เพ็ญพิชญา เตียว

All posts tagged เพ็ญพิชญา เตียว

ไอศกรีมเชอร์เบตฟักข้าว อาหารเป็นยา…ต้านมะเร็งได้

Published สิงหาคม 16, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/191480.

Pic_191480

ไอศกรีมเชอร์เบตฟักข้าว

“ฟักข้าว” หรือหมากอูบข้าว ชาวบ้านทางภาคเหนือและแถบภาคอีสานนิยมนำยอดอ่อนเป็นผักเคียงกินกับน้ำพริกนั้น เพราะคุณประโยชน์ที่อุดม ไปด้วยโอสถสาร ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในแถบ จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี และ ราชบุรี ต่างให้ความสนใจปลูก และเพื่อเพิ่มมูลค่า ให้กับผลผลิตจึงมีการนำมาแปรรูปเป็น น้ำพร้อมดื่ม เส้นหมี่ฟักข้าว

…รวมทั้งการทำ “ไอศกรีมเชอร์เบตฟักข้าว” ซึ่งเป็นผลงานของ นางสาวกนกวรรณ ศรีสชาพร และ นางสาวอมรรัตน์ ปะสุตะ นักศึกษาสาขาวิชาวิทยา-ศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยมี อาจารย์ชมพูนุช เผื่อนพิภพ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

…อาจารย์รุ่งฤทัย รำพึงจิต ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มทร.พระนคร บอกกับทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” ว่า… เยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าว

สีแดงนั้น จะมีสารชื่อ “ไล-โคพิน” อยู่มากถึง 380 ไม-โครกรัม/กรัม สารดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น ที่มี ผลช่วยให้ลดความเสี่ยงของ การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง ต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด ฯลฯ ด้วยคุณประโยชน์ที่หลากหลาย ทีมนักศึกษาจึงคิดค้นสูตรการทำไอศกรีมเชอร์เบตฟัก ข้าว เพื่อให้ง่ายต่อการเปิบกับทุกเพศวัย

สำหรับขั้นตอน นั้น เริ่มแรกจะ ใช้ผลฟักข้าวที่สุกสีแดง นำมาหั่นผ่าครึ่งและนำเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดออก (ซึ่งใช้ส่วนนี้) ปริมาณ 500 กรัม เสร็จแล้ว นำสับปะรดมาปอกเปลือกเอาตา และ แกนออก หั่นเป็นชิ้น เล็กนำไปแช่น้ำโดยใส่เกลือ 2 กรัม ทิ้งไว้สักพัก ก่อนนำไปปั่นแยกกาก ตักพักไว้ปริมาณ 500 กรัมเช่นกัน

…จากนั้นทำน้ำเชื่อมโดยใช้น้ำ 200 กรัม น้ำตาลทรายจำนวน 250 กรัม คนกระทั่งละลายพักให้เย็น นำฟักข้าว สับปะรด และ น้ำเชื่อม ใส่เครื่องปั่นจนเข้ากัน เสร็จแล้วนำไปพาสเจอไรส์ที่อุณหภูมิ 68 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที ลดอุณหภูมิลงด้วยน้ำแข็งให้อุณหภูมิลดลงจนถึง 4 องศาเซลเซียส

ขั้นตอนการแปรรูปขั้นตอนการแปรรูป

นำมาผสมกับน้ำตาลเด๊กซ์โทรส เกลือ น้ำตาลทราย และสารให้ความคงตัว เติมน้ำร้อนคนจนละลาย เติมกรดซิตริก น้ำตาลมอลโตเด็กซ์ตรินคนจนละลายทั้งหมด บ่มที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชม. นำไปปั่นเป็นเวลา 20 นาที ตักไอศกรีมใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ แช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส เมื่อคงตัวแล้วก็จะได้ไอศกรีมเชอร์เบตฟักข้าว 1,200 กรัม

ทาง มทร.พระนครบอกว่า ใครจะทำไว้ให้ สมาชิกในบ้าน “เปิบ” หรือจะทำขายกระจายความรวย ก็ไม่ว่ากัน ติดขัดหรือมีข้อสงสัยสามารถกริ๊งกร๊างสอบถามกันได้ที่ โทร.08–4097–1252 ในวันและเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 5 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
โฆษณา

รณรงค์ส่งเสริมใช้ปุ๋ยถูกวิธี ลดต้นทุนเกษตร สร้างชุมชนเข้มแข็ง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/192724.

Pic_192724

พืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิดที่อยู่ในโครงการประกันรายได้.

แม้เกษตรกรไทยจะมีศักยภาพในการผลิตค่อนข้างสูง หากลงให้ลึกจะพบว่าน้อยรายที่รู้จักสภาพ “ดิน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปลูกพืช ขาดความรู้ด้านการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืช

ฉะนี้…เพื่อเป็นการแก้ปัญหา “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นในหลายแห่งในพื้นที่เพาะปลูก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำ “โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร” ตามนโยบายที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะเมื่อเปิดการค้าเสรี (AFTA)

นายวิทยา อธิปอนันต์ ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า…เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ในทรัพยากรดินอย่างมีประสิทธิอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรฯจึงเดินหน้ารณรงค์ส่งเสริมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเน้นให้ใช้ปุ๋ยตามศักยภาพของชุดดิน อย่างถูกต้องเหมาะกับสภาพและตรงตามความต้องการของพืช ตามผลที่ได้จากการส่งดินไปวิเคราะห์

ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร บอกถึงคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่า ต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ มันสำปะหลัง ใน โครงการประกันรายได้ปี 2553/54 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยขั้นแรก เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่เพาะปลูก ทั้งยังได้รับความรู้การวิเคราะห์ดินและปุ๋ยที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยังให้สินเชื่อแก่เกษตรกรสำหรับซื้อปุ๋ยมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นอกจากนี้ โครงการยังจะ ชดเชยค่าส่วนต่างของราคาปุ๋ยที่เกษตรกรใช้ จำนวน 7 สูตร ได้แก่ สูตร 16-20-0, 46-0-0, 18-12-6, 15-15-15, 16-8-8, 16-16-8 และสูตร 13-13-21 ในอัตราเฉลี่ย 1.50 บาท/กิโลกรัม (กระสอบละ 75 บาท) หรือตันละ 1,500 บาท ตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่มีสิทธิตามโครงการประกันรายได้ และตามปริมาณการใช้ปุ๋ย/ไร่ เป็นรายภาค

โครงการดังกล่าวนอกจากทำให้เกษตรกรมีสุขภาพดี มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ยังคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ประมาณ 20% และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 5% ซึ่งนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

“…หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำที่เหมาะสม ถูกชนิดตามที่ดินขาดธาตุอาหาร ใส่อย่างพอเพียง ตรงตามช่วงเวลาที่พืชต้องการอย่างถูกวิธี พืชก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด นอกจากทำให้คุณภาพดินดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการปนเปื้อนปุ๋ยเคมีสู่ดิน ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น ลดปัญหาการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ส่งผลให้การใช้สารเคมีทางการเกษตรลดลงด้วย…”

สำหรับผู้ที่สนใจสมัคร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 10 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

วิจัยไม้มงคล”เทพทาโร” สู่ผลิตภัณฑ์ คุณประโยชน์มากหลาย

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/192192.

โดย เพ็ญพิชญา เตียว 8 ส.ค. 2554 05:00

นางทรรศนีย์ พัฒนเสรี พร้อมทีมจาก วช.

“เทพทาโร” ไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดพังงา ในอดีตชาวบ้านจะใช้ภูมิปัญญานำเนื้อไม้ ใบ ผล รวมทั้งรากที่มีกลิ่นมาทำเครื่องหอมประทินผิว เครื่องประดับตกแต่ง เครื่องเรือน ฯลฯ และที่หลายคนรู้จักมักคุ้นกันดีก็คือ งานแกะสลักสินค้า OTOP ประจำจังหวัดตรัง

จากคุณประโยชน์ความมหัศจรรย์ และคุณค่าที่มีอยู่ นางทรรศนีย์ พัฒนเสรี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ พร้อมด้วยนายสมบูรณ์ บุญยืน และนายคงศักดิ์ มีแก้ว นักวิชาการฯ กรมป่าไม้ จึงได้วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดน้ำมันหอมระเหย เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ควบคู่ กับการอนุรักษ์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่าง ครบวงจรขึ้น

นางทรรศนีย์ เปิดเผยว่า…หลังเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” ทาง มูลนิธิชัยพัฒนา ต้องการสร้างหมู่บ้านให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่หมู่เกาะฟ้าทอง กรมป่าไม้จึงได้ถวายที่จำนวน 280 ไร่ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวมีต้นเทพทาโรเป็นไม้ดั้งเดิมอยู่จำนวนมาก เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการตัดเพื่อปรับสภาพพื้นที่ กรมจึงได้ทำวิจัย ซึ่งพบว่าทุกส่วนของเทพทาโรทั้งเปลือก เนื้อ ใบ ดอก ผล ราก มีกลิ่นหอม

โดยขั้นตอนการวิจัยนั้น เริ่มแรกได้มุ่งการใช้ประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหย โดยใช้วิธีการสกัด แบบเดียวกับไม้กฤษณา ซึ่งแต่ละส่วนจะให้ปริมาณน้ำมัน หอมแตกต่างกันคือ ผลให้ปริมาณน้ำมันหอมสูงสุดที่ 3.5-10.54 เปอร์เซ็นต์ เนื้อไม้ 3.85 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแห้ง โดยหลังผ่านขบวนการสกัด เนื้อไม้ยังสามารถนำมาทำธูปหอมได้ ใบ 0.43-0.72 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันยังพบว่าน้ำมันที่ได้ยังให้กลิ่น องค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันถึง 4 กลิ่น คือ รูทเบียร์ ที่มีองค์ประกอบของสารแซฟรอล ฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย

…กลิ่นตะไคร้ผสมส้ม (สารซิตรอล) ไล่แมลง กลิ่นเสม็ดขาว (สารซินีออล) และดอกไม้ผสมเครื่องเทศ สารลินาลูล ที่พบว่าในอุตสาหกรรมเครื่อง สำอางกว่า 70 เปอร์เซ็นต์จะมีตัวนี้ผสมอยู่ จากคุณสมบัติดังกล่าวทีมวิจัยจึงได้นำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตามองค์ประกอบหลักทางเคมี อาทิ ยาหม่อง เจลทำความสะอาดมือ สบู่เหลว น้ำมันเหลืองเทพทาโร-ไพล น้ำมัน นวดสปา โลชั่นกันยุง

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างครบวงจร โดยไม่ส่งผลกระทบกับไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ทีมวิจัยได้ ทำการอนุรักษ์พร้อมศึกษาทำการขยายพันธุ์ในรูปแบบ ต่างๆ มีการ สร้างศูนย์รวมพันธุ์ พื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดสงขลา ที่ดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคม 2551 โดยไม้ดังกล่าวมีอายุ 2 ปี ออกลูก ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะในอนาคตหากวิจัยสำเร็จ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้ประชาชนปลูกในแถบภาคใต้ ปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจได้อีกชนิดหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจชมและทดลองทำผลิตภัณฑ์ต่างๆจาก “เทพทาโร ไม้มงคลมหัศจรรย์” รวมทั้ง รับกล้าฟรีได้ที่งาน Thailand Research Expo 2011 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ระหว่างวันที่ 26-31 สิงหาคม ที่จะถึงนี้.

เพ็ญพิชญา เตียว

สร้างจุดแข็ง บนเศรษฐกิจอาเซียน ไทยเชื่อมั่น“สหกรณ์”พาธุรกิจรอด

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/189250.

Pic_189250

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการรวมกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า รวมทั้ง ไทย เพื่อเปิดช่องทางการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ และสร้างความเข้มแข็งกับประเทศกลุ่มประชาคมอื่นๆ

…หลายประเทศได้เตรียมความพร้อมหลังเซ็นสัญญาประ-ชมคมปี’ 54 เพื่อรับการเปลี่ยน แปลงทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า ส่วนในบ้านเราเวลานี้หลายธุรกิจสินค้า โดย เฉพาะภาคเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์เพื่อการส่งออก หน่วยงานทั้งภาครัฐอย่างกรม การค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัทเอกชนทั้งหลาย รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่มีเครือข่ายสมาชิกอยู่มาก ได้เริ่มเดินหน้าเร่งพัฒนาปรับแนว ทางสร้างมาตรฐานสินค้าให้สามารถครองพื้นที่ส่งออกระดับแนวหน้าได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยว่า…การแข่งขันต้อง “รู้เขา รู้เรา” ถึงจะเอาชนะได้ ต้องศึกษาวิเคราะห์กลุ่มประเทศสมาชิกว่ามีจุดแข็งอะไรบ้าง เพราะว่า หากสินค้าไหนในประเทศใดก็ตามมีความเข้มแข็งในการผลิต การไหลบ่าของสินค้านั้นจะเข้ามาสู่ประเทศที่มีความอ่อนแอมากกว่า เป็นการกระจายสินค้าในกลุ่มประชาคมอาเซียน

สินค้าประเภทต่างๆ จากสหกรณ์.สินค้าประเภทต่างๆ จากสหกรณ์.

…อย่าง ประเทศสิงคโปร์ เป็นแหล่งที่พัฒนาคุณภาพคน ส่งออกเทคโนโลยี ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ เวียดนาม กลุ่มนี้จะผลิตสินค้าเกษตร อาหารซึ่งผลิตผลโดยรวมส่งออกสู่ตลาดโลก ส่วนประเทศ พม่า กัมพูชา ลาว เป็นอีกกลุ่มประเทศที่ยังไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ควรปล่อยวาง…

สำหรับประเทศไทยเรา “การเกษตร” นับเป็นจุดแข็งและเป็นภาคการผลิตที่สำคัญ และเพื่อให้ไทยก้าวสู่ครัวโลก ดังนั้น จึงต้องให้ “ต้นน้ำ” คือเกษตรกรผู้ผลิต ที่ส่วนใหญ่รวมตัวจัดตั้งขึ้นเป็นสหกรณ์ มีทั้งหมดกว่า 8,000 สหกรณ์ สมาชิก 10 ล้านคน หรือ 1 ใน 6 ของประเทศ รับรู้ถึงการปรับตัว สามารถ มองหาโอกาส ขยายการค้า ธุรกิจต่างๆ รวมทั้งเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจตามมา เพื่อสมาชิกเหล่านี้สามารถทำธุรกิจในระบบสหกรณ์ แข่งขันตลาดเสรีการค้าบนพื้นฐานของความเท่าเทียม

…โดยจากนี้ไปต้องเร่งไปให้ความรู้ พัฒนากลุ่มเป้าหมายพิเศษอย่าง กลุ่มสหกรณ์ประมง ที่ต้องมุ่งผลิตในแบบอินทรีย์เป็นการแหวกแนวทางเดิมๆ และ สินค้ากลุ่มผลไม้ ที่จากนี้ไปต้องปรับปรุงระบบการขนส่งกับการดูแลหลังเก็บเกี่ยวให้มากขึ้น

ยางพารา จากเดิมที่รวบรวมยางดิบ ยางก้อน ต้องปรับมาทำยางแท่ง ยางเครป หรือคอมปาว อย่างล่าสุดที่จังหวัดตรัง พยายามรวบรวมยางแผ่นรมควัน ขณะเดียวกัน ก็ได้คิดลงทุนทำโรงงานรับยางคอมปาว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป สามารถขึ้นเป็นยางเส้นได้ ตรงนี้กรมมองว่าควรได้รับการพัฒนาส่งเสริม เพราะประ-เทศหลักๆที่อยู่ในอาเซียนและเป็นผู้ส่งออกยางพารา 90 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก ได้รวมกันจัดตั้งเป็นบริษัทยางไปแล้ว

ปาล์มน้ำมัน แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีการขยายตัวปลูกอย่างต่อเนื่อง แต่เกษตรกรต้องส่งวัตถุดิบเข้าโรงงานเอกชน ซึ่งเป็นโรงงานที่รองรับวัตถุดิบโดยนักลงทุนมาจากมาเลเซีย ดังนั้น แนวทางแก้ก็คือ ให้สมาชิกชาวสวนปาล์มรวมตัวเป็นชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันมีโรงงานเป็นของตัวเอง อันเป็นหนทางหนึ่งที่จะพัฒนาให้สหกรณ์เหล่านี้เกิดความมั่นคงในการรับซื้อผลผลิต

และ…สินค้าที่ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะสินค้าหลักๆที่เราทำการส่งออกอย่าง ข้าว วันนี้เราต้องปรับตัวหนีเวียดนามให้ได้ ซึ่งสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตข้าวเพื่อการส่งออกทุกประเภท ทั้งเมล็ดข้าว หรือที่เป็นกระสอบ จากนี้ไปการผลิตต้องเน้นในด้านการปรับปรุงคุณภาพ ใช้ข้าวเมล็ดยาว ข้าวเมล็ดสวยมีความหอมมากกว่า รวมทั้งใช้พันธุ์ดีที่ทางราชการแนะนำ

“…วันนี้สมาชิกผู้ผลิตข้าวร้อยเอ็ด ได้มีการรวมตัวเป็นชุมนุมสหกรณ์ ผู้ผลิตข้าว มีการขยายผลผลิต ร่วมมือกันจับมือธุรกิจส่งข้าวไปภาคใต้ แค่เพิ่มปริมาณการใช้ข้าวดีในประเทศ ทำให้โอกาสตลาดเปิดมากขึ้น มากกว่าโดยไม่ต้องมองตลาดต่างประเทศขายแค่ประเทศข้างเคียง โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีกำลังซื้อสูง เพียงเท่านี้สหกรณ์ก็ได้ประโยชน์…”

…เมื่อสหกรณ์มีระบบ และสมาชิกเกิดความเชื่อมั่น มีการรักษาคุณภาพมาตรฐานให้คงที่สม่ำเสมอ ผลิตตามเกณฑ์และเงื่อนไขที่ตกลงไว้ มีวินัยต่อการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพียงเท่านี้การค้าก็ประสบผลสำเร็จได้ แม้ว่าช่วงแรกการเจรจาอาจยาก แต่เมื่อได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่น ก็สามารถส่งผลิตผลเดินหน้าทำธุรกิจกับคู่ค้าได้ยาวไกลอย่างแน่นอน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 27 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ไส้อั่วสมุนไพร ยอดชาอ่อน เติมเต็มรส ด้วยโอสถสารฯ

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2554, 05:01 น.

ไส้อั่วสมุนไพร ยอดชาอ่อน เติมเต็มรส ด้วยโอสถสารฯ.

Pic_184558

นางแดง ศรีวิชา

หลายคนที่ขึ้นเหนือ ก่อนกลับนอกจากจะซื้อน้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ติดมือกลับมาแล้ว บางรายยังแถมด้วย “ไส้อั่ว” อาหารพื้นบ้านที่รู้จักกันดี แต่จะหาให้อร่อยรสติดลิ้นนั้น ค่อนข้างยาก!

ฉะนี้…เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลแล้ว หลายๆคนยังสามารถฝึกฝนทำกินกันก่อน แล้วอนาคตอันใกล้ค่อยยึดทำเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ในช่วงรัฐบาลใหม่ทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” จึงนำสูตร “ไส้อั่วสมุนไพร ยอดชาอ่อน” มาฝากกัน

นางแดง ศรีวิชา เจ้าของสูตร “ไส้อั่วสมุนไพรแม่แดง” บอกกับทีมงานว่า…แม้ไส้อั่วเป็นอาหารตามวัฒนธรรมของเมืองเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แพร่ น่าน ฯลฯ ก็จริง แต่ปัจจุบันเป็นที่รู้จักและนิยม “เปิบ” กันอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้จากอาหารพื้นบ้านกลายเป็นอาหารที่ขึ้น “ฮ้าน เฮือนอาหาร” หลายแห่งในภาคเหนือ ซึ่งสูตรนั้นก็แล้วแต่ของใครของมัน

ไส้อั่วสมุนไพร ยอดชาอ่อนไส้อั่วสมุนไพร ยอดชาอ่อน

….อย่างไส้อั่วสมุน ไพร ยอดชาอ่อนของแม่นี้ จะเป็นสูตรที่ทำกินกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้วสั่งสอนต่อๆกันมา ซึ่งนอกจากอร่อยแล้วยังเต็มไปด้วยสมุนไพรไทย และที่แปลกสุดก็คือจะใส่ใบชาเขียวสดผสมลงไปด้วย…

สำหรับสูตรนั้นประกอบด้วย เนื้อหมู 1 กิโลฯ มันหมูชนิดแข็ง 5 ขีด ไส้หมูสด เลือกที่เป็นไส้แดง (ลำไส้ใหญ่) พริกแห้งเม็ดใหญ่ 10 เม็ด หอมแดง 3 หัว กระเทียม ปอก 10 กลีบ กะปิ 1 ช้อนชา เกลือ 1/3 ช้อนชา ตะไคร้ สับหรือปั่นให้ละเอียด 10 ต้น ใบมะกรูด หั่นฝอย 20 ใบ ต้นหอม ผักชี 10 ต้น ผักชีฝรั่ง 5 ต้น ใบชาเขียวสด (ชาอูหลง) หั่นฝอย 10 ใบ น้ำมะขาม

ส่วนขั้นตอนกรรมวิธีการปรุง นั้นแสนจะง่าย เริ่มจาก นำไส้หมูสดมาล้างทำความสะอาด จากนั้นให้กลับด้านเอาส่วนของด้านในลำไส้ออกมาด้านนอก แล้วนำไปคั้นกับมะขามเปียก เพื่อไม่ให้ไส้มีรสขม ซึ่งถือเป็นเคล็ดลับ แล้วล้างอีกครั้งก่อนกลับไส้ พักไว้ แล้วเตรียมเครื่องปรุงรส ที่เริ่มจากนำหมูแดงมาสับหรือบดให้ละเอียด มันหมูหั่นและสับเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมเข้าด้วย จะช่วยทำ ให้เนื้อสัมผัสมีความนุ่ม

…แล้วตำเครื่องพริกแกงให้ละเอียด จากนั้นเอาตะไคร้ที่สับละเอียด ใบมะกรูด ต้นหอมผักชี ผักชีฝรั่ง ใบชาเขียวสดหั่นฝอยมาผสมคลุกเคล้ากับหมูที่เตรียมไว้ให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมายัดไส้หมูที่ล้างเตรียมไว้พอประมาณอย่าแน่นมาก เวลานำไปย่างจะทำให้ไม่แตก เสร็จแล้วใช้สีผสมอาหารสีส้มทาลงบนไส้ที่ยัดเครื่องปรุงเรียบร้อยเพื่อเพิ่มสีสัน นำไส้อั่วเข้าตู้อบเพื่อทำให้สุกและแห้ง ก่อนนำไปย่างบนเตาไฟอ่อนๆอีกครั้งจะช่วยเพิ่มความหอมของเครื่องปรุง…

ส่วนผสมต่างๆส่วนผสมต่างๆ

เพียงเท่านี้ก็มีไส้อั่วสมุนไพร ยอดชาอ่อนพร้อมส่งขายให้กับลูกค้า สำหรับใครที่สนใจอยากได้สูตร เพื่อ นำมาประกอบเป็นอาชีพ กริ๊งกร๊างไปได้ที่ 08-4073-9088 และ 08-9403-2244 ในวันและเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา  เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 8 กรกฎาคม 2554, 05:01 น.

มน.วิจัย สกัดสารจาก “พรมมิ” ใช้บำรุงสมอง…ลดอาการขี้ลืม

Published กรกฎาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

มน.วิจัย สกัดสารจาก “พรมมิ” ใช้บำรุงสมอง…ลดอาการขี้ลืม.

Pic_185307

ทีมจากคณะ วช. เดินทางศึกษาความคืบหน้าที่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.)

“พรมมิ” หรือที่บางท้องถิ่นเรียกว่า “ผักมิ” ในคัมภีร์อายุรเวชของอินเดีย มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง และเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งพืชสมุนไพรดังกล่าวพบได้ทั่วประเทศไทย ผู้เฒ่าผู้แก่โดยเฉพาะในแถบภาคอีสานนิยมนำมา “เปิบ” เป็นผักจิ้มน้ำพริก

…และจากคุณประโยชน์ดังกล่าว รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์ ศูนย์เทคโนโลยีสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) พร้อมด้วยทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงทำโครงการ “สกัดสารพรมมิเพื่อใช้บำรุงสมอง ลดความจำเสื่อม” ขึ้น และ สนง.คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนทุนวิจัย

รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์รศ.ดร.กรกนก อิงคนินันท์

รศ.ดร.กรกนก เปิดเผยว่า…การศึกษาข้อมูล พบว่า ยาสมุนไพรในอายุรเวช ที่ประเทศอินเดียใช้เป็นยาบำรุงความจำ บำรุงสมองนั้น “พรมมิ” เป็นหนึ่งใน 3 ชนิดที่ประเทศดังกล่าวนำมาใช้ ดังนั้น จึงคิดว่า พืชดังกล่าว ซึ่งหาได้ง่ายในบ้านเรา พบในพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเฉพาะในนานั้น ควรค่าที่จะนำมาศึกษา เพื่อใช้ เป็นหนึ่งทางเลือก อาการหลงลืมง่าย ที่คนในสังคม ยุคปัจจุบันเป็นโรคดังกล่าวกันมาก

สำหรับแนวทางการวิจัย นั้น ทีมงานได้ ศึกษาถึงสาร ประสิทธิภาพ ปริมาณการใช้ พร้อมทั้งศึกษาด้านการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว การนำมาทำสารสกัด เพราะหากบริโภคสด ป่น หรือแห้ง จะควบคุมปริมาณการใช้ความคงตัวได้ไม่คงที่ ซึ่งวิธีการสกัด จะใช้ พรมมิสดแล้วนำเข้าสู่ขบวนการสกัดทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาสู่ตำรับยาเม็ดขนาด 300 มิลลิกรัม/ เม็ด (เทียบเท่ากับการบริโภครูปแบบสด 3 กรัม)

พรมมิ หรือผักมิ ต้นสดพรมมิ หรือผักมิ ต้นสด

…แล้วศึกษาการ ออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลที่แน่ชัด ด้านบำรุงสมอง ช่วยจำ ได้มุ่งศึกษาควบคุม คุณภาพสารสกัด ควบคู่กับความเป็นพิษและผลข้างเคียง จากนั้นศึกษาฤทธิ์ต่อความจำในสัตว์ทดลอง ทั้งในสภาวะความจำบกพร่อง โดยให้สารสกัดพรมมิ ขนาด 20, 40 และ 80 mg/kg วันละครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่า สามารถป้องกันการสูญเสียความจำได้ และ กลุ่มสัตว์ทดลองในภาวะปกติ โดยให้ปริมาณสารและระยะเวลาเดียวกัน พบว่า มีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น…

จากนั้น…ได้นำไปทดสอบในอาสาสมัครวัยกลางคนและสูงอายุมากกว่า 55 ปี จำนวน 60 คน โดย ให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิขนาด 300 และ 600 mg/วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าหลังให้สารสกัดเป็นเวลา 2 เดือน กลุ่มอาสาสมัครเริ่มมีความจำ สุขภาพชีวิต สมาธิ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าดีขึ้น และหากให้ ปริมาณ 2 เม็ด เป็นเวลา 3 เดือน ฤทธิ์จากสารสกัดดังกล่าวยังมีผลช่วยต้านการซึมเศร้า ช่วยให้หลอดเลือดในสมองมีการขยายตัว

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้ศึกษาอันตรายผลข้างเคียง (อันตรกิริยา) เมื่อใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน หลังประเมินพบว่า สารสกัดจากพืชสมุนไพรดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ยังมุ่งศึกษาทดสอบเพื่อช่วยแก้ปัญหาในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น

สารสกัดจากพรมมิในรูปตำรับยาเม็ดสารสกัดจากพรมมิในรูปตำรับยาเม็ด

และผู้สนใจพบได้ที่งาน Thailand Research Expo 2011 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2554 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ราช- ประสงค์ หรือจะหาเปิบผักพื้นบ้านชนิดดังกล่าวกันแบบสดๆเพียงแค่วันละ 3 กรัม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงอาการขี้หลงลืมได้เช่นกัน.

เพ็ญพิชญา  เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 11 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ใช้แสงแดดลดต้นทุนฯ CPF ยกโรงงานไก่มีนบุรีนำร่อง

Published กรกฎาคม 11, 2011 by SoClaimon

6 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

ใช้แสงแดดลดต้นทุนฯ CPF ยกโรงงานไก่มีนบุรีนำร่อง.

Pic_184042

แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ภายในพื้นที่ี่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ซีพีเอฟมีนบุรี.

ภาคการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้องมีการแปรรูปอาหารเพื่อนำไปสู่การขยายวงกว้างทางการตลาด ฉะนี้ ที่ผ่านมาเกษตรกร แม่บ้านบางรายจึงหันมาใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถนอมอาหารอย่างการอบแห้ง

จากความรู้และภูมิปัญญาชาวบ้านนี้เอง บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จึงผุดโครงการ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสาน เข้ามาใช้ภายในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บ้าง

นายศุภชัย  อังศุภากร  รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสซีพีเอฟนายศุภชัย อังศุภากร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสซีพีเอฟ

นาย ศุภชัย อังศุภากร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาภาคเกษตรเรามีการนำแสงอาทิตย์มาใช้อบให้อาหารแห้ง เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น และจากการที่บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ได้ศึกษาแล้วพบว่า  พลังงานดังกล่าว

เมื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาแล้ว นอกจากสามารถลดปัญหาภาวะโลกร้อน ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต

…อย่างล่าสุดที่ซีพีเอฟจัดทำคือ “โครงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสาน” ที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ซีพีเอฟมีนบุรี ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและกรมอนุรักษ์พลังงานค้นคว้าพัฒนาขึ้น…

“โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสาน” นี้เป็นโครงการอนุรักษ์พลังงานที่ใช้ความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Collector) และความร้อนจากชุดแลกเปลี่ยนความร้อน (Economizer) มาผสมผสานการทำงานร่วมกัน ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ผ่านทาง Asian Society For Environmental Protection (ASEP) โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนจากมหาวิทยาลัย Luenburg ประเทศเยอรมนี เข้ามาเป็นที่ปรึกษาโครงการ

สำหรับขบวนการทำงานของระบบดังกล่าว จะผลิตน้ำร้อนป้อนเข้าหม้อไอน้ำทดแทนการใช้น้ำมันเตา ด้วยการนำน้ำอุณหภูมิปกติ (30ํC) มาทำให้ร้อนขึ้นเป็น 60ํC โดยอาศัยความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านชุด Solar Collector จำนวน 195 แผง มีพื้นที่ในการรับแสง 2.56 ตารางเมตรต่อแผง คิดเป็นพื้นที่รับแสงรวม 499.2 ตารางเมตร สามารถรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้เต็มที่ตลอด 8 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ได้น้ำร้อนที่ผลิตจากชุด Solar Collector ประมาณ 20,000,000 ลิตร/ปี

และ…ความร้อนที่ได้จากชุดแลกเปลี่ยนความร้อน (Economizer) ที่ปล่องไอเสียของหม้อไอน้ำที่มีอุณหภูมิสูงถึง 210ํC

ส่วนนี้เองที่ทีมงานได้นำมาผสมผสานการทำงาน ร่วมกันทดแทนการใช้น้ำมันเตาในการผลิตน้ำร้อนเพื่อป้อนเข้าหม้อไอน้ำ   แล้วนำไปใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อไก่ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดการขน คุณภาพซากเนื้อ  ด้วยอุณหภูมิความร้อนที่เหมาะสมภายในโรงงาน ซึ่งปริมาณทั้งหมดเมื่อนำไปใช้เป็นน้ำป้อนเข้าหม้อไอน้ำในกระบวน การผลิต  คาดว่าสามารถลดการนำเข้าน้ำมันเตาที่เคยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำได้ถึงปีละ 146,283 ลิตร คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2.7 ล้านบาท

กระบวนการทำงานดังกล่าว หากมองในระยะยาว นอกจากช่วยในเรื่องต้นทุนการผลิต ลดภาวะโลกร้อน ยังเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยโรงงานแปรรูปไก่เนื้อมีนบุรี ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards 2011 ด้านการอนุรักษ์พลังงานจากกระทรวงพลังงาน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 6 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

“นกกระเรียนสายพันธุ์ไทย” แยกเพศได้ด้วยพฤติกรรมจับคู่

Published กรกฎาคม 11, 2011 by SoClaimon

5 กรกฎาคม 2554, 05:05 น.

“นกกระเรียนสายพันธุ์ไทย” แยกเพศได้ด้วยพฤติกรรมจับคู่.

Pic_183763

ส่วนหนึ่งของนกกระเรียนไทยที่นำไปปล่อยที่จังหวัดบุรีรัมย์.

“นกกระเรียน” สัญลักษณ์ตัวแทนแห่ง การมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย อายุยืนยาว มีความเจริญรุ่งเรือง วาสนาดี เมื่อเอ่ยถึงนกชนิดนี้หลายคนหวนระลึกนึกถึง การพับนกกระดาษของเด็กน้อยแห่งแดนอาทิตย์อุทัย…

สำหรับในบ้านเรานั้น สมัยก่อนจะเห็นพวกมันวิ่งไล่กินปลา กบ เขียด อยู่ตามท้องทุ่ง แต่นับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่า สัตว์ปีกสายพันธุ์ดังกล่าว หมิ่นเหม่ต่อการสูญพันธุ์ สาเหตุเพราะ “มนุษย์” ทั้งล่า และ รุกล้ำ ถิ่นที่อยู่อาศัย จนทำให้พวกมันมีจำนวนลดน้อยถอยลง

ฉะนี้…หลายหน่วยงานอย่าง องค์การสวนสัตว์ ได้ปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติเป็นรุ่น 2 ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากที่ปล่อยคู่แรกไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนในปีที่ผ่านมา รวมทั้ง สนง.คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็ได้ศึกษาการดำรงชีวิตเตรียมความพร้อม เพื่อปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการเพาะเลี้ยงกลับคืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติด้วยเช่นกัน

“นกกระเรียน” ทั่วโลกมีทั้งหมด 18 ชนิด หนึ่งในจำนวนนี้รวม กระเรียนสายพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) มีถิ่นการแพร่กระจายอยู่บริเวณประเทศ พม่า ภาคใต้ของลาว เวียดนาม เกาะลูซอน ประเทศ ฟิลิปปินส์ รัฐควีนส์แลนด์ของประเทศ ออสเตรเลีย บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ อินเดีย และ ประเทศไทย พวกมันจะชอบอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ หากินทั้งเมล็ดข้าว ลูกไม้ รากพืช ยอดผัก ยอดหญ้า หนอน แมลง หอย ปู ปลา กบ เขียด สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก รวมถึงนกตัวน้อยๆ บนพื้นบริเวณที่เปิดหน้าดินใหม่ และบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ

…นกเพศผู้ มีน้ำหนักและความสูงมากกว่าเพศเมีย แต่ลักษณะรูปร่างจะเหมือนกัน ขน ปกคลุมลำตัว สีเทา ช่วง บริเวณส่วนหัวคอด้านหน้าจะมีขนหยาบสีดำแทรก ผิวหนังบริเวณกระหม่อมจะเป็นสีเทา หู มีแถบขนสั้นๆสีเทาอ่อน ปกคลุมเห็นได้ชัดเจน ตา สีส้ม ปาก สีเทาอมเขียว ลำตัวส่วนบนมีขนน้อยมาก มีตุ่มเล็กๆสีแดงกระจายอยู่ทั่วบริเวณ มองโดยรวมเป็นแถบสีแดง ขายาว นิ้วเท้า มีสีชมพูอมม่วงหรือค่อนข้างแดง เวลาบินจะยืดคอตรงไปข้างหน้า ดังนั้น การแยกเพศจึงต้องสังเกตจากพฤติกรรมจากการเลือกคู่…

เมื่ออายุ 3-4 ปี ซึ่งโตเต็มวัย ตัวผู้จะเริ่ม “เหล่” หาคู่ แสดงอาการ “เหวี่ยง” ด้วยการกระโดด วิ่งพร้อมกับการกระพือกางปีก ท่วงท่าที่เรียกว่า “ถลาร่อน” อยู่กับพื้น พร้อมตบเท้า กระดกศีรษะขึ้น-ลง ส่งเสียงร้องยาว เพื่อเชิญชวน ส่วนแม่นกสาว จะยืนนิ่งเพื่อรอจังหวะที่จะส่งเสียงร้องเสมือนเป็นการขานรับ พอตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตอย่าง “ผัวเมียเดียว” ทั้งคู่จะเริ่มหาที่อยู่ พร้อมช่วยกันสร้างรังเพื่อทำหน้าที่ “ขยายประชากร”

…ครั้งหนึ่งจะวางไข่ซึ่งมีขนาด 64.5×104 มิลลิเมตร สีขาวผิวเรียบ มีจุดเล็กๆสีม่วงกระจายจำนวน 2 ฟอง ทั้งพ่อและแม่นกนอกจากผลัดกันกกไข่ ยังช่วยเลี้ยงดู กระทั่งลูกน้อยอายุได้ 9-10 เดือน ก็จะถลาออกจากอกไปสู่โลกภายนอก เพื่อเข้าฝูงเป็นกลุ่มใหญ่ นกชนิดนี้เวลาบินจะมีความเป็นระเบียบไม่แตกฝูง…

สำหรับอาหาร พวกมันกินได้ ทั้งเมล็ดข้าว ลูกไม้ รากพืช ยอดผัก ยอดหญ้า หนอน แมลง หอย ปู ปลา กบ เขียด สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก รวมถึงนกตัวน้อยๆ ในบางเวลาที่อากาศแจ่มใส พวกมันจะจับคู่เต้น อันเป็นที่มาของท่า “รำนกกระเรียน” แล้วเมื่อเติบใหญ่เต็มที่ก็จะเข้าสู่วัฏจักรการสร้างคู่เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป…

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 5 กรกฎาคม 2554, 05:05 น.

เต่าดาวอินเดีย สายพันธุ์ที่สวยสุดในโลก

Published มิถุนายน 21, 2011 by SoClaimon

21 มิถุนายน 2554, 05:10 น.
เต่าดาวอินเดีย สายพันธุ์ที่สวยสุดในโลก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180395

เต่าดาวอินเดียโตเต็มวัย ด้านหน้าและด้านหลัง.

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ทางเจ้าหน้าที่ ศุลกากรการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถลงข่าวการจับกุมยึดของกลางเป็น “เต่าดาวอินเดีย” ที่ลักลอบนำเข้าจากเมืองธากา ประเทศบังกลาเทศ โดยซุกซ่อนมาในกระเป๋าเดินทางและ…นี่คงเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า มันเป็นอีกหนึ่งในออเดอร์ไปซะแล้ว!!…

เต่าดาวอินเดีย (Geochelone elegans) พบในพื้นที่แห้งและป่าที่ราบกึ่งแห้งแล้ง และทุ่งหญ้าในพื้นที่ที่มีฤดูมรสุมในอินเดียและศรีลังกา สายพันธุ์นี้จะมีความอดทนในการอยู่ใต้น้ำสูงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ และจากรูปทรงที่แผ่ดาวบนเปลือกของมัน มีลักษณะเป็นศูนย์กลางในเสี้ยมชนบนเปลือก กระดองหลังของเต่าดาวอินเดียจะมีจุดเป็นดวงใหญ่ๆ สีเหลืองส้มไล่โทนสีอ่อนไปจนถึงจุดกึ่งกลางของเกล็ด มีเส้นแผ่สีเนื้อจนถึงเหลืองอ่อนกระจายออกไปประมาณ 4–8 เส้นต่อหนึ่งวง

…ลักษณะคล้ายกับดวงดาวกำลังจรัสแสง จุดกลางเกล็ดและเส้นแต่ละเส้นจะมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ตัดกับสีดำเข้มของกระดองหลัง ทำให้แลดูลวดลายสวยเด่น ผนวกกับรูปร่างค่อนข้างกลมเรียวได้สัดส่วน มองโดยรวม รูปแบบคล้ายดาว จึงเป็นที่มาของชื่อ อีกทั้งหลายคนบอกว่ามันเป็น เต่าที่สวยสุดในโลก

เมื่อโตเต็มที่ตัวเมียจะมีขนาด 25–30 ซม. น้ำหนัก 7 กก. ซึ่งใหญ่กว่าตัว ผู้ที่มีขนาดเพียง 20 ซม. ในช่วงที่เข้าสู่ฤดูจับคู่ตัวผู้จะมีความดุร้าย หลังจากจับคู่ และใช้เวลาอยู่ด้วยกันแล้ว ตัวเมียจะเริ่มหาที่แล้วขุดหลุมดินเพื่อวางไข่ ในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ครั้งหนึ่ง 5-7 ฟอง หลังจากเสร็จสิ้นแล้วจะกลบหน้าหลุมด้วยดิน แล้วทั้งคู่จะคอยเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆประมาณ 147 วัน ลูกน้อยจะออกมาสู่โลกภายนอก และจะเป็นเช่นนี้ 3-9 ครั้ง/ปี

…เต่าดาวอินเดีย เป็นสัตว์กินพืชเฉกเช่นเดียวกับเต่าบกส่วนใหญ่ ดังนั้นอาหารที่เหมาะสมที่สุดก็เห็นจะเป็นหญ้า ผลไม้ ดอกดาวเรือง และผักหลากชนิด ส่วนผลไม้ก็สามารถกินได้ แต่ไม่ควรมีรสหวาน…

หลังจากภัยธรรมชาติที่เกิดในถิ่นฐานบ้านเกิดของมัน บวกกับความต้องการเป็นผู้ครอบครองของมนุษย์เรา ส่งผลให้ประชากรของสัตว์ชนิดนี้เริ่มมีจำนวนน้อยลง.
เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 21 มิถุนายน 2554, 05:10 น.

ใช้เทคโนโลยีความดันทำลายเชื้อฯ เพิ่มช่องทางการส่งออกไก่สดแช่แข็ง

Published มิถุนายน 15, 2011 by SoClaimon

13 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
ใช้เทคโนโลยีความดันทำลายเชื้อฯ เพิ่มช่องทางการส่งออกไก่สดแช่แข็ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_178456

ทีมงานวิจัย.

ในปี พ.ศ.2545 ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งรวมมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อวิกฤติเหตุการณ์ระบาดเชื้อไข้หวัดนกเกิดขึ้นในช่วงปี’47 จึงส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อไก่สด ทำให้มูลค่าการส่งออกโดยรวมลดลง อีกทั้งผลผลิตที่ส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนมาเป็นการแปรรูปที่ต้องทำให้สุกด้วยความร้อน เหล่านี้นอกจากมูลค่าการส่งออกจะลดลง ยังเป็นผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

รศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณรศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ

ฉะนี้….เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวแพทย์สาธารณสุข น.สพ.รชฏ ตันติเลิศเจริญ คณะสัตวแพทยศาสตร์ พร้อมด้วย ดร.ขณิษฐาธนานุวงศ์อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำวิจัยเรื่องใช้ “ความดันสูงทำลายไวรัสไข้หวัดนก ไวรัสโรคนิวคาสเซิลเนื้อไก่” (High pres-sure Inactivation Avian influenza virus Newcastle disease virus Chicken) ขึ้น โดย สนง.คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนทุนวิจัย

รศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เปิดเผยว่า…ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด อาทิ น้ำผลไม้ ปลา และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ขบวนการผลิตจะใช้ เทคโน-โลยีความดันสูง (High  hy-drostatic pressure : HHP หรือ High pressure proces-sing: HPP) ที่ไม่ใช้ความร้อน (nonthermal proces-sing) มาแปรรูปอาหาร เพื่อลดจำนวนไวรัสและแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร

เครื่องทำลายไวรัสด้วยความดันสูง.เครื่องทำลายไวรัสด้วยความดันสูง.

…จากข้อมูลนี้ทีมวิจัยจึงได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า “เนื้อดิบที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ เคมี และลักษณะทางประสาทสัมผัสน้อย” เมื่อเทียบกับวิธีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ในขณะเดียวกัน  คาดว่าน่าจะมีโอกาสกำจัดไวรัสไข้หวัดนกที่เป็นปัญหาในการส่งออกได้…

สำหรับการวิจัยนั้น  เริ่มแรก ทีมงานได้ทดลองใช้ความดันปกติเพื่อใช้ทำลายเชื้อไวรัส แต่ผลที่ออกมานั้นไม่น่าพอใจ จึงกลับมาศึกษาข้อมูลการทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจากความดันที่เหมาะสมก่อน แล้วร่วมกับทางดร.ธวัชวิรัติพงศ์ขณะทำงานจากนาซ่า และทีมอาจารย์จาก ม.เชียงใหม่ สร้างเครื่องมือดังกล่าวขึ้น พร้อมทั้งปรับคุณสมบัติให้มีความเหมาะสม ไม่ไปทำลายลักษณะ (ความสด) ในเนื้อไก่ พร้อมทั้งตรวจวัดค่าสี ค่าเนื้อสัมผัสเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อไก่มีความแข็งหรือแน่นมากเกินไปอยู่ช่วงหนึ่ง

กระทั่งได้ค่าคงที่และสามารถทำลาย ไวรัสไข้หวัดนก โรคนิวคาสเซิล และ แบคทีเรียอย่างซัลโมเนลล่า แคมไพโลแบคเตอร์ และ ลิสทีเรีย ในเนื้อไก่ทั้งตัว หรือที่ ชำแหละเป็นชิ้น รวมถึง เนื้อไก่ที่แปรรูป โดยสภาวะที่ใช้หากเป็นนิวคาสเซิล ใช้ความดัน 170 MPa สภาวะ 25 ํc  เวลา 2.18 ชั่วโมง ไวรัส Herpes ใช้ความดัน 200 MPa สภาวะ 25 ํc เวลา 5 ชั่วโมง ไวรัส HIV ใช้ความดัน 150 MPa สภาวะ 22 ํc เวลา 16 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากเพิ่มความดันเครื่องมากเกินไป นอกจากทำให้ความสดของเนื้อไก่ลดลง เนื้อมีสีที่ซีดลงแล้ว ยังทำให้เนื้อกระด้าง ไม่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

ขบวนการทำงานของเครื่อง.ขบวนการทำงานของเครื่อง.

การใช้เทคนิคความดันสูง นอกจากช่วยคงความสดใหม่ของเนื้อไก่เอาไว้ได้ยาวนาน โดยไม่ต้องใช้สารเคมีในการถนอมอาหาร แรงดันยังทำลายจุลินทรีย์ให้ลดน้อยลง ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มลู่ทางการส่งออกไก่สดแช่แข็งของไทยให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ suphachai.n@chula.ac.th หรือโทร. 0-2218-9577-8 ในวันและเวลาราชการ.
เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 13 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
%d bloggers like this: