เที่ยวทั่วไทย

All posts tagged เที่ยวทั่วไทย

ปั่นเลียบรันเวย์ Sky Lane Thailand

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2558 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/407594

ปั่นเลียบรันเวย์ Sky Lane Thailand

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

สนามจักรยานที่นักปั่นแห่งกรุงต้องรู้จัก คือ สนามเขียว ที่เริ่มปิดปรับปรุงมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. วันนี้สนามกลับมาแล้วในรูปโฉมรวมทั้งชื่อใหม่ สกาย เลน ไทยแลนด์ (Sky Lane Thailand) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ท่าอากาศยานไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นโครงการระยะยาว 10 ปี โดยไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อสนับสนุนให้คนสนใจออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยาน

สกาย เลน ไทยแลนด์ แบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ ระยะไกล 23.5 กม. ผิวลู่มีความแข็งแรงและเรียบ มีสะพานเข้า-ออกลู่ปั่นแยกจากกัน มีจุดพักระหว่างทาง 3 จุด พร้อมห้องน้ำ และแบบระยะสั้น 1.6 กม. โดยทั้งสองเส้นทางมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดและระบบไฟฟ้า เพื่อให้ปั่นช่วงกลางคืนได้ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ต้นปี 2559 และเมื่อถึงเวลานั้น สกาย เลน ไทยแลนด์ จะกลายเป็นลู่ปั่นจักรยานกลางคืนแห่งแรกและแห่งเดียวที่อยู่ในบริเวณสนามบิน

 

นอกจากนี้ โดยรอบโครงการนั้นมีการจัดภูมิทัศน์ด้วยการเพิ่มต้นไม้เพื่อความร่มรื่น ขยายพื้นที่จอดรถยนต์ให้จอดได้กว่า 1,500 คัน และแต่ละคันกว้างพอสำหรับการโหลดจักรยานขึ้น-ลง มีการติดตั้งป้ายสัญญาณ กติกา และข้อมูลขอความช่วยเหลือ รวมถึงมีศูนย์บริการสำหรับนักปั่น เช่น จุดนัดพบก่อน-หลังขี่ จุดเติมลม จุดเตรียมความพร้อมจักรยาน ร้านซ่อม-ฝากจักรยาน ร้านอาหาร และพื้นที่นั่งพักผ่อน

นอกจากโฉมใหม่ สกาย เลน ไทยแลนด์ยังมีเทคโนโลยีใหม่เป็นสายรัดข้อมือ SNAP นักปั่นทุกคนต้องนำบัตรประชาชนมารับสายข้อมือ (ฟรี) ที่หน้าทางเข้าลู่ปั่นรอบใหญ่ ก่อนปั่นต้องลงทะเบียนและผ่านเครื่องสแกน จากนั้นตรงทางออกจะมีสแกนอีกที เป็นการเก็บข้อมูลในสายรัดข้อมือด้วยระบบ RFID (Radio-Frequency Identification) สามารถตรวจสอบข้อมูลเข้า-ออก และหากเกิดความผิดปกติก็สามารถช่วยเหลือได้สะดวกและรวดเร็ว ดีกว่าระบบเดิมที่เป็นการเขียนชื่อเท่านั้น

การปรับปรุงครั้งนี้ เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักปั่น ทั้งคุณภาพของลู่ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยไม่ต่างจากสนามแข่ง ทว่าที่นี่เป็นลู่ปั่นสาธารณะที่ใครๆ ก็มาได้ ประสบการณ์การปั่นจักรยานยามค่ำคืน สัมผัสอากาศเย็น ความสงบ และเห็นกรุงเทพฯ มุมใหม่

ที่สำคัญนักปั่นยังได้สังคมใหม่ๆ ที่รักจักรยานเหมือนกัน

จากสถิติการใช้ลู่จักรยานมีผู้ใช้บริการเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1.4 หมื่นคน กระจุกตัวในวันเสาร์-อาทิตย์มากถึง 4,000-4,500 คน ช่วงเวลาที่หนาแน่น คือ 06.00-08.00 น. และ 15.00-18.00 น. และเป็นนักปั่นชาย 80% หญิง 20% มีอายุเฉลี่ย 31-50 ปี

 

ที่นี่จึงเป็นสังคมนักปั่นขนาดใหญ่ ที่ถึงแม้ว่าจะมาคนเดียวก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะคุณจะได้เพื่อนใหม่กลับไปทุกครั้งแน่นอน

สกาย เลน ไทยแลนด์ เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยเริ่มเปิดให้บริการในเฟสแรก คือ ลู่ปั่นยาว 23.5 กม. ส่วนเฟสที่สองจะมาพร้อมลู่ปั่นสั้น 1.6 กม. และบริการปั่นช่วงกลางคืน เปิดประมาณต้นปี 2559

ขณะนี้สนามเปิดทุกวันเวลา 06.00-18.00 น. บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ติดตามความคืบหน้าได้ที่ www.facebook.com/skylanethailand

 

โฆษณา

บ้านเม็ดบัว พักหัวใจบนแม่ริม

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2558 เวลา 11:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/406928

บ้านเม็ดบัว พักหัวใจบนแม่ริม

โดย…นิทรา ราตรี

ถนนเล็กๆ ตัดเข้าป่า ไต่ระดับความสูงผ่านหมู่บ้านและแปลงดอกเบญจมาศ เป็นเส้นทางสู่จุดหมาย บ้านเม็ดบัว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รีสอร์ทที่ต้องตั้งใจมาถึงรู้ว่ามี เพราะที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปงไคร้ แวดล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ และตัวรีสอร์ทก็ดีไซน์ได้แนบเนียนอยู่ในธรรมชาติ

ความเป็นมาของบ้านเม็ดบัวมีความลึกซึ้ง เกิดขึ้นจากพระประสงค์ของท่านเม็ดบัว-ม.จ.ฑิฆัมพร ยุคล พระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร กับ หม่อมบัวทอง ยุคล ณ อยุธยา ที่ทรงโปรดบรรยากาศความสงบเงียบและความสวยงามของทิวเขา จึงรับสั่งสร้างที่พำนักส่วนพระองค์เพื่อพักผ่อนและรับพระสหายที่ขึ้นมาเยี่ยมเยียน เริ่มจากสร้างห้องน้ำ สระว่ายน้ำ และห้องพักจำนวน 12 ห้อง โดยระยะแรกผู้มาพักเป็นพระญาติและพระสหาย แต่พอนานไปคนทั่วไปเริ่มรู้จัก พระองค์จึงเปิดเป็น ปงไคร้ลอดจ์ เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาสัมผัสความเรียบง่าย

ต่อมาวันหนึ่งผู้บริหารเสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ป ซึ่งเป็นพระสหายของท่านเม็ดบัวมีโอกาสมาพักที่ปงไคร้ลอดจ์และชื่นชอบ จึงตัดสินใจซื้อที่ดินข้างๆ แล้วสร้างที่พักจำนวน 8 ห้อง ด้วยสไตล์ที่เน้นความเรียบง่ายเหมือนกัน ท่านเม็ดบัวจึงทรงประทับพระทัยและประสงค์จะรวมปงไคร้ลอดจ์ให้เป็นรีสอร์ทเดียว โดยมอบให้ทางเสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ปเป็นฝ่ายบริหาร

 

ปัจจุบันบ้านเม็ดบัวแบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนดอกบัว (บริเวณบ้านท่าน) เป็นห้องสุพีเรียร์ทั้งหมด และโซนใบบัว มีห้องพัก 3 ประเภท ตั้งแต่ห้องสุพีเรียร์อยู่ใกล้กับห้องนั่งเล่นและระเบียงผิงไฟ ห้องพรีเมียร์ มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า พร้อมระเบียงส่วนตัว และห้องพรีเมียร์ พูล สวีท อยู่ติดสระว่ายน้ำและความกว้างของห้องใหญ่เป็นสามเท่าของห้องสุพีเรียร์ โดยโซนใบบัวเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนเรื่องอาหาร ทางโซนดอกบัวมีครัวใหญ่พร้อมเชฟท้องถิ่นที่ปรุงอาหารเหนือได้รสต้นตำรับ พร้อมผักออร์แกนิก
และสตรอเบอร์รี่ที่ปลูกเอง

ทิวทัศน์จากรีสอร์ทจะเห็นหมู่บ้านปงไคร้อยู่เบื้องล่าง มีวัดปงไคร้สีขาวเด่นเป็นศูนย์กลาง ฉากหลังเป็นแนวทิวเขาปกคลุมด้วยผืนป่าเขียว แต่ละช่วงเวลาจะสวยงามต่างกัน อย่างเช้ามืดจะมีหมอกเรี่ยเหลี่ยมเขา ช่วงสายหมู่บ้านจะถูกอาบด้วยแสงอาทิตย์ ช่วงเย็นพิเศษที่สุด ตะวันจะลับยอดเขาและทิ้งแสงสุดท้ายไว้งดงาม จนถึงช่วงค่ำก่อนดาวบนฟ้าจรัส หลอดไฟในหมู่บ้านก็เปล่งแสงระยิบเหมือนดาวบนดิน

หากจะกล่าวว่าบ้านเม็ดบัวเป็นเหมือนเซฟเฮาส์ก็ไม่ผิด เพราะนอกจากจะอยู่ในสถานที่ลึกลับ ที่นี่ยังช่วยเซฟความสุขให้อยู่กับตัว โดยเฉพาะการอยู่นิ่งๆ เฝ้ามองสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไป มันคือความสุขและสัจธรรมที่หาได้ง่ายๆ ที่คนในเมืองกลับหลงลืม

 

Price : โซนดอกบัว : สุพีเรียร์ 4,050 บ. โซนใบบัว : สุพีเรียร์ 4,230 บ. พรีเมียร์ 5,130 บ. และสวีท 6,120 บ. ตั้งแต่วันนี้ – 5 ม.ค. 2559

Place : จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางสะเมิง ผ่านปางช้างแม่สา ไปทาง อบต.โป่งแยง จากนั้นเข้าไปที่จุดจัดการต้นน้ำโป่ง ไคร้ประมาณ 4 กม. จะพบรีสอร์ท โทร. 02-438-9771-2 ต่อ 100-105 อีเมล rsvn@samedresorts.com

Promotion : –

 

ปั่นสบายปลอดภัยที่สวนลุมพินี

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2558 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/406512

ปั่นสบายปลอดภัยที่สวนลุมพินี

โดย…แมงโก้หวาน

วันนี้ปั่นจักรยานที่ไหนดีน้า…

อ้อนึกออกแล้ว สวนลุมพินีหรือสวนลุมนั่นเอง สวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างขึ้น ใครอยู่แถวละแวกสาทร สีลม สามย่าน ราชประสงค์ ประตูน้ำ ถนนวิทยุ มาบุญครอง ยานนาวา สาธุประดิษฐ์ หรือแม้แต่คลองเตยสะดวกมากที่จะมาปั่นสองล้อออกกำลังขยับแข้งขยับขากัน

จะมาเดี่ยว ปั่นคนเดียวสบายๆ หรือชวนเพื่อน ชวนแฟน มาคู่ก็ดี๊ดี หรือจะมาเป็นกลุ่มเป็นคณะ หรือมาเป็นครอบครัว ก็ปั่นกันชิลๆ ปลอดภัยไร้กังวล ไม่ต้องพะวงอันตรายจากรถยนต์ รถใหญ่ มอเตอร์ไซค์บนท้องถนนที่อาจเฉี่ยวชนเหมือนตอนปั่นบนถนนใหญ่ (แม้บนถนนใหญ่จะมีเส้นทางจักรยานก็ตาม)

 

นักปั่นเองก็ต้องระวังผู้คนที่วิ่งออกกำลังกาย หรือกำลังเดินข้ามถนนด้วย เพราะต่างก็ใช้เส้นทางเดียวกัน ทว่าในบริเวณลู่วิ่งจะตีเส้นช่องทางจักรยาน มีสัญลักษณ์รูปจักรยานเป็นระยะ ทั้งกำหนดบอกเวลา ทิศทาง ความเร็วด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มาวิ่งออกกำลังกายเข้าใจได้ว่าควรวิ่งนอกช่องเส้นทางจักรยาน

แต่จะดีมากถ้าทั้งคนที่ไปขี่จักรยาน ทั้งคนที่ไปวิ่งออกกำลังกาย หรือเดินเล่นในสวนลุมพินีครั้งแรก ควรต้องรู้เกี่ยวกับการใช้เส้นทางปั่นนี้ให้ดีเสียก่อน เพื่อเวลาปั่นหรือเวลาวิ่งออกกำลังกายจะได้ระมัดระวังและปฏิบัติถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งสองฝ่าย

 

ย้ำว่าเส้นทางวิ่งและเลนจักรยานในสวนลุมพินีคือเส้นทางเดียวกัน โดยมีระยะทางทั้งหมด 2.5 กม. โดยใครจะวิ่งออกกำลังกายสามารถมาวิ่งได้ตลอดเวลาตั้งแต่ 05.00-21.00 น. แต่สำหรับนักปั่นทั้งหลายปั่นได้เฉพาะเวลา 10.00-15.00 น.เท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหมาะสม เพราะคนไม่มาวิ่งออกกำลังกายเวลานี้

และเนื่องจากสวนลุมพินีเป็นสถานที่มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาใช้บริการอยู่ตลอดเวลาในการพักผ่อนหย่อนใจตามร่มไม้เย็นๆ บ้าง ออกกำลังกายบ้าง รวมทั้งหลายๆ คนมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีการจัดขึ้นในสถานที่ต่างๆ ในสวนบ้าง ดังนั้นการปั่นของนักปั่นจึงต้องจำกัดความเร็ว จึงไม่เหมาะกับขาปั่นสปีดแน่นอน แต่ถึงอย่างไรรับรองว่าได้เหงื่อแน่ๆ

 

เนื่องจากระยะเวลาที่ทางสวนกำหนดให้ปั่นเป็นช่วงที่แดดกำลังร้อนได้ที่ เวลาจะลงสนามปั่นควรหาผ้ามาปิดบริเวณใบหน้าป้องกันไม่ให้ผิวหน้าโดนแดด ส่วนแขนก็ควรเป็นชุดเสื้อแขนยาว ยิ่งถ้าเป็นชุดปั่นแขนยาวยิ่งดี อย่างไรก็ตามแม้ช่วงเวลาปั่นจะเป็นช่วงที่แดดกำลังร้อนและร้อนจัดในบางเวลา แต่ด้วยต้นไม้มากมายในสวนลุมพินีที่อยู่รายรอบเส้นทาง ก็พอจะทำให้อากาศในช่วงนี้ไม่ร้อนมากเกินไป
นอกจากจะมีเส้นทางจักรยานให้ปั่นอย่างปลอดภัยแล้ว สวนลุมพินียังเป็นที่ตั้งของศูนย์สร้างโอกาสเด็กสวนลุมพินีที่ให้บริการคำแนะนำ ปรึกษา ช่วยเหลือ สอนหนังสือแก่เด็กเร่ร่อน มีทั้งศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครให้บริการฝึกอาชีพต่างๆ แก่ประชาชนทั่วไป เช่น คอมพิวเตอร์ เสริมสวย เป็นต้น

 

ทั้งยังมีห้องสมุดประชาชนสวนลุมพินี ศูนย์เยาวชนลุมพินี ที่นำเสนอกิจกรรมกีฬาและฝึกสอนแก่เด็กและเยาวชน ทั้งยังมีกิจกรรมทางศาสนา เช่น ธรรมะในสวน มีการทำบุญตักบาตรและฟังธรรมะทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตั้งแต่เวลา 07.00-09.00 น. เป็นต้น

สวนลุมพินีจึงเป็นสถานที่ปั่นกลางกรุงที่น่าปั่นและมีความปลอดภัย

 

เก็บตกใต้อาน… นิทานหลังเบาะ…

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2558 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/406510

เก็บตกใต้อาน... นิทานหลังเบาะ…

โดย…ภาพ วิทยา เคหสุขเจริญ

สายน้ำกับสองล้อ

ขึ้นต้นจั่วหัวขึ้นมาแบบนี้หลายคนอาจสงสัยว่ามันจะไปเกี่ยวกันได้อย่างไร ยิ่งนักปั่นสายหมอบนี่ถือว่าน้ำเปียกๆ เป็นของแสลงเลยทีเดียว …นัดเพื่อนฝูงวางแผนออกทริปเสร็จสรรพ เช้าวันจริงฝนลง… เป็นอันรู้กันว่าทริปยกเลิกโดยปริยาย

นักปั่นส่วนใหญ่จะรู้จักน้ำในแง่มุมของเครื่องดื่มที่จำเป็นในการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เสียเหงื่อมาก เท่ากับร่างกายของเรากำลังสูญเสียน้ำซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกายออกไป ซึ่งหากสูญเสียน้ำจนถึงระดับที่เสียสมดุลของร่างกายแล้ว จะทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายมีประสิทธิภาพลดลงอย่างรวดเร็ว การดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป จึงช่วยให้ร่างกายกลับสู่สมดุล เหมือนเป็นการเพิ่มพลังและเรียกความสดชื่นให้กลับคืนมา ในทางการแพทย์แนะนำให้ดื่มน้ำประมาณ 1 ลิตร ต่อ 1 ชั่วโมงการออกกำลังกาย โดยดื่มในปริมาณน้อยแต่บ่อย และก่อนออกกำลังกายก็ควรดื่มน้ำสัก 1-2 แก้วไว้ก่อนด้วย

 

ต่างจากน้ำดื่ม น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ รอบตัวเรา ตั้งแต่แม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง สิ่งแรกที่เรารู้สึกได้เมื่ออยู่ใกล้น้ำคือความเย็น น้ำช่วยลดอุณหภูมิรอบๆ ตัวเราลงได้หลายองศาแม้ในวันที่แดดแผดกล้า ลมร้อนๆ ระอุๆ เมื่อผ่านน้ำก็กลับกลายเป็นลมเย็นชื่นใจ ทำให้เส้นปั่นจักรยานที่เป็นที่ชื่นชอบมักจะต้องมีแหล่งน้ำเข้ามาข้องเกี่ยว

ในกรุงเทพฯ เส้นปั่นในสวนสาธาณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสวนลุมพินี สวนเบญจกิติ สวนรถไฟ สวนพุทธมณฑล บึงรับน้ำหนองบอน ต่างได้อานิสงส์จากบึงน้ำภายในสวนเป็นตัวทำความเย็นโดยธรรมชาติ หากเบื่อการปั่นจักรยานในสวนสาธารณะแล้ว เส้นปั่นจักรยานเลียบคลองแถวพุทธมณฑล เส้นปั่นเลาะริมแม่น้ำจากสะพานพุทธถึงวัดกัลยาณมิตร หรือเส้นปั่นบนสะพานปูนที่ลอยอยู่เหนือท้องร่องสวนในคุ้งบางกระเจ้า เส้นปั่นเหล่านี้ได้เชิญชวนให้คุณไปพิสูจน์ถึงความเย็นชุ่มฉ่ำใจได้เสมอ

 

และหากได้มีโอกาสออกไปปั่นในต่างจังหวัด โดยเฉพาะการปั่นจักรยานเสือภูเขา แหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ เช่น ลำธาร น้ำตก อ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงเขื่อนขนาดใหญ่ ล้วนแต่เป็นจุดหมายปลายทางที่ช่วยเติมเต็มให้ทริปจักรยานนั้นๆ เข้าใกล้คำว่า Perfect

ลุยน้ำกันเถอะเรา

ในการเดินทางเวลาเราเจอทางน้ำขวางเราเรียกว่าอุปสรรค แต่กับเส้นปั่นเสือภูเขาแล้วมันคือโบนัส… ปั่นมาร้อนๆ ได้แหวกน้ำเย็นๆช่วยคลายร้อนลงไปได้เยอะ แต่การจะปั่นข้ามน้ำให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งนั้นมีเทคนิคเล็กน้อย คือให้ใช้เกียร์เบา โดยปรับเตรียมไว้ล่วงหน้า เลือกไลน์ที่ไม่มีก้อนหินใหญ่ขวางอยู่ หากมากันหลายคน แล้วคนข้างหน้าปั่นนำกวนน้ำขุ่นมองไม่เห็นไลน์แล้วก็ตามไลน์คนข้างหน้าที่สามารถไปรอดได้เลย ระดับน้ำที่จะข้ามไปได้คือไม่เกินระดับเข่า เกินกว่าท่าจะรอดยาก และอย่าลืมเก็บโทรศัพท์มือถือ กุญแจรีโมทรถ ไว้ในที่แห้ง ทางที่ดีก็ควรมีถุงซิปล็อกไว้ใส่อุปกรณ์เหล่านี้

 

การดูแลจักรยานหลังปั่น ก็เพียงเช็ดจักรยานให้แห้งและหยอดน้ำมันโซ่และจุดหมุนต่างๆ พวกลูกปืนกะโหลก ลูกปืนล้อมักจะมีซีลกันน้ำได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากไม่ได้แช่จมน้ำนานๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาใดๆ

เห็นถึงประโยชน์ของน้ำในอีกมิติหนึ่งแบบนี้แล้ว ปีหน้าที่กำลังจะมาถึงพร้อมกับความแล้งที่สะสมมาตลอดทั้งปี ก็ทำให้หวั่นใจถึงสถานการณ์น้ำในปีหน้า ช่วยกันประหยัดน้ำและรักษาแหล่งน้ำใกล้ตัวเท่าที่เราจะทำได้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จากสิ่งเล็กๆ ก็อาจจะผนึกรวมเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาในภายภาคหน้าได้นะครับ

 

วังเจ้าหญิงอังกฤษ เคนซิงตั้น อิงลิช การ์เด้น รีสอร์ท เขาใหญ่

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 12:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/405703

วังเจ้าหญิงอังกฤษ เคนซิงตั้น อิงลิช การ์เด้น รีสอร์ท เขาใหญ่

โดย…นิทรา ราตรี

คนยุโรปนิยมจัดสวนไม่ว่าในบ้าน นอกบ้าน หรือสวนสาธารณะ โดยเฉพาะคนอังกฤษที่ให้ความสำคัญกับดอกไม้และเทคนิคการจัดสวนมากเป็นพิเศษ รีสอร์ทสไตล์อังกฤษอย่าง เคนซิงตั้น อิงลิช การ์เด้น รีสอร์ท เขาใหญ่ จึงใช้สวนเป็นจุดขาย พัฒนาที่ดินกว่า 10 ไร่ ปลูกดอกไม้ทั้งไทยและเทศ จำลองบรรยากาศของสวนหน้าพระราชวังเคนซิงตัน ประเทศอังกฤษ ทั้งหมดได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ทิพาภรณ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ เคนซิงตั้น การ์เด้นเขาใหญ่ ผู้ชื่นชอบดอกไม้และหลงใหลสวนอังกฤษ จึงเนรมิตให้มาอยู่ในบ้านตัวเอง

เขาใหญ่เหมาะแก่การปลูกดอกไม้ เพราะสภาพดินและสภาพอากาศที่ดี โดยเฉพาะไม้เมืองหนาวที่บานสะพรั่งในตอนนี้ ทั้งคริสต์มาสแดง บลูซัลเวีย เวอร์บีนา พิทูเนีย กุหลาบวาเลนไทน์ ถูกจัดวางให้เป็นลูปโค้งเพื่อให้ทุกห้องเห็นทุกมุมของสวน ห้องพักมีทั้งหมด 40 ห้อง แบ่งเป็นธีมดอกไม้ ได้แก่ ห้องเดซี่สีครีมตัดฟ้า ห้องโรสสีชมพู ห้องแดฟโฟดิลสีม่วง และห้องเมย์ฟลาเวอร์สีขาวตัดเหลือง โดยใช้สีในเฉดเอิร์ทโทนให้ความรู้สึกอบอุ่น ตกแต่งด้วยลายดอกไม้ และเฟอร์นิเจอร์แนววินเทจที่ล้อไปกับสีห้อง

 

นอกจากการพักผ่อน รีสอร์ทยังรองรับกลุ่มประชุมสัมมนาด้วยลานกิจกรรมกลางแจ้ง ห้องประชุม และห้องอาหารที่พร้อมบริการคนจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มคนรักความเงียบสงบทั้งชาวพุทธที่ต้องการวิปัสสนาและชาวคาทอลิกที่มามิสซา ณ โบสถ์เซนต์นิโคลาส (วัดบุญราศี นิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง) โบสถ์คาทอลิกแห่งเดียวบนเขาใหญ่ที่ บุญเกียรติ โชควัฒนา สร้างให้แก่ภรรยาจนกลายเป็นสถานที่ประกอบมิสซาวันอาทิตย์ของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว

เคนซิงตั้น อิงลิช การ์เด้น รีสอร์ท เขาใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเคนซิงตั้นที่ไม่มีเพียงรีสอร์ท แต่ยังมีบ้าน คอนโดมิเนียม คลับเฮาส์ และสวนดอกไม้เคนซิงตั้น การ์เด้น ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสวนได้เพียงซื้อบัตรราคา 100 บาท (ราคาเปิดตัวตั้งแต่วันนี้-ก.พ. 2559) แบ่งเป็นโซนทางเดินซุ้มดอกไม้ สวนรอบสระน้ำ เขาวงกต ศาลาสวนหรือศาลากาซีโบ และร้านอาหารเคนซิงตั้น เทอร์เรซ คิทเช่น ที่มีทั้งชาอังกฤษและอาหารชาติตะวันตก

 

แม้จะเป็นการจำลองหมู่บ้านอังกฤษ แต่บรรยากาศโดยรอบช่างเป็นใจ โดยเฉพาะอากาศหนาวจนต้องหยิบเสื้อโค้ตขึ้นมาใส่ แลนด์สเคปของสวนดอกไม้ และสถาปัตยกรรมคลาสสิก ทำให้ไม่ว่าใครก็ตกหลุมรักความสวยอมตะในแบบฉบับของเมืองผู้ดีที่ไม่ต้องไปถึงอังกฤษก็สัมผัสได้

Price : จองห้องพักผ่านเว็บไซต์ ราคาเริ่มต้นที่ 6,000 บาท

Place : ห่างจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 23 กม. ต.วังกระทะ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โทร. 044-009-522 เว็บไซต์ www.kensingtonresort-khaoyai.com

Promotion : –

 

บทเรียนที่พีพี กับค่าเข้าอุทยานที่หายไป

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2558 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/405330

บทเรียนที่พีพี กับค่าเข้าอุทยานที่หายไป

โดย…ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

“ค่าเข้าอุทยานที่หาดมาหยาวันนี้ เราเก็บได้ 9.6 แสนบาทครับ” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี บอกกับผมอย่างขึงขัง สีหน้าแม้เหนื่อยแต่ภูมิใจในการ
กระทำหน้าที่

ผมยิ้มแทบแก้มปริ ใจนึกย้อนไปเมื่อก่อนลงมือปฏิรูปอุทยาน ในปี 2557 อุทยานพีพีเก็บเงินได้เพียง 24 ล้านบาท คิดเป็นเงินเฉลี่ยวันละ 6.5 หมื่นบาทนิดๆ ทั้งที่อัตราค่าเข้าของชาวต่างชาติวันละ 400 บาท เมื่อนำตัวเลขมาหารกัน หมายถึงอุทยานหมู่เกาะพีพีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาวันละแค่ 164 คน

มันจะเป็นไปได้ยังไง? นั่นคือความคิดของผมในช่วงนั้น ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยมีหลายคนในโลกโซเชียลช่วยกันสนับสนุน กลายเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ท้ายสุด กรมอุทยานฯ จึงทำการแก้ไขปรับปรุง ทำให้ในเดือน พ.ย. 2558 อุทยานพีพีเก็บเงินได้ 34 ล้านบาท มากกว่าเงินรายได้ทั้งปี 2557 รวมกัน (24 ล้านบาท)

มาถึงต้นเดือน ธ.ค. อุทยานพีพีเก็บเงินค่าเข้าได้เฉลี่ยวันละ 1.2 ล้านบาท (อ่าวมาหยาเกาะไผ่ ทะเลแหวก และหาดนพรัตน์ฯ) หมายถึงเก็บเงินอย่างนี้ได้แค่ 20 วัน เท่ากับเงินทั้งปีของเมื่อก่อน และหากเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ มีความเป็นไปได้สูงที่รายได้เกาะพีพีจะเกิน 300 ล้านบาท/ปี (อุทยานพีพีเปิดตลอดปี เงินรายได้อาจลดลงบ้างในช่วงโลว์ซีซั่น)

อุทยานแห่งชาติที่เก็บเงินรายได้สูงสุดในอดีตคือ เขาใหญ่ ครองแชมป์มาตลอดหลายสิบปี ในปี 2557 เก็บได้ 86 ล้านบาทเศษ ผมมั่นใจว่าปีนี้พีพีจะกลายเป็นอุทยานที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศ จะทิ้งห่าง
เขาใหญ่ไม่ต่ำกว่า 2-3 เท่า และจะมีสัดส่วนมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินรายได้ค่าเข้าอุทยานทั่วประเทศ แต่คำถามสำคัญคือรายได้เหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดบ้าง ทั้งต่อทรัพยากรธรรมชาติและต่อผู้คนท้องถิ่น

เงินรายได้จะต้องส่งให้ส่วนกลางแบบวันต่อวัน เพราะฉะนั้นอุทยานยังไม่สามารถใช้เงินรายได้มาเพื่อกิจการใดๆ จำเป็นต้องทำโครงการขึ้นไปขอเงินรายได้มาใช้ โดยมีรอบอนุมัติทุก 6 เดือน และมีวงเงินที่ขอใช้ได้ร้อยละ 20 ของเงินรายได้ หากพีพีเก็บเงินได้ 300 ล้านบาท จะมีเงินมาใช้ในการดูแลทรัพยากรตลอดจนการบริหารจัดการต่างๆ ปีละ 60 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ได้มาปีละไม่ถึง 5 ล้านบาท (ร้อยละ 20 ของเงิน 24 ล้านบาท)

นอกจากนี้ องค์กรท้องถิ่น เช่น อบต. ยังสามารถขอเงินรายได้ร้อยละ 5 หรือปีละ 15 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการต่างๆ ที่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ใช้เงินอีลุ่ยฉุยแฉก

ผมนำพีพีโมเดลมาเป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากรสามารถดำเนินไปร่วมกันได้ หากเรามีการบริหารที่โปร่งใสชัดเจน โดยดูจากพีพีโมเดลเป็นแบบอย่าง ถึงตอนนี้เรากำลังวางแผนทำโครงการต่างๆ เช่น แบ่งเขตการใช้ประโยชน์ วางทุ่นจอดเรือจำนวนมากเพื่อลดการทิ้งสมอ การเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ และอุปกรณ์ เพื่อตรวจตราการกระทำผิด ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดอาจติดขัดอยู่บ้าง แต่ถ้าเราปรับปรุงระเบียบบริหารกองทุนอุทยานฯ เร่งเงินให้ฉับไวขึ้น จะเป็น “คานงัด” ที่พลิกผันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

 

ที่สำคัญ การพลิกผันจะคงอยู่ต่อไป เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมอุทยานต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ หากปีใดในอนาคตเก็บเงินได้น้อยลง ทั้งที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ต-กระบี่ เพิ่มขึ้นตลอด จะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ทุกครั้งที่เขียนเรื่องนี้ มักจะมีคำถามสำคัญ สมัยก่อนเงินหายไปไหนตั้งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่? ผมคงต้องบอกให้แน่ชัดว่า นั่นไม่ใช่หน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ในประเทศไทยมีองค์กรต่างๆ ที่ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ ก็ต้องรอดูว่าจะมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง

อีกเรื่องคือผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายย่อย เช่น กลุ่มเรือหางยาว ที่ตอนนี้เริ่มมีการร้องเรียนขึ้นมาว่าค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้นทำให้เดือดร้อน อันที่จริงอัตราค่าเข้าอุทยานคนต่างชาติ 400 บาท เป็นอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2550 หรือเมื่อ 8 ปีก่อน อุทยานไม่ได้ขึ้นค่าเข้า อาจเป็นเพราะสมัยก่อนจ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง แต่ตอนนี้อุทยานกวดขันทำให้ต้องจ่ายตามระเบียบ จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจรู้สึกว่าแพงเกินไป

เรื่องนี้คงต้องหาทางออกร่วมกัน แต่ผมยืนยันว่าอุทยานทุกแห่งในโลกล้วนเก็บเงินค่าเข้า ในหลายประเทศจะเก็บจากชาวต่างชาติแพงเป็นพิเศษ ค่าเข้าอุทยาน 400 บาท/คน/วัน (เที่ยวได้ทั้งอุทยาน) ไม่ถือว่ามากหากเทียบกับมาตรฐานโลก หากเรามีบริการที่เหมาะสม และมีการดูแลรักษาทรัพยากรที่ดี เชื่อว่านักท่องเที่ยวคงเข้าใจครับ

 

ปั่นกลางกรุง ณ สวนเบญจกิติ

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2558 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/405325

ปั่นกลางกรุง ณ สวนเบญจกิติ

โดย..โจนาธาน

มีบ้าน (ตัวเอง) หรือเช่าบ้าน (คนอื่น) อยู่ใจกลางเมือง ก็ปั่นใกล้ๆ บ้านนี่ละ ตอบโจทย์ได้ทุกองค์ประกอบ ยิ่งเฉพาะความสะดวกสบายในการเดินทาง อันนี้เห็นผลชัดล้านเปอร์เซ็นต์

หนึ่งแห่งที่ใช่เลย “สวนเบญจกิติ” อย่าสับสนกับ “สวนเบญจสิริ” เพราะมันคนละแห่งกัน ถ้าเกิดเผลอไปสวนเบญจสิริอาจไม่ได้ปั่นแน่ๆ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียมที่อยู่ข้างๆ คงยั่วยุให้อยากเดินช็อปปิ้งเสียมากกว่า

ขณะที่สวนเบญจกิติอยู่ข้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอนึกออกใช่หรือเปล่า สวนแห่งนี้ถูกยกให้เป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวาระพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปี 2535

การเดินทาง มาบีทีเอสก็ลงสถานีอโศก จากนั้นลัดเลาะตามถนนรัชดาภิเษก มุ่งสู่ถนนพระรามที่ 4 ขวามือจะเห็นสวนเบญจกิติตั้งเด่นเป็นสง่า

 

เทียบกันระหว่างวันธรรมดากับวันหยุด วันหยุดค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ วันธรรมดาช่วงเย็นๆ คนจะหนาตา ถึงขั้นล้นหลามก็ว่าได้ ทำงานย่านนั้นเหมาะมาก เลิกงานก็ออกมาปั่นก่อนกลับบ้าน ส่วนใครจะมาวันหยุด เลือกช่วงเวลาให้เหมาะกับตัวเอง

คิดจะมาปั่นที่นี่ จงคิดไว้ว่ามาเพื่อออกกำลังกาย หรือฝึกซ้อมก่อนออกสนามใหญ่ ประเภทมาปั่นแบบเอาโล่ อาจจะผิดหวัง เพราะเส้นทางจักรยานไม่ได้ท้าทายเท่าไหร่ แล้วไหนต้องระวังผู้ร่วมทางมือใหม่หัดปั่น รวมทั้งประดานักวิ่งที่บางครั้งก็เกิดวิ่งเพลินๆ เข้ามาในเส้นทางจักรยาน

ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือเด็กๆ คนไทยก็เยอะ ต่างชาติก็แยะ บ้านอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่พามาฝึกปั่น ว่าไปการปั่นสอนกันตั้งแต่เด็ก เด็กจะได้เรียนรู้การเป็นนักปั่นที่ดี ทำอย่างไร มารยาทและการใช้เส้นทางกับผู้อื่น ไม่ได้วันนี้ แต่วันข้างหน้าพวกเขาจะเข้าใจ

ไม่มีจักรยานส่วนตัว มีบริการจักรยานให้เช่า เลือกคันที่ชอบและที่ใช่ บางคนบอก ไม่ปั่นได้มั้ย ขอเป็นคนซ้อน แหม!!! ไหนๆ มาทั้งที ลองปั่นหน่อยเถอะ ซ้อนจักรยานไม่ได้ออกกำลังกายนะเออ

ชอบแดดเปรี้ยงๆ เชิญเลย ช่วงบ่ายๆ ปั่นได้สบายใจ เพราะคนยังไม่เยอะ ความร่มรื่นหายห่วง รอบบึงมีต้นไม้ให้ร่มเงาเพียบ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยค่อยปั่นต่อ ขนาดบึง 200×800 เมตร จะปั่นสักกี่รอบ ลองคำนวณกันดู

คนที่ไม่ชอบแดด รอให้แดดหุบ ฉายเดี่ยว หรือมาเป็นแก๊ง ลองนัดแนะดีๆ บางคนอาศัยช่วงเช้าตรู่ ตี 5 ปั่นแบบชิลๆ 10 รอบ จากนั้นจะปั่นต่อหรือไม่อยู่ที่พลังกำลัง มากน้อยตัวเองเป็นคนกำหนด (10 รอบ ก็เหนื่อยโฮกแล้วนะ)

สายๆ แดดเริ่มมา อากาศสดใส ช่วงนี้ท้องฟ้าแจ่มเจิด อารมณ์ชวนให้นึกถึงบรรยากาศการปั่นแบบ Lake Route ปั่นซึมซับสีเขียวขจีและสายน้ำนิ่ง แกล้มด้วยตึกสูงระฟ้า เก๋จะตาย

(สวนเบญจกิติ เปิดบริการทุกวัน 05.00-21.00 น.)

 

คนเจนวายกับความแปลกใหม่ความไฉไลที่จะเกิดขึ้นทั่วไทยปี 2559

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2558 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/404798

คนเจนวายกับความแปลกใหม่ความไฉไลที่จะเกิดขึ้นทั่วไทยปี 2559

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คนที่เกิดปี 2523-2540 คือ คนเจนวาย (Generation Y) ที่มีคำนิยามว่า ชอบเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ค่อยมีความอดทน และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับนักท่องเที่ยว พวกเขาคือคนที่เดินทางด้วยตัวเอง หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต แชร์เรื่องเที่ยวในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และตัดสินใจเดินทางเร็ว แต่…อย่าเพิ่งรีบไปไหน ถ้ายังไม่ทราบความไฉไลที่จะเกิดขึ้นทั่วไทยปี 2559

อีสานแซ่บนัว

คำว่าแซ่บนัวนำมาใช้กับการท่องเที่ยว เพราะรสชาติของมันอร่อยไม่แพ้อาหาร สมฤดี ชาญชัย ผู้อำนวยการภูมิภาค ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงแคมเปญแซ่บนัวในปี 2559 ว่า เป็นคาแรกเตอร์ของอีสานที่มีทั้งรสแซ่บ หมายถึง ความสนุกสนาน และรสนัวหรือความกลมกล่อม เพราะยังเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา โดยปีหน้าจะทำตลาดเจาะไปที่เจนวาย เพราะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยว

 

“แม้ว่ากลุ่มเจนวายจะไม่ใช้จ่ายเท่าคนวัยเกษียณหรือกลุ่มครอบครัว แต่พวกเขาตัดสินใจเดินทางได้เร็ว พอถูกใจก็จะวางแผนเดินทางเลย เพราะสื่อหรือภาพที่ออกไปสามารถกระตุ้นคนกลุ่มนี้ได้ง่าย เมื่อเดินทางก็จะแชร์ภาพในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม บล็อกของตัวเอง คนเจนวายจึงเป็นเหมือนทูตวัฒนธรรมที่ช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้พวกเขายังมีความอนุรักษ์ในหัวใจ ตระหนักเรื่องโลกร้อน มีการศึกษาที่จะช่วยรักษาแหล่งท่องเที่ยวและนำความคิดดีๆ สู่ชุมชน ที่สำคัญที่สุดคือ คนเจนวายจะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต จึงหมายความว่า เป็นกลุ่มที่จะท่องเที่ยวไปอีกนาน” สมฤดี กล่าว เธอยังมองว่าทุกวันนี้คนเจนวายไม่จำกัดเพียง พ.ศ.เกิดเท่านั้น เพราะคนแก่ที่มีมายด์เซต (Mind Set) แบบรักอิสระ ใช้โซเชียลมีเดีย และยังค้นหาตัวตนอยู่ ก็ถือว่าเป็นคนเจนวายที่ชอบเดินทางด้วยตัวเองเช่นกัน

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้เน้นไปที่ธรรมชาติ เช่น พิชิตภูกระดึง ชมทะเลหมอกที่ภูป่าเปาะ เล่นน้ำตกในบึงกาฬ กระโดดร่มเหนือฟ้าสกลนคร หรือชมทุ่งดอกไม้ป่าผาแต้ม แต่หากพูดถึงจุดขายใหม่ สมฤดี กล่าวถึง 6 ไฮไลต์ในโครงการ เขาเล่าว่า… ที่นำเรื่องราวพื้นบ้านมาเพิ่มคุณค่าให้แหล่งท่องเที่ยว ได้แก่

 

หาดชมดาว อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เขาเล่าว่า หาดนี้มีหินชมนภาที่จะโผล่ขึ้นมาฤดูน้ำโขงลด พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก จ.ยโสธร เขาเล่าว่า อีสานเคยแล้งหนัก พญามหายุทรจึงรบกับพญาแถนเป็นที่มาของประเพณีบั้งไฟที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ศาลพญานาค เชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 จ.มุกดาหาร เขาเล่าว่า เสาต้นที่สองของสะพานเป็นถ้ำพญานาคชาวบ้านจึงมากราบไหว้ ภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ เขาเล่าว่า ภูทอกทั้ง 7 ชั้นเสมือนสวรรค์ชั้น 1-7 ที่มนุษย์สามารถหลุดพ้นได้ด้วยความพยายาม ผ้าย้อมคราม จ.อุดรธานีและสกลนคร เขาเล่าว่า ผ้าครามช่วยบำรุงผิวได้ (มีผลวิจัยของญี่ปุ่นและอเมริกา ระบุว่า ผ้าครามกันรังสียูวีได้) และประเพณีแห่นาคโหด บ้านโนนเสลา จ.ชัยภูมิ เขาเล่าว่า นาคที่ผ่านการทดสอบจากการโยนเท่านั้นจึงบวชได้

“เราอยากเห็นคนรุ่นใหม่ตั้งแต่เจนวายถึงเจนแซดใช้การเดินทางท่องเที่ยวแบบเจาะลึกเพื่อค้นหาตัวเอง” สมฤดี กล่าว โดยให้ความหมายของการท่องเที่ยวแบบเจาะลึกว่า คือได้เห็นวิถีชีวิต เข้าไปสัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และลึกถึงจิตใจ

 

“เมื่อเราใช้เวลาในที่แห่งนั้นนานพอจะทำให้เห็นองค์ความรู้ เห็นชีวิต ซึ่งมันอาจทำให้ค้นพบตัวตน การเดินทางจึงไม่ใช่แค่เที่ยวสนุก แต่ต้องทำให้มันเกิดประโยชน์กับตัวเองในอนาคต และค้นหาสิ่งที่ ใช่! สำหรับชีวิต”

นอกจากนี้ ในปีหน้า ททท.อีสานจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มเจนวายโดยเฉพาะ เช่น กิจกรรมใส่ผ้าอีสานถ่ายภาพกับสถานที่ท่องเที่ยวในอีสานเพื่ือลุ้นไปเที่ยวฟรีกับดาราขวัญใจวัยรุ่น เจนวายทั้งหลายสามารถติดตามกิจกรรมแซ่บๆ เช่นนี้ได้ทาง www.เที่ยวอีสาน.com หรือ i-san.tourismthailand.org

เดินเที่ยวกรุงเทพฯ

หลายเสียงโจษจันว่า ฟุตปาทกรุงเทพฯ เหมือนเกมหลบหลุมระเบิด แต่วิถีของทางเดินกลับเป็นวิธีสัมผัสกรุงเทพฯ ที่ดีที่สุด เริ่มแรกโครงการ กรุงเทพฯ เดินเที่ยว : Walking Bangkok เกิดขึ้นหลังเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ททท.จึงผุดโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ ยังคงปลอดภัย แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มคลี่คลาย การเดินเที่ยวจึงเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ที่สามารถใช้คำว่า สโลว์ไลฟ์ ได้เต็มปาก

 

ศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในขณะที่คนกรุงเทพฯ กำลังเสียเวลาอยู่บนท้องถนนหรือกำลังวนหาที่จอดรถอยู่ในห้าง แท้จริงแล้วกรุงเทพฯ น่าจะเหมาะแก่การเดินมากกว่าหรือเปล่า รวมถึงในสังคมที่ทุกอย่างรีบเร่งก็ควรหาเวลาใช้ชีวิตให้ช้าลง ซึ่งคงไม่มีวิธีไหนดีไปกว่าการเดิน

“กรุงเทพฯ มีเสน่ห์ที่แอบซ่อนอยู่มากมาย” ศุกรีย์ กล่าว หลังจากที่ ททท.ได้กำหนดเส้นทางเดินเที่ยวในกรุงเทพฯ และพาเหล่าบล็อกเกอร์เดินมาแล้ว 8 เส้นทาง เช่น เส้นบางรัก-สีลม : หลากศรัทธา หลายวัฒนธรรม ไทย-จีน-ฝรั่ง-แขก เส้นบ้านหมอ-สำเพ็ง : เส้นทางขาโจ๋ ยุคโก๋หลังวัง เส้นตลาดพลู-จอมทอง : ย้อนรอยย่านของอร่อยสมัย ร.5 ยลศิลปะวัดแบบพระราชนิยมสมัย ร.3 และเส้นกุฎีจีน-วัดประยูรวงศาวาส : เดินเลียบเจ้าพระยา ตามรอยชุมชนนานาวัฒนธรรม

 

“เจนวายเสพแรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อต่างๆ ที่อยู่ในมือถือจะกระตุ้นได้ดีที่สุด อย่างโครงการนี้มาพร้อมแฮชแท็ก #walkingbangkok หรือ #walkingbkk ให้ใครก็ได้ที่ค้นหาเจอสามารถออกไปเดินเที่ยวได้ทันที”

ศุกรีย์ ยังกล่าวด้วยว่า ทั้ง 8 เส้นทางต้องมี 3 อย่าง คือ ตลาด ศาสนสถาน และพิพิธภัณฑ์ เป็นการพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ มีแหล่งเรียนรู้และวิถีชีวิตชาวบ้านอยู่มาก ยกตัวอย่าง ชุมชนในตรอกหม้อใกล้กับเสาชิงช้า ที่ยังคงมีตลาดเช้าตั้งแผงขายอาหารสดตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสิบโมง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นร้านขายเสื้อผ้า และยังมีร้านขายยาไทยโบราณที่เปิดมาตั้งแต่สมัย ร.4 จนทุกวันนี้พัฒนาแพ็กเกจเอาใจคนรุ่นใหม่และส่งไปขายในห้าง หรือชุมชนกุฎีจีน ที่นี่มีการจัดการท่องเที่ยวอย่างดี มีเส้นทางเดินชัดเจน ชมบ้านเก่า กินขนมฝรั่งกุฎีจีน และสัมผัสความหลากหลายทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือชุมชนแถวสามเสน ถิ่นฐานของคนจีน มอญ แขก เขมร ญวน มีโบสถ์เก่าแก่อย่างวัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์และวัดคอนเซ็ปชัญ และต้องไปกินอาหารเวียดนามแท้ๆ

 

“ถ้าไม่เดินก็คงไม่เห็น” ศุกรีย์ กล่าว ซึ่งในช่วงนี้ที่กรุงเทพฯ อยู่ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองจึงน่าเดินชมการประดับไฟเป็นอย่างยิ่ง ทั้งบนถนนราชดำเนินและตามห้างสรรพสินค้าที่ตกแต่งไฟสวยงาม ทั้งนี้เวลาเดินเที่ยวต้องคำนึงถึงช่วงเวลา เช่น ถ้าจะเดินดูตลาดต้องมาแต่เช้า ถ้าอยากกินอาหารข้างทางห้ามมาวันจันทร์ แต่ถ้าเดินเยาวราชต้องไปกลางคืน เป็นต้น

“ถ้ามีเวลาหนึ่งวัน กรุงเทพฯ คือคำตอบ ถ้าไม่อยากเดินห้าง ก็หาเส้นทางเดินเที่ยวด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนกรุงเทพฯ ก็อย่ามองข้ามตัวเอง อย่าคิดว่ากรุงเทพฯ เที่ยวตอนไหนก็ได้ เพราะเสน่ห์ของกรุงเทพฯ มีมากมาย มีความหลากหลาย และอยู่ใกล้แค่เอื้อม” ท่านรองฯ สุกรีย์ ยังกล่าวด้วยว่า ในอนาคต ททท.จะทำแผนที่เดินเที่ยวกรุงเทพฯ ที่สามารถดาวน์โหลดได้ให้ทุกคนเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนในมือ สำหรับตอนนี้ติดตามได้จากแฮชแท็ก #walkingbangkok ทั้งทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

 

เที่ยวไทยสนุก พลัส

ประเทศไทยมี 77 จังหวัด แต่ไม่ใช่ทุกจังหวัดเป็นจุดท่องเที่ยว ในปี 2558 ททท.จึงจัดโครงการ Domestic Destination Marketing ภายใต้แนวคิด เมืองต้องห้าม…พลาด 12 จังหวัด และเพื่อตอกย้ำจุดขายจึงขยายโครงการต่อเนื่องไปถึงปี 2559 ภายใต้ชื่อ เมืองต้องห้าม…พลาด PLUS โดยเพิ่มจังหวัดที่ถูกมองข้ามเข้าไปอีก 12 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำพูน พิษณุโลก สุรินทร์ ชัยภูมิ สุพรรณบุรี นครปฐม ระยอง สระแก้ว สตูล ระนอง และพัทลุง เป็นทั้งสิ้น 24 จังหวัด

เส้นทางท่องเที่ยวพลัสจะเชื่อมโยงจากโครงการเดิม ยกตัวอย่าง ลำปางพลัสลำพูน มีจุดขายที่วิถีชีวิตช้าๆ ไม่เร่งรีบและบ้านเรือนโบราณเสมือนเมืองที่ไม่หมุนตามเวลา เลยพลัสชัยภูมิ มีธรรมชาติที่โดดเด่นจึงเหมาะกับคนรักการผจญภัยและดื่มด่ำกับต้นไม้ใบหญ้า สมุทรสงครามพลัสนครปฐม เมืองแห่งสายน้ำและตลาดน้ำอันเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ตราดพลัสระยอง สองเมืองชายทะเลที่มีวิถีชาวเลให้เรียนรู้ และตรังพลัสสตูล เชื่อมโยงด้วยอาหารอร่อยและทะเลฝั่งอันดามันที่สวยงาม

 

นอกจากนี้ โครงการเขาเล่าว่า… ที่เกริ่นไปในภาคอีสาน ยังจัดในทุกภาคของไทยรวมถึงสิ้น 24 แห่ง 24 เรื่องเล่าขาน เป็นการนำเรื่องเล่ามาสร้างการรับรู้เรื่องวิถีไทย การไปเที่ยวจึงไม่ใช่แค่พบผ่านแต่ยังสร้างคุณค่าทางจิตใจให้ผู้ไปเยือน ยกตัวอย่างเรื่องเล่าในภาคเหนือที่ประตูผาบ่อง บนดอยผาตั้ง จ.เชียงราย ได้ชื่อว่าเป็นประตูรักแห่งขุนเขา หากใครได้เดินผ่านจะมีรักมั่นดั่งภูผา ภาคกลางมีพระและเทพศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น หลวงพ่อสด วัดจันทรังษี จ.อ่างทอง พระพิฆเนศ วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา และพระปางขอฝน วัดทิพย์สุคนธาราม จ.กาญจนบุรี ภาคตะวันออกเต็มไปตำนานแห่งธรรมชาติ เช่น สะดือมังกรที่หาดเตยงาม จ.ชลบุรี มหัศจรรย์ทรายสีดำ จ.ตราด และทุ่งโปรงทองหรือป่าสีทองที่ปากน้ำกระแส จ.ระยอง และภาคใต้ที่มีความหลากหลายทั้งสันหลังมังกร จ.สตูล น้ำตาศักดิ์สิทธิ์ที่เขาหงอนนาค จ.กระบี่ และขอพรตาไข่ขอได้ วัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

ท่องเที่ยวไทยปี 2559 จึงเต็มไปด้วยเรื่องใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวจุดใหม่ ถูกใจคนเจนวายที่แสวงหาความแปลกใหม่ในการท่องเที่ยว

 

กม.ที่ 125 เส้นทางนักปั่นใหม่ @ สระบุรี

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2558 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/404157

กม.ที่ 125 เส้นทางนักปั่นใหม่ @ สระบุรี

โดย…สมแขก

ถ้าพูดถึงเส้นทางปั่นจักรยานที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ หลายคนก็จะนึกถึงพระนครศรีอยุธยาเมืองเก่า หรือถ้าเป็นเส้นทางธรรมชาติก็จะตรงดิ่งไปที่เขาใหญ่ก่อนใครเพื่อน แต่เมื่อไม่นานมานี้สมแขกได้มีโอกาสไปปั่นจักรยานในโครงการนักปั่นหัวใจสีเขียว 2 ในเส้นทางจักรยานสายน้องใหม่ใน จ.สระบุรี

ถ้าออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ถนนมิตรภาพมุ่งหน้าสู่ จ.สระบุรี แล้วไปหยุดที่ กม.ที่ 125 ก็จะถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางจักรยานของเรา คือ สวนมิ่งมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา (สวนมิ่งมงคลฯ) โดยจะไปสิ้นสุดขาไปที่อ่างเก็บน้ำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปั่นกลับมาจุดเดิมที่สวนมิ่งมงคลฯ รวมระยะทางไป-กลับ 42 กม. สำหรับมือใหม่ถือว่าระยะทางกำลังดี หรือจะปั่นไปเป็นครอบครัวก็ไม่ลำบากมากนัก

 

จันทนา สุขุมานนท์ ที่ปรึกษาสองบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง เล่าถึงที่มาของสวนสาธารณะต้นแบบแห่งนี้ว่า สวนมิ่งมงคลฯ เป็นสวนสาธารณะภายใต้การดูแลของปูนอินทรี ตั้งแต่ปี 2554 มีเนื้อที่กว่า 22 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้าง แต่มีการจัดการพื้นที่ใหม่ด้วยการนำต้นไม้พื้นเมืองมาปลูกผสมกับปลูกพืชสวน พืชไร่ พืชสมุนไพร และมีแปลงนาข้าวให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ สลับกับพื้นที่ใช้สอยสำหรับคนที่มาใช้บริการ เช่น ทางเดินรอบสวนสำหรับออกกำลังกาย เลนจักรยานสำหรับเด็ก โดยวางแผนว่าในอนาคตจะขยายพื้นที่สร้างเป็นเลนจักรยานระยะทาง 10 กม.สำหรับนักปั่นโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแล้วยังเป็นจุดพักรถสำหรับนักเดินทางด้วย

 

นักปั่นจากกรุงเทพฯ สามารถนำรถจักรยานจอดรถที่สวนมิ่งมงคลฯ แล้วประกอบจักรยานดื่มน้ำวอร์มร่างกายก่อนออกปั่นได้เลย เราจะปั่นออกทางถนนมิตรภาพก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเทศบาล 4 เข้าสู่ชุมชนและมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ตลอดเส้นทางปั่นสองข้างทางจะรายล้อมด้วยไม้ยืนต้นน้อยใหญ่ สลับกับทุ่งนาที่มีทั้งข้าวตั้งท้องแก่ใกล้ได้เกี่ยวและข้าวที่เพิ่งลงแปลงนา จะเห็นทิวเขาอยู่ไกลๆ ถนนเป็นลาดยางที่มีลูกรังสลับเป็นระยะ มีทั้งทางราบและเนินเพื่อท้าทายพละกำลัง

 

ที่สำคัญคือเป็นเส้นทางที่สามารถแยกได้หลายเส้นทาง คือสำหรับนักปั่นที่ต้องการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติก็มีเส้นทางไปน้ำตกเจ็ดคต หรือจะปั่นยาวๆ ตรงไปเขาใหญ่ก็ยังได้ แต่สำหรับนักปั่นมือใหม่แค่ปั่นตามเส้นทางนี้ก็จะมีชุมชน ร้านค้า และวัดในชุมชนให้แวะไหว้พระได้

ถึงจุดหมายครึ่งแรกที่อ่างเก็บน้ำซึ่งอยู่ภายในโครงการพัฒนาที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ.สระบุรี ต้องบอกว่าพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยถนนหนทางราบเรียบมาก เหมาะแก่การมาปั่นและวิ่งออกกำลังกายเป็นที่สุด วนอยู่ไม่กี่รอบก็จะถึงส่วนที่เป็นถนนขึ้นอ่างเก็บน้ำซึ่งจะมีความชันเล็กน้อย ย้ำว่า! เล็กน้อยเท่านั้น ขอเพียงกำลังใจไม่หมด สองขาก็จะพาเราไปถึง และรับรองว่าเมื่อได้เห็นวิวด้านบนแล้วจะลืมความเหนื่อยที่ผ่านมาจนหมดสิ้น

 

นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามและความสดชื่นที่มอบให้นักปั่นแล้ว ความสำคัญของอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ก็มีมากมาย โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมชนด้านล่าง เพราะอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงชุมชน ทำให้เราได้เห็นผืนนาที่อุดมสมบูรณ์ในเส้นทางที่เราปั่นมา ดังนั้นเราเชื่อมั่นว่าเส้นทางปั่นสายนี้จะมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้นักปั่นที่หลงใหลในธรรมชาติอย่างแน่นอน ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ หากเดินทางมาวันหยุดใช้เวลาปั่นจักรยานครึ่งเช้า ครึ่งบ่ายก็สามารถท่องเที่ยวในสถานที่อื่นๆ ต่อได้อีก หรือใครจะปั่นเที่ยวต่อก็ไม่ว่ากัน

สวนมิ่งมงคลฯ เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีบริการอาหารกลางวันฟรีสำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มาทัศนศึกษา เวลาเปิด 06.00-19.00 น. ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 036-357-382

 

สวนสามพราน แหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์สู่ธุรกิจที่ยั่งยืน

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2558 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/404155

สวนสามพราน แหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์สู่ธุรกิจที่ยั่งยืน

โดย…วรธาร ภาพ เบญจรัตน์ สงวนสิน

โรงแรม รีสอร์ทที่ปลูกผักผลไม้เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบด้านอาหารของโรงแรมไม่ค่อยได้เห็นกันทั่วไป ส่วนใหญ่มักสั่งซื้อจากข้างนอก แต่โรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ หรือสวนสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม ภายใต้การบริหารของนักธุรกิจไฟแรงอย่าง “อรุษ นวราช” กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ เลือกที่จะปลูกเอง ทั้งเป็นผักผลไม้ปลอดภัยไร้สารพิษด้วย ซึ่งทำมาประมาณ 9 ปีแล้ว

หากใครได้ไปสวนสามพราน ควรหาโอกาสไปเที่ยวชมสวนออร์แกนิกของโรงแรม ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 30 ไร่ อยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำของที่ตั้งของโรงแรม ปัจจุบันเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรทั่วไป รวมทั้ง เด็ก เยาวชน ตลอดจนหน่วยงานองค์กรต่างๆ

 

ผักผลไม้ที่ปลูกในสวนออร์แกนิก เป็นผักผลไม้ท้องถิ่นและตามฤดูกาล ประเภทพืชผักสมุนไพร อาทิ ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วพู มะเขือ ผักบุ้ง พริก หอม ฝักชี ฟักทอง ตะไคร้ ฯลฯ ขณะที่ผลไม้ เช่น ฝรั่ง ส้มโอ มะเฟือง กล้วย มะม่วง เป็นต้น

ผู้บริหารหนุ่มเล่าที่มาของการทำสวนออร์แกนิกขึ้นในเนื้อที่ของโรงแรมว่าเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เข้ามารับหน้าที่บริหารโรงแรมต่อจากคุณแม่ เมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว โดยเห็นว่าโรงแรมมีพื้นที่ว่างยังไม่ได้ทำอะไร จึงเลือกปลูกผลไม้ป้อนครัวและห้องอาหารของโรงแรม โดยที่ไม่ต้องซื้อจากข้างนอกและตัวเองก็ได้กินด้วย

 

“ความที่ผมเป็นคนรักและใส่ใจสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ทว่าไม่ใช่พวกอาหารเสริมนะครับ แต่เป็นอาหารสุขภาพหรือออร์แกนิก ดังนั้น พอเข้ามาบริหารโรงแรมก็เห็นว่าพื้นที่ตรงข้ามแม่น้ำของสามพราน ริเวอร์ไซด์ ประมาณ 30 ไร่ ยังว่างอยู่ จึงได้ปลูกผักผลไม้ เป็นสวนออร์แกนิก คือไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด นำผลผลิตที่ได้ป้อนครัวและห้องอาหารของโรงเแรมไว้บริการลูกค้าและไว้กินเอง”

อรุษ เล่าต่อว่า แม้พื้นที่จะมี 30 ไร่ แต่ไม่ได้ปลูกเต็มพื้นที่ทั้งหมด โดยจะแบ่งเป็นปลูกผักประมาณ 4 ไร่ ข้าวอินทรีย์ 2 ไร่ และผลไม้ประมาณ 10 กว่าไร่ ทำให้ผลผลิตที่ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ในโรงแรมในแต่ละวัน และถึงแม้จะปลูกเต็ม 30 ไร่ ก็ไม่เพียงพออยู่ดี ต้องสั่งเพิ่มจากข้างนอก เขาจึงไปชักชวนเกษตรกรในสามพรานมาเข้าร่วมโครงการกับโรงแรมพร้อมให้ความมั่นใจว่าผลผลิตที่ได้ โรงแรมจะรับซื้อเอง

“ทว่าการชักชวนเกษตรกรหันมาปลูกผักผลไม้อินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่ไม่อยากเปลี่ยนจากวิถีที่เคยทำมา แต่ก็มีเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่ใกล้เคียงต้องการจะปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมีมาสู่อินทรีย์ แต่ยังขาดองค์ความรู้ ผมจึงรับเกษตรกรจำนวนนี้เข้าร่วมโครงการกับเรา โดยเราพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้และคำปรึกษาในการทำเกษตรแบบอินทรีย์ทุกอย่าง แล้วผลผลิตที่เกษตรกรผลิตได้ โรงแรมรับซื้อหมดเกิดเป็นกลุ่มธุรกิจเชิงคุณค่าสามพราน”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นของการทำโครงการเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่อยากเปลี่ยนมาเป็นระบบอินทรีย์ เพราะคิดว่าทำยาก ให้ผลผลิตน้อย และไม่มีตลาดรองรับ สามพราน ริเวอร์ไซด์ จึงสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรด้วยการทำตลาดทางเลือกให้กับเกษตรกร นั่นคือ “ตลาดสุขใจ” ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ในสวนสามพราน เปิดให้เกษตรกรนำผลิตผลการเกษตรมาขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์

 

“เราทำตลาดนี้ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตอินทรีย์ และผักปลอดสารพิษมาจำหน่ายตรงถึงมือผู้ซื้อทุกวันเสาร์-อาทิตย์ โดยทางเราจะจัดหาผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือมาสุ่มตรวจคุณภาพพืชผักของเกษตรกรทุกสัปดาห์ ว่ามีสารเคมีตกค้างหรือไม่ ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจ นอกจากนี้ทางโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ ยังรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร โดยมีการประกันราคาให้อีกด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรอีกด้วย ขณะเดียวกันภายในโรงแรมก็ยังมีจุดจำหน่ายผลผลิตอินทรีย์ด้วย”

จากความสำเร็จในการทำตลาดสุขใจ สวนสามพรานจึงร่วมกับภาคีนำไปขยายผลต่อด้วยการจัด “ตลาดนัดสุขใจสัญจร” ให้เกษตรกรในเครือข่ายนำพืชผักผลไม้อินทรีย์ไปออกร้านจำหน่ายตามหน่วยงานหรือองค์กร ย่านธุรกิจใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ อาทิ อาคารไทยพาณิชย์ ปาร์คพลาซ่า ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่ ทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก

ไม่น่าเชื่อว่า จากแนวคิดเรื่องสุขภาพที่ผู้บริหารคนนี้ทำมา จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนกลายมาเป็นโครงการสามพรานโมเดล ที่ใครต่างก็รู้จักดี และมีหลายหน่วยงานเห็นความสำคัญเข้ามาสนับสนุน อาทิ สกว. สสส. และมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง

 

%d bloggers like this: