เปลว สีเงิน

All posts tagged เปลว สีเงิน

๓ นิ้วแห่ง “รัก-ศรัทธา-ลาก่อน”

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/241114/99425

เปลว สีเงิน
Monday, 24 November, 2014 – 00:00
.
ถือว่า “คนกันเอง” และให้เครดิตสุดๆ แล้วที่ “แก๊งสมองฝ่อ” ปล่อยให้รัฐบาล คสช. “สุข-สดชื่น-สมหวัง” มา ๖ เดือนเต็ม โดยไม่ออกมากวนท็อปบูต
ฉะนั้น ที่ตอนนี้มีใบปลิว “ต้านรัฐประหาร-โหยหาประชาธิปไตย” ถูกนำมาทิ้งทางเหนือ-อีสานบ้าง ในกรุงเทพฯ บ้าง
นักศึกษาสถาบันโน้น-นี้ออกมาชู ๓ นิ้วบ้าง….!
นักวิชาการ-จานมหา’ลัย ที่หดหัวไปพัก โผล่หัวขาว-หัวดำออกมาตอดตามสถานีดาวเทียมแดงบ้าง ตามโซเชียล มีเดียบ้าง
รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ “เจ้าประจำ” เริ่มโม่แป้งเป็นวาทกรรมตำตูด คสช.ยั่วกระสันถี่ขึ้นทุกวันบ้าง
นั่นไม่แปลก และไม่ผิดคาดหมาย….!
ยิ่ง ๒๗-๒๘ พ.ย. สนช.จะประกอบพิธีเชือด “สมศักดิ์-นิคม-ยิ่งลักษณ์” เป็นนัดปฐมฤกษ์ด้วยแล้ว
ถ้าไม่ออกมานี่ซี…จะแปลก!
พูดถึงการอิงกระแสหนัง “ม็อกกิ้งเจย์” ภาค “ฮังเกอร์ เกมส์” ไม่ทราบว่าพวกปัญญาชนสมองฝ่อ เคยอ่านหนังสือมาก่อน หรือดูหนังแล้ว แต่…”ไม่รู้เรื่อง”
เลยอีเดียต-กระเดียด!?
คือเห็นนางเอกกับคณะปฏิวัติ ผู้โค่นรัฐบาลเผด็จการในคราบประชาธิปไตยเบ็ดเสร็จ ชู ๓ นิ้ว
ก็เลยเข้าใจว่าการชู ๓ นิ้วอย่างในหนัง เป็นสัญลักษณ์ต่อต้าน-ขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหาร!
ทั้งที่ เนื้อแท้ของการ ชู ๓ นิ้ว ในหนัง กับในถนนโดยปัญญาชนสมองฝ่อ มันคนละเรื่อง-คนละความหมายกันเลย
ชู ๓ นิ้วน่ะ ไม่ใช่ต่อต้านรัฐบาลทหาร
ตามเนื้อหาในเรื่อง ถ้าต้องการประยุกต์เข้ากับความเป็นไปในบ้านเมืองไทยเรา เพื่อหวังเอาการชู ๓ นิ้วมายัดตูด คสช.ละก็
ผิดชนิดที่ต้องเอาหน้าไปมุด…..สุนัข หนีอายเลยทีเดียว!
เพราะพฤติการณ์-พฤติกรรมเผด็จการโดยรัฐบาลแคปิตอล ที่ฮีโรหญิง “แคตนิส เอเวอร์ดีน” นำมวลชนปฏิวัติ ลุกฮือขึ้นต่อต้าน-ขับไล่ นั้น
ประธานาธิบดีสโนว์ พฤติกรรมเท่ากับผู้ยิ่งใหญ่แห่ง “แดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา”
ประธานาธิบดีหญิงอัลมา คอยน์ จะเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากแม่นางตะแล้ดแต๊ดแต๋!
และขบวนการปฏิวัติของนางเอกที่โค่นล้มรัฐบาลแคปิตอล ตามบทบาท จะว่าไปแล้ว ก็ “มวลมหาประชาชน” นั่นแหละ
ยกให้ “น้องตั๊น” เป็นคนชู ๓ นิ้ว!
ชูให้กับการจากไปชั่วนิรันดร์ของมวลมหาประชาชนที่ขับไล่เผด็จการเบ็ดเสร็จ ในคราบประชาธิปไตย ที่สมรภูมิกระทรวงแรงงาน ดินแดง ที่ราชดำเนิน ที่วัดศรีเอี่ยม ที่ถนนบรรทัดทอง เป็นต้น
เดี๋ยวจะว่าผมโมเม คลิกไปที่ The Hunger Games Wiki จะพบข้อความว่า
It is an old and rarely used gesture of our district, occasionally seen at funerals. It means thanks, it means admiration, it means goodbye to someone you love.”
Katniss Everdeen[src]
The District 12 sign is used by District 12 residents when they have to say thanks or just to show that the person is loved and respected by them. It’s a gesture of admiration, gratitude and saying goodbye to someone you love. The sign is made by pressing your three middle fingers of your left hand to your lips and then hold them out to the person, or people, that you want to show respect to. In the books, the left hand is used, but in the film it is the right hand, and the fingers are simply held up by their side.
ตามโซเชียล มีเดีย ก็มีผู้นำมาโพสต์ไว้ จะยกจาก Boxza.com มาเสริมความขลังของ ๓ นิ้ว ซักนิดก็ได้
ชูสามนิ้ว hunger game หมายถึงอะไร…..?
และความหมายที่คุณเข้าใจผิดกลายเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนไทยและต่างชาติเฝ้าติดตามและนำเสนอข่าวอย่างใกล้ชิด หลังกลุ่มต่อต้านรัฐประหารในไทย ออกมาชูสามนิ้วปิดปาก โดยเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง the hunger games
พร้อมอ้างว่าสัญลักษณ์การชูสามนิ้ว เป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยที่ทหารเข้ามาควบคุมประเทศ ทำให้ชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าแท้จริงแล้ว ชูสามนิ้ว hunger game หมายถึงอะไรกันแน่
แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ เกรียนหนัง ออกมาชี้แจงความจริงเกี่ยวกับการชูสามนิ้ว hunger game หมายถึงอะไร ดังนี้
“เห็นม็อบต้านรัฐประหารชู 3 นิ้วอ้างว่าได้แรงบันดาลใจสัญลักษณ์การต่อสู้นี้มาจากหนัง The Hunger Games เกรียนหนังได้ยินข่าวแล้วรู้สึกคันดากกก… ยิบๆๆ ระดับ 5 ดาวครึ่ง
เพราะสัญลักษณ์ 3 นิ้วของน้องแคตนิสใน The Hunger Games มันไม่ใช่สัญลักษณ์ที่สื่อถึงการต่อต้านรัฐประหาร หรือการกดขี่อย่างที่เอาไปใช้มั่วๆ แต่มันคือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรู้สึก 3 อย่าง คือ
“รัก-ขอบคุณ-ลาก่อน”
ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มักจะใช้สำหรับการล่ำลา งานศพ สำหรับบอกลาคนที่ตายไปแล้ว หรือคนที่กำลังจะไปตาย
โอว…โนว…หรือนี่ม็อบต้านรัฐประหารกำลังสื่อและสั่งเสียถึงใครบางคนที่อยู่แดนไกล? ล้ำลึกนึกไม่ถึงจริงๆ
“It is an old and rarely used gesture of our district, occasionally seen at funerals. It means thanks, it means admiration, it means goodbye to someone you love.” “Katniss”
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
เกรียนหนัง
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ใครอยากชูเพื่อบอก “นับถือ-เลื่อมใส-ลาก่อน…ด้วยรัก มวลมหาประชาชน” ก็เชิญเลย
และสังเกตกันมั้ย เรื่องชู ๓ นิ้ว แทบไม่เป็นสาระในประเทศไทย แต่ขบวนการสื่อตะวันตกขย่มกันสนั่นลั่นโลก จน “ไมเคิล ยอน” นักข่าว-ช่างภาพอเมริกัน โพสต์ไว้ด้วยความตอนหนึ่งว่า
More nonsense from CNN in Thailand
ข่าวเรื่องเกี่ยวกับประเทศไทยที่ไร้สาระจาก CNN อีกครั้ง
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เห็นระดับของการทำข่าวในประเทศไทยจากช่วงปี 53-57 ทั้งจาก CNN และ BBC (ผมไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้ก่อนปี 53 ความสนใจทั้งหมดของผมอยู่ที่เหตุการณ์ในอิรัก/อัฟกานิสถาน และอื่นๆ)
ผมสามารถพูดได้ในฐานะของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ว่า การรายงานข่าวของพวกเขานับตั้งแต่ปี 53 นั้น บ่อยครั้งที่เกาะข่าวในเรื่องราวที่เป็นความรุนแรงโหดร้าย และการรายงานข่าวก็ไปไกลเกินกว่าที่จะเป็น แค่การตลบตะแลงเล่นข่าวอยู่มาก ตัวอย่างก็เช่น ข่าวไร้สาระเรื่องการชู 3 นิ้วนี้
ก่อนการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการก่อการร้ายโจมตีประมาณ 80 ครั้ง ในช่วงเวลา 6 เดือน ที่มีการเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับรัฐบาลที่ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้ให้น้องสาวคนสวยของเขาเป็นหุ่นเชิด
การก่อการร้ายนี้ ผู้ที่สนับสนุนทักษิณได้ออกมายอมรับอย่างเปิดเผย พวกเขาคุยโตโอ้อวดทุกวันในข่าว ในเฟซบุ๊ก ในทวิตเตอร์ และบนถนน พวกเขาเป็นพวกที่ทำการก่อการร้าย บูม………..ฯลฯ………………
เข้าสู่ภาพยนตร์สำหรับวัยรุ่น ที่มีชื่อว่า Hunger Games
จู่ๆ ก็เกิดมีกลุ่มคนจำนวนน้อยนิด ที่เลียนแบบการชู 3 นิ้วจาก Hunger Games ราวกับว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนกล้าหาญที่ออกมาแสดงออกถึงการต่อต้านระบบเผด็จการที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ต้องสนใจว่าคนที่ชู 3 นิ้วเหล่านั้น เป็นผู้ที่สนับสนุนระบบการก่อการร้ายเลือดเย็นที่นำไปสู่การทำรัฐประหาร….ฯลฯ…..
ผมได้เห็นการชุมนุมเล็กๆ ของพวกเขา ปกติแล้วจะมีคนจำนวนนิดหน่อยที่มาแสดงตัว เอาเป็นว่าประมาณ 3 คน หรือเกือบจะทุกครั้งก็จะมี 5-6 คน ไม่เคยมีการชุมนุมแบบ “ใหญ่โตมากมาย” ถึง 50 คนเลยสักครั้ง
หากพวกเขาไม่ได้ประกาศเตือนสื่อก่อนล่วงหน้า ก็จะไปในสถานที่ที่มีสื่อที่กำลังทำข่าวเรื่องอื่นอยู่ ต่อจากนั้น พวกเขาก็จะทำเรื่องโง่ๆ ประจานตัวเองจนกว่าตำรวจหรือทหารจะบอกว่าแยกย้ายไปได้แล้ว…..ฯลฯ……….
พวกเราทั้งหมดล้วนก็รู้จักมักคุ้นกับมุกนี้ พวกเราทั้งหมดก็เห็นมันเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในหลายต่อหลายสถานที่ …ฯลฯ….
ในทุกๆ ครั้งจำนวนช่างภาพนั้นมีมากกว่าคนที่ยืนชูนิ้วอยู่มาก ช่างภาพนั้นจะประสบความยากลำบากที่ต้องแหวกฝ่าฝูงชนนักถ่ายภาพอีก 20 คนเพื่อที่จะให้ได้ภาพมา…….ฯลฯ……….
สิ่งที่ตลกก็คือ–ตำรวจและทหารแค่ทำการจับกุมตัวตลกยืนชู 3 นิ้วก็ในตอนที่พวกเราเริ่มมีเข้ามาขวางการใช้ชีวิตปกติของผู้คน ผมเห็นตัวตลกที่ชูมือ 3 นิ้ว และทหารไม่ได้ให้ความสนใจอะไร
ดังนั้น พวกตัวตลกก็เข้าปิดกั้นทางเข้าออกและก่อกวน และทันใดนั้นเอง พวกเขาก็กลายเป็นผู้เสียสละพลีชีพ และ CNN และ BBC ก็รับสวาปามเข้าไปราวกับว่ามันเป็นยาพิษอันโอชะ……ฯลฯ…..
พวกคุณจะไม่เคยเห็นภาพที่ตำรวจหรือทหารใช้กำลังรุนแรงจับกุมพวกเขา หรือตีพวกเขาเหล่านั้นด้วยกระบอง ในกรณีที่ทหารต้องการให้พวกเขาออกไปจากพื้นที่ ก็เป็นแบบที่ไล่สุนัขเร่ร่อนให้ออกไปนั่นเอง ทหารจะพาพวกเขาไปที่รถตู้ พาตัวออกไป แล้วก็ปล่อยตัวหลังจากนั้นในเวลาไม่นาน
แต่หน่วยงานของไทยก็ติดกับดักของพวกเขา ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า CNN และ BBC และสำนักข่าวอื่นๆ นั้นจะตีข่าวในเรื่องแบบนี้….ฯลฯ…….
เรื่องไร้สาระ แล้วก็ไม่ได้มีนัยอะไร CNN น่าจะกำลังเข้าตาจนหลังจากการปลดผู้สื่อข่าวที่ทำงานเชิงลึกออกไปจำนวนมาก
http://edition.cnn.com/…/world/asia/thailand-hunger-games-…/
ขออภัย ไมเคิล ยอน ด้วย ที่ผมตัดตอนข้อความเป็นบางตอน เพราะเนื้อที่จำกัดครับ.

โฆษณา

‘ประเทศไทย’ จะแก้กันตรงไหน?

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/221114/99339

เปลว สีเงิน
Saturday, 22 November, 2014 – 00:00
.
ถ้ามีใครถาม “บ้านเมืองสร้างด้วยอะไร?”
เราคงงง….
ฟังง่าย แต่ตอบไม่ถูก พานฉุนเจ้าคนถามส่งเดชไปเลยว่า “ไอ้หมอนี่มันจะมาไม้ไหนของมันวะ?”
ถ้าถามผม ผมก็ฉุน เพราะไม่รู้จะตอบว่าไง ทั้งที่เป็นคำถามพื้นๆ ตื้นเขินเต็มประดา
“มะเหงกมั้ง?”
เผลอๆ อาจแดกดันส่งเดชไปเลย!
ที่ตั้งเป็นนโมขึ้นวันนี้ ก็ไม่มีประเด็นยอกย้อนซ่อนเงื่อนอะไรหรอก บังเอิญเปิด fb ดูโน่น-ดูนี่ แล้วเห็นรูปหนึ่งที่เขาโพสต์ไว้พร้อมข้อความ
“วันนี้….มทบ.41 ส่งชุดทหารช่างเข้าช่วยซ่อมแซมบ้าน ปชช.ที่ถูกคลื่นลมทะเลซัดเสียหาย บริเวณชุมชนบ้านหัวแตก ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีฯ”
ก็เกิดความรู้สึกสนองตอบว่า นอกจาก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันประเสริฐแล้ว
ในชีวิตตาอับของชาวบ้าน หลายๆ อย่าง และหลายๆ ครั้ง
“ทหาร” ก็เป็นที่พึ่งอันประเสริฐได้เหมือนกัน เรียกว่าใช้ได้ทั้ง กิน-อม-ดม-ทา-ใส่-สอด-หยอด-เสียบ ครบเครื่อง-ครบขนาน
ก็พอดี “คุณอุทัย ยอดมณี” มาลาบวชที่สวนโมกข์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาที่จะถึงนี้
หลังอโหสิกรรมต่อกันแล้ว คุณอุทัยก็ถามแบบลมเพ-ลมพัดแทนการนั่งมองหน้าเฉยๆ แล้วก็ลากลับว่า
“บ้านเมืองจะเป็นยังไงต่อไปล่ะครับ?”
ถามยังกะผมเป็นท่านผู้นำ คสช.หรือแม่หมอฟองสนาน!
อันที่จริงคำถามประเภทนี้ มันกลายเป็น “คำทักทาย” ของผู้คนในสังคมไทยยุคนี้ไปแล้ว ปะหน้ากัน แทนที่จะถาม…กินข้าวยัง..ไปไหนมา..สบายดีมั้ย กลับถาม
“แล้วบ้านเมืองจะเป็นยังไง?”
อืมมมม…(ลูบหนวดหร็อมแหร็มประกอบ พอให้ขลัง)!
จะว่าไปแล้ว บ้านเมืองไม่มีปัญหา แต่ผู้คนในบ้านเมืองมีปัญหาและปัญหานั้น เหมือนกลุ่มด้ายยุ่งๆ ขยุ้มวางอยู่ในกระจาดใหญ่
ด้ายที่ยุ่ง แท้จริงแล้ว มันเป็นด้าย “เส้นเดียว” แต่ยาวและพันกันเหมือนหลายเส้น ถ้าแก้ไม่ถูก มันจะยิ่งพันกันยุ่งหนักขึ้น
กับด้ายยุ่งๆ คนที่ใจร้อน จะใช้แรงกระชากให้ขาดบ้าง สาวได้แค่ไหนแล้วติดไปต่อไม่ได้ ก็เด็ดให้ขาดแค่นั้น-ตรงนั้นบ้าง
ก็ได้แค่ขาด ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ส่วนใหญ่ที่เหลือ ก็ยังพันอีนุงตุงนัง เป็นก้อนด้ายยุ่งที่แก้ไม่ออกอยู่อย่างนั้น
กับคนที่ใจเย็นด้วยสุขุม จะหยิบกลุ่มด้ายยุ่งๆ มาพินิจพิจารณา ค้นหา “ต้นด้าย-ปลายด้าย” ที่พันกันยุ่งว่า มันอยู่ตรงไหน?
เมื่อพบแล้ว จะทางต้นหรือทางปลาย ก็คือ “ด้ายเส้นเดียวกัน” ใช้ความอดทน พิถีพิถัน ค่อยๆ สาว ค่อยๆ ดึง ทางหัวหรือทางปลาย ค่อยๆ สอด ลอดจากปมนั้น ไปปมนี้
ใช้เวลาอย่างเดียวไม่พอ…!
ต้องใช้ทั้งความเพียรเพ่งชนิด “มีเป้าหมาย” ทั้งอุตสาหะ-วิริยะ ทักษะ อดทน ไหวพริบ-ปฏิภาณ และสายตาพิเคราะห์เฉียบคม แทงทะลุ
เป็นปีก็ได้ หรืออาจหลายๆ ปี กว่าจะแก้แต่ละเงื่อน แต่ละปม ที่พันออกจากกันไปเรื่อยๆ จนกว่ากลุ่มด้ายที่พันยุ่ง จะสยายคลายเหยียดคืนสภาพ
“ด้ายเส้นเดียว”!
ในความเป็น “ด้ายเส้นเดียว” ส่วนต้นก็คือปลาย ส่วนปลายก็คือต้น ฉะนั้น ค้นจับส่วนไหนก่อน-หลังไม่สำคัญ เพราะมัน “ทางแห่งเส้น” เดียวกัน
ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าจะแก้ปัญหายุ่งๆ ให้ลุล่วง…..!
อย่าใจร้อน…อย่าใช้กำลังเด็ด
ต้องค้นหา “ต้น-ปลาย” ให้เจอ แล้วจับสาวไปตาม “ต้น-ปลาย” นั้น ถ้าใช้กำลังเด็ดให้ขาดจากกันตรงไหน-เมื่อไหร่ สภาพเป็น “ด้ายเส้นเดียว” จะสูญสลายไปทันที
แล้วมันจะเกิด “ด้ายอีกเส้น” ที่ยุ่งๆ
แตกแยกออกไปจาก “ด้ายเส้นเดียว” ที่ยุ่งก็ยังไม่หายนั้น!
ย้อนไปถึงคำถามโจทย์ที่ตั้งไว้ข้างต้นที่ว่า “บ้านเมืองสร้างด้วยอะไร?” ผมว่าตรงนี้แหละคือ “ต้น-ปลาย” ของด้ายเส้นเดียวละ
ในสายตาพิเคราะห์ของผม….
บ้านเมืองสร้างด้วย “ระเบียบ-วินัย” ของคนในชาติ!
ต้นตอของปัญหาทุกวันนี้ พูดกันตรงๆ “ระบอบทักษิณ” หรือระบอบไหนก็ตาม เป็นแค่ “ปัญหาที่ตามผสม” เท่านั้น
ปัญหาหลักที่ “สังคมชาติเป็นด้ายยุ่ง” คือ ผู้คนขาด “ระเบียบ-วินัย” ในการอยู่ร่วมเป็นสังคมชาติ!
ฉะนั้น ถ้ามุ่งแก้เฉพาะประเด็น “ระบอบทักษิณ” หรือประเด็น “คอร์รัปชัน” ถึงแก้ได้ ก็เหมือนแก้ด้วยการ “เด็ด” ด้ายยุ่ง ให้ไปเป็น “ด้ายอีกเส้น” เท่านั้น
โจทย์สังคมชาติวันนี้ แก้หวังผลเพื่อ “คนวันนี้” ไม่ได้
ต้องแก้ “เพื่อคนวันพรุ่งนี้”
คือเพื่อ “อนาคตชาติ” จากรุ่นลูก-หลาน ที่จะอยู่กันเป็นสังคมชาติสมัครสมาน มีเป้าหมาย-มีปณิธานสรรค์สร้างบนความเป็นชาติร่วมกัน โดย “คนวันนี้” ต้องเริ่มหล่อหลอมจิตสำนึก
ด้วย “ระเบียบ-วินัย”
นับแต่…..”วันนี้…เดี๋ยวนี้”!
ระเบียบ-วินัยเท่านั้นที่จะ “สร้างชาติ” ได้ และในทางกลับกัน บนความเป็น “ต้น-ปลาย” ของด้ายเส้นเดียวกัน
ประชาชนที่ “ขาดระเบียบ-วินัย” ก็ล่มชาติได้!
วันนี้…เราต้องยอมรับความจริง บ้านเมืองเรา ผู้คนพลเมืองเรา ตั้งแต่หัวหงอก หัวมีขน ไม่มีขน ยันเด็ก ไม่รู้จักคำว่า “ระเบียบ-วินัย”
มันจึงเป็น “ด้ายยุ่ง” ที่แก้กันไม่จบ ที่ไม่จบ เพราะไม่รู้ว่า “หัว-หาง” ของปัญหามันมาจากไหน-อยู่ตรงไหนนั่นเอง
ไปดูเถอะ ชาติที่ล้มแล้วลุก ลุกแล้วพัฒนาก้าวหน้าทั้งสังคมเมืองและสังคมคน ล้วนเริ่มต้นจาก “ระเบียบ-วินัย” คนในชาติครัดเคร่งก่อนทั้งนั้น
ประเทศไหน คนในชาติ “เข้าแถวไม่เป็น”
ประเทศนั้น อย่าหวังว่าสังคมเมือง-สังคมคน จะพัฒนาก้าวหน้าสู่อารยวิไลได้!
ระเบียบ-วินัย คืออะไร?
ระเบียบ-วินัย คือ “สำนึกร่วมกัน” ของคนในชาติ เพื่อสังคมชาติอันเป็นส่วนรวม ถึงเข้าใจ แต่ไม่ทำ-ไม่ฝึก ก็เข้าไม่ถึง ไม่ซึมซาบผสมกับสายเลือด เหมือนข้าว รู้ว่าเป็นอาหาร แต่ถ้าไม่กิน ก็ไม่อิ่ม ไม่มีแรง
“การเข้าแถว” เป็นทั้งรูปธรรม-นามธรรมของ “ระเบียบ-วินัย” ประเทศไทยเรานั้น สิ่งที่ประเสริฐเลิศล้ำมีพร้อมหมดแล้วทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว “ระเบียบ-วินัย”
ถ้าประชาชนคนไทย “เข้าแถวเป็น” วันไหน
๑ ในอาเซียน-เอเชีย คือไทย
ไม่ใช่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือประเทศไหนๆ เพราะศูนย์กลางทั้งภูมิศาสตร์-ยุทธศาสตร์ ทุกด้าน “อยู่ที่ไทย”
แต่เมื่อ “คนไม่พร้อม” สิ่งที่มีพร้อม จึงกลายเป็น “พลอย” ของไก่ ช่างน่าเสียดายจริงๆ!
แล้วมันไปเกี่ยวกับทหารได้อย่างไร หรือผมลากมาบูชาประจำวันไปอย่างนั้น?
มันมีประเด็นอยู่ครับ คือผมเห็นว่า ในระบบราชการทั้งหมด มีแต่ “ทหาร” เท่านั้น ที่ยังฝึกและอยู่ในครรลองระเบียบ-วินัย แม้ตำรวจที่ควรมี…ก็ไม่มี
ในเมื่อต้นตอของปัญหาบ้านเมือง คือคนขาดระเบียบ-วินัย ครั้นจะแก้ที่หัวหงอก-หัวดำวันนี้ เหมือนรดน้ำต้นไม้ที่ยอด มัน “ปลายเหตุ” ซะแล้ว
ก็ต้องแก้ด้วยหวัง “ทางยาว” เป็นอนาคตชาติ โดยไปเริ่มปลูกฝังที่เยาวชน ปลูกฝังจิตสำนึกด้วยฝึกระเบียบ-วินัย เริ่มจาก “เข้าแถว” ให้เป็นนิสัย นำไปใช้ทั้งในและนอกโรงเรียน
กองทัพ มีกำลังพลเป็นล้าน โบราณว่า เลี้ยงทหารพันวัน เพื่อใช้งานวันเดียว นั่นมันคติยุคชิงบ้าน-ชิงเมือง
แต่วันนี้ มันเป็นยุค “สร้างคน-พัฒนาเมือง” เราจะให้ทหารนั่งเล่น-นอนเล่นเป็นพันวันไปทำไม
เอามาใช้ประโยชน์ “สร้างชาติ” บรรจุเป็น “ครูฝึกระเบียบ-วินัย” แจกจ่าย-บรรจุไปทุกโรงเรียนทั้งหลวง-ทั้งราษฎร์ไม่ดีกว่าหรือ?
การรบชิงบ้าน-ชิงเมือง จะชิงได้ ทหารต้องวินัยเฉียบ การสร้างคน-พัฒนาเมืองก็เหมือนกัน จะพัฒนาได้ ประชาชนในชาติต้องมีระเบียบ-วินัย
ทำไมต้องรอให้โต ๑๗-๑๘ จึงจะไปฝึก รด.?
ต้องฝึกมันตั้งแต่ชั้นประถมเรื่อยไปนั่นแหละ ให้วัฒนธรรมเข้าแถวฝังเข้าไปอยู่ในเส้นเลือด รอรถเมล์ก็ต้องเข้าแถว เข้าห้าง-เข้าร้าน ซื้อของ จ่ายสตางค์ก็ต้องเข้าแถว อะไรที่เป็นสังคมหมู่มาก ต้องเข้าแถว
การเข้าแถวนั่นแหละ มันจะสอนเอง สอนให้รู้จัก อดทน อดกลั้น รอคอย เคารพสิทธิ์เขา พิทักษ์สิทธิ์เรา รวมทั้งเอื้อเฟื้อกันตามสถานการณ์จำเป็น
การเข้าแถว จะสะท้อน “ความต่าง” ระหว่างสัตว์เดรัจฉานกับสัตว์มนุษย์ชัดเจน
สัตว์เดรัจฉาน มีแต่สัญชาตญาณ ไม่มีสติ จึงไม่รู้จักเข้าแถว ทุกอย่างต้องแย่งก่อน-ชิงก่อน แล้วกัดกัน
ส่วนสัตว์มนุษย์ มีสติ รู้ผิด-รู้ชอบ อะไรที่คนอื่นทำกับเราแล้วเราไม่ชอบ เราก็ไม่ทำอย่างนั้นกับคนอื่น เพราะเขาก็ต้องไม่ชอบเช่นเดียวกัน ดังนั้น มนุษย์จึงรู้จักเข้าแถว
เข้าแถวบ่อยๆ จะซึมซับเป็นจิตสำนึกเองในด้าน “ส่วนตัว-ส่วนรวม” เมื่อคนรู้จักแยกแยะ “ส่วนตัว-ส่วนรวม” ใครก็ไม่ต้องถามอีกว่า…บ้านเมืองจะไปทางไหน?
เพราะ “ทางไป” ของบ้านเมือง เป็นทางร่วมอยู่ในจิตสำนึกของคนมีระเบียบ-วินัยชัดเจนแล้ว
พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ยังเป็น “รัฐมนตรีศึกษาฯ” อยู่มิใช่หรือ ถามท่านนายกฯ ทหารดูซีครับ
บรรจุ “ครูฝึกทหาร” ไปทุกโรงเรียน ตั้งแต่ประถมยันมัธยม ไปปลูกฝังระเบียบ-วินัย จากเด็กสะท้อนถึงผู้ใหญ่เป็น “คนไทยเข้าแถวเป็น” เอางี้มั้ยครับ?

ปัญญาชน “แบกสถาบัน” ประจาน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/211114/99304

เปลว สีเงิน
Friday, 21 November, 2014 – 00:00
.
อันที่จริง บ้านเมืองไม่ขึ้นอยู่กับว่าประชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่ขึ้นอยู่กับคนใช้ระบอบนั้นๆ ว่าใช้ไปเพื่อสร้างบ้าน-สร้างเมืองให้สังคมชาติ หรือบ่อนทำลาย-ขายชาติ, โกงบ้าน-กินเมือง เพื่อโคตรเหง้าเหล่าพวกตัวเอง?
เมื่อนำตรรกะนี้ใช้มองสังคมไทย จะเห็นความพิกล-พิการทางทัศนคติผ่านคนบางพวก บางกลุ่ม ทั้งจากนักเลือกตั้ง ข้าราชการ ครู-อาจารย์ นักศึกษา และชาวบ้าน
ในขณะที่การเมืองระบอบทักษิณ “ในคราบประชาธิปไตย” มือหนึ่ง ล้วงกระเป๋าหลวง
เอาเงินออกมาหว่านซื้อเป็นนโยบาย เพื่อบ่อนทำลายคนในระบบรัฐ-ระบบราษฎร์ให้ง่อยเปลี้ย-เสียขา
อีกมือหนึ่ง ล้วงทั้งกระเป๋าหลวงและกระเป๋าราษฎร์….!
จกเงินงบประมาณและที่หว่านไปนั้นกลับมาเข้ากระเป๋าโคตรเหง้าเหล่าพวก ด้วยเล่ห์และกลโกงทางการเมืองต่างๆ นานา
เงินหลวง ๕-๖ แสนล้าน โกงเงินชาวนาซึ่งๆ หน้าอีกกว่าแสนล้าน ชาวนามาทวงก็ไม่ให้ จนชาวนาต้องผูกคอตาย
แค่รายการเดียวยังขนาดนี้……!
แต่….บางพวก-บางกลุ่มปัญญาชนนั้น “ทนได้” ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ด้วยพอใจประชาธิปไตยแบ่งกันกิน!?
ครั้นมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “คณะทหาร คสช.” ทนเห็นชาติพินาศต่อหน้าไม่ไหว จึงเข้ามายับยั้งการใช้ประชาธิปไตยชนิดอุบาทว์ชาติชั่ว เป็นการชั่วคราว
ก่อนประเทศจะพัง ประชาชนจะเสียนิสัยไปกับ “ประชาธิปไตยเงินแจก” มากไปกว่านี้
บางพวก-บางกลุ่มนั้น…”ทนไม่ได้” ขึ้นมาทันที!
พอมีจังหวะ ก็เชิดหัว-ชูหางที่หดดูเชิงแต่แรกออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อต้านด้วย “จริตแคบ” กันยกใหญ่
ไม่รู้จะหยิบตรงไหนขึ้นมาชี้เป็น “ความชั่ว-ความผิด” ทางบริหารของคณะทหารที่เข้ามาสร้างบ้าน-แปงเมือง ก็คว้าคำดาดๆ ดิบๆ ว่า “รัฐประหาร-เผด็จการ” ขึ้นมาเป็นเงื่อนไขลมๆ แล้งๆ
ก็อยากบอกว่า……
การ “เผด็จการ-รัฐประหาร” ชั่วคราว มันไม่ชาติชั่ว-จัญไร เท่า “ประชาธิปไตยขายชาติ-กินเมือง” ฝังราก นั่นหรอก!
อดใจ “รอดูทหารเขาทำ” ซักปี-ปีครึ่ง ไม่ได้เชียวหรือ?
จะลงแดงแทนไอ้หน้าแด่น-อีหางดอกสองตัวนั้นกันวันนี้-วันพรุ่งเชียวหรือ?
จึงเหี้ยนกระหือรือเข้าชื่อ-ชูนิ้ว อยากให้ “ประชาธิปไตย ขายชาติ-กินเมือง” กลับเข้ามาเหมือนเดิมกันซะจริงๆ
เป็นถึงครูบาอาจารย์ นักวิชาการ……!
คิดกันได้แค่นี้-ทำกันได้แค่นี้ ไม่มีการแยกแยะ มันก็อัปรีย์สีกระบาลเต็มที แล้วแบบนี้ มิสอนลูกศิษย์-นักศึกษา กลายเป็นปัญญาชน “สมองซีกเดียว” ไปหมดหรือ?
ระดับชาวบ้าน “ม้าใช้” และระดับนักศึกษานั้น ผมไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเข้าใจเส้นทางพวกเขา ปล่อยเป็นลาวาไหลไปตามธรรมชาติ ประดับ “สังคมต่าง” ให้มีสีสันถึงจุดมันหยุดเอง
ตีงู ให้ตีที่หัว ฉะนั้น ไม่ต้องไปขึงขัง-ห้ามปรามอะไรพวกนี้หรอก!
ใครอยากชู ๒ นี้ ๓ นิ้ว ๕ นิ้ว ก็ให้ชูไป อย่าชู ๕ นิ้วครึ่งก็แล้วกัน จะเอาป้ายต้านรัฐประหาร-เผด็จการอะไร ก็ใช้ชู ให้แขวนคอไป
ไม่มีสถานที่จะชู ถ้าผมเป็นผู้นำ คสช.จะจัดเวที ๔ มุมเมืองให้ขึ้นไปชูด้วยซ้ำ ใครอยากชู อยากต่อต้านอะไร…
มาเลย ชูได้ ๒๔ ชั่วโมง!
แต่ถ้าไปชูนอกที่-นอกทาง เกะกะรบกวนสังคมรวมเขา อย่างนี้ต้องเอากันหน่อย กฎต้องเป็นกฎ ระเบียบต้องเป็นระเบียบ ถึงจะขลัง
ถ้ามีกฎแล้วไม่ใช้ เอาแต่ ชัก..ชัก..ครึ่งฝักอยู่นั่นแหละ แรกๆ จะเสียของ ต่อไปจะ…เสียคน!
สังคมไทยเป็นไง ก็รู้กันอยู่ เป็นสังคมขี้กลาก “ลามง่าย-ติดง่าย” จนได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ “อุปาทานหมู่” เกิดขึ้นบ่อย
“อุปาทานหมู่” อาจเป็นศัพท์วิชาการ แต่ถ้าบอกว่า “สังคมบ้าจี้ตามกัน-บ้าเห่อตามกัน” จะร้องอ๋อ!
ก็อยู่ที่ตัวนำ ใครนำโด่งดังก่อน จะดังด้านดี-หรือด้านไม่ดี ได้ทั้งนั้น ขอให้ทำแล้วดัง แป๊บเดียวแหละ จะ “ทำตาม” กันเป็นกลุ่ม-เป็นหมู่
คนไทยน่ะ อยู่ที่ไหน มองปร๊าดเดียวก็รู้….!
สมมุติอยู่ในห้าง คนชาติอื่นจะเข้าแถวซื้อของ-จ่ายเงิน อยู่ในถนน จะเข้าแถวขึ้นรถ กระทั่งเข้าส้วม เขาก็เข้าแถวตามลำดับก่อน-หลัง
ถ้าเป็นคนไทย จะยืนเป็นฝูง-เป็นกลุ่ม ไม่มีหัวแถว-หางแถว ไปทางไหน ก็เฮตามกันไป แย่งกัน-แซงกัน เสียงตะเบ็งเซ็งแซ่
แล้วก็คิกคัก..คิกคัก ชอบอก-ชอบใจ เมื่อได้ก่อน!
ผมเคยเห็นที่สนามบินแห่งหนึ่ง เป็นเที่ยวบินสายการบินไทย ฉะนั้น จะมีผู้โดยสารคนไทยมารอขึ้นเครื่องกันมาก
ที่อื่น ผู้โดยสารจะเรียงแถวรอเรียกขึ้นเครื่อง แต่คนไทยยืนกระเยื้อกระแหย่ง อยู่รวมเป็นก้อน-เป็นกลุ่ม
รอจังหวะพรวด…ไปก่อน..แซงก่อน จนเจ้าหน้าที่ประจำเกตซึ่งไม่ใช่คนไทย เขาต้องยกมือไหว้ปลกๆ แบบคนไทย โบกไม้-โบกมือ ให้เข้าแถว
กรณีนักศึกษาขอนแก่น “ต้นแบบ” ชู ๓ นิ้ว และพลเอกประยุทธ์พูดว่า “กระตั้วแทงเสือ” บวกกับมีภาพยนตร์เชิงสัญลักษณ์ ชู ๓ นิ้วมาฉาย นี่ก็ทำนองนั้น
เข้าทาง “สังคมขี้กลาก” รวมพวก-รวมหมู่ ทันที!
เมื่อวาน เห็นข่าว มีคนอ้างเป็น “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรี” จัดกิจกรรม รำกระตั้ว คั่วป๊อปคอร์น นอนดูหนัง ชู ๓ นิ้ว ที่หน้าโรงบ้าง มีนักศึกษาไปยืนชู ๓ นิ้วบ้าง
แล้วตำรวจก็บ้าจี้ตาม!
คุมคนชูนิ้วไปโรงพัก ผมก็ไม่ทราบว่า มันมีกฎหมายมาตราไหนบอกว่าชู ๓ นิ้วผิดกฎหมาย ชูนิ้วเดียว สองนิ้ว หรือสี่นิ้ว ห้านิ้ว ถูกต้องตามกฎหมาย?
บางเรื่อง-บางอย่าง อย่าไปเคร่งครัดแบบคร่ำครึกับเรื่องไม่เป็นเรื่องให้มากนักเลย
มันจะตกเป็นเบี้ยล่างทางเงื่อนไขเขา ในการเถียงด้านประชาธิปไตย ไม่ประชาธิปไตย รวมทั้งด้านกฎหมาย เสียเวลา-เสียบรรยากาศเปล่าๆ
ให้สังคม “คิดตาม-ทำตาม-พูดตาม” เขาได้รวมกลุ่มบ้าจี้-บ้าเห่อตามกันบ้าง ให้มันเป็นอากาศอิสระที่สังคมเขาได้สูดลมเข้าปอดเพื่อหายใจตามประสาเขาบ้าง
เรื่องไร้สาระอย่างนี้ คนไทยชอบ คิดง่าย-ตามง่าย ขืนเข้าไปจุ้นจ้านมาก จะเข้าตำราที่ว่า “ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” แล้วมันจะไปกันใหญ่
เคยเห็นมั้ย ที่ไหนปักป้าย “ห้ามเข้า” กูก็อยากจะเข้าขึ้นมาติดหมัด ที่ไหนปักป้าย “ห้ามเปิด” ก็อยากจะเปิดขึ้นมาทันที-ทันใด
ถามว่า “เข้าไปทำไม….เปิดทำไม”?
ตอบหน้าตาเฉยว่า….
“ก็ไม่รู้เรอะ เห็นห้าม ก็อยากดูว่ามันมีอะไร?”
เนี่ย…เท่านี้ สำหรับคนอยากรู้-อยากเห็นเป็นสัญชาตญาณ แต่ไม่อยากรับผิดชอบด้วยคิดใคร่ครวญก่อนทำ
หนังเขาจะฉาย ก็ให้เขาฉาย ใครจะไปรำกระตั้ว คั่วป๊อปคอร์น นอนแหกแข้ง-แหกขาดู จะชูกี่นิ้วก็ปล่อยเขา ท้องผูกอย่าให้ความสำคัญกับขี้เละ ทำไม่สนใจ ไม่ให้ราคา
เดี๋ยวมันก็ฝ่อไปเอง!
เพราะพวกที่มาชูนิ้วมือ-นิ้วตีนพวกนี้ ไม่ใช่คนด้อยศึกษา เห็นแบกนามสถาบันมาแบกะดินเลยเชียวว่า
“กลุ่มธรรมศาสตร์เสรี”!?
ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าใช่…ธรรมศาสตร์ยุคนี้ ผลิตคนออกมาได้แบบนี้ อย่าบอกนะว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนฉันให้รักไอ้หน้าแด่น-อีหางดอก”?
ไหนๆ ก็ ฮิต-เห่อ ชู ๓ นิ้ว กันแล้ว เชิญเรียงตัวมาถามซิว่า ๓ นิ้วหมายถึงอะไร ตอบถูกก็ออกใบอนุญาตให้ชูได้ทั่วราชอาณาจักร
ถ้าตอบไม่ได้-ไม่ถูก ให้เอา ๓ นิ้วจิ้มขี้หมาเป็นไง?
หรือจัดประกวดชู ๓ นิ้ว ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง ๕ ก็ได้ แทนที่จะเอาตัวไปเข้าค่ายปรับทัศนคติ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก
ก็ไปบอกเสี่ยตัน เอาไอโฟนมาซักเข่งซิ ใครชูนิ้วสวยกว่า ท่องสัญลักษณ์ ๓ นิ้วได้ถูกใจโก๋กว่า เอาไปเลย ๑ เครื่อง
บ้ามาก็บ้าไป ไร้สาระมาก็เหลวไหลไป เป็นขนมจีนผสมน้ำยา มันต้องแบบนี้แหละจึงจะสมยุคสมัยที่ตลก “เท่ง-โหน่ง” ครองจอ-ครองใจคนไทยได้เหนียวแน่น-ยาวนาน โดยไม่ต้องแจก-ไม่ต้องโกงเหมือนการเมืองประชานิยม
แล้วรัฐบาล คสช.ก็อย่าเอาแต่จ้ออย่างเดียว จ้ำบ้าง ไปจี้ สนช.บ้าง บอกเขา…อย่าดัดจริตเป็นสภา “ประชาชนเลือกผมมา” ให้มากไปนัก
มีหน้าที่ถอด จะมัวอิดออดหาวิมานอะไรอยู่…หือ?.

อีกวันที่ “สภาพจิต” นายกฯ ปรับชั้น

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/201114/99258

เปลว สีเงิน
Thursday, 20 November, 2014 – 00:00
.
กับเหตุการณ์ ๕ นักศึกษา “กลุ่มดาวดิน” ม.ขอนแก่น ต้อนรับการไปเยือนพี่น้องอีสานของ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ด้วยการสวมเสื้อ “ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร” ขึ้นไปแสดงออกบนเวทีหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ขณะนายกฯ ปราศรัย เมื่อวาน (๑๙ พ.ย.๕๗) นั้น
ต้องบอกว่า เป็นที่ฮือฮามาก…!
ทั้งข่าว-ทั้งภาพ ถูกเผยแพร่ ส่งต่อ สนองตอบความสนใจ-สะใจ ของผู้คนทั่วทุกหัวระแหงประเทศ ชนิดที่เรียกว่า
“ยังกะไฟลามทุ่ง”!
เหตุการณ์นี้ ถ้านายกฯ ใช้ “ความรู้สึก” เข้าจับ คงต้อง…โกรธ..ไม่พอใจ เอามากๆ
แต่ถ้าใช้ “ความเข้าใจ” เข้าจับ ท่านคงบอกตัวเองว่า…ขอบใจนะ..ไอ้หนู..ไอ้น้อง..ที่ช่วยเป็น “หินลองทอง” ให้พี่
ในภาคประชาสังคม เท่าที่ผมสดับตรับฟังจากกระแสทางโซเชียล มีเดีย ส่วนใหญ่กระเดียดไปทาง “เห็นใจ” นายกฯ และข้องใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการที่นั่นว่า
“ปล่อยให้ ๕ นักศึกษาเข้าไปแสดงกิริยา-มารยาทเจ้าบ้านอย่างนั้นได้อย่างไร?”
ถ้าไม่ใช่นักศึกษา เป็นคนอื่นที่ประสงค์เลวร้าย การละเลย ให้เข้าไปนั่งอยู่แถวหน้า สามารถกระโดดพรึ่บขึ้นไปบนเวที “ถึงตัว” นายกรัฐมนตรี ได้ง่ายดายอย่างนั้น
ตอบซิ……
อะไรจะเกิดขึ้น?
หน่วยอารักขามีเป็นร้อย-เป็นพัน นี่คือคำตอบของคำว่า “ประสิทธิภาพ”!
ผมจึงอยากบอกว่า ประเทศไทยต้อง “ขอบคุณ” ๕ นักศึกษากลุ่ม “ดาวดิน” เมื่อวานนี้เป็นพิเศษ
แทนที่ใครๆ จะโกรธขึ้ง หรือจะนำไปปรับทัศนคติอะไรนั่น ก็เชิญเถอะ!
แต่ใครก็อย่าไปใช้ความรุนแรง หรือกระทำการใดๆ ด้วยโกรธแค้น เป็นอันขาด ยิ่งการกักตัวด้วยข้ออ้างใดๆ
โปรดอย่าทำ!
เพราะ ๕ นักศึกษากับนายกฯ ถือเป็นผู้เสริมสร้าง “วาสนา-บารมี” ต่อกันและกันโดยตรง
ต้องเข้าใจในสิ่งมองไม่เห็นด้วยตาอย่างหนึ่งว่า…ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไม่ว่ากับเรา หรือกับใครก็ตาม
ไม่มีคำว่า “บังเอิญ”!
ทุกอย่างมีกำหนดลงตัว “ต้องมี-ต้องเป็น-ต้องเกิด” อย่างนั้นอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น มีคำกล่าวว่า
“ฝนอยู่ที่ฟ้า ส่วนผลอยู่ที่คนทำ”
กรณีนี้ ๕ นักศึกษานี้ เท่าที่อ่านประวัติ เป็นนักศึกษาด้านกฎหมาย มีจิตแสวงหาความถูกต้องชอบธรรมให้ชาวบ้านเป็นกิจกรรมของกลุ่มดาวดิน
ถ้าจะว่า “หัวแข็ง” ก็แข็งเพื่อค้านอธรรม
ที่มีทัศนคติเป็นปฏิปักษ์รัฐบาล คสช. ในความเห็นผม เป็น “ไฟบริสุทธิ์” ที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมในมุมคิดขั้วตรงของเขา ซึ่งมันหายไปนานแล้วจากหนุ่มสาวชาวมหา’ลัย
อย่าเหมาว่า เป็นไฟต่อเชื้อจาก “ไฟเผาบ้าน-เผาเมือง” เลย!
ม้าดี ต้องมาจากม้าป่าพยศ
“คนรุ่นใหม่” เพื่ออนาคตบ้านเมืองที่ใสสด ก็ต้องให้น้ำหนักจากนักศึกษาดังลาวาไหลทะลักเช่นนี้แหละ
ลาวาน่ะ ตอนทะลัก มันร้อน หลอมละลายทุกที่ที่ไหลถึง ใครก็ไปบังคับเส้นทางไม่ได้ เมื่อเย็นจากหยุดเมื่อไหร่ ใช้ประโยชน์ได้มหาศาล
ก็ไม่เพราะ ๕ นักศึกษาทำหน้าที่ “มาร” ให้ดอกหรือ…..?
เมื่อวาน “บารมี” จึงเกิดในตัวนายกฯ ประยุทธ์จนเจิดจ้า!
ฟ้ากำหนด ก็แค่กำหนดให้ ๕ นักศึกษามาต้านต่อนายกฯ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร นักศึกษาได้-นายกฯ เสีย หรือ นายกฯ ได้-ฝ่ายนักศึกษาเสีย ก็บอกแล้ว
“ผลอยู่ที่คนทำ”!
แล้วนายกฯ ตู่ทำอย่างไร….?
“ทำ” ตอบสนองการทำ ๕ นักศึกษาได้สมวุฒิภาวะคนเป็นผู้ใหญ่ คู่ควรแล้วกับตำแหน่ง-หน้าที่ “ผู้นำอำนาจบริหารประเทศ”
๕ นักศึกษา ประกาศเจตนาและตัวตนว่า…….
“พวกผมเป็นนักศึกษา ม.ขอนแก่น ต้องการมาแสดงออกทางความคิดเห็น และพวกผมก็เป็นคนที่นี่”
การแสดงออกทางความคิดเห็นของเขาคือ…..
“………ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปด้านหน้าเวที พร้อมถอดเสื้อคลุมสีดำและโยนไปด้านหน้าเวทีเพื่อโชว์ข้อความบนเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความสีขาวที่แตกคำเรียงกันว่า ‘ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร’ ”
พร้อมกับชูสัญลักษณ์ ๓ นิ้วต่อต้านรัฐประหารที่กลุ่มต่อต้าน คสช.เคยใช้ในช่วงต้นของการยึดอำนาจ”
นี่คือคิดและทำบริสุทธิ์ของวัยแสวงหา น่ารักมาก อย่าไปโกรธ หรือไปขัง-ไปคุมตัวนักศึกษาของเราเป็นอันขาด
ถ้า ๕ นักศึกษาคิดและทำไม่บริสุทธิ์ เป็นเหยื่อใต้คำสั่งใครมาละก็ การขึ้นไปประชิดตัวนายกฯ ได้ขนาดนั้น…
โป้งเดียวจอดไปแล้ว…หรือใครจะเถียง?
และจาก “บทมาร” ที่นักศึกษาโยนให้ แทนที่นายกฯ จะรับด้วยบทโกรธ ตกใจ ไม่พอใจ ที่ถูกหลู่ต่อหน้าสาธารณชนให้ปรากฏ แล้วแสดงอำนาจบาตรใหญ่
แต่นายกฯ กลับเล่นบท “นิ่งได้เมื่อภัยมา”
กระจายยิ้มแก้มยุ้ยเต็มกระจาด ใช้ “เมตตาบารมี” สนองตอบ “การแสดงออกทางความคิด” ของ ๕ นักศึกษา สำนักข่าวต่างๆ บรรยายตรงนี้ไว้ว่า
“………..พลเอกประยุทธ์ถึงกับหยุดนิ่ง มองไปที่กลุ่มนักศึกษาและหัวเราะในลำคอ พร้อมกล่าว
เนี่ย ก็มีแบบนี้ ไม่เป็นไร…ค่อยๆ พาเขาไป ไม่เป็นอะไรหรอก ไป..ไป..เดี๋ยวเราจะดูแลให้อยู่แล้ว ปัญหาทั้งหมด ไม่ค่อยเข้าใจกันก็ลำบากนะ มีใครมาประท้วงอีกมั้ยล่ะ มาเร็วๆ จะได้พูดซะทีเดียว ถ้าประท้วงกันก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น ผมว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจพวกเรานะ เข้าใจว่าวันนี้เราจะทำอะไรกัน”
คนในงานปรบมือกราว……..นายกฯ ยิ้มยาว
“ขอบคุณนะ..ขอบคุณ เขามาเขาก็มีความคิดของเขาอีกแบบ มีความคิดที่แตกต่างก็ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็ต้องไปหาข้อยุติกันให้ได้ วันนี้เราต้องการเข้ามาทำทุกอย่างให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผมเคยเป็น ผบ.ทบ.ทุกคนก็เคยรับราชการ ซึ่งเข้าใจงานดี”
ครับ…จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นวุฒิภาวะคนเป็นผู้นำกับผู้ตามได้ชัด ในขณะผู้นำสงบนิ่ง
แต่ผู้ตามตื่นไหว ทั้งที่นายกฯ กำลังพูด ก็มิวายวิพากษ์-วิจารณ์กันอื้ออึง จนนายกฯ ต้องทัก….
“อ้าว…ตกลงใครจะพูดกันก่อน ฟังกันนิดนึง เดี๋ยวจะได้เข้าใจกัน เราเป็นทหารเรามีความรู้สึกว่าต้องดูแลประชาชนทุกคนให้ได้ ทหารไม่ใช่ศัตรูของพวกเรา วันนี้เราทุกคนต้องหันหน้ากัน วันนี้ผมมาในบทบาทของนายกฯ และรัฐมนตรีที่ร่วมคณะ ต้องการมาดูแลทุกคนให้มีความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน
ผมจึงอยากบอกพวกเราสั้นๆ ว่า เราต้องมองประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้ ทุกภาคทุกจังหวัดคือประเทศไทย รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลทุกจังหวัดทุกพื้นที่และทุกตารางนิ้วของประเทศให้เกิดความเป็นธรรมให้ได้ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาล สิ่งที่เป็นปัญหามาโดยตลอด โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ไปบังคับใครทั้งสิ้น
…………….วันนี้ เราต้องลดความขัดแย้งให้ได้ หนักนิดเบาหน่อยต้องอดทนกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน”
“ผมไม่ใช่คนก้าวร้าว หรือชอบความรุนแรง ก็เห็นตัวตนของผมวันนี้แล้ว และผมก็เจ็บปวดทุกครั้ง เวลาที่ต้องมามีปัญหาอะไรกับพวกท่านทั้งหลายซึ่งไม่เคยคิดอะไรทั้งสิ้น วันนี้ผมมาเอาหัวใจเต็มร้อยมา ผมก็คาดหวังว่าจะได้หัวใจของพวกเรากลับไปให้ผมเกินร้อย…..ให้ผมได้มั้ยครับ”
เสียงตบมือจากพี่น้องอีสานเกรียว….
“……..เมื่อกี๊….ผมนึกว่ามีการเอาการแสดงมารับผม จริงๆ นะ เพราะปกติจะต้องมีการแสดง…ไอ้นี่มาใหม่เว้ย ทำไมมันใส่ชุดดำ นึกว่ามาเต้นกระตั้วแทงเสือ นึกว่าพี่น้องมาแสดงกัน
ไม่เป็นอะไร ไม่โกรธแค้นกัน พี่น้องทั้งนั้นคนไทยทั้งสิ้น คนไทยไม่รักคนไทยด้วยกันแล้วใครจะมารักเรา ถ้าเราไม่ร่วมมือกันแล้วใครจะมาทำให้เรา ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยและดูแลประชาชนใครจะดู ขอฝากไปถึงพี่น้องซึ่งไม่ได้มาด้วย ขอให้กำลังใจกับข้าราชการที่ทำงาน อะไรที่เป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ก็ขอให้เลิก
ใครจะมาอ้างผมเรื่องผลประโยชน์ ยืนยันว่าไม่มี ผมไม่ต้องการผลประโยชน์ สลึงเดียวก็ไม่เอา เพราะฉะนั้น อย่าให้เกิดปัญหาในพื้นที่เด็ดขาด มีอะไรให้สื่อสารหันหน้าเข้าหากัน อย่าหงุดหงิดหรือโมโห เรื่องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ขณะนี้ทุกอย่างกำลังเดินหน้า รัฐบาลก็เข้ามาแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน ที่ผ่านมาผมพูดเยอะมาก พูดทุกวันจนเหนื่อย เพราะอยากให้ทุกคนรู้ว่าตั้งใจ ไม่อยากไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร
วันนี้ ที่มามีกำลังใจเต็มร้อย แต่พอมาเจอเต้นกันนิดหน่อย เลยขึ้นเป็นร้อยห้าสิบ เข้าใจดี เพราะไม่มีใครทำให้คนรักได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่พยายามทำให้คนพอใจมากที่สุด โดยไม่เสียประโยชน์ส่วนร่วมของคนทั้งประเทศ
ผมยืนยันว่า ผมเป็นคนจริงใจ ไม่พูดโกหก รักพี่น้องทุกคน เราต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อย่าบั่นทอน มีอะไรขอให้เสนอแนะเข้ามา ให้เวลาบ้าง”
ก็เป็น “วิบากวัน” สู่วันดีๆ ที่รออยู่ข้างหน้าของนายกฯ ตู่อีกวัน บั่นให้ตรงตามรอยบากไว้นั่นแหละครับ แล้วจะสำเร็จ.

‘ทำให้ไว’ เพื่อสลาย ‘หยุกหยิก’

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/191114/99210

เปลว สีเงิน
Wednesday, 19 November, 2014 – 00:00
.
ดีครับ…เมื่อเป็นรัฐบาลอำนาจเบ็ดเสร็จ เข้ามาแล้ว อะไรที่มันไม่เสร็จ ถูกทิ้งร้างค้างคาไว้ เหตุจาก “ส่วนได้” ของพวกเขายังไม่ลงตัว ก็ช่วยตัดสินใจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกันลงไป
ประเทศไทยจะได้ “เดินหน้า” ซะที………!
นี่…เมื่อวาน (๑๘ พ.ย.๕๗) ปานกามนิตกินถั่งเช่า ครม.คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อนุมัติแผนพัฒนาระบบรถไฟทางคู่
“จีทูจี” ไม่มี “เจ๊ทูเจี๊ยะ” เรียบร้อยแล้ว!
ระหว่างไทย-จีน ระบบราง ๑.๔๓๕ เมตร เป็นเส้นทางแรก “หนองคาย-มาบตาพุด”
เป็นเส้นทางเศรษฐกิจ “ตามแผน” กลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขง ๖ ประเทศ จีน-เวียดนาม-ลาว-เขมร-เมียนมาร์-ไทย
“หนองคาย-มาบตาพุด” นั่นหมายความว่า จากจีนตอนใต้ คือจากมณฑลยูนนาน ที่ไม่มีทางออกทะเล นับจากนี้….ได้เฮซะที
ประโยชน์เฉพาะหน้า เป็นการค้า-การเศรษฐกิจ “การทหาร” ไม่เกี่ยว สินค้าทั้งหลายจะถูกลำเลียงผ่านเข้ามา ไปออกอ่าวไทย-มหาสมุทรอินเดีย ที่มาบตาพุด
และจากมาบตาพุด ตามโครงสร้าง “อีสต์-เวสต์ คอริดอร์ส” ระเบียงเศรษฐกิจอาซียน เชื่อม ๒ มหาสมุทรเข้าด้วยกัน
จากตะวันออก-อ่าวไทย ไปเชื่อมตะวันตก “ท่าเรือปากบารา” ที่อันดามัน เช่นเดียวกัน จากอันดามัน-แปซิฟิก ไปเชื่อมมหาสมุทรอินเดียที่มาบตาพุด
เจ้า “คอริดอร์ส” นี่ ต้องจำกันไว้ เพราะต่อไปเมื่อประตูอาเซียน ๑๐ ประเทศเปิด แต่ระเบียงเมือง ๖ ประเทศลุ่มน้ำโขง จะเป็นเส้นทาง “ลัดโลก” เชื่อมภาคขนส่งจาก ๒ มหาสมุทรถึงกันก่อนเพื่อน
และนับจากนี้เป็นต้นไป…..
“จีนตอนใต้” ก็มีทางออกทะเลแล้ว…ที่ไทย!
ไม่ต้องนอนเตียงไหว กลัวกองเรือภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ ปิดเส้นทางลำเลียงขนส่งน้ำมัน จากช่องแคบฮอร์มุซ ที่อ่าวเปอร์เซีย มาลอดช่องแคบมะละกาตรงอ่าวไทย ไปทะลุออกอันดามัน สู่ทะเลจีนใต้ อีกต่อไป
เพราะไทย เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ ที่ฟ้าประทานให้ ๑ ประเทศ แต่มีถึง ๒ มหาสมุทร ซ้าย…ก็มหาสมุทรอินเดีย ขวา…ก็แปซิฟิก
ตานี้แหละ เมื่อจีนกับฝรั่ง ต่างมีดุล “ยุทธศาสตร์ทางทะเล” เป็นอำนาจถ่วงซึ่งกันและกัน บนเส้นทางสายเปลี่ยนของภูมิภาคนี้
มีชีวิต-ชีวา “น่าลุ้น” ขึ้นมาทันที-ทันใด!
เนี่ย….เท่าที่สังเกต การตัดสินใจโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นอนาคตบ้านเมือง ไม่เคยเกิดจากรัฐบาลเลือกตั้งซักเท่าไหร่
อย่างการมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การที่ประเทศเปิดศักราชสู่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เริ่มจากยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
“สนามบินสุวรรณภูมิ” วันนี้ ก็เริ่มจากยุคจอมพลสฤษดิ์!
ท่าเรือแหลมฉบัง-นิคมอุตสาหกรรม-ทางด่วน-พลังงาน-การจัดค่าเงินบาทให้เข้าระบบ ก็เริ่มยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์
กระทั่ง “ที่ดินรถไฟ” รกร้าง เป็นที่ทิ้งขยะ และที่ให้หมาขี้ย่านพหลโยธิน เกิดเป็น “สวนจตุจักร” ถึงทุกวันนี้ ก็มาจาก “พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์”
ส่วนรัฐบาลเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เข้ามาแล้ว ก็ยืดอก…ผมบ้าง…ดิชั้นบ้าง… มาจากเลือกตั้ง…
แล้วก็ตั้งหน้า-ตั้งตา หยิบเนื้องานที่เผด็จการเขาสานสร้างไว้ให้ รื้อหาช่องคอร์รัปชัน
อย่างเรื่องรถไฟรางคู่ ถ้าจริงใจ-ตรงไป-ตรงมา ทำจีทูจี จะกับจีน กับญี่ปุ่น กับอินเดีย หรือกับที่ไหนก็ได้ ที่เขาสนใจจีทูจี
ป่านนี้ รางคู่-รางแฝด มันเสร็จได้ใช้ไปนานแล้ว!
เผลอๆ รถไฟความเร็วสูง จากเหนือ ไปพัทยา ทะลุเขมร มากรุงเทพฯ ไปหัวหิน ลงใต้ หาดใหญ่ ทะลุมาเลย์-สิงคโปร์ มีแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งทางยาวแบบนี้ถึงจะคุ้ม
พูดกันตรงๆ ประชาธิปไตยแค่รูปแบบ ที่ยังไม่ฝังรากถึงจิตสำนึกคน ทำให้ประเทศไม่แค่หยุดกับที่ แต่ถอยหลังด้วยซ้ำ
มีเดินหน้าเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน และการทำบ้านเมืองให้ฉิบหายเท่านั้น!
ไล่เลียงดูได้ จาก ๒๕๔๔ เรื่อยมาถึง ๒๕๕๗ เรื่องไหนที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตาเป็นผลงานรัฐบาลประชาธิปไตยมากที่สุด
๑.โกงฉิบหาย
๒.กินฉิบหาย
๓.เผาบ้าน-เผาเมืองฉิบหาย
๔.จำนำข้าวทุกเม็ดฉิบหาย
๕.ปลุกปั่นสังคมชาติฉิบหาย และ
๖.สังคมสื่อก็ฉิบหาย
ฉะนั้น อะไรที่ขัดใจ “พวกได้จนเคยตัว” เมื่อถึงยุครัฐบาลเผด็จการวันนี้ พลเอกประยุทธ์ก็จงใช้ “ความสัตย์แห่งจิต” ทำอะไรให้มันเบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด อย่ายืดยาดอยู่เลย
ให้คนเขาด่า “เพราะทำ” นั่นดีแล้ว….
อย่าให้คนชม “เพราะแดก” แล้วเอามาแบ่งกัน นั่นมันชั่วแล้ว!
การทำหน้าที่กลางดงบัว ๔ เหล่า ต้องเข้าใจคำว่า “ชีวิตเราวันนี้ เพื่ออนาคตเขาวันหน้า”
ผมเชื่อ ประชาชนที่เห็นความซื่อสัตย์ในการทำของท่าน “มีมาก” ท่านก็จงใช้ตรงนั้นเป็นดอกไม้ ส่วนเสียงด่าทอ นั่นเป็นใบเฟิร์น ช่วยแซมให้สีสันสวยขึ้น
คนไทยทุกคน ทั้งชมท่าน ทั้งชังท่าน ในฐานะ “ผู้นำอำนาจบริหาร” ไม่มีใครคนใดที่ท่านจะไม่รัก ไม่ทำเพื่อเขาได้หรอกครับ!
ด้วยระยะเวลา ๑ ปีกว่า อะไรที่เป็นปัญหาต้องแก้ไข ท่านจงใช้อำนาจเบ็ดเสร็จกับจิตสัตย์ “ตัดสินใจ” ทำไปเลยครับ
ผิดบ้าง แต่ด้วยสัตย์ นั่นอภัยและแก้ไขได้
อย่า “จงใจผิด” ด้วยคดในก็แล้วกัน ทุกวันนี้ ประเทศไทยกลายเป็นที่ทุเรศในสายตาชาวโลกจาก “ระบอบทักษิณ” เกินพอแล้ว
อย่าต้องให้เข้าตำรา “เหลือบฝูงใหม่” เลย!
ในคำว่าปฏิรูป…..
เรื่องพลังงาน เรื่องเศรษฐกิจฐานราก เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องสถาบันประเทศ เป็นปัญหาที่ประชาชน “หวัง” อยากเห็นรัฐบาล คสช.แก้ไข-วางระบบให้เข้าที่มากที่สุด
ผมจะถือภาษิตว่า “อดข้าวสิวางวาย ไม่ตายเพราะอดด่า คสช.” ในช่วงที่ท่านมุ่งมั่นวางรากฐานใหม่ให้สังคมประเทศ
เรื่องจัดระบบพลังงาน เรื่องรางคู่ “จีทูจี” รวมทั้งเรื่อง “ภาษีมรดก” ก็รวดเร็วทันใจไปแล้ว…….!
แต่เรื่อง ร.ฟ.ท.ที่คร่ำครึ ฝังเขี้ยวคอร์รัปชัน ตกรางมันแทบจะรายวันนี่ซีครับ
“ครึ่งปี” กว่าเข้าไปแล้ว ปลดผู้ว่าฯ การรถไฟฯ ไปก็แล้ว จนถึงวันนี้… ยังไม่มีวี่แวว-แนวหน่อ ให้เห็นเลยว่า
จะแก้ชนิด “ตัดรากปัญหา” กันเมื่อไหร่?
เห็นแต่จะเอาสมบัติเก่า คือที่ดินซึ่งเวนคืนจากชาวบ้านเขามาเพื่อกิจการรถไฟ ไปชำแหละขายจ่ายค่าดอกเป็นหมื่น-เป็นแสนล้าน!
การ “เอาสมบัติมาขายกิน” มันไม่เรียกว่าแก้ปัญหา
แต่เรียกว่า “สิ้นปัญญาคิด”!
ในเมื่อทำเองมีแต่เจ๊ง ก็เปิดประมูลให้เอกชนเขาเอาไปลงทุนทำเป็น “บางสาย” ประจานหน้าตัวเองดูบ้าง ก็น่าลอง
หรือร่วมทุนกันทำ โดยมีแผนพัฒนาที่ชัดเจน นั่นก็ยังดีกว่าคารา-คาซัง กินตัว-กินประเทศ ไปวันๆ ชนิดไม่รู้อนาคตแบบนี้
แต่อีกเรื่องที่อยากเห็น “แนวคิดใหม่ๆ” จาก คสช. ในฐานะรัฐบาลทหาร และในฐานะทหาร ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียโดยตรง
คือเรื่อง “ชายแดน ๓ จังหวัดใต้”
“ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี” มันมืดมิดครับ!
และมืดจนมิดมานานแล้ว แนวทางที่ใช้แก้ปัญหามา ๑๐-๒๐-๓๐ ปี มันอาจไม่ผิด แต่ทำให้ ๓ จังหวัดใต้สว่างไม่ได้เลย
เปลี่ยน “ชุดความคิดใหม่” ทำให้พี่น้อง ๓ จังหวัดใต้ได้พ้นจากความมืดมิด เห็นทางอนาคตซักทีดีมั้ย?
เศรษฐกิจ จาก “การค้า-การลงทุน-การท่องเที่ยว” นั่นคือคบเพลิงที่จะจุดให้ ๓ จังหวัดใต้หายจากความมืดมิด และผู้คนเห็นเส้นทางอนาคตที่ไม่ต้องฆ่า เลิกคิดแยกถิ่น-แยกแดน
รัฐบาล คสช.ประกาศทำ ๕ เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับอาเซียนและกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขงอยู่แล้ว
๑.แม่สอด ตาก ติดเมียนมาร์ ๒.อรัญประเทศ สระแก้ว ติดเขมร ๓.บ้านหาดเล็ก ตราด ติดเขมร ๔.มุกดาหาร ติดลาว ๕.สะเดาและปาดังเบซาร์ ติดมาเลเซีย
ขออีกซักเขตเถอะครับ โดยรวมพื้นที่ ๓ จังหวัด ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี เข้าเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” มิได้หรือ?
ทำเป็นเมือง “ศูนย์กลางการค้า-การท่องเที่ยว-ช็อปปิง” สำหรับอิสลามิกชนทั้งอาเซียนและจากทั่วโลก
ไหนๆ จะเป็นเขตเศรษฐกิจอาเซียนอยู่ปีหน้าแล้ว ก็สร้างศูนย์กลางท่องเที่ยว-พักผ่อนให้พี่น้องชาวมุสลิมด้วย ก็น่าจะลงตัว
ชวนทั้ง “อินโดฯ-มาเลย์-บรูไน” มาลงขัน-ร่วมทุนด้วย!
ถ้ารัฐบาล คสช.ตัดสินใจทำตรงนี้ ๓ จังหวัดใต้จะพ้นมืดสู่สว่างไสว ประชาชนมองเห็นอนาคตสดใสทันที
และคำว่า “ปัญหา ๓ จังหวัดใต้” จะหายไป จะมีธุรกิจการค้า-การท่องเที่ยว และศาสนศรัทธา เป็น “เพชรเม็ดใหม่” ที่ถนนทุกสายมุ่งสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ๓ จังหวัดใต้เแทน.

เรื่อง ‘รบและไม่รบ’ ในระบบสื่อ

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/181114/99161

เปลว สีเงิน
Tuesday, 18 November, 2014 – 00:00
.
ซนไปตามประสา “ชราชน” ซะ ๒-๓ วัน กลับมา…เห็นเอะอะมะเทิ่งกันยกใหญ่ ระหว่าง คสช.ผู้มีอำนาจรัฐ กับโทรทัศน์ช่อง “ไทยพีบีเอส” ผู้ใช้เงินอุดหนุนจากรัฐดำรงชีพอยู่
ก็ขำดี…..!
เรื่องทำนองนี้ อันที่จริงเบื่อที่จะดูแล้ว มันก็แค่ “ละครน้ำเน่าซ้ำซาก” เปิดการแสดงในทุกรัฐบาล ภายใต้การกำกับฉาก “เผด็จการจริง-ประชาธิปไตยเทียม”
ฝ่ายรัฐ ยึดอำนาจเป็นหอก ก็..ขยับหอก ฝ่ายสื่อ ยึดเสรีภาพเป็นโล่ ก็..ลองของ
“ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่”!
ไม่มีหอกกระแทกโล่และก็ไม่มีโล่วิ่งไปให้หอกแทงจริงๆ จังๆ เต้น-ตำ-รำ-ร้อง ตามบท “แลกข้าว” กันไปอย่างนั้น จะวี้ดว้ายกันบ้างสุดแต่จะสำออยหรือสำนึกกันมาก-น้อยระดับไหน?
ก็จะเวียนว่ายเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ จนกว่าทุกฝ่ายจะตอบกับใจด้วย “ละอายตัวเอง” ตรงๆ ว่า
ที่ทำนั้น “เพื่อเป้าประสงค์ใด”?
เพราะสังคมเป็นจริงในโลกนี้ ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีเผด็จการ ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีจำกัดหรือกำจัดเสรีภาพ
มีแต่การสนองตอบสิ่งเร้าด้วยสัญชาตญาณแห่งสัตว์ดิบ กับสนองตอบสิ่งเร้าด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบอันใคร่ครวญแล้วในสิ่งที่ทำเยี่ยงวิญญูชนเท่านั้น!
ไม่ทราบว่า ผู้เจริญแล้วในยุคนี้เคยอ่าน “หิโตปเทศ” กันบ้างหรือไม่ มีมากมายหลายสำนวน ตั้งแต่ของท่าน “เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป” เรื่อยไป
ผมว่า บนความที่โลกกลม และโลกกำลังหมุนบรรจบรอบ-ณ จุดเดิมๆ น่าไปค้นหา “สิ่งดั้งเดิม” มาอ่านกันนะครับ
ผมจะยกจากสำนวนแปล ดร.บุญเสริม บุญเจริญผล มาให้อ่านเล่นๆ พอเรียกน้ำย่อยซักเล็กน้อย ในหมวดที่ว่าด้วย “การจัดการศัตรู”…ลองดูนะครับ
“การจัดการศัตรู”
พึงพยายามเอาชัยในศัตรู ด้วยการไม่ทำสงครามทุกคราวไป; เพราะความมีชัยในระหว่างทั้งสองฝ่าย ในเมื่อเข้าสัมปยุตกัน เป็นผลที่ไม่แน่.
พึงมุ่งเอาชนะศัตรู ด้วยการไกล่เกลี่ยประนีประนอมบ้าง, ติดสินบนบ้าง, กระทำอุบายให้แตกสามัคคีกันบ้าง; จะใช้อุบายเหล่านี้รวมกันหรือแยกกันก็ตาม พึงพยายามเอาชนะให้ได้ทุกคราวด้วยไม่ทำสงครามกัน.
กาลใด, เมื่อไม่รบ ต้องพินาศแน่, แต่เมื่อรบ ยังมีทางรอดชีวิต; กาลนั้นเหล่าปราชญ์ย่อมตัดสินแล้วว่า ‘ต้องรบแท้จริง’.
ถ้าอ่านหิโตปเทศกันแล้ว ทั้ง คสช.และสื่อ ก็น่าจะใช้สติใคร่ครวญบนความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำกันชัดเจนขึ้น
เมื่อชัดเจนว่า “อะไร-เป็นอะไร” ด้วยสัญชาตญาณหรือ ด้วยความรับผิดชอบบริสุทธิ์ต่อสิ่งที่ทำเพื่อ “สังคมประเทศ” ชัดแล้ว…ก็ซัดกันไปเลย…..
“กาลใด, เมื่อไม่รบ ต้องพินาศแน่, แต่เมื่อรบ ยังมีทางรอดชีวิต; กาลนั้นเหล่าปราชญ์ย่อมตัดสินแล้วว่า ‘ต้องรบแท้จริง’ ”
มาคุย “เรื่องข้าว-เรื่องคุก” กันดีกว่า…..!
ตรงนี้แหละที่จะเป็นบทพิสูจน์ในแต่ละองค์กร “อำนาจ-หน้าที่” บนความเป็นรัฐ เพื่อราษฎร์ด้วยบริสุทธิ์-ยุติธรรม จะอยู่ในข่ายคำว่า “เหล่านักปราชญ์” ตามนัยหิโตปเทศในหมวดนี้กันหรือไม่?
เมื่อวาน (๑๗ พ.ย.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.มีคำตอบโจทย์ที่รอฟัง “คำเฉลย” กันอยู่ด้วยใจจด-ใจจ่อ
ในประเด็น “คดีอาญายิ่งลักษณ์” เรื่องรับจำนำข้าวที่ปล่อยให้ฉิบหายตั้ง ๕-๖ แสนล้าน อสส.ยังยื้อ ป.ป.ช.อยู่ ด้วยยกประเด็น “ข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดี” เป็นเงื่อนไขนั้น
“เมื่อไหร่จะสมบูรณ์ซะที”
และสรุป อสส.จะสั่งฟ้องเอง หรือ ป.ป.ช.จะฟ้องเอง?
เอ้า…ฟังคำตอบจากท่านปานเทพ
“ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนคณะทำงานร่วมฝ่าย อสส.นำความเห็นของ ป.ป.ช.ไปปรึกษากับ อสส. ซึ่งทาง ป.ป.ช.ยินดีส่งพยานเอกสารต่างๆ ที่มีการร้องขอมาไปให้ อาทิ ข้อมูลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ งานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ส่วนพยานบุคคลเห็นว่าเพียงพอแล้ว เพราะหากมีการสอบพยานบุคคลมากไปอาจทำให้พยานบุคคลที่ ป.ป.ช.สอบเอาไว้อ่อนลง
คณะทำงานร่วมยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีการประชุมอีกครั้งเมื่อใด เพียงแต่ให้ อสส.กลับไปพิจารณาให้เร็วที่สุด
ป.ป.ช.ขอยืนยันว่า ต้องการให้ อสส.ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอง ซึ่ง การประชุมคณะทำงานร่วมครั้งต่อไปจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว”
ครับ…ก็ชัดเจนใน ๒ ประเด็นที่สงสัยกัน คือ
๑.ป.ป.ช.ยืนยัน ไม่มีการสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมอีกตามที่ อสส.ยื่นเงื่อนไข
๒.การประชุมร่วมครั้งหน้า ซึ่งยังไม่รู้เมื่อไหร่ เป็น “นัดสุดท้าย” แล้ว
เมื่อเป็น “นัดสุดท้าย”………..?
ถ้า อสส.ยืนกราน “ข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีอาญา” ยังไม่ถูกทำให้สมบูรณ์ และ อสส.ยังถือครองสิทธิ์ในคดี ยังไม่บอกจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง แล้วทาง ป.ป.ช.เอามาฟ้องเองได้หรือยัง?
คำตอบจากประธาน ป.ป.ช.มีว่า….
“หากยังไม่มีการพิจารณาจาก อสส.ออกมา ต้องตกลงกันอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งออกมาเป็นความเห็นคณะทำงานร่วม ว่าไม่สามารถตกลงกันได้แล้ว ทาง ป.ป.ช.จึงจะสามารถส่งฟ้องได้”
วันที่ ๑๖ ธันวา จะเป็นวันที่ผู้บริหาร ป.ป.ช.กับผู้บริหาร อสส.จะมีการหารือกันปกติเป็นประจำเหมือนกับทุกปี ในวันนั้นอาจจะมีการพูดคุยกันเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งการหารือคดีต่างๆ ที่ยังอยู่ในการทำงานของคณะทำงานร่วม มีอะไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมา อสส.ก็ส่งฟ้องให้ ป.ป.ช.หลายเรื่อง”
สรุป…ยังไม่มีคำตอบจากนรกและสวรรค์ให้สามัญมนุษย์ได้ทราบ ที่ว่า ป.ป.ช.ฟ้องเองได้ ก็ต้องรอว่า อสส.เขาจะยอมคายคดีมาให้หรือไม่ และเมื่อไหร่
ถ้า อสส.ยืนกราน ข้อกฎหมายยังไม่สมบูรณ์ ยังสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องไม่ได้ จนกว่าทำข้อกฎหมายนั้นๆ ให้สมบูรณ์ก่อน
ประเด็นจึงเกิดขึ้นว่า…ข้อกฎหมายตามอ้างว่ายังไม่สมบูรณ์ ส่งฟ้องก่อนไม่ได้ นั้น ในข้อเท็จจริง….
“อสส.สามารถ ‘ส่งฟ้องก่อน’ แล้วอ้างพยานเพิ่มเติมต่อศาลได้หรือไม่?”
ตาม “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” มาตรา ๑๕ บอกว่า….
“วิธีพิจารณาความข้อใด ซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับ เท่าที่พอจะใช้บังคับได้”
“ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง” มาตรา ๘๘ วรรคหนึ่ง บอกว่า…
“เมื่อคู่ความฝ่ายใด มีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใด หรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้ง หรือความเห็นของผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้าง ข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน”
มาตรา ๑ (๑๐) “วันสืบพยาน” หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นวันสืบพยาน
มาตรา ๘๖ วรรคสาม….
“เมื่อศาลเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เป็นการจำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานอื่น อันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติม ให้ศาลทำการสืบพยานหลักฐานต่อไป ซึ่งอาจรวมทั้งการที่จะเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ”
นี่ไม่ได้มโนเอาเองนะครับ คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๕/๒๕๐๘ ก็ชัดว่า…
“เมื่อจำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน และยังสืบพยานไม่เสร็จ โจทก์ย่อมอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๘๘”
นั่นก็คือ ยื่นฟ้องแล้ว โจทก์ (อัยการ) ยังอ้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ตามมาตรา ๘๘ วรรคหนึ่ง
นี่…ทั้งข้อกฎหมาย และทั้งฎีกามีชัดอย่างนี้ ทั้งคนเป็นอัยการ ไม่เป็นอัยการ แต่สนใจกฎหมายด้วยไม่ต้องการให้ใครมาต้ม
“ย่อมรู้ตรงนี้”!
ฉะนั้น ใครอย่ามาแหกตามวลมหาประชาชนเลยครับว่า ถ้าพยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์ ก็ยังไม่อยู่ในขั้นจะส่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง
โธ่…แค่ซีดีเก่าๆ ตามกองขยะ คนเก็บขยะเอาไปขายแผ่นละ ๒๐ บาท ตำรวจจับ อัยการยังส่งฟ้องศาล ถึงชั้นศาลฎีกาลงโทษปรับเป็นแสน และต้องติดคุกแทนค่าปรับ
แล้วคดีอาญายิ่งลักษณ์ ข้าวใหม่ๆ เงินใหม่ๆ พินาศย่อยยับที่ประชาชน “ทั้งชาติ” ต้องแบกรับหนี้แทนกว่า ๕ แสนล้านบาท
ถ้าสั่งฟ้องไม่ได้ ก็ตามนัยหิโตปเทศ…..
“กาลใด, เมื่อไม่รบ ประเทศชาติพินาศแน่, แต่เมื่อรบ ประเทศชาติและยุติธรรมยังดำรง กาลนั้น เหล่าปราชญ์ ย่อมตัดสินแล้วว่า…ต้องรบแท้จริง”
แล้วใครคือปราชญ์ในที่นี้ อสส.-ป.ป.ช.-คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ หรือ…มวลมหาประชาชน หรือสื่อ
…….ต้องรบแท้จริง?

เพราะโกงมานานแล้ว

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/171114/99113

เปลว สีเงิน
Monday, 17 November, 2014 – 00:00
.
เป็นธรรมดาครับ ที่สื่อกับรัฐบาลจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเสมอ ไม่เฉพาะรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นกันทั่วโลก แต่จะขัดแย้งกันถึงขั้นไหนนั้นเป็นอีกเรื่อง
สมัยรัฐบาลนายหัวชวน ถึงขั้นให้ฉายา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโฆษกเทวดา ที่ยกตัวอย่างก็เพราะไม่อยากให้รัฐบาล คสช.คิดไปเลยเถิดว่า สื่อมีแนวโน้มสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ให้กับสังคม
ปัญหาคือเวลานี้เราอยู่ในโหมดเริ่มต้นรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนร่อนตะแกรงนำไปเป็นเชื้อในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมาพร้อมกับความเห็นที่หลากหลาย
ไม่ใช่สั่งซ้ายหัน ขวาหัน
การพูดถึงปัญหาเพื่อแก้ปัญหาเป็นสาระสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน การรัฐประหาร ล้วนคือปัญหาที่ผ่านมาทั้งสิ้น
กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้อยู่ก็ใช้ต่อไปครับ ผมไม่คิดว่าจะมีปัญหากับการระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง
ที่ห่วงมากไปกว่านั้นคือ ท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีต่อสื่อสารมวลชน เพราะเวลานี้ต่างฝ่ายต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
ทหารวันนี้ไม่ให้ข่าวเรื่องอาวุธ เรื่องการรักษาความมั่นคงบริเวณแนวชายแดน แต่เป็นเรื่องการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ หนักหน่อยก็เรื่องการปฏิรูปประเทศนี่แหละครับ
สื่อเองก็ไม่คุ้นที่จะคุยกับทหารในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปัญหาในการปรับท่าทีจึงเกิดขึ้นตามมา มากกว่า ๑ ครั้งแล้วครับ…!
ผมเองไม่ได้โลกสวยมานั่งตีอกชกลมไม่พอใจการรัฐประหาร เพราะมันผ่านไปแล้ว เพียงแต่เมื่อผ่านแล้วจะผ่านเลยไม่ได้ มีผู้คนจำนวนมากหนุนหลังให้ คสช.สะสางปัญหาเดิมๆ ให้ลุล่วงไปให้ได้
เขาตั้งความคาดหวังเอาไว้กับ คสช.สูงมากครับ แต่ดูเหมือนว่ามีการขยับอย่างเชื่องช้า จนเวลานี้เริ่มไม่ทันใจแล้ว
ในขณะที่รัฐบาล คสช.รู้สึกเหมือนกับว่าสื่อจะสร้างความขัดแย้งขึ้นมา
ถึงขั้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปพูดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ค่ำวันศุกร์อยู่บ่อยครั้ง จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่า ถ้านี่คือการคืนความสุข สื่อคงจะสำลักกันแทบทุกสำนักแล้วครับ
ที่จริงเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อทหารมาทำงานการเมือง ต้องละทิ้งความเป็นทหารออกไปเสียบ้าง ไม่ได้ขอเยอะครับ แค่ฟังความเห็นต่าง และใจเย็นที่จะเข้าใจ เพื่อสุดท้ายจะได้คุยเรื่องเดียวกัน
ท่าทีแข็งกระด้างระหว่างกันไม่มีประโยชน์ครับ เพราะถึงที่สุดแล้วมันจะไม่ใช่ปัญหาระหว่างรัฐบาลกับสื่อสารมวลชน แต่จะเป็นรัฐบาลกับประชาชนต่างหาก
ทุกฝ่ายจึงควรเรียนรู้และปรับตัวบนสถานะพิเศษนี้ให้ได้
ครับ…การปฏิรูป การปรองดอง ในความหมายของ คสช.ที่อยู่ในกระบวนการแม่น้ำ ๕ สาย เวลานี้เริ่มจะเป็นแม่น้ำสองสีไปแล้วครับ ไม่ใช่เพราะสื่อ แต่เป็นเพราะฝ่ายการเมือง ขั้วที่ครองอำนาจในอดีต แผลยังไม่แห้ง ไม่อยากให้ใครสะกิดให้เลือดทะลักอีก
“อำนวย คลังผา” อดีต ส.ส.ลพบุรีพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ประเมินการบริหารงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมาว่า ผลงานที่ผ่านมารัฐบาลสอบตกเรื่องการปรองดอง
นายอำนวยให้เหตุผลว่า เป็นผลเนื่องมาจากการทำงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างความปรองดอง
มันไม่สอดคล้องตรงไหนครับ? นายคนนี้อธิบายว่า
“เพราะตอนนี้เราเข้าสู่โหมดปฏิรูปประเทศ เข้าสู่โหมดปรองดอง สร้างความรักสามัคคีกัน แต่นโยบายการปรองดองกลับไม่เห็นเป็นรูปธรรม อยากให้เร่งปรองดองให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปัญหาในอดีต ไม่ควรหยิบยกขึ้นมา อาทิ สำนวนการถอดถอนอดีต ๓๘ ส.ว. กรณีแก้ไขที่มา ส.ว. การถอดถอนนักการเมือง ๓๐๐ กว่าคน ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ถูกยกเลิกไปแล้ว ไม่สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และในขณะนี้อดีต ส.ส., ส.ว. ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว จะเดินหน้าถอดถอนได้อย่างไร รัฐบาลควรรับผิดชอบเรื่องความปรองดอง ฝ่ายหนึ่งต้องการปรองดอง แต่อีกฝ่ายกลับทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย โดยเฉพาะตัวแทน ๔๐ ส.ว.ที่มาอยู่ใน สนช., สปช….
…..อยากให้รัฐบาลกำชับ สนช., สปช. งดเว้นกิจกรรมที่สร้างความแตกแยกให้สังคม และที่ผ่านมาสององค์กรนี้เป็นตัวทำลายผลงานของรัฐบาลตลอด ๓ เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ผลงานการปรองดองของรัฐบาลหลังเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นศูนย์….”
ยังไม่พูดเรื่องที่ สนช.เสียงส่วนใหญ่ มีแนวโน้มสูงจะฟอกขาวให้ “ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์” นะครับ เอาแค่นิยามคำว่า “คอร์รัปชัน”, “ไร้จริยธรรม” ยังมองไม่ตรงกันเลยครับ
สมุนทักษิณสะกดความหมายของสองคำนี้ไม่ออกจริงๆ
นักการเมืองพันธุ์ไหนกันที่คิดว่า หากหลิ่วตาทำไม่สนใจเรื่อง คอร์รัปชัน จิรยธรรม ได้ จะนำไปสู่ความปรองดองในที่สุด
น่าสมเพชครับ การที่บอกว่าฝ่ายหนึ่งต้องการปรองดอง แต่อีกฝ่ายกลับทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ก็ไม่แปลกครับที่คนพวกนี้คิดเช่นนั้น เพราะที่ผ่านมาพวกนี้เป็นฝ่ายที่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ รื้อระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
พยายามสร้างความแข็งแกร่งให้รัฐบาลโดยผ่านกลไกของรัฐธรรมนูญ อย่างที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เคยลิ้มลองมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ แม้จะพบมีการโกงสารพัดวิธีก็ตาม
ดูเหมือนว่านายใหญ่กำลังจะใช้วิธีใหม่ แต่ลิ่วล้อตามไม่ทัน
ที่จริงไม่มีอะไรซับซ้อนครับ แค่คนของระบอบทักษิณ พ้นข้อหาเพราะ สนช.เสียงข้างมากปล่อยผ่าน มันจะดูสะอาดกว่า รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งหลังจากนี้มีมติไม่ถอดถอนเป็นไหนๆ
โดยเฉพาะแนวโน้มที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งมีสูงทีเดียว
มีความพยายามยกกรณีการบริหารงานผิดพลาดจนทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) กว่า ๖ แสนล้านบาท ที่กำลังจะหมดอายุความวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนนี้ ขึ้นมาเทียบกับกรณีทุจริตจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่เจ๊งไปกว่า ๕ แสนล้านบาท ว่าเป็นความลำเอียงของระบบตรวจสอบ
ผีเจาะปากพูดไปเรื่อยครับ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีตรองนายกฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างต่างประเทศ จะยื่นหนังสือให้ท่านนายกฯ ประยุทธ์ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และยังยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่สร้างความเสียหายจากโครงการข้าว
แล้วจะยื่นเรื่องให้ดำเนินการถอดถอนนายหัวชวนกรณี ปรส.ด้วย
เอาเข้าไปซิครับ ข้อหาที่ ป.ป.ช.เชือด “ยิ่งลักษณ์” คืออะไร?
แล้วสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ปล่อยให้มีการโกงในโครงการรับจำนำข้าวจนมีเสียงเตือนจากทุกฝ่ายเหมือนที่เตือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือเปล่า?
รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เน้นไปที่โครงการประกันราคา คนละเรื่องกับรับจำนำข้าว
ยิ่งเรื่องถอดถอน “นายหัวชวน” ยิ่งเลอะกันไปใหญ่
“อำนวย คลังผา” บอกว่า “ขณะนี้อดีต ส.ส., ส.ว.ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว จะเดินหน้าถอดถอนได้อย่างไร”
อ้าว….แล้วขณะนี้นายหัวชวนเป็นนายกฯ อยู่อย่างนั้นหรือ
ถ้าจะจับเรื่อง ปรส.กันจริง ผมว่าต้องลากพวกล้มบนฟูกมาเล่นงานด้วย ที่สำคัญบางคนไม่ล้ม กลับรวยอื้อซ่าแค่พริบตาเดียว
ใครกันล่ะครับที่ได้ประโยชน์จากการลดค่าเงินบาท เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐ นับหมื่นล้านบาท
มันโกงกันมานานแล้วครับ.
ผักกาดหอม

สุดท้าย ‘ม.ค.ป.ด.’

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/151114/99033

เปลว สีเงิน
Saturday, 15 November, 2014 – 00:00
.
อ้าว..!!!! สุดท้าย หมาคาบ “เหนียวไก่” ไปกินซะงั้นครับ ไม่ใช่คนลัก หากตำรวจสรุปแบบนี้จริงๆ ได้ฮากันทั้งเมืองอีกรอบแน่นอน
หมาคาบไปแดก! แล้วจะไปเอาผิดกับใครล่ะครับ
แต่ความผิดที่เห็นกันชัดๆ ว่า “คน” เป็นผู้ลงมือ “ลัก” มันช่างยากเย็นแสนเข็ญที่จะนำตัวมารับโทษ บารมีของระบอบทักษิณมันไม่ธรรมดาจริงๆ
ขนาดตัวไม่อยู่ ยังวางเส้นสายเอาไว้ทั่ว มั่วอะไรได้ก็มั่วกันหมด ขอแค่ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้นเป็นพอ
ตามคาดครับ สมุนระบอบทักษิณ โหวกเหวกโวยวาย เรื่องที่ “รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์” ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว แถลงการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ๑๕ โครงการ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึง ๒๕๕๖ ซึ่งมีข้อสรุปว่า มีการใช้เงิน ดำเนินการทั้งสิ้น ๑.๑ ล้านล้านบาท
มีผลขาดทุนอยู่ที่ ๖.๘๒ แสนล้านบาท เฉพาะช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีผลขาดทุนสูงถึง ๕.๑๙ แสนล้านบาท
“กิตติรัตน์ ณ ระนอง” อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลังของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Kittiratt Na-Ranong (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) ตามนี้ครับ
“……เดี๋ยวก็ 9 แสน เดี๋ยวก็ 7 แสน… เดี๋ยวนี้เป็น 5 แสน… ก็ว่ากันไป…
ตัวเลขของ ‘โครงการจำนำข้าว’ ที่แจงโดย ใครต่อใครในยุครัฐบาลนี้ช่างหลากหลายเสียจริงๆ เดี๋ยวก็ 9 แสนล้าน เดี๋ยวก็ 7 แสนล้าน จนคนไม่ค่อยชอบพูด ไม่ชอบเถียงแบบผม ต้องเคยออกมาพูดดังๆ ว่า ‘ไม่จริง’ ซึ่งผมก็ตั้งขอสังเกต แบบจับผิดได้ชัดๆ ว่าเป็นความพยายามที่จะรวมเอาภาระคงค้างจาก ‘โครงการประกันรายได้’ ของรัฐบาลนักพูดเข้ามา และคงเตรียมจะบวกภาระใหม่จาก ‘โครงการแจกด่วน ไร่ละพัน’ (ที่ผมทักว่าจะตรวจสอบการปฏิบัติทุจริตได้ยากมาก) จนได้ตัวเลขสูงให้เป็นที่เข้าใจผิดกับรัฐบาลก่อน และยังจะไม่ต้องแสดงตัวเลขภาระใหม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกด้วย
สัปดาห์นี้มาใหม่ กลายเป็นห้าแสนล้าน แต่ก็ยังไม่วายอ้างตัวเลขโครงการรับจำนำฯ ในอดีตอันไกลโพ้นที่ไม่มีภาระคงค้าง และสินค้าคงเหลืออีกแล้ว มาแสดงรวมกันให้ดูมากกว่าห้าแสนล้าน และทั้งเทียบเคียงกันให้ดูน่าตำหนิ
ถึงตอนนี้ อยากถามคนใหญ่คนโตที่พูด ตัวเลข 9 แสน 7 แสนน่ะว่า ‘ไงล่ะ ผมบอกแล้วว่าไม่ใช่ ยอมรับนะ’
ส่วนข้อมูลห้าแสนล้านน่ะ ก็ยังมีความจริงที่คนทั่วไปต้องทราบอยู่อีก 3 เรื่องสำคัญ…
เรื่องแรก ตัวเลขทางบัญชีนี้ยังคงใช้ข้อสมมุติ ด้านราคากับสินค้าคงคลัง ซึ่งก็ย่อมเป็นที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงใช้ตัวเลขราคาที่ต่ำ ตัวเลขทางบัญชีเมื่อขายสินค้าคงคลังจนหมด ย่อมจะน้อยกว่านี้ ยกเว้นไม่มีฝีมือในการขาย หรือมีการทุจริตเอื้อเฟื้อราคาให้กับคนซื้อข้าวที่เป็นพรรคพวกกัน ซึ่งก็ชักจะมีกลิ่นออกมาแล้ว เมื่อผู้รับผิดชอบออกมาพูด คนละทีสองทีเรื่องข้าวด้อยคุณภาพ… จะเปิดทางให้ซื้อขายกันในราคาต่ำๆ?
เรื่องที่สอง ‘โครงการรับจำนำข้าว’ ของรัฐบาล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 จึงได้จัดงบประมาณ อันเหมาะสมชดเชยให้กับโครงการฯ ในปีงบประมาณ 2555/56 ไปแล้วตามสมควร ผลสุทธิจำนวนรวมคงค้างย่อมต่ำกว่า ห้าแสนล้านที่อ้างถึงล่าสุดนี้ อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใครที่คิดว่ายังเป็นเงินที่สูงอยู่ดี ก็ขอให้ตระหนักว่าโครงการนี้ ช่วยเหลือกระดูกสันหลังของประเทศให้พอลืมตาอ้าปากได้มาแล้วถึง 3 ปี หรือ 5 ฤดูการผลิตอย่างต่อเนื่อง เป็นช่วงเวลาที่คลายความทุกข์ยากของชาวนาทั่วประเทศเกือบ 4 ล้านครอบครัว โดยไม่ต้อง ‘ทำตามสัญญา ขอเวลาจะคืนความสุข’ แก่ชาวนา รวมทั้งเป็นกำลังซื้อของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ทำให้ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ มีความสุขไปด้วย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกถึงได้จัดอันดับประเทศไทยดีขึ้นในช่วงเวลาของรัฐบาลก่อน
ประการที่สาม รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ให้ความสำคัญกับ ‘วินัยการคลัง’ อย่างเข้มงวด ภาระหนี้ที่นำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของโครงการฯ และรัฐบาลทำหน้าที่ค้ำประกันวงเงิน รวมกับการมีภาระหนี้สินทุกประดามี ทั้งของรัฐบาล และของรัฐวิสาหกิจ ได้จัดรวมอยู่ใน ‘ภาระหนี้สาธารณะของประเทศ’ อย่างครบถ้วน และควบคุมให้มีสัดส่วนตามกฎหมาย และกรอบวินัยทางการคลัง เมื่อเทียบกับยอดงบประมาณประจำปี และ GDP อย่างเข้มแข็ง ซึ่งเหตุผลที่เราทำเช่นนั้นได้ก็เพราะเรามุ่งมั่นในการลดยอดการขาดดุลการคลัง อย่างต่อเนื่องทุกปีงบประมาณที่รับผิดชอบอยู่ และจัดการทั้งหนี้เก่าและหนี้ใหม่ ให้มีแผนการชำระคืนที่ชัดเจน และปฏิบัติได้
ขอให้กำลังใจรัฐบาลชั่วคราวนี้ ให้เข้มงวดกับวินัยการคลังของประเทศ เช่นเดียวกับรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อย่าเอาอย่างรัฐบาลก่อนๆ ที่ยกเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขึ้นไปเมื่ออยากจะกู้เพิ่ม และขอส่งความปรารถนาดีมายังข้าราชการประจำทั้งที่เคยทำงานร่วมกับผมอย่างใกล้ชิด และไม่ใกล้ชิดนักนะครับ ท่านเคยทำงานโดยไม่ต้องเอาใจนักการเมืองอย่างผมก็จริง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปท่านก็อาจต้องเปลี่ยนไปบ้าง… ผมพอเข้าใจครับ……”
White lie…!!!
ข้อความทั้งหมดประจานตัวเอง อธิบายถึงความฉิบหายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์สร้างขึ้นเกือบครบถ้วนกระบวนความครับ
ก่อนอื่นคงจำกันได้นะครับ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ ว่า
“ถ้ารัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ทำให้รัฐเสียหายมากกว่า ๖ หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลชุดก่อนใช้ชดเชยในระบบประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า ในฐานะรองนายกฯ เศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร”
มีแมวตัวไหนรับผิดชอบอะไรบ้างครับ?
ที่กำลังพูดกันมันไม่ใช่ตัวเลข ๖ หมื่นล้าน มันเสียหายถึง ๕ แสนล้าน ถึง “โต้งไวต์ไล” จะพยายามกดตัวเลขให้ต่ำกว่านี้ แต่มันฉิบหายเกินสิ่งที่เคยสำรอกออกมาว่าจะรับผิดชอบหลายเท่าตัวครับ
ประเด็นที่ว่า “ยกเว้นไม่มีฝีมือในการขาย หรือมีการทุจริตเอื้อเฟื้อราคาให้กับคนซื้อข้าวที่เป็นพรรคพวกกัน” เชิญพวกความจำสั้นกลับไปดูข้อมูลอภิรายไม่ไว้วางใจของ ” หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” หรือช่วงที่ “บุญเซบุญทรง เตริยาภิรมย์” กับ “ณัฐวอด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ถูกนักข่าวไล่ต้อนหน้าซีดเป็นไก่ต้มซิครับ มีแมวตัวไหนตอบคำถามเรื่อง “เสี่ยเปี๋ยง-เจ๊แดง” ได้บ้าง เห็นแต่กระดกแก้ว จิบน้ำกลั้วคอ
ขนาดไม่ตอบคำถาม คอยังแห้งเลยครับ
ประเด็นทุจริต มีตัวละครพัวพันเพียบ ไล่ตั้งแต่คนแดนไกล ยิ่งลักษณ์ บุญทรง เสี่ยเปี๋ยง สยามอินดิกา บริษัท GSSG นายปาล์ม (รัฐนิธ) นายโจ (นิมล) เตรียมตัวไปสู้ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดีกว่า
ว่ากันตามข้อเท็จจริง หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีฝีมือในการขาย ป่านนี้คงไม่มีข้าวเน่าข้าวเสื่อมสภาพล้นโกดังให้เป็นภาพบาดตาประชาชนแน่นอนครับ
“วินัยการคลัง” เป็นอีกประเด็นที่ผมนึกไม่ถึงว่าคนอย่าง “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” จะกล้านำมากล่าวอ้าง หลังมีการเปิดตัวเลขขาดทุนโครงการรับจำนำข้าว ๓ ปี ๕.๑๙ แสนล้านบาท
วินัยการคลังบ้านเอ็งซิ!
วันที่ ๒๘ พฤศจิกายนนี้จะรอดูครับว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะไปแถลงเปิดคดีต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยตนเองว่าอย่างไรบ้าง ก็ได้แต่ภาวนาครับขอให้ไปจริงๆ ถึงจะพูดตามโพยก็เถอะ
มาถึงขนาดนี้แล้ว หากจะไปดูถูกดูแคลนเธอว่า “หนูไม่รู้” ผมก็ว่าหมิ่นกันเกินไป แม้ในอดีตจะมีรายการมั่วๆ ให้ขายขี้หน้าอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
อดย้อนอดีตไม่ได้ครับ เดือนตุลาคมปีที่แล้ววันที่ “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” ต้องยืนตอบคำถามนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล
คำถามแรกในวันนั้นคือ การขยายปริมาณการรับจำนำข้าวนาปรัง? “ยิ่งลักษณ์” ทำสีหน้างุนงงก่อนตอบว่า ได้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ครม.จากจำนวน ๑๑.๑๑ ล้านไร่ (ที่จริงมันคือหน่วยล้านตัน) ก่อนที่ “บุญทรง” จะชะเง้อช่วยตอบเพิ่มเป็น ๑๓.๓๑ ล้านตัน
“ยิ่งลักษณ์” เธอเหลือบตาไปมอง แล้วพยักหน้าตอบว่า “ใช่ค่ะๆ”
คำถามหลังจากนั้น คือ จีทูจีกับประเทศอะไรบ้าง? “ยิ่งลักษณ์” ตอบว่า มีหลายประเทศ อย่างในกลุ่มอาเซียนก็มี
เป็นคำถามต่อเนื่องครับคือ เห็นสัญญาการซื้อขายหรือยัง? ก็ไม่ต้องคิดอะไรล่ะครับ “ยิ่งลักษณ์” ตอบอย่างฉะฉาน “เห็นค่ะ เป็นเอ็มโอยูค่ะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบค่ะ”
เล่นเอา “บุญทรง” ถึงกับเยี่ยวเหนียว พูดแทรกทันที “เป็นเซลส์คอนแทรกต์ สัญญาซื้อขายครับ ไม่ใช่เอ็มโอยู”
ใครที่ได้ดูทีวีในวันนั้นคงเห็นสีหน้าของ “ยิ่งลักษณ์” นะครับ
คิ้วขมวด สีหน้าเคร่งเครียด ในใจคงคิด ตรูตอบอะไรไปวะ!!!
ครับ…มาย้อนอดีตกันขำๆ แต่สุดท้ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเอาไงก็ว่าไป
แต่ก็นั่นแหละครับ จะกลายเป็นว่า “ม.ค.ป.ด.” หมาคาบไปแดก เหมือนเหนียวไก่.
ผักกาดหอม

อย่าปล่อยคนลัก “เหนียวไก่” ลอยนวล

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/141114/98992

เปลว สีเงิน
Friday, 14 November, 2014 – 00:00
.
ช่วงนี้ข่าวการบ้านการเมืองออกจะเงียบๆ สู้คลิป “เหนียวไก่” ไม่ได้ครับ ดูซิ! ฮากระจาย….ขนาดผู้ว่าฯ สตูลยังต้องลงมาเล่นด้วย
จะเทียบกับอะไรดี? “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” พอได้ครับ เพราะเริ่มจากจุดเล็กๆ โดยเด็กผู้หญิงห้าวๆ คนหนึ่ง ลุกลามใหญ่โตเป็นลูกโซ่ในโลกโซเชียล กระจายไปทั่วประเทศในชั่วพริบตา
แต่ดูเหมือนว่ามีคนพูดถึงความฮาในคลิป “เหนียวไก่” มากกว่าความปลอดภัยของ “เหนียวไก่” ที่ถูกขโมยไปจากตะกร้าหน้ารถ
เอาเถอะครับมันก็แค่คลิปขำๆ แต่หากมองให้เห็นเป็นสาระบ้างมันก็มีหลายสิ่งที่ซ่อนอยู่ เมื่อตัดคำว่า “แม่มๆ” ออกไป “น้องไลล่า” มีทักษะในการใช้คำพอตัวทีเดียว
มีใครเห็นสาระสำคัญของคลิปเหนียวไก่ท่อนที่ว่า “คนลัก หมาคาบ หรือว่าแมวกิน” บ้างมั้ยครับ
เป็นคำถามเชิงประชดประชัน ขำขัน แต่ไม่มีคำซ้ำให้เห็น
ลัก, คาบ, กิน อธิบายถึงการหายไปของเหนียวไก่ และเป็นการตั้งคำถามให้น่าติดตาม แต่มีใครตามติดมั้ยครับว่า ใครเป็นคนลักเหนียวไก่
หรือเป็นหมา หรือว่าแมว
เห็นข่าวแวบๆ ว่ากล้องวงจรปิดหน้าร้านสะดวกซื้อตรงที่มีการลักเหนียวไก่ ใช้การไม่ได้ ก็คงยากครับที่จะตามตัวคนลักจับมาลงโทษเสียให้เข็ด
ไม่น่าเชื่อครับเรื่องเล็กๆ อย่างเหนียวไก่ มูลค่า ๓๐ บาท นำไปเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนย่อยยับ ๖.๘๒ ล้านบาท ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว
ไฮไลต์มันอยู่ที่ กล้องวงจรปิดเสียนี่แหละครับ
ก็สุดท้ายมันตามจับคนร้ายไม่ได้น่ะซิ!
ย้อนเหตุการณ์อีกครั้ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติ ๑๖๙ ต่อ ๑๖ ให้เลื่อนการพิจารณาถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จากคดีปล่อยให้มีการทุจริตจำนำข้าว ออกไปเป็นวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน มีงดออกเสียง ๗ คน
กล้องวงจรปิดยังไม่ทำงาน ซื้อเวลาได้อีกเฮือก…!
“รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์” ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว แถลงการณ์ปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ๑๕ โครงการ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึง ๒๕๕๖ เป็นการปิดบัญชีถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗
– มีการรับซื้อข้าวเปลือกเข้าโครงการทั้งสิ้น ๘๕ ล้านตัน
– ใช้เงินดำเนินการทั้งสิ้น ๑.๑ ล้านล้านบาท
– มีผลขาดทุนอยู่ที่ ๖.๘๒ แสนล้านบาท
– แบ่งเป็นผลขาดทุนใน ๑๑ โครงการแรก ช่วงสมัยก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จำนวน ๑.๖๓ แสนล้านบาท
– สมัยก่อนยิ่งลักษณ์ ก็มี “ทักษิณ-สุรยุทธ์-สมัคร-สมชาย” ไม่มีรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพราะเขาใช้นโยบายประกันราคา
– ถัดมาเป็นผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวตันละ ๑.๕ หมื่นบาท ใน ๔ โครงการหลัง คือช่วงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ดูตัวเลขไว้นะครับ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีผลขาดทุนสูงถึง ๕.๑๙ แสนล้านบาท
เหนียวไก่ในตะกร้าหน้ารถถูกขโมยไปแล้ว ถามว่ามีคนลักมั้ย แน่นอนครับ เหนียวไก่เดินเองไม่ได้ คนลักต้องเป็นใครสักคน แต่เวลานี้ยังไม่รู้
แต่ความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มีทั้งโกง ทั้งเอาเปรียบชาวนา จะไม่มีคนผิดเลยอย่างนั้นหรือ
ผมรู้สึกดีใจที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเขียนแบ่งเป็นภาคๆ พูดถึงหมวดว่าด้วย ระบบผู้แทนที่ดี และผู้นำการเมืองที่ดี
ดีแบบไหน?
ดีอย่างไร?
ยังไม่รู้ครับ แต่หากขึ้นต้นด้วยเจตนาที่จะทำให้เราได้นักการเมืองที่ดี มีผู้นำประเทศที่มีความรับผิดชอบ ก็นับเป็นเรื่องดีทั้งนั้น
เพียงแต่เวลานี้อะไรๆ มันยังสวนทางกันอยู่
ผมยังนึกไม่ออกว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะปล่อยให้ “ยิ่งลักษณ์-นิคม-สมศักดิ์” พ้นผิดนั้น จะไปยกมือสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับการเมืองที่ดีบังคับใช้ได้อย่างไร
ผมอาจคิดผิดก็ได้ แต่มันเกิดความรู้สึกที่ว่า “กระบวนการ” มันไม่สะอาด
โดยเฉพาะความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มีตัวเลขมหาศาล หากไม่มีใครรับผิดชอบ หรือตามหาคนผิดไม่ได้ ผลจะเป็นอย่างไร
มันไม่ฮาเหมือนเหนียวไก่หายแน่นอน
เพราะสิ่งที่จะเกิดคือ บรรทัดฐานเลวๆ นักการเมืองบริหารประเทศผิดพลาด เกิดความเสียหายเป็นแสนๆ ล้าน ล้านล้านบาท ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ
และมันจะไม่จบที่โครงการรับจำนำข้าวน่ะซิครับ ในอนาคตจะยังมีนโยบายประชานิยมที่พร้อมจะสร้างความฉิบหายให้กับประเทศอีกแน่นอน
ตั้งแต่วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึง ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ หรือ ๒ ปี กับอีก ๒๗๕ วัน เกิดอะไรขึ้น ทำไม “ยิ่งลักษณ์” สร้างความฉิบหาย ได้ถึง ๕.๑๙ แสนล้านบาท
“คนลัก หมาคาบ หรือว่าแมวกิน”?
ข้อมูลล้นทะลักมาตั้งแต่ถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาฯ มีแต่คนทั้งนั้นครับ ที่ทั้งลัก ทั้งคาบ และกิน
มีแต่ “เสี่ย” กับ “เจ๊” หมา แมว ไม่เกี่ยว
หากดู ๑๐ ปีโครงการรับจำนำข้าว ช่วงแรก ประมาณ ๗ ปี มี ๑๑ โครงการ ขาดทุนแค่ ๑.๖๓ แสนล้านบาท
ช่วงที่สอง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ถึง ๓ ปี ขาดทุนสูงถึง ๕.๑๙ แสนล้านบาท มันมีนัยให้เห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ
ใช่แล้วครับ มันมีคำถามว่า ทำไมถึงได้มูมมามกันในช่วงท้ายๆ นี้ ตัวเลขที่สูงแม้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรับจำนำข้าวตันละ ๑.๕ หมื่นบาท ที่ดูเหมือนว่าชาวนาจะเป็นฝ่ายได้ แต่สุดท้ายกลับเป็นคนในระบอบทักษิณได้มากกว่า
สถานการณ์มันเหมือนอีก ๒๐ เมตรสุดท้ายจะเข้าเส้นชัย มีการเร่งเครื่องเต็มที่ ขุดโคตรนโยบายประชานิยมมาลดแลกแจกแถมกัน ประหนึ่งว่าหากไม่ฉวยช่วงเวลาดังกล่าวแล้วก็ยากที่จะหาโอกาสทองได้อีก
แล้วเกือบๆ ๓ ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์มีสถานการณ์อื่นหรือไม่?
จำได้นะครับ มีการเร่งกฎหมายนิรโทษกรรมกันเป็นหลัก เพื่อล้างความผิดให้คนโกง
จะใช่หรือไม่ที่รัฐต้องเสียงบประมาณไปถึง ๕.๑๙ แสนล้านบาท เพื่อลงทุนในการล้างความผิดให้คนโกง แต่ดันทำไม่สำเร็จ?
ผมจะรอดูว่าสุดท้ายแล้ว กล้องวงจรปิดในสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเสียมาตั้งแต่ชาติก่อนหรือไม่?
หรือจะตั้งกล้องถ่ายผิดมุม
ปัญหาที่ต้องแก้ไขทันทีในวันนี้คือ เราขาดแรงกระตุ้น หรือแรงจูงใจในการปราบคอร์รัปชันที่ดีครับ มีแต่พูดกันปาวๆ แต่ไม่ลงมือปฏิบัติเสียที
เรื่องแบบนี้ต้องมีการจุดประกาย และคนที่ทำได้ดีที่สุดคือ “ผู้นำที่ดี”
ถ้าผู้นำสามารถสร้างแรงจูงใจได้ มันก็จะเกิดอุปาทานหมู่ในการปราบโกง นี่เป็นวิทยาศาสตร์นะครับ ผมไม่ได้คิดเอาเอง
แต่น่าเสียดาย เพราะเมื่อผู้นำถูกตรวจสอบ สิ่งที่สะท้อนกลับมา ไม่ใช่แรงจูงใจ แต่เป็นการแสดงอาการขัดใจ และเสียงบ่นด้วยความรำคาญ
ครับ…สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เค้าเปิดสถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๗ อยู่ที่ ๕.๖๙ ล้านล้านบาท
ในนั้นเป็นหนี้ของรัฐบาลเสีย ๓.๙๖ ล้านบาท
เชิญเป็นหนี้ที่บางส่วนเกิดจากการบริหารประเทศของนักการเมืองเลวๆ ให้หัวโตกันต่อไปครับ.
ผักกาดหอม

ยิ่งลักษณ์ ‘แช่ปลัก’ ได้นานแค่ไหน?

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/news/131114/98946

เปลว สีเงิน
Thursday, 13 November, 2014 – 00:00
.
ระยะนี้ ข่าวสารบ้านเมืองนัวเนีย-เคลียคลออยู่กับเรื่องกฎหมาย และบุคคลในกฎหมาย ซึ่งมันเป็น “ช่วงของมัน” อย่างนั้นเอง
ถ้ารู้ทัน ก็ไม่ต้องคลุ้มคลั่ง-นั่งด่าใคร
แต่ถ้ารู้ไม่ทัน จะเหมือนคนบ้า รำดาบ-ไล่คว้าจับเงา เหมาตัวเองเป็นคนกล้าอยู่กลางแดดโด่ๆ!
นี่ก็ตกเข้ามากลางพฤศจิกา ตามปฏิทินฤดูกาลไทย เข้าหนาวแล้ว แต่ปีนี้…พฤศจิกา ประเทศไทย “แดดหนาว” มาเปรี้ยง
ผมต้องขออนุญาตไป “หนาวแดด” ซักสอง-สามวัน ในช่วงดาวกฎหมายวิปริตแปรผันนี้ ใครจะมาค้นโรงพิมพ์อีกก็…เชิญ!
เรื่องยิ่งลักษณ์ขอเลื่อน หรือ สนช.เลื่อนเอง คดีถอดถอนไปประชุมนัดเปิดคดีในวันที่ ๒๘ พ.ย.แทนกำหนดเดิมวันที่ ๑๒ พ.ย.นั้น
เมื่อรับรู้ว่าเลื่อน ชนิดมีกำหนดใหม่แน่นอน ก็ให้แล้วไปเหอะ เพราะจะช้า-จะเร็ว ถึงอย่างไร คดีก็ต้องเข้าสู่ขั้นตอนถอดถอนใน สนช.แน่
ประเด็นควรลุ้น….
ไม่ต้องลุ้นว่า “ถอด-ไม่ถอดยิ่งลักษณ์” แต่ควรต้องลุ้นว่า ถ้าไม่ถอด เสียงที่ไม่ถอดนั้น
“มี สนช.คนไหนบ้าง?”
ก็รู้ไว้อย่างนั้น จะไปทำอะไร ไปกัดไข่เขาไม่ได้หรอก แต่การได้ “รู้เช่น-เห็นชาติ” ว่าระดับประเทศคนไหนที่พลเอกประยุทธ์ในฐานะ “ผู้นำ คสช.” ตั้งเข้ามาให้ทำหน้าที่ “ล้างชั่วให้ชาติ” นั้น
ไอ้หน้านี้…ไอ้นี่-…อีนั่น ใต้หน้ากาก “สนช.ผู้ทรงเกียรติ” และบนบ่าประดับยศซีใหญ่-นายพล-นายหมื่น
ที่แท้ ก็คือ กลุ่มก้อนขบวนการ “สร้างชั่วให้ชาติ” ขุมเดียวกันนั่นเอง!
ใครอื่นก็ไม่ต้องตอบ ไม่ต้องมาขยายความเชิงแก้ตัวให้ คนที่จะตอบ “บนความรับผิดชอบ” แต่ผู้เดียว คือ
นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้นำคณะทหารเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ เมื่อ ๒๒ พ.ค.๕๗ และผู้มีอำนาจเหนือ ๓ สถาบันหลัก ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว มาตรา ๔๔ ที่ชื่อ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”
คนนี้ “คนเดียว” มีสิทธิ์ “เผชิญหน้า” ประชาชน เพื่อ…ตอบ ในคำถามจากมวลมหาประชาชนที่ว่า…..
ยึดอำนาจประเทศ “เพื่อใคร” กันแน่?
เพื่อปูรากฐานใหม่สู่ประชาธิปไตยยั่งยืน เพื่อขจัดชั่ว-ล้างคอร์รัปชัน ปฏิรูปสังคมชาติสู่อนาคตใหม่
หรือเพื่อ…..
“ล้างชั่วและฟูมฟักระบอบทักษิณให้ฟื้นกินชาติ?”
เนี่ย…ในคำตอบมันมีคำถาม และในคำถามมันก็มีคำตอบ เหมือนการกระทำของ คสช.-ของรัฐบาล-ของ สนช. กระทั่งของอัยการสูงสุด
ล้วนมีคำถาม-คำตอบอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ผู้ถูกปกครองมีสิทธิ์ถาม ผู้ปกครองไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบ แต่มีอำนาจที่จะไม่ตอบ
แต่ผลลัพธ์ของเรื่อง มัน “ประจาน” อยู่ในตัว!
ดังนั้น ผมจึงว่า แค่เห็นใบไม้ไหว ไม่จำเป็นต้องชักกระบี่ไว ฟันดะ ไม่รู้ว่าฟันอะไร-ใคร “ทันที-ทันใด” ไปทุกครั้งดอก
ทั้งคนยึดอำนาจและทั้งคนร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว เขามองทะลุแต่แรกแล้วว่า ในบรรดาผู้คนที่นำมาร่วมงานทั้งหลาย ล้วนอยู่ภายใต้คำจำกัดความที่ว่า
“รู้หน้าทุกคน แต่ยากรู้ใจทุกคน”!
ฉะนั้น การร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว เขาจึงแฝงเคล็ดลับวิชา “เรียนผูก-เรียนแก้” ไว้ในบางมาตราเพื่อใช้สยบพวก “อำนาจตลบหลัง”
เว้นแต่ว่า ทั้งผู้นำและผู้ตาม สมคบเป็น “มวยล้ม-ต้มคนดู” นั่นเป็นอีกเรื่อง!
แต่ผม “เชื่อใจ” พลเอกประยุทธ์ ว่าจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง เท่ากับ “ไม่เชื่อใจ” บางคนใกล้ๆ ตัวท่านว่า…เผลอเมื่อไหร่
ระบอบทักษิณ “สมหวัง” เมื่อนั้น!?
การถอดถอนในสารบบสภาฯ เป็นแค่ดาบแรกทางปกครอง ต้องคอยลุ้น-คอยดูดาบสอง “ทางอาญา” ที่ อสส.-ป.ป.ช.ร่ายรำเพลงดาบให้ผู้ชมพิศวงงงงวยอยู่ตอนนี้ว่า
สุดท้ายแล้ว……!
อสส.จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีอาญายิ่งลักษณ์ หรือ ป.ป.ช.จะเป็นฝ่ายนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองเอง?
ขณะนี้ ทั้ง อสส.และ ป.ป.ช.อยู่ในขั้นตอน นำผลประชุมที่ยังสรุปตรงกันไม่ได้ไปรายงานให้ “ที่ประชุมใหญ่” แต่ละฝ่ายตัดสินใจ ว่า…จะเอาไงต่อ?
คดีโทษอาญานี้ สืบเนื่องจากที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ไปแล้วว่า…….
“ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายในโครงการรับจำนำและระบายข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า ๕ แสนล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา ๑๒๓/๑”
แต่ อสส.ยังยื้อ ป.ป.ช.อยู่ ดังที่ทราบ…..!
ทีนี้ ชาวบ้านก็สงสัย ถ้า อสส.ตั้งแง่-ตั้งเงื่อน สอบไม่รู้จบอยู่อย่างนี้ ป.ป.ช.ฟ้องเองให้รู้แล้ว-รู้รอดไปเลยไม่ได้หรือ?
ได้-ไม่ได้ ดู “ข้อเกี่ยงงอน” และ “ข้อกฎหมาย” กันนิด
เมื่อ ๑๐ พ.ย. “นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์” รอง อสส.หัวหน้าคณะทำงานฝ่าย อสส. บอกว่า ให้อธิบดีคดีพิเศษรายงานด้วยวาจาให้ “นายตระกูล วินิจนัยภาค” อสส.ทราบเรื่องแล้ว
และจะทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวัน-สองวันนี้ โดยจะเสนอไปว่า……
“ภายหลังคุยกันแล้ว ได้ความอย่างนี้ ป.ป.ช.เขายอมสอบให้บางเรื่อง เช่น เรื่องเอกสาร ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังตกลงกันไม่ได้ ต้องรอว่าท่านจะสั่งการอย่างไรต่อไป ท่านอาจจะบอกว่า ไม่ได้…ต้องสอบต่อ หรือยอมรับเพียงแค่นั้น ก็แล้วแต่
คือขั้นตอนจะถึงก็ต่อเมื่อเราบอกว่า ‘ข้อมูลมันอย่างนี้ มันยังไม่พอ’ ถ้าฝ่ายเขาบอกพอ และเป็นคำสั่งของท่านอัยการสูงสุด ถ้าไม่พอก็ต้องว่ากัน มันก็ยังไม่มีข้อยุติ คือมันต้องไม่อาจหาข้อยุติได้เสียก่อน ป.ป.ช.จึงจะมีอำนาจไปฟ้องเอง ต้องรอท่าทีของท่านอัยการสูงสุดท่านจะว่าอย่างไร”
มีคำถามว่า….”หากประชุมร่วมครั้งต่อไปยังไม่ได้ข้อสรุป ป.ป.ช.จะฟ้องเอง มีอำนาจทำได้หรือไม่?”
นายวุฒิพงศ์ ตอบชัดว่า….
“ป.ป.ช.ยังไม่มีอำนาจฟ้องเองในขณะนี้ เพราะเรายังรวบรวมข้อไม่สมบูรณ์ไม่ถึงไหนเลย ยังไม่ได้อะไรเลย ต้องรอให้นายตระกูลตัดสินใจ เพราะขั้นตอนยังไม่ถึง”
สรุป…อสส.จะคุมเชิงอยู่ ยังไม่สั่งคดีไปทางไหน และจะไม่ยอมปล่อยให้ ป.ป.ช.นำไปฟ้องเอง!
คดีอาญา บนมูลค่าทำฉิบหายในโครงการจำนำข้าวเฉียดล้านล้าน จะจบด้วย “ทางตัน” ง่ายๆ อย่างนี้ละหรือ?
เรื่องนี้ “เฒ่า ๗๒” มีคำตอบ
เรียน คุณเปลว สีเงิน ที่นับถือ
ตามที่ นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รอง อสส. หัวหน้าคณะทำงานฝ่าย อสส. คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในโครงการรับจำนำข้าว ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ขอให้ ป.ป.ช.สอบสวนพยานเพิ่มเติมตามที่เสนอไปทั้งหมดตั้งแต่ชุดที่ ป.ป.ช.สอบเองและชุดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอมาก่อนหน้านี้ด้วย นั้น
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาฯ ป.ป.ช. หัวหน้าคณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช.โต้แย้งว่า ป.ป.ช.ทำตามที่ อสส.ขอมาทั้งหมดไม่ได้ เพราะว่าจะทำให้คดีเสีย และเป็นการยืดเวลาออกไป พร้อมยืนยันว่าพยานในคดีครบถ้วน และชี้มูลความผิดได้แล้ว (ไทยโพสต์ 9 พ.ย.57)
ปัญหา มีว่า เมื่อ ป.ป.ช.ไม่สอบสวนพยานเพิ่มเติมตามคำสั่งพนักงานอัยการ กฎหมายได้บัญญัติให้พนักงานอัยการปฏิบัติอย่างไรต่อไป
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 บัญญัติว่า
เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวนดังกล่าวในมาตราก่อน ให้พนักงานอัยการปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีที่มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ออกคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้สั่งฟ้อง และแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาเพื่อฟ้องต่อไป
(2) ในกรณีที่มีความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วยก็ให้สั่งไม่ฟ้อง ในกรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจ
(ก) สั่งตามที่เห็นควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือ ส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป
ครับ…เมื่อ ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม พนักงานอัยการต้องสั่ง ป.ป.ช.ส่งพยานคนใดมาให้พนักงานอัยการซักถาม เพื่อสั่งการต่อไปตาม (1) หรือ (2) ไม่มีทางเลือกอื่น
ด้วยความนับถือ
เฒ่า 72
ครับ…เหนือ ป.ป.ช.ยังมี อสส.และเหนือ อสส. คือ “ความว่างเปล่า”!
แต่ “ความว่างเปล่า” วันนี้…..
มี “ผู้นำ คสช.” เหนือทั้งอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ
“เผด็จการปกครอง” มันก็ดีอย่างนี้ “ดี-ชั่ว” มีตัว “รับผิดชอบ” ให้เห็น.

%d bloggers like this: