เทมาเสก

All posts tagged เทมาเสก

เทมาเสกตั้งมือดีไอบีเอ็มคุมบังเหียน “จุติ” แบท่าเลิกฟ้องไทยคม

Published มีนาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 มีนาคม 2554, 05:00 น.

เทมาเสกตั้งมือดีไอบีเอ็มคุมบังเหียน \.

Pic_159291

 

“จุติ” ยันเจรจาไทยคม หาแนวทางสันติ ไม่ต้องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ขณะที่กองทุนเทมาเสก ผู้ถือหุ้นใหญ่ ตั้ง “ศุภจี” อดีตมือดีไอบีเอ็ม นั่งแท่นซีอีโอไทยคม ด้าน “กสท” เด้งรับศึกษายิงดาวเทียมรักษาตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออก

นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงไอซีที ไปเจรจากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับสัมปทานดาวเทียม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อทั้งกระทรวงไอซีทีและคู่สัญญา โดยไม่ต้องยื่นฟ้องร้องต่อศาลกันอีก ส่วนแนวทางการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับปลัดกระทรวงไอซีทีและคณะทำงาน จะหาข้อยุติร่วมกันโดยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของบริษัทไทยคมนั้น หลังจากที่นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) จะพ้นจากตำแหน่งในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ หลังได้รับการต่ออายุมาแล้ว 1 ครั้ง กลุ่มเทมาเสก โฮลดิ้งส์ ในฐานะผู้ถือหุ้น ได้เพียรพยายามเสาะหาผู้มาดำรงตำแหน่งแทน และได้ข้อสรุปว่า จะว่าจ้างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทไอบีเอ็ม (ประเทศไทย)  ให้มาปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแทน  โดยนางศุภจีจะเข้าทำงานในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ การเลือกนางศุภจีเข้ามาดำรงตำแหน่งของเทมาเสกในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นคนนอกบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) น่าจะสามารถลบภาพที่เกี่ยวข้องกับการเมืองได้ ที่สำคัญนางศุภจีถือเป็นผู้บริหารระดับนานาชาติ และเคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศมาโดยตลอด

สำหรับนางศุภจี ซึ่งปัจจุบันอายุ 45 ปี เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไอบีเอ็มประเทศไทยหญิงคนแรกและคนเดียว ขณะอายุเพียง 37 ปี ล่าสุดดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจโกลบอล เทคโนโลยี เซอร์วิส ของไอบีเอ็มอาเซียน ประจำที่สิงคโปร์ มีหน้าที่ดูแลธุรกิจของไอบีเอ็มใน 10 ประเทศอาเซียน และยังเคยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ช่วยซีอีโอใหญ่ไอบีเอ็มที่นิวยอร์กก่อนหน้านี้ด้วย

ด้านนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ กสท ไปศึกษาแนวทางการยิงดาวเทียมในตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออกนั้น ขณะนี้  กสท  ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ในการยิงดาวเทียมแล้ว ซึ่งการยิงดาวเทียมดังกล่าวเป็นการรักษาสิทธิ์ในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมดังกล่าว ซึ่งทางกระทรวงไอซีที และ กสท จะต้องศึกษาร่วมกัน หลังจากนั้นก็คงต้องหารือกับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า จะดำเนินการอย่างไร และจะต้องยื่นเอกสารต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เพื่อรักษาสิทธิ์วงโคจรดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  จากที่  ครม.ได้อนุมัติแนวทางการรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทย เพื่อรักษาสิทธิ์ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม ตำแหน่ง 120 องศาตะวันออก และ 50.5 องศาตะวันออกนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอความเห็นว่า กระทรวงไอซีทีควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโดยละเอียดและชัดเจนให้ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุน ความพร้อมของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎระเบียบและกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ. องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มีนาคม 2554, 05:00 น.

 

“เอไอเอส”ในวันซีซั่น เชนจ์ ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด “เทมาเสก-สิงเทล”อยู่หรือไป?

Published มกราคม 24, 2011 by SoClaimon

24 มกราคม 2554, 05:01 น.

ผ่านทาง\”เอไอเอส\”ในวันซีซั่น เชนจ์ ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด \”เทมาเสก-สิงเทล\”อยู่หรือไป? – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143473

 

สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่น (สิงเทล) ตกเป็นข่าวครึกโครมในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อผู้บริหารของบริษัท เดินสายขอเข้าพบกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.กระทรวงการคลัง และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ประธานใหญ่เทมาเสกยังมีคิวนัดจะเข้าพบกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ด้วย

สิงเทล ซึ่งเป็นบริษัทลูก เทมาเสก โฮลดิ้ง บรรษัทการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลสิงคโปร์ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังตกเป็นเหยื่อของการเมืองที่เปลี่ยนมือมาเป็นกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มตรงกันข้ามกับ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ขายเอไอเอสออกจากมือไปให้แก่ เทมาเสก โฮลดิ้ง เมื่อเกือบ 5 ปีก่อน

หลังจากที่รอดูท่าทีและทัศนคติที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรนักของรัฐบาลชุดนี้ ต่อการดำเนินกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างสงบมาเป็นระยะเวลาพอสมควร

จนกระทั่ง รมว.ไอซีที มีคำสั่งให้ คณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) สรุปผลการชี้ขาดการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับเอไอเอส ภายใต้คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ทำให้ ทีโอที เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 75,000 ล้านบาท

คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยังชี้ขาดให้สัญญาสัมปทานระหว่างทีโอที กับ เอไอเอส ต้องสิ้นสุดหยุดลง ณ วันที่ 30 ก.ย.2553 ด้วย และหากคู่สัญญาประสงค์จะต่อสัญญาออกไปให้เท่ากับที่ขอแก้ไขสัญญาเพื่อยืดอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี หรือจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2558 เอไอเอสจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับทีโอที เพิ่มขึ้นจาก 25-30% เป็น 35% แทนที่จะจ่ายเพียง 20% ตามที่ได้มีการแก้ไขสัญญาไป

กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่จากสิงคโปร์ จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างที่เห็น!

แม้คีย์แมนในรัฐบาลไทยจะออกมายืนยันว่า การพบปะกันดังกล่าว เป็นเพียงการเข้าพบปกติ และเป็นไปเพื่อกล่าวคำ “สวัสดีปีใหม่” ต่อกันเท่านั้น แต่เมื่อเหตุแห่งการเข้าพบถูกผนวกเข้ากับเงื่อนเวลาที่ รมว.ไอซีที กำลังจะนำผลสรุปแนวทางการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ว่า เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อให้ ครม.ตัดสินชี้ขาดว่า จะดำเนินการอย่างไรกับเอไอเอส

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ย่อมจะถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” ไปในทันที

ในสายตาของสื่อมวลชน เราย่อมจะมองว่า สิงเทล ต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเอไอเอสแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อ เอไอเอส ดำเนินกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ปี 2533 ก่อนจะมี พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เกิดขึ้นเสียอีก นอกจากนี้แล้ว ยังให้บริการแก่ลูกค้าคนไทยในเครือข่ายกว่า 30 ล้านเลขหมายด้วย

แนวคิด หรือความพยายามจะฝังเอไอเอส ให้จมดินด้วยข้อพิจารณาข้างต้น จึงไม่ง่ายอย่างที่มีคนบางกลุ่มในรัฐบาลคิด หรือพยายามจะทำ โดยเฉพาะเมื่อ เอไอเอส เป็นบริษัทเอกชนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และหนึ่งใน 3 ค่ายหลักของการลงทุนโครงสร้างในพื้นฐานทางด้านกิจการโทรคมนาคมของประเทศ

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธาน บมจ.ชิน คอร์ป ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของสื่อมวลชนที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเอไอเอส บริษัทในเครือชิน คอร์ป และการดำเนินนโยบายภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.ไอซีที มาตลอด ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆเกี่ยวกับคำสั่งของ รมว.
ไอซีที และผลสรุปของคณะกรรมการตามมาตรา 22

เขายังไม่ให้ความเห็นใดๆกับ ทีมเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของชิน คอร์ป เดินสายเข้าพบนายกรัฐมนตรี และคีย์แมนในรัฐบาลชุดนี้ นอกจากที่บอกกับเราแต่เพียงว่า ทุกวันนี้ การดำเนินธุรกิจของเอไอเอส และบริษัทในเครือ ยังคงเป็นไปตามปกติ และยึดหลักการตามเอกสารที่ทำขึ้นระหว่างราชการกับกิจการในเครือ

“โดยปราศจากความชอบ หรือไม่ชอบ ผมในฐานะผู้บริหาร ต้องพิจารณาทุกสิ่งที่สมควรจะกระทำ และหากตรวจสอบว่า ได้ทำทุกสิ่งครบถ้วนแล้ว อะไรจะเกิด ก็คงต้องปล่อยให้เกิด”

ซีอีโอใหญ่ ชิน คอร์ป ยังกล่าวด้วยว่า พนักงาน และผู้บริหารของบริษัทไม่มีเจตนาใดๆจะทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย ทั้งไม่เคยมีความประสงค์ที่จะมีเรื่องมีราวกับรัฐ จริงๆแล้ว เราพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐในทุกๆด้าน และทุกๆเรื่อง เพื่อทำเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ยกระดับการใช้ และการลงทุนในกิจการโทรคมนาคมของประเทศขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปด้วยในตัว

“อย่างที่บอก ปัจจุบันเรายึดถือการดำเนินงานตามเอกสารทางราชการ และดูแลให้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆอย่างครบถ้วน ส่วนการดำเนินธุรกิจในอนาคต ก็คงเดินหน้าต่อไปตามกฎกติกา ที่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งกำลังมีการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการกันภายในปีนี้”

เราถามเขาว่า การที่มีต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ ทำให้หลายฝ่ายกังขาว่าคลื่นความถี่จะตกเป็นของต่างชาติไปด้วย เขามีความเห็นอย่างไร

นายสมประสงค์ ตอบว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพย์สินของคนไทย และควรเป็นของคนไทย เอไอเอส ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และดำเนินการตามสิ่งที่ได้รับอนุญาต

“เราไม่สามารถดำเนินการใดๆตามอำเภอใจได้ เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด หรือระยะเวลาการได้รับใบอนุญาตสิ้นสุด คลื่นความถี่ที่มีอยู่ ก็ต้องคืนรัฐ  เพื่อให้รัฐสามารถนำคลื่นนั้นไปจัดสรรใหม่ได้  เพราะคลื่นไม่ได้ใช้แล้ว จะหมดไป หรือสูญหายไปไหน คลื่นยังคงมีอยู่อย่างเดิม ไม่เหมือนผืนป่า หรือต้นไม้ ที่เมื่อถูกตัดไปแล้ว ก็หมดไป”

เขายังคงมีความเชื่อด้วยว่า สังคมไทยในยุคปัจจุบัน มีการพัฒนาไปมากแล้ว และมีความเข้าใจกับเรื่องเช่นนี้เป็นอย่างดี จริงๆแล้ว ความรักในชาติ เป็นพฤติกรรมที่สามารถจะตอบสนองได้ในทุกทาง ตามหน้าที่ของความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ตั้งแต่ทำตามกฎหมายครบถ้วน เสียภาษี และตอบแทนสังคม และ เอไอเอส ก็มีโครงการที่ตอบแทนสังคมหลากหลายรูปแบบซึ่งก็ทำอย่างจริงจังมาโดยตลอด

นายสมประสงค์ กล่าวด้วยว่า ผู้บริหารหลายคนของ เอไอเอส ก็เป็นคนไทย แม้จะมีต่างชาติปะปนอยู่บ้าง แต่ก็อยากให้มองในแง่บวกว่า การที่มีต่างชาติเป็นผู้บริหาร หรือพนักงานร่วมทำงานด้วย น่าจะช่วยถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ  รวมถึงวิธีคิดให้คนไทยได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่โลกในยุคปัจจุบัน และอนาคตนั้น ไร้ซึ่งพรมแดน

“ที่ผ่านมา จะเห็นว่า เอไอเอส ก็ไม่มีนโยบายฟ้องร้องทีโอที แต่เน้นการเจรจาเป็นหลัก เพราะเราต่างคนต่างทำหน้าที่ ก็เป็นคนไทยด้วยกัน และเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันนั่นละ”

ปัญหาที่ทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ชิน คอร์ป และ เอไอเอส ต้องเดินสาย “ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” ในวันที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ก็เพราะ คณะกรรมการตามมาตรา 22 ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 ในชุดที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งของ รมว.ไอซีที เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส จำนวน 7 สัญญา ได้นำเสนอผลสรุปว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานโดยให้มีการลดส่วนแบ่งรายได้จาก 25-30% ลงเหลือ 20% และขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี นับจากปีที่สิ้นสุดสัญญาเดิม 30 ก.ย.2553 เป็น 30 ก.ย. 2558 นั้น ทำให้ ทีโอที เสียหายคิดเป็นมูลค่ารวม 75,000 ล้านบาท

คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยังเสนอให้ กระทรวงไอซีที มีคำสั่งให้สัญญาสัมปทานที่ได้มี การแก้ไขกันระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส สิ้นสุดลง ณ วันที่ 30 ก.ย.2553 ด้วย ส่วนการดำเนินการจากนั้นถัดมา ทีโอทีจะต้องไปเจรจากับเอไอเอส ว่า หากต้องการให้บริการในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป เอไอเอสจะต้องดำเนินการดังนี้

1.ทำสัญญาเช่าใช้โครงข่าย และ 2. จ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 35% เพราะถือเป็นการขยายอายุสัญญาสัมปทาน โดยกำหนดระยะเวลาการให้เช่าโครงข่าย 5 ปีเช่นเดิม และให้สิ้นสุดสัญญา ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558

ขณะเดียวกัน ก็ให้ทีโอทีไปเจรจาเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งรายได้สำหรับบัตรเติมเงินล่วงหน้า (พรีเพด) ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมคือ อัตรา 25-30% ของรายได้ ซึ่งเป็นอัตราก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อปรับลดส่วนแบ่งรายได้สำหรับบัตรเติมเงินให้เหลือ  20%  ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน

โดยส่วนแบ่งรายได้สำหรับบริการรายเดือน (โพสต์เพด) ให้ จ่ายในอัตราขั้นบันได คือ ปีที่ 1-5 จ่ายส่วนแบ่งรายได้ 15% ปีที่ 6-10 จ่าย 20% ปีที่ 11-15% จ่าย 25% ปีที่ 16-25% จ่าย 30% โดยให้เป็นไปตามสัญญาหลัก

ทีโอที ยังจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้ง 7 ครั้งด้วยหรือไม่ เช่น การแก้ไขสัญญาเพื่อให้ เอไอเอสกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ การไม่ให้ ทีโอทีถือหุ้นร่วม จนทำให้เสียโอกาสในการรับเงินปันผล รวมถึงการขอลดส่วนแบ่งรายได้ และยืดอายุสัมปทานออกไป เป็นต้น

พิจารณากันตามท้องเรื่อง และคำสั่งของ รมว.ไอซีทีที่ให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยึดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่ออดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 เป็นหลักแล้ว

ในฐานะสื่อ เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เอไอเอส จำเป็นจะต้องจ่ายค่าเสียหายอื่นใดอีก

จริงๆแล้วคำสั่งศาลที่ให้ ยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีจำนวน 46,373.68 ล้านบาท พร้อมดอกผล และให้คืนเงิน 30,247 ล้านบาทแก่ทายาทไปนั้น เป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของอดีตนายกฯ ไม่เกี่ยวกับตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็น ชิน คอร์ป หรือเอไอเอส เมื่อพิจารณาจากคำสั่งศาลที่ว่า ทรัพย์สินที่เกิดจากการขายหุ้นทั้งมูลค่าหุ้นและเงินปันผลให้แก่เทมาเสกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรในฐานะนายกรัฐมนตรี

คำสั่งยึดทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุและผลที่ตอบทุกโจทย์ในตัวเองได้อย่างดีอยู่แล้ว

ส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 นั้น ในข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ทุกบริษัทที่ดำเนินกิจการโทรคมนาคมล้วนแต่ขอแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้งกับทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (แคท) ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในเขต กทม. และต่างจังหวัดทั่วประเทศ อย่าง บริษัท เทเลคอมเอเชีย ที่กลายมาเป็น ทรู คอร์ปอเรชั่น, ทีทีแอนด์ที หรือผู้วางระบบโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้ว อย่าง บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล และ คอมลิงค์ จนถึงค่าย เอไอเอส, ดีแทค ของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด

แต่ละค่ายล้วนขอแก้ไขสัญญาสัมปทานรายละไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งทั้งในสาระสำคัญของการขอลดส่วนแบ่งรายได้ลง หรือการขอขยายอายุสัมปทานออกไป

ถ้าถามว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ทำขึ้นภายใต้เงื่อนไข และข้อปฏิบัติที่ต่างเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายตลอดช่วงระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ ทีโอที และ แคท เสียหายหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด คำตอบหาได้ไม่ยาก  เพราะมีหลักฐานเป็นเอกสารบ่งชี้ไว้ชัดเจนในทุกขั้นตอนของการแก้ไขสัญญา

ที่สำคัญ คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ไว้เป็นบรรทัดฐานแก่รัฐบาลชัดเจนว่า แม้การแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นจะไม่ได้นำเสนอให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 พิจารณา หรือเสนอให้ ครม.เห็นชอบ หรือมีผลทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาโดย ทีโอที หรือ แคท กระทำไปโดยไม่มีอำนาจก็ตาม

แต่กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอันเป็นนิติกรรมทางปกครอง สามารถแยกออกจากข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้นได้ และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้นนั้น ยังคงมีผลอยู่ตราบเท่าที่ไม่มีการเพิกถอน หรือสิ้นผลโดยเงื่อนเวลา หรือเหตุอื่น

หาก  ครม.ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายพิจารณาถึงเหตุแห่งการเพิกถอน ผลกระทบ และความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะแล้วว่า การดำเนินการที่ไม่ถูกต้องนั้น มีความเสียหายอันสมควรต้องเพิกถอนข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้น ก็ชอบที่จะเพิกถอนข้อตกลงนั้นได้ แต่หากพิจารณาว่ามีเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ และเพื่อความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ

ครม.ก็อาจใช้ดุลพินิจพิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานั้นๆได้ตามความเหมาะสม

ข้อความทั้งหมดนี้ชัดเจน ถ้ารัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ทั้งแก่เอกชนผู้ให้บริการ และสาธารณชนผู้รับบริการ.
ทีมเศรษฐกิจ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มกราคม 2554, 05:01 น.

 

‘เทมาเสก’ ถอดใจลงทุนไทย ประเดิมโละพอร์ตบำรุงราษฎร์

Published มกราคม 18, 2011 by SoClaimon

18 มกราคม 2554, 06:15 น.

ผ่านทาง\’เทมาเสก\’ ถอดใจลงทุนไทย ประเดิมโละพอร์ตบำรุงราษฎร์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_142154

 

“เทมาเสก” ขายหุ้น BH 91.79 ล้านหุ้น เหตุไม่สบายใจการลงทุนในไทย และอึดอัดหลังซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นฯแล้วถูกต่อต้าน…

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ได้ขายหุ้นออกมารวม 91.79 ล้านหุ้น โดยการขายหุ้นดังกล่าวมี 2 รายการคือ 42.67 ล้านหุ้น และ 49.13 ล้านหุ้น ซึ่งบริษัทได้รับแจ้งจากเทมาเสก โฮลดิ้งส์ (ไพรเวท) ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งว่า ได้ขายหุ้นของบริษัทผ่านตัวแทนของเทมาเสก 42.67 ล้านหุ้น โดยการจำหน่ายหุ้นดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นและโครงสร้างการจัดการของบริษัท ส่วนรายการขายหุ้นอีกรายการหนึ่ง 49.13 ล้านหุ้นนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์พบว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา มีรายการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กลอต) หุ้น BH หลายรายการ โดย 42.67 ล้านหุ้น ขายในกระดานซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ราคาเฉลี่ย 29.25 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 1,250 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายการที่ขายในประเทศอีก 49.13 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 30 บาท มูลค่ารวม 1,470 ล้านบาท ขณะที่ล่าสุดวันที่ 17 ม.ค. หุ้น BH ปิดตลาดที่ 31.25 บาท

ผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุนเปิดเผยว่า คาดว่าหุ้น BH ที่กลุ่มเทมาเสกขายออกมานั้น ในด้านธุรกิจหรือการลงทุนถือว่า เทมาเสกน่าจะได้กำไรจากการลงทุนแล้ว แต่คาดว่าสาเหตุที่เทมาเสกขายหุ้น น่าจะมาจากความไม่สบายใจในการลงทุนในไทย ซึ่งเท่าที่ทราบก่อนหน้านี้ เทมาเสกได้เคยพูดหรือแสดงความรู้สึกออกมาผ่านทางตัวแทนว่า รู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจในการลงทุนในไทยเท่าไรนัก หลังการเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากตระกูลชินวัตร แล้วถูกต่อต้าน ประกอบกับประสบปัญหา และมีข้อติดขัดในการดำเนินธุรกิจหลายเรื่อง เมื่อสามารถหาผู้มาซื้อหุ้นได้ในราคาที่น่าพอใจ จึงตัดสินใจขายหุ้นออกมา แม้หากคิดเป็นมูลค่าหรือเม็ดเงินที่ขายหุ้นออกมาครั้งนี้ จะไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดของเทมาเสกที่มีอยู่ในเมืองไทย โดยเทมาเสกอาจโยกเงินไปลงทุนในแหล่งอื่น ส่วนในทางเปิดเผย เทมาเสกจะให้เหตุผลการขายหุ้นครั้งนี้อย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 มกราคม 2554, 06:15 น.

 

อดีตบิ๊กบินไทย ต้าน ‘ไทเกอร์แอร์’

Published สิงหาคม 16, 2010 by SoClaimon

14 สิงหาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทางอดีตบิ๊กบินไทย ต้าน ‘ไทเกอร์แอร์’ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_103479

โยน “โสภณ” พิจารณาใหม่ ชี้กระทบสายการบินของไทยแน่ แนะควรใช้นกแอร์เป็นเครื่องมือเพิ่มส่วนแบ่งรายได้…

นาย โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ อดีตผู้บริหารบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้มายื่นหนังสือให้พิจารณาเรื่องการจัดตั้งสายการบินไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส อย่างรอบคอบ และตนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ นายฉัตรชัย บุณยะอนันต์ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย เปิดเผยว่า กลุ่มอดีตผู้บริหารการบินไทย เช่น กัปตันโยธิน ภมรมนตรี และเรือโทชูศักดิ์ พาชัยยุทธ อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นห่วงการบินไทยและอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการจัดตั้งไทย ไทเกอร์ จึงต้องการให้รมว.คมนาคม พิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งกลุ่มอดีตผู้บริหารการบินไทยเห็นตรงกันว่า ไม่ควรร่วมทุนกับไทเกอร์ แอร์เวย์ส แต่ควรใช้นกแอร์เป็นเครื่องมือเพิ่มส่วนแบ่งรายได้

การบินไทยถือหุ้น 39% ในนกแอร์มากกว่าผู้ถือหุ้นรายอื่น อย่าบอกว่าควบคุมไม่ได้  ถ้าร่วมทุนแล้วการบินไทยไม่ได้ประโยชน์ การบินไทยควรขายหุ้นทิ้ง ไปจะดีกว่า ส่วนการร่วมทุนกับไทเกอร์ แอร์เวย์ส จัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำจะกระทบต่อการบินไทยและสายการบินของไทยรายอื่นแน่ นอน เพราะเส้นทางบินทับซ้อนกัน ที่สำคัญสิงคโปร์แอร์ไลนส์และกลุ่มเทมาเสกถือหุ้นไทเกอร์ แอร์เวย์ส กว่า 40% สิงคโปร์ไม่มีจุดบินในประเทศ การบินไปต่างประเทศจะต้องเจรจาสิทธิการบิน เขาจึงต้องร่วมมือกับสายการบินประเทศอื่น เหมือนแอบแฝงใช้สิทธิการบินโดยการร่วมทุน

‘ทัศพล’ดับเครื่องชนไทเกอร์แอร์ฯรับโลว์คอสต์แข่งดุ

Published สิงหาคม 8, 2010 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2553, 19:21 น.

ผ่านทาง‘ทัศพล’ดับเครื่องชนไทเกอร์แอร์ฯรับโลว์คอสต์แข่งดุ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_102241

นายทัศพล แบเลเว็ลด์

“ทัศพล” ดับเครื่องชน “ไทเกอร์ แอร์เวยส์” ชี้โลว์คอสต์แข่งดุรับเสือคำราม แย้มตลาดโลว์คอสต์ยังมีส่วนแบ่งเหลือบ้าง แต่ต้องขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการ และฝีมือของผู้บริหาร…

เมื่อ วันที่ 8 ส.ค. นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ผู้ประกอบการสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกของประเทศไทย กล่าวยืนยันว่า แม้ว่าการบินไทย จะจับมือกับ “ไทเกอร์ แอร์เวยส์” จากสิงคโปร์ เพื่อจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ หรือ โลว์คอสต์ “ไทยไทเกอร์แอร์เวยส์” และตามแผนดำเนินงานจะเริ่มขายตั๋วโดยสารในเดือน ก.ย. 2553 นี้ และจะเปิดบินให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค. 2554 ปีหน้านั้น เชื่อว่าตลาดโลว์โคสต์จะยังเติบโตได้อีก 4-5% จากนี้ และแต่ละสายการบินจะแข่งขันกันในเรื่องราคาต่ำสุดอย่างดุเดือด แน่นอน เพราะตลาดโลว์คอสต์ในประเทศ และต่างประเทศ ยังพอมีส่วนแบ่งการตลาดเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการ และฝีมือของผู้บริหารของแต่ละสายการบิน จะมีกลยุทธ์และมีความสามารถที่จะดึงส่วนแบ่งการตลาดให้อยู่กับตัวเองมากน้อย แค่ไหน ส่วนไทยแอร์เอเชีย ยืนยันว่าจะไม่ถอยหนี และไม่หายไปไหนแม้ว่าจะแข่งกันดุในเรื่องราคาถูกสุดเพื่อเอาใจตลาด แต่ก็จะทำแบบมีลิมิตและเป็นจังหวะเวลา

ทั้งนี้ เนื่องจากไทยแอร์เอเชียมั่นใจว่าจะยังครองส่วนแบ่งการตลาดโลว์คอสต์และยังคง เข้าไปแย่งแบ่งเค้กก้อนนี้ได้อยู่เนื่องจาก ไทยแอร์เอเชีย ปรับกลยุทธ์การตลาดสม่ำเสมอ รวดเร็วทันเหตุการณ์ โดยปัจจุบันไทยแอร์เอเชีย มีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศกว่า 27.5% ขณะที่การบินไทยมีส่วนแบ่ง 32 % นกแอร์ 16% บางกอกแอร์เวยส์ 15.8% วันทูโก 8.4% ส่วนตลาดในเอเชีย ก็จะเห็นว่าตลาดโลว์คอสต์เข้ามาครองส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 18.1% และในส่วนนี้เป็นของแอร์เอเซียกว่า 11.5% ซึ่งจากตัวเองต่างๆ ก็พอจะมั่นใจได้ว่าแม้ว่าจะมีโลว์คอสต์ทั้งเก่า และ ใหม่แข่งกันดุ“ไทยแอร์เอเซีย”จะยังคงสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อีกกว่า ปีละ 20-30% แน่นอน

นายทัศพล กล่าวเสริมต่อว่า แต่ขณะนี้ได้เป็นที่กังขากันในวงการอุตสาหกรรมการบินว่าการที่ฝ่ายบริหาร การบินไทย ได้เลือก “ไทเกอร์แอร์เวยส์” ให้เข้ามาพันธมิตรเพื่อให้บริการ โลว์คอสต์ ในนาม “ไทยไทเกอร์แอร์เวยส์” นั้น มีเหตุผลอะไรเพราะหากเป็นสายการบินอื่นๆ หรือ นกแอร์ ที่การบินไทยถือหุ้นอยู่ หลายๆ คนจะไม่ข้องใจเลย เพราะขณะนี้เป็นที่รู้กันว่า ไทเกอร์แอร์เวยส์ ทั้งในสิงคโปร์ และที่ออสเตรเลียประสบปัญหาขาดทุนการดำเนินงานอย่างหนัก และการที่ การบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของคนไทยจับมือกับสายการบินต่างชาติให้ เข้ามาบินในเส้นทางบินในประเทศในเส้นทางบินหลักๆ และทำกำไรที่การบินไทยและ นกแอร์ บินอยู่ จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อ สังเกตกันว่า เส้นทางการเข้ามาร่วมทุนของ “ไทเกอร์แอร์เวยส์” กับ การบินไทย คล้ายกับกรณีการตั้งสายการบิน “ไทยแอร์เอเซีย” อย่างมาก เนื่องจากมีกลุ่มกองทุนเทมาเสก เป็นผู้ถือหุ้นพันธมิตรทั้งคู่แต่ในช่วงที่ ไทยแอร์เอเชียจัดตั้งสายการบินกลับถูกกระแสรักชาติต่อต้านอย่างหนักในเรื่อง นี้มองว่า เป็นเพราะ ไทยแอร์เอเชีย มาเร็ว และ เติบโตอย่างรวดเร็ว และก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากว่า 7-8 ปี ที่ไทยแอร์เอเชียก่อตั้งขึ้นมากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็ล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะฝ่าด่านตัวเอง สิ่งแวดล้อมปัจจัยภายนอกทั้ง ภัยธรรมชาติ ราคาน้ำมันที่ผันผวนรวมถึงปัญหาวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบ เป็นลูกโซ่ ก็ถือเป็นภูมิคุ้นกันอย่างดีที่จะทำให้ ไทยแอร์เอเซียกล้าที่ก้าวอย่างมั่นคง และสู้ต่อไปเพราะทุกวันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ไทยแอร์เอเซียได้รับการยอมรับมีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้น กว่าปีละ20-30%

โดยในปี 2553 คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 6.2 ล้านคนซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีผู้โดยสารมาใช้บริการที่ 5.8ล้านคน อย่างไรก็ตามในปี53 คาดว่าจะมีรายได้จากการดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาทและมีกำไรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10%.

ชำแหละแผนร่วมทุนไทเกอร์แอร์ วาระซ่อนเร้นการบินไทย

Published สิงหาคม 8, 2010 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2553, 09:00 น.

ผ่านทางชำแหละแผนร่วมทุนไทเกอร์แอร์ วาระซ่อนเร้นการบินไทย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_102097

ทีมข่าวเศรษฐกิจหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เกาะติดปมปัญหาสายการบินไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส มาชำแหละให้ได้รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังของการลงนามข้อตกลง ที่ยังมีความลึกลับซับซ้อน…

เส้นแบ่งระหว่าง คนดี คนเลว พระเอก กับ ผู้ร้าย ในโลกของละคร กับโลกของความเป็นจริงวันนี้  นอกจากจะเข้ามาใกล้กันแค่คืบแล้ว  ยังดูบางเบาและเรียบเนียนจนหลอกได้แม้แต่ความคิด  และสายตาของคนดูกระทั่งแยกไม่ออกว่า ท้ายที่สุดแล้วควรเชื่อใคร จนกว่าจะถึงตอนอวสาน!

ยิ่งเข้าสู่ยุคที่สงครามข้อมูลข่าวสารเฟื่องฟู ข่าวจริงถูกกลบ ขณะที่ข่าวเท็จถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหัตประหารเพื่อแย่งชิงอำนาจกัน โอกาสจะทำให้ผู้คนไขว้เขว เห็นผิดเป็นชอบ ก็ยิ่งจะมีมากขึ้น

เมื่อ ทราบกันดีว่า สังคมอุดมปัญญากำลังเสื่อมถอยลงโดยเหตุที่แยกแยะไม่ออกว่า เรื่องใดจริง เรื่องใดเท็จ การตรวจสอบที่มาของข้อมูลข่าวสารในทุกเรื่องอย่างชัดเจนรอบด้าน  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน จึงเป็นสิ่งจำเป็น

ก็ เหมือนกับกรณีที่คณะกรรมการบริหารของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เห็นชอบให้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ลงนามในข้อตกลง (MOU) กับผู้บริหารของสายการบินไทเกอร์  แอร์เวย์ส  เพื่อร่วมกันจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) สายใหม่ที่มีชื่อว่า  ไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส  นั่นเอง

การเร่งรีบลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ กำลังเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากว่า การบินไทยสมควรดำเนินการเพียงใดในขณะที่ยังมี นกแอร์ เป็นสายการบินต้นทุนต่ำในเครืออยู่ ที่สำคัญ สิ่งที่ดำเนินการไปนั้น ถูกต้อง และทำให้การบินไทยได้รับประโยชน์ หรือเสียประโยชน์กันแน่ โดยเฉพาะเมื่อ รมว.กระทรวงคมนาคม และ รมว.กระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า ไม่เคยมีการรายงานเรื่องนี้ให้ทราบก่อน

ทีมเศรษฐกิจ ไปเสาะหาความจริงจากเอกสารหลักฐานการประชุมของคณะกรรมการบริหารงานนโยบาย (Executive Meeting Management : EMM) มาตีแผ่ให้ดูกันอย่างละเอียด ดังนี้

เปิดปมสายการบินต้นทุนต่ำ

ก่อน ที่จะมีการลงนามร่วมทุนระหว่างบริษัทการบินไทย และไทเกอร์ แอร์เวย์ส  เพื่อสร้างสายการบินต้นทุนต่ำสายใหม่ของการบินไทย การบินไทยได้กำหนดกลยุทธ์ระหว่างตนเองกับ นกแอร์ สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost) ที่ถือหุ้นอยู่ 39% ให้เป็น Two-Brand Strategy โดยการบินไทยจะดำเนินงานในลักษณะ “Premium Service Network Airline” เป็นสายการบินระดับบนที่มีผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ และมีบริการที่ยอดเยี่ยมทุกชั้นโดยสาร

ขณะที่ นกแอร์ กำหนดตำแหน่งทางการตลาดเป็น สายการบินคุ้มค่าในราคาต่ำที่เป็นผู้นำระดับภูมิภาค : leading Regional Budget Airline โดยให้ขยายเครือข่ายเพิ่มเส้นทางการบินรองภายในประเทศ และเส้นทางการบินรองในภูมิภาค

แต่ นกแอร์ กลับไม่ยอมอยู่ในตำแหน่งที่วางไว้ให้ และไม่ลงมาเล่นในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำอย่างเต็มตัว!!

ยิ่ง ไปกว่านั้น ในภาวะที่เริ่มมีข้อจำกัดและวิกฤติความตกต่ำทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของตลาดในประเทศ และสายการบินต้นทุนต่ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นกแอร์ และการบินไทยสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ใน 5-6 ปีที่ผ่านมาจากสัดส่วน 82% ของตลาดลดลงเหลือ 32% ในต้นปีที่ผ่านมา

ตรง กันข้าม ไทยแอร์เอเชีย สายการบินต้นทุนต่ำซึ่งร่วมทุนระหว่างมาเลเซีย และกลุ่มของนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งมีส่วนแบ่งถึง 27.5% ของตลาดในประเทศ ขณะที่กำลังคืบคลานสู่ตลาดภูมิภาค จากสัดส่วนผู้โดยสารทั้งหมดของเที่ยวบินภูมิภาคที่เป็นโลว์คอสต์ 18.1% มีแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชีย เป็นรายใหญ่ที่สุด กินส่วนแบ่งตลาดรวมถึง 11.5% ขณะที่การบินไทยมีสัดส่วนตลาดภูมิภาคลดลง 10%

ในเอกสารการ ประชุมของคณะกรรมการบริหารงานนโยบาย ระบุว่า นกแอร์ยืนยันไม่ ต้องการเป็นสายการโลว์คอสต์ แต่เลือกที่จะเป็นสายการบินชั้นกลางที่มีความคุ้มค่า (มีชั้นประหยัด และชั้นธุรกิจ) : Value for Money ที่ต้องการให้บริการใกล้เคียงกับการบินไทย แต่มุ่งขยายเส้นทางเฉพาะในประเทศเท่านั้น ไม่มีแผนบินในภูมิภาค และต้องการใช้สนามบินดอนเมืองเท่านั้น

ทำให้นกแอร์ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเพื่อแข่งขันในเส้นทางบินระดับภูมิภาค และจบบทบาทสายการบินต้นทุนต่ำของประเทศไทยในทันที

ความ ล้มเหลวของการผลักดันนกแอร์ เป็นเหตุผลให้การบินไทยตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดจาก Two-Brand Strategy สู่ Multi-Brand Strategy

รวมทั้งเป็นเหตุผลที่นายปิยสวัสดิ์อ้างถึงในการลงนามบันทึกความเข้าใจ  (MOU)  เพื่อ
การ ร่วมทุนระหว่างการบินไทย และไทเกอร์ แอร์เวย์ส  เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสร้างสายการบินใหม่ “ไทย ไทเกอร์” เข้าไปต่อสู้ แย่งตลาดสายการบินต้นทุนต่ำกลับคืนมา

โดยคณะกรรมการฝ่ายบริหารนโยบาย ให้ความเห็นว่า การร่วมทุนกับสายการบินต้นทุนต่ำที่ดำเนินการอยู่แล้ว  ซึ่งก็คือ ไทเกอร์ แอร์เวย์ส  เป็นหนทางที่มีความเหมาะสม และช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ทรัพยากรของการบินไทย

ภายใต้ ลักษณะการดำเนินการที่ว่า หลังร่วมทุนแล้ว จะเน้นธุรกิจแบบสายการบินต้นทุนต่ำ คือ ใช้เครื่องบินแบบเดียวกันทั้งฝูง เส้นทางบินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ให้บริการเพียงชั้นประหยัด ใช้ประโยชน์จากเครื่องบินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่มีการทำการบินร่วม (No code share) มีเว็บไซต์เป็นเส้นทางการจำหน่ายหลัก และไม่มีบริการเสริม

เผยโฉม “ไทเกอร์แอร์” เสือลำบาก

ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ก่อตั้งในปี 2546 เป็นสายการบินสัญชาติสิงคโปร์ โดยมีสิงคโปร์ แอรไลน์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 33.7% มีกองทุนที่ก่อตั้งร่วมกันของไรอัน แอร์ และบริษัทอเมริกัน เวสต์ ถือหุ้น 26.2% และมีการสนับสนุนของรัฐบาล ผ่านการลงทุนของกองทุนเทมาเสก 7.7% (เทมาเสกยังถือหุ้นสิงคโปร์ แอร์ไลน์ 50%) และที่เหลือเป็นการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สิงคโปร์ 32.4% เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ทำการบินหลักในเอเชีย และออสเตรเลีย และบินมาประเทศไทยใน 4 เส้นทาง คือ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ หาดใหญ่ มีเครื่องบิน A320 ทั้งสิ้น 19 ลำ และมีแผนซื้อเครื่องบินใน 6 ปีข้างหน้าอีก 49 ลำ

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตถึงฐานะการเงินของไทเกอร์ แอร์เวย์ส ในรายงานผลการดำเนินงานรอบ 4 ปี ต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ที่ค่อนข้างลุ่มๆ ดอนๆ

ปี 49/50 ไทเกอร์ แอร์เวย์ส มีผลการดำเนินงานขาดทุน 14.8 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 62.5 ล้านบาท ปี 50/51 ไทเกอร์ แอร์เวย์ส มีกำไรสุทธิ 9.90 ล้านเหรียญสิงคโปร์ แต่เป็นผลจากการคืนภาษีย้อนหลัง 10 ล้านเหรียญฯ (แสดงว่าแท้จริงขาดทุน 0.1 หรือ 27.5 ล้านบาท)

ปี 51/52 ไทเกอร์ แอร์เวย์ส กลับมาขาดทุน 50.8 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือขาดทุน 275 ล้านบาท ขณะที่ปี 52/53 มีกำไรสุทธิ 41.6 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ผลจากการคืนภาษีย้อนหลัง 22 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (แสดงว่าแท้จริงมีกำไร 19.6 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 250 ล้านบาท)

แต่แม้จะมีผลการดำเนินงานไม่ เป็นที่ประทับใจจอร์จ ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ก็สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ได้ในต้นปี 53 โดยความช่วยเหลือจากเทมาเสก

ส่วนผลการดำเนินการในครึ่งแรกของปีนี้  ขณะร่วมทุนการบินไทยยังเป็นความลับ ไม่มีใครรู้ฐานะที่แท้จริง  ไม่ว่าคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่  หรือกระทรวงคมนาคมผู้กำกับดูแล

เลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535

สำหรับ แนวทางร่วมทุน และการดำเนินการของสายการบินใหม่ “ไทยไทเกอร์” ในการแถลงข่าวลงนามในบันทึกความเข้า (เอ็มโอยู) ผู้บริหารการบินไทยให้สัมภาษณ์ว่า การร่วมทุนครั้งนี้ การบินไทยจะใช้เงินทั้งสิ้นเพียง 100 ล้านบาท

แต่ในแผนธุรกิจ การร่วมลงทุนระหว่างการบินไทยกับไทเกอร์ แอร์เวย์ส ซึ่งเป็นเอกสารลับ แม้แต่กับ รมว.คมนาคม และ รมว.คลังนั้น ระบุถึงโครงสร้างผู้ถือหุ้นไว้ว่า จะมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 200 ล้านบาท เป็นเงินทุนของการบินไทย 99.6 ล้านบาท กองทุนพนักงานการบินไทย 2.4 ล้านบาท รวมเป็น 51% และเป็นของไทเกอร์ แอร์เวย์ส 98 ล้านบาท หรือ 49%

แต่สามารถเพิ่มทุนจดทะเบียนต่อเนื่องไปได้จนสูงสุดไม่เกิน 900 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เข้าข่าย  พ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐ พ.ศ.2535!!

ทั้ง นี้  ในสัญญาการร่วมทุน 10 ปี ไทเกอร์ แอร์เวย์ส จะเป็นผู้จัดทำแผนธุรกิจใน 3 ปีแรก รวมถึงระบบการขาย การสร้างชื่อ (Brand) การบริหารรายได้ การพัฒนาเส้นทางบิน การคัดเลือกฝึกนักบิน และลูกเรือ จัดหาเครื่องบินให้เช่า และการจัดซื้อเครื่องบินร่วมกันต่อไปในอนาคต

โดย ปีแรกจะใช้เครื่องบิน 3 ลำ บินใน 7 เส้นทางหลัก 84 เที่ยวต่อสัปดาห์ และเพิ่มเครื่องบินเป็น 10 ลำ ใน 15 เส้นทางหลักในปีที่ 3 หรือ 226 เที่ยวต่อสัปดาห์ ประกอบด้วยเส้นทาง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ กระบี่ และเส้นทางภูมิภาค มาเก๊า กัวลาลัมเปอร์ ไซง่อน มาดราด ปีนัง เกาชุง กัลกัตตา เซิ่นเจิ้น ฮ่องกง ดานัง บันดาร์เสรีเบกาวัน

หากพิจารณา ให้ดีจะเห็นว่า เส้นทางที่ให้บริการมีความทับซ้อนกับเส้นทางบินของ การบินไทย และนกแอร์ และยังมีปริมาณเที่ยวบินต่อวันมากกว่าเจ้าของเส้นทางบินเดิมด้วย

ส่วน เครื่องบินทั้งหมดที่ใช้ จะเช่าจาก ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ในสนนราคา 252,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 8.06 ล้านบาทต่อลำต่อเดือน  (32 บาทต่อดอลลาร์)  โดยมีประมาณการค่าซ่อมเครื่องบิน 181,000 เหรียญฯ  หรือ 5.89 ล้านบาทต่อลำต่อเดือน  และค่าบำรุงรักษาเครื่อง 42,000 เหรียญฯ หรือ 1.35 ล้านบาทต่อลำต่อเดือนด้วย

ผลประกอบการขาดทุนทั้ง 3 ปี

สำหรับ การประมาณการผลการดำเนินงาน ในแผนธุรกิจร่วมทุนฉบับลับสุดยอดนี้ ระบุไว้ว่า หาก “ไทยไทเกอร์” สามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 มี.ค.2554 จะเริ่มได้กำไรจากการทำงานในปีที่ 2 (31 มี.ค.56)

โดยมีผู้โดยสารใน เครือข่ายปีแรก 1.4 ล้านคน และเพิ่มเป็น 4 ล้านคนในปีที่ 3 หลังจากเพิ่มเครื่องบินเป็น 10 ลำแล้ว แต่สิ้นปีที่ 1 (31 มี.ค.55) ผลประกอบการจะยังขาดทุนสุทธิ 255 ล้านบาท ก่อนจะกลับเป็นกำไรสุทธิในปีที่ 2 จำนวน 25 ล้านบาท (31 มี.ค.56) และเพิ่มขึ้นเป็น 569 ล้านบาท ในปีที่ 3 (31 มี.ค.57)

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารดังกล่าวกลับมีข้อแตกต่างในส่วนของการประมาณการรายได้ และการประมาณการรายจ่ายของสายการบินใหม่ไทยไทเกอร์

เพราะ หากนำรายได้ และรายจ่ายมาหักลบกลบหนี้กันแล้ว ผลประกอบการที่ระบุไว้ข้างต้นจากกำไร จะกลายเป็นผลขาดทุนต่อเนื่องทั้ง 3 ปี  โดยในปีแรกขาดทุน 418 ล้านบาท ปีที่ 2 ขาดทุนอีก 407 ล้านบาท  และปีที่ 3 ขาดทุนลดลงเหลือ 34 ล้านบาท!!!

โดยในเอกสารดังกล่าว ได้มีการประมาณการรายได้ จากการดำเนินการในปีแรก 2,348 ล้านบาท และมีรายได้ในปีที่ 2 เพิ่มเป็น 5,596 ล้านบาท สำหรับปีที่ 3 จะมีรายได้จากการดำเนินงาน 7,295 ล้านบาท และมีการประมาณการรายจ่ายไว้ที่ 2,766 ล้านบาทในปีแรก เพิ่มขึ้นเป็น 6,003 ล้านบาทในปีที่ 2 และขยับขึ้นเป็น 7,329 ล้านบาทในปีที่ 3

ทั้งนี้  น่าสังเกตว่า  มีรายการใช้จ่ายในอัตราที่สูงจำนวนมาก  ซึ่งนอกเหนือจากการเช่าเครื่องบินของไทเกอร์ แอร์เวย์ส รวมค่าซ่อมค่าบำรุงในอัตราที่สูงแล้ว ยังมีค่าบริการด้านการตลาดต้องจ่ายไทเกอร์ แอร์เวย์สอีก 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อลำต่อเดือน หรือ 1.15 ล้านบาท (23 บาทต่อดอลลาร์สิงคโปร์) ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายตั๋ว 0.404 เหรียญฯ หรือ 12.39 บาทต่อรายการ ค่าใช้จ่ายการให้บริการภาคพื้นดิน 720 เหรียญฯ หรือประมาณ 23,000 บาทต่อเที่ยวบิน รวมถึงค่าจ้างนักบินต่างชาติอีกด้วย

ข้อกังขาปูทางร่วมทุนเทมาเสก

อย่าง ไรก็ดี มีข้อกังขามากมายที่ถาโถมเข้าใส่นายปิยสวัสดิ์ ไม่เฉพาะแต่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.กระทรวงคมนาคม  เท่านั้น  ที่กังขาถึงขั้นต้องทำหนังสือด่วนให้นายปิยสวัสดิ์ตอบโจทย์  ที่ตั้งกลับมาภายใน 10 วัน เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง อาทิ

“การจัด ตั้งไทย  ไทเกอร์ แอร์เวย์ส มีผลกระทบต่อคนไทยหรือไม่ จะมีผลกระทบต่อนกแอร์ อย่างไร ความคืบหน้าแผนการเพิ่มทุนของการบินไทยในนกแอร์ 39% เป็น 49% การร่วมทุนของการบินไทย กับ ไทเกอร์ แอร์ ดำเนินการตามกฎระเบียบ และขั้นตอนครบถ้วนแล้วหรือไม่”

หากแต่ยังมีคำถามคาใจ และข้อสังเกตอีกหลายประการเกี่ยวกับการดำเนินการที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การปลดเจ้าหน้าที่ดูแลงานด้านการโฆษณา และสื่อสารการพาณิชย์พ้นจากตำแหน่ง เอาตัวเองเข้าไปดูแลงานด้านนี้แทนภายใต้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท ระหว่างทางนายปิยสวัสดิ์ ยังได้ขออนุมัติเพิ่มวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ จาก 50 ล้านบาท ขึ้นเป็น 200 ล้านบาทด้วย

ถัดจากนั้นไม่นาน นายปิยสวัสดิ์ก็มีนโยบายประกาศปิดเส้นทางบินภายในประเทศ จากที่เคยบินอยู่ 26 เส้นทาง ลงมาเหลือ 15 เส้นทาง และล่าสุดเหลือ 8 เส้นทาง โดยมีแผนจะปิดอีก 2 เส้นทาง คือ สุราษฎร์ธานี และขอนแก่น โดยอ้างว่า การบินไทยประสบภาวะการขาดทุนจากเส้นทางบินภายในประเทศ

หลังปิดเส้น ทางบินในจังหวัดใหญ่ๆอย่าง อุบลราชธานี พิษณุโลก และแม่ฮ่องสอน แล้ว นายปิยสวัสดิ์ได้ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือกันระหว่างการบินไทย กับ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินนกแอร์ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2553 เพื่อให้นกแอร์ทำการบินในเส้นทางดังกล่าวแทนภายใต้กลยุทธ์  Two-Brand  Strategy  ความร่วมมือในการให้บริการในเส้นทางรองภายในประเทศ

และ จากนั้นในเดือน เม.ย.ถัดมา นายปิยสวัสดิ์ก็ประกาศขึ้นราคาค่าโดยสารของการบินไทยที่อ้างว่าขึ้นราคา เฉลี่ยเพียง 35% ในขณะที่ข้อเท็จจริง หลายเส้นทางราคาค่าโดยสารของการบินไทยถูกปรับขึ้นไปสูงถึง 60-70% ทำให้ผู้โดยสารของการบินไทยลดลงอย่างฮวบฮาบ และยังทำให้นกแอร์ และไทยแอร์ เอเชีย ซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำแย่งตลาดภายในประเทศไปอย่างเป็นกอบ เป็นกำด้วย

“การทำการบินในลักษณะบินร่วม หรือ code share ที่ให้นกแอร์ไปบินแทน หรือที่กำลังจะเปลี่ยนให้ไทย ไทเกอร์ แอร์ ไปบินนั้น จะส่งผลโดยตรงต่อกำไรของการบินไทย เช่น ในเส้นทางบินที่การบินไทยเคยขายราคา 3,000 บาท นกแอร์จะเอาไปขายแค่ 1,800 บาท ในแง่ของนกแอร์อาจมีกำไร แต่ในทางกลับกัน การบินไทยจะขาดทุนทางบัญชีทันที นอกจากนี้ ถ้าเส้นทางใดที่นกแอร์ไม่มีที่นั่งให้บิน ผู้โดยสารสามารถย้ายไปบินกับการบินไทยได้เลย อันนี้ไม่ถูกต้องแน่ๆ”

ผู้ เชี่ยวชาญด้านการบิน และที่ปรึกษาด้านการวางแผนธุรกิจ ยังระบุถึงข้ออ้างที่ว่า นกแอร์ ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพ  หรือเพิ่มขีดความสามารถเป็นสายการบินต้นทุนต่ำอย่างแท้จริง  ขณะที่ การบินไทยในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ เข้าไปสั่งการ หรือเปลี่ยนแปลงผู้บริหารไม่ได้ นอกจากยอมให้ นกแอร์แบ่งแยกตัวเองเป็นสายการบินที่มีลักษณะเฉพาะตัว เท่ากับตั้งสายการบินขึ้นมาเพื่อ
จะดึงเงินออกจากการบินไทยไปเฉยๆ

ภาย ใต้การบริหารจัดการดังกล่าว  ทำให้มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่านี่เป็นการปูทางไปสู่ การจัดตั้งสายการบินต้นทุนต่ำใหม่  ไทย  ไทเกอร์  แอร์เวย์ส  โดยที่ยังคงเลี้ยงนกแอร์ให้อยู่ รอดต่อไป ซึ่งท้ายที่สุด การบินไทย อาจจะหายไปจากน่านฟ้าได้.

ทีมเศรษฐกิจ

%d bloggers like this: