เที่ยวตามตะวัน

All posts tagged เที่ยวตามตะวัน

ปั่นไปเบิ่ง “สะดือแม่น้ำโขง”ที่ ‘บึงกาฬ’

Published มกราคม 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554093

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ธ.ค. 2558 05:01

 

…ฤดูท่องเที่ยวหนาวนี้ ใครยังไม่ตัดสินใจเลือกไปไหน ลองพิจารณาจังหวัดน้องใหม่ล่าสุดของประเทศไทย “บึงกาฬ–77”…จังหวัดนี้มีดีอะไร ทำไมต้องลองไปเยือน…

ต้องขอบคุณ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ผอ.กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ พิชยา สายแสงจันทร์ และทีมงานคุณภาพ ที่พาสื่อกลุ่มเล็กๆไปสัมผัสความหลากหลายและความคล้ายคลึงกันของดินแดนอีสานเหนือ รวบรัด 3 จังหวัดรวด…อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ ภายในช่วงเวลา 2 คืน 3 วัน แต่เต็มอิ่มประทับใจ ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า…

ศาลเจ้าปู่-ย่า..อุดรธานี

ขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพฯสู่อุดรธานี ทันทีที่เครื่องบินลงแตะพื้นรันเวย์ ตามวิถีขนบประเพณีไทย ถึงที่ไหนต้องไปคารวะ “เจ้าที่” พี่ป็อป…ผอ.พิชยา จึงพาไปไหว้ศาลเจ้าปู่-ย่า ซึ่งตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟใกล้ตลาดหนองบัว เป็นศาลเจ้าจีนขนาดใหญ่ ชาวอุดรธานีเชื่อว่าการกราบไหว้ศาลเจ้าปู่-ย่า ทำให้ค้าขายประกอบธุรกิจรุ่งเรือง

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน

ใกล้ๆกับศาลเจ้าปู่-ย่า มี ศูนย์วัฒนธรรมไทย–จีน ก่อตั้งเป็น ศูนย์รวมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม วิถีบรรพชน และหลักปรัชญาของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดอุดรธานี ให้ผู้ไปเยือนได้เรียนรู้ความเป็นมาเป็นไปของชุมชนที่ดูเป็นจีนๆและน่าสนใจ เห็นจะเป็น ร้านขายชาจีนผิงอัน ร้านชาเล็กๆข้างๆศูนย์วัฒนธรรม ที่เปิดให้ผู้คนไปนั่งจิบชาพูดคุยและนั่งพักผ่อนสบายๆ รายได้ส่วนหนึ่งของร้านนี้ นำไปทำบุญกับมูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า ใช้ช่วยเหลือผู้คนยากไร้ ด้อยโอกาสเป็นกุศลต่อไปอีก

ร้านชาผิงอัน

หลังจิบชาชิลๆแล้ว เราก็ไปต่อกันที่ บ้านโฮจิมินห์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่จัดแสดงประวัติและผลงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์แห่งเวียดนาม รวมถึงประวัติศาสตร์ของชาวเวียดนามในจังหวัดอุดรธานี ที่ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตาขึ้นอีกมากทีเดียว

ที่หมายสุดท้ายของวันแรกจบลงที่ทางหลวงหมายเลข 2 อุดรธานี-หนองคาย บริเวณบ้านนาข่า ซึ่ง ททท.เปิดโอกาสให้พวกเราได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ผ้าหมี่ขิด ผ้าทอซึ่งเป็นภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่นคู่บ้านคู่เมืองของอุดรธานี มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสานชัดเจน

1 ชั่วโมงจากอุดรธานี มุ่งสู่จังหวัดหนองคายเพื่อรับประทานอาหารเย็น เมนูขึ้นชื่อของที่นี่จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากแหนมเนือง อาหารสร้างชาติของคนเวียดนาม ก่อนเข้าพักที่โรงแรมริมโขง เกสต์เฮาส์ นอนหลับสบายเก็บแรงไว้ลุยต่อใน
วันพรุ่งนี้

นักปั่นแห่งลุ่มน้ำโขง

ตื่นเช้า อากาศริมแม่น้ำโขงเย็นสบาย บรรยากาศดี มองเห็นวิถีชีวิตประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาวอยู่ลิบๆ วันนี้เรามีกิจกรรมพิเศษ “มหกรรมแข่งขันจักรยานทางไกลประเทศไทย ตอนนักปั่นแห่งลุ่มน้ำโขง”––Ride to Khong’s Legendary เป้าหมายหลักคือ เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขงภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้รู้จักแพร่หลาย สร้างมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวด้วยจักรยานลัดเลาะลำน้ำโขงเผชิญความท้าทายของเส้นทางทั้งเรียบ โค้งและชัน เส้นทางแข่งขันใน 4 จังหวัด คือ หนองคาย บึงกาฬ นครพนมและมุกดาหาร ระหว่างทางมีจุดให้แวะชมธรรมชาติสวยงามหลากหลายตลอดเส้นทางของลำน้ำ

ดินแดนพญานาค “คำชะโนด”

พิธีปล่อยตัวขบวนนักปั่น จัดขึ้นบริเวณลานน้ำพุพญานาคกลางตัวเมืองหนองคาย ประธานในวันนี้คือ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่สวมชุดนักปั่นจักรยานสวยทะมัดทะแมง ประเดิมขี่จักรยานเปิดเส้นทางช่วงแรกอย่างคึกคัก

ป้ายบอกทางริมน้ำโขงในตัวเมืองบึงกาฬ

เส้นทางการแข่งขัน “เปิดตำนานนักปั่นแห่งลุ่มน้ำโขง” ช่วงแรก 115.3 กม. สิ้นสุดที่ วัดอาฮงศิลาวาส จ.บึงกาฬ

“วัดอาฮงศิลาวาส” อยู่ห่างตัวจังหวัดบึงกาฬราว 21 กม.ตรงข้ามกับเมืองปากซันของลาว ที่มาของบทเพลงอมตะ “กุหลาบปากซัน” ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวสองฝั่งโขง บริเวณนี้มีความสำคัญเพราะเป็นจุดที่เรียกว่า “แก่งอาฮง” หรือ “สะดือแม่น้ำโขง” เป็นจุดที่น้ำโขงลึกมากที่สุดถึง 200 เมตร ฤดูน้ำหลากกระแสน้ำจะไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ มีตำนานความเชื่อเล่าสืบต่อกันมาว่าบริเวณนี้จริงๆแล้วคือ วังบาดาล และยังเป็นแหล่งปลาบึกชุกชุมมากที่สุดแห่งหนึ่งด้วย

แก่งอาฮง หรือ “สะดือแม่น้ำโขง”

แม้จะเป็นจังหวัดน้องใหม่ แต่สถานที่ท่องเที่ยวในบึงกาฬ ก็ไม่น้อยไปกว่าที่อื่น เราเริ่มต้นเที่ยวบึงกาฬกันที่อุทยาน “ภูสิงห์” เขาหินทราย ซึ่งอยู่ห่างตัวจังหวัดออกไปไม่ไกล ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 12,000 ไร่ เขาหินทรายบนภูสิงห์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของเปลือกโลกในลักษณะต่างๆ ทำให้เกิดหน้าผา ถ้ำและการเรียงตัวของชะง่อนหิน ทำให้เกิดกลุ่มหินรูปทรงต่างๆและลานหินกระจัดกระจายทั่วบริเวณ สามารถขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในพื้นเดียวกันได้ ไฮไลต์ของภูสิงห์เขาหินทรายแดง ที่ไม่ควรพลาดคือ จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่เรียกว่า หินสามวาฬ ซึ่งเป็นหิน 3 ก้อน แต่ละก้อนรูปร่างคล้ายวาฬ พ่อ แม่ ลูก กำลังว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน

ทิวทัศน์สวยงามที่….ภูทอก

ภูสิงห์อยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ การท่องเที่ยวเรียนรู้ธรรมชาติที่นั่น ผู้ไปเยือนต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชมและพื้นที่ยังรองรับนักท่องเที่ยวได้คราวละไม่มากแค่หลักร้อยหรือสองร้อยคน อีกทั้งภูหินบางแห่งสูงชันและอันตราย นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษแลกกับความตื่นเต้นประทับใจ… เที่ยวภูสิงห์หมดเวลาครึ่งวันยังไม่ถ้วนทั่วดี ต้องรีบเดินทางกลับเข้าหาที่พักในเมืองบึงกาฬริมน้ำโขง ตื่นเช้าเดินทางต่อไปเที่ยวชม “ภูทอก” ตั้งอยู่อำเภอศรีวิไล ความหมายในภาษาอีสาน หมายถึง “ภูเขาโดดเดี่ยว” เป็นภูเขาหินทราย มีวัดเจติยาคีรีวิหาร ตั้งอยู่บนเขาและมีสะพานไม้สร้างวนเวียนขึ้นไปสู่ยอดเขา 7 ชั้น เดินขึ้นไปยังกุฏิและถ้ำที่อยู่ตามหลืบผา และมองเห็นความสวยงามของภูมิประเทศเบื้องล่างได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ถ้าในวันที่อากาศแจ่มใสอาจมองได้ไกลถึงเทือกเขาในเขตจังหวัดนครพนม

ภูทอก

ขากลับจากภูทอก พวกเราแวะเยี่ยมชมดินแดนพญานาค คำชะโนด ที่อำเภอบ้านดุง อุดรธานี ก่อนขึ้นเครื่องบินกลับเข้ากรุงเทพฯ แบบอิ่มเอมใจ……!!!!

 

โฆษณา

เมอร์รี่ คริสต์มาส “มาเก๊า”

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550769

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2558 05:01

 

หอคอยในมาเก๊า

สายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดให้บริการเส้นทางบินใหม่จากสนามบินอู่ตะเภาสู่มาเก๊า ถือเป็นการเปิดศักราชแห่งการให้บริการเชิงพาณิชย์ที่สนามบินอู่ตะเภาอย่างเต็มรูปแบบ กระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก รวมถึงรองรับนักท่องเที่ยวจากพัทยาและจังหวัดใกล้เคียงไม่ต้องเดินทางเข้ามาถึงดอนเมือง

ระยะเวลาการบินเพียงแค่ 2 ชั่วโมง 45 นาที เราก็มาถึง…มาเก๊า “ลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก”

มาเก๊า เป็นเขตปกครองพิเศษอยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่ออย่างเป็นทางการ คือ “เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ของประเทศจีน

อดีตมาเก๊าเคยถูกปกครองโดยโปรตุเกส ทำให้สถาปัตยกรรมต่างๆที่ยังหลงเหลืออยู่มีลักษณะคล้ายเมืองในยุโรป ยกเว้นคน ที่ยังคงมีวัฒนธรรมและความเชื่อตามบรรพบุรุษดั้งเดิม

หินรูปเรือที่วัดอาม่า

ป้ายขอพรความรักที่ต้นไม้คู่รัก

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมริมทะเล

เราเริ่มเปิดหน้าต่างบานแรกของมาเก๊า กันที่ วัดอาม่า วัดที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ถือได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.2005 วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่เฉลิมฉลอง เจ้าแม่มาจู่ หรือ เทพธิดาแห่งท้องทะเล ผู้ซึ่งปกปักรักษาชาวประมงและคนเดินเรือในเมือง ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมจีนคลาสสิก ภายในวัดมีหินก้อนใหญ่วาดมีรูปเรืออยู่ที่ก้อนหินด้วย ชาวประมงนิยมมากราบไหว้ เพื่อขอให้การเดินทางออกเรือปลอดภัย และขอให้กิจการเจริญรุ่งเรือง ค้าขายดี

ไฮไลต์อีกอย่างในวัดนี้ คือ ต้นไม้คู่รัก ที่มีผู้คนนิยมมาเขียนคำอธิษฐานขอพรในเรื่องของความรัก เห็นได้จากกระดิ่งผูกห้อยด้วยกระดาษแดงติดไว้เป็นจำนวนมาก

จากวัดอาม่าไปไม่ไกล จะถึง วัดเจ้าแม่กวนอิม หรือ วัดพระโพธิสัตว์กวนอิม วัดแห่งนี้มีความเก่าแก่อายุกว่า 600 ปี เป็นวัดพุทธที่มีความสำคัญกับชาวมาเก๊ามาก ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรในเรื่องสุขภาพและครอบครัว แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่มาอธิษฐานขอให้ได้ลูก หรือขอให้ธุรกิจรุ่งเรือง

ไหว้พระขอพรที่วัดเจ้าแม่กวนอิม

พิพิธภัณฑ์ไทปา

ด้านบนของหอคอยมาเก๊า

การมากราบไหว้ขอพรที่วัดเจ้าแม่กวนอิมนี้ ต้องเริ่มต้นจากการไหว้ขอพรในวิหารเจ้าแม่กวนอิมที่อยู่ด้านในสุดก่อน แล้วค่อยไล่ลำดับกราบไหว้สักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ถึง 18 องค์ภายในวัด

ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล

ด้านหลังของวัดเจ้าแม่กวนอิมเป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของมาเก๊า อย่างเช่นโต๊ะหินที่ใช้ในการลงนามสนธิสัญญาจีนอเมริกัน ฉบับแรกลงเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ.1844 โดย คียิง อุปราชแห่งกวางตุ้ง และ คาเล็บ คุชชิง รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีต้นไทรโบราณแผ่กิ่งก้านพันกันไปมา ซึ่งชาวมาเก๊าเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความรักที่ซื่อสัตย์ของสามีภรรยา และมีน้ำพุที่มีรูปร่างเหมือนภูมิประเทศจำลองของจีนด้วย แต่ที่สะดุดตามากๆเห็นจะเป็น รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมปางทองริมทะเล ซึ่งโปรตุเกสสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสที่ส่งมอบมาเก๊าคืนให้กับจีน โดยสร้างให้พระพักตร์คล้ายกับพระแม่มารีของศาสนาคริสต์ ใต้ฐานดอกบัวขององค์เจ้าแม่กวนอิม เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวของการสร้างรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมไว้สำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้

ไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันแล้ว ก็ได้เวลาออกไปลั้ลลา..มาเก๊า..กันละ…!!

รูปปั้นสไตล์ยุโรปเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไปในมาเก๊า

เริ่มที่ หอคอยมาเก๊า หรือ มาเก๊าทาวเวอร์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดชมวิวที่สำคัญแห่งหนึ่งของมาเก๊า ตัวหอคอยสูง 338 เมตร ถือเป็นหอคอยที่สูงเป็นอันดับ 8 ของเอเชีย และอันดับ 10 ของโลก แถมยังถูกจัดให้เป็นอนุสาวรีย์หอคอยที่ยิ่งใหญ่ของโลกด้วย…ตอนขึ้นไปบนหอคอยแล้วมองลงมาข้างล่าง จะเห็นทัศนียภาพของมาเก๊าทั้งเมืองรวมทั้งฝั่งประเทศจีนที่มีแม่น้ำกั้นอยู่ด้วย เรียกว่าเบิร์ดอายวิวเลยทีเดียว…

จากมาเก๊าทาวเวอร์ ไปต่อกันที่ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ซึ่งถ้ามามาเก๊าแล้วไม่ได้ไปดูประตูโบสถ์แห่งนี้ ถือว่าพลาดแลนด์มาร์กสำคัญ เพราะที่นี่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของโบสถ์ในอดีต เคยเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก ตอนที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1637 แต่ซ้ำร้ายถูกไฟไหม้ จนเหลือเพียงซากกำแพงด้านหน้าและบันไดหินสีขาวเท่านั้น แต่ก็ยังคงความสง่างามทางประวัติศาสตร์ โดยยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนโบสถ์แห่งนี้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.2005

เดอะเวเนเชี่ยน

จากมาเก๊าทาวเวอร์ ไปต่อกันที่ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ซึ่งถ้ามามาเก๊าแล้วไม่ได้ไปดูประตูโบสถ์แห่งนี้ ถือว่าพลาดแลนด์มาร์กสำคัญ เพราะที่นี่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของโบสถ์ในอดีต เคยเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก ตอนที่สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1637 แต่ซ้ำร้ายถูกไฟไหม้ จนเหลือเพียงซากกำแพงด้านหน้าและบันไดหินสีขาวเท่านั้น แต่ก็ยังคงความสง่างามทางประวัติศาสตร์ โดยยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนโบสถ์แห่งนี้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.2005

ต้นคริสต์มาสถูกนำมาตั้งเพื่อรอรับเทศกาลสำคัญ

ออกจากประตูโบสถ์เซนต์ปอล เดินเชื่อมต่อมาอีกนิดก็ถึง จัตุรัสเซนาโด ซึ่งเป็นลานสาธารณะที่มีขนาดกว้างใหญ่ เป็นพื้นที่สำหรับการเฉลิมฉลอง ในช่วงที่เราไปนั้น ตามถนนที่จัตุรัสเซนาโดเริ่มมีการประดับประดาไฟคริสต์มาสกันบ้างแล้ว สองข้างทางมีร้านค้า เสื้อผ้าแบรนด์ดัง เครื่องสำอาง รองเท้า โดยเฉพาะร้านขายขนมขึ้นชื่ออย่างทาร์ตไข่ ก็มีให้ลองชิมกันได้หลายร้านทีเดียว ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งปิดท้ายท่องเที่ยวมาเก๊ากันที่ พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา พิพิธภัณฑ์เล็กๆที่จำลองภาพชีวิตในอดีตของคนมาเก๊าไว้ได้อย่างดี ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โปรตุเกส สีเขียวขาว จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวมาเก๊า และชาวโปรตุเกสในช่วงที่เข้ามาปกครองมาเก๊า….สำหรับในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ถ้ายังคิดไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหน มาเก๊า ก็เป็นอีกที่ที่น่าสนใจ เพราะเดินทางสะดวก มีเที่ยวบินของแอร์เอเชียบินตรงจากอู่ตะเภาทุกวัน วันละเที่ยวบิน ตรวจสอบตารางบินและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ http://www.airasia.com หรือจะเลือกบินกับสายการบินอื่นๆก็มีไม่น้อย…

เที่ยวเอเชียแต่ได้อารมณ์แบบยุโรปขนาดนี้ ไม่รีบไปก็ไม่รู้จะว่ายังไงกันละ….!!!

 

เช็กอิน@เชียงราย ไหว้พระดีที่….แม่สรวย

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547563

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ธ.ค. 2558 05:01

 

ทะเลหมอกเชียงราย

หนาวแรกของปีนี้เริ่มรายงานตัวอย่างเป็นทางการ…หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวสำหรับการสูดอากาศเย็นสบาย ดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงามแล้วล่ะก็

แนะนำให้ไปเช็กอินที่นี่กันเลย…เชียงราย!จังหวัดที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาและทะเลหมอกที่ต้องบอกว่ายังสดอยู่มากสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว

บรรยากาศที่ภูใจใส

การเดินทางคราวนี้เริ่มที่อำเภอแม่สรวย ที่นอกจากจะเป็นที่เลื่องชื่อของกาแฟดังดอยช้างแล้ว สำหรับคนชอบดื่มชา ไม่ควรพลาด ไร่ชาดอยวาวี ที่มีความโดดเด่นทั้งชาพันธุ์พื้นเมืองสายพันธุ์อัสสัม ที่มีรสและกลิ่นค่อนข้างเข้ม นิยมนำไปเบลนด์เป็น English Breakfast หรือผสมนมชงเป็นชานมมากกว่าที่จะดื่มแบบเข้มๆเหมือนชาดำที่คนอินเดียนิยมดื่มกัน และชาสายพันธุ์ไต้หวันอย่าง
ชิงชิง เบอร์ 12, 13 รวมถึงชาเลื่องชื่ออย่าง อู่หลง ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของดอยวาวี เพราะที่นี่เป็นแหล่งแรกที่มีการปลูกชาชนิดนี้ในเมืองไทย

หลังจิบชาร้อนๆ ชื่นชมวิวทิวทัศน์ไร่ชาแบบชิลๆแล้ว ก็ได้เวลาเข้าวัด ทำบุญ ทำทานกันบ้างใครที่ผ่านไปผ่านมาทางอำเภอแม่สรวยแล้วไม่มีโอกาสเข้าไปทำบุญกราบไหว้ “พระดี” ที่ วัดแสงแก้วโพธิญาณ ถือว่าพลาดโอกาสไปอย่างแรง…!!

พระแสงแก้วโพธิญาณ

พระดีองค์แรกที่แนะนำให้เข้าไปกราบไหว้ คือ “พระแสงแก้วโพธิญาณ” ชื่อเดียวกับชื่อวัด เป็นพระพุทธรูปประธานในวิหารทรงเครื่องเชียงแสนล้านนาแบบดั้งเดิมที่หาดูได้ยาก ถือเป็นพระพุทธรูปที่มีความงดงามตามแบบฉบับของล้านนามากที่สุด
องค์หนึ่ง

วิหารที่ประดิษฐานพระแสงแก้วโพธิญาณ เป็นวิหารที่สร้างแบบผสมผสาน มีทั้งศิลปะล้านนา พม่า และไทยใหญ่ เป็นวิหารที่มีความงดงามมาก นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อ ครูบาศรีวิชัย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยรูปหล่อ ครูบาอภิชัยขาวปี และ ครูบาชัยวงศา ที่ถือว่าเป็นพระอริยสงฆ์แห่งล้านนา และที่หอพระไตรปิฎก ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสนและสมเด็จองค์ปฐมถึง 43 องค์ด้วย

ม.ล.สุดาวดี เกรียงไกร

สำคัญที่สุดเมื่อไปถึงแล้ว ถ้ามีโอกาสได้กราบขอพรจากเจ้าอาวาส ครูบาอริยชาติ อริยจิตโต “ตนบุญ” ผู้มีชื่อเสียงอีกองค์หนึ่งของล้านนาก็จะเป็นบุญมาก

และถ้ามีเวลาอาจจะไปไหว้กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่โดยรอบบริเวณวัด เช่น มหาเทพทันใจ หรือ นัตโบโบยี ที่ไม่ต้องไปไกลถึงพม่า เชื่อกันว่ากราบไหว้แล้วจะประสบความสำเร็จรวยทันใจสมปรารถนาทุกเรื่องโดยฉับพลัน พระพิฆเนศ ขอความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชื่อเสียง เกียรติยศ พระพรหม ขอเรื่องการงานมีอุปสรรค มีปัญหา หรือจะขอโชคลาภจากพระสีวลีก็ได้

รูปหล่อ 3 ครูบา

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ สำคัญที่สุดคือ คนขอต้องทำความดีและอยู่ในศีลธรรมด้วย การขอพรจึงจะศักดิ์สิทธิ์ สัมฤทธิผล

และแล้วก็ได้เวลากลับมาเช็กอินเข้าที่พัก คืนนี้เรานอนที่ ภูใจใส รีสอร์ท แอนด์ สปา บูติก รีสอร์ต แห่งแรกๆของภาคเหนือ เคยได้รับรางวัลโรงแรมขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ดีเด่น (BestSmall & Stylish Hotel) และรางวัลโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วิหารวัดแสงแก้วโพธิญาณ

เจ้าของโรงแรมคือ หม่อมดา หรือ ม.ล.สุดาวดี เกรียงไกร ที่มักจะบอกกับใครต่อใครว่า อาวุธของเธอคือกรรไกรตัดต้นไม้ และความสุขในชีวิตบั้นปลายก็คือการได้อยู่กับธรรมชาติและอากาศดีๆแบบที่นี่

ถ้าอยากมาสัมผัสความเป็นธรรมชาตินอนหลับภายใต้อ้อมกอดของม่านหมอกและขุนเขาล่ะก็ แนะนำที่นี่ละ…ที่พักของภูใจใสเป็นกระท่อมหลังเล็กๆสร้างจากไม้ไผ่ดินเหนียวสีน้ำตาลแดง และหลังคาใบจากใช้วัสดุของท้องถิ่นทั้งหมด ไล่เรียงลดระดับคู่กับเชิงผา กลมกลืนเข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว

นาโชชีส..ซอสแบบโฮมเมด และชีส 6 ชนิด

อ้อ!!เสน่ห์อีกอย่างของที่นี่ คือ ไม่มีโทรทัศน์ในห้องพักเพราะต้องการให้การมาพักผ่อนเป็นการหลีกหนีความวุ่นวายอย่างแท้จริง แต่ยังมี Wi-Fi บริการสำหรับการติดต่อสื่อสารในโลกดิจิตอลยุคปัจจุบัน การเดินทางไม่ไกลมากห่างจากสนามบินเชียงรายเพียงแค่ 35 กิโลเมตร

ซี่โครงหมูทอด

นอนหลับฝันดีท่ามกลางธรรมชาติและทิวทัศน์อันงดงามแล้ว ก็ได้เวลากลับสู่โหมดมนุษย์งานปกติ…ก่อนกลับแวะกราบนมัสการเจดีย์ 9 ชั้นของ หลวงพ่อพบโชค ติสสฺวํโส วัดห้วยปลากั้ง 1 ใน 4 แหล่งธรรมะชื่อดังของเชียงราย คือ วัดร่องขุ่น วัดห้วยปลากั้ง ไร่เชิญตะวัน และ วัดแสงแก้วโพธิญาณ…เพื่อเป็นสิริมงคลชีวิต

เจดีย์ 9 ชั้น..วัดห้วยปลากั้ง

และปิดทริป@เชียงรายด้วยอาหารกลางวันรองท้องก่อนขึ้นเครื่องที่ร้านอาหารชื่อดังอีกร้านของเชียงราย คือ Casa De tapas ในตัวเมืองเชียงราย เมนูเด็ดเรียกน้ำย่อยอย่าง นาโชชีส โดดเด่นด้วยซอสแบบโฮมเมด และชีส 6 ชนิด ต่อด้วยซี่โครงหมูทอด และทาปาสหอยหลอดใหญ่ย่างราดซอสกระเทียมกับซอสเปสโต้…ต้องบอกว่ามันยอดมากจริงๆ

แค่นี้..ก็เป็นการอุ่นเครื่องรับลมหนาว…แบบเริ่ดสุดๆแล้วล่ะ…!!!

 

วันเริ่มของฤดูหนาว..ที่จัตุรัสแดง

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/544432

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ธ.ค. 2558 05:01

 

โบสถ์เซนต์บาซิล

ได้รับเชิญให้ไปร่วมแถลงข่าวชี้แจงสาเหตุกรณีเครื่องบิน MH 17 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เป็นการเดินทางไปรัสเซียครั้งแรก…

เป็นครั้งแรกที่ทำให้รู้ว่าดินแดนหลังม่านเหล็กแห่งนี้ มีอะไรมากกว่าที่คิด….!!

ด้วยเวลาที่มีจำกัด เสร็จจากแถลงข่าว เราก็ออกตะลุยมอสโกกันเลย…

GUM ห้างสรรพสินค้าสุดหรูของรัสเซีย

เริ่มต้นที่ จัตุรัสแดง ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่สำคัญที่สุดที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือน ไม่เพียงแต่เป็นจัตุรัสที่สวยงามที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของประเทศรัสเซียด้วย

ลานกว้างของจัตุรัสแดงสร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อนนับล้านชิ้นเคยใช้เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ ต่างๆ ของรัสเซียมาหลายยุคหลายสมัย บริเวณโดยรอบจัตุรัสแดงมีสถานที่สำคัญมากมาย ตั้งแต่ พระราชวังเครมลิน ซึ่งจริงๆแล้ว พระราชวังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “เครมลิน” ที่ในภาษารัสเซียแปลว่า ป้อมปราการ เท่านั้น

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์รัสเซีย

สถานที่สำคัญภายในเครมลินหรือป้อมปราการ มีทั้งพระราชวัง วิหาร และที่ทำการรัฐบาล แต่ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ ที่ว่ากันว่าเป็นปืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนักถึง 40 ตัน ขนาดแค่ลูกกระสุนแต่ละลูกก็หนักถึง 1 ตันแล้ว ถ้าได้ใช้ยิงคงมีแสนยานุภาพทำลายอย่างมหาศาล โชคดีที่ปืนใหญ่กระบอกนี้ยังไม่เคยถูกใช้งานเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ความยิ่งใหญ่ที่มองเห็นก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดรัสเซียจึงสามารถผลิตอาวุธได้ล้ำหน้าและทันสมัยกว่าประเทศอื่นๆ

เดินต่อไปอีกนิด จะเจอกับระฆังใบใหญ่ยักษ์ หรือ ระฆังพระเจ้าซาร์ เป็นระฆังใบใหญ่ที่สุดใน โลก น้ำหนักกว่า 200 ตัน บนตัวระฆังมีลวดลายสวยงาม แล้วก็อีกนั่นละ …ว่ากันว่า ระฆังยักษ์ใบนี้ยังไม่เคยถูกตีให้เสียงดังกังวานเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะระหว่างการหล่อที่ตัวระฆังยังอยู่ในเตาหล่อใต้ดิน ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นภายในเครมลิน หลังจากเพลิงสงบน้ำที่ใช้ดับไฟได้ซึมลงไปในเตา อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ระฆังร้าวและแตกออกมาอย่างที่เห็น เป็นเหตุให้ระฆังใบนี้ไม่ได้ถูกนำขึ้นไปแขวนบน
หอระฆังอย่างที่ควรจะเป็น

ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์

ห่างจากป้อมประตูทางเข้าไม่ไกลนัก จะเห็นตึกสีเหลืองตระหง่าน นั่นคือ อาคารคลังแสงโบราณ และใกล้ๆกันนั้นเป็นที่ ทำการของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน

ออกจากเครมลิน มองตรงไปด้านซ้ายมือ จะเห็นอาคารเก่าแก่สีแดง ที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์รัสเซีย เป็นสถานที่เก็บสมบัติลํ้าค่าเช่น ศัสตราวุธต่างๆ เครื่องป้องกันตัว หมวก เสื้อเกราะที่ใช้รบในสมรภูมิ เครื่องเงิน ทอง เพชรพลอย เครื่องทรงของกษัตริย์ของพระเจ้าซาร์และซารีน่าซึ่งหาดูได้ยากกว่า 4,000 ชิ้น

ระฆังยักษ์พระเจ้าซาร์

อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เราเดินตรงไปที่สิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกๆ แต่ดูเข้มขลังอลังการ ที่ตั้งอยู่เยื้องกับหอนาฬิกา Spasskaya Tower นั่นก็คือ โบสถ์เซนต์บาซิล ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Cathedral of St.Basil the Blessed สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1555-1561 ตามพระราชโองการของพระเจ้าอีวานเพื่อเฉลิมฉลองการรบชนะของรัสเซียจากการคุกคามของทหารมองโกล ในปี ค.ศ.1552

โบสถ์เซนต์บาซิล ประกอบไปด้วยยอดโดมทั้งหมด 9 ยอด มียอดกลางสูงเด่นและล้อมรอบไปด้วยยอดอีก 8 ยอด แต่ละยอดคือตัวแทนของดวงดาว 8 ดวง หรือ 8 วัน ตามปฏิทินของยิวโบราณ ซึ่งรวมแล้วหมายถึง New Jerusalem หรือ ดินแดนที่เป็นสรวงสวรรค์

ป้อมปราการทางเข้าพระราชวังเครมลิน

มีเรื่องเล่ากันว่า พระเจ้าอีวานทรงพอพระทัยและชื่นชมความงดงามของโบสถ์แห่งนี้มากจนถึงกับมีรับสั่งให้ทำลายดวงตาของสถาปนิกที่สร้างโบสถ์แห่งนี้ให้บอดสนิทเพื่อไม่ให้เขาได้มีโอกาสได้ สร้างสรรค์ผลงานที่มีความงดงามมากไปกว่าโบสถ์แห่งนี้ อีก จนได้รับสมญานามว่า พระเจ้าอีวานใจร้าย (Ivan the Terrible) ด้านหน้าทางเข้าโบสถ์ มีอนุสาวรีย์ของสองวีรชน คือ Kuzma Minin และ Dmitry Pozharsky ผู้ซึ่งเสียสละตนอาสาสมัครเป็นทหารในระหว่างที่รัสเซียเกิดสงครามและถูกรุกรานจากประเทศโปแลนด์ตั้งตระหง่านอยู่ด้วย

ด้านซ้ายของโบสถ์เซนต์บาซิล มีตึกใหญ่สีขาว ดูใหญ่โตมโหฬารมากไม่ใช่พิพิธภัณฑ์หรือพระราชวัง แต่คือ ห้างสรรพสินค้า GUM Department Store ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และหรูหราที่สุดของรัสเซีย สร้างขึ้น ระหว่างปี 1890-1893 โดย Alexander Pomerantsev ตัวอาคารเป็นงานสถาปัตยกรรมแนวรัสเซียประยุกต์ มีหลังคาเป็นโดมแก้วใสยาวตลอดแนวดูหรูหรางดงาม เป็นที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมจากทั่วทุกมุมโลก ในช่วงกลางคืน ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้จะเปิดไฟสว่างไสวเป็นที่นัดพบของหนุ่มสาวชาวรัสเซียและนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเดินเล่นและถ่ายรูป

อนุสาวรีย์สองวีรชน

คืนแรกในรัสเซีย อากาศเริ่มเย็นลงจาก ตัวเลขหลัก 10 กว่าองศาเหลือเพียง 4-5 องศา

ฤดูกาลเริ่มเปลี่ยน แปลงแล้ว เช่นเดียวกับเกมการเมืองของโลก ที่ดูเหมือนในเวลานี้ หมีขาวอย่างรัสเซียกำลังบิดตัวเขย่าโลกให้สั่นสะเทือนอยู่ไม่น้อยทีเดียว.

 

กาแฟขม…ผสมความสุข เรื่องราวจาก…ดอยช้าง

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542326

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ย. 2558 05:01

 

ดอยช้าง…360 องศา.

เป็นความสุขอย่างมาก…ถ้าจะมีสักครั้งในชีวิตที่ได้นั่งจิบกาแฟขมๆ บนดอยสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,700 เมตร ที่อากาศหนาวร้อน คงไม่ต้องพูดถึง ไอเย็นๆผสานแดดอุ่นๆบนยอดดอยสูงขนาดนี้ one moment in time เลยทีเดียวล่ะ

2-3 อาทิตย์ก่อน หนุ่มเจ กับ สาวแอ้ สองสามีภรรยาที่น่ารัก เชื้อเชิญให้ขึ้นไปเยือนบ้านดอยช้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของดอยช้างในเขตตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในกิจกรรม “ความสุขจากต้นกาแฟของพ่อ” ที่แค่ฟังชื่อก็อยากจะไปตั้งแต่แรกแล้ว

สภากาแฟดอยช้าง…ยามค่ำคืน.

“บ้านดอยช้าง” ตั้งขึ้นตามลักษณะของภูเขาที่มีรูปร่างเหมือนช้างแม่ลูกสองเชือก หันหน้าไปทางจังหวัดเชียงราย ซึ่งเราก็พยายามที่จะจินตนาการตามอยู่แต่ก็ยังเห็นไม่ถนัดนัก

เรื่องราวของบ้านดอยช้างเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในฐานะแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย นอกเหนือจากการเป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของชนเผ่าเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทุกๆปีที่ดอยช้าง จะมีประเพณีและพิธีกรรมสำคัญที่พวกเขายึดถือสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นไม่เคยขาด ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลปีใหม่ไข่แดง เทศกาลกินข้าวใหม่ เทศกาลโล้ชิงช้า รวมไปถึงพิธีต่างๆที่ยังคงรูปแบบของความเป็นชนเผ่าเอาไว้อย่างครบถ้วนทั้งพิธีแต่งงาน ไปจนถึงพิธีศพ

เมล็ดกาแฟสุก.

อาทิตย์ตกที่ดอยช้าง.

เราเดินทางถึงดอยช้างในช่วงสายๆ แน่นอนที่สุด สิ่งแรกที่ต้องไม่พลาดเลยก็คือ การขึ้นไปจิบกาแฟที่ร้านกาแฟดอยช้าง ซึ่งนอกจากจะเป็นร้านกาแฟแล้ว ที่นี่ยังเป็นโรงงานผลิตกาแฟที่เริ่มตั้งแต่การรับซื้อ คัดแยก บ่มคั่วบด ไปจนถึงนำมาชงเป็นกาแฟสดรสชาติระดับพรีเมี่ยมไว้ต้อนรับผู้มาเยือนอย่างไม่ขาดสาย

ปณชัย พิสัยเลิศ หรือ อาเดล กรรมการผู้จัดการบริษัทดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินัล บอกว่า พื้นที่ดอยช้าง เป็นเหมือนของขวัญที่พระเจ้าประทานให้มา เพราะทุกตารางนิ้วของที่นี่ลงตัวทุกอย่างกับการปลูกกาแฟอราบิก้า ที่สามารถจะขึ้นและให้ผลผลิตที่ดีในระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ซึ่งส่วนใหญ่พื้นที่ความสูงระดับนี้เป็นป่าสงวนเกือบทั้งหมด ยกเว้นที่ “ดอยช้าง” ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 20,000 ไร่ ที่ชาวบ้านสามารถจะใช้เป็นพื้นที่ทำกินได้

และ 20,000 ไร่ ก็เกินพอสำหรับที่จะปลูกกาแฟ….!!

กาแฟสักแก้ว…

อาคารสองชั้น สร้างแบบง่ายๆ เน้นความโปร่งโล่งเพื่อให้สัมผัสกับอากาศเย็นๆได้อย่างเต็มที่ ที่เรียกว่าดอยช้าง คอฟฟี่ เฮาส์ ถูกอุปโลกน์ให้เป็นสถานที่พูดคุยระหว่างผู้บริหารกาแฟดอยช้างกับสื่อมวลชน นอกเหนือจากการเป็นร้านกาแฟบนดอยที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนมาจิบกาแฟอยู่ตลอด

สำหรับเรื่องบนเส้นทางธุรกิจของกาแฟดอยช้างมีมากมาย ทั้งสำเร็จ ล้มเหลว และบางช่วงที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการ กว่าจะมีวันนี้ วันที่กาแฟดอยช้างปักธงในประเทศต่างๆ ในฐานะกาแฟชั้นนำของโลก มีโลโก้ที่คนจำได้ เป็นรูป “พ่ออุ๊ย” ชาวอาข่า ชื่อ พิก่อ แซ่ดู่ หรือ พิก่อ พิสัยเลิศ พ่อของคุณอาเดลนั่นเอง….

ทางเดินขึ้นพุทธอุทยานดอยช้าง.

หลังพูดคุยกันอย่างออกรส ก็ได้เวลาออกไปทำความรู้จักกับดอยช้างให้มากขึ้น “หนุ่มเจ” นำเสนอสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนดอยช้าง ที่ถือว่ามีความสำคัญมากๆแต่คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก

สถานที่ที่ว่านั้นก็คือ พุทธอุทยานดอยช้าง ที่นอกจากจะยังคงสภาพความเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีพระพุทธรูปปางต่างๆ สำหรับเป็นที่กราบไหว้ และแสวงหาความวิเวกของชาวพุทธแล้ว ที่นี่ยังมี บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 9 แห่ง ที่สำนักพระราชวังนำไปประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาพุทธมังคลาภิเษก ในวโรกาสครบรอบ 60 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.2530 และในปี 2542 กระทรวงมหาดไทยได้นำน้ำจากบ่อน้ำแห่งนี้ทูลเกล้าฯถวายเป็นน้ำทรงอภิเษกในวโรกาสครบรอบพระชนมพรรษา 72 พรรษาด้วยเราเดินผ่านป่าไผ่และต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มขึ้นไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถ้าดูเผินๆก็เป็นบ่อน้ำกลางป่าธรรมดาๆ แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆจะเห็นถึงความใสที่ยามต้องกับแสงแดดแล้ว จะสะท้อนเป็นแสงสีมรกตดูมีมนต์ขลังขึ้นมาทันทีตามประวัติบอกว่า บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ค้นพบในปี 2400 โดยชาวเขาที่อพยพมาตั้งรากฐานอยู่ที่บ้านดอยช้าง และได้เห็นประกายแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นประจำทุกวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ จึงออกเดินทางค้นหาและพบบ่อน้ำแห่งนี้อยู่กลางป่า จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นบ่อน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

ความสุขเล็กๆของชาวดอย.

นอกจากพุทธอุทยานและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว จุดชมวิวดอยช้าง ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะบอกได้คำเดียวว่า “ฟิน”สุดๆสำหรับจุดชมวิวที่นี่ ไม่ว่าจะมาช่วงไหน ร้อน ฝน หนาว เช้า หรือเย็น ก็ล้วนมีบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไปแม้จะเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป แต่พอแดดร่มลมตก พวกเราทุกคนก็ไม่พลาดกับการเฝ้ารอดูแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ที่ต้องบอกว่าสวยเกินคำบรรยายจริงๆ

พิก่อ แซ่ดู่(พิสัยเลิศ) ผู้ที่เป็นโลโก้กาแฟดอยช้าง.

อากาศที่จุดชมวิวดอยช้างจะเริ่มลดระดับลงตั้งแต่ช่วง 5 โมงเย็นไปจนถึงเช้า แต่โดยเฉลี่ยแล้ว อากาศที่นี่จะอยู่ที่ประมาณ 18 องศา เย็นสบายตลอดทั้งปี

เราจำเป็นต้องลงจากจุดชมวิวหลังพระอาทิตย์โบกมือร่ำลาไปเพียงไม่กี่อึดใจ เพราะหากรอนานกว่านี้ ท้องฟ้าอาจจะมืดสนิททำให้การเดินทางยากลำบากมากขึ้น อีกอย่าง วันนี้เรามีนัดมื้อเย็นกับอาหารชนเผ่าอาข่า ทั้ง สะพี้มะเคอแช้ถ่อง หรือ น้ำพริกมะเขือเทศ อะฉี่สะพี้ถ่อง หรือ น้ำพริกถั่วเน่า แต่ที่เด็ดสุดเห็นจะเป็น มะคาสะพี้ถ่อง หรือน้ำพริกแมคคาดิเมีย ที่มันๆเผ็ดๆ คลุกกับข้าวสวยร้อนๆหรือเปิบกับข้าวเหนียวอร่อยอย่าบอกใคร ใครที่อยากกินคลีน แบบคลีนจริงๆ แนะนำอาหารบนยอดดอยนี่ละ…คลีนสุดๆ ปลูกเอง ปรุงเอง กินเอง

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์.

ทะเลหมอก..ถ่ายจากจุดชมวิวดอยช้าง.

นอกจากอาหารแล้ว การแสดงของชาวอาข่าที่มาต้อนรับพวกเราในค่ำคืนแรก ก็แฝงไปด้วยความน่ารักและจริงใจ พวกเราทั้งดื่ม ทั้งกิน กันอย่างมีความสุข ตกดึก พี่ๆอาข่าที่มาแสดงบอกกับเราว่า แหย่ เล้ เหมีย ที่ภาษาอาข่า แปลว่า เริ่มเมาแล้ว..

นั่นละ..ถึงได้เวลาร่ำลากันไปนอน…ก่อนที่จะตื่นมาจิบกาแฟขมผสมความสุข..แก้วใหม่ในเช้าวันต่อไป.

 

กราบ “พระธาตุดินแทน” รำลึกตำนาน…พระเจ้าแสนห่า

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540733

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2558 05:01

 

เจดีย์ทองอร่าม..ด้านล่างเป็นพระอุโบสถ

กลิ่นหอมของน้ำพริกเห็ดป่าที่ชาวบ้านลงแรงช่วยกันทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานบุญ โชยฉุนจนอดใจไม่ไหวที่จะต้องแอบไปชิม แม้รสชาติจะไม่จัดจ้าน แต่ความหอมและมันของเห็ดสดๆ เข้ากันได้ดีกับกลิ่นและรสชาติเผ็ดจางๆของพริกขี้หนู เล่นเอามื้อนั้นทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ลงไปกองรวมกันในท้อง เพิ่มน้ำหนักไปอีกหลายแคลอรีทีเดียว

ช่วงฤดูกาลหลังวันออกพรรษา งานกฐินชุกแทบทุกวัด เช่นเดียวกับที่นี่ “วัดพระธาตุดินแทน” ปูชนียสถานเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ที่ อ.นาแห้ว จ.เลย

ได้ยินชื่อว่าพระธาตุ คนมักนึกถึงเจดีย์ก่ออิฐถือปูน มียอดแหลม บอกได้เลยว่าไม่ใช่ที่นี่แน่นอน….

พระธาตุดินแทน

พระธาตุดินแทน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นดิน พระธาตุที่นี่จึงมีลักษณะเป็นกองดินขนาดใหญ่ ไม่มีลวดลายสลักเสลาอะไรที่จะบอกว่าเป็นพระธาตุเลย ใครไม่รู้มาเห็นเข้า อาจจะนึกว่าเป็นภูเขาดินธรรมดาๆลูกหนึ่ง

พระธาตุแห่งนี้ มีอายุราว 200 ปี เป็นพระธาตุองค์เดียวในประเทศไทยที่เกิดจากการนำดินมากองสูงจนเกือบเป็นเนินเขาขนาดย่อม ตามตำนาน บอกว่า พระธาตุองค์นี้ เกิดจากการที่มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาหยุดพักที่หมู่บ้านแสงภา และสอนชาวบ้านว่าถ้าไม่อยากให้เกิดเภทภัยใดๆ จะต้องถือปฏิบัติตน 3 ข้อ คือ ห้ามผิดศีล, ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และ ห้ามเล่นไสยศาสตร์ หลังจากนั้นก็ประกาศให้ชาวบ้านมาช่วยกันสร้างพระธาตุให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี

รอยพระพุทธบาท…ที่วัดพระธาตุดินแทน

ในระหว่างการนำดินมากองทับถมกันจนเป็นองค์พระธาตุนั้น ชาวบ้านหลายคนได้นำเอาปืนแก๊บ ปืนเพลิง ดาบ เสียม อาวุธต่างๆ และของศักดิ์สิทธิ์มาใส่ไว้ในองค์พระธาตุด้วย เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างจริงๆจังๆ

หลังจากสร้างพระธาตุเสร็จ พระธุดงค์ท่านได้ให้ชาวบ้านรับศีลและสาบานต่อหน้าพระธาตุดิน–แทนว่าจะยึดถือพระธาตุดินแห่งนี้เป็นที่สักการบูชา โดยจะปฏิบัติตามคำสัตย์ที่ได้ให้ไว้ทั้ง 3 ประการ และให้ถือเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปีเป็นวันทำบุญพระธาตุ สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ชาวบ้านหลายคนบอกว่า พระธาตุองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เวลาที่ชาวบ้านมีทุกข์ร้อน ก็จะมาขอพรด้วยการตักดินใส่ถังแล้วนำไปเทบนองค์พระธาตุ เพื่ออธิษฐานขอพรให้สำเร็จดังใจหวัง จึงไม่แปลกที่ดินบนองค์พระธาตุแห่งนี้จะพอกพูนขึ้นทุกปีๆ จนกลายเป็นภูเขาดินที่ใหญ่โตมากๆ

ความศรัทธาที่ชาวบ้านแสงภามีต่อองค์พระธาตุดินแทนนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง ขนาดแค่จะใส่รองเท้าขึ้นไปบนองค์พระธาตุพวกเขายังไม่ทำเลย….

เราเดินขึ้นองค์พระธาตุโดยไม่ลืมที่จะตักดินใส่ถังขึ้นไปเพื่ออธิษฐานขอพรด้วย สิ่งหนึ่งที่เราขอพรจากองค์พระธาตุ คือ ขอให้มีชีวิตที่มั่นคง ไม่หลงในอบาย มีทางสายกลาง และสัมมาทิฐิเป็นที่ตั้งในเส้นทางการเดินทางของชีวิต….เพียงแค่นี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว สำหรับการเป็นมนุษย์และชาวพุทธที่ดี…..หลังอธิษฐานขอพรองค์พระธาตุแล้ว ชาวบ้านแนะนำให้เดินอ้อมไปยังด้านหลังขององค์พระธาตุ ซึ่งมีบันไดดินเป็นทางขึ้นไปสู่ รอยพระพุทธบาทบนแท่นหิน ที่ชาวบ้านบอกว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยไปกว่าองค์พระธาตุเลย

หอพระไตรปิฎกและพิพิธภัณฑ์วัดโพธิ์ชัย

รอยพระพุทธบาทที่พระธาตุดินแทน เป็นรอยพระพุทธบาทขนาดเล็กแต่มีร่องชัดอยู่บนหินก้อนโต ห่างจากองค์พระธาตุไปประมาณ 200 เมตร เป็นอีกสิ่งมหัศจรรย์ของที่นี่เช่นเดียวกัน

นอกจากองค์พระธาตุดินแทนแล้ว ยังมีวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่ง คือ “วัดโพธิ์ชัย” หรือ “วัดโพธิ์ชัยนาพึง” สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา วัดแห่งนี้ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นพื้นที่โบราณสถาน

ภายในวัดมีวิหารเก่าแก่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังก่ออิฐถือปูน เป็นวิหารที่แปลกกว่าวิหารอื่นตรงที่มีประตูทางเข้าถึง 3 ทาง คือ ด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ส่วนผนังด้านทิศใต้ก่อทึบ

บันไดดินขึ้นสู่รอยพระพุทธบาท

หลังคาวิหารเป็นทรงจั่วมุงด้วยไม้แป้นเกล็ด มีชายคาปีกนก และที่ดูเป็นวิหารเก่าอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นอาคารที่รองรับด้วยเสาไม้โดยรอบ หลังคาวิหารคลุมต่ำมากซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของอาคารท้องถิ่นของ จ.เลย ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังปรากฏทั้งด้านในและด้านนอก ผนังด้านในจะเขียนเรื่องพุทธประวัติ และพระเวสสันดรชาดก ส่วนด้านนอกจะเขียนเรื่อง เนมิราชชาดก, สังข์ศิลป์ชัย และ การะเกด ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และการนับถือศาสนาของชาวบ้านนาพึงในสมัยก่อน

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งภายในวัด คือ หอพระไตรปิฎก และอุโบสถที่สร้างเจดีย์สีทองอร่ามไว้ด้านบน รวมไปถึงต้นโพธิ์อายุมากกว่า 200 ปี มากกว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาต้นที่ 4 คือต้นปัจจุบันที่มีอายุประมาณ 135 ปี

พระพุทธรูปในวิหารเก่า…

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักของวัดโพธิ์ชัยอีกอย่างหนึ่ง คือ “พระเจ้าองค์แสน” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พระเจ้าแสนห่า” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่สร้างขึ้น ณ เมืองเชียงแสน หล่อด้วยทองสำริด ศิลปะแบบล้านช้าง ประทับนั่งขัดสมาธิราบ มีพระพักตร์ยาวรี ยอดพระเมฬี (ผม) เป็นเปลวเพลิง พระสังฆาฏิเป็นท้องนาค สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณปีพุทธศตวรรษที่ 22-23 เดิมประทับอยู่ที่เมืองหงสาวดี ประเทศพม่า ต่อมาได้ย้ายมาประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดลำพูน จากเมืองลำพูนก็ย้ายไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว และจากเมืองหลวงพระบาง ได้เสด็จมาประทับ ณ วัดโพธิ์ชัยนาพึง หรือวัดโพธิ์ชัย จ.เลย เป็นที่สุดท้าย

วิหารเก่าแก่…หลังคาไม้แป้นเกล็ด

ตำนานเรื่องพระเจ้าองค์แสนนี้ เล่าสืบทอดต่อกันมาว่า เหตุที่ตั้งชื่อว่า “พระเจ้าแสนห่า” ก็เพราะ พระเจ้าองค์แสน เมื่อไปประดิษฐาน ณ ที่แห่งใด ก็จักมีฝนตกต้องตามฤดูกาล น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เมื่อพระเจ้าองค์แสนเหาะมาประทับที่วัดโพธิ์ชัยนาพึง ก็เกิดความอัศจรรย์แก่คนในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก และได้นำเอาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่หมู่บ้านเป็นอย่างมาก จนชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา กลายเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของบ้านนาพึงมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งพระธาตุดินแทน และวัดโพธิ์ชัย แม้จะไม่ได้จัดอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของเมืองเลย อย่างเชียงคาน หรือที่อื่นๆ

แต่บอกได้เลยว่า หากใครได้ไปแม้เพียงครั้ง ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเข้มขลังและงดงามตามธรรม…ในหมู่บ้านเล็กๆริมลำน้ำภาแห่งนี้.

ภาพจิตรกรรมที่ประตูทางเข้าวิหาร

อีกด้านของทางขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาท

 

“อาร์สทีเดอร์”เมืองเล็ก…หัวใจใหญ่

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/539150

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 พ.ย. 2558 05:01

 

โบสถ์เก่าแก่ในอาร์สทีเดอร์

อารมณ์การเที่ยวแบบชิล…และฟิน!! ดูเหมือนจะหายไปจากชีวิตนานพอสมควร ด้วยเพราะการเดินทางที่ต้องผูกติดอยู่กับการทำงาน ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามตารางเวลามากกว่าตารางที่เราสามารถกำหนดเองได้

แต่เมื่อหลายเดือนก่อน มีโอกาสไปเที่ยวในเมืองเล็กๆของเยอรมนี ที่ชื่อ “อาร์สทีเดอร์” (Rastede) อยู่ในเขตรัฐปกครองที่เรียกว่า “ชเลสวิก โฮลชไตน์” (Schleswig–Holstein) ของเยอรมนี เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองออลเดนบูร์ก ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของเยอรมนี

สถานีตำรวจในอาร์สทีเดอร์

เราไปถึงอาร์สทีเดอร์ ในช่วงที่กำลังมีงานเทศกาลดนตรี International Rastede Musiktage พอดี ทำให้โรงแรมที่พักในเมืองส่วนใหญ่ค่อนข้างเต็มแน่น เพราะอย่างที่บอกเมืองนี้เล็กมากๆ โรงแรมที่พักที่พอจะรับแขกบ้าน แขกเมืองได้มีอยู่แค่ 2 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ โรงแรมชเลสคอส ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ปราสาทชเลสคอส หรือ Schloss Rastede ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมือง

แม้จะเรียกชื่อว่าเป็นปราสาทแต่ดูจากภายนอกแล้ว น่าจะคล้ายๆกับวังฤดูร้อนเสียมากกว่า ตามประวัติที่มีอยู่น้อยนิด บอกว่า ปราสาทชเลสคอสในอาร์สทีเดอร์นี้ สร้างโดย Christian Duke of Oldenburg ซึ่งเกิดในเมืองอาร์สทีเดอร์ เป็นลูกชายคนเดียวของดุ๊ก อันตัน กุนเธอร์ แห่งออลเดนบูร์ก กับเจ้าหญิงเอมิลี่ แห่งโลว์สไตน์ เวิร์ธเธม โฟรเดนเบอร์ก

บ้านในอาร์สทีเดอร์…สร้างเมื่อปี 1904

ราชวงศ์ออลเดนบูร์ก ถือเป็นราชตระกูลแห่งเยอรมันเหนือที่ทรงอิทธิพลมากราชตระกูลหนึ่งของยุโรป ซึ่งในเวลาต่อมาราชตระกูลนี้ได้ปกครองทั้งเดนมาร์กและนอร์เวย์ โดยเคาท์ คริสเตียนที่ 1 แห่งออลเดนบูร์กได้รับเลือกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์กในปี ค.ศ.1448 นอร์เวย์ ในปี ค.ศ.1450 และสวีเดนในปี ค.ศ.1457 จึงถือได้ว่าเป็นราชวงศ์ที่ได้ปกครองอาณาจักรถึงสามอาณาจักร ที่เรียกว่า สหราชอาณาจักรคาลมาร์

แค่ปราสาทหลังเดียวในเมืองเล็กๆก็ไม่ธรรมดาเสียแล้ว แต่เพราะเราทั้ง 3 คนยังไม่มีที่พักสำหรับคืนนี้ เลยออกเดินไปตามถนนสายหลักของเมือง เพื่อ ไปยังสำนักงานการท่องเที่ยวของอาร์สทีเดอร์ เพื่อสอบถามถึงที่พักที่อาจจะพอมีเหลืออยู่บ้าง ซึ่งก็สนุกสนานพอสมควร เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ยกเว้นคนที่ทำงานราชการหรือร้านค้าใหญ่ๆ

บ้านท้อปเคน แฟมิลี่ อายุ 120 ปี

เจ้าหน้าที่หนุ่มของสำนักงานการท่องเที่ยวเมืองอาร์สทีเดอร์ พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นธุระในการโทรศัพท์สอบถามไปยังโรงแรมและบ้านพักต่างๆในเมือง และแนะนำให้เราไปที่ Pension Haus Waldblick ซึ่งเป็นโฮมสเตย์ที่ตั้งอยู่ในสวนริมทะเลสาบส่วนตัว

คุณป้าเจ้าของบ้านน่ารักมาก แม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ภาษามือของเราก็พอที่จะทำให้เธอเข้าใจได้ว่า พวกเราต้องการที่พักในเมืองนี้อย่างน้อย 3 คืน ซึ่งเธอบอกว่า ห้องพักของเธอว่างแค่ 1 คืน เท่านั้น

ระหว่างเตรียมแข่งขันคอนเสิร์ต แบนด์

เอาละสิ…เดินมาตั้งหลายกิโล ห้องพักจะว่างแค่คืนเดียว คุณป้าคงเห็นหน้าตาความผิดหวังปนกังวลใจของพวกเรา เธอบอกให้เรารอสักครู่ แล้วหยิบ โทรศัพท์โทร.หาญาติของเธอที่อยู่ใกล้ๆพร้อมกับเรียกแท็กซี่ให้พวกเราไปที่บ้านญาติของเธอที่เธอบอกว่า มีห้องพักว่าง 2 ห้อง 3 คืน ที่พวกเราจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปที่จะต้องเก็บกระเป๋าในวันรุ่งขึ้น แต่ทิ้งท้ายว่า “บ้านญาติฉันไม่มีอาหารเช้านะ แต่คิดเงินแค่คืนละ 25 ยูโร ถูกกว่าของฉัน 5 ยูโร”

บ้านหลังใหญ่ที่เราไปพัก เป็นบ้านของตระกูลท้อปเคน ซึ่งเป็นตระกูลคนชั้นสูงเก่าแก่ในเมืองอาร์สทีเดอร์ อายุบ้าน 120 ปี เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1895 มีคุณป้าอิลลี่ วัย 85 สะใภ้ของตระกูลเป็นคนดูแลบ้านและทำธุรกิจโฮมสเตย์เล็กๆ

บ้านเรือนในอาร์สทีเดอร์อายุมากกว่า 100 ปี

เราอยู่ที่บ้านของคุณป้าอิลลี่เสมือนหนึ่งเป็นบ้านของเราเอง คุณป้าเล่าว่าเธอมีลูกสาว 3 คน นานๆจึงจะแวะมาเยี่ยมแม่สักครั้ง เธอมีความสุขกับการปลูกดอกไม้สวยๆไว้หลังบ้าน และตัดมาใส่แจกันเมื่อดอกไม้บานเต็มที่ ที่บ้านของคุณป้ายังมีคุณลุงแดเนียล อายุ 84 ที่หลังจากภรรยาตาย ก็ตัดสินใจให้เช่าบ้านของตัวเองที่อยู่ในเมืองและมาเช่าห้องพักแบบลองสเตย์อยู่ที่บ้านคุณป้า ทุกๆเช้าคุณลุงจะขับรถโฟล์กสวาเกนไปหาอาหารเช้ากินในเมือง ซึ่งเช้าวันแรกในบ้านท้อปเคน คุณป้าอิลลี่ขอให้คุณลุงพาพวกเราติดรถออกไปกินอาหารเช้าและเชียร์น้องๆโรงเรียนสตรีวัดระฆังที่มาแข่งขันดนตรีในครั้งนี้ด้วย

บ้านทุกหลังในอาร์สทีเดอร์ล้วนแล้วแต่มีอายุเกินกว่า 100 ปีทั้งนั้น บางส่วนเป็นของเจ้าของเดิมแต่บางส่วนก็ถูกขายให้กับเศรษฐีชาวเยอรมันที่นิยมมีบ้านพักตากอากาศในเมืองเล็กๆ หรือบางครั้งก็จัดการปรับปรุงแปลงโฉมทำเป็น B&B หรือ โฮมสเตย์ สำหรับการมาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนที่ดอกไม้พากันพร้อมใจบานสะพรั่ง สีสันสดใสไปทั้งเมือง

แม่ๆและครูพี่เลี้ยงกำลังพาเด็กๆกลับจากเนอร์สเซอรี่

วันสุดท้ายที่อาร์สทีเดอร์ เรานั่งรถไฟเอสบาห์น ไปหาซื้อของในออลเดนบูร์ก ใช้เวลาแค่ 10 นาทีจากสถานีรถไฟอาร์สทีเดอร์ เราก็มาถึงออลเดนบูร์ก สภาพบ้านเมืองที่นี่ต่างจากอาร์สทีเดอร์มาก ในออลเดนบูร์กมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ถนน ช็อปปิ้ง และร้านกาแฟน่ารักๆในย่านการค้าของเมือง พวกเราไม่พลาดที่จะแวะชิมไส้กรอกขาวแบบบาวาเรียน และไส้กรอกเยอรมันรสเลิศที่ต้องบอกว่าเด็ดสุดๆ พร้อมจับจ่ายซื้อของที่ราคาดูเหมือนจะถูกกว่าเมืองใหญ่ๆอย่างแฟรงก์เฟิร์ต มิวนิก หรือเบอร์ลิน เหตุเพราะอัตราภาษีในเมืองเล็กๆจะถูกกว่าเมืองใหญ่ๆ อยู่แล้ว

วันสุดท้ายของการแข่งขัน โรงเรียนเซนต์จิงกาเบล (สตรีวัดระฆัง) สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศในการประกวดวงคอนเสิร์ต แบนด์ มาฝากคนไทยร่วมกับโรงเรียนดังอีกโรงเรียนหนึ่งจากเมืองย่าโม พวกเราเฉลิมฉลองค่ำคืนแห่งความสุขและความสำเร็จที่ไม่ใช่เรียกว่าชัยชนะ เพราะการแข่งดนตรีคือการแข่งกับตัวเอง ทำให้ได้ถึงมาตรฐาน ถึงระดับ ไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร สำคัญที่สุดคือ ดนตรีได้มีส่วนเจียระไนหัวใจเด็กๆให้มีความสุข ภูมิใจกับความสามารถและความสำเร็จที่ตัวเองทำได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

คุณป้าอิลลี่..ในวันที่ร่ำลากัน

เราออกจากอาร์สทีเดอร์ โดยไม่ลืมที่จะร่ำลา คุณป้าอิลลี่ เธอเข้ามาสวมกอดอย่างคนแก่ที่มีความเหงาเป็นเพื่อน พร้อมทั้งจับไม้จับมือขอให้เราสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมเธออีกในปีหน้า เราได้แต่ยิ้มๆและบอกว่าถ้ามีโอกาสเราจะกลับไปจิบไวน์กับเธออีก

ก็ทำไมถึงจะไม่อยากกลับไปอีกเล่า ในเมื่อหัวใจของคนในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินและชีวิตที่นี่ก็สโลว์ ไลฟ์ เกินกว่าที่คิดไว้เสียอีก…

ลาก่อนอาร์สทีเดอร์…แม่สาวสองพันปีแห่งชเลสวิก โฮลชไตน์.

 

มนต์เสน่ห์…..บุรีรัมย์ อลังการแห่งเทวาลัยสถาน “พนมรุ้ง”

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537540

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ย. 2558 05:01

 

อีกมุมของปราสาทเมืองต่ำ

จากเมืองที่ผู้คนผ่านไปผ่านมา กลายเป็นจังหวัดที่ใครก็อยากไปเยือนแม้สักครั้ง ไม่ใช่เพราะสนามฟุตบอลใหญ่ยักษ์ระดับโลกที่จุคนได้กว่า 30,000 นั่นหรอก….

แต่เพราะความเข้มขลังและมนตราแห่งสุริยวรมันต่างหากที่ทำให้ “บุรีรัมย์” มีเสน่ห์เย้ายวนถึงเพียงนี้….!!

นับตั้งแต่บทความของชาวฝรั่งเศส เอเตียน เอมอนิเยร์ (Etienne Aymonier) ตีพิมพ์สู่สายตาชาวโลกในปี พ.ศ.2445 เรื่องราวของ “ปราสาทหินพนมรุ้ง” ก็ถูกกล่าวขานจนกลายเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของถิ่นอีสานใต้

คณะเที่ยวชมสนามบุรีรัมย์เอฟซี

ความตั้งใจเยือนปราสาทพนมรุ้งครั้งนี้ ก็เพื่อชมพระอาทิตย์ตก ที่ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่พระอาทิตย์จะส่องลอดช่องประตูทั้ง 15 บานของพนมรุ้งอย่างอัศจรรย์ ปีหนึ่งจะมีปรากฏการณ์เช่นนี้

2 ครั้ง ในเดือน มี.ค.และ ต.ค. และอีก 2 ครั้ง เป็นปรากฏการณ์พระอาทิตย์ขึ้นลอดช่องประตูทั้ง 15 บานเช่นเดียวกันในเดือน เม.ย.และ ก.ย.

แต่ทว่าน่าเสียดาย ฝนฟ้าไม่เป็นใจช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก พระพิรุณก็ประทานน้ำจากสวรรค์มาจนเปียกชุ่ม เลยได้สัมผัสพนมรุ้งกันอีกในบรรยากาศหนึ่ง

พีอาร์สาวสวยของเคทีซีที่ร่วมทริปคราวนี้ เลยได้มีโอกาสถ่ายรูปหวาน โรแมนติกในเทวาลัยสถาน ขณะที่นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาชมพระอาทิตย์ตกก็ได้มีโอกาสสนทนากันในช่วงระหว่างหลบฝน

ปราสาทพนมรุ้ง

ปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานรูปแบบศิลปะเขมรโบราณที่ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง เป็นปราสาทที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติในปี พ.ศ.2478

ชื่อของปราสาทพนมรุ้งเป็นชื่อดั้งเดิม คำว่า “พนมรุ้ง” ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพนมรุ้ง หลักที่ 2 หลักที่ 4 และ K10900 ว่า

…“พนมรุ้งเป็นชื่อเทวสถาน ที่มีขอบเขตกว้างขวาง มีที่ดิน หมู่บ้าน เมือง สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะพระองค์ที่ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส…” ซึ่งก็คือภาพสะท้อนของฮินดูในไศวนิกายนั่นเอง

เสาบันไดเรียง..ที่ปราสาทพนมรุ้ง

ภายในปราสาทหินมีร่องรอยความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบเขมร ไม่ว่าจะเป็นปราสาทองค์ประธาน ศาลาเปลื้องเครื่อง หน้าบัน ทับหลัง ที่ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่า พระเจ้านเรนทราทิตย์ ซึ่งปรากฏชื่อว่าเป็นผู้สร้างปราสาทพนมรุ้ง ตั้งใจที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นเทวาลัยของพระศิวะ ที่มีศิวลึงค์เป็นองค์ประธาน

เรื่องราวของปราสาทหินพนมรุ้งเป็นที่รู้จักอีกครั้ง เมื่อมีการตามหา “ทับหลัง” ที่ได้ชื่อว่าเป็นทับหลังที่มีความงดงามมากที่สุดชิ้นหนึ่งซึ่งสูญหายไปตั้งแต่ปี 2507-2508

ทับหลังที่ว่านั้น ก็คือ “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ซึ่งต่อมามีผู้ไปพบที่สถาบันศิลปะนครชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในสภาพลวดลายขอบขวาของทับหลังถูกกะเทาะออกไปครึ่งหนึ่ง

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

รัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะขอ “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” กลับมาเมืองไทย จนในที่สุดก็ได้รับคืนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2531 ในพระนาม ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล โดยทับหลังเดินทางถึงราชอาณาจักรไทยในวันที่ 10 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน

หน้าบันปราสาทเมืองต่ำ

นอกจากปราสาทพนมรุ้งแล้ว ยังมี ปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งเป็นศิลปะแบบบาปวน มีอายุอยู่ในราว 1,000 ปี ความโดดเด่นของปราสาทเมืองต่ำที่น่าสนใจ คือ ทับหลังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 4 หลัก มีชื่อต่างกันตามความเชื่อในศาสนาฮินดู คือ ทับหลังอุมามเหศวร, ทับหลังพระกฤษณะยกภูเขาโควันทนะ, ทับหลังพระพิรุณทรงหงส์ และ ทับหลังพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ

หินสลักลายลูกมะหวด…ที่ปราสาทเมืองต่ำ

นอกจากนี้ที่ปราสาทเมืองต่ำเองยังมีจุดที่น่าสนใจตั้งแต่ทางเข้า คือ หน้าบันปราสาท ที่มีซุ้มเรือนแก้ว แกะสลักเป็นรูปกาลกี ที่ถือว่าเป็นสัตว์ที่อยู่บนพระนลาฏของพระศิวะ เป็นสัตว์ที่กินทุกอย่าง กาล+กี เป็นอุทาหรณ์คำสอนที่ว่า แม้แต่เวลาก็ย่อมถูกกลืนกิน นอกจากนี้ในซุ้มเรือนแก้วยังมีพระอินทร์ ที่รู้ว่าเป็นพระอินทร์ก็เพราะทรงช้าง 3 เศียรนั่นเอง

แอพพลิเคชั่นชมปราสาทเมืองต่ำ

ใครที่สนใจไปชมปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้งในยุคดิจิตอล เขามีแอพพลิเคชั่นที่สามารถโหลดลงโทรศัพท์เพื่อฟังเรื่องราวของปราสาทหินทั้งสองแห่งของบุรีรัมย์นี้ได้ หรือถ้าเอาแบบง่ายๆที่ปราสาทเมืองต่ำมีการอบรมมัคคุเทศก์น้อยนำชม เป็นรายได้ให้กับเด็กอีกทางหนึ่ง

เจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์

มาถึงบุรีรัมย์แล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่ควรไปเที่ยวชม ก็คือ ศาลและเสาหลักเมือง ที่ได้ชื่อว่าเป็นเสาหลักเมืองที่มีความพิเศษกว่าที่อื่น เพราะมีเสาหลักเมืองถึง 2 ต้น สันนิษฐานว่าเสาต้นที่อยู่ด้านหน้าตั้งขึ้นเมื่อแรกสร้างเมืองแปะในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรีสั่งให้ตั้งเมืองขึ้น ในช่วงที่เดินทัพมาพบเมืองร้างอยู่บริเวณลำห้วยจระเข้และเห็นว่ามีชัยภูมิที่ดี โดยให้ตั้งชื่อเมืองว่า “เมืองแปะ” ตามชื่อต้นไม้ที่มีอยู่มากในบริเวณนั้น ส่วนอีกต้นน่าจะมีขึ้นในช่วงการสถาปนาเมืองแปะเป็นเมืองบุรีรัมย์….

เสาหลักเมืองบุรีรัมย์

ส่วนเสาอีกต้นที่อยู่ ด้านหลังน่าจะตั้งขึ้นในสมัยที่ยกเมืองแปะขึ้นเป็นเมืองบุรีรัมย์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีกี่เสา เสาหลักเมืองก็ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่นี่จะต้องมาไหว้ศาลหลักเมืองทั้งตอนที่มารับตำแหน่งและตอนที่จะพ้นตำแหน่งไป

นนทิ…วัวเผือกของพระศิวะที่แปลงกายได้

ก่อนกลับ อ.วันดี เธียสวัสดิ์กิจ ไม่ลืมที่จะพาพวกเราไปแวะซื้อของที่ระลึกของบุรีรัมย์ โดยเฉพาะ ผ้าซิ่นตีนแดง ซึ่งถือเป็นผ้าไหมเอกลักษณ์ของชาว อ.พุทไธสง และ อ.นาโพธิ์ ของบุรีรัมย์ ที่มีการสืบทอดกันมามากกว่า 200 ปี รวมถึง ผ้าภูอัคนี ซึ่งเป็นผ้าฝ้ายย้อมดินภูเขาไฟของชุมชนบ้านเจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ ด้วย…

เสน่ห์บุรีรัมย์เย้ายวนใจ….ขนาดนี้ ใครที่ผ่านไปผ่านมาและไม่เคยแวะเยี่ยมเยือน…บอกได้คำเดียวว่า ถ้าไปอีสานแล้วแค่ผ่านบุรีรัมย์…คุณอาจจะคุยกับใครไม่รู้เรื่องเสียแล้ว…!!!

 

ตามรอย “ธรรมศาลา-อโรคยาศาล” อนุสรณ์แห่ง…พระเจ้าชัยวรมันที่ 7

Published พฤศจิกายน 15, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/535883

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ต.ค. 2558 05:01

 

อโรคยาศาล.

เป็นครั้งแรกของการเที่ยวอีสานที่รู้สึกว่าคุ้มค่ามากที่สุด เพราะได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความสุขไปพร้อมๆในทริปเดียว กับการเดินทางที่มีชื่อว่า “ท่องเมืองปราสาทสองยุค เรียนรู้แหล่งศึกษากับเพ ลา เพลิน”

ออกจากดอนเมือง 12.25 น. ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย ที่มีเที่ยวบินไปบุรีรัมย์วันละเที่ยวหลับยังไม่ทันถึงตื่นเครื่องก็เตรียมร่อนลงเสียแล้ว

ทีมสื่อมวลชนกับทริปท่องเมืองปราสาทสองยุค.

บ่ายโมงเศษ เราก็มาถึงบุรีรัมย์ คุณเอ๋…พรทิพย์ อัษฎาธร เจ้าของเพ ลา เพลิน ศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอีสาน ที่เจ้าตัวบอกว่า เพ ลา เพลิน มาจากภาษาอังกฤษสองคำ คือ Play + Learn = Plearn หรือ เพลิน หมายถึงให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ทุกคนโดยเฉพาะเด็กๆจะได้เข้ามาเรียนรู้อย่างเพลิดเพลิน

ก่อนที่จะพูดคุยกันมากมาย คุณเอ๋ แนะนำให้รองท้องด้วยเมนูเด็ด “บั้นท้ายสวรรค์” ที่ร้านเป็ดย่างคูเมืองต้นตำรับ กินพร้อมกับส้มตำและอาหารอีสานรสชาติแบบบ้านๆ แซ่บอีหลี…อย่าบอกใคร

อิ่มหมีพีมันกันแล้ว…ก็ได้เวลาเดินทางสู่เพ ลา เพลิน เพื่อนั่งรถรางชมอุทยานไม้ดอกแห่งแรกและแห่งเดียวในอีสานใต้ ที่ชื่อว่า “The Flora @เพ ลา เพลิน”

โรงอนุบาลไฮเดรนเยีย.

ต้องบอกว่า ความตั้งใจของไฮโซบุรีรัมย์คนนี้ไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะการเนรมิตผืนดินที่แห้งแล้งกว่า 200 ไร่ ให้เป็นทั้งแปลงเกษตรสาธิต โรงเก็บต้นอ่อนของดอกไม้จากฮอลแลนด์อย่างไฮเดรนเยีย และลิลลี่ ที่กำลังจะเบ่งบานในช่วงหนาวนี้ รับ “เทศกาลไฮเดรนเยีย เมื่อความรักเปลี่ยนสี” ในเดือน ธ.ค. นอกจากนี้ยังมีไร่องุ่น สตรอเบอรี่ เสาวรส ที่มีการจัดการแบบออร์แกนิก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ นอกจากนี้ยังมีโรงเรือนอีก 6 โรงที่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และที่จัดแสดงนิทรรศการที่ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงจริงๆที่สำคัญ คุณเอ๋ บอกว่า ปีนี้ ทุ่มเงินถึง 7 ล้านบาทสั่งซื้อหัวทิวลิป 1 แสนหัว พร้อมวัสดุปลูก เพื่อเนรมิตทุ่งทิวลิปแห่งแรกของอีสานไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงคริสต์มาสนี้ด้วย

ตะบองเพชรสีสดใส.

หลังเพลิดเพลินกับแลนด์มาร์กอีสานที่ คุณเอ๋ ตั้งเป้าให้ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้พัฒนาไปสู่จุดนั้นให้ได้แล้ว ก็ได้เวลาเข้าพักที่โรงแรมซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทุกห้องมีไอเดียสร้างสรรค์ให้เป็นประเทศต่างๆทั้งยุโรปและเอเชีย ซึ่งก็มาจากของแต่งบ้านและของสะสมที่เจ้าของโรงแรมเก็บสะสมมาตลอดนำมาประดับตกแต่งตามทางเดินและห้องพักให้มีสไตล์ที่หลากหลายเป็นไอเดียเก๋ๆอีกอย่างหนึ่ง

อาจารย์วันดี เธียรสวัสดิ์กิจ

รุ่งขึ้น เรามีนัดกับ อาจารย์วันดี เธียรสวัสดิ์กิจ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ที่จะพาพวกเราไปสัมผัสกับร่องรอยประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะปราสาทหินที่ถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีปราสาทหินมากที่สุดในประเทศไทย คือ มากกว่า 60 ปราสาท จึงเป็นที่มาของชื่อเมืองปราสาทหิน และที่น่าทึ่งอีกอย่าง ที่นี่มีภูเขาไฟที่เกิดจากรอยเลื่อนของเปลือกโลกมากที่สุดคือ 6 ลูกด้วย

เริ่มสนุกละ…บุรีรัมย์ ที่เคยเป็นแค่เมืองผ่าน เมืองที่ใครๆมาแล้วก็ผ่านเลยไป กลายเป็นเมืองต้องห้ามพลาด สำหรับการท่องเที่ยว ไม่ต้องพูดถึงสนามฟุตบอลที่เป็นที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด เพราะจริงๆแล้ว ตัวของบุรีรัมย์เองก็มีมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้ไปสัมผัสอยู่ไม่น้อย

มุมถ่ายรูปสุดคลาสสิก.

ที่น่าสนใจที่สุด เห็นจะเป็นร่องรอยความเจริญที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งตรงกับ พ.ศ.1723-1763 และทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของเขมรด้วย

อาจารย์วันดี บอกว่า บุรีรัมย์ เป็นเมืองที่มีความน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปราสาทหิน ชาติพันธุ์ ภาษา ไปจนถึงอาหารการกิน อย่างเช่น กุ้งจ่อม ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดมีการทำที่เดียวในประเทศไทย คือ ที่นี่…บุรีรัมย์

บุรีรัมย์มี 23 อำเภอ แต่มีภาษาที่ใช้ถึง 3-4 ภาษา ประชากร 40% พูดภาษาถิ่นเขมร 20% พูดภาษาลาว 20% พูดภาษาไทยเบิ้ง หรือไทยโคราช อีก 20% พูดภาษาอีสาน ทั้งๆที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แปลกมั้ยล่ะ

ปราสาทบ้านบุ.

ปราสาทแห่งแรกที่อาจารย์วันดีพาเราไปชม เป็นปราสาทเล็กๆ แต่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ชื่อว่า “ปราสาทบ้านบุ” ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ โรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์ ตำบลจระเข้มาก การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับทางไปปราสาทเมืองต่ำ โดยปราสาทบ้านบุจะอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2221 ห่างจากทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำไปทางอำเภอประโคนชัย ราว 1.5 กิโลเมตร

อาจารย์วันดี เล่าว่า การสร้างปราสาทขอมในยุคโบราณ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้สร้างมักเป็นเจ้าหรือกษัตริย์ มีวัตถุประสงค์ 2 อย่าง คือ สร้างเพื่อเก็บศพตัวเอง และสร้างเพื่อเป็นศาสนสถาน อย่างปราสาทหินพนมรุ้ง ก็สร้างตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ให้เป็นเทวาลัยเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ขณะที่ปราสาทหินพิมาย สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานของพุทธ

สำหรับ ปราสาทบ้านบุ เป็นหนึ่งในธรรมศาลา 17 หลัง ที่พระเจ้าชัยวรมันรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักคนเดินทาง ในจารึกปราสาทพระขรรค์บันทึกไว้ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างธรรมศาลาทั้งสิ้น 121 หลังในสมัยของพระองค์ โดย 17 หลังอยู่ในเส้นทางราชมรรคา จากเมืองพระนครหรือพนมเปญในปัจจุบันมาจนถึงพิมาย เมืองนครราชหรือนครราชสีมา หนึ่งในนั้นคือ ปราสาทบ้านบุหลังนี้

พรทิพย์ อัษฎาธร และ ปริม ปัญญาเสรีพร.

นอกจากธรรมศาลาแล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังโปรดให้สร้าง “อโรคยาศาล” ขึ้นอีก 102 แห่ง เฉพาะในบุรีรัมย์พบกว่า 10 หลังว่ากันว่า อโรคยาศาล จริงๆแล้วก็คือโรงพยาบาลในยุคนั้น…โดยรอบๆของอโรคยาศาล จะมีกุฏิฤาษี หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ถ้าเป็นปัจจุบันก็คือ ศาลในโรงพยาบาลที่ผู้คนนิยมไปกราบไหว้ขอพรให้หายจากความเจ็บป่วยนั่นเอง

ศิลาจารึกที่พบในปราสาทตาพรหม เขียนไว้ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างอโรคยาศาลขึ้นโดยรอบอาณาจักรของพระองค์ 102 แห่งโดยมีศิลาจารึกอีกหลายหลักที่มีข้อความคล้ายคลึงกัน ส่วนใหญ่จารึกด้วยอักษรขอมภาษาสันสกฤตเรียกว่าจารึกโรงพยาบาลพบในประเทศกัมพูชา 17 หลัก และในประเทศไทย 4 หลัก

นี่แค่ปราสาทที่เหมือนกับศาลาเล็กๆก็สนุกขนาดนี้แล้ว พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมไปชมปราสาทเมืองต่ำ และขึ้นชมพระอาทิตย์ตกที่ปราสาทพนมรุ้ง ที่ว่ากันว่า ใน 1 ปีจะมีปรากฏการณ์แบบนี้แค่ 4 ครั้ง คือประมาณเดือนมีนาคม, เมษายน, กันยายนและตุลาคม โดยพระอาทิตย์จะตกส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บานของปราสาทพนมรุ้ง ชักตื่นเต้นแล้วล่ะสิ…

เต้าส่วน…เจ๊ตุ่ม.

แต่ตอนนี้ขอไปแวะตลาดไนท์เก่า กินเต้าส่วน เจ๊ตุ่ม ที่เขาลือกันว่า เป็นเต้าส่วนที่อร่อยที่สุดในประเทศไทยก่อน….เต้าส่วนร้านนี้ ขายได้วันละเกือบ 10,000 บาท อร่อยแค่ไหนต้องไปพิสูจน์…!!!

 

‘Somewhere in Time’ ซิน จ่าว…เวียดนาม

Published ตุลาคม 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534326

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ต.ค. 2558 05:01

 

โรงละครโอเปร่า ยามค่ำคืน

ทันทีที่สายการบินนกแอร์ เปิดบริการเส้นทางบินระหว่างประเทศเส้นทางใหม่ จากสนามบินดอนเมืองไปสู่เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ที่ผ่านมา ให้บริการบินสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ล่าสุดนกแอร์นำคณะสื่อมวลชนไปเยือนเมืองโฮจิมินห์ ในชื่อทริปสุดเก๋ว่า “Somewhere in Time” บินตรงจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง สู่ท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต ของเวียดนาม

โฮจิมินห์ ซิตี้ ที่เดิมชื่อ ไซ่ง่อน หรือ ไซกอน ตามที่ชาวตะวันตกออกเสียง เดิมเป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ แต่ปัจจุบันเวียดนามรวมกันเป็นหนึ่ง เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม คือ ฮานอย ขณะที่โฮจิมินห์เป็นเมืองใหญ่ ที่ไม่ใช่เมืองหลวงแต่ความเจริญดูเหมือนจะมากกว่าฮานอยอยู่มาก

เราไปถึงโฮจิมินห์ราว 9 โมงเศษๆ ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงจากเมืองไทย อากาศดีเกินคาด เสียงทักทาย “ซิน จ่าว” (Xin Chao) ซึ่งแปลว่า สวัสดี เป็นคำแรกที่เราเริ่มต้นเรียนรู้ในการเยือนเวียดนามครั้งนี้

โรงแรมพูลแมน ไซ่ง่อน เซ็นเตอร์

จุดหมายแรกของการเดินทางคือ ดิสทริกวัน (District 1) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมือง ครั้งหนึ่งเคยเป็นเขตสำคัญเขตหนึ่งที่ชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในช่วงที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นตึกสไตล์เฟรนช์โคโลเนียลแฝงตัวอยู่ตามถนน โดยเฉพาะ โบสถ์โน๊ตเตรอะดาม (Notre Dame Cathedral) ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1877 ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 6 ปี

โบสถ์โน๊ตเตรอะดาม

โบสถ์ โน๊ตเตรอะดาม ในเวียดนาม ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เนื่องจากได้รับความเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไฮไลต์ของโบสถ์ คือ รูปปั้นพระแม่มารีขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่า และหอคอยคู่สูง 40 เมตร คล้ายกับโบสถ์นอร์ทเธอดรามในฝรั่งเศส ถือเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้

ภายในอาคารโบสถ์โน๊ตเตรอะดาม

จากโน๊ตเตรอะดาม เดินข้ามฟากไปฝั่งตรงกันข้าม เป็นที่ตั้งของที่ทำการไปรษณีย์กลางแห่งนครโฮจิมินห์ (General Post Office) ดูเผินๆคล้ายสถานีรถไฟหัวลำโพงของบ้านเรา ที่ทำการไปรษณีย์นี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1896 ออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลก 3 คน คือ Auguste Henri Vildieu, Alfred Foulhoux และ Gustaf Eiffel โดย Gustaf Eiffel เป็นวิศวกรและสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อดังคนหนึ่งของโลก สิ่งก่อสร้างที่เขาสร้างและเป็นที่จดจำของชาวโลกมากที่สุดก็คือ หอไอเฟล ในประเทศฝรั่งเศส ภายในตัวอาคาร มีการประดับภาพแผนที่ทางทะเลในอดีต และภาพของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ไว้โดดเด่นเป็นสง่า เรายังอยู่ในเขตดิสทริกวัน และดูเหมือนจะเริ่มชินกับเสียงแตรรถที่ดังตลอดเวลา อีกอย่างเวลาข้ามถนนในเวียดนาม ขอบอกไว้เลยว่าให้เดินหน้าอย่างเดียว อย่ายึกๆยักๆรถจะชนเอา ที่สำคัญที่นี่มีมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถเก๋ง วิ่งปรู๊ดปร๊าดแทรกไปแทรกมา เวลาข้ามถนนจึงเหมือนกับได้ผจญภัยแบบหนึ่ง

ที่ทำการไปรษณีย์กลางแห่งนครโฮจิมินห์

เราเดินข้ามถนนไปอย่างระมัดระวัง เพื่อไปยัง โรงละครโอเปร่า (Saigon Opera House) หรือโอเปร่า เฮาส์ ระหว่างทางต้องผ่านห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ขายสินค้าแบรนด์เนมหลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความเจริญอย่างมากๆของเวียดนาม ที่สำคัญ เวียดนามกำลังจะมีรถไฟฟ้าเหมือนบ้านเราในเร็วๆนี้ ด้วยความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างเวียดนามกับญี่ปุ่น

โอเปร่า เฮาส์ ตั้งตระหง่านกลางแยก ถือเป็นอีกหนึ่งอาคารเก่าแก่ สไตล์เฟรนช์โคโลเนียลที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม ใช้สำหรับแสดงอุปรากรให้แก่ชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศสและชนชั้นสูงชาวเวียดนามที่สวามิภักดิ์แก่ฝรั่งเศส ในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองเวียดนาม ต่อมาถูกใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาแห่งชาติเวียดนามใต้ ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่แสดงละครโอเปร่า หรือการแสดงต่างๆ

ศาลาว่าการเมือง มีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดี โฮจิมินห์ อยู่ด้านหน้า

จากนั้นไปชม ศาลาว่าการเมือง หรือ สภาประชาชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในทางการเมืองของเวียดนาม สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1902-1908 เพื่อใช้เป็นศาลาว่าการเมือง ต่อมาในปี ค.ศ.1975 ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสภาประชาชน ด้านหน้ามีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ สวนสาธารณะและลานน้ำพุ คนเวียดนามเรียกบริเวณนี้ว่า “จัตุรัสโฮจิมินห์” (Tran Nguyen Hai Statue) ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งรวมของวัยรุ่นมาทำกิจกรรมหลากหลายในตอนกลางคืน โดยปลอดสิ่งมึนเมา

แล้วก็ได้เวลาลิ้มรสอาหารเวียดนามแท้แบบดั้งเดิมที่บอกได้เลยว่า รสชาติต่างจากอาหารเวียดนามในเมืองไทย ประมาณว่า คนไทยดัดแปลงเสียจนคนเวียดนามกินไม่ได้นั่นละ แต่ที่ฟินเวอร์เห็นจะเป็นกาแฟหลังอาหาร ที่ร้านกาแฟชื่อดังในโฮจิมินห์ คือ “Workshop” จุดเด่นของร้านนี้ คือการเป็นร้านกาแฟในอาคารเก่าแก่และใช้เมล็ดกาแฟอาราบิก้าหอมกรุ่นจากเมืองดาลัด แถมที่ร้านยังมีการสาธิตการชงกาแฟ โดยใช้เครื่องชงกาแฟจากหลากหลายประเทศ ทำให้ภายในร้านตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมๆของกาแฟ แบบที่คนไม่กินกาแฟยังต้องอยากกิน

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (บ้านมังกร) ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อน

รุ่งขึ้น โปรแกรมของเราคือไปชม พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ หรือบ้านมังกร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อน และแม่น้ำเบนเหง่ เป็นสถานที่จัดแสดงชีวประวัติของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามยกย่องให้เป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกาศอิสรภาพต่อชาติตะวันตกของเวียดนามในปี ค.ศ.1954 หลังจากชัยชนะสงครามเวียดนาม (เดียนเบียนฟู) รัฐบาลฝรั่งเศสถอนทหารออกจากประเทศ คืนสันติภาพในอินโดจีนในที่สุด จากนั้นไปชม พิพิธภัณฑ์เมืองโฮจิมินห์ (Museum of Ho Chi Minh City) อีกอาคารเก่าแก่ สไตล์เฟรนช์โคโลเนียลเดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านการพาณิชย์ในการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และสินค้าของเวียดนามใต้ ต่อมาอาคารหลังนี้ถูกใช้เป็นสถานที่พำนักของข้าหลวงใหญ่แห่งโคชินไชน่า ปัจจุบันจัดแสดงโบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์, เรื่องราวประวัติความเป็นมาของเมืองไซ่ง่อน เรื่องราวการต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการปกครองของฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา

อีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ซึ่งถือเป็นศิลปะประจำชาติของเวียดนาม ไม่อ่อนช้อยเหมือนของไทย แต่ก็แปลกตาไปอีกแบบ สายฝนโปรยปรายลงมาเบาๆ เรากินมื้อค่ำกันที่ร้านอาหาร The Refinery ซึ่งตกแต่งเป็นสไตล์ฝรั่งเศส และเป็นอาคารเก่าแก่ที่ดั้งเดิมเคยเป็นสถานที่สำหรับผลิตฝิ่นของชาวฝรั่งเศสด้วย

ตลาดเบนถั่น

ก่อนกลับ นกแอร์พาไปชมพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ (Fine Arts Museum) หนึ่งในอาคารเก่าแก่แบบเฟรนช์โคโลเนียล ไม่กี่อาคารของเมืองโฮจิมินห์ที่เปิดให้เข้าชม เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นตึกที่หรูหราที่สุดในโฮจิมินห์ ในช่วงยุคสมัยของการตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ประกอบไปด้วยศิลปะสมัยใหม่ที่จัดแสดงภาพเขียน ภาพวาด และประติมากรรมสมัยใหม่ พร้อมชมโบราณวัตถุยุคอาณาจักรจามปาที่หาดูได้ยาก และทิ้งท้ายละลายทรัพย์กันที่ ตลาดเบนถั่น (Ben Thanh) ที่ขายของเกือบทุกชนิดมีทั้งเสื้อผ้า ผ้าลายปัก ไม้แกะสลัก กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ เป้ นาฬิกา รองเท้า ของที่ระลึก กาแฟ อาหาร เครื่องเทศ หรือจะซื้อมีดทำผักบุ้งฝอย ของชื่นชอบของคนไทยที่มีขายเฉพาะในเวียดนามเท่านั้น

เราอำลาเวียดนามด้วยความประทับใจแบบสุดๆ เป็นการเดินทาง..ที่ควรค่าแก่การจดจำ ตามชื่อทริป Somewhere In Time จริงๆ.

 

%d bloggers like this: