เที่ยวนี้ขอเล่า

All posts tagged เที่ยวนี้ขอเล่า

มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน ‘นามิเบีย’

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150215/201357.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558
มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน 'นามิเบีย'
มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน 'นามิเบีย'
มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน 'นามิเบีย'
มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน 'นามิเบีย'
มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน 'นามิเบีย'
มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน 'นามิเบีย'

เที่ยวนี้ขอเล่า : มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน ‘นามิเบีย’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                          นอกจากเรื่องของทะเลทรายนามิบ มหาสมุทรแอตแลนติก และนางงามนามิเบียที่มาคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สเมื่อคราวไทยเป็นเจ้าภาพการประกวดแล้ว ฉันแทบไม่รู้อะไรอีกเลยเกี่ยวกับประเทศนามิเบีย
                          แต่เมื่อถูกสายการบินเซาท์ แอฟริกัน แอร์เวย์ส์ (0-2635-1413) เชื้อเชิญให้เดินทางไปร่วมสำรวจประเทศนามิเบีย ฉันแทบไม่มีอะไรให้รั้งรอ เพราะรู้ดีว่า นามิเบียคือจุดหมายที่ใฝ่ฝันมานาน
                          อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปแอฟริกาใต้ แต่เป็นครั้งแรกที่บินกับสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของแอฟริกาใต้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าค่อนข้างแปลกใจกับการบริการและความบันเทิงเริงใจบนเครื่อง ไปจนถึงสภาพเครื่องที่ดีกว่าที่จินตนาการไว้เยอะ เรียกว่าสะดวกสบายมาก แถมสายการบินนี้เขายังเป็นพันธมิตรเครือข่ายสายการบินสตาร์อัลไลแอนซ์อีกด้วย
                           ก่อนอื่น จากกรุงเทพฯ บินด้วยสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก(0-2263-0606) ไปออกตัวที่ฮ่องกง เพราะเซาท์ แอฟริกัน แอร์เวย์ส์ เขามีเที่ยวบินไปโจฮันเนสเบิร์กและนามิเบียทุกวัน แต่ต้องบินจากฮ่องกงไปตั้งหลักที่โจฮันเนสเบิร์ก จากนั้นค่อยบินต่อไปหานครหลวงของนามิเบียอย่างเมืองวินด์ฮุก อาจจะบินหลายตลบหน่อย แต่พูดได้คำเดียวว่าคุ้มค่ากับการนั่งเครื่องบินนานๆ แน่นอน
                          เที่ยวนี้ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวในแอฟริกาอย่างบริษัททอมสันส์ เกทเวย์ (www.thompsonsafrica.com) มาช่วยวางแผนการเดินทางในครั้งนี้  ทำให้ทริปนี้สะดวกและง่ายดายขึ้นเยอะ เพราะเขาจัดการให้ทั้งเรื่องเส้นทาง รถรา ไกด์ ไปยันที่พัก
                          จากโจฮันเนสเบิร์กไปราวๆ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ถึงวินด์ฮุก เมืองที่ได้ยินชาวเมืองออกเสียงแล้วอาจสงสัยเล็กน้อย เพราะเขาจะออกเสียงไปทางวินด์ทุก แทนที่จะเป็นวินด์ฮุก
                         nbsp; บ้านเมืองของวินด์ฮุกสะอาดสะอ้านสมกับเป็นเมืองที่ใครๆ ก็บอกว่านี่คือเมืองที่สะอาดที่สุดในทวีปแอฟริกา
                          และมองผาดๆ แทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองที่อยู่ในแถบแอฟริกาใต้ เพราะมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในนามิเบียค่อนข้างเยอะ ทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพราะนามิเบียเคยเป็นเมืองขึ้นของเยอรมนีมาก่อน
                          ซึ่งถ้าจะสืบสาวราวเรื่องของนามิเบียก็ต้องบอกว่า เป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะก่อนเยอรมนีจะเข้ามาปกครอง โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เดินทางมาเจอแผ่นดินนามิเบียตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่ตอนนั้น พวกโปรตุเกสไม่ได้สนใจ เพราะขึ้นเรือมาสำรวจแล้วเห็นว่าที่นี่ร้อนเหลือเกิน  ร้อนเกินกว่าที่จะลงหลักปักฐาน
                          แต่หลังจากนั้นนามิเบียก็ตกเป็นสมบัติของเยอรมนีมาได้พักใหญ่ และถัดมาก็มาถูกครอบครองโดยแอฟริกาใต้อีกนานอยู่ 70 กว่าปี  เพิ่งมาเป็นอิสระจากแอฟริกาใต้ ประกาศเป็นประเทศใหม่ของโลกเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมานี้เอง จะเรียกได้ว่าเป็นประเทศน้องใหม่รุ่นราวคราวเดียวกับพวกโคโซโว บอสเนีย & เฮอร์เซโกเวนา
                          ถ้าจะสืบประวัติกันแน่นๆ คงต้องหาพิพิธภัณฑ์ดีๆ ซักแห่งในนามิเบีย แต่ความที่ทริปนี้ฉันมีภารกิจต้องไปสำรวจหลายมุมของนามิเบีย เรื่องอดีตของนามิเบียขอยกไว้สืบสาวกันทีหลัง
                          รถเคลื่อนมาถึง เมืองสวาคอปมุนด์ เมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงของนามิเบีย เมืองที่เห็นแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองที่อยู่บนแผ่นดินนามิเบีย  เพราะอาคารบ้านเรือนที่เห็นอยู่ตรงหน้าอาบไว้ด้วยสีสัน
                          ใช่ ใช้คำว่าเมืองน่ารัก น่าจะเหมาะกับสวาคอปมุนด์ที่สุด
                          ฉันใช้เวลาสำรวจสวาคอปมุนด์ในระยะเวลาอันจำกัด ทั้งสำรวจสีสันของเมืองและเลยเถิดไปแวะที่พิพิธภัณฑ์คริสตัล ซึ่งเป็นของดีของเด่นของนามิเบีย  จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังวัลวิส เบย์ เมืองริมทะเลที่อังกฤษเคยแทรกตัวเข้ามาครอบครอง
                          ระหว่างทางอย่าได้เผลอหลับเชียว เพราะจังหวะนี้จะเห็นว่าไฮเวย์ที่วิ่งจากวัลวิส เบย์นั้น ด้านขวาเป็นมหาสมุทรแอตแลนติก ด้านซ้ายขนาบไว้ด้วยทะเลทรายนามิบ จึงเป็นความเพลิดเพลินของผู้โดยสารที่พากันลั่นชัตเตอร์ไม่หยุด เพราะนามิบคือทะเลทรายแห่งเดียวในโลกที่อยู่ริมมหาสมุทร
                          เพราะวิวงามแบบนี้ จึงแทบไม่มีใครเผลอหลับไปจนถึงวัลวิส เบย์ ที่นี่เป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดของนามิเบียที่ไม่ได้สายลมและแสงแดดคอยต้อนรับขับสู้นักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่หากใครมีเวลาจะไปสำรวจสัตว์ในทะเลก็น่าสนุกไม่ใช่น้อย เพราะที่นี่มีทั้งนกหลายชนิด โลมาและแมวน้ำให้นักท่องเที่ยวได้ไปสำรวจกัน
                          แต่ร้อยทั้งร้อยของคนมานามิเบีย ไฮไลท์ที่ทุกคนหมายมั่นอยู่ที่ทะเลทรายนามิบ สำรวจวัลวิส เบย์กันเสร็จ จึงมุ่งหน้าไปหาทะเลทรายอันยิ่งใหญ่ของแอฟริกา
                          ค่าที่ทะเลทรายนามิบเก่าแก่และมีเนินทรายสูงชันที่สุดในโลก ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกพากันแห่แหนมาที่นี่ เพื่อมาปีนไปบนสันทรายที่สูงกว่า 300 เมตรภายในอุทยานแห่งชาตินามิบ-นอคลัฟท์
                          เนินทรายอาจจะเป็นไฮไลท์ของการมาเยือนที่นี่ แต่ระหว่างทางที่ไปสู่อุทยานนั้น ต้องบอกว่ามีสีสันที่น่าใจไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนแล้ง โตรกผา หินสี และพืชที่ใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งแล้งได้
                          ย้ำอีกที ว่าเป็นการเดินทางที่อาจจะยาวไกล  แต่พลันที่เห็นทรวดทรงและสีสันของทะเลทราย พูดได้คำเดียวว่า คุ้มค่าเหลือเกิน
———————-
(เที่ยวนี้ขอเล่า : มหาสมุทร & ทะเลทราย ใน ‘นามิเบีย’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)

 

เพลิดเพลินเจริญใจใน ‘ฮ่องกง’

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200512.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
เพลิดเพลินเจริญใจใน 'ฮ่องกง'
เพลิดเพลินเจริญใจใน 'ฮ่องกง'
เพลิดเพลินเจริญใจใน 'ฮ่องกง'
เพลิดเพลินเจริญใจใน 'ฮ่องกง'
เพลิดเพลินเจริญใจใน 'ฮ่องกง'

เที่ยวนี้ขอเล่า : เพลิดเพลินเจริญใจใน ‘ฮ่องกง’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com IG : kan_hongthong

                           ไม่รู้เป็นเที่ยวที่เท่าไหร่สำหรับฮ่องกง  แต่ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวไหนๆ ของฮ่องกง ฉันก็ยังไปด้วยหัวใจกระชุ่มกระชวยและเพลิดเพลินเจริญใจแทบทุกครั้ง เพราะเชื่อเสมอว่า แต่ละเที่ยวแต่ละครั้งของฮ่องกง ไม่เคยให้ประสบการณ์ที่ซ้ำหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เชื่อลองดูสิ แค่คุณคิดอย่างเดียวว่าจะมาช็อปปิ้งที่ฮ่องกง แต่ละเดือนยังให้ประสบการณ์ไม่เหมือนกันเลย
                           ฉันเคยสนทนากับคู่รักนักร้องเด็กแนวอย่าง ”โย่ง อาร์มแชร์” และ ”ก้อย แซทเทอร์เดย์เซโกะ” นี่ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่หาเหตุผลไปฮ่องกงได้ไม่ซ้ำใคร โย่งบอกว่าเขาเป็นคนที่สนใจกังฟูมาก เลยบินไปปักหลักอยู่ฮ่องกง เพื่อเรียนกังฟูเป็นกิจจะลักษณะ  ส่วนก้อยเป็นคนรักการแต่งหน้าแต่งตัว นางจึงไปบุกหลังเวทีงิ้ว เพื่อเรียนรู้การแต่งหน้าแบบงิ้ว
                           เห็นมั้ยว่า  เราๆ ท่านๆ สามารถหาเหตุผลในการไปเยือนฮ่องกงได้อย่างไม่ซ้ำหน้ากัน
                           ฉันเองเป็นพวก Market Lover ไปที่ไหนก็พาตัวเองพุ่งไปตลาดก่อน  เพราะแบบนี้ก็ไปฮ่องกงได้ไม่รู้เบื่อเหมือนกัน  เพราะที่นี่มีตลาดกระจายตัวอยู่ทุกหย่อมหญ้า
                           ฮ่องกงเที่ยวนี้  บินด้วยสายการบินประจำชาติฮ่องกงอย่างคาเธ่ย์ แปซิฟิค (www.cathaypacific.com ) ที่มีเที่ยวบินไปกลับฮ่องกงทุกวันๆ ละประมาณ  8-10 เที่ยวบิน เรียกว่ามีไฟลท์ให้เลือกบินได้ตั้งแต่เช้าไปยันค่ำ ใครสะดวกบินในช่วงไหนก็เลือกได้ตามอำเภอใจ ความจริงฉันใช้บริการคาเธ่ย์แปซิฟิคมาหลายรอบแล้ว และติดใจในบริการบนเครื่อง ไปยันความสะดวกสบายของที่นั่ง อาหารการกิน และเรื่องเอนเตอร์เทนเมนท์ ที่ต้องยอมรับว่าของเขาครบเครื่องจริงๆ  ยิ่งตอนนี้กระแสเจแปน ฟีเวอร์กำลังมาแรง คาเธ่ย์แปซิฟิคก็มีเที่ยวบินเข้าญี่ปุ่นทุกวันด้วยเหมือนกัน และไม่ว่าคุณจะไปตลาด ช็อปปิ้ง ไหว้พระ ตระเวนชิมอาหาร หรือวางแผนเที่ยวช่วงเทศกาล ก็ไม่ยากที่จะวางแผน ลองคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวฮ่องกง (www.discoverhongkong.com) เขาบอกข้อมูลทุกอย่างของฮ่องกงทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ช็อป ชิม  และเทศกาลงานประเพณี ช่วยให้การวางแผนการเดินทางในฮ่องกงง่ายขึ้นเยอะ
                            เที่ยวนี้เป็นฮ่องกงฉบับไปไวมาไว  nbsp;ฉันยังคงใช้บริการ Airport Express ตามคำแนะนำของการท่องเที่ยวฮ่องกง  ทุกอย่างยังคงสะดวกสบายรวดเร็วมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก็เหาะจากสนามบินถึงย่านใจกลางเกาะแล้ว
                           ปกติมาฮ่องกงทีไร ฉันชอบพักฝั่งเกาลูนมากกว่า หลังจากคลิกไปค้นห้องพักในเว็บไซต์จองที่พักอย่างอโกดา (www.agoda.com ) ถึงได้พบว่าเรือนพักประเภท 2-3 ดาวที่ราคาไม่แพงจนเกินไป ก็ใช่ว่าจะหายากเสียเมื่อไหร่
                           พักฝั่งนี้ยิ่งดี ยิ่งตะลุยตลาดได้ง่าย เริ่มออกตัวกันตั้งแต่ เลดี้ส์ มาร์เก็ต ที่ต่อให้มากี่ครั้งก็ยังสนุกสนานกับการมาเดินตลาดแห่งนี้ ร้านรวงกว่า 100 ร้านค้ายังคงแน่นขนัดอยู่บนถนนสายแคบๆ ตลาดชื่อดังในย่านมงก๊กแห่งนี้มีสารพัดสารพันข้าวของ ไล่ไปตั้งแต่พวกเสื้อผ้าอาภรณ์ กระเป๋า  รองเท้า เครื่องประดับไปยันของที่ระลึก อะไรไม่สนุกเท่าตรงได้ต่อรองราคากับพ่อค้าแม่ขายนี่แหละ
                           น้อยคนนักที่หลุดเข้ามาในเลดี้ส์ มาร์เก็ตแล้วจะจากไปโดยไม่เสียสตางค์ เอาเป็นว่าเที่ยงวันยันเที่ยงคืนมาที่เลดี้ส์ มาร์เก็ต คุณจะได้ช็อปอย่างสบายอารมณ์แน่
                           ว่ากันแค่เรื่องของตลาด ฮ่องกงยังมีอีกเป็นกระตั้กเลย แต่ที่เป็นขวัญใจของฉันอีกตลาดหนึ่งคือ ตลาดสแตนลีย์ ที่มีขายทุกอย่างตั้งแต่ของถูกไปยันของแพง และแต่ละซอยก็น่าเดินน่าช็อปไปซะหมด เดินสะเปะสะปะไปมา จึงเสียเงินให้กับภาพเขียนสีน้ำมันอีกจนได้ ก็ที่นี่มีแกลเลอรีให้แวะชมภาพเขียนและงานศิลปะหลายร้าน  คนชอบภาพเขียนมาที่นี่เป็นอันว่าได้ควักกระเป๋ากันทุกรายสิน่า
                           ยังไม่หมดซะด้วย ฮ่องกงยังมีตลาดกลางแจ้ง และถนนสายช็อปปิ้งอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นตลาดดอกไม้ ที่มีดอกไม้นับร้อยชนิดวางขายอยู่  ตลาดปลาทองแถวย่านมงก๊ก  และตลาดนกก็อยู่ในละแวกเดียวกัน
                           แต่ถ้าเป็นหมวดไนท์มาร์เก็ตแล้วล่ะก็  คงต้องยกให้ที่ตลาดนัดกลางคืน เทมเปิล สตรีท ที่เมื่อราตรีเดินทางมาถึง นี่คือมุมหนึ่งของฮ่องกงที่อยู่ในหมวดจำเป็นต้องไป
                           เทมเปิล สตรีทมีอาหารมากหน้าหลายตาให้เลือกชิมด้วย  หลังแสงสุดท้ายบอกลาขอบฟ้า ร้านรวงแถวเทมเปิล สตรีทก็เปิดกันให้พรึ่บพรั่บ
                           ที่จริงพวกข้าวของก็ไม่ค่อยต่างจากเลดี้ส์ มาร์เก็ตเท่าไหร่ แต่ที่ทำให้ตลาดกลางคืนเทมเปิล สตรีทดูน่าไปก็เห็นจะเป็นพวกอาหารการกินมากกว่า
                           และเมื่อมีโอกาสไปฮ่องกงทุกครั้งฉันเป็นต้องแวะไปตามวัดวาอารามต่างๆ เพราะมุมนี้เราจะเห็นภาพในศรัทธาของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหรือนักท่องเที่ยวก็ตามที  แต่นี่คือเสน่ห์ของฮ่องกงที่ซุกตัวอยู่ในโอบล้อมของตึกสูงระฟ้า
                            และสุนทรีย์อีกอย่างหนึ่งของมาเที่ยวฮ่องกง คือนั่งแทรมกินลมชมเมือง รถรางนี้ให้บริการตั้งแต่ปี 1904  ใครมีเวลาลองนั่งจาก Kennedy Town (http://wikitravel.org/en/Kennedy_Town) จากฝั่งตะวันตกไปหาทางฝั่งตะวันออกที่ Shau Kei Wan (http://wikitravel.org/wiki/en/index.php?title=Shau_Kei_Wan&action=edit&redlink=1) รับรองว่าเพลิดเพลินเจริญวิวอย่างแน่นอน
                           เป็นฮ่องกงฉบับรวบรัดที่พูดได้คำเดียวว่าสนุกทุกครั้งที่มาฮ่องกง
————————
(เที่ยวนี้ขอเล่า : เพลิดเพลินเจริญใจใน ‘ฮ่องกง’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com IG : kan_hongthong)

 

สอดส่องมองตลาด จาก ‘โฮจิมินห์’ ถึง ‘ฮานอย’

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150118/199626.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2558
สอดส่องมองตลาด จาก 'โฮจิมินห์' ถึง 'ฮานอย'
สอดส่องมองตลาด จาก 'โฮจิมินห์' ถึง 'ฮานอย'
สอดส่องมองตลาด จาก 'โฮจิมินห์' ถึง 'ฮานอย'
สอดส่องมองตลาด จาก 'โฮจิมินห์' ถึง 'ฮานอย'

เที่ยวนี้ขอเล่า : สอดส่องมองตลาด จาก ‘โฮจิมินห์’ ถึง ‘ฮานอย’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com IG – kan_hongthong

                              หนึ่งในประเทศที่ฉันแวะเวียนไปหาบ่อยที่สุด ถัดจากอินเดียและจีนแล้ว  ก็เห็นจะเป็นเวียดนามนี่เอง
                              อาจไม่ใช่ประเทศสุดโปรด  แต่ก็มีเหตุให้โฉบไปแถวเวียดนามแทบทุกปี  ปีนี้ก็โหมโรงกันตั้งแต่ต้นปี บินด้วยสายการบินเวียดเจ็ทแอร์(www.vietjetair.com) สายการบินโลว์คอสของเวียดนามที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปทั้งเมืองโฮจิมินห์และเมืองฮานอย ขาเข้าฉันเลยบินเข้าทางโฮจิมินห์ แล้ววางแผนบินออกจากเมืองฮานอย เที่ยว 2 เมืองควบในทริปเดียวกันไปเลย
                              เป็นครั้งแรกของฉันที่ลองใช้บริการกับเวียดเจ็ทแอร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าที่นั่งสะดวก สบายกว่าที่คิด ล่าสุดเวียดเจ็ทแอร์เพิ่งเฉลิมฉลองจำนวนผู้โดยสารครบ 10 ล้านคน ด้วยโปรโมชั่น “Enjoy Flying! สุขสันต์เทศกาลตรุษจีน” ด้วยราคาบัตรโดยสารเริ่มต้นที่ 0 บาท โดยเปิดให้จองตั้งแต่12 มกราคม-12 กุมภาพันธ์ และสามารถใช้เดินทางได้ถึงสิ้นปีนี้
                              โฮจิมินห์เที่ยวนี้สุนทรีย์กว่าทุกเที่ยว เพราะฉันปักหลักอยู่แถวริมแม่น้ำไซ่ง่อน จึงปักหมุดอยู่ที่โรงแรม Renaissance Riverside Hotel Saigon (www.marriott.com/HoChiMinhCity‎) ที่แสนสะดวกสบาย อยู่ในทำเลดี เดินเล่นแถวริมแม่น้ำเสร็จ เดินเข้าย่านใจกลางเมือง และไปช็อปปิ้งที่ตลาดเบนทันห์รือชิมอาหารที่ไนท์มาร์เก็ตได้สบายๆ แถมบนโรงแรมมีดาดฟ้าให้ชมวิวโฮจิมินห์ได้ทั้งเมือง อะไรไม่ดีเท่าแค่เปิดม่านหน้าต่างก็นั่งชิลล์มองโค้งเว้าของแม่น้ำไซ่ง่อนได้อย่างเต็มตา
                              เที่ยวก่อนๆ ถ้าแวะมาโฮจิมินห์ก็มีอันต้องพุ่งไปหาตลาดเบนทันห์  โบสถ์นอตเตอร์ดัม ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือไม่ก็แวะไปคารวะมหาบุรุษแห่งโฮจิมินห์ที่จัตุรัสโฮจิมินห์ แต่เที่ยวนี้แค่โฉบไปหาสถานที่เหล่านี้ เพราะอยากไปสำรวจโฮจิมินห์ในมุมอื่นบ้าง จึงแวะไปที่ตลาดดอกไม้ที่ชื่อ โฮ ธิ คี (Ho Thi Ky) ที่อยู่ห่างจากโรงแรมไปราวๆ 15 นาทีโดยรถเห็นจะได้
                              ตรงปากทางเข้ายังไม่ทำให้ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่  แต่พอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆเท่านั้นแหละ ตลาดโฮ ธิ คีก็ฉายแววให้เห็นภาพของตลาดที่เป็นแหล่งขายส่งดอกไม้ใหญ่ทีสุดในโฮจิมินห์ และถึงจะไปสายหน่อย แต่ตลาดก็ยังไม่ทันวาย เพราะที่นี่เขาซื้อขายดอกไม้กันตลอด 24 ชั่วโมง
                              แต่คนแถวนั้นบอกว่าถ้าอยากเห็นบรรยากาศคึกคักวุ่นวายคล้ายปากคลองตลาด ต้องไปช่วงเช้ามืดหน่อย เพราะพวกพ่อค้าแม่ขายจะแวะมาซื้อดอกไม้เพื่อนำไปขายต่อกัน
                              ไม่น่าเชื่อว่า ดอกไม้จากที่นี่เดินทางมาจากทั้งในเวียดนามเอง และมาจากทั่วโลก ใกล้หน่อยก็มาจากเมืองดาลัท เพราะที่นั่นค่อนข้างหนาว จึงมีดอกไม้เยอะ  ส่วนดอกกุหลาบดอกโตๆ ส่วนใหญ่จะมาจากชิลี  ทิวลิปมาจากอัมสเตอร์ดัม หรือดอกไม้บางประเภทก็ส่งมาจากนิวซีแลนด์ แต่ถ้าเป็นดอกกล้วยไม้แล้วล่ะก็  ส่วนใหญ่เดินทางมาจากขวานทองของเรานี่เอง
                              จากตลาดโฮ ธิ คี ฉันยังออกสำรวจตลาดในโฮจิมินห์ไม่เลิกรา เที่ยวก่อนๆเอะอะก็ไปแต่ตลาดเบนทันห์  เที่ยวนี้พุ่งไปหาตลาดโชลอน (Cholon market )หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่าบิน เทย์ (Binh Tay) มุมที่มีขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
                              จะเรียกว่าเป็นไชน่า ทาวน์ในโฮจิมินห์ก็ได้ เพราะบรรยากาศเป็นแบบนั้นจริงๆ  มีทั้งวัดจีน และอาคารบ้านเรือนแบบจีนๆ แถมข้าวของส่วนใหญ่ก็คล้ายว่าจะเดินทางมาจากจีนอยู่ไม่ใช่น้อย
                              จะมองหาอะไรล่ะ มีหมด นอกจากข้าวสารอาหารแห้งแล้ว พวกเสื้อผ้าอาภรณ์ รองเท้าเครื่องประดับ อาหารการกิน ไปยันหมากพลู อะไหล่เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ว่าวยังมีเลย
                              มาโฮจิมินห์เที่ยวนี้ จึงทำให้รู้ว่า โฮจิมินห์ยังมีอีกหลายที่ที่น่าเที่ยว แน่นอนว่ายังมีอีกหลายที่อีกเหมือนกัน ที่เที่ยวนี้ยังพลาดอยู่
                              เวียดเจ็ทแอร์นำส่งถึงเมืองฮานอย ในวันที่นครหลวงครึ้มฟ้าครึ้มฝน เที่ยวนี้หลังจากคลิกไปค้นที่เว็บไซต์อโกดา(www.agoda.com ) ฉันก็ซูมเข้าไปหาเรือนพักแถวเมืองเก่า แล้วก็มาเจอที่ Golden Silk Boutique Hotel (http://goldensilkhotel.com ) เรือนพักสไตล์บูทีคที่น่ารักและน่าพักมาก  แถมทำเลดีอีกต่างหาก เดินไปทะเลสาบโฮ ฮวน เคียม (Ho Hoan Kiem Lake) แค่ 3 นาทีเท่านั้นก็ถึงแล้ว และอยู่ไม่ไกลจากไนท์มาร์เก็ต ดีที่สุดคือถนนด้านหน้าโรงแรม เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีร้านรวงเก๋ๆ และร้านกาเฟ่น่ารักๆ เต็มไปหมด
                              แต่จะเที่ยวไหนๆ ฮานอยก็เป็นฮานอยอยู่วันยันค่ำ บนท้องถนนเต็มไปด้วยฝูงมอเตอร์ไซค์ ซิโคล่ และจักรยานที่วิ่งสวนไปมากันอย่างชุลมุน ความสนุกสนานจึงตกอยู่กับนักท่องเที่ยวที่ต้องเดินข้ามถนน ที่ต้องค่อยๆ ฝึกวิทยายุทธ์กันอย่างเสียวไส้ทุกครั้งที่ข้ามถนน
                              โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าที่มีถนน 36 สายเชื่อมโยงกันเป็นใยแมงมุม ก็ยังคงเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของฮานอย ที่เมืองไหนก็ปล้นไปไม่ได้
                              เมืองทุกถนนถูกประดับไว้ด้วยซิโคล่และมอเตอร์ไซค์ และมีแม่ค้าปั่นจักรยานบรรทุกผักผลไม้และถ้วยถังกะละมังหม้อเอาไว้ท่วมจักรยาน
                              นี่แหละ เสน่ห์ที่ฮานอยเฉือนโฮจิมินห์แบบเห็นๆ
                              เส้นทางไปสู่ ตลาดตงซวน ยังคงคลาคล่ำไปด้วยคลื่นคนและฝูงมอเตอร์ไซด์  ที่นั่นยังคงแน่นขนัดไปด้วยแผงขายข้าวปลาอาหารและผักผลไม้  อาหารทะเลสดๆไปยันนกหนูหมาแมวก็ถูกขนมาขายที่ตลาดนี้
                              เดินละจากตลาดนี้ไปนิดเดียว เป็นจิตรกรรมกระเบื้องโมเสคเซรามิกที่ว่ากันว่ายาวที่สุดในโลก สร้างขึ้นตอนที่เมืองฮานอยฉลองครบรอบ 1,000 ปี
                              นอกจากจะใช้กระเบื้องเซรามิกชิ้นเล็กมาเรียงต่อกันเป็นภาพต่างๆ กันแล้ว ยังระดมศิลปินมากว่า 100 คนช่วยกันเนรมิตงานชิ้นนี้ขึ้น
                              ความน่าสนุกของฮานอยอยู่ที่สตรีทฟู้ด ที่มีให้เลือกชิมไม่ซ้ำหน้า นอกจากเฝอที่เป็นอาหารประจำถนนทุกสายในฮานอยแล้ว  ยังมีอาหารคาวหวานที่รอคอยนักท่องเที่ยวอยู่ทุกหัวมุมถนน
                              ฉันเองเที่ยวนี้ สำรวจอาหารคาวหวานหลายอย่าง แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ทุกวันต้องพาตัวเองไปหาชิมเฝอร้านใหม่ๆเสมอ
                              แต่ไม่ว่าจะเป็นฮานอยเที่ยวไหน สถานที่หนึ่งที่มักแวะไปเสมอคือ จัตุรัสบาดินห์ (Badinh Square) บนถนนเดียนเบียนฟู มุมที่มีอนุสรณ์สถานสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ที่ปลดแอกเวียดนามให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นอยู่ 84 ปี  คารวะลุงโฮเสร็จเป็นอันว่าเสร็จภารกิจในฮานอย
                              จากโฮจิมินห์ถึงฮานอย เที่ยวนี้เรียกว่าเป็นทริปสำรวจตลาดก็ว่าได้ ยังไม่รู้เที่ยวหน้าจะเปลี่ยนโหมดไปสำรวจอะไร รู้แต่ว่าไม่ใช่เที่ยวสุดท้ายในเวียดนามแน่นอน
————————
(เที่ยวนี้ขอเล่า : สอดส่องมองตลาด จาก ‘โฮจิมินห์’ ถึง ‘ฮานอย’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com IG – kan_hongthong)

 

‘โตเกียว’ ในฤดูกาลแห่งสีสัน

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150104/198767.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2558
'โตเกียว' ในฤดูกาลแห่งสีสัน
'โตเกียว' ในฤดูกาลแห่งสีสัน
'โตเกียว' ในฤดูกาลแห่งสีสัน
'โตเกียว' ในฤดูกาลแห่งสีสัน

เที่ยวนี้ขอเล่า : ‘โตเกียว’ ในฤดูกาลแห่งสีสัน : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                               ปากก็บอกว่า “โตเกียว” ไม่เคยทำให้ฉันนึกรัก แต่พอรู้ว่ามีกิจธุระให้ต้องไปป้วนเปี้ยนแถวโตเกียว หัวใจก็แอบขยับในจังหวะพองาม
                               อาจจะผิดแผกแตกต่างไปชาวบ้านส่วนใหญ่ ที่โดยมากยกให้โตเกียวเป็นเมืองในฝัน แต่สำหรับฉันโตเกียวเหมือนไม่ใช่หนุ่มในสเปก เขาเรียบร้อยและแสนดีเกินไป เพอร์เฟกท์ซะจนไม่มีน่าลุ้น อย่างเรามันต้องเอ็กซอติก ดิบๆ เดิมๆ ลุ้นๆเสียวๆ แต่ก็ช่างเถอะ แค่รู้ว่าจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีในโตเกียว ก็ไม่มีอะไรให้เกี่ยงงอนใส่โตเกียวอีกต่อไป
                               ญี่ปุ่นเที่ยวนี้ใช้บริการสายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (www.airasia.com) เพราะเดี๋ยวนี้มีเที่ยวบินตรงไปกลับโตเกียว และโอซาก้าทุกวัน วันละไฟลท์ แถมดีตรงที่มีที่นั่งให้เลือกหลายโซนมาก ตอนบินไปโซลลองนั่ง Quiet Zone และ Premium Seat ไปแล้ว เที่ยวนี้ลองนั่งชั้นบิสิเนสคลาส ก็พบว่านอกจากเครื่องใหม่แล้ว ที่นั่งชั้นนี้ยังสะดวกสบายกับพนักพิงที่สามารถปรับเอนนอนได้ มาพร้อมบริการอาหารที่ได้ใจจริงๆ และจะยิ่งประหยัดได้มากขึ้น ถ้าสั่งจองอาหารล่วงหน้าทางออนไลน์
                               เป็น 6 ชั่วโมงที่นั่งอย่างสบาย แถมพอลงจากเครื่องใครอยากสบายต่ออีก ลองใช้บริการ “X-Tra Onboard” ได้ เพราะเป็นบริการที่ครบวงจรทีเดียวทั้งบริการตั๋วรถไฟเข้าเมือง รถบัส และพวกบัตรผ่านสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ทั้งหมดนี้จับจองได้ผ่านไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เท่านั้น
                               จะว่าไป ฉันเองก็ห่างเหินกับญี่ปุ่นมาพอควร ดูเหมือนอะไรๆ ก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักกับเรื่องที่พัก ยิ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี และกระแสญี่ปุ่นมาแรงในสายตานักเดินทางชาวไทย เพื่อความชัวร์เรื่องที่พักเลยต้องจับจองมาให้เรียบร้อยก่อน คลิกเข้าไปค้นจากเว็บไซต์เอ็กซ์พีเดีย(www.expedia.co.th) จึงพบว่ามหานครโตเกียวนั้น แต่ละโซนมีที่พักให้เลือกเยอะมาก แถมราคายังมีหลากหลายตั้งแต่ถูกไปยันแพง
                               โรงแรมแถว ย่านอาซากุสะ เป็นหย่อมย่านที่ฉันเลือก เลือกทำเลใจกลางเมืองไว้ก่อน จะนั่งรถไฟไปเที่ยวที่ไหนก็แสนง่าย
                               ในฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ แค่ผละจากชายคาสถานีรถไฟใต้ดิน ฉันก็ถูกต้อนรับด้วยใบไม้สีเหลืองทั้งที่อยู่บนต้นและร่วงหล่นบนพื้นถนน แค่นี้ก็เผลอยิ้มให้โตเกียวโดยไม่รู้ตัว
                               ภารกิจเที่ยวนี้ อยู่ที่การไปค้นหาตลาดแปลกใหม่ในโตเกียว แต่ไหนๆ ก็พักแถวย่านอาซากุสะแล้ว ขอเดินไปสำรวจข้าวของที่ ถนนนาคามิเซะ ซะหน่อย  ได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้มีของที่ระลึกหน้าตาจุ๋มจิ๋มให้เลือกช็อปกันมากขึ้น ถนนนี้เนี่ยจะช็อปตุ๊กตา ชุดกิโมโน รองเท้า ไปยันขนมนมเนยที่แพ็กเกจจิ้งสวยงามก็มีหมด
                               จะว่าไป หลุมพรางหน้าวัดดักทุกคนไว้สำเร็จจริงๆ ร้านรวงบน 2 ฟากฝั่งถนนที่ยาวร่วม 200 เมตร รั้งให้ทุกคนขลุกอยู่นานสองนาน มีทั้งร้านขายสินค้าพื้นเมืองอย่างชุดกิโมโน หวีทำด้วยมือ และรองเท้าไม้ที่พวกสาวญี่ปุ่นใส่กันในอดีต เรียกว่า เป็นจุดที่มีสีสันฉูดฉาดสดใสตลอดสองข้างทาง เดินไปแบบไม่รั้งสติไว้ สตางค์พร้อมจะบอกลาได้ทุกเมื่อ
                               ฉันแวะไปถามข้อมูลจากออฟฟิศการท่องเที่ยว หลังจากที่เจ้าหน้าที่บอกข้อมูลตลาดนัดกลางแจ้งในโตเกียวและแหล่งดูใบไม้เปลี่ยนสีเสร็จ หล่อนไม่ลืมเตือนว่า ถ้าจะไปเดินที่ถนนนาคามิเซะเดี๋ยวนี้ต้องคอยระวังกระเป๋า เพราะโตเกียว พ.ศ.นี้มีมิจฉาชีพมาคอยหยิบคอยฉวยกระเป๋าสตางค์ไม่เว้นแต่ละวัน
                               ความจริงโตเกียวดูน่ากลัวบ้างก็ดีนะ ไม่อย่างนั้นจะดูแสนดีไป แต่เจ้าหน้าที่เตือนไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน สมัยก่อนใครลืมกระเป๋าสตางค์ทิ้งไว้ ลืมมือถือ ก็ไม่มีหาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว
                               อยู่แถวย่านอาซากุสะแล้วเหมือนเดินอยู่ในบางกอกยังไงไม่ทราบ ไม่ว่าจะเดินเร่ไปซอกไหนซอยไหน ก็มีแต่เสียงคนไทยปลิวอยู่ในอากาศ จนราวกับว่า ญี่ปุ่นคือจังหวัดที่ 78 ของไทย
                               และเมื่อคนไทยจำนวนเกิน 5 คนอยู่รวมกัน แทบไม่ต้องเดาเลยว่าระดับเสียงจะดังประมาณไหน อันที่จริงถ้าคนไทยเรียนรู้และเคารพมารยาทและธรรมเนียมในการใช้ชีวิตของเจ้าถิ่นหน่อยก็จะดี
                               เพราะคนญี่ปุ่นเวลาเข้ารถไฟใต้ดินเขาจะเงียบกริบ ไม่มีการมาโทรศัพท์ตะโกนโหวกเหวกให้คนข้างๆ รู้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของคุณเด็ดขาด กรณีมีโทรศัพท์เข้ามา เขาจะตัดสายทิ้ง หรือไม่ก็เดินออกจากรถไฟเพื่อไปรับโทรศัพท์ให้เสร็จสิ้นก่อน
                               รวมไปถึงเวลาเดินขึ้นบันไดเลื่อน การเข้าลิฟต์ หรือแม้แต่การใช้ตะเกียบ ทุกอย่างเป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวทุกคนน่าจะเรียนรู้เอาไว้ก่อนเดินทาง
                               ฉันเองถึงเป็นพวกชอบแหกกฎ จึงต้องคอยพยายามควบคุมตัวเองเสมอให้เคารพกติกามารยาทเวลาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในญี่ปุ่น
                               หลังจากได้ข้อมูลใบไม้เปลี่ยนสีมาแล้วว่าฮอตสปอตของโตเกียวอยู่ที่ไหนบ้าง ฉันก็นั่งรถไฟใต้ดินไปตามลายแทงที่เจ้าหน้าที่บอก จุดหมายอยู่ที่ Icho Namiki  ที่ต้องลงที่สถานี Aoyama-Itchome เพราะตรงนั้นมีถนนสายแปะก๊วยที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเริ่ดที่สุดในโตเกียวแล้ว แถมช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม ถนนนี้จะมีคนออกมาเดินเยอะเหมือนหนอนเลย
                               และไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยว เพราะแม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็พาครอบครัว คนรักมาเดินดูใบไม้เปลี่ยนสีกันแน่นถนน ใครอยากนั่งแฮงเอาท์ตรงหัวมุมถนนมีคาเฟ่ชิคๆ ให้นั่งจิบกาแฟแลใบไม้กันด้วย แต่ในฤดูกาลนี้ จะหาเก้าอี้ว่างจึงเป็นเรื่องยากสิ้นดี
                               ใต้ร่มแปะก๊วยสีเหลืองยาวเหยียด ฉันเห็นความเบิกบานบนดวงหน้าของผู้คน  สำหรับคนโสดหรือคนอกหัก ฤดูใบไม้ร่วงคงเหงาสิ้นดี แต่สำหรับคนมีความรัก มันกลายเป็นฤดูกาลแห่งสีสันที่มีชีวิตชีวาเหลือเกิน
                               ผละจากดงแปะก๊วย คราวนี้ขอไปสำรวจไนท์ไลฟ์ที่ ย่านชิบูย่า ละแวกนี้นอกจากมีห้างร้านกระจายอยู่ทั่ว ก็เป็นอันรู้กันว่า ถ้ามาหาของเก๋ ของฮิพก็ไม่ผิดหวัง  จะมองหาร้านกระเป๋าสะพายหลากหลายแนว ก็มีหลายแบรนด์ให้เลือก หรือจะมาตระเวนหางานฝีมือเนี้ยบๆ คอลเลกชั่นแจ่มๆ ของดีไซเนอร์ท้องถิ่นที่มีชื่อของญี่ปุ่น ละแวกชิบูย่าก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เรียกว่าเป็นดงแฟชั่นของชาวญี่ปุ่นก็คงไม่ผิด  พวกเสื้อผ้าและรองเท้าแนววินเทจจากต่างประเทศ รวมถึงเสื้อผ้ามือสองก็หาได้จากร้านแถวนี้เหมือนกัน
                               เรียกว่าชิบูย่าเป็นมุมที่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ รองเท้า และกระเป๋าให้เลือกหลากหลายแนวมาก แค่มาเดินช็อปแถวนี้ย่านเดียวคุณก็ขลุกอยู่ได้เป็นวัน  แถมถ้าเดินช็อปเหนื่อยก็มีคาเฟ่และร้านรวงให้นั่งพักน่องเต็มไปหมด จะหาความบันเทิงเริงใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก
                               ยังมีรายชื่อของกินซ่า ฮาราจูกุ ชินจูกุ อะกิฮาบารา รอปปองหงิ อาเมะโยโกะ และโอไดบะ ที่ไม่ได้อยู่ในหมวดจำเป็นต้องไป แต่เมื่ออยู่ในโตเกียวเข้าแล้ว ที่ไหนก็อยากแวะไปหมด
                               ถ้าโตเกียวพูดได้คงถากถางฉันด้วยถ้อยคำว่า “ไหนว่าไม่รักไง…”
—————————-
(เที่ยวนี้ขอเล่า : ‘โตเกียว’ ในฤดูกาลแห่งสีสัน : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)

 

เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน ‘กาฐมาณฑุ’

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141221/198007.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557
เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'
เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'
เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'
เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'
เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน 'กาฐมาณฑุ'

เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน ‘กาฐมาณฑุ’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                                 เรื่องเจดีย์ต้องยกให้พม่า แต่ถ้าเรื่องสถูปเนปาลกินขาด
                                 จำได้ว่า เมื่อได้ประจักษ์กับตาตัวเอง ฉันไม่ขอปริปากเถียง เพราะสถูปพุทธนาถ และ สถูปสวยมภูวนาถนั้น สวยแบบไม่เกรงอกเกรงใจใคร
                                 สุดยอดสถูปอยู่ที่เนปาล เชื่อเถอะ ไม่เกินเลยเลยแม้แต่น้อย ใครไม่เชื่อ ลองใช้บริการสายการบินเนปาล แอร์ไลน์ (0-22667157-9) ให้พาส่งบินตรงม้วนเดียวจบเกือบ 3 ชั่วโมง ไปถึงนครหลวงอย่าง กาฐมาณฑุ
                                 ฉันยังคงปักหลักพักอยู่แถวทาเมล ซึ่งเที่ยวนี้หาที่พักง่ายกว่าครั้งก่อนเยอะ หลังจากคลิกเข้าไปเลือกที่พักอย่างเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำอย่างเอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) มีที่พักราคาต่างๆ ให้เลือกหลากหลายมาก เรียกว่ามีตั้งแต่เกสท์เฮ้าส์ไร้ดาวไปยันโรงแรมห้าดาว
                                 จากย่านทาเมล ขอกลับไปยลสถูปใหญ่ที่สุดในเนปาล อย่าง สถูปพุทธนาถ อีกสักรอบ จำได้ว่า เห็นครั้งแรกถึงกับยืนอึ้งไปพัก เคยเห็นแต่ในโปสการ์ดและบนปกหนังสือท่องเที่ยว พอได้ชมของจริงแบบจะจะ แจ่มๆ ลืมไม่ลง
                                 ที่นี่อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุประมาณ 8 กิโลเมตร มาถึงที่นี่ไม่มีอะไรโดดเด่นเท่าดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า (Wisdom Eyes) ทั้งสี่ทิศที่อยู่บนเจดีย์อีกแล้ว และองค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2522
                                 สถูปแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต ที่นี่จึงเต็มไปด้วยนักแสวงบุญและพระทิเบต ที่ทยอยมาทำพิธีกันไม่ขาดสาย ฉันเฝ้าดูวิธีการแสวงบุญ เห็นพระทิเบตเดินรอบๆ บริเวณสถูปละลานตาไปหมด
                                 วิธีการแสวงบุญของพระทิเบตเหล่านี้คือ การไหว้แบบอัฎฐังคประดิษฐ์ เป็นการไหว้ให้อวัยวะทั้ง 8 ของร่างกายจรดพื้น เราจึงเห็นพระทิเบตเอาใบหน้าไปแตะที่พื้น ตอนแรกก็งงอยู่ว่าเขาทำอะไรกัน
                                 จะว่าไปแล้ว บรรยากาศที่นี่ จอแจไม่แพ้ย่านทาเมล และ เดอร์บาร์สแควร์ ของเมืองต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกแตกต่างคงเป็นริ้วธงมนตราที่ปลิวสะบัด ดูแล้วก็ชวนให้สัมผัสได้ถึงความเข้มขลัง
 nbsp;                                จากสถูปพุทธนาถ นั่งรถไปกันต่อที่ สถูปสวยมภูวนาถ เจดีย์ที่นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าวัด ก็มีลิงฝูงใหญ่ทำตัวเป็นรีเซฟชั่นออกมาต้อนรับขับสู้ จนถูกเรียกว่า Monkey Stupa
                                 สถูปเก่าแก่กว่า 2,000 ปีแห่งนี้ ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของหุบเขา จุดสูงสุดของสถูปเขียนเป็นรูปดวงตาพระพุทธเจ้า รอบฐานสถูปจะพลุกพล่านไปด้วยนักแสวงบุญที่พากันเดินสวดมนต์ ตลอดจนชาวทิเบตที่แวะเวียนมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนากันไม่ขาดสาย
                                 เมื่อยืนอยู่บนนี้ นอกจากกลายเป็นผู้มีสายตากว้างไกล เพราะมองเห็นทัศนียภาพของหุบเขากาฐมาณฑุได้ทั้งเมืองแล้ว ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่หากอากาศปลอดโปร่งจะสามารถมองเห็นยอดเขาสูงติดอันดับโลก
                                 อย่าเพิ่งรีบร้อนลงจากเขาล่ะ เพราะร้านรวงรอบๆ บริเวณนี้มีแต่ของน่าช็อปทั้งนั้น นักท่องเที่ยวหลายคนลงมติว่า ของเก๋ของดีมากกว่าย่านทาเมลซะอีก ใครที่ไม่รีบร้อนไปไหนจะลองเดินสำรวจข้าวของแถวนี้ก็จะพบว่า เป็นแบบนั้นจริงๆ น่าซื้อไปทุกหย่อมหญ้า
                                 ลงจากสถูปก็ซิ่งรถกลับไปเดินเตร็ดเตร่แถวย่านทาเมลอีกครั้ง แล้วค่อยเดินเลาะตามตรอกซอกซอย ไป เดอร์บาร์ สแควร์ ของเมืองกาฐมาณฑุ
                                 วันนี้ผู้คนพลุกพล่านจอแจมากเป็นพิเศษ เพราะเจอแจ็กพอตเป็นช่วงที่มีเทศกาลพอดี ฮินดูชนจึงออกมาร่วมพิธีกรรมบูชายัญและทำบุญ ได้เห็นสีสันของเนปาลกันชัดๆ ก็วันนี้เอง
                                 จำได้ว่ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้เมื่อหลายปีก่อนเจอแจ็กพอตพอดี เพราะเขากำลังมีเทศกาลคล้ายบูชายัญ ที่มีพิธีกรรมน่าสนใจ เพราะพวกเลือดของแพะ แกะ ไก่และควายกองอยู่ตามข้างทาง ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว
                                 คนที่นี่ถือกันว่า คนและสิ่งของต้องมีพลังจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ และการมีพลังนั้นต้องมีเลือด จึงได้นำเอาเลือดของสัตว์มาป้ายรถยนต์และพาหนะต่างๆ
                                 จำได้ว่า ฉันเดินลิ่วหนีกลิ่นคาว แวะเข้าหลบไปในวังกุมารี ที่วันนั้นไม่ยักมีกุมารีโผล่หน้ามาให้ดูเหมือนในหนังสือที่เคยอ่านมา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เพราะวันนี้เห็นสีสันของเนปาลมาเยอะพอแล้ว
                                 ย่านเดอร์บาร์ สแควร์นี้ มักเป็นที่นั่งกินลมชมวิวของบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์ทั้งหลาย  เรียกว่า แค่นั่งดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็คุ้มแล้ว ที่น่าดูคือพวก ฤาษีหนวดเคราเฟิ้ม ห่มผ้าสีเหลืองบ้าง สีขาวบ้าง สีส้มบ้าง เยอะแยะไปหมด พวกนี้ตาไวเป็นสับปะรด คอยเล็งนักท่องเที่ยวที่เดินสุ่มสี่สุ่มห้า เข้ามาขอถ่ายรูป จากนั้นฤาษีผู้ทรงศีลจะแบมือขอตังค์ทันที ถ้าขืนไม่ให้ก็จะเดินตามเกาะเป็นปลิง คราวนี้แหละหลุดยาก
                                 ฉันไม่รีบร้อนไปไหน เลยเดินสอดส่องไปรอบๆ จัตุรัสเพื่อสำรวจวัดวาอาราม ปราสาทที่เก่าแก่ที่แสดงภาพความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมของชาวเนปาล เพราะเป็นสถานที่ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์
                                 รายรอบบริเวณนี้มีทั้งวัดตะเลชุ สร้างโดยกษัตริย์มเหนทรา มัลละ ด้านหลังมีตลาดสดขายผักผลไม้ อีกมุมหนึ่งเป็นลานกว้างที่วางของเก่า ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องทองเหลือง เครื่องเงินขายแน่นพรึ่บไปหมด และจัตุรัสแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี พ.ศ.2522 อีกด้วย
                                 ค่อย ๆ ทำความรู้จักกาฐมาณฑุทีละนิด แล้วจึงค้นพบว่า เมืองแห่งนี้คละเคล้าผสมผสานกันระหว่างร่องรอยแห่งความเก่าแก่กับความทันสมัยของโลกยุคใหม่ แม้จะคลาคล่ำไปด้วยศูนย์กลางของอารยธรรม โบราณสถาน วัดวาอาราม แต่ในเวลาเดียวกันยังเต็มไปด้วยโรงแรมหลายดาว ภัตตาคารหรู ตลอดจนห้างสรรพสินค้า รุกคืบเข้าใกล้ตัวชาวเนปาลีมากขึ้นทุกวัน
                                 วันนี้ ดอกไม้แห่งมิตรภาพเบ่งบานทั่วหุบเขาแห่งศรัทธา กาฐมาณฑุสร้างรอยยิ้มให้คนจรได้ทั้งวี่ทั้งวัน ไม่ว่าเดินไปที่ไหน ชาวเนปาลีจะส่งเสียง “นมัสเต” ทักทายตลอด สิ่งนี้เอง ทำให้คนต่างถิ่นพลอยอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ยิน
—————————
(เที่ยวนี้ขอเล่า : อุ่นใจใน ‘กาฐมาณฑุ’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)

 

เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’

Published กันยายน 3, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141207/197274.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2557
เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’
เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’
เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’
เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’
เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’

เที่ยวนี้ขอเล่า : เยือน ‘ปาตัน’ ยัน ‘บักตะปูร์’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง

                 ทั้งที่จริง เนปาล เป็นรักแรกของการเดินทาง ฉันจึงไม่ควรปล่อยให้เนปาลนานขนาดนี้ แต่ก็ทิ้งเวลานานกว่า 10 ปี กว่าจะหวนไปหาเนปาลอีกรอบ
                 ก็เนปาลนี่แหละ ทำให้ฉันเชื่อว่า ”มิตรภาพ” เป็นของสมนาคุณที่ดีจากการเดินทางเสมอ ได้กัลยาณมิตรก็จากทริปเนปาลนี่เอง เที่ยวนี้เลยควงกัลยาณมิตรที่เจอกันครั้งนั้น หวนกลับไปเนปาลด้วยกันอีกสักหน
                 เที่ยวนี้ลองใช้บริการสายการบินเนปาล แอร์ไลน์ส (0-22667157-9) ให้พาส่งบินตรงม้วนเดียวจบถึงนครหลวงอย่าง กาฐมาณฑุ ก็ต้องยอมรับว่า ที่นั่งสะดวกสบาย บริการบนเครื่องก็ได้มาตรฐาน นั่งเพลินๆ สัก 2-3 ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายแล้ว
                 เรียกว่าเป็นแพทเทิร์นของนักเดินทางที่มากาฐมาณฑุเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเที่ยวแรกหรือเที่ยวไหน ก็ยึดย่านทาเมล เป็นจุดตั้งหลักทั้งนั้น ซึ่งเที่ยวนี้ง่ายกว่าครั้งก่อนเยอะ เพราะมีตัวช่วยในการเลือกที่พักอย่างเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำอย่างเอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) มีที่พักราคาต่างๆ ให้เลือกหลากหลายมาก เรียกว่า มีตั้งแต่เกสต์เฮ้าส์ไร้ดาว ไปยันโรงแรม 5 ดาว ทำให้เที่ยวนี้หาที่พักง่ายขึ้นเยอะ
                 รถแท็กซี่พาฝ่าเมืองฝุ่นมาถึง ย่านทาเมล ที่ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป มุมนี้ของกาฐมาณฑุก็ยังรักษาระดับความคึกคักได้อย่างคงเส้นคงวา นักเดินทางสะพายเป้ยังเดินกันปลิวว่อนเกลื่อนทาเมล ที่นี่ยังเป็นเหมือนเมกกะของคนแบกเป้เสมอ ไม่ว่าจะปีนเขา เทรกกิ้ง หรือชมวัดวาอาราม ก็ต้องมาป้วนเปี้ยนกันแถวทาเมลก่อน
                 พูดอย่างคนชอบสังเกตการณ์ ฉันว่า บางอย่างยังคงอยู่ บางอย่างเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็เสียงแตรรถที่ฉันว่าทุเลากว่าก่อนเยอะ จำได้ว่า แรกสัมผัสกาฐมาณฑุเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีแต่เสียงแตรคอยคลอเคลียอยู่ข้างหู จนแอบเรียกเมืองนี้ว่า “เมืองแตร” เพราะคนที่นี่เขาบีบแตรประสานเสียงกันวุ่นวาย แต่มาเที่ยวนี้ไม่ปี๊ดป๊าดเหมือนเที่ยวก่อน
                 แต่ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม น่าจะฝุ่นควันที่ตลบอบอวล คละคลุ้งเต็มถนน จนผู้คนต้องพกผ้าปิดจมูกและปากกันเกือบทุกคน สมญานาม ”เมืองฝุ่น” น่าจะยังคงใช้ต่อไปได้
                 นี่แหละ กาฐมาณฑุ เมืองที่ฝุ่นควันและเสียงแตรรถกลายเป็นเสน่ห์ประจำตัว ที่เมื่อไหร่เกิดนึกเหม็นขี้หน้าขึ้นมา ฉันก็มักนึกถึงสีสันบนผืนผ้าส่าหรีของสาวชาวเนปาลี ช่วยเพิ่มคะแนนให้กาฐมาณฑุมีเสน่ห์ขึ้นมาอีกนิด เพียงพอที่จะเติมให้หัวใจของฉันกระชุ่มกระชวยและมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เพราะสีสันของส่าหรีมันบาดตาบาดใจฉันเหลือเกิน
                 เช้าวันที่กาฐมาณฑุยังคงถูกห่อไว้ด้วยไรฝุ่นและหมอกควัน ฉันออกสำรวจเมืองให้หายคิดถึงที่หมายแรกของวันนี้คือ “เมืองปาตัน” เมืองเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งแห่งกาฐมาณฑุ ที่ภาพความน่ารักยังติดตาอยู่จนถึงทุกวันนี้
                 บางคนบอกชอบอาคารเก่าแก่ของเมืองนี้ ที่มีสีน้ำตาลอมแดง เวลาถ่ายรูปออกมาแล้ว สีสันจี๊ดจ๊าดถูกใจ
                 ย่านเดอร์บาร์ สแควร์ ของเมืองปาตัน ช่วงต้นฤดูท่องเที่ยวแบบนี้ เต็มไปด้วยนักย่ำโลกจากฝั่งตะวันตก ฝรั่งบางคนเดินโขยกเขยก ลักษณะนี้ขอสันนิษฐานว่า คงเพิ่งกลับจากเทรกกิ้งจากบนหิมาลัยแน่นอน
                 เดินโต๋เต๋ชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองปาตัน เห็นภาพผู้คนประกอบกิจวัตรประจำวัน บ้างนั่งขายของผักสดผลไม้อยู่ริมทาง บ้างเดินตื๊อขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ใครว่างก็มานั่งล้อมวงคุยกันแถวเดอร์บาร์ สแควร์
                 เมืองปาตันนั้น สุดหรรษา มีทั้งวัดฮินดูและวัดพุทธให้นักท่องเที่ยวได้แวะชื่นชมความงาม สุดแล้วแต่ว่าใครจะขวักไขว่แบบไหน
                 จากเมืองเก่าปาตัน ก็เคลื่อนขบวนไปเที่ยวเมืองเก่าอย่าง “บักตะปูร์” ที่อยู่ห่างจากกาฐมาณฑุ ไปประมาณ 14 กิโลเมตร
                 อย่างที่รู้กันว่า บักตะปูร์ สถานที่ถ่ายหนังเรื่องลิตเดิ้ลบุดดา นักท่องเที่ยวที่มาก็ล้วนแต่อยากไปเห็นกับตาสักครั้ง
                 ก่อนเข้า พะยักพะเยิดกันอยู่พักใหญ่ เพราะเมืองมรดกโลกแห่งนี้ เก็บค่าเข้าชมด้วย แถมกระโดดจากคนละ 5 ดอลลาร์ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เป็นคนละ 15 ดอลลาร์
                 แต่ในที่สุดก็ยอมจ่าย ไม่ใช่เพราะบักตะปูร์มีสายสะพายมรดกโลก แต่เพราะจำได้แม่นยำว่า ความสวยคลาสสิกของบักตะปูร์นั้นไม่ธรรมดา
                 เพราะเป็นเมืองที่ชาวบ้านแถวนี้ ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติมาก ภายในหมู่บ้านมีการปั้นหม้อปั้นไหด้วยวิธีแบบดั้งเดิม แม้ตัวเมืองได้รับการพัฒนาให้เจริญไปไกล แต่บักตะปูร์ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบเก่าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
                 ด้วยความที่เป็นเมืองในสมัยกลาง จึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 17 เดอร์บาร์ สแควร์ของเมืองนี้ ดูอลังการและสวยงามกว่าเมืองปาตัน ผู้คนแลดูพลุกพล่านน้อยกว่ากาฐมาณฑุและปาตัน ภายในบริเวณรายล้อมด้วยวัด รูปปั้น แท่งเสาหิน ที่แฝงเร้นไปด้วยประวัติอันน่าสะพรึงกลัว ขนาดซอกซอยของบักตะปูร์ยังน่าดูและน่าเดินเลย เพราะนอกจากชาวบ้านแล้ว พวกข้าวของที่วางขายก็ทำให้จิตใจนักท่องเที่ยวปั่นป่วนได้สำเร็จ ยิ่งใครชอบพวกเครื่องประดับ และของแต่งบ้าน บอกได้เลยว่ามีรายการเสียสตางค์แน่
                 บักตะปูร์ไม่ได้มีแค่เดอร์บาร์ สแควร์ แต่ยังมีจัตุรัสเล็กจัตุรัสน้อยอีก 2-3 จัตุรัส ที่นักเดินทางค่อยๆ เดินลัดเลาะชมเมือง
                 คุ้ม…คุ้มจริงๆ คุ้มจนอยากเดินกลับไปจ่ายค่าเข้าชมตรงปากทางเพิ่มอีกให้เท่าตัว
                 ลัดเลาะแถวเดอร์บาร์ สแควร์ ไปเจอจัตุรัสแห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของ วัดนยาตาโปลา ซึ่งอยู่บนจุดสูงที่สุดในหุบเขาแห่งนี้ ดูท่ากำลังมีการทำพิธีกรรมอยู่ภายในวัด เลยเผ่นแน่บออกมา ไม่อยากเข้าไปกวนใจชาวเนปาลีให้เสียสมาธิ
                 ออกจากวัดปุ๊บ จึงเดินดุ่มๆ ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งย่านเดอร์บาร์  สแควร์ เลยได้ชมภาพจากมุมสูง เห็นเมืองบักตะปูร์ทั้งเมือง ดูโดยรวมแล้วเมืองนี้มีความงามในเชิงสถาปัตยกรรม ผสานกับความงามทางธรรมชาติอย่างลงตัว ภาพทิวเขาที่ทอดยาว โอบล้อมเมืองนี้ไว้ ดูทีไรอบอุ๊น อบอุ่น
                 ความจริงถ้าดินฟ้าอากาศเป็นใจ จะมองเห็นแบ็กกราวนด์ข้างหลังเป็นภูเขาหิมะสีขาวโพลน เป็นเทือกจากบักตะปูร์ได้เหมือนกัน
                 สำหรับคนชอบเมืองเก่า ค่อยๆ เที่ยวจากเมืองปาตันมายันเมืองบักตะปูร์ รับรองว่า อิ่มเอิบกับ 2 เมืองเก่าแสนคลาสสิกอย่างแน่นอน

 

เที่ยวนี้ขอเล่า : เลิฟยู…ลียง

Published ธันวาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141130/196828.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2557

เที่ยวนี้ขอเล่า : เลิฟยู…ลียง : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                        พูดไปก็เขิน ป้วนเปี้ยนไปฝรั่งเศสแทบทุกปี แต่ไม่เคยเฉียดไปหา เมืองลียง (Lyon) เลยสิน่า แต่ไหนๆ ก็พาตัวเองไปโต๋เต๋อยู่แถวฝรั่งเศสทางตอนใต้ เที่ยวนี้เลยขอแฉลบไปหาลียงได้สำเร็จ
                        สำหรับคนจะไปลียง สายการบินเตอร์กิช แอร์ไลนส์ (0-2231-0300-7) มีเที่ยวบินไปลียงด้วย ใครจะแวะเที่ยวอิสตันบูลก็สะดวก เพราะเดี๋ยวนี้เข้าตุรกีโดยไม่ต้องมีวีซ่าได้ ที่จริงเขามีเที่ยวบินเข้าฝรั่งเศสหลายเมืองไม่ว่าจะเป็นปารีส นีซ บอร์กโดซ์ มาร์กเซย และตูลูส
                        ซึ่งหากใครไม่ได้บินเข้าลียง เป็นต้นว่าบินเข้าปารีส หรือนีซก่อนเที่ยวเสร็จจะนั่งรถไฟมาลียงก็ได้ เที่ยวนี้ฉันเองก็พกตั๋วรถไฟยุโรป (www.raileurope.co.th) แบบโกลบอล พาสที่ใช้ได้ 24 ประเทศในยุโรปติดไปด้วย จะสัญจรไปเมืองไหนในฝรั่งเศสเลยสะดวกไปหมด
                        มือใหม่ของลียงอย่างฉันเกิดอาการวิงเวียนเล็กน้อย เมื่อคลิกไปเจอว่าสถานีรถไฟในลียงมีหลายสถานีเหลือเกิน การหาเรือนพักประชิดสถานีรถไฟจึงต้องเลือกกันเข้มข้นมากขึ้น และเมื่อคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ เอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) ทุกอย่างจึงเริ่มกระจ่างขึ้น พูดถึงเอ็กซ์พีเดีย เป็นเว็บไซต์ออนไลน์ชั้นนำของโลกที่ให้บริการจองโรงแรมกว่า 260,000 แห่งทั่วโลกในราคาที่หลากหลาย ใครมีงบประมาณเท่าไหร่เลือกได้ตามความหนักเบาของกระเป๋าสตางค์ หรือใครอยากรู้ว่าโรงแรมไหนเรตติ้งเป็นยังไงก็มีบอกให้เสร็จ รวมถึงมีแผนที่แสดงที่ตั้งโรงแรมอย่างละเอียด จึงสะดวกทุกครั้งเมื่อออกเดินทาง
                        ลียงเป็นเมืองใหญ่พอตัว ออกเดินเท้าไปได้แค่ชั่วโมงแรกถึงรู้ว่า  ไม่ง่ายเลยที่จะใช้บริการสองเท้าพาไปให้ทั่วเมือง ลำพังแค่เขตเมืองเก่ายังพอไหว แต่ถ้าเที่ยวทั้งเมืองนั่งรางจะสะดวกกว่า
                        แต่จะเดินหรือนั่งรถ พอไปตั้งหลักแถวจัตุรัสประจำเมืองอย่าง พลาซ เดอ เตอรัว (Place des Terreaux) อะไรๆ ก็ง่ายขึ้น
                        มุมนี้เป็นจัตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองที่ห้อมล้อมไว้ด้วยอาคารสำคัญๆ ของเมือง ไม่ว่าจะเป็นอาคารศาลาว่าการประจำเมือง (City Hall) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ที่ว่ากันว่าที่นี่เป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองลียง
                        อาคารเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในอาณาบริเวณจัตุรัสเป็นโรงละครโอเปรา (Opera) ที่สร้างขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 19 แต่ก็ปิดเพื่อรื้อปรับขยับแต่งมาตลอด เพิ่งมาเปิดใช้ทำการอีกครั้งเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมานี่เอง
                        ละแวกนั้นมีพิพิธภัณฑ์ชั้นเลิศให้นักเดินทางได้เข้าชมกันหลายแห่ง และยังมีโบสถ์แซง นิเซร์ (St. Nizier Church) อวดสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่งดงามมาก
                        ความจริงละแวกนี้เป็นถนนสายช็อปปิ้งประจำเมืองที่มีทุกแบรนด์ให้เลือกสรร เป็นถนนที่หากจิตไม่แข็งหรือไม่อยากเสียสตุ้งสตางค์ โปรดเดินเลี่ยงไปละแวกอื่น หรือไม่ก็พุ่งตรงเข้าเมืองเก่าไปเลย
                        แต่ฉันเดินไปอีกจัตุรัสหนึ่งที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของเมืองเช่นกัน ที่นั่นคือจัตุรัสเบลเลเคอร์ (Place Bellecour) จัตุรัสแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางของเมืองลียงที่มีสำนักงานการท่องเที่ยวตั้งอยู่ด้วย แต่อะไรไม่เลิศเท่า ถ้ายืนอยู่ใจกลางจัตุรัสจะเห็นสิ่งปลูกสร้างอยู่บนเนินเขาอยู่ 2 อย่างคือมหาวิหารนอตเตอร์ดาม เดอ โฟวิเยร์ (Basilica Notre-Dame de Fouviere) ไม่ไกลกันเป็นเสาส่งสัญญาณที่หน้าตาละม้ายคล้ายหไอเฟลขนาดย่อมๆ ตั้งอยู่
                        พูดถึงมหาวิหารนอตเตอร์ดาม เดอ โฟวิเยร์ เป็นมหาวิหารเก่าแก่ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างโรมันและไบเซนไทน์ ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเมือง ที่มีเคเบิลจากด้านล่างหอบนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมความงดงามของวิหารและชมวิวของเมืองได้สบายๆ
                        จากจัตุรัสถ้าเดินข้ามแม่น้ำโซน (Saone) ไปก็จะเจอกับเมืองเก่าที่ดูเค้าโครงแล้วน่าจะขลุกอยู่ได้เป็นวันอย่างแน่นอน
                        เพราะภาพที่ปรากฏอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ มียอดโบสถ์และวิหารกระจายอยู่เต็มไปหมด อาคารบ้านเรือนฝั่งเมืองเก่าก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยสีสัน
                        ไม่รอช้าฉันรีบสาวเท้าเดินข้ามสะพานไปยังฝั่งเมืองเก่าที่มีมหาวิหารเซนต์จอห์น (Cathedral of St. John) หรือมหาวิหารลียง (Lyon Cathedral) คอยอยู่
                        มหาวิหารประจำเมืองแห่งนี้ เดิมทีสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 6 แต่มาบูรณะชุดใหญ่ช่วงศตวรรษที่ 12 ด้านนอกดูโดดเด่น ด้านในยังขัดสีฉวีวรรณกันไม่หยุด ใครไปช่วงนี้อาจยังไม่เห็นความสวยงามแบบเต็มๆ
                        ออกจากมหาวิหารประจำเมือง ฉันยังเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเขตเมืองเก่า เพราะทุกตรอกซอกซอยอันแสนคลาสสิก โรยไว้ด้วยอาคารที่มีสีสัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีแดงอมส้ม และส่วนใหญ่จะได้รับการดูแลรักษาเอาไว้ค่อนข้างดี เห็นแล้วจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมืองใหญ่อย่างลียง ถึงได้มีสายสะพายมรดกโลกมาการันตีความงาม
                        ฝนในฤดูใบไม้ร่วงสะบัดปรอยฝนลงมาข่มขวัญนักเดินทาง แต่ฉันยังไม่หยุดซอกแซกเมืองเก่าของลียง ยิ่งเดินยิ่งอยากบอกลียง ว่าเลิฟยูนะลียง
—————————-
(เที่ยวนี้ขอเล่า : เลิฟยู…ลียง : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)

เสพสุนทรีย์ที่…’บาร์เซโลนา’

Published ธันวาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141116/195958.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2557

เที่ยวนี้ขอเล่า : เสพสุนทรีย์ที่…’บาร์เซโลนา’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                            สเปนก็ไม่ต่างจากอิตาลี ที่แค่ครั้งเดียวไม่เคยพอหรอก เสน่ห์ทะลักแผนที่แบบนี้ ต้องมีรอบซ้ำ
                            สเปนเที่ยวนี้ ให้สายการบินเตอร์กิช แอร์ไลนส์ (0-2231-0300-7) พาไปส่งถึงสเปน ใครจะแวะเที่ยวอิสตันบุลก็สะดวก เพราะเดี๋ยวนี้เข้าตุรกีโดยไม่ต้องมีวีซ่าได้  ที่จริงเขามีเที่ยวบินเข้าสเปนหลายเมืองไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา มาดริด บิลเบา บาเลนเซีย มาลากา รวมถึงเมืองซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลาด้วย
                            ซึ่งหากใครไม่ได้บินเข้า บาร์เซโลนา เป็นต้นว่าบินเข้ามาดริดก่อนเที่ยวเสร็จจะนั่งรถไฟมาบาร์เซโลนาได้ เที่ยวนี้ฉันเองก็พกตั๋วรถไฟยุโรป (www.raileurope.co.th) แบบโกลบอล พาสที่ใช้ได้ 24 ประเทศในยุโรปติดไปด้วย จะสัญจรไปเมืองไหนในสเปนหรือข้ามไปฝรั่งเศสเลยสะดวกไปหมด แต่สำหรับใครที่คิดจะนั่งรถไฟเที่ยวสเปน อาจต้องเตรียมเรื่องสำรองที่นั่งล่วงหน้าไว้ด้วย เพราะถึงแม้จะมีพาสอยู่แล้ว แต่รถไฟสเปนเขาบังคับให้จองที่นั่งด้วย ยิ่งเส้นทางไหนที่ฮ็อตฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวยิ่งต้องรีบจองเร็ว
                            สำหรับคนมีตั๋วโกลบอล พาส หรือสเปน พาส จากสนามบินสามารถใช้ตั๋วรถไฟนั่งเข้าเมืองได้เลย ใครจะลงสถานี Barcelona Sants Station ซึ่งเป็นสถานีหลักก็ได้ หรือจะไปลงสถานี Passeig de Gracia Station ก็ได้ ซึ่งถ้าอยากใกล้แหล่งท่องเที่ยวแนะว่าพักแถว สถานี Passeig de Gracia Station จะใกล้กว่า
                            ส่วนฉันหลังจากคลิกเข้าไปค้นเรือนพักทั่วบาร์เซโลนาจากเว็บไซต์ เอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th)  จึงเลือกแถวสถานีหลักเพราะราคาย่อมเยากว่า พูดถึงเอ็กซ์พีเดีย เป็นเว็บไซต์ออนไลน์ชั้นนำของโลกที่ให้บริการจองโรงแรมกว่า 260,000 แห่งทั่วโลกในราคาที่หลากหลาย ใครมีงบประมาณเท่าไหร่เลือกได้ตามความหนักเบาของกระเป๋าสตางค์ หรือใครอยากรู้ว่าโรงแรมไหนเรตติ้งเป็นยังไงก็มีบอกให้เสร็จ รวมถึงมีแผนที่แสดงที่ตั้งโรงแรมอย่างละเอียด จึงสะดวกทุกครั้งเมื่อออกเดินทาง
                            จะว่าไม่ตื่นเต้นก็ได้ สำหรับเมืองที่เคยเหยียบย่างมาแล้วอย่างบาร์เซโลนา อาจจะห่างหายกันไปหลายปี แต่ความรู้สึกยังคุ้นเคยเสมอสำหรับเมืองเซ็กซี่อย่างบาร์เซโลนา
                            มีอยู่ 2 สิ่งที่ทำให้ฉันคิดถึงบาร์เซโลนาอยู่เสมอคือ ชายชื่อเกาดี้ และถนนคนเดินอันมีชีวิตชีวาอย่างลา รัมบลา
                            ลงรถไฟใต้ดินพุ่งไปหา สถานี Passeig de Gracia Station เพราะเมื่อขึ้นจากสถานีนี้ อะไรที่คิดถึงก็ดูจะใกล้ไปหมด
                            บนถนน Passeig de Gracia มีอาคารสวยงามหลายหลัง แต่ที่ดูเหมือนเป็นอาหารตาชั้นเลิศคืออาคารสวยงาม 3 หลังในสไตล์ทันสมัย หนึ่งในนั้นคือคาซา ลีโอ มอเรราซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของลุยส์ โดเมเนช ไอ มอนทาเนอร์ อาคารหลังนี้ ปัจจุบันกลายเป็นร้านค้าที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในเมืองบาร์เซโลนา ส่วนอีก 2 หลังซึ่งตั้งอยู่ติดกัน คือคาซา อมาตเลอร์ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของไอ คาดาฟัลค์ และคาซา บัตโยหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเกาดี้นั่นเอง
                            หน้าคาซา บัตโยเหมือนมีงานแกรนด์เซลล์ นักท่องเที่ยวยืนต่อคิวกันยาวเหยียดอย่างไม่แคร์ดินฟ้าอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่ ได้แต่ยืนเชยชมงานของท่านเกาอยู่หน้าบ้าน เพราะขืนต่อคิวเข้าไปด้านใน คงไม่ได้เห็นมุมอื่นของบาร์เซโลนา
                            เดินมุ่งหน้าต่อไปยัง จัตุรัสคาตาลุนญ่า ที่มีรูปปั้นและลานน้ำพุรอทุกคนอยู่ ใครไม่รีบไปไหนแวะไปแหงนคอมองอิริยาบถของรูปปั้นต่างๆ ที่อยู่รายรอบจัตุรัสก็จะพบว่าเพลิดเพลินไม่เบา
                            จัตุรัสนี้อยู่แถวหัวถนนลา รัมบลา ฉันไม่รีรอเลยที่พุ่งไปหาถนนสายนี้ แล้วก็พบว่าทุกอย่างยังมีชีวิตชีวาเหมือนเคย
                            ช่วงหัวถนนมีแผงขายดอกไม้ สองฟากฝั่งที่แคบแต่ยาว ไม่ได้มีแค่อาคารที่มีสถาปัตยกรรมสวยๆ เรียงรายอยู่เท่านั้น ลองแฉลบออกนอกลู่นอกทางไปนิดเดียว ไม่ว่าจะด้านซ้ายหรือขวาก็แทบกู่ไม่กลับ
                            อย่างน้อยก็เป็นตลาดสดริมถนนลา รัมบลา พร้อมจะเหนี่ยวทุกคนให้ขลุกอยู่ในนั้นได้นานสองนาน แผงผักผลไม้ ขนมนมเนย ถั่ว ชีส และอาหารทะเลสดเปิดรอแขกเหรื่อให้เข้าไปจับจ่าย
                            ถัดมาอีกซักพัก มีแผงขายภาพเขียน มีศิลปินมานั่งวาดภาพ สุนทรีย์ไม่เคยพร่อง และอีกอย่างที่อยู่คู่กับลา รัมบลาคือศิลปินเร่ที่พร้อมจะแปลงโฉมตัวเองเป็นคนดังทุกแขนง ไล่ไปตั้งแต่คลีโอพัตราไปยันคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ใครมีจินตนาการส่วนตัวแบบไหน มีไอเดียบรรเจิด หรือมีความสามารถพิเศษอะไร ก็มาหาที่ว่างบนถนนสายนี้แล้วปล่อยของที่มีได้อย่างเสรี ทั้งศิลปินมืออาชีพ มือสมัครเล่น และศิลปินข้างถนนทุกแขนง ก็เลยยึดถนนสายนี้ประกอบอาชีพกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
                            ศิลปินริมทางน่ะแค่สีสัน ส่วนร้านค้าและคาเฟ่หน้าตาจิ้มลิ้มที่ตั้งให้เกลื่อนถนน นี่ก็ผงชูรสชั้นดี แต่ที่ทำให้กราฟแห่งความคึกคักของถนนสายนี้พุ่งปรี๊ด ฉันว่าคงเป็นผู้คนที่เดินพ่นลมหายใจรดใส่ลา รัมบลานี่แหละ
                            ใครได้ลองมาเดินทอดน่องบนถนนสายนี้ก็อารมณ์ดีกันถ้วนหน้า เดินไปให้สุดถนนมีอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสยืนคอยอยู่แถวท่าเรือเก่าของเมืองบาร์เซโลนา ที่นอกจากจะมีเรือลำน้อยใหญ่ที่มาจอดเรียงรายกันแน่นท่าเรือแล้ว ยามแดดร่มลมตกผู้คนจะพาเหรดกันมานั่งกินลมชมวิวกันฉ่ำปอด
                            จากนั้นฉันไม่ลืมแฉลบเข้าไปหาย่านเมืองเก่าหรือที่เรียกว่าบาร์รี่ โกธิก ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารประจำเมืองที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่อลังการและสวยงามตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่า
                            วันนั้นจำได้ว่า ขลุกอยู่ในเมืองเก่าและป้วนเปี้ยนอยู่แถวถนนลา รัมบลานานมาก นานให้สมกับที่คิดถึงเมืองสุนทรีย์อย่างบาร์เซโลนา
——————————
(เที่ยวนี้ขอเล่า : เสพสุนทรีย์ที่…’บาร์เซโลนา’ : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)

‘ซาลามังคา’ เลอค่าน่าเที่ยว

Published ธันวาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141102/195120.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2557

เที่ยวนี้ขอเล่า : ‘ซาลามังคา’ เลอค่าน่าเที่ยว : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                             เสน่ห์ของการเดินทางโดยรถไฟ ยังคงเส้นคงวาเสมอ ทั้งวิวทิวทัศน์ข้างทาง และคนที่นั่งร่วมขบวนโดยสาร
                             สถานีรถไฟเมืองซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา (Santiago de Compostela) เล็กก็จริง แต่เมื่อรวมผู้แสวงบุญและนักเดินเขาเข้าไป ที่นั่งบนรถไฟที่จะมุ่งหน้าไปเมืองซาลามังคา (Salamanca) จึงเป็นของหายากขึ้นมาทันที
                             ขนาดฉันถือตั๋วรถไฟยุโรป (www.raileurope.co.th)แบบโกลบอล พาสที่ใช้ได้ 24 ประเทศในยุโรป ก็ใช่ว่าจะหาที่นั่งกันได้ง่ายๆ ต้องกราบกรานเจ้าหน้าที่ให้หาที่นั่งว่างๆ เขาคลิกพลางถอนหายใจ จึงหาที่นั่งของรถไฟชั้น 2 มาให้ได้ ทั้งที่โกลบอล พาสของฉันเป็นชั้น 1 เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ประเทศไหนเส้นทางไหนที่รถไฟจำเป็นต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าอย่างสเปน อิตาลี หรือแถบเบเนลักซ์ ที่เข้มงวดเรื่องนี้ ต้องรีบจับจองเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะต่อให้มีโกลบอล พาส หรือสเปน พาส แต่ถ้าไม่สำรองที่นั่งไว้ก่อน ก็อาจจะอดไปก็ได้
                             แหม! นี่ถ้ามีเที่ยวบินเข้าซาลามังคา ฉันคงสบายใจเฉิบไปแล้ว แต่พูดถึงใครจะมาซาลามังคาก็ไม่ยากจนเกินไปนักหรอก เพราะสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลนส์ (0-2231-0300-7) เขามีเที่ยวบินเข้าสเปนหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา มาดริด บิลเบา บาเลนเซีย มาลาการวมถึงเมืองซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลาด้วย จากนั้นค่อยนั่งรถไฟมาซาลามังคาก็ได้ เช่นถ้ามาจากมาดริดก็ราวๆ 3 ชั่วโมงเห็นจะได้
                             ซาลามังคาในยามวิกาลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่มโนเอาไว้ซักนิด รถแท็กซี่หน้าสถานีรถไฟพาเลาะเลี้ยวไปบนถนนใจกลางเมือง ต่อให้เป็นค่ำคืนฉันก็พอมองออกว่ารถกำลังเคลื่อนอยู่ในเขตเมืองใหม่ แต่จุดหมายที่แท็กซี่กำลังพาไปคือเรือนพักริมเขตเมืองเก่า ทุกครั้งที่นั่งแท็กซี่ในแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ จะคิดแค่ว่า ได้โปรดอย่าพาฉันไปจี้หรือปล้นที่ไหนเลย ท่าทางการนั่งจึงอยู่ในท่าคิดรับมือตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นนั่งแท็กซี่มิเตอร์ในยุโรป ลักษณะการวิงวอนจะเปลี่ยนไป ได้แต่นึกอย่างเดียวว่า อย่าให้เขาพาไปอ้อมที่ไหนเลย เพราะเคยเจอในปารีสมาแล้ว แพงเหมือนถูกโจรปล้นเลย
                             กำลังไนท์ซีอิ้งซาลามังคาเพลินๆ ป้ายโรงแรม Hotel Abba Fonseca ก็ปรากฏตัว ความจริงซาลามังคาเป็นเมืองท่องเที่ยวของสเปน จึงมีเรือนพักให้เลือกหลายโซนมาก คลิกไปเลือกได้ที่เว็บไซต์เอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) เอ็กซ์พีเดียเป็นเว็บไซต์ออนไลน์ชั้นนำของโลกที่ให้บริการจองโรงแรมกว่า 260,000 แห่งทั่วโลกในราคาที่หลากหลาย  ใครมีงบประมาณเท่าไหร่เลือกได้ตามความหนักเบาของกระเป๋าสตางค์ หรือใครอยากรู้ว่าโรงแรมไหนเรตติ้งเป็นยังไงก็มีบอกให้เสร็จ รวมถึงมีแผนที่แสดงที่ตั้งอย่างละเอียด
                             แค่แหวกม่านหน้าต่างห้องพัก ก็มองเห็นเมืองเก่าซาลามังคาในมุมที่อลังการงานสร้างมาก จนเผลอคิดไปว่า นี่เรากำลังอยู่ในเมืองแห่งเทพนิยายเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือเปล่า ยังเพ้อกันไม่จบ เพราะแค่คลิกเข้าไปดูข้อมูลเมืองซาลามังคาของการท่องเที่ยวสเปน (www.spain.info) ยิ่งอยากทำความรู้จักกับเมืองนี้มากขึ้นอีก
                             และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า  ซาลามังคางามเลอค่าสมคำเลื่องลือหรือไม่  ฉันจึงเดินเท้าไปลุยเมืองเก่าของซาลามังคาที่แค่ชายขอบของเมืองเก่า  ก็เดินอ้อยอิ่งเพราะมีแต่คฤหาสน์ โบสถ์ และอาคารสวยๆ ให้แวะสังเกตการณ์เต็มไปหมด
                             โดยปกติฉันเป็นพวกพร่ำเพ้อและหลงใหลเมืองเก่าอยู่แล้ว ทั้งเมืองเก่าในปราก ลูเบลียนา ซาราเยโว ทาลลินน์  คอร์โดบา กรานาดา พวกนี้อยู่ในลิสต์ของเมืองเก่าน่าคบหาทั้งสิ้น  แต่ดูเหมือนเมืองเก่าของซาลามังคาก็คงจะเข้ามาอยู่ในลิสต์ติดอยู่ในโผด้วยแน่นอน
                             ตั้งแต่เดินย่างสองขาเข้ามาในเมืองเก่า ก็พอจะสังเกตได้เลาๆ ว่า มีแต่เด็กหนุ่มสาวเดินผ่านไปมาเยอะกว่าปกติ
                             เมื่อสืบเสาะจึงได้ความว่า ซาลามังคาเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เรียกว่าใครเรียนจบจากที่นี่นี่ยืดอกพกปริญญาไปอวดชาวบ้านได้สบายๆ  แถมตอนนี้ยังเป็นแฟชั่นด้วย ที่เด็กรุ่นใหม่นิยมมาเรียนภาษาสเปนกันที่เมืองนี้ ระหว่างทางเดินจึงมีแหล่งเรียนภาษาสเปนให้เลือกไม่ใช่น้อย
                             และสำหรับซาลามังคา มุมที่เหมาจะเริ่มต้นทำความรู้จักมากที่สุดคือ จัตุรัสมายอร์ (Plaza Mayor) นี่คือย่านใจกลางเมืองที่รอบตัวคืออาคารที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์บาร็อกอันงดงามและคลาสสิก
                             อยู่มุมนี้แล้วสัมผัสได้ทันทีว่าซาลามังคานั้นเป็นเมืองที่คนรักเสปนไม่ควรพลาด จัตุรัสงามๆ สถาปัตยกรรมสวยๆ ความเบิกบานของผู้คนชาวสเปนกองรวมกันอยู่ตรงนี้  สำหรับคนคลั่งช้อปปิ้ง แถวนี้ไม่ได้มีเฉพาะแบรนด์สเปนอย่าง zara และ mango เท่านั้น แต่จะเอาอะไรล่ะมีหมด แล้วร้านส่วนใหญ่จะแอบอยู่ตามตรอกแคบๆ ที่ถ้ามีเวลาเดินซอกแซก รับรองว่าช็อปกันสนุกสนานแน่นอน
                             เดินตัดตรงจากจัตุรัสมายอร์ผ่านถนนสายช็อปปิ้งสำคัญของเมือง ที่มีแต่ข้าวของหน้าตาเย้ายวนแทบทั้งสิ้น สุดทางเป็นมหาวิหารอันยิ่งใหญ่ของเมือง
                             สาเหตุแห่งความใหญ่อยู่ที่มีทั้งวิหารหลังใหม่และหลังเก่าเชื่อมกันเลย ทำให้ดูเป็นวิหารที่ใหญ่กว่าปกติ
                             ในส่วนของวิหารหลังใหม่นั้น แลดูยิ่งใหญ่ในสไตล์โกธิก มีออแกนขนาดใหญ่ที่ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยบูรณะ อาจไม่เข้มขลังเท่าวิหารหลังเก่า แต่ก็ยิ่งใหญ่ในระดับที่ไม่ธรรมดา
                             ส่วนวิหารหลังเก่าไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่ย่างสองเท้าเข้าชายคาวิหารก็สัมผัสได้ถึงความเข้มขลังในสไตล์โรมาเนสก์ วิจิตรทุกกระเบียดนิ้ว
                             ฉันมีโอกาสเดินไต่บันไดขึ้นไปชมวิวด้านบนของมหาวิหาร มุมนี้นี่แหละทำให้เห็นซาลามังคาได้ทุกองศา และได้ข้อสรุปว่าสวยทุกอณูเมืองจริงๆ
                             ด้านหลังของมหาวิหารเป็นพิพิธภัณฑ์ที่โชว์งานของเกาดี้พอดี  ฉันเลยแฉลบเข้าไปดูสักนิด จึงพบว่าซาลามังคานั้นอาร์ทมากๆ
                             นี่ยังไม่ทั่วซาลามังคา ก็รู้ว่าแล้วเมืองนี้เลอค่าน่าเที่ยวแค่ไหน
—————————
(เที่ยวนี้ขอเล่า : ‘ซาลามังคา’ เลอค่าน่าเที่ยว : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)

‘ซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา’ สวยลับตาในสเปน

Published ธันวาคม 5, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141019/194241.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557

เที่ยวนี้ขอเล่า : ‘ซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา’ สวยลับตาในสเปน : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com

                              สะบัดแผนที่สเปนเมื่อไหร่ ชื่อเมืองสวยๆ ก็ร่วงกราวเมื่อนั้น มีทั้งสวยเซ็กซี่แบบมาดริดและบาร์เซโลนา สวยเลอค่าอย่างกรานาดาและซาลามังคา สวยเร้นลับอย่างเซบิญาและคอร์โดบา
                              แต่มีอยู่เมืองหนึ่งที่ใช้คำว่า สวยลับตาคน น่าจะถูก เพราะอยู่ในมุมอับจนหลายคนไม่ระแคะระคายเรื่องความสวย นั่นคือ เมืองซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา (Santiago de Compostela)
                              แต่จะลับตาแค่ไหนก็ไม่รอดสายตาคนเท้าไม่อยู่สุขอย่างฉัน จากบางกอกยังไม่มีบินตรงซะด้วยสิ แต่ลองเข้าไปค้นในเว็บไซต์ของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส(0-2231-0300-7) เขามีเที่ยวบินเข้าสเปนหลายเมืองไม่ว่าจะเป็นบาร์เซโลนา มาดริด บิลเบา บาเลนเซีย มาลากา รวมถึงเมืองซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลาด้วย เลยเป็นอีกเที่ยวที่ได้นั่งเรือบินของเตอร์กิช แอร์ไลน์ส ยังสะดวกสบายเหมือนเดิมและได้แวะสูดอากาศที่ตุรกีเหมือนเคย
                              ความจริงถ้าใครบินเข้าเมืองอื่นของสเปน แล้วมีตั๋วรถไฟยุโรป (www.raileurope.co.th) แบบโกลบอล พาสที่ใช้ได้ 24 ประเทศในยุโรป หรือสเปน พาส จะนั่งรถไฟมาหาซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรถไฟของสเปนเชื่อมรางเหล็กคลุมไว้ทั่วแผนที่ จะมาจากมาดริดหรือบาร์เซโลนาก็ได้หมด
                              จากสนามบินประจำเมือง ฉันนั่งรถแอร์พอร์ตบัสเที่ยวละ 3 ยูโรเดินทางมายังแถวปากทางเข้าเมืองเก่า เพราะซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา เป็นเมืองขนาดย่อม ที่ไม่ต้องปวดหัวกับการหาเรือนพักมาก ผลจากการคลิกเข้าไปค้นในเว็บไซต์เอ็กซ์พีเดีย (www.expedia.co.th) ถึงได้รู้ว่าเรือนพักรอบๆ เมืองเก่ามีให้เลือกไม่ใช่น้อย พูดถึงเอ็กซ์พีเดียนี่เป็นครั้งแรกที่ลองใช้บริการเว็บไซต์ออนไลน์ชั้นนำของโลกแห่งนี้ เลยรู้ว่าเขาให้บริการจองโรงแรมกว่า 260,000 แห่งทั่วโลกในราคาที่หลากหลายและพิเศษมาก เหมาะสำหรับงบประมาณทุกระดับ โดยเปรียบเทียบราคาในแบบที่เราต้องการ แถมมีแผนที่แสดงที่ตั้งอย่างละเอียด รวมถึงมีรีวิวของผู้เข้าพักช่วยตัดสินใจได้ดีทีเดียว เพราะสะดวกแบบนี้เลยดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น expedia ไว้บนสมาร์ทโฟน คราวหลังจะได้จองได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
                              พอกางแผนที่เมืองเก่าออก ทำให้รู้ว่าที่จริงแล้วซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา เป็นเมืองขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป
                              และเท่าที่รู้ มีคน 2 จำพวกใหญ่ๆ ที่ดั้นด้นมาไกลถึงเมืองชายขอบประเทศสเปนแห่งนี้ คือนักแสวงบุญที่เดินทางมาจากทั่วยุโรป เพราะซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา เป็นเมืองจุดหมายปลายทางของนักจาริกแสวงบุญที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เยรูซาเล็ม
                              อีกพวกหนึ่งคือนักเดินทางประเภทที่รักการเทรคกิ้ง เพราะเมืองนี้มีเส้นทางการเทรคกิ้งไต่ไปบนเทือกเขามีตั้งแต่เดิน 4-5 วันไปยันเดินกันเป็นเดือน
                              ส่วนนักสังเกตการณ์อย่างฉัน ไม่ได้มาเทรคกิ้งและไม่ได้มาแสวงบุญ เพียงแค่อยากเห็นและสัมผัสเมืองสวยเมืองหนึ่งของสเปน ที่ถูกยกให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมของยุโรปเมื่อปี 2000 แต่เพียงแค่เห็นรูปถ่ายก็เพ้อถึงซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลาได้เป็นวรรคเป็นเวร
                              แค่ย่างสองเท้าเข้าชายคาเมืองเก่า ก็รู้แล้วว่าคลาสสิกไม่แพ้เมืองเก่าที่ไหนในโลก ถนนปูด้วยหิน ตรอกแคบๆ อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ คาเฟ่เก๋ๆ ช็อปที่หน้าตาชิคๆ ร้านอาหารที่อุดมไปด้วยอาหารสเปน
                              นักท่องเที่ยวพากันเดินโงนเงน โขยกเขยก ในมือของพวกเขาส่วนใหญ่จะมีไม้เท้าคอยช่วยประคองร่างเวลาเยื้องย่าง
                              แทบไม่ต้องเดา พวกเขาคงเพิ่งสิ้นสุดการเดินเท้าจากบนภูเขา แต่ละคนจึงอยู่ในสภาพแบกเป้ใบเบ้อเริ่มเทิ่ม หน้ากรำแดด กำลังเดินหาปาเอย่าอร่อยๆ มาลำเลียงลงกระเพาะกัน
                              นั่นมันชีวิตนักเดินเขา ส่วนฉันก็เดินไล่ไปทีละจัตุรัส  จากจัตุรัสเล็กๆ ไปหาจัตุรัสประจำเมือง ที่อยู่ด้านหน้า มหาวิหารซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา (The Cathedral of Santiago de Compostela) ถึงได้พบว่า รอบๆ ลานกว้างแห่งนี้มีแต่นักเดินเขามานั่งพักเท้ากัน
                              ส่วนอีกพวกเป็นพวกสิงห์น่องเหล็ก เพราะบังเอิญวันนั้นซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลามีการแข่งขันจักรยานพอดี เมืองทั้งเมืองเลยมีแต่นักปั่นยืนโพสท่าพักน่องเต็มไปหมด จะว่าไปซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลาก็ถือว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่กิจกรรมเยอะไม่ใช่เล่น
                              เดินเล่นอยู่รอบๆ จัตุรัสได้สักพัก ฉันก็เดินเข้าชายคามหาวิหารแห่งซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา ซึ่งสำหรับชาวคริสต์แล้วที่นี่มีความหมายกับพวกเขามาก เพราะเชื่อกันว่ากระดูกของนักบุญเจมส์ได้ถูกนำกลับมาจากตะวันออกกลางแล้วนำมาประดิษฐานที่นี่ นั่นทำให้ชาวคริสต์จากทั่วโลกที่มีศรัทธาเข้มข้น จึงพากันเดินทางมาแสวงบุญ ณ มหาวิหารแห่งนี้
                              มหาวิหารประจำเมืองแห่งนี้ สร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าอัลฟองโซที่ 6 แห่งคาสติลญ่า ต่อมาถึงได้สร้างหอคอยเพิ่มในสไตล์บาร็อค ทำให้ที่นี่งดงามในแบบผสมผสาน
                              ด้านนอกมองดูอลังการแล้ว ด้านในก็เข้มขลังมากเช่นกัน แต่ละมุมมีแต่ผู้ที่อิ่มศรัทธามาปฏิบัติศาสนกิจกันแน่นวิหาร ถือว่าเป็นอีกวิหารหนึ่งของสเปนที่ด้านในวิจิตรมาก
                              นอกจากมหาวิหารประจำเมืองแล้ว ในเขตเมืองเก่ายังมีอาคารเก่าแก่ให้ไปยืนแหงนคอมองอีกไม่น้อยเลย  เรียกว่าถ้ามีเวลามากพอ ก็เดินได้ทั้งวัน
                              ด้านหนึ่งของเมืองเก่าเป็นตลาดประจำเมืองที่เปิดตั้งแต่เช้าไปยันบ่ายสอง เพราะหลังจากนี้พ่อค้าแม่ค้าจะหยุดพักผ่อนนอนบ่ายกัน แต่บอกเลยว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ แบ่งเป็นโซนๆ ไป นอกจากผัก ผลไม้ ชีสและของสดแล้ว โซนหนึ่งยังมีไวน์ดีของซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลามาเปิดขายด้วย
                              ละจากตลาด ไปเดินเล่นในมุมสีเขียวของเมือง ถึงได้รู้จักซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลาอีกโหมดหนึ่ง ว่าเมืองนี้อากาศดีและมีพื้นที่สีเขียวให้ชาวเมืองเยอะมาก
                              ชักจะเข้าตำราเมืองน่าอยู่เข้าแล้วสินะ อาจจะอยู่ในมุมลับตาของสเปน แต่มาเถอะแล้วคุณจะแอบอมยิ้ม
————————
(เที่ยวนี้ขอเล่า : ‘ซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา’ สวยลับตาในสเปน : โดย…กาญจนา หงษ์ทอง kanjana7@yahoo.com)
%d bloggers like this: