เฟด

All posts tagged เฟด

เฟด เตรียมคลอด QE3 หยุดการถดถอย

Published สิงหาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 สิงหาคม 2554, 13:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193732.

Pic_193732

โกลด์แมนแซคส์ เชื่อมีโอกาสกว่า 50% แล้วที่เฟดจะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงินรอบที่ 3 ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจครึ่งแรกของปีต่ำกว่าที่คาดไว้

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานบทวิเคราะห์ของ โกลด์แมนแซคส์ ว่า ขณะนี้มีโอกาสสูงกว่า 50% แล้วที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตัดสินใจใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงินรอบที่ 3 หรือ (QE3) อีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี ขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้อย่างมาก ขณะที่การว่างงานกลับมามีระดับสูงอีกครั้งหลังจากท่ีลดลงไปอยู่ในระดับ 8.9% มาอยู่ที่ 9.2% ของจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

การคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเฟดประกาศว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำจนถึงกลางปี 2013 เป็นอย่างน้อย ขณะเดียวกันก็ประกาศด้วยว่า เฟดกำลังสำรวจทางเลือกอื่นๆที่จะช่วยพยุงให้ตลาดหุ้นของสหรัฐฯพุ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้ นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ระบุว่า หากเขาทำผิดก็ขอเลือกทำผิดด้วยการดำเนินมาตรการที่มากเกินไป แทนที่จะเลือกทำผิดด้วยการไม่ทำสิ่งใดในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯตกต่ำ

ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 สิงหาคม 2554, 13:15 น.

ธปท.ระบุยังไม่เห็นเงินทุนทะลัก เข้าไทยอย่างผิดปกติ

Published สิงหาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193478.

Pic_193478

ธปท.ระบุยังไม่เห็น เงินทุนทะลักเข้าไทยอย่างผิดปกติ จากปัญหาสหรัฐฯและเฟดประกาศชัดคงดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อย 2 ปี เชื่อนักลงทุนอยู่ระหว่างปรับตัว รอดูสถานการณ์สหรัฐว่าเศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่ ชี้ขณะนี้เงินบาทสมดุลมากขึ้น

นายสิงห์ชัย บุณยโยธิน ผู้อำนวยการ สำนักตลาดเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวคาดการณ์ถึง ผลกระทบต่อตลาดการเงินไทย หลังกจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศจะใช้มาตรการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% ไปอย่างน้อย 2 ปี ว่า ขณะนี้ธปท.ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่ชัดเจนต่อตลาดเงินของไทย ทั้งด้านเงินทุนไหลเข้า และผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้ เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ ธปท.ยังไม่จำเป็นที่ต้องมีมาตรการอะไรออกมาเพิ่มเติม เพื่อมาดูแลเงินทุนไหลเข้า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นเงินทุนไหลเข้ามาทั้งในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรมากจนผิดปกติ จากปัญหาดังกล่าวสำหรับมาตรการรับมือเงินทุนไหลเข้า ธปท.ได้เตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินใน ยุโปรแล้ว และจากมาตรการเชิงปริมาณรอบ 1 และ 2 (QE) ที่ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในเอเชีย รวมทั้งไทยปริมาณมาก ขณะที่ผลจากการปรับลดเครดิตของสหรัฐฯลง ล่าสุด ก็ไม่ได้เหนือความคาดการณ์ของเรา เนื่องจากบริษัทจัดอันดับเครดิตได้ประกาศไว้แล้ว หากสหรัฐฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็จะทำการปรับลดเครดิตลง

“ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินผลที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจน เนื่องจากฝุ่นยังไม่หายตลบ แต่หากดูปริมาณการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรในขณะนี้แล้ว เห็นว่าเงินทุนไหลเข้ายังปกติ ยังไม่เห็นน้ำเหนือไหลบ่าเข้ามาอย่างผิดปกติ เงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งแรงซื้อขาย ซึ่งสถานการณ์นี้ คือ ตลาดอยู่ระหว่างการปรับตัว เพื่อรอดูการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโปร รวมทั้งเอเชีย โดยเฉพาะจีน ที่ตอนนี้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.39-3.4% ซึ่งไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะปรับค่าเงินอย่างไร”นายสิงห์ชัย กล่าว

นายสิงห์ชัย  กล่าวต่อว่า สิ่งที่ธปท.จับตามมองในขณะนี้คือ คนมองว่า ค่าเงินสหรัฐฯน่าจะอ่อนค่าคง จากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ทำไมขณะนี้คนยังมีความต้องการเงินเหรียญสหรัฐฯอยู่ ซึ่งมันสะท้อนได้ว่าอาจจะมีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่หรือไม่ หรือเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้จะเป็นการแข็งค่าในช่วงระยะเวลาสั้นเท่านั้น

“แม้ค่าเงินจะไม่เหมือนปีก่อน เพราะจะมีการโยกย้ายมาลงทุนในเอเชียมากขึ้น ซึ่งในระยะสั้นเชื่อว่า คนยังจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์เงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ เนื่องจากยังปรับตัวไม่ทัน แต่ในระยะยาวสัดส่วนการลงทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องติดตามดูต่อไป”นายสิงห์ชัย กล่าว

นอกจากนี้มองว่า ทิศทางของค่างเงินบาทในปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ที่ค่าเงินบาทจะเป็นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว ขณะที่ปีนี้ ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทาง คือ มีทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าขึ้นในช่วงวันเดียวกัน ทั้งจากปัจจัยมีเงินทุนไหลเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ยังมีความต้องการดอลลาร์เช่นกัน นอกจากนี้เรายังมีการนำเข้าสูง เพราะเศรษฐกิจบ้านเรายังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้าตลาดยังต้องติดตามว่า สหรัฐฯจะสามารถประคับประครองเศรษฐกิจเขาได้หรือไม่ โดยตลาดเงินไม่ได้มองว่าเพียง สหรัฐฯจะแก้ไขหนี้ได้หรือไม่ แต่จะจับตาดูว่า สหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยแล้วอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่มากกว่า

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

พิษเศรษฐกิจโลก อานิสงส์ทองคำนิวไฮ

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192531.

Pic_192531

ราคาทองคำตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างร้อนแรงและทำนิวไฮ ทะลุระดับ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนช์หลัง S&P ปรับลดความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินเข้ามาลงทุนในทองคำซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความ ปลอดภัยสูงที่สุด

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวถึงราคาทองคำที่ยังคงเดินหน้าสร้างจุดสุงสุดใหม่ในขณะนี้ว่า อาจมีการปรับเป้าหมายราคาทองคำสูงสุดปีนี้ใหม่ หลังทะลุเป้าหมายเดิมที่ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนช์แล้ว อย่างไรก็ตามสำหรับแนวโน้มราคาทองคำหลังจากนี้ ต้องติดตามการประชุมผลการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 9ส.ค.ว่าจะมีมาตรการ QE3 ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ หรือมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆออกมา ซึ่งถ้ามีมาตรการ QE3 ออกมาจะยิ่งเป็นปัจจัยเสริมให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีโอกาสได้เห็นราคาทองคำปรับขึ้นไปได้ถึง1,750ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หากสหรัฐฯมีมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนัก ลงทุนทั่วโลกได้ ราคาทองคำก็อาจจะชะลอความร้อนแรงลง

สำหรับราคาทองคำในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทของไทยด้วย หากเงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หากค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นราคาทองคำในประเทศก็อาจจะปรับขึ้นได้ไม่ เท่ากับราคาทองในตลาดโลก สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในทองคำนั้น ไม่แนะนำให้เข้ามาไล่ซื้อ แต่แนะให้รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงบริเวณ 1,650 เหรียญฯ เนื่องจากราคาทองคำในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงมาก และนักลงทุนต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อการขึ้นลงของราคาทองคำอย่าง ใกล้ชิด อย่างไรก็ตามหากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์และฟิทช์ ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯลง นักลงทุนคงไม่ตื่นตระหนกมากจนทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงอีก เนื่องจากนักลงทุนได้รับข่าวตั้งแต่ S&P ปรับลดเครดิตสหรัฐฯลงแล้ว

ด้านนายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัทออสสิริส กล่าวว่า  ราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศหลังสหรัฐฯโดนปรับลดความน่าเชื่อถือ จากสถาบันจัดอันดับแสตนดาร์ดแอนด์พัวร์(S&P)ปรับลดความน่าเชื่อถือ ระยะยาวของสหรัฐฯลง จากอันดับ AAA เหลือ AA+ ส่งผลให้เกิดการเข้าซื้อทองคำระยะสั้นจาก 2 ส่วนหลักๆคือ การซื้อทองคำเพื่อป้องกัน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากข่าว และ 2 การที่ตลาดมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุนที่เปิดสัญญา short หรือสัญญาขายทองคำในตลาดล่วงหน้าไว้้ในช่วงก่อนเพื่อจำกัดหรือตัดการขาดทุน ซึ่งจากทั้ง 2 ปัจจัยทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งวัน สำหรับมุมมองของราคาทองคำระยะสั้น น่าจะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ เพราะปัจจัยข้างต้นจะยังมีผลต่อความเชื่อมั่นโดยรวมของการลงทุนทั่วโลกใน ด้านความเสี่ยง และควรติดตามข่าวเรื่องแนวทางแก้ไขของสหรัฐอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจทำให้ ราคาทองคำผันผวนต่อ

ขณะที่ บทวิเคราะห์ บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์สแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนทอง เพราะราคาได้ปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ปรับตัวลงเลย จึงอาจทำให้เกิดแรงขายทำกำไรออกมาได้ แม้ในระยะยาวราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นก็ตาม ส่วนนักลงทุนที่มีทองคำแท่งอยู่ในมือ หรือมีสถานะซื้อ(long)แนะนำให้ขายทำกำไรระยะสั้นออกมา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

เชื่อค่าบาทสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 14:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191964.

Pic_191964

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แนะจับตาการประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า เงินบาทปรับตัวอย่างผันผวน เงินบาทแข็งค่าในช่วงต้น-กลางสัปดาห์เช่นเดียวกับทิศทางเงินเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางแรงเทขายเงินดอลลาร์ฯ (ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) หลังจากที่สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการปรับเพิ่มเพดานหนี้ได้ทันตามกำหนดเวลา 2 ส.ค. นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ที่มาจากกลุ่มผู้ค้าทองคำอีกด้วย อย่างไรก็ดี เงินบาทต้องลดช่วงบวกทั้งหมดลงในช่วงท้ายๆ สัปดาห์ เนื่องจากความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก และการเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตของทางการญี่ปุ่น หนุนให้เงินดอลลาร์ฯ ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ในวันศุกร์ (5 ส.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 29.84 จากระดับ 29.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (29 ก.ค.)

สำหรับ แนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (8-12 ส.ค. 2554) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.80-30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาค เกษตรที่จะประกาศออกมาในช่วงคืนวันศุกร์ที่ 5 ส.ค. ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตลอดจนการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้นเดือนส.ค.) ยอดค้าปลีก ดุลงบประมาณเดือนก.ค. ดุลการค้าและสต็อกสินค้าคงคลังเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 6 สิงหาคม 2554, 14:45 น.

บาทแตะระดับต่ำสุดรอบสัปดาห์ แนะจับตาเงินทุนเคลื่อนย้าย

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 14:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126693.

Pic_126693

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าบาทเคลื่อนไหวที่ 29.50-29.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สั่งจับตากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและทิศทางสกุลเงิน-ตลาดหุ้นภูมิภาค…

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า เงินบาทในประเทศ (Onshore) แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่าสัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย และเงินหยวน อย่างไรก็ดี เงินบาทต้องลดช่วงบวกลงทั้งหมด และปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ท่ามกลางแรงเทขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ และแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า เป็นการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นอกจากนี้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย หลังจากที่ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาภาคการคลังในยุโรปปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สำหรับในวันศุกร์ (12 พ.ย.) เงินบาทอ่อนค่าลงมาปิดตลาดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 29.81 เทียบกับระดับ 29.64 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 5 พ.ย.

ในรอบสัปดาห์นี้ (15-19 พ.ย.) จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ในขณะเดียวกันก็จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ของธนาคารพาณิชย์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงระดับ 1.75% ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 29.50-29.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะต้องจับตากระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค รวมถึงทิศทางของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน พ.ย. ยอดค้าปลีก สต๊อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ข้อมูลการผลิตในภาคอุตสาหกรรม อัตราการใช้กำลังการผลิต และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือน ก.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 14:40 น.

จีนประกาศลดเครดิตเรตติ้งสหรัฐฯ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

13 พฤศจิกายน 2553, 11:14 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126660.

Pic_126660

ต้ากง โกลบอล เครดิต เรตติ้ง ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์จาก ระดับ AA เป็น A+โดยมีแนวโน้มเป็นลบ เหตุจากแผนQE2…

สำนักข่าวชินหัว ของทางการจีน รายงานว่า ต้ากง โกลบอล เครดิต เรตติ้ง 1 ใน 5 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศ ตลอดจนถึงตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว จากระดับ AA เป็น A+โดยมีแนวโน้มเป็นลบ

ต้ากง ให้เหตุผลว่า สหรัฐฯมีเจตนาทำให้ความสามารถในการชำระหนี้เสื่อมถอยลงหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินระยะที่ 2 หรือ QE2 มากขึ้น และให้แนวโน้มเป็นลบเพราะแผนของเฟด ที่จะซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วง 8 เดือน นับจากนี้นั้น ถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ความสามารถในการชำระหน้ีของสหรัฐฯลดลง และเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะยาว แม้แผนนี้จะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงก็ตาม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 พฤศจิกายน 2553, 11:14 น.

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.40-30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

25 มิถุนายน 2554, 13:15 น.

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.40-30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181626

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.40-30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แนะจับตาทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลก การพิจารณาแผนรัดเข็มขัดทางการคลังของรัฐสภากรีซ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า เงินบาทอ่อนค่าลงใกล้ระดับ 30.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ ความหวังต่อมาตรการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับกรีซที่ทันเวลา เป็นแรงหนุนสินทรัพย์เสี่ยง สกุลเงินเอเชีย และเงินบาท อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกทั้งหมดลง และปรับตัวอ่อนค่าตลอดจนถึงท้ายสัปดาห์ หลังจากที่แถลงการณ์หลังการประชุมเฟดไม่บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า เฟดจะมีมาตรการ QE เพิ่มเติม แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยืนที่ระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันจากความต้องการเงินดอลลาร์ฯ จากกลุ่มผู้นำเข้าในช่วงท้ายสัปดาห์อีกด้วย ในวันศุกร์ (24 มิ.ย.) เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ 30.65 หลังอ่อนค่าสุดระหว่างวันใกล้ 30.70 เทียบกับระดับ 30.56 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (17 มิ.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (27 มิ.ย.-1 ก.ค. 2554) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.40-30.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนพ.ค. อัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.  สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพเงินบาทของธปท. ทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลกที่น่าจะมีจุดสนใจอยู่ที่สัญญาณแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การพิจารณาแผนรัดเข็มขัดทางการคลังของรัฐสภากรีซ และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขตชิคาโก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย. รายจ่ายด้านการก่อสร้าง ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือนพ.ค. ดัชนีราคาบ้านเดือนเม.ย. โดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 25 มิถุนายน 2554, 13:15 น.

เฟด ประกาศ ตรึงดอกเบี้ยระดับ 0-0.25% ต่อ

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

25 มิถุนายน 2554, 10:45 น.
เฟด ประกาศ ตรึงดอกเบี้ยระดับ 0-0.25% ต่อ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181606

เฟด ประกาศตรึงดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 0-0.25% ต่อ คาด อัตราดอกเบี้ย จะทรวงตัวในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรืออาจจะนานกว่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ 0-0.25% ต่อไป หลังจากสิ้นสุดการประชุมนโยบายการเงินในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด ให้สัญญาณว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟด จะทรวงตัวในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรืออาจจะนานกว่านั้น

ขณะเดียวกัน นายเบอร์นันเก้ยังได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯลงจากที่เคยคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ในอัตรา 3.1-3.3% เหลือเพียง 2.7-2.9% ส่วนในปี 2555 เศรษฐกิจสหรัฐฯอาจเติบโตได้ในระดับ 3.3-3.7%

นายเบอร์นันเก้ ยอมรับว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะเผชิญความเสี่ยงบางส่วนจากวิกฤตการณ์ในกลุ่มประเทศยูโรโซนและภาวะชะงักงันจากการผลิตที่ต้องใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และอะไหล่จากญี่ปุ่น ซึ่งต้องหยุดผลิตไปเพราะแผ่นดินไหว ขณะเดียวกัน สิ่งที่สหรัฐฯต้องเผชิญในเวลานี้คือการฟื้นตัวอย่างอ่อนแอและน่าผิดหวังของเศรษฐกิจในระยะนี้ ซึ่งอัตราการว่างงานในเดือน พ.ค.ยังคงเพิ่มขึ้นที่ระดับ 9.1% โดยไตรมาส 4 ของปีนี้ อัตราการว่างงานอาจมีค่าเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยเท่านั้น หรืออยู่ในอัตรา 8.6-8.9%

เฟดคาดว่าภาวการณ์เช่นนี้ จะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2556 (2013) ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.3-2.5%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 มิถุนายน 2554, 10:45 น.

คาดเฟดตรึงดอกเบี้ยระดับ 0-0.25% ต่อ

Published มิถุนายน 19, 2011 by SoClaimon

18 มิถุนายน 2554, 16:32 น.
คาดเฟดตรึงดอกเบี้ยระดับ 0-0.25% ต่อ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180021

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยระดับ 0-0.25%ต่อ ส่วนกนง.เชื่อจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 1-2 ครั้งถัดไป…

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ผลการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะมีมติให้ตรึงอัตราดอกเบี้ย FED Funds ที่ 0.00-0.25% และสิ้นสุดมาตรการ QE2 ในปลายเดือน มิ.ย. นี้ ทั้งนี้ เฟดได้ส่งสัญญาณถึงการพิจารณาคงขนาดของงบดุลต่อไปอีกระยะหนึ่ง ให้มีความเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ท่ามกลางอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาที่อยู่อาศัยที่ยังมีโอกาสจะปรับตัวลดลง ในขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่แม้อาจมีเพิ่มขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มที่จะคลายตัวลงในระยะข้างหน้าจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ก็น่าจะเอื้อให้เฟดคงจุดยืนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากไว้ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ แม้มติการประชุมของเฟดในรอบนี้คงจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของตลาด แต่ปัจจัยที่ต้องจับตามอง คือ พัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากสิ้นสุดมาตรการ QE2 และประเด็นเกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อเงินดอลลาร์ฯ ตลาดพันธบัตรและการคาดการณ์ของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ตลอดจนแผนการปรับลดการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ในระยะกลางถึงยาว ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาคส่วนต่างๆ ในวงกว้าง รวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ฯ ในขณะที่ แรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย คงจะทำให้ธนาคารกลางเหล่านั้น ยังมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงนี้ และดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 1-2 ครั้งถัดไป แต่ด้วยความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้จังหวะและขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากนั้นแปรผัน หรือขึ้นกับเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักในช่วงนั้นมากขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 มิถุนายน 2554, 16:32 น.

เตือนระวังหุ้นไทยเจอแรงขายทำกำไรสัปดาห์หน้า

Published มิถุนายน 15, 2011 by SoClaimon

6 พฤศจิกายน 2553, 16:26 น.
เตือนระวังหุ้นไทยเจอแรงขายทำกำไรสัปดาห์หน้า – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124862

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนนักลงทุนสัปดาห์หน้าระวังแรงขายทำกำไร หลังดัชนีฯพุ่งปรี๊ดทะลุพันจุด โดยให้แนวรับที่ 1,040-1,000 จุด ส่วนแนวต้านที่ 1,050-1,080 จุด

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,040.45 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.69% จาก 984.46 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และปรับขึ้น 41.65% จากสิ้นปี 2552 ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 89.59% จาก 126,881.14 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 240,551.93 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 31,720.29 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 48,110.39 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 8,119.47 ล้านบาท 3,059.48 ล้านบาท และ 1,116.04 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 12,294.96 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 263.13 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.78% จาก 261.10 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.22% จากสิ้นปีก่อน

ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังสามารถผ่านระดับ 1,000 จุดได้ในวันจันทร์ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดสัปดาห์ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยมีแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่นำโดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อันเป็นผลจากการคาดการณ์ถึงกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ฯ จนถึงกลางปี 2554 นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่ระดมเงินได้จากกองทุนรวม LTF และ RMF ด้วย

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (8-12 พ.ย. 2553) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะผันผวนในกรอบแคบ โดยอาจมีโอกาสปรับฐานจากแรงขายหุ้นเพื่อทำกำไรของนักลงทุนหลังดัชนีปรับขึ้นมาต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่น่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี อาจเป็นปัจจัยหนุนตลาด โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ การประชุมกลุ่ม APEC และกลุ่ม G-20 ในประเด็นเกี่ยวกับค่าเงินและการรับมือกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,040 และ 1,000 จุด ขณะที่ แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,050 และ 1,080 จุด ตามลำดับ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 พฤศจิกายน 2553, 16:26 น.
%d bloggers like this: