เที่ยวตามตะวัน

All posts tagged เที่ยวตามตะวัน

ชีวิตดี๊…ดี ที่ “เกาะพยาม”

Published ตุลาคม 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/532726

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ต.ค. 2558 05:01

 

ชายหาดสวยงามสุดลูกหูลูกตา

2 คืน 3 วันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเวลาดีๆของการเดินทางท่องเที่ยว ต้องขอบคุณ “พี่ต้อย” กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง และ “พี่หมู” ภารดี เทศรัตนวงศ์ แห่งบริษัท บัตรเครดิตกรุงไทย จำกัด ที่ช่วยอำนวยความสะดวกกับทริปดีๆแบบนี้….

ออกเดินทางจาก กทม.ด้วยเครื่องบินนกแอร์ในช่วงเย็นวันศุกร์ ไปถึงระนองตอนค่ำ แน่นอนที่สุด อาหารมื้อแรกในเมืองระนองไม่น่าจะเป็นอย่างอื่นนอกจากอาหารทะเลสดๆ

เราเลือก ร้านเคียงเล แถวปากน้ำระนอง ที่นอกจากจะมีดีที่รสชาติของอาหารแล้ว ยังมีวิวของแสงไฟจากบ้านเรือนบนฝั่งเกาะสองของพม่าให้มองเพลินๆอีกด้วย อาหารจานเด็ดของร้านนี้ เขาบอกว่าต้องสั่ง “ยำกุ้งเคย” ซึ่งเป็นกุ้งตัวเล็กๆ ที่ใช้ทำกะปิ หนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีชื่อของเมืองระนอง เจ้าของร้านคุยว่า กุ้งเคยที่ใช้ในร้านนั้น เป็นกุ้งจากเรือประมงที่ลากกันสดๆ นำมาล้างให้สะอาดก่อนที่จะนำไปทอดในน้ำมันจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมกับยำมะม่วงสด เป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ก่อนจะต่อด้วยกุ้งผัดสะตอกะปิ รสเด็ดเผ็ดมันส์ ชนิดที่ว่า ใครอย่าได้เผลอเล่นไลน์หรือคุยโทรศัพท์ทีเดียว หันกลับมาอาหารอาจจะหมดจานได้ ยิ่งกินกับข้าวสวยร้อนๆ มีแกงส้มปลากะพง สไตล์ปักษ์ใต้ที่ครบรส ทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน ประสานกันอย่างลงตัวแล้วล่ะก็…เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมกันละงานนี้

บัวลอยน้ำขิงรสเข้ม…

แม้จะบ่นกันว่าอิ่มแปล้..แต่พอขึ้นรถ บางคนก็เปิดประเด็นหาขนมหวานเมืองระนองกินกันดีกว่า โชเฟอร์หนุ่มผมยาวคนท้องถิ่น แนะนำ ร้านอาแปะ บอกเป็นร้านเก่าแก่ ไม่มีชื่อร้าน แต่คนขายเป็นอาแปะ ก็เลยเรียกร้านอาแปะ..แนะนำกันขนาดนี้ อิ่มแค่ไหนก็ต้องไปชิม แล้วก็คุ้มกับการที่ต้องยอมเพิ่มน้ำหนัก ทั้งๆที่ลงทุนลดมาแทบเป็นแทบตาย เพราะทั้งน้ำเต้าหู้ทรงเครื่องและบัวลอยน้ำขิงของร้านนี้ บอกได้เลยว่าถึงเครื่อง ถึงรสจริงๆ ราคาก็ไม่แพง บัวลอยน้ำขิง รสชาติเข้มข้น ขายแค่ 30 บาท น้ำเต้าหู้เครื่องเพียบ ขาย 17 บาท เรียกว่าไม่ค้ากำไรเกินควรนัก

น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง..ร้านอาแปะ

คืนแรกในระนอง คงไม่ต้องบอกว่า หลับฝันดีแค่ไหน…เพราะทั้งกินอิ่ม แถมยังได้แช่น้ำแร่อุ่นจัดในห้องนอน ความสุขอยู่แค่เอื้อมจริงๆ

ยำไข่ลวกน้ำแร่…ที่ร้านฟาร์มเฮาส์

ฝนโปรยปรายรับอรุณตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น อาหารเช้าวันนี้ เรามีนัดกับเมนูพิเศษ ยำไข่ลวก ที่ร้านฟาร์มเฮาส์ ที่ คุณแต้ว ที่เป็นทั้งเจ้าของร้านและเจ้าของสูตร บอกว่า เป็นไข่ลวกน้ำแร่แท้ๆซึ่งถ้ามาถึงระนองแล้วไม่ได้กินไข่ลวกน้ำแร่ถือว่ามาไม่ถึง

ไข่ลวกน้ำแร่…ที่พรรั้ง

กินอาหารเช้าเสร็จยังพอมีเวลาก่อนลงเรือไปเกาะพยาม รถสองแถวแดงเมืองระนองพาไปแวะชม หาดส้มแป้น…ที่ต้องบอกว่า หลายคนไปแล้วผิดหวัง เพราะคิดว่าคำว่า หาด คือ ทะเล แต่จริงๆแล้ว หาดส้มแป้นนี้เป็นเหมืองแร่เก่าอยู่บนเขา ชื่อ หาดส้มแป้น เพี้ยนมาจาก คำว่า “ห้วยซัมเปียน” ซึ่งมีความหมายว่า ลึกเข้าไปในหุบเขา เป็นแหล่งแร่ที่มีความสำคัญ มีการทำเหมืองแร่กันมานับร้อยปี จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการผลิตแร่ดีบุกและแร่ดินขาว ที่เอามาทำชามตราไก่อยู่ แต่ชื่อเรียก เรียกกันต่อๆมาหลายยุคหลายสมัย จาก ห้วยซัมเปียน (Hadsompaen) จึงเพี้ยนเป็นหาดส้มแป้น ที่มีแต่ทะเลหมอกไม่มีทะเลจริงๆ

ออกจากหาดส้มแป้น รองท้องอีกนิดด้วย โรตีไข่ดาว ที่บ้านกำนันต่วน บ้านเก่าที่สร้างด้วยดินเผา เมนูโรตีทอดร้อนๆกรอบๆกินกับไข่ดาวเข้ากันได้ยังไงก็ไม่รู้…จากนั้นไปต่อบักกูเต๋และติ่มซำ อาหารดั้งเดิมของชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาตั้งรกรากที่เมืองระนอง และยังเป็นเชื้อชาติของเจ้าเมืองระนองคนแรกคือ คอซูเจียง ด้วย

บ่ายนี้เป้าหมายของเรา คือ “เกาะพยาม” ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลอันดามันของระนอง เป็นเกาะใหญ่รองจากเกาะช้าง ระนอง ที่ที่หลายคนบอกว่ายังดิบอยู่ ต้องรีบๆไปเที่ยวก่อนที่จะช้ำไปมากกว่านี้

เรือเมล์วิ่งข้ามไปเกาะ

เราลงเรือที่ท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ มีเรือให้เลือกอยู่ 2 แบบ คือ เรือธรรมดา กับ เรือสปีดโบ๊ต เรือธรรมดามีรอบ 9 โมงครึ่งกับบ่ายสองโมง ส่วนเรือสปีดโบ๊ตมีรอบ 10 โมงเช้ากับบ่ายสองโมงครึ่ง ถ้าอยากนั่งชิวๆไม่รีบร้อนจะนั่งเรือธรรมดาก็ได้ ใช้เวลาจากฝั่งไปถึงเกาะประมาณ 2 ชั่วโมง ค่าเรือ 150 บาท แต่ถ้าเป็นเรือสปีดโบ๊ต จะใช้เวลาแค่ 40 นาที ค่าเรือคนละ 350 บาท อันนี้ก็แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน แต่สำหรับสาวๆอย่างพวกเราที่ไปกันคราวนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเลือกเรือสปีดโบ๊ตแน่นอน เพราะใจร้อนกันทั้งนั้น จะให้นั่งเรือเมล์แบบหวานเย็นเห็นทีจะไม่ไหว

สะพานท่าเรือเกาะพยาม

หลับไปครึ่งตื่น เราก็มาถึงเกาะพยาม รถของรีสอร์ตบลู สกาย มารับกระเป๋าสัมภาระถึงเรือ ส่วนผู้โดยสารต้องเดินตามสะพานออกไปประมาณ 300 เมตร จะมีรถกอล์ฟมารอรับอยู่เพื่อนำไปที่รีสอร์ต ตอนขึ้นจากเรือจะเห็นอาคารกลมๆสีขาวคล้ายเจดีย์อยู่กลางน้ำ ถามเจ้าหน้าที่รีสอร์ตที่มารับ บอกว่า เป็นโบสถ์กลางน้ำ ของ วัดเกาะพยาม ดูสวยงามไปอีกแบบ

โบสถ์กลางน้ำ…วัดเกาะพยาม

จะว่าไป เกาะพยาม มาดังจนเป็นที่รู้จักก็เพราะ The Blue Sky Resort นี่ละที่โฆษณาว่าเป็นมัลดีฟส์เมืองไทย คนเลยแห่ไปกันใหญ่ และนึกไปว่าบนเกาะคงมีรีสอร์ตอยู่แค่แห่งเดียว แต่จริงๆแล้วบนเกาะพยามมีรีสอร์ต และที่พักที่เป็นบังกะโลอยู่ประมาณ 26 แห่ง ให้เลือกตามความพอใจ ถ้าเป็นบังกะโลราคาถูกจะตกประมาณ 500-800 บาท แต่ถ้าติดทะเลก็อาจจะแพงขึ้นมาหน่อย 800-2,500 บาท ส่วนบลู สกายนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าเป็นช่วงไฮซีซั่นและวันหยุดสุดสัปดาห์แล้วล่ะก็ราคาขึ้นไปถึง 7,000-8,000 บาทเลยทีเดียว

สะพานไม้ ที่บลู สกาย รีสอร์ต

เราพักที่บลู สกาย รีสอร์ต ตรงที่พักเขาเรียกว่า อ่าวแม่หม้าย ชายหาดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ถ้าเป็นแม่หม้ายก็น่าจะเป็นแม่หม้ายทรงเครื่องละ เพราะหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ พระอาทิตย์ขึ้นก็อารมณ์หนึ่ง พระอาทิตย์ตกก็อีกอารมณ์หนึ่ง และที่เรียกว่า บลู สกาย ก็เพราะเวลาที่พระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าด้านหน้าของรีสอร์ตจะเป็นสีฟ้า ที่ต้องตั้งใจรอดู พลาดไปแค่นาทีเดียวก็อาจจะไม่เห็นซะแล้ว

พระอาทิตย์ตกที่หน้าอ่าวแม่หม้าย

กิจกรรมยามเช้าที่ไม่ควรพลาด คือ การพายเรือคยัครอบๆที่พัก เพราะในช่วงเช้าที่น้ำขึ้นเต็มที่ บ้านทุกหลังจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำ ยกเว้นห้อง Sea view ที่อยู่ติดทะเล น้ำใสมาก เห็นปลาเข็มตัวเล็กๆมาว่ายอยู่เต็มไปหมด แถมยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ของป่าโกงกางที่คอยเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลได้อย่างดี และถ้าโชคดีเราก็อาจจะเห็นนกเงือกมาบินวนเวียนอยู่ใกล้ๆที่พักด้วย ซึ่งพวกเราก็ไม่พลาดกิจกรรมนี้ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่คนที่ไม่เคยลงน้ำก็ยังต้องลงเล่นเพราะอดใจไม่ไหวกับธรรมชาติที่สมบูรณ์และสวยงามแบบนี้

บ่อน้ำร้อนพรรั้ง

หลังเล่นน้ำกินข้าวกินปลาเสร็จก็ได้เวลาเก็บข้าวของกลับขึ้นฝั่ง นั่งเรือสปีดโบ๊ตราวครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงฝั่งระนอง แวะเที่ยวชมบ่อน้ำร้อนพรรั้งในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ที่เป็นตาน้ำแร่ร้อนผุดขึ้นมาไหลเป็นสายเล็กๆ ไหลรวมกับธารน้ำเย็นคลองพรรั้ง เป็นอีกแห่งที่ควรไปนอกจากบ่อน้ำร้อนรักษะวารินแล้ว

ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

ไประนองหลายครั้ง แต่คราวนี้ บอกได้คำเดียวว่า ชีวิตดี๊ ดี…แค่รู้สึกว่า วันคืนช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน หรือจะจริงอย่างที่เขาว่ากันว่า…เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ….!!!

 

ครืน…ครืน!!! โต้คลื่นท้าลม… บนเกาะสวรรค์ “บาหลี”

Published ตุลาคม 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/531090

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ต.ค. 2558 05:01

 

บรรยากาศริมหาดกูตา

นอกจากอูบุดจะมีความงดงามของธรรมชาติแฝงตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของเมืองแล้ว ความศรัทธาต่อองค์เทพของชาวฮินดูที่นี่ก็เหนียวแน่นไม่แพ้ดินที่จับตัวกันเป็นผืนนากว้างใหญ่ไพศาลในทุ่งกว้างนั่น

วัด Pura Puseh หรือ ปุระ ปุเซห์ เป็นวัดหนึ่งที่สะท้อนความงามของสถาปัตยกรรมแบบบาหลี ผ่านความเชื่อและความศรัทธาของชาวฮินดูได้อย่างลงตัว วัดนี้อยู่ระหว่างทางจากเดนปาซาร์ ไปอูบุด

ความสวยงามของสถาปัตยกรรมในวัดฮินดู

มุมหนึ่งในวัดปุระ ปุเซห์

ปุระ ปุเซห์ เป็นวัดเก่าแก่ จารึกการสร้างระบุไว้ว่าสร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 เป็นวัดที่ประดับด้วยหินแกะสลักที่ซับซ้อนและงดงาม ประตูห้าชั้นได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบอินเดีย แต่การสร้างเป็นสไตล์บาหลี

ที่น่าสนใจ คือ รูปแกะสลัก God Bhoma ที่มักมีการแกะสลักไว้ที่วัดหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นพระวิษณุประทับบนวัว พระศิวะยืนท่ามกลางกะโหลก ความวิจิตรลวดลายต่างๆนั้นไม่แพ้ที่อื่น ยิ่งเวลาเข้าไปมองใกล้ๆ เหมือนกำลังจะหลุดไปสู่ยุคอีกยุคหนึ่ง หลังคาของวัดทำจากเส้นใยของต้นปาล์มสีดำ ตามแบบฉบับของวัดในบาหลี

รูปแกะสลัก God Bhoma

คนบาหลีไม่ใส่กางเกงเข้าวัด

อ้อ!! เวลาไปเที่ยววัดที่บาหลี ข้อควรรู้ไว้อย่างหนึ่งก็คือ วัดที่นี่ไม่อนุญาตให้สวมกางเกง ทั้งหญิงและชายจึงต้องเช่าผ้านุ่งจากด้านหน้าเพื่อใส่ทับชุดที่ใส่มาก่อนที่จะเข้าไปชมและถ่ายภาพภายในวัด ยกเว้นผู้หญิงที่นุ่งกระโปรงหรือผ้าถุงมาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ส่วนผู้ชายบาหลีนั้นนิยมนุ่งโสร่งกันอยู่แล้ว

เรากลับเข้าสู่เดนปาซาร์ในช่วงใกล้ค่ำ ไม่ทันเห็นพระอาทิตย์ตก มีแต่แสงสีของไฟยามค่ำคืนที่เริ่มสว่างไสว เดนปาซาร์วันนี้แตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อนมาก ถนนหนทางและตรอกซอกซอยถูกตัดเพิ่มมากขึ้น หนังสือพิมพ์ฝรั่งลงข่าวว่า ที่นี่มีรถยนต์เทียบต่อประชากรแล้วมากกว่าในจาการ์ตาเมืองหลวงเสียอีก

ถนนหนทางในเดนปาซาร์วันนี้เต็มไปด้วยป้ายโฆษณา โดยเฉพาะโฆษณาโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวที่สร้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และที่เติบโตเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก คือ บริการนวดสปาผ่อนคลายที่มีตั้งแต่ระดับ 3 ดาวไปจนถึง 5 ดาว

ย่านที่คึกคักที่สุดเห็นจะเป็นย่านกูตา หรือ กูต้า เลเกียน เซมินยัก แหล่งรวมความบันเทิง ทุกสิ่งอย่างของบาหลีไว้เกือบจะทั้งหมด ตลอดทางถนนเลียบชายหาดเต็มไปด้วยร้านอาหาร ทั้งที่เป็นร้านอาหารของโรงแรมหรูๆริมชายหาด ไปจนถึงร้านเล็กๆน้อยๆ ผับ บาร์ ที่มองเผินๆก็ดูจะคล้ายๆกับพัทยาหรือหาดป่าตอง ถ้าไม่ได้ยินเสียงพนักงานเสิร์ฟคุยภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำกับนักท่องเที่ยวด้วยสำเนียงที่ดีกว่าบ้านเราหลายเท่า

และที่ส่งกลิ่นหอมยวนใจเห็นจะเป็นอาหารทะเลปิ้งย่างที่มีอยู่หลายร้าน ตั้งแต่ร้านของโรงแรมไปจนถึงแผงลอยเล็กๆ เรียงรายไปตามชายหาด เสียงดนตรี แสง สี เสียง ไล่เรียงกันไปสร้างสีสันของการท่องเที่ยวยามค่ำคืนได้ไม่น้อยทีเดียว

ความยาวของกูตาบีช ไกด์บอกว่า ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร แต่คงไม่มีใครเดินได้ไกลขนาดนั้นแน่ แค่เดินเล่นในรัศมี 2-3 กิโลเมตรจากโรงแรม ก็เล่นเอาปวดน่องแล้วล่ะ

ลีลาการเล่นเซิร์ฟของพีอาร์สาวแอร์เอเชีย

วันรุ่งขึ้นเรามีนัดกับกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดที่หาดกูตา อีกกิจกรรมที่พลาดไม่ได้หากมาเที่ยวบาหลี คลื่นที่บาหลีมีระดับความแรงหลายระดับ จึงไม่ต้องกังวลสำหรับคนที่คิดว่าไม่เคยเล่นเซิร์ฟหรือกระดานโต้คลื่น อีกทั้งตลอดชายฝั่งยังมีบริการสอนและพาเล่นเซิร์ฟ เป็นธุรกิจที่ต้องบอกว่าเยอะมากของที่นี่ คล้ายๆกับเวลาที่เราไปเดินริมชายหาดในเมืองไทยแล้วมีคนมาชวนให้ใช้บริการสกู๊ตเตอร์ หรือบานาน่าโบ๊ตยังไงยังงั้น…

นี่เป็นครั้งแรกกับประสบการณ์เล่นกระดานโต้คลื่น ที่ต้องบอกว่ามันส์มากสำหรับเรา โดยเฉพาะพีอาร์สาวสวยของแอร์เอเชียอย่าง “น้องลินิน” ที่ใจกล้ามาก เล่นทุกอย่าง ทุกท่าที่ครูสอน ลีลาพลิ้วไหวของนางที่ไต่ระดับไปตามเกลียวคลื่นที่สูงขึ้นๆ

ขอบอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆผู้หญิงคนนี้ ต้องอย่างนี้สิถึงเรียกว่ามาถึงบาหลีจริงๆ และสำหรับคนที่ไม่ถนัดกับการเล่นเซิร์ฟ จะนั่งรอที่ชายหาด ที่นี่เขาก็มีบาร์เล็กๆบริการเครื่องดื่มเย็นๆทั้งแบบมีแอลกอฮอล์และไม่มี หรือจะนั่งให้ช่างถักผมเปียทรงแปลกๆรอก็ไม่มีใครว่า

คะชักหรือระบำลิงขอพร

หลังสนุกสนานกับการเล่นโต้คลื่นกันแล้ว คืนนี้เรามีนัดกับการแสดงโชว์ Kecak dance & Fire dance หรือระบำคะชักที่บางคนเรียกว่า ระบำลิงขอพร เป็นการแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดในบาหลี เนื้อหาของเรื่องเป็นการตัดตอนเรื่องราวในรามายณะ หรือรามเกียรติ์ ที่เล่าเรื่องราวของพระรามกับพลพรรควานรที่ตามไปช่วยนางสีดาจากทศกัณฐ์ ซึ่งคนฮินดูเรียกว่าราวันนาที่เกาะลังกา ระบำชุดนี้ใช้ผู้แสดงไม่ต่ำกว่า 100 คน แสดงเป็นพลลิง นุ่งผ้าตาหมากรุก เปลือยท่อนบน ทัดดอกชบาแดงข้างหู นั่งล้อมวงซ้อนๆกัน 4-5 ชั้น และโบกมือขึ้นลงโยกตัวไปมา ปากก็ร้องคะชัก คะชัก เป็นเสียงสูงต่ำแทนเครื่องดนตรีประกอบ โดยตัวเอกต่างๆจะเดินร่ายรำไปมาในวงตรงกลางระหว่างพลลิงเหล่านั้น จุดเด่นของการแสดงชุดนี้ นอกจากใช้คนมากแล้ว ยังมีเสน่ห์ตรงที่ใช้เสียงของมนุษย์เป็นจังหวะประกอบแทนดนตรี ใช้เวลาเล่นราว 1 ชั่วโมง ไม่มากไม่น้อยเกินไป กำลังพอดี

อาทิตย์อัสดงที่จิมบารัน

หาดจิมบารัน..ยามค่ำคืน

การจัดโชว์อาหารของร้านอาหารในบาหลี

ปิดท้ายการตะลุยบาหลีในวันสุดท้าย ด้วยการชมพระอาทิตย์ตกที่หาดจิมบารัน ดื่มด่ำกับบรรยากาศอาหารค่ำริมทะเล ซึ่งถ้าเป็นอารมณ์ดินเนอร์กับคู่รักหรือคนรู้ใจ คงหลับไม่ลงแน่ๆ

FD 397 ของแอร์เอเชีย บินลัดฟ้ากลับสู่ประเทศไทย ก่อนเตรียมพร้อมสู่การพาผู้โดยสารชุดใหม่ไปสัมผัสธรรมชาติหลากหลายรูปแบบบนเกาะสวรรค์แห่งนี้ ด้วยเที่ยวบินบินตรงสู่บาหลีวันละ 2 เที่ยวแบบชิลๆ

ส่วนเราขอกลับไปจัดการกับไฟล์ภาพหลายร้อยรูปแห่งความประทับใจก่อน เมื่อเวลาและโอกาสมาถึง…

รับรองว่า บาหลีจะเป็นที่แรกที่ไม่ปฏิเสธที่จะเดินทาง…!!!!!

 

ชีวิตเดินช้า…บนวิถีธรรมชาติที่ ‘อูบุด’

Published ตุลาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/529400

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2558 05:01

 

กิจกรรมขี่อูฐริมชายหาด

บาหลี เกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติก โดยเฉพาะคู่รักหลายคู่ที่มักใช้ที่นี่เป็นที่ฮันนีมูนหรือรำลึกถึงความทรงจำดีๆ

ถือเป็นความโชคดีของเรา ที่สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในโลก จากการสำรวจความเห็นของนักเดินทาง 18 ล้านคนทั่วโลก ชักชวนให้ร่วมทริป Media Familiarization Trip สู่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ต้องบอกว่า สนุกมว้ากๆๆๆๆจริงๆ

เที่ยวบิน FD396 มีกำหนดออกเดินทางสู่สนามบินเดนปาซาร์ เกาะบาหลี ตอน 06.15 น. ทีมงานของแอร์เอเชีย ที่มีพีอาร์สาวสวย “น้องลินิน” มาคอยต้อนรับตั้งแต่ตีสี่ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทางและแล้วการเดินทางของ 8 สาวบนเกาะสวรรค์ก็เริ่มต้นขึ้น

4 ชั่วโมงบนเครื่องแอร์เอเชีย กับบริการประทับใจ เราก็มาถึงบาหลี… 1 ใน 33 จังหวัดของประเทศอินโดนีเซีย แต่เป็นหนึ่งในจำนวนเกาะกว่าหมื่นเกาะของอินโดนีเซีย ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะชวา ทั้งยังเป็นเกาะสุดท้ายทางฝั่งตะวันออกที่มีสภาพแวดล้อมเป็นแบบป่าฝนของเอเชียด้วย

เวลาที่บาหลี เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง พอไปถึงจึงเป็นเวลาอาหารเที่ยงพอดี เรียกว่าตื่นมาจากเครื่องปุ๊บก็ได้กินอาหารอร่อยๆทันที…มื้อแรกในบาหลี เรียกน้ำย่อยด้วยอาหารท้องถิ่นไก่กับเป็ดราดด้วยน้ำซอสที่คล้ายๆกับแกงกะหรี่บ้านเรา กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยแบบบาหลีๆ จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าสู่เกาะเต่า หรือ Turtle Island แต่สาวสวยระดับเราๆแล้ว จะไปธรรมดาๆ ก็ดูกระไรอยู่ งานนี้…คนจัดพาลงเรือท้องกระจก ที่ระหว่างทางสามารถมองเห็นปลาสวยๆว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำ ดูน่าตื่นเต้นพอสมควรอยู่

เกาะเต่า หรือ Turtle Island เป็นศูนย์อนุบาลเต่า ก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ คล้ายๆศูนย์อนุบาลสัตว์ทะเลหลายแห่งในบ้านเรา…แต่เนื่องจากที่นี่เป็นเกาะที่ยังคงมีความสมบูรณ์ของธรรมชาติอยู่ไม่น้อย จึงมีเต่าให้ชมมากมายทั้งเต่าขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่มหึมาที่หาดูได้ยาก

ให้อาหารเต่า ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกแล้วก็ได้เวลาเดินทางสู่ที่พักโรงแรม Grand Nikko Bali ในย่านนูซาดัว ที่ถือว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตของการพักผ่อน เพราะโรงแรมเกือบทุกแห่งจะอยู่ติดทะเล ต่างจากแถบกูต้า ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยว คนค่อนข้างพลุกพล่าน เหมือนๆกับถนนข้าวสารบ้านเรา

ชายหาดหน้าโรงแรม Grand Nikko Hotel ในย่านนูซาดัว

โรงแรม Grand Nikko Bali ค่อนข้างน่าพัก เป็นพูลวิลล่า มีสระว่ายน้ำส่วนตัวให้แช่น้ำอย่างสบายใจได้ทุกห้อง แถมยังมีบาหลีสปาชื่อดังอย่าง Mandara Spa ไว้บริการด้วย

ฟินสุดๆจริงๆ…!!

อากาศที่บาหลีในช่วงที่เราไปนั้นอยู่ที่ประมาณ 25 องศา ถือว่ากำลังสบาย แถมได้ลมจากทะเลพัดเบาๆ ทำให้ผ่อนคลาย ห้องพักของเราอยู่ติดทะเลแต่ได้แค่มองเห็น ชมวิวเท่านั้น ไม่สามารถลงเล่นได้ ต้องบอกว่าทะเลที่นี่คลื่นแรงจริงๆ ซัดเข้าฝั่งทีได้ยินเสียงซาดซ่า…สั่นสะเทือนเลยทีเดียว

มื้อเย็นวันแรก จัดเต็มด้วยอาหารนานาชาติ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทซีฟู้ด เพราะขึ้นชื่อของที่นี่ และอาหารญี่ปุ่นที่มีไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น ที่มีมากกว่าชาติอื่นๆ เพราะแค่ฟังชื่อโรงแรมก็รู้ละว่าเป็นเชนโรงแรมของชาติไหน จึงไม่แปลกที่นอกจากอาหารท้องถิ่น อาหารทะเลแล้ว ยังมีซาซิมิ ซูชิ มิโซะซุป และเทปันยากิ ไว้บริการด้วย

กาแฟขี้ชะมด

เมล็ดกาแฟโรบัสต้า..ผ่านการขี้ของชะมดมาแล้ว

อรุณสวัสดิ์บาหลี กับอาหารเช้าริมทะเล พระอาทิตย์ดวงโตอยู่ตรงหน้า พวกเราจิบกาแฟรสเข้มแกล้มขนมปัง และอาหารเช้าแบบนานาชาติแล้ว ก็เตรียมพร้อมเดินทางสู่อูบุด แหล่งรวมศิลปวัฒนธรรม และความสวยงามของธรรมชาติ

ไฮไลต์ของวันนี้ แอร์เอเชียจะพาพวกเราไปปั่นจักรยานชมธรรมชาติที่อูบุด ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศในเขตนูซาดัวที่เราพัก จุดขายของอูบุด คือ การท่องเที่ยวธรรมชาติ ชมวิถีชีวิตของชาวบาหลีในแบบดั้งเดิม และเที่ยวชมบาหลี ซาฟารี น่าตื่นเต้นสำหรับการเดินทางเยือนบาหลีครั้งแรกของเรา…อีกละ

บาหลีซาฟารี..สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในบาหลี

ระหว่างทางปั่นจักรยานผ่านหมู่บ้านที่อูบุด เราได้เห็นความงามของธรรมชาติ นาข้าวแบบขั้นบันได สวนผลไม้ และหมู่บ้านหัตถกรรมที่ทำงานไม้แกะสลักส่งขายไปทั่วโลก

ในหมู่บ้านที่อูบุดมีร้านขายภาพเขียนที่เป็นงานศิลปะแบบท้องถิ่นอยู่หลายร้าน ภาพวาดส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวของธรรมชาติและวิถีชีวิต มีทั้งรูปความเขียวขจีของต้นไม้ ทุ่งนา แม้จะไม่มีรายละเอียดอ่อนช้อยเหมือนภาพเขียนของไทย แต่ก็สื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกในแบบฉบับที่เรียบง่ายแบบบาหลีๆ

ปั่นจักรยานผ่านหมู่บ้านในอูบุด

นอกจากงานศิลปะแล้ว สิ่งที่ดึงดูดใจอีกอย่าง คือ ความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบบาหลี ที่มีอยู่ในตัวบ้านหรือวัด ที่ยังคงมีความงดงามแบบดั้งเดิม อ้อ! ที่นี่ไม่มีตึกสูง เพราะกฎหมายห้ามปลูกสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติ และอาคารที่จะสร้างต้องมีความสูงไม่เกิน 15 เมตร

นอกจากนี้ ไกด์ที่พาเราเที่ยวชมอูบุดยังบอกว่า ที่บาหลีนั้น ใน 1 หมู่บ้านจะต้องมี 3 วัด คือ วัดพระพรหม วัดพระศิวะและวัดพระวิษณุ ตามความเชื่อของฮินดู และถ้าบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ในรั้วเดียวก็จะมีวัดของตัวเองในบ้านเพิ่มขึ้นด้วยคนอื่นไม่สามารถเข้าไปกราบไหว้หรือใช้ประกอบพิธีได้

วัดเทพเจ้าฮินดูในหมู่บ้านที่เขตอูบุด

วิธีสังเกตว่าอันไหนคือวัด อันไหนคือบ้าน ให้ดูที่หลังคา ถ้าเป็นหลังคามุงด้วยใบไม้คือวัด แต่ถ้ามุงด้วยกระเบื้องคือบ้าน…

บันยันทรี หรือต้นไทรยักษ์อายุกว่า 400 ปี

ก่อนกลับเราแวะชมต้นไทรยักษ์ ที่มาของคำว่า “บันยันทรี” (Banyan Tree) ที่มีอายุยาวนานกว่า 400 ปี ชาวพื้นเมืองเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณของบรรพบุรุษมาอาศัยอยู่ เพื่อปกป้องชาวเมืองจากสิ่งชั่วร้าย พร้อมจิบกาแฟขี้ชะมด หรือ Kopi Lowak โรบัสต้าราคาแพงหูฉี่ที่ต้องให้ชะมดขี้ออกมาเสียก่อน…แม้ฟังแล้วจะแขยงๆอยู่บ้าง แต่ไหนๆมาเที่ยวบาหลีทั้งที…ต้องชิมให้รู้แล้วรู้รอดไป ที่นี่ขายอยู่แก้วละประมาณ 200 แต่ที่เมืองไทยเขาว่าขายอยู่แก้วละ 500 ขี้ก็ขี้เถอะ…จะกลัวอะไร จิบแล้วก็ชื่นใจดี

จากอูบุดขึ้นรถกลับนูซาดัว เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กเมื่อขามาเงียบสนิท พักสายตากันถ้วนหน้า…รอเวลาพระอาทิตย์ขึ้น…เรายังมีโปรแกรมผจญภัยในบาหลีต่อ…รับรองว่าไม่ธรรมดาแน่ๆ.

 

“ล่องแก่งหนานมดแดง” ผจญภัยไร้ขีดจำกัด

Published ตุลาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527811

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ย. 2558 05:01

 

ผจญภัยกับการล่องแก่ง.

มีโอกาสล่องใต้ไปกับ คณะกรรมการในโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปยังรอยต่อของเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุง ทำให้ได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์อีกแห่ง นั่นก็คือ “หนานมดแดง” ซึ่งมีกิจกรรมล่องแก่งเป็นไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาด

รีสอร์ตล่องแก่งหนานมดแดง…

รอฮาน่า แขกพงศ์ พนักงาน “ล่องแก่งหนานมดแดง” รีสอร์ตท่ามกลางธรรมชาติที่ ลุงโยธิน เขาไข่แก้ว อดีตเกษตรอำเภอเหนือคลอง จ.กระบี่ ผันตัวเองมาทำธุรกิจท่องเที่ยวในชุมชนอย่างเต็มตัว บอกว่า ไม่เคยคิดว่าบ้านตัวเองจะมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามแบบนี้อยู่

รอฮาน่า บอกว่า คำว่า “หนาน” ในภาษาใต้แปลว่าน้ำที่ต่างระดับ ภาษากลางก็คือแก่งนั่นเอง ซึ่งที่นี่มีหนานถึง 40 กว่าหนาน แต่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวคือจุดบริเวณที่รีสอร์ตซึ่งเธอทำงานอยู่ตั้งอยู่นั่นเอง ที่เรียกว่า หนานมดแดง ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกแก่งบริเวณนี้ เนื่อง จากมีปลามาตายและมดจำนวนมากมากินปลา เลยเรียกชื่อว่า “หนาน มดแดง” แต่ระหว่างเส้นทางล่องแก่งที่ยาวกว่า 6 กิโลเมตรนั้น ยังมีหนานที่มันส์ๆอีกหลายหนาน เช่น หนานตาเส้า หนานพี่ หนานน้อง หนานลุงจวน ฯลฯ

ตอไม้รูปศิวลึงค์อายุนับร้อยปี.

คณะของเราไปถึงที่หนานมดแดงราวเที่ยงกว่า คุณลุงโยธินเจ้าของรีสอร์ตจัดเตรียมอาหารกลางวัน เมนูพื้นบ้านไว้ต้อนรับ มีทั้ง แกงไก่บ้านคั่วหยวกกล้วยป่า ผักกูดลวกกะทิ น้ำพริกผักสด แกงส้มปลานิลสับปะรดยอดมะขาม ปลาแดดเดียวทอด บอกได้คำเดียวว่า อร่อยมากๆ ชนิดที่ต้องขอ ข้าวสวยร้อนๆเพิ่มกันอีกจานสองจานทีเดียว

ความสวยงามของอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส.

หลังอิ่มอร่อยกับมื้อกลางวันแบบบ้านๆแล้ว ก็ได้เวลาเข้าสู่โปรแกรมท่องเที่ยว ซึ่งมีทั้งการล่องแก่งและเที่ยวถ้ำให้เลือกตามอัธยาศัยสำหรับโปรแกรมล่องแก่งนั้น เป็นไฮไลต์ของที่นี่ ระยะเวลาในการล่องประมาณ 2 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ระหว่างการล่องแก่ง จะมีสตาฟฟ์ของรีสอร์ตคอยประกบ ดูแลช่วยเหลือตลอดเส้นทาง

ที่พักออกแบบเป็นบ้านต้นไม้.

พวกเราขึ้นรถกระบะไปยังจุดปล่อยเรือ อุแม่เจ้า!ไม่น่าเชื่อ เรือคยัคเป็นร้อยๆลำ ซึ่งลุงโยธิน บอกว่า สำหรับล่องแก่งหนานมดแดง มีความพร้อมมากในกิจกรรมนี้ มีเรือถึง 300 ลำ รองรับนักท่องเที่ยวต่อครั้งได้ถึง 600 คน ไม่ต้องกังวลว่าถ้ามาหลายคนแล้วจะไม่ได้สนุกสนานกับการล่องแก่ง

บ้านต้นไม้.

ค่าบริการล่องแก่งก็ถูกเหลือเชื่อ แค่ 200 บาทเท่านั้น………

ลุงโยธิน บอกว่า นอกจากความสนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทายจากการล่องแก่งแล้ว ระหว่างทางของการล่องแก่ง ยังสามารถสัมผัสกับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งดอกไม้นานาพันธุ์ นกประจำถิ่นหลายชนิด สร้างความเพลิดเพลินระหว่างการล่องแก่งได้อย่างมาก

ภายในถ้ำวังนายพุด.

สำหรับคนที่ใจไม่ถึงแต่อยากท่องเที่ยวชมความสมบูรณ์ของธรรมชาติ บริเวณรอบๆหนานมดแดง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและมหัศจรรย์อย่างมาก นั่นก็คือ “ถ้ำวังนายพุด” ซึ่งเป็นถ้ำเก่าแก่ ตามประวัติบอกว่า เป็นถ้ำที่ค้นพบตั้งแต่ช่วงสงครามเก้าทัพ โดยคนที่พบเป็นแม่ทัพ 3 คน คือ นายพุด นายหมี และนายหนอน ที่หลังจากเสร็จจากการรบแล้ว ได้มาปักหลักที่นี่ และเห็นว่าถ้ำแห่งนี้น่าอยู่ ชื่อถ้ำก็ตั้งชื่อตามชื่อคนค้นพบ คือ นายพุด ทางเดินขึ้นถ้ำต้องผ่านเส้นทางเดินสำรวจธรรมชาติ ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์หลายต้น ตลอดเส้นทาง ตรงกับตำนานบางตำนานที่เขียนไว้ว่า ป่าแห่งนี้เป็นป่ามหาอุดมีภูเขาล้อมรอบ มีทางเข้าออกทางเดียว จึงไม่มีใครสามารถตัดไม้และนำออกไปได้

นักล่องแก่งเตรียมพร้อม.

ต้นไม้ที่เป็นไฮไลต์ของถ้ำนายพุด คือ ต้นสมพงษ์ยักษ์ ที่มีคนเคยพิสูจน์ความใหญ่ยักษ์ของต้นไม้นี้ว่า ต้องใช้คนถึง 13 คนโอบ เลยทีเดียว

ช่วงชะลอตัว..ปลายสายน้ำ.

บริเวณหน้าถ้ำโอ่โถงใหญ่โต จึงเรียกว่า “ถ้ำวังนายพุด” เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำ จะเห็นหินก้อนใหญ่ สีเขียวเหมือนหยก รูปร่างคล้ายเต่า ชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า “เต่ามรกต” มีคนแนะนำว่าให้ใช้มือลูบหลังเต่าแล้วอธิษฐานขอพรให้อายุยืน ทำสิ่งใดประสบความสำเร็จ ซึ่งก็มีหลายคนทำตามอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ไปติดตามผลว่า กลังจากกลับมาแล้ว คำอธิษฐานเป็นจริงกันมากน้อยแค่ไหน

หินงอกหินย้อยภายในถ้ำ.

นอกจากนี้ ภายในถ้ำยังมี หินรูปสิงโตจีน และ หินรูปฤาษีตาไฟ ซึ่งน่าอัศจรรย์ที่ก้อนหินธรรมดาๆจะกัดกร่อนจนเป็นรูปร่างแบบที่มนุษย์สามารถจินตนาการได้ต่างๆนานา

อีกด้านหนึ่งของถ้ำเป็นป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ตอนที่จะออกไปยังผืนป่าอีกด้านนั้น ก็มีเรื่องให้ต้องลุ้นกันอีก โดยเฉพาะสาวเจ้าเนื้อหลายคน ที่กลัวว่าจะออกไปจากถ้ำไม่ได้ เพราะทางออกเป็นแค่ช่องเล็กๆ สามารถลอดตัวไปได้ทีละคน เทคนิคการลอดถ้ำนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ใช้ หลังพิงผนังถ้ำ แล้วค่อยๆกระดึ้บๆ ซึ่งก็ทุลักทุเลกันพอสมควร โดยเฉพาะคนที่มีกระเป๋าสัมภาระติดตัวมา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะที่สุดแล้ว ให้ร่างตุ้ยนุ้ยขนาดไหน ก็ลอดผ่านไปได้ทุกคน

ทีมงานจากททท.เตรียมพร้อมสู่การล่องแก่ง.

ภายนอกถ้ำนอกจากต้นไม้ใหญ่แล้ว ยังมีเถาวัลย์ยักษ์ที่คะเนว่าอายุไม่น่าจะน้อยกว่า 100 ปี แต่ที่เป็นจุดสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็นตอไม้รูปศิวลึงค์..ที่ดูเหมือจะดึงความสนใจของสาวใหญ่ สาวน้อยได้ดีทีเดียว หลายคนเวียนดู เวียนจับด้วยความสนใจ ไกด์ที่พานักท่องเที่ยวขึ้นไปบอกว่า ตอไม้ นี้น่าจะอายุอานามไม่ต่ำกว่า 100 ปี ซึ่งก็คง ต้องมีหน่วยงานเข้าไป พิสูจน์กันอีกทีว่าจริงๆ แล้ว มหัศจรรย์ธรรมชาติเหล่านี้อายุประมาณกี่ปีกันแน่

อุปกรณ์พร้อม.

เสร็จจากชมถ้ำล่องแก่งแล้ว พวกเรากลับมาที่รีสอร์ต “ล่องแก่งหนานมดแดง” เพื่อชำระล้างร่างกาย เลยสังเกตเห็นว่า ห้องพักของรีสอร์ตที่นี่ออกแบบได้เก๋ไก๋ไม่เบา เป็นบ้านต้นไม้ ที่เจ้าของบอกว่ามีหลายขนาดพักได้ตั้งแต่ 2 คนไปจนถึง 10 คน

บ้านต้นไม้แต่ละหลังสร้างหลากหลายสไตล์ ลุงโยธินบอกว่า ที่สร้างบ้านแบบนี้ก็เพื่อจะได้ ไม่ต้องตัดต้นไม้เพราะบางหลังมีต้นไม้ทะลุอยู่กลางบ้าน เวลาพักให้อารมณ์ประมาณนอนอยู่ในป่ายังไงยังงั้น

หินรูปสิงโตจีนที่ถ้ำวังนายพุด.

เราอำลาจากหนานมดแดง ด้วยความรู้สึกอิ่มเอม ไม่ใช่เพราะความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจจากการล่องแก่ง หรือความสุขจากการชมธรรมชาติในถ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ที่นี่ คือ วิถีแห่งความพอเพียงของทั้งเจ้าของกิจการ พนักงาน ชาวบ้าน ที่อยู่กันแบบพึ่งพา เอื้ออาทร

เป็นอีกทริปที่สอนให้เรารู้ว่า บางทีความสุขก็ไม่ได้มาจากความร่ำรวยเสมอไป แต่เพราะมีหัวใจที่กว้างขวางต่างหากที่ทำให้ความสุขอยู่ไม่ไกล..จนเกินกว่าใจจะไขว่คว้า…!!!

 

เยือนเกาะชวากลาง มนตราแห่งมหาสถูป “บุโรพุทโธ”

Published ตุลาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/526131

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2558 05:01

 

เคยได้ยินแต่คนพูดถึงกันมากสำหรับ “บุโรพุทโธ” วัดพุทธหรือมหาสถูปเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก แหล่งมรดกโลกของอินโดนีเซีย…เมื่อมีหนังสือจาก สถานทูตอินโดนีเซีย เชิญไปร่วมงาน วันวิสาขบูชาโลก ที่นั่น ถือเป็นโอกาสสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต…ต้องไปๆ

ไปแดนอิเหนาหนนี้…ผู้เขียนมีเพื่อนร่วมทริป 4 ท่าน จากนิตยสารจีเอ็ม ทราเวล 1 โมเดิร์น ไนน์ ทีวี มีท่าน สุบันดริโอ ที่ปรึกษาสถานทูตอินโดนีเซีย ให้เกียรติไปอำนวยความสะดวกด้วย…

นัดกันตั้งแต่ไก่โห่…ถึงสุวรรณภูมิตีสี่ตีห้าเพราะได้ไฟลท์เที่ยวเวลาหกโมงกว่าๆ…เล่นเอาเพลียตามๆกัน

บรรยากาศขบวนแห่เคลื่อนขบวนสู่ เนินเขาที่ตั้งบุโรพุทโธ.

พอถึงเวลาโบยบิน…สายการบินแห่งชาติระดับ 5 ดาวของอินโดนีเซีย การูดา อินโดนีเซีย ก็พาพวกเราบินลัดฟ้าไปยังกรุง จาการ์ตา เมืองหลวง ของอินโดนีเซีย ใช้เวลาราวๆ 3-4 ชม.

แต่…แต่…ยังไม่ถึงที่หมายเลย!…ต้องรอต่อเครื่องไป ยอกยาการ์ตา อีกราว 40 นาทีแล้วค่อยนั่งรถอีกชั่วโมงกว่าๆเพื่อเข้าไปที่โรงแรมที่พักในเมือง มาเกลัง จังหวัด ชวากลาง อันเป็นจุดหมายของทริปนี้นั่นเอง

ก่อนอื่นขอให้ข้อมูลคร่าวๆกันหน่อย! ชวาแบ่งออกเป็น 5 จังหวัด คือ จ.ชวาตะวันออก จ.ชวากลาง จ.ชวาตะวันตก รวมทั้งกรุง จาการ์ตา และ ยอกยาการ์ตา ส่วนบุโรพุทโธอยู่ใน จ.ชวากลาง

ภาพแต่ละมุมของบุโรพุทโธ.

ส่วนบุโรพุทโธหรือ โบโรบูดูร์ (Borobudur) ในสำเนียงคนอินโดฯ ถือเป็นเสาหลักวัฒนธรรมอินโดนีเซียและสำคัญต่อประชาคมพุทธโลก เป็นวัดในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 9 ไม่ปรากฏชัดใครสร้าง แต่เชื่อว่าสร้างในสมัยราชวงศ์ไซเรนทรา ผ่านร้อนผ่านหนาว ถูกทิ้งร้างต่อมาอีกนับร้อยปีรวมทั้งถูกฝังกลบใต้ชั้นขี้เถ้าถ่านภูเขาไฟ เมราปี กระทั่งปี พ.ศ.2357 เซอร์ โธมัส สแตนฟอร์ดราฟเฟิลส์ ผู้ปกครองชวาของจักรวรรดิอังกฤษ ตั้งทีมไปสำรวจเนินเขาตามพิกัดที่ชาวบ้านบอก ทำให้บุโรพุทโธฟื้นคืนชีพกลับมาได้รับความสนใจทั่วโลกอีกครั้ง แต่ต้องรอถึงปี พ.ศ.2378 จึงพร้อมเสร็จสรรพรอรับผู้มาเยือนก่อนมีบูรณะใหญ่ในปี พ.ศ.2518 และ 2525

บุโรพุทโธเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างพีระมิดของเอเชียกลาง (Ziggurat) กับสถูปของอินเดีย พุทธสถานแห่งนี้ไม่มีทางเข้าไปภายในไม่มีพระบรมสารีริกธาตุหรือพระพุทธรูปบรรจุอยู่ในสถูปใหญ่ และไม่มีสถานที่สำหรับพระสงฆ์ใช้จำวัด ในวัดแห่งนี้มีภาพพุทธประวัติถึง 1,460 ชิ้น พระพุทธรูป 504 องค์รอบฐานองค์บุโรพุทธโธ หลายล้านคนมีความกระตือรือร้นที่จะเยี่ยมชมบุโรพุทโธ เพราะเป็นสถานที่สำหรับพุทธศาสนิกชนกล่าวคำอธิษฐานที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่สุดแห่งหนึ่ง

เคยมีนักสำรวจบันทึกไว้ว่า เมื่อมองลงมาจากท้องฟ้าจะเห็นบุโรพุทโธเหมือนดอกบัวตูมขนาดใหญ่ที่กำลังจะบานลอยอยู่กลางทะเลสาบ ซึ่งจากการสำรวจทางธรณีวิทยาพบว่าบริเวณนี้เคยเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่มาก่อน

ชาวพุทธรวมตัวที่ปะรำพิธีก่อนเริ่มพิธี.

ให้ข้อมูลพอหอมปากหอมคอแล้ว! มาว่ากันเรื่องทริปต่อดีกว่า…หลังจากเช็กอินเข้าโรงแรมเรียบร้อย ช่วงบ่ายวันที่ 1 มิ.ย. พวกเรามีเวลาเตรียมตัวกันสักพัก ก็ต้องไปดูสถานที่และฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับงานพิธีกันก่อนเผื่อถึงวันงานจริงจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรหรืออยู่จุดไหนถึงจะได้ภาพชัดสมบูรณ์ครบถ้วน

เมื่อไปถึงและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว ก็ถึงได้เห็นบุโรพุทโธของจริงใกล้ๆ กับตาที่ก็ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ ตั้งตระหง่านบนเนินเขาสูง มองจากฐานล่างว่าใหญ่โตอลังการแล้วพอขึ้นไปถึงชั้นบนก็ถึงกับอ้าปากค้างกับความสมบูรณ์ของบุโรพุทโธและทิวทัศน์โดยรอบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นฝีมือมนุษย์รังสรรค์ขึ้น ภาพแกะสลักนูนต่ำเกี่ยวกับพุทธศาสนาบนแต่ละฐาน แต่ละชั้นของบุโรพุทโธส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ งดงามมาก

คนอินโดนีเซียนิยมมาสักการะ นมัสการบุโรพุทโธ ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ซึ่งว่ากันว่า เป็นช่วงเวลาของการให้พลังกับชีวิต น่าเสียดาย ที่เราไม่มีโอกาสเห็นธรรมชาติและแสงสวยๆที่บุโรพุทโธในช่วงนั้น เพราะตารางเวลาไม่เอื้ออำนวย… โอกาสหน้าถ้ามีคงไม่ยอมพลาดแน่ๆ

ชาวอินโดนีเซียทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เฝ้ารอชมขบวนแห่วันวิสาขบูชาโลก.

งานพิธีบุญใหญ่วันวิสาขบูชาโลก จัดอย่างยิ่งใหญ่ มีพระและพุทธศาสนิกชนชาวไทยไปร่วมพิธีก็หลายคน

ไฮไลต์ของงานเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่าย…มีการจัดริ้วขบวนแห่ที่มีขบวนเชิญธง ขบวนแห่พืชพันธุ์ผลไม้และอื่นๆรวมทั้งขบวนแต่งชุดย้อนยุคหลากชาติพันธุ์ของชาวชวา รวมระยะทางเคลื่อนขบวนมาถึงปะรำพิธีใกล้บุโรพุทโธราว 3 กิโลเมตรเลยทีเดียว

และแม้เป็นงานพิธีพุทธในประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของพี่น้องมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ภาพที่เห็นก็อดทึ่งไม่ได้กับการมีส่วนร่วมของชาวอินโดนีเซีย โดยเฉพาะของคนท้องถิ่น ที่อุ้มลูกจูงหลานมาร่วมงาน แม้แต่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ต่างก็พากันมาจับจองพื้นที่สองข้างทาง เพื่อรอชมขบวนแห่อย่างคึกคักตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนขบวนแห่มาถึง

เมล็ดกาแฟสด-กาแฟต้มและคั่วสด กินกับน้ำตาลน้ำอ้อยและกล้วย.

…ภาพและบรรยากาศเช่นนี้ยิ่งเสริมให้บรรยากาศเป็นงานบุญงานโฮม ของแท้…!!

เมื่อขบวนแห่มาถึงปะรำพิธีด้านหน้าบุโรพุทโธ! พิธีการต่อไปก็เป็นในส่วนพิธีสงฆ์ มีการเจริญพุทธมนตร์ เจริญภาวนา เวียนเทียนรอบบุโรพุทโธและจบด้วยการปล่อยประทีปโคมไฟซึ่งก็ย่างเข้าตีหนึ่งตีสองของวันรุ่งขึ้นแล้ว

หลังงานวิสาขบูชาโลก! พวกเราเหลือเวลาในชวาอีก 1 วัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเสนอโปรแกรมพิเศษพาไปเที่ยวชมรีสอร์ตและสปาหรูหราร่มรื่นกลางธรรมชาติ…

น้องลีอา…พีอาร์สาวสวยของรีสอร์ต“เมสา สติลา”.

…จุดแวะแรกเป็นรีสอร์ต “เมสา สติลา” อยู่บนเนินเขาขนาดย่อมซึ่งยังอยู่ในเขตเมือง มาเกลัง บรรยากาศร่มรื่นธรรมชาติล้วนๆ และที่นี่! น้อง ลีอา พีอาร์สาวสวย พาเดินชมสวนกาแฟและพาชิมเม็ดกาแฟคั่วกับน้ำตาลน้ำอ้อย ตบท้ายด้วยกล้วยไข่!ที่ก็ได้คาเฟอีนมาเต็มๆ…ไม่หนำใจ! ยังซดกาแฟชงร้อนๆตามอีก…เล่นเอาตาสว่าง
ทั้งคณะ

หลังจากนั้นก็เป็นโปรแกรมขึ้นเขาไปรับประทานอาหารเที่ยง เที่ยวชมซูซาน สปา ในเมือง เซมารัง ที่อยู่ไม่ไกลออกมา ถ้ายืนบนระเบียงตึกของสปาแล้วมองออกไปจะเห็นวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา โล่งตาโล่งใจ…เห็นยอดภูเขาไฟเมราปีอยู่ไกลลิบๆ…

ปิดท้ายทริป! ด้วยการเยี่ยมชมและสักการะวัดฮินดูเก่าแก่ “จันดี เกดง โซโง” ในเมืองเซมารัง เช่นกัน…สถาปัตยกรรมคล้ายปราสาทขอมโบราณในบ้านเราและกัมพูชา…แต่น่าจะเก่ากว่า

ภูเขาไฟเมราปี.

ด้วยเวลาจำกัด เราจึงได้เห็นยอกยาการ์ตาไม่มาก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติและเมืองที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังแห่งประวัติศาสตร์ และความศักดิ์สิทธิ์

บริเวณวัดฮินดู จันดี เกดง โซโง.

หากบาหลีคือเกาะสวรรค์ในแดนอิเหนา…ยอกยาการ์ตาก็น่าจะไม่ต่างอะไรกับดินแดนที่ผู้คนจากทั่วโลกมาเพื่ออธิษฐาน…ขอชีวิตอันประเสริฐและเป็นสุขนั่นเอง.

 

เที่ยวไปดังใจฝัน ในเมืองโรแมนติก ซิตี้

Published ตุลาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/524501

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.ย. 2558 05:01

 

บรรยากาศวิถีชีวิตเด็กๆที่ปากน้ำระนอง.

“ท่าเมือง เรืองราช ชาติเฉลิม เพิ่มผล ชลระอุ ลุวัง กำลังทรัพย์ ดับคดี ทวีสินค้า ผาดาด” ในจำนวนจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทย เชื่อแน่ว่า ไม่มีจังหวัดไหนที่จะมี ชื่อถนนคล้องจอง แถมชื่อของถนนยังสอดคล้องกับสถานที่ปลายทางของถนนแต่ละเส้น เหมือนถนนในเมืองระนอง

ถนนลุวัง คือ ถนนที่มุ่งตรงสู่วังรัชกาลที่ 5 ถนนดับคดี เป็นถนนที่ตัดผ่านศาล โรงพัก หรือ ถนนชลระอุ ก็เป็นถนนเส้นที่ตรงไปบ่อน้ำร้อน

แค่ชื่อถนนอย่างเดียว….ก็ไม่ธรรมดาเสียแล้ว…

มุมสวยที่บางเบน.

นอกจากระนองจะมีทะเลที่สวยงามแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า ที่นี่ยังมีทะเลหมอกที่สวยงาม “พี่นพ” สาโรจน์ คชาเศรษฐ์ เหยี่ยวข่าวไทยรัฐจังหวัดระนอง รัวชัตเตอร์เก็บภาพสวยๆของทะเลหมอกที่หาดส้มแป้น มาให้ชมอย่างจุใจ

ทะเลหมอก ที่ระนอง จริงๆแล้วคือเหมืองแร่ดินขาว ซึ่งเคยเป็นเหมืองแร่ดีบุกมาก่อน ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 4 หรือประมาณ 150 ปีก่อน โดยทะเลหมอก จะเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาว และจะมองเห็นสวยที่สุดในช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม เรียกว่า 1 ปี มีให้ชมแค่ 1 เดือนเท่านั้น

ยามเย็นที่..เขาฝาชี.

วันนี้เรามีนัดกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่เป็นตัวของตัวเองอย่างที่สุด เขาชื่อ “ก้อง” ชื่อเดียวกับแบรนด์กาแฟที่เขาปลูก ชื่อจริงของเขาคือ “สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์” เจ้าของก้องวัลเลย์ รีสอร์ต และ
ก้อง คอฟฟี่ กาแฟดีๆที่คนไทยไม่ค่อยได้ลิ้มลอง มีแต่ฝรั่งบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจิบกาแฟของเขา

“ชอบกาแฟแบบไหนกันครับ” พี่ก้อง เริ่มตั้งคำถาม แต่หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่มีโอกาสได้ตอบอีกเลย…

พี่ก้อง บอกว่า เขาคั่วกาแฟด้วยมือ ใช้วิธีคั่วแบบโบราณในกระทะทองเหลืองตั้งบนเตา คั่วจนเม็ดกาแฟสดสุกเต็มที่เป็นสีน้ำตาลทองเข้ม เขาบอกว่า กาแฟที่คั่วด้วยมือแบบนี้จะหอมกรุ่นกว่ากาแฟที่คั่วด้วยเครื่อง เพราะจะสุกจากข้างในออกมาข้างนอก แต่กาแฟที่คั่วด้วยเครื่องจะสุกจากข้างนอกเข้าไปข้างใน ความหอมจึงต่างกัน

รถสองแถวโบราณ…สีสันอีกอย่างของระนอง.

สำหรับที่ระนองแล้ว กาแฟที่ปลุกจะเป็นกาแฟโรบัสต้า ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าหอมสู้อาราบิกร้าไม่ได้ แต่เอาเข้าจริงๆ โรบัสต้าที่ต้มด้วยหม้อต้มโมคา แบบอิตาเลียนสไตล์ ซึ่งใช้ความดันให้ไอน้ำ ผ่านกาแฟคั่วบดขึ้นมา ก็ทำให้ได้รสชาติกาแฟแบบหอมกรุ่น กลมกล่อม ไม่แพ้กาแฟแบรนด์ดังแก้วละเป็นร้อย “น้องพลอย” พลอย จริยเวช นักเขียนชื่อดังยืนยันหลังจากจิบกาแฟต้มสดๆจิบแรก

นอกจากกาแฟแล้ว พี่ก้อง ยังมีซาลาเปาทอด แกล้มกาแฟให้พวกเราได้ชิมด้วย อร่อยจนลืมอิ่มกันเลยทีเดียว เอาเป็นว่าใครผ่านไประนองแล้วอยาก จิบกาแฟหอมจากไร่สดๆ ล่ะก็ แวะไปได้ที่ก้องวัลเลย์ หมู่บ้านบกกราย อ.กระบุรี ที่ที่เจ้าของไร่เขาคุยว่าอยู่ในระนาบเหนือเส้นศูนย์สูตรเดียวกับแหล่งกาแฟโรบัสต้าที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่างเคนยา บราซิลและโคลอมเบียออกจากก้องวัลเลย์ จุดหมายต่อไปของเรา คือ “คอคอดกระ” ส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู ที่เคยเรียนตั้งแต่สมัยชั้นประถม ได้มีโอกาสมาสัมผัสของจริงคราวนี้

ทะเลหมอกที่หาดส้มแป้น.

คอคอดกระ หรือ กิ่วกระ ตั้งอยู่บริเวณบ้านทับหลี ตำบลละมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กับ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ประมาณกิโลเมตรที่ 545 ของทางหลวงหมายเลข 4 ห่างจากเขตเทศบาลเมืองระนองประมาณกว่า 60 กิโลเมตร มีแม่น้ำกระบุรีเป็นแนวกั้นพรหมแดนระหว่างไทย-พม่า มองเห็นกันใกล้ๆ ชาวบ้านทั้งพม่าและไทยข้ามไปข้ามมาหากันได้ไม่ยาก ชื่อของคอคอดกระ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากชื่อแม่น้ำและเมืองกระบุรีนั่นเอง

ออกจากคอคอดกระ “น้องแบงค์” แห่งฟาร์มเฮาส์ ทราเวล บอกว่าจะพาพวกเราไปสัมผัสบรรยากาศเก่าๆสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการพาไปชม “พิพิธภัณฑ์เชิงประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2” ที่อำเภอละอุ่น ระหว่างทาง มองเห็นเขาฝาชีอยู่ลิบๆ

หัวรถจักร..รถไฟสายคอคอดกระ.

รถเลี้ยวเข้าสู่บริเวณ พิพิธภัณฑ์เชิงประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ดูออกจะเงียบเหงา นอกจากคณะของเราแล้ว ไม่มีนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียวที่เข้ามาเที่ยวที่นี่ ทั้งๆที่เป็นสถานที่ที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของประเทศไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

พี่ก้อง…เจ้าของกาแฟอินดี้โรบัสต้าระนอง.

ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์ประกอบไปด้วย อาคารที่ใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงสิ่งที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น สิ่งของเครื่องใช้ของทหารญี่ปุ่น ชิ้นส่วนอาวุธ ซึ่งปิดตายไม่ได้เปิดให้เข้าชม อีกด้านเป็นอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งก็ปิดไว้อีก มีเพียงซุ้มที่คล้ายศาลาคลุมหัวรถจักรโบราณที่ยังอยู่ในสภาพดีเท่านั้นที่สามารถถ่ายรูปมาให้ดูได้

บันไดพญานาค…วัดบางนอน.

ตามประวัติบอกว่า หัวรถจักรโบราณนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรถจักรของเส้นทางรถไฟ สายชุมพร-กระบุรี-คลองละอุ่น ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นเพื่อลำเลียงเสบียงอาหาร กำลังพล อาวุธหนักจากจังหวัดชุมพรไปฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะบริเวณบ้านฝาชีซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ เคยเป็นฐานทัพของทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการก่อสร้างทั้งทางรถไฟ ท่าเทียบเรือ ค่ายทหาร หลุม หลบภัย และป้อมปราการเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร

สุดโรแมนติก…ที่บลูสกาย รีสอร์ต.

ก่อนไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้าน “เคียงเล” ร้านอาหารชื่อดังอีกร้านของเมืองระนองที่มีเมนูเด็ดคือ “ผัดปูนิ่ม” ซึ่งหาทานได้ยาก เราก็เลยต้องแวะดูแหล่งเลี้ยงวัตถุดิบกันสักนิดที่ “ฟาร์มปูนิ่มโกน้อง” ซึ่งเป็นฟาร์มใหญ่ เลี้ยงปูนิ่มหรือปูทะเลลอกคราบส่งขายเยาวราชกิโลละหลายร้อย หลังเยี่ยมชมฟาร์มแล้ว ปรากฏว่าเมนูปูนิ่มเลยขายไม่ค่อยจะออกเท่าไหร่
อรุณสวัสดิ์ระนองกันด้วย “ยำไข่ลวก” อีกหนึ่งเมนูเด็ดของโรงแรมฟาร์มเฮาส์ ที่ใครมาแล้วไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงระนอง อีกที่ที่ไม่ควรพลาดถ้าไประนอง คือการไปกราบสรีระสังขาร “หลวงพ่อด่วน” ที่วัดบางนอน ตำนานพระเกจิที่เผาไม่ไหม้ ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อที่ได้ปฏิบัติธรรมมาอย่างเคร่งครัดยาวนาน

ปูนิ่ม…สุดยอดเมนูเด็ดเมืองระนอง.

ปิดทริประนองด้วยบรรยากาศโรแมนติกของเกาะพยามและบลูสกาย รีสอร์ต หรือ มัลดีฟส์ เมืองไทย ที่แค่นั่งชมทะเล ฟังเสียงคลื่น ก็อิ่มสุขจนไม่อยากจากไปไหนแล้ว

ระนอง….โรแมนติก ซิตี้… ของเมืองไทย.

 

ตกหลุมรัก…เมืองระนอง

Published ตุลาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/522897

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2558 05:01

 

เรือประมงที่บ้านเขานางหงส์.

ไม่ใช่แค่ “รักนะ” อย่างที่การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทยนำมาใช้เป็นสโลแกน เชิญชวนผู้คนให้ไปเที่ยวเมืองฝนแปดแดดสี่อย่างระนอง เพราะถ้าคุณได้ไปเยือนเมืองนี้ คุณจะตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น

พระพุทธรูปดีบุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ต้องขอบคุณ “น้องเจน” เจนจิต ลัดพลี หลานสาวคนเก่งของ คุณหมอรุ่งธรรม ลัดพลี ที่ชักชวนไปเปิดประสบการณ์ใหม่ในเมืองระนอง เมืองเล็กๆที่มีพื้นที่แค่กว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย แถมโปรแกรมนำเที่ยวคราวนี้ “หนุ่มแบงค์” จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์ แห่ง ฟาร์มเฮาส์ ทราเวล และ โรงแรมฟาร์มเฮาส์ กลางเมืองระนอง จัดให้แบบเต็มๆ

เริ่มจากชื่อเมืองกันก่อนเลย ว่ากันว่า ชื่อเมือง “ระนอง” นั้น แผลงมาจากคำว่า “แร่นอง” เหตุเพราะมีแร่ดีบุกมาก สมัยก่อนคนเมืองนี้จึงร่ำรวยมากจากการทำเหมืองแร่ดีบุก

ประวัติศาสตร์ของเมืองระนองมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เริ่มจากเจ้าเมืองคนแรก ซึ่งเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพจากบ้านจิวหู เมืองเจียงซิวฮู ประเทศจีน เข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่อายุ 25 ชื่อ ซูเจียง แซ่คอ หรือ คอซูเจียง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี และเป็นต้นตระกูล ณ ระนอง ด้วย

ประตูสู่เมืองระนอง.

ไม่เพียงแต่คอซูเจียง เท่านั้นที่สร้างความเจริญต่างๆให้แก่เมืองระนอง ลูกๆของเขาไม่ว่าจะเป็น คอซิมเจ่ง , คอซิมก๊อง, คอซิมจั๊ว, คอซิมขิม,คอซิมเต๊ก และ คอซิมบี้ ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับพระราชทานนามสัญญาบัตร เป็นที่เจ้าคุณ ท้าวพระยาและดำรงตำแหน่งสำคัญในการคุมหัวเมืองทางภาคใต้แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะคอซิมบี้ บุตรชายคนที่ 6 นั้น ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรังในปี พ.ศ.2433 และในปี พ.ศ.2455 โปรดเกล้าฯให้เป็น สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต และเป็นผู้ที่นำเอาต้นยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทย จน กลายเป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศรองจากข้าวในสมัยนั้น

ทริปนี้เราได้มีโอกาสไปเที่ยวบ้านของ คอซูเจียง ซึ่งปัจจุบันเป็นบ้านที่อยู่อาศัยของคนในสกุล ณ ระนอง นอกจากอาคารซึ่งเป็นที่เก็บป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษแล้ว ยังมีซากปรักหักพังของเสาที่เคยเป็นเสาของบ้านเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ด้วย นอกจากบ้านหรือจวนเจ้าเมืองเก่าแล้ว เรายังได้ไปคารวะสุสานซึ่งเป็นที่ฝังศพของคอซูเจียง บริเวณถนนสายระนอง-ปากน้ำ ในเขตตำบลบางนอนด้วย

บันไดนาคที่วัดบ้านหงาว.

สุสานแห่งนี้มีความพิเศษ คือ นอกจากจะสร้างบนที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้ว ยังเป็นสุสานที่ตั้งตามหลักการฮวงซุ้ยอย่างครบสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น หลังติดเขาหันหน้าออกสู่ทะเล และระหว่างทางจากทางเข้าถึงสุสาน ยังประดับด้วยบริวารตามหลักฮวงจุ้ย ไม่ว่าจะเป็น รูปปั้นขุนนางฝ่ายบู๊ ที่หมายถึง ความมั่นคงเข้มแข็งของตระกูลและเมือง รูปปั้นขุนนางฝ่ายบุ๋น หมายถึง บัณฑิต นักปราชญ์ สติปัญญา รูปปั้นแพะ หมายถึง โภคทรัพย์ ความโอบอ้อมอารี รูปปั้นเสือ หมายถึง พลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ รูปปั้นม้า หมายถึง ความรวดเร็ว ปราดเปรียว การค้าขายที่คล่องแคล่ว เสาศิลา 2 ต้น หมายถึง สรรเสริญความงดงามของเมืองระนอง ความเป็นเมืองสงบ ความร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นเมืองอัจฉริยบุคคล

จึงไม่แปลกที่เมืองระนองจะมีทั้งความมั่นคง มีคนที่มีสติปัญญาดี มีความสงบ ร่มเย็นเป็นสุข…

ประภาคารที่บ้านเขานางหงส์

อีกอย่างที่ขึ้นชื่อของระนองเห็นจะเป็นน้ำพุร้อนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวคือ บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลระนอง แต่คราวนี้ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง “จตุพจน์ ปิยัมปุตระ” หรือ พี่แชทของน้องๆสื่อมวลชน นำเสนอ บ่อแช่น้ำร้อนพรรั้ง ภายใน อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ซึ่งนอกจากจะมีบ่อน้ำร้อนให้ลงไปแช่สบายตัวแล้ว ยังมีธารน้ำเย็นสำหรับแช่ตัว แถมมีปลาเล็กปลาน้อยมาทำสปาเท้าให้แบบธรรมชาติๆ บอกได้คำเดียวว่า สบายสุดๆจริงๆ

ตกเย็นงานปาร์ตี้ที่วางแผนไว้ว่าจะจัดกันริมสระน้ำที่ “น้ำใสเขาสวยรีสอร์ท” โรงแรมบูติคที่ตกแต่งในสไตล์ธรรมชาติ ให้ได้บรรยากาศโรแมนติก ต้องมีอันเปลี่ยนแผนกะทันหัน เพราะฝนฟ้าพากันตกมาต้อนรับคณะอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ พวกเราเลยย้ายขึ้นไปจัดงานและรับประทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารบนชั้นสองของรีสอร์ต พื้นที่คับแคบแต่ไม่เป็นอุปสรรค เพราะหัวใจของคนจัดงานกว้าง ขวางเกินบรรยาย ทั้งเจ้าบ้านทั้งผู้มาเยือนให้ความ ร่วมมือแต่งกายแบบ Exotic Ranong ร้องรำทำเพลงกันด้วยหัวใจมิตรภาพก่อนแยกย้ายไปนอนหลับพักผ่อน ใครที่ยังแช่น้ำร้อน น้ำแร่ไม่สะใจ ที่นี่เขามีบริการน้ำแร่ให้ได้อาบสบายตัวในห้องพักด้วย

พระราชวังรัตนรังสรรค์.

วันรุ่งขึ้น โปรแกรมแรกคือไปเที่ยวชม “พระราชวังรัตนรังสรรค์” พระราชวังจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมที่จังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักและไม้ตะเคียนทอง ถือเป็นพระราชวังที่มีการประกาศพระบรมราชโองการยกขึ้นเป็นพระราชวัง 1 ใน 19 แห่งของประเทศไทย และเป็นพระราชวัง 1 ใน 6 แห่งที่สร้างขึ้นตามหัวเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

สุสานคอซูเจียง..เจ้าเมืองระนองคนแรก.

ชื่นชมความงดงามของพระราชวังเสร็จ แวะเติมพลังกันสักนิดที่ร้าน “โรตีนิสรา” ร้านโรตีดังเมืองระนอง ที่ใครมาถึงแล้วไม่ได้ลิ้มรสโรตีต้นตำรับความอร่อยถือว่ามาไม่ถึงระนอง เจ้าของบอกว่าเป็นสูตรเด็ดสืบทอดมาจากอินเดีย มีทั้งโรตีก้อนกลมจิ้มกับแกงไก่ โรตีพิซซ่า โรตีมะตะบะ รวมทั้งโรตีหวานๆกรอบๆทุกรสเข้มข้นจัดจ้านได้ใจ ขืนนั่งต่อนาน อีกนิดมีหวังต้องกลับไปลดน้ำหนักกันอีกเป็นเดือน

ปูเจ้าฟ้า…

ตกบ่าย หนุ่มแบงค์ เปลี่ยนโปรแกรมให้ไปไหว้พระ “หลวงพ่อดีบุก” พระพุทธรูปดีบุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ วัดบ้านหงาว ซึ่งเมื่อมองจากบริเวณพระอุโบสถ จะเห็นน้ำตกหงาวเป็นสายไหลจากยอดเขา ที่น้ำตกหงาวนี่เองที่มีการพบ “ปูเจ้าฟ้า” ที่มีลักษณะเด่นคือ มีลำตัวและก้ามเป็นสีขาว ตรงช่วงปากมีสีม่วงอมดำ ปูชนิดนี้ชอบหลบๆซ่อนๆหากิน ตามซอกหิน ริมลำธาร หรือใต้ใบไม้ อีกอย่างคือ ดอกโกมาชุมซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดระนอง รวมทั้งเอื้องเงินหลวง กล้วยไม้ป่าหายากด้วย

ซากเสาหินที่ยังหลงเหลืออยู่.

ที่สวยงามอีกอย่างของวัดนี้ คือ บันไดทางขึ้นพระอุโบสถที่สร้างเป็นพญานาค 4 ตัว ดูยิ่งใหญ่ อลังการหาดูที่ไหนได้ยาก

ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปและชื่นชมความงามของ “ประภาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” ที่บ้านเขานางหงส์ ซึ่งนอกจากจะเป็นประภาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นท่าเทียบเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะสนของพม่าด้วย

บ้านคอซูเจียง.

ยัง ยังไม่หมด ระนองยังมีของดีอีกเยอะ สัปดาห์หน้าจะพาไปจิบกาแฟ แกล้มซาลาเปาทอด กินปูนิ่มแสนอร่อย แต่ถ้ารอไม่ไหวก็เก็บกระเป๋า จองตั๋วเครื่องบิน ไปรักนะ…ระนองกันเลย…

 

ผจญภัยกลางป่า….เมืองกาญจน์ เที่ยวถ้ำละว้า–ย้อนประวัติศาสตร์สงคราม

Published ตุลาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/521356

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2558 05:01

 

“ช่องไฟนรก” (Hellfire Pass) หรือช่องเขาขาด.

ถ้าถามถึง 1 ใน 10 จังหวัดที่อยากท่องเที่ยวหรือแนะนำให้ผู้คนท่องเที่ยวมากที่สุดของเมืองไทย เชื่อแน่ว่า “กาญจนบุรี” อาจเป็น 1 ใน 10 จังหวัดที่ว่านั้น ด้วยเหตุผลที่ระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ทั้งยังมีแรงดึงดูดที่เป็นเทรนด์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ การได้กลับไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ….

“ริเวอร์แคว จังเกิ้ลราฟท์” — Back to Basic.

โอกาสดีได้รับชวนจากบริษัทบัตรเครดิตกรุงไทย ชวนไปเปิดหูเปิดตาเยือน “ช่องเขาขาด” ส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายมรณะอันลือลั่น ที่นอกเหนือจากสะพานข้ามแม่น้ำแควแล้ว…“ช่องไฟนรก” (Hellfire Pass) หรือช่องเขาขาด คืออีกสถานที่หนึ่งของกาญจนบุรีที่ผู้คนน่าไปเยือนซึมซับประวัติศาสตร์ด้านมืด ที่เปรียบเสมือนบันทึกเสี้ยวหนึ่งของความโหดร้ายทารุณที่มนุษย์กระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

แคมปิ้งซาฟารี “หินตก ริเวอร์แคมป์”.

เปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกของกาญจนบุรี กันที่ “อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด” …พิพิธภัณฑ์ในสถานที่จริง ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเชลยศึกและแรงงานชาวเอเชียซึ่งเสียชีวิตและได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสกับประวัติศาสตร์อันขมขื่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นในเขตแปซิฟิก เมื่อปี 2484 กองทัพญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ฐานทัพเรือสหรัฐฯในเกาะฮาวาย ตามด้วยการรุกคืบของกองทัพญี่ปุ่นสู่มาเลเซียและไล่รุกต่อไปรบกับทหารอังกฤษในพม่าหวังมุ่งสู่เป้าหมายรุกรบยึดอินเดีย ในช่วงเวลานั้น ญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัยที่ปลอดภัยมากกว่าการขนส่งทางเรือ จึงต้องสร้างทางรถไฟยาว 415 กม. จากบ้านโป่ง ราชบุรี ข้ามพรมแดนไปถึงเมืองตันบูซายัต ในพม่า

พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด.

ใครที่อยากรู้รายละเอียดเรื่องนี้ แนะนำให้หาภาพยนตร์เรื่อง “The Railway man” ซึ่งเขาถ่ายทำกันในพื้นที่จริงๆ คือ กาญจนบุรี นี่ละ มาดู อาจจะได้ทั้งรายละเอียดของประวัติศาสตร์และบทสรุปอีกหลายด้านของสงคราม ซึ่งไม่ได้มีแต่ความเลวร้ายเสียทั้งหมด… เพราะถ้าจะให้เล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดอาจต้องเขียนหนังสือกันเป็นเล่มๆเลยทีเดียว

เรือนแพ “หรูแบบแตกต่าง” กลางแม่น้ำแควน้อย.

การเดินทางสู่ช่องเขาขาด ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญเหมือนชื่อ “เขาขาด” แต่ต้องออกไปจากตัวเมืองกาญจนบุรีราว 80 กม. ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้ไกลปืนเที่ยงเหมือนยุคสงคราม ขับรถชั่วโมงเศษๆก็ถึงแล้ว ส่วนเรื่องที่พัก ก็ไม่ต้องห่วงกังวลเพราะมีสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามรสนิยม แม้แต่รีสอร์ตมีระดับ อย่าง “เซเรนนาต้า โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กรุ๊ป” ซึ่งมีเครือโรงแรมและรีสอร์ต ทั่วประเทศไทยถึง 15 แห่ง ก็มาบุกเบิกเปิดรีสอร์ตเรียบหรูอยู่สบายรองรับนักท่องเที่ยวเป็นแห่งแรกที่นี่ เช่นเดียวกับรีสอร์ตอิงธรรมชาติต่างรูปแบบในเขตลุ่มแม่น้ำแควน้อยอีกถึง 5 แห่ง

ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะจากบ้านโป่ง ราชบุรี ถึงตันบูซายัตในเมียนมา.

คุณต่อ “ชัชวาล ศูรางกูร” หนุ่มหล่อไฟแรง บุคลิกเรียบร้อยเป็นกันเอง ทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดที่สืบต่อเจตนารมณ์จากคนรุ่นพ่อ “ศุภฤกษ์ ศูรางกูร” ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเกือบ 35 ปี ปลุกปั้น “หนุ่มสาวทัวร์” จนมีชื่อเสียงเบอร์หนึ่งของบริษัทนำเที่ยวในไทย

หินงอกหินย้อยภายในถ้ำ ดูงดงามเหมือนสายน้ำตก.

คืนแรกของภารกิจเที่ยวสำรวจช่องเขาขาด “คุณต่อ” พาพวกเราไปนอนพัก“หินตก ริเวอร์ แคมป์” 1 ใน 10 อันดับรีสอร์ตแนวผจญภัยที่นิยมที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่สร้างนิยามการพักผ่อนรูปแบบใหม่แนวแคมปิ้งซาฟารี ด้วยการสร้างบรรยากาศแบบป่าๆ ด้วยการเนรมิตเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ซึ่งออกแบบตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน พร้อมเตียงนอน เครื่องปรับอากาศและห้องน้ำในตัวกับอาหารค่ำรอบกองไฟใกล้ชิดธรรมชาติ สายน้ำ ป่าไม้และขุนเขา แบบประมาณว่า ธรรมชาติสุดๆจริงๆ

ทางเข้าถ้ำละว้า..

ซึ่งด้วยการฉีกไอเดียใหม่ๆ ทำให้ที่นี่คว้าทั้งรางวัล Gold Award และ Silver Award จากการประกวดโรงแรมที่พัก “ไทยแลนด์ บูทิค อวอร์ด 2011” มาเป็นตัวการันตี

กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ในผืนน้ำขึ้นไปถึงการไต่ยอดไม้สูงและการแสดงวัฒนธรรมชาวมอญมีให้ชมทุกค่ำคืน.

หลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายกลางป่าเมืองกาญจนบุรีในคืนแรก วันรุ่งขึ้น กิจกรรมที่พลาดไม่ได้ สำหรับการมาเที่ยวที่นี่ ก็คือ การล่องแพในแม่น้ำแควน้อย ที่ถือว่า เป็นที่แรกๆของการล่องแพเที่ยวในแม่น้ำ ที่สำคัญคือ ไม่น่าเชื่อว่าสถานที่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯแค่คืบ จะยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ที่ยังเขียวชอุ่ม งานนี้ดูเหมือนความเครียดที่สะสมมาจาก กทม.จะถูกสลัดทิ้งแบบไม่ไยดีกันต่อไปอีก

กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ในผืนน้ำขึ้นไปถึงการไต่ยอดไม้สูงและการแสดงวัฒนธรรมชาวมอญมีให้ชมทุกค่ำคืน.

สำหรับการล่องแพนั้น สามารถที่จะล่องแบบหมู่คณะโดยเช่าแพของผู้ประกอบการเอง หรือซื้อเป็นแพ็กเกจกับโรงแรม ซึ่งก็มีหลายรูปแบบให้เลือก เช่น เรือนแพแนวคิด “Back to Basic” กล้อมแกล้มความหมายสูงสุดคืนสู่สามัญของ “ริเวอร์แควจังเกิ้ลราฟท์” สัมผัสประสบการณ์พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ แบบเรียบง่ายแต่ได้ใจ หรือถ้าอยากหรูขึ้นมาอีกนิด ก็สามารถทั้งพักทั้งล่องแพไปด้วยพร้อมๆกัน บนเรือนแพลอยน้ำหรูหราระดับวิลล่า ก็มีให้เลือกตามกำลังในกระเป๋าสตางค์ และรสนิยมของแต่ละคน

กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ในผืนน้ำขึ้นไปถึงการไต่ยอดไม้สูงและการแสดงวัฒนธรรมชาวมอญมีให้ชมทุกค่ำคืน.

นอกจากล่องแพแล้ว งานนี้เรายังได้มีโอกาสขี่จักรยานสำรวจป่าเขา ผ่านเที่ยวชมชิมสวนผลไม้นานาชนิด ชมความงามของหินงอกหินย้อยใน “ถ้ำละว้า” หนึ่งในถ้ำหินงอกหินย้อยที่มีความงดงามและยังเป็นถ้ำแรกๆ ที่ถูกค้นพบของกาญจนบุรี เมื่อเกือบ 60 ปีก่อน ตอนที่ค้นพบนั้น มีบันทึกว่า ภายในถ้ำมีโครงกระดูกมนุษย์โบราณทำให้สันนิษฐานได้ว่าที่แห่งนี้อาจจะเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นได้

กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ในผืนน้ำขึ้นไปถึงการไต่ยอดไม้สูงและการแสดงวัฒนธรรมชาวมอญมีให้ชมทุกค่ำคืน.

เส้นทางเดินชมภายในถ้ำมีไฟเปิดให้ความสว่างตลอดทางถ้ำไม่ลึกมากแค่ 450 เมตร เดินตรงอย่างเดียวและมีทางเข้าออกทางเดียว ภายในถ้ำแบ่งเป็นห้องต่างๆ 5 ห้อง เริ่มจาก ห้องหนุมาน, ห้องจระเข้ ซึ่งเป็นห้องที่มีหินย้อยขนาดใหญ่คล้ายจระเข้เกาะอยู่บนเพดาน ต่อด้วย ห้องดนตรี, ห้องค้างคาว ที่มีค้างคาวนับพันตัวอาศัยอยู่ ปิดท้ายด้วยห้องม่านบรรทม ซึ่งเป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของถ้ำ มีลักษณะเด่นเป็นหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายม่านในห้องนอน รวมถึงภาพของสายน้ำที่กำลังไหลลงมาตามซอกหิน เมื่อต้องแสงหินงอกเหล่านี้มีประกายระยิบระยับ เรียกว่าเวลา 1 ชั่วโมงในการเที่ยวชมภายในถ้ำเพลินจนลืมเวลากันเลยทีเดียว

กิจกรรมหลากหลายตั้งแต่ในผืนน้ำขึ้นไปถึงการไต่ยอดไม้สูงและการแสดงวัฒนธรรมชาวมอญมีให้ชมทุกค่ำคืน.

คืนที่สอง คนเชิญเขาแนะนำที่พักอีกที่ ให้สัมผัส บรรยากาศของการ ทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์ถึง 38 ฐาน รวมถึงการโรยตัว ข้ามบึงใหญ่ยาว 185 เมตร ท้าทายความกล้าของหนุ่มใจกล้า ที่ความชราของสังขารไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าที่ควร หลังผจญภัยสุดๆแล้ว ก็ปิดท้าย ด้วยการอาบน้ำแร่ร้อนออนเซนกลางแจ้ง ที่ต้องบอกว่า มันฟินมากๆกลับจากกาญจนบุรีคราวนี้ บอกเลยว่า รักเมืองไทยขึ้นอีกเยอะ…!!!!

 

โลกสองด้าน… ฝันร้ายใน “นานกิง”

Published ตุลาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/519771

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ส.ค. 2558 05:01

 

บรรยากาศแม่น้ำฉิงขวายเหอ..ในนานกิง.

หลังออกจากอู่เจิ้น เมืองโบราณที่อบอวลไป ด้วยศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิตอันยิ่งใหญ่ และงดงามแล้ว “นกสกู๊ต” ก็พาพวกเรากลับเข้าสู่เมืองนานกิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลเจียงซู

นอกจากมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในฐานะ 1 ใน 4 เมืองเก่าแก่ของจีนที่เต็มไปด้วยมรดกและโบราณสถานจำนวนมากแล้ว ยังเป็นเมืองจุดหมายปลายทางของเส้นทางบินใหม่สำหรับ นกสกู๊ต ที่เปิดให้บริการถึง 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

อนุสรณ์สถานสังหารหมู่ในนานกิง.

ตามประวัติศาสตร์บอกว่า นานกิง น่าจะเป็นเมืองที่เคยมีมนุษย์โบราณอาศัยอยู่ตั้งแต่เมื่อ 30 ล้านปีก่อน เหตุเพราะมีการขุดพบฟอสซิลและกะโหลกศีรษะมนุษย์ apeman ทางตะวันออกของเมือง

ถนนคนเดินในตลาดฟูจื่อเมี่ยว.

เมืองนี้มีการเปลี่ยนชื่อเมืองไปมาอยู่หลายครั้ง จาก “ยิ่งเทียนฝู่” เปลี่ยนเป็นนานกิง ในยุคสมัยที่ จูหยวนจาง สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิราชวงศ์ต้าหมิง เมื่อปี ค.ศ.1368 ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิงตอนต้น นานกิง เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น จิงซี ในฐานะเมืองหลวงของราชวงศ์หมิงตอนต้น จิงซี เป็นเมืองหลวงอยู่นานถึง 53 ปี ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิหงหวู่ มาจนถึงจักรพรรดิหย่งเล่อ กระทั่งจักรพรรดิจูตี้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ปักกิ่ง และกลับมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้งในช่วงปี ค.ศ.1927-1949 ก่อนจะคืนฐานะเมืองหลวงกลับไปยังปักกิ่งอีกครั้ง

สะพานเหล็ก 2 ชั้น ข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง.

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ควรพลาดหากมาเยือนเมืองหลวงเก่าแห่งนี้ คือ สุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น ซึ่งถือว่าเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุด ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของภูเขาจื่อจิงซาน ด้านบนที่เป็นอนุสาวรีย์ของท่าน สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองนานกิงได้แบบ 360 องศา

สุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น สร้างขึ้นหลังจากที่ ดร.ซุนยัดเซ็นถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ.1925 การขึ้นไปยังสุสาน ต้องขึ้นบันไดไปถึง 392 ขั้น ซึ่งเป็นจำนวนของประชากรจีนในสมัยนั้น ในระหว่างทางขึ้นมีเชิงพัก 8 ขั้น ที่มีความหมายคือ 5 อำนาจในรัฐธรรมนูญ และ 3 อำนาจไตรประชา

ภัตตาคาร Dapaidang ภายในอุทยานสุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น.

ด้านบนของสุสานเป็นหออนุสาวรีย์ที่มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของ ดร.ซุนยัดเซ็น บิดาแห่งประเทศจีนใหม่ ส่วนสุสานจริงๆซึ่งเป็นอาคารที่เก็บศพนั้น ต้องเดินจากหออนุสาวรีย์ลงไปเล็กน้อย ปัจจุบันทางการจีนไม่อนุญาตให้เข้าไปชมได้

หลังชื่นชมความยิ่งใหญ่อลังการของสุสาน ดร.ซุนยัดเซ็นแล้ว ก็ได้เวลาเติมพลังอาหารกลางวันที่วันนี้ เจ้าภาพนกสกู๊ต จัดเต็มให้ที่ภัตตาคาร Dapaidang ซึ่งเป็นภัตตาคารที่ออกแบบความเป็นจีนไว้ได้อย่างสวยงาม อาหารวันนี้ มีทั้งยำเส้นเต้าหู้ หมูแดง เป็ดอบเกลือ เต้าหู้ไข่กุ้ง ปลาทอดราดซอส ไก่แช่พริก หมูสามชั้นอบข้าวเหนียว ขาหมูย่าง หอยต้มไชเท้า และอีกหลากหลายเมนูเด็ด ที่งานนี้ทำเอาหลายคนน้ำหนักขึ้นไปหลายกิโลพอๆกับหน้าท้องที่พองขึ้นอีกหลายชั้น

รายชื่อเหยื่อ 300,000 คนที่ถูกสังหาร ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นานกิง.

ตกบ่าย เรามีนัดไปต่อกันที่ สุสานจักรพรรดิหงอู่ หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า สุสานหมิงเสี้ยวหลิง ซึ่งถือว่าเป็นสุสานหลวง ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเขียวขจี เป็นสุสานที่จักรพรรดิหงอู่ทรงเลือกทำเลที่จะสร้างก่อนที่พระองค์จะสวรรคตหลายปี สุสานจักรพรรดิหงอู่ ตั้งอยู่ตอนล่างของสุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น ทางเดินไปยังสุสานจะมีรูปสลักหินตลอดสองข้างทาง เรียกว่า เส้นทางสวรรค์ ในช่วงกบฏไท่ผิง สุสานจักรพรรดิหงอู่ถูกปล้นเอาสมบัติล้ำค่าไปจนหมดสิ้น ทำให้หลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายอย่างถูกทำลายไป ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

อนุสาวรีย์รูปปั้น ดร.ซุนยัดเซ็น.

จากสุสานจักรพรรดิหงอู่ เดินไปไม่ไกล จะเป็น วัดหลิงกู่ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ยังเหลืออยู่ในวัดนี้คือ “หออู่เหลียง” เป็นหอไม่มีคาน สร้างด้วยศิลาทั้งหลัง ด้านหลังวัดมีเจดีย์หลิงกู่ เป็นเจดีย์ 9 ชั้น สูงถึง 60.5 เมตร สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหยื่อสงครามในยุคขุนศึก เราเดินไปไม่ถึงเจดีย์ เพราะฝนเริ่มตกพรำๆ แต่ก็ถือเป็นโชคดี เพราะวัดที่อยู่ด้านหน้าเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและที่น่าตื่นเต้นที่ถือว่าเรามีโอกาสได้พบโดยบังเอิญ คือ เจดีย์ทองบรรจุอัฐิธาตุของพระถังซัมจั๋ง ประดิษฐานในวิหารของวัด ถือเป็นสิ่งล้ำค่ามากๆ

สุสานดร.ซุนยัดเซ็น…ถ่ายจากด้านบนของเนินเขาจื่อจิงซาน.

ช่วงค่ำ กิจกรรมสำคัญที่เป็นไนต์ ไลฟ์ของนานกิง ที่ไม่ควรพลาด คือ การล่องเรือใน แม่น้ำฉิงขวายเหอ แม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนานกิง ที่มีความยาวถึง 110 กิโลเมตร ถือเป็นแม่น้ำสายย่อยของแม่น้ำแยงซีเกียง ระยะทางของการล่องเรือเป็นช่วงของแม่น้ำสายในยาวประมาณ 4.2 กิโลเมตร 2 ฟากฝั่งของแม่น้ำในยามค่ำคืน นอกจากเป็นบ้านเรือน ร้านค้าแล้ว ยังมีการประดับ ประดาไฟไว้อย่างสวยงาม

เสร็จจากล่องเรือก็ได้เวลาละลายเงินหยวน ตลาด ฟูจื่อเมี่ยว ที่อยู่ใกล้ๆ กับวัดขงจื๊อ ละลานตาไปด้วยผู้คน ร้านค้า ทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของ ที่ระลึก หิ้วกันมาคนละถุงสองถุง ก่อนกลับไปนอนหลับฝันดีที่โรงแรม

สุสานหมิงเสี้ยวหลิง.

วันสุดท้ายในนานกิง เป็นอีกวันที่แม้ใจจะเบิกบานกับการท่องเที่ยวในเมืองแปลกหู แปลกตา แต่เมื่อต้องไปยืนรอเข้าแถวเพื่อเข้าชม อนุสรณ์สถานการสังหารหมู่นานกิง ความหดหู่ก็เริ่มแว่บเข้ามาในใจอย่างไม่รู้ตัว ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ในนานกิง เป็นฝันร้ายที่คนนานกิงไม่อาจลบออกไปจากใจได้ หลักฐานหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย วีดิโอ และรูปภาพที่แสดงถึงความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นที่กระทำต่อชาวนานกิงเมื่อเดือนธันวาคมปี ค.ศ.1937 นั้น ยังเป็นภาพที่ฝังแน่นที่คนนานกิงนึกถึงครั้งใดก็หลั่งน้ำตาเมื่อนั้น

รูปปั้นแสดงสัญลักษณ์ความสูญเสียในสงครามที่นานกิง.

ปิดท้ายการเยือนนานกิงที่สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง สะพานที่ว่ากันว่าใช้แรงงานคนในการก่อสร้างมากกว่า 9,000 คน นานถึง 8 ปี เริ่มสร้างในปี ค.ศ.1960 เสร็จในปี ค.ศ.1968 ความพิเศษของสะพานแห่งนี้คือ เป็นสะพานเหล็ก 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นทางรถไฟวิ่ง ส่วนชั้นบนเป็นทางสำหรับรถยนต์ ความยาวของสะพานประมาณ 4.5 กิโลเมตร ถือเป็นสะพานแห่งแรกที่เป็นความสำเร็จของจีนเพราะเป็นสะพานที่ออกแบบและสร้างโดยสถาปนิกของจีนรวมถึงการทดลองใช้เหล็กกล้าของจีนด้วยเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ที่เป็นของจีนทั้งหมด

แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับมหานครเซี่ยงไฮ้ หรือเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง แต่นานกิง ก็ถือเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่มีทั้งเรื่องร้ายและเรื่องดีๆในที่เดียวกัน

ไม่ต่างอะไรกับโลกที่มักมีสองด้านให้เรามองเสมอ………!!!

 

“อู่เจิ้น” เมืองสวรรค์…แห่งแรงบันดาลใจ

Published ตุลาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/518220

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2558 05:01

 

มุมสวยอีกมุมในคลองต้ายุ่นเหอ.

ระหว่างล่องเรือใน คลองต้ายุ่นเหอ คลองขุดที่ยาวที่สุดของโลกในเมืองอู่เจิ้น ตำบลเก่าแก่ในเมืองถงเชียง มณฑลเจ้อเจียง พลันก็นึกถึง เหมา ตุ้น ปรมาจารย์ด้านวรรณคดีที่โด่งดัง ซึ่งเป็นคนอู่เจิ้น ถงเชียง และยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก เมื่อไปค้นประวัติบุคคลสำคัญอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น หยวน ตั๋ว เฮ่อ หนึ่งในบรรณาธิการที่ทรงอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติการรายงานข่าวของจีน รวมถึง ซุนมู่ซิน จิตรกรเอก ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนไปจากหมู่บ้านอู่เจิ้นแทบทั้งสิ้น

มุมกว้างของคลอง..มองเห็นเรือพาย ลอดสะพานหินโบราณ.

ไม่นับรวมบันทึกทางประวัติศาสตร์ในช่วงหลายร้อยปี ตั้งแต่ราชวงศ์ซ้องจนถึงราชวงศ์ชิงของจีน ที่บันทึกไว้ว่า ชาวตำบลอู่เจิ้นสามารถสอบขุนนางระดับเคอจี้ (ตำแหน่งขุนนางระดับสูงในราชสำนักยุคโบราณ) และสอบเป็นบัณฑิตในระดับต่างๆได้มากกว่า 200 คน

นั่นแสดงว่าเมืองนี้ต้องมีความพิเศษ…มากกว่าเมืองอื่นๆ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สายการบิน NOK SCOOT ต้องพาสื่อมวลชนมากกว่า 20 ชีวิตมาพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของ “อู่เจิ้น” ในชื่อทริป “Charming Nanjing” เมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองกันในช่วงสายๆ ด้วย “ปลายฟ้า” โบอิ้ง 777-200 ลำที่สองของ นกสกู๊ต ที่เข้าประจำการ มุ่งหน้าสู่เมืองนานกิง มณฑลเจียงซู ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน

ประตูทางเข้าหมู่บ้านอู่เจิ้น.

นอนหลับฝันดีที่โรงแรมโซฟิเทล กาแล็กซี่ เมืองนานกิง เพื่อเตรียมพร้อมเรี่ยวแรงตะลุยอู่เจิ้นในวันที่สองของการเดินทาง

3 ชั่วโมงเศษๆจากนานกิง แวะเข้าห้องน้ำระหว่างทาง ต้องบอกว่า เดี๋ยวนี้เมืองจีนเขาพัฒนาไปมากพอสมควร ห้องน้ำ “พอใช้ล่าย” หมายความว่า เข้าๆไปเถอะ นอกจากทำภารกิจส่วนตัวแล้วอาจได้เห็นอาหมวย อาม่าโชว์ลีลายองๆ ฉี่แบบไม่ปิดประตูห้องน้ำเป็นของแถม ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของเราแต่พฤติกรรมเดิมๆของเขา ซึ่งถ้ามองอย่างเข้าใจถ้าผ่านห้องน้ำเมืองจีนไปได้ห้องน้ำที่ไหนในโลกก็ดีหมดละ

อ้อ! ที่ห้องน้ำตรงจุดแวะพัก มีของดีอยู่อย่างแนะนำให้ซื้อ พริกขี้หนูสับสดๆผสมกับกระเทียมสด เอาไว้กินกับข้าวอร่อยอย่าบอกใคร จนหลายคนแอบซื้อพริกห้องน้ำเมืองจีนกลับเมืองไทยด้วย

โรงเรียนเก่าแก่ในหมู่บ้าน..ที่องค์ชายเจ๋าหมิงเคยมาเรียนที่นี่.

และแล้วเราก็มาถึงอู่เจิ้น หมู่บ้านโบราณที่มีประวัติอารยธรรมยาวนานถึง 7,000 ปี มีประวัติในการสร้างตำบลนานกว่า 1,300 ปี และเพราะที่นี่มีชื่อเสียงของการสร้างคนเก่งอย่างที่บอกไว้ในตอนแรก พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ กษัตริย์ผู้ฝักใฝ่ธรรมแห่งราชวงศ์เหลียง ถึงกับส่งพระราชโอรสคือ องค์ชายเจ๋าหมิง ให้มาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ มีอาคารเรียนดั้งเดิมอายุมากกว่า 400 ปี เป็นหลักฐานให้เห็นอยู่

การเดินเที่ยวชมหมู่บ้านอู่เจิ้น สร้างความเพลิดเพลินไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่นี่ยังคงอนุรักษ์ความเก่าแก่โบราณไว้ได้เกือบเต็มร้อย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ยังคงความเก่าแก่ของชุมชนริมน้ำ ลวดลายการแกะสลักไม้ทั้งบานประตูและหน้าต่าง การแกะสลักหิน ซึ่งจะเห็นได้ตามเสาสะพานและรูปปั้นต่างๆ

สีสันยามค่ำคืนของอู่เจิ้น.

ระหว่างทางเดินเชื่อมต่อไปยังกลุ่มบ้าน จะมีสะพานหินทอดข้ามคลอง ที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน และถึงแม้ว่าทุกวันนี้ อู่เจิ้น จะได้รับการพัฒนาโดยทางการจีนออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ ดูแลและซ่อมแซมให้แต่ละบ้านเรือนเพื่อทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ก็ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่จริงๆ เป็นชุมชนจริงๆ โดยเฉพาะคนเก่าแก่ที่ยังคงอนุรักษ์ความเป็นอู่เจิ้นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งการทอผ้าไหม ย้อมผ้าฝ้าย ทำขนม ขณะที่บ้านบางหลังถูกดัดแปลงเป็นโฮมสเตย์ สำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน

อาหารกลางวันที่ “พี่หนู” สุริยาภา บุนนาค จัดไว้ต้อนรับคณะเป็นอาหารจีนระดับภัตตาคาร ทั้งซุปทะเล, ปลาน้ำแดง, กุ้งอบผงกะหรี่, กระดูกหมูตุ๋นข้าวโพด, ไก่บ้านตุ๋นเห็ดป่า, ปูผัดขนมปีใหม่, เนื้อไก่ผัดเห็ด, ข้าวผัดหยางโจว…อย่างหลังนี่รู้สึกจะถูกปากมากที่สุดในประดาอาหารทั้งหลาย ยิ่งกินกับพริกขี้หนูห้องน้ำ…ที่คนจีนเรียกว่า ล่าเจียวเจี้ยน …ด้วยแล้ว อร่อยเลิศแบบที่คุณหรีดไม่ต้องการันตีเลยทีเดียว

หลังอิ่มท้องกันถ้วนหน้าก็พากันเดินต่อไปยัง Jin’s Hall หรือบ้านพิพิธภัณฑ์ซึ่งจะจัดแสดงวัฒนธรรมของชาวอู่เจิ้นตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์ชิง มาจนถึงยุคก่อตั้งสาธารณรัฐ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีทั้งเกี้ยว สำหรับแห่เจ้าสาว เครื่องแต่งกายโบราณของคู่บ่าวสาว แท่นพิธีสำหรับยกน้ำชาในงานแต่งงาน เตียงเข้าหอ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการแต่งงานของจีน รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

พิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวการรัดเท้าของสาวจีนสมัยโบราณ.

เรื่องชาติพันธุ์ของชาวอู่เจิ้นนี้มีบันทึกไว้ที่แผ่นหิน ทางเข้าหมู่บ้านเป็นภาษาอังกฤษถอดความได้ว่า

“อู่เจิ้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 6,000 ปี บรรพบุรุษของเราได้มาตั้งรกรากที่นี่และใช้ชื่อเผ่าพันธุ์ว่า อู่ตุ้น (Wu Dun) ได้ก่อตั้งเป็นชุมชนเอาไว้จนกระทั่งราวๆ 500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ในสมัยชุนชิว อู่ตุ้นกลายเป็นพรมแดนรอยต่อระหว่างแคว้นอู๋ (Wu) และแคว้นเย่ว์ (Yue) แคว้นอู๋ได้สร้างปราการขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีจากแคว้นเย่ว์ และเปลี่ยนชื่อจาก “อู่ตุ้น” เป็น “อู่ชู” (Wu Shu) ในสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ มาจนถึงยุคราชวงศ์ฮั่น, ซุ่ย และ ถัง อู่เจิ้นถูกปกครองโดยพวกชาวอู๋และชาวเย่ว์ สลับกันมีอำนาจ จากประวัติศาสตร์ยาวนาน นับพันๆปี ทำให้อู่เจิ้นได้สั่งสมและก่อรูปวัฒนธรรมขึ้นมา วัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญซึ่งได้รับการพัฒนามาตามกาลเวลาและทรงคุณค่าอย่างมาก”

เสื้อผ้าที่ Jin’s Hall.

ทำให้เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมอู่เจิ้น ก็จะเป็นวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างอู๋กับเย่ว์…

ที่น่าสนใจอีกที่หนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์ว่าด้วยการรัดเท้าของหญิงชาวจีนโบราณ ซึ่งน่ากลัวมาก ผู้หญิงชาวจีนสมัยก่อนเชื่อว่า การที่เท้ายิ่งเล็ก…ยิ่งสวย และส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงสูงศักดิ์ ยิ่งถ้าเท้ามีขนาดไม่เกิน 3 นิ้วจะถูกเรียกว่า “เท้าดอกบัวทองคำ” ถ้ายาวกว่า 3 นิ้วแต่ไม่เกิน 4 นิ้ว “เท้าดอกบัวเงิน” แต่ถ้ายาวกว่า 4 นิ้วก็จะถูกลดชั้นเป็น “เท้าดอกบัวเหล็ก” พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงถ้ายิ่งเท้าใหญ่ ตีนโตๆ ก็คือคนจน และมักจะหาสามีไม่ได้นั่นเอง แต่จริงๆแล้วในยุคหลังๆมีการวิจารณ์กันว่าการรัดเท้าก็คือการจำกัดสิทธิผู้หญิงให้ไปไหนมาไหนลำบากนั่นเอง

และนี่คือสิ่งที่คนยุคปัจจุบันร่ำร้องหาชีวิตแบบ “Slow live” ที่อาจจะดูเนิบช้าแต่กลับหนักแน่นและมั่นคง ไม่เช่นนั้น วิถีตะวันออกของชาวจีน…คงไม่สามารถเขย่าโลกได้เพียงนี้.

 

%d bloggers like this: