้จึงขอขยายเวลาให้เหมือนกับกรณีอาหารทั่วไป ฉลากทั่วไปคือ ขอขยายเวลาอีก 2 ปี

ฝากว่า ในนามของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริษัทหนึ่ง คือ มาตรการของรัฐที่จะออกมาเพื่อลดปัญหา วันนี้ บริษัทฯ เห็นด้วยกับปัญหาที่เกิดจากการบริโภคที่ไม่รับผิดชอบแล้วเกิดปัญหา เช่น เมาแล้วขับ เด็กดื่มแล้วเกิดการทะเลาะวิวาท เป็นต้น โดยเห็นควรว่า ต้องแก้ปัญหาร่วมกันคือ ร่วมมือกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว ข้อต่อมา การแก้ปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างยั่งยืน มีความเชื่อและมั่นใจว่า การให้ความรู้จะยั่งยืน เทียบเคียงกับเรื่องเพศ ที่ต้องสอนให้ความรู้ เหมือนกับเรื่องแอลกอฮอล์ถ้าให้ความรู้ และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนมาตรการรัฐทั้งภาษีและนโยบายสาธารณะนั้น ขอให้การที่จะกำหนดมาตรการใดก็ตามขอให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม ซึ่งอยากให้พิจารณาโดยรอบในเรื่องของการตลาดกับวัฒนธรรมไทยด้วยว่า เป็นอย่างไร โดยในประด็นการตลาดหมายถึงให้พิจารณาว่า ตลาดในไทยส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใครมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด แล้วคนที่มีส่วนแบ่งการตลาดน้อย ประเภทนำเข้าสุรา เบีบร์ ไวน์ ไม่เกิน 2% ตรงนี้ เมื่อออกมาแล้วส่งผลกระทบกีดกันผู้นำเข้าตลอดแก้ปัญหาหรือไม่ ผู้นำเข้าถูกต้องกระทบกับกลายเป็นของหนีภาษีมาแทน รัฐก็กระทบรายได้หายไป ต้องคำนึงจุดนี้ว่าส่วนแบ่งตลาดคืออะไร

ย้อนกลับไปดูว่า เมาแล้วขับ เด็กดื่มเมาแล้วขับดื่มประเภทไหน เรื่องการเข้าถึงไปคุมอายุตรงสะท้อนไปแล้วข้างต้น อยากให้ไปดูว่าประเภทไหน ควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่เช่นนั้น การลงทุนจะเสียไป ความน่าเชื่อถือก็แย่ และยิ่งต่อไปเปิดเออีซีด้วยยิ่งต้องระวังเหล้าหนีภาษี แล้วสุดท้ายคุณภาพฉลากถ้าไม่กำหนดดีๆ จะมีเหล้าปลอมเกิดขึ้น

สุดท้ายยืนยันว่า ดิอาจิโอยินดีที่จะเป็นส่วนร่วมภาครัฐในการที่จะให้แสดงความคิดเห็น และอยากทำกิจกรรมร่วมกับภาครัฐในการที่จะลดปัญหาของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังต่อไป.

 

เรื่องเล่าความสำเร็จ : เจาะกึ๋นผู้บริหาร ‘เอ บอนเน่’ SME ไทยไปไกลตลาดโลก

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534116

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2558 05:30

 

ท่ามกลางธุรกิจเสรีแข่งขันกันรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง ซึ่งล้วนมีแต่บิ๊กเนมระดับโลกติดตลาดสายป่านยาวนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อยที่ยังมีที่ว่างให้สำหรับแบรนด์ไทย และยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเจ้าของแบรนด์ที่ว่านี้ยังเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

ดังนั้น วันนี้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปคุยกับ “สุเมธ งามเจริญ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ พลัส ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางกลุ่มสินค้าบำรุงผิวภายใต้แบรนด์ “เอ บอนเน่” ซึ่งมีสินค้าเด่นคือ เกลือสปาขัดผิว ถึงความสำเร็จในธุรกิจส่งขายทั้งในไทยและต่างประเทศ

จุดเริ่มต้นของ “เอ บอนเน่”

ก่อนหน้าที่จะมาทำแบรนด์เอ บอนเน่ เคยทำงานในโรงงานรับจ้างบรรจุสเปรย์มาก่อน ทำให้แบรนด์ทั้งเล็กและใหญ่ จึงเห็นการทำงานของบริษัทเหล่านี้ แล้วเกิดแรงบันดาลใจโดยเริ่มจากนวัตกรรม สูตร แบรนด์ จึงทำเอ บอนเน่เอง ซึ่งธุรกิจเริ่มจากหลักร้อยล้านบาท เป็นพันล้านบาท


“สุเมธ” เล่าถึงแนวทางทำตลาด “เอ บอนเน่”

แนวคิดเริ่มปั้นธุรกิจเอง

การเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตัวเองคือ 1. เรียนรู้ เห็น หาข้อมูลและหาตลาด 2. มุ่งหวัง คาดหวัง ทำกำไร และ 3. มุ่งมั่น ตั้งใจ เริ่ม สรุปแล้วเคยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานจนกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจ

ทำไมเลือกทำธุรกิจเครื่องสำอาง

ถามว่าทำไมถึงมาทำธุรกิจเครื่องสำอาง ขณะนั้น 1. เห็นโอกาส เพราะไทยเป็นฐานการผลิต 2. มีนวัตกรรม และ 3. สร้างความต้องการได้ ซึ่งส่วนตัวเชื่อในเรื่องนวัตกรรมอยู่แล้ว เชื่อในความแตกต่างของตลาด ก่อนหน้านี้ ทำสินค้ามาหลายตัว แต่ที่ประสบคามสำเร็จคือ เกลือสปาขัดผิว ตรงนี้เห็นมาจากตลาดในญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการอาบน้ำ โดยใช้เกลือในการขัดผิว ย้อนไปเมื่อ 15 ปีก่อน จนเริ่มแพร่หลายเข้ามาในไทย ขณะเดียวกันในไทยเองขณะนั้น สปากำลังเริ่มมา จึงมีแนวคิดทำสปาแอทโฮม เอาเกลือขัดผิวมาพัฒนา ได้คิดค้นการอาบน้ำ พร้อมบำรุงบวกกับขัดผิว จากนั้นส่งออกโดยใช้แนวคิดพัฒนาการอาบน้ำ นวัตกรรมอาบน้ำ อาบน้ำด้วยเกลือ ทำให้มีการขัดผิวสม่ำเสมอ ผิวเนียนเรียบ

ทั้งนี้ พัฒนาสินค้า 3-5 ปี เริ่มจากนวัตกรรมการทำสินค้า ทำมาหลายตัวจนมาประสบความสำเร็จเกลือสปาขัดผิว ทำให้เกิดการรู้จักในไทย ส่วนสินค้าตัวที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น เช่น เจลล้างมือ เมื่อครั้งจะมีโรคซาร์ส และสเปรย์กันแดด


เกลือสปาขัดผิว สินค้าชูโรงแบรนด์เอ บอนเน่

สำหรับเกลือสปาขัดผิวนี้ ทั้งหมดใช้วัตถุดิบในประเทศ โดยใช้เกลือจากโคราช เป็นเกลือสินเธาว์ ตรงนี้มีการพัฒนาขนาดเกลือให้เหมาะสมกับการขัดผิว มีกระบวนการทดสอบ เริ่มต้นใช้การตลาดแบบปากต่อปาก ใช้เวลาประมาณ 5 ปี จึงเป็นที่รู้จัก

แจ้งเกิดได้อย่างไร

เมื่อเกลือสปาขัดผิวเป็นที่รู้จัก จากนั้นเริ่มทำการตลาดจากไทยจนเมื่อได้รับการยอมรับแล้วจึงขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดที่ประสบความสำเร็จต่อจากไทยคือ ฟิลิปปินส์ ผลตอบรับดี เพราะ 1. เป็นสินค้านำเข้า 2. คุณภาพสูง คุ้มค่า ราคา แพ็กเกจ ใช้แล้วเห็นผลเลย ประกอบกับฟิลิปปินส์อัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูง ทำให้รู้จักมากขึ้น มีการรีวิว มีการพัฒนาสินค้าจากรุ่นขวดเป็นซอง เป็นการลดการใช้ทรัพยากรโลกร้อน มีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งตลอด และพัฒนาสูตร ทั้งนี้ เฉพาะกลุ่มอาเซียนฟิลิปปินส์ยอดขายมากที่สุดประมาณ 100 ล้านบาท แต่ถ้าทั้งหมดทุกประเทศที่ขายนั้น ยูเออีมียอดขายสูงสุด

เคล็ดไม่ลับทำการตลาด?

เน้นให้ความสำคัญกับเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีอุปสรรคคือ ค่าใช้จ่ายสูง เฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อประเทศ ไม่นับรวมมีการคัดค้าน การจดเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศมีอุปสรรคหลักๆ คือ 1. มีแบรนด์สินค้าเดิมคัดค้าน 2. บางประเทศมีสินค้าเจ้าอื่นจดทะเบียนก่อน เนื่องจากเอ บอนเน่ จดทะเบียนไปทีละประเทศ ไม่สามารถจดพร้อมกันทั้งโลก เพราะค่าใช้จ่ายสูง

ในมุมมองของบริษัทฯ แล้ว เครื่องหมายการค้ามีความสำคัญที่สุด ไม่เช่นนั้นจบเลย ขยายตลาดไปต่างประเทศไม่ได้ เดิมทำการตลาดในไทย 2 ปี ก่อนขยายไปยังต่างประเทศ โดยประเทศแรกที่เริ่มทำตลาดขณะนั้นคือ กัมพูชา เพราะไม่เข้มงวด การนำสินค้าเข้าง่าย ชายแดนติดกัน แต่มูลค่าขายได้น้อย เพราะยังต้องการอะไรที่ใช้ง่ายเป็นพื้นฐาน

จากนี้ วางแผนการตลาดอย่างไร

แผนการตลาดนั้น จากนี้จะทำการตลาดในไทยมากขึ้น จะเน้นช่องทางคอนวีเนียนช์สโตร์ เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งวางขายไปแล้วประมาณ 2 พันสาขา เริ่มวางสินค้าไปเมื่อปลายปี 2557 เป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ขายผ่านดิสทริบิวเตอร์ ทั้งในและต่างประเทศ

ผลตอบรับธุรกิจ?

ปัจจุบันรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านบาท จากนี้ อีก 2 ปี ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัว สำหรับสาเหตุที่มามุ่งเน้นการตลาดภายในประเทศนั้น ไม่ใช่เพราะส่งออกไม่ดี แต่เพราะมีฐานในไทย และเมื่อผู้บริโภคมีการเปิดรับมากขึ้น จึงมีโอกาส ซึ่งในไทยสัดส่วนการวางขายผ่านโมเดิร์นเทรดสัดส่วน 60-65% อีก 35% ผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ถ้าโมเดิร์นเทรดเปิดรับก็ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น มีพูดคุยกับรายอื่นๆ ของโมเดิร์นเทรดอยู่

ปัญหาและอุปสรรคของธุรกิจ?


“เอ บอนเน่” ส่งขายทั้งในไทยและต่างประเทศ

คู่แข่งของธุรกิจนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางมีมาก ถ้าโดยเฉพาะกลุ่มเกลือขัดผิวจะมาจากต่างประเทศ แต่มองว่าจุดแข็งของเอ บอนเน่ ซึ่งกำหนดไว้ว่า ให้ลูกค้ามีโอกาสทดลองใช้ เรื่องราคามีผลบ้าง

มูลค่ารวมตลาดเครื่องสำอางอยู่ที่เท่าไร

ตลาดรวมเครื่องสำอางในไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อัตราการเติบโตปีละ 3-5% แต่เฉพาะกลุ่มขัดผิว ยังไม่มีการแบ่งเฉพาะ สำหรับเอ บอนเน่เองมีอัตราการเติบโตปีละ 30%

มีแผนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์?

การนำบริษัทฯ เข้าตลาดฯ ยังไม่คิด แต่มีแผนจะเปิดตัวสินค้าออกมาใหม่อย่างต่อเนื่อง จะมีการออกสูตรใหม่ๆ ส่วนกลุ่มสินค้าใหม่นั้น จะมีทั้งโลชั่น ครีมหมักผม ครีมกันแดด กำลังจะกลับมาทำสินค้ากลุ่มนี้ใหม่จากเดิมไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี จะทำไปทีละขั้น ทำการตลาดไปทีละประเทศ มีการวางแผนร่วมกับดิสทริบิวเตอร์

เจาะจงเฉพาะยูเออีบริษัทฯ มุ่งเน้นมาก ยอดขายประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี โดยเริ่มทำตลาดมาประมาณ 2 ปี อุปสรรคคือ ดิสทริบิวเตอร์ ประสบการณ์โดนทำสินค้าเลียนแบบ คล้ายกัน ทำให้ผู้บริโภคสับสน ส่วนเวียดนามเคยโดนก๊อบปี้สินค้า ตรงนี้ก็เป็นปัญหาและอุปสรรคการเจาะตลาด

จากประสบการณ์ทำธุรกิจมา นอกจากเรื่องเครื่องหมายการค้าแล้วจะเป็นเรื่องการหาตัวแทนจำหน่าย แถบตะวันออกกลาง บริษัทฯ จะออกบูธร่วมกันกับกรมการค้าระหว่างประเทศ แต่ไม่ได้เข้าโครงการพี่จูงน้องกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ส่วนอีกปัญหาคือ ตลาดมีความหลากหลาย มีความต้องการเหมือนกัน แต่การใช้งานไม่เหมือนกัน เช่น ภาชนะบรรจุและพฤติกรรมลูกค้า

กฎหมายก็สำคัญในการนำเข้า เช่น อาร์ตเวิร์ก และสารที่ระบุในฉลาก นอกจากนั้น ยังมีอุปสรรคที่ควบคุมไม่ได้ เช่น คู่แข่ง จากนั้นเป็นเรื่องของตัวแทนจำหน่าย ถ้าไกลแล้วไม่ไปดูแลก็ไม่รู้พฤติกรรม ตรงนี้ อยากให้ทุกคนเข้ามาเห็น ซึ่งเอสเอ็มอีมีปัญหา อุปสรรค อยากให้เอสเอ็มอีด้วยกันมาเห็น

เตรียมพร้อมรับมือเปิดเออีซีหรือยัง

การเปิดเออีซีมีทั้งผลดีและผลเสียกับเอ บอนเน่ โดยจะมีผลกับธุรกิจ โดยลูกค้าจะเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น แต่มีคู่แข่งมากขึ้น คุณภาพของสินค้าเท่านั้นที่จะทำให้อยู่ได้ ส่วนตลาดออนไลน์นั้น เป็นการพัฒนาตลาด เป็นอีกคู่แข่งที่ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือก

ว่ากันในอาเซียนแล้ว เอ บอนเน่ กระจายสินค้าเกือบครบ ยกเว้นบรูไนและสิงคโปร์ ซึ่งบรูไนยังไม่ได้ทำตลาด ส่วนสิงคโปร์นั้น ผู้บริโภคมีพฤติกรรมนิยมสินค้าแบรนด์เนม ที่ผ่านมาทำการตลาดจากไทย ไปอาเซียน ไปตะวันออกกลาง ไปแอฟริกา ถามว่ามองตลาดในยุโรปและอเมริกาอย่างไรนั้น ขณะนี้ มองตลาดตามภูมิศาสตร์ สินค้าถูกผลิตเหมาะสำหรับเขตร้อนชื้น วางแผนทีละขั้น ขนาดของบริษัทก็มีผลกับการขยายตลาด ทำตลาดอาเซียนให้ดีก่อน ทำใกล้ชิด ฐานแน่น

มีอะไรอยากฝากถึงเอสเอ็มอีด้วยกัน

ที่ผ่านมา สินค้าเอสเอ็มอีไทยไม่ได้มองแบบนี้ ไม่เน้นสร้างแบรนด์ สร้างมูลค่า วันหนึ่งถ้าค่าแรงไม่ดึงดูดใจแล้วจบหมด อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ลูกค้าทั้งหมดทุกประเทศมองเอ บอนเน่เหมือนกัน กำลังทำมาสเตอร์แพลน มีการเพิ่มไปในการทำตลาดร่วมกับดิสทริบิวเตอร์ โดยแต่ละตลาดใช้เครื่องมือไม่เหมือนกัน มีการพัฒนาสินค้าร่วมกับตลาด เช่น เวียดนามชอบเกลือแบบควักจากกระปุก และใช้โลชั่นกลิ่นแรง เป็นต้น

ในฐานะเอสเอ็มอีมีอะไรฝากถึงภาครัฐ

ในฐานะเอสเอ็มอีมองว่า ภาครัฐทำทุกอย่างอยู่แล้ว แต่อยากให้ทำต่อเนื่อง พัฒนาบุคลากร พัฒนาการผลิต อยากให้ทำอย่างต่อเนื่อง ด้านการขยายจัดงานเอ็กซิบิชั่น ก็อยากให้ทำต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการผลิตแล้วก็อยากให้สนับสนุนด้านการตลาดด้วย เพื่อให้สินค้าเอสเอ็มอีเข้าถึงผู้บริโภคง่ายขึ้น พาเข้าโมเดิร์นเทรด อยากเสนอให้ภาครัฐเช่าพื้นที่โมเดิร์นเทรด เลือกเอาจุดดีๆ หลังเคาน์เตอร์คิดเงินก็ได้ แล้วนำสินค้าที่ได้รับการคัดเลือกไปวางขาย เพราะโมเดิร์นเทรดค่าเข้าแพง แต่ผู้บริโภคเข้าถึง

เรื่องเครื่องหมายการค้าอยากให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายและบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ทำครั้งเดียวได้หลายประเทศ เครื่องหมายการค้าเดียวได้ทุกประเทศทั่วโลก ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วยในเรื่องเครื่องหมายการค้า สรุปสนับสนุนการผลิต จำหน่ายแล้วนั้น บวกเครื่องหมายการค้าด้วย เพราะถ้าไม่มีเครื่องหมายการค้าไปขายต่างประเทศไม่ได้ ผิดกฎหมายแต่ละประเทศ

เอ บอนเน่เองโรงงานผลิตมี 2 แห่ง คือ เกลือขัดผิวกับส่วนของครีม กำลังผลิตอยู่ที่ 7 แสนชิ้นต่อปี อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ในประเทศคือ ช่องทางการขาย เอสเอ็มอีบางรายเข้าไม่ได้


“สุเมธ งามเจริญ” กก.ผจก. บริษัท เอ พลัส ซัพพลาย จำกัด

แผนต่อไปของบริษัทฯ จะพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง โดยใช้วัตถุดิบทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้เพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งเรื่องจะรับจ้างผลิตสินค้าในแบรนด์อื่นๆ ครบวงจร โดยรับผลิตทั้งสินค้าเหมือนกันและใกล้เคียงกัน เพราะเห็นโอกาสทั้งออนไลน์ ผู้เล่นหน้าใหม่ โดยการจะทำตรงนี้ ต้องให้ตลาดตะวันออกกลางมั่นคงก่อน ที่ผ่านมาผ่านอะไรมามาก มั่นใจว่าจะก้าวไประดับสากลได้ แผนการรับจ้างผลิตนั้น อีกประมาณ 3 ปีจะเริ่มทำ

กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางนั้น กลุ่มธุรกิจไหนๆ ก็อยากเข้ามาทำ เพราะน่าสนใจ แต่จะอยู่ได้ต้องใส่ใจ เพราะอยู่ยาก เพราะมีแต่คู่แข่งระดับโลก ต้องมีความโดดเด่นของแบรนด์และสร้างมานาน นอกจากสินค้าดี ผลิตได้ก็ต้องมีคุณค่า ทำให้ผู้บริโภครู้จัก สำหรับเอสเอ็มอียิ่งต้องอดทน

ฝากอะไรถึงผู้อ่าน

วันนี้ โดยส่วนตัวยึดหลักมุ่งมั่น ใส่ใจ ความเด่นของบริษัทฯ คือ 1. แบรนด์ไทย 2. คุณภาพ เชื่อว่าถ้าผู้บริโภคได้ทดลองใช้แล้วจะกลับมาซื้ออีก นอกจากนั้นกำลังมองเรื่องนาโนและสมุนไพร จะร่วมกับห้องแล็บเอกชนและมหาวิทยาลัยในการออกสินค้าใหม่ จับกลุ่มผู้ใหญ่ มีคุณภาพสูง อีกส่วนเป็นสมุนไพร กลุ่มเป้าหมายสินค้าของบริษัทฯ จับกลุ่มผู้ใช้อายุ 15-50 ปี.

 

จัดอันดับซีอีโอหญิง…รายได้มหาศาลที่สุดในโลก

Published สิงหาคม 27, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/365833

  • 26 สิงหาคม 2556, 14:00 น.

Pic_365833

Safra Catz

สำนักข่าวการเงินชื่อดังของโลกอย่าง Bloomberg เปิดเผยอันดับผู้บริหารหญิงผู้ทำรายได้สูงสุดในช่วงปี 2012-2013 โดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงและคนทั่วไปรู้จัก

Carol MeyrowitzCarol Meyrowitz

อันดับที่ 5 Carol Meyrowitz

Carol Meyrowitz เป็นชื่อของผู้หญิงมีความสามารถที่ทำให้เสื้อผ้าราคาประหยัดครองใจคนหลายระดับตามห้างสรรพสินค้าทั่วสหรัฐฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขรายได้ของผู้หญิงคนนี้จะสูงถึง 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเท่ากับ 684 ล้านบาท

Sharen TurneySharen Turney


อับดับที่ 4 Sharen Turney

แม้อายุจะก้าวสู่วัย 55 ปีแล้ว แต่รูปลักษณ์อันเปรี้ยวจี๊ดของประธานกรรมการและผู้บริหารแบรนด์สินค้าเอาใจผู้หญิงทั่วโลกอย่าง Victoria’s Secret ที่มีชื่อว่า Sharen Turney ยังคงโดดเด่นและเป็นที่จับตามองอยู่เสมอ เพราะความสามารถการันตีด้วยตัวเลขรายได้ในปีที่ผ่านมามากถึง 25 ล้านดอลลาสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 817 ล้านบาท

Irene RosenfeldIrene Rosenfeld

อันดับที่ 3 Irene Rosenfeld

ท่าทางคล่องแคล่ว ดวงตามั่นใจ สร้างบุคลิกให้กับหญิงเก่งวัย 60 ปีนามว่า Irene Blecker Rosenfeld ซีอีโอบริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร Mondelez International  ซึ่งสิ่งที่ใครหลายคนรู้จักผู้หญิงคนนี้คงเป็นจำนวนรายได้มากกว่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 917 ล้านบาท

Marissa MayerMarissa Mayer


อันดับที่ 2 Marissa Mayer

ด้วยวัยเพียง 38 ปี ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึงเป็นความสามารถของ Marissa Mayer ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานและผู้บริหารเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Yahoo! โดยเธอผู้นี้สามารถคว้าอันดับ 2 ของผู้หญิงเก่งมีรายได้มากที่สุดในโลกด้วยจำนวนเงิน 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบเท่ากับ 1,160 ล้านบาท

Safra CatzSafra Catz

อันดับที่ 1 Safra Catz

ปรบมือให้กับรองผู้บริหารและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการเงินหญิงเชื้อสายอิสราเอลวัย 51 ปีของบริษัท Oracle บริษัทเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยในปีที่ผ่านมา Safra Catz ทำรายได้ 51ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,640 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขรายได้ที่มากที่สุดของซีอีโอหญิงทั่วโลก

ยังมีผู้บริหารหญิงอีกหลายคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อย่าง Indra Nooyi จาก PepsiCo ที่รั้งอันดับ 13 ของชาร์ตหญิงเก่งระดับโลกด้วยรายได้เฉียด 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ Rosalind Brewer ผู้คุมบังเหียนห้าง Wal-Mart ทั่วสหรัฐฯ ที่ติดอันดับที่ 12 ซึ่งทำเงินไปได้ 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 26 สิงหาคม 2556, 14:00 น.
 

Success Story : ความฝัน ชีวิต ที่ลิขิตด้วยตัวเอง

Published กรกฎาคม 18, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/357310

  • 16 กรกฎาคม 2556, 10:25 น.

Pic_357310

มีคนกล่าวไว้ เราสามารถแบ่งผู้คนได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือคนที่ก้าวข้ามความสำเร็จ สองคือคนที่จมอยู่กับความล้มเหลว เมื่อพิจารณาคนทั้งสองประเภท พวกเขาล้วนมีความปรารถนาไม่ต่างกัน ทุกคนมี “ความฝัน” ที่อยากให้เป็นจริง ทุกคนมี “เป้าหมาย” ที่ต้องไปให้ถึง ทุกคนมี “ความสำเร็จ” ที่อยากไขว่คว้า อย่างไรก็ตามสิ่งที่แบ่งแยกพวกเขาให้ต่างกัน คือ ความกล้าที่จะคิดต่างและทำอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนความอดทน มุ่งมั่น ทำจนสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีมากมาย เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่คุณจะได้รู้จักเขาในพื้นที่กระดาษนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ หนุ่มวิศกรเมืองหลวงที่หนีความศิวิไลซ์เลือกใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติริมเขา ป่าไม้ และทิ้งหมวกวิศกรมาถือจอบขุดดินเพาะฟาร์มเห็ด 17 ปี!

ธนากิจ ชินกิจการ เจ้าของโฮมสเตย์และฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ชื่อนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเรื่องราวของเขาได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่ง มีผู้คนเดินทางไปโฮมสเตย์ของเขาเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและอยากรู้จักตัวตนของเขา แน่นอน Marketeer เป็นหนึ่งในนั้น ที่สำคัญเราต้องรู้จักแบบ Exclusive กว่าใครๆ

ความสำเร็จเริ่มต้นที่การไม่ตั้งกรอบความสำเร็จ

Marketeer ลัดฟ้าไปจังหวัดน่าน ท่ามกลางอากาศที่สดชื่น จากสนามบินน่าน เราโดยสารกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวเพื่อไปต่อที่อำเภอปัว ผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ก่อนขึ้นเนินเขาสุดลาดชัน แต่ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ในที่สุดก็เดินทางไปถึงที่หมาย ธนากิจ หรือ “พี่อู้” ยืนต้อนรับอยู่ด้านใน หลังจากทักทายพอหอมปากหอมคอ พระเอกร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่อย่างเขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังตั้งแต่ออกตัวประโยคแรก

“คุยเรื่องความสำเร็จน่ะหรือ? ตอบตรงๆ ผมไม่เคยคิดว่าผมประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผมคิดว่าผมทำอะไรสำเร็จแล้ว ช่วงเวลาที่เรามัวแต่ภาคภูมิใจความสำเร็จ เราอาจจะหยุดพัฒนาหรือชะลอที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำ และทำไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด” การไม่ตั้งกรอบความสำเร็จ คือสิ่งที่เขาบอกเรา

กล้าที่จะฝันและทำอย่างแตกต่าง

เป็นธรรมดาที่ชีวิตคนเรามักต้องมี 2 สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ หนึ่งคือสิ่งที่เราต้องทำ หรือสองสิ่งที่เราอยากจะทำ
ธนากิจเองเช่นกัน แม้ตัวเขารู้ดีว่าหัวใจต้องการอะไร แต่ก็ต้องเลือกที่ต้องทำในสิ่งที่ต้องทำก่อน หลังจากที่เรียนจบวิศวะโยธา เขาก็ยึดในสายอาชีพวิศวกรมาโดยตลอด รับเหมาก่อสร้างทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในช่วงหลังที่เขาเน้นรับงานต่างจังหวัดและมีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ มากขึ้น

“ผมทำงานก่อสร้างก็วนเวียนอยู่กับตัวเลข อยู่กับตึกอาคารอากาศร้อนๆ ในตัวเมือง เจอความวุ่นวายเต็มไปหมด ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องเจอและต้องยอมรับผ่านไปให้ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ใช้ชีวิตเป็นคนกรุงต่างมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด หลายคนก็มีความฝันที่จะใช้ชีวิตในชนบท บางคนก็ซื้อบ้านพักตากอากาศเก็บไว้ยามพักผ่อน ผมเองก็เหมือนกัน มีความฝันว่าสักวันหนึ่งเราเองก็อยากหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตที่ที่มีแต่ธรรมชาติป่าเขา เงียบสงบ”

แน่นอน ใครๆ ต่างมีความฝันเช่นนี้ทุกคน ไม่แปลกที่ใครต่อใครจะเฝ้าฝันพรรณนาอยากมีชีวิตบนภูเขาท่ามกลางแมกไม้ธรรมชาติในตอนบั้นปลายชีวิต….แต่ไม่ใช่เขา

“คนส่วนใหญ่มองเรื่องแบบนี้ตอนแก่ แต่ผมไม่อยากรอจนถึงตอนนั้น ในเมื่อเรามองเห็นเป้าหมายความสุขของเราตอนนี้แล้วทำไมถึงไม่รีบไขว่คว้าเอาไว้”

“ผมไม่ใช่นักธุรกิจ ผมเป็นนักผจญภัย”

ค่อยๆ ทำงานจนเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เขาก็เริ่มตระเวนหาที่ดินต่างจังหวัด ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนชอบลุยๆ ชอบเที่ยวป่าเขา ข้างกายเขาจึงมีรถกระบะคู่ใจไว้ลุยสนามโหดๆ เสมอ หรือไม่เจอทางแคบๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์ไว้ลุยซอกแซก เรียกได้ว่าไปไหนก็ได้ไม่มียั่น

“ตอนหลังที่รับงานต่างจังหวัดเยอะขึ้น มันก็เหมือนกับได้สำรวจที่ดินทำเลต่างๆ ไปในตัว ทั้งทำงานทั้งเที่ยวแล้วก็ศึกษาที่ดินไปเรื่อยๆ ก็มีทำเลมากมายที่ไปดูเอง หรือมีคนแนะนำที่สวยๆ แต่เราก็ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ จนวันหนึ่งมีคนแนะนำให้ไปดูที่ดินแปลงนี้ ผมมาเห็นที่นี่แค่แวบแรกก็ตกลงซื้อทันที นอกจากที่สวยแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าที่นี่แหละที่เราอยากจะอยู่ตลอดไปไม่ใช่แค่ซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ ก็เริ่มซื้อจากที่ราบ 7 ไร่ก่อน ตอนอายุ 30 พอดี”

อายุ 30 คือรอยต่อ Turning Point ครั้งสำคัญ พอได้ที่ดินแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นคือยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีก็อาจจะเก็บไว้ก่อน แต่เขาเดินหน้าเปลี่ยนชีวิตตนเองทันที ตามคอนเซปต์ “ลุยไว้ก่อน” ด้วยความตั้งใจอยากจะใช้ชีวิตที่นี่ให้ได้ จากวิศวกรจึงกลายเป็นเกษตรกรโดยปริยาย โปรเจกต์แรกของเขาเริ่มต้นจากการปลูกข้าว ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด เป็นสิ่งที่เริ่มต้นเรียนรู้ใหม่เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้เรียนทฤษฎี แต่เรียนจากการปฏิบัติโดยตรง และผลลัพธ์คือ…

“ไม่รุ่งครับ (หัวเราะ) คือก็ยอมรับว่าสิ่งที่ผมทำก็ไม่ได้ศึกษาตำรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกเลย แต่ผมเป็นคนแบบนี้ คือถ้าอยากทำอะไรก็ต้องลองทำ ผมเชื่อว่าความเจ็บปวดนั่นแหละที่เป็นครูเราดีที่สุด ทำนาไม่รุ่งแต่ผมก็ไม่หยุด หาสาเหตุและแก้ไข ข้อดีอย่างหนึ่งคือผมชอบเรื่องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และถึงเรามาอยู่ต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร ผมก็เสิร์ชหาข้อมูลผ่านกูเกิลทุกครั้งที่มีปัญหา เรียนรู้ด้วยตนเอง ในที่สุดก็ทำนาได้ผล แม้ไม่ถึงกับกำไรอะไร แต่ก็มีกินได้ไม่ต้องซื้อใคร ที่สำคัญคือมีกำลังใจอยากทำอย่างอื่นต่อไป”

หลังจากนั้นเขาก็มีโปรเจกต์ใหม่ “เพาะฟาร์มเห็ดขาย” ซึ่งก็เหมือนเดิม พระเอกของเราเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง เที่ยวเสาะแสวงหาข้อมูลลองผิดลองถูก และเริ่มทำด้วยตัวเอง คราวนี้ดูเหมือนเขาคิดการใหญ่มากขึ้น แผนของเขาคือการเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ให้กับตลาดเห็ดในภาคกลาง ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงและตลาดใหญ่มักบีบราคาที่ไม่คุ้มต่อต้นทุนทั้งการผลิตและขนส่ง ทำให้เขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากแมสเป็นพรีเมียม ย่อส่วนจากใหญ่เป็นเล็กลงแต่ควบคุมโปรดักชั่นให้ดียิ่งขึ้นเพื่อแข่งขันได้

“การเรียนรู้และปรับตัวเป็นคีย์ซักเซสของผม แต่ก่อนผมเป็นคนชอบคิดชอบทำอะไรใหญ่ๆ บางครั้งสิ่งที่เราตั้งใจก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เมื่อเราต้องการอยู่รอดก็จำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างของผมพอทำเรื่องใหญ่ก็มักจะมีปัญหาทุกที (หัวเราะ) ช่วงหลังผมคิดใหม่ ทำช่องทางให้พอดีกับตัวซึ่งก็อยู่รอดและมีความสุขได้ ไม่เครียด ค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ”

หลังจากที่ธุรกิจฟาร์มเห็ดเริ่มอยู่ตัว เขาก็เริ่มมองหาความท้าทายอื่นๆ ด้วยทำเลที่ตั้งที่สวยงามเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำบ้านพัก หรือโฮมสเตย์ คราวนี้จึงได้โอกาสงัดความรู้ด้านวิศวะมาใช้อีกครั้ง ด้วยการออกแบบสไตล์รีสอร์ต มีความเป็น Loft เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติ

“ผมทำแบบพอเพียงกับกำลังทุนของตัวเอง ถามว่าทำเพื่ออะไร จริงๆ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะร่ำรวยจากการมาอยู่ใช้ชีวิตที่นี่อยู่แล้ว ผมใช้ชีวิตที่นี่มานานก็อยากจะให้คนอื่นได้มาเห็นมาสัมผัสบรรยากาศดีๆ บ้าง ก็เลยลองทำโฮมสเตย์ดู ซึ่งผมก็รู้จักกับกลุ่มก๊วนออกทริปมอเตอร์ไซค์ พวกเขาก็ชอบมาพักผ่อน และที่นี่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เพราะยังสด ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ก็เลยเป็นจุดขายเฉพาะกลุ่ม นักท่องเที่ยวที่ชอบความสันโดษ เงียบๆ ก็จะมาที่นี่กันเยอะ และก็มีครัวเล็กๆ รองรับแขก ซึ่งผมชอบทำกาแฟก็อาสาเป็น Barista ด้วยตนเอง (ยิ้ม)”

Work Smart,Gain More

สิ่งที่พี่อู้ ธนากิจบอกกับเรา แม้จะไม่ได้ถ่ายทอดเป็นคำพูด แต่เราก็เห็นได้ด้วยผลงานที่เขาทำ ความฝันที่เขารังสรรค์ขึ้นจะเป็นจริงไม่ได้ถ้าเขาไม่ได้ลงมือทำ เราใช้เวลาเดินพูดคุยสบายๆ กับเขา แม้ว่าจะดูเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แต่เขาก็ไม่ปริปากเอ่ยคำล้าออกมา ตรงกันข้ามเขาดูมีความสุขและยิ้มชี้ดูสิ่งต่างๆ ที่เขาทำ ชี้ดูเห็ดที่ค่อยๆ ผลิบานด้วยความภาคภูมิใจ

ใช้ชีวิตคนเดียวมาโดยตลอด เหงาบ้างหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ พร้อมชี้ให้ดูเพื่อนของเขา…รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทาหน้าตาดุดันจอดอยู่ ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตกว่ารถกระบะทั่วไป ดูคล้ายม้าศึกที่กำลังหมอบรอนายบัญชาการ บนรถมีลูกน้องกำลังลำเลียงบรรทุกเห็ดเต็มคันรถ

“เหงาได้อย่างไร นี่ไงเพื่อนผม เพราะเราลุยด้วยกันมาตลอด นี่ก็เตรียมจะลุยกันอีกรอบ” เขายิ้มพร้อมเข้าไปคุมงานสั่งลูกน้องใกล้ชิดขึ้น ด้วยรูปแบบการทำงานจึงทำให้เขาเป็นคนสนใจรถเป็นพิเศษ เราจึงคุยกับเขาเรื่องรถคู่ใจมากขึ้น

“ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ 20 ปี รถกับผมนี่เป็นเหมือนกับเพื่อนซี้ ด้วยรูปแบบทั้งชีวิตและงานของผมมันต้องลุยตลอด ที่ผ่านมาผมใช้มาหลายรุ่นมาก พอมาเจอฟอร์ด เรนเจอร์นี่บอกเลยว่า โดนใจจริงๆ เจอห้วยเจอน้ำก็ไม่กลัว ลุยน้ำลึกได้ 80 เซนติเมตร ทุกวันต้องบรรทุกของหนักๆ เต็มคันรถ ฟอร์ด เรนเจอร์นี่บรรทุก 1 ตันก็เอาอยู่แบบสบายๆ กลายเป็นเพื่อนใหม่ที่ผมไว้ใจไม่งอแงและพร้อมจะลุยกับผมที่สุด”

Work Smart, Gain More ไม่ใช่แค่แกร่งอย่างเดียว ต้องฉลาดด้วย เขาบอกว่ารถของเขาไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจที่สำคัญทีเดียว ทั้งการประหยัดน้ำมันที่เป็นพื้นฐานแรกเรื่องโลจิสติกส์ที่เขายืนยันตั้งแต่ลองใช้กระบะมานี่คือที่สุดแล้ว และเรื่องระบบด้านความปลอดภัย ซึ่งด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วยก็ไม่มีปัญหาสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์

ฟอร์ด เรนเจอร์ ชนะทุกอุปสรรค

“ผมยกตัวอย่างว่ารถคันนี้มีระบบช่วงล่างและการทรงตัวที่ดี รวมทั้งระบบควบคุมเรื่องความปลอดภัย ฟอร์ดมีระบบล็อกเฟืองท้าย (Limited Slip) สำหรับป้องกันล้อหมุนฟรี ซึ่งจำเป็นมากๆ เวลาขึ้นเขาหรือลงเขา อีกทั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนนและเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเจอทางแบบไหน ลื่นหรือลาดชันแค่ไหน ผมก็ลุยต่อได้”

“ผมมองว่ารถที่ดีแค่แข็งแกร่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย ต้องมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองเราได้ ซึ่งผมชอบอีกอย่างคือระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น ไฟหน้าอัตโนมัติในยามกลางคืน หรือระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติตอนฝนตก คือมันเป็นรายละเอียดเล็กน้อยๆ ที่ทำให้เราสะดวกขึ้น มีความสุขเหมือนอยู่กับเพื่อนที่รู้ใจ รวมๆ แล้วประทับใจมากๆ ถ้าใครถามผม ผมก็จะแนะนำรถฟอร์ดให้ใช้ จากประสบการณ์จริงเราประทับใจ”

“ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ ผมเป็นนักผจญภัยมากกว่า ผมมีความสุขเสมอที่ได้ก้าวข้ามชนะทุกอุปสรรค และฟอร์ด เรนเจอร์ก็ช่วยให้ผมก้าวข้ามไปได้ง่ายขึ้น เราจึงเป็นคู่หูกันได้”

ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ที่พักที่แสนสบายกับเมนูเห็ดหลากหลายที่สดอร่อย นับเป็นอีกทริปที่พิเศษสำหรับ Marketeer พี่อู้
ของเราอาสาพาเราไปเที่ยวจังหวัดน่าน ที่สำคัญให้เราได้ลองสัมผัสสมรรถนะการลงเขาของฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมกับลีลาการเข้าโค้งลาดชัน เห็นเจ้าตัวขับอย่างสนุกสนานระหว่างที่พาเราเที่ยวชมจังหวัดน่าน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงมีความสุขอยู่ที่นี่และตั้งใจอยู่ที่นี่ไปตลอด

นี่สิถึงเรียกว่า  Work Smart, Gain More ฟอร์ด เรนเจอร์ ชนะทุกอุปสรรค

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 กรกฎาคม 2556, 10:25 น.

Success Story : เจาะทริคธุรกิจเครื่องมืออุตสาหกรรม ฉบับ ‘ซี.อาร์. กรุ๊ป’

Published กรกฎาคม 12, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/356389

  • 11 กรกฎาคม 2556, 09:00 น.

Pic_356389

…ปั๊มน้ำและเครื่องยนต์ที่เน้นใช้กับเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เรารู้ว่ามี เคยเห็นร้านจำหน่าย แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่า การทำธุรกิจประเภทนี้ให้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าวงการนั้นไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้…Success Story วันนี้มีคำตอบ

C.R.Group ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมืออุตสาหกรรมและครัวเรือนรายใหญ่ของเมืองไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดย นายเชาว์ลิต กิจพลากร

อิงกมล กิจพลากร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซี.อาร์. กรุ๊ป ทายาทรุ่น 2 เธอเพิ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เธอเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า

ย้อนไปเมื่อประมาณ 36 ปีที่แล้ว ธุรกิจนี้เริ่มจากคุณพ่อ (เชาว์ลิต กิจพลากร) เป็นผู้บุกเบิกโดยเริ่มจากใช้ตึกอาคารพาณิชย์ ย่านพระราม 9 เปิดเป็นหน้าร้านขายสินค้าประเภทเครื่องมือการเกษตร ปั๊มน้ำ เครื่องยนต์ แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ประกอบกับว่าท่านเป็นคนที่อยากรู้เรื่องอะไรก็ตามท่านต้องรู้ให้จริง อีกทั้งท่านยังชอบที่จะเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ดังนั้น ธุรกิจที่คุณพ่อเริ่มจากเล็กๆ เมื่อถูกพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ธุรกิจของคุณพ่อเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ยุคแรกเริ่ม ร้านเราใช้อาคารพาณิชย์ เปิดเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรเล็กๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งโกดังเก็บของ ทว่าในด้านยอดขาย กลับตรงกันข้าม คุณพ่อสามารถสร้างฐานลูกค้าได้อย่างอย่างกว้างขวาง กระจายอยู่ทั่วประเทศ” ทายาทรุ่น 2 กล่าว

สานต่อธุรกิจไม่ง่าย….แต่ทำได้เพราะเรียนรู้

อิงกมล เล่าต่อไปว่า ตั้งแต่สมัยเด็กลูกๆ มีหน้าที่เรียนอย่างเดียว พอเรียนจบก็ออกไปทำงานตามที่ต่างๆเพื่อหาประสบการณ์ กระทั่งถึงเวลาหนึ่ง เมื่อต้องกลับมารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ทำให้เธอต้องกลับมาศึกษาระบบการทำงานในบริษัทใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง

“แม้จะเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่พอต้องเข้ามาทำงานจริงๆ ก็ต้องมาเริ่มศึกษาระบบต่างๆ ของธุรกิจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากว่าเราไม่ได้เตรียมตัว หรือศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง การทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งจริงๆ คุณพ่อก็มีการวางแผนว่าจะมอบหมายให้ลูกๆ เมื่อเข้ามาบริหารงานอยู่บ้าง แต่การวางแผนกับการทำงานจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่วางแผนไว้ 100%”

ปัจจุบัน อิงกมล ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนช่วยในด้านการคัดเลือกสินค้า ลงพื้นที่สำรวจตลาดอีกด้วย

โดยสินค้าหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย เครื่องปั๊มน้ำสำหรับใช้ในภาคเกษตร, เครื่องพ่นยา/ปุ๋ย, ปั๊มแบบจุ่ม หรือปั๊มไดโว่ที่อยู่ในน้ำ, เครื่องปั่นไฟ เป็นต้น โดยรวมมีมากกว่า 1,000 รายการ 100 ชนิด โดยแบ่งเป็นเครื่องมืออุปกรณ์เกษตร เครื่องมืออุตสาหกรรม และครัวเรือน

 

หัวใจตลาด คือการสื่อสารอย่างซื่อสัตย์
…จุดแข็งของ ซี.อาร์.กรุ๊ป คือการสื่อสารกับลูกค้าแบบตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้า …

“สินค้า ในตลาดอาจมีให้เลือกหลากหลาย คนซื้ออาจจะเลือกจากราคาที่บางคนจะเน้นถูกไว้ก่อน ขณะที่ในมุมของคนขายอย่างเรา ในการทำธุรกิจ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเป็นเราๆ อยากได้ของแบบไหน และคุณภาพกับราคาต้องไปกันได้ และในฐานะที่เราเป็นคนขาย จึงรู้อยู่แล้วว่าสินค้าแต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไร ฉะนั้นสินค้าดีหรือไม่ดีเราจะบอกกับลูกค้าตรงๆ”

ขณะที่ การคัดเลือกสินค้าเข้ามาแต่ละชนิด อันดับแรกต้องคำนึงถึงความพอใจลูกค้า ว่าเขาต้องการอะไร แบบไหน นอกจากนี้ในเรื่องของบริการก็ต้องให้ความสำคัญ ทั้งด้านการบริการก่อนและหลังการขายอีกด้วย

 

โชคดีที่คู่แข่ง กับมิตรเป็นคนๆ เดียวกัน
ในภาวะที่หลายธุรกิจต้องฟาดฟันในตลาดอย่างดุเดือดเพื่อชิงความได้เปรียบ หรือตัวเลขยอดขายกำไร ทว่าในวงการอุปกรณ์อุตสาหกรรมในมุมของ ทายาท ซี.อาร์. กรุ๊ป เธอกล่าวว่า

“การแข่งขันในตลาดของวงการนี้จะแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ตรงที่คู่แข่งคือมิตรร่วมค้า ซึ่งคู่แข่งเราบางรายเขาก็เป็นลูกค้าที่มาซื้อสินค้าจากเราไปด้วยเช่นกัน โดยรวมๆ แล้วเรียกว่าเป็นพันธมิตรธุรกิจกันน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะการแข่งขันไม่มีการฟาดฟันดุเดือด ทว่าเป็นไปในรูปลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เช่น การเปิดข้อมูลสินค้าให้รับรู้ระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายบริษัท ที่พยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบฟาดฟันกันเอง เป็นต้นว่าตั้งราคาขายตัดกันเอง อย่างนี้เป็นต้น

 

แก้ปัญหา…ด้วยการให้เวลา

ใครบ้างทำธุรกิจแล้วไม่มีอุปสรรค “ปัญหาอุปสรรคมีเข้ามาบ้าง อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นช่วงขาลง จุดนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าชะลอตัวลง แต่การชะลอตัวดังกล่าวก็ยังไม่ถึงขั้นส่งผลให้บริษัทขาดทุนจนอยู่ไม่ได้ เพราะผลกระทบนี้อาจทำให้ยอดจำหน่ายนิ่งอยู่กับที่ แต่ขึ้นชื่อว่าทำธุรกิจ คำว่า ‘นิ่ง’ มีความหมายเดียวกันกับคำว่า ‘ถอย’ บริษัทตกอยู่ในสภาวะยอดขายนิ่งอยู่กับที่นานเกือบปี แต่ด้วยความที่บริษัทฯ มีฐานการเติบโตที่อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมีรากฐานที่มั่นคง ฉะนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ยอดจำหน่ายไม่เคลื่อนไหว จึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก”

ขณะเดียวกัน ในภาวะที่ยอดขายอยู่ในอาการสงบ ในระหว่างนี้ บริษัทฯ จึงใช้โอกาสนี้ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ ทำแพ็กเกจจิ้งขึ้นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้สินค้าดูน่าใช้ยิ่งขึ้น เพราะคิดว่า ปัจจุบันสินค้าคุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ แพ็กเกจจิ้งต้องดีด้วย

 

หมุดหมายในใจการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข

แนวทางการทำธุรกิจของ อิงกมล เธอบอกว่าแนวทางส่วนตัวเธอจะยึดหลักภายในสู่ภายนอก นั่นหมายความว่า ถ้าอยากให้ข้างนอกเป็นอย่างไร ก็ต้องเริ่มจากภายในก่อน เป็นต้นว่าต้องพัฒนา/ปรับปรุง จุดไหนอย่างไรบ้าง อีกทั้ง ธุรกิจต้องมีการพัฒนา และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“เป้าหมายการทำธุรกิจ เราไม่เคยกำหนดที่ตัวเลขต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เพราะความสำเร็จในความรู้สึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่ากำไรที่ได้ แต่ความสำเร็จคือความพึงพอใจจากลูกค้ามากกว่า”

 

สยายปีก เปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนตามโปรเจกต์

ปัจจุบัน ซี.อาร์. กรุ๊ป มีสำนักงานใหญ่ พร้อมโรงงานสำหรับประกอบตามโปรเจกต์ขึ้นที่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม

“ที่โรงงานนี้จะไม่ใช่โรงงานผลิต แต่จะเน้นรับประกอบตามโปรเจกต์เท่านั้น โดยจะนำชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่ทางบริษัทฯเป็นผู้นำเข้า เอามาประกอบเป็นสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกที เช่น รถแทรกเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ ซึ่งพวกนี้ทางโรงงานจะประกอบขึ้นตามออเดอร์เท่านั้น จึงจะไม่มีขายที่หน้าร้าน”

ข้อมูลธุรกิจ

C.R.Group ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมืออุตสาหกรรมและครัวเรือนรายใหญ่ของเมืองไทย มีดีลเลอร์มากกว่า 1,000 ราย

แบรนด์หลักๆ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ (ปั๊มน้ำ) CARARI, PENTAX, HCP, KIKAWA เครื่องปั่นไฟ SINCRO, DAISHIN มอเตอร์ LAFERT, AEG, FIRZT เครื่องพ่นยา DAIMOND, APACHE, KAIYO เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 11 กรกฎาคม 2556, 09:00 น.

เรื่องเล่าความสำเร็จ : ‘เซ็ปเป้’ความสำเร็จ จากคนไม่หยุดคิด

Published มิถุนายน 3, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/348009

30 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.
Pic_348009

….”ถ้ามีอะไรสักอย่างที่กินแล้วดูดีก็คงจะขายดี”….จากความคิดนี้ ตีตลาดเครื่องดื่มสุขภาพกระเจิดกระเจิง ด้วยตัวเลขทางสถิติล่าสุด เพียง 1 นาที มียอดขาย 99 ขวด นั่นหมายความว่า 1 ปี มียอดขายแล้วกว่า 52 ล้านขวด….เขาทำได้อย่างไร เรื่องเล่าความสำเร็จวันนี้มีคำตอบ….

จุดเริ่มเครื่องดื่มสุขภาพ

นายอดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ (ก้อง) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแนวใหม่ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ เล่าว่า บริษัททรัพย์อนันต์ คือธุรกิจเดิมของครอบครัว ที่บุกเบิกมาสมัยคุณพ่อ-คุณแม่ (คุณอนันต์-คุณสมนึก รักอริยะพงศ์) เป็นธุรกิจทำขนม จำพวกครองแครง คุกกี้ ส่งขายตามร้านโชห่วยทั่วประเทศ

ทำขนมขายอยู่ดีๆ ทำไมกลายเป็นเครื่องดื่มไปได้….CEO หนุ่มเล่าว่า “ด้วยความที่ทางบ้านทำธุรกิจขายขนมส่งร้านโชห่วย วันหนึ่งคุณพ่อผมท่านได้ไปคุยกับเซลส์ขายน้ำผลไม้ ท่านจึงเกิดไอเดียอยากจะทำน้ำผลไม้บรรจุขวดขึ้นมาบ้าง….นั่นคือจุดเปลี่ยนของทรัพย์อนันต์ครั้งสำคัญ

พ่อคิด-ลูกเพิ่ม

“ขณะที่คุณพ่อกำลังเริ่มทำธุรกิจน้ำผลไม้ จังหวะเดียวกันนี้เองที่ผมเรียนจบจากญี่ปุ่น และเพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน พ่อผมท่านก็บอกว่า ตอนนี้ท่านกำลังมีโปรเจกต์นี้นะ ในใจผมคิดว่า…ถ้าเป็นน้ำผลไม้ธรรมดา มันต้องไปสู้กับเจ้าอื่นในตลาด แล้วเราเป็นแค่เจ้าเล็กๆ หน้าใหม่อีกต่างหาก จะไปสู้กับยักษ์ใหญ่ในตลาดก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเพื่อจะฉีกออกมาเราก็ต้องมีความแตกต่าง แล้วเผอิญผมเคยไปสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องวุ้นมะพร้าวมาก่อนหน้า มันก็เลยได้ไอเดียตอนนั้นว่า ถ้าจะขายน้ำผลไม้เราต้องแตกต่างด้วยการนำวุ้นมะพร้าวเข้ามาเป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำผลไม้ด้วย จากนั้นพอได้ไอเดียผมก็ลองทำออกมาชิมกันดูก่อน ปรากฏว่า เฮ้ย! อร่อยนะ เราก็เลยเริ่มจากตรงนั้น ..”

แจ้งเกิดโมกุ โมกุ

ตอนขายครั้งแรกหน้าตาของน้ำผลไม้ช่วงทดลองเพียงแค่บรรจุขวดธรรมดา ไม่มียี่ห้อ ไม่มีอะไรน่าสนใจด้วยรูปลักษณ์ ทว่าขายดี…..หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารหนุ่ม จึงคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ น้ำผลไม้นี้ควรที่จะมียี่ห้อ มีชื่อ มีฉลากที่ดูสวยงามกว่านี้ ดังนั้นน้ำผลไม้ดังกล่าวจึงได้ชื่อเป็นทางการว่า โมกุ โมกุ นับแต่นั้นเป็นต้นมา…

….โมกุ โมกุ ถูกกระจายออกไปพร้อมกับขนมที่ทำอยู่เดิม ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก การันตีได้จาก วันหนึ่งพบว่ามีน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวเช่นเดียวกันกับโมกุ โมกุ ผุดขึ้นมาวางจำหน่ายกลายเป็นคู่แข่งกันในตลาดในเวลาต่อมา

ภูมิใจในสิ่งที่ถูกมากกว่ายอดขาย

…กระทบไหม “ยอมรับว่ากระทบพอสมควร ถึงขนาดที่ช่วงหนึ่ง โมกุ โมกุ ต้องหยุดชั่วคราว โดยเหตุผลของการหยุดนั้นเพื่อที่เราจะทบทวน และหาจุดขายใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป ในที่สุดพอมาวางตลาดใหม่ คราวนี้เราปรับตัวเองด้วยการเพิ่มคุณค่าที่แท้จริงลงไปในน้ำผลไม้  ส่วนประกอบแท้จริงใส่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ คุณค่าที่เขาจะได้รับเท่าไหร่ แม้ว่าการทำแบบนี้จะส่งผลให้โมกุ โมกุ มีต้นทุนที่สูงขึ้น จนต้องขยับราคาขายให้สูงกว่าแบรนด์อื่นเล็กน้อยก็ตาม แต่เราสบายใจที่จะทำให้ถูกต้อง และตรงไปตรงมา แม้ว่ายอดขายอาจไม่กระฉูดเท่าเดิมก็ตาม อย่างน้อยเราก็ภูมิใจว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้เอาเปรียบผู้บริโภคแน่นอน”

เซ็ปเป้ บุกยุโรป

เครื่องดื่มเซ็ปเป้….เริ่มจากน้ำส้ม น้ำลิ้นจี่ น้ำสตรอเบอรี่ ฯลฯ เพิ่มรสชาติออกมาเรื่อยๆ กระทั่งเวลาต่อมาจึงได้แตกไลน์เป็น น้ำว่านหางจระเข้ ทว่าสินค้าตัวนี้ในเมืองไทยผลตอบรับไม่ดีนัก แต่ในร้ายยังมีดี เมื่อสินค้าดันไปเข้าตาชาวต่างชาติอย่างจังจนสามารถส่งออกต่างประเทศ กระทั่งกลายเป็นรายได้หลักของบริษัท และปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าตัวนี้อยู่ที่ยุโรป ประเทศสโลวาเกีย อย่างเป็นทางการ

“จากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ธุรกิจส่งออกหลายรายชะลอตัว แต่วิกฤติไม่ได้หมายความว่าจะขายอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่คนหนึ่งวิกฤติ อาจเป็นช่องทางให้อีกคนหนึ่งก็ได้ คนเราทุกคนมีช่องเสมอ อย่างผมๆ คิดว่า ถ้าสินค้าเราดีจริง ก็น่าจะมีคนซื้ออยู่แล้ว ส่วนการไปเปิดตลาดยุโรปทำมาประมาณปีกว่าถือว่าผลตอบรับดี แม้จะไม่เปรี้ยงปร้าง ทว่าก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจแล้วสำหรับการได้เริ่มต้นทำธุรกิจ อีกทั้งการไปมีฐานผลิตที่นั่น จะทำให้สินค้าเรามีความสดใหม่กว่าการผลิตในประเทศ แล้วต้องเสียเวลาตั้งแต่ออเดอร์ ผลิต ขนส่ง ซึ่งกินเวลามากพอสมควร เพราะผมเชื่อว่า ของกินมันต้องสดใหม่ ทั้งรสชาติ สารอาหารยังได้ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าของเก่าอยู่แล้ว”

เลือก “ทำ” ในสิ่งที่ไม่มีใครทำ!

…หลังเซ็ปเป้ ปล่อยน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว และน้ำว่านหางจระเข้ ลำดับต่อมา เซ็ปเป้ได้เปิดตัว เครื่องดื่มบิวติ ดริ้งค์ ตัวนี้เองที่กลายเป็นสินค้าขายดี จนเริ่มมีคนรู้จักเซ็ปเป้มาจนถึงทุกวันนี้

“ภาพรวมเราเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิดที่ว่า เราต้องการเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค คือ เราชอบที่จะเป็นคนที่ทำอะไรที่ไม่มีใครทำกัน หรือยังไม่ได้ทำ เพื่อจะเป็นตัวเลือกใหม่ๆ มาตอบโจทย์ผู้บริโภค อย่างเช่นตัวบิวติดริ้งค์ตัวนี้ ที่มีแรงบันดาลใจจากความคิดว่า เราจะทำอะไรที่มันดื่มแล้วเห็นผลดี คือ ถ้ามีอะไรที่กินแล้วสวย กินแล้วผอม หรือว่ากินแล้วขาว พวกนี้มันน่าจะโดนใจตลาดมากที่สุด ผมก็เลยโยนโจทย์นี้ให้กับฝ่ายพัฒนาสินค้าบริษัทไปหามาว่ามีอะไรบ้างไหมที่จะสามารถตอบโจทย์พวกนี้ได้ ซึ่งทางฝ่ายวิจัยก็บอกว่า ควรใส่คอลลาเจน เพราะจะได้คุณค่าเกี่ยวกับผิวพรรณ ส่วนไฟเบอร์ก็จะช่วยเรื่องของระบบขับถ่าย บวกกับแอลคาร์นิทีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน หรือใส่กลูต้าไธโอนช่วยปรับเม็ดสีของผิว ป้องกันยูวี เราจึงคิดต่อยอดจุดนี้ออกมา เป็นบิวติดริ้งค์…ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครคิดทำเครื่องดื่มที่ผสมคอลลาเจน ไฟเบอร์ ฯลฯ แต่พอเราทำออกมา มันก็เริ่มเป็นกระแสเครื่องดื่มประเภทเดียวกันออกมามีมากขึ้น”

เทคนิคการตลาดสไตล์เซ็ปเป้

“ผมคงบอกสูตรสำเร็จในการทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะผมฟลุกก็ได้ เพราะการตลาดผมว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าสินค้าคิดออกมาแล้วตรงใจผู้บริโภคผมว่า แบบนี้มีสิทธิ์เกิด สินค้าสร้างมูลค่า คุณค่าให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิ์เกิด ถ้าสินค้ามีนวัตกรรมแต่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค สินค้านั้นก็ไม่มีความหมาย มันเป็นแค่อะไรที่ใหม่แต่ไม่มีประโยชน์ คือ เราต้องเอานวัตกรรมรวมกับประโยชน์มาเป็นที่ตั้ง จากนั้น ขึ้นอยู่กับการส่งสารถึงผู้บริโภคถ้าตลาดรับรู้ได้ สินค้าตัวนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้”

“ตลอด 10 ปี ผมเริ่มต้นจากการเป็นนักขาย พอมาถึงตอนนี้ผมเข้าสู่ยุคการสร้างแบรนด์ สมัยก่อนผมไม่สนใจชื่อแบร์นด์สักเท่าไหร่ อย่างชื่อยี่ห้อเซ็ปเป้ ยุคแรกๆ ทำออกมาตัวเล็กมาก เอาเป็นว่าคนที่เคยกินยี่ห้อนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เขากินไปน่ะยี่ห้ออะไร คือพอผมบอกใครว่า ผมทำยี่ห้อเซ็ปเป้บิวติดริ้งค์ ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จัก ทั้งที่ขายดีมาก แต่พอบอกว่าขวดสามเหลี่ยม มีรูปดอกไม้ เขาถึงนึกออกว่า เขากินเครื่องดื่มนี้ประจำ คือ คนกินเยอะ ทว่าไม่มีใครจดจำชื่อแบรนด์ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้เน้นเรื่องแบรนดิ้ง เราเน้นขายอย่างเดียว ปัจจุบันเราเริ่มที่จะมุ่งเน้นการสร้างชื่อแบรนด์เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น ด้วยการโปรโมตแบรนด์เซ็ปเป้มากขึ้น เพื่อให้คนเห็นโลโก้เราปุ๊บ เขารู้จักทันที เฉกเช่นกับแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างไนกี้ที่ใครเห็นโลโก้ เขาสามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี้คือแบรนด์อะไร และนี่คือความฝันของนักการตลาด”


คีย์ซัคเซสของเซ็ปเป้

“อยู่ที่การไม่หยุดคิด การได้พัฒนาอะไรใหม่ๆ ได้พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ ทำให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น คิดถึงลูกค้าเป็นที่ตั้งมากกว่ากำไร แม้ว่ากำไรจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อน แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะอันดับแรก คือประโยชน์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกันตัวสินค้าก็ต้องตอบโจทย์ด้วย หรือหากในแง่ของการบริหาร ก็ต้องทำให้พนักงานเราทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วสิ่งเหล่านี้เมื่อโยงกันกันมันจะเชื่อมเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน สินค้าบริษัทฯ มีอยู่  6 แบรนด์ ได้แก่  เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์, เซ็ปเป้ สมา-ที ดริ้งค์, เซ็ปเป้ ฟอร์วันเดย์, โมกุ โมกุ, เซนต์แอนนา และเพรียว (คอฟฟี่,คลอโรฟิลล์) โดยส่งออกแล้วประมาณ 50 ประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 30 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.

เราดูแลลูกค้าทุกคนเหมือนญาติมิตร…สิ่งที่ ‘หอแว่น’ ยึดมั่นตลอดมาและจะตลอดไป!!

Published พฤษภาคม 7, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/338340

2 พฤษภาคม 2556, 08:00 น.
Pic_338340

สายตาเป็นสิ่งที่สำคัญกับทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน บางคนบอกสายตาคือหน้าต่างของหัวใจ ดังนั้น ดวงตาคือสิ่งที่ทุกคนต้องรักษาให้ดีที่สุด พูดถึงเรื่องดวงตาขนาดนี้ คงไม่ต้องบอกว่า วันนี้ Success Story จะพาไปรู้จักกับร้านแว่นตาของคนไทยที่ประสบความสำเร็จไปไกล ถือเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ร้านที่เรากำลังพูดถึงคือ “หอแว่น” หรือ “Better Vision” วันนี้เป็นโอกาสดีที่ ไทยรัฐออนไลน์ได้พูดคุยกับ “ภาคี ประจักษ์ธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด

จุดเริ่มต้นของ หอแว่น

หอแว่น เริ่มต้นจากคุณพ่อและคุณลุงเป็นผู้ก่อตั้ง โดยร้านแรกอยู่ถนนเจริญกรุง เพราะสมัยก่อนแหล่งท่องเที่ยวที่ใช้จับจ่ายใช้สอยจะอยู่ที่เวิ้งนครเขษมและวังบูรพา ช่วงประมาณปี 2500 ร้านที่ 2 เราเปิดที่ย่านวังบูรพา และร้านที่ 3 เราเริ่มมาเปิดที่ศูนย์การค้าเพลินจิต ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งผมมาบริหารต่อช่วงปี 1991 โดยขณะนั้น หอแว่นมีอยู่ประมาณ 10 แห่ง และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงงานผลิตเลนส์ รวมถึงธุรกิจค้าส่งด้วย ร้านสมัยก่อนที่จะเข้าห้างสรรพสินค้า จึงจะต้องเป็นร้านห้องแถว โดยที่ข้างล่างเปิดเป็นหน้าร้าน ส่วนข้างบนทำเป็นออฟฟิศ ส่วนร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าช่วงที่ผมเข้ามาทำก็จะเป็นร้านในสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งร้านค้าในศูนย์การค้าสมัยนั้น ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะศูนย์การค้าถือเป็นตัวกรองกลุ่มคน ซึ่งเป็นกลุ่มพรีเมียร์ให้ในขั้นต้น ซึ่งหอแว่นสมัยแรกเราได้ลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยเยอะมาก เพราะเรามีมาตรฐานการตรวจวัดสายตาในระดับเดียวกับร้านค้าในต่างประเทศ เพราะหอแว่นเป็นโรงงานผลิตเลนส์ ซึ่งเป็นธุรกิจค้าส่งจึงได้ไปร่วมงานต่างๆ เลยได้มีโอกาสเรียนรู้จากคู่ค้าต่างประเทศ

ที่มาของชื่อ หอแว่น และ Better Vision เริ่มต้นจากอะไร

คุณพ่อเป็นคนตั้ง ตั้งแต่ 48 ปีที่แล้ว ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคุณพ่อก็มีความคิดที่ต่างจากคนอื่น เพราะไม่ใช้ชื่อหอแว่นที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อ Better Vision ซึ่งชื่อนี้มาจากสโลแกนกรอบแว่นตายี่ห้อหนึ่งคือ Better Vision For Better Living ซึ่งแปลง่ายๆว่าถ้าสายตาดีก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี


เคล็ดลับในการปั้นแบรนด์หอแว่น

ร้านแว่นตาเป็นเรื่องของสินค้าและบริการ บริการที่ผมพูดถึงคือ บริการตรวจวัดสายตาต้องประกอบกับเรื่องการเทียบแว่นตาให้ลูกค้าใช้บริการได้ดีพวกนี้เป็นความรู้ที่ใช้ศิลปะ และความชำนาญเป็นประสบการณ์ในการวัดสายตา ซึ่งหอแว่นมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยวัดสายตาให้ถูกต้องแต่การวัดสายตาได้และการให้ลูกค้าใส่สบาย ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เรายังต้องปรับแว่นตาให้เหมาะกับพฤติกรรมของลูกค้า โดยเฉพาะขณะนี้เลนส์แว่นตามีความหลากหลายและพัฒนาให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละบุคลิกแต่ละแบบ โดยเราต้องเลือกให้ตรงกับวิถีชีวิตของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งหากเราหาจุดนี้ได้จะทำให้ลูกค้าใช้งานได้สบายและชื่นชอบมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้หอแว่นอยู่มาถึง 48 ปี และลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนการตั้งราคาเรามีมาตรฐานในการตั้งราคาสินค้า โดยคัดเลือกสินค้าที่ดีเหมาะกับราคา เราไม่ได้ทำให้สินค้าเราถูกที่สุด แต่ราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้วเหมาะสม

เมื่อวันที่หอแว่นโกอินเตอร์

หอแว่นเป็นบริษัทค้าปลีกแห่งแรกที่ไม่ใช่อาหารที่ได้ขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยหอแว่นได้เข้าไป 2 ประเทศก่อน คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย เพราะก่อนหน้านี้เ มื่อเกือบ 10 ปีไ ด้มีโอกาสไปเทคโอเวอร์เชนสโตร์ ซึ่งถือเป็นเชนสโตร์ที่มีการดำเนินการที่ดีและสามารถตอบปัญหาเรื่องกฎหมายต่างๆ ได้กระจ่างด้วย โดยหลังจากเข้าไปเทคโอเวอร์แล้ว เราก็เข้าไปดำเนินการมาแล้วประมาณ 7-8 ปี ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี

การเตรียมรับเออีซีของหอแว่น

ผมเตรียมบ้างแล้ว เพราะผมมีร้านที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จริงๆ เออีซีเป็นเพียงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น แต่ยังไม่เหมือนยุโรปสินค้าเข้าออกอาจจะไม่มีภาษี อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมเป็นห่วงเรื่องคนมากกว่าเพราะคนไทย เพราะเท่าที่ผมสัมผัสคนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เรามองว่าสติปัญาของคนไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศใดๆ เลย เพียงแต่เราขาดโอกาสในการพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้น เขาจะมีโอกาสในการพัฒนาตัวเองโอกาสในการติดต่อประเทศต่างๆ เพราะเขาเก่งภาษามากกว่าไทยเท่านั้น

ปัญหาและอุปสรรค

ปัญหาก็มาจากคุณภาพพนักงานเรามองว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานมีคุณภาพในอย่างที่เราต้องการ เพราะเราเปิด 10 แห่ง 20 แห่งเรายังพอควบคุมคนได้ แต่ถ้าเราเปิด 40-50 แห่ง เราเริ่มควบคุมคนไม่ได้แล้ว เราเลยต้องกลับมาดูตัวเองว่าเราจะควบคุมอย่างไรซึ่งตอนนี้เราทำได้แล้ว เพราะเรามีการเทรนด์นิ่งพนังานเป็นของเราเอง ปัญหาที่ 2 คือ การควบคุม ซึ่งตอนนี้ผมก็แก้ปัญหาได้แล้ว และผมว่าธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะขายอะไร ก็ต้องเจอปัญหานี้หมด ปัญหาที่ 3 ที่เจอในปัจจุบัน คือ ค่าเช่าศูนย์การค้าที่ราคาสูงมาก  ค่าเช่าสูงผมเจอที่สิงคโปร์ค่าเช่าสูงมากสูงกว่าเมืองไทย แต่ก่อน 5 เท่าเดี๋ยวนี้เหลือ 4 เท่า มาเลเซียเมื่อก่อนสูงกว่าไทย แต่เดี๋ยวนี้เรียกว่าเท่ากันแล้ว ค่าเช่าอันนี้ผมพูดถึงศูนย์การค้าแบบเดียวกันเทียบกัน ซึ่งค่าเช่าก็ทำให้กระทบถึงโครงสร้างราคาสินค้าที่เราไม่อยากจะเปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนราคาจะกระทบถึงผู้บริโภค ส่วนค่าแรงของพนักงาน ผมว่าตรงนี้ไม่เป็นอุปสรรคเท่าไหร่นัก เพราะถือว่าเป็นไปตามเศรษฐกิจ

การบริหารคนขององค์กร

เราต้องไปศึกษาว่าเขาทำงานกันอย่างไร เราก็เอาระบบระเบียบอย่างสายการบังคับบัญชามาใช้ ซึ่งหอแว่นก้าวมาจากธุรกิจครอบครัวญาติพี่น้องเต็มไปหมด แล้วลูกน้องจะฟังใคร เราก็ต้องรวบสายบังคับบัญชามาคนที่อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์สั่งได้ใครไม่ได้อยู่ในตำแหน่งก็สั่งไม่ได้ กว่าจะปรับเปลี่ยนได้ก็ใช้เวลานานเช่นกัน ส่วนระบบการพัฒนาบุคลากรก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพัฒนาช้า รายได้ก็เติบโตช้า พนักงานก็จะไม่อยู่กับเรา เพราะทุกคนก็หวังว่าอยากทำงานทำเงินได้มากขึ้น เพราะเพื่อนๆ เขาไปกันแล้ว เรายังย่ำอยู่กับที่ เขาก็ไม่อยู่กับเรา ทุกอย่างเป็นการแข่งขันไปหมด ซึ่งพนักงานของหอแว่นประมาณ 40% ถือว่าเป็นพนักงานที่ทำงานกับเรามามากกว่า 10 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นบุคลากรพื้นฐานของเรา เขารู้ว่าเราทำงานกันอย่างไร เวลาผมบริหารงานผมจะบริหารเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้านอกเหนือจากเรื่องงานเราเหมือนเป็นพี่น้องกัน ผมกันเองกับลูกน้องทุกคน แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน คำสั่งคือคำสั่ง แต่คำสั่งของผมจะไปพร้อมกับวัตถุประสงค์ทั้งหมด ผมจะต้องบอกว่าเหตุผลที่เขาต้องทำอย่างนี้เป็นเพราะอะไร ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะโปร่งใสในการทำงาน

ภาพรวมตลาดแว่นตาเป็นอย่างไร 

สายตาเป็นไปกับวิถีชีวิต ถ้าผมมองที่สิงคโปร์คนที่ต้องการใช้แว่นตามีมากถึง 80% มาเลเซียมีมากถึง 50% ของผู้บริโภคทั้งหมด ถ้าประเทศไทยคนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ คนที่ต้องการใช้แว่นตามีไม่ต่ำกว่า 50% เพราะวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ และเล่นสมาร์ทโฟน ดังนั้น ก็ต้องการสายตาตลอดเวลา ซึ่งคนที่มีสายตาสั้นการชดเชยได้คือ การเพ่งทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะทำให้เห็นชัดขึ้น การเพ่งก็ไม่ต่างจากเวลาเดินแล้วเหมือนคนแบกน้ำหนัก ถ้าไม่แบกก็จะสบายกว่าแบกแล้วจะเหนื่อยกว่า มาจนถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องวางถ้าบางคนเกิดมามีสายตามัวๆ โลกนี้ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฉันก็ไม่รู้การที่มาใส่แว่นก็ทำให้รู้ว่า โลกนี้สดใสขนาดไหน ไม่ว่าคนจะปวดหัวเป็นไมเกร นหรืออะไรก็แล้วแต่ พอมาใส่แว่นแล้วหาย เขาก็จะเรียนรู้ว่าแว่นตาช่วยอะไรเขาบ้าง และตลาดแว่นตาก็โตทุกปี เพราะยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การที่กำลังพัฒนาหมายความว่า คนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตและอัตราคนเกิดใหม่ยังเยอะอยู่ เมื่อวิถีชีวิตเป็นอย่างนี้มันก็ต้องการใช้แว่นตา ผมคิดว่าโตปีละประมาณ 7-8% อย่างน้อย

การใส่คอนแท็กเลนส์กับแว่นตา สิ่งไหนมีข้อดีและข้อเสียมากกว่ากัน

แว่นตาเป็นสิ่งพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาสายตา ไม่มีอะไรใส่เข้าตาง่ายต่อการใช้งานและไม่มีปัญหา ยกเว้นคุณได้เลนส์มาผิดเบอร์ก็ถือว่าใช้การได้ไม่ดี ส่วนคอนแท็กเลนส์ปัจจุบันได้พัฒนามาจนกระทั่งดีมาก ถ้าเราใช้งานตามที่เขาแนะนำคือ ต้องล้างทุกวัน ถ้าเลนส์ที่ใช้ได้ 1 เดือน 1 เดือนก็ควรจะทิ้ง และใช้คอนแท็กเลนส์ที่ผ่าน อย.เท่านั้น อย่างน้อยก็ได้มาตรฐาน เพราะ อย.เป็นตัวแทนผู้บริโภค ที่จะไปตรวจเช็ก ตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ที่ผู้บริโภคต้องใช้เข้าไปอยู่ในร่างกายเรา ถ้าเป็นคอนแท็กเลนส์ในกลุ่มนี้ก็ถือว่าใช้งานได้ดี ยกเว้นการใช้งานผิดวิธีไม่ค่อยล้าง ล้างไม่สะอาดอุปกรณ์ที่ใส่สกปรก แต่การใช้คอนแท็กเลนส์ถ้าใช้ไปนานๆ และใช้มากกว่า 10 ปีขึ้นไป จะพบว่าตาเราล้า เพราะคอนแท็กเลนส์แตะอยู่ในลูกตา เพราะเขาใช้ทุกวันตื่นมาก็ใส่กลับบ้านก็ถอดถ้าใช้งานอย่างนั้นส่วนใหญ่มากกว่า 10 ปีจะเร่ิมล้า ล้าหมายความว่า พอใส่แล้วจะรู้สึกไม่สบายตาเหมือนเดิม ซึ่งเหมือนมีพลาสเตอร์ปิดแผลปิดบนเนื้อทุกวัน ก็จะทำให้เนื้อเปลื่อย แต่คอนแท็กเลนส์เขาพัฒนามาดีมาก จนกระทั่งต้องใช้เวลานานมากถึงจะเห็นผลว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหากถึงจุดนั้นเขาต้องกลับมาใช้แว่นตาเหมือนเดิม ซึ่งของหอแว่นที่มีประสบการณ์สูงจะรู้แต่ไม่กล้าบอกลูกค้าแต่จะแนะนำให้ลูกค้าไปพบหมอให้หมอเป็นคนพูดสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้แว่นตา เพื่อพักการใช้คอนแท็กเลนส์ช่วงหนึ่งเพื่อพักสายตาซึ่งสักพักอาจจะกลับมาใส่ได้อีก

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

หอแว่นทำธุรกิจมายาวนานเป็นบริษัทแว่นตาอันหนึ่งที่ยาวนานที่สุดในไทย เราอยู่มาได้เพราะเราดูแลลูกค้าด้วยจรรยาบรรณ พนักงานเรามีความรู้ ความสามารถที่ดี เพียงพอที่จะให้คำแนะนำ เวลาเราเทรนด์พนักงาน ผมจะบอกลูกน้องตลอดเลยว่า ให้ดูแลลูกค้าเหมือนญาติมิตร มีจรรยาบรรณ มีความจริงใจในการแนะนำ หากไม่ต้องใส่แว่นคือไม่ต้องใส่ แต่ถ้าใส่แล้วควรจะใส่อย่างไรสินค้ามีทั้งราคาถูกและราคาแพง แต่สินค้าที่ราคาสูงก็พัฒนามาเพื่อเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งวิถีชีวิตแบบหนึ่งที่เขาต้องการใช้แบบนั้นไม่ใช่มันแพง เพราะแพงเว่อร์แต่การที่ราคาแพงก็มีเหตุผล ดังนั้น พนักงานของเราจะพยายามหาที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องคอนแท็กเลนส์ ผมอยากเตือนน้องๆ วัยรุ่นทั้งหลาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบใช้คอนแท็กเลนส์บิ๊กอาย และไปซื้อสินค้าที่ไม่ผ่าน อย. จะอันตรายมาก ตาคุณมีแค่คู่เดียว ถ้าเป็นอะไรไปซ่อมไม่ได้ ซึ่งโทษคือ 1.สินค้านั้นมีมาตรฐานขนาดไหน ไม่รู้แล้วต้องใส่ลงไปในตาคอนแท็กส์เลนส์ ถ้าทำไม่ดีขอบมันคมนะ และความสกปรกผมไม่รู้ว่าเวลาเขาขายอยู่ในตลาดอนามัยขนาดไหน และที่ผมได้ยินมา ช็อกกว่านั้นอีกคือ แลกกันใส่ แลกกันใส่คือ เหมือนกับคุณเอาแปรงสีฟันแลกกันใช้อะ คุณยังไม่กล้าเลย นี่ใส่เข้าไปในตา อันนี้ผมเปรียบให้เห็นภาพเนี่ย เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมบอกได้ว่ามันอันตรายมาก และคนขายมีความรู้ขนาดไหนผมไม่ทราบ แต่ของผมกว่าจะขายได้ต้องอบรม เทรนด์ และสอบ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 2 พฤษภาคม 2556, 08:00 น.
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,724 other followers

%d bloggers like this: